<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/index/id/112</link>
<atom:link href="https://chainat.moc.go.th/th/content/category/index/id/112" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[​ดีเซลขึ้น 50 บาท กระทบสินค้า 0.7-44.4% ยันปรับราคา ดูแลกระทบประชาชนน้อยที่สุด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158795</link>
<guid isPermaLink="false">cb8670181748f5a9dfa62be80d0294ab</guid>
<pubDate>Fri, 10 Apr 2026 14:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในวิเคราะห์ดีเซลพุ่งลิตรละ 50 บาท กระทบต้นทุนสินค้า 0.7-44.4% อาหารสดต่ำสุด ปุ๋ยสูงสุด ยันจะกำกับดูแลการขึ้นราคาอย่างเต็มที่ ไม่ให้กระทบประชาชนมากจนเกินไป เผยล่าสุดมีน้ำมันปาล์ม สบู่ แชมพู ขอปรับราคาแล้ว แต่ยังไม่อนุมัติ พร้อมอัดโครงการลดภาระค่าครองชีพเต็มสูบ ทั้งไทยช่วยไทย ธงฟ้า ธงเขียว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ทำการวิเคราะห์ราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 50 บาท ที่มีผลกระทบต่อต้นทุนราคาสินค้า พบว่า มีผลกระทบแตกต่างกัน มากบ้าง น้อยบาง เฉลี่ย 0.7-44.4% แล้วแต่สินค้า โดยแบกเป็น 5 หมวด ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม กระทบ 1.6-12.1% 2.ของใช้ประจำวัน กระทบ 1.4-16.2% 3.ปัจจัยการเกษตร กระทบ 44.4% 4.วัสดุก่อสร้าง กระทบ 1.5-2.1% และ 5.อาหารสด กระทบ 0.7-3.2% ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากดีเซล จะทำให้สินค้าปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันที เพราะต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย และการปรับขึ้นราคา จะพิจารณาต้นทุน โครงสร้างราคา และหากจำเป็น ก็จะให้ปรับขึ้นน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระประชาชนมากเกินไป &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยล่าสุด มีสินค้าควบคุมในกลุ่มที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาจำนวน 15 รายการ ได้ยื่นขอปรับราคาเข้ามาแล้ว เช่น น้ำมันปาล์ม ยื่นมา 4 ราย กรมกำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ต้นทุน ตรวจสอบสต็อกเก่า โดยยอมรับว่า ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจริง หากพิจารณาจากปี 2568 ราคาผลปาล์มอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 5.73 บาท น้ำมันปาล์มดิบ กก.ละ 33.47 บาท น้ำมันปาล์มขวด 48 บาท แต่ปี 2569 ราคาผลปาล์มขยับขึ้นไป กก.ละ 8 บาท น้ำมันปาล์มดิบ กก.ละ 41.75 บาท และน้ำมันปาล์มขวด 42-50 บาท ซึ่งตามปกติช่วงห่างระหว่างน้ำมันปาล์มดิบกับน้ำมันปาล์มขวดจะอยู่ที่ 12-15 บาท แต่ตอนนี้ห่างแค่ 0.25-8 บาท มีแนวโน้มว่าต้องให้ปรับขึ้น แต่จะขอความร่วมมือค่อย ๆ ขยับราคา เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนจนเกินไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนสบู่ แชมพู มีผู้ผลิตยื่นขอปรับราคาเข้ามาแล้ว กรมกำลังพิจารณาโครงสร้างราคา ต้นทุน โดยมีเวลาในการพิจารณา 2 สัปดาห์ และหากจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา ก็จะพิจารณาให้ปรับเท่าที่จำเป็น แต่ถ้าปกติกำไร 5% ต้นทุนเพิ่ม 2% ก็อาจจะขอความร่วมมือให้ชะลอไปก่อน สำหรับสินค้าอื่น ๆ ที่อยู่ในบัญชีควบคุมและต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา อาทิ ปลากระป๋อง ยังไม่มีการขอปรับราคา มีแต่หารือว่าต้นทุนเริ่มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งพลาสติกและปลา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไม่มีการปรับราคา ผู้ผลิตยินดีรับภาระต้นทุนและลดกำไรลง นมผง นมพร้อมดื่ม เริ่มมีปัญหาวัตถุดิบ ในส่วนของกล่องและพลาสติก แต่ยังไม่ขอปรับราคา ที่เหลือทั้งกระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ หน้ากากอนามัย วัสดุก่อสร้าง (เหล็กแผ่นเคลือบ ดีบุกโครเมียม) ยังไม่มีการขอปรับราคา รวมถึงสินค้าที่ต้องแจ้งเปลี่ยนราคา 16 รายการ ก็ยังไม่มีการแจ้งมา &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับปุ๋ยเคมี ยังไม่มีการขอปรับราคา แต่ผู้ผลิตแจ้งว่ามีต้นทุนสูงขึ้น โดยปกติปุ๋ยยูเรีย ราคา 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้นเป็น 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากตะวันออกกลาง แต่ยังไม่ได้ จึงมีการหาแหล่งนำเข้าเพิ่มจากมาเลเซียและบรูไน แต่ก็มีเจ้าอื่นมาแย่ง อาจได้จำกัด ซึ่งต้องยอมรับว่าครั้งนี้รุนแรงกว่าปกติ แรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยปัจจุบันปุ๋ยยูเรียมีจำนวน 3.43 แสนตัน กำลังนำเข้า 2.34 แสนตัน ปริมาณรวมพร้อมใช้ 5.77 แสนตัน คาดว่าจะใช้เดือน เม.ย.2569 จำนวน 2.76 แสนตัน คงเหลือ 3 แสนตัน คาดว่าจะใช้ได้ถึงกลางเดือน พ.ค.2569 โดยขณะนี้ กำลังหานำเข้าเพิ่ม ทั้งจากมาเลเซีย บรูไน และจากตะวันออกกลาง ใกล้จะมีข่าวดี เรือ 5 ลำที่ขนปุ๋ย ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่ากำลังเจรจากับอิหร่าน และอยู่ระหว่างการยืนยันเรือ ทั้งนี้ หากจะมีการขอปรับราคา จะพิจารณาต้นทุนนำเข้าที่แท้จริง และการปรับราคาจะให้กระทบต่อเกษตรกรน้อยที่สุด ส่วนราคาปุ๋ยที่มีการร้องเรียนว่าขึ้นราคา กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว 1,065 แห่ง พบทำผิด 48 ราย ดำเนินการเอาผิดแล้ว 6 ราย แยกเป็นไม่ปิดป้ายราคา 4 ราย ขายแพง 2 ราย ส่วนที่เหลือ 42 ราย แจ้งว่า ซื้อต้นทุนมาสูง ก็ต้องตรวจสอบย้อนกลับว่าซื้อมาจากใคร ราคาเท่าไร หากพบว่า มีการค้ากำไรเกินควร ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านเม็ดพลาสติก ไม่เคยควบคุมมาก่อน และเมื่อเป็นสินค้าควบคุมแล้ว ได้มีมาตรการให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้แทนจำหน่าย ผู้ซื้อเม็ดพลาสติกเพื่อนำไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ ต้องแจ้งราคา ปริมาณ และรายละเอียดเม็ดพลาสติกเป็นรายสัปดาห์ โดยกรมได้เข้าไปตรวจสอบ พบว่า มี 3 กลุ่มที่จะกระทบต่อประชาชนและเกษตรกร ได้แก่ 1.หีบห่อหาร อาทิ กล่อง ถุงร้อน ถุงหิ้ว ถุงขยะ 2.กระสอบใส่ปุ๋ย และ 3.ถุงเลือด ถุงน้ำเกลือ ซึ่ง 3 กลุ่มนี้ คิดเป็น 50% ของการใช้พลาสติกทั้งหมด ซึ่งจะเน้นการกำกับดูแลใน 3 กลุ่มนี้ให้เหมาะสม เพราะปัจจุบันวัตถุดิบเม็ดพลาสติกมีเพียงพอ แต่มีราคาสูงขึ้น อย่างพอลิเอทิลีน (PE) ไม่ได้ขาดแคลน ส่วนโพลีโพรพิลีน (PP) ก็เพียงพอ แต่อาจต้องนำเข้าเพิ่ม และยังมีการตั้งคณะทำงานบริหารห่วงโซ่อุปทาน มากำกับดูแลต้นทุน ราคาและป้องกันการกักตุนแล้ว &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า สำหรับการดูแลและลดภาระค่าครองชีพประชาชนในช่วงนี้ ได้มีการจัดทำโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; โดยร่วมมือกับห้าง ผู้ผลิตรายใหญ่ลดราคาสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รอง และเตรียมนำสินค้าชุมชน สินค้า SME เข้ามาจำหน่ายเพิ่ม เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ ส่วนโครงการธงฟ้า กำหนดจัด 1,518 ครั้ง จัดแบบปกติ 518 ครั้ง จัดในโรงเรียน สถานศึกษา 1,000 แห่ง จัดรถธงฟ้าโมบาย 5,000 คัน ออกจำหน่ายสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพเข้าถึงแหล่งชุมชน และพื้นที่ห่างไกล กระจายสินค้าผ่านตลาดกลาง ตลาดนัด ตลาดสด ปั๊มน้ำมัน ไปรษณีย์ 1,000 แห่ง และใช้ร้านค้าส่งค้าปลีก ร้านโชห่วย ช่วยกระจายสินค้า 150 แห่ง และจัดปุ๋ยธงเขียว ลดราคาปุ๋ยให้กับเกษตรกร เริ่มทันที 10 จังหวัด เดือน เม.ย.-พ.ค.2569 และจะทำให้ครบ 100 ครั้ง เดือน พ.ค.-ก.ย.2569</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260410e8a14a8627183734026b3713aeb2a3f0140438.jpg' type='image/jpg' length='160842' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกแผงวงจรรวมไทยโตต่อเนื่อง ต่างชาติแห่ลงทุน เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลหนุน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158793</link>
<guid isPermaLink="false">dcb27d62a30e1eea823c7832027ca44a</guid>
<pubDate>Fri, 10 Apr 2026 14:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.วิเคราะห์การส่งออกแผงวงจรรวม (IC) ของไทย พบขยายตัวต่อเนื่อง ได้แรงหนุนจากความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิต มีจุดแข็งเป็นฐานผลิตเดิมที่มีความเชี่ยวชาญ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ทั้ง AI , EV และ Data Center ส่วนสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบทางอ้อม ทำต้นทุนและค่าขนส่งสูงขึ้น แนะรัฐช่วยสภาพคล่อง คุมพลังงาน ด้านพาณิชย์เร่งเจรจา FTA เปิดตลาด ผลักดันใช้ประโยชน์จาก FTA ส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้วิเคราะห์การส่งออกแผงวงจรรวม (Integrated Circuits: IC) หรือเป็นที่รู้จักทั่วไป คือ ชิป (Chips) ของไทย พบว่า เติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ มาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ทำให้ไทยได้รับอานิสงค์จากการย้ายฐานการผลิต ไทยมีจุดแข็งเป็นฐานการผลิตดั้งเดิมที่มีความเชี่ยวชาญ และบีโอไอให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและเทคโนโลยีสะอาด ทำให้ความต้องการชิปทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจากการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค ส่งผลให้เกิดความต้องการแผงวงจรรวมเพื่อใช้ในระบบควบคุมพลังงานและระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ภายในรถยนต์เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังมีการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก หลังวิกฤตการณ์ขาดแคลนชิปคลี่คลายลง ทำให้วัฏจักรของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้กลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุปกรณ์เชื่อมต่อ IoT (Internet of Things) ล้วนใช้แผงวงจรรวมเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้จึงผลักดันให้มูลค่าการส่งออก IC ของไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกแผงวงจรรวมของไทยในทางอ้อม มากกว่าผลกระทบโดยตรง อาทิ ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุน แม้อิหร่านจะไม่ใช่ตลาดหลักของ IC ไทย แต่กลุ่มสินค้าเครื่องจักรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง IC ถูกประเมินว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากปัญหาโลจิสติกส์และค่าขนส่งที่สูงขึ้น หากสงครามยืดเยื้อ รวมถึงผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต เนื่องจากสงครามส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานโลกผันผวน ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงในกระบวนการผลิตและขนส่งสินค้าอุตสาหกรรมไฮเทคอย่าง IC</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเน้นที่การรักษาสภาพคล่องและควบคุมต้นทุนพลังงาน อาทิ การตรึงราคาน้ำมันดีเซลเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคดีดตัวสูงขึ้น พร้อมทั้งมีการออกมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออก SME และบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งมาตรการทางการเงินและบริการให้คำปรึกษา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการปรับกลยุทธ์บริหารต้นทุน ปรับโมเดลธุรกิจ และกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแผนระยะยาวของภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ โดยพบว่า ไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและแข่งขันได้ และควรให้ความสำคัญ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete เนื่องจากใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชัน และการแพทย์ โดยร่างยุทธศาสตร์นี้ ต้องการผลักดันให้เกิด ชิปเมดอินไทยแลนด์ (Made-in-Thailand Chips) เพื่อยกระดับให้ไทยเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ มีแผนสนับสนุนอุตสาหกรรมแผงวงจรรวมของไทย ผ่านกลไกการค้าระหว่างประเทศและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ขับเคลื่อนการส่งเสริมให้ใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อสนับสนุนการส่งออกแผงวงจรรวมที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ รวมถึงการนำระบบ MOC Plus ที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการรายบุคคลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จาก FTA และข้อมูลตลาดที่เหมาะสมของแต่ละประเภทสินค้า เพื่อให้ได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลก และยังเร่งจัดทำความตกลงทางการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในตลาดใหม่ เพื่อเอื้อให้เกิดการเคลื่อนย้ายการลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ ซึ่งจะมีส่วนในการสนับสนุนเป้าหมายของไทยที่ต้องการเร่งพัฒนาแรงงานทักษะสูงทางดิจิทัล ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนสร้างแรงจูงใจทางการลงทุนจากบรรษัทข้ามชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศ เพื่อให้ไทยขึ้นมามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานการผลิตแผงวงจรรวมของโลกได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
การส่งออกแผงวงจรรวมของไทย ในปี 2568 มีมูลค่า 11,095.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก ปี 2567 ที่มีมูลค่า 8,651.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 28.25% โดยตลาดส่งออกหลัก 5 อันดับแรกเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ฮ่องกง มูลค่า 2,848.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 34.39% สัดส่วน 25.67% ของการส่งออกทั้งหมด ไต้หวัน มูลค่า 1,321.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 89.25% สัดส่วน 11.91% มาเลเซีย มูลค่า 1,032.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.82% &nbsp;สัดส่วน 9.31% จีน มูลค่า 1,007.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.48% สัดส่วน 9.08% และสิงคโปร์ มูลค่า 972.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.49% สัดส่วน 8.76%</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604102974d4c9ac3be862ac9ad2cc2190627d140318.jpg' type='image/jpg' length='708603' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ค้าภายในลุยตรวจสถานีขนส่ง ดอนเมือง จุดพักรถ ดูแลประชาชนเดินทางสงกรานต์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158567</link>
<guid isPermaLink="false">35de16a130f83c928bceddfa8787fe80</guid>
<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 15:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์สินค้าและค่าบริการ ที่สถานีขนส่ง สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ท่าอากาศยานดอนเมือง และจุดพักรถมอเตอร์เวย์ เพื่อดูแลประชาชนช่วงเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ ย้ำผู้ประกอบการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน ห้ามฉวยโอกาส เผยราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังทรงตัว เมื่อเทียบกับช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าตรวจสอบข้อร้องเรียนราคาสินค้าต่อเนื่อง เผยล่าสุด 1 มี.ค.-8 เม.ย. มีถึง 567 คำร้อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและค่าบริการในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2569 เพื่อดูแลความเป็นธรรมทางการค้าและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่กำลังเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว โดยได้เข้าตรวจสอบในพื้นที่สำคัญ ได้แก่ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (สายใต้ใหม่) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (เอกมัย) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ท่าอากาศยานดอนเมือง และจุดพักรถมอเตอร์เวย์ กม.49 (บางปะกง) พร้อมบูรณาการตรวจร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการลงพื้นที่ กรมได้ตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค การแสดงอัตราค่าบริการรับส่งผู้โดยสาร ค่าบริการรับฝากสิ่งของ และค่าบริการรถเข็น ตลอดจนติดตามภาวะราคาจำหน่ายสินค้าและบริการในพื้นที่ ๆ มีประชาชนใช้บริการจำนวนมากในช่วงเทศกาล พบว่า ผู้ประกอบการในสถานีขนส่งผู้โดยสารสาธารณะ ท่าอากาศยาน และจุดพักรถ มีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าและค่าบริการไว้อย่างถูกต้องและชัดเจน และได้กำชับให้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าและคิดค่าบริการให้ตรงกับราคาที่แสดงไว้ และห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ ภาพรวมราคาและปริมาณส่วนใหญ่ยังทรงตัว เมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยราคาอาหารปรุงสำเร็จยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม เช่น ข้าวราดแกง 1 อย่าง ราคา 40-60 บาทต่อจาน ข้าวราดแกง 2 อย่าง ราคา 50-70 บาทต่อจาน ข้าวมันไก่ ราคา 50-70 บาทต่อจาน และก๋วยเตี๋ยวหมู ราคา 40-65 บาทต่อชาม ขณะที่เครื่องดื่มส่วนใหญ่ยังมีราคาทรงตัวเช่นกัน ส่วนค่าบริการรับฝากสัมภาระและค่าบริการขนสัมภาระ มีอัตราค่าบริการเริ่มต้น 30-90 บาทต่อชิ้น และตู้รับฝากสัมภาระแบบอัตโนมัติคิดค่าบริการ 40-80 บาทต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดของสัมภาระและตู้รับฝาก สะท้อนให้เห็นว่าภาวะราคาสินค้าในภาพรวมยังทรงตัว แม้บางรายการจะมีความแตกต่างกันบ้างตามทำเลและต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่ยังไม่พบการปรับขึ้นผิดปกติ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายจิรวุฒิกล่าวว่า การตรวจสอบราคาสินค้าทั่วไป กรมได้กำกับดูแลสถานการณ์สินค้าเชิงรุกอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามทั้งด้านราคาและปริมาณ โดยเฉพาะสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเฝ้าระวังพฤติกรรมการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ การจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับป้ายราคา และการกักตุนสินค้าอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการตรวจสอบตามที่ประชาชนได้เรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ซึ่งในช่วงวันที่ 1 มี.ค.-8 เม.ย.2569 มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทางด้านราคาและปริมาณสินค้าไปแล้วทั้งหมด 567 คำร้อง แบ่งเป็นในพื้นที่กรุงเทพฯ 151 คำร้อง และต่างจังหวัด 416 คำร้อง ตรวจสอบแล้วเสร็จ 376 คำร้อง แยกเป็นกรุงเทพฯ 105 คำร้อง และต่างจังหวัด 271 คำร้อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยผลกการตรวจสอบพบการกระทำผิดกรณีที่ไม่ได้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า 33 ราย ได้มีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว โดยพบในพื้นที่ เช่น เขตลาดพร้าว เขตวัฒนา เขตพญาไท เขตบางกอกน้อย จังหวัดชุมพร จังหวัดสกลนคร จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดลำพูน เป็นต้น และยังพบกรณีที่จำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง 6 ราย ในพื้นที่เขตจัตุจักร เขตวัฒนา เขตพญาไท จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสระบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้มีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้วเช่นเดียวกัน ส่วนกรณีปิดป้ายแสดงราคาไม่ชัดเจน พบ 1 ราย ในพื้นที่จังหวัดชัยนาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังมีเรื่องร้องเรียนในเรื่องของการจำหน่ายสินค้าเกินสมควรอีก 107 คำร้อง ซึ่งขั้นตอนในการดำเนินการหลังจากได้รับคำร้อง เจ้าหน้าที่จะได้มีการเรียกเอกสารมาวิเคราะห์ต้นทุน หากตรวจสอบพบว่ามีการตั้งราคาสูงเกินสมควร ก็จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบ ไม่พบการกระทำความผิดจำนวน 332 ราย และมีเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอยู่ 191 คำร้อง ซึ่งในส่วนนี้ กรมจะได้มีการตรวจสอบเชิงรุก เข้มงวดการคาดโทษและติดตามการตรวจสอบและรายงานตัวเลขการตรวจสอบต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ขอให้ผู้ประกอบการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน จำหน่ายสินค้าตรงกับป้ายราคา ไม่ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา และไม่กักตุนสินค้า เพราะนอกจากจะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการเอง ทั้งในด้านการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ลดข้อร้องเรียน ลดความเสี่ยงในการกระทำผิดกฎหมาย และช่วยให้การค้าขายเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม อันจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของร้านค้าในระยะยาว&rdquo;นายจิรวุฒิกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าและค่าบริการ หรือพบการกระทำความผิด เอารัดเอาเปรียบ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยหากตรวจสอบพบ กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา จะมีความผิดตามมาตรา 28 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากพบการจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร จะมีความผิดตามมาตรา 29 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260409b03d893c428c22b23470b577d410cb4b150851.jpg' type='image/jpg' length='703475' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ขึ้นทะเบียน GI ใหม่ น้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ของดี จ.สมุทรสาคร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158519</link>
<guid isPermaLink="false">ff79d92ac978b2bbba17f33a32761746</guid>
<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 13:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนน้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว เป็นสินค้า GI รายการใหม่ของจังหวัดสมุทรสาคร เผยมีจุดเด่นน้ำหวานบริสุทธิ์ที่เก็บจากช่อดอกหรือจั่นของมะพร้าวน้ำหอมพันธุ์ต้นเตี้ย ด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม มีรสชาติหวานละมุน มีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย มีน้ำตาลต่ำ อุดมด้วยแร่ธาตุ มีสารต้านอนุมูลอิสระ เตรียมช่วยคุมคุณภาพ เพิ่มช่องทางขาย ช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) น้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว เป็นสินค้า GI รายการใหม่ของจังหวัดสมุทรสาคร โดยคุ้มครองชื่อสินค้าและคุณภาพตามแหล่งภูมิศาสตร์ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.น้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมใส ที่ได้จากการเก็บแบบสดใหม่กรองด้วยผ้าสะอาด มีลักษณะ สีใส รสหวานและมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย 2.น้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมสด ที่ผ่านการต้มโดยใช้ไฟแรงจนมีสีน้ำตาลใส คงความสดและกลิ่นหอมไว้ได้อย่างครบถ้วน และ 3.น้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมแบบสเตอริไลซ์ มีสีขาวใสไปจนถึงน้ำตาลอ่อน อาจมีตะกอนตามธรรมชาติ แต่ยังคงรสชาติและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งผลิตภัณฑ์น้ำช่อดอกมะพร้าวบ้านแพ้วดังกล่าว สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดให้กับชุมชนได้กว่า 11.75 ล้านบาทต่อปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับน้ำช่อดอกมะพร้าวบ้านแพ้ว หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าน้ำตาลสดบ้านแพ้ว คือ น้ำหวานบริสุทธิ์ที่เก็บจากช่อดอก หรือจั่นของมะพร้าวน้ำหอมพันธุ์ต้นเตี้ย โดยช่อดอกที่เหมาะสมต้องอยู่ในระยะที่ดอกยังไม่บาน หรือเป็นดอกที่ยังไม่มีการผสมเกสรหรือยังมีเปลือกแข็ง เกษตรกรจะใช้มีดปาดปลายจั่นทีละน้อย เพื่อให้น้ำช่อดอกมะพร้าวค่อย ๆ หยดลงสู่กระบอกที่รองรับไว้ โดยใช้ระยะเวลาเก็บน้ำช่อดอกมะพร้าวแต่ละครั้งประมาณ 10&ndash;12 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกรรมวิธีดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ น้ำช่อดอกมะพร้าวที่เก็บได้สามารถดื่มได้ทันที โดยมีรสชาติหวานละมุน เป็นเอกลักษณ์และมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย โดยเป็นเครื่องดื่มที่มีค่าน้ำตาลต่ำ อุดมไปด้วยแร่ธาตุ มีสารต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นระบบย่อยอาหาร ให้พลังงานและความสดชื่นด้วยความหวานจากธรรมชาติ จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ เมื่อนำไปผ่านกระบวนการต้มหรือสเตอริไลซ์จะสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้ยาวนานโดยยังคงคุณภาพไว้ได้เช่นเดิม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ จังหวัดสมุทรสาครถือเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบน ซึ่งมีดินเลนและดินเหนียวที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุ และมีแม่น้ำลำคลองมากกว่า 170 สาย และยังมีภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน ทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง มีปริมาณน้ำฝนกระจายตัวสม่ำเสมอตลอดทั้งปี ส่งผลให้น้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมมีรสชาติหวานหอมเป็นเอกลักษณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ภายหลังจากขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมพร้อมสนับสนุนให้ชุมชนผู้ผลิตสามารถใช้ประโยชน์จากระบบ GI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพและขออนุญาตใช้ตรา GI อย่างถูกต้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามความคาดหวัง การพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม อาทิ การผลิตน้ำผลไม้ซูเปอร์ฟรุต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ปรุงอาหารที่ให้ความหวานจากธรรมชาติ เป็นต้น รวมทั้งการขยายช่องทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่กรมจัดขึ้นหรือมีความร่วมมือกับภาคเอกชน<br />
เพื่อผลักดันให้สินค้า GI น้ำช่อดอกมะพร้าวบ้านแพ้วเป็นที่รู้จักในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การขึ้นทะเบียน GI น้ำช่อดอกมะพร้าวบ้านแพ้วครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการผลิต สร้างความแตกต่างในตลาด และผลักดันสินค้าไทยให้ก้าวสู่ตลาดคุณภาพในระดับที่สูงขึ้น ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์สินค้าไทยให้มีความน่าเชื่อถือทั้งในด้านคุณภาพและความปลอดภัย พร้อมตอกย้ำบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าท้องถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260409fb39b67b21584c0991e796ea39734a5a134413.jpg' type='image/jpg' length='264775' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผย 4 เดือนสกัดมันเส้นด้อยคุณภาพ จับ 24 ราย ระงับนำเข้า ลงโทษทันที]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158518</link>
<guid isPermaLink="false">8d5691dca5280d9db5d1f74ca10e62b0</guid>
<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 13:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศ สรุปผลการตรวจสอบการนำเข้ามันเส้นตามแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว 4 จังหวัด ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา (ธ.ค.68-มี.ค.69) พบการกระทำความผิด 24 ครั้ง สั่งระงับนำเข้ามันเส้นไม่ได้มาตรฐานทันที พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย เผยจากนี้ ปรับลดชุดตรวจ เน้นเจาะเฉพาะจุด พื้นที่เสี่ยง หลัง สปป.ลาว ใกล้จบฤดูกาล และมันเส้นล็อตสุดท้ายจะออกสู่ตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการตรวจสอบการนำเข้ามันเส้นตามแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ว่า ในช่วง 4 เดือน ที่ผ่านมา ตั้งแต่ ธ.ค.2569-มี.ค.2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังของ สปป.ลาว ออกสู่ตลาด และมีการนำเข้ามาไทยเป็นจำนวนมาก ได้ระดมชุดตรวจ 4 ชุด ลงพื้นที่พร้อมกันแบบเชิงรุกเต็มรูปแบบ ออกตรวจสอบการนำเข้าในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ มุกดาหาร อุบลราชธานี บึงกาฬ และเลย พบการกระทำผิดรวม 24 ครั้ง แยกเป็นมุกดาหาร 10 ครั้ง อุบลราชธานี 7 ครั้ง บึงกาฬ 5 ครั้ง และเลย 2 ครั้ง</span></p>

<p><span style="font-family:supermarket;">สำหรับปัญหาหลักที่ตรวจสอบพบ คือ ความชื้นเกินมาตรฐาน หากปล่อยให้เข้ามา จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าและตลาดภายในประเทศ และเมื่อตรวจพบแล้ว ทุกกรณีได้สั่งระงับการนำเข้าโดยทันที ไม่มีข้อยกเว้น พร้อมดำเนินมาตรการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องเกษตรกรไทยและรักษาเสถียรภาพตลาดมันสำปะหลัง และยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคเกษตรกรเข้าร่วมสังเกตการณ์ในทุกขั้นตอน สร้างความโปร่งใส และความเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ แม้การดำเนินงานตามกรอบนโยบายจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่กรมขอยืนยันว่าจะยังไม่ยุติมาตรการควบคุม โดยจะยังคงส่งชุดตรวจลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าระวังและสกัดกั้นการนำเข้ามันเส้นด้อยคุณภาพจนกว่ามันเส้นล็อตสุดท้ายของ สปป.ลาว จะออกสู่ตลาด โดยในระยะถัดไปจะมีการปรับลดจำนวนชุดตรวจจากช่วงปฏิบัติการเข้มข้น และเปลี่ยนรูปแบบเป็นการตรวจเชิงรุกแบบ เฉพาะจุด เน้นพื้นที่เสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร พร้อมคงความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องต่อไป</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604092ecaf2f43b62204661f36a0809b1b222134243.jpg' type='image/jpg' length='371761' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์แจ้ง 325 หน่วยราชการ เชื่อมข้อมูลนิติบุคคลดิจิทัล หลังจะยุติรูปแบบกระดาษ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158467</link>
<guid isPermaLink="false">a7fb91e0663e21c57532b88504b04561</guid>
<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 09:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าปฏิรูปบริการภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล ส่งหนังสือถึงหน่วยงานราชการ 325 แห่ง ชวนใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ขอข้อมูลนิติบุคคล ผ่านระบบ BDEX และ DBD e-Service for Government หลังจะยุติการขอข้อมูลในรูปแบบกระดาษตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.69 เป็นต้นไป เผยล่าสุดมีหน่วยงานราชการเชื่อมโยงแล้ว 180 แห่ง มั่นใจช่วยลดภาระประชาชน ตัดต้นทุนธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ส่งหนังสือถึงหน่วยงานราชการ จำนวน 325 แห่ง แจ้งหน่วยงานราชการที่ได้สิทธิ์ใช้งานขอรับบริการข้อมูลนิติบุคคล ทราบเรื่องการยกเลิกการให้บริการข้อมูลนิติบุคคลในรูปแบบกระดาษกับหน่วยงานราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2569 และขอความร่วมมือให้หน่วยงานราชการดังกล่าว สมัครขอสิทธิ์และใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ เพียงช่องทางเดียว เพื่อลดภาระประชาชน ตัดต้นทุนภาครัฐ และยกระดับสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ หน่วยงานราชการจะสามารถใช้บริการตรวจสอบ และขอข้อมูลนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์ได้ 2 ช่องทาง ดังนี้ 1.ระบบเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ (BDEX: Business Data Exchange) เป็นช่องทางที่หน่วยงานราชการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลได้ด้วยตนเองผ่านระบบ Web Service ที่อัปเดตข้อมูลเป็นปัจจุบัน แบบ Real Time เพื่อให้การอนุมัติหรือการอนุญาตของหน่วยงานราชการเป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว ที่สำคัญไม่ต้องเรียกเอกสารข้อมูลนิติบุคคลจากประชาชนผู้มาติดต่อ ลดภาระการเตรียมเอกสารและต้นทุนที่เกินจำเป็นได้อีกด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">2.ระบบบริการข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หน่วยงานภาครัฐ (DBD e-Service for Government) เป็นบริการขอหนังสือรับรอง และสำเนาเอกสารนิติบุคคลผ่านทางออนไลน์ โดยจะได้รับข้อมูลที่มีการรับรองสำเนาจากนายทะเบียนในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางระบบ หรืออีเมลของผู้ใช้งาน โดยเอกสารดังกล่าวยังคงมีผลผูกพันตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ปัจจุบัน กรมได้เชื่อมโยงระบบ BDEX กับหน่วยงานราชการแล้ว จำนวน 180 แห่ง และจะดำเนินการขยายผล &nbsp; เชิญชวนหน่วยงานราชการให้มาเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกหน่วยงานราชการพร้อมเข้าสู่การประกาศเจตจำนงไม่เรียกสำเนาเอกสารนิติบุคคล เพื่ออำนวยความสะดวก ลดภาระ และลดการเรียกเอกสารจากประชาชน โดยเบื้องต้น กรม พร้อมด้วยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลได้กำหนดจัดงานประกาศเจตจำนงในการขับเคลื่อนร่วมกันในวันพุธที่ 20 พ.ค.2569 ที่จะถึงนี้&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมได้ออกหนังสือรับรองนิติบุคคลจำนวน 887,715 แผ่น ออกสำเนาเอกสารทางทะเบียน และสำเนางบการเงินรวม 3,961,356 แผ่น และมีคำขอทั้งสิ้น 8,482 คำขอ ซึ่งต้องใช้หนังสือนำส่ง 42,410 แผ่น โดยรวมแล้วใช้กระดาษไปทั้งสิ้น 4,891,481 แผ่น ซึ่งกระดาษถือเป็นต้นทุนของงานบริการภาครัฐที่ในแต่ละปีจะต้องเสียงบประมาณไปจำนวนมาก การนำเทคโนโลยีมาช่วยให้บริการนอกจากจะช่วยประหยัดงบประมาณดังกล่าวไปได้แล้ว ยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงส่งเสริมให้การติดต่อราชการและการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ง่ายต่อการเข้าถึงบริการของภาครัฐ สะดวก ลดความซ้ำซ้อนในการขอเอกสาร ลดการเดินทาง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นการลดต้นทุนที่มองไม่เห็นทางธุรกิจทั้งสิ้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260409d8dbf6440b491fb2882800cc00cf6c27095148.jpg' type='image/jpg' length='559535' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ถกภาคเอกชน-อดีตข้าราชการ ระดมสมองทำแผนดูแลประชาชน-ภาคธุรกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158466</link>
<guid isPermaLink="false">649834085e50920d26e201daa4ba1e7c</guid>
<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 09:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เชิญภาคเอกชนและอดีตข้าราชการ &ldquo;วีระศักดิ์-กอบศักดิ์-ปิติ-ณัฐ-ยรรยง-อาร์ม-พิพัฒน์-ภูสิต-อนันต์-นงนุช-ชุตินทร-วีระพงษ์&rdquo; ที่ทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ระดมความเห็นหารือมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อนำมาใช้ขับเคลื่อนงานและทำแผนเชิงรุก ตอบโจทย์ประชาชนและภาคธุรกิจ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา และเป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับชั้นนำของประเทศ ที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค นโยบายการค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาภาคธุรกิจและตลาดทุน เพื่อเสนอมาตรการเพิ่มเติมที่จะบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้หารือถึงแนวทางการวางแผนนโยบายและมาตรการเชิงรุกในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในบริบทของการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกและการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ได้ย้ำกับทีมคณะที่ปรึกษา ถึงความสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วน เพื่อให้การกำหนดนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ มีความรอบด้านและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจไทยอย่างแท้จริง&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผู้ที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัท และกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta, นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย, ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา, ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน), นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์, นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป และ Sustainability</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ยังมีนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, นายชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และนายวีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามให้เป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR) เข้าร่วมประชุมด้วย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260409f77de963fb3d26b4222532c15702028b095036.jpg' type='image/jpg' length='464775' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“ศุภจี-วราวุธ” ร่วมถกแก้วิกฤตเม็ดพลาสติกขาดแคลน กำหนด 3 แนวทางดูแล]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158465</link>
<guid isPermaLink="false">b613cddd579a6b74750fffd116fd904a</guid>
<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 09:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี-วราวุธ&rdquo; หารือแก้วิกฤตเม็ดพลาสติก หลังประกาศเป็นสินค้าควบคุม กำหนด 3 แนวทางดูแล โฟกัสสินค้าเป้าหมายที่ใช้พลาสติก หันใช้วัสดุทดแทนและปรับบรรจุภัณฑ์ให้ง่ายขึ้น สนับสนุนการรีไซเคิล พร้อมตั้งคณะทำงานร่วม 4 กระทรวง ดูแลต้นทุน ราคา ลดใช้พลาสติก เผยสหรัฐฯ-อิหร่าน หยุดยิงชั่วคราว ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการเม็ดพลาสติก ร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า การประชุมครั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองกระทรวง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าร่วม หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศให้เม็ดพลาสติกเป็นสินค้าควบคุม เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะวิกฤตในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบ และเม็ดพลาสติกถือเป็นสินค้าต้นทางสำคัญของอุตสาหกรรมหลายประเภท ทั้งบรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค จำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแล เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยการกำหนดมาตรการจะพิจารณาอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ และมีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ แนวทางบริหารจัดการจะเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การกำหนดสินค้าเป้าหมาย (Focus Items) เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และถุงพลาสติก เพื่อดูแลผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับค่าครองชีพของประชาชนอย่างตรงจุด 2 การใช้วัสดุทดแทน รวมถึงหารือผู้ประกอบการในการ Simplify SKU (Stock Keeping Unit) ทำให้รายการสินค้าเรียบง่ายขึ้นลดความซับซ้อน และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ (Redesign) ในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาพลาสติกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">3.ด้านความยั่งยืน (Sustainability) มองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันประเทศไทยมีขยะพลาสติกประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี แต่สามารถรีไซเคิลได้เพียง 20&ndash;25% เท่านั้น จึงจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมการคัดแยกขยะและการนำกลับมาใช้ใหม่อย่างเป็นระบบ และปรับพฤติกรรมผู้บริโภคลดการใช้พลาสติก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข โดยมีเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการรองรับภาวะขาดแคลน ดูแลต้นทุนและราคาที่เหมาะสมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน พร้อมใช้เป็นโอกาสในการลดการใช้พลาสติกและลดปริมาณขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อกำหนดมาตรการทั้งระยะสั้น กลาง และยาว รวมถึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และป้องกันการกักตุนสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงกับอิหร่านชั่วคราว 2 สัปดาห์ เป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยให้สถานการณ์ด้านการขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะเอื้อต่อการบริหารจัดการสินค้าควบคุมของไทย โดยขณะนี้ยังต้องติดตามสต็อกและต้นทุนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สินค้าจำเป็นมีเพียงพอและราคาเหมาะสม และกระทรวงพาณิชย์ยังจะเร่งหารือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อจัดตั้งกลไกเฉพาะกิจ (Task Force) ในการรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติกอย่างเป็นระบบต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260409948f66303d959fc3dedac259d6cb1832094857.jpg' type='image/jpg' length='148793' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ติวเข้ม SME ใช้ประโยชน์กฎหมายหลักประกันธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158177</link>
<guid isPermaLink="false">88c3a99ec3500752fdb8ee8c1734ac2c</guid>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 11:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าติวเข้ม SME จังหวัดเชียงใหม่ ใช้ประโยชน์จากกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยใช้ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ มาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์แบบเดิม เผยคิวต่อไป จะไปให้ความรู้ที่จังหวัดขอนแก่นและสงขลา &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา &ldquo;เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ&rdquo; ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด &ldquo;Unlocking The New Route : ปลดล็อกความรู้ กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ&rdquo; ณ โรงแรมกรีนเลค รีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่ ว่า จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของภาคเหนือ และเป็นศูนย์กลางธุรกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง การจัดกิจกรรมในพื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้และมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทั่วถึง ลดข้อจำกัดด้านเงินทุน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้ มีเป้าหมายสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับ พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น สิทธิเรียกร้อง สินค้าคงคลัง เครื่องจักร หรือทรัพย์สินทางปัญญา มาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์แบบเดิม ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับ SME</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยกรมได้จัดบรรยายพิเศษและเวทีเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย การเงิน และภาคธุรกิจ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากการนำกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจไปใช้ รวมถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ การจัดทำเอกสาร การประเมินทรัพย์สิน และขั้นตอนการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ และยังมีการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบครบวงจร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมมีแผนการจัดสัมมนาในส่วนภูมิภาคอีก 2 ครั้ง คือ จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดสงขลา เพื่อยกระดับการเข้าถึงองค์ความรู้และนวัตกรรมทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการอย่างครอบคลุม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจฐานราก และผลักดันให้กลุ่ม SME สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การส่งเสริมความรู้ด้านกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพ SME ไทย ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีสภาพคล่องทางการเงินและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต&rdquo;นายจิตรกรกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 29 มี.ค.2569) มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจมากกว่า 913,281 คำขอ คิดเป็นมูลค่ากว่า 22,814,052 ล้านบาท โดยทรัพย์สิน 3 ประเภทที่ธุรกิจนำมาใช้เป็นหลักประกันมากที่สุด คือ 1.สิทธิเรียกร้อง (สิทธิในบัญชีเงินฝาก) 2.สังหาริมทรัพย์ และ 3.ทรัพย์สินทางปัญญา และในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภาคเหนือ พบว่า มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ จำนวน 15,259 คำขอ คิดเป็นมูลค่ากว่า 257,388,038,257 บาท โดยทรัพย์สิน 3 ประเภทที่ธุรกิจนำมาใช้เป็นหลักประกันมากที่สุด คือ 1.สินค้าคงคลัง วัตถุดิบ 2.รถยนต์ และ 3.สิทธิเรียกร้อง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026040864df593a0b551f9edfb4dda966cc6e2d110718.jpg' type='image/jpg' length='238276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​อาเซียนระดมความเห็นหัวหน้าสำนักงานไอพี ยกระดับรับมือความท้าทายโลก 5-10 ปี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158176</link>
<guid isPermaLink="false">952cf236c623238be9660279718cad4b</guid>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 11:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาควงสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมหัวหน้าสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน ระดมความเห็นยกระดับองค์กรรับมือปัจจัยบวกและปัจจัยท้าทายของโลกที่จะเกิดขึ้นใน 5-10 ปีข้างหน้า และเร่งเครื่องขยับอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (GII)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้แทนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ National Innovation Agency : NIA เข้าร่วมการประชุมหัวหน้าสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน (ASEAN IP Office Leaders Retreat) เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2569 ณ เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เพื่อร่วมหารือกำหนดกลยุทธ์การยกระดับองค์กรรับมือปัจจัยบวกและปัจจัยท้าทาย อาทิ พลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 5&ndash;10 ปีข้างหน้า พร้อมจัดรับฟังการวิเคราะห์รายงานดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index: GII) ปี 2025 จากผู้เชี่ยวชาญองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เพื่อวางแผนให้การจัดลำดับปีนี้ ตัวเลขดัชนี GII ดีขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นในระยะ 5&ndash;10 ปี ข้างหน้า สามารถส่งผลทั้งในทางบวกและทางลบ และเห็นว่าสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของอาเซียนควรต้องเตรียมความพร้อมในการรับมืออย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ทั้งความพร้อมด้านเครื่องมือทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ บุคลากรและผู้ตรวจสอบ ระบบกฎหมายและกฎระเบียบที่จำเป็น เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับรายงาน GII ประจำปี 2568 ไทยถูกจัดลำดับดัชนีนวัตกรรมอยู่ที่อันดับ 45 จาก 139 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยอยู่ในอันดับที่ 4 ของภูมิภาคอาเซียน ถัดจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งในภาพรวมไทยยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีผลผลิตด้านนวัตกรรมสูงกว่าระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Innovation Overperformers) โดยมีผลงานโดดเด่นในด้านการยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรและการส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ สะท้อนถึงศักยภาพการต่อยอดต้นทุนทางวัฒนธรรมไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ดี ไทยยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ขาดแคลนบุคลากรทักษะสูงและโครงสร้างพื้นฐาน ICT เชิงลึก และกฎหมายที่ยังไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งส่งผลต่อคะแนนรวมของประเทศ และยังพบความท้าทายในภาคบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทั้งในด้านการนำเข้าและการส่งออก ซึ่งสะท้อนถึงการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวทางยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของไทยในระยะยาว มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ WIPO ว่าไทยอาจมุ่งเน้นการปฏิรูปด้านการศึกษาวิจัยและสร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบไร้รอยต่อ อาทิ เพิ่มงบประมาณและแรงจูงใจในการวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูง เสริมสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม และเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม อาทิ AI และเทคโนโลยีสีเขียว รวมถึงการบริหารจัดการฐานข้อมูลสถิติด้านนวัตกรรมของชาติให้เป็นปัจจุบัน เป็นต้น เพื่อให้อันดับของประเทศสะท้อนถึงพัฒนาการที่แท้จริงในเวทีโลกต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ การยกระดับอันดับ GII ของไทย ต้องอาศัยความมุ่งมั่น การวางแผนระดับนโยบายระยะยาว และการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศหลายหน่วยงาน เนื่องจากตัวชี้วัดของ GII เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในการพัฒนาประเทศหลายมิติ ซึ่งประเทศที่ประสบความสำเร็จมีพัฒนาการตัวเลขดัชนี GII ดีขึ้น ได้แบ่งปันประสบการณ์ว่าได้จัดตั้งคณะทำงานระดับประเทศ เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดอันดับสู่เป้าหมายเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานด้านการศึกษาวิจัย หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ และหน่วยงานด้านการวางแผนพัฒนาประเทศ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ทิศทางนโยบาย และประสบการณ์ ร่วมกับหัวหน้าสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาประเทศอาเซียนอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยและอาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป โดยไทยพร้อมบูรณาการความร่วมมือในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างระบบทรัพย์สินทางปัญญาของอาเซียนให้เข้มแข็ง และส่งเสริมการเติบโตของนวัตกรรมอย่างยั่งยืนร่วมกันต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของไทย มีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรดิจิทัลและองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Office) ซึ่งปัจจุบันกรมมีข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาในฐานข้อมูลจำนวนมาก จึงมีเป้าหมายที่จะประมวลข้อมูลเหล่านี้อย่างเป็นระบบ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อประกอบการตัดสินใจและกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนให้ผู้เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์และใช้ในการพัฒนาระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260408282fd42aab8fbccb18247c1d39dcb17c110353.jpg' type='image/jpg' length='267754' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.69 ปรับตัวลดลง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158175</link>
<guid isPermaLink="false">d1b46443cbf130fedbbf797d0cdfe027</guid>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 11:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน มี.ค.69 ปรับตัวลดลงมาอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น เป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำราคาน้ำมันพุ่ง เพิ่มแรงกดดันต่อค่าครองชีพ และราคาสินค้า หวังการเมืองมีเสถียรภาพ ช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐให้ต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน มี.ค.2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 45.5 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 53.0 ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่าระดับ 50) เป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่ ต.ค.2568 จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงตึงเครียด ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มแรงกดดันต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงความผันผวนของราคาสินค้า &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 36.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 43.3 ในเดือนก่อนหน้า และยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 51.2 แม้ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวลดลงจากระดับ 59.4 ในเดือนก่อนหน้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่น มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงตึงเครียดและมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งในภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้น ภาคการส่งออกเผชิญความเสี่ยงของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพของประชาชนมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ล้วนเป็นแรงกดดันความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ สถานะทางการเงิน และความมั่นคงในการประกอบอาชีพ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ดี เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น ช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐให้มีความต่อเนื่องและชัดเจนยิ่งขึ้น และหากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลง คาดว่าจะช่วยให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวมทยอยฟื้นตัว และบรรเทาความกังวลของประชาชนได้ในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 30.42 รองลงมา คือ ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 26.19 เศรษฐกิจโลกร้อยละ 17.77 มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 10.12 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 5.21 การเมือง ร้อยละ 4.47 สังคม ความมั่นคง ร้อยละ 4.25 ปัจจัยอื่น ๆ ร้อยละ 1.29 และ ภัยพิบัติ โรคระบาด ร้อยละ 0.28 ตามลำดับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงเข้าสู่ระดับไม่เชื่อมั่นทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 48.3 ภาคใต้อยู่ที่ระดับ 45.2 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 44.4 กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 44.1 และ ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 43.9<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพปรับตัวลดลงสู่ระดับไม่เชื่อมั่น โดยพนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 49.4 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 47.2 ไม่ได้ทำงาน บำนาญ อยู่ที่ระดับ 45.8 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 45.2 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 44.4 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 43.6 และนักศึกษา อยู่ที่ระดับ 41.1 เช่นเดียวกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับ 31.5 ในเดือนปัจจุบัน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026040889c36d62c95791a32fbb15ca26a93494110137.jpg' type='image/jpg' length='318068' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เงินเฟ้อ มี.ค.ลด 0.08% เหตุรัฐตรึงดีเซล สินค้าสต็อกเก่า จับตา เม.ย.พุ่งแรง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158173</link>
<guid isPermaLink="false">ac1b2fbe1e7a0c5bb91621eff1029a57</guid>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 10:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยเงินเฟ้อ มี.ค.69 ลดลง 0.08% แม้จะเกิดสงคราม แต่รัฐบาลยังตรึงน้ำมันดีเซลไว้ครึ่งเดือนแรก เพิ่งทยอยขึ้นปลายเดือน ไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้า และสินค้าเป็นสต็อกเก่า ราคาเลยยังไม่ขึ้น คาดไตรมาส 2 ขยับแรงแน่ หลังดีเซลทะลุ 50 บาท หมู ไก่ ไข่ ผัก เจอร้อนทำราคาขึ้น ผู้ประกอบการเริ่มขยับราคาสินค้า ปรับเป้าเงินเฟ้อใหม่ 1.5-2.5% แต่อาจทะลุเป็น 2.5-3.5% หากน้ำมันยังแรงไม่หยุด จับตาสินค้าเพิ่มตั้งแต่ 0-10% ทั้งเครื่องประกอบอาหาร เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด และของใช้ส่วนบุคคล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน มี.ค.2569 เท่ากับ 100.27 เทียบกับเดือน มี.ค.2568 ลดลง 0.08% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 นับจากเดือน เม.ย.2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศยังถูกจำกัดการปรับเพิ่มขึ้นจากมาตรการตรึงราคาในช่วงครึ่งเดือนแรก เพิ่งมาทยอยปรับขึ้นในช่วงปลายเดือน ทำให้ไม่มีผลต่อต้นทุนสินค้า แม้จะมีสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการปรับลดค่ากระแสไฟฟ้ายังคงช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ประกอบกับสินค้าส่วนใหญ่ยังเป็นสต็อกเดิม จึงยังไม่มีการปรับขึ้นราคา เงินเฟ้อก็ยังชะลอตัวลง ส่วนยอดรวม 3 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) ลดลง 0.54%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน มี.ค.2569 ที่ลดลง มาจากหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.34% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง) ของใช้ส่วนบุคคล (ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว น้ำยาระงับกลิ่นกาย โฟมล้างหน้า ครีมนวดผม กระดาษชำระ) เสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษ สตรี และเด็ก เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษและสตรี) ค่าจ้างเหมาช่างไฟฟ้า และค่าห้องพักโรงแรม ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาสูงขึ้น อาทิ รถยนต์ ค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารเครื่องบิน (ต่างประเทศ) ค่าทัศนาจรต่างประเทศ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า และค่าบริการขนขยะ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.34% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟ (ร้อน/เย็น) กาแฟผงสำเร็จรูป เครื่องดื่มรสช็อกโกแลต) ปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาช่อน) ข้าวสารเจ้า ผักสด (มะนาว ต้นหอม ผักชี มะละกอดิบ ผักกาดขาว พริกสด มะเขือ) และผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม) โดยมีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร น้ำมันพืช ข้าวสารเหนียว ผลไม้สด (ทุเรียน แตงโม มะพร้าวอ่อน มะม่วง กล้วยหอม) และซอสหอยนางรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือน มี.ค.2569 สูงขึ้น 0.57% เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือน ก.พ.2569 ที่สูงขึ้น 0.56% รวม 3 เดือน ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.58%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อไตรมาส 2 ของปี 2569 จะกลับมาเป็นบวก ซึ่งจะเริ่มเห็นตั้งแต่เดือน เม.ย.2569 เป็นต้นไป โดยมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด โดยเฉพาะดีเซลที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ลิตรละ 50.54 บาท ราคาสินค้าเกษตรบางรายการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักสดและไข่ไก่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน ส่งผลให้ผลผลิตลดลงในบางช่วง ราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้น ทั้งเนื้อสุกรและเนื้อไก่ จากต้นทุนอาหารสัตว์และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ค่าโดยสารทางอากาศปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ยังไม่กลับสู่ระดับปกติ และแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่ากระแสไฟฟ้า และราคาผลไม้สดที่สำคัญในประเทศยังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากปัจจัยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 จากเดิมระหว่าง 0.0&ndash;1.0% (ค่ากลาง 0.5) เป็นระหว่าง 1.5&ndash;2.5% (ค่ากลาง 2.0) โดยไตรมาส 2 เพิ่ม 3.67% ไตรมาส 3 เพิ่ม 2.24% และไตรมาส 4 เพิ่ม 2.48% ซึ่งประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันจะสูง 2 เดือน แต่ถ้าสูงกว่านี้ เงินเฟ้อ ก็จะขยับขึ้นไปเป็น 2.5-3.5% โดยไตรมาส 2 เพิ่ม 5.78% ไตรมาส 3 เพิ่ม 3.85% และไตรมาส 4 เพิ่ม 4.15%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยหลังจากนี้ ประเมินว่า ราคาสินค้าจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งน้ำมันและวัตถุดิบ โดยกลุ่มที่จะปรับขึ้นราคา 0-5% ได้แก่ กะทิสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส เกลือป่น น้ำปลา ซอสหอยนางรม น้ำดื่มบริสุทธิ์ กาแฟสำเร็จรูปพร้อมดื่ม ชาสำเร็จรูปพร้อมดื่ม ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ ถุงดำใส่ขยะ ถุงใส่ขยะ สบู่ถูตัว แชมพู แปรงสีฟัน ใบมีดโกน กระดาษชำระ ครีมนวดผม ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมสำเร็จรูป (แพมเพิส) และกลุ่มที่จะปรับขึ้น 5-10% ได้แก่ น้ำมันพืช อาจมากกว่า 10% ซีอิ๊ว ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ กะปิ กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน และยาสีฟัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนกลุ่มที่ปรับขึ้นราคาไปแล้ว และมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อแล้ว อาทิ เนื้อสุกร ไข่ไก่ ไข่เป็ด ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าเรือด่วนเจ้าพระยา เรือคลองแสนแสบ ค่าส่งพัสดุไปรษณีย์ และเบียร์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับมาตรการกำกับดูแลเงินเฟ้อ กระทรวงพาณิชย์จะต้องดูแลสินค้าต้นทาง เช่น เม็ดพลาสติก ที่เป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าอีกเป็นจำนวนมาก และกากถั่วเหลือง ที่เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคุมสินค้าปลายทางให้สะท้อนโครงสร้างราคาที่แท้จริง ขึ้นตามต้นทุนที่เหมาะสม ไม่ให้สินค้าทุกตัวเร่งราคาพร้อมกัน โดยบริหารจัดการให้ถูกจังหวะ และลดค่าครองชีพ อาทิ โครงการธงฟ้า ที่จะต้องเข้าถึงชุมชน ไทยช่วยไทย ที่คิกออฟไปแล้ว ต้องติดตามดูว่าประชาชนรับรู้จริง มีการซื้อสินค้าจริง เพื่อให้เป็นทางเลือกในการลดภาระค่าครองชีพ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260408e3adf2d4c263f57bf5136db92292f1a5105929.jpg' type='image/jpg' length='249887' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือร้านอาหารฝรั่งเศสมิชลิน ดันมะยงชิดนครนายก ทำเมนูขนมสุดพิเศษ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157836</link>
<guid isPermaLink="false">9dd6a731c40aacac0955555ff195419e</guid>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 10:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือร้าน Blue by Alain Ducasse ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยระดับมิชลิน รังสรรค์เมนูขนมหวานสุดเอ็กซ์คลูซีฟ &ldquo;เดนิชมะยงชิด&rdquo; นำวัตถุดิบ GI มะยงชิดนครนายก มาเป็นส่วนหนึ่งในการทำขนมครัวซองต์โดว์ ชวนชิมเมนูพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ถึงช่วงกลางเดือน เม.ย.69 ที่ศูนย์การค้า ICONSIAM<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เล็งเห็นศักยภาพของสินค้า GI ไทย ในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอาหารและเพิ่มมูลค่าสู่สินค้าระดับพรีเมียม จึงได้ร่วมมือกับร้าน Blue by Alain Ducasse (บลู บาย อลัง ดูคาส) ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยระดับมิชลิน นำวัตถุดิบ GI มะยงชิดนครนายก อันเลื่องชื่อมารังสรรค์เป็นเมนูของหวานสุดพิเศษต้อนรับวันหยุดยาวในช่วงฤดูร้อน ในเมนู เดนิชมะยงชิด (Mayongchid Danish) โดยฝีมือเชฟ Christophe Grilo ด้วยครัวซองต์โดว์ที่ใช้เทคนิค Reversed Lamination ทำให้ชั้นแป้งบางกรอบและมีเนื้อสัมผัสเบา ผสานความหอมละมุนของวานิลลาและความสดชื่นของเลมอนคาเวียร์ ตรงกลางจัดวางด้วยมะยงชิดนครนายกอย่างโดดเด่น เปรียบเสมือนอัญมณีสีเหลืองทองบนขนมอบชิ้นงาม ให้รสชาติกลมกล่อม หวานน้อย หอมอร่อยเต็มคำ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับ​สูตรลับความอร่อยระดับพรีเมียมนี้ เกิดจากความพิถีพิถันในกระบวนการผลิตมะยงชิดนครนายก ตั้งแต่การเตรียมดิน การปลูก การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการบรรจุหีบห่อเพื่อส่งจำหน่าย โดยพื้นที่เพาะปลูกเป็นที่ราบกว้างใหญ่ที่อยู่ใกล้กับภูเขาสูงชัน ทำให้เกิดการสะสมของตะกอนดินที่ถูกน้ำพัดพามาตามความลาดชัน ดินจึงมีลักษณะเป็นดินเหนียวปนทรายสลับกับชั้นกรวดสามารถระบายน้ำได้ดี ประกอบกับสภาพอากาศที่มีลักษณะหนาวสลับร้อน ส่งผลให้มะยงชิดนครนายกมีลักษณะผลโต เม็ดลีบ เนื้อแน่นกรอบ รสชาติหวานอมเปรี้ยว ซึ่งนอกจากความอร่อยแล้ว ยังมีคุณค่าทางโภชนาการ โดยมีวิตามินและใยอาหารสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ มะยงชิดนครนายก เป็นสินค้า GI ที่สำคัญของจังหวัด มีผลผลิตตามฤดูกาลเพียงปีละครั้ง แต่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ชุมชนกว่า 784 ล้านบาทต่อปี โดยผู้ประกอบการในพื้นที่ได้มีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าตามมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียน GI ไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา และปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์การตรวจประเมินและได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยกว่า 141 ราย<br />
​ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ความร่วมมือกับร้าน Blue by Alain Ducasse ครั้งนี้ นับเป็นการสะท้อนศักยภาพของวัตถุดิบ GI ไทยที่มีคุณภาพสูงทัดเทียมวัตถุดิบจากต่างประเทศ และมีความพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเมนูในร้านอาหารชั้นนำทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ โดยกรมจะเดินหน้าส่งเสริมการต่อยอดสินค้า GI ไทยสู่ภาคอุตสาหกรรมอาหารอย่างต่อเนื่อง โดยยังมีสินค้า GI ในกลุ่มอาหารอีกเป็นจำนวนมากที่มีศักยภาพ สามารถนำมาพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในหลากหลายมิติ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทย สนับสนุนรายได้ให้แก่เกษตรกร และยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สนใจสามารถมาลิ้มลองเมนู &ldquo;เดนิชมะยงชิด (Mayongchid Danish)&rdquo; ได้ที่ร้าน Blue by Alain Ducasse ชั้น 1 ศูนย์การค้า ICONSIAM ตั้งแต่วันนี้ถึงช่วงกลางเดือน เม.ย.2569 นี้เท่านั้น และสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: GI Thailand</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260407e4a929e4148fcea28f90d78578a1230a112923.jpg' type='image/jpg' length='280797' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ลุยต่อ ชงนอมินีเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงิน จัดการต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157829</link>
<guid isPermaLink="false">8f30e3d41cdc2887e9522bb074412cd1</guid>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 10:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมคณะผู้ตรวจการแผ่นดิน กรมการค้าภายใน สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า และจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหานอมินีในกลุ่มธุรกิจล้งซื้อผลไม้ ยันเตรียมเสนอความผิดนอมินีเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงิน และเสนอระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีสร้างกลไกบูรณาการทำงานร่วมหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมรับฟังความเห็นจากเกษตรกร นำข้อมูลช่วยแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายพยุงศักดิ์ กังเซ่ง ผู้อำนวยการกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย และทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ จังหวัดสมุทรสงคราม และราชบุรี ร่วมกับนายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กรมการค้าภายใน สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดราชบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรับฟังข้อมูลกรณีกลุ่มเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างรุนแรง พร้อมติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบพฤติการณ์นอมินีในกลุ่มธุรกิจล้งรับซื้อผลไม้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการประชุมรับฟังข้อมูล ณ ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดเผยผลการสุ่มตรวจล้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 50% ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี โดยทำงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พบพยานหลักฐานที่บ่งชี้ถึงพฤติการณ์นอมินี หรือการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และยังได้ชี้แจงอีกว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างเตรียมเสนอปรับปรุง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และกำหนดให้ความผิดเรื่องนอมินีเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน รวมถึงเตรียมเสนอร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สร้างกลไกการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จากนั้นคณะได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร ณ ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมีตัวแทนเกษตรกรให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันราคามะพร้าวลูกใหญ่เหลือเพียง 3 บาท และลูกเล็กเพียง 50 สตางค์ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ลูกละ 7 บาท ทำให้เกษตรกรขาดทุนจนไม่มีงบประมาณจัดซื้อปุ๋ยเพื่อบำรุงคุณภาพมะพร้าวให้ได้มาตรฐานตามที่ตลาดต่างชาติต้องการ และเกษตรกรยังสะท้อนว่า มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น การนำสินค้าไปจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด ยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร เนื่องจากติดปัญหาเรื่องไม่มีโรงงานบรรจุภัณฑ์ในพื้นที่ และเกษตรกรมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตมากกว่าด้านการตลาด จึงต้องการให้ภาครัฐช่วยหาตลาดรองรับมะพร้าวตกเกรดและสนับสนุนปุ๋ยบำรุงสวน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ต่อมาได้เดินทางไปยังสหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมแปลงใหญ่วัดเพลง จำกัด จังหวัดราชบุรี โดยทางสหกรณ์ได้เสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศยุโรป เพื่อลดการพึ่งพาตลาดจีนเพียงอย่างเดียว พร้อมขอการสนับสนุนงบประมาณในการปรับเปลี่ยนสวนเป็นระบบออร์แกนิก เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาด และยังมีประเด็นเรื่อง น้ำมะพร้าวปลอม ที่เกิดจากคำสั่งซื้อของต่างชาติ และปัญหามะพร้าวตกเกรดที่ไม่เป็นธรรม โดยกลุ่มเกษตรกรเสนอให้ภาครัฐมีมาตรการเพื่อเสริมสร้างขีดสามารถในการแข่งขันทางการค้ามีอำนาจต่อรองกับล้งต่างชาติ และช่วยประชาสัมพันธ์มะพร้าว GI ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากลเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผลไม้ปลอดภัยสารพิษเพื่อส่งออก (PK COCO FARM) อำเภอบางแพ &nbsp; &nbsp;ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ล้งต่างชาติมีพฤติการณ์ตกลงราคารับซื้อร่วมกัน เนื่องจากรู้ต้นทุนที่แท้จริง ทำให้สามารถควบคุมราคาทั้งระบบได้ ทางกลุ่มจึงเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนเทคโนโลยีห้องเย็นและโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนการเก็บรักษาผลผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการและนักลงทุนให้มีความมั่นคง สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ แต่จะไม่เปิดโอกาสให้นอมินีหรือมิจฉาชีพฉวยโอกาสทำลายเศรษฐกิจและประเทศไทย โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการเดินหน้าตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีในทุกพื้นที่ หากธุรกิจรายใดเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายจะดำเนินการโดยเด็ดขาดและจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการเอาผิดจนถึงที่สุด และขอย้ำว่า การถือหุ้นแทนคนต่างชาติถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ประชาชนสามารถร่วมเป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแสธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีได้ผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th หัวข้อ แจ้งเบาะแสนอมินี เพื่อร่วมกันสร้างระบบการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรม &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ได้เสนอมาตรการควบคุมล้งต่างชาติ โดยต้องพิจารณากำหนดเงื่อนไขการประกอบธุรกิจรับซื้อสินค้าเกษตรเพื่อส่งออกของคนต่างด้าว เพื่อป้องกันการครอบงำตลาดและสร้างความเป็นธรรมแก่เกษตรกรไทย ขอให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า และกวาดล้างน้ำมะพร้าวปลอม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเพื่อรักษาภาพลักษณ์มะพร้าวไทย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260407428e2fda71d93a5259be5a18ad7637ea111607.jpg' type='image/jpg' length='419026' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ถกพันธมิตร จัดทำลายของปลอม ส.ค.69 จำนวน 2 ล้านชิ้น เสียหาย 2 พันล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157800</link>
<guid isPermaLink="false">dba8d7df880c34244fc2987804248fa7</guid>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 09:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาประชุมร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เตรียมการจัดพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว ประจำปี 2569 กำหนดเดือน ส.ค.69 มีสินค้าละเมิดกว่า 2 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายมากกว่า 2,000 ล้านบาท ที่จะนำมาทำลายทิ้ง เพื่อตัดวงจรของละเมิดไม่ให้กลับเข้าสู่ท้องตลาด ปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าด้อยคุณภาพ และสร้างความเชื่อมั่นแก่คู้ค้า นักลงทุน เจ้าของสิทธิ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ประชุมกับ พล.ต. สัมพันธ์ ดำรงค์กุล รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 3 กอ.รมน. เตรียมการจัดพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว ประจำปี 2569 โดยมีหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเข้า ได้แก่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมศุลกากร ร่วมประชุมหารือ เพราะการทำลายของกลาง ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสภายใต้พันธกรณีในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยสินค้าละเมิดเหล่านี้ ล้วนเป็นของที่ไม่มีคุณภาพและไม่ได้มาตรฐาน อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต เเละทรัพย์สินของประชาชน จึงจำเป็นต้องนำมาทำลายด้วยวิธีการที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมตามเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อาทิ การเผาด้วยระบบจัดการของเสียหรือกากอุตสาหกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ การบดทำลาย การทุบหรือตัด เพื่อทำให้สินค้าละเมิดเสื่อมสภาพ ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับพิธีทำลายของกลางในปีนี้ กำหนดจัดขึ้นในช่วงเดือน ส.ค.2569 โดยกรมจะเชิญผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา หน่วยงานด้านต่างประเทศ และสื่อมวลชน รวมกว่า 300 คน เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศผู้ค้า นักลงทุน และเจ้าของสิทธิ์ว่าสินค้าละเมิดจะไม่ถูกนำกลับมาหมุนเวียนในท้องตลาดได้อีก ซึ่งของกลางที่จะถูกนำมาทำลายมีหลากหลายประเภท ทั้งเครื่องแต่งกาย นาฬิกา กระเป๋า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ รวมทั้งสินค้าจำพวกยา เครื่องสําอาง อาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งสิ้นกว่า 2 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 2,000 ล้านบาท โดยของกลางดังกล่าวเป็นผลการดำเนินการสำคัญจากการจับกุมและตรวจยึดของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ 130,353 ชิ้น กรมศุลกากร 1,054,190 ชิ้น และกรมสอบสวนคดีพิเศษ 423,257 ชิ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากรายงานสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังคงถูกจัดอันดับอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List: WL) รัฐบาลจึงมุ่งเดินหน้าปราบปรามสินค้าละเมิดอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และผลักดันให้ไทยหลุดพ้นจากบัญชีดังกล่าวในอนาคต และความร่วมมือของเครือข่ายพันธมิตรด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิด ที่เข้มแข็ง จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมาย การเฝ้าระวังและปราบปรามเชิงรุกในทุกช่องทาง ควบคู่กับการรณรงค์ปลูกจิตสำนึกด้านการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนถึงผลกระทบของสินค้าละเมิดที่มีต่อระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุนของประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม ประชาชนทุกคน สามารถมีส่วนร่วมในการประกาศจุดยืน ไม่ซื้อ ไม่ขาย ไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพยสินทางปัญญา และหากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิด สามารถแจ้งเบาะแสมาที่กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260407001a7d76b58494de69bc4e3f538f98dd104149.jpg' type='image/jpg' length='98069' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​ส่งออกอัญมณี ก.พ.69 ลด 29.32% เจอเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์กดดัน แต่ทองยังพุ่ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157798</link>
<guid isPermaLink="false">363b4567abba1731c87718868759290d</guid>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 09:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ก.พ.69 ไม่รวมทองคำ มูลค่า 1,624.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 29.32% กลับมาลดลงอีกครั้ง หลังเจอปัญหาหลากหลาย ทั้งเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม เฉพาะทองคำยังแรง มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.22% จากการส่งออกไปขาย หลังราคาขยับขึ้นต่อเนื่อง คาดแนวโน้มส่งออกยังเจอปัจจัยเสี่ยงอีกมาก บาทผันผวน แนะผู้ประกอบการบริหารต้นทุน วัตถุดิบ นำเทคโนโลยีมาใช้ &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ก.พ.2569 มีมูลค่า 1,624.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 29.32% กลับมาลดลงอีกครั้ง หลังจากเพิ่มบวกเมื่อเดือน ม.ค.2569 ที่ผ่านมา หากรวมทองคำ มีมูลค่า 2,727.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 15.59% รวม 2 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 3,432.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 14.88% รวมทองคำมูลค่า 7,293.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.92%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ มีมูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.22% จากการส่งออกไปขายตามราคาทองในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จากกรณีสหรัฐฯ อิสราเอลกับอิหร่าน ภาษีใหม่สหรัฐฯ ที่ใช้มาตรา 122 เรียกเก็บ 10% และกองทุน SPDR Gold ยังคงซื้อทองคำต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน และรวม 2 เดือน ส่งออกทองคำ 3,861.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 83.76%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทางด้านตลาดส่งออก ฮ่องกง เพิ่ม 26.80% เยอรมนี เพิ่ม 25.47% อิตาลี เพิ่ม 38.73% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 189.27% ญี่ปุ่น เพิ่ม 85.07% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 14.45% เบลเยียม เพิ่ม 14.31% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 138.85% ส่วนอินเดีย ลด 39.50% สหรัฐฯ ลด 26.57% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้า เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 206,370.439% เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 24.15% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 29.67% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 362.26% พลอยก้อน เพิ่ม 99.87% โลหะเงิน เพิ่ม 752.09% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 3.23% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน ลด 3.85% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 17.11% เพชรก้อน ลด 6.05% เพชรเจียระไน ลด 3.86%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกจากนี้ไป ยังต้องจับตาเศรษฐกิจโลก เพราะยังเผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้าและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ หลายประเทศเร่งปรับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานเพื่อรองรับความเสี่ยงระยะยาว ร่วมกับปัญหาความขัดแย้งที่กำลังทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง ร่วมกับภาวะตึงตัวในตลาดน้ำมันอย่างรุนแรง จากสงครามในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ส่งออกน้ำมันถึง 20% ของโลก ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ ทำให้ความเสี่ยงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น รวมทั้งไทยยังมีเรื่องความผันผวนของค่าเงินบาท ที่เป็นตัวกดดัน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการส่งออกสินค้าในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ ทั้งกำลังซื้อของคู่ค้าลดลง และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งสร้าง ภูมิคุ้มกันห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์และวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี และระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ปราศจากข้อขัดแย้ง ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลาย เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และบรรเทาผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604079150229095673cea559c30f2ef2cf9da104028.jpg' type='image/jpg' length='244703' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”คุมส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ดีเดย์ 7 เม.ย. เพื่อให้เพียงพอบริโภค ใช้ในพลังงาน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157803</link>
<guid isPermaLink="false">1de537e652e0d0efc6a93e05ba4bf70a</guid>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 10:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในเผยประกาศ กกร. คุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ต้องขออนุญาตก่อน ดีเดย์บังคับใช้ 7 เม.ย.69 จากเดิมไม่ต้องขอ เพื่อบริหารจัดการให้มีเพียงพอต่อการบริโภคในการทำเป็นน้ำมันปาล์มขวด และใช้เป็นพลังงานในประเทศ ย้ำจะดูแลราคาให้กับเกษตรกร ขายผลผลิตได้อย่างเป็นธรรมด้วย ล่าสุดสต็อกมี 3.71 แสนตัน อยู่ในระดับที่เหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแลการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.2569 เป็นต้นไป ต้องขออนุญาตก่อนการส่งออก จากเดิมที่ไม่ต้องขออนุญาต เพื่อให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มในประเทศได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงาน และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน เพราะราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ภาคพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มการใช้ไบโอดีเซล และไทยมีทั้งการใช้และการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบในระดับสูง จึงต้องบริหารจัดการสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบ เพื่อให้มีเพียงพอต่อการบริโภคและการใช้เป็นพลังงานในประเทศ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยมาตรการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศอย่างพอเพียงในช่วงวิกฤตการณ์พลังงาน ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันปาล์มสำหรับการบริโภคของประชาชน รวมถึงเป็นการสำรองวัตถุดิบพลังงานภายในประเทศ เนื่องจากน้ำมันปาล์มเป็นพลังงานชีวภาพที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เองและมีการส่งออกในปริมาณสูง จึงจำเป็นต้องพิจารณาการส่งออกให้เหมาะสมกับปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ในประเทศเป็นสำคัญ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันควบคู่กัน โดยกรมจะรักษาระดับราคาผลปาล์มให้เหมาะสมและเป็นธรรม ไม่ให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดหรือความผันผวนของราคา เพื่อให้เกษตรกรยังคงมีรายได้จากราคาผลปาล์มอย่างเป็นธรรม และลดความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวลดลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ กกร. ได้ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2569 เรื่อง การควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้ &ldquo;น้ำมันปาล์มดิบ&rdquo; หมายถึง น้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil : CPO) ตามพิกัดศุลกากรประเภทย่อย 1511.10.00 และห้ามมิให้บุคคลใดส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.2569 เป็นต้นไป เว้นแต่จะได้รับหนังสืออนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยผู้ได้รับอนุญาตต้องส่งออกให้ตรงตามชนิด ประเภท ปริมาณ ระยะเวลา และสถานที่ตามที่ระบุไว้ในหนังสืออนุญาต พร้อมต้องนำหนังสืออนุญาตกำกับการส่งออกทุกครั้ง และหนังสืออนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะการส่งออกครั้งเดียวเท่านั้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่า จะมีผลผลิต 21.87 ล้านตัน สามารถสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 3.94 ล้านตัน โดยล่าสุด ณ เดือน ก.พ.2569 มีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือประมาณ 0.371 ล้านตัน ซึ่งยังอยู่ในระดับเหมาะสม ขณะที่น้ำมันปาล์มบรรจุขวดมีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260407ed9a1b4c1f9c868ec3f7260797119cb8104303.jpg' type='image/jpg' length='103086' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ค้าภายในบุกตรวจโรงบรรจุ ร้านจำหน่ายใหญ่ ร้านค้าปลีกก๊าซหุงต้ม จับบรรจุไม่เต็มถัง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157797</link>
<guid isPermaLink="false">3e09bf072a211d497146e14a86589e88</guid>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 10:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงบรรจุ ร้านจำหน่ายรายใหญ่ ร้านค้าปลีกก๊าซหุงต้ม หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนหลายพื้นที่มีปัญหาบรรจุไม่เต็มถัง พบมีการบรรจุไม่เต็มถังในหลายพื้นที่ ดำเนินคดี และเปรียบเทียบปรับทันที ป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคในยุควิกฤตพลังงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่สุ่มตรวจร้านจำหน่ายก๊าซ LPG ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในหลายพื้นที่เกี่ยวกับปัญหาก๊าซหุงต้มบรรจุไม่เต็มถัง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ โดยเจ้าหน้าที่พบความผิดปกติจากการสุ่มชั่งน้ำหนักถังก๊าซบางส่วน มีปริมาณสุทธิไม่ตรงตามที่แสดงบนถังและคลาดเคลื่อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงดำเนินการเปรียบเทียบปรับ พร้อมสั่งให้แจ้งโรงบรรจุแก้ไขการบรรจุให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนจำหน่าย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สายตรวจพิเศษของกรมยังตรวจพบกรณีโรงบรรจุก๊าซในจังหวัดนนทบุรีและพระนครศรีอยุธยา บรรจุก๊าซไม่เต็มถัง รวม 57 ถัง มีปริมาณสุทธิไม่ตรงตามที่แสดงบนถัง จึงดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.มาตราชั่งตวงวัด พ.ศ.2542 ที่ สภ.บางบัวทอง และ สภ.วังน้อย ขณะที่การตรวจสอบในจังหวัดยโสธร ขอนแก่น และชลบุรี พบผู้จำหน่ายรายใหญ่จำหน่ายก๊าซหุงต้มไม่เต็มถัง เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 85 แห่ง พ.ร.บ.มาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2557 เจ้าหน้าที่จึงเปรียบเทียบปรับ 20,000 บาท พร้อมอายัดก๊าซหุงต้มดังกล่าว และสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขก่อนจำหน่ายต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนในระดับบร้านค้าปลีก พบการกระทำผิดในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และสตูล โดยจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่มีปริมาณไม่ตรงตามที่แสดงบนถัง เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการเปรียบเทียบปรับรายละ 10,000 บาท เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการค้าและป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การตรวจสอบ เป็นการดำเนินงานตามแผนตรวจสอบปกติ ควบคู่กับการตอบสนองต่อข้อร้องเรียนของประชาชนและการเฝ้าระวังเชิงรุก เพื่อให้การจำหน่ายก๊าซหุงต้มมีความถูกต้อง โปร่งใส และประชาชนได้รับปริมาณครบถ้วนตามที่จ่ายเงิน โดยกรมจะยังคงสุ่มตรวจอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ พร้อมกำชับโรงบรรจุและร้านจำหน่ายให้ตรวจสอบน้ำหนักก๊าซก่อนส่งต่อหรือจำหน่ายทุกครั้ง เพราะปัจจุบัน ประชาชนต้องเผชิญภาระค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมัน การซื้อสินค้าแล้วได้รับปริมาณไม่ครบตามที่จ่ายเงิน ถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม กรมจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกำกับดูแลปริมาณสินค้า ควบคู่กับการดูแลด้านราคา เพราะแม้จำหน่ายในราคาปกติ แต่หากได้สินค้าไม่ครบถ้วน ก็ถือเป็นพฤติกรรมฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภคเช่นเดียวกัน&rdquo;น.ส.ญาณีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.ญาณีกล่าวว่า ควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรม กรมยังเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการธงฟ้าลดค่าครองชีพ ที่ขยายจุดจำหน่ายจากเดิมราว 60 จุด เพิ่มเป็นกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ควบคู่กับการเชื่อมโยงวัตถุดิบสู่ร้านอาหารโดยตรง เพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ ช่วยให้สามารถจำหน่ายอาหารในราคาที่เหมาะสมและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวิกฤตนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรมหรือสงสัยว่าก๊าซหุงต้มมีปริมาณไม่ครบถ้วน เช่น ใช้แล้วหมดเร็วกว่าปกติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mr.DIT เมนู &ldquo;รับเรื่องร้องเรียน&rdquo; โดยสามารถแนบภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอประกอบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างรวดเร็วต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026040742fcb20080d31fa44075276cdbb97620103853.jpg' type='image/jpg' length='403652' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แจงมาตรการกฎหมาย 3 สินค้าควบคุมใหม่ เม็ดพลาสติก ซอสปรุงรส น้ำดื่ม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157796</link>
<guid isPermaLink="false">5911cabd94010298d271a610bb78b102</guid>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 10:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในแจงมาตรการทางกฎหมาย 3 สินค้าควบคุมใหม่ เม็ดพลาสติก ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย และผู้ซื้อนำไปผลิต ต้องรายงานข้อมูลราคาซื้อ จำหน่าย การผลิต การนำเข้า การใช้ ปริมาณคงเหลือทุกสัปดาห์ ส่วนซอสปรุงรส น้ำดื่ม จะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด หากพบสัญญาณขาดแคลน ราคาผันผวน งัดมาตรการกฎหมายคุมเข้มทันที พร้อมรับฟังความเห็นคุมมะพร้าวอ่อน ปลากะพง กากถั่วเหลือง ก่อนชง ครม.เห็นชอบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมขอชี้แจงรายละเอียดมาตรการทางกฎหมาย สำหรับการกำกับดูแลสินค้าควบคุมใหม่ 3 รายการ ได้แก่ เม็ดพลาสติก ซอสปรุงรส และน้ำดื่มบรรจุขวด โดยเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์ ได้กำหนดมาตรการกำกับดูแลครอบคลุมเม็ดพลาสติกประเภท PE , PP และ PET ซึ่งใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดพลาสติก ถุงพลาสติก ฝาบรรจุภัณฑ์ และแกลลอน &nbsp;กำหนดให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย และผู้ซื้อเพื่อนำไปผลิต ต้องรายงานข้อมูลราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต การนำเข้า การใช้ และปริมาณคงเหลือต่อกรมทุกสัปดาห์ เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามโครงสร้างต้นทุนได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถดำเนินมาตรการได้ทันก่อนส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าปลายทาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้เชิญผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบหลักเข้าหารืออย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามข้อมูลด้านสต็อก ปริมาณสินค้า ต้นทุน และทิศทางตลาดอย่างใกล้ชิด ทำให้ภาครัฐสามารถมองเห็นภาพรวมของห่วงโซ่อุปทาน และนำข้อมูลมาบริหารจัดการเชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงการขาดแคลนสินค้าและการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับซอสปรุงรส และน้ำดื่มบรรจุขวด กรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านปริมาณสินค้าและการเปลี่ยนแปลงราคา หากพบสัญญาณการขาดแคลนสินค้า หรือเกิดความผันผวนของราคาที่มีนัยสำคัญ จะใช้มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการได้ทันที เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดและคุ้มครองผู้บริโภค</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ กรมยังได้ติดตามสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพง และกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบด้านราคาและรายได้ของเกษตรกร โดยกรณีมะพร้าวผลอ่อน พบการใช้สิ่งเจือปนแทนน้ำมะพร้าวแท้ ส่งผลให้ความต้องการใช้วัตถุดิบจริงในอุตสาหกรรมส่งออก โดยเฉพาะตลาดจีนลดลง ทำให้ราคามะพร้าวภายในประเทศปรับตัวลดลง ขณะที่ปลากะพงมีการติดตามการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้เลี้ยงปลาไทย และกากถั่วเหลืองได้มีการกำกับดูแลปริมาณเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ สินค้าทั้ง 3 รายการ ทั้งมะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพง และกากถั่วเหลือง จะเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณากำหนดเป็นสินค้าควบคุมต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604079c02e3dafc417b3e4f3233ae5cd7b54e103732.jpg' type='image/jpg' length='282532' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือ TPQI ยกระดับหลักสูตรอบรม IP นำขอคุณวุฒิวิชาชีพโดยไม่ต้องสอบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157795</link>
<guid isPermaLink="false">e0ee95b87a0ec5982e9ced836af5ec21</guid>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 10:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) ยกระดับอบรมหลักสูตรด้านทรัพย์สินทางปัญญา สู่มาตรฐานวิชาชีพ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ผ่านหลักสูตร สามารถนำผลการทดสอบไปประเมินสมรรถนะเพื่อขอรับใบประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพได้โดยไม่ต้องสอบซ้ำซ้อน เพื่อเร่งพัฒนาตัวแทน IP มืออาชีพให้เพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับ น.ส.จุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการยกระดับหลักสูตรอบรมเฉพาะทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) โดยเตรียมเชื่อมโยงระบบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพเข้ากับกลไกการฝึกอบรมของกรม อาทิ หลักสูตรตัวแทนสิทธิบัตร (Patent Agent) และนักจัดการเครื่องหมายการค้า (Trademark Professional) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ผ่านหลักสูตรสามารถนำผลการทดสอบไปประเมินสมรรถนะเพื่อขอรับใบประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพได้โดยไม่ต้องสอบซ้ำซ้อน และมุ่งพัฒนาตัวแทน IP มืออาชีพพร้อมสร้างนักประเมินมูลค่า IP ที่น่าเชื่อถือ เสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันในเวทีโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้เตรียมพัฒนาหลักสูตรเพื่อรองรับมาตรฐานอาชีพในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองดูแลและบังคับใช้สิทธิ IP ในต่างประเทศ อาทิ ผู้ยื่นขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ ผ่านหลักสูตร Patent Agent และ Trademark Professional เพื่อสร้างมาตรฐานอาชีพสำหรับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านี้ รวมทั้งเตรียมผลักดันมาตรฐานอาชีพนักประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (IP Valuation) เพื่อรองรับการขับเคลื่อนนโยบาย IP Finance ในระยะต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับ TPQI ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีมาตรฐานอาชีพรองรับ โดยมีการกำหนดกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ 8 ระดับ เริ่มตั้งแต่ระดับสมรรถนะผู้มีความรู้และทักษะเพื่อการทำงานทั่วไป ไปจนถึงระดับสมรรถนะการสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ซึ่งสามารถเทียบเคียงได้กับกรอบคุณวุฒิอาเซียน (ASEAN Qualifications Reference Framework : AQRF) และกรอบคุณวุฒิยุโรป (European Qualifications Framework : EQF) สะท้อนความน่าเชื่อถือและมาตรฐานระดับสากล และ TPQI ยังมีระบบบริหารจัดการข้อมูลด้านกำลังคน (E-Workforce Ecosystem) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลของคนทำงานไว้ในที่เดียว ทั้งด้านประวัติการศึกษา ทักษะการฝึกอบรม และประสบการณ์การทำงาน เพื่อช่วยให้หน่วยงานและผู้ประกอบการสามารถสรรหาบุคลากรได้ตรงตามความต้องการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การเข้าพบหารือครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองหน่วยงานในการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนามาตรฐานวิชาชีพด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง สอดรับกับการส่งเสริมนวัตกรรม และผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และกรมยังหวังว่า การนำสมรรถนะในมาตรฐานอาชีพของ TPQI มาบูรณาการร่วมกับหลักสูตรของกรม จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือและสร้างมาตรฐานที่ชัดเจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นสินทรัพย์สำคัญภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีมูลค่าสูง และเป็นหัวใจของการแข่งขันในระดับโลก&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมมีแผนเชิญ TPQI เข้าร่วมเวทีสัมมนาในงาน Thailand Character &amp; Content Expo (TCEX) ที่กรมจะจัดขึ้นในเดือน ก.ค.2569 โดยคาดว่าจะมีนักสร้างสรรค์ไทยเข้าร่วมจำนวนมาก และจะเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของมาตรฐานอาชีพในสายงานสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพบุคลากร และนำไปสู่การต่อยอดโอกาสทางการค้าในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของไทยสู่ระดับสากลต่อไป &nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604074ca17227a6dc90c17cd1bd9f3a33e982103615.jpg' type='image/jpg' length='302898' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“พาณิชย์”แจงหมู ไก่ ไข่ เจอร้อน ดันราคาขยับ ตอนนี้เริ่มนิ่ง แต่ของไม่ขาดแน่นอน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157792</link>
<guid isPermaLink="false">be193c7ed50dd8b373191f50e2ed3137</guid>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 10:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในเผยผลหารือเกษตรกรและผู้ประกอบการ ผู้เลี้ยงหมู ไก่ ไข่ ติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้า พบราคาที่ปรับขึ้นในปัจจุบัน มาจากสภาพอากาศร้อนจัด ทำสัตว์โตช้า กินน้อยลง ให้ผลผลิตลดลง และยังมีต้นทุนจากค่าน้ำ ค่าไฟ ที่ช่วยระบายความร้อน ยันผลผลิตมีเพียงพอ ผู้เลี้ยงหมู บอกราคาเริ่มทรงตัวแล้ว ผู้เลี้ยงไก่ เร่งเลี้ยงเพิ่ม คาดปกติเร็ว ๆ นี้ ผู้เลี้ยงไก่ไข่ แจ้งต้นทุนบีบรัดมาก แต่จะตรึงให้นานที่สุด &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา กรมได้จัดประชุมหารือร่วมกับองค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ไก่เนื้อ ไก่ไข่ ได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมผู้ผลิตไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ และเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว ชลบุรี ลุ่มแม่น้ำน้อย และเชียงใหม่&ndash;ลำพูน และผู้ประกอบการรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ซีพีเอฟ เบทาโกร ไทยฟู้ดส์ สหฟาร์ม คาร์กิลล์มีทส์ อัครากรุ๊ป วี.ซี.เอฟ.กรุ๊ป และเอส พี เอ็ม เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ และหาแนวทางในการบริหารจัดการด้านราคาให้สอดคล้องกัน ไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้ผลิตและไม่กระทบต่อผู้บริโภคมากนัก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยในการหารือถึงสถานการณ์ราคา พบว่า การปรับราคาขึ้นในปัจจุบัน มีสาเหตุหลักเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.พ.2569 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโตของสัตว์ เนื่องจากสัตว์กินอาหารได้น้อยลง ทำให้หมูและไก่โตช้า ส่วนไก่ไข่ออกไข่ได้ลดลง และไข่ไก่มีขนาดเล็กลงเช่นกัน ส่งผลให้ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง แต่ผลผลิตมีเพียงพอ และเกษตรกรยังต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตด้านการใช้น้ำ ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากการใช้อุปกรณ์ระบายความร้อนภายในฟาร์มเพื่อลดผลกระทบจากอุณหภูมิสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม กรมได้มีมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภค โดยได้มีการจำหน่ายปศุสัตว์และสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดผ่านงานธงฟ้าราคาประหยัด ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภูมิภาค เพื่อเป็นช่องทางในการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภค และยังจะมีการติดตามสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการหารือองค์กรเกษตรกร และผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินแนวทางในการบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความเหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่เกษตรกรและกระทบต่อประชาชนผู้บริโภคมากนัก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ จะกำกับดูแลและติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค หากพบผู้ค้ารายใดมีพฤติกรรมจำหน่ายไข่ไก่และเนื้อหมูในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หากพบการกระทำผิด จะมีความผิดตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มที่ปรับเพิ่มขึ้น เป็นราคาที่เพิ่งฟื้นตัวหลังจากขาดทุนสะสมเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว จากการขยายการเลี้ยง ทำให้มีผลผลิตส่วนเกินสะสมอยู่ในระบบจำนวนมาก และทำให้ราคาหมูมีชีวิตและเนื้อหมูปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด โดยราคาปัจจุบันถือว่าใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิต แม้จะมีการประกาศราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มอยู่ที่ 72 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) แต่การซื้อขายจริงยังไม่เกิน 68 บาท/กก. เท่านั้น ส่วนราคาขายปลีกเนื้อหมูที่มีการปรับขึ้นมาในช่วงก่อนหน้านั้น ปัจจุบันราคามีแนวโน้มที่จะทรงตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ทำให้ภาวะการค้าและการบริโภคชะลอตัว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ กล่าวว่า ก่อนหน้า0ที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้น เกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.พ.2569 ทำให้ไก่อ่อนแอและเกิดความสูญเสียมากกว่าในช่วงปกติ จากนั้นเกษตรกรได้เร่งเพิ่มผลผลิตเพื่อป้อนตลาด ซึ่งปัจจุบันปริมาณผลผลิตเริ่มเพิ่มขึ้นและคาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววันนี้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า แม้ราคาต้นทุนจะเป็นตัวกำหนดราคาจำหน่ายสินค้า แต่ก็ขึ้นอยู่กับภาวะการค้าและปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดด้วย โดยปกติพอหน้าร้อนปริมาณผลผลิตจะปรับลดลง พอเริ่มเข้าสู่หน้าฝนผลผลิตก็จะเริ่มปรับเพิ่มขึ้นตามลำดับ แต่ภาวะปัจจุบันที่ทุกคนถูกบีบรัดจากค่าน้ำมันที่สูงขึ้น พวกเราเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ผู้เลี้ยงสุกร และผู้เลี้ยงไก่เนื้อ จะพยายามตรึงราคาสินค้าให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม เพื่อช่วยแบ่งเบาและลดภาระให้แก่ผู้บริโภคในปัจจุบัน แม้ต้นทุนด้านพลังงานอาจจะไม่ได้เป็นต้นทุนหลักของสินค้าในหมวดปศุสัตว์ แต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตสุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ ของไทย โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่ง และต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญได้ในช่วงถัดไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026040798fcf1bbbb6576ba0dff28982c11af4b103505.jpg' type='image/jpg' length='462077' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.สำรวจตลาด เก็บข้อมูลทำดัชนีเงินเฟ้อ รับไข่-ผักสดราคาขยับตามฤดูกาล]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157790</link>
<guid isPermaLink="false">160a7b5a8337e0459466a65a76e0b36d</guid>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 10:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการ ที่ตลาดมณีพิมาน เก็บข้อมูลจัดทำดัชนีเงินเฟ้อ คาดเดือน มี.ค.69 ตัวเลขยังไม่ขยับมาก แม้จะมีสงคราม ทำน้ำมันขึ้น แต่ครึ่งเดือนแรกรัฐพยุงราคาไว้อยู่ ส่วนเดือน เม.ย.69 ผลกระทบน่าจะชัดเจนขึ้น ส่วนไข่ไก่ ผักสด ราคาสูงขึ้นตามฤดูกาล อาหารปรุงสำเร็จยังไม่ขยับ แม้ต้นทุนบางส่วนเริ่มขึ้น เผยถุงพลาสติก เริ่มสูงขึ้นแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ ณ ตลาดมณีพิมาน (ตลาดเตาปูน) เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการ และได้พบปะ รับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการวิเคราะห์อัตราเงินเฟ้อของไทย โดยเบื้องต้น ประเมินว่า เงินเฟ้อเดือน มี.ค.2569 อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศช่วงครึ่งเดือนแรกยังถูกพยุงจากมาตรการภาครัฐ ประกอบกับสินค้าส่วนใหญ่ยังเป็นสต็อกเดิม ทำให้ราคาสินค้ายังไม่ปรับขึ้นในวงกว้าง และแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในวงจำกัด โดยคาดว่าในเดือน เม.ย.2569 อาจมีผลกระทบชัดเจนขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการตรวจสอบราคาสินค้าและบริการที่ใช้ในการจัดทำดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เช่น ไข่ไก่ ผักสด และอาหารปรุงสำเร็จ พบว่า สินค้ากลุ่มอาหารสดเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดและฤดูกาล โดยผักบางชนิด เช่น ผักชีและมะนาว ปรับราคาสูงขึ้นจากสภาพอากาศร้อนจัดที่กระทบผลผลิต ขณะที่ราคาอาหารปรุงสำเร็จส่วนใหญ่ยังไม่ปรับราคา แม้ว่าต้นทุนบางส่วนจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม โดยผู้ประกอบการมีความกังวลว่า หากราคาก๊าซหุงต้มปรับเพิ่มขึ้น อาจจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าในระยะต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ เช่น ถุงพลาสติก ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ในทุกร้านค้า พบว่า มีการปรับราคาสูงขึ้นประมาณ 20-40% ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการประกอบการโดยตรง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังมีความกังวลต่อภาวะยอดขายที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการต้องปรับตัวและใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการรับฟังเสียงสะท้อนที่แท้จริงจากประชาชน เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการช่วยเหลือของกระทรวงพาณิชย์ในอนาคต สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ขณะที่ผู้ค้าส่วนใหญ่เผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเสนอให้ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช่วยเพิ่มยอดขาย ปรับปรุงนโยบายภาษี และอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงโครงการสวัสดิการแห่งรัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260407dcf5535e6ff393ecf1351b596a431f89103353.jpg' type='image/jpg' length='608980' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“พาณิชย์”รับจด GI ชีสชื่อดังระดับตำนานจากอิตาลี 2 รายการ Asiago-Gorgonzola]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157785</link>
<guid isPermaLink="false">da879463bf62589935a66d81446b86a4</guid>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 10:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซีสจากอิตาลี 2 รายการ Asiago ซึ่งเป็นชีสคุณภาพระดับตำนาน มีประวัติยาวนานกว่า 1,000 ปี ผลิตในเทือกเขาแอลป์ของอิตาลี และ Gorgonzola ซึ่งเป็นบลูชีสชื่อดังจากแคว้นปิเอมอนเตและลอมบาร์ดี โดดเด่นด้วยลวดลายเส้นสีน้ำเงินแกมเขียวหรือสีน้ำเงินแกมเทาลักษณะคล้ายหินอ่อน รวมมีสินค้าอิตาลีจด GI ในไทยแล้ว 8 รายการ ส่วนไทยได้รับจด GI ในต่างประเทศแล้ว 11 รายการ ยื่นคำขอแล้ว กำลังพิจารณา 8 รายการ และจะยื่นใหม่อีก 1 รายการ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก ในมาเลเซีย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศรับขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ชีสจากประเทศอิตาลี 2 รายการ ได้แก่ &ldquo;อาสิอาโก (Asiago)&rdquo; และ &ldquo;กอร์กอนโซล่า (Gorgonzola)&rdquo; ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับพรีเมียมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมีจุดเด่นจากกระบวนการผลิตด้วยภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมและปัจจัยทางภูมิศาสตร์เฉพาะถิ่น รวมทั้งมีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอน จึงทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในด้านรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัส สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของแหล่งกำเนิดสินค้าได้อย่างชัดเจน และเป็นตัวอย่างของสินค้า GI ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและได้รับความนิยมในตลาดทั่วโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับอาสิอาโก เป็นชีสคุณภาพระดับตำนานที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 1,000 ปี ผลิตในบริเวณเทือกเขาแอลป์ของอิตาลี โดยมีกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ตั้งแต่การเลี้ยงโคนมสายพันธุ์เฉพาะ Frisona Italiana หรือ Bruna Alpina ด้วยหญ้าธรรมชาติเพื่อคงความบริสุทธิ์ของน้ำนม ก่อนจะนำมาผลิตตามภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อให้ได้ก้อนชีสที่มีลักษณะเป็นรูปทรงล้อ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30-40 เซนติเมตร ชีสอาสิอาโกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.Asiago Pressato ซึ่งเป็นชีสสดชนิดกดอัด เนื้อนุ่มเนียนละเอียดสีขาวหรือเหลืองอ่อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว รสสัมผัสละมุนลิ้น กลิ่นหอมสดชื่นคล้ายเนยและโยเกิร์ต และ 2.Asiago d&#39;Allevo ชีสหมักบ่ม ที่มีเนื้อหยาบแน่นสีน้ำตาลอมเหลือง รสชาติเค็มหวาน กลิ่นหอมลุ่มลึกคล้ายขนมปัง เฮเซลนัทแห้ง และอัลมอนด์ มีความเข้มข้นตั้งแต่ระดับ Mezzano (บ่ม 4-6 เดือน) ที่มีรสชาตินุ่มนวลทานง่าย ระดับ Vecchio (บ่ม 10-15 เดือน) รสชาติจัดจ้านและมีกลิ่นหอมแรงขึ้น และระดับสูงสุด Stravecchio (บ่มนานกว่า 15 เดือน) รสชาติเข้มข้นและมีกลิ่นหอมลุ่มลึกเป็นเอกลักษณ์ ทั้งนี้ ชีสอาสิอาโกจะมีการประทับคำว่า &ldquo;Asiago&rdquo; และสัญลักษณ์รูปตัว A ประดิษฐ์บริเวณขอบชีส และมีป้ายเคซีน (Casein Plate) บนผิวชีสแสดงรหัสตัวอักษรและหมายเลขซึ่งระบุถึงโรงงานนมและแหล่งผลิต ช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดในอิตาลีได้อย่างชัดเจน อันเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการแอบอ้างและยืนยันอัตลักษณ์ของสินค้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนกอร์กอนโซล่า เป็นบลูชีสชื่อดังจากแคว้นปิเอมอนเตและลอมบาร์ดี ทางตอนเหนือของอิตาลี โดดเด่นด้วยลวดลายเส้นสีน้ำเงินแกมเขียวหรือสีน้ำเงินแกมเทาลักษณะคล้ายหินอ่อน อันเกิดจากการเจริญเติบโตของเชื้อราเพนนิซิลเลียมในกระบวนการบ่มแบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมานานหลายทศวรรษ ส่งผลให้ชีสมีรสชาตินุ่มนวล มีกลิ่นหอมคล้ายถั่ว และมีเนื้อสัมผัสร่วนและนุ่มเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากชีสชนิดอื่นอย่างชัดเจน การผลิตชีสกอร์กอนโซล่าอยู่ภายใต้การควบคุมคุณภาพอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การเลี้ยงโคนมในสภาพภูมิประเทศที่มีภูเขาล้อมรอบ สภาพดินอุดมด้วยแร่ธาตุจากหินปูนทำให้หญ้าอุดมสมบูรณ์ มีการเก็บน้ำนมวัวที่อุณหภูมิ 4&ndash;6 องศาเซลเซียส ก่อนเข้าสู่กระบวนการพาสเจอร์ไรซ์ และเพาะเชื้อแบคทีเรียชนิดแลคติกและเติมเชื้อราลงในน้ำนม จากนั้นจึงนำไปบ่มตามระยะเวลาที่กำหนดจนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและอัตลักษณ์เฉพาะของกอร์กอนโซล่า ทั้งนี้ บนบรรจุภัณฑ์จะมีการระบุชื่อผู้ผลิต ผู้ประกอบการ สถานที่ผลิตหรือจัดจำหน่าย รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น วันที่ผลิต หมายเลขโทรศัพท์ วิธีการเก็บรักษา เป็นต้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ชีสทั้ง 2 รายการ นับเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 7 และ 8 จากอิตาลีที่ได้รับ GI ในไทย ต่อจากสินค้าที่ขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย สินค้าไวน์แดง 3 รายการ ได้แก่ 1.บรูเนลโล ดิ มอนตาลชิโน 2.บาร์บาเรสโค และ 3.บาโรโล สินค้าเนยแข็งและชีส 2 รายการ ได้แก่ 1.พาร์มิจิอาโน-เร็จจิอาโน และ 2.กรานาพาดาโน รวมทั้งสินค้าแฮม 1 รายการ ได้แก่ ปรอชชุตโต ดิ ปาร์มา ด้วยเหตุนี้ อิตาลีจึงเป็นประเทศที่มีจำนวนสินค้า GI ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในไทยมากที่สุด รวม 8 รายการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ปัจจุบันมีสินค้า GI จากต่างประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในไทย รวมทั้งสิ้น 27 รายการ อาทิ แชมเปญ (ฝรั่งเศส) สก๊อตช์ วิสกี้ (สก๊อตแลนด์) ไอริชวิสกี้ (ไอร์แลนด์) ไวน์นาปา วัลเลย์ (สหรัฐอเมริกา) ตากีล่า (เม็กซิโก) พิสโก (เปรู) เมลอนยูบาริ (ญี่ปุ่น) กาแฟบวนมาถวด (เวียดนาม) เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของกรมในการสนับสนุนและส่งเสริมการคุ้มครองสินค้าอัตลักษณ์จากทุกท้องถิ่น พร้อมทั้งขยายความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับนานาประเทศ โดยอิตาลีเป็นหนึ่งในสมาชิกของสหภาพยุโรปที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย การที่กรมเร่งดำเนินการขึ้นทะเบียน GI สินค้าจากสหภาพยุโรปครั้งนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์ที่วางขายในประเทศแล้ว ยังเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการสร้างความเชื่อมั่นทางการค้า ยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่มีระบบการคุ้มครอง GI ที่ได้มาตรฐาน และเชื่อมโยงความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาในเวทีโลก &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการคุ้มครอง GI ไทยในต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีสินค้า GI ของไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศด้วย 11 รายการ ใน 33 ประเทศ อาทิ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) ในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) ในมาเลเซีย ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ในเวียดนาม เป็นต้น และยังมีสินค้า GI ของไทยที่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนในต่างประเทศแล้ว อีก 8 รายการ ใน 3 ประเทศ โดยหน่วยงานของต่างประเทศอยู่ระหว่างพิจารณาคำขอ ประกอบด้วย จีน 3 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) และมะขามหวานเพชรบูรณ์ ญี่ปุ่น 4 รายการ ได้แก่ กล้วยหอมทองหนองบัวแดง (ชัยภูมิ) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก มะขามหวานเพชรบูรณ์ และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง และเวียดนาม 2 รายการ ได้แก่ ไวน์เขาใหญ่ (นครราชสีมา) และมะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว และในปีนี้กรมเตรียมยื่นคำขอขึ้นทะเบียน GI ของไทยในต่างประเทศอีก 1 รายการ ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก ในมาเลเซีย</span></span> &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026040727cbec1cbda885bebd273b2135f67706102733.jpg' type='image/jpg' length='235453' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาส่งออก ก.พ.เพิ่ม 2.2% ซื้อสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์หนุน เกษตรเริ่มฟื้นตัว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157782</link>
<guid isPermaLink="false">c990615ae98fd811f0b296db4e7f1415</guid>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 10:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน ก.พ.69 เพิ่มขึ้น 2.2% ได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีขั้นสูง และสินค้าเกษตรเริ่มฟื้นตัว ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 4.9% จากการนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าทุนและวัตถุดิบสำหรับผลิตและส่งออก คาด มี.ค.69 ยังขยายตัวต่อเนื่อง จากการเร่งส่งออกช่วง 150 วันภาษีใหม่สหรัฐฯ ความต้องการอาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ยังมีสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือน ก.พ.2569 เท่ากับ 113.3 เพิ่มขึ้น 2.2% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่สินค้าเกษตรเริ่มฟื้นตัว แต่ยังเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา และดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 120.3 เพิ่มขึ้น 4.9% ตามความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูง ประกอบกับความต้องการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบสำหรับผลิตและส่งออกยังขยายตัว เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลก &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออก ที่เพิ่มขึ้นมาจากหมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 2.8% ได้แก่ ทองคำ จากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ทำให้มีความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนด้าน AI และ Data Center เพิ่มขึ้นทั่วโลก และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ จากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นในหลายภูมิภาค ทำให้ความต้องการเครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นในตลาดโลกเพิ่มขึ้น หมวดสินค้าเกษตรกรรม เพิ่มขึ้น 1.4% ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ตามความต้องการของตลาดหลักอย่างจีน เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และไก่สดแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป จากความต้องการเนื้อไก่และสินค้าไก่แปรรูปในตลาดโลกเพิ่มขึ้น และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่มขึ้น 0.2% ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง ตามความต้องการอาหารสำเร็จรูปในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง อาหารสัตว์เลี้ยง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ทำให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูงเพิ่มขึ้น และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ตามความต้องการของตลาดที่ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลดลง 6.6% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป เป็นผลจากอุปทานน้ำมันตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นในช่วงก่อนหน้า ขณะที่อุปสงค์ในบางประเทศชะลอลง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนดัชนีราคานำเข้า ที่เพิ่มขึ้นมาจากหมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 10.9% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น อุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อใช้ผลิตและส่งออก อาทิ แผงวงจรไฟฟ้า วงจรพิมพ์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการใช้แร่โลหะเพื่อรองรับการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้น 6.4% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ตามความต้องการบริโภคในประเทศ และการนำเข้าสินค้าที่มีเทคโนโลยีใหม่ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ตามความต้องการใช้ยาและเวชภัณฑ์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น และเครื่องประดับอัญมณี จากการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ทองคำ เพชร พลอย และโลหะมีค่า เพื่อใช้ในการผลิตและส่งออก หมวดสินค้าทุน เพิ่มขึ้น 4.2% ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุนเพิ่มขึ้น และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่มขึ้น 2.3% โดยเฉพาะส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ตามการขยายตัวของเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ขณะที่หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลดลง 9.4% ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติปิโตรเลียม น้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงในช่วงก่อนหน้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ แนวโน้มดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า เดือน มี.ค.2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสหรัฐฯ ปรับมาใช้มาตรา 122 ทำให้ภาษีนำเข้าจากไทยลดลงจากอัตรา Reciprocal Tariff เดิม ซึ่งช่วยสนับสนุนการเร่งส่งออกในช่วง 150 วัน ความกังวลด้านความมั่นคงอาหาร ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปขยายตัวต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูง ยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ตามราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบนำเข้า ซึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์ของคู่ค้าชะลอลง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ต้นทุนโลจิสติกส์และค่าระวางเรือสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กดดันความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ และความผันผวนของค่าเงินบาท</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026040727a51167bd7d62bcf1f00246edf618a0102607.jpg' type='image/jpg' length='348818' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 5 เดือน มีนาคม 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157471</link>
<guid isPermaLink="false">711af886a35dcc5a58450181c054584a</guid>
<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 13:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260403d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e132222.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ “พาณิชย์”เตรียมจัดใหญ่ TCEX ก.ค.69 เปิดเวทีคาแรกเตอร์-คอนเทนต์ไทยปล่อยของ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157460</link>
<guid isPermaLink="false">a868192225951796d8b1dc104d77082e</guid>
<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 12:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือหน่วยงานพันธมิตรด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์กว่า 60 หน่วยงาน เตรียมความพร้อมจัดงาน Thailand Character &amp; Content Expo (TCEX) เดือน ก.ค.69 เปิดเวทีให้ครีเอเตอร์ไทยปล่อยของ ดันคาแรกเตอร์และคอนเทนต์ไทย มีโอกาสสร้างรายได้ เปิดตัวสู่ตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดหารือกับหน่วยงานพันธมิตรด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์กว่า 60 หน่วยงาน เพื่อเตรียมความพร้อมการจัดงาน Thailand Character &amp; Content Expo (TCEX) ในเดือน ก.ค.2569 ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญที่จะเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นรายได้ สำหรับนักสร้างสรรค์ โดยมุ่งยกระดับการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และผลักดันอุตสาหกรรมคาแรกเตอร์และดิจิทัลคอนเทนต์ของไทยสู่เวทีสากลอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันไทยมีศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์อย่างโดดเด่น ทั้งในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ดนตรี โฆษณา เกม และธุรกิจคาแรกเตอร์ ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ เกม แอนิเมชัน คาแรกเตอร์ e-Book ของไทย มีมูลค่าสูงกว่า 44,000 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี จากกระแสความนิยมของคอนเทนต์ออนไลน์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล สะท้อนโอกาสที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย์สินทางปัญญาได้อีกมาก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยกรมและหน่วยงานพันธมิตร มีความตั้งใจที่จะผลักดันให้การจัดงาน Thailand Character &amp; Content Expo (TCEX) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์และทรัพย์สินทางปัญญาของไทยสู่ตลาดสากล โดยเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้แสดงศักยภาพ เชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ และต่อยอดสู่การซื้อขายสิทธิ์ในระดับโลก ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นโอกาสสำคัญของนักสร้างสรรค์ไทยในการขยายตลาดสู่สากล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">งาน TCEX มีกำหนดจัดขึ้นในเดือน ก.ค.2569 โดยจะจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ไทยครอบคลุม 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1.Character &amp; Art 2.Content &amp; Story 3.Game &amp; Interactive และ 4.Creative Lifestyle พร้อมกิจกรรมสำคัญ อาทิ การจัดแสดงผลงานทรัพย์สินทางปัญญา (IP Showcase/IP Market) การสัมมนา และการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 8,000 ราย เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 500 คู่ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมมั่นใจว่าการบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พร้อมทั้งผลักดัน Soft Power ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน และการขับเคลื่อนงาน TCEX ให้บรรลุเป้าหมาย จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยหน่วยงานพันธมิตรที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ถือเป็นแนวร่วมสำคัญในการสร้างระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มแข็ง และผลักดันศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาคในอนาคต&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260403e2b9c26e9381eaf625b5d53b617c21aa120152.jpg' type='image/jpg' length='393642' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ชี้เป้าผู้ประกอบการ ขายอาหารสุขภาพ เครื่องสำอาง เจาะกลุ่ม Gen Z อินเดีย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157459</link>
<guid isPermaLink="false">4b732ea891c7d4fff504b3eeb2385820</guid>
<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 11:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจพฤติกรรมการบริโภคชาว Gen Z อินเดีย พบเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ทรงอิทธิพล มีกำลังซื้อชี้สินค้าไทยมีโอกาสขายทั้งอาหารสุขภาพเครื่องสำอางที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ เน้นขายผ่านช่องทางออนไลน์&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้าและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.สุจิรา ปานจนะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี อินเดีย ถึงผลการสำรวจพฤติกรรม Gen Z อินเดีย ซึ่งกำลังเป็นพลังผู้บริโภครุ่นใหม่และโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการส่งออกสินค้าเข้าไปขาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Gen Z หรือกลุ่มประชากรที่เกิดระหว่างปี 1997&ndash;2012 ได้กลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ทรงอิทธิพลที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก โดยเฉพาะในอินเดียซึ่งมีจำนวนประชากร Gen Z มากถึงประมาณ 380 ล้านคน ถือเป็นหนึ่งในฐานผู้บริโภควัยหนุ่มสาวที่ใหญ่ที่สุดของโลก และกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรมการบริโภคของประเทศในทศวรรษหน้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กลุ่ม Gen Z ยังมีความหลากหลาย ไม่ใช่กลุ่มเดียวที่เหมือนกัน โดยมีทั้งการต้องการการยอมรับ ความรัก การเห็นคุณค่า ความมั่นใจในตัวเอง ให้ความสำคัญกับราคา คุณค่า และความหมายส่วนตัวของสินค้า มีพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบค้นคว้าและเลือกอย่างตั้งใจ มีทัศนคติด้านการเงิน คือ ออมก่อนใช้และมองอนาคตไกล มุ่งการทำงานพร้อมกับการสร้างสมดุลชีวิต ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่แค่ยอดไลก์ ส่วนแบรนด์ที่ชนะใจ ต้องมีความแข็งแกร่ง ไม่ใช่วัดจากชื่อเสียง และเทรนด์สินค้าและบริการที่ได้รับความนิยม จะเน้นสินค้าไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มฟังก์ชัน และบริการดูแลสุขภาพกาย&ndash;ใจ ตลาดความงามเฉพาะบุคคล แฟชันแนวสตรีทที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ดิจิทัล เช่น การใช้ความจริงเสริม (AR) ทดลองสินค้าเสมือนจริงก่อนซื้อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว เปิดโอกาสให้สินค้าไทย โดยเฉพาะอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากธรรมชาติ รวมถึงเครื่องสำอางที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติและวางตำแหน่งเป็นพรีเมียมที่เข้าถึงได้ โดยการทำการตลาดควรเน้นวิดีโอเป็นศูนย์กลาง ผ่าน YouTube และ Instagram ร่วมกับครีเอเตอร์ท้องถิ่น และใช้ Soft Power เช่น อาหาร แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ จะช่วยสร้างการเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่อินเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ตลาดผู้บริโภค Gen Z ในอินเดีย มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับคุณค่ากับความจริงใจ ความหมายส่วนตัว สุขภาวะ และความมั่นคง มากกว่าการบริโภคตามกระแส การตัดสินใจซื้อได้รับอิทธิพลจากครีเอเตอร์และคอมมูนิตี้ออนไลน์ พร้อมกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์จริง ด้วยพลังซื้อที่คาดว่าจะสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035 ตลาด Gen Z อินเดียจึงเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญในระยะยาว ซึ่ง DITP ได้เตรียมกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเข้าถึงตลาดดังกล่าวอย่างเหมาะสมต่อไป&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604031b4099006abbfe641fa47d5e55889f4f115944.jpg' type='image/jpg' length='267964' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมเจรจาฯ ติวเข้มเกษตรกร มะขาม ขิง อะโวคาโด ผักสด สมุนไพร ใช้ FTA ส่งออก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157084</link>
<guid isPermaLink="false">6a85135ac76d02f28063df013f22eb26</guid>
<pubDate>Thu, 02 Apr 2026 10:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นำทีมวิทยากรภาครัฐและเอกชน ลงพื้นที่จัดสัมมนาติวเข้มเกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้า มะขาม ขิง อะโวคาโด ผักสด และสมุนไพร ใน จ.เพชรบูรณ์ ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า พร้อมชี้ช่องขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการพัฒนามาตรฐาน การทำตลาด และเงินทุน และผลักดันให้ใช้ประโยชน์จาก FTA ส่งออกต่างประเทศ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำทีมวิทยากรภาครัฐและภาคเอกชน จัดสัมมนาเปิดเวทีหารือกับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการสินค้ามะขาม ขิง อะโวคาโด ผักสด และสมุนไพรในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ภายใต้โครงการพัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ระหว่างวันที่ 26-27 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา โดยให้ความรู้เกี่ยวกับ FTA การค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบทางการค้า อัตราภาษีศุลกากร และมาตรฐานรับรองสินค้า โดยเฉพาะมาตรฐาน อย. ฮาลาล GAP และ GHPs ให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงให้ความรู้กับเกษตรกรที่ผลิตสินค้าในระดับต้นน้ำ โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำมาตรฐานรับรองสินค้า เช่น GAP เกษตรอินทรีย์ และการขึ้นทะเบียนสินค้า GI เป็นต้น เพื่อพัฒนาเป็นผู้ประกอบการต่อไป&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐานรับรอง มุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและมีโอกาสเข้าสู่ตลาด โดยได้ยกตัวอย่างมาตรการทางการค้าที่ไทยและประเทศคู่ค้าใช้ในการปกป้องตลาดของตนเอง โดยเฉพาะมาตรการที่มิใช่ภาษี เช่น แรงงาน สิ่งแวดล้อม สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และข้อมูลโภชนาการบนฉลากอาหาร เป็นต้น เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้และสร้างความเข้าใจ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ยังได้ชี้แนะผู้ประกอบการ สามารถขอรับการสนับสนุนความรู้ ทักษะ และเงินทุน สำหรับการพัฒนาธุรกิจจากโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ คือ เกษตรกร รับแหล่งเงินทุนจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร หรือกองทุน คชก. จากกรมการค้าภายใน และกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร หรือกองทุน FTA จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ตลอดจนผู้ประกอบการหรือวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล สามารถเข้ารับแหล่งเงินทุนและความรู้จาก สสว. โดยเฉพาะโครงการ BDS (Business Development Service) ที่ให้ความช่วยเหลือด้านการจัดทำมาตรฐานรับรองสินค้า การตรวจวิเคราะห์สารหรือโภชนาการ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเข้าร่วมงานแสดงและจำหน่ายสินค้า และการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการต้องประเมินตนเองว่าอยู่ในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อขอรับการสนับสนุนได้อย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการต่อยอดการค้า และภายหลังจากเกษตรกรและผู้ประกอบการได้รับทราบข้อมูลจากงานสัมมนา มีผู้สนใจสมัครขอรับการสนับสนุนจากโครงการดังกล่าวทันที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมมั่นใจว่าการเปิดเวทีสัมมนาครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและความพร้อม พัฒนาเป็นผู้ส่งออก ใช้เครื่องมือ FTA สร้างแต้มต่อ แข่งขันได้ในยุคการค้าเสรี และมีส่วนร่วมต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดโลก รวมถึงนำสินค้าในพื้นที่เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในตลาดโลก และจากนี้ กรมจะพิจารณาจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จาก FTA ในการส่งออกต่อไป&rdquo;นายธัชชญาน์พลกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260402e209bb31b2edb9e0ff78e261a2ea2094100438.jpg' type='image/jpg' length='441713' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ นำ 150 ราย จากหลักสูตร TIJ#3 ร่วม LIVE Marathon ขายสินค้า]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157083</link>
<guid isPermaLink="false">e710742e43fb0a24fdf1a96175246631</guid>
<pubDate>Thu, 02 Apr 2026 10:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลุยต่อปั้นเจ้าของธุรกิจให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ นำ 150 ราย ที่ผ่านการคัดเลือกจากหลักสูตร The Influencer Journey : TIJ#3 เข้าร่วมกิจกรรม LIVE Marathon ขายสินค้าระหว่างวันที่ 1-10 เม.ย.69 ผ่าน 3 แพลตฟอร์มชั้นนำ Shopee , TikTok และ NexGen Commerce พร้อมด้วยโปรโมชัน โคดส่วนลด คูปองส่งฟรี เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย หลังจบงานนี้ คัดเหลือ 30 ราย นำติวเข้มต่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วงปลายเดือน ก.พ.2569 ที่ผ่านมา กรมได้จัดหลักสูตรปั้นเจ้าของธุรกิจให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ รุ่นที่ 3 (The Influencer Journey : TIJ#3) ขึ้น โดยมีผู้ผ่านหลักสูตรกว่า 1,000 ราย และได้รับการพัฒนาทักษะการขายออนไลน์ สามารถสร้างคอนเทนต์ ไลฟ์ขายสินค้า และสร้างแบรนด์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมืออาชีพ เมื่อจบหลักสูตรกรมได้คัดเลือกผู้ประกอบธุรกิจที่มีศักยภาพ จำนวน 150 ราย เพื่อเข้าสู่กิจกรรมไลฟ์มาราธอน (Live Marathon) จำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทดลองตลาดจริง เพิ่มยอดขาย และขยายฐานลูกค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกรมได้ร่วมมือกับ 3 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำอย่าง Shopee , TikTok และ NexGen Commerce จัดกิจกรรม LIVE Marathon ระหว่างวันที่ 1-10 เม.ย.2569 โดยมีร้านค้าออนไลน์ที่ผ่านการคัดเลือกดังกล่าวทั้ง 150 ร้านค้า โดยรวบรวมสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ สินค้าแฟชัน สุขภาพและความงาม อาหารและเครื่องดื่ม และของใช้ในบ้าน โดยร้านค้าจะหมุนเวียนกันมาไลฟ์สดนำเสนอสินค้า พร้อมจัดโปรโมชันพิเศษอย่างต่อเนื่องตลอดแคมเปญ อาทิ คูปองส่วนลด 100 บาท จาก Shopee คูปองส่วนลด 20 บาทจาก TikTok Shop และคูปองส่งฟรีจาก NexGen Commerce ที่สามารถใช้ได้ทันทีตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งกิจกรรมนี้จะช่วยเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการ รวมถึงช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้นในยุคที่ค่าครองชีพสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กิจกรรม LIVE Marathon ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการขายสินค้า แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างแบรนด์และความน่าเชื่อถือให้กับผู้ประกอบการ ผ่านการสื่อสารแบบเรียลไทม์ที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ และต่อยอดไปสู่ฐานลูกค้าประจำในระยะยาว รวมถึงร้านค้ายังได้รับสิทธิพิเศษจากแพลตฟอร์มพันธมิตรในการเปิดค่าการมองเห็น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ามองเห็นร้านค้าได้มากขึ้น และยังได้สนับสนุนเครื่องมือการตลาดออนไลน์ให้ร้านค้ามีอาวุธที่ใช้ค้าขายในโลกออนไลน์อีกด้วย และเมื่อจบกิจกรรมแล้ว จะมีร้านค้าออนไลน์ จำนวน 30 ราย ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบอบรมในกิจกรรม Influencer Bootcamp เพื่อพัฒนาศักยภาพเชิงลึก 3 วัน 2 คืน พร้อมติวเข้มกับผู้เชี่ยวชาญ และ Influencer ที่มีชื่อเสียงด้านการตลาดออนไลน์&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถก้าวทันการแข่งขันในยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผ่านการเชื่อมต่อโดยตรงกับผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มชั้นนำ ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า แต่ยังเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ในการซื้อขายที่มีความสนุก คุ้มค่า เข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้บริโภค อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างทักษะด้านการทำคอนเทนต์ การสื่อสาร และการสร้างแบรนด์ให้กับผู้ประกอบการไทยให้สามารถนำเสนอสินค้าได้อย่างน่าสนใจและแตกต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ความร่วมมือดังกล่าว ยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของภาครัฐที่มุ่งผลักดันให้ธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ให้สามารถใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเติบโต สร้างรายได้ และขยายฐานลูกค้าได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการเข้าถึงสินค้าและบริการในราคาที่เหมาะสม ช่วยลดภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนร้านค้าออนไลน์ของคนไทยด้วยการรับชมและเลือกซื้อสินค้าผ่านการไลฟ์สดบน Shopee TikTok Shop และ NexGen Commerce ตลอดช่วงการจัดกิจกรรม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พร้อมทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันผ่านโปรโมชันสุดคุ้มจากแคมเปญนี้&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604024f9a3b5562f0be0e7de683a473ba0260100329.jpg' type='image/jpg' length='382804' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​กรมพัฒน์ชวนเที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 3 ลุ้นรางวัลเพียบ นักรีวิวก็ห้ามพลาด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157082</link>
<guid isPermaLink="false">83eb4b5acc33a3b03f14686f0c417279</guid>
<pubDate>Thu, 02 Apr 2026 10:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดแคมเปญ &ldquo;เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 3&rdquo; ร่วมมือพันธมิตรกว่า 25 หน่วยงาน กระตุ้นการบริโภคอาหารไทย ในร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT ดีเดย์วันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.69 เผยจัดไฮไลต์สุดปัง บริโภคแล้ว ได้ลุ้นรางวัล 3 ฟิน ทั้งทองคำ รับประทานอาหารไฟน์ไดนิ่ง และรางวัลพรีเมียม มูลค่ารวมกว่า 2 ล้านบาท ส่วนสายรีวิว มีลุ้นชิงไอโฟนและซัมซุงรุ่นล่าสุด ชวนประชาชน นักท่องเที่ยว ร่วมสัมผัสประสบการณ์อาหารรสชาติไทยแท้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดแคมเปญ &ldquo;เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 3&rdquo; ที่ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมีหน่วยงานพันธมิตร และผู้ประกอบการร้านอาหารเข้าร่วมงาน ว่า การจัดแคมเปญครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการของประเทศ ผ่านการส่งเสริมธุรกิจร้านอาหารไทยควบคู่กับการท่องเที่ยว การตลาด และการสร้างภาพลักษณ์ที่เข้มแข็งให้กับ Soft Power ของประเทศไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแคมเปญในปีนี้ กำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.2569 รวมระยะเวลา 3 เดือน โดยร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 25 หน่วยงาน ส่งมอบความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ผ่านสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ไฮไลต์สำคัญ คือ กิจกรรมกินดี มีเฮง กับ Thai SELECT ชวนผู้บริโภคสัมผัสประสบการณ์อาหารไทย ณ ร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT กว่า 457 ร้านทั่วประเทศ พร้อมลุ้นรางวัล 3 ฟิน เมื่อรับประทานครบ 1,000 บาทต่อใบเสร็จ และส่งผ่าน LINE Official Account @thaiselect ได้แก่ ฟินที่ 1 ลุ้นทองคำ Thai SELECT Limited Edition น้ำหนักรวม 3 บาท ฟินที่ 2 รับประสบการณ์ Exclusive Fine Dining ณ ร้าน Thai SELECT ระดับ 3 ดาว โดยเชฟชุมพล แจ้งไพร จำนวน 10 รางวัล (รางวัลละ 2 ท่าน) และฟินที่ 3 ของรางวัลพรีเมียมจาก Thai SELECT อีก 250 รางวัล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมรีวิวดี มีรางวัล ให้สายรีวิวร่วมถ่ายทอดความประทับใจ ลุ้นรับโทรศัพท์จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ iPhone 17 รุ่น Pro Max และ Samsung S26 Ultra และของที่ระลึกสุดพิเศษมากมาย รวมไปถึงแคมเปญนี้ ยังได้ผนึกกำลังพันธมิตรที่มาช่วยเสริมความเข้มแข็งด้านการตลาดและมอบสิทธิประโยชน์สุดคุ้ม อาทิ ส่วนลดพิเศษจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรีชั้นนำและแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เครดิตเงินคืนจากบริษัทบัตรเครดิต และการหนุนผู้ประกอบการด้วยการช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบจากศูนย์ค้าส่งขนาดใหญ่ ตลอดจนสินเชื่อจากสถาบันการเงินภาครัฐในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับร้านอาหาร Thai SELECT ในแคมเปญ เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT อีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมมั่นใจว่า แคมเปญเที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 3 จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้นักชิมออกไปค้นหาร้านอาหารไทยคุณภาพทั่วประเทศ เชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว และสร้างประสบการณ์ใหม่ที่สามารถแปลงเป็นรายได้ในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยว ร่วมลิ้มลองอาหารไทย รสชาติไทยแท้ และลุ้นรับโชคกับแคมเปญในครั้งนี้&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดแคมเปญ หรือค้นหาร้านอาหาร Thai SELECT ทั่วประเทศ ผ่านเว็บไซต์ www.thaiselectth.com หรือ Facebook: Thai SELECT Thailand และสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารไทยที่ต้องการยกระดับมาตรฐาน พลิกโฉมธุรกิจ และรับสิทธิประโยชน์ด้านการตลาด สามารถสมัครรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 เพื่อเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพ รสชาติ และบริการที่ได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมรับสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมการตลาดอย่างเต็มรูปแบบจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ - 15 เม.ย.2569 ผ่านเว็บไซต์ www.thaiselectth.com หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th หรือสายด่วน 1570 หรือกองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 5954</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260402b2953b1c0ad4384ca30b1500213a36c7100210.jpg' type='image/jpg' length='440017' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP จัดสัมมนาติวเข้มผู้ประกอบการไทย พลิกเกมธุรกิจรับมือมาตรการการค้าสหรัฐฯ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156966</link>
<guid isPermaLink="false">aca1acba957956295e9ddb2088b28c6e</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 16:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จัดสัมมนา &ldquo;พลิกเกมธุรกิจรับมือมาตรการการค้าสหรัฐอเมริกา&rdquo; ติวเข้มผู้ประกอบการไทย รับมือการเปลี่ยนแปลงนโยบายและมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ นำกูรูและทูตพาณิชย์ สร้างความรู้ ความเข้าใจ และให้ข้อมูลเชิงลึก ทั้งนโยบาย กฎหมาย มาตรฐานสินค้า การปรับกลยุทธ์ เพื่อให้ไทยยังคงส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ได้จัดโครงการสัมมนา &ldquo;พลิกเกมธุรกิจรับมือมาตรการการค้าสหรัฐอเมริกา&rdquo; ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถนนรัชดาภิเษก เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของนโยบายและมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับหนึ่งของไทย และมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกในหลายมิติ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในห้าของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด การที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะถูกพิจารณามาตรการทางการค้า โดยเฉพาะมาตรการด้านภาษี ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;DITP ตระหนักดีถึงความท้าทายดังกล่าว การจัดสัมมนาในครั้งนี้ จึงมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงลึก ทั้งด้านนโยบาย กฎหมายการค้า มาตรฐานสินค้า การบริหารจัดการความเสี่ยง และการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME สามารถเตรียมพร้อม ปรับตัว และมองเห็นโอกาสท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งต่อยอดสู่การเติบโตในตลาดสหรัฐฯ อย่างยั่งยืน โดยพร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตร เคียงข้างผู้ประกอบการไทย ด้วยการสนับสนุนทั้งข้อมูลเชิงลึก การให้คำปรึกษา กิจกรรมส่งเสริมตลาด และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลกอย่างมั่นคง&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"><br />
โดยภายในงาน DITP ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภาพรวมมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ครอบคลุมทั้งประเด็นด้านภาษี กฎระเบียบทางการค้า และแนวโน้มการดำเนินนโยบายในระยะต่อไป และยังมีการสะท้อนสถานการณ์จริงจากตลาดสหรัฐฯ โดยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ในเมืองสำคัญของสหรัฐฯ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจบริบทตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค และข้อควรระวังในการดำเนินธุรกิจได้อย่างรอบด้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ตลาดสหรัฐฯ โอกาสของผู้ประกอบการไทย&rdquo; ซึ่งผู้แทนภาคเอกชนร่วมวิเคราะห์โอกาสและทิศทางของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนแนวคิดเชิงกลยุทธ์ในการขยายตลาดภายใต้ข้อจำกัดด้านมาตรการการค้า และยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ คือ การเสวนา &ldquo;การปรับตัวของผู้ประกอบการไทยภายใต้มาตรการการค้าสหรัฐฯ&rdquo; ที่เปิดโอกาสให้ผู้แทนจากแพลตฟอร์มการค้าระดับโลกและผู้ประกอบการภาคเอกชน ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริงในการปรับโมเดลธุรกิจ การใช้ช่องทางดิจิทัล และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรับมือกับกติกาการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และปิดท้ายด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือและมาตรการทางการเงิน เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกไทย เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มความพร้อมในการดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของการค้าโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;DITP คาดหวังว่า การสัมมนาครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถรับมือกับมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออกไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว โดยผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือโทร. 1169 กด 1 และกด 1&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว&nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260401daa97acecc62c7d0e34b7aba00a4aff5160421.jpg' type='image/jpg' length='304654' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“อนุทิน”คิกออฟ“ไทยช่วยไทย” หั่นราคาสินค้า 3,000 รายการ 25-58% ลดค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156964</link>
<guid isPermaLink="false">babee04d8ff3281d46d64bc1e3b03492</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 16:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;อนุทิน&rdquo;คิกออฟเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; หลัง &ldquo;พาณิชย์&rdquo; ผนึกห้างค้าส่งค้าปลีก ซัปพลายเออร์ รวม 20 ราย นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ กว่า 3,000 รายการ ลดราคา 25-58% ดีเดย์ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.69 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนท่ามกลางความผันผวนราคาพลังงาน เฟสต่อไป เล็งนำสินค้าท้องถิ่น สินค้า SME มาร่วมจำหน่ายด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิด &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า รัฐบาลได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น จากสถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก จึงได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการช่วยดูแลปากท้องของประชาชน ผ่านการลดราคาสินค้า โดยจับมือกับห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย (ซัปพลายเออร์) เพื่อขอความร่วมมือลดราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน กว่า 3,000 รายการ เริ่มนำร่องดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569 เป็นต้นไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ขอเชิญชวนประชาชน เลือกซื้อสินค้าราคาพิเศษภายใต้สัญลักษณ์โครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569 เป็นต้นไป ณ ห้างค้าส่ง-ค้าปลีกชั้นนำที่เข้าร่วมทั่วประเทศ โดยรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ยืนยันจะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมและได้รับประโยชน์สูงสุดจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ และรัฐบาลเชื่อมั่นว่าการจับมือกันเดินหน้าในวันนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของไทย และเติมเต็มกำลังใจให้คนไทยก้าวผ่านทุกความท้าทายไปด้วยกันโดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง&rdquo;นายอนุทินกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โครงการนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีก และซัปพลายเออร์รายใหญ่ 20 ราย ได้แก่ ซีพี แอ๊กซ์ตร้า (Makro, Lotus&rsquo;s) ซีพีออลล์ (7 Eleven) บิ๊กซี (Big C) เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ (GO Wholesale) เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล (TOPS /TOPS Food Hall /TOPS Daily / TOPS Ooline /TOP Care) เซ็นทรัล วัตสัน เดอะมอลล์ กรุ๊ป (Gourmet Market) ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต (Foodland) ซีเจ เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป (CJ More / CJ Supermarket) และผู้ผลิตชั้นนำอย่าง สหพัฒนพิบูล ยูนิลีเวอร์ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ คาโอ ไวไว ไทยยูเนี่ยน ข้าวมาบุญครอง ข้าวตราไก่แจ้ ข้าวหงส์ทอง ข้าวแสนดี น้ำมันพืชปทุม เพื่อจัดโปรโมชันราคาพิเศษ โดยไฮไลต์สำคัญ คือ การนำสินค้ากลุ่มเฮ้าส์ แบรนด์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ห้างร้านผลิตเอง และสินค้าแบรนด์รอง (Second-tier Brand) ที่มีคุณภาพดีเข้าร่วมลดราคา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสินค้า &rdquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; แบ่งสินค้าเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ 1.สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน และ 2.สินค้าบริโภคที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร น้ำตาล ซอส ปรุงรส น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง โดยมีห้างร้าน และจุดจำหน่ายเข้าร่วมโครงการครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้ไม่ต่ำกว่า 25-58% ในกลุ่มสินค้าที่เข้าร่วมรายการ และยังเป็นการช่วยเชื่อมต่อสินค้าให้กับผู้ประกอบการรายย่อยไปในตัวด้วย และจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ มีเป้าหมายที่จะนำสินค้าชุมชนจากทุกจังหวัดมาพัฒนา เพื่อเพิ่มยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการและ SME ทั่วประเทศด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&quot;สินค้าไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ นอกจากเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ยังแสดงออกถึงความสามัคคีของคนไทยทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมกันช่วยเหลือ และส่งต่อกำลังใจให้คนไทยทั้งประเทศ โดยรัฐบาลมุ่งหวังให้ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน เพื่อให้พี่น้องประชาชนยังคงยืนหยัดได้อย่างมั่นคง&quot;นางศุภจีกล่าว&nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260401c9539ddb952327f4ed4385791284be98160316.jpg' type='image/jpg' length='482736' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เซ็น MOU ซีพี แอ็กซ์ตร้า ซื้อสินค้าเกษตร GI นำขายในแม็คโคร-โลตัส]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156963</link>
<guid isPermaLink="false">4ed02ea2b736d5ee798e23b78fdf0f22</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 16:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ซื้อสินค้าเกษตร GI จากเกษตรกร รวม 16 รายการ นานถึง 1 ปีเต็ม นำจำหน่ายในห้างแม็คโครและโลตัสกว่า 20 สาขา ทั้งในเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในไทย เพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตร GI เข้าถึงตลาดผู้บริโภค และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนผู้ผลิตกับตลาดปลายทางอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมีการรับซื้อสินค้าเกษตรที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกลุ่มเกษตรกรโดยตรงตลอดหนึ่งปีเต็ม รวมกว่า 16 รายการ อาทิ มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) สับปะรดบ้านคา (ราชบุรี) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) แห้วสุพรรณ มันแกวบรบือ (มหาสารคาม) มะม่วงเบาสงขลา ส้มสายน้ำผึ้งฝาง (เชียงใหม่) กล้วยหอมทองพบพระ (ตาก) หอมแดงศรีสะเกษ เป็นต้น และนำกระจายเข้าสู่เครือข่ายห้างค้าปลีกค้าส่งภายใต้แบรนด์ Makro และ Lotus&#39;s กว่า 20 สาขาในเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งในกรุงเทพฯ พัทยา ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ ขอนแก่น เป็นต้น เพื่อช่วยสร้างรายได้อย่างมั่นคงให้แก่เกษตรกรไทยในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว กรม และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จะร่วมกันในการสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้า GI อย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกและประสานงานกลุ่มผู้ประกอบการหรือเกษตรกรผู้ผลิตที่มีศักยภาพและผ่านการประเมินระบบควบคุมคุณภาพการผลิต การรับซื้อสินค้าและจัดพื้นที่จำหน่าย การอำนวยความสะดวกในการจัดทำสัญญาซื้อขาย การให้คำปรึกษาเพื่อยกระดับสินค้าและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและข้อกำหนดของตลาด รวมทั้งการประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมศักยภาพของเกษตรกรผู้ผลิตอย่างต่อเนื่อง</span></p>

<p><span style="font-size:26px;">&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นโมเดลสำคัญในการยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ช่องทางการจำหน่ายที่มีศักยภาพ ช่วยขยายการรับรู้ในวงกว้าง และเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้า GI ที่มีคุณภาพได้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น ผ่านการเปิดตลาดและเพิ่มช่องทางจำหน่ายสู่ตลาดมูลค่าสูง โดยกรมจะเดินหน้าส่งเสริมสินค้า GI ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเกษตร ซึ่งมีจำนวนกว่า 170 รายการ หรือราว 67% ของสินค้า GI ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด 254 รายการ เพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสมนึก ยอดดำเนิน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินค้าอาหารสด บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทย โดยใช้ศักยภาพเครือข่ายธุรกิจในการเชื่อมโยงสินค้าเกษตร GI จากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง ซึ่งสินค้า GI ไทยได้รับการยอมว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและอัตลักษณ์โดดเด่น การนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายที่มีศักยภาพจึงช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาด และยกระดับสินค้าในเชิงพาณิชย์ ทั้งด้านมาตรฐาน คุณภาพ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดสมัยใหม่ พร้อมสร้างรายได้ที่มั่นคงกลับคืนสู่เกษตรกรในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โอกาสนี้ ผู้บริหารบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้นำคณะกรมทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ร่วมงาน เยี่ยมชมโซนจำหน่ายสินค้าเกษตร GI ภายในห้างแม็คโคร สาขาลาดพร้าว พร้อมนำเสนอ 2 เมนูพิเศษจากวัตถุดิบ GI โดยฝืมือเชฟเบนซ์ วีรเทพ อาจอาคม จากร้าน Gin Kitchen Thonglor เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีลิ้มลองรสชาติความอร่อยของวัตถุดิบ GI อันเป็นเอกลักษณ์ โดยเมนูดังกล่าวประกอบด้วย &ldquo;ต้มแซ่บพะโล้กุ้งแม่น้ำต้มเผือกหม้อไฟ&rdquo; จากวัตถุดิบ GI กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ ที่มีเนื้อเหนียวนุ่ม รสชาติหวานไม่มีกลิ่นคาว ผสานกับเผือกหอมบ้านหมอ (สระบุรี) ที่มีเนื้อร่วนซุยและมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างลงตัว รวมทั้งเมนูของหวาน &ldquo;เครปใบเตยครีมมะพร้าวอ่อนคาลัว&rdquo; โดยมีวัตถุดิบหลักคือมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) มะพร้าวจากพื้นที่ลุ่มชายฝั่งทะเล ซึ่งมีเนื้อมะพร้าวเหนียวนุ่ม หอมหวานชื่นใจ และมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604018d0950a2922a28e9d23b048da7928d6a160155.jpg' type='image/jpg' length='299736' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ DITP นำทัพ 19 แฟรนไชส์ไทย บุกเปิดตลาดสิงคโปร์ ได้ยอดการค้ากว่า 69 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156957</link>
<guid isPermaLink="false">ccdd9d6657183eb9a4deb8987453e206</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 15:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นำทัพแฟรนไชส์ไทย 19 บริษัท หมวดอาหาร ขนมและเครื่องดื่ม การศึกษา และแฟชัน บุกเปิดตลาดที่สิงคโปร์ ประสบความสำเร็จตามเป้า มีการจับคู่ธุรกิจ 113 คู่ คาดการณ์มูลค่าเจรจาการค้าในหนึ่งปีกว่า 69 ล้านบาท และยังช่วยให้ทราบพฤติกรรมผู้บริโภค สามารถการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ได้จัดโครงการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศแบบบูรณาการ (Thai Franchise Global Move) ซึ่งเป็นโครงการบูรณาการระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และได้จัดกิจกรรมขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 มี.ค.2569 ณ กรุงสิงคโปร์ มีผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ไทย 19 บริษัท เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วยแฟรนไชส์หมวดอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม 16 บริษัท การศึกษา 2 บริษัท และกลุ่มแฟชัน 1 บริษัท เพื่อสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าระหว่างผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยกับนักธุรกิจ นักลงทุนในสิงคโปร์ รวมถึงสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจในระดับนานาชาติ และผลักดันให้กลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ไทยเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการดำเนินโครงการ ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมการสำรวจตลาด (Market Visit) ณ ห้างสรรพสินค้า Raffle City และ FUNAN เพื่อสำรวจตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวสิงคโปร์ และกิจกรรมการเจรจาธุรกิจและสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ (Networking) ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสิงคโปร์ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการไทยได้ทราบถึงพฤติกรรมผู้บริโภค และความสนใจของคู่ค้าชาวสิงคโปร์มากยิ่งขึ้น และจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนกลยุทธ์เพื่อดำเนินธุรกิจในตลาดสิงคโปร์ได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผลการเข้าร่วมเจรจาธุรกิจ พบว่า แฟรนไชส์ไทยที่ได้รับความสนใจ และมีศักยภาพในตลาดสิงคโปร์ ได้แก่ ธุรกิจแฟรนไชส์แฟรนไชส์กลุ่มอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม เช่น ข้าวกระเพรา ขนมกุยช่าย ไอศกรีม Plant-based และเครื่องดื่มประเภทชาผลไม้ ชานมไข่มุก โดยได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากชาวสิงคโปร์ เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจจำนวน 113 คู่ และคาดการณ์มูลค่าเจรจาการค้าในหนึ่งปี รวม 69,861,000 บาท ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่จะขยายตลาดไปยังต่างประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ การเข้าร่วมงาน ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสเจรจากับคู่ค้าได้โดยตรง แต่ยังได้สร้างเครือข่ายระหว่างนักธุรกิจไทยและนักลงทุนชาวสิงคโปร์ให้มีความใกล้ชิด และแน่นแฟ้น เพื่อพัฒนาไปสู่โอกาสทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต และที่สำคัญ บริษัท เจี้ยนชา จำกัด ที่ได้เข้าร่วมโครงการ เดิมบริษัทมีการขยายธุรกิจมาที่สิงคโปร์แล้วหนึ่งสาขา และมีกำหนดจะขยายกิจการเปิดสาขาที่สองในเดือน พ.ค.2569 และคาดว่าจะมีการขยายสาขาในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นอีก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจุบัน ประชากรสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ นับได้ว่าเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการไทย ทั้งชาผลไม้ ไอศกรีม Plant-based ที่จะได้รับความนิยมในตลาดสิงคโปร์มากขึ้น ส่วนกลุ่มธุรกิจการศึกษาที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์ และแฟชัน ก็ได้รับความสนใจและมีคู่ค้าเข้ามาสอบถามข้อมูลภายในการเจรจามากเช่นกัน&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นหนึ่งในธุรกิจบริการของไทยที่ผู้ประกอบการมีศักยภาพ และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมในการขยายตลาดในต่างประเทศ DITP ได้เล็งเห็นศักยภาพและโอกาสของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย และมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนาต่อยอดธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้มีความเข้มแข็ง เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป โดยผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร.1169 หรือเว็บไซต์ www.ditp.go.th </span></span>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026040187ccf3a51e3c3b259fec8f718d9b3cc3155823.jpg' type='image/jpg' length='331732' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์-หอการค้าไทย”ดันทีมไทยแลนด์ ช่วยประชาชน-ผู้ประกอบการรับมือความท้าทาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156934</link>
<guid isPermaLink="false">b60cc6d32194ccd1e0b36cd89ec77640</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 15:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;พาณิชย์&rdquo; หารือหอการค้าไทย และ 15 กลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรม ผนึกกำลังทำงานในฐานะ &ldquo;ทีมไทยแลนด์&rdquo; เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ &ldquo;ศุภจี&rdquo;แจงแผนทำงานเร่งด่วน ดันโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดราคาสินค้าช่วยค่าครองชีพ ส่งธงฟ้าเคลื่อนที่เข้าถึงกลุ่มเปราะบาง ช่วยระบายสินค้าเกษตร ดูแลวัตถุดิบร้านอาหารจานด่วน ข้าวแกง พร้อมลุยหาตลาดใหม่ เพิ่มโอกาสส่งออก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้หารือร่วมกับ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน อาทิ นายอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายกุลวุฒิ วนาสวัสดิ์ ประธานสมาคมการค้ากลุ่มยา เวชภัณฑ์อาหารเสริม เครื่องสำอาง นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ ประธานสมาคมการค้ากลุ่มท่องเที่ยว สุขภาพ ไมซ์ และกีฬา และประธานสมาคมการค้ากลุ่ม 15 คลัสเตอร์ เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ &ldquo;ทีมไทยแลนด์&rdquo; เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการและประชาชนไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้การวางแผนธุรกิจทำได้ยาก รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคธุรกิจไทย ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตไปพร้อมกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้แจ้งกับภาคเอกชนว่า เตรียมจัดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; เริ่มวันที่ 1 เม.ย.2569 โดยร่วมมือกับภาคเอกชน ประกอบด้วยผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก และซัปพลายเออร์รายใหญ่กว่า 20 ราย ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุดถึง 58% ในสินค้ากลุ่มเฮ้าส์ แบรนด์ และสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดในราคาที่เข้าถึงได้ รวมทั้งเตรียมพัฒนาสินค้าชุมชน และ SME เข้าร่วมขายสินค้าในโครงการไทยช่วยไทยในอนาคต เพื่อให้มีช่องทางตลาดมากขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย อาทิ การขยายธงฟ้าเคลื่อนที่ เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง และช่วยระบายสินค้าเกษตร รวมถึงสนับสนุนวัตถุดิบทางการเกษตรราคาพิเศษให้ร้านอาหารปรุงสำเร็จ โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับมิติการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว ไทยต้องเร่งปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐฯ และจีน เพราะปัจจุบันการส่งออกของไทย ยังกระจุกตัวอยู่ในตลาดหลักไม่กี่ตลาด ต้องหาทางเพิ่มและขยายตลาดใหม่ ๆ ซึ่งขณะนี้ กำลังเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย&ndash;สหภาพยุโรป อยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 8 และคาดว่าจะเหลือประเด็นสำคัญประมาณ 20&ndash;30% เพื่อให้สรุปผลได้โดยเร็ว ส่วนการบุกตลาดใหม่ จะให้ความสำคัญกับอินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซียและเอเชียกลาง รวมทั้งจะเร่งผลักดันการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตควบคู่กับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอาหาร การผลักดันอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศ และการพัฒนาเรื่องทักษะแรงงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการวางกรอบนโยบายในภาพรวม กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การค้าไทยบน 4 เสาหลัก ได้แก่ 1.Competitiveness การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน มุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง 2.Security &amp; Stability การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 3.Inclusive การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะสู่ SMEs และชุมชน และ 4.Resilient Agility การปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยจะผลักดันการทำงานในรูปแบบการบูรณาการที่ทุกหน่วยงานจะต้องมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายเดียวกัน และทำงานร่วมกัน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาคเอกชน โดยสมาคมการค้ากลุ่ม 15 คลัสเตอร์ ได้สะท้อนข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ อาทิ การบริหารจัดการสินค้านำเข้า การขยายตลาดใหม่ การส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การพัฒนาทักษะแรงงาน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ จะนำข้อเสนอแนะไปพิจารณา และขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการทำงานแบบบูรณาการ &ldquo;ทีมไทยแลนด์&rdquo; เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026040149242dd7a6e8d0d12f630a5efb31e455151746.jpg' type='image/jpg' length='521348' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์-พลังงาน-คลัง” ผนึกกำลัง ดูแลกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ภาคธุรกิจที่กระทบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156792</link>
<guid isPermaLink="false">6ab82f434a9632a23d8644a75cff9b57</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 09:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;ประชุมร่วมสามหน่วยงาน &ldquo;พาณิชย์-พลังงาน-คลัง&rdquo; ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ผลกระทบต่อประชาชน และกำหนดแนวทางการดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงความผันผวนด้านพลังงานไปได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า ภาครัฐได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นใจในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน และยังแลกเปลี่ยนข้อมูล กำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือเชิงนโยบายเพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างรอบด้าน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยที่ประชุมเห็นว่า ความผันผวนของราคาน้ำมัน ส่งผลต่อหลายภาคส่วน ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ทั้งสามหน่วยงาน (พาณิชย์-พลังงาน-คลัง) จึงร่วมกันกำหนดแนวทางกำกับดูแล โดยให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการประคองภาคธุรกิจไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังผู้บริโภค โดยเตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนส่ง เกษตรกร และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประคองเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ จะมีการติดตามโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การกลั่น การขนส่ง จนถึงการจำหน่าย เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมพิจารณากำหนดกรอบค่าการกลั่นในลักษณะช่วงอัตราสูง&ndash;ต่ำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค และไม่ให้เกิดการซ้ำเติมความเดือดร้อนของสังคม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้มีการหารือแนวทางเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติมและเพิ่มทางเลือกในการจัดหา เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ขณะเดียวกัน จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล หากพบการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความร่วมมือของทั้งสามกระทรวงในครั้งนี้ มุ่งลดผลกระทบก่อนส่งถึงประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าภาครัฐกำลังดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงความผันผวนของราคาพลังงานไปได้ร่วมกัน&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260401266087db80234d8782e0e3ce627702c0090444.jpg' type='image/jpg' length='452470' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าภายในนัดถก “หมู-ไก่-ไข่” 2 เม.ย.นี้ เกาะติดผลผลิต วางแนวทางบริหารจัดการราคา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156791</link>
<guid isPermaLink="false">a3bf67d2b5d04b598b2ef63a70611fff</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 09:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในนัดผู้ผลิตสุกร ไก่ และไข่ไก่ หารือ 2 เม.ย.นี้ ติดตามสถานการณ์ผลผลิต ภาวะการค้า และแนวทางบริหารจัดการราคาจำหน่ายร่วมกัน เพื่อดูแลเกษตรกรให้อยู่ได้ และไม่เป็นภาระกับประชาชนในช่วงภาวะวิกฤต เผยไข่ไก่ ยังมีผลผลิตเกินความต้องการ รวมถึงสุกร ส่วนราคาไข่ที่ปรับขึ้น เหตุอากาศร้อน แม่ไก่ไข่ลดลง หมูก็เช่นเดียวกัน ร้อนทำโตช้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์การผลิตและภาวะการค้าไข่ไก่ สุกร และเนื้อไก่อย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับค้าส่งและค้าปลีก เพื่อประเมินสถานการณ์ผลผลิต ต้นทุน และแนวโน้มราคาอย่างรอบด้าน และยังได้กำหนดนัดหารือร่วมกับกลุ่มผู้ผลิตสุกร ไก่ และไข่ไก่ วันที่ 2 เม.ย.2569 ในประเด็นปริมาณผลผลิต สถานการณ์ปัจจุบัน ภาวะการค้า และแนวทางการบริหารจัดการราคาจำหน่ายร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยคำนึงถึงทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต และไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในช่วงวิกฤติ และให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสถานการณ์ไข่ไก่ในปัจจุบัน พบว่า มีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 43.49 ล้านฟองต่อวัน เพียงพอต่อความต้องการบริโภคที่เฉลี่ยประมาณ 43 ล้านฟองต่อวัน ส่วนผลผลิตสุกรมีปริมาณประมาณ 0.066 ล้านตัวต่อวัน สูงกว่าความต้องการบริโภคที่อยู่ที่ประมาณ 0.056 ล้านตัวต่อวัน สะท้อนว่าภาพรวมปริมาณสินค้าในระบบยังคงเพียงพอ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนการปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มของสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เป็นฟองละ 3.60 บาท จากเดิมฟองละ 3.40 บาทนั้น เป็นการปรับราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ฟองละ 3.29 บาท โดยมีสาเหตุหลักจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.2569 ส่งผลให้แม่ไก่ให้ผลผลิตลดลง เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายไข่ไก่น้อยลง ขณะเดียวกันยังต้องรับภาระต้นทุนด้านน้ำและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากการใช้อุปกรณ์ระบายความร้อนภายในฟาร์มเพื่อลดผลกระทบจากอุณหภูมิสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านราคาสุกรหน้าฟาร์มที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 72 บาทต่อกิโลกรัม จากสัปดาห์ก่อนที่อยู่ในช่วง 70&ndash;72 บาทต่อกิโลกรัม เป็นราคาที่ใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 68.57 บาทต่อกิโลกรัม และยังอยู่ในช่วงราคาที่กรมกำกับดูแล โดยสาเหตุที่ราคาขยับเกิดจากรอบการผลิตสุกรในช่วงอากาศร้อน ซึ่งทำให้หมูกินอาหารน้อยลงและโตช้า โดยหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 78.26 บาทต่อกิโลกรัม ถือว่าราคาในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า</span></span> &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604012003e12a4e99f6565bf684567733358e090310.jpg' type='image/jpg' length='244728' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[3 เดือนปี 69 ขึ้นทะเบียน GI ใหม่ 8 รายการ ตั้งเป้าอีก 9 เดือน ดันจด 18 รายการ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156789</link>
<guid isPermaLink="false">0dd107389bb360e2427cabfb62e6bbdd</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 08:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยช่วง 3 เดือน ปี 69 ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แล้ว 8 รายการ ตั้งเป้าช่วง 9 เดือนที่เหลือ จะผลักดันขึ้นทะเบียน GI อีก 18 รายการ และยังจะผลักดันขึ้นทะเบียนในต่างประเทศ ล่าสุดมี 8 รายการ 3 ประเทศ กำลังยื่นใหม่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก ในมาเลเซีย ระบุมีแผนควบคุมคุณภาพ ทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ ช่วยขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ผลักดันวัตถุดิบ GI สู่เมนูอาหารพรีเมียม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ช่วง 3 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไปแล้ว 8 รายการ ได้แก่ 1.ชมพู่คลองหาด (สระแก้ว) 2.ส้มโอเวียงแก่น (เชียงราย) 3.ปลานิลสายน้ำไหลเบตง (ยะลา) 4.กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต 5.ครกดินเผาบ้านกลาง (นครพนม) 6.ผ้าย้อมครั่งลำปาง 7.ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ และ 8.แตงโมหวานยโสธร ส่งผลให้ปัจจุบันไทยมีสินค้า GI 254 รายการ สร้างมูลค่าทางการตลาดรวม 115,224 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปีนี้ กรมจะเดินหน้าผลักดันสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทยเข้าสู่ระบบคุ้มครอง GI อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนขึ้นทะเบียน GI ไทยเพิ่มอีก 18 รายการ อาทิ ปลาสลิดบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) น้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) น้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง (สมุทรสงคราม) ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก เนื้อครามสกลนคร นมวาริช (สกลนคร) เป็นต้น และคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าสิ้นปี 2569 จะสามารถขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยได้รวม 272 รายการ และสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 117,000 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ไม่เพียงแต่การขึ้นทะเบียนในประเทศเท่านั้น กรมยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครอง GI ไทยในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยต่อยอดโอกาสทางการค้าได้อีกมาก โดยในปี 2569 กรมผลักดันสินค้า GI ไทย มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรป (27 ประเทศสมาชิก) ได้สำเร็จ ส่งผลให้ปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศด้วย รวม 11 รายการ ใน 33 ประเทศ อาทิ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) ในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) ในมาเลเซีย ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ในเวียดนาม เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยล่าสุดมีสินค้า GI ไทยที่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนในต่างประเทศอีก 8 รายการ ใน 3 ประเทศ โดยหน่วยงานของต่างประเทศอยู่ระหว่างพิจารณาคำขอ ประกอบด้วย จีน 3 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) และมะขามหวานเพชรบูรณ์ ญี่ปุ่น 4 รายการ ได้แก่ กล้วยหอมทองหนองบัวแดง (ชัยภูมิ) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก มะขามหวานเพชรบูรณ์ และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง และเวียดนาม 2 รายการ ได้แก่ ไวน์เขาใหญ่ (นครราชสีมา) และมะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว และในปีนี้ เตรียมยื่นคำขอขึ้นทะเบียน GI ไทยในต่างประเทศอีก 1 รายการ ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก ในมาเลเซีย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทางด้านการส่งเสริมการควบคุมคุณภาพสินค้า GI ปี 2569 กรมวางแนวทางดำเนินงานพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยอย่างถูกต้องและแพร่หลาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคว่าจะได้รับสินค้า GI ที่มีคุณภาพตรงตามที่คาดหวัง โดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่จัดทำระบบควบคุมคุณภาพแล้ว 210 รายการ คิดเป็น 83% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด และมีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยแล้วกว่า 17,918 ราย ซึ่งกรมมีแผนผลักดันและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ GI ที่เหลือเข้าสู่การจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ และขอใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานและคุณสมบัติที่ขอขึ้นทะเบียนไว้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังจะส่งเสริมการทำระบบ GI SMARTTRACE เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถสแกน QR Code และเข้าถึงข้อมูลที่มาของสินค้า GI นั้นทุกขั้นตอน ตั้งแต่แหล่งปลูก เพาะเลี้ยง การเก็บเกี่ยว การแปรรูป เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีสินค้า GI ที่ทำระบบ GI SMARTTRACE แล้ว 3 รายการ ได้แก่ ทุเรียนนท์ ปลากุเลาเค็มตากใบ (นราธิวาส) และมังคุดเขาคีรีวง (นครศรีธรรมราช) โดยกรมจะส่งเสริมการจัดทำระบบดังกล่าวในสินค้า GI รายการอื่น ๆ ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะเดินหน้าขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาด การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการจัดแสดงสินค้าในงานสำคัญทั้งในและต่างประเทศ อาทิ งาน GI Market งาน FOODEX Japan การเปิดตลาดสินค้า GI ไทยในประเทศจีน เป็นต้น พร้อมสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรสนับสนุนสินค้า GI สู่ผู้บริโภคในวงกว้าง อาทิ 1.ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล นำสินค้าเกษตร GI มาหมุนเวียนจำหน่ายใน 726 สาขาทั่วประเทศ ภายใต้แคมเปญ &ldquo;Discover Thai Fruits 2026&rdquo; 2.กรมประมง หอการค้าไทย หอการค้าภูเก็ต และบริษัท รู้รักสามัคคีภูเก็ต (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ร่วมประกาศเจตนารมณ์ส่งเสริม GI กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต ทั้งการทำระบบควบคุมคุณภาพและส่งเสริมการตลาด 3.บริษัท โมโจลิฟวิ่ง เปิดมิติใหม่ในการสร้างการรับรู้สินค้า GI ไทยผ่านสื่อบันเทิงในรูปแบบซีรีส์วาย เพื่อขยายฐานผู้บริโภคเจาะตลาด Gen Z ทั้งในและต่างประเทศ 4.บริษัทไปรษณีย์ไทย จัดโปรโมชันพิเศษลดค่าขนส่งสินค้า GI นำร่องในภาคกลาง ซึ่งผู้ประกอบการเริ่มใช้บริการได้ที่ที่ทำการไปรษณีย์สาขาที่ร่วมโครงการกว่า 400 แห่ง 5.สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ร่วมส่งเสริมการพัฒนาชุมชน GI ให้เข้มแข็งตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เป็นต้น และเร็ว ๆ นี้ จะจับมือกับ CP Axtra ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ผ่านเครือข่ายห้างแม็คโครและโลตัสทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ไม่เพียงแค่นั้น ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ผ่านการอบรมองค์ความรู้ด้านการตลาด การบริหารจัดการ และการยกระดับมาตรฐานสินค้า GI ส่งเสริมการออกแบบบรรจุภัณฑ์สินค้า GI ให้สวยงาม ทันสมัย และสามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์และเรื่องราวของสินค้า เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและตอบโจทย์ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะมุ่งยกระดับวัตถุดิบ GI สู่การพัฒนาเป็นสินค้ามูลค่าสูงและเมนูอาหารระดับพรีเมียม ต่อยอดสู่ธุรกิจบริการและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง และเชื่อมโยงสินค้า GI เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในระยะยาว&nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260401bbaae49401712bd89d608882b35a1394090015.jpg' type='image/jpg' length='243966' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ลุยปราบนอมินีแอบทำธุรกิจท่องเที่ยว เกาะลันตา จ.กระบี่ เจอผิด 5 ราย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156062</link>
<guid isPermaLink="false">b9a4e49764ca0df369fa13594f7809df</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 09:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือหน่วยงานพันธมิตร ลงพื้นที่ตรวจสอบนอมินี ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจดำน้ำ และร้านอาหาร ที่เกาะลันตา จ.กระบี่ พบ 5 ราย เข้าข่ายผิดกฎหมาย ใช้คนไทยถือหุ้นแทน มีการอำพรางบัญชี โยกทรัพย์สินกลับประเทศ และเลี่ยงภาษี เร่งส่งไม้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาผิดทางกฎหมายให้ถึงที่สุด สกัดทุนต่างชาติแอบแฝงทำธุรกิจ และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 26-27 มี.ค.2569 กรมได้ส่งทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ ณ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว โดยสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดกระบี่ เพื่อตรวจสอบนอมินีและผู้ประกอบการต่างด้าวที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยลงพื้นที่เป้าหมายที่เป็นสถานประกอบการในกลุ่มธุรกิจโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจดำน้ำ และธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งธุรกิจดังกล่าวถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงจากข้อมูลเชิงลึกด้านทะเบียนนิติบุคคลและธุรกรรมทางการเงิน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผลการลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจในจังหวัดกระบี่ พบว่า มี 5 ธุรกิจที่เข้าข่ายกระทำความผิด โดยพฤติการณ์ของธุรกิจนอมินีที่ตรวจพบส่วนใหญ่จะเป็นการให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ หรือบริหารกิจการแทนโดยไม่มีอำนาจที่แท้จริง ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวและการประกอบธุรกิจโรงแรม และพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่า บางรายมีการจัดทำเอกสารทางบัญชีและโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพื่ออำพรางแหล่งที่มาของเงินลงทุน และมีการโยกย้ายผลประโยชน์กลับไปยังต่างประเทศอย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายการดำเนินธุรกิจที่มีลักษณะซับซ้อน และอาจเชื่อมโยงกับการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งกรมจะส่งข้อมูลที่ตรวจพบในครั้งนี้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกรมสรรพากร เพื่อดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งรักษาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ โดยการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวไทยเดินหน้าเข้าสู่เฟสเข้มข้น เร่งตรวจสอบการดำเนินธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการใช้นอมินีอำพรางการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยมาอย่างต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจท่องเที่ยวของไทย ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการฝ่าฝืนกฎหมายเท่านั้น แต่ยังบิดเบือนโครงสร้างธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรมของธุรกิจไทย โดยธุรกิจที่มีทุนต่างชาติแฝงมักมีความได้เปรียบด้านเงินทุน ทำให้สามารถตัดราคา หรือขยายกิจการได้รวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในระยะยาว การปล่อยให้ธุรกิจนอมินีขยายตัวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งในด้านการแข่งขันด้านราคา &nbsp;การเข้าถึงทรัพยากร และการผูกขาดตลาดในบางพื้นที่ท่องเที่ยว ขณะเดียวกันยังทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีจำนวนมาก และบั่นทอนภาพลักษณ์ความโปร่งใสของประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ผู้กระทำความผิดมีโทษตามกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีที่ยังฝ่าฝืนต่อเนื่องมีโทษปรับรายวันเพิ่มเติม ส่วนผู้ที่ให้การสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจ เช่น ผู้ถือหุ้นนอมินี นักบัญชี หรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิด ทั้งนี้ กรมขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการถือหุ้นและการบริหารกิจการที่ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง พร้อมเตือนว่าการรับจ้างเป็นนอมินี แม้ว่าจะได้รับผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย แต่ไม่คุ้มค้ากับความเสี่ยงสูงต่อการถูกดำเนินคดีและผลกระทบในอนาคตตามมา</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603301dd21fb3340b6325f0d86a13641d4074092722.jpg' type='image/jpg' length='353823' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เยี่ยมแหล่งผลิต “ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี” หนุนคุมคุณภาพ แปรรูป]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156060</link>
<guid isPermaLink="false">d76b002b2208db92afcac2b706c75e1b</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 09:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแหล่งผลิต &ldquo;ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี&rdquo; ร่วมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัด และพาณิชย์จังหวัดอุทัยธานี กำชับจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ และผลักดันให้ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เผยล่าสุดมี &ldquo;แรดตัวแม่&rdquo; สินค้าจากปลาแรดที่หลากหลาย และมีเจลาตินและคอลลาเจนจากปลาแรด ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ<br />
​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับนายอิทธิพงศ์ ตันมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นายโชควัตร ภูรินทร์ณัฐภูมิ ประมงจังหวัดอุทัยธานี และ น.ส.หทัยรัตน์ คีรีวัลย์ พาณิชย์จังหวัดอุทัยธานี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแหล่งผลิตสินค้า GI ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปปลาแรดตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี เพื่อมุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าอย่างต่อเนื่อง และผลักดันให้ต่อยอดสร้างมูลค่าสินค้าในมิติต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กรมได้ตรวจติดตามการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการรักษามาตรฐานของสินค้า โดยนางวันเพ็ญ นาทอง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปปลาแรดตำบลท่าซุง ได้นำคณะของกรม พาณิชย์จังหวัดอุทัยธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจเยี่ยมกระบวนการเพาะเลี้ยงปลาแรดในกระชัง พร้อมอธิบายขั้นตอนการคัดเลือกพันธุ์ การเลี้ยง การให้อาหาร การควบคุมสภาพแวดล้อม การนำปลาไปจำหน่าย และการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ออกสู่ตลาดมีคุณภาพตรงตามที่ขึ้นทะเบียนไว้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยเล่าถึงพัฒนาการของอาชีพจากในอดีตที่ชาวบ้านพึ่งพาการจับปลาในธรรมชาติซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอน สู่การปรับตัวมาเลี้ยงปลาในกระชังที่สามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณผลผลิตได้มากขึ้น การมีระบบควบคุมดังกล่าว ไม่เพียงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับสินค้าให้สามารถเข้าสู่ตลาดระดับพรีเมียม ร้านอาหารคุณภาพ และช่องทางจำหน่ายสมัยใหม่ได้มากยิ่งขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีการรวมกลุ่มและพัฒนาสินค้าร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุน วางแผนการผลิต และสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาดได้ดีขึ้น ปัจจุบันมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานีโดยการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายชนิดภายใต้แบรนด์ &ldquo;แรดตัวแม่&rdquo; เช่น ปลาแรดแดดเดียว ปลาร้าด่วนจากปลาแรด แหนมปลาแรด ข้าวเกรียบปลาแรด เป็นต้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์เพื่อคนรักสุขภาพ เช่น เจลาตินและคอลลาเจนจากปลาแรด เป็นต้น สามารถสร้างรายได้ที่ดีให้กับสมาชิกของกลุ่ม อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของผู้คนในพื้นที่อีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการเห็นถึงประโยชน์และความสำคัญของการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ เพื่อรักษามาตรฐานสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งกรมพร้อมส่งเสริมให้มีตรวจประเมินคุณภาพอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนแนวทางต่อยอดผลิตภัณฑ์ ทั้งการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการขนส่งและสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย การส่งเสริมการตลาดออนไลน์ การสร้างเรื่องราวสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า ตลอดจนการผลักดันให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น งาน GI Market และเวทีการค้าระดับนานาชาติ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดให้กว้างขึ้น และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี เป็นสินค้า GI หนึ่งเดียวของจังหวัดอุทัยธานี ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน โดยมีลักษณะเด่น คือ เกล็ดหนา เนื้อแน่นนุ่มเป็นเส้นใย มีรสหวาน และไม่มีกลิ่นโคลนหรือกลิ่นสาบ ซึ่งเป็นผลจากความเชื่อมโยงกับสภาพภูมิศาสตร์ของลุ่มน้ำสะแกกรังที่มีน้ำใสสะอาดไหลเวียนดี อุดมด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์ ประกอบกับภูมิปัญญาการเลี้ยงปลาในกระชังของชุมชนที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน มีการให้อาหารเม็ดโปรตีนสลับกับผักผลไม้ต่างๆ และดูแลสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ปลาแรดมีคุณภาพแตกต่างจากแหล่งอื่นอย่างชัดเจนและได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผู้ผลิตปลาแรดในพื้นที่กว่า 119 ราย ซึ่งล้วนมีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าและขอใช้ตรา GI อย่างถูกต้อง สามารสร้างปริมาณการผลิตรวมกว่า 940,000 กิโลกรัมต่อปี และหลังได้รับ GI ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบันมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 100-120 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 70 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ GI ในการยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ผู้สนใจสามารถอุดหนุนสินค้าปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี ทั้งแบบปลาสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป ได้ที่หน้าแพเพาะเลี้ยงของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปปลาแรดตำบลท่าซุง และช่องทาง Facebook กลุ่มแปรรูปปลาตำบลท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี www.facebook.com/RhinoFish.Thasung</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260330523aa7d8695617da7edfde8769e294b0092613.jpg' type='image/jpg' length='529378' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าภายในติดตามสินค้า สต็อกเพียงพอ ราคาปกติ ย้ำจะขึ้นต้องมีเหตุผล-ขออนุญาต]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156464</link>
<guid isPermaLink="false">be489ec7881a1803a73c291ee07ab3f2</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 09:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในเผยผลหารือผู้ประกอบการห้างค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ และห้างท้องถิ่นล่าสุด ติดตามทั้งสต็อกสินค้า การกระจายสินค้า และแนวโน้มราคา พบยังเป็นปกติ สินค้ามีเพียงพอ ยังไม่มีการปรับขึ้นราคา และมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่อเนื่อง เผยเริ่มมีซัปพลายเออร์บางราย ยื่นขอปรับราคา แต่ห้างยืนยันยังไม่ปรับ หากไม่มีหนังสืออนุญาตมาแนบ พร้อมย้ำสินค้าอุปโภคบริโภคในบัญชีควบคุม หากจะปรับราคา ต้องขออนุญาตก่อน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเชิญผู้ประกอบการห้างค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ และห้างท้องถิ่น เข้าหารือ เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ราคาสินค้าและปริมาณสินค้าอุปโภคบริโภค เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ว่า การหารือครั้งนี้ มุ่งเน้นการติดตามสถานการณ์จริง ทั้งด้านสต็อกสินค้า การกระจายสินค้า และแนวโน้มราคาจำหน่ายหน้าร้าน โดยผู้ประกอบการทุกรายรายงานตรงกันว่า ปัจจุบันสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นยังมีปริมาณเพียงพอ จำหน่ายได้ตามปกติ ไม่พบการขาดแคลน และยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าในภาพรวมแต่อย่างใด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผู้ประกอบการยังยืนยันว่า หลายสินค้ายังคงมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดราคาเฉพาะช่วงเวลา การจัดสินค้าราคาพิเศษ และการทำแคมเปญร่วมกับผู้ผลิต เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยห้างค้าปลีกยังคงใช้นโยบายแข่งขันด้านราคาและโปรโมชัน เพื่อรักษากำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงที่ค่าครองชีพยังเป็นประเด็นสำคัญ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ห้างค้าปลีกยังแจ้งว่า แม้จะมีซัปพลายเออร์บางราย เริ่มยื่นความประสงค์ขอปรับราคาสินค้า โดยอ้างต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง แต่ได้ยืนยันชัดเจนว่า จะยังไม่พิจารณาปรับราคาจำหน่าย หากยังไม่มีหนังสืออนุญาตจากกรมการค้าภายใน เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ และเพื่อป้องกันการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง โดยกรมได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการร่วมกันดูแลเสถียรภาพราคาสินค้า และขอความร่วมมือบริหารจัดการสต๊อกสินค้าให้เพียงพอ &nbsp;กระจายสินค้าเข้าสู่ทุกสาขาอย่างทั่วถึง และชะลอการปรับขึ้นราคาในช่วงที่สถานการณ์ต้นทุนยังอยู่ระหว่างการประเมิน<br />
&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมยังได้กำชับว่าการปรับราคาสินค้าควบคุม ต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่าย จะต้องแจ้งรายละเอียดโครงสร้างต้นทุนและขออนุญาตก่อนดำเนินการ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าควบคุมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าจำเป็น อาทิ นมและผลิตภัณฑ์นม อาหารกึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันปาล์มบรรจุขวด รวมถึงสินค้าอุปโภคในชีวิตประจำวัน 6 รายการ ได้แก่ สบู่ก้อนและสบู่เหลว ผงซักฟอกและน้ำยาซักผ้า แชมพู น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย และกระดาษชำระ หากมีการปรับราคาจะต้องแจ้งขออนุญาตล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;จากการติดตามข้อมูลล่าสุด ภาพรวมสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศยังอยู่ในภาวะปกติ สินค้ามีเพียงพอ ห้างค้าปลีกยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า และยังคงจัดโปรโมชันในหลายรายการอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจึงสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามปกติ โดยกรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้านราคาและช่วยดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างเต็มที่&rdquo;นายฉันทพัทธ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประชุม ได้แก่ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เทสโก้ โลตัส แม็คโคร ท็อปส์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เซเว่นอีเลฟเว่น โลตัสส์ โก เฟรช สยามพิวรรธน์ ฟู้ดแลนด์ ซีเจ มอร์ และผู้แทนห้างท้องถิ่น (YTS)</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260331f9c1f8b91e9e019d885e803933f3df05090629.jpg' type='image/jpg' length='432871' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”นำทัพผู้ประกอบการไทย เดินทางไปเจรจาซื้อขายมันสำปะหลัง ที่นครฉงชิ่ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156462</link>
<guid isPermaLink="false">9160d7c1fef6b093c6a8bfd70902570a</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 09:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศ เตรียมนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง เดินทางไปนครฉงชิ่ง ของจีน พบปะหารือและเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการจีน มั่นใจเปิดตลาดได้เพิ่มขึ้นแน่ ทั้งการนำไปผลิตพลุ กาว กระดาษ เคมีภัณฑ์ พร้อมเข้าศึกษาดูงานระบบการขนส่งสินค้า หวังนำใช้เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและกระจายสินค้าไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมมีกำหนดการนำคณะผู้แทนภาครัฐและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยรวม 17 ราย เดินทางไปยังนครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อขยายโอกาสและสร้างเครือข่ายทางการค้ามันสำปะหลังไทย และจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการของจีนกว่า 20 ราย ในวันที่ 8 เม.ย.2569 โดยมั่นใจว่าจะช่วยสร้างโอกาสทางการค้าและยกระดับเครือข่ายธุรกิจมันสำปะหลังไทยในตลาดจีน โดยเฉพาะการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ใช้มันสำปะหลังของจีน อาทิ แป้งมันดัดแปร (Modified Starch) แป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม ที่กำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู ในการเชิญผู้ประกอบการจีนในอุตสาหกรรมที่ใช้มันสำปะหลัง มาพบปะหารือและเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้มีโอกาสพบปะกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพของจีน ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นภาคอุตสาหกรรมสำคัญที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียมที่เป็นสินค้าคุณภาพสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้หลากหลาย อาทิ การผลิตพลุ กาว กระดาษ เคมีภัณฑ์ และผู้ประกอบการไทยยังจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ทางการค้า และแนวโน้มความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของจีน ทำให้นำข้อมูลมาพัฒนาสินค้าได้ตรงกับความต้องการได้มากยิ่งขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">จากนั้น วันที่ 9 เม.ย.2569 กรมมีกำหนดนำคณะผู้ประกอบการไทยเข้าศึกษาระบบการขนส่งสินค้า ณ ศูนย์นิทรรศการการแสดงระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศของนครฉงชิ่ง (Chongqing Inland International Logistics Hub Exhibition Center) ซึ่งแสดงแบบจำลองการขนส่งระหว่างทางบกกับทางทะเล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและกระจายสินค้าจากอาเซียนไปยังจีนไปแถบตะวันตกของจีน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน และขยายโอการทางการค้าไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของจีนต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่าการดำเนินการในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้ามันสำปะหลังที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างกัน และสร้างโอกาสให้สินค้ามันสำปะหลังไทยสามารถขยายตลาดในเมืองอื่น ๆ ของจีน พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จีนเป็นตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอันดับ 1 ของไทย คิดเป็น 56.13% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยปี 2568 ไทยส่งออกไปยังจีนปริมาณ 6 ล้านตัน มูลค่า 1,621 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น 1.81 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 43.2% โดยมีสัดส่วนสินค้าส่งออกไปจีน เรียงลำดับตามมูลค่า ดังนี้ 1.มันเส้น 44.29% 2.แป้งมันสำปะหลังดิบ 40.58% 3.แป้งมันสำปะหลังแปรรูป 11.31% 4.มันอัดเม็ด 3.37% และ 4.ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่น ๆ อาทิ สาคู กากมัน 0.45%</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603317be5ffe145b8f6603064bc2dd0a0154a090504.jpg' type='image/jpg' length='227204' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค. เผยทองคำ ขยับจากสินทรัพย์ สู่ตัวแปรทางเศรษฐกิจ กระทบทั้งค่าเงิน-ส่งออก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156459</link>
<guid isPermaLink="false">057bac93783ddd224f51c37f423b276f</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 09:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยทองคำ ขยับจากสินทรัพย์เพื่อการออมหรือการลงทุน มาเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งค่าเงินบาท และการส่งออก หลังเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น และมีการเก็งกำไรทองคำเพิ่มขึ้น ยันการรายงานตัวเลขส่งออก มีทั้งรวมทองคำและตัดทองคำออก เพื่อให้เห็นภาพเศรษฐกิจที่ชัดเจน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 ทองคำได้ก้าวขึ้นจากการเป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการออมหรือการลงทุน มาเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อกระแสเงินทุน ค่าเงินบาท และโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ โดยเป็นผลมาจากราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้กิจกรรมการซื้อขาย การนำเข้า และการส่งออกทองคำของไทยขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในภาคการเงิน ภาคการผลิต และภาคการค้า และยังสะท้อนความจำเป็นในการแยกวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจที่รวมและไม่รวมทองคำ เพื่อให้การประเมินภาวะเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายมีความแม่นยำยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจุบันทองคำไม่ใช่เพียงเครื่องประดับหรือสินทรัพย์เพื่อการออมของคนไทยเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อกระแสเงินทุนและทิศทางค่าเงินบาท โดยเฉพาะในช่วงปี 2568 ซึ่งราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวอยู่ในระดับสูงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนหันทั่วโลกเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับผลจากปัจจัยดังกล่าวโดยตรง ทำให้กิจกรรมการซื้อขาย รวมถึงการส่งออกและนำเข้าทองคำขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลต่อภาคการเงิน ค่าเงินบาท และภาคเศรษฐกิจบางส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 มูลค่าการส่งออกทองคำของไทยเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น โดยทองคำแท่งมีสัดส่วน 3.8% ของมูลค่าการส่งออกรวม เพิ่มขึ้น 48.5% โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาโลก ด้านการนำเข้า แม้ปริมาณการนำเข้าทองคำแท่งจะลดลงเล็กน้อย แต่มูลค่าการนำเข้ากลับเพิ่มขึ้นตามระดับราคาทองคำที่สูงขึ้น การขยายตัวดังกล่าวสอดคล้องกับราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน ราคาทองคำที่ทำระดับสูงสุดใหม่ ยังจูงใจให้นักลงทุนและผู้ถือครองทองคำในประเทศทยอยขายทำกำไร สำหรับราคาทองคำในประเทศ เมื่อต้นปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 42,500 บาทต่อบาททองคำ และปรับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 65,000 บาทต่อบาททองคำในช่วงปลายปี หรือเพิ่มขึ้นราว 53% ภายในปีเดียว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม แม้ทองคำจะถูกมองเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเป็นหลัก แต่ในภาคการผลิตจริง ทองคำนำเข้าถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งสร้างการจ้างงานให้กับคนไทยกว่า 7 แสนคน โดยไทยนำเข้าทองคำดิบและกึ่งแปรรูปเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเครื่องประดับ เช่น ทองคำ 18K และ 22K ที่มีมูลค่าเพิ่มจากการออกแบบและฝีมือช่าง ช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าและศักยภาพการส่งออกของไทย และทองคำยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปริมาณจำกัด สำหรับแผ่นวงจรพิมพ์และขั้วต่อสัญญาณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมส่งออกของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ การขยายตัวของการส่งออกทองคำ ช่วยเสริมเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทย โดยทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 262,186 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 305,597 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 16.6% โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากราคาทองคำที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้มูลค่าทางบัญชีของทองคำที่ถือครองเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจากการส่งออกทองคำ ในด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาท ณ ปลายปี 2568 แข็งค่าขึ้นประมาณ 9.4% เมื่อเทียบกับต้นปี ซึ่งช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้าสำคัญ เช่น น้ำมัน เครื่องจักร และวัตถุดิบ และช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศบางส่วน แต่การแข็งค่าที่รวดเร็วและสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ได้กระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกบางกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (OEM) ที่มีอัตรากำไรต่ำและแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ไทยมีตลาดทองคำที่มีสภาพคล่องค่อนข้างสูง และในช่วงที่ราคาทองคำโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น นักลงทุนบางส่วนอาจขายทองคำเพื่อทำกำไร โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวมักอ้างอิงราคาทองคำในตลาดโลกที่ซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในบางกรณี เมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐถูกแลกกลับมาเป็นเงินบาท อาจทำให้เกิดแรงซื้อเงินบาทในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในบางช่วงเวลา และอาจมีส่วนต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะสั้น แต่ค่าเงินบาทไม่ได้ขึ้นอยู่กับธุรกรรมทองคำเพียงปัจจัยเดียว ยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคอื่น เช่น ดุลบัญชีเดินสะพัด กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ นโยบายอัตราดอกเบี้ย และการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในบางช่วงเวลาที่ราคาทองคำผันผวนมาก มูลค่าธุรกรรมซื้อขายทองคำอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กระแสเงินจากธุรกรรมดังกล่าวอาจมีบทบาทต่อทิศทางค่าเงินบาทในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวตามภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ อีกทั้ง ในปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยและภาคเอกชน ได้สนับสนุนการซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Gold Wallet และ USD Trading เพื่อลดความจำเป็นในการแลกเงินบาทโดยตรง โดยยังต้องติดตามประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าวในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เหตุการณ์ในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า การขยายตัวของมูลค่าการส่งออกที่รวมทองคำอาจไม่สะท้อนความแข็งแกร่งที่แท้จริงของภาคส่งออกไทย ดังนั้น การพิจารณาสถิติการส่งออกที่ไม่รวมทองคำ จึงมีความสำคัญต่อการประเมินภาวะเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายอย่างแม่นยำ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สนค. ได้จัดทำรายงานมูลค่าการส่งออกที่ไม่รวมทองคำ น้ำมัน และยุทธปัจจัยเป็นประจำทุกเดือน เพื่อสะท้อนศักยภาพการส่งออกที่แท้จริงของไทย และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีความชัดเจนและแม่นยำมากยิ่งขึ้นในอนาคต&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603314d4c255766c7146657a22aee74d3cb9f090208.jpg' type='image/jpg' length='374670' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”โชว์จับของปลอม 3 เดือน 207 คดี ของกลาง 7.2 แสนชิ้น เสียหาย 757 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156458</link>
<guid isPermaLink="false">13c5dac3feeb7265ca421b9e484ba4dd</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 09:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาโชว์ผลงานปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในท้องตลาดและช่องทางออนไลน์ ช่วง 3 เดือน ปี 69 จับกุมได้ 207 คดี ของกลาง 7.2 แสนชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 757 ล้านบาท เตรียมจับมือหน่วยงานพันธมิตร ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ลุยเข้มต่อ พร้อมใช้กฎหมายฟอกเงิน กวาดล้าง ตัดตอน ผู้กระทำผิดรายใหญ่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในท้องตลาด ช่วง 3 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) สามารถจับกุมสินค้าละเมิดได้ 150 คดี ยึดของกลางได้กว่า 5.2 แสนชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 690 ล้านบาท และการปราบปรามในช่องทางออนไลน์ ช่วง 3 เดือนของปี 2569 สามารถจับกุมสินค้าละเมิด 57 คดี ยึดของกลางได้กว่า 2 แสนชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 67 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการดำเนินงานดังกล่าว เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ และผู้ประกอบการด้านการค้า ลงพื้นที่ตรวจค้นแหล่งจำหน่ายสินค้าละเมิดในพื้นที่เสี่ยงสำคัญทั่วประเทศ รวมถึงการเฝ้าระวังการจำหน่ายสินค้าละเมิดผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีการขยายผลไปสู่การจับกุมผู้นำเข้าและผู้กระทำผิดรายใหญ่ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สินค้าละเมิดเข้ามาในประเทศ โดยพบว่าสินค้าส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ ก่อนกระจายเข้าสู่ท้องตลาด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป กรมมีแผนยกระดับการปราบปรามให้มีประสิทธิภาพในทุกมิติ โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและภาคเอกชนอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น และใช้กฎหมายฟอกเงินเพื่อกวาดล้างตัดวงจรผู้กระทำความผิดรายใหญ่</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมขยายความร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ในการขยายผลการจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด และสร้างความตระหนักรู้ในภัยอันตรายของการใช้ของปลอม รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนเชิงลึก ตลอดจนการสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคให้ตระหนักถึงผลกระทบของสินค้าละเมิด และส่งเสริมการเลือกซื้อสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผลการบูรณาการปราบปรามสินค้าละเมิดในท้องตลาดตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถจับกุม 1,180 คดี ยึดของกลาง 3.5 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1,175 ล้านบาท และผลการปราบปรามสินค้าละเมิดในช่องทางออนไลน์ตลอดปี 2568 สามารถจับกุม 275 คดี ยึดของกลาง 4.75 แสนชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 183 ล้านบาท</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603312c285c6c7baa1e7e16f6e2b201cb52a5090048.jpg' type='image/jpg' length='475185' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผย“ไทยช่วยไทย” ลดสินค้าเฮ้าส์แบรนด์-แบรนด์รองพันรายการ ดีเดย์ 1 เม.ย.นี้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156457</link>
<guid isPermaLink="false">2e1f56b4d478093cbd7579c1638e3f0e</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 08:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;พาณิชย์&rdquo; ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมห้างโมเดิร์นเทรด ที่เข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; นำสินค้ากลุ่มเฮ้าส์ แบรนด์ และกลุ่มแบรนด์ทางเลือก กว่า 1,000 รายการ มาปรับลดราคาสูงสุด 25-58% เผยนายกรัฐมนตรีจะคิกออฟโครงการ และเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.69 เป็นต้นไป พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ 4 ห้างโมเดิร์นเทรด ได้แก่ แม็คโคร สาขานครอินทร์ โลตัส สาขานครอินทร์ ท็อป ซูเปอร์มาร์เก็ต สาขาเซ็นทรัล เวสเกต และ GO Wholesale สาขารังสิต ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของห้างโมเดิร์นเทรดที่เข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ที่จะใช้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน บรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยโครงการนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าร่วมโครงการ ประมาณ 19 ราย นำสินค้ากลุ่มเฮ้าส์ แบรนด์ และกลุ่มแบรนด์ทางเลือก มาจำหน่ายในราคาพิเศษลด 25-58% รวมกว่า 1,000 รายการ โดยกลุ่มสินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน และกลุ่มสินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะคิกออฟเป็นโครงการ และเริ่มเปิดจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569 เป็นต้นไป พร้อมกันทั่วประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;เดิมห้าง มีสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์ทางเลือก แต่ก่อนหน้านี้ อาจไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค เพราะอาจจะด้วยความคุ้นเคยกับการใช้สินค้ามีแบรนด์ แต่จริง ๆ แล้ว เป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ มีมาตรฐาน เหมือนแบรนด์หลัก หลาย ๆ สินค้า ผู้ผลิตแบรนด์หลัก เป็นผู้ผลิตให้ แล้วมาติดแบรนด์ของห้าง แต่ไม่ได้มีการโฆษณา ทำให้ต้นทุนการตลาดไม่มี การขายสินค้าก็มีมาร์จิ้นสูงกว่าขายสินค้าแบรนด์ และเมื่อมาเข้าร่วมโครงการ ก็สามารถที่จะปรับลดราคาลงมาได้มาก โดยจะเริ่ม 1 เม.ย.2569 ส่วนจะนานแค่ไหน ก็แล้วแต่สถานการณ์&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชน และผู้ประกอบการร้านอาหาร ให้พิจารณาเลือกซื้อสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ และแบรนด์ทางเลือก เพราะมีการปรับลดราคาจริง ยกตัวอย่างเช่น ข้าวสารหอมมะลิ ถุง 5 กิโลกรัม ราคา 179 บาท แบรนด์ทั่วไป 199 ปลากระป๋อง 11 บาท แบรนด์ปกติ 18-19 บาท น้ำมันปาล์ม ราคา 42-45 บาท แบรนด์ทั่วไป 49-50 บาท น้ำปลา แกลอน 5 ลิตร ลดสูงสุดกว่า 50%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับห้างที่เข้าร่วมโครงการ มีจำนวน 8 ราย ประกอบด้วย แม็คโคร โลตัส ท็อปส์ บิ๊กซี โก โฮลเซลล์ ฟู้ดแลนด์ เดอะมอลล์ และเซเว่นอีเลฟเว่น และซัปพลายเออร์ 11 ราย ซึ่งทุกรายยืนยันว่า พร้อมที่จะปรับลดราคา ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569 ทันทีที่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ได้คิกออฟโครงการ และยังจะนำสินค้าที่จำหน่ายในห้าง มาปรับลดราคา หมุนเวียนกันไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;มั่นใจว่าโครงการไทยช่วยไทยของกระทรวงพาณิชย์ จะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนได้อย่างแน่นอน โดยประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามรสนิยมความชอบ ซึ่งมีแบรนด์ต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย โดยสินค้ากลุ่มเฮ้าส์ แบรนด์ และกลุ่มแบรนด์ทางเลือก ล้วนแต่เป็นสินค้าดี มีคุณภาพ ขอให้พิจารณาเป็นทางเลือก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยประชาชนสามารถสังเกตได้จากป้ายโครงการไทยช่วยไทยที่ติดบริเวณห้าง&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260331564e444999deaeeca7470632b117fa8a085850.jpg' type='image/jpg' length='375997' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ตรวจสอบปุ๋ย ตามที่เกษตรกรร้องเรียน พบขายราคาสูง เร่งเช็กต้นทุนก่อนฟัน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156055</link>
<guid isPermaLink="false">ff3adff4f7b23e2ac00373b2ed342d4e</guid>
<pubDate>Mon, 30 Mar 2026 09:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในแจ้งผลการลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ยเคมีแพง พื้นที่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พบมีการขายในราคาสูง เข้าตรวจสอบเอกสารหลักฐานการซื้อย้อนหลังแล้ว หากพบขายแพง ดำเนินคดีเด็ดขาด รวมทั้งขยายผลถึงต้นทางและผู้ที่เกี่ยวข้อง ย้ำจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มงวดต่อไป หากเกษตรกรหรือประชาชนพบเห็นการเอาเปรียบ ขอให้แจ้งสายด่วน 1569 หรือผ่าน Line @Mr.DIT<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าหลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรเกี่ยวกับการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงผิดปกติในพื้นที่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า กรมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที โดยได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนินการล่อซื้อปุ๋ยเคมีตามข้อร้องเรียนเพื่อเก็บพยานหลักฐาน โดยพบการจำหน่ายปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 ในราคากระสอบละ 1,190 บาท ซึ่งมีราคาสูง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบเอกสารการจำหน่ายและข้อมูลทางการค้าที่เกี่ยวข้องทันที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ จะเรียกเอกสารหลักฐานการจัดซื้อปุ๋ยมาจำหน่ายย้อนหลัง อาทิ ใบกำกับภาษี หลักฐานการรับสินค้า และข้อมูลต้นทุนทั้งหมด เพื่อนำมาตรวจสอบโครงสร้างราคาว่ามีความสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่าต้นทุนไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการมีการปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือเป็นการฉวยโอกาสทางการค้า และเป็นการซ้ำเติมพี่น้องเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตหลัก โดยเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 กำหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใด ๆ โดยจงใจทำให้ราคาสินค้าต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือก่อให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาสินค้าหรือบริการ โดยหากตรวจพบความผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านค้าส่ง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การกระจายสินค้า เพื่อตรวจสอบที่มาของราคาและป้องกันการกำหนดราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง หากพบว่ามีการร่วมกันกำหนดราคาหรือมีพฤติการณ์เอาเปรียบผู้ซื้อ ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกรายต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า กรมจะไม่ปล่อยให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกที่เกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก เพราะการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรมย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และต้นทุนของเกษตรกร รวมถึงอาจกระทบต่อเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในภาพรวมของประเทศ โดยกรมจะเดินหน้าติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและลดภาระต้นทุนให้แก่พี่น้องเกษตรกร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือเกษตรกรและประชาชน ร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงผิดปกติหรือมีพฤติการณ์ฉวยโอกาส สามารถแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mr.DIT เมนู &ldquo;รับเรื่องร้องเรียน&rdquo; ซึ่งประชาชนสามารถรายงานข้อมูล แนบภาพถ่าย และคลิปวิดีโอประกอบการร้องเรียน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260330b156456665f648cc85b36546fa52689d092222.jpg' type='image/jpg' length='388027' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ “พาณิชย์”ลงพื้นที่เยี่ยมแหล่งผลิต “ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ” หนุนคุมเข้มคุณภาพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156052</link>
<guid isPermaLink="false">af24c56e171129b612355a47d627d6e2</guid>
<pubDate>Mon, 30 Mar 2026 09:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้า GI ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ เพื่อติดตามกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ขึ้นทะเบียนไว้ และส่งเสริมให้จัดทำระบบควบคุมคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เปิดโอกาสขยายสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้า GI ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ ณ ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ ต.บางเสด็จ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เพื่อติดตามกระบวนการผลิตสินค้าให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ขึ้นทะเบียนไว้ และส่งเสริมให้ผู้ผลิตในพื้นที่มีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อรองรับการขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย ซึ่งการมีระบบควบคุมคุณภาพที่ชัดเจนจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าสินค้ามีแหล่งที่มาแท้จริง ผลิตตามมาตรฐานที่กำหนด &nbsp;และคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น อันจะช่วยยกระดับมูลค่าสินค้า เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาด และเปิดโอกาสในการต่อยอดสู่ช่องทางการตลาดใหม่ ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับ​ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ เป็นงานหัตถศิลป์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน มีจุดเด่นจากการใช้ดินเหนียวคุณภาพดีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ซึ่งมีเนื้อละเอียด นุ่ม และมีความเหนียวมากเป็นพิเศษ เกิดจากสภาพพื้นที่ ๆ เป็นที่ราบลุ่มและมักเกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมขังในช่วงฤดูฝน จึงได้พัดพาเอาตะกอนแร่ธาตุมาสะสมในดิน ทำให้ดินเหนียวคุณภาพดีจากท้องนา กลายเป็นวัตถุดิบหลักสำคัญที่ทำให้ตุ๊กตามีเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากแหล่งอื่น รวมทั้งสภาพภูมิอากาศที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงประมาณ 28-30 องศาเซลเซียส และได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาวที่นำพาความหนาวเย็นและแห้งแล้ง และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงฤดูฝนที่ทำให้มีฝนตกและอากาศชุ่มชื้น ป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อกระบวนการผลิตในขั้นตอนการเตรียมดินและการผึ่งตุ๊กตาให้แห้งสนิทอย่างช้า ๆ ซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในการแตกหักระหว่างการเผา และช่วยให้การระบายสีตกแต่งในแต่ละชั้นแห้งสนิทและมีความประณีตสวยงามมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีขนาดหลากหลายตั้งแต่ขนาดเล็กไม่เกิน 3 เซนติเมตร ไปจนถึงขนาดใหญ่ 10-25 เซนติเมตร สามารถถ่ายทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย เช่น การละเล่นไทย วัฒนธรรมประเพณี ผลไม้ หรือเครื่องดนตรีไทย ในรูปแบบตุ๊กตาจำลองได้อย่างงดงาม โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตในพื้นที่ทั้งสิ้น 20 ราย มีปริมาณการผลิต 1,200 ชิ้นต่อปี และสร้างมูลค่าทางการตลาด 360,000 บาทต่อปี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ ยังมีประวัติความเป็นมาที่ตั้งแต่ช่วงปี 2517-2519 โดยชาวบ้านบางเสด็จ จ.อ่างทอง ซึ่งเดิมประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก ต้องเผชิญกับอุทกภัยซ้ำซากจนขาดรายได้อย่างหนัก กระทั่งเมื่อวันที่ 4 ม.ค.2519 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร ทรงรับทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน และทรงมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูการทำตุ๊กตาชาววังเป็นอาชีพเสริม โดยเน้นการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นอย่างดินเหนียวจากท้องนา และไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง และจากพระราชดำริดังกล่าว ได้มีการจัดตั้งโครงการสอนปั้นตุ๊กตาชาววังขึ้นในหมู่บ้านบางเสด็จเมื่อวันที่ 19 ม.ค.2519 โดยมีคณะครูผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ จากนั้นโครงการนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์อย่างต่อเนื่อง โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เสด็จฯ มาพระราชทานกำลังใจและทรงเป็นประธานในพิธีไหว้ครูช่างปั้น พร้อมมีพระโอวาทสร้างแรงบันดาลใจแก่ชาวบ้านผู้เริ่มต้นอาชีพใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ไม่เพียงแค่นั้น สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ยังทรงสนับสนุนด้านการตลาด โดยในระยะแรกที่ผลิตภัณฑ์ยังไม่เป็นที่รู้จัก ได้ทรงรับซื้อผลงานทั้งหมดและนำไปจัดจำหน่ายในร้านจิตรลดา รวมทั้งมีพระมหากรุณาธิคุณให้จัดส่งเจ้าหน้าที่มารับซื้อผลงานของชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและความมั่นใจว่าผลงานศิลปหัตถกรรมดังกล่าวสามารถสร้างรายได้และต่อยอดได้อย่างยั่งยืน ต่อมาเมื่อวันที่ 28 เม.ย.2519 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จฯ เยี่ยมโครงการตุ๊กตาชาววัง ณ วัดท่าสุทธาวาส และพระราชทานคำชมเชยผลงาน พร้อมพระราชทานรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ &ldquo;ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ&rdquo; พลิกฟื้นจากการเกือบสูญหาย กลับมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ที่สะท้อนรากเหง้าวัฒนธรรมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างแท้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมมุ่งมั่นส่งเสริมและต่อยอดสินค้า GI ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพสินค้า โดยร่วมกับคณะกรรมการประจำจังหวัดในการดำเนินการควบคุมตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการผลิตที่จะนำไปสู่การอนุญาตให้ผู้ประกอบการใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย เพื่อรักษาคุณภาพและอัตลักษณ์ของสินค้า GI และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค ตลอดจนสร้างความยั่งยืนให้กับสินค้า และยังมีแผนต่อยอดการพัฒนาตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จในมิติต่าง ๆ ทั้งการส่งเสริมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย การสร้างแบรนด์และเล่าเรื่อง เพื่อเพิ่มคุณค่าทางจิตใจให้กับสินค้า การผลักดันเข้าสู่ตลาดออนไลน์และงานแสดงสินค้าสำคัญระดับประเทศและระดับนานาชาติ ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการจัดเวิร์กชอป เพื่อสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างรายได้หมุนเวียนคืนสู่ท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจ สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและเรียนรู้กระบวนการผลิตได้ที่ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ หมู่ที่ 2 ต.บางเสด็จ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง หรือติดต่อช่องทาง Facebook : ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ www.facebook.com/tukkatachaowang</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260330c4e175fe53f0bf5cdd73a311ba751b74092108.jpg' type='image/jpg' length='405380' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DIP x Mojo Muse ดันสินค้า GI สู่ซีรีส์วาย สร้างการรับรู้ทั้งในและต่างประเทศ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156050</link>
<guid isPermaLink="false">f475eb156f33b91f46e34b9f4bcdd100</guid>
<pubDate>Mon, 30 Mar 2026 09:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ลงนาม MOU กับ Mojo Muse Management บริษัทผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ชั้นนำของไทย ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวอัตลักษณ์ของสินค้า GI ไทย ผ่านคอนเทนต์บันเทิง ซีรีส์วาย เตรียมผลักดันนำสินค้า GI เป็นวัตถุดิบทำอาหาร ใช้สถานที่ผลิตเป็นที่ถ่ายทำ หวังสร้างการรับรู้ในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ และผลักดันให้คนไปเที่ยวตามรอย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ Mojo Muse Management บริษัทผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ชั้นนำของไทย โดยมี น.ส.อนุษฐา เชาว์วิศิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโจลิฟวิ่ง จำกัด ร่วมลงนาม และมีศิลปินในสังกัด อาทิ นายปรัตถกร ดวงสว่าง (ปีเตอร์) นายอภิสิทธิ์ แสงมิ่ง (บี) น.ส.ธนัชชา เทพหัสดิน ณ อยุธยา (อิง) และ น.ส.รัมณียา บรรดาประณีต บุณยทรรพ (มีน่ากิ) ร่วมเป็นสักขีพยานในความร่วมมือ เพื่อนำเสนออัตลักษณ์สินค้า GI ไทย วิถีชีวิต และเรื่องราวของชุมชนผู้ผลิต GI ผ่านสื่อบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ มุ่งเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่และขยายฐานผู้บริโภคในต่างประเทศให้กว้างขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบันกระแสความนิยมของสื่อบันเทิงรูปแบบซีรีส์วาย ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรม ส่งผลให้ซีรีส์วายกลายเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญของไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับความร่วมมือระหว่างกรมกับ Mojo Muse ครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการนำสินค้า GI ไทยไปเชื่อมโยงกับคอนเทนต์บันเทิง เพื่อสร้างภาพจำผ่านไลฟ์สไตล์ของตัวละคร โดยมุ่งเน้นการออกแบบเมนูอาหารที่ใช้ความโดดเด่นของวัตถุดิบ GI มาเป็นสื่อกลางในการดำเนินเรื่อง สะท้อนความพรีเมียมและอัตลักษณ์ของรสชาติวัตถุดิบท้องถิ่น พร้อมทั้งใช้แหล่งผลิตจริงเป็นสถานที่ถ่ายทำ เพื่อถ่ายทอดความงดงามของแหล่งกำเนิดสินค้า อีกทั้งยังมีการสอดแทรกค่านิยมและภูมิปัญญาผ่านการสื่อสารเรื่องราวให้ตัวละครได้เรียนรู้วิถีชุมชนและขั้นตอนการผลิตที่ประณีต เพื่อสร้างความเข้าใจและความผูกพันต่อสินค้า GI ในกลุ่มผู้ชม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยสร้างการรับรู้สินค้า GI ไทยในวงกว้าง เสริมภาพลักษณ์สินค้าให้ทันสมัย เข้าถึงง่าย พร้อมขยายโอกาสทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวตามรอยซีรีส์ และส่งเสริมการบริโภคสินค้า GI ทั้งในกลุ่มผู้ชมชาวไทยและต่างชาติ พร้อมทั้งเป็นการต่อยอดสร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าของอัตลักษณ์ภูมิปัญญาไทย ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวของสินค้าและวิถีชุมชนสู่ระดับสากล ตอกย้ำศักยภาพสินค้า GI ไทยในฐานะ Soft Power สำคัญของประเทศ นำไปสู่การสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603307990f31e201d64e52b34dca9dad24156091938.jpg' type='image/jpg' length='458599' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เผยธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์แรงไม่หยุด 3 ปี ตั้งใหม่ 472 ราย ลงทุน 1.85 หมื่นล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156047</link>
<guid isPermaLink="false">4dd221421615966f313aca22e26b1961</guid>
<pubDate>Mon, 30 Mar 2026 09:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวิเคราะห์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในอุตสาหกรรมการผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรไฟฟ้า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบขยายตัวต่อเนื่อง มีจำนวน 472 ราย เงินลงทุนรวม 18,510 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ต่อศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ของภูมิภาค แต่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของต่างชาติ สัดส่วนถึง 91.20% ไทยลงทุนแค่ 8.80%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ทำการวิเคราะห์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในอุตสาหกรรมการผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรไฟฟ้า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการลงทุน มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 117 ราย ทุนจดทะเบียนสูงถึง 7,640 ล้านบาท สะท้อนความสนใจของนักลงทุนในการเข้ามาลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ ต่อมาในปี 2567 ทุนจดทะเบียนปรับลดลงอยู่ที่ 3,379 ล้านบาท แต่จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่กลับเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 176 ราย บ่งชี้ถึงการขยายตัวของระบบนิเวศธุรกิจ (Business Ecosystem) และล่าสุดปี 2568 ธุรกิจยังคงรักษาเสถียรภาพการเติบโต มีการจัดตั้งใหม่ 179 ราย และทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 7,491 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมในช่วง 3 ปี (2566-2568) มีธุรกิจจัดตั้งใหม่สะสมรวมกว่า 472 ราย เงินลงทุนรวม 18,510 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น Electronic Manufacturing Hub ของภูมิภาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าว มีนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,168 ราย ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) คิดเป็น 80% ของจำนวนทั้งหมดในอุตสาหกรรมนี้ ขณะที่เงินลงทุนยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (L) คิดเป็น 46.57% ของเงินลงทุนทั้งหมดในอุตสาหกรรม ส่วนผลประกอบการในปี 2567 พบว่า มีรายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และสามารถทำกำไรสุทธิรวมสูงถึง 3.97 หมื่นล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารต้นทุนและความสามารถในการปรับตัวต่อความต้องการของตลาดโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังคงต้องพึ่งพาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในสัดส่วนสูงถึง 91.20% หรือประมาณ 2.48 แสนล้านบาท โดยมีประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน เป็นนักลงทุนหลัก ขณะที่การลงทุนของผู้ประกอบการไทยอยู่ที่ 8.80%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และสิทธิประโยชน์ทางการค้า แต่ก็ต้องเผชิญความท้าทายในระยะยาว คือ การยกระดับเทคโนโลยีของผู้ประกอบการไทยให้ก้าวข้ามจากบทบาทผู้รับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีการแข่งขันสูงในเวทีโลก&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อุตสาหกรรมการผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ครองมูลค่าการส่งออกอันดับ 1 ของประเทศ คิดเป็น 27.4% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด และไทยยังเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ลำดับที่ 14 ของโลก ในปี 2568 มีมูลค่าอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจนี้สูงถึง 2.7 แสนล้านบาท โดยเน้นการลงทุนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเพื่อรองรับการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีความต้องการใช้เซมิคอนดักเตอร์สูงกว่ารถยนต์สันดาปถึง 6 เท่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคอาเซียน ทำให้ไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น ประกอบกับในปี 2568 ไทยได้ส่งออกแผงวงจรไฟฟ้าในสถิติใหม่พุ่งสูงสุดที่ 3.64 แสนล้านบาท โดยมีฮ่องกง ไต้หวัน และมาเลเซีย เป็นตลาดส่งออกสำคัญ สะท้อนความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิตอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาค</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260330426bcb33912ff51b49c761ee24c16467091830.jpg' type='image/jpg' length='279219' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เปิดชื่อ 7 สินค้าควบคุมใหม่ กกร.เข้มดูราคา ไก่ สุกร ไข่ น้ำตาล เกาะติดน้ำมันปาล์ม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156043</link>
<guid isPermaLink="false">10c1dff3cedc54ebfc2e38ed149ec693</guid>
<pubDate>Mon, 30 Mar 2026 09:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">เปิดรายชื่อสินค้าเข้าบัญชีควบคุมใหม่ 7 รายการ เม็ดพลาสติก มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพงขาว น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำปลา ซีอิ๊ว และกากถั่วเหลือง ทำให้บัญชีสินค้าควบคุมเพิ่มเป็น 66 รายการ พร้อมเพิ่มมาตรการเข้มสินค้า ไก่ สุกร ไข่ไก่ มีอำนาจกำหนดราคาจำหน่าย กำไรสูงสุด ส่วนน้ำตาล สอน.ต้องแจ้งก่อนปรับราคา เล็งให้ขออนุญาตราคายารักษาโรค เวชภัณฑ์ และบริการขนส่งสำหรับธุรกิจออนไลน์ อีก 6 รายการ ต้องแจ้งก่อนปรับราคา น้ำมันปาล์มคุมขนย้าย ขออนุญาตก่อนปรับราคา หอมหัวใหญ่ สั่งแจ้งข้อมูลนำเข้า จำหน่าย &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้มีมติให้เพิ่มจำนวนสินค้าควบคุมอีก 7 รายการ ซึ่งเป็นรายการสินค้าที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นเรียบร้อยแล้ว และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเข้าไปกำกับดูแลในสถานการณ์วิกฤต ได้แก่ เม็ดพลาสติก มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพงขาว น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำปลา ซีอิ๊ว และกากถั่วเหลือง ทำให้มีสินค้าและบริการควบคุมเพิ่มจาก 59 รายการ เป็น 66 รายการ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สำหรับเม็ดพลาสติก มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพงขาว จะมีมาตรการทางกฎหมาย คือ ต้องแจ้งข้อมูลราคา และปริมาณ ส่วนดื่มบรรจุขวด น้ำปลา ซีอิ๊ว และกากถั่วเหลือง ไม่มีมาตรการทางกฎหมาย แต่ขึ้นบัญชีควบคุมไว้ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและใช้มาตรการทางกฎหมายได้ หากมีปัญหาเกิดขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"><br />
ขณะเดียวกัน ได้เพิ่มมาตรการทางกฎหมายสำหรับสินค้า ไก่ สุกร และไข่ไก่ โดยเดิมกำหนดให้แจ้งราคา แต่ไม่มีมาตรการบังคับ ปรับเป็นให้สามารถใช้มาตรา 27 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่หากมีความจำเป็นรีบด่วน สามารถใช้อำนาจตามตามมาตรา 25 หรือมาตรา 26 โดยขอความเห็นชอบ กกร. ภายใน 3 วัน โดยมาตรา 25 สามารถกำหนดราคาจำหน่าย กำหนดกำไรสูงสุด ห้ามหรืออนุญาตส่งออก นำเข้า และห้ามจำหน่ายได้ และมาตรา 26 มีอำนาจให้แจ้งข้อมูลสินค้าและบริการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสินค้าน้ำตาลทราย มอบอำนาจให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กำกับดูแล โดยต้องแจ้งกรมการค้าภายในก่อนปรับราคา ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ และบริการขนส่งสำหรับธุรกิจออนไลน์ อยู่ระหว่างรอราคาฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยพร้อมเข้าควบคุมราคาด้วยการให้ขออนุญาตราคา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้ยกระดับมาตรการที่ใช้กับสินค้าควบคุม 8 รายการ โดยเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ก้อนและสบู่เหลว โดยปรับจากเดิมให้แจ้งราคา เป็นต้องขออนุญาตปรับราคาก่อนจำหน่าย และอีก 2 รายการ คือ น้ำมันปาล์ม กำหนดให้น้ำมันปาล์มดิบ จากเดิมควบคุมขนย้าย ทำบัญชีคุม ปรับเป็นต้องขออนุญาตส่งออก และน้ำมันปาล์มขวด จากเดิมไม่มีมาตรการ เปลี่ยนเป็นต้องขออนุญาตปรับราคาก่อนจำหน่าย และสินค้าหอมหัวใหญ่ เดิมมีมาตรการควบคุมขนย้าย ทำบัญชีคุม ปรับเป็นต้องแจ้งข้อมูลปริมาณนำเข้า จำหน่าย สินค้าคงเหลือ ที่เก็บ และผู้ซื้อ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังจะมีมาตรการในการดูแลราคาสินค้า โดยมาตรการเร่งด่วน จะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะลดค่าครองชีพทันทีผ่านโครงการไทยช่วยไทย โดยคัดเลือกสินค้าเป้าหมายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มาจำหน่ายในราคาพิเศษ กระจ่าย 77 จังหวัดทั่วประเทศ และจัดงานธงฟ้าลดราคาสินค้าที่จำเป็น เริ่ม มี.ค.-ส.ค.2569 ส่วนปัญหาสินค้า ไม่ได้เป็นเฉพาะไทย แต่หลายประเทศทั่วโลก ก็เผชิญปัญหาเหมือนกัน ผลกระทบแตกต่างกันไป แต่ยืนยันที่จะดำเนินมาตรการช่วยเหลือภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่อย่างเต็มที่ เพื่อดูแลประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ยอมรับว่าไม่สามารถควบคุมสินค้าได้ทั้งหมด แต่ได้เลือกดูแลเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นหลัก ส่วนสินค้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หากพบความไม่เหมาะสมด้านราคา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมเข้าไปตรวจสอบ&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันในปัจจุบันที่เร็วกว่าปกติ ทำให้มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจสูงกว่าที่ประเมินไว้ โดยน้ำมันมีน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อประมาณ 7%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ปริมาณสต๊อกปุ๋ยในประเทศยังคงเพียงพอรองรับการใช้งานไปจนถึงช่วงเดือน เม.ย.2569 ส่วนในช่วง 4 เดือนข้างหน้า ที่จะมีความต้องการใช้ปุ๋ยยูเรียในปริมาณสูง ประมาณ 16&ndash;17 ล้านกระสอบ ขณะนี้ได้มีการเร่งนำเข้าจากแหล่งอื่นแล้ว และกรมยังจะจัดโครงการปุ๋ยธงเขียว ประมาณ 1 ล้านกระสอบ ช่วยลดราคาปุ๋ยให้กับเกษตรกร และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือก</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603302f3bc8cee6cd46f23613fe6fa1e2daf7091656.jpg' type='image/jpg' length='137518' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 4 เดือน มีนาคม 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155869</link>
<guid isPermaLink="false">b756983f928dc7316b24e2200201969e</guid>
<pubDate>Fri, 27 Mar 2026 13:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260327d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e134824.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือ “เซ็นทรัล” ชวนบริโภคผลไม้ GI เกรดพรีเมียม นำร่องมะม่วงรับหน้าร้อน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155575</link>
<guid isPermaLink="false">db0e316c2eaf8daec49dc9f1bb267886</guid>
<pubDate>Fri, 27 Mar 2026 09:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จัดแคมเปญ &ldquo;Discover Thai Fruits 2026&rdquo; ชวนผู้บริโภคสัมผัสผลไม้ GI เกรดพรีเมียม จากแหล่งผลิตทั่วประเทศไทย นำร่องเปิดตัว &ldquo;มะม่วง GI&rdquo; รับหน้าร้อน นำมะม่วง GI 6 รายการ มาจัดจำหน่ายให้กับผู้บริโภค ช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกร ช่วยผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าดี มีคุณภาพ เล็งเปิดตัวผลไม้ GI ชนิดอื่น ๆ ทั้งทุเรียน สับปะรด กล้วยหอมทอง ที่จะออกตามฤดูกาลต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดตัวแคมเปญ &ldquo;Discover Thai Fruits 2026&rdquo; เพื่อส่งเสริมผลไม้ไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และสร้างการรับรู้และสนับสนุนการบริโภคผลไม้ไทย โดยมีผลไม้ GI คุณภาพจากแหล่งผลิตทั่วประเทศสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาจำหน่ายในเครือข่ายร้านท็อปส์และตลาดจริงใจ Farmers&rsquo; Market กว่า 726 สาขาทั่วประเทศต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยได้คิกออฟแคมเปญด้วยผลไม้ยอดนิยมประจำหน้าร้อนอย่าง &ldquo;มะม่วง GI&rdquo; หลากหลายสายพันธุ์ ที่ตลาดจริงใจ Farmers&rsquo; Market ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการเปิดตัวแคมเปญ ได้มีการแนะนำมะม่วง GI จากแหล่งผลิตสำคัญของไทย 6 รายการ ได้แก่ 1.มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) ที่มีผลทรงรียาว เปลือกบางสีเหลืองทอง เนื้อสีเหลืองเข้ม ละเอียดไม่มีเสี้ยน เมล็ดลีบบาง รสชาติหวานหอม โดยเป็นผลจากการปลูกในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำบางปะกงซึ่งมีดินตะกอนลำน้ำที่ระบายน้ำดี ซึ่งเป็นพื้นที่ 3 น้ำ คือ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม 2.มะม่วงขายตึกแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) ที่มีผลทรงกลมมนคล้ายรูปหัวใจ เนื้อกรอบ มีสีเหลืองอมส้ม รสชาติมันหวานอมเปรี้ยว อร่อยจนมีคำเปรียบเปรยว่าต้องยอมขายตึกมาซื้อ 3.มะม่วงแรดแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) ผลทรงกลมรี ด้านหลังผลนูนคล้ายนอแรด ผลดิบมีเนื้อสีขาว กรอบ รสเปรี้ยวจัด เมื่อสุกจะมีเนื้อสีเหลืองอ่อนให้รสชาติหวานหอม 4.มะม่วงเขียวเสวยแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) ผลทรงรียาวงอน เนื้อหนากรอบ รสชาติหวานมัน เมล็ดลีบแบน ปลูกในพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลของสภาพภูมิอากาศเขตร้อนและลมทะเล 5.มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก จากอำเภอเนินมะปราง วังทอง และวัดโบสถ์ ซึ่งมีผลใหญ่ รูปทรงคล้ายหยดน้ำ เปลือกสีเหลืองนวล เนื้อแน่น แห้งไม่ฉ่ำน้ำ รสชาติหวานหอม เมล็ดลีบบาง ปลูกในดินที่ระบายน้ำได้ดีและมีแร่ธาตุโพแทสเซียมสูง และ 6.มะม่วงยายกล่ำนนทบุรี เป็นมะม่วงพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของจังหวัดนนทบุรี ผลมีลักษณะป้อมคล้ายรูปหัวใจ เนื้อแน่นละเอียด มีเสี้ยนน้อย เมื่อสุกมีสีเหลืองเข้ม ให้รสชาติหวานตามธรรมชาติ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI ประเภทผลไม้กว่า 119 รายการ หรือประมาณ 47% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด 254 รายการ โดยมะม่วงเป็นหนึ่งในผลไม้เศรษฐกิจสำคัญที่ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ และได้รับการขึ้นทะเบียน GI แล้ว 13 รายการ จาก 9 จังหวัด ซึ่งล้วนมีคุณภาพโดดเด่นและสะท้อนอัตลักษณ์ของแหล่งผลิต ทั้งภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ดิน และภูมิปัญญาการเพาะปลูกของชุมชนได้อย่างชัดเจน ทั้งยังสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 1,044 ล้านบาทในปี 2568 และในช่วงฤดูร้อน ถือเป็นช่วงที่ผลผลิตมะม่วงมีคุณภาพดีและออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันการตลาดเชิงรุก เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรและชุมชนผู้ผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพิริยะ กมลเดชเดชา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดซื้อสินค้าอาหารสด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า ท็อปส์ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้า GI ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์อันโดดเด่นของชุมชนท้องถิ่น โดยท็อปส์มุ่งมั่นที่จะนำสินค้า GI คุณภาพจากแหล่งผลิตต่าง ๆ ทั่วประเทศมานำเสนอผ่านช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าอัตลักษณ์ไทยได้ง่ายขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าถึงช่องทางจำหน่ายผ่านเครือข่ายร้านท็อปส์ , ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ เดลี่ กว่า 726 สาขา รวมถึงตลาดจริงใจ Farmers&rsquo; Market 34 สาขา ใน 30 จังหวัด ซึ่งถือเป็นแหล่งรวบรวมสินค้า GI ที่สำคัญของประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการจัดแคมเปญ &ldquo;Discover Thai Fruits 2026&ndash;มะม่วง GI&rdquo; ครั้งนี้ ท็อปส์ได้นำเสนอการจำหน่ายมะม่วง GI ภายใต้แนวคิด &ldquo;GI My Choice&rdquo; โดยร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาคัดสรรผลไม้ GI คุณภาพจากเกษตรกรและชุมชนผู้ผลิตมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง ทั้งในรูปแบบผลไม้สดพร้อมรับประทาน และผลไม้ในบรรจุภัณฑ์ชะลอม ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ไทย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและความสะดวกในการเลือกซื้อสำหรับมอบเป็นของฝาก รวมถึงการต่อยอดผลิตภัณฑ์หรือเมนูเบเกอรีต่าง ๆ อาทิ Mango Coconut Puff , Mango Cream Bun , Mango Danish Cup และ Mango Tart เป็นต้น ซึ่งได้นำวัตถุดิบมะม่วง GI มาเป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต และสร้างทางเลือกในการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบทางการเกษตรได้หลากหลายยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกเหนือจากมะม่วง GI ที่จะนำมาจัดจำหน่ายตลอดช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญาและท็อปส์ยังมีแผนจัดแคมเปญส่งเสริมผลไม้ GI รายการอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 อาทิ ทุเรียน สับปะรด กล้วยหอมทอง เป็นต้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลผลผลิต เพื่อช่วยกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ตลาดในช่วงเวลาที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากภาวะผลผลิตออกสู่ตลาดในปริมาณมากพร้อมกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรของเกษตรกร</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260326faf3c122b8c6ce0389af69860037a9e4143635.jpg' type='image/jpg' length='519997' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ถกทูตแอฟริกาใต้ ร่วมมือขยายการค้า เห็นพ้องประชุม JTC ระดับรัฐมนตรีปีนี้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155519</link>
<guid isPermaLink="false">2b62b1a35dc18537fca71036265f4933</guid>
<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 13:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;หารือทูตแอฟริกาใต้ เห็นพ้องขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกัน ไทยดันส่งออกข้าว อาหารและเกษตรแปรรูป แอฟริกาใต้ดันส่งออกแอปเปิล แพร์ และไวน์ พร้อมเห็นพ้องจัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย&ndash;แอฟริกาใต้ ให้เกิดขึ้นในปีนี้ และปรับเป็นระดับรัฐมนตรี สบช่องชวนร่วมงานแสดงสินค้าในไทย และจะจัดคณะผู้แทนการค้าไปเจรจาการค้าปลายปีนี้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้พบกับนายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริกาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยได้หารือแนวทางในการขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกัน การเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และเห็นพ้องที่จะเร่งจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย&ndash;แอฟริกาใต้ ให้เกิดขึ้นในปีนี้ โดยยกระดับการประชุมให้เป็นระดับรัฐมนตรี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ไทยกับแอฟริกาใต้มีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยปีนี้เป็นปีที่ครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 34 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่สองฝ่ายจะหาแนวทางในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และการสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจผ่านการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มต่อห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงส่งเสริมจุดแข็งระหว่างกันในหลากหลายมิติ โดยในปัจจุบัน เนื่องจากระยะทางที่ไกล จึงทำให้ไทยและแอฟริกาใต้ยังมีประเด็นด้านโลจิสติกส์ และธุรกรรมทางการเงินที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างกัน การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะสามารถลดทอนอุปสรรคดังกล่าว และจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าของทั้งสองฝ่าย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายมีกลไกการประชุม JTC เพื่อหารือประเด็นด้านการค้าการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทุก 2 ปี ในโอกาสนี้ สองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งจัดการประชุม JTC ครั้งต่อไปให้เร็วขึ้น จากกรอบระยะเวลาเดิมให้เกิดขึ้นในปีนี้ และยกระดับการประชุม JTC เป็นระดับรัฐมนตรี และกระทรวงพาณิชย์ยังพร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมที่จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับภูมิภาคแอฟริกา เพื่อสนับสนุนข้อริเริ่มความร่วมมือระหว่างไทย-แอฟริกา (Thailand&ndash;Africa Initiative : TAI) อย่างเต็มที่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจีกล่าวว่า ไทยและแอฟริกาใต้ตั้งเป้าที่จะขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกัน เพื่อสร้างสมดุลทางการค้าของสองประเทศ โดยไทยแสดงความพร้อมในการสนับสนุนสินค้าศักยภาพ อาทิ ข้าว อาหารและเกษตรแปรรูป และยานยนต์ โดยเฉพาะข้าวของไทยที่มีคุณภาพและความหลากหลายกว่า 5,000 ชนิด ที่สามารถทานคู่กับอาหารหลากหลายประเภท ในขณะที่แอฟริกาใต้ต้องการส่งออกสินค้า เช่น แอปเปิล แพร์ และไวน์เพิ่มเติม และไทยเห็นว่าแอฟริกาใต้มีศักยภาพในการเป็นจุดกระจายสินค้าไปยังประเทศในภูมิภาคแอฟริกา เช่นเดียวกับที่ไทยสามารถกระจายสินค้าจากแอฟริกาไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าระหว่างกัน ตนได้เชิญชวนผู้ประกอบการแอฟริกาใต้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย อาทิ งาน Bangkok Gems &amp; Jewelry งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX-AnugaAsia และงานแสดงสินค้าและบริการโลจิสติกส์และเทคโนโลยีการขนส่ง TILOG&ndash;LogistiX 2026 และในปลายปีนี้ กระทรวงพาณิชย์จะส่งคณะผู้แทนเดินทางไปเจรจาการค้าเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กับหน่วยงาน Invest SA ของแอฟริกาใต้เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ในปี 2568 แอฟริกาใต้ เป็นคู่ค้าอันดับที่ 28 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในภูมิภาคแอฟริกา การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 4,010.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปแอฟริกาใต้ 3,227.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากแอฟริกาใต้ 782.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์ สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ข้าว เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และ ผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และอุปกรณ์ยานยนต์</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026032642e33b033e33aa0f65f8618fe434e724131016.jpg' type='image/jpg' length='349727' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.แนะไทยผลิตของทานเล่น ชูคุณค่าโภชนาการ ดูแลสุขภาพ ป้อนตลาด Niche]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155518</link>
<guid isPermaLink="false">d48584b9cd733b5b38528c9b6bcbfba9</guid>
<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 13:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.ติดตามการนำเข้าสินค้าของทานเล่น ของว่าง ขนมขบเคี้ยวโลก พบ 5 ปีหลังขยายตัวต่อเนื่อง 5 ตลาดหลัก คือ สหรัฐฯ ตามด้วยสหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส และแคนาดา เผยคนให้ความสำคัญกับการบริโภค ไม่ใช่แค่ตามอารมณ์ แต่บริโภคอย่างมีเป้าหมาย ทั้งเสริมคุณค่าโภชนาการ ดูแลสุขภาพ แนะไทยใช้โอกาสจากความพร้อมวัตถุดิบ คุณภาพการผลิต และความหลากหลายของสินค้า ผลิตสินค้าป้อนความต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) มั่นใจรุ่งแน่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการติดตามการนำเข้าสินค้ากลุ่มของทานเล่นของทั่วโลก ในช่วงปี 2564&ndash;2568 พบว่า เพิ่มขึ้นต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปี 8.05% เฉพาะปี 2568 ทั่วโลกนำเข้าเพิ่มขึ้น 2.61% มูลค่ารวมกว่า 64,721.74 ล้านเหรียญสหรัฐ แหล่งนำเข้า 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ มูลค่า 12,068.26 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 18.65% ลดลง 2.17% รองลงมา คือ สหราชอาณาจักร มูลค่า 5,538.73 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 8.56% เพิ่มขึ้น 8.35% เยอรมนี มูลค่า 4,968.44 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7.68% เพิ่มขึ้น 6.90% ฝรั่งเศส มูลค่า 3,991.49 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.17% เพิ่มขึ้น 3.19% และแคนาดา มูลค่า 3,002.21 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 4.64% เพิ่มขึ้น 1.24%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสิ่งที่น่าสนใจ ไม่ใช่เพียงแค่การเติบโตของตลาดสินค้ากลุ่มนี้ แต่ทิศทางและโอกาสของตลาดสินค้าอาหารที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป จากการบริโภคของว่างตามอารมณ์ สู่การเลือกบริโภคอย่างมีเป้าหมาย เพื่อเสริมคุณค่าทางโภชนาการหรือดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยผลสำรวจ Voice of the Consumer: Lifestyles Survey ของ Euromonitor ช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2569 พบว่า ผู้บริโภค 21% ทั่วโลกเลือกบริโภคของว่างที่ช่วยเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้กับอาหารในแต่ละวัน ขณะเดียวกันสินค้าที่มีการกล่าวอ้างด้านสุขภาพ เช่น ของว่างปลอดกลูเตน โปรตีนสูง ไฟเบอร์สูง และน้ำตาลต่ำ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลของ Grand View Research ที่ว่า ตลาดของว่างเพื่อสุขภาพโลกมีมูลค่ากว่า 95,610 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2023 และคาดว่าจะขยายตัวเป็น 144,640 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030 หรืออัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 6.2% (ระหว่างปี 2024&ndash;2030)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญ มาจากความกังวลด้านสุขภาพและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจ ประกอบกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบทำให้ผู้บริโภคต้องการอาหารพกพาสะดวก และดีต่อสุขภาพ เพื่อใช้ทดแทนมื้ออาหารบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดยุโรป การนำเข้าสินค้า Snacks ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในตลาดนี้ สะท้อนให้เห็นแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในยุโรปที่นิยมรับประทาน Snacks มากขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ รายงานการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอาหารในยุโรปปี 2568 ยังชี้ให้เห็นว่า รูปแบบการรับประทานอาหารกำลังเปลี่ยนไปจาก 3 มื้อหลัก เป็นแบบยืดหยุ่นและทานจุบจิบมากขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความสะดวก และความคุ้มค่าไปพร้อมกัน ซึ่งสินค้า Snacks คิดเป็นเกือบ 40% ของมูลค่าอาหารในร้านค้าปลีกของยุโรป และ &nbsp;13% ของคนยุโรปชอบทาน Snacks แทนมื้อหลัก และ 28% รับประทานควบคู่กับมื้อหลัก เรียกได้ว่าเป็นปรากฎการณ์ &ldquo;Snackification&rdquo; กล่าวคือ อาหารว่างกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการกินในชีวิตประจำวัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์กล่าวว่า การส่งออกสินค้า Snacks ของไทยเติบโตต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564&ndash;2568) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 7.55% และในปี 2568 เพิ่มขึ้น 4.83% ด้วยมูลค่า 965.42 ล้านเหรียญสหรัฐ (30,444.66 ล้านบาท) ตลาดส่งออกหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ มูลค่า 175.98 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 18.23% ออสเตรเลีย มูลค่า 119.74 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 12.40% สปป.ลาว มูลค่า 72.75 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7.54% เมียนมา มูลค่า 67.69 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7.01% และจีน มูลค่า 61.51 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.37%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ แนวโน้มการเติบโตดังกล่าว เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่ออุตสาหกรรม Snacks ของไทย เพราะแม้ไทยจะมีความพร้อมด้านวัตถุดิบ คุณภาพการผลิต และความหลากหลายของสินค้า แต่การแข่งขันในตลาดโลกจำเป็นต้องยกระดับด้านคุณภาพ ผสานกับคุณค่าทางโภชนาการที่โดดเด่น และสื่อสารให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดย สนค. มีข้อเสนอแนวทางการพัฒนาสินค้า ดังนี้ ต้องพัฒนาสินค้าของทานเล่นที่สามารถรับประทานแทนมื้ออาหาร และมีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น มีโปรตีนและไฟเบอร์สูง พร้อมเพิ่มคุณสมบัติเชิงฟังก์ชัน เช่น สำหรับผู้ออกกำลังกาย หรือเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การพัฒนาบรรจุภัณฑ์รวมถึงฉลากของผลิตภัณฑ์ ควรปรับปรุงรูปแบบให้หลากหลาย ใช้ง่าย สะดวกพกพา แพกเล็ก เปิด-ปิดเก็บรักษาได้ ใช้วัสดุรักษ์โลก และใช้ช่องทางออนไลน์สร้างการรับรู้ของว่างสุขภาพ รวมทั้งต้องทำฐานข้อมูลข้อกำหนดด้านอาหารของคู่ค้า และทำระบบแจ้งเตือน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงมาตรการ เช่น ภาษีน้ำตาล หรือข้อจำกัดส่วนผสม เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกปฏิเสธการนำเข้า</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603266779f0ad1f8ceb87be47abcdffad30ce130751.jpg' type='image/jpg' length='354141' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ชวนนิติบุคคลส่งงบการเงิน ย้ำรอบปีบัญชี 31 ธ.ค.68 ส่งไม่เกิน 2 มิ.ย.69]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155503</link>
<guid isPermaLink="false">28405745bceff9457fa178c16148052b</guid>
<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 11:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชวนนิติบุคคล จัดทำและนำส่งงบการเงินผ่านระบบนำส่งงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบ DBD e-Filing ขอให้ตรวจสอบรอบปีบัญชี หากกิจการใดพร้อมให้นำส่งได้ทันที ไม่ต้องรอให้ใกล้หมดเวลา หากตรวจพบข้อบกพร่อง จะได้แก้ไขได้ทัน ย้ำนิติบุคคลที่ปิดรอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค.68 ยื่นงบได้ไม่เกิน 2 มิ.ย.69 เผยการส่งงบการเงิน ยังจะทำให้คู่ค้า นักลงทุน สถาบันการเงินเชื่อมั่น เพิ่มโอกาสทำธุรกิจ เข้าถึงแหล่งเงินทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 มีนิติบุคคลที่มีหน้าที่นำส่งงบการเงินต่อกรม จำนวน 907,151 ราย ซึ่งนิติบุคคลส่วนใหญ่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.2568 ขอให้จัดทำและนำส่งงบการเงินผ่านระบบการนำส่งงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบ DBD e-Filing ซึ่งสามารถนำส่งได้ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยขอให้ตรวจสอบรอบปีบัญชี และหากกิจการใดพร้อมแล้วให้นำส่งตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ต้องรอใกล้หมดเวลา เมื่อตรวจพบข้อบกพร่องจะได้แก้ไขให้ทันภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการส่งงบการเงินจะทำให้นักลงทุน คู่ค้า และสถาบันการเงินเชื่อมั่น ในสถานะทางการเงินของธุรกิจช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการนำส่งงบการเงิน เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งนิติบุคคลแต่ละประเภทมีระยะเวลาในการนำส่งที่แตกต่างกัน ดังนี้ 1.บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด ต้องเสนองบการเงินต่อที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ภายใน 4 เดือนนับแต่วันปิดรอบบัญชี และนำส่งงบการเงินภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่งบการเงินได้รับอนุมัติจากที่ประชุม 2.ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน นิติบุคคลต่างประเทศ และกิจการร่วมค้า ต้องนำส่งงบการเงิน ภายใน 5 เดือน นับแต่วันปิดรอบบัญชี และ 3.สมาคมการค้าและหอการค้า ต้องเสนองบดุลต่อที่ประชุมใหญ่ ภายใน 120 วัน นับแต่วันปิดบัญชี และนำส่งงบดุล ภายใน 30 วัน นับแต่วันประชุมใหญ่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&nbsp;โดยนิติบุคคลที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.2568 หากเป็นบริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด สมาคมการค้า และหอการค้า ต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงินภายในวันที่ 30 เม.ย.2569 สำหรับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน กิจการร่วมค้า และนิติบุคคลต่างประเทศ จะต้องนำส่งงบการเงินอย่างช้าที่สุดภายในวันที่ 2 มิ.ย.2569</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กรมได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่สำหรับให้คำแนะนำในการนำส่งงบการเงินโดยเฉพาะ สามารถ Add Line เพิ่มเพื่อน โดยพิมพ์ @sxw0580y หรือโทรสอบถามได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 4377 0 2547 4385 และ 0 2547 5978 หรือ ศึกษารายละเอียดด้วยตนเองจากคู่มือการยื่นงบการเงิน ทางเว็บไซต์ efiling.dbd.go.th เลือก คู่มือการใช้งานระบบ และสามารถส่งงบการเงินผ่านระบบ DBD e-Filing โดยทำการล็อกอินเข้าสู่ระบบได้ทางเว็บไซต์ efiling.dbd.go.th เลือกบริการนำส่งงบการเงิน ซึ่งนิติบุคคลที่นำส่งสำเร็จ จะปรากฏสถานะ &ldquo;รับแจ้งแล้ว&rdquo;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603266ec05d7696d084372e7b5e15e83c17c9114932.jpg' type='image/jpg' length='348377' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เดินหน้าดูดซับข้าวนาปรัง 1 ล้านตัน พร้อมจัดตลาดนัดข้าวเปลือกเสริม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155491</link>
<guid isPermaLink="false">5bdcbff128deeee8b44bda0563a7b967</guid>
<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 11:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในถกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย หลังเดินทางเข้าหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เผยนาปรังปีนี้ มีโครงการดูดซับข้าวเปลือก เป้าหมาย 1 ล้านตัน อคส.จะให้โรงสี สหกรณ์การเกษตร เปิดจุดรับซื้อ ให้ราคาสูงกว่าตลาดตันละ 300 บาท ดีเดย์ 1 เม.ย.69 และจัดตลาดนัดข้าวเปลือกตั้งแต่ มี.ค.-พ.ค.69 ซื้อสูงกว่าตลาดตันละ 200-400 บาท พร้อมลุยโครงการธงเขียวพลัส ลดต้นทุนซื้อปุ๋ยให้เกษตรกร และประสานพลังงานจัดสรรดีเซลให้ชาวนา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เดินทางเข้าพบหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ณ กรมการค้าภายใน ว่า กรมได้รับนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรไทยอย่างเต็มที่ หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต้นทุนการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะราคาปุ๋ยมีความผันผวน ส่งผลต่อต้นทุนการทำนาของเกษตรกร และยังได้สั่งการให้เตรียมมาตรการด้านการตลาด เพื่อดูแลพี่น้องชาวนาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังที่กำลังจะมาถึง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการบริหารจัดการผลผลิตข้าวนาปรัง กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 แล้ว โดยตั้งเป้าหมายดูดซับข้าวนาปรังจำนวน 1 ล้านตันข้าวเปลือก ในพื้นที่แหล่งผลิตข้าวนาปรังทั่วประเทศ โดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) จะดำเนินการให้โรงสีและสหกรณ์การเกษตรไปเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน เริ่มดำเนินการวันที่ 1 เม.ย.2569 นำร่อง 5 จังหวัด แหล่งผลิตข้าวนาปรังสำคัญ ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และสุโขทัย โดยโครงการนี้จะช่วยรองรับผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาด และมีแรงจงใจให้ชาวนาขายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม ขอให้ชาวนามั่นใจว่าฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังนี้มีที่ขายข้าวแน่นอน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังเตรียมจัดตลาดนัดข้าวเปลือกในแหล่งผลิตข้าวนาปรังเพิ่มเติม โดยนำให้ผู้ประกอบการจากนอกพื้นที่ เข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิตของเกษตรกรโดยตรง เพื่อลดภาระค่าขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และแก้ไขปัญหาบางพื้นที่ที่ขาดผู้รับซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ โดยราคารับซื้อในตลาดนัดข้าวเปลือกจะสูงกว่าตลาดทั่วไปเฉลี่ย 200&ndash;400 บาทต่อตัน ดำเนินการตั้งแต่เดือน มี.ค.2569 ต่อเนื่องไปจนถึงเดือน พ.ค.2569 มีจังหวัดที่ยืนยันการจัดงานแล้วรวม 8 ครั้ง ได้แก่ ปลายเดือน มี.ค. จำนวน 2 ครั้ง ในจังหวัดสิงห์บุรี และอ่างทอง ต้นเดือน เม.ย. จำนวน 3 ครั้ง ในจังหวัดพิจิตร พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง และปลายเดือน เม.ย. จำนวน 3 ครั้ง ในจังหวัดพิษณุโลก น่าน และพระนครศรีอยุธยา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน กรมได้กำชับสำนักงานชั่งตวงวัดในพื้นที่ โดยเฉพาะจุดรับซื้อข้าว ให้ลงพื้นที่กำกับดูแลการซื้อขายอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบความถูกต้องของการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การหักสิ่งเจือปน รวมถึงการแสดงราคารับซื้อ เพื่อให้การซื้อขายข้าวเปลือกเป็นธรรม เที่ยงตรง และโปร่งใส สร้างความมั่นใจให้แก่พี่น้องเกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า สำหรับการลดต้นทุนการผลิต กรมเตรียมดำเนินโครงการ &ldquo;ปุ๋ยธงเขียวพลัส&rdquo; สนับสนุนส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาท และเกษตรกรที่มี &ldquo;บัตรดินดี&rdquo; ของกรมพัฒนาที่ดิน จะได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย ช่วยลดต้นทุนการผลิตในช่วงฤดูเพาะปลูก โดยเฉพาะข้าวนาปีที่กำลังจะมาถึง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับประเด็นข้อเรียกร้องในด้านการจัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวนาปรังให้เพียงพอ กรมจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน เพื่อเร่งดูแล รวมถึงผลักดันแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงาน เพื่อลดภาระต้นทุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรของชาวนาในช่วงสถานการณ์วิกฤตด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและต้นทุนการผลิตหลายด้าน แต่กรมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และใช้ทุกมาตรการที่มี เพื่อบรรเทาผลกระทบให้เกษตรกรไทย โดยเฉพาะพี่น้องชาวนา พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่นิ่งนอนใจ และจะเดินหน้าดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกรอย่างต่อเนื่องต่อไป&rdquo;นายวิทยากรกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ที่ให้ความสำคัญและเร่งช่วยเหลือพี่น้องชาวนา โดยเข้าใจถึงสถานการณ์ที่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบ ซึ่งเกษตรกรมีความกังวลต่อผลผลิตข้าวนาปรังที่กำลังออกสู่ตลาด และภายหลังได้รับทราบจากอธิบดีกรมการค้าภายในถึงมาตรการโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ที่เปิดรับซื้อในราคาตลาดพร้อมเพิ่มส่วนต่างให้อีกตันละ 300 บาท รวมถึงการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก จะเป็นกลไกสำคัญที่เพิ่มช่องทางการขายข้าวของพี่น้องเกษตรกรได้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องชาวนา และเห็นว่ารัฐบาลให้ความใส่ใจและห่วงใยเกษตรกร</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260326baab2a3ae18c532e2e6a805bf79208f4113340.jpg' type='image/jpg' length='349457' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ค้าชายแดน-ผ่านแดน ก.พ.69 ลด 9.7% ยอด 4 เพื่อนบ้านวูบ จีน สิงคโปร์ เวียดนามเพิ่ม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155245</link>
<guid isPermaLink="false">498deceddf6995d70a60c755252168b4</guid>
<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 13:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศรายงานตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ก.พ.69 มีมูลค่า 139,442 ล้านบาท ลดลง 9.7% โดยค้าขายกับ 4 ประเทศเพื่อนบ้านลด 28.2% ลดทั้งมาเลเซีย สปป.ลาว และเมียนมา ส่วนกัมพูชายอดเป็นศูนย์ แต่ค้าขายกับประเทศที่สาม เพิ่ม 13.9% เพิ่มขึ้นทั้งจีน สิงคโปร์ และเวียดนาม จับตาศึกตะวันออกกลาง ทำยอดลดระยะสั้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ก.พ.2569 มีมูลค่า 139,442 ล้านบาท ลดลง 9.7% เป็นการส่งออก 75,648 ล้านบาท ลดลง 12.1% และการนำเข้า 63,794 ล้านบาท ลดลง 6.7% ได้ดุลการค้า 11,854 ล้านบาท และยอดรวม 2 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่า 300,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% เป็นการส่งออก 163,625 ล้านบาท ลดลง 0.3% การนำเข้า 136,952 เพิ่มขึ้น 1.0% ได้ดุลการค้า 26,673 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากแยกเฉพาะการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ในเดือน ก.พ.2569 มีมูลค่า 62,145 ล้านบาท ลดลง 28.2% เป็นการส่งออก 35,230 ล้านบาท ลดลง 30.7% การนำเข้า 26,915 ล้านบาท ลดลง 24.7% ได้ดุลการค้า 8,316 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 24,468 ล้านบาท ลดลง 3.7% รองลงมา คือ สปป.ลาว 23,873 ล้านบาท ลดลง 14.9% และเมียนมา 13,804 ล้านบาท ลดลง 21.1% ส่วนการค้าชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา เป็น 0 ลดลง 100% โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญในเดือน ก.พ.2569 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 3,116 ล้านบาท เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 1,544 ล้านบาท และแผงวงจรไฟฟ้า 1,209 ล้านบาท ทำให้ช่วง 2 เดือนปี 2569 การค้าชายแดนมีมูลค่า 130,758 ล้านบาท ลดลง 23.3% เป็นการส่งออก 73,978 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.1% และการนำเข้า 56,780 ล้านบาท ลดลง 17.7%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน ก.พ.2569 มีมูลค่า 77,296 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.9% เป็นการส่งออก 40,417 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% การนำเข้า 36,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.9% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงสุด 41,353 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.2% รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 13,364 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.3% และ 9,392 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68.2% ตามลำดับ โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 6,547 ล้านบาท ทุเรียนสด 4,724 ล้านบาท และเครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 3,755 ล้านบาท ทำให้ในช่วง 2 เดือนปี 2569 การค้าผ่านแดนมีมูลค่า 169,819 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.4% เป็นการส่งออก 89,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.9% และการนำเข้า 80,172 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.5%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เดือน ก.พ.2569 แม้ว่าการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม จะยังคงขยายตัวได้ดีถึง 13.9% แต่การค้าชายแดนหดตัวสูงถึง 28.2% จากสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนของไทย ไม่ว่าจะเป็นในเมียนมาที่สถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนและมาตรการทางการค้าของเมียนมา ทำให้การขนส่งสินค้าหยุดชะงักเป็นระยะ และกัมพูชาที่ยังคงปิดจุดผ่านแดน ขณะที่ สปป.ลาว ประสบปัญหาเงินเฟ้อและเงินกีบอ่อนค่า ทำให้กำลังซื้อลดลง ส่งผลให้การค้าชายแดนและผ่านแดนในภาพรวมหดตัว 9.7%&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ สถานการณ์การสู้รบในอิหร่านที่กำลังส่งผลกระทบด้านพลังงานและด้านเศรษฐกิจ โดยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้ค่าขนส่งและต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก รวมถึงสินค้าต้นน้ำอย่างปุ๋ยและสารเคมีที่ผลิตในแถบอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมทั่วโลกเผชิญกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ คาดว่าจะส่งผลให้แนวโน้มการค้าชายแดนและผ่านแดนยังคงหดตัวอยู่ในระยะสั้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026032557026ed4f05c1db1d2955d4eef09ad5b130701.jpg' type='image/jpg' length='148906' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​​“พาณิชย์”ลุยยกระดับเครือข่าย TISC ไทย หนุน SME-Startup ใช้ไอพีเชิงพาณิชย์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155244</link>
<guid isPermaLink="false">28fa82ee5ebecd75271fcb78a031d9bf</guid>
<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 13:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญารับลูกอาเซียน เดินหน้ายกระดับการพัฒนาเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TISC) ของไทย โดยมุ่งร่วมมือกับหน่วยงานเครือข่าย ส่งเสริมศักยภาพให้กับ SME และ Startup สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สมาชิกอาเซียนได้ประชุม WIPO Regional Meeting for Strengthening the ASEAN Regional Technology and Innovation Support Center (TISC) Network ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานและปรับทิศทางการพัฒนาเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology and Innovation Support Center : TISC) ของประเทศอาเซียน ให้สอดคล้องกับกรอบความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะแผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน พ.ศ.2569&ndash;2573 (ASEAN IPR Action Plan 2026&ndash;2030) ซึ่งมุ่งพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาให้เอื้อต่อการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมการค้า การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยอาเซียนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการสร้าง การบริหารจัดการ และการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ รวมถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพ SME และ Startup ให้สามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดทางธุรกิจได้จริง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในส่วนของกรมได้นำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ในการพัฒนาเครือข่าย TISC ของไทย โดยมุ่งยกระดับบทบาทของหน่วยงานเครือข่ายให้เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างภาควิจัยกับภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้น ผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในด้านการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร การให้คำปรึกษาด้านการคุ้มครองและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นระบบ และยังจะส่งเสริมการทำงานเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานเครือข่าย TISC กับสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งเตรียมขยายความร่วมมือไปยังสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพและมีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม SME และ Startup มากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ คุณสมบัติ และเงื่อนไขการเป็นหน่วยงานเครือข่าย TISC ของไทยให้สอดคล้องกับแนวทางสากล พร้อมจัดทำแบบสำรวจประเมินศักยภาพหน่วยงาน และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจัดกลุ่มหน่วยงานออกเป็น 3 ระดับ (Tier 1&ndash;Tier 3) ตามศักยภาพและความพร้อม เพื่อออกแบบแนวทางความร่วมมือและกิจกรรมในแต่ละระดับให้เหมาะสมกับศักยภาพของหน่วยงาน อันจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเชื่อมโยงการดำเนินงานกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่าการยกระดับเครือข่าย TISC ของไทยในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และเครื่องมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การสืบค้นข้อมูลเทคโนโลยี การวิเคราะห์แนวโน้มสิทธิบัตร การวางกลยุทธ์คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไปจนถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการวิจัย ลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าสูง นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของ SME และ Startup ให้สามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขัน ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TISC) เป็นโครงการขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ที่มุงเสริมสร้างศักยภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ประเทศสมาชิก ผ่านการสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลสิทธิบัตรและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันมีเครือข่าย TISC มากกว่า 1,700 แห่ง ใน 90 ประเทศทั่วโลก ส่วนไทยได้เริ่มพัฒนาเครือข่าย TISC ในปี 2564 โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 10 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อจัดตั้งเครือข่ายนักวิจัยและสร้างกลไกสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการสร้างและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260325a3c9dd056a0b14d7405899c602e35d2e130516.jpg' type='image/jpg' length='125475' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP สำรวจตลาดอีคอมเมิร์ซสวีเดน คนชอปออนไลน์พุ่ง สินค้าไทยมีโอกาสขายเพียบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155237</link>
<guid isPermaLink="false">d2e2cc0c75a4f98c34e2c84bfdbf61c4</guid>
<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 11:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดอีคอมเมิร์ซในสวีเดน พบขยายตัวต่อเนื่องจนเป็นทางเลือกปกติในชีวิตประจำวัน ไม่แรงกระตุ้นชั่วคราวช่วงโควิด-19 ระบาด เผยสินค้าไทย ทั้งกลุ่มอาหารสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร สินค้าของตกแต่งบ้าน งานหัตถกรรม และเฟอร์นิเจอร์ไม้ มีโอกาสขายสูง แนะใช้ช่องทางออนไลน์บุกตลาด ชูความยั่งยืน สุขภาพ ความเป็นธรรมชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ โดยล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.ณิชพร วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ถึงการสำรวจตลาดอีคอมเมิร์ซในสวีเดน และโอกาสของสินค้าไทย ที่จะใช้ช่องทางออนไลน์ในการเปิดตัวและจำหน่ายเข้าสู่ตลาดสวีเดน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปี 2568 เป็นปีที่อีคอมเมิร์ซสวีเดนทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยมียอดขายรวม 153 พันล้านโครนสวีเดน (ประมาณ 17,074 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2567 และสูงกว่าช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเคยเป็นจุดสูงสุดเดิม โดยความแตกต่างสำคัญ คือ การเติบโตในปี 2568 ไม่ได้เกิดจากแรงกระตุ้นชั่วคราวเหมือนช่วงโรคระบาด แต่สะท้อนการตัดสินใจเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าออนไลน์เป็นทางเลือกปกติในชีวิตประจำวัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ PostNord ผู้ให้บริการไปรษณีย์และโลจิสติกส์แห่งชาติของสวีเดนและเดนมาร์ก ได้ติดตามการขยายตัวของสินค้าต่าง ๆ พบว่า เกือบทุกกลุ่มเติบโต ยกเว้นกลุ่มหนังสือและสื่อที่ชะลอตัว โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรมขยายตัวโดดเด่นที่สุด เพิ่ม 24% สะท้อนแนวโน้มผู้บริโภคหันมาใช้ช่องทางออนไลน์ในการซื้อสินค้าสุขภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน กลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านก็มีอัตราเติบโตแข็งแกร่ง ซึ่งเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวในตลาดที่อยู่อาศัยและการใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงบ้าน แต่การแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งจากผู้เล่นในประเทศและต่างประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับแนวโน้มปี 2569 ผู้เชี่ยวชาญของ PostNord คาดว่า ตลาดยังมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง หากกำลังซื้อของครัวเรือนเพิ่มขึ้น แต่ด้วยสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจยังคงมีความไม่แน่นอน หากเกิดปัจจัยลบที่ไม่คาดคิด อาจทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายและส่งผลกระทบต่อการเติบโตของอีคอมเมิร์ซได้&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว สะท้อนว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคสวีเดนได้เปลี่ยนผ่านจากแรงกระตุ้นชั่วคราวช่วงโควิด-19 ไปสู่พฤติกรรมถาวร โดยช่องทางออนไลน์มีบทบาทเพิ่มขึ้นทั้งในรูปแบบ B2C และการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีกดิจิทัลของสวีเดนและกลุ่มประเทศนอร์ดิก การเติบโตในกลุ่มเภสัชภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน ยังชี้ถึงโอกาสในสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และการใช้ชีวิตภายในบ้าน ซึ่งรวมถึงหมวดสินค้าของไทยที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่มอาหารสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร สินค้าของตกแต่งบ้าน งานหัตถกรรม และเฟอร์นิเจอร์ไม้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดออนไลน์สวีเดนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ผู้ส่งออกไทยอาจต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้า การรับรองความปลอดภัย ความโปร่งใสด้านข้อมูลผลิตภัณฑ์ และความสามารถด้านโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน (cross-border e-commerce) มากขึ้น และการลงทุนด้านการตลาดดิจิทัล การจัดการข้อมูลลูกค้า และการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในตลาดกลุ่มประเทศนอร์ดิก ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจละเลย เนื่องจากการมีสินค้าอยู่บนแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการแข่งขันในปัจจุบัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ไทยสามารถใช้การเติบโตของอีคอมเมิร์ซในสวีเดนเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายการส่งออกผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าที่ตอบโจทย์แนวโน้มผู้บริโภคยุโรป เช่น ความยั่งยืน สุขภาพ ความเป็นธรรมชาติ และการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ การร่วมมือกับผู้นำเข้า ผู้กระจายสินค้า หรือแพลตฟอร์มท้องถิ่น เพื่อทำการตลาดเฉพาะกลุ่ม อาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ตลาดโดยไม่แบกรับต้นทุนสูงเกินไป&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260325db5bfcfeac6195c83d278880addad573115124.jpg' type='image/jpg' length='790590' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผยจีนลุย “เกษตรอัจฉริยะ” ชี้เกษตรพื้นฐานไทยเจอแข่งดุ แนะมุ่งขายพรีเมียม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155230</link>
<guid isPermaLink="false">174af5fd28a5521fd20fbf7575ea041a</guid>
<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 11:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เจาะโมเดล &ldquo;เกษตรอัจฉริยะจีน&rdquo; พบมีแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปการเกษตรให้ทันสมัย นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยตั้งแต่เพาะปลูก การจัดการผลผลิต ไปจนถึงการแปรรูป การตลาด และยังมีการตั้งเขตสาธิตเกษตรสมัยใหม่ 500 แห่งภายในปี 73 เผยอาจส่งผลให้สินค้าเกษตรพื้นฐานของไทย ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง แนะต้องปรับตัวมุ่งสู่สินค้ามูลค่าเพิ่ม ชูความปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับ เจาะตลาดพรีเมียม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามและวิเคราะห์ทิศทางการพัฒนาภาคเกษตรของจีนอย่างใกล้ชิด โดยพบว่าขณะนี้ จีนกำลังเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อยกระดับภาคเกษตรและชนบทให้ทันสมัย มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางอาหารและการลดความเหลื่อมล้ำผ่านแผนปฏิบัติการเร่งรัดพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก การจัดการผลผลิต ไปจนถึงการแปรรูปและการตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเป็นระบบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยหัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้ คือ แผนการจัดตั้งเขตสาธิตเกษตรสมัยใหม่ จำนวน 500 แห่งภายในปี 2573 ครอบคลุม 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมธัญพืช 2.การเลี้ยงสัตว์ 3.อุตสาหกรรมเฉพาะทางที่มีศักยภาพ 4.การเกษตรอัจฉริยะ 5.การเกษตรในเมือง และ 6.การเกษตรในพื้นที่แห้งแล้ง โดยคาดว่าจะเป็นต้นแบบการพัฒนาที่สามารถขยายผลและประยุกต์ใช้ในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรของจีนสู่ความทันสมัยอย่างเป็นรูปธรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ การเร่งพัฒนาภาคเกษตรตามแผนปฏิบัติการของจีน เพื่อพึ่งพาตนเองด้านความมั่นคงทางอาหาร อาจส่งผลให้สินค้าเกษตรพื้นฐานของไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงและข้อจำกัดทางการค้ามากขึ้นในระยะยาว แต่วิกฤตดังกล่าวยังแฝงด้วยโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรคุณภาพสูง สินค้าแปรรูป และสินค้าเฉพาะทางที่ไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิอากาศและความเชี่ยวชาญ อาทิ ผลไม้เขตร้อน และอาหารแปรรูป ซึ่งยังเป็นที่ต้องการสูงในกลุ่มผู้บริโภคชนชั้นกลางของจีนที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับได้ และการเชื่อมโยงเกษตรกับอุตสาหกรรมแปรรูปและระบบโลจิสติกส์ของจีน ยังเอื้อต่อการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศที่สามารถตอบโจทย์ห่วงโซ่มูลค่าในตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสถานการณ์การค้าระหว่างไทยและจีน ในปี 2568 จีนยังคงเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตรอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออก 12,354.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (405,791 ล้านบาท) แต่มูลค่าปรับตัวลดลง 0.2% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย อาทิ เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงมาตรการบางประการ เช่น การระงับการนำเข้าน้ำเชื่อม โดยสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปจีน ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ยางและยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดจีนท่ามกลางความท้าทายใหม่ หน่วยงานภาครัฐควรพิจารณาปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่ยุทธศาสตร์หุ้นส่วนเศรษฐกิจเชิงลึก โดยเร่งใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการดึงดูดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรแม่นยำจากจีนเข้ามาต่อยอดภาคการผลิตไทย ผ่านกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม อาทิ การจัดเวทีจับคู่พันธมิตรทางเทคโนโลยี (Tech-matching) เพื่อถ่ายทอดนวัตกรรมสมาร์ทฟาร์มเข้าสู่ภาคเกษตรไทย การส่งเสริมการร่วมลงทุน (Joint Venture) ในอุตสาหกรรมแปรรูปขั้นสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าก่อนส่งออก และการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และเครือข่ายการกระจายสินค้า เข้าสู่ช่องทางตลาดสมัยใหม่ของจีนโดยตรง พร้อมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานจีน (Supply Chain Integration) อย่างแนบแน่น ทั้งด้านการผลิตและการแปรรูป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทางการค้า ด้วยการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เหนือกว่าข้อกำหนดพื้นฐาน เพื่อสร้างความแตกต่างและหนีการแข่งขันด้านราคา เน้นสินค้าที่มีความปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการมัดใจผู้บริโภคชนชั้นกลางของจีน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรักษาเสถียรภาพการส่งออกสินค้าเกษตรไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603252a6af909f158d98f731a0c90fc0d53f2114121.jpg' type='image/jpg' length='844561' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ธุรกิจโฆษณายังรุ่ง แนะนักลงทุนศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค นำเทคโนโลยีมาใช้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155215</link>
<guid isPermaLink="false">47370888153b9c1812188c5fcfd27c35</guid>
<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 10:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจโฆษณาในไทย พบอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบเดิมที่มุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านสื่อมวลชน ไปสู่ยุค Commerce Media ที่เน้นการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและปิดการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เผยปี 67 เป็นปีทอง มีคนลงทุนทำธุรกิจสูงสุด และเริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อยในปี 68 แต่แนวโน้มยังมีโอกาสขยายตัว แนะผู้ประกอบการที่สนใจลงทุน ต้องปรับตัวให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภค นำเทคโนโลยีมาใช้ &nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจโฆษณาในประเทศไทย พบว่า ธุรกิจโฆษณากำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากรูปแบบเดิมที่มุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์ (Awareness) ผ่านสื่อมวลชน ไปสู่ยุค Commerce Media ที่เน้นการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและปิดการขาย (Conversion) บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งสามารถวัดผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ได้อย่างชัดเจนและแม่นยำมากขึ้น และแม้จะเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง หรืออยู่ในลักษณะ Red Ocean แต่ยังคงสามารถดึงดูดผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยการวิเคราะห์การจัดตั้งธุรกิจ พบว่า ในปี 2567 ธุรกิจโฆษณามีการจัดตั้งใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จำนวน 1,228 ราย สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความต้องการใช้บริการด้านการตลาดในยุคดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ เช่น Agentic AI ที่เข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อมูล ตัดสินใจซื้อสื่อ และบริหารแคมเปญโฆษณาแทนมนุษย์ แต่พอมาปี 2568 เริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อย มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ 1,177 ราย ลดลง 51 ราย หรือลดลง &nbsp;4.15% ด้านมูลค่าทุนจดทะเบียนรวมอยู่ที่ 1,471 ล้านบาท ลดลง 363 ล้านบาท หรือลดลง 19.78% เมื่อเทียบกับปี 2567 (1,833 ล้านบาท) สะท้อนให้เห็นว่ามีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดด้วยขนาดกิจการที่เล็กลง หรือมีความระมัดระวังในการใช้เงินทุนมากขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผลประกอบการปี 2567 ธุรกิจบริษัทโฆษณามีรายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 132,608 ล้านบาท เติบโต 9.27% เมื่อเทียบกับปี 2566 ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 3,436 ล้านบาท ลดลงถึง 54.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 สาเหตุสำคัญมาจากธุรกิจขนาดใหญ่ (L) ที่พลิกจากการทำกำไรเป็นขาดทุนสุทธิกว่า 1,133 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจขนาดกลาง (M) กลับเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมีเสถียรภาพมากที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจบริษัทโฆษณาคงอยู่รวมทั้งสิ้น 12,366 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 84,568.75 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) จำนวน 11,937 ราย คิดเป็น 96.53% ของธุรกิจทั้งหมด มูลค่าทุนจดทะเบียน 40,452.41 ล้านบาท รองลงมาเป็นธุรกิจขนาดกลาง (M) จำนวน 364 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 6,480.16 ล้านบาท และธุรกิจขนาดใหญ่ (L) 65 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 37,636.18 ล้านบาท<br />
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจขนาดใหญ่แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่ถือครองมูลค่าทุนจดทะเบียนสูงถึง 37,636 ล้านบาท คิดเป็น 44.50% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด เมื่อพิจารณาประเภทนิติบุคคล พบว่า ธุรกิจโฆษณาส่วนใหญ่จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัด จำนวน 11,096 ราย รองลงมาเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 1,255 ราย และบริษัทมหาชนจำกัด 15 ราย ตามลำดับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการลงทุนของชาวต่างชาติในธุรกิจโฆษณาไทยมีมูลค่าการลงทุนสะสมรวม 7,536 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ มูลค่าการลงทุน 1,151 ล้านบาท ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่มีมูลค่าการลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ จีน มูลค่าการลงทุน 624 ล้านบาท และสิงคโปร์ มูลค่าการลงทุน 361 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งการขยับขึ้นมาของทุนจีนสะท้อนถึงอิทธิพลของแพลตฟอร์ม e-Commerce และเทคโนโลยีจากประเทศจีนที่เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมมองว่าแนวโน้มการลงทุนในธุรกิจโฆษณาระยะต่อไป ยังมีโอกาสขยายตัว แต่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันด้านเทคโนโลยีการตลาด และการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคและบริหารจัดการสื่อโฆษณาจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603256feb298be6c35de7284257e88fe1262f103937.jpg' type='image/jpg' length='222161' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สู้รบตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกข้าวอิรักวูบ 52.58% สหรัฐฯ ลด 25.16% ลูกค้าลังเลภาษี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155181</link>
<guid isPermaLink="false">a36a0e8038e2edfc52f89a3b68d66e51</guid>
<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 09:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศเผยผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำไทยชวดออเดอร์ส่งออกข้าวขายอิรัก 2 เดือนขายได้แค่ 9.2 หมื่นตัน ลด 52.58% ส่วนสหรัฐฯ ส่งออกได้ 1.16 แสนตัน ลด 25.16% เหตุคู่ค้าชะลอดูสถานการณ์ ภาษี ส่งผลให้ภาพรวมส่งออกได้เพียง 1.153 ล้านตัน ลด 4.16% คาดหากสงครามยืดเยื้อ เป้าทั้งปี 7 ล้านตัน ไปไม่ถึงแน่ ส่วนมันสำปะหลัง เริ่มแผ่ว ส่งออกได้ 9 แสนตัน ลด 32.33% ยังดีได้แรงซื้อจากจีน-ซาอุดิอาระเบีย แต่ยังมั่นใจทั้งปีเข้าเป้า 6-7 ล้านตัน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่มีการสู้รบ ทำให้ไทยสูญเสียคำสั่งซื้อข้าวจากประเทศอิรักไปแล้วจำนวนมาก เพราะความไม่แน่นอนของเส้นทางการขนส่งที่จะต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง รวมถึงค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น โดยในช่วง 2 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) ไทยส่งออกข้าวไปอิรักได้เพียง 92,000 ตัน ลดลง 52.58% ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยทำได้เพียง 1.153 ล้านตัน ลดลง 4.16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ 1.203 ล้านตัน มูลค่า 651 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจาก 770 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลง 15.45%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ตอนนี้ ไทยเสียออร์เดอร์ส่งออกข้าวขาวจากอิรักไปมาก เพราะต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความเสี่ยง ทำให้ค่าประกันภัยสูงขึ้น รวมทั้งค่าระวางเรือยังสูงขึ้นแล้ว 30-40% จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่วนส่งออกไปประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยปี 2568 ไทยส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางรวมกว่า 1.34 ล้านตัน ในจำนวนนี้สัดส่วน 75% เป็นส่งออกไปอิรัก ที่เหลือเป็นเยเมน อิสราเอล ซาอุดิอาระเบีย โอมาน&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการส่งออกข้าวไปสหรัฐฯ ในช่วง 2 เดือน ลดลงถึง 25.16% โดยส่งออกได้เพียง 116,000 ตัน เพราะความไม่แน่นอนของภาษีสหรัฐฯ ทำให้คู่ค้าชะลอดูสถานการณ์ แต่เมื่อศาลสูงสุดสั่งให้การเก็บภาษีตอบโต้ 19% เป็นโมฆะ และกลับมาเก็บภาษีที่ 10% ทำให้คำสั่งซื้อน่าจะกลับมา แต่มาเกิดการสู้รบในตะวันออกกลางซ้ำเติม จึงต้องรอดูว่าคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ จะกลับมาหรือไม่ ประกอบกับหากสงครามตะวันออกกลางยังยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน อาจทำให้การส่งออกข้าวไทยในปีนี้ อาจพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7 ล้านตัน แต่กรมจะพยามช่วยเหลือผู้ส่งออกหาเส้นทางส่งออกอื่น ๆ แทน แต่ยังไม่รู้จะคุ้มค่าหรือไม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการส่งมอบข้าวให้กับรัฐบาลจีนภายใต้สัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ 500,000 ตัน และได้เริ่มส่งมอบล็อตแรก 40,000 ตันไปแล้วนั้น เดิมกำหนดส่งมอบตั้งแต่เดือนก.พ.-มี.ค.2569 แต่ก่อนการส่งมอบได้เกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อการขนส่งบ้าง แต่กรมได้ร่วมกับภาครัฐและผู้ส่งออกข้าวกว่า 20 บริษัท เร่งแก้ปัญหาส่งออก เพื่อให้สามารถส่งออกไปจีนได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้นทุนต่าง ๆ ทั้งค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ยังสามารถส่งมอบได้ ส่วนการส่งออกล็อตถัดไป คาดว่าจะเริ่มต้นได้ในเดือน เม.ย.2569 แม้ว่าราคาข้าวไทยจะสูงขึ้นจากต้นทุนต่าง ๆ สูงขึ้น แต่มั่นใจว่า ทางการจีนจะเข้าใจในสถานการณ์และรับกับราคาที่สูงขึ้นได้ โดยกรมจะเร่งจะเจรจากับทางการจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบให้ครบ 500,000 ตันในเร็ว ๆ นี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ในช่วง 2 เดือนปี 2569 ภาพรวมอยู่ที่ 900,000 ตัน ลดลง 32.33% มูลค่า 12,310.14 ล้านบาท ลดลง 27.24% และในนี้ เป็นการส่งออกมันอัดเม็ด 70,000 ตัน มูลค่า 419.50 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 133.33% และ 132.87% ตามลำดับ โดยยังคงมั่นใจว่าการส่งออกมันสำปะหลังในปี 2569 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 6-7 ล้านตัน เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีน และซาอุดีอาระเบีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของซาอุดิอาระเบีย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไทยเพิ่งจะส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปให้ แม้ได้รับผลกระทบจากเส้นทางการขนส่ง จากปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลาง แต่กรมได้ร่วมกับผู้ส่งออกและผู้นำเข้า ช่วยกันแก้ปัญหา เปลี่ยนเส้นทางการขนส่ง จนสามารถส่งมอบได้ แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก แต่ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าก็ยอมรับภาระที่เพิ่มขึ้นร่วมกัน &nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260325a157c88dda57f289a3894273d7c0aac3091449.jpg' type='image/jpg' length='153738' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก ก.พ.69 ยังแรง เพิ่ม 9.9% โตต่อเนื่อง 20 เดือน รวม 2 เดือน บวก 17%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155180</link>
<guid isPermaLink="false">263e47fa514a835dc58b232b2b81ec6f</guid>
<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 09:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่งออก ก.พ.69 มูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.9% ขยายตัวต่อเนื่อง 20 เดือน ได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า การนำเข้ามูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.9% จากการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าทุน เครื่องจักร รวมส่งออก 2 เดือน 61,012.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 17% นำเข้า 67,149.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 30.5% คาดแนวโน้ม มี.ค.เริ่มชะลอ จากผลกระทบตะวันออกกลาง แต่ก็ต้องลุ้นการเร่งส่งออกจากภาษีสหรัฐฯ ที่ 10%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน ก.พ.2569 มีมูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.9% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ติดต่อกัน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 912,567 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.8% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,013,733 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 2833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 101,166 ล้านบาท รวม 2 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) การส่งออก มูลค่า 61,012.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,893,312 ล้านบาท การนำเข้ามูลค่า 67,149.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.5% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 2,111,178 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 6,137.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 217,866 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 5.7% โดยสินค้าเกษตร ลด 3.6% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 7.7% โดยสินค้าสำคัญที่ลดลง อาทิ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย เครื่องดื่ม และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ส่วนสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไก่แปรรูป และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ทั้งนี้ 2 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 3.8%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 13.3% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เม็ดพลาสติก เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เคมีภัณฑ์ ทั้งนี้ 2 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 21.3%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทางด้านตลาดส่งออก ยังคงขยายตัวได้ดีในหลายตลาดสำคัญ โดยตลาดหลัก เพิ่ม 16.6% ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 40.5% จีน 0.4% ญี่ปุ่น 9.7% สหภาพยุโรป (27) 20.6% และอาเซียน (5) 17.8% แต่หดตัวในตลาด CLMV 11.4% ตลาดรอง เพิ่ม 3.3% โดยขยายตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย 8.6% ตะวันออกกลาง 19.4% ลาตินอเมริกา 25.6% ทวีปแอฟริกา 20.4% และสหราชอาณาจักร 27.2% แต่หดตัวในตลาดรัสเซียและ CIS 30.1% และเอเชียใต้ 26.1% และ ตลาดอื่น ๆ ลด 60.6%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">น.ส.ณัฐิยากล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกเดือน มี.ค.2569 คาดว่าจะเริ่มชะลอตัวลง จากปัญหาค่าระวาง ค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่ก็อาจจะเพิ่มขึ้นจากการที่ผู้ส่งออก ต้องเร่งส่งออก เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอน โดยมีระยะเวลาใช้อัตรา 10% ในช่วง 150 วัน ส่วนการเปิดไต่สวนตามมาตรา 301 มีกรอบการดำเนินการถึงกลางปี คาดว่าจะเห็นผลเรื่องภาษีในช่วงปลายปี สำหรับการนำเข้า มองว่า อาจจะชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน เพราะน้ำมันและวัตถุดิบบางอย่าง ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์การส่งออกอย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยจะทำการทบทวนเป้าหมายการส่งออกอีกครั้งในช่วงเดือน เม.ย.2569 หลังจากได้ตัวเลขการส่งออกไตรมาสที่ 1 แล้ว แต่ขณะนี้ ยังประเมินเป้าหมายการส่งออกทั้งปี 2569 อยู่ที่ 3 สมมติฐาน คือ ดีที่สุด บวก 1% มีค่าเฉลี่ยยอดส่งออกต่อเดือนที่ 28,235.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลาง ๆ ติดลบ 1% มีค่าเฉลี่ยยอดส่งออกต่อเดือนที่ 27,522.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต่ำสุด ลบ 3% มีค่าเฉลี่ยยอดส่งออกต่อเดือนที่ 26,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางนันท์นัดดา ภัททิยกุล ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า DITP ได้ประชุมประเมินสถานการณ์ส่งออกกับภาคเอกชนอุตสาหกรรมต่าง ๆ พบว่า ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากค่าระวางเรือที่แพงขึ้น มีปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาแล้ว โดยขอให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ช่วยหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบใหม่ ๆ และยังได้ประสานกับสถาบันการเงิน เช่น EXIM Bank เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้กับผู้ส่งออก</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603256996fb211c5085e2ffd98c8f0e85fc02091330.jpg' type='image/jpg' length='251593' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ออกคำสั่งฉบับใหม่ คุมเข้มต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี ดีเดย์บังคับ 1 เม.ย.นี้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154938</link>
<guid isPermaLink="false">c2acb2c5fb08788633f9c98ff1843d18</guid>
<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 10:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกคำสั่งนายทะเบียนฉบับใหม่ ยกระดับแก้ปัญหานอมินี กำหนดให้หุ้นส่วนหรือกรรมการ ที่ขอจดบริษัท ต้องมีหนังสือยืนยันว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นบริษัททุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระค่าลงทุนจริง และไม่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี ดีเดย์บังคับใช้ 1 เม.ย.นี้ ย้ำก่อนถึงวันบังคับใช้ หากตรวจพบการจดตั้งบริษัทที่ผิดปกติ เพื่อหนีคำสั่งดังกล่าว จะเข้าตรวจสอบ และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่จงใจฝ่าฝืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา กรมได้ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 1/2569 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนกรณีแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วน หรือแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทจำกัด ซึ่งเป็นมาตรการเพิ่มใหม่ล่าสุดของกรมที่กำหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อขอจดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันว่าผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของบริษัททุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระค่าลงทุนจริง รวมทั้งไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี ซึ่งจะช่วยยกระดับการป้องกันมิให้ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) แก่คนต่างด้าวในการประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยสาเหตุที่ต้องออกมาตรการเพิ่ม เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2569 กรมได้ออกคำสั่งซึ่งกำหนดให้การขอจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 หรือมีชาวต่างชาติร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี ส่งหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ของผู้ถือหุ้นคนไทย เพื่อตรวจสอบการลงทุนจริง ทำให้การขอจดทะเบียนที่มีลักษณะอาจเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในลักษณะนอมินีลดลงร้อยละ 65 แต่ได้ตรวจสอบพบว่ายังมีการหลีกเลี่ยงมาตรการดังกล่าวจึงได้ออกคำสั่งเพิ่มเติม และกรณีคำสั่งใหม่ที่ให้ผู้ขอจดทะเบียนได้ยืนยันข้อมูล กรมจะส่งรายชื่อบุคคลที่ยืนยันและอาจมีพฤติกรรมเสี่ยงให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาดำเนินการตรวจสอบต่อด้วยทุกราย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กรมขอเตือนว่าการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับแล้วแต่กรณี รวมถึงอาจเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 36 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัญหานอมินี เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานแล้ว ซึ่งปัจจุบัน พบว่า มีบริษัทจำกัดที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นร้อยละ 0.01-49.99 ถึงจำนวน 118,016 ราย ซึ่งโครงสร้างการถือหุ้นดังกล่าวนี้ ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย แม้จะมีบางส่วนที่มีการร่วมทุนกันจริงระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ แต่ก็มีจำนวนมากที่มีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนในลักษณะนอมินี ซึ่งกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันทางธุรกิจและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของไทย โดยการออกคำสั่งใหม่นี้ จึงเป็นการสร้างความโปร่งใสและป้องกันไม่ให้มีการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลของภาครัฐ ซึ่งกรมต้องการให้ธุรกิจที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจในประเทศไทยดำเนินและประกอบกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งประชาชนอย่างแท้จริง นำมาซึ่งโอกาสใหม่ ๆ ที่จะเข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอย้ำเตือนว่าก่อนที่คำสั่งฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569 เป็นต้นไป หากตรวจพบการจดทะเบียนธุรกิจที่ผิดปกติและมีความเป็นไปได้ที่จะเร่งดำเนินการ เพื่อหลบเลี่ยงผลของมาตรการตามคำสั่งใหม่ โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ ที่มีความสุ่มเสี่ยงและมักพบปัญหาการใช้คนไทยเป็นนอมินีจำนวนมาก กรมจะตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษเป็นราย ๆ และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603248cf9b7caf9356ea701c25ad33a78db66104602.jpg' type='image/jpg' length='269861' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.ถอดบทเรียนไข่ไก่สหรัฐฯ มุ่งเลี้ยงไม่ใช้กรง เผยแม้ต้นทุนเพิ่ม แต่ตลาดพรีเมียมชอบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154936</link>
<guid isPermaLink="false">5940a509dfd1ff8f6d056e60fe719827</guid>
<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 10:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.ถอดบทเรียนไข่ไก่สหรัฐฯ พบมีการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญจากการเลี้ยงแบบขังกรง สู่การผลิตที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง เผยแม้จะเพิ่มต้นทุน แต่ตลาดกลุ่มพรีเมียมตอบรับ ระบุไทยก็มีการเลี้ยงไก่แบบไม่ขังกรง และมีมาตรฐานรับรองมาตั้งแต่ปี 64 แนะผู้ประกอบการนำแนวคิดคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์มาเป็นทางเลือก ในการเพิ่มมูลค่า ใช้มุ่งเจาะตลาดบนและส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามและศึกษาทิศทางการค้าสินค้าไข่ไก่อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการวิเคราะห์รายงาน &ldquo;From Commodity to Concept : How the US Egg Industry Reinvented Itself&rdquo; &nbsp;ของ Rabobank สถาบันการเงินชั้นนำด้านธุรกิจเกษตรและอาหารจากเนเธอร์แลนด์ เพื่อถอดบทเรียนจากอุตสาหกรรมไข่ไก่ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตไข่รายใหญ่ของโลก พบว่า อุตสาหกรรมไข่ไก่สหรัฐฯ กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญจากการผลิตจากระบบเลี้ยงแบบขังกรง สู่การผลิตที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage-free) อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งแม้การปรับตัวนี้จะมีความท้าทายด้านต้นทุน แต่ก็นับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการยกระดับไข่ไก่สู่การเป็นสินค้าทางเลือกที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยรายงานดังกล่าวชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตไข่ไก่แบบ Cage-free ของสหรัฐฯ ไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจด้านการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มีจุดเริ่มต้นจากแรงกดดันด้านกฎระเบียบและข้อบังคับของรัฐ ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการที่สามารถศึกษาและเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ได้ก่อน ย่อมมีความได้เปรียบและสามารถรักษาโอกาสในการเข้าถึงตลาดคู่ค้าที่ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อุตสาหกรรมไข่ไก่สหรัฐฯ ได้ปรับบทบาทจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์สู่การสร้างมูลค่าผ่านแนวคิดสินค้าเชิงคุณค่า โดยให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์เป็นแกนหลักของการสร้างแบรนด์ (Welfare-driven Product) ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตต้องลงทุนปรับระบบฟาร์ม เทคโนโลยีอัตโนมัติ และระบบวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับมาตรฐานใหม่ ซึ่งรายงานระบุว่าการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจากระดับเดิมราว 13&ndash;26% นำไปสู่การปรับตัวของอุตสาหกรรมในวงกว้างและการควบรวมกิจการ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนระยะยาว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ประเด็นที่น่าสนใจ คือ มีผู้ผลิตไข่ไก่หลายรายพลิกมุมมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน จากผู้รับราคาในตลาด (Price taker) สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์สินค้าที่มีเอกลักษณ์เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า โดยชูจุดเด่นด้านการให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์ รวมทั้งการผลิตลักษณะพิเศษ เช่น ไข่ไก่เลี้ยงในทุ่งหญ้า (Pasture-raised) ไข่ปลอดยาปฏิชีวนะ (Antibiotic-free: ABF) และไข่ออร์แกนิก ควบคู่ไปกับการสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Concept) การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการเล่าเรื่องที่สอดคล้องกับคุณค่าที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ เพื่อเจาะกลุ่มตลาดพรีเมียมที่พร้อมสนับสนุนสินค้าทางเลือกเหล่านี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า การพัฒนาสินค้าไข่ไก่มูลค่าสูงไม่สามารถพึ่งพาการปรับระบบการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารด้านการตลาดกับผู้บริโภคอย่างจริงจัง เนื่องจากพฤติกรรมการซื้อสินค้าในกลุ่มพรีเมียมยังมีความท้าทาย และการสนับสนุนจากคู่ค้าปลีกในระยะยาวยังไม่แน่นอน ความสำเร็จของผู้ประกอบการจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณค่าของสินค้าที่ได้รับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย การส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตรมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยกรมปศุสัตว์ได้เปิดตัวเครื่องหมายรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง ตั้งแต่ปี 2564 โดยผู้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง สามารถแสดงเครื่องหมายการรับรองบนผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายรายที่ผ่านการรับรองมาตรฐานดังกล่าวสามารถตอบโจทย์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในปี 2568 ไทยมีปริมาณผลผลิตไข่ไก่ประมาณ 16,056 ล้านฟอง (ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) โดยบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนถึง 97% ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด และส่งออกเพียง 3% ซึ่งการส่งออกไข่ไก่ ปี 2568 มีปริมาณการส่งออกไข่ไก่สดกว่า 518 ล้านฟอง คิดเป็นมูลค่า 56.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,842 ล้านบาท) มูลค่าการส่งออกขยายตัวกว่า 19.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีตลาดส่งออกหลัก คือ สิงคโปร์ คิดเป็นสัดส่วนถึง 74.15% ของมูลค่าการส่งออกไข่ไก่สดทั้งหมด และถือเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตและความยั่งยืน และสำหรับการส่งออกไข่ไก่สดของไทย เดือน ม.ค.2569 มีปริมาณการส่งออก 42 ล้านฟอง รวมเป็นมูลค่า 4.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (152 ล้านบาท) มูลค่าการส่งออกขยายตัว 32.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;แม้ไข่ไก่จะเป็นสินค้าที่มุ่งตอบโจทย์การบริโภคในประเทศเป็นหลัก แต่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยสามารถนำแนวคิดการผลิตที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์มาเป็นทางเลือก ในการเพิ่มมูลค่า เพื่อเจาะตลาดธุรกิจบริการระดับบนและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดส่งออก โดยเฉพาะในช่วงที่ไข่ไก่แบบ Cage-free กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในต่างประเทศ และเป็นที่ต้องการของธุรกิจบริการ ทั้งร้านอาหารและโรงแรมระดับบนที่ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ บทเรียนจากสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาสินค้าให้มีคุณค่าและได้มาตรฐานความยั่งยืน จะเป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความได้เปรียบในระยะยาว ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีของอุตสาหกรรมไข่ไก่ไทยในการก้าวสู่ตลาดมูลค่าสูง และรักษาตลาดส่งออกหลักได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603241dd09a28a64b03331c271ead7e469a06104433.jpg' type='image/jpg' length='347530' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกผู้ผลิต ห้าง ลดราคาสินค้า House Brand-แบรนด์รอง ช่วยค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154935</link>
<guid isPermaLink="false">7d952afc7b380d30bd887f267d4b62dd</guid>
<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 10:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าผนึกกำลังกรมการค้าภายใน เชิญผู้ผลิต ห้าง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมข้าวถุง เดินหน้าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดราคาสินค้า House Brand และแบรนด์ทางเลือก เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ในช่วงสถานการณ์วิกฤตจากตะวันออกกลาง คาดดีเดย์เดือน เม.ย. นี้ รวมระยะเวลา 2 เดือน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังร่วมเป็นประธานการประชุมร่วมกับนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เพื่อหารือแนวทางการสนับสนุนสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้หาแนวทางดูแลค่าครองชีพเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ ทำให้ต้นทุนสินค้าปรับเพิ่มขึ้น และกระทบต่อราคาสินค้า โดยเห็นพ้องที่จะจัดทำโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ด้วยการนำสินค้าอุปโภคบริโภคกลุ่ม House Brand และแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) ผู้ผลิตและห้างมีการผลิตและจำหน่ายอยู่แล้ว มาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยแนวคิดของมาตรการในครั้งนี้ คือ การลดหรือตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นความต้องการที่จะดูแลทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นไปที่สินค้ากลุ่ม House Brand ของห้างร้าน และสินค้าแบรนด์ทางเลือกหรือแบรนด์รอง (Second-tier Brand) ของผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของประเทศเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าของประชาชน โดยแบ่งกลุ่มสินค้าเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และยาสีฟัน สินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง เป็นต้น โดยโครงการนี้คาดว่า จะเริ่มภายในเดือน เม.ย.2569 และมีระยะเวลาดำเนินการเบื้องต้นประมาณ &nbsp;2 เดือน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ในสถานการณ์ปกติ บางห้าง มีสินค้า House Brand ของตัวเองจำหน่ายอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง เพราะไม่ได้มีค่าการตลาด ไม่มีค่าโปรโมตแบรนด์ แต่ก็ขายได้ยาก เพราะผู้บริโภคนิยมสินค้าที่มีแบรนด์ แต่ในตอนนี้ เป็นช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ ก็เห็นตรงกันว่า ควรจะนำสินค้า House Brand มาจำหน่ายและจัดโปรโมชันลดราคา เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค รวมไปถึงสินค้าแบรนด์ทางเลือกหรือแบรนด์รอง ที่ผู้ผลิตหลาย ๆ มีการทำอยู่แล้ว มาจัดโปรโมชัน เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคด้วย โดยขอให้ผู้ประกอบการส่งข้อมูลรายการสินค้าที่จะปรับลดราคามายังกรมภายในวันที่ 27 มี.ค.2569 เพื่อรวบรวมและขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดผลโดยเร็วที่สุด&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ผลิต ซัปพลายเออร์ และห้าง ขอให้ตรึงราคาสินค้าและจัดโปรโมชันตามปกติ เนื่องจากสินค้ายังคงเป็นสต็อกเดิมหรือเป็นวัตถุดิบเดิมที่มีอยู่ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับภาคเอกชน ที่ได้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จํากัด บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จํากัด (มหาชน) บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน) บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จํากัด บริษัท วิลล่า มาร์เก็ท เจพี จํากัด บริษัท สหพัฒนพิบูล จํากัด (มหาชน) บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จํากัด (มหาชน) บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) บริษัท น้ำมันพืชไทย จํากัด (มหาชน) บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) และบริษัท ข้าวมาบุญครอง จํากัด</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260324915005632bdb126633f8c0040bae673f104302.jpg' type='image/jpg' length='397901' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ชง กกร. คุมสินค้าใหม่ 12 รายการ เพิ่มมาตรการดูแลสินค้าเดิม 13 รายการ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154933</link>
<guid isPermaLink="false">d76cde3286810be4cb21776c2b096497</guid>
<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 10:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในเตรียมเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพิ่มบัญชีสินค้าควบคุมใหม่ 12 รายการ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเกษตร อาหาร และของใช้จำเป็น แย้ม &ldquo;น้ำดื่ม-เม็ดพลาสติก&rdquo; และเพิ่มมาตรการสินค้าควบคุมเดิม 13 รายการ เพื่อดูแลให้เข้มขึ้น ยันภาพรวมสินค้าอุปโภคบริโภค สต็อกยังพอ 2 เดือน เตรียมจัดธงฟ้า-ธงเขียว ดูแลผู้บริโภคและเกษตรกร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมจะเสนอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พิจารณเพิ่มจำนวนสินค้าควบคุมรายการใหม่อีก 12 รายการ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มเกษตรและอาหาร และของที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและมีผลต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม เช่น น้ำดื่ม เม็ดพลาสติก เพราะเป็นสินค้าที่ต้องเร่งแก้ปัญหาในภาวะวิกฤต และหากได้รับการอนุมัติแล้ว ก็จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 31 มี.ค.2569 ต่อไป ทำให้มีสินค้าและบริการควบคุมรวม 71 รายการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังจะเสนอให้มีการปรับเพิ่มมาตรการสำหรับสินค้าควบคุมอีก 13 รายการ อาทิ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ จากเดิมที่เพียงแจ้งเปลี่ยนแปลงราคา เป็นต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง รวมไปถึงมีมาตรการเพิ่มเติมสำหรับสินค้าน้ำมันปาล์มบรรจุขวด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับเม็ดพลาสติก ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตบรรจุภัณฑ์ ได้มีการหารือกับผู้ผลิตแล้ว ยืนยันสินค้ามีเพียงพอ และใช้ได้เกินเดือน เม.ย.2569 แต่ที่ผ่านมา มีความกังวลวัตถุดิบใหม่ยังเข้ามาไม่ได้ แต่หลังจากเสนอให้เป็นสิค้าควบคุมแล้ว จะเข้าไปกำกับดูแล ตั้งแต่ต้นทางว่าผู้ผลิตมีใครบ้าง กลางทาง ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ขายให้ใคร และปลายทาง ผู้ใช้ซื้อจากใคร ราคาเท่าไร ส่วนปุ๋ยเคมี เมื่อถึงเดือน พ.ค.2569 สต็อกไม่ได้เหลือศูนย์เลย ยังมีการนำเข้ามาต่อเนื่อง และขณะนี้กำลังเร่งหาแหล่งนำเข้าจากที่อื่นมาเพิ่มเติมนอกจากตะวันออกกลาง เช่น บรูไน มาเลเซีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนภาพรวมสินค้าอุปโภคบริโภค จากการหารือกับผู้ผลิต ยืนยันสต็อกยังมีเพียงพออย่างน้อย 2 เดือน ไม่มีปัญหาการขาดแคลน แต่บางตัวก็อาจจะหมดก่อน จากนั้นบางสินค้าอาจจะมีการขยับราคาบ้าง ขึ้นอยู่กับต้นทุนการผลิต ซึ่งกรมจะกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และน้ำมันปาล์มขวด ปัจจุบันราคาสต็อกเก่ายังขายอยู่ในช่วง 42-50 บาท แต่หากเป็นสต็อกใหม่ ต้นทุนวัตถุดิบใหม่ ราคาอาจจะขยับขึ้นบ้าง ซึ่งกรมจะติดตามใกล้ชิดต่อไป และดูแลให้อยู่ในภาวะสมดุลทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า การดูแลค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคในช่วงภาวะวิกฤตนี้ กรมได้เตรียมปรับการจัดงานธงฟ้าจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด จากเดิมจะจัด 60 ครั้ง ภายใน 1 ปี โดยร่นระยะเวลามาจัดภายใน 4 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.-ส.ค.2569 และจะของบประมาณเพิ่มเติมเพื่อจัดให้ครบทั้งประเทศ และจะจัดธงเขียวพลัส จำหน่ายปุ๋ยครอบคลุมทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์ม และผลไม้ และปัจจัยเกษตรราคาประหยัด กำหนดจัด 10 จังหวัด และจะของบเพิ่มเติมเพื่อจัดให้ครบ 50 จังหวัดที่เป็นแหล่งเพาะปลูก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านการตรวจสอบรับเรื่องร้องเรียน ช่วงวันที่ 1-21 มี.ค.2569 มีผู้ร้องเรียนกว่า 4,178 ครั้ง แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ หัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง 1,554 สถานี พบผู้กระทำผิด 2 ราย คือ การรับรองสิ้นอายุและหัวจ่ายคลาดเคลื่อน การร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 มี 324 คำร้อง ส่วนใหญ่ร้องเรียนเรื่องปั๊มน้ำมัน ราคาปุ๋ย ของแพง ตรวจแล้ว 117 คำร้อง พบผู้กระทำผิดรวม 16 ราย ส่วนใหญ่ไม่ปิดป้ายราคา และราคาไม่ตรงกับที่แสดง และพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งหมด 2,183 แห่ง ตรวจปั๊มน้ำมัน 1,323 แห่ง ตรวจตลาด ห้าง 407 แห่ง ร้านจำหน่ายสินค้า ปุ๋ยเคมี 454 แห่ง พบผู้กระทำผิด 10 ราย ส่วนใหญ่ไม่ปิดป้ายราคา</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260324bc59442e5c183f7c4228cae12c6ed343104031.jpg' type='image/jpg' length='227397' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมเจรจาฯ ตั้งเป้าปีนี้ ปิดดีล 3 FTA เร่งเปิดกรอบใหม่ เดินหน้าแก้ภาษีสหรัฐฯ ต่อ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154931</link>
<guid isPermaLink="false">e60a48e598c596eacc24cc36e09732d6</guid>
<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 10:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ตั้งเป้าปิดดีล FTA กับ 3 คู่ค้า ไทย-สหภาพยุโรป ไทย-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา ภายในปีนี้ เพื่อหาพันธมิตรเพิ่ม สู้ภาษีสหรัฐฯ และรับมือปัญหาโลกป่วน พร้อมเร่งบังคับใช้ 3 FTA ที่ลงนามไปแล้ว ไทย-เอฟตา ไทย-ภูฏาน ไทย-ศรีลังกา และเริ่มเจรจา FTA ใหม่ ไทย-แคนาดา ไทย-บังกลาเทศ สรุปความตกลง DEFA ลุยเจรจา JTC ร่วมมือการค้า ลงทุน และเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ และรับมือมาตรา 301 ต่อ &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแผนการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทย ในปี 2569 ว่า กรมจะเร่งเดินหน้าผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ได้มีการลงนามไปแล้ว 3 ฉบับ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว โดย FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) ไทย-ภูฏาน ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินกระบวนการภายใน โดยตั้งเป้าให้ความตกลงมีผลใช้บังคับภายในวันที่ 1 ม.ค.2570 และไทย-ศรีลังกา ซึ่งในส่วนของไทยดำเนินการภายในเรียบร้อยแล้ว ส่วนศรีลังกาอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับ FTA ที่อยู่ระหว่างการเจรจา คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ไทย-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา ได้ตั้งเป้าให้สามารถสรุปผลได้ภายในปี 2569 โดยไทย-อียู ตกลงกันได้แล้ว 11 ข้อบท จาก 24 ข้อบท และเริ่มเจรจาเรื่องการเปิดตลาด ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน ยิ่งสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ทั้งภาษีสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์ ตะวันออกกลาง ก็ต้องเร่งเจรจาให้จบโดยเร็ว ไทย-เกาหลีใต้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะให้สรุปการเจรจาโดยเร็ว และอาเซียน-แคนาดา คุยกันไปแล้ว 17 รอบ ตั้งเป้าจบในปีนี้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังมี FTA ฉบับใหม่ที่จะเริ่มต้นเปิดการเจรจา เช่น ไทย-แคนาดา ที่ผู้นำสองฝ่ายได้พูดคุยกันไว้ เมื่อตั้งรัฐบาลเสร็จแล้ว ก็จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ไทย-บังกลาเทศ กำลังดูความพร้อมของคู่เจรจา และยังมี FTA ฉบับที่อัปเกรดฉบับเดิม เช่น ไทย-เปรู ที่จะเร่งเจรจาในส่วนของการเปิดตลาดที่เหลืออีก 30% ให้จบ อาเซียน-อินเดีย ที่จะอัปเกรดเพิ่มในเรื่องการเปิดตลาด และยังมีการเร่งปิดดีลความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ที่จะเป็นความตกลงฉบับแรกของโลก ที่จะดูเรื่องกฎ ระเบียบ การค้าดิจิทัล ตั้งเป้าจบในเดือน เม.ย.2569 และลงนามความตกลง เดือน พ.ย.2569 ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ฟิลิปปินส์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมากล่าวว่า ในกรอบอาเซียน ได้มีการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ไปแล้ว ได้ออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอาเซียนเพื่อตอบสนองต่อพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน โดยจะให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการค้า การลงทุน เพื่อรับมือความผันผวนและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก และให้ความสำคัญกับความร่วมมือในด้านความมั่นคงอาหาร และเพิ่มความร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมจะให้ความสำคัญกับการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) กับประเทศคู่ค้า เพื่อขับเคลื่อนการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมาย เช่น ฟิลิปปินส์ เมียนมา สหราชอาณาจักร คาซัคสถาน เกาหลีใต้ และภูฎาน มีแผนผลักดันผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จาก FTA ซึ่งปีนี้เน้นสินค้าปลาและผลิตภัณฑ์ปลา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯ แม้ภาษี 19% จะตกไป แต่สหรัฐฯ ยังคงเก็บภาษีที่ 10% จนถึงเดือน ก.ค.2569 ซึ่งไทยยังต้องเจรจากับสหรัฐฯ ต่อ ทั้งประเด็นภาษี และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี รวมถึงการแก้ต่างการเปิดไต่สวนมาตรา 301 ที่สหรัฐฯ กล่าวหาไทยมีกำลังการผลิตเกินกำลัง เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร ยางพารา และนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ เช่น ปลาและน้ำมันปลา อาหารสัตว์ เสื้อผ้า โดยมีคณะทำงานเตรียมการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ที่จะเข้ามาดูแล และกำหนดส่งความคิดเห็นให้สหรัฐฯ ภายใน 15 เม.ย.นี้ ซึ่งผลสุดท้าย สหรัฐฯ อาจจะขึ้นภาษี หรือไม่ขึ้นก็ได้</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260324aaf469d0f9db29899618764b58a797e6103845.jpg' type='image/jpg' length='161314' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์บุกตรวจนอมินีธุรกิจท่องเที่ยว-อสังหาริมทรัพย์ จ.ชลบุรี เจอพิรุธเพียบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154608</link>
<guid isPermaLink="false">7a92d12b19fb792671fb32f33872ee8a</guid>
<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 09:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตร ลงพื้นที่ จ.ชลบุรี ตรวจสอบนอมินีธุรกิจท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ พบพิรุธเพียบ ทั้งใช้สถานที่เดียวกันหลายบริษัท คนไทยคนเดียวถือหุ้นมากกว่า 100 บริษัท เรียกชี้แจงข้อเท็จจริง หากพบผิดฟันไม่เลี้ยง เผยเบื้องต้น พบผิดกฎหมายนำเที่ยว สั่งปิดทันที 4 บริษัท ระบุจะตรวจเข้มอีก 146 บริษัท เหตุมีคนต่างด้าวเข้ามาเอี่ยวทำธุรกิจสงวน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18-20 มี.ค.2569 ทีมปราบนอมินีของกรม และหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว โดยสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก ตำรวจท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี ได้บูรณาการความร่วมมือลงพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายต้องสังสัยว่าจะเป็นนอมินี โดยเน้นที่กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยปฏิบัติการดังกล่าว เริ่มต้นจากการตรวจสอบสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมาย รวม 4 แห่ง ที่ใช้ที่ตั้งบริษัทแห่งเดียวจดทะเบียนอยู่หลายบริษัท รวมถึงผู้ถือหุ้นคนไทยคนเดียวมีชื่อถือหุ้นอยู่ในบริษัทมากกว่า 100 บริษัท ต้องลงทุนรวมกันไม่ต่ำกว่าสามร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่ามีการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คำแนะนำ เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจที่ต้องห้ามหรือต้องได้รับอนุญาตตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยกรมได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงโดยด่วน หากพบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน พบว่า มีนิติบุคคล 4 ราย ที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัท ทำให้สัดส่วนของกรรมการบริษัท ไม่เป็นไปตามคุณสมบัติตามมาตรา 17 (1) ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ปิดคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตไว้ ณ สถานประกอบการ โดยนิติบุคคล 4 รายที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ประกอบด้วย 1.บริษัท อะลิเทีย ทัวร์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 12/03325 2.บริษัท ยอร์ อินโด-ไทย กรุ๊ป จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 14/00404 3.บริษัท วาย เจ เอซ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 14/04490 และ 4.บริษัท ดิ วี-เอ็กท์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 13/03359</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงของธุรกิจต่างด้าว ประกอบธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ 3 ราย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษตามบัญชีหนึ่ง (9) โดยกรมจะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป หากพบว่าประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจริง จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเด็ดขาด และยังได้ตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าวที่อาจประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งจากการคัดกรองข้อมูล พบว่า ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี มีธุรกิจต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 146 ราย ซึ่งต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด หรือต้องได้รับอนุญาตก่อน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี เนื่องจากเป็นการบิดเบือนโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างความเสียเปรียบให้แก่ผู้ประกอบการไทย หากตรวจพบการกระทำผิด จะเร่งประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีจนถึงที่สุด และจะเดินหน้าตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และขอเตือนคนไทยที่สนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดหยุดพฤติกรรมดังกล่าว เพราะหากตรวจพบ จะดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ โทษสำหรับผู้กระทำผิด คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าว ที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260323bc280950558f10b3402bf8dffb54ad12090631.jpg' type='image/jpg' length='156568' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จ่อเพิ่มความเข้ม สั่งสินค้าควบคุม 6 รายการ ต้องขออนุญาตก่อนขึ้นราคา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154607</link>
<guid isPermaLink="false">093a2ba87cc7f9beea767a4af296a0c6</guid>
<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 09:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในเตรียมยกระดับมาตรการทางกฎหมาย กำหนดให้สินค้าควบคุม 6 รายการ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ ต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง สั่งตรวจสอบแก๊สหุงต้ม ทั้งที่โรงบรรจุ ร้านค้าปลีก เผยยังได้ถกผู้ผลิตรายใหญ่ 9 ราย รับมือต้นทุนพุ่ง ยันสินค้ามีเพียงพอ ตรึงราคาได้ถึง เม.ย.69</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมยกระดับมาตรการทางกฎหมายโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ปรับมาตรการควบคุมสินค้าจำเป็น 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ จากเดิมที่เพียงแจ้งเปลี่ยนแปลงราคา เป็นต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง โดยจะมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้ใช้กฎหมายมาตราชั่งตวงวัดเข้าตรวจสอบปริมาณบรรจุแก๊สหุงต้มตามโรงบรรจุและร้านค้าปลีกอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น ให้ครอบคลุมถึงคลังที่เก็บสินค้าของตนเอง โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องแจ้งข้อมูลสินค้าที่เก็บในคลัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและป้องกันการกักตุนเก็งกำไร ตลอดจนทราบปริมาณสินค้าที่แท้จริงในระบบเพื่อนำมาบริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้ประชุมติดตามสถานการณ์สินค้าร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 9 ราย ประกอบด้วย ยูนิลีเวอร์ สหพัฒน์ พีแอนด์จี นีโอ โอสถสภา บีเจซี เอฟแอนด์เอ็น เนสท์เล่ และดัชมิลล์ ตามที่ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อวัตถุดิบเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกและขวดพลาสติกที่อาจได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่ล่าช้า ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อราคาสินค้าในอนาคต</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยผู้ประกอบการทั้ง 9 ราย ยืนยันว่าปัจจุบันสต็อกสินค้ายังมีเพียงพอต่อการบริโภค และสามารถตรึงราคาสินค้าออกไปได้อย่างน้อยถึงเดือน เม.ย.2569 และในระหว่างนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งดำเนินการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดข้อกังวลด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่อาจมีข้อจำกัดด้านปริมาณ เช่น เม็ดพลาสติก กำมะถัน และสารโซเวนท์ รวมถึงการลดขั้นตอนและข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน และเจรจากับเกาหลีใต้ เพื่อขอผ่อนผันการส่งออกสารโซเวนท์และเร่งหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบสำรองอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ผู้ประกอบการเม็ดพลาสติกมีวัตถุดิบเพียงพอในการผลิต</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการทันที หากพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ ส่วนประชาชน หากพบเห็นการกักตุนสินค้าหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา แจ้งได้ที่สายด่วน DIT โทร 1569&rdquo; นายวิทยากรกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026032346454c8d6e404de84050169820c64dac090442.jpg' type='image/jpg' length='176444' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ชวนร้านอาหารไทยทั่วประเทศ สมัครขอรับตรา Thai SELECT ปี 69]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154605</link>
<guid isPermaLink="false">02a077d2b76bf516f48cc65115419bd9</guid>
<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 09:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชวนร้านอาหารไทย สมัครขอรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ปี 2569 เพื่อยกระดับร้านอาหาร สร้างความน่าเชื่อถือ ดึงลูกค้าเข้าร้าน เผยในกระบวนการพิจารณา จะได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดการทำธุรกิจ โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 เม.ย.69</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เปิดรับสมัครร้านอาหารไทยทั่วประเทศ เพื่อขอรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ปี 2569 เพื่อมุ่งยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทย เพิ่มความน่าเชื่อถือ และต่อยอดโอกาสทางการตลาด พร้อมร่วมขับเคลื่อนอาหารไทย ในฐานะ Soft Power ของประเทศ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยเปิดรับสมัครผ่านเว็บไซต์ www.thaiselectth.com ตั้งแต่วันนี้-15 เม.ย.2569</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT จะได้รับการสนับสนุนและประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมรับสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากพันธมิตรชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน ยิ่งไปกว่านั้น ในกระบวนการพิจารณา ผู้ประกอบการยังจะได้รับข้อเสนอแนะและคำแนะนำเชิงลึกจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของประเทศเพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาศักยภาพร้านให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในรูปแบบดาวเกียรติยศรูปดอกกล้วยไม้ มีระดับ 1-3 ดาว โดย Thai SELECT 1 ดาว รสชาติไทยแท้ มาตรฐานมั่นใจ Thai SELECT 2 ดาว รสชาติไทยสร้างสรรค์ บริการมืออาชีพ และ Thai SELECT 3 ดาว รสชาติไทยสุดประณีต สัมผัสประสบการณ์ชั้นเลิศ โดยร้านอาหารที่สมัครเข้าร่วมในปีนี้ จะต้องผ่านการประเมินอย่างเข้มข้นรอบด้านครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพของอาหาร และประสบการณ์ของผู้บริโภค จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ กรมอนามัย สมาคมเชฟประเทศไทย วิทยาลัยดุสิตธานี วิทยาลัยเทคโนโลยีครัววันดี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ครัวการบินไทย Chef&rsquo;s Club by makro และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใส ได้มาตรฐาน และสะท้อนคุณภาพของร้านอาหารไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นเครื่องหมายรับรองที่มอบให้แก่ร้านอาหารไทยที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพื่อยืนยันความเป็นอาหารไทยแท้ มีคุณภาพ และสามารถมอบประสบการณ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยในระดับสากล โดยปัจจุบันมีร้านอาหารไทยในประเทศที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT แล้วถึง 457 ร้าน ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ สะท้อนความเข้มแข็งและศักยภาพร้านอาหารไทยในทุกภูมิภาค&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260323ab00dd294b3d7ddc0cc5955800241567090324.png' type='image/png' length='1105699' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ “พาณิชย์”ขึ้นทะเบียนสินค้า GI รายการใหม่ “ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ”]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154599</link>
<guid isPermaLink="false">4f3fb6f1c3e208a402cbd66cfd072b6a</guid>
<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 08:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียน &ldquo;ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ&rdquo; เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ เผยเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของ จ.สมุทรปราการ มั่นใจช่วยเพิ่มมูลค่า เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ ยันเดินหน้าคุมคุณภาพ และช่วยหาช่องทางตลาดให้ต่อเนื่อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ เป็นสินค้า GI รายการที่ 4 ของจังหวัดสมุทรปราการ ต่อจากมะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า ปลาสลิดบางบ่อ และมะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ โดยมั่นใจว่าจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมความเชื่อมั่นในตลาด ช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาดีและมีราคาคงที่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการในพื้นที่กว่า 166 ราย ผลิตปลาจำหน่ายภายในประเทศเป็นหลัก ในปริมาณกว่า 4,467 ตันต่อปี ขายได้ราคาเฉลี่ย 120 บาทต่อกิโลกรัม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 536 ล้านบาทในปี 2568 และหากรวมสินค้า GI ทั้ง 4 รายการ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 850 ล้านบาทต่อปี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ เป็นสินค้าประมงอัตลักษณ์ที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและทรัพยากรได้อย่างแท้จริง โดยมีแหล่งเพาะเลี้ยงในอำเภอบางบ่อ อำเภอเมืองสมุทรปราการ และอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลอ่าวไทย มีความชื้นสูงและฝนตกชุก อีกทั้งมีแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองไหลผ่านกว่า 63 สาย ส่งผลให้น้ำในพื้นที่มีลักษณะเป็นทั้งน้ำจืดในช่วงฤดูฝนและน้ำกร่อยในช่วงฤดูร้อน เอื้อต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลากะพงขาวที่เจริญเติบโตได้ดีในระบบสองน้ำ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยผู้ประกอบการในพื้นที่จะทำการเพาะเลี้ยงปลากระพงในบ่อดินที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อยตามธรรมชาติ เพื่อให้ปลาสามารถว่ายน้ำและหาอาหารได้อย่างอิสระ ทำให้ปลาไม่เครียด ช่วยพัฒนาระบบกล้ามเนื้อและการเผาผลาญพลังงานของปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพดี โดยมีลำตัวอ้วน มีปริมาณเนื้อมาก เนื้อขาวแน่น นุ่ม ให้รสหวาน ไม่คาว และไม่มีกลิ่นโคลน ซึ่งปลาที่มีอายุตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไปจะมีน้ำหนักประมาณ 0.5 กิโลกรัมต่อตัว และสามารถเติบโตจนมีน้ำหนักมากถึง 18 กิโลกรัม เมื่อมีอายุประมาณ 36 เดือน ทั้งนี้ ผลผลิตที่เป็น GI ครอบคลุมทั้งรูปแบบปลากะพงสด ปลากะพงแช่แข็ง (แบบทั้งตัวและแบบตัดแต่งเป็นชิ้น) และปลากะพงแดดเดียว ซึ่งมีเนื้อแน่น มีไขมันแทรกตามธรรมชาติ เมื่อนำไปทอดจะมีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม กรอบนอกนุ่มใน สะท้อนเอกลักษณ์และมาตรฐานคุณภาพของปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการได้อย่างชัดเจน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมนกล่าวว่า หลังจากขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมจะเดินหน้าส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานและควบคุมคุณภาพการผลิตปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคผ่านการใช้ตรา GI และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อคุ้มครองชื่อเสียงและอัตลักษณ์ของสินค้าที่เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ พร้อมส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยการขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ จัดหาช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โมเดิร์นเทรด งานแสดงสินค้าระดับประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดพรีเมียมและกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงอาหาร โดยใช้เสน่ห์วิถีชุมชนดึงดูดนักท่องเที่ยว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ กรมยังมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนประมง ทั้งในด้านมาตรฐานการผลิต การบริหารจัดการผลผลิตและการตลาดสินค้ามูลค่าสูง ควบคู่กับการผลักดันการคุ้มครอง GI ในต่างประเทศที่เป็นตลาดศักยภาพ เพื่อต่อยอดโอกาสทางการค้าและสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260323b70c1172b5459b74b8249e5755698931085831.jpg' type='image/jpg' length='142255' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จับมือ ธ.ก.ส. ส่งเสริมเกษตรกร ใช้ไม้ยืนต้นค้ำประกันขอกู้เงิน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154598</link>
<guid isPermaLink="false">e1f8ee9f441e7cb6e1536b1ef97ce015</guid>
<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 08:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดกิจกรรมส่งเสริมไม้ยืนต้นหลักประกันทางธุรกิจ ที่ จ.สกลนคร ช่วยเกษตรกร เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันขอสินเชื่อ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้เป็นประธานเปิดกิจกรรมส่งเสริมไม้ยืนต้นหลักประกันทางธุรกิจ ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านตาดโตน ตำบลหนองสนม อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร เนื่องจากเป็นชุมชนต้นแบบที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรและวิถีพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีการส่งเสริมการเกษตรทฤษฎีใหม่ พัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และมีการบริหารจัดการในรูปแบบกลุ่ม เพื่อสร้างความยั่งยืน และที่สำคัญอำเภอวานรนิวาสยังเป็นอำเภอนำร่องของจังหวัดสกลนคร ที่ได้มีการนำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันแล้ว จำนวน 3 สัญญา จำนวนต้นไม้ 144 ต้น วงเงินค้ำประกันจำนวน 1.7 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ เป็นการทำงานบนความร่วมมือกันระหว่างกรม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสกลนคร เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการและประชาชนในทุกระดับ โดยให้นำไม้ยืนต้นบนที่ดินของตนเองมาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม และสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจฐานราก ยังช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หน่วยงานต่าง ๆ และประชาชน ให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ การใช้ประโยชน์จากที่ดินของตนเอง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ นอกจากองค์ความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจแล้ว ยังมีไฮไลต์สำคัญ คือ การสาธิตวิธีการวัดไม้ยืนต้นที่ต้องการนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อประเมินมูลค่าการให้สินเชื่อในเบื้องต้นของสถาบันการเงิน โดยต้นไม้ที่เกษตรกรนำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจกับสถาบันการเงิน เช่น ธ.ก.ส. (โครงการธนาคารต้นไม้) ได้แก่ มะขาม มะกอกป่า สะเดา ต้นเต็ง รัง ประดู่บ้าน ประดู่ป่า เป็นต้น รวมทั้งการประเมินการกักเก็บคาร์บอนเครดิตของต้นไม้ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับรู้ถึงคุณสมบัติที่โดดเด่นของต้นไม้อีกด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมยังคงเดินหน้าสร้างการรับรู้เชิงรุก ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ไม้ยืนต้นเป็นอีกหนึ่งทรัพย์สินสร้างทุน ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ลดข้อจำกัดด้านหลักประกัน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน&rdquo; นายจิตรกรกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค.2569) มีผู้นำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้วกว่า 30 จังหวัด จำนวน 303,290 ต้น วงเงินค้ำประกันรวมกว่า 191 ล้านบาท ครอบคลุม 5 ภูมิภาค (ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคใต้) โดยต้นไม้ที่นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ประกอบด้วย ต้นสัก ยาง พะยอม ประดู่ป่า ประดู่บ้าน พะยูง พฤกษ์ มะขาม ไม้สกุลทุเรียน กฤษณา เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์เกษตรกรและผู้ประกอบการฐานรากทั่วประเทศ ทั้งนี้ จ.สกลนคร มีพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 3.12 ล้านไร่ พืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน เป็นต้น (ข้อมูลของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ วันที่ 30 ธ.ค.2568)</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603238d31b6726f01a82ac88aff48707dfc6f085705.jpg' type='image/jpg' length='278169' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จัดงาน GI Market 2026 ที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า นำสินค้า GI จากทั่วไทยมาให้ชอป]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154597</link>
<guid isPermaLink="false">6f5c23c98c44d76e884a29d1ea7ffecf</guid>
<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 08:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดงาน GI Market 2026 ที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า วันที่ 23-29 มี.ค.นี้ นำทัพสินค้า GI กลุ่มสินค้าเกษตร ประมง อาหารและเครื่องดื่ม และหัตถกรรม จากทั่วประเทศ 70 ร้านค้า มาจำหน่ายตรงให้กับคนกรุง ชวนร่วมกัน ชม ชิม ชอป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมจัดงาน GI Market 2026 ภายใต้แนวคิด &ldquo;คัดสรรของดีถิ่นไทย มาตรฐาน GI สู่คุณค่าระดับสากล&rdquo; โดยรวบรวมสินค้า GI หลากหลายประเภท ทั้งในกลุ่มสินค้าเกษตร ประมง อาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนงานหัตถกรรม จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศรวมกว่า 70 ร้านค้า มาไว้ในงานเดียว ระหว่างวันที่ 23&ndash;29 มี.ค.2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เพื่อช่วยผู้ประกอบการขายสินค้า และให้ประชาชนได้ร่วมพิสูจน์คุณภาพและเลือกชอปกันอย่างเต็มอิ่ม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับสินค้า GI ที่นำมาจำหน่าย อาทิ ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ปลากะพงสามน้ำทะเลสาปสงขลา ปลาทูแม่กลอง (สมุทรสงคราม) ปลากุเลาเค็มตากใบ (นราธิวาส) หอยนางรมสุราษฎร์ธานี หอมแดงศรีสะเกษ ไชโป้วโพธาราม (ราชบุรี) ทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์ มะม่วงขายตึกแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) มะยงชิดแม่ย่าสุโขทัย กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) ผ้าย้อมครั่งลำปาง ผ้าหม้อห้อมแพร่ ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร ศิลาดลเชียงใหม่ ชามไก่ลำปาง นิลเมืองกาญจน์ เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;งาน GI Market 2026 เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขยายช่องทางการตลาดให้กับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ GI ไทย ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในเขตเมืองและกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมากยิ่งขึ้น กรมจึงขอเชิญชวนทุกท่านมาเลือกซื้อสินค้าคุณภาพส่งตรงจากแหล่งผลิต GI ทั่วไทย โดยทุกการสนับสนุนของท่าน ไม่เพียงแต่จะได้รับสินค้าคุณภาพเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น แต่ยังเป็นการร่วมส่งกำลังใจให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น ให้สามารถรักษาอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาสินค้าชุมชนให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุก และโปรโมชันพิเศษมากมาย พร้อมเพลิดเพลินกับการแสดงมินิคอนเสิร์ตจาก 2 ศิลปินชื่อดัง &ldquo;ลุลา&rdquo; และ &ldquo;นิว นภัสสร&rdquo; ด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เดินหน้าเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนด้วยกลไกสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งถือเป็นสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพเชื่อมโยงกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ (ดิน น้ำ อากาศ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย) โดยปัจจุบันมีสินค้าไทยที่ขึ้นทะเบียนเป็น GI 254 รายการ สร้างมูลค่ารวมกว่า 115,224 ล้านบาท ซึ่งหลังจากขึ้นทะเบียนแล้ว ยังได้เร่งผลักดันการทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า พร้อมต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายช่องทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สินค้า GI ไทยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง และสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260323c59bedf106fd95e82752e8bbfec54037085544.jpg' type='image/jpg' length='336492' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เตรียมชง กกร. เพิ่มมาตรการคุมปาล์มขวด ยันสต็อกเพียงพอบริโภค ใช้ในพลังงาน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154595</link>
<guid isPermaLink="false">a105ffc1a61b1b2a737d50ccbfce2da0</guid>
<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 18:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในเกาะติดน้ำมันปาล์มขวด เผยราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณขวดละ 42-50 บาท แล้วแต่ยี่ห้อ เล็งชง กกร. เพิ่มมาตรการสินค้าควบคุม กำกับดูแลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และรักษาสมดุลเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ยันสต็อกปาล์มน้ำมันมีเพียงพอ ทั้งบริโภคและใช้ในพลังงาน ช่วง เม.ย.-ก.ค. ผลผลิตยังเข้ามาเติมสต็อกอีก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมติดตามสถานการณ์น้ำมันปาล์มอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านปริมาณผลผลิต สต๊อก และระดับราคา เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค โดยราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณขวดละ 42&ndash;50 บาท แตกต่างกันไปตามยี่ห้อสินค้า และยังได้ประสานไปยังผู้ผลิต ห้างค้าส่ง ค้าปลีก และสมาคมการค้าปลีกและค้าส่ง โดยยืนยันว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันปาล์มแต่อย่างใด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ สินค้าน้ำมันปาล์มบรรจุขวด เป็นสินค้าควบคุมตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยกรม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ กกร. มีอำนาจกำกับดูแลและเสนอให้คณะกรรมการ กกร. พิจารณาทบทวนมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรักษาสมดุลทั้งด้านต้นทุนการผลิต รายได้เกษตรกร และภาระค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งขณะนี้ กำลังเร่งพิจารณาทบทวนมาตรการเพิ่มเติมโดยเร็ว เพื่อให้การกำกับดูแลราคาสินค้าเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับสถานการณ์ปาล์มน้ำมัน มีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) อยู่ประมาณ 350,000 ตัน ยังอยู่ในระดับเพียงพอต่อการบริหารจัดการภายในประเทศ และในช่วงเดือน เม.ย.-ก.ค. ผลผลิตปาล์มน้ำมันฤดูกาลใหม่จะทยอยเข้าสู่ระบบ คาดว่าในแต่ละเดือนจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 400,000 ตัน เมื่อรวมกับสต๊อกที่มีอยู่ จะทำให้ปริมาณน้ำมันปาล์มในประเทศมีเพียงพอรองรับทั้งการบริโภคภายในประเทศและความต้องการใช้ในภาคพลังงานไม่ว่าจะเป็น B7 B10 ตามนโยบายของรัฐบาล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ กรมยังติดตามโครงสร้างราคาสินค้า ตั้งแต่ต้นทางการผลิต โรงสกัด โรงกลั่น ไปจนถึงราคาจำหน่ายปลายทางอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสทางการค้า และขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกไปกับกระแสข่าว ขอให้เชื่อมั่นว่ากรมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร การกักตุน หรือปฏิเสธการจำหน่ายสินค้า สามารถแจ้งเบาะแสพร้อมรายละเอียดสถานที่เกิดเหตุได้ผ่านสายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260323256cd1fa5dd1bf5629637b401dcbd7e4085309.jpg' type='image/jpg' length='391308' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[RCEP ถกแนวทางรับสมาชิกใหม่ ปรังปรุงความตกลงให้ทันสมัย รับมือค้าโลกผันผวน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154594</link>
<guid isPermaLink="false">3c48097252d4be5bce7a93fc8bb6a095</guid>
<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 18:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วม RCEP (RJC) ครั้งแรกของปี 69 พิจารณาแนวทางรับสมาชิกใหม่ กำหนดเดือน พ.ค.นี้ เปิดสัมภาษณ์ประเทศที่สนใจ และให้พิสูจน์ความพร้อมในการเข้าร่วม ก่อนที่สมาชิก 15 ประเทศจะตัดสินใจขั้นสุดท้าย พร้อมหารือการพัฒนาความตกลงให้มีความทันสมัย ให้สิทธิพิเศษเพิ่มขึ้น รับมือโลกเปลี่ยนเร็ว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วม RCEP (RJC) ครั้งแรกของปี 2026 และการประชุมโต๊ะกลมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ณ กรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ ว่า ที่ประชุมได้เร่งขับเคลื่อนแผนรับสมาชิกใหม่ในปี 2026 ตามมติของผู้นำ RCEP เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่มีเป้าหมายในการขยายตลาดและเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าการค้าในภูมิภาคให้ครอบคลุมและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันสำคัญสำหรับรับมือกับความผันผวนของการค้าโลก และสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนในยามที่โลกกำลังแบ่งขั้ว ทำให้มีความจำเป็นต้องพึ่งพากันในภูมิภาค เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายฐานลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจได้กว้างขึ้น พร้อมเพิ่มพลวัตทางเศรษฐกิจที่จะส่งผลบวกโดยตรงต่อการลงทุน การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับอำนาจต่อรองของ RCEP ในเวทีการค้าโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในส่วนของไทย การขยายสมาชิก มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทุกตลาดใหม่ที่เข้ามาร่วมหมายถึงคู่ค้าและนักลงทุนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น สินค้าและบริการของไทยจะมีเส้นทางเดินทางใหม่ที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี และห่วงโซ่อุปทานของสินค้าไทยจะยิ่งแข็งแกร่งและหลากหลายมากขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;หนึ่งในความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมที่สุดจากการประชุมครั้งนี้ คือ การกำหนดให้เดือน พ.ค.2569 เป็นห้วงเวลาสัมภาษณ์ประเทศผู้สมัครที่ขอเข้าร่วม RCEP โดยกระบวนการนี้ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการคัดกรองและประเมินความพร้อมของผู้สมัคร ก่อนที่สมาชิกปัจจุบันทั้ง 15 ประเทศจะพิจารณาตัดสินใจขั้นสุดท้าย จึงถือเป็นด่านคัดกรองสำคัญที่ผู้สมัครแต่ละรายจะต้องพิสูจน์ตนเองต่อสมาชิกปัจจุบันทั้ง 15 ประเทศ ทั้งในแง่ความพร้อมด้านกฎระเบียบการค้า มาตรฐานศุลกากร และศักยภาพในการปฏิบัติตามพันธกรณีของความตกลง โดยประเทศผู้สมัครจะต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเสริมสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจของ RCEP ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับผลประโยชน์&rdquo; นายธัชชญาน์พลกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้วางรากฐานสำหรับการทบทวนและปรับปรุงความตกลง RCEP ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพื่อผลักดันการใช้สิทธิพิเศษจาก RCEP ให้มากขึ้น โดยได้เปิดพื้นที่รับฟังความเห็นอย่างจริงจังจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วนผ่านการประชุมโต๊ะกลม และการรับฟังข้อเสนอแนะจากผลการประชุมวิชาการเรื่องทิศทางในการทบทวนความตกลงฯ กระบวนการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ RCEP ยังคงเป็นความตกลงที่ไม่หยุดนิ่ง และสามารถส่งเสริมผลประโยชน์ทางการค้าของภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603231a96fab158b29c0112d0e5cdd3a7aa42085127.jpg' type='image/jpg' length='205372' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ปลื้ม จัดโชว์-แจกชิมข้าวไทยงาน FOODEX JAPAN 2026 คนตอบรับล้นหลาม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154593</link>
<guid isPermaLink="false">938efa701aa3abd8cddf5daf4fa3655e</guid>
<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 18:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศ เผยผลจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงาน FOODEX JAPAN 2026 ประสบความสำเร็จตามเป้า ทั้งการเสนอความหลากหลายของข้าวไทย การสร้างความจดจำเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิ และที่ฮอตสุด แจมชิมข้าวไทยกับอาหารไทย ได้รับความสนใจล้นหลาม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดคณะผู้แทนเดินทางไปจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงาน FOODEX JAPAN 2026 ระหว่างวันที่ 10&ndash;13 มี.ค.2569 ณ ศูนย์นิทรรศการ Tokyo Big Sight กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ว่า กรมได้ร่วมจัดกิจกรรมใน Thailand Pavilion ของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงโตเกียว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยด้จัดแสดงตัวอย่างข้าวไทยชนิดต่าง ๆ ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมไทย ข้าวขาว ข้าวเหนียว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าวหอมนิล เพื่อนำเสนอความหลากหลายของข้าวไทยที่มีคุณภาพและมาตรฐาน ให้กับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นและชาติอื่น ๆ ที่มาร่วมชมงาน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้สร้างการจดจำเกี่ยวกับเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย พร้อมทั้งแจกสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ได้แก่ แผ่นพับและใบปลิว เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานข้าวไทย เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย ความหลากหลายข้าวไทย และข้าวไรซ์เบอร์รี่ พร้อมของที่ระลึกที่มีโลโก้กรม และเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้ร่วมกับ สคต. ณ กรุงโตเกียว จัดให้มีการชิมข้าวพรีเมียมไทย ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าวหอมนิล ควบคู่กับอาหารไทยและขนมไทยที่ทำจากข้าวเหนียวไทย เช่น ผัดกะเพราหมูสับ แกงเขียวหวานไก่ แกงมัสมั่นไก่ ต้มยำกุ้ง และข้าวเหนียวถั่วดำ เป็นต้น ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าเยี่ยมชมงานเป็นจำนวนมาก และต่างชื่นชมว่า ข้าวไทยทั้ง 5 ชนิด มีรสชาติดี นุ่ม และมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย จึงสนใจจะสั่งซื้อเพื่อนำไปจัดจำหน่ายหรือนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหรือการใช้เพื่อแปรรูปต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ คณะผู้แทนกรมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นและมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าข้าวกับผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญของญี่ปุ่น โดยผู้นำเข้าข้าวญี่ปุ่นให้ความเห็นว่า ข้าวไทยยังมีโอกาสเติบโตในตลาดญี่ปุ่น โดยจะเห็นได้จากขณะนี้กระแสตอบรับอาหารไทยดีมากเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่น ส่งผลให้จำนวนร้านอาหารไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของข้าวไทยติด 1 ใน 10 มาโดยตลอด โดยแต่ละปีไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นประมาณ 260,000&ndash;340,000 ตัน ขณะที่ญี่ปุ่นนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ ประมาณ 660,000&ndash;700,000 ตันต่อปี คิดเป็นสัดส่วนของข้าวไทยประมาณ 43% ของปริมาณการนำเข้าข้าวทั้งหมดของญี่ปุ่น สำหรับชนิดข้าวไทยที่ส่งไปญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิไทย โดยการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงาน Foodex Japan จะเป็นช่องทางหนึ่งในการรักษาตลาดข้าวไทยในญี่ปุ่นและสร้างการจดจำและการระลึกถึงข้าวไทยเมื่อนึกถึงข้าวตามแนวคิด Think Rice Think Thailand</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">งาน FOODEX JAPAN เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่เก่าแก่ที่สุดงานหนึ่งของญี่ปุ่น จัดขึ้นในเดือนมี.ค.ของทุกปี ณ ศูนย์นิทรรศการ Tokyo Big Sight กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยในปีนี้มีผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐฯ แคนาดา เม็กซิโก เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย เป็นต้น มาจัดแสดงสินค้า และมีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมงานประมาณ 80,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่ายสินค้า และนักธุรกิจมาพบปะเจรจาธุรกิจในงานดังกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260323d909ed8886c328d5b198326f82ab74f7084955.jpg' type='image/jpg' length='341106' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[GIT ลงนาม MOU มหาวิทยาลัยรังสิต ผนึกกำลังเสริมแกร่งอุตสาหกรรมอัญมณีไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154592</link>
<guid isPermaLink="false">8a7788ee4810998c882c7cf44c04c4b3</guid>
<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 18:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) ลงนาม MOU ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับมหาวิทยาลัยรังสิต กับ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐในการยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย การส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ GIT ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ในหัวข้อ &ldquo;The Power of Thai Gems&rdquo; โดยเน้นบทบาทของ GIT ในการยกระดับมาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่เวทีสากล ส่วนวิทยาลัยการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้นำเสนอแนวคิด &ldquo;Design Innovation &amp; Craftsmanship for Future&rdquo; ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมการออกแบบและการผสานศิลปะการออกแบบเข้ากับการพัฒนาธุรกิจ รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษาและบุคลากรรุ่นใหม่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยภายหลังพิธีลงนาม ทั้งสองหน่วยงานยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาหลักสูตร การจัดฝึกอบรม และการพัฒนากิจกรรมด้านอัญมณีและเครื่องประดับร่วมกันในอนาคต เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิชาการ การออกแบบ และเทคโนโลยีอัญมณี เพื่อร่วมกันพัฒนาและผลักดันศักยภาพของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้อย่างยั่งยืน&rdquo;นายสุเมธกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603238863754d8d882d587abc86c0cd77f4d3084833.jpg' type='image/jpg' length='128729' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 3 เดือน มีนาคม 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154726</link>
<guid isPermaLink="false">235f2603a79632a0cde3b1fe24413c1f</guid>
<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 14:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260323d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e141137.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”บุกห้างดังกลางกรุงรอบสอง จับของปลอมเพียบ เสียหาย 70 ล้านบาท]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154186</link>
<guid isPermaLink="false">a4f8b4cd7def60f78080b9e9cffabb7d</guid>
<pubDate>Thu, 19 Mar 2026 15:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึกกำลัง บก.ปอศ.ลงพื้นที่ ตรวจการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ที่ศูนย์การค้า MBK Center ซ้ำรอบสองในรอบสัปดาห์ หลังจับมือ DSI บุกจับก่อนหน้านี้ เผยรอบนี้ เจอของปลอมหลายพันรายการ มูลค่าเสียหายกว่า 70 ล้านบาท จับดำเนินคดีทันที พร้อมขอศูนย์การค้าตรวจจับต่อเนื่อง เลิกสัญญาผู้ค้าของปลอม</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) นำทีมโดย พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ลงพื้นที่ตรวจการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ณ ศูนย์การค้า MBK Center ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่อง หลังจากกรมร่วมลงพื้นที่กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจค้นและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในศูนย์การค้า MBK Center เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อมุ่งกดดันไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าละเมิดที่อาจมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งติดตามผลและยกระดับการป้องกันไม่ให้ผู้ค้าที่เคยกระทำผิดกลับมาทำผิดซ้ำ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยในการตรวจติดตามครั้งนี้ ได้พบการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหลายพันรายการ มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ประเภทกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า น้ำหอม และสินค้าแฟชันที่เลียนแบบแบรนด์ดัง โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดทันที</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ภายหลังการลงพื้นที่ กรมได้มีการหารือกับศูนย์การค้า MBK Center ซึ่งพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการตรวจจับสินค้าละเมิดอย่างเต็มที่ และแจ้งว่าจะยกเลิกสัญญาเช่ากับผู้กระทำความผิด โดยช่วงที่ผ่านมา MBK Center ได้ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่กับผู้ค้าที่พบการจำหน่ายสินค้าละเมิดไปแล้ว 49 สัญญา พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้เช่ารายใหม่ รวมทั้งจะจัดมาตรการตรวจสอบภายในศูนย์การค้าอย่างสม่ำเสมอ และรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และต่อต้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในพื้นที่ศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเข้าใจให้แก่ผู้ค้าในการทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกรม บก.ปอศ DSI สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร ตลอดจนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการเดินหน้าใช้มาตรการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง โดยจากนี้ จะลงพื้นที่ตรวจสอบเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงละเมิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวและย่านการค้าที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพื่อบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด และมุ่งขยายผลการจับกุมไปสู่การตรวจยึดโกดังและแหล่งเก็บสินค้า ตลอดจนกวดขันการนำสินค้าละเมิดผ่านเข้ามาในพรมแดนไทย เนื่องจากสินค้าละเมิดเกือบทั้งหมดไม่ได้ผลิตในไทย แต่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อสกัดและตัดวงจรสินค้าละเมิดไม่ให้เข้าสู่ตลาด และดำเนินการกับผู้กระทำผิดรายใหญ่&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ เพื่อแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรอบด้าน กรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้เพิ่มมาตรการกำกับดูแลพื้นที่ออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการตรวจติดตามและเฝ้าระวัง และร่วมมือกับแพลตฟอร์มในการระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดโดยเร็ว เพื่อให้สามารถป้องกันและรับมือกับรูปแบบการละเมิดออนไลน์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจการค้า และส่งเสริมระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง และเอื้อต่อการลงทุนภายในประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน กรมขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการและประชาชน ไม่ซื้อ ไม่ขาย และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026031916ea5f6290946e39487c5fdb5f99bf19153611.jpg' type='image/jpg' length='281749' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ติวเข้มร้านอาหาร เตรียมธุรกิจ รุกตลาด MICE รองรับท่องเที่ยวฟื้นตัว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154123</link>
<guid isPermaLink="false">7c3fd733250fefecf3a0a24227753b5e</guid>
<pubDate>Thu, 19 Mar 2026 14:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร จัดสัมมนาติวเข้มร้านอาหาร เตรียมความพร้อมยกระดับศักยภาพธุรกิจรองรับอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ส่วนปี 69 มีแผนอบรมหลักสูตร Smart Restaurant Plus รวม 4 รุ่น จัดไปแล้ว 2 รุ่น เหลือ 2 รุ่น ที่เชียงรายและชลบุรี พร้อมชวนร้านอาหารขอตรา Thai SELECT ปี 69 สมัครได้ถึง 15 เม.ย.นี้</p>

<p>นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาภายใต้การประชุมเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อรองรับอุตสาหกรรมไมซ์ ครั้งที่ 1/2569 (17 จังหวัดในภาคกลาง) ณ ห้องแกรนด์ คอนเวนชั่น โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ว่า การสัมมนาครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นำโดยนางสรัญธรณ์ ไชยกิตติลักษณ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร พร้อมด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่มาร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และเติมเต็มศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้มีความพร้อมในแข่งขัน</p>

<p>สำหรับธุรกิจร้านอาหารเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในมิติการจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และมีความเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ซึ่งกลุ่มลูกค้าไม่ได้มองหาเพียงแค่ความอร่อย แต่ยังให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และระบบการจัดการหลังบ้านที่ดีเยี่ยม ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น</p>

<p>โดยแนวทางในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารของไทย กรมได้มุ่งเน้นติดอาวุธความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การทำบัญชีและภาษีอย่างถูกต้อง 2.การบริหารและควบคุมต้นทุนเพื่อลดการรั่วไหล 3.การปรับระบบร้านให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และ 4.การทำการตลาดและขยายช่องทางจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยที่ผ่านมา ได้ดำเนินการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหารไปแล้วรวมทั้งสิ้น 4,253 ราย และในปี 2569 กำหนดจัดอบรมหลักสูตร Smart Restaurant Plus รุ่นที่ 12-15 รวม 4 ครั้ง เพื่อพัฒนาผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารเพิ่มเติมอีกจำนวน 600 ราย โดยได้ดำเนินการจัดอบรมไปแล้ว 2 ครั้ง ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและนครศรีธรรมราช และเตรียมเดินหน้าจัดอบรมอย่างต่อเนื่องในอีก 2 จังหวัดที่เหลือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดชลบุรี</p>

<p>นอกจากนี้ ยังมีแผนส่งเสริมภาพลักษณ์และมาตรฐานร้านอาหารไทยผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อการันตีอัตลักษณ์ของอาหารไทยและคุณภาพมาตรฐานให้กับร้านอาหาร ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค จึงขอใช้โอกาสนี้ เชิญชวนผู้ประกอบการร้านอาหารไทยที่สนใจและมีความพร้อม สมัครขอรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 ได้ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 15 เม.ย. 2569 ผ่านเว็บไซต์ www.thaiselectth.com เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านของท่าน และเพิ่มโอกาสทางการตลาด ให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและไมซ์ต่อไป</p>

<p>ในปี 2568 มีนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ในธุรกิจร้านอาหารสูงถึง 3,616 ราย และข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 28 ก.พ.2569 มีธุรกิจร้านอาหารที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและดำเนินกิจการอยู่จำนวน 26,629 ราย มีมูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 306,792 ล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603199ed26c883f75a84bb4ce0cd4015eb335142354.jpg' type='image/jpg' length='220321' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP นำผู้ประกอบการไทยร่วมงาน FILMART 2026 วันแรกปิดดีลกว่า 500 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154025</link>
<guid isPermaLink="false">088b5e46473e58350a75657f824c37dd</guid>
<pubDate>Thu, 19 Mar 2026 09:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผนึกกำลังกระทรวงสัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำผู้ประกอบการคอนเทนต์และธุรกิจบันเทิงไทย เข้าร่วมงาน FILMART 2026 ที่ฮ่องกง แค่วันแรกปิดดีลได้แล้วกว่า 500 ล้านบาท คาดจบงาน ทำยอดได้ไม่ต่ำกว่า 2,500 ล้านบาท</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์และธุรกิจบันเทิงของไทยในเวทีนานาชาติ ในงาน Hong Kong International Film &amp; TV Market 2026 หรือ FILMART 2026 ระหว่างวันที่ 17&ndash;20 มี.ค.2569 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและตลาดซื้อขายด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">สำหรับการเข้าร่วมงานของไทยในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้คูหา Thailand Pavilion ขนาด 144 ตารางเมตร และคูหาของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมร่วมกับสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์วายไทย ขนาด 72 ตารางเมตร โดยมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมทั้งหมด 38 บริษัท ครอบคลุมผู้ผลิตรายการและละครโทรทัศน์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ ธุรกิจบริการด้านการผลิตและหลังการผลิต รวมถึงผู้ประกอบการคอนเทนต์วาย ที่ได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">ทั้งนี้ DITP รับผิดชอบการจัดกิจกรรมเจรจาการค้า (Business Matching) กระทรวงวัฒนธรรมสนับสนุนค่าใช้จ่ายพื้นที่คูหาและการคัดเลือกผู้ประกอบการ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดูแลการออกแบบและก่อสร้างคูหา โดยคาดว่าการเข้าร่วมงานในปีนี้จะสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าได้ไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท โดยในการเจรจาจับคู่ธุรกิจวันแรก (17 มี.ค.) มีการเจรจาการค้า 236 นัดหมาย เกิดมูลค่าการค้าทันที 213,760,000 บาท และภายใน 1 ปี 111,560,000 บาท มูลค่าภายใน 2-5 ปี 176,240,000 บาท รวมประมาณการมูลค่าการเจรจาการค้าทั้งหมด 517,233,750 บาท</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">ขณะเดียวกัน ในช่วงการจัดงาน FILMART 2026 DITP ยังได้การจัดกิจกรรม Thai Night ณ โรงแรม JW Mariott Hong Kong เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อและพันธมิตรในอุตสาหกรรมบันเทิงจากทั่วโลกด้วย</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">งาน Hong Kong International Film &amp; TV Market หรือ FILMART จัดขึ้นโดย HKTDC เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้ซื้อคอนเทนต์จากทั่วโลก ทั้งภาพยนตร์ แอนิเมชัน รายการโทรทัศน์ รวมถึงบริการด้านการผลิตและการร่วมลงทุนด้านบันเทิง โดยในปี 2569 นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 30 สะท้อนบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางธุรกิจบันเทิงระดับนานาชาติ</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน FILMART 2025 จำนวน 37 บริษัท และสามารถจัดการเจรจาการค้าได้ถึง 584 นัดหมาย สร้างมูลค่ารวมกว่า 2,292 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นมูลค่าที่เกิดขึ้นทันที 373 ล้านบาท มูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี 710 ล้านบาท และมูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะ 2&ndash;5 ปี มากกว่า 1,200 ล้านบาท</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603194b4883f9572524c8f8ce1824ea9d51eb090842.jpg' type='image/jpg' length='915305' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”อัปเกรดระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ตรวจถิ่นกำเนิด FTA ไทย-ชิลี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154024</link>
<guid isPermaLink="false">a591437759006a838c83f27224078997</guid>
<pubDate>Thu, 19 Mar 2026 09:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศเปิดใช้งานบริการที่ปรับปรุงใหม่ 2 ระบบ การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Origin Certification - SOC) และการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าแบบไร้กระดาษ (ROVERs Plus) ช่วยผู้ส่งออกรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง 3 กรอบความตกลงทางการค้า 1 สิทธิพิเศษ GSP และตรวจถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ FTA ไทย-ชิลี ที่ปรับพิกัดศุลกากรใหม่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค.2569 กรมได้เปิดใช้งานระบบให้บริการที่ได้ปรับปรุงใหม่ตามสถานการณ์การค้า เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ส่งเสริมการใช้สิทธิพิเศษทางการค้า และช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกไทยจำนวน 2 ระบบ คือ ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง &ldquo;Self-Origin Certification (SOC)&rdquo; และระบบการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าแบบไร้กระดาษ (ROVERs Plus)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง ภายใต้ชื่อใหม่ Self-Origin Certification (SOC) เป็นระบบที่พัฒนาปรับปรุงจากระบบเดิม เพื่อให้สามารถรองรับกรอบความตกลงทางการค้าที่เพิ่มขึ้น และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบอื่น ๆ ของกรม ได้แก่ SMART-I SMART C/O และ ROVERs Plus รวมทั้งการตรวจสอบข้อมูลโรงงานจากฐานข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยปัจจุบันผู้ส่งออกสามารถขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นผู้ส่งออกที่ได้รับสิทธิ์รับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง ตามกรอบความตกลงทางการค้า 3 กรอบความตกลง และ 1 สิทธิพิเศษ GSP ได้แก่ 1.ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (AWSC) 2.ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) 3.ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZ) และ 4.การขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ในการส่งออกไปสวิสเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ (REX System)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ระบบ SOC เป็นทางเลือกเพิ่มเติมที่ผู้ส่งออกสามารถทำการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองลงในเอกสารทางการค้า ได้แก่ Invoice, Bill of Lading, Packing List หรือ Delivery Order โดยสามารถขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีที่ประเทศปลายทางตามกรอบความตกลงทางการค้าได้เช่นเดียวกับการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (การขอ Form) ซึ่งเป็นวิธีการที่สะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนการดำเนินการ และลดค่าใช้จ่าย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอารดากล่าวว่า ระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าแบบไร้กระดาษ (ROVERs PLUS) ได้ปรับปรุงในส่วนของการยื่นคำขอตรวจถิ่นกำเนิดสินค้าตามความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ชิลี (TCFTA) เพื่อรองรับการปรับปรุงกฎเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rules: PSRs) จากเดิมที่อ้างอิงตามระบบพิกัดศุลกากรฮาร์โมไนซ์ (Harmonized System: HS) ฉบับปี 2012 (HS 2012) เป็นฉบับปี 2022 (HS 2022) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569 เป็นต้นไปอีกด้วย โดยได้เปิดระบบ ROVERs PLUS ให้ผู้ประกอบการยื่นคำขอตรวจต้นทุนดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค.2569 เพื่อให้สามารถนำผลต้นทุนไปใช้ประกอบการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าได้ทันตามกำหนด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม กรมขอให้ผู้ประกอบการตรวจสอบพิกัดศุลกากรของสินค้าด้วย หากเป็นสินค้าที่พิกัดฯ ยังคงเดิมและกฎถิ่นกำเนิดสินค้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง สามารถใช้ผลต้นทุนเดิมได้จนกว่าจะครบกำหนดอายุของผลต้นทุนดังกล่าว และหากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1385 หรือกองบริหารการนำเข้าและรับรองถิ่นกำเนิด โทร. 02 547 4808 (Self-Origin Certification) หรือ 02 547 4764 (ROVERs PLUS)</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260319c0275e47f85e277fccfc12f1f10277fb090709.png' type='image/png' length='929182' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ 2 เดือน ปี 69 จดเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ รวม 14,394 คำขอ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154022</link>
<guid isPermaLink="false">7e834ba19adac00418a4d8f5d8cdf804</guid>
<pubDate>Thu, 19 Mar 2026 09:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยสถิติการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ และแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ ช่วง 2 เดือน ปี 69 มีจำนวน 14,394 คำขอ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์) ในไทย ช่วง 2 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) มีการยื่นคำขอจดทะเบียนจำนวน 11,870 คำขอ เพิ่มขึ้น 1.37% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 ที่มี 11,710 คำขอ และมีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 2,524 รายการ เพิ่มขึ้น 4.38% จากปี 2568 ที่มี 2,418 รายการ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยรายละเอียดการยื่นคำขอจดทะเบียนและแจ้งข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ 1.เครื่องหมายการค้า มีการยื่นคำขอ 9,025 คำขอ เพิ่มขึ้น 2.22% โดยกลุ่มสินค้าที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้ามากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บริการด้านค้าปลีก การขาย และการตลาด 1,206 คำขอ รองลงมา คือ สินค้าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม 1,183 คำขอ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ 1,103 คำขอ เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1,026 คำขอและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช ธัญพืช เครื่องปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร 703 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอเครื่องหมายการค้า คนไทย 52% และต่างชาติ 48% และมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอยู่ที่ 6,470 เครื่องหมาย ลดลง 11.94% ส่วนหนึ่งเพราะผู้ยื่นคำขอบางส่วนยังไม่ได้มาชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1,500 คำขอ โเยคำขอดังกล่าวยังไม่ได้ถูกปัดตก ยังมาชำระค่าธรรมเนียมได้ภายใน 60 วัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">2.สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีการยื่นคำขอ 1,254 คำขอ ลดลง 6.49% โดยนวัตกรรมที่มีการยื่นมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาเคมีสังเคราะห์ ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 170 คำขอ รองลงมาคือ นวัตกรรมด้านการสื่อสาร เช่น ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ระบบรับ&ndash;ส่งข้อมูลความเร็วสูง และอุปกรณ์สื่อสารอัจฉริยะ 106 คำขอ นวัตกรรมแอนติบอดี้และยาชีววัตถุ เช่น แอนติบอดีเชิงรักษา วัคซีนชีววัตถุ และผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ 48 คำขอ อาหารและเครื่องดื่ม 32 คำขอ และวัสดุเหล็กกล้า เช่น เหล็กกล้าที่มีความแข็งแกร่งสูงระดับพิเศษ เหล็กกล้าทนการสึกหรอ เหล็กกล้าทนความร้อน และเหล็กกล้าสำหรับงานโครงสร้างที่ต้องรับแรงสูง 28 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 9% และต่างชาติ 91% และมีการรับจด 1,113 ฉบับ เพิ่มขึ้น 24.50%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">3.อนุสิทธิบัตร มีการยื่นคำขอ 720 คำขอ เพิ่มขึ้น 2.71% โดยนวัตกรรมที่มีการยื่นขอมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม 81 คำขอ ตามมาด้วย ยาสมุนไพร 33 คำขอ ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ และการจัดการสารสนเทศ 32 คำขอ อุปกรณ์ทางการแพทย์ 30 คำขอ และเทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับแอนติบอดีเอนไซม์ 15 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 96% และต่างชาติ 4% และมีการรับจด 440 ฉบับ เพิ่มขึ้น 31.34%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">4.สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีการยื่นคำขอ 871 คำขอ เพิ่มขึ้น 3.81% โดยการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีการยื่นขอมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ 98 คำขอ ลวดลายผ้า 93 คำขอ เครื่องประดับ 78 คำขอ อุปกรณ์ก่อสร้าง 67 คำขอ และรถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 65 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 65% และต่างชาติ 35% และรับจด 1,249 ฉบับ เพิ่มขึ้น 70.63%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">5.ลิขสิทธิ์ มีการยื่นแจ้งข้อมูล 2,524 ผลงาน เพิ่มขึ้น 4.38% โดยผลงานที่มีการแจ้งมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ วรรณกรรม (งานนิพนธ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์) 1,034 ผลงาน ศิลปกรรม (จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์) 746 ผลงาน ดนตรีกรรม 548 ผลงาน โสตทัศนวัสดุ 149 ผลงาน และงานอื่นใด (งานทอผ้า งานเย็บปักถักร้อย) 21 ผลงาน โดยสัดส่วนผู้ยื่นแจ้ง เป็นคนไทย 99% และต่างชาติ 1% ซึ่งลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ โดยไม่ต้องยื่นจดทะเบียนกับกรม สถิติดังกล่าวจึงไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของงานสร้างสรรค์ไทยได้ทั้งหมด แต่กรมจะเดินหน้าส่งเสริมให้ศิลปินนักสร้างสรรค์เห็นความสำคัญของการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงเบื้องต้นในการแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในกรณีที่เกิดข้อพิพาท รวมทั้งเป็นช่องทางให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงผลงานและติดต่อขอใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์นั้นได้ง่ายขึ้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260319740d6e84d8eaedf0a6c869733073faae090430.jpg' type='image/jpg' length='137874' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”สั่งจัดยาแรง รับมือค่าครองชีพช่วงวิกฤต เล็งเพิ่มบัญชีสินค้าและบริการควบคุม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154023</link>
<guid isPermaLink="false">1c18bf36df20cd619d024bf6fbd9725f</guid>
<pubDate>Wed, 18 Mar 2026 21:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;สั่งจัดยาแรงรับมือช่วงวิกฤต เพิ่มบัญชีสินค้าและบริการควบคุม เผยกำลังเปิดประชาพิจารณ์ใน 15 วัน ก่อนชงคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ไฟเขียว พร้อมขอผู้ผลิตทำสินค้าราคาพิเศษ กระจายค้าปส่งค้าปลีก เตรียมจัดธงฟ้า-ธงเขียว ลดภาระผู้บริโภคและเกษตรกร สั่งปูพรมตรวจสินค้าทั่วประเทศ ป้องกันเอาเปรียบ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก โดยใช้กลไกคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาทบทวนรายการสินค้าควบคุมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน หรือประชาพิจารณ์ เพื่อพิจารณาเพิ่มสินค้าที่จำเป็นเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุมในช่วงวิกฤต จากปัจจุบันที่มีรายการอยู่ในบัญชีทั้งหมด 59 รายการ ซึ่งเบื้องต้นจะใช้เวลาในการทำประชาพิจารณ์ 15 วัน และหลังจากนั้นจะมีการเสนอเข้าที่ประชุม กกร. อนุมัติต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้หารือกับผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ในการจัดทำสินค้าราคาพิเศษ กระจายไปยังผู้ค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด และเตรียมจัดธงฟ้า จำหน่ายสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน และจัดธงเขียว ลดราคาปุ๋ยเคมีและปัจจัยการเกษตร เพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนให้กับเกษตรกร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัด ร่วมกับคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์สินค้า ราคาสินค้า และดูแลไม่ให้เกิดการกักตุน หรือเอารัดเอาเปรียบประชาชนอย่างใกล้ชิดด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ว่า ล่าสุดกรมการค้าภายในได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกปูพรหมตรวจสอบราคาสินค้าและบริการเพื่อดูว่ามีการใช้โอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงวิกฤตหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีการอนุญาตให้สินค้ารายการใดปรับขึ้นราคา และขอให้ประชาชน พบเห็นการปรับขึ้นราคา การโก่งราคา สามารถโทรแจ้งได้ที่สายด่วน 1569</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260319c626e0f4146507dcbc6bd90cd7b597c3090543.jpeg' type='image/jpg' length='355522' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เปิดหลักสูตรปั้นร้านค้าออนไลน์ขั้นเทพ สอนผู้ประกอบลุยตลาดดิจิทัล]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154020</link>
<guid isPermaLink="false">6251c538c144d710d9083c16def50a84</guid>
<pubDate>Wed, 18 Mar 2026 20:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดหลักสูตรปั้นร้านค้าออนไลน์ขั้นเทพ รุ่นที่ 6 รวมกูรูการตลาด ครีเอเตอร์ นักวิเคราะห์ข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญ AI ถ่ายทอดองค์ความรู้ครบวงจร ตั้งแต่สร้างแบรนด์ บริหารหลังบ้าน วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI ช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาด e-Commerce</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดหลักสูตรปั้นร้านค้าออนไลน์ขั้นเทพ รุ่นที่ 6 (Online Marketing Genius : OMG#6) ภายใต้แนวคิดอัปสกิลการตลาดออนไลน์สร้างยอดขายทะลุล้าน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพมหานคร ว่า การจัดหลักสูตรนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ให้กับผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ ทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ การบริหารจัดการระบบหลังบ้าน การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้พร้อมแข่งขันในตลาดดิจิทัล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 2,000 ราย ทั้งรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ โดยกิจกรรมแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเช้าเริ่มต้นด้วยกิจกรรม Affiliate Matchmaking ในหัวข้อ &ldquo;วิธีจีบ Creator ให้ติดใจ ปั้นแบรนด์ให้ยอดพุ่งแบบติดสปีด&rdquo; โดยคุณชัญญานุช สมเจษ เจ้าของเพจอร่อยเอาเรื่อง และคุณอรอนงค์ ไทยเจียม เจ้าของเพจแม่จุ๊บลูกสองพิกัดของถูก ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานร่วมกับแบรนด์และการสร้างยอดขายผ่านพลังของครีเอเตอร์ จากนั้นเป็นการบรรยายในหัวข้อ &ldquo;Basic but OMG! ปั้นเสื้อผ้าธรรมดาให้เป็นอาณาจักรร้อยล้านสไตล์ Atipashop&rdquo; โดยคุณอติภาย์ คงคาลัย เจ้าของร้าน Atipashop ที่มาแบ่งปันเส้นทางความสำเร็จในการสร้างแบรนด์จากศูนย์สู่ธุรกิจระดับร้อยล้าน รวมถึงเวทีเสวนา &ldquo;บทเรียนภาษีย้อนหลัง 2.6 ล้าน! เมื่อความมั่นใจทำพิษ&rdquo; โดยคุณถนอม เกตุเอม เจ้าของเพจ TaxBugnoms และคุณจักรพงศ์ พุ่มไพจิตร เจ้าของเพจท็อฟฟี่เป็นตุ๊ดซ่อมคอม ที่ร่วมสะท้อนบทเรียนสำคัญด้านภาษีที่ผู้ค้าออนไลน์ไม่ควรมองข้าม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนช่วงบ่ายเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ โดยคุณฏีฐิพัค แซ่ตั้ง Head of Business Partnership จาก Page 365 มาบรรยายในหัวข้อ &ldquo;จัดระเบียบระบบหลังบ้านให้เป๊ะ สต็อกไม่พลาด บิลไม่หาย ยอดขายพุ่ง&rdquo; ตามด้วยหัวข้อ &ldquo;Negative to Narrative&rdquo; โดยคุณอภิเชษฐ์ เอติรัตนะ ที่ถ่ายทอดเทคนิคการเปลี่ยนดราม่าให้เป็นโอกาสสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ และในส่วนของข้อมูลและเทคโนโลยี คุณกล้า ตั้งสุวรรณ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Wisesight จะมาบรรยายในหัวข้อ &ldquo;Winning with Data&rdquo; ที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของการฟังเสียงโซเชียลและการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวางกลยุทธ์ ขณะที่คุณแทนพงศ์ สุคนธ์พานิช จาก Futureskill ได้นำเสนอแนวโน้มอนาคต e-Commerce ภายใต้หัวข้อ &ldquo;The Future of e-Commerce: AI, Data &amp; Growth&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังมีหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ เวทีเสวนา &ldquo;คน vs AI : ใครเก่งกว่ากันในโลก e-Commerce&rdquo; โดยคุณพีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและ CEO IHAVECPU และคุณซีเค เจิง CEO บริษัท Fastwork ที่ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของ AI กับมนุษย์ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ก่อนปิดท้ายด้วยหัวข้อ &ldquo;AI for Business: The Future of Work &amp; Profit&rdquo; โดยคุณ Gonggit Chanthawijaikul, Partner Manager, Facebook Thailand ที่ตอกย้ำทิศทางการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างผลกำไรในอนาคต&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">หลักสูตร OMG ได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ตั้งแต่ปี 2563 โดยได้พัฒนาผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 12,500 รายทั่วประเทศ สร้างรายได้มากกว่า 500 ล้านบาท สะท้อนความมุ่งมั่นของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในปี 2567 มูลค่าการค้าออนไลน์ของไทยอยู่ที่ประมาณ 14.7 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ประเทศไทยมีขนาดตลาด e-Commerce ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาด e-Commerce เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสทางการค้า และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพร้อมที่จะเดินหน้าผลักดันนโยบายและโครงการต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ทักษะและเครื่องมือที่จำเป็น ให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขยายธุรกิจสู่โลกออนไลน์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603192c239777138a3cc4926d62d319ce7cdf090302.jpg' type='image/jpg' length='245196' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เปิดมาตรการสินค้า คุมเข้มปรับราคา จัด“ธงฟ้า-ธงเขียว”ลดค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153987</link>
<guid isPermaLink="false">9b7033e27e0eb6d93ba4da4c9b22dea8</guid>
<pubDate>Wed, 18 Mar 2026 19:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;">&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เปิดมาตรการสินค้า รับมือต้นทุนเพิ่มจากปัญหาสู้รบในตะวันออกกลาง เผยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ จะขึ้นต้องขอก่อน กลุ่มที่ให้แจ้งก่อนปรับราคา จะเข้าหารือและขอให้พยุงราคา ย้ำหากวิกฤต จะพิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุม พร้อมหารือผู้ผลิตทำสินค้าราคาพิเศษ จัดธงฟ้าดูแลประชาชน ส่วนปุ๋ย หาแหล่งนำเข้าเพิ่ม และจัดธงเขียวดูแลเกษตรกร ด้านเม็ดพลาสติก ยังมีพอ และเร่งนำเข้าเพิ่มแล้ว</span></p>

<p><span style="font-size:26px;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลราคาสินค้าและผลกระทบต่อประชาชนจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยได้ดำเนินมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและประชาชน และได้มีการกำหนดมาตรการในการกำกับดูแลแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้มีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นเวลา 15 วัน และได้มีการประกาศเพดานราคาน้ำมันดีเซลอีกระยะหนึ่งอยู่ที่ 33 บาทต่อลิตร โดยมีการทยอยปรับขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร วันที่ 18 มี.ค.2569 ทำให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับที่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในขณะนี้</span></p>

<p><span style="font-size:26px;">โดยปัจจุบันมีสินค้าควบคุม 8 หมวด ตัวอย่างสินค้าเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์ ซึ่งหากจะปรับราคา ต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายใน และขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับราคา ส่วนสินค้าที่ต้องแจ้ง เมื่อมีการปรับขึ้นราคา เช่น ผงซักฟอก น้ำยาซักผ้า แชมพู และน้ำยาล้างจาน และสินค้าที่อยู่ในกลุ่มติดตามราคา เช่น ข้าวสารบรรจุถุง น้ำปลา และซอสปรุงรส ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดเสนอขอปรับขึ้นราคา แต่หากมีการปรับราคา กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปหารือและขอความร่วมมือผู้ประกอบการในการพยุงราคา เนื่องจากต้นทุนพลังงานยังไม่ได้ปรับเพิ่มในระดับสูง</span></p>

<p><span style="font-size:26px;">นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก โดยใช้กลไกคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาทบทวนรายการสินค้าควบคุมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน (ประชาพิจารณ์) เพื่อพิจารณาเพิ่มสินค้าที่จำเป็นเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุมในช่วงวิกฤตต่อไป</span></p>

<p><span style="font-size:26px;">ขณะเดียวกัน ได้หารือกับผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ในการจัดทำสินค้าราคาพิเศษ กระจายไปยังผู้ค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด การดำเนินโครงการธงฟ้า ในพื้นที่เปราะบาง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยจะดำเนินการอย่างสมดุลควบคู่กับการดูแลผู้ค้าปลีกในพื้นที่ ไม่ให้ได้รับผลกระทบ และได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดติดตามดูแลกำกับ ตรวจสอบราคาสินค้าและการกักตุนร่วมกับคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด</span></p>

<p><span style="font-size:26px;">นางศุภจีกล่าวว่า ในส่วนของภาคการเกษตร ปัจจุบันไทยมีสต๊อกปุ๋ยเพียงพอถึงเดือน พ.ค.25689 และหากสามารถนำเข้าสินค้าที่ค้างส่งจากตะวันออกกลางได้ จะเพียงพอถึงเดือน ส.ค.2569 โดยกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างประสานงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการขนส่ง และยังได้เตรียมมาตรการรองรับหากราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น โดยจะขยายโครงการธงเขียว เพื่อลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร ให้ครอบคลุมพื้นที่ ๆ ที่ความต้องการ เพื่อลดภาระแก่เกษตรกร รวมถึงร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการส่งเสริมการปรับสูตรปุ๋ยให้ลดพึ่งพาการใช้วัตถุดิบนำเข้า และสนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นทางเลือกเพื่อควบคุมต้นทุนและรักษาคุณภาพดินในระยะยาว</span></p>

<p><span style="font-size:26px;">สำหรับกรณีความกังวลเรื่องวัตถุดิบเม็ดพลาสติก กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับผู้ผลิตรายใหญ่ พบว่าปัจจุบันสามารถหาแหล่งวัตถุดิบนำเข้าได้เพิ่มขึ้น ทำให้มีความเพียงพอสำหรับการผลิตได้อีกประมาณ 4 เดือน และอยู่ระหว่างการหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติมจากประเทศอื่น เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต รวมทั้งมีแผนหาแหล่งนำเข้าสินค้าทดแทน ทั้งในส่วนของปุ๋ยและวัตถุดิบอื่น ๆ จากประเทศในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย บรูไน และประเทศอื่น ๆ นอกตะวันออกกลาง เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบแล้ว</span></p>

<p><span style="font-size:26px;">&ldquo;ขอเรียนว่าขณะนี้ยังไม่มีสินค้าอุปโภคบริโภครายการใดจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา หากพบพฤติกรรมไม่เป็นธรรม ขอให้ช่วยกันแจ้งเบาะแส โดยเฉพาะกรณีจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับป้ายราคา ซึ่งหากมีหลักฐานชัดเจน กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ทั้งโทษทางอาญาและการปรับ โดยประชาชน หากพบเห็นการขึ้นราคาสินค้า สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 จะเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการทันที&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026031801ecce533a366c21d037076c1b45d0dd194810.jpg' type='image/jpg' length='518951' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ชวนผู้ประกอบการ อบรมหลักสูตร จดเครื่องหมายการค้าอย่างมืออาชีพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153651</link>
<guid isPermaLink="false">d743e954d68f49f881853014c1b4f3f6</guid>
<pubDate>Tue, 17 Mar 2026 15:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชวนผู้ประกอบการ ผู้สนใจด้านการสร้างแบรนด์ สมัครอบรมหลักสูตร &ldquo;บริหารจัดการเครื่องหมายการค้าอย่างมืออาชีพ&rdquo; เรียนรู้เทคนิค ขั้นตอน การยื่นจดเครื่องหมายการค้า ทั้งในและต่างประเทศ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 เม.ย.69 รับจำนวนจำกัด 50 ราย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเปิดรับสมัครผู้ประกอบการไทยและผู้สนใจด้านการสร้างแบรนด์ ร่วมเสริมศักยภาพทางธุรกิจด้วยเครื่องหมายการค้า ในหลักสูตร &ldquo;การบริหารจัดการเครื่องหมายการค้าอย่างมืออาชีพ (Trademark Professional)&rdquo; รุ่นที่ 1 โดยได้มีการเชิญทีมผู้เชี่ยวชาญถ่ายทอดความรู้ผ่านการเวิร์กชอปสุดเข้มข้น พร้อมให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ระหว่างวันที่ 25-26 เม.ย.2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี กำหนดเปิดรับตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 เม.ย.2569 รับจำนวนจำกัดเพียง 50 ท่าน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับหลักสูตรนี้ มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยในด้านเครื่องหมายการค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบเครื่องหมายการค้าให้สามารถจดทะเบียนได้ ขั้นตอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไทยและสากล การยกระดับการบริหารจัดการเครื่องหมายการค้าอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าแบรนด์และขยายโอกาสธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยผู้ที่ผ่านการอบรม ไม่เพียงจะได้รับประกาศนียบัตรจากกรม แต่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการวางกลยุทธ์แบรนด์และคุ้มครองเครื่องหมายการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเปลี่ยนมุมมองจากการจดทะเบียนเพียงอย่างเดียว สู่การใช้เครื่องหมายการค้าเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ ตอบโจทย์การแข่งขันทางการค้าในยุคปัจจุบันได้อย่างตรงจุด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยรายละเอียดหลักสูตร ประกอบด้วยเนื้อหาแบบเจาะลึก 12 ชั่วโมงเต็ม แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1 การปูพื้นฐานความรู้เครื่องหมายการค้าและแนะนำเทคนิคสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้ อาทิ ลักษณะของเครื่องหมายที่จดทะเบียนได้และไม่ได้พร้อมกรณีศึกษา หลักเกณฑ์ของเครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ แนวทางการพิจารณาเครื่องหมายการค้าตามคู่มือนายทะเบียน ขั้นตอนการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย การฝึกใช้เครื่องมือในการตรวจค้นเครื่องหมายการค้าและวิเคราะห์ความเหมือนคล้าย พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องหมายการค้าอย่างใกล้ชิด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนที่ 2 แนวทางต่อยอดการคุ้มครองและสร้างแบรนด์สู่ตลาดโลก อาทิ ภาพรวมและหลักการของระบบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ (Madrid System) ขั้นตอนและแนวทางการพิจารณาคำขอขาเข้า (Inbound Application) การตรวจสอบสถานะและแก้ไขคำขอขาเข้า หลักเกณฑ์และขั้นตอนการยื่นคำขอขาออก (Outbound Application) เทคนิคการใช้เครื่องมือออนไลน์ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ข้อดี-ข้อจำกัดของระบบมาดริดสำหรับผู้ประกอบการไทย พร้อมฝึกการยื่นคำขอขาออก รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการขยายตลาดและปกป้องแบรนด์ในตลาดโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมนกล่าวว่า จากสถิติคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย พบว่า ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์และยื่นขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้ามากที่สุด เมื่อเทียบกับทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่น ๆ และยังคงมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2568 มีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทย 55,668 คำขอ เพิ่มขึ้น 8.51% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีจำนวน 51,303 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอคนไทย 51% และต่างชาติ 49% ซึ่งสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันของผู้ยื่นคำขอชาวไทยและต่างชาติ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพทางธุรกิจและเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนด้านแบรนด์สินค้าและบริการ ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบรนด์และคุ้มครองเครื่องหมายการค้าเพื่อเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจยิ่งขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ผู้สนใจ สมัครเข้าร่วมหลักสูตร &ldquo;บริหารจัดการเครื่องหมายการค้าอย่างมืออาชีพ&rdquo; ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ https://qr.ipthailand.go.th/HfsSQSj6 ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 เม.ย.2569 โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 0-2547-5006 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603176f7683342408d2d0f1b5e6b260124478154754.png' type='image/png' length='987927' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เกาะติดสินค้า 6 กลุ่ม สินค้าควบคุม ปุ๋ย ยันสถานการณ์ยังปกติ มีเพียงพอ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153549</link>
<guid isPermaLink="false">816880aa57e8abc4d7f009971031c833</guid>
<pubDate>Tue, 17 Mar 2026 11:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายใน เกาะติดสินค้า 6 กลุ่ม ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและค่าขนส่ง เฝ้าติดตามอย่างเข้ม 3 ระดับ ตั้งแต่ติดตามทุกวัน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง และทุก 15 วัน ยันสินค้ามีเพียง ส่วนสินค้าควบคุม ผู้ผลิตต้องขอก่อนขึ้นราคา ล่าสุดยังไม่มีรายใดแจ้งปรับราคา สำหรับปุ๋ย มีการติดตามใกล้ชิด มีเพียงพอ และมีการนำเข้าต่อเนื่อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มีการประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบว่า มีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่ กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่ กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการกำกับดูแล กรมได้ใช้กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ และทบทวนทุก 1 เดือน ได้แก่ กลุ่มสินค้า Sensitive List จำนวน 18 รายการ เช่น ปุ๋ยเคมี ไข่ไก่ เนื้อสุกร น้ำมันพืช น้ำมันดีเซล และเม็ดพลาสติก ซึ่งติดตามราคาทุกวันพร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด กลุ่ม Priority Watch List จำนวน 4 รายการ ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ นมผง ยาป้องกันศัตรูพืช และเหล็กแผ่นรีดร้อน ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันการกักตุน และกลุ่ม Watch List จำนวน 197 รายการ เช่น สบู่ และน้ำยาซักฟอก ตรวจสอบต่อเนื่องทุก 15 วัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ สถานการณ์ด้านสินค้าและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการและควบคุมได้ โดยกรมได้ติดตามปริมาณสต็อกสินค้าและโครงสร้างต้นทุนอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ และขอความร่วมมือประชาชนเลือกซื้อสินค้าอย่างพอเหมาะตามความจำเป็น ไม่กักตุนสินค้าเกินความจำเป็น เพื่อให้เกิดการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง รวมทั้งขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และติดตามข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประเทศไทยจะสามารถผ่านสถานการณ์ความผันผวนในช่วงนี้ไปได้อย่างเรียบร้อยและไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนโดยรวม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิทยากรกล่าวว่า สำหรับสินค้าและบริการควบคุม ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 มีจำนวน 59 รายการ โดยมาตรการที่ใช้กำกับดูแล กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายต้องขออนุญาตมายังกรม และกรมจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้านก่อนอนุญาตปรับราคาจำหน่ายได้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขออนุญาตปรับขึ้นราคาสินค้าเลยแต่อย่างใด และกรมยังได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าให้ตรึงราคา โดยจำหน่ายในราคาเดิม เพื่อลดภาระให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์คับขันไปก่อน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนมาตรการดูแลสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิต กรมได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันไทยยังมีสต็อกเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ ขณะที่ผู้นำเข้าได้กระจายแหล่งนำเข้าจากประเทศคู่ค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ได้แก่ มาเลเซีย บรูไน และโอมาน และได้เตรียมเชื่อมโยงปุ๋ยเคมีจากผู้ผลิตจำหน่ายตรงถึงเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อรองรับฤดูกาลเพาะปลูกช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกสำคัญทั้งข้าวนาปี ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยเน้นปุ๋ยเคมีหลัก 3 ชนิด ได้แก่ ปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยฟอสเฟต และปุ๋ยโพแทส ซึ่งคลอบคลุมปุ๋ยสูตรที่สามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด ทุกระยะ โดยกรมจะเตรียมแผนการจัดกิจกรรมปุ๋ยธงเขียว ราคาประหยัดเพื่อลดภาระต้นทุนให้กับพี่น้องเกษตรกรต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603178c6de9efae3ec07889e56c50b5235d51113754.jpg' type='image/jpg' length='126325' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยนำข้าวอินทรีย์ร่วมงาน NPEW 2026 ที่สหรัฐฯ ขายได้ 150 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153467</link>
<guid isPermaLink="false">b89009f62b1a6f944b69def5bc1354e9</guid>
<pubDate>Tue, 17 Mar 2026 09:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศเผยผลนำผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์ไทย จำนวน 6 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Natural Products Expo West (NPEW) 2026 ที่เมืองอนาไฮม์ สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จเกินคาด ขายได้กว่า 150 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์ไทย จำนวน 6 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Natural Products Expo West (NPEW) 2026 ระหว่างวันที่ 4-6 มี.ค.2569 ณ เมืองอนาไฮม์ สหรัฐฯ ว่า ประสบความสำเร็จเกินคาด สามารถสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยกับคู่ค้าต่างประเทศ จนสามารถคาดการณ์มูลค่าสั่งซื้อที่จะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี ได้กว่า 4.55 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 150 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยหนุนการส่งออกข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ไทยในอนาคต</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมได้มีการจัดนิทรรศการและจัดแสดงตัวอย่างสินค้าข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ของไทย และการสาธิตการปรุงอาหารจากข้าวอินทรีย์ไทย โดยร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้ผู้เข้าชมงานได้ทดลองชิม ซึ่งได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดี ผู้เข้าชมงานต่างชื่นชอบในรสชาติและคุณภาพข้าวไทย อีกทั้งยังให้ความสนใจข้าวสีและข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งเป็นข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงผลิตภัณฑ์ gluten free และ high fiber ที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหลัก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ความสำเร็จจากการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า สะท้อนให้เห็นการรับรู้และความเชื่อมั่นด้านคุณภาพมาตรฐานข้าวอินทรีย์ไทยในตลาดสหรัฐฯ และแนวโน้วพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และวัตถุดิบจากธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์และนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์เทรนด์รักสุขภาพ ต่อยอดโอกาสทางการค้า และเปิดตลาดสินค้าข้าวคุณภาพสูงให้แก่ผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์ไทย&rdquo;นางอารดากล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดนโยบายในการสร้างความหลากหลายของสินค้าข้าวเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขัน และผลักดันการส่งออกข้าวไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับงาน Natural Products Expo West (NPEW) 2026 เป็นงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพชั้นนำและใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐฯ และยังเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้ค้าปลีกจากทั่วโลก</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260317341f3a32e8f4a2a2bb87793e307d0ea3090050.jpg' type='image/jpg' length='1983509' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อรมน”ถก TCAP ร่วมมือพัฒนาคาแรกเตอร์ งานไอพีสร้างสรรค์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153465</link>
<guid isPermaLink="false">596fe70af0c7478a4ffd896720ad7ba0</guid>
<pubDate>Tue, 17 Mar 2026 08:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;อรมน&rdquo;หารือสมาคมการค้าลิขสิทธิ์และของที่ระลึกจากคาแรกเตอร์ดีไซน์ ของเล่น และผลงานศิลป์ร่วมสมัยไทย (TCAP) ผนึกกำลังส่งเสริมผลงานคาแรกเตอร์การ์ตูนไทย และทรัพย์สินทางปัญญาสร้างสรรค์ทั้งระบบ เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดสร้างโอกาสทางการค้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายณภัทร พรหมพฤกษ์ นายกสมาคมการค้าลิขสิทธิ์และของที่ระลึกจากคาแรกเตอร์ดีไซน์ ของเล่น และผลงานศิลป์ร่วมสมัยไทย (TCAP) เกี่ยวกับแผนงานความร่วมมือด้านการส่งเสริมผลงานคาแรกเตอร์การ์ตูนไทยและทรัพย์สินทางปัญญาสร้างสรรค์ทั้งระบบ เพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม และผลักดันศักยภาพของนักสร้างสรรค์ไทยสู่ตลาดสากล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยในการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องร่วมกันพิจารณาแผนยุทธศาสตร์ &ldquo;Thailand Character &amp; Creative IP Roadmap&rdquo; ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือเชิงรุกที่จะช่วยยกระดับผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยอย่างเป็นระบบ และแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมผลงานสร้างสรรค์ของไทย ด้วยองค์ความรู้ วัฒนธรรม และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพย์สินทางปัญญาไทย พร้อมทั้งพัฒนาระบบนิเวศด้าน Creative IP ที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์ การคุ้มครองสิทธิ์ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ หนึ่งในประเด็นที่สมาคม TCAP ให้ความสำคัญ คือ การเร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในด้านการคุ้มครองผลงานและการบริหารจัดการสิทธิอย่างเหมาะสม โดยกรมพร้อมให้การสนับสนุนการจัดทำหลักสูตรด้านกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับการสร้างสรรค์และการขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นแก่เยาวชนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ให้สามารถต่อยอดผลงานสร้างสรรค์ไปสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง และพร้อมแข่งขันในเวทีโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry) ให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มผลงานคาแรกเตอร์ดีไซน์และงานศิลป์ร่วมสมัย ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีศักยภาพเติบโตในตลาดโลกอย่างมาก เนื่องจากสามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ ของสะสม ของเล่น แอนิเมชัน เกม สื่อดิจิทัล รวมถึงการอนุญาติให้ใช้สิทธิในเชิงพาณิชย์ (Licensing) ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมมุ่งเน้นการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง โดยมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสถาบันอุดมศึกษาในการส่งผู้เชี่ยวชาญไปบรรยายและถ่ายทอดความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับกลไกการคุ้มครองสิทธิ์ การบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงแนวทางการพัฒนาผลงานลิขสิทธิ์ให้สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมุ่งส่งเสริมให้นักสร้างสรรค์ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ล่าสุด เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย กรมมีแผนที่จะจัดงาน Thailand Character &amp; Content Expo (TCEX) ในระหว่างวันที่ 9&ndash;12 ก.ค.2569 โดยงานดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมสุดยอดผลงานสร้างสรรค์และคาแรกเตอร์ฝีมือคนไทยมาจัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดพื้นที่สำหรับการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างนักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ผู้ซื้อสิทธิ์ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสในการซื้อขายหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจในระดับสากล คาดว่าจะมีผู้ซื้อสิทธิและนักลงทุนจากต่างประเทศเข้าร่วมเจรจาธุรกิจจำนวนมาก และมั่นใจว่างานดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมคาแรกเตอร์และคอนเทนต์สร้างสรรค์ของไทยสู่เวทีโลก และเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาไทยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างยั่งยืน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603171de889f61b2a5ffc64a0b88a549e1aa6085925.jpg' type='image/jpg' length='620072' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[การก่อสร้างภาครัฐ วัตถุดิบขึ้น ดันดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง ก.พ.69 เพิ่ม 0.3%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153463</link>
<guid isPermaLink="false">4d973fbe11fc70db94729e9b15ca0cea</guid>
<pubDate>Tue, 17 Mar 2026 08:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือน ก.พ.69 เพิ่มขึ้น 0.3% จากความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในโครงการภาครัฐ และหลายสินค้ามีต้นทุนสูงขึ้น คาดเดือน มี.ค.69 มีแนวโน้มทรงตัว โดยมีปัจจัยหนุนจากการก่อสร้างรัฐ กนง.ลดดอกเบี้ย ดันอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัว แต่ต้องระวังราคาวัตถุดิบเพิ่ม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน ก.พ.2569 เท่ากับ 105.4 เพิ่มขึ้น 0.3% จากความต้องการวัสดุก่อสร้างที่ใช้ในโครงการก่อสร้างภาครัฐ และสินค้าหลายรายการมีต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยรายละเอียดดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เพิ่ม 0.2% จากการสูงขึ้นของราคาวงกบประตู บานประตู และบานหน้าต่าง จากต้นทุนการผลิตและต้นทุนวัตถุดิบ (ไม้แปรรูป) สูงขึ้น หมวดซีเมนต์ เพิ่ม 5.6% สูงขึ้นจากราคาปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนฉาบสำเร็จรูป เนื่องจากฐานราคาปีที่ผ่านมาต่ำ หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต เพิ่ม 1.7% จากการสูงขึ้นของราคาพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปอัดแรง ท่อระบายน้ำคอนกรีต และคอนกรีตผสมเสร็จ เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (ซีเมนต์ หิน ทราย) สูงขึ้น และมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างด้านสาธารณูปโภคของภาครัฐเพิ่มขึ้น หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา เพิ่ม 2.6% จากการสูงขึ้นของราคาสายเคเบิล THW สายส่งกำลังไฟฟ้า NYY สายไฟฟ้า VCT และเสาไฟถนน ตามการสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ (ทองแดง อลูมิเนียม) และมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างด้านสาธารณูปโภคของภาครัฐเพิ่มขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ลด 1.6% จากการลดลงของราคาเหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อย เหล็กตัว H ท่อเหล็กกลวงสี่เหลี่ยมจัตุรัส และท่อเหล็กดำ เนื่องจากมีอุปทานเหล็กส่วนเกินในตลาดโลกสูง จากการเพิ่มกำลังการผลิตเหล็ก ในหลายประเทศ (จีน อินเดีย เวียดนาม) ทำให้มีการแข่งขันราคากับเหล็กนำเข้าจากต่างประเทศ หมวดกระเบื้อง ลด 0.9% จากการลดลงของราคากระเบื้องเคลือบบุผนัง และกระเบื้องเคลือบปูพื้น และหมวดสุขภัณฑ์ ลด 2.6% จากการลดลงของราคาอ่างล้างหน้าเซรามิก โถส้วมชักโครก และราวจับสเตนเลส เนื่องจากความต้องการใช้ลดลงตามการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน และอุปทานภาคอสังหาริมทรัพย์คงค้างสูง หมวดวัสดุฉาบผิว ลด 1.9% จากการลดลงของราคาสีน้ำอะครีลิค ทาภายใน สีทาถนนชนิดสะท้อนแสงและไม่สะท้อนแสง ตามการลดลงของราคาวัตถุดิบ (ปิโตรเคมี ผงสี) และหมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ ลด 3.0% จากราคายางมะตอยตามการลดลงของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน มี.ค.2569 มีแนวโน้มทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 จากหลายปัจจัย ได้แก่ การขยายตัวของการก่อสร้างภาครัฐทั้งโครงการใหม่และโครงการต่อเนื่อง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 สถาบันการเงินจึงทยอยประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ อาจช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวในระยะสั้น และราคาวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก เช่น ทองแดง อลูมิเนียม เป็นต้น เนื่องจากมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐาน</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260317da75ec5cf00110e909f5562e58003b4d085804.png' type='image/png' length='1095615' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เปิด 7 เทรนด์บริโภคอาหาร-เครื่องดื่มแคนาดา ปี 69 DITP แนะไทยศึกษา-วางแผนส่งออก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153267</link>
<guid isPermaLink="false">c76458c9b9c967e95e7b58e833b7fdb7</guid>
<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 10:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจแนวโน้มการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มของชาวแคนาดาในปี 69 พบ 7 เทรนด์สำคัญ นิยมใช้ AI ช่วยซื้อ คนตามซื้อสินค้าจากอินฟลูเอนเซอร์ อาหารคือยาเลิกกินสารอาหารตัวเดียว ตั้งข้อสงสัยเรื่องอาหารแปรรูปขั้นสูง เบื่อความสมบูรณ์แบบที่ปลอม เน้นกินสารอาหารช่วยดูดี แนะผู้ส่งออกศึกษา นำปรับใช้ในการขายสินค้าไทย ชี้อาหาร-ขนมปรุงแต่งน้อย เครื่องดื่มให้คุณค่าด้านความงาม มีโอกาสขายสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.วิวรรณ ศรีรับสุข ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครโตรอนโต ประเทศแคนาดา ถึงการสำรวจแนวโน้มผู้บริโภคในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของแคนาดาในปี 2569 และโอกาสในการส่งออกสินค้าของไทย เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มต่อต้านความสมบูรณ์แบบที่ปรุงแต่งขึ้น และหันไปหาแบรนด์ที่มีความจริงใจเป็นธรรมชาติ และเน้นการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์มากกว่าการใช้ AI หรืออัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว ทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มต้องปรับตัวตามให้ทัน แบรนด์ต้องพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับเทรนด์การบริโภคที่กำลังมีแนวโน้มสำคัญ 7 รูปแบบ คือ 1.การผงาดของนักช้อปบอทที่ตัดสินใจซื้อของแทนเราได้ เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันมีเวลาน้อยลงและหันไปพึ่งพา AI เพื่อความสะดวก แทนการค้นหาและวางแผนแบบเดิม ทำให้บทบาทของ AI กลายเป็นตัวกลางสำคัญระหว่างแบรนด์ธุรกิจ และผู้บริโภคอนาคตของการตลาดอาหารจึงเปลี่ยจาก B2B/B2C เป็น A2B/A2C ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจเป็นการพลิกโฉมค้าปลีกครั้งใหญ่ ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มค้นพบอาหารใหม่ ๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย Influencer และแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย AI แทนช่องทางดั้งเดิม ทำให้แบรนด์จำเป็นต้องปรับจากการทำ SEO (Search Engine Optimization ไปสู่ Generative Engine Optimization(GEO) เพื่อให้ข้อมูลของแบรนด์สามารถเข้าถึงและถูกแนะนำโดย AI ได้ มิฉะนั้นอาจสูญเสียการเข้าถึงในโลกการค้นหายุคใหม่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">2.ก้าวเข้าสู่ยุคแบรนด์แพลตฟอร์มของคนดัง เนื่องจากผู้บริโภคยุค Gen Z และ Millennials ให้ความสำคัญกับความจริงใจและความโปร่งใส ชอบลองเทรนด์อาหารจากโซเชียลมีเดีย ทำให้การตลาดแบบเดิม ๆ ของแบรนด์เก่าที่เน้น Mass Marketing โดยจ้างคนดังมาถือสินค้าและหาที่วางบนชั้นวางขายในชั้นวางซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้ผลอีกต่อไป แบรนด์ยุคใหม่เป็นแบรนด์ที่ใช้ Celebrity Platform เป็นการใช้ฐานแฟนคลับสร้างสินค้าโดยใช้ชื่อเสียงเป็นไมโครโฟนแทนการทุ่มงบโฆษณามหาศาลและใช้การทดสอบไอเดียในการพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ผ่านช่องทาง Direct-to-Consumer (D2C) และโซเชียลมีเดีย ทำให้สามารถปล่อยสินค้าใหม่ได้ภายในไม่กี่เดือนซึ่งรวดเร็วกว่าแบรนด์เก่ามาก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">3.อาหารคือยารักษาความเหงา โดยปัจจุบันท่ามกลางยุคสมัยที่ AI และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ มนุษย์ใช้ชีวิตแบบไร้การสัมผัส สั่งอาหารเดลิเวอรี ดูความบันเทิงผ่านหน้าจอ ออกกำลังกาย และแม้กระทั่งทำงานจากบ้าน เป็นการใช้เวลาอยู่คนเดียวมากขึ้นโดยไม่มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นและเข้าสังคมน้อยลง แต่จริง ๆ แล้วความสัมพันธ์ทางสังคมมีความสำคัญต่อการมีอายุที่ยืนยาวไม่แพ้อาหารและการออกกำลังกาย ทางออกของวิกฤตการณ์ความเหงาในปัจจุบันนั้นขึ้นอยู่กับการกระทำที่เป็นความสัมพันธ์ระดับย่อย ซึ่งก็คือการปฏิสัมพันธ์สั้น ๆ แต่มีความหมาย ซึ่งเมื่อสะสมรวมกันจะสร้างสุขภาวะที่ดีทางสังคม ทำให้บทบาทของอาหารไม่ใช่แค่โภชนาการ อาหารทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสร้างความสัมพันธ์ของมนุษย์มาโดยตลอด โอกาสท่ามกลางวิกฤตความเหงาในยุค AI ผู้บริโภคโหยหาความอบอุ่นและความจริงใจ แบรนด์ที่จะอยู่รอดในอนาคตต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายอาหาร มาเป็นผู้สร้างพื้นที่ทางสังคม ที่ช่วยให้ผู้คนได้มีปฏิสัมพันธ์กันจริงในรูปแบบที่ AI เลียนแบบไม่ได้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">4.จุดอิ่มตัวของการอัดสารอาหารตัวเดียว หันมาให้ความสำคัญกับการกินที่เน้นความสมดุล โดยผู้บริโภคในปี 2026 จะเลิกยึดติดกับการอัดสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งให้มากที่สุด เช่น โปรตีนอย่างเดียว หรือไฟเบอร์อย่างเดียว แต่จะหันมาให้ความสำคัญกับความสมดุลของสารอาหาร โดยมองว่าสารอาหารทำงานร่วมกันเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนและการมีอายุยืนยาว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">5.การจุดชนวนความสงสัย การแบ่งขั้วและการลากเอาเรื่องอาหารไปเป็นประเด็นทางการเมืองในปัจจุบัน ทำให้ระบบอาหารโลกกำลังกลายเป็นสมรภูมิทางวัฒนธรรมและการเมืองที่รุนแรง โดยมีอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods) เป็นศูนย์กลางของความขัดแย้ง ขบวนการเคลื่อนไหวอย่าง Make America Healthy Again (MAHA) ได้สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตศรัทธาที่ผู้บริโภคมีต่อทั้งอุตสาหกรรมอาหารและหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแล โดยผลสำรวจพบว่าความเชื่อมั่นลดลงอย่างน่าตกใจ ปัญหาสำคัญอยู่ที่ความคลุมเครือของการนิยามคำว่า แปรรูปสูง ผ่านระบบ NOVA (ระบบการจำแนกประเภทอาหารตามระดับการแปรรูป) ซึ่งเหมารวมอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างเต้าหู้หรือโยเกิร์ตเข้ากับอาหารขยะ เพียงเพราะผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดความสับสนและเหมารวมการแปรรูปทุกรูปแบบว่าเป็นอันตรายโดยละเลยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">6.คนเริ่มเบื่อความสมบูรณ์แบบที่ดูปลอม และหันมาชอบอะไรที่ดูเรียลและจริงใจมากขึ้น โดยในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ ผู้บริโภคกำลังเริ่มหันหลังให้กับความสมบูรณ์แบบที่สังเคราะห์ขึ้น และหันไปให้คุณค่ากับผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงความไม่สมบูรณ์แบบแต่มีความเป็นมนุษย์ โดยมองว่าร่องรอยความผิดพลาดหรือความไม่สม่ำเสมอในงานฝีมือคือสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณและงานศิลปะที่แท้จริง กระแสนี้เห็นได้ชัดจากการที่คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z เลิกใช้ฟิลเตอร์ที่แต่งรูปจนเกินจริงในโซเชียลมีเดีย และหันไปหาเนื้อหาที่ดิบและจริงใจ ซึ่งสร้างความผูกพันทางอารมณ์ได้มากกว่าความสวยงามที่สร้างโดย AI กระแสดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมอาหาร โดยผู้บริโภคเริ่มปฏิเสธ อาหารแปรรูปสูงที่พยายามปรุงแต่งให้เหมือนธรรมชาติแต่ผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน เช่น เนื้อจากพืช และกลับไปหาอาหารแบบดั้งเดิมที่เรียบง่ายและเป็นของจริง เช่น นมวัวและเนื้อสัตว์จากธรรมชาติ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">7.ยิ่งกินดี ยิ่งดูดี นิยามใหม่ของความงาม เริ่มต้นด้วยสารอาหาร โดยนิยามของความงามกำลังถูกเปลี่ยนผ่านจากการเสริมแต่งภายนอกไปสู่การดูแลจากภายใน โดยผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างลำไส้และผิวพรรณ และมองว่าผิวหนัง คือ อวัยวะที่สะท้อนสุขภาพภายในมากกว่าแค่เรื่องความสวยงาม ส่งผลให้พรมแดนระหว่างอาหาร ยา และเครื่องสำอางหลอมรวมเข้าด้วยกัน ผู้คนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่รับประทานเข้าไปพอ ๆ กับสิ่งที่ทาลงบนผิว เนื่องจากเข้าใจว่าสารอาหารที่ได้จากอาหารจริง มีประสิทธิภาพในการดูดซึมและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ดีกว่าการใช้สารเคมีบำรุงเพียงภายนอก และยังเกิดปรากฏการณ์การเปลี่ยนผ่านจากอาหารเสริมสู่เครื่องดื่มฟังก์ชัน โดยผู้บริโภครุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Millennials เริ่มเบื่อหน่ายกับการรับประทานวิตามินแบบเม็ดและหันไปหาเครื่องดื่มหรือขนมที่ให้คุณประโยชน์ด้านความงามที่มีรสชาติดีและสะดวกสบายมากกว่า แนวโน้มนี้ทำให้แบรนด์ความงามต้องหันมาแข่งกับผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มในการผลิตสินค้าที่มีส่วนผสมของ เช่น วิตามินซี สังกะสี หรือส่วนประกอบที่ช่วยเรื่องการนอนหลับและการย่อยอาหาร เพื่อตอบโจทย์การดูแลตัวเองแบบครบสูตรที่เชื่อว่าการมีสุขภาพดีคือรากฐานของความสวยที่แท้จริง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;จากแนวโน้มที่ผู้บริโภคในแคนาดาให้ความสำคัญดังกล่าว เปิดโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจในหลายด้าน โดยเฉพาะในตลาดผลิตภัณฑ์อาหารและขนมทานเล่นที่ปรุงแต่งน้อย แต่มีประโยชน์ และในกลุ่มขนมทานเล่น เครื่องดื่มที่ให้คุณประโยชน์ด้านความงาม จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจและเพิ่มการส่งออกในกลุ่มสินค้าดังกล่าวเข้าสู่ตลาดแคนดาดา&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026031690767f48462d4d413f3c626bb1016368104614.png' type='image/png' length='1350137' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี ม.ค.69 เพิ่ม 4.26% เฉพาะทองคำพุ่ง 136.16% คาดแนวโน้มเสี่ยง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153264</link>
<guid isPermaLink="false">50fb2fbf7897486e0755a81e9a81ad39</guid>
<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 10:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ม.ค.69 ไม่รวมทองคำ มูลค่า 1,808.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 4.26% ได้แรงหนุนจากเทศกาลปีใหม่ ต่อเนื่องตรุษจีน เฉพาะทองคำ เพิ่ม 136.16% จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ มีการคาดราคาทำนิวไฮต่อเนื่อง คาดแนวโน้มเจอปัจจัยเสี่ยงเพียบ ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอ สงครามสหรัฐฯ อิสราเอง กับอิหร่าน เตือนผู้ประกอบการบริหารจัดการต้นทุนให้ดี</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ม.ค..2568 มีมูลค่า 1,808.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.26% กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากลดลงเมื่อเดือน ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา หากรวมทองคำ มีมูลค่า 4,566.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 57.34% ซึ่งตัวเลขที่ดีขึ้นมได้รับแรงหนุนจากการใช้สอยในช่วงเทศกาลรับปีใหม่ต่อเนื่องมาถึงเทศกาลตรุษจีน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ มีมูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 136.16% เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับนาโต้เกี่ยวกับกรีนแลนด์ ความไม่แน่นอนนโยบายภาษีสหรัฐฯ โกลแมนด์ แซค ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำ มีแนวโน้มทำนิวไฮต่อเนื่อง ทำให้มีแรงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทางด้านตลาดส่งออก อินเดีย เพิ่ม 2.22% อิตาลี เพิ่ม 39.87% ฮ่องกง เพิ่ม 51.65% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 254.58% เยอรมนี เพิ่ม 13.06% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 12.12% เบลเยียม เพิ่ม 0.43% ญี่ปุ่น เพิ่ม 70.70% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 155.38% ส่วนสหรัฐฯ ลด 36.55% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลง</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนการส่งออกสินค้า เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 541,118.69% เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 4.05% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 1.75% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 128.76% พลอยก้อน เพิ่ม 167.10% โลหะเงิน เพิ่ม 1,212.89% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 2.14% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน ลด 25.01% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 41.86% เพชรก้อน ลด 97.54% เพชรเจียระไน ลด 21.29%</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะปี 2569 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง คาดโต 2.7% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนการระบาดของโควิด-19 และเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้า ระดับหนี้สาธารณะที่สูง และความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคยังไม่เท่ากัน ซึ่งอาจส่งผลให้การค้าโลกและการลงทุนระหว่างประเทศยังคงมีความผันผวนในระยะต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ การที่ไทยพึ่งพาบางตลาดมากเกินไปอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการทั้งการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล รวมถึงบทบาทของสหรัฐฯ กำลังเพิ่มความไม่แน่นอนต่อห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะตลาดค้าทองคำและอัญมณีในดูไบ และตลาดเพชรของ Tel Aviv ความตึงเครียดดังกล่าวอาจกระทบต่อเส้นทางการขนส่ง ต้นทุนประกันภัย และระยะเวลาการจัดส่งสินค้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองยังทำให้ราคาโลหะมีค่าซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ เงิน และแพลทินัม ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการส่งออกควรติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งกระจายตลาดและบริหารต้นทุนวัตถุดิบอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026031698259d206d78d3641ff18d55731f05f9104449.png' type='image/png' length='1224715' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ขึ้นทะเบียน GI ใหม่ แตงโมหวานยโสธร จุดเด่นหวานฉ่ำ เนื้อกรอบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153262</link>
<guid isPermaLink="false">d26564e7c180e078c84dadfa3f9ec115</guid>
<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 10:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์รายการใหม่ แตงโมหวานยโสธร สินค้า GI รายการที่ 3 ของจังหวัด แต่เป็นรายการแรกที่เป็นของจังหวัดเพียว ๆ เพราะ 2 รายการก่อนหน้าขึ้นทะเบียนร่วมกับจังหวัดอื่น เผยจุดเด่น รสชาติหวานฉ่ำ เนื้อกรอบเป็นเอกลักษณ์ มั่นใจหลังขึ้นทะเบียน ช่วยสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ แตงโมหวานยโสธร และเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 3 ของจังหวัด โดยสินค้า GI 2 รายการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนก่อนหน้านี้ ได้แก่ 1.ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร่วมกับอีก 4 จังหวัดในภาคอีสาน) และ 2.เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน (ร่วมกับอีก 19 จังหวัดในภาคอีสาน) ดังนั้น แตงโมหวานยโสธรจึงนับได้ว่าเป็นสินค้า GI รายการแรกที่เป็นของจังหวัดยโสธรแต่เพียงจังหวัดเดียว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับแตงโมหวานยโสธร ไม่เพียงเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของจังหวัด แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญประจำจังหวัดยโสธรที่ว่า &ldquo;บั้งไฟโก้ แตงโมหวาน หมอนขวานผ้าขิด แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ&rdquo; โดยในสมัยก่อนชาวบ้านเริ่มจากการปลูกแตงโมไว้บริโภคในครัวเรือน ก่อนจะพัฒนาเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรในพื้นที่ ปัจจุบันสร้างรายได้แก่เกษตรกรรวม 48 ล้านบาทต่อปี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">แตงโมหวานยโสธร มีคุณลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว ผลมีรูปทรงสวย เปลือกสีเขียวเข้มลายชัด เนื้อสีแดงเข้ม เนื้อแน่น เนียนละเอียด และกรอบ รสชาติหวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แตงโมยโสธรมีเอกลักษณ์ดังกล่าว มาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของแหล่งปลูกในจังหวัดยโสธร ในพื้นที่ 5 อำเภอ ครอบคลุม อำเภอเมืองยโสธร อำเภอกุดชุม อำเภอป่าติ้ว อำเภอคำเขื่อนแก้ว และ อำเภอมหาชนะชัย ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำชี สภาพดินเป็นดินร่วนปนทรายมีความอุดมสมบูรณ์และระบายน้ำได้ดี เหมาะสมต่อการปลูกแตงโม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่มีแสงแดดเพียงพอ และมีความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างช่วงกลางวันและกลางคืน ซึ่งแตงโมเป็นพืชที่ทนอากาศร้อนได้ดีและใช้น้ำน้อย ส่งผลให้แตงโมมีคุณภาพและสามารถสะสมความหวานได้ดี ปัจจัยเหล่านี้ผนวกกับความเชี่ยวชาญของเกษตรกรที่สืบทอดองค์ความรู้ด้านการปลูกแตงโมมายาวนาน ผลผลิตที่ได้จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคและมีชื่อเสียงในวงกว้าง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่า การขึ้นทะเบียน GI จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้เกษตรกรและชุมชนในพื้นที่จังหวัดยโสธรเห็นคุณค่าและร่วมกันรักษามาตรฐานการผลิต โดยกรมพร้อมจะสนับสนุนให้มีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานการผลิตอย่างเข้มงวด รวมทั้งต่อยอดการพัฒนาสินค้า GI ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคง และการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร พร้อมผลักดันสินค้า GI ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อเป็นเครื่องมือในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำชื่อสินค้าไปแอบอ้างหรือใช้โดยไม่ถูกต้อง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้า เพิ่มโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในระยะยาว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603160c43b40c5b3b12a4cf890667f668788e104325.jpg' type='image/jpg' length='333410' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”แจกท่อนพันธุ์มันคุณภาพเกษตรกร 5 ล้านลำ ลดเสี่ยงเกิดโรคใบด่าง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153261</link>
<guid isPermaLink="false">fb28f58c3b90d43012622f05c103e9c9</guid>
<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 10:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;">กรมการค้าภายในเดินหน้ากระจายท่อนมันสำปะหลังคุณภาพ 5 ล้านลำให้กับเกษตรกร เพื่อให้มีการปลูกพันธุ์ที่ปลอดโรค ลดความเสี่ยงเกิดโรคใบด่าง คาดช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">น.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เดินหน้าโครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ปี 2568/69 โดยร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย และมูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง กระจายพันธุ์มันต้านทานถึงมือเกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง หวังช่วยลดต้นทุนการผลิต ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างความเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">ทั้งนี้ ตามเป้าหมายจะเร่งการกระจายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีรวม 5 ล้านลำ แบ่งเป็นพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง 4 ล้านลำ และพันธุ์ทนทาน 1 ล้านลำ ซึ่งเป็นท่อนพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกและควบคุมคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรเริ่มต้นการเพาะปลูกด้วยพันธุ์ที่ปลอดโรค ลดความเสี่ยงจากการระบาดของโรคไวรัสใบด่าง (CMD) อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงในหลายพื้นที่ โดยได้ส่งมอบท่อนพันธุ์รอบแรกจำนวนกว่า 993,000 ลำ ให้แก่มูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง เพื่อนำไปส่งต่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถนำไปปลูกขยายพันธุ์ได้ทันฤดูกาล และจะมีการติดตามและประสานการกระจายท่อนพันธุ์เพิ่มอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">&ldquo;การใช้ท่อนพันธุ์คุณภาพ ไม่เพียงช่วยป้องกันโรคใบด่าง แต่ยังช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์แป้งให้สูงขึ้นตามความต้องการของตลาด ช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม โดยปัจจุบันราคามันสำปะหลัง (เชื้อแป้ง 25%) อยู่ที่เฉลี่ย 2.65 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 29% จากความต้องการใช้มันสำปะหลังในตลาดที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง และกรมยังมีมาตรการคู่ขนานเพื่อลดภาระด้านต้นทุนให้แก่เกษตรกร โดยเตรียมจัดจำหน่าย &quot;ปุ๋ยธงเขียว&quot; ในราคายุติธรรมเพื่อลดต้นทุนหลักในการเพาะปลูก&rdquo;</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">สำหรับมันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมพลังงานทดแทน (เอทานอล) โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ความตึงเครียดในต่างประเทศที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจึงเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก และช่วยสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้เกษตรกรไทยในระยะยาว</span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026031675b45dd771ae9d7b007f671d1dfa84c4104209.jpg' type='image/jpg' length='608934' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[บริษัทตั้งใหม่ ก.พ.69 7,219 ราย รวมยอด 2 เดือน 15,637 ราย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153260</link>
<guid isPermaLink="false">e68ffcd0e7bcfb01c4c60aa2af92eae9</guid>
<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 10:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยเดือน ก.พ.69 มีธุรกิจตั้งใหม่ 7,219 ราย ทุนจดทะเบียน 14,701 ล้านบาท ส่วนยอดเลิก มีจำนวน 873 ราย ทุน 2,533 ล้านบาท รวม 2 เดือน ตั้งใหม่ 15,637 ราย ทุน 39,077 ล้านบาท เลิก 2,125 ราย ทุน 15,800 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน ก.พ.2569 มีจำนวน 7,219 ราย ลดลง 4.12% มีทุนจดทะเบียน 14,701 ล้านบาท ลดลง 10% โดยธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ คือ ธุรกิจบริการอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น ธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร และธุรกิจขายปลีกเครื่องสำอาง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในเดือน ก.พ.2569 มีนิติบุคคล 1 ราย ที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท คือ บริษัท เซ็นทรัล เซ็นทรัล จำกัด มูลค่าทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท ประกอบธุรกิจ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ศูนย์แสดงสินค้า อาคารสำนักงาน พื้นที่ทำงาน โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านจำหน่ายเครื่องดื่ม โรงภาพยนตร์ รวมถึงการให้เช่าพื้นที่ภายในและภายนอกของอาคารและสถานที่ดังกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"><br />
ส่วนยอดรวมการจัดตั้งใหม่ช่วง 2 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) มีจำนวน 15,637 ราย ลดลง 4.60% ทุนจดทะเบียนสะสม 39,077 ล้านบาท ลดลง 5.35%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทางด้านการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือน ก.พ 2569 มีจำนวน 873 ราย เพิ่มขึ้น 10.93% ทุนจดทะเบียนเลิก 2,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.83% รวม 2 เดือน มีจำนวน 2,125 ราย ลดลง 4.19% ทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 15,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 125%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ.2569 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,065,715 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.11 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 980,550 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.62 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 781,491 ราย คิดเป็น 79.70% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.53 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 197,553 ราย คิดเป็น 20.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,506 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.66 ล้านล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 533,080 ราย ทุนจดทะเบียน 13.81 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง ค้าปลีก 321,165 ราย ทุนจดทะเบียน 2.63 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 126,305 ราย ทุนจดทะเบียน 7.18 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.37%, 32.75% และ 12.88% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260316a4fde329340f20f25ce2185fe89e3c63103619.jpg' type='image/jpg' length='76184' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ตรวจคลังเก็บปุ๋ย สต็อกเพียบ ผู้ประกอบการเร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่เพิ่ม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153258</link>
<guid isPermaLink="false">10469169d1842fad7cf218daf20e37d3</guid>
<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 10:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายใน เกาะติดปุ๋ยใกล้ชิด พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบคลังเก็บใหญ่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พบสินค้ามีปริมาณจำนวนมาก ผู้ประกอบการมีแผนนำเข้าต่อเนื่อง เน้นหาแหล่งใหม่ นอกเหนือจากตะวันออกกลางที่มีปัญหา ย้ำเกษตรกร ขอให้มั่นใจ ไม่จำเป็นต้องกักตุน เผยยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบราคาต่อเนื่อง พบโก่งราคา เอาเปรียบ เล่นงานทันที</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง ภายหลังเกิดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าและการขนส่งสินค้าในตลาดโลก โดยได้เร่งวางมาตรการบริหารจัดการทั้งด้านปริมาณสินค้า แหล่งนำเข้า และการกำกับดูแลราคา เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงปุ๋ยได้อย่างเพียงพอในราคาที่เป็นธรรม และได้รับผลกระทบน้อยที่สุด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้มอบหมายให้นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ปุ๋ยเคมี ณ คลังสินค้าของผู้จำหน่ายปุ๋ยรายใหญ่ ได้แก่ บริษัท เจียไต๋ จำกัด และปุ๋ยไวกิ้ง ในพื้นที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นคลังเก็บปุ๋ยเคมีขนาดใหญ่ของประเทศ เพื่อติดตามปริมาณสต็อกและสถานการณ์การกระจายสินค้าในช่วงฤดูเพาะปลูก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยผลการตรวจสอบ พบว่า คลังสินค้ายังคงมีปริมาณปุ๋ยเคมีจำนวนมาก โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 และผู้ประกอบการ มีแผนนำเข้าสินค้าเพิ่มเติมเพื่อทยอยเติมสต็อกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณปุ๋ยในประเทศยังเพียงพอรองรับความต้องการใช้ของภาคเกษตร ทั้งในช่วงเตรียมเพาะปลูกและฤดูกาลผลิตถัดไป โดยกรมขอให้เกษตรกรมั่นใจในสถานการณ์สินค้าและไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิทยากรกล่าวว่า กรมได้ประชุมหารือร่วมกับ 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจการเกษตร รวมถึงผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายปุ๋ยรายสำคัญ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการซัปพลายและเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดโลก โดยได้รับการยืนยันว่าปัจจุบันสต็อกปุ๋ยทั้งในโรงงานและคลังสินค้ายังมีเพียงพอ และการสั่งซื้อแม่ปุ๋ยยังดำเนินการได้ตามปกติ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ผู้ประกอบการได้เร่งกระจายความเสี่ยงด้านการนำเข้า โดยขยายและหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยเพิ่มเติมจากหลายประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง ปัจจุบันมีการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากประเทศซาอุดีอาระเบียและมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน มาเลเซียและบรูไนยังสามารถจัดส่งสินค้าได้ตามปกติ อีกทั้งไทยยังมีแหล่งนำเข้าจากหลายภูมิภาค เช่น โอมาน จีน รัสเซีย แคนาดา เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศในยุโรปและอาเซียน ทำให้ระบบจัดหาปุ๋ยมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถทดแทนแหล่งนำเข้าได้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้ประสานกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มอบหมายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก เร่งสำรวจและหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน พร้อมเพิ่มปริมาณนำเข้าจากมาเลเซียและบรูไน รวมถึงเร่งเจรจากับทางการจีนเพื่อผ่อนคลายมาตรการและเพิ่มปริมาณส่งออกปุ๋ยฟอสเฟตมายังไทย เพื่อให้การนำเข้าปุ๋ยดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนการดูแลราคา กรมได้กำกับติดตามโครงสร้างราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พร้อมสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายอย่างเข้มงวด หลังพบร้านค้าบางพื้นที่ปรับราคาสูงขึ้นกระสอบละ 50&ndash;100 บาท โดยผู้ผลิตยืนยันว่าสินค้าสต็อกเดิมยังจำหน่ายราคาเดิม พร้อมกำชับห้ามจำกัดการขาย ห้ามกักตุนสินค้า และห้ามขายพ่วงปุ๋ยโดยเด็ดขาด และขอเตือนผู้ประกอบการห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนหากประชาชนหรือเกษตรกร หากพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260316b7fd9ef9f64a1c388d89030c85942baf103424.jpg' type='image/jpg' length='327808' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมทรัพย์สินทางปัญญาขานรับนโยบายรัฐ ลุย 6 มาตรการประหยัดพลังงาน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153257</link>
<guid isPermaLink="false">504b65ce3261c9d92b7255d80af14af0</guid>
<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 10:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาขานรับนโยบายรัฐบาลประหยัดพลังงาน ออก 6 มาตรการเร่งด่วน สั่งข้าราชการทำงานจากที่บ้าน ปรับอุณหภูมิแอร์ 26-27 องศาเซลเซียส ปิดไฟ ปรับการใช้งานอุปกรณ์ ปรับการใช้ลิฟต์ ลดใช้น้ำมัน คาดเซฟงบประมาณ 3.66 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมขานรับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการลดใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรภาครัฐ เนื่องจากสถานการณ์พลังงานของโลกยังคงมีความไม่แน่นอน และต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยได้ยกระดับมาตรการประหยัดพลังงาน 6 ด้าน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ในการลดการใช้พลังงาน ครอบคลุมทั้งในมิติการปฏิบัติงานและการใช้ทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับ 6 มาตรการ ประกอบด้วย 1.ปรับรูปแบบการทำงานให้มีความยืดหยุ่น โดยสนับสนุนให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานแบบ Work From Home ตามความเหมาะสมของภารกิจ พร้อมส่งเสริมการประชุมและการให้บริการประชาชนผ่านระบบออนไลน์ เพื่อช่วยลดการเดินทางและการใช้พลังงานในสำนักงาน 2.ปรับการใช้งานระบบปรับอากาศและระบายอากาศ โดยการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส และปิดการใช้งานเมื่อไม่จำเป็น และยังมีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันความร้อนเข้าสู่อาคาร พร้อมหลีกเลี่ยงการติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นแหล่งกำเนิดความร้อน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">3.ปรับการใช้งานระบบแสงสว่าง โดยปิดไฟห้องทำงานในช่วงพักเที่ยง ปิดไฟบริเวณทางเดินหรือบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ รวมทั้งเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟ LED และอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง 4.ปรับการใช้งานอุปกรณ์สำนักงาน อาทิ ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ในช่วงพักเที่ยง ลดปริมาณการใช้กระดาษ และไม่ติดตั้งเครื่องถ่ายเอกสารไว้ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ 5.ปรับการใช้ลิฟต์ภายในอาคารสำนักงาน โดยตั้งเวลาให้ประตูลิฟต์ปิดเองภายใน 10 วินาทีเพื่อลดการใช้พลังงานและยืดอายุการใช้งานของมอร์เตอร์เปิด-ปิดประตูลิฟต์ พร้อมรณรงค์การเดินขึ้น-ลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ และ 6.ปรับลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง โดยกำหนดให้พนักงานขับรถยนต์ส่วนกลางขับรถด้วยความเร็วสม่ำเสมอในช่วง 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อประหยัดน้ำมัน และหมั่นตรวจสอบบำรุงรักษารถยนต์ให้อยู่ในสภาพดี รวมทั้งการวางแผนการเดินทาง และส่งเสริมการใช้รถยนต์ร่วมกันเมื่อเดินทางไปในเส้นทางเดียวกัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะไม่กระทบต่อการขับเคลื่อนภารกิจกรม เพราะได้พัฒนาระบบงานให้รองรับการปฏิบัติงานออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบสำหรับส่วนงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดรายเดือนไว้อย่างชัดเจน ขณะที่งานบริการภาคประชาชนก็ยังคงสามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยมีระบบให้บริการของกรม รองรับทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งมาตรการต่าง ๆ ที่ช่วยลดการเดินทาง คาดว่าจะสามารถลดการใช้เชื้อเพลิงได้ประมาณ 1.14 แสนลิตรต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.66 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดการใช้พลังงานภายในองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม สร้างวัฒนธรรมการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และมีส่วนร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260316fe4449ac11cc7d5415b833b65d97499c103312.jpg' type='image/jpg' length='180808' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”มอบนโยบายทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก รักษาตลาดเดิม ลุยเจาะตลาดใหม่]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153256</link>
<guid isPermaLink="false">f65db321c3484146b59a0d44f40f8e89</guid>
<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 10:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;มอบนโยบายทูตพาณิชย์ ที่ประจำอยู่ใน 58 แห่งทั่วโลก ลุยผลักดันส่งออก รักษาตลาดเดิมควบคู่เปิดตลาดใหม่ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตะวันออกกลาง นโยบายการค้า เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ช่วงนี้ขอเน้นสินค้าเกษตร ผลไม้ ธุรกิจบริการ และมุ่งเจาะเป็นรายตลาด อินเดีย จีน ตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น ยุโรป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการประชุมแผนผลักดันการค้าระหว่างประเทศเชิงรุก ปี 2569 ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) จากทั่วโลก 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจ ว่า ได้ประเมินสถานการณ์การค้าโลกเชิงลึก และกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการส่งออกไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตะวันออกกลาง นโยบายการค้า และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับตัวเพื่อให้การส่งออกยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง หรือ VUCA World มาจาก Volatility, Uncertainty, Complexity, Ambiguity (ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงาน เปลี่ยนเป็น VUCA ที่ประกอบด้วย Vision, Understanding, Clarity, Agility (วิสัยทัศน์ ความเข้าใจ ความชัดเจน และความคล่องตัว) รับมือกับความเปลี่ยนแปลง โดยนำแนวคิด TAM Model มาใช้ คือ Think Big&ndash;Act Small&ndash;Move Right คือคิดเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนเริ่มจากจุดเล็ก ๆ และปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์อย่างถูกต้องเหมาะสม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกทำงานเชิงรุก โดยเน้นรักษาตลาดเดิมควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักมากเกินไป และในระยะเร่งด่วน ขอให้เร่งผลักดันสินค้าเกษตรและผลไม้ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ รองรับฤดูกาลผลไม้ไทยที่กำลังจะออกสู่ตลาด รวมทั้งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมธุรกิจบริการของไทย อาทิ ดิจิทัลคอนเทนต์ เกม ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์ ร้านอาหารไทย และธุรกิจสุขภาพและเวลเนส ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ในตลาดโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับตลาดสำคัญที่ต้องเร่งขยาย เช่น อินเดียและเอเชียใต้ มุ่งเน้นสินค้าอาหาร วัตถุดิบอุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ อาทิ การสนับสนุนวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเมืองรองที่มีชนชั้นกลางและกำลังซื้อเพิ่มขึ้น จีน เร่งรุกตลาดสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์ พร้อมขยายตลาดสู่จีนตะวันตกและจีนชั้นในรวมทั้งใช้ช่องทางออนไลน์และ KOL ในการทำตลาด ตะวันออกกลาง ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด พร้อมหาเส้นทางโลจิสติกส์สำรองและรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ญี่ปุ่น โอกาสที่ไทยและญี่ปุ่นจะครบรอบ 140 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 ร่วมกันกำหนดทิศทางความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และยุโรป ในปีนี้ ครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 170 ปี ไทยและฝรั่งเศส ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีในการต่อยอดส่งเสริมสินค้าและวัฒนธรรมไทยในภูมิภาคยุโรป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนความท้าทายส่งออกไทยในปัจจุบัน พบว่า 1.การกระจุกตัวของตลาดส่งออก ไทยพึ่งพาตลาดหลักกว่า 30% ของการส่งออกทั้งหมด และมีความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า 2.การกระจุกตัวของผู้ส่งออก ไทยมีผู้ประกอบการส่งออกกว่า 30,000 ราย แต่ผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงประมาณ 7,000 ราย มีสัดส่วนการส่งออกถึง 84% ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยและ SME มีเพียง 16% 3.โครงสร้างการผลิตที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบสูง จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วน Local Content และส่งเสริมสินค้า Made in Thailand เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260316a715c5dea8cc36783a46f3d8dc4e8611103151.jpg' type='image/jpg' length='938953' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 2 เดือน มีนาคม 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152998</link>
<guid isPermaLink="false">16a442ef0320d6a84fa4aea5c40a748f</guid>
<pubDate>Fri, 13 Mar 2026 13:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260313d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e134948.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”โชว์ 4 เดือน จับมันเส้นนำเข้าด้อยคุณภาพได้รวม 21 ครั้ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152886</link>
<guid isPermaLink="false">e1b53c41dc938055cfdbc24ffb7a8e14</guid>
<pubDate>Fri, 13 Mar 2026 09:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศ โชว์ผลงานตรวจสอบมันเส้นนำเข้าจาก สปป.ลาว ช่วง 4 เดือน ธ.ค.68-มี.ค.69 พบด้อยคุณภาพ 21 ครั้ง สั่งระงับนำเข้าทันที ยันการตรวจสอบเป็นไปด้วยความโปร่งใส มีสมาคม ตัวแทนเกษตรกร เข้าร่วมสังเกตการณ์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ให้คุมเข้มการนำเข้ามันเส้นตามแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด โดยได้ส่งชุดตรวจ จำนวน 4 ชุด ลงพื้นที่พร้อมกัน เน้นคุมเข้มเป็นพิเศษในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ อุบลราชธานี มุกดาหาร บึงกาฬ และเลย ซึ่งตลอดระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568 ถึง เดือน มี.ค.2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยและเพื่อนบ้านออกสู่ตลาดจำนวนมาก ชุดตรวจของกรมพบการนำเข้ามันเส้นด้อยคุณภาพ จำนวน 21 ครั้ง และได้ลงโทษผู้นำเข้ามันเส้นดังกล่าวแล้ว โดยการระงับการนำเข้าทันที</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการตรวจพบมันเส้นด้อยคุณภาพ จำนวน 21 ครั้ง ตรวจพบที่ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี 5 ครั้ง มุกดาหาร 9 ครั้ง บึงกาฬ 5 ครั้ง และเลย 2 ครั้ง โดยปัญหาที่พบส่วนใหญ่ คือ ความชื้นสูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ เพื่อให้การตรวจคุณภาพมันเส้นของชุดตรวจกรมเป็นไปอย่างโปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย กรมได้เชิญผู้แทนภาคเอกชน ประกอบด้วยผู้แทนจากสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และผู้แทนภาคเกษตรกร ประกอบด้วยสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เข้าร่วมสังเกตการณ์การตรวจสอบคุณภาพมันเส้นของชุดตรวจของกรมด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกร ผู้ประกอบการ ประชาชน มีเบาะแสเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้ามันเส้นคุณภาพต่ำ สามารถแจ้งเข้ามาได้ที่สายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ 1385 จะดำเนินการตรวจสอบทันที และหากพบการทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603134a38f42187c131a406044b05df339fca094706.png' type='image/png' length='1501495' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อรมน”เสิร์ฟความรู้ไอพีคนไทย ส่งวิทยากรไปสอน ทำหลักสูตรเรียนออนไลน์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152884</link>
<guid isPermaLink="false">953feed56ae41aa3a882537e272090c9</guid>
<pubDate>Fri, 13 Mar 2026 09:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;อรมน&rdquo; เผย 2 เดือน สนับสนุนวิทยากรลงพื้นที่ให้ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาทั่วประเทศ ครอบคลุมสถานบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ รวม 32 ครั้ง เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย 2,205 คน พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบเรียนรู้ออนไลน์ DIP e-Learning เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงองค์ความรู้ทรัพย์สินทางปัญญา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมได้เดินหน้าเสิร์ฟความรู้ &ldquo;ทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; ถึงมือคนไทยทั่วประเทศ โดยในช่วง 2 เดือน ของปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) ได้สนับสนุนวิทยากรลงพื้นที่ส่งเสริมความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาทั่วประเทศแล้ว 32 ครั้ง เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายรวม 2,205 คน โดยให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความรู้แก่สถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างเครือข่ายหน่วยงานสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Unit) ภายในองค์กร ทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ส่งต่อความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่นักวิจัย นักศึกษา และบุคลากรภายในหน่วยงาน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยกรมได้ถ่ายทอดความรู้ให้ครอบคลุมหัวข้อที่ทันสมัยและสอดรับกับการค้าในยุคดิจิทัล อาทิ การร่างคำขอและขั้นตอนการขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เทคนิคการสืบค้นและใช้ประโยชน์ฐานข้อมูลสิทธิบัตร การสร้างสรรค์ผลงานด้วย AI อย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ การสร้างแบรนด์ให้เข้มแข็งด้วยเครื่องหมายการค้า การวางกลยุทธ์บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ กฎหมายลิขสิทธิ์และประเภทของสัญญาลิขสิทธิ์ ความรู้ด้านการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้ช่วยตรวจสอบรายละเอียดคำขอเบื้องต้นก่อนยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญากับกรม ซึ่งจะช่วยให้คำขอมีความครบถ้วนสมบูรณ์ ลดขั้นตอนการแก้ไข และเพิ่มโอกาสในการได้รับความคุ้มครองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อันเป็นการส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนให้หน่วยงานมีระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่ชัดเจน เพื่อต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า และนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมนกล่าวว่า กรมยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยได้พัฒนาระบบ DIP e-Learning ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และคลังข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาที่ทันสมัย เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เหมาะสำหรับนักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และผู้ปฏิบัติงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะ โดยมีหลักสูตรตั้งแต่ระดับความรู้พื้นฐานไปจนถึงเนื้อหาเชิงลึกที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริง ผู้เรียนสามารถบริหารจัดการเวลาเรียนได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งได้รับประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (e-Certificate) เมื่อเรียนจบหลักสูตรและผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ที่กำหนด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยกรมมีแผนพัฒนาหลักสูตรออนไลน์เพิ่มเติม และส่งเสริมการใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวให้แพร่หลายยิ่งขึ้น โดยจะนำหัวข้อที่ได้รับความนิยมในการขอรับการสนับสนุนวิทยากรที่ผ่านมา มาพัฒนาเป็นหลักสูตรออนไลน์ใหม่ ๆ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยให้พร้อมก้าวสู่สนามแข่งขันได้อย่างมั่นใจ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผู้สนใจ สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาผ่านระบบ DIP e-Learning ได้ที่ elearning.ipthailand.go.th โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และหน่วยงานที่ต้องการขอรับบริการวิทยากร การจัดอบรมเชิงลึกเฉพาะด้าน หรือการขอรับคำปรึกษาเพื่อพัฒนาธุรกิจ สามารถติดต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ที่เว็บไซต์ www.ipthailand.go.th และ Facebook กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2547 4664 หรือ สายด่วน 1368</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603138e901348c0ad7913c4c9b4a6f7732e4e094516.jpg' type='image/jpg' length='150100' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์รับนโยบายรัฐ เคาะ 7 มาตรการประหยัดพลังงาน คาดเซฟงบ 5%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152883</link>
<guid isPermaLink="false">f975028e3a35efafa28284ec6d0032f8</guid>
<pubDate>Fri, 13 Mar 2026 09:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขานรับนโยบายประหยัดพลังงานรัฐบาล กำหนด 7 มาตรการรองรับ ปรับแอร์ 26-27 องศาเซลเซียส ประชุมผ่านออนไลน์ งดสวมสูทผูกไท ปิดไฟ ปิดคอม ลดใช้รถ เดินขึ้นลงบันได และทำงานจากที่บ้าน คาดประหยัดงบได้ 5%</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ขานรับนโยบายรัฐบาล โดยได้กำหนด 7 มาตรการหลัก เพื่อรองรับผลกระทบสถานการณ์พลังงานโลก หลังจากเกิดการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอลกับอิหร่าน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ให้หน่วยงานภาครัฐร่วมลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค.2569 เป็นต้นไป โดยต้องไม่กระทบต่อการทำหน้าที่ตามพันธกิจและการอำนวยความสะดวกในการให้บริการต่อประชาชน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับ 7 มาตรการดังกล่าว ได้แก่ 1.ตั้งอุณหภูมิในห้องปฏิบัติราชการให้มีความเหมาะสม ประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส และกำหนดระยะเวลาการเปิดปิดเครื่องปรับอากาศ โดยเปิดเครื่องปรับอากาศ 2 ช่วงเวลา ตั้งแต่ 08.30-11.30 น. และ 13.00-16.00 น. และปิดเครื่องปรับอากาศทันทีเมื่อไม่มีผู้อยู่ที่ห้องปฏิบัติราชการ สำหรับหน่วยบริการประชาชนให้กำหนดตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจและประชาชนเป็นหลัก</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">2.ประชุมผ่านระบบ Online Meeting เพื่อลดการเดินทาง 3.การแต่งกาย สุภาพบุรุษ เน้นการใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้น งดผูกเน็คไทและงดสวมเสื้อสูท สุภาพสตรี สวมใส่ชุดที่สบาย ระบายความร้อนได้ดี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุภาพ และเคารพต่อสถานที่ (ยกเว้นงานพิธีการ) 4.ปิดไฟ ถอดปลั๊ก และปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์เมื่อไม่ได้ใช้งาน รวมทั้ง ตั้งโหมดพักหน้าจอเพื่อประหยัดพลังงาน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">5.ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง โดยหากต้องมีการประชุมนอกสถานที่ ให้ใช้และโดยสารรถร่วมกันในการเดินทาง เข้าร่วมประชุมตามสถานที่ต่าง ๆ 6.ใช้บันไดเพื่อขึ้น-ลง ซึ่งเป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่ง และลดการใช้ไฟฟ้าจากลิฟต์โดยสาร 7.ใช้มาตรการปฏิบัติราชการจากสถานที่พัก (Work From Home)</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเสริมเพื่อประหยัดพลังงานเพิ่มมากขึ้น เช่น สำรวจสภาพรถราชการทุกประเภทมิให้มีมลพิษทางอากาศและระดับเสียงจากท่อไอเสียที่เกินจากระดับมาตรฐานที่กรมควบคุมมลพิษกำหนด ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงได้อีกทางหนึ่ง และกำชับให้ใช้ทรัพยากรของทางราชการและของส่วนรวมด้วยความประหยัด และคุ้มค่ามากที่สุด</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า แม้ว่าจะสนับสนุนการทำงานแบบ Work From Home แต่ส่วนที่ให้บริการภาคธุรกิจและประชาชน ยังคงดำเนินการให้บริการตามปกติ โดยได้กำชับให้ผู้ให้บริการทุกคนให้บริการบนพื้นฐานของการประหยัดพลังงาน และให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้บริการพิจารณาใช้บริการกรม ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการใช้พลังงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งขณะนี้ กรมได้เปิดให้บริการภารกิจด้านต่าง ๆ ผ่านระบบออนไลน์ครบ 100% แล้ว</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;หากมาตรการดังกล่าว ประสบผลสำเร็จ จะช่วยให้กรมฯ สามารถประหยัดงบประมาณได้ประมาณร้อยละ 5 ของงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาล ซึ่งจะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ด้านการบริหารจัดการองค์กร และการจัดการด้านพลังงาน รวมทั้ง เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศและของโลกให้ดำรงอยู่ตลอดไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026031367dc9ec1de2e90ac19281bc2a6523d95094347.jpg' type='image/jpg' length='90852' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”เปิดงาน DITP EXPO 2026 ขนทัพสินค้าส่งออกจัดแสดง-จำหน่าย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152881</link>
<guid isPermaLink="false">e0f7a4f9b8668d1d8852feb6730c412b</guid>
<pubDate>Fri, 13 Mar 2026 09:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เปิดงาน DITP EXPO 2026 งานใหญ่ที่นำสินค้ามาตรฐานส่งออกจากผู้ประกอบการไทยกว่า 130 คูหา ครอบคลุมสินค้าเกษตรและอาหาร แฟชันและไลฟ์สไตล์ สุขภาพและความงาม มาจัดแสดงและจำหน่าย ยันพาณิชย์จะเดินหน้าขับเคลื่อนส่งออกเต็มที่ แม้เผชิญความเสี่ยงสารพัด พร้อมลุยผลักดัน SME มีโอกาสค้าขาย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานในพิธีเปิดงาน DITP EXPO 2026 ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 74 ปีของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา DITP ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศของไทย ทั้งการขยายตลาดส่งออก การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การส่งเสริมแบรนด์สินค้าไทย และการให้บริการข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ภาคธุรกิจ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระทรวงพาณิชย์จึงต้องดำเนินมาตรการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจและขยายตลาดส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยการจัดงาน DITP EXPO ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จในอดีตของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศความพร้อมของกระทรวงพาณิชย์และทีมประเทศไทยในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ให้สามารถก้าวข้ามความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และนำสินค้าและบริการของไทยไปสร้างชื่อเสียงในเวทีโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยมีมูลค่าการส่งออกสูงถึงกว่า 11.1 ล้านล้านบาท เติบโตกว่า 12.4% ซึ่งสะท้อนศักยภาพของภาคธุรกิจไทย แต่ปีนี้ มีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาสงคราม จึงจำเป็นต้องเพิ่มทั้งศักยภาพและคุณภาพของการส่งออก การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทูตพาณิชย์ที่มี 58 แห่งทั่วโลก การยกระดับผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจและการส่งออกของไทย โดยมีแผนสนับสนุนทั้งการตลาด การผลักดันเข้าถึงแหล่งเงินทุน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการดูแลความเป็นธรรมทางการค้า และการปกป้องผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งผลักดันการขยายการส่งออกไปสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป รวมถึงภาคบริการที่ไทยมีศักยภาพ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ภายในงานมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 135 บริษัท แบ่งเป็นผู้ประกอบการในโซนจำหน่ายสินค้า 107 บริษัท และผู้ประกอบการในโซน Workshop จำนวน 28 บริษัท พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมให้ข้อมูลและบริการแก่ผู้ประกอบการและประชาชน อาทิ สภากาชาดไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์วายไทย และยังมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ นิทรรศการ Showcase รางวัลเกียรติยศ การเสวนา การสาธิตทำอาหาร Creative Workshop และกิจกรรมพิเศษจากศิลปิน ดารา และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้เข้าชมงาน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260313ec16a49fbfa18352e74b90257f5f1d6d094221.jpg' type='image/jpg' length='1008489' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”สั่งคุมเข้มสินค้าควบคุม 59 รายการ สินค้าที่มีน้ำมันในโครงสร้างต้นทุน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152875</link>
<guid isPermaLink="false">129538a88e88d8a753977e1b65364d64</guid>
<pubDate>Fri, 13 Mar 2026 09:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;กำชับกรมการค้าภายในคุมเข้มสินค้า เน้นสินค้าควบคุม 59 รายการ และสินค้าที่มีโครงสร้างจากราคาน้ำมัน ส่วนหลังพ้นระยะตรึงดีเซลแล้ว ราคาสินค้าจะขึ้นหรือไม่ ต้องดูนโยบายรัฐบาลจะเอาไงกะดีเซลต่อ &ldquo;วิทยากร&rdquo;จับตาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช ปุ๋ยเคมี พร้อมสอบพฤติกรรมร้านค้าปุ๋ยเอาเปรียบ ย้ำมีเพียงพอ และเร่งนำเข้าเพิ่ม</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงมาตราการดูแลราคาสินค้าในช่วงการสู้รบในตะวันออกกลางว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งย่างเข้าสู่วันที่ 12 โดยเบื้องต้นได้วางแนวทางกำกับดูแลราคาสินค้าไว้แล้ว เพื่อควบคุมไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าควบคุมทุกประเภท รวมถึงสินค้าที่มีโครงสร้างราคาน้ำมันเป็นส่วนประกอบหลัก</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้สั่งการให้กรมการค้าภายในขอความร่วมมือผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีกให้ตรึงราคาสินค้าไปจนถึงวันสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลวันที่ 17 มี.ค.2569 โดยนับเป็นเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา และหากสิ้นสุดการตรึงราคาน้ำมันดีเซลแล้ว ราคาสินค้าจะปรับขึ้นตามหรือไม่นั้น ขอให้ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะต่ออายุมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลออกไปอีกหรือไม่</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมได้กำชับให้พาณิชย์ทุกจังหวัดตรวจสอบราคาสินค้า ห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าควบคุม และยังมีสินค้าที่กรมจะจับตาราคาเป็นพิเศษ อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช ปุ๋ยเคมี เป็นต้น เพราะเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ และจำเป็นต่อเกษตรกร ส่วนสินค้าที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ กรมจะเข้าไปดูแลโครงสร้างต้นทุนว่ามีต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าไร ซึ่งราคาจำหน่ายอาจแปรผันตามต้นทุน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ กรมอยู่ระหว่างสอบข้อเท็จจริงร้านค้าปุ๋ยจำนวน 5 แห่ง ที่อาจมีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยมีมีพฤติกรรม 3 รูปแบบ คือ 1.ปิดป้ายแสดงราคาไม่ตรงกับราคาจำหน่าย 2.จำกัดปริมาณการซื้อ 3.บังคับขายพ่วงปุ๋ยกับสินค้าอื่น ซึ่งเบื้องต้นได้ประชุมร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ยแล้วมีสต็อกเพียงพอไปจนถึงเดือน ส.ค.2569 และมีแผนที่จะนำเข้าจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากพื้นที่พิพาท อาทิ โอมาน มาเลเซีย และบรูไน เป็นต้น รวมทั้งมีแผนทำปุ๋ยธงเขียว ช่วยเหลือเกษตรกร</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับสินค้ารายการสินค้าและบริการควบคุม ประกอบด้วย 59 รายการ ได้แก่ 1.กระดาษและผลิตภัณฑ์ 3 รายการ 2.เครื่องใช้ไฟฟ้า 2 รายการ 3.บริภัณฑ์ขนส่ง 2 รายการ 4.ปัจจัยทางการเกษตร 7 รายการ 5.ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 2 รายการ 6.ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ 4 รายการ 7.วัสดุก่อสร้าง 4 รายการ 8.สินค้าเกษตรที่สำคัญ 7 รายการ 9.สินค้าอุปโภคบริโภค 7 รายการ 10.อาหาร 14 รายการ 11.อื่น ๆ 2 รายการ 12.บริการ 5 รายการ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603136b113d751b49c9fa5c7e1551306a8afe093849.jpg' type='image/jpg' length='327258' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ตั้งคณะทำงานพิเศษรับมือสหรัฐฯ เปิดไต่สวนไทยภายใต้ ม.301]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152874</link>
<guid isPermaLink="false">11abe24c46f5dd40a194e53c2ddf3c66</guid>
<pubDate>Fri, 13 Mar 2026 09:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;สั่งตั้งคณะทำงานพิเศษเกาะติดสหรัฐฯ หลังเริ่มกระบวนการตรวจสอบประเทศคู่ค้าภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ปมกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง มีปลัดพาณิชย์ เป็นประธาน อธิบดีทุกกรมเป็นคณะทำงาน เพื่อแก้ต่างและชี้แจงสหรัฐฯ เผยสินค้า 3 กลุ่ม ยานยนต์ เครื่องจักร ยาง มีความเสี่ยง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีสหรัฐฯ เริ่มกระบวนการตรวจสอบประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ว่า ได้สั่งการให้ตั้งคณะทำงานพิเศษเกาะติดสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์และหาแนวทางชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และมีอธิบดีทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์เป็นคณะทำงาน โดยจะประชุม และวิเคราะห์ผลกระทบเป็นรายเซ็กเตอร์ และแนวทางการขี้แจง เพื่อไม่ให้สินค้าไทยถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากเดิม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ประกาศเริ่มการสอบสวนต่อ 16 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงไทย ในประเด็นสภาวะ &ldquo;กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง&rdquo; ในภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งตรวจสอบ &ldquo;การกระทำ นโยบาย และแนวทางปฏิบัติ&rdquo; ที่อาจก่อให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคการผลิต ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นอุปสรรคต่อการดึงฐานการผลิตกลับประเทศ (Re-shoring) และส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของแรงงานอเมริกัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับเหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้ประกอบการพิจารณา พบว่าไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024 และภาคการผลิตของไทยยังมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี และมีเพียง 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังระบุอุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายพิจารณา ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเกินดุลการค้าในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม ไทยมีความแตกต่างจากบางประเทศที่ถูกตรวจสอบ เนื่องจากไม่ได้ถูกระบุว่ามีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า เหมือนกรณีสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และเวียดนาม รวมทั้งไม่มีมาตรการอุดหนุนการส่งออกในรูปเงินสดโดยตรงแบบบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ภายใต้กระบวนการตามมาตรา 301 หากสหรัฐฯ พิจารณาว่านโยบายของประเทศที่ถูกตรวจสอบเข้าข่าย &ldquo;ไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ&rdquo; USTR มีอำนาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น การเพิ่มภาษีศุลกากร หรือมาตรการจำกัดการนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยความเสียหายต่อสหรัฐฯ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจีกล่าวว่า ไทยยังสามารถเข้าร่วมกระบวนการชี้แจง โดยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เม.ย.2026 และยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 5 พ.ค. 2026 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนจะเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มเติมภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;มาตรา 301 ไม่มีเพดานการเก็บภาษี แต่ที่ผ่านมาสหรัฐฯ เคยใข้มาตรา 301 กับจีน โดยเก็บภาษีในอัตรา 100% โดยไม่หนักใจในเรื่องประเด็นสมเหตุสมผล เพราะเรามีจุดชี้แจงได้ แต่ต้องชี้แจงให้ชัดเจนกรณีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603130a34e8d112ee9cfe49e052e950ce929e092204.jpg' type='image/jpg' length='506105' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย”จัดงานขอบคุณผู้นำเข้าสินค้าไทยรายใหญ่จากทั่วโลก 18 ราย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152873</link>
<guid isPermaLink="false">07b94a379fb7675a4196af4b3a5f17ba</guid>
<pubDate>Fri, 13 Mar 2026 09:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัด Networking Dinner ให้แก่ผู้นำเข้ารายสำคัญ 18 ราย ภายใต้โครงการ &ldquo;มิตรแท้การค้าไทย 2569 (Thailand&rsquo;s Best Friend)&rdquo; เพื่อแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจที่ได้ให้การสนับสนุนและนำเข้าสินค้าไทยอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดอุปสรรคทางการค้าให้กับสินค้าและบริการของไทย และช่วยสร้างเครือข่ายที่มีส่วนสนับสนุนการค้าของไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในงาน Reception Dinner ให้แก่ผู้นำเข้ารายสำคัญของประเทศ 18 ราย ภายใต้โครงการ &ldquo;มิตรแท้การค้าไทย 2569 (Thailand&rsquo;s Best Friend)&rdquo; โดยมี น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ร่วมด้วย ณ ร้านอาหาร Blue Elephant สาทร เมื่อช่วงค่ำวันที่ 11 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณแก่ผู้นำเข้าที่มีการนำเข้าสินค้าจากไทยอย่างต่อเนื่องและยาวนาน แม้ในช่วงที่การค้าระหว่างประเทศต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่าง ๆ อาทิ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบการค้าโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผู้นำเข้าที่ได้รับเชิญเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ มาจากหลายประเทศสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร จีน เกาหลีใต้ อินเดีย และออสเตรเลีย โดย DITP ได้มอบรางวัล &ldquo;มิตรแท้การค้าไทย 2569&rdquo; (Thailand&rsquo;s Best Friend) ให้แก่ผู้นำเข้าดังกล่าวในช่วงการจัดงานแสดงสินค้า THAIFEX&ndash;HOREC ASIA 2026 พร้อมทั้งจัดกิจกรรมสร้างเครือข่าย (Networking) เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า ซึ่งจะช่วยต่อยอดความร่วมมือและพัฒนาไปสู่การเป็นคู่ค้าทางธุรกิจระยะยาวต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยงานเลี้ยงดังกล่าวจัดขึ้น ณ ร้านอาหาร Blue Elephant สาทร ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 3 ดาว และมีสาขาให้บริการในหลายประเทศทั่วโลก โดยร้าน Blue Elephant ถือเป็นหนึ่งในผู้เผยแพร่อัตลักษณ์อาหารไทยสู่เวทีนานาชาติ พร้อมมีผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ที่ช่วยส่งเสริมและประชาสัมพันธ์อาหารไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ภายในงานได้มีการรังสรรค์เมนูอาหารไทยเป็นพิเศษ เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์อาหารไทยและส่งเสริมวัตถุดิบคุณภาพของประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทย รวมถึงเครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบไทยคุณภาพ โดยเมนูที่จัดเสิร์ฟให้แก่ผู้นำเข้าคนสำคัญจากนานาประเทศ ประกอบด้วย ขนมครกเขียวหวาน ลาบคั่วเป็ดพริกมะแขว่นกระทงทองไข่ผำ ม้าฮ่อ ต้มข่าเนื้อปูน้ำมะพร้าวอ่อน แกงระแวงเนื้อ แกงเหลืองกุ้งก้ามกรามสับปะรดภูเก็ต ยำปลาสลิดบางบ่อไข่เค็มไชยา ผัดผักเหมียงใส่ไข่ เสิร์ฟพร้อมข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้และข้าวหอมนิลอินทรีย์ และปิดท้ายด้วยขนมหวานไทย ได้แก่ ขนมหม้อแกงเผือกหอมน้ำตาลโตนด และส้มฉุนมะยงชิดมังคุด ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายของวัตถุดิบและภูมิปัญญาอาหารไทยได้อย่างโดดเด่น พร้อมตอกย้ำศักยภาพของอาหารไทยที่เป็นอัตลักษณ์สำคัญของประเทศ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260313b527db16dc8860b5d42449dc745c0e04091936.jpg' type='image/jpg' length='1551183' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ให้บริการขอ Form E ที่นครพนม เม.ย.-พ.ค. ไม่หยุดเสาร์-อาทิตย์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152872</link>
<guid isPermaLink="false">ac8a235f3d2a4a8eda0a2c42d798b2fd</guid>
<pubDate>Fri, 13 Mar 2026 09:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศเตรียมพร้อมรับมือฤดูกาลผลไม้ ช่วงเดือน มี.ค.-มิ.ย. จับมือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนม ในฐานะเป็นสำนักงานที่มีการออกออกหนังสือรับรอง ส่งออกผลไม้มากที่สุดในภาคอีสาน ออก Form E แบบไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ตลอดเดือน เม.ย.-พ.ค. เพื่อให้การส่งออกผลไม้ไปจีนไม่มีสะดุด พร้อมคุมเข้มการสวมสิทธิ์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เดินหน้าแผนเชิงรุกเตรียมความพร้อมรองรับมหกรรมส่งออกผลไม้ไทย ในช่วงเดือน มี.ค.-มิ.ย.2569 เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตทุเรียน มะม่วง และ มังคุด ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก และคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Form E (อาเซียน-จีน) โดยการระดมเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางสนับสนุนสำนักงานพาณิชย์จังหวัด (สพจ.) นครพนม ปฏิบัติงานเชิงบูรณาการในการตรวจอนุมัติหนังสือรับรองให้มีความรวดเร็วและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและสร้างความลื่นไหลในระบบโลจิสติกส์ จะเปิดให้บริการในวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ตลอดทั้งฤดูกาล โดยเปิดให้บริการสัปดาห์เว้นสัปดาห์ในเดือน มี.ค. และเดือน มิ.ย. และเปิดให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ตลอดเดือน เม.ย.-พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณการส่งออกผลไม้เยอะที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าผลไม้ของไทยจะเดินทางออกจากด่านนครพนมไปสู่ประเทศจีนได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยจะเริ่มเปิดให้บริการตามแผนดังกล่าวข้างต้นในวันเสาร์ที่ 14 มี.ค. 2569 เป็นวันแรก ซึ่งกรมและ สพจ.นครพนมจะประเมินผลเป็นรายวันและพร้อมปรับแผนเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอารดากล่าวว่า แม้กรมจะอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ก็ตาม แต่ยังยืนยันว่ายังให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันการสวมสิทธิ์ทุเรียนด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่เคยส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของไทยในปีที่ผ่านมา ดังนั้น ในปี 2569 นี้ กรมจึงมีมาตรการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างละเอียดถี่ถ้วนและเป็นธรรม เพื่อคัดกรองสินค้าที่มีคุณภาพและมีแหล่งกำเนิดในไทยอย่างแท้จริง เป็นการสร้างเกราะคุ้มกันให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส พร้อมทั้งตอกย้ำความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้าว่าทุเรียนที่ส่งออกจากไทยคือผลไม้คุณภาพระดับพรีเมียมที่มีมาตรฐานการตรวจสอบระดับสากล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมมีแผนจะคุยกับ สพจ. 7 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มุกดาหาร หนองคาย เชียงราย เชียงใหม่ ชลบุรี และสงขลา (หาดใหญ่) ที่ออกหนังสือรับรองผลไม้ โดยเฉพาะสินค้าทุเรียน เพื่อซักซ้อมความเข้าใจและเตรียมความพร้อมรับมือ หากปริมาณการออกหนังสือรับรองเพิ่มมากขึ้นในฤดูกาลผลไม้&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การตรวจสอบและอนุมัติหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด กรมขอความร่วมมือผู้ประกอบการส่งออกทุกภาคส่วน เตรียมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องและข้อมูลต้นทุนการผลิตให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และชัดเจน ตามระเบียบที่กำหนดไว้ก่อนการยื่นคำขอ อาทิ Invoice ใบตราส่งสินค้า แบบขอรับการตรวจคุณสมบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิด ซึ่งต้องระบุข้อมูลเพิ่มเติม ได้แก่ การยืนยันแหล่งที่มาของสินค้า วันที่ส่งออก ด่านที่ส่งออก ประเภท/ชื่อยานพาหนะ หลักฐานที่แสดงการได้มาซี่งวัตถุดิบ/สินค้า ที่น่าเชื่อถือ เช่น ใบเสร็จซื้อขาย ใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร (GAP) เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่และป้องกันความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ในปี 2568 มีการออกหนังสือรับรองฯ Form E สินค้าทุเรียนไปยังประเทศจีน รวมทั้งสิ้น 61,767 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 4,264 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย สพจ. 3 แห่ง ที่ออกมากที่สุด ได้แก่ สพจ. นครพนม 33,321 ฉบับ มูลค่า 2,038.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สพจ. มุกดาหาร 10,348 ฉบับ มูลค่า 850.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสพจ. เชียงราย 8,220 ฉบับ มูลค่า 534.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026031303a1d7623239506e2d1ba160e061289a091811.png' type='image/png' length='1366233' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ก.พ.69 ลด 0.5% จากราคาสินค้าเกษตรขยับลง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152707</link>
<guid isPermaLink="false">2aac45563867c1418e5e432d069e19f2</guid>
<pubDate>Thu, 12 Mar 2026 13:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ก.พ.69 ลดลง 0.5% จากการลดลงของสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว อ้อย ปาล์ม ยางพารา สุกร โค กุ้ง และผลิตภัณฑ์จากเหมืองที่ลดลง ตามทิศทางตลาดพลังงานโลก ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมสูงขึ้นจากทองคำ แต่อุตสาหกรรมที่เหลือลดลง คาดแนวโน้ม มี.ค.69 ยังเคลื่อนไหวกรอบแคบ จับตาพลังงาน ค่าบาท ทองคำ เป็นตัวกดดัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ก.พ.2569 เท่ากับ 108.3 เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.2568 ลดลง 0.5% จากการลดลงของราคาสินค้าเกษตรสำคัญที่ชะลอตัวจากการแข่งขันสูงในตลาดโลก ทำให้การส่งออกลดลง และราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้ผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาสินค้าเพิ่มได้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับดัชนีราคาผู้ผลิตที่ลดลง มีรายละเอียดโดยหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลง 8.3% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ ข้าวเปลือก จากราคาส่งออกที่ยังคงหดตัวตามการแข่งขันในตลาดโลก อ้อย จากฐานราคาในปีก่อนอยู่ในระดับสูง ประกอบกับผลผลิตในปีนี้ออกมาก ผลปาล์มสด จากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่ต่ำตามราคาพลังงาน ยางพารา จากราคารับซื้อที่ลดลงตามราคาสินค้าในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง สุกรมีชีวิต โคมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดมาก ประกอบกับความต้องการบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ประกอบด้วยหัวมันสำปะหลังสด จากราคารับซื้อที่สูงขึ้นจากการนำเข้าผลผลิตผ่านชายแดนที่ลดลง ผักสด (มะนาว พริก) ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจร้านอาหาร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลดลง 13.8% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งราคาอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนตามทิศทางตลาดพลังงานโลก ขณะที่มีการปรับตัวสูงขึ้นของสินแร่โลหะ (แร่ดีบุก) จากอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัว ประกอบกับอุปทานในตลาดโลกที่ยังมีจำกัด และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง (หินก่อสร้าง) จากอุปทานที่ปรับลดลง ส่งผลให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะที่หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สูงขึ้น 1.1% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ และเครื่องประดับ (เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับพลอย) จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่มีการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าสำคัญ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ น้ำตาลทราย กากน้ำตาล ข้าวสาร ข้าวนึ่ง ปลายข้าว น้ำมันถั่วเหลือง ผักผลไม้แช่แข็ง จากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกลดลง และเนื้อสุกร จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา น้ำมันก๊าด ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ยางมะตอย เบนซิน 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันหล่อลื่น ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี ได้แก่ เม็ดพลาสติกและพลาสติกขั้นต้น และก๊าซชนิดใช้ในอุตสาหกรรม (ออกซิเจน ไนโตรเจน) จากอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว ประกอบกับต้นทุนพลังงานที่ลดลง กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง น้ำยางข้น ผลิตภัณฑ์พลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติก จากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับราคาลดลง กลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า แผงวงจรพิมพ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำและวงจรรวม Integrated Circuit (IC) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ หน่วยรับข้อมูล/แสดงผล จากความต้องการใช้ที่ชะลอตัว ประกอบกับอุปทานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ แนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต เดือนมี.ค.2569 มีแนวโน้มทรงตัวและอาจเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาพลังงาน ส่งผลต่อราคาสินค้าผู้ผลิตในภาพรวม ประกอบกับค่าเงินบาท และราคาทองคำในตลาดโลกที่ยังคงผันผวนตามกระแสของนักลงทุน ส่งผลให้ภาคธุรกิจยังคงรอติดตามสถานการณ์ของตลาดการเงิน และนโยบายด้านการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ในขณะที่กำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวช้า ส่งผลให้ผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้ รวมทั้งการแข่งขันที่สูงในตลาดผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มเข้ามาทดแทนสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ ยังคงกดดันราคาสินค้าผู้ผลิตในหลายอุตสาหกรรมสำคัญ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260312c707ae2e90a2d14459553c50db6a8651131546.jpg' type='image/jpg' length='559128' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เปิด 6 ชื่อล้งมะพร้าวต่างชาติทำผิดกฎหมาย แฉพฤติกรรมสุดตุกติก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152689</link>
<guid isPermaLink="false">21ada6db3face1ce43dd8b8fc1dd9aae</guid>
<pubDate>Thu, 12 Mar 2026 11:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดชื่อล้งมะพร้าว จ.ราชบุรี 6 รายใช้คนไทยเป็นนอมินี เผยผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามบัญชีแนบท้ายหนึ่ง ข้อ 2 และบัญชีสาม ข้อ 13 ,14 และ 15 โดยมีพฤติกรรม ผู้ถือหุ้นคนไทยเป็นแค่พนักงาน ไม่มีอำนาจจัดการธุรกิจ กดราคารับซื้อ บริษัทขาดทุนทุกปี แต่รายได้พุ่ง ย้ำฟันผิดโทษหนัก คุก 3 ปี ปรับ 1 แสนถึง 1 ล้าน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการที่กรมได้ตรวจพบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง (ล้งมะพร้าว) ที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี และได้ส่งรายชื่อ/ข้อมูลให้กองบัญชาการสอบสวนกลาง (CIB) ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก ล่าสุดกรมและ CIB ได้ร่วมกันแถลงข่าว &ldquo;ปฏิบัติการปอกเปลือกนอมินี ตัดวงจรเครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติ&rdquo; ไปแล้ว โดยพบว่า นิติบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ตามท้ายบัญชีหนึ่ง ข้อ 2 การทำนา ทำไร่ หรือทำสวน และบัญชีสาม ข้อ 13, 14 และ 15 ซึ่งเกี่ยวกับการผลิตผลทางการเกษตร การค้าปลีกและค้าส่ง จำนวน 6 ราย ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยประกอบด้วย 1.บริษัท อีซี่ โคโค้นัท จำกัด 2.บริษัท หลง แมน โคโค่นัท จำกัด 3.บริษัท ฟลาย โคโคนัท จำกัด 4.บริษัท หยู่ เซียน หยวน (ประเทศไทย) จำกัด 5.บริษัท ไทยเฉิงต้า เทรดดิ้ง จำกัด และ 6.บริษัท เหอไท่เซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และพบผู้ร่วมดำเนินการบุคคลสัญชาติไทย 10 ราย และ ชาวต่างชาติ 7 ราย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับพฤติการณ์ที่เป็นข้อบ่งชี้ว่าเข้าข่ายนอมินี เช่น 1.นิติบุคคลมีชื่อคนไทยถือหุ้นสัดส่วน 51% แต่พบว่า ผู้ถือหุ้นชาวไทยมีสถานะเป็นเพียงพนักงานระดับปฏิบัติการ พนักงานบัญชี หรือเป็นบุคคลที่ถูกว่าจ้างให้ลงชื่อในเอกสารเท่านั้น ไม่มีอำนาจการตัดสินใจในธุรกิจและไม่ได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการประกอบธุรกิจ 2.ไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการธุรกิจ ชาวต่างชาติที่เป็นนายทุนมีอำนาจในการสั่งซื้อ กำหนดราคา และระบบจัดการขนส่งทั้งหมด 3.ชาวต่างชาติที่เป็นนายทุนเข้าครอบงำห่วงโซ่อุปทานมะพร้าวน้ำหอมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำแบบเบ็ดเสร็จ กำหนดราคารับซื้อหน้าสวนในราคาที่ต่ำกว่าปกติ กำไรที่ได้รับถูกโอนกลับไปยังกลุ่มนายทุนต่างชาติ โดยแจ้งผลประกอบการขาดทุน สวนทางกลับรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี เป็นการอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเอื้อประโยชน์นายทุนต่างชาติให้ไม่ต้องเสียภาษีแก่รัฐไทยอย่างถูกต้อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนเรื่องราคา เชื่อว่าจากนี้น่าจะมีการทยอยปรับเพิ่มขึ้น เพราะสาเหตุที่ทุนต่างชาติเข้าครอบงำห่วงโซ่อุปทานมะพร้าวน้ำหอมได้ถูกจัดการแล้ว แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งสาเหตุเท่านั้น โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อผลักดันราคาให้กับเกษตรกรต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรมและผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าว ที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ หากตรวจพบว่าสำนักงานบัญชี หรือผู้ทำบัญชีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยใช้เอกสารประกอบการทำบัญชีที่ไม่ถูกต้อง จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ.2543 มาตรา 20 ซึ่งจะมีอัตราโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท รวมถึง พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 สำหรับสำนักงานบัญชี หรือผู้ทำบัญชี มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ที่กำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี และหากผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี หรือผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชีไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณที่กำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าผู้นั้นประพฤติผิดจรรยาบรรณ ต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260312abf7a93ebbecb7b851c1544fc9366825115514.jpg' type='image/jpg' length='85917' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผย “เทมเป้” อาหารแห่งอนาคต แนะใช้ถั่วไทยสร้างมูลค่าเพิ่ม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152686</link>
<guid isPermaLink="false">1524775bc3e26a5f00a2ccf00f67d7f1</guid>
<pubDate>Thu, 12 Mar 2026 11:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยแนวโน้มเทรนด์โลก คนกำลังมองหาอาหารที่กินแล้วรอดจากโรคภัย ส่งผลให้โปรตีนทางเลิอกและอาหารจากพืชเติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งในกลุ่มคนรักสุขภาพและกลุ่มคนลดบริโภคเนื้อสัตว์ ชี้เทมเป้ โปรตีนทำจากพืชกำลังมาแรง แนะไทยใช้ถั่วพื้นถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับสินค้าเกษตรสู่อาหารแห่งอนาคต</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ท่ามกลางวิกฤตโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกกว่า 41 ล้านคนต่อปี หรือคิดเป็นกว่า 74% ของการเสียชีวิตทั่วโลก ตามข้อมูลล่าสุดในปี 2025 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างถาวร ผู้คนไม่ได้ต้องการแค่กินอิ่ม แต่กำลังมองหาอาหารที่กินแล้วรอดจากโรคภัย ส่งผลให้ตลาดโปรตีนทางเลือกและอาหารจากพืช (Plant-Based)&rdquo; เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในกลุ่มคนรักสุขภาพ (Health Conscious) และกลุ่มยืดหยุ่น (Flexitarian) ที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง หรือแม้แต่กลุ่มมังสวิรัติและวีแกนที่ต้องการโปรตีนทางเลือกที่ไม่ใช่จากสัตว์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยรายงาน OECD-FAO Agricultural Outlook 2025-2034 ชี้ให้เห็นแนวโน้มใหม่ของการบริโภคอาหารทั่วโลก โดยในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง การบริโภคเนื้อแดงและโปรตีนจากสัตว์ต่อหัวมีแนวโน้มชะลอหรือคงตัว จากแรงกังวลด้านสุขภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ในประเทศรายได้ปานกลางและต่ำกว่า การบริโภคอาหารที่หลากหลายรวมถึงอาหารแหล่งสัตว์ยังคงเพิ่มขึ้น แต่องค์ประกอบของการเลือกโปรตีนกำลังเปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังหันมาสนใจโปรตีนทางเลือกจากพืชร่วมกับอาหารจากสัตว์ ซึ่งเทรนด์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุปสงค์อาหารโลกที่ขยายตัวออกไปจากรูปแบบเดิม และให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กลุ่มอาหารจากพืชเทมเป้ (Tempeh) กำลังถูกจับตาในฐานะสินค้าโปรตีนจากพืชที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูง เนื่องจากตอบโจทย์ทั้งด้านโภชนาการ สุขภาพ และความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญ เทมเป้ไม่ใช่อาหารทางเลือกที่เติบโตจากกระแสเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับการยกระดับสถานะในตลาดโลกผ่านการกำหนดมาตรฐานสากลโดย Codex Alimentarius (FAO/WHO) ภายใต้มาตรฐาน Regional Standard for Tempe (CXS 313R-2013) ซึ่งกำหนดลักษณะผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต และคุณภาพอย่างชัดเจน การมีมาตรฐาน Codex รับรองนี้เปรียบเสมือนใบเบิกทางที่ยกระดับเทมเป้จากอาหารพื้นบ้าน ให้กลายเป็นอาหารแปรรูปเพิ่มมูลค่าที่สามารถส่งออกและแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนในเชิงธุรกิจ เทมเป้คือตัวอย่างของการเปลี่ยนสินค้าเกษตรธรรมดาให้มีมูลค่าสูงขึ้นด้วยนวัตกรรมโดยเฉพาะเทคโนโลยีการหมัก (Solid-State Fermentation) ซึ่งเพิ่มคุณค่าทั้งด้านโภชนาการ รสสัมผัส และความปลอดภัยอาหาร ความได้เปรียบทางธุรกิจจึงไม่ได้อยู่ที่ราคาถั่วในตลาดโลก แต่อยู่ที่องค์ความรู้ กระบวนการผลิต และมาตรฐาน นี่คือโอกาสของผู้ประกอบการที่จะสร้างกำไรจากองค์ความรู้และมาตรฐานการผลิต ซึ่งทำกำไรได้สูงกว่าการขายวัตถุดิบทางการเกษตรแบบดั้งเดิม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;เทมเป้ในวันนี้ไม่ใช่แค่ถั่วหมัก แต่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเนื้อสัตว์ (Functional Substitute) ที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะในตลาดประเทศพัฒนาแล้วที่ผู้คนมองหาโปรตีนที่ทดแทนเนื้อแดงได้จริง ด้วยเนื้อสัมผัสและคุณค่าทางอาหารที่ตอบโจทย์ เทมเป้จึงถูกวางตำแหน่งใหม่ให้เป็น Protein Solution หรือทางออกของคนรักสุขภาพที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ดังนั้น การยกระดับเทมเป้ด้วยมาตรฐานสากล คือกุญแจสำคัญที่ช่วยต่อยอดสินค้าสู่ความพรีเมียมได้หลากหลาย ทั้งรูปแบบวัตถุดิบและอาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat) ด้วยจุดแข็งด้าน Plant-Based และ Clean Label ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ทำให้เทมเป้ก้าวข้ามตลาดเฉพาะกลุ่มขึ้นแท่นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ได้อย่างเต็มตัว สอดรับกับทิศทางของ WHO และ OECD ที่ชี้ชัดว่าโลกกำลังมองหาอาหารที่ปลอดภัยและดีต่อสิ่งแวดล้อม การทำมาตรฐานจึงไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่คือการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางเข้าสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างยั่งยืน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ภาพรวมห่วงโซ่อุตสาหกรรมโปรตีนจากพืช ยังได้รับแรงหนุนจากตลาดวัตถุดิบโลก โดยข้อมูลจาก USDA ระบุว่าในปีการตลาด 2024/25 ผลผลิตถั่วเหลืองโลกอยู่ที่ประมาณ 427.15 ล้านเมตริกตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า และสะท้อนถึงการขยายตัวของการผลิตเมล็ดถั่วเหลืองที่เป็นวัตถุดิบสำคัญทั้งในห่วงโซ่อาหารฟีดสัตว์และโปรตีนจากพืช การเติบโตของผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชในหลายภูมิภาคยังผลักดันให้เกิดการค้าเมล็ดถั่วเหลืองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย โดยในฤดูกาล 2024/25 การค้าถั่วเหลืองทั่วโลกสูงถึง 184.8 ล้านตัน พร้อมกับการเติบโตของการส่งออกจากบราซิลและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ผลิตหลักของโลก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าตลาดโปรตีนจากพืชไม่ใช่ตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผู้ประกอบการไทย เทมเป้คือโอกาสในการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายวัตถุดิบ มาเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมโปรตีน โดยเฉพาะหากสามารถใช้ถั่วพื้นถิ่น ผสานเรื่องราวแหล่งที่มา อัตลักษณ์อาหาร และควบคุมการผลิตด้วยมาตรฐานสากล เทมเป้จะไม่ใช่เพียงสินค้าเกษตรแปรรูป แต่จะกลายเป็น เครื่องมือ Reposition ที่จะจัดวางตำแหน่งใหม่ของอาหารไทยให้เข้าไปยืนหนึ่งในตลาด Plant-Based โลก เพราะในวันที่สุขภาพและความยั่งยืนไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นทิศทางหลักของตลาดอาหารโลก โอกาสทางธุรกิจจึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากกว่าเดิม แต่อยู่ที่การผลิตให้ตอบโจทย์โลกที่กำลังเปลี่ยนมากขึ้น สนค. เชื่อมั่นว่า เทมเป้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการต่อยอดสินค้าเกษตรไทยด้วยการแปรรูป มาตรฐาน และความเข้าใจผู้บริโภคโลกอย่างแท้จริง ซึ่งไม่เพียงเพิ่มมูลค่าให้สินค้าไทย แต่ยังสะท้อนว่า เมื่อโลกเริ่มมองหาโปรตีนรูปแบบใหม่ เทมเป้ไม่ใช่แค่หนึ่งในตัวเลือก หากแต่เป็นคำตอบที่ธุรกิจไทยสามารถต่อยอดได้จริง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026031298f1a8bc29301b8046e49342464d3162115353.jpg' type='image/jpg' length='914880' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยยื่นจดทะเบียนสินค้าเกษตร GI ในญี่ปุ่นเพิ่มอีก 4 รายการ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152524</link>
<guid isPermaLink="false">d881de9d889fce846afcd3b937bb3aa0</guid>
<pubDate>Wed, 11 Mar 2026 15:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;อรมน&rdquo;พบหัวหน้าสำนักงานส่งออกและกิจการระหว่างประเทศ ของญี่ปุ่น หารือร่วมมือส่งเสริมสินค้า GI ให้เข้มขึ้น หลังสองฝ่ายรับจดทะเบียนสินค้า GI ของกันและกันแล้วหลายรายการ เผยล่าสุด ไทยยื่นจดเพิ่มอีก 4 รายการ และกำลังถกห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ขอเปิดพื้นที่ให้สินค้า GI มาวางขาย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เดินทางไปยังกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของประเทศญี่ปุ่น (MAFF) เพื่อหารือกับ Mr.Atsushi Suginaka หัวหน้าสำนักงานส่งออกและกิจการระหว่างประเทศ เกี่ยวกับแนวทางยกระดับความร่วมมือในการส่งเสริมสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ร่วมกัน หลังจากที่ไทยประสบความสำเร็จในการผลักดันสินค้า GI ไทยให้ได้รับการขึ้นทะเบียนในญี่ปุ่นแล้ว 3 รายการ ได้แก่ กาแฟดอยตุง (เชียงราย) กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) และสับปะรดห้วยมุ่น (อุตรดิตถ์)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กรมได้แจ้งกับทางญี่ปุ่นว่า อยู่ระหว่างผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยศักยภาพสูงอีก 4 รายการ โดยได้ยื่นคำขอต่อประเทศญี่ปุ่นไว้แล้ว ได้แก่ มะขามหวานเพชรบูรณ์ กล้วยหอมทองหนองบัวแดง (ชัยภูมิ) และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก และจะยื่นเพิ่มเติมอีก คือ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ขอให้ช่วยสนับสนุนการจดทะเบียนสินค้า GI ไทยด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับญี่ปุ่นมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนในไทยแล้วถึง 6 รายการ ได้แก่ เนื้อวัวคาโงชิมะ เนื้อโกเบ เนื้อทาจิมะ เชอรี่ฮิกาชิเนะ เมลอนยูบาริ และอิชิคาดะ กาคิ (ลูกพลับแห้ง) ซึ่งในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์เชิงเทคนิค ทั้งด้านข้อกำหนดการขึ้นทะเบียนและการแก้ไขปัญหาอุปสรรคเพื่อพัฒนาความร่วมมือด้าน GI ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ กรมมีแผนยกระดับสินค้า GI สู่ตลาดพรีเมียมในญี่ปุ่น ผ่านกลยุทธ์การส่งเสริมการขายเชิงรุก โดยได้เริ่มหารือกับห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ เพื่อเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้า GI ไทยในญี่ปุ่น และสินค้า GI ญี่ปุ่นในไทย ควบคู่กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกัน รวมทั้งการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการเพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมนกล่าวว่า กรมยังได้หารือกับ Mr.Kasai Yasuyuki หัวหน้าสำนักงานสิทธิบัตรญี่ปุ่น (JPO) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในการยกระดับกระบวนการพิจารณาคำขอทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือรูปแบบใหม่ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลผลการตรวจสอบสิทธิบัตร (Patent Prosecution Highway หรือ PPH Navigator) และการดำเนินโครงการ Prior Art Search ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการพิจารณาคำขอสิทธิบัตร รวมทั้งได้มีการหาข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับการพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติในการตรวจสอบสิทธิบัตรและการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นภาคีสมาชิกความตกลงกรุงเฮก (Hague Agreement) ว่าด้วยการจดทะเบียนระหว่างประเทศด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน กรมได้แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าการยกระดับการให้บริการสู่ยุคดิจิทัล อาทิ โครงการ Fast Track Plus+ เพื่อเร่งรัดการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นวัตกรรมดิจิทัล และชิ้นส่วนยานยนต์ ควบคู่ไปกับการเปิดตัวเครื่องมือช่วยสืบค้นความเหมือนคล้ายเครื่องหมายการค้า AI Image Search และ Trademark Checker ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยประเมินโอกาสที่จะได้รับการจดทะเบียนเบื้องต้นด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบดังกล่าวได้รับความสนใจและมีผู้เข้าใช้บริการจำนวนมาก</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260311cc6fce2a26a91f94a738b8fff9fb94b2150955.jpg' type='image/jpg' length='105285' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สรุปผลการดำเนินโครงการร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152435</link>
<guid isPermaLink="false">c86b9d0beb856bbb12484b6db7b256e4</guid>
<pubDate>Wed, 11 Mar 2026 10:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603111640f59af9fc45f93a72652de254d387103449.jpg' type='image/jpg' length='159109' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อารดา”ลุยเอง ดูขั้นตอน คุมคุณภาพ ส่งมอบข้าวจีทูจีจีนล็อตแรก 4 หมื่นตัน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152317</link>
<guid isPermaLink="false">95075b74336954608c483ebb70e0c28e</guid>
<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 15:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;อารดา&rdquo;ลงพื้นที่ไปตรวจสอบขั้นตอนการส่งมอบข้าวไทยล็อตแรกให้กับจีน ปริมาณ 4 หมื่นตัน ด้วยตนเอง เพื่อควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน สร้างความเชื่อมั่นให้กับจีน คาดแล้วเสร็จ มี.ค.นี้ มั่นใจส่งผลดีต่อราคาตลาดข้าวนาปรังที่มีคำสั่งซื้อรองรับ เตรียมคุยจีนรับมอบส่วนที่เหลือให้ครบ 5 แสนตันภายในปีนี้ต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่บริษัท เอเชีย โกลเด้น ไรซ์ จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามการ Kick Off การส่งมอบข้าวไทยล็อตแรกปริมาณ 40,000 ตัน ให้แก่ COFCO Corporation รัฐวิสาหกิจของจีน ภายใต้สัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ระหว่างไทย-จีน โดยการส่งมอบข้าวครั้งนี้นับเป็นงวดที่ 9 ของสัญญาดังกล่าว และเป็นงวดแรกภายใต้ดีลข้าวไทย-จีนใหม่ ปริมาณ 500,000 ตัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ บริษัท เอเชีย โกลเด้น ไรซ์ จำกัด เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการสมาชิกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยที่ได้รับการจัดสรรให้ดำเนินการส่งมอบข้าวล็อตแรก ร่วมกับผู้ประกอบการอีกกว่า 20 บริษัท ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ โดยกรมได้ติดตามกระบวนการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานข้าวก่อนการส่งออก ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดคุณภาพ การตรวจสอบมาตรฐานสินค้า การบรรจุ ตลอดจนการเตรียมการส่งออก เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาและมาตรฐานที่ฝ่ายจีนกำหนด</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามข้อสั่งการของนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบหมายให้เร่งรัดการส่งมอบข้าวให้เป็นไปตามแผน พร้อมติดตามความพร้อมของกระบวนการเตรียมสินค้า การควบคุมคุณภาพมาตรฐาน และขั้นตอนการส่งมอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าข้าวไทยที่ส่งมอบให้แก่ฝ่ายจีนมีคุณภาพได้มาตรฐาน และสามารถดำเนินการส่งออกได้ตามกำหนดเวลา โดยคาดว่าจะสามารถส่งมอบข้าวล็อตแรกได้แล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค. 2569&rdquo;นางอารดากล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ การส่งออกข้าวล็อตดังกล่าว ยังมีส่วนช่วยรองรับผลผลิตข้าวนาปรังที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดในช่วงนี้ รวมทั้งสนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกข้าวไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพและระดับราคาข้าวภายในประเทศในระยะยาว</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอารดากล่าวว่า การส่งมอบข้าวล็อตแรกในครั้งนี้ ยังถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยและจีน ซึ่งสอดคล้องกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ และเป็นโอกาสสำคัญในการรักษาเสถียรภาพตลาดข้าวไทย ช่วยบริหารจัดการปริมาณข้าวในประเทศ ลดปริมาณส่วนเกินในตลาด และเสริมความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก โดยกรมจะเดินหน้าประสานงานกับฝ่ายจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งมอบข้าวที่เหลือให้ครบตามปริมาณ 500,000 ตัน เป็นไปตามแผนภายในปี 2569</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับสถิติการส่งออกข้าวไทย ในปี 2568 ไทยส่งออกข้าวไปจีนปริมาณ 654,770 ตัน เพิ่มขึ้น 48.98% จากปี 2567 ที่มีปริมาณส่งออก 439,500 ตัน และเดือนม.ค.2569 ไทยส่งออกปริมาณ 20,544 ตัน เพิ่มขึ้น 84.47% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีปริมาณส่งออก 11,137 ตัน โดยการส่งออกส่วนใหญ่ เป็นข้าวเหนียว ร้อยละ 37.69 รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอม มะลิไทย ร้อยละ 27 และข้าวขาว ร้อยละ 25.31</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260310a438d024b2c76b19aaf1ea236a01281d153935.jpg' type='image/jpg' length='786046' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”นำทัพ 5 สินค้าเกษตร GI ไทย โชว์งาน FOODEX JAPAN 2026]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152314</link>
<guid isPermaLink="false">75daa71d4b0416cccb04694010229829</guid>
<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 15:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญานำทัพสินค้าเกษตร GI ไทยจำนวน 5 รายการ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง พริกไทยตรัง กาแฟดอยตุง มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า จัดแสดงในงาน FOODEX JAPAN 2026 ที่ญี่ปุ่น ช่วยเปิดตัวสู่ตลาดญี่ปุ่นและตลาดโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้นำผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไทย จำนวน 5 รายการ เข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ FOODEX JAPAN 2026 ระหว่างวันที่ 10-13 มี.ค.2569 ณ ศูนย์นิทรรศการนานาชาติโตเกียว กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเปิดโอกาสเจรจาการค้าและขยายช่องทางการตลาด มุ่งผลักดันสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของไทยให้เข้าถึงผู้ซื้อ ผู้นำเข้าญี่ปุ่นและนานาประเทศ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยในตลาดสากล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยภายในงาน FOODEX JAPAN 2026 กรมได้จัดโซน GI Pavilion ของประเทศไทย เพื่อนำเสนออัตลักษณ์สินค้า GI คุณภาพ ได้แก่ 1.ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด) ข้าวคุณภาพสูงที่ปลูกในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งมีสภาพดินและภูมิอากาศเฉพาะตัว ทำให้เมล็ดข้าวเรียวยาว มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์และให้สัมผัสนุ่มเมื่อหุงสุก 2.ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวพื้นเมืองสีแดงที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เมล็ดเรียวสวย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาการปลูกข้าวของภาคใต้ 3.พริกไทยตรัง พริกไทยคุณภาพดีที่ปลูกในพื้นที่ที่มีฝนชุกและดินอุดมสมบูรณ์ ทำให้เมล็ดมีกลิ่นหอมฉุนและรสชาติเผ็ดร้อน 4.กาแฟดอยตุง (เชียงราย) กาแฟอาราบิก้าคุณภาพสูงจากพื้นที่สูงของดอยตุง ให้กลิ่นหอมละมุน รสชาติกลมกล่อมมีเอกลักษณ์ และ 5.มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) ที่มีผลใหญ่ เนื้อสีเหลืองทองเนียนละเอียด และรสชาติหวานหอม เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยนำเสนอสินค้า มาตรฐานการผลิต ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ รูปแบบความร่วมมือทางการค้า ให้แก่ผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารในญี่ปุ่นและประเทศต่าง ๆ ได้โดยตรง พร้อมรับทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร เงื่อนไขการนำเข้าสินค้า และแนวโน้มตลาด เพื่อนำไปปรับกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศปลายทาง รวมถึงการกำหนดโครงสร้างราคาและรูปแบบการสั่งซื้อ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาดใหม่และเพิ่มโอกาสทางการค้าในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่าการเข้าร่วมงาน FOODEX JAPAN 2026 ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มการรับรู้สินค้า GI ไทยในกลุ่มผู้ซื้อระดับมืออาชีพ และต่อยอดสู่การเจรจาการค้าและการสั่งซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและสร้างรายได้ให้กับชุมชนผู้ผลิตในระยะยาว&rdquo; โดยกรมจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ ยังมีนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อขยายตลาดในประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดศักยภาพใหม่ อันเป็นการผลักดันสินค้า GI ไทยให้ก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026031025443b60f9e099100f9c675929da2aec153812.jpg' type='image/jpg' length='220272' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ถกบิ๊กส่งออก ศึกษาโมเดลธุรกิจ นำแนะนำผู้ประกอบการมะพร้าวน้ำหอม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152277</link>
<guid isPermaLink="false">ebe0f212a02fa67745599f574cea9abc</guid>
<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 14:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าลงพื้นที่ จ.สมุทรสาคร หารือฮาร์มเลส ฮาร์เวสท์ ผู้ผลิตและส่งออกมะพร้าวน้ำหอมและแปรรูปรายใหญ่ ศึกษาโมเดลธุรกิจ นำแนะนำผู้ประกอบการรายอื่น รวมถึงสินค้าผลไม้อื่น ๆ เพื่อช่วยยกระดับราคามะพร้าวน้ำหอม และช่วยเหลือเกษตรกร พร้อมชู 4 มาตรการแก้ปัญหาราคาตกต่ำระยะยาว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์พาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมที่มีความผันผวนในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรเป็นอย่างมาก กรมจึงได้ลงพื้นที่ จ.สมุทรสาคร หารือกับบริษัท ฮาร์มเลส ฮาร์เวสท์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมออร์แกนิกชั้นนำ และธุรกิจแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมรายใหญ่ของโลก เพื่อทราบถึงสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ และจะจำลองโมเดลการผลิตมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออกมาตรฐานระดับสากลมาปรับใช้เป็นต้นแบบแก่ผู้ประกอบการมะพร้าวน้ำหอมและผู้ประกอบการผลไม้รายอื่น ๆ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ จากการหารือ พบว่า บริษัทดังกล่าว ได้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตน้ำมะพร้าวน้ำหอมบรรจุขวด ตั้งแต่ปี 2556 เพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทสามารถรับซื้อผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมได้สูงสุดถึงวันละ 6 แสนลูก และยังได้พิจารณาถึงแนวทางความร่วมมือเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มมะพร้าวน้ำหอมไทย เพื่อแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมที่มีความผันผวนอย่างยั่งยืน รวมทั้งศึกษาโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมะพร้าวน้ำหอมไทย จนสามารถครองตลาดระดับพรีเมียมในต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ เห็นตรงกันว่า นอกจากการขายผลสดแล้ว ต้องมีการแปรรูปที่มีมาตรฐานสูง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ 1.การจัดการ Supply Chain โดยเฉพาะการทำสัญญารับซื้อที่เป็นธรรมกับเกษตรกร เพื่อสร้างความมั่นใจด้านรายได้และรักษาคุณภาพวัตถุดิบ 2.การเพิ่มมาตรฐานออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากลจะมีราคาสูงกว่าตลาดทั่วไปหลายเท่าตัว และเป็นที่ต้องการสูงในตลาดโลก 3.การนำนวัตกรรมการยืดอายุสินค้า การใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยช่วยรักษารสชาติและคุณค่าทางอาหารโดยไม่ใช้สารเคมี ทำให้ส่งออกมีมาตรฐานเพิ่มขึ้นและลดความสูญเสีย 4.นำโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาเป็นต้นแบบ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่มะพร้าวน้ำหอมไทย และผลไม้อื่น ๆ ที่มีรูปแบบหรือลักษณะการประกอบธุรกิจที่คล้ายคลึงกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยสามารถประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจและมีโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรในรูปแบบต่าง ๆ สู่นานาชาติ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า ยังได้ชมกระบวนการผลิตภายในโรงงาน ซึ่งมีความโดดเด่นด้าน Microfiltration และระบบการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainability) ซึ่งสามารถใช้เป็นสถานประกอบการต้นแบบให้กับ SME รายอื่น ๆ ในประเทศไทยได้เข้ามาศึกษา ตั้งแต่การบริหารจัดการโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP, HACCP ไปจนถึงการทำการตลาดที่เน้นความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยให้กลายเป็น Premium Product รวมถึงมาตรฐาน Fair for Life ซึ่งมีการกำหนดราคารับซื้อมะพร้าวน้ำหอมถึง 5 ราคา ตามขนาด (น้ำหนัก) ตั้งแต่ 6.50-9.50 บาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ กรมจะนำข้อมูลและแนวทางที่ได้รับจากการหารือในครั้งนี้ แจ้งกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการส่งออกเพื่อดำเนินการ Upskill &amp; Reskill แก่ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะส่งออกผลิตภัณฑ์ไปต่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ส่งออกรายใหม่ และดำเนินการจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าผลไม้ในต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มสัดส่วนปริมาณผลผลิตผลไม้ออกจากระบบไปสู่การแปรรูปมากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน กรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์นอมินีล้งผลไม้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร และคุ้มครองระบบเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน รวมถึงการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายจะยังคงดำเนินการอย่างเข้มข้น เน้นการตรวจสอบเชิงลึก เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการค้า และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมของเศรษฐกิจไทยต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603108637a18f8d5abbc6d07e1aaac40e88cf143653.jpg' type='image/jpg' length='840796' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ถกสำนักงานกฎหมาย ยกร่างระเบียบใหม่คุมเข้มต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152191</link>
<guid isPermaLink="false">ecf863942fea0d4f758a93e4cd9248a2</guid>
<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 09:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระดมสมองร่วมกับสำนักงานกฎหมายชั้นนำ กว่า 17 แห่ง รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ นำไปใช้จัดทำร่างคำสั่งสำนักงานทะเบียน กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ กรณีคนต่างด้าวเป็นหุ้นส่วนบริษัท หรือเป็นผู้มีอำนาจลงนาม เพื่อป้องกันปัญหาใช้คนไทยเป็นนอมินี ทำธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมาย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดประชุมหารือและรับฟังความคิดเห็นร่วมกับสำนักงานกฎหมายชั้นนำ กว่า 17 แห่ง เพื่อระดมสมองและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำไปใช้ประกอบการพิจารณากำหนดแนวทางยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางของคนต่างชาติ (นอมินี) ในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยจะดำเนินการให้เสร็จในช่วงกลางเดือน มี.ค.2569 และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กรมจะมีการรวบรวมข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกำหนดมาตรการ ใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำ &ldquo;ร่างคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ .. /2569 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนกรณีแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนหรือแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทจำกัด&rdquo; ให้เป็นไปด้วยความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัญหาการใช้นอมินีเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันทางธุรกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องยกระดับกลไกการกำกับดูแลและเพิ่มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยกรมให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทดำเนินกิจการอยู่ 782,542 ราย ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนในสัดส่วนระหว่างร้อยละ 0.01-49.99 ซึ่งยังคงมีสถานะเป็นบริษัทไทยถึง 118,016 ราย และคาดว่ามากกว่าร้อยละ 80 เป็นบริษัทที่ใช้คนไทยถือหุ้นในลักษณะนอมินี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยกรมได้ออกคำสั่งที่ 2/2568 เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์และเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด กรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนามในห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด โดยมีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 โดยให้ส่งหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ซึ่งมีผลทำให้การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทนอมินีลดลงกว่าร้อยละ 65 แต่ก็ยังคงมีการหลีกเลี่ยง กรมจึงจะออกมาตรการเพิ่มเติมดังกล่าวข้างต้น เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการจดทะเบียนนิติบุคคลโดยใช้คนไทยเป็นนอมินีของคนต่างชาติในการประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ผลจากการดำเนินมาตรการตามคำสั่งฉบับใหม่นี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการใช้นอมินี ลดช่องโหว่ของระบบการกำกับดูแล และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย หากตรวจพบการกระทำที่เข้าข่ายการเป็นนอมินี ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกองธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน&rdquo; นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260310df8a4a7d84b990f979bf82d0577a5a97090221.jpg' type='image/jpg' length='402183' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เยี่ยมแปลงปลูกมันหวานญี่ปุ่น ศึกษาโมเดลปรับใช้ส่งเสริมเกษตรกรไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151948</link>
<guid isPermaLink="false">482fd7bb39a837f43d18c187b0155eed</guid>
<pubDate>Mon, 09 Mar 2026 10:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเยี่ยมชมแปลงปลูกมันหวานญี่ปุ่น เรียนรู้โมเดลเกษตรมูลค่าสูง การควบคุมคุณภาพสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และนำปรับใช้กับสินค้า GI ของไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมชมแปลงปลูกมันหวานนาเมะกาตะ (Namegata) ณ จังหวัดอิบารากิ ประเทศญี่ปุ่น ว่า ได้เข้าไปเรียนรู้กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง การควบคุมคุณภาพสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แลกเปลี่ยนองค์ความรู้วิถีการเกษตร ระหว่างไทยและญี่ปุ่น และการทำตลาด รวมถึงการถอดบทเรียนจากโมเดลเกษตรมูลค่าสูงของญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้กับสินค้าเกษตรไทย ตามแนวความสำเร็จของมันหวานญี่ปุ่น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับมันหวานนาเมะกาตะ เป็นมันหวานที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น นับได้ว่าเป็นมันหวานญี่ปุ่นที่มีรสชาติดีที่สุด เนื้อสัมผัสนุ่ม เมื่อนำไปเผาแล้วทำให้มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ มันหวานญี่ปุ่นยังเป็นส่วนผสมสำคัญที่สามารถนำไปทำเป็นขนมได้หลากหลายชนิด สายพันธุ์ของมันหวานที่เป็นที่รู้จัก และนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น คือ ประกอบด้วย มันเทศสีเหลือง สายพันธุ์เบนิอาซึมะ สายพันธุ์เบนิ ฮารุกะ สายพันธุ์นารุโตะคิงโตคิ สายพันธุ์ซีลสวีท สายพันธุ์คุริโคกาเนะ และสายพันธุ์เบนิโคกาเนะ ซึ่งเป็นมันเนื้อสีเหลืองที่มีเนื้อสัมผัสคล้ายเผือก มีปริมาณน้ำตาลสูง มีรสชาติหวานมากเมื่อนำไปเผา ข้อดีของสายพันธุ์นี้ คือ ไม่ค่อยมีแมลงรบกวน ด้วยเอกลักษณ์และคุณสมบัติต่าง ๆ ข้างต้น จึงทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2566 และเป็นมันเนื้อสีที่มีแนวโน้มการผลิตเพิ่มขึ้นในอนาคต</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยพื้นที่ผลิตมันหวานนาเมะกาตะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดอิบารากิ บริเวณรอบ ๆ ทะเลสาบคาซึมิกาอุระและทะเลสาบคิตาอุระ มีสภาพอากาศค่อนข้างอบอุ่นและคุณภาพของดินสามารถระบายน้ำได้ดี จึงมีสภาพธรรมชาติเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกมันหวานนาเมะกาตะเป็นอย่างมาก สามารถผลิตมันหวานนาเมะกาตะได้ปริมาณสูงถึง 20,728 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4,718 ล้านเยน (940 ล้านบาทไทย) และมีปริมาณผลผลิตส่งออกถึง 994.3 ตัน โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ คือ มาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ แคนาดา ฝรั่งเศสและเยอรมนี แสดงถึงความสามารถในการแข่งขันและการกระจายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ความสำเร็จของมันหวานญี่ปุ่นยังสะท้อนถึงศักยภาพด้านการผลิตที่มีคุณภาพสูงและการบริหารจัดการที่เน้นความยั่งยืน รวมทั้งการปรับปรุงพันธุ์ การดูแลพื้นที่เพาะปลูก และการเปิดตลาดส่งออกที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทั่วโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการศึกษาดูงานความสำเร็จของสินค้า GI มันหวานนาเมะกาตะของญี่ปุ่นแล้ว กรมมีแผนที่จะผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทย ขอรับความคุ้มครองในญี่ปุ่นให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ได้รับการขึ้นแล้ว 3 รายการ คือ กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง และสับปะรดห้วยมุ่น เพื่อช่วยช่วยสร้างแต้มต่อในการสื่อสารคุณภาพของสินค้าของไทย และสร้างการยอมรับสินค้า GI ไทย ซึ่งจะส่งผลให้สินค้า GI ไทยสามารถเติบโตในตลาดญี่ปุ่นที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างแข็งแรงต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260309c726a0a39ff59952ddab2588e8eeff2d102429.jpg' type='image/jpg' length='195155' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกห้าง ตลาดสด เกาะติดสินค้า ทุกรายยันมีเพียงพอ ยังไม่ขึ้นราคา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151947</link>
<guid isPermaLink="false">5f88dde0f51c3b11ffb5c145587ed481</guid>
<pubDate>Mon, 09 Mar 2026 10:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในถกห้างค้าปลีกค้าส่ง ห้างวัสดุก่อสร้าง ตลาดสด ติดตามสถานการณ์สินค้า เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน ในช่วงสถานการณ์วิกฤตสู้รบตะวันออกกลาง ทุกรายยืนยันสินค้ามีเพียงพอ ไม่มีการขึ้นราคา แต่หากจำเป็นต้องขึ้น ขอให้แจ้งให้ทราบก่อน พร้อมขอช่วยจัดโปรโมชันเพิ่ม ย้ำประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก ซื้อเกินความจำเป็น เตรียมใช้กฎหมายดูแล หากสถานการณ์ปั่นป่วน และจัดสารพัดธงฟ้าช่วยค่าครองชีพอีกทาง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เชิญภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับภาคการค้า 3 กลุ่ม ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด และร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ รวม 10 แห่ง กลุ่มห้างจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง 7-8 แห่ง และสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกตลาดสดอยู่ทั่วประเทศ มาหารือในการติดตามสถานการณ์ราคาขายปลีก ต้นทุน สต๊อกสินค้า และการดูแลสินค้าที่จำเป็นในช่วงวิกฤตเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน จากสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวนสูงจากการสู้รบในตะวันออกกลาง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยผลการหารือ ผู้ค้าทั้งหมดยืนยันว่า ปัจจุบันยังมีสินค้าอุปโภคบริโภค และวัสดุก่อสร้าง ปริมาณเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และจะไม่มีการปรับขึ้นราคาในช่วงนี้ ซึ่งกรมได้เน้นย้ำให้ดูแลเรื่องราคาสินค้าเป็นพิเศษ หากสินค้าใดมีความจำเป็นจะปรับขึ้นราคา ต้องแจ้งให้กรมทราบก่อน เพื่อพิจารณาหาแนวทางดูแลร่วมกัน รวมถึงขอให้มีการจัดโชว์สินค้าในชั้นวางให้เพียงพอ และห้ามกักตุน ขณะเดียวกัน ได้ขอความร่วมมือห้างและตลาดสดจัดกิจกรรมโปรโมชันลดราคา ช่วยลดค่าครองชีพแก่ประชาชนในช่วงนี้ด้วย ซึ่งทุกรายพร้อมให้ความร่วมมืออย่างดี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกเร่งซื้อสินค้าจำนวนมากเกินความจำเป็น เพราะสินค้าอุปโภคบริโภคมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่ทำให้ต้องปรับขึ้นราคา เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้กระทรวงพลังงานตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศไม่เกินลิตรละ 30 บาทมีระยะเวลา 15 วัน โดยกรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ฉวยโอกาสเอาเปรียบ เพื่อดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับมาตรการดูแลค่าครองชีพ จะมีการใช้มาตรการทางกฎหมายและมาตรการบริหาร โดยมาตรการทางกฎหมาย ได้กำหนดรายการสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ แบ่งเป็นสินค้า 54 รายการ และบริการ 5 บริการ ภายใต้พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยหากพบการกระทำความผิด เช่น กรณีฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุอันควร มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนมาตรการบริหาร อาทิ ติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด จัดงานธงฟ้าราคาประหยัดทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค 1,263 ครั้ง จำหน่ายอาหารราคาประหยัดผ่านร้านอาหารธงฟ้า จำนวน 5,306 แห่งทั่วประเทศ และขายสินค้าราคาถูกผ่านร้านธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น สำหรับผู้ถือบัตรสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.27 ล้านคน จำนวน 168,761 ร้านทั่วประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ จะมีมาตรการดูแลต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรด้วยโครงการธงเขียวราคาประหยัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อจำหน่ายปัจจัยทางการเกษตร ทั้งปุ๋ยเคมี เคมีการเกษตร เริ่มโครงการประมาณเดือน เม.ย.-ก.ค.2569</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603092b6dd51a6708ff010d418dfbebfb842f102316.jpg' type='image/jpg' length='280484' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อรมน”นำทีมผู้บริหารดูงานแบรนด์ระดับโลก ที่ Pop-Up Experience Louis Vuitton]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151945</link>
<guid isPermaLink="false">a619ba678c4da7650dd88e44c416722a</guid>
<pubDate>Mon, 09 Mar 2026 10:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;อรมน&rdquo;นำทีมผู้บริหารกรมทรัพย์สินทางปัญญา เข้าชม Pop-Up Experience ที่ Louis Vuitton Hotel Bangkok ของแบรนด์ระดับโลก Louis Vuitton แลกเปลี่ยนมุมมองและศึกษาการนำทรัพย์สินทางปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ทั้งการออกแบบ เครื่องหมายการค้า เพื่อนำมาใช้เป็นต้นแบบในการส่งเสริมและผลักดันผู้ประกอบการไทย ย้ำพร้อมสนับสนุนเต็มที่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำทีมผู้บริหารของกรมเข้าชมงาน Pop-Up Experience ที่ Louis Vuitton Hotel Bangkok ของแบรนด์ระดับโลก Louis Vuitton และได้ใช้โอกาสนี้หารือกับ Mr. Marcus Lim, Intellectual Property Manager - South Asia ผู้แทนจาก Louis Vuitton ประเทศสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและศึกษาแนวทางการนำทรัพย์สินทางปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ผ่านการออกแบบ และการบริหารจัดการสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และงานออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการในระดับสากล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ Louis Vuitton ในฐานะแบรนด์เก่าแก่ระดับโลก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการสร้างเอกลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและช่วยปกป้องมูลค่าทางธุรกิจในระดับสากล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยภายในงาน Pop-Up Experience มีการนำเสนอเรื่องราวความเป็นมาและพัฒนาการของแบรนด์ ผ่านการจัดแสดงผลงานการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ การนำเสนอองค์ประกอบด้านศิลปะ วัฒนธรรม และนวัตกรรมมาผสมผสานอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนความสำคัญของการคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งในมิติของการออกแบบผลิตภัณฑ์ การสื่อสารการตลาด และการสร้างประสบการณ์แบรนด์ (Brand Experience)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ของลาย Monogram LV อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งออกแบบขึ้นในปี 1896 หรือกว่า 130 ปีก่อน โดยพัฒนาลวดลายเฉพาะที่ประกอบด้วยอักษร &ldquo;LV&rdquo; และดอกไม้สี่แฉก จัดวางในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์และจดจำได้ง่าย เพื่อสร้างความแตกต่างและป้องกันการลอกเลียนแบบ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้เครื่องหมายการค้าเป็นกลไกคุ้มครองแบรนด์อย่างเป็นระบบ และลวดลายดังกล่าวได้กลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกจนถึงปัจจุบัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ในบริบทของไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และผู้สร้างสรรค์ผลงาน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแฟชัน งานออกแบบ และสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งมีศักยภาพสูงในการต่อยอดสู่ตลาดสากล หากได้รับการคุ้มครองสิทธิ์และบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์อย่างเหมาะสม กรมจึงพร้อมเดินหน้าส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการพัฒนากฎหมายและระบบบริการที่ทันสมัย การส่งเสริมการสร้างสรรค์และเร่งรัดกระบวนการพิจารณาคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นพลังสำคัญในการเคารพและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นรากฐานของระบบการค้าที่เป็นธรรม ความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเลือกซื้อสินค้าถูกกฎหมายจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงสินค้าที่มีราคาต่ำผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสินค้าที่ละเมิดสิทธิและไม่ได้มาตรฐาน พร้อมรณรงค์ให้ประชาชน &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าการลงทุน ส่งเสริมผู้ประกอบการสุจริต และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างยั่งยืน และหากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th&rdquo; นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603095bff20c8fad4b382a93b7335014d8777102159.jpg' type='image/jpg' length='118023' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยข้าวอินทรีย์ไทยส่งออกจีนพุ่ง 334% รับกระแสรักสุขภาพ คนนิยมซื้อ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151943</link>
<guid isPermaLink="false">d037938b7c3f5538939fe1608abc523a</guid>
<pubDate>Mon, 09 Mar 2026 10:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศติดตามสถานการณ์ส่งออกข้าวคุณภาพสูง พบข้าวอินทรีย์ไทยส่งไปจีนเพิ่ม 334.01% ขยับเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 มีส่วนแบ่ง 31.32% ของยอดส่งออกข้าวอินทรีย์ทั้งหมด รับอานิสงค์ชาวจีนรักสุขภาพ พร้อมจ่ายในราคาที่แพงขึ้น เตรียมลุยสร้างความเชื่อมั่นในตลาดจีนต่อ ก.ค.นี้ จัดโปรโมตข้าวประณีตที่กวางโจว พร้อมประชาสัมพันธ์เชิงรุกต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่น กระตุ้นยอดสั่งซื้อ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์ส่งออกข้าวคุณภาพสูง พบว่า ตัวเลขการส่งออกข้าวอินทรีย์ไทยไปจีน เดือน ม.ค.2569 มีการขยายตัวอย่างโดดเด่น มีปริมาณส่งออก 638 ตัน เพิ่มขึ้น 334.01% โดยตลาดจีนคิดเป็นสัดส่วน 31.32% ของส่วนแบ่งตลาดส่งออกข้าวอินทรีย์ทั้งหมดของไทย และเป็นตลาดอันดับ 1 ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการและค่านิยมบริโภคข้าวอินทรีย์ไทยในกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยอาหาร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี ปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกข้าวอินทรีย์รวม 26,110 ตัน เพิ่มขึ้น 17.12% มูลค่า 1,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.21% และในนี้เป็นการส่งออกไปจีน ปริมาณ 3,352 ตัน เพิ่มขึ้น 727.65% มูลค่า 155 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 715.79% โดยปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตมาจากกระแสความนิยมบริโภคสินค้าเพื่อสุขภาพในจีนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลางและผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อ และพร้อมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อความมั่นใจด้านสุขภาพ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่า จีนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของตลาดข้าวคุณภาพสูงของไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตลาดที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน การเติบโตในครั้งนี้ ไม่เพียงเพิ่มโอกาสทางการค้า แต่ยังตอกย้ำศักยภาพการแข่งขันด้านคุณภาพมาตฐาน และ Brand Loyalty ของข้าวคุณภาพสูงไทยในกลุ่มผู้บริโภคระดับพรีเมียมของจีน เป็นสัญญาณบวกต่อการส่งออกข้าวอินทรีย์ไทย หากสามารถรักษามาตรฐานและสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง จีนมีแนวโน้มเป็นตลาดยุทธศาสตร์ระยะยาวของข้าวคุณภาพสูงไทยในอนาคต&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า กรมมีแผนงานร่วมกับหน่วยงานภายในของกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เดินหน้ายกระดับ SME ที่ปลูกข้าวประณีต พร้อมผลักดันสู่ตลาดโลก โดยกำหนดแผนจัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ณ เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงเดือน ก.ค.2569</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังมีแผนเดินหน้าประชาสัมพันธ์ข้าวคุณภาพสูง และข้าวประณีต ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ ข้าว Sustainable Rice Platform (SRP) ข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวพื้นเมือง ข้าว GI ข้าวเพื่อสุขภาพ เพื่อเจาะตลาดพรีเมียมและตลาดเฉพาะกลุ่มผ่าน Key Influencers ที่มีชื่อเสียงบนสื่อโซเชียลมีเดีย ถ่ายทอดจุดแข็งด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และความหลากหลาย เพื่อสร้างการรับรู้และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีโดยเฉพาะข้าวอินทรีย์ไทย ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพสูงให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในกลุ่มผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้แทนจำหน่าย และผู้บริโภคในต่างประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การจัดกิจกรรม หวังผลให้เกิดการกระตุ้นการบริโภคข้าวดังกล่าว และกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดรับนโยบาย New Rice Economy ภายใต้การขับเคลื่อนของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้าข้าวแทนการแข่งขันด้านราคา และผลักดันข้าวไทย สู่ตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพสูง อันจะเป็นกุญแจสำคัญในการขยายโอกาสทางการค้าและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว&rdquo;นางอารดากล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260309ef15e90353e70d02b93298b2d2e9c3a2101858.jpg' type='image/jpg' length='325577' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“ศุภจี”สร้างแรงบันดาลใจเยาวชนหญิงไทย ย้ำสตรีมีขีดความสามารถในการทำงาน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151942</link>
<guid isPermaLink="false">b4b3285995fbe26b46b12f5c4a37f1b8</guid>
<pubDate>Mon, 09 Mar 2026 10:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;ใช้โอกาสร่วมงาน Ambassador for a Day 2026 ย้ำสตรีมีบทบาทในการทำงาน แต่ต้องมีเป้าหมาย แบ่งงานให้เล็กแล้วทำให้สำเร็จทีละอย่าง และขับเคลื่อนงานให้ถูกจังหวะ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนหญิงไทย โชว์ในพาณิชย์ มีข้าราชการผู้หญิงถึง 72% และผลสำรวจภาคธุรกิจ มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งผู้บริหารถึง 41%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมงาน Ambassador for a Day 2026 จัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทย ร่วมกับผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล (International Women&rsquo;s Day) เพื่อส่งเสริมแรงบันดาลใจและสร้างโอกาสการเรียนรู้ด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ของสถานเอกอัครราชทูตให้แก่เยาวชนหญิง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในโอกาสดังกล่าว นางศุภจีได้กล่าวสุนทรพจน์ โดยได้บอกเล่าถึงเป้าหมาย ประสบการณ์ และความท้าทายในการทำงานที่มีความหลากหลาย ทั้งกับบริษัทขนาดใหญ่ข้ามชาติ บริษัทเอกชนไทย และภาคราชการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แขกผู้มีเกียรติจากสถานเอกอัครราชทูต และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนหญิงที่เข้าร่วมงาน เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการทำงาน TAM Model ประกอบด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">1.Think Big หมายถึง ต้องมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตและในการทำงาน และคิดในภาพใหญ่ 2.Act Small หมายถึง การแบ่งงานใหญ่ออกเป็นงานขนาดเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้สำเร็จทีละอย่าง เพื่อให้สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น และ 3.Move Right หมายถึง การขับเคลื่อนงานให้ถูกจังหวะและทิศทางตามเป้าหมายที่ตั้งไว้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้กล่าวถึงแนวทางการใช้ชีวิตสำหรับสตรีในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำองค์กร ซึ่งจำเป็นต้องรู้จักตัวตนอย่างแท้จริง รู้ว่าตนเองมีจุดแข็งอะไร และรู้จักคุณค่าของตัวเอง รวมทั้งให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในจังหวะสำคัญของชีวิตการทำงาน เพราะเราไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับใคร ชีวิตของแต่ละคนมีบริบทที่แตกต่างกัน แต่เราควรแข่งขันกับตัวเราเมื่อวานนี้ ให้เราดีขึ้น เก่งขึ้น และเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองให้ได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจียังได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของสตรีไทย ทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจ โดยในภาพรวมหน่วยงานภาครัฐมีสัดส่วนผู้หญิงทำงานมากกว่าผู้ชาย ยกตัวอย่างเช่น ในกระทรวงพาณิชย์มีข้าราชการผู้หญิงถึง 72% ในขณะที่ผู้ชายมี 28% หรือกล่าวได้ว่าผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชายประมาณ 2.6 เท่า ขณะเดียวกัน รายงานผลการสำรวจยังระบุด้วยว่า ภาคธุรกิจไทยมีผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารคิดเป็นสัดส่วน 41% และประมาณ 42% ของบริษัทที่เข้าร่วมการสำรวจมีผู้หญิงดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) หรือกรรมการผู้จัดการ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงในอันดับต้น ๆ ของโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;งาน Ambassador for a Day นับเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ โดยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสเรียนรู้แนวคิดการใช้ชีวิต และการทำงานในมุมของนักการทูตและผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศ จึงขอให้เยาวชนหญิงที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ นำประสบการณ์และแรงบันดาลใจที่ได้รับจากโครงการต่อยอดเพื่อพัฒนาเป็นผู้นำที่ดี เพื่อที่จะได้เป็นกำลังสำคัญของไทยและของโลกต่อไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260309dd6377d7251cc552b825842b187f70db101604.jpg' type='image/jpg' length='287206' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เจอนอมินีมะพร้าวน้ำหอม 15 บริษัท ส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟันทันที]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151941</link>
<guid isPermaLink="false">c9a7c5c249686c1abeaf5c1ceb0d03d8</guid>
<pubDate>Mon, 09 Mar 2026 10:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหารือ 10 หน่วยงานแก้ปัญหามะพร้าวน้ำหอม เผยเจอ 15 บริษัท ใช้คนไทยเป็นนอมินี พบพฤติกรรมเช่าสวนปลูกเอง แปรรูปและส่งออกเอง กดราคารับซื้อ และมีคนไทย 10 รายให้การสนับสนุน ส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีทันที ย้ำลุยต่อเนื่อง รวมถึงล้งผลไม้ภาคตะวันออกและภาคใต้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ประชุมร่วมกับ 10 หน่วยงาน เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำและการตรวจสอบกลุ่มทุนต่างชาติที่ประกอบกิจการล้งผลไม้ โดยพบว่า มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) จำนวน 15 บริษัท แยกเป็นในจังหวัดราชบุรี 11 บริษัท สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร และกรุงเทพฯ จังหวัดละ 1 บริษัท และมีคนไทยที่เชื่อว่าสนับสนุนบริษัทดังกล่าวจำนวน 10 คน มีทั้งเป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการ ซึ่งบางบริษัทตั้งมาแล้ว 5-6 ปี บางบริษัทเพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ หลังจากตรวจสอบพบ กรมได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว คือ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสเอ) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยหากพบว่ากระทำความผิดจริง มีโทษตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับตั้งแต่ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมต้องเข้ามาดู เพราะพบพฤติกรรมการประกอบธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม มีทั้งเช่าสวนมะพร้าวเพื่อปลูก มีการแปรรูปและส่งออกเองครบวงจร และยังกดราคารับซื้อ ส่งผลให้ราคามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ตกต่ำอย่างผิดปกติ จึงต้องเข้ามาจัดการ โดยจะดำเนินการต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่มะพร้าวน้ำหอม ผลไม้อื่น ๆ ก็จะดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด ในพื้นที่ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งเป็นแผนที่จะดำเนินการต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า สาเหตุที่ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ นอกจากได้รับผลกระทบจากล้ง ที่เข้ามาทำธุรกิจแข่งกับคนไทย และทำธุรกิจไม่โปร่งใสแล้ว ยังมีผลกระทบจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มจาก 235,903 ไร่ ในปี 2564 เป็น 305,706 ไร่ในปี 2568 และผลผลิตเพิ่มจาก 532,942 ตัน ในปี 2564 เป็น 877,681 ตันในปี 2568 เพิ่มขึ้น 49.80% และมูลค่าส่งออกก็ลดลง โดยปี 2566 อยู่ที่ 9,888.92 ล้านบาท ลดเหลือ 6,456.52 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่ตลาดส่งออก ก็เสียส่วนแบ่งให้คู่แข่ง โดยมะพร้าวน้ำหอม 70% ส่งออกต่างประเทศ และในนี้ 80% เป็นตลาดจีน ปี 2566 มีส่วนแบ่ง 75% พอปี 2568 เหลือ 50% จึงเป็นสาเหตุอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาปรับลดลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหากลุ่มทุนต่างชาติที่ประกอบธุรกิจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จะดำเนินการขึ้นทะเบียนล้ง ตรวจสอบเรื่องการใช้แรงงาน การเลี่ยงภาษี และตรวจสอบการดำเนินธุรกิจที่อาจแทรกซึมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตรวจสอบการร่วมกันกดราคารับซื้อจากเกษตรกรอย่างไม่เป็นธรรม โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึกและบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกรและผู้ที่ประกอบธุรกิจโดยถูกกฎหมาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
10 หน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กรมสรรพากร กรมการจัดหางาน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026030901b9c6f862f8d51a433232cf284d218b101448.jpg' type='image/jpg' length='278685' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยกำลังแก้กฎหมายสิทธิบัตร เพิ่มคุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์บางส่วน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151737</link>
<guid isPermaLink="false">fd2663cc7fe77580ee64e186b951ae04</guid>
<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 14:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น (JAMA) เข้าพบหารือถึงการยกระดับการตรวจสอบสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของไทย &ldquo;อรมน&rdquo;ยันมีโครงการเปิดช่องทางพิเศษ จดทะเบียนในสาขายานยนต์แห่งอนาคต และกำลังแก้กฎหมายรับจดสิทธิบัตรคุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์บางส่วน และยืดระยะเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรการออกแบบจาก 10 ปี เป็น 15 ปี ให้สอดคล้องข้อตกลงกรุงเฮก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Automobile Manufacturers : JAMA) นำโดยนาย Takuya Fukuoka ผู้จัดการทั่วไปแผนกบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา บริษัท อีซูซุ มอเตอร์ จำกัด พร้อมผู้แทนจากบริษัทยานยนต์ชั้นนำของญี่ปุ่น ที่เดินทางมาหารือถึงแนวทางการยกระดับการตรวจสอบสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของไทย โดยกรมได้ยืนยันว่าพร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ผ่านโครงการเร่งรัดสิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์มุ่งเป้าในสาขาชิ้นส่วนยานยนต์ มีการเปิดช่องทางพิเศษในการจดทะเบียนที่รวดเร็ว จะทราบผลการพิจารณาสุดท้ายภายใน 3 เดือน นับจากวันที่เข้าร่วมโครงการ เอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้เร็วขึ้น และยังได้เพิ่มจำนวนผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพิจารณาคำขอ และยกระดับคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้ผู้สร้างสรรค์ได้รับความคุ้มครองอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการหารือ JAMA ได้ให้ข้อมูลว่า การคุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยทั่วไป จะให้ความคุ้มครองแบบผลิตภัณฑ์ทั้งชิ้น ขณะที่ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ผู้ประกอบการมักพัฒนาและปรับปรุงเฉพาะบางส่วนของผลิตภัณฑ์ เช่น กันชน ไฟหน้า หรือชิ้นส่วนตกแต่ง ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นและมีมูลค่าทางการค้าในตัวเอง ดังนั้น แนวคิดการคุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์บางส่วน (Partial Design) จึงมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ และในบางประเทศ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ได้ให้ความคุ้มครองในลักษณะดังกล่าวแล้ว</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยกรมได้แจ้งว่า ไทยได้มีการบรรจุหลักการคุ้มครอง Partial Design ไว้ในร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตรฉบับใหม่ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายนี้ อยู่ระหว่างกระบวนการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา และเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว กรมมีแผนจัดทำคู่มือการตรวจสอบ Partial Design เพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลางในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และเตรียมเผยแพร่คู่มือฉบับนี้ต่อสาธารณชน เพื่อให้ผู้ประกอบการและนักออกแบบใช้เป็นแนวทางในการยื่นขอรับความคุ้มครองได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตรฉบับใหม่ ยังได้มีการปรับปรุงระยะเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในไทย จากเดิม 10 ปี เป็น 15 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับความตกลงกรุงเฮก (Hague Agreement) ซึ่งไทยอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมเป็นภาคี อันเป็นการส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิ์ให้เหมาะสมกับต้นทุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และวงจรชีวิตทางการตลาดของสินค้า โดย JAMA ได้สนับสนุนแนวทางการขยายอายุความคุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์ของไทย โดยเชื่อมั่นว่าจะช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมและ JAMA จะได้ร่วมกันจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการเสริมสร้างศักยภาพผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของไทย โดยผู้เชี่ยวชาญจาก JAMA จะร่วมถ่ายทอดกรณีศึกษา ทิศทางเทคโนโลยี และประสบการณ์เชิงเทคนิคจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพิจารณาคำขอของไทยให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้วย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260306e42649219b659d04536043668e939b69142423.jpg' type='image/jpg' length='237957' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีราคาส่งออก ม.ค.69 เพิ่ม 1.8% จากความต้องการอิเล็กทรอนิกส์-อาหาร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151735</link>
<guid isPermaLink="false">f9b845e3edf4b383cd5246dd3d733e66</guid>
<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 14:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน ม.ค.69 เพิ่มขึ้น 1.8% จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี และสินค้าอาหารรองรับเทศกาลสำคัญในหลายภูมิภาค ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 4.2% จากความต้องการสินค้าทุนและวัตถุดิบรองรับการผลิตและส่งออก และการบริโภค การท่องเที่ยวในประเทศที่ฟื้นตัว คาด ก.พ.69 ยังเพิ่มต่อ แต่จะเริ่มชะลอตัวลง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือน ม.ค.2569 เท่ากับ 112.9 เพิ่มขึ้น 1.8% ตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี และการบริโภคอาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลสำคัญในหลายภูมิภาค ส่วนดัชนีราคานำเข้าของไทย เท่ากับ 119.2 เพิ่มขึ้น 4.2% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อรองรับการผลิตและส่งออก รวมถึงการบริโภคและการท่องเที่ยวภายในประเทศทยอยฟื้นตัว กระตุ้นความต้องการนำเข้าสินค้าบางประเภทเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการสูงขึ้นของหมวดสินค้าอุตสาหกรรม 2.8% ได้แก่ ทองคำ ราคายังทรงตัวสูง โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงิน เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ตามการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ช่วยสนับสนุนความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูล และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ได้รับอานิสงส์จากอุณหภูมิและคลื่นความร้อนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 0.5% ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ตามกระแสการดูแลสุขภาพ รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบสัตว์น้ำที่สูงขึ้น อาหารสัตว์เลี้ยง ตามความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมในตลาดต่างประเทศ และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ยังเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ ประกอบกับสภาพอากาศที่เริ่มกลับมาร้อนในเอเชีย ทำให้เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ และสินค้าพร้อมดื่ม เป็นที่ต้องการของตลาด และหมวดสินค้าเกษตรกรรม เพิ่ม 0.2% เป็นการกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 12 เดือน จากการสูงขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และไก่สดแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป โดยเฉพาะไก่แปรรูป ตามคำสั่งซื้อจากตลาดหลักอย่างต่อเนื่อง ส่วนหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลดลง 13.7% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป และน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นไปตามทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกที่ทยอยปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับดัชนีราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้น มาจากการสูงขึ้นของหมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป 10.6% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการชิ้นส่วน อาทิ แผงวงจรไฟฟ้า วงจรพิมพ์ และอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากตลาดหลัก และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการนำเข้าโลหะและผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป เพื่อรองรับการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 6.7% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และเครื่องประดับอัญมณี ตามความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.3% ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามความต้องการด้านดิจิทัล และอุปกรณ์รองรับ AI และ Data Center สำหรับเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุน โดยเฉพาะภาคการผลิตและบริการ และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่ม 2.1% โดยเฉพาะส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลดลง 12.7% จากราคาน้ำมันดิบเป็นสำคัญ เนื่องจากได้รับแรงกดดันด้านอุปทานที่เพิ่มขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า เดือน ก.พ.2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง แต่จะขยายตัวในอัตราชะลอลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการบริโภคอาหาร และสินค้าเกษตรแปรรูป ยังขยายตัวต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีดิจิทัล และพลังงานสะอาดยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่มยังเผชิญกับปัญหาอุปทานส่วนเกิน และการแข่งขันทางด้านราคา ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ และการแข็งค่าของเงินบาท</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603065763fb45ca6407b9e0bd5028feb31188142211.jpg' type='image/jpg' length='198335' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 1 เดือน มีนาคม 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151700</link>
<guid isPermaLink="false">3c1ab09688cf547dcfe761972fbeacb2</guid>
<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 13:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260306d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e131305.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือพันธมิตร ยกระดับสกัดสินค้าเลี่ยงอากร สวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151575</link>
<guid isPermaLink="false">64c3b0dacda2a98dfa7e88170e3271cd</guid>
<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 09:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศจับมือหน่วยงานพันธมิตร ยกระดับมาตรการคุมเข้ม สกัดการหลบเลี่ยงอากร AD/AC และสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าส่งออกของไทย และป้องกันประเทศคู่ค้าใช้มาตรการตอบโต้ เผยล่าสุด ไทยมีการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้ากับคู่ค้า 61 กรณี 22 ประเทศ ส่วนไทยโดนคู่ค้าใช้มาตรการ 79 กรณี จาก 19 ประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) วางแนวทางบูรณาการตรวจสอบโรงงานและสถานประกอบการกลุ่มเสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อคุมเข้มสินค้าหลบเลี่ยงภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AC) และป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้าไทย หลังเศรษฐกิจโลกผันผวน หลายประเทศนำมาตรการทางการค้ามาใช้อย่างเข้มข้น ทั้งภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) และมีการเข้มเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบย้อนหลังความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของเอกสารหลักฐานการได้มาซึ่งวัตถุดิบและขั้นตอนกระบวนการผลิตจริง และได้ขอความร่วมมือกรมศุลกากรให้ขยายขอบเขตการตรวจสอบไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศคู่ค้าว่าสินค้าจากไทยเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดถูกต้องตามมาตรฐานสากล และป้องกันไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศที่สาม ซึ่งจะช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยให้ยั่งยืน&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผลการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าก่อนออกหนังสือรับรอง (Form C/O ทั่วไป) ผ่านระบบไร้กระดาษ ROVERs Plus ในปี 2568 มีการตรวจสอบและอนุมัติรวมทั้งสิ้น 725 คำขอ พบเป็นสินค้าได้ถิ่นกำเนิดไทย 641 คำขอ และไม่ได้ถิ่นกำเนิดไทย 84 คำขอ โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่ผ่านการตรวจสอบเข้มข้น ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ไม้ สายดาต้าเคเบิล และส่วนประกอบรถยนต์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ กรมได้บูรณาการร่วมกับภาคเอกชน อาทิ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดอบรมทั้งในรูปแบบ Online และ Onsite รวม 11 ครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหลักเกณฑ์การตรวจสอบที่เข้มงวดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะเกณฑ์สัดส่วนวัตถุดิบภายในภูมิภาคและการป้องกันการสวมสิทธิ (RVC-Transshipment) และล่าสุด เดือน ม.ค.2569 ได้นำร่องจัดอบรมเชิงลึกแบบเฉพาะกลุ่ม (Focus Group) ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจเฉพาะรายได้อย่างตรงจุด &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า กฎถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับการขอหนังสือรับรองแบบที่ไม่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษี (Non-Preferential C/O) ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประเทศปลายทาง ดังนั้น ผู้ส่งออกจะต้องเตรียมความพร้อมในการจัดเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตสินค้าที่ส่งออก โดยที่ผ่านมา กรมได้ให้ความร่วมมือกับศุลกากรปลายทางในการตรวจสอบย้อนหลังความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้ามาโดยตลอด ทั้งการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของหนังสือรับรอง และการพิสูจน์ความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้า จากการตรวจสอบกระบวนการผลิต ณ สถานประกอบการ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า ไทยมีการกำกับดูแลการตรวจสอบการแอบอ้างถิ่นกำเนิดอย่างเข้มงวด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ มีการใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า (Trade Remedies) เพิ่มมากขึ้น โดยล่าสุด ไทยมีการบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) รวมทั้งสิ้น 61 กรณี จาก 22 ประเทศ ซึ่งจีนยังคงเป็นประเทศหลักที่ถูกไทยใช้มาตรการมากที่สุดถึง 17 กรณี ร้อยละ 27.9 รองลงมา คือ เกาหลีใต้ 8 กรณี ตามด้วยเวียดนามและไต้หวันประเทศละ 6 กรณี โดยกลุ่มสินค้าเหล็กครองแชมป์ถูกใช้มาตรการสูงสุดถึง 55 กรณี และยังมีสินค้าสำคัญอื่น ๆ อีก 6 กรณี ได้แก่ กรดซิทริก ยางรถจักรยานยนต์ ฟิล์มบรรจุภัณฑ์ BOPP และอะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป พร้อมกันนี้ ไทยยังได้ใช้มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (AC) กับสินค้าจีนอีก 2 กรณี และอยู่ระหว่างไต่สวนมาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (SG) อีก 1 กรณี เพื่อสกัดสินค้าทุ่มตลาดที่สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในทางกลับกัน การส่งออกไทยก็ต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนัก โดยไทยรั้งอันดับ 5 ของโลก ที่ถูกใช้มาตรการ AD มากที่สุด รวมทั้งสิ้น 79 กรณี จาก 19 ประเทศ มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำการใช้มาตรการกับไทยถึง 19 กรณี ตามด้วยตุรกีและอินเดีย โดยกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักยังคงเป็นเหล็ก เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ยาง และไทยยังถูกใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) อีก 6 กรณี ซึ่งมีอินเดียเป็นผู้ใช้หลักถึงร้อยละ 50 ในกลุ่มสินค้าเหล็ก เคมีภัณฑ์ น้ำตาล และซิลิคอนสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ สำหรับมาตรการปกป้อง (SG) ไทยถูกบังคับใช้แล้ว 14 กรณี และอยู่ระหว่างการไต่สวนอีกถึง 17 กรณี โดยมีอินโดนีเซีย เป็นคู่กรณีหลัก ร้อยละ 31.3 เน้นกลุ่มสินค้าสิ่งทอและกระดาษ อีกทั้งยังเผชิญมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (AC) อีก 7 กรณี จากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ในกลุ่มสินค้ากลุ่มน้ำตาล อะลูมินั่มฟอยล์ และลวดเย็บกระดาษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังตกอยู่ท่ามกลางกระแสการกีดกันทางการค้าที่รุนแรง สอดคล้องกับทิศทางโลกภายใต้กฎกติกา WTO ที่ประเทศมหาอำนาจหันมาใช้เครื่องมือเหล่านี้ปกป้องผลประโยชน์ตนเอง ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งศึกษาเกณฑ์การค้าสากลและเตรียมความพร้อมรับมืออย่างทันถ่วงที</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026030678692182f8a158d4f40548e6f74a7b92090100.jpg' type='image/jpg' length='329845' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”เปิดจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้ ดึงผู้ซื้อเจรจาผู้ประกอบการไทย ยอดปังกว่าพันล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151574</link>
<guid isPermaLink="false">1fea565b3aaa83b184a89b55f3fa5f12</guid>
<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 08:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เปิดโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ ช่วยหาตลาดล่วงหน้าให้ผลไม้ไทย เชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจาก 18 ประเทศ 94 บริษัท เจรจาจับคู่กับผู้ประกอบการไทย 101 บริษัท จาก 22 จังหวัด เกิดการจับคู่ 600 นัดหมาย ตกลงซื้อขายกว่า 1,000 ล้านบาท และยังมีการลงนามซื้อขายผลไม้กับยูเออีอีก 10 คู่ รวม 3,000 ตัน &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเปิดโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ ว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการหาตลาดล่วงหน้าก่อนฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาด ช่วยกระจายผลผลิตและเสริมความมั่นคงด้านราคาให้เกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เชิญผู้ซื้อ &nbsp;ผู้นำเข้า และตัวแทนจำหน่ายศักยภาพสูงจาก 18 ประเทศทั่วโลก รวม 94 บริษัท เข้าร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย 101 บริษัท จาก 22 จังหวัดทั่วประเทศ เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online คาดสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยภายในงานยังมีพิธีลงนามบันทึกความตกลงซื้อขาย (MOP) ระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จำนวน 10 คู่ รวมปริมาณกว่า 3,000 ตัน ซึ่งจะช่วยขยายฐานการส่งออกผลไม้ไทยในระยะยาว แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค โดยขอส่งกำลังใจให้คู่ค้าทางธุรกิจ และขอให้เชื่อมั่นในคุณภาพผลไม้ของไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ขอแจ้งโอกาสสำคัญของสับปะรดไทยในตลาดสหรัฐฯ ภายหลังจากสหรัฐฯ มีการใช้มาตรา 122 ซึ่งมีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีกว่า 1,000 รายการ และหนึ่งในนั้น คือ สับปะรด โดยไทยมีระยะเวลาสิทธิประโยชน์ประมาณ 150 วัน จึงเป็นช่วงเวลาทองที่ผู้ประกอบการควรเร่งรุกตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมแปรรูปที่เกี่ยวข้อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการ SME จำนวน 6 ราย ที่ได้รับคัดเลือกเป็น Agri-Export Stars ดาวรุ่งศักยภาพสูง และจะได้เข้าร่วมเจรจาการค้าในงาน THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026 โดยขอขอบคุณคณะกรรมการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ร่วมผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการอำนวยความสะดวกให้กับการส่งออกผลไม้ไทย ตนจะนำคณะลงพื้นที่ด่านเวียดนามและจีน ติดตามสถานการณ์ด้านโลจิสติกส์ในช่วงฤดูกาลผลไม้ โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่านด่านสำคัญ ทั้งทางรถ ราง และเรือ เพื่อให้การระบายผลผลิตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนทิศทางปี 2569 กระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนผลไม้ภายใต้แนวคิด &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits&rdquo; ด้วยมาตรการบริหารจัดการผลไม้ระยะเร่งด่วน 3 ด้าน 8 มาตรการ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การขนส่ง การตลาด การส่งเสริมภาพลักษณ์ และการลดอุปสรรคการค้า มุ่งวางรากฐานโครงสร้างใหม่ เพื่อสร้างเสถียรภาพราคา ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และส่งเสริมเกษตรคาร์บอนต่ำ รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า โครงการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้ จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 มีเป้าหมายรักษาตลาดเดิม บุกตลาดใหม่ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาด โดยผู้นำเข้าที่เข้าร่วมมาจาก 18 ประเทศ อาทิ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฮ่องกง อาร์เจนตินา โปแลนด์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย สาธารณรัฐเช็ก อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รัสเซีย และเดนมาร์ก และภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมคู่ขนาน ได้แก่ 1.กิจกรรม Agri-Export Stars Pitching Challenge 2.พิธีลงนามบันทึกตกลงซื้อขาย (MOP) ไทย&ndash;UAE 3.กิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการส่งออก ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 22 หน่วยงาน 4.การนำเสนอสินค้าเด่นจากทุกภูมิภาค ร่วมกับพาณิชย์จังหวัด และ 5.กิจกรรมสาธิตปรุงอาหารและเครื่องดื่มจากผลไม้ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2568 ผลไม้เป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยไทยส่งออกผลไม้สดและแปรรูปปริมาณกว่า 4.44 ล้านตัน มูลค่า 8,962 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 294,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.83% ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐฯ และมาเลเซีย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603064644127e50999bb1a3eaa7b215584705085941.jpg' type='image/jpg' length='324744' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.พ.69 เพิ่ม หลังการเมืองชัดเจน จับตาตะวันออกกลางฉุด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151573</link>
<guid isPermaLink="false">772769d7f46470d9f3bf0c9a97d58f42</guid>
<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 08:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ก.พ.69 ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 หลังประชาชนมีความคาดหวังการเมืองชัดเจน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวฟื้น ส่งออกเติบโต แต่ก็ยังมีความกังลปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ กำลังซื้อชะลอตัว จับตาปัญหาตะวันออกกลางกระทบความเชื่อมั่นในเดือนต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ก.พ.2569 ที่สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนจำนวน 6,623 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 53.0 จากระดับ 52.6 ในเดือนก่อนหน้า และอยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 59.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 58.4 ในเดือนก่อนหน้า และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 43.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 43.9 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นที่ระดับต่ำกว่า 50<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น มีปัจจัยสำคัญมาจากความคาดหวังต่ออนาคตของประชาชน โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นในช่วง 3 เดือนข้างหน้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน เป็นผลจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนเกิดความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่อาจช่วยให้สถานการณ์เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น รวมถึงความหวังต่อมาตรการและนโยบายของภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป ซึ่งความคาดหวังดังกล่าวจึงกลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของประชาชนในช่วงเดือนที่ผ่านมา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนและมีแนวโน้มต่อเนื่องจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับมีนโยบายการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ จะช่วยเพิ่มรายได้และการจ้างงานในประเทศ และการส่งออกยังเติบโตได้ต่อเนื่องในระดับสูง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงสินค้าเกษตรกลุ่มอาหารและผลไม้เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันที่ลดลง สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงเป็นความกังวลหลักของประชาชน และส่งผลต่อความเชื่อมั่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 49.01 จาก 45.08 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาภาระค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่ปรับเพิ่มขึ้น ตลอดจนภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่เพิ่มขึ้นในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้ และยังมีการชะลอตัวของกำลังซื้อของประชาชนที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาคธุรกิจ ทำให้หลายภาคส่วนของเศรษฐกิจต้องเผชิญแรงกดดันที่มากยิ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนผลกระทบจากความขัดแย้งและความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระดับสูง ผ่านความกังวลต่อสถานการณ์การค้าโลก ความมั่นคง ราคาสินค้า และราคาพลังงาน ซึ่งมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ จึงจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260306f495fee059e8c8fa559308dfa2e3d9dc085729.jpg' type='image/jpg' length='198227' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อรมน”หารือทูตสตรีจาก 3 ประเทศ ลุยร่วมมือขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151569</link>
<guid isPermaLink="false">52f9a25a684e9e5385654a8d4a2206cb</guid>
<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 08:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;อรมน&rdquo;ให้การต้อนรับและร่วมหารือกับเอกอัครราชทูตสตรีจาก 3 ประเทศ เปรู เม็กซิโก และกัวเตมาลา โดยมี 4 เยาวชนผู้ชนะโครงการ Ambassador for a Day 2026 เข้าร่วมสังเกตการณ์ เผยตกลงเดินหน้าร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกัน ทั้งสินค้า GI การพัฒนาบุคลกร การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ให้การต้อนรับ น.ส.เซซิเลีย ซูนิลดา กาลาร์เรตา บาซัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย นางอิลเซ ลิเลียน เฟร์เรร์ ซิลบา เอกอัครราชทูตสหรัฐเม็กซิโกประจำประเทศไทย และนางชีร์เลย์ เดนนิเซ อากิลาร์ บาร์เรรา เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐกัวเตมาลาประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาในระดับสากล ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีเยาวชนไทย 4 ราย ผู้ชนะโครงการ Ambassador for a Day 2026 ขององค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย ร่วมสังเกตการณ์ เพื่อเรียนรู้บทบาทการทำงานของผู้นำสตรีระดับสูง เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล 8 มี.ค.2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในโอกาสนี้ กรมได้กล่าวต้อนรับคณะเอกอัครราชทูตและเยาวชนผู้ชนะโครงการ พร้อมแนะนำภารกิจสำคัญของกรม โดยเน้นย้ำว่าระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง โปร่งใส และเข้าถึงได้ เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และนวัตกร โดยเฉพาะสตรีและเยาวชน ให้สามารถต่อยอดผลงานสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่มีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">พร้อมย้ำว่า ทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางการค้าในระดับสากล กรมจึงมุ่งมั่นดำเนินงานเชิงรุก ตามโร้ดแมป IP4All โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกยกระดับสินค้าและบริการในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษาวิจัย และภาคประชาชน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและต่อยอดสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมและและคณะเอกอัครราชทูต ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ทั้งสี่ประเทศมีความสนใจร่วมกัน โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ระหว่างกันในอนาคต เพื่อยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างการรับรู้สินค้า GI ไทยในเวทีต่างประเทศ และยังเห็นพ้องในการร่วมมือทางวิชาการและการเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกัน อาทิ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกัน เป็นต้น เพราะทั้งสี่ประเทศเป็นภาคีความตกลงขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกหลายฉบับ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การพบหารือในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญในการสานต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเปรู สหรัฐเม็กซิโก และสาธารณรัฐกัวเตมาลา ที่จะส่งเสริมบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะกลไกสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นโอกาสพิเศษในการร่วมเฉลิมฉลองวันสตรีสากล ซึ่งสะท้อนพลัง บทบาท และศักยภาพของสตรีในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ การค้า และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม การที่ผู้นำสตรีจากทั้งสี่ประเทศได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ในครั้งนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนของการเสริมสร้างเครือข่ายผู้นำสตรีในเวทีนานาชาติ และตอกย้ำความมุ่งมั่นร่วมกันในการผลักดันระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจแก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักถึงบทบาทของสตรีในฐานะพลังสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรมในอนาคต&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ภายหลังการหารือ นางอรมนได้นำคณะเข้าเยี่ยมชมศูนย์บริการทรัพย์สินทางปัญญาครบวงจร (IP One) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อยกระดับการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ครอบคลุมตั้งแต่การรับคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา บริการวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลก บริการสืบค้นข้อมูลด้วย AI บริการด้านกฎหมายและการระงับข้อพิพาท บริการให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึก เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและประชาชนให้เข้าถึงบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการค้าในระดับสากล อันช่วยลดขั้นตอน ระยะเวลา และต้นทุนในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260306c9df93987b492ff535c98a646c7d3f61085613.jpg' type='image/jpg' length='199197' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ยันปุ๋ยมีเพียงพอ เฉพาะยูเรียใช้ได้ถึงส.ค.69 พร้อมตรวจเข้มร้านค้าทั่วประเทศ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151568</link>
<guid isPermaLink="false">f2a85cde3536afda53e3bf20c0393860</guid>
<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 08:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในเกาะติดปุ๋ยเคมี หลังเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ยันปุ๋ยเคมีมีเพียงพอ ราคายังเป็นปกติ เฉพาะปุ๋ยยูเรีย ใช้ได้ถึง ส.ค.69 พร้อมสั่งการพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามการจำหน่ายใกล้ชิด ป้องกันการฉวยโอกาส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างใกล้ชิด หลังจากเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเป็นหลัก จึงได้ประสานกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย เพื่อติดตามสถานการณ์การค้าปุ๋ยเคมีในไทย และได้รับการยืนยันว่าปริมาณปุ๋ยเคมีของไทยขณะนี้มีเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับสต๊อกสินค้าปุ๋ยเคมี ที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้าปุ๋ยเคมี ต้องรายงานมายังกรม ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เนื่องจากปุ๋ยเคมีเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ โดยมีสต็อกคงเหลือ ณ เดือน ม.ค.2569 ประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 0.8 ล้านตัน สำหรับปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ โดยปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน และยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวมประมาณ 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือน ส.ค.2569</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ไทยยังมีช่องทางการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งสามารถนำเข้าได้ปกติ และขณะนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสินค้าเกษตรของไทย เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการ เช่น ข้าวนาปรัง ผลไม้ เป็นต้น ในส่วนของข้าวนาปี ขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสถานการณ์ด้านราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในตลาด ที่เป็นปุ๋ยสูตรที่มีส่วนผสมของยูเรีย ยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น ราคาจำหน่ายในประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิม แต่หากสถานกาณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยเคมีในตลาดโลกมีการปรับเปลี่ยน กรมจะติดตามสถานกาณ์และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดและให้การปรับราคาเป็นไปตามโครงสร้างต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรน้อยที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมได้ประสานสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์การจำหน่ายปุ๋ย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร และขอให้เกษตรกรอย่าตื่นตระหนก ไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อ หรือกักตุนปุ๋ยเคมี ไว้ในปริมาณมาก โดยกรมจะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณปุ๋ยอย่างใกล้ชิด และหากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร หรือการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกรทันที&rdquo;นายวิทยากรกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026030626bccbc139ef1a4b3ae397af5aafc6c1085454.jpg' type='image/jpg' length='363265' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาเซียนถกแผนสร้างความมั่นคงเศรษฐกิจ รับมือภูมิเศรษฐศาสตร์-ภูมิรัฐศาสตร์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151565</link>
<guid isPermaLink="false">40814962be58fcd6d9cdef54beb9a612</guid>
<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 08:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยผลประชุมคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน พิจารณาแผนเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค รับมือความท้าทายจากปัญหาภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ เตรียมเสนอรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนพิจารณา มี.ค.นี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน ครั้งที่ 49 และการประชุม Track 1.5 เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของอาเซียน ระหว่างวันที่ 25-27 ก.พ.2569 ณ เมืองอีโลอีโล สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่า อาเซียนเตรียมขับเคลื่อน &ldquo;วาระการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค&rdquo; โดยจะเน้นการรักษาศักยภาพทางเศรษฐกิจและความสามารถทางการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว โดยจะจัดทำกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวร่วมกัน ยึดหลักรูปแบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ระบบการค้าพหุภาคี รวมทั้งต้องเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและการรวมกลุ่มให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อการรับมือกับความท้าทายจากความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนแรงกระแทกฉับพลัน (Shocks) ทั้งจากด้านอุปสงค์และอุปทานจากคู่ค้าและตลาดหลักที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตของภูมิภาค โดยจะเสนอรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนพิจารณาแนวทางดังกล่าวเดือน มี.ค.2569</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ยังได้เสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียน สะท้อนมุมมองร่วมกันของอาเซียนในการประชุมองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 14 ตลอดจนร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการติดตามนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการหารือถึงทิศทางเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค พบว่า เศรษฐกิจอาเซียนยังคงมีศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่ง คาดว่าการเติบโตจะอยู่ที่ 4.4% ในปี 2569 สูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP โลก ที่คาดการณ์ไว้ 3.3% โดยมีปัจจัยบวกจากอุปสงค์ภายในที่ขยายตัว การลงทุนโดยตรงที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค แต่อาเซียนยังคงเผชิญความเสี่ยงจากแนวโน้มกีดกันทางการค้า ความผันผวนทางการเงิน และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโลก โดยที่ประชุมเห็นว่า อาเซียนต้องรักษาบทบาทความเป็นแกนกลางในระบบเศรษฐกิจโลก ขยายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารการค้าเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Trade Management) เพื่อเตรียมความพร้อมแก่ประเทศสมาชิกในการกำกับดูแลการค้า และสร้างความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานของภาคการผลิตสำคัญในอาเซียน โดยสนับสนุนการจัดทำปฏิญญาผู้นำอาเซียนในการแสดงเจตนารมณ์ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค เพื่อกำหนดแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอาเซียนในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260306fc5e9ca4b46b418c2787e3fa15dab7ef085310.jpg' type='image/jpg' length='333953' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เงินเฟ้อ ก.พ.69 ลด 0.88% จับตาตะวันออกกลางดันน้ำมันพุ่ง กระทบอาหารสำเร็จรูป]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151562</link>
<guid isPermaLink="false">8f190e6a687fb47ab0caa2d7c989dc8f</guid>
<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 08:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยเงินเฟ้อเดือน ก.พ.69 ลดลง 0.88% ติดลบต่อเนื่อง 11 เดือนติด มีสาเหตุหลักจากน้ำมัน ค่าไฟฟ้า เนื้อสุกร ไข่ไก่ ผลไม้สดลด ยันอีกครั้งไม่มีสัญญาณเงินฝืด รวม 2 เดือน ลด 0.77% คาด มี.ค.69 ต้องดูผลกระทบน้ำมันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประเมิน 3 แนวทาง น้ำมันโลกขึ้นตั้งแต่ 80 100 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะกระทบเงินเฟ้อ 1-2% 2-3% และมากกว่า 3% จับตาสินค้ากลุ่มอาหารสำเร็จรูปกระทบหนัก รวมถึงค่าบริการขนส่ง ค่าไฟฟ้า สินค้าเกษตร แต่สุดท้ายแล้ว ขึ้นกับนโยบายภาครัฐ จะกำกับดูแลอย่างไร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ก.พ.2569 เท่ากับ 99.67 เทียบกับเดือน ก.พ.2568 ลดลง 0.88% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 นับจากเดือน เม.ย.2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง และค่าไฟฟ้าลดลง ประกอบกับราคาเนื้อสุกร ไข่ไก่ และผลไม้สด ลดลงจากภาวะอุปทานล้นตลาด ขณะที่ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และอาหารสำเร็จรูป สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก ส่วนยอดรวม 2 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) ลดลง 0.77%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยเงินเฟ้อที่ติดลบติดต่อกัน 11 เดือน ยังไม่มีสัญญาณเงินฝืด เพราะแรงฉุดหลักมาจากเรื่องพลังงาน และมาตรการลดค่าครองชีพภาครัฐ และแม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะติดลบ แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก แสดงว่ามีความต้องการอยู่ ขณะที่การจ้างงาน ก็ยังมี การขยายตัวทางเศรษฐกิจก็เพิ่มขึ้น โดยรวมไม่มีปัจจัยตัวไหนที่จะบ่งชี้ว่าเป็นเงินฝืด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ก.พ.2569 ที่ลดลง 0.88% มาจากหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 1.59% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง) ของใช้ส่วนบุคคล (ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว ครีมนวดผม ลิปสติก แชมพู กระดาษชำระ โฟมล้างหน้า แป้งผัดหน้า) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยารีดผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน) ค่าน้ำประปา และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษ สตรี และเด็ก เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ) ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาสูงขึ้น อาทิ รถยนต์ ค่าเช่าบ้าน ค่าทัศนาจรต่างประเทศ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า ค่าบริการขนขยะ และรถจักรยานยนต์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.26% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) น้ำดื่มบริสุทธิ์ เครื่องดื่มรสช็อกโกแลต) ปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาช่อน ปลาทูนึ่ง) ข้าวสารเจ้า ผักสด (พริกสด มะเขือ มะละกอดิบ ผักชี ผักคะน้า ใบกะเพรา) และผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม) อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ ผลไม้สด (ทุเรียน กล้วยน้ำว้า แตงโม ฝรั่ง มะพร้าวอ่อน องุ่น ชมพู่) เนื้อสุกร น้ำมันพืช ข้าวสารเหนียว ไข่ไก่ กระเทียม และหัวหอมแดง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือน ก.พ.2569 สูงขึ้น 0.56% ชะลอตัวลงจากเดือน ม.ค.2569 ที่สูงขึ้น 0.60% รวม 2 เดือน ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.58%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน มี.ค.2569 ต้องติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันว่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางมากน้อยแค่ไหน โดย สนค. ได้ประเมินผลกระทบไว้ 3 แนวทางคือ 1.ราคาน้ำมันตลาดโลกอยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อ 1-2% และกระทบราคาอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 10% ใน 10% ของพื้นที่ทั่วประเทศ 2.น้ำมัน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กระทบเงินเฟ้อ 2-3% กระทบราคาอาหารสำเร็จรูป 10% แต่พื้นที่ได้รับผลกระทบจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของทั้งประเทศ และ 3.น้ำมัน 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กระทบเงินเฟ้อมากกว่า 3% กระทบราคาสินค้าอาหารสำเร็จรูป 10% แต่จะมีพื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น 50% ของทั้งประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ น้ำมันที่เพิ่มขึ้น ยังมีผลกระทบต่อเนื่องถึงค่าบริการขนส่ง ค่าไฟฟ้า ราคาสินค้าเกษตร ที่จะกระทบจากต้นทุนค่าขนส่ง แต่ทั้งหมดนี้ ยังบอกไม่ได้ว่าขึ้นเท่าไร ต้องดูก่อนว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางจบเร็ว ก็กระทบน้อย ถ้ายาว ก็กระทบมาก ส่วนเงินเฟ้อเดือน มี.ค.2569 ถ้าสุดท้ายแล้วจะพลิกกลับมาเป็นบวก ก็เป็นบวกจากปัจจัยเรื่องพลังงาน ไม่ใช่จากดีมานด์ โดย สนค. จะขอดูตัวเลขเดือน มี.ค.2569 ก่อน ถึงจะพิจารณาว่าจะปรับเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2569 ใหม่หรือไม่ อย่างไร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม แม้ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ก็ต้องดูว่าภาครัฐจะมีมาตรการบริหารจัดการในเรื่องนี้อย่างไร โดยขณะนี้กระทรวงพลังงานก็บริหารจัดการในเรื่องน้ำมันอยู่ มีการตรึงราคาดีเซล 15 วัน รวมไปถึงค่าไฟฟ้า ที่จะได้รับผลกระทบจากก๊าซธรรมชาติที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า แต่คงไม่ปรับขึ้นทันที เพราะรัฐมีมาตรการลดค่าครองชีพ โดยลดค่า Ft งวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2569 อยู่ ซึ่งค่าไฟฟ้าอยู่ที่หน่วยละ 3.88 บาท และยังมีเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ต้นทุนนำเข้าลดลง และราคาเนื้อสุกรและไข่ไก่อยู่ระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะฉุดให้เงินเฟ้อไม่เพิ่มขึ้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260306b11d390be62cda789d2b87617d890a8a084429.jpg' type='image/jpg' length='273069' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สหรัฐฯ รายงานตลาดขายของปลอม ไทยไม่มีชื่อออนไลน์ เหลือศูนย์การค้า 1 แห่ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151352</link>
<guid isPermaLink="false">5967f66ee882faea8a7d1a8248d74c76</guid>
<pubDate>Thu, 05 Mar 2026 10:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยสหรัฐฯ รายงานตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูงทั่วโลก ปี 68 ไม่มีชื่อตลาดออนไลน์ของไทย แต่เหลือตลาดพื้นที่การค้า 1 แห่ง เผยตลาดออนไลน์ที่หลุด เป็นผลจากร่วมมือแพลตฟอร์ม เปิดให้แจ้งและระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิด ส่วน MBK Center ที่ยังไม่หลุด เหตุมีความพยายามลักลอบขายสินค้าละเมิด ตั้งแผงชั่วคราว หรือเปลี่ยนวิธีขาย เตรียมลุยจัดการต่อ พร้อมหารือสหรัฐฯ หวังปีหน้าไม่เหลือซักรายชื่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2569 &nbsp;ตามเวลาสหรัฐฯ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เผยแพร่รายงานรายชื่อตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูงทั่วโลก ประจำปี 2568 หรือรายงาน Notorious Markets ซึ่งปรากฏรายชื่อตลาดออนไลน์ 37 แห่ง และย่านการค้า (Physical Markets) 32 แห่งใน 19 ประเทศ โดยในส่วนของไทย ไม่ปรากฏชื่อตลาดออนไลน์ แต่มีเพียงศูนย์การค้า MBK Center ที่อยู่ในกลุ่มตลาดย่ายการค้าที่มีการละเมิดสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่สถานการณ์ในตลาดออนไลน์ ไม่ปรากฏชื่อของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของไทยอยู่ในรายชื่อแหล่งที่น่ากังวล ซึ่งเป็นผลจากการที่กรมได้ผลักดันให้แพลตฟอร์มออนไลน์หลักในประเทศไทยลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต เพื่อให้มีการแจ้งและระงับการจำหน่ายสินค้าที่เข้าข่ายละเมิดอย่างทันท่วงที และมีการยกระดับมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ค้าออนไลน์ ตลอดจนการติดตามและประเมินความเสี่ยงในช่องทางดิจิทัลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนย่านการค้าที่ยังมีชื่ออยู่ 1 แห่ง กรมตระหนักว่ายังคงมีความพยายามลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดในบางลักษณะ โดยเฉพาะการจำหน่ายผ่านแผงลอยชั่วคราวหรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่าย เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนยังคงเดินหน้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับความเข้มข้นในการปราบปราม และที่ผ่านมา เจ้าของศูนย์การค้าได้ให้ความร่วมมือในการปราบปราม โดยใช้มาตรการยกเลิกสัญญาเช่ากับผู้เช่าที่ถูกจับกุมในข้อหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถปิดร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าละเมิดจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา และจากนี้ จะดำเนินการเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าละเมิดอีกต่อไป &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะหารือร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการการดำเนินการด้านการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับใช้กฎหมายของไทย โดยมุ่งหวังให้การประเมินในครั้งต่อไป จะสะท้อนพัฒนาการเชิงบวกของประเทศได้อย่างเหมาะสมและรอบด้าน&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า สำหรับการดำเนินการจากนี้ กรมพร้อมรับข้อสังเกตจากรายงานดังกล่าวมาใช้ประกอบการปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับทุกภาคส่วน โดยจะเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้ง บก.ปอศ. กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และเจ้าของสิทธิ์ โดยมุ่งปราบปรามการละเมิด ทั้งตลาดย่านการค้าในกรุงเทพฯ และพื้นที่จังหวัดแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนจังหวัดการค้าชายแดน รวมทั้งการปราบปรามทางออนไลน์ เพื่อขยายผลไปสู่การจับกุมและตรวจยึดโกดัง สถานที่เก็บสินค้ารายใหญ่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะเดินหน้าเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ผู้ค้าและผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย และจะรณรงค์ประชาชน ไม่ซื้อ ไม่ใช้ และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศในการเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603054245f65ea470b0636660a4bb566c7e25101340.jpg' type='image/jpg' length='99182' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ดีเดย์ 1 เม.ย.69 ยุติให้บริการรับจดบริษัท ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151351</link>
<guid isPermaLink="false">5ca01ad18628d1be2d59a1d57251a5c5</guid>
<pubDate>Thu, 05 Mar 2026 10:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดีเดย์ยุติการให้บริการรับจดทะเบียนนิติบุคคล ที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เขต 6 (ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา) หลังมุ่งให้บริการผ่านระบบดิจิทัล เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจได้รับความสะดวก รวดเร็ว ลดเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางติดต่อราชการ เผยล่าสุดมีผู้มายื่นจดทะเบียนแค่วันละไม่ถึง 15 ราย แนะใช้บริการผ่านระบบ DBD Biz Regist หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ผ่าน LINE OA @DBD1570<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการให้บริการของสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เขต 6 (ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา) ว่า หลังจากที่กรมได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ โดยยุติการให้บริการ ณ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เขต 1 (ปิ่นเกล้า) ไปเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2569 พบว่า ภาคธุรกิจมีความตื่นตัวและปรับตัวสู่การใช้งานผ่านระบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการแก่ภาคธุรกิจและประชาชน รวมถึงหน่วยงานราชการอื่น ผ่านระบบออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักคิดออนไลน์ต้องสะดวกและรวดเร็วกว่าออฟไลน์ กรมจึงเตรียมยุติการให้บริการ ณ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เขต 6 (ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา) ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569 เป็นต้นไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในปัจจุบันจำนวนผู้ใช้บริการ ณ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เขต 6 ลดลงอย่างต่อเนื่อง มีผู้ขอใช้บริการยื่นคำขอจดทะเบียนไม่เกิน 15 คำขอต่อวัน อีกทั้งสำนักงานเขต 6 ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ เพียง 15 กิโลเมตร ผู้ขอรับบริการจึงนิยมเดินทางมาใช้บริการ ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สนามบินน้ำ มากกว่า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยเป้าหมายหลักของกรม คือ การส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการที่ต้องการจดทะเบียนนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด ใช้บริการช่องทางออนไลน์ผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล หรือ DBD Biz Regist เพิ่มมากขึ้น ซึ่งระบบนี้ ไม่เพียงจะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากในการติดต่อราชการ แต่ยังช่วยให้ประชาชนประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้จริง โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนได้ทุกวัน ตลอด 24 &nbsp;ชั่วโมง และดำเนินการได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยที่นายทะเบียนสามารถอนุมัติคำขอจดทะเบียนได้อย่างรวดเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ กรมได้เสริมทัพบุคลากรไว้คอยช่วยเหลือให้คำปรึกษาแนะนำการใช้งานระบบอย่างเต็มที่ เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่บริการในรูปแบบดิจิทัลเป็นไปอย่างราบรื่น และไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ รวมทั้งได้กำหนดนโยบายให้เจ้าหน้าที่นายทะเบียนตรวจสอบคำขอ ซึ่งจะตรวจพิจารณาคำขอที่จดทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ด้วยความรวดเร็ว พร้อมเตรียมนำเทคโนโลยี AI ในรูปแบบของ AI Agent เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ซึ่งจะเป็นการตรวจพิจารณาคำขอแบบอัตโนมัติ โดยจะเริ่มจากคำขอจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนและคำขอจดทะเบียนตั้งบริษัท ก่อนจะขยายไปสู่คำขอประเภทอื่น ๆ กว่า 40 รูปแบบ ตลอดจนพัฒนาระบบสนับสนุนการใช้งาน (User Support) เพื่อรองรับปริมาณการยื่นคำขอที่เพิ่มสูงขึ้น (เพิ่มขึ้นกว่า 100,000 คำขอ ในรอบ 5 ปี)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจที่ประสงค์จะใช้บริการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด สามารถใช้บริการผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล DBD Biz Regist ได้ทางเว็บไซต์ edbr.dbd.go.th ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตลอด 24 ชั่วโมง หรือในกรณีที่ผู้ใช้งานประสบปัญหาทางเทคนิคหรือมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1570 หรือผ่านช่องทาง Line Official Account : @DBD1570 เพื่อรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603058c0ed31fcca73f064928bc9a4117be7d101148.jpg' type='image/jpg' length='268289' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”บุกแพกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต หนุนคุมคุณภาพ ดันเป็นวัตถุดิบพรีเมียมทำอาหาร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151138</link>
<guid isPermaLink="false">bfd5fdd9af9cdda191f3c92c0dd6739e</guid>
<pubDate>Thu, 05 Mar 2026 09:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต หอการค้าจังหวัดภูเก็ต ตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้า GI กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต หนุนทำระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค เตรียมช่วยผลักดันให้เป็นวัตถุดิบเกรดพรีเมียมในการทำอาหาร และช่วยสร้างโอกาสทางตลาดทั้งในและต่างประเทศ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย น.ส.วรนิษฐ์ อภิรัฐจิรวงษ์ พาณิชย์จังหวัดภูเก็ต นายนพัตรธร เพชรโชติ รองประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต ตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้า GI &ldquo;กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต&rdquo; ณ แพโกปาน บริเวณท่าเทียบเรือป่าหล่าย ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตที่มีคุณภาพของชายฝั่งทะเลอันดามัน ที่ใช้การเสริมอาหารสดจากธรรมชาติในการเลี้ยง ได้แก่ หอยกะพง หอยแครง และปลากระเบน บวกกับปัจจัยด้านคุณภาพน้ำซึ่งมีระดับความเค็มที่เหมาะสม มีกระแสน้ำไหลเวียนตลอดเวลาและพัดพาตะกอนทับถมให้เกิดป่าชายเลนที่เอื้อต่อการเพาะเลี้ยงกุ้งมังกรชายฝั่ง ทำให้กุ้งมังกรในกระชังต้องปรับตัวต้านกระแสน้ำที่ไหลค่อนข้างแรง จึงมีมวลกล้ามเนื้อมาก เนื้อแน่น รสชาติหวาน มันกุ้งเยอะ และไม่มีกลิ่นคาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตมีลำตัวขนาดใหญ่ตั้งแต่ 0.5&ndash;4.5 กิโลกรัม ทั้งตัวมีสีไม่น้อยกว่า 7 สี เช่น สีเขียว สีส้ม สีน้ำเงิน สีม่วง สีชมพู สีครีม และสีดำ เป็นต้น เปลือกส่วนหัวแข็งหนา หนวดยาวแข็งแรง ปล้องท้องเรียบไม่มีร่องขวาง และมีหางแผ่เป็นรูปพัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยปัจจุบันผู้ผลิตกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต มีอยู่ประมาณ 38 ครัวเรือน และมีจำนวนกระชังเลี้ยงราว 360 กระชัง โดยกระชังขนาด 3 คูณ 3 เมตร สามารรถรองรับการผลิตกุ้งมังกรได้ประมาณ 50 ตัว ใช้ระยะเวลาเพาะเลี้ยงไม่น้อยกว่า 6 เดือน ส่งผลให้มีปริมาณการผลิตกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตรวม 21,670 กิโลกรัมต่อปี สำหรับจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีประเทศในแถบยุโรปและเอเชียเป็นตลาดส่งออกสำคัญ สามารถจำหน่ายในราคาขายปลีกเฉลี่ยกิโลกรัมละ 3,000 บาท และสร้างรายได้เข้าสู่จังหวัดได้กว่า 65 ล้านบาทต่อปี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมนกล่าวว่า ได้หารือร่วมกับนายปวริศน์ ราชรักษ์ ตัวแทนผู้ประกอบการกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตถึงแนวทางสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายช่องทางการตลาด โดยกรมมีแผนส่งเสริมสินค้า GI กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าและระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทราบถึงแหล่งที่มาในทุกขั้นตอนการผลิต ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้า โดยผู้ประกอบการที่ผ่านการตรวจประเมินคุณภาพจะได้รับอนุญาตให้ใช้ตรา GI ไทยคราวละ 2 ปี พร้อมทั้งได้รับโอกาสร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพสินค้า GI ที่กรมฯ จัดขึ้น 2.การยกระดับภาพลักษณ์สินค้าพรีเมียม โดยการผลักดันสินค้ากุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตให้เป็นวัตถุดิบในร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง เครือข่ายโรงแรม และร้านอาหารของเชฟระดับประเทศ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ในรูปแบบภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ 3.การส่งเสริมโอกาสทางการตลาด ผ่านงานแสดงสินค้า เช่น งาน GI Market งาน THAIFEX&ndash;ANUGA ASIA เป็นต้น พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังได้หารือร่วมกับภาคเอกชน เพื่อวางแนวทางบูรณาการต่อยอดทางการตลาดให้กับสินค้ากุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต ผ่านงาน Phuket Lobster Festival ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือน ส.ค. โดยมีกิจกรรม Phuket Lobster Street ที่จะยกขบวนเชฟจากโรงแรมและร้านอาหารชื่อดังมารังสรรค์เมนูอาหารจากกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติได้ลิ้มลอง และสนับสนุนสินค้าเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนคืนสู่ผู้ผลิตโดยตรง ตลอดจนการจัดโซนตลาดชุมชนและผลิตภัณฑ์ GI ซึ่งมีกิจกรรมเวิร์กชอปและนิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับเส้นทาง GI กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต รวมถึงการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติต่าง ๆ ทั้งการพัฒนาแหล่งผลิต GI เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร การจัดทำสินค้าเพื่อสร้างภาพจำและการรับรู้ในวงกว้าง อาทิ มาสคอตน้องจุ้ง อาร์ตทอย เสื้อผ้า และสินค้าที่ระลึกต่าง ๆ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การลงพื้นที่ส่งเสริมสินค้า GI กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการติดตามตรวจสอบกระบวนการผลิตสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรม แต่ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประกอบการ พร้อมสนับสนุนการนำอัตลักษณ์ GI มาต่อยอดเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับสินค้ากุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตสู่การเป็นวัตถุดิบพรีเมียมในตลาดโลก พร้อมปักหมุดเกาะภูเก็ตให้เป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวเชิงอาหารระดับนานาชาติที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือนและลิ้มลองคุณภาพความอร่อยด้วยตนเอง&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับจังหวัดภูเก็ต เป็นหนึ่งในพื้นที่ศักยภาพด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในภาคใต้ของไทย โดยปัจจุบันมีสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI แล้ว 4 รายการ แบ่งเป็น กลุ่มสินค้าผลไม้ 2 รายการ ได้แก่ สับปะรดภูเก็ต และส้มควายภูเก็ต และกลุ่มสินค้าประมง 2 รายการ ได้แก่ มุกภูเก็ต และกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต ซึ่งสินค้า GI ทั้ง 4 รายการล้วนมีชื่อเสียงและคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดภูเก็ตได้ราว 66.61 ล้านบาทต่อปี</span></span> &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026030411aabe078844c5eecc0a5fe1170c4b06151632.jpg' type='image/jpg' length='300734' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”โชว์ผลนำคณะขายมันสำปะหลังที่ญี่ปุ่น ผลตอบรับดี สนใจซื้อเพียบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151313</link>
<guid isPermaLink="false">57834b25c49dbbb1d84ff34b8eaf496a</guid>
<pubDate>Thu, 05 Mar 2026 09:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศโชว์ผลงานนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางขยายตลาดสินค้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยที่ญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จตามเป้า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อาหาร เคมีภัณฑ์ ไบโอพลาสติก แสดงความสนใจ และมีแนวโน้มนำเข้าเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดคณะผู้แทนการค้า นำโดยนายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมด้วยนักวิชาการและภาคเอกชนรวมกว่า 37 ราย เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 25-26 ก.พ.2569 ว่า ได้รับการตอบรับที่ดีจากภาครัฐและผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่น ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น เคมีภัณฑ์ ไบโอพลาสติก เป็นต้น ซึ่งผู้นำเข้าหลายรายของญี่ปุ่นแสดงความสนใจและมีแนวโน้มเพิ่มการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย โดยเฉพาะสินค้ามันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลัง และแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม มาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการเยือนครั้งนี้ ได้หารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ผู้ประกอบการในภาคปศุสัตว์ เช่น สหพันธ์สมาคมการเกษตรแห่งชาติ (ZEN-NOH) เพื่อส่งเสริมการใช้มันอัดเม็ดของไทยเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยมี ผศ ดร. เลอชาติ บุญเอก ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของสูตรอาหารสัตว์ที่มีมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีการนำเข้ามันอัดเม็ดไปเป็นอาหารสุกร เพราะทำให้เนื้อสุกรมีคุณภาพดี กรมจึงมีเป้าหมายในการต่อยอดจากอาหารสุกรด้วยการสนับสนุนให้มันอัดเม็ดเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ เนื่องจากญี่ปุ่นมีประชากรโคจำนวนมาก และเกษตรกรให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพที่ส่งผลดีต่อคุณภาพของเนื้อและนมสอดคล้องกับคุณประโยชน์ของมันสำปะหลังไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้หารือกับผู้ประกอบการและผู้นำเข้ารายสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ บริษัท ITOCHU Corporation บริษัท Toyota Tsusho Corporation บริษัท Sojitz Foods Corporation เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น แป้งมันสำปะหลังแปรรูป โดยปัจจุบันญี่ปุ่นมีการนำเข้าแป้งมันสำปะหลังแปรรูป ชนิด acetylated ไปใช้ในอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการจับตัว และแป้งมันสำปะหลังของไทยยังสามารถแปรรูปเป็นพลาสติกชีวภาพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น และได้รับความสนใจจากภาคเอกชนของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การเดินทางครั้งนี้ ช่วยยกระดับสินค้ามันสำปะหลังไทยได้เป็นอย่างยิ่ง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้ามันสำปะหลังเพิ่มมูลค่า เช่น แป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม ชูจุดแข็งในการเป็นสินค้าที่ไม่มีกลูเตน (Gluten free) และไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม (Non GMO) รวมทั้งต่อยอดและขยายความต้องการจากสินค้าเดิมที่ไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่นอยู่แล้ว เช่น มันอัดเม็ดสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ แป้งมันสำปะหลังแปรรูปสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง ยิ่งกว่านั้น พลาสติกชีวภาพจากแป้งมันสำปะหลังไทยที่สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายการค้าสู่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียมมากขึ้น&rdquo;นางอารดากล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ กรมจะติดตามผลการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด และผลักดันการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าสูงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ขยายผลให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าในภาพรวมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีตลาดส่งออกที่มั่นคงในระยะยาว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับญี่ปุ่น เป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงและมีความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกจำนวนมาก ประกอบกับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทย โดยการแสดงความสนใจจากผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงประสิทธิผลของการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และพันธกิจของกรมที่มุ่งผลักดันผลผลิตสู่ตลาดเป้าหมาย (Demand Driven) ทั้งนี้ การขยายตลาดมันสำปะหลังไปญี่ปุ่นยังจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่าผลผลิตของตนมีตลาดรองรับที่มั่นคง ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมในระยะยาวต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026030503ec83657151e3d8546bf96aee2f72ce091444.jpg' type='image/jpg' length='200795' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลุยตรวจตลาด ห้าง ปั๊ม ร้านค้า สินค้าราคาปกติ มีเพียงพอ ย้ำห้ามฉวยโอกาส]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151311</link>
<guid isPermaLink="false">a41c0f77e373293c5fe863d23d97a737</guid>
<pubDate>Thu, 05 Mar 2026 09:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในส่งชุดสายตรวจ 4 สาย ออกตรวจสอบ สถานีบริการน้ำมัน ห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านค้าต่าง ๆ และตลาดสด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า หลังคนกังวลราคาสินค้าจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เผยผลตรวจสอบ ราคายังปกติ สินค้ามีเพียงพอ น้ำมันมีขาย เตรียมแผนขั้นต่อไป วิเคราะห์โครงสร้างต้นทุน ถกผู้ผลิต ห้าง วางแผนบริหารจัดการ ส่วนสินค้านำเข้า ต้องขายต้นทุนเดิมจนกว่าต้นทุนจะเปลี่ยนแปลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่อาจสร้างความกังวลต่อประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาสินค้า ภายหลังเกิดเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า กรมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ทันที โดยแบ่งชุดตรวจสอบออกเป็น 4 สาย ลงตรวจสอบจุดจำหน่ายสินค้าจริง ทั้งที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ห้างค้าส่งค้าปลีกและโมเดิร์นเทรด ร้านค้าต่าง ๆ และตลาดสด ตลาดกลาง เพื่อประเมินสถานการณ์ข้อเท็จจริงโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยตนได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ที่ลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ โดยจากการตรวจสอบ พบว่า การจำหน่ายสินค้ายังเป็นไปตามปกติ ปริมาณสินค้ามีเพียงพอ ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับปกติ อาจมีการปรับขึ้นลงบ้างตามกลไกอุปสงค์ อุปทาน ยังไม่พบผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศแต่อย่างใด โดยผู้บริหารตลาดสี่มุมเมืองให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีสินค้านำเข้าสู่ตลาดเฉลี่ยวันละประมาณ 8,000 ตัน ปริมาณสินค้าและระดับราคายังคงทรงตัว ไม่พบการปรับขึ้นราคาอย่างมีนัยสำคัญ และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจะรายงานให้กรมทราบทันที เพื่อพิจารณามาตรการดูแล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของปั๊มน้ำมัน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ลงพื้นที่ตรวจสถานีบริการน้ำมัน 3 แห่ง ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และนนทบุรี โดยผลตรวจสอบ พบว่า มีประชาชนเข้าไปใช้บริการอย่างคึกคัก และสถานีบริการน้ำมันยืนยันว่าปริมาณน้ำมันมีเพียงพอ และจะตรึงราคาตามนโยบายของรัฐบาล โดยจะไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด แต่ในส่วนของการจำหน่ายเป็นแกลลอน จะมีการพิจารณาตามความเหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นใช้ในภาคการเกษตรหรืออุปกรณ์เครื่องจักรต่าง ๆ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะที่การตรวจสอบห้างโมเดิร์นเทรด อาทิ แม็คโคร ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต โลตัส และบิ๊กซี โดยทีมรองอธิบดี ได้รายงานผลการตรวจสอบ พบว่า สถานการณ์ราคายังเป็นปกติ ปริมาณการจำหน่ายสินค้ายังมีสินค้าครบถ้วนและมีสต๊อกสินค้าในปริมาณที่สมควร พร้อมยืนยันว่าปัจจุบันสินค้ายังมีเพียงพอ เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตหลักในสินค้าที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการตรวจสอบร้านค้ารายย่อย ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าปลีกและร้านค้าขนาดเล็กเพิ่มเติม ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเฝ้าระวังการจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด และป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงที่ประชาชนมีความกังวล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า จากนี้กรมจะติดตามสถานการณ์เชิงโครงสร้าง โดยจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบด้านต้นทุนสินค้าอย่างรอบด้าน อาทิ ผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อราคาสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีและปุ๋ย เพื่อให้การกำกับดูแลราคาเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนจริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนในระยะต่อไป กรมจะหารือร่วมกับผู้ประกอบการค้าปลีก เพื่อวางแผนบริหารจัดการ ทั้งด้านปริมาณและระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ส่วนสินค้าที่ต้องนำเข้า จะมีการตรวจสอบต้นทุนและสต็อกคงเหลืออย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าที่นำเข้าก่อนต้นทุนเปลี่ยนแปลง เพราะปัจจุบันยังไม่มีปัจจัยด้านต้นทุนที่ทำให้ต้องปรับขึ้นราคาสินค้า จึงขอเตือนผู้ประกอบการห้ามปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากตรวจพบการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสินค้ายังมีเพียงพอ และการจำหน่ายเป็นไปตามปกติ พร้อมขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐหรือสื่อหลัก เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ และหากพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&rdquo;นายวิทยากรกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603050737a43ac27a5db0873d487b7d2bc4f0091306.jpg' type='image/jpg' length='359716' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ลุยจัดการต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี ทำธุรกิจมะพร้าวน้ำหอม จ.ราชบุรี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151310</link>
<guid isPermaLink="false">400a50a2648484974f8a6dbc0f5c50e0</guid>
<pubDate>Thu, 05 Mar 2026 09:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าประชุมคณะทำงานปราบปรามนอมินี จ.ราชบุรี ลุยจัดการต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีประกอบธุรกิจมะพร้าวน้ำหอม เผยพบ 3 พฤติกรรมที่ทำให้ราคาตกต่ำ เช่าสวนปลุกเอง แปรรูปและส่งออกเอง และกดราคารับซื้อ ลั่นจะจัดการให้หมด เพื่อช่วยธุรกิจคนไทย และแก้ปัญหาให้เกษตรกร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ณ ศาลากลางจังหวัดราชบุรี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าภายใน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เข้าร่วม โดยได้หารือถึงการประกอบธุรกิจมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ของชาวต่างชาติ ที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) เพื่อหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยผลการหารือพบพฤติการณ์การประกอบธุรกิจมะพร้าวน้ำหอม โดยมีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง 3 ลักษณะ ได้แก่ 1.การเช่าสวนมะพร้าวเพื่อปลูกเอง โดยชาวต่างชาติใช้คนไทยในการจัดตั้งบริษัทเข้าซื้อที่ดินหรือทำสัญญาเช่าที่ดินกับเกษตรกรในพื้นที่ 2.การแปรรูปและส่งออกเองครบวงจร ทำให้ตัดวงจรการซื้อขายมะพร้าวจากเกษตรกรไทยโดยตรง และ 3.การกดราคารับซื้อ ส่งผลให้ราคามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ตกต่ำอย่างผิดปกติ เนื่องจากกลไกตลาดถูกควบคุมโดยกลุ่มทุนต่างชาติ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;หน่วยงานที่เข้าร่วมประชุม ได้ร่วมกันกำหนดทิศทางและแผนดำเนินการตรวจสอบเพื่อสะสางปัญหานอมินีที่เกิดขึ้น โดยจะเข้าไปจัดการทันที เพราะนอกจากจะแก้ปัญหาภัยทางเศรษฐกิจที่ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายไทย และทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจคนไทยได้รับผลกระทบแล้ว ยังสามารถแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมที่มีความผันผวนได้ในระยะยาวอีกด้วย&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กรมขอเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องในการที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำผิดและเน้นย้ำให้คนไทยไม่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อให้คนต่างด้าวเหล่านั้นเข้ามาประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย หากพบการกระทำผิดก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยมีโทษตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกองธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน วันที่ 6 มี.ค.2569 กรมจะจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กรมสรรพากร กรมการจัดหางาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายที่ใช้นอมินีเป็นตัวแทนอำพรางในการประกอบธุรกิจกับทุกกลุ่มธุรกิจอย่างจริงจัง เน้นการตรวจสอบเชิงลึก และมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกรและนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการคุ้มครองระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มีความโปร่งใส สร้างเสถียรภาพทางการค้า และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมของเศรษฐกิจไทย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026030598179cfa9690d7efb1eb04dfc8805634091132.jpg' type='image/jpg' length='221627' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จัดอบรม “เปลี่ยน Look ร้านอาหารยุคใหม่” ช่วยผู้ประกอบการเพิ่มโอกาสขาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151107</link>
<guid isPermaLink="false">912444b9500265add00dc388061a94c9</guid>
<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 14:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดอบรมหลักสูตร &ldquo;เปลี่ยน Look ร้านอาหารยุคใหม่&rdquo; ผลักดันผู้ประกอบการร้านอาหารพลิกโฉมการทำธุรกิจ ทั้งการบริหารจัดการ การสร้างแบรนด์ การทำตลาดดิจิทัล และการนำวัตถุดิบท้องถิ่นและสินค้า GI มาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้เมนูอาหาร พร้อมผลักดันให้ผู้ผ่านการอบรมสมัครใช้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคต่อไป &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธานเปิดอบรมหลักสูตร &ldquo;เปลี่ยน Look ร้านอาหารยุคใหม่&rdquo; &nbsp;ณ ห้องพีโอนี ชั้น 6 โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ให้กับผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ครอบคลุมทั้งการสร้างแบรนด์และการตลาดยุคใหม่ การนำวัตถุดิบท้องถิ่นและสินค้า GI มาต่อยอดเล่าเรื่องราว เพิ่มมูลค่าให้เมนูอาหาร ตลอดจนการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ร้านอาหารให้มีความทันสมัย สร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้ใช้บริการ และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจัดงานครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจร้านอาหาร 3 ท่าน มาบรรยายให้ความรู้ ได้แก่ &nbsp;คุณบังอร สุวรรณมงคล ผู้บริหารจาก Hummingbirds Consulting บรรยายเรื่อง ปรับลุค ปรุงแบรนด์ร้านอาหารยุคใหม่ คุณนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ (เชฟนูรอ) เจ้าของร้านอาหาร Blue Elephant บรรยายเรื่อง วัตถุดิบท้องถิ่น &amp; GI เพิ่มมูลค่า และคุณศรัณย์ แบ่งกุศลจิต เจ้าของเพจการตลาดการเตลิด บรรยายเรื่อง เครื่องมือดิจิทัลสำหรับร้านอาหารยุคใหม่<br />
ทั้งนี้ หลังจากการอบรมแล้ว ผู้ประกอบการที่เข้าร่วม สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้จริง มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านอาหาร สร้างความแตกต่าง และต่อยอดสู่ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ได้ในอนาคต &nbsp;โดยกรมมีกำหนดจะเปิดรับสมัครร้านอาหารไทยที่มีความพร้อมเพื่อเข้ารับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ช่วงเดือน มี.ค.2569 ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทย เพราะตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จะเป็นเครื่องมือการตลาดเชิงยุทธศาสตร์ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหารทุกประเภท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหาร เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอาหารไทย ซึ่งถือเป็น Soft Power ที่มีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งไทยและต่างชาติ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และภาพลักษณ์ร้านอาหาร จึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ปี 2568 ธุรกิจร้านอาหารมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 562,000 ล้านบาท โดยกลุ่ม Street Food และเครื่องดื่มเติบโตอย่างโดดเด่น สะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในปีเดียวกัน พบว่า นิติบุคคลร้านอาหารสร้างรายได้กว่า 338,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดกว่า 3,616 ราย สะท้อนให้เห็นว่าแม้การแข่งขันจะดุเดือด แต่โอกาสยังเปิดกว้างสำหรับผู้ที่มีจุดยืนชัดเจน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603047a6d9f262bd18f5bc6f0d833bf07e513143135.jpg' type='image/jpg' length='304484' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดงาน DITP EXPO ขนสินค้าส่งออกจำหน่าย โชว์บริการช่วยรุกตลาดโลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151106</link>
<guid isPermaLink="false">e80b267808f7f814f570f929a9d7a6d1</guid>
<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 14:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เตรียมจัดงานใหญ่ DITP EXPO 2026 วันที่ 11-13 มี.ค.69 ที่กระทรวงพาณิชย์ ฉลองครบรอบ 74 ปี ก่อตั้ง DITP ขนสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการส่งออก มาจัดแสดงและจำหน่ายกว่า 120 คูหา พร้อมกิจกรรมพิเศษมากมาย ทั้งบริการส่งออกช่วยผู้ประกอบการบุกตลาดโลก กิจกรรมเวิร์กชอป การเปิดตัวสินเชื่อช่วยส่งออก และบริการ AI ด้านข้อมูลการค้า ยกระดับ Thaitrade.com&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP มีกำหนดการจัด DITP EXPO 2026 ระหว่างวันที่ 11-13 มี.ค.2569 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการสื่อสารบทบาท ภารกิจ และผลการดำเนินงานของกรมต่อสาธารณชนอย่างเป็นระบบ ผ่านการจัดนิทรรศการและกิจกรรมที่สะท้อนศักยภาพสินค้าและบริการไทย และกลยุทธ์ใหม่ ๆ ในการขับเคลื่อนการค้าและบริการของประเทศในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เป็นการฉลองครบรอบ 74 ปีของ DITP โดยจะมีการนำสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการส่งออก มาจัดแสดงและจำหน่ายกว่า 120 คูหา เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ ที่ต้องการส่งออก และยังมีโครงการ กิจกรรมต่าง ๆ ของ DITP ที่ช่วยสนับสนุนการส่งออก มาแสดงให้ผู้ประกอบการได้รับรู้และดึงให้เข้ามาใช้บริการ &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังมีโซนนิทรรศการและกิจกรรมพิเศษ อาทิ การสาธิตทำอาหาร การเสวนาให้ความรู้ด้านการค้า การส่งเสริมยอดขาย และ Showcase ประวัติความเป็นมาและบทบาทของ DITP ตลอดจนนำเสนอบริการและเครื่องมือสนับสนุนการส่งออกของ DITP รวมถึงรางวัลเกียรติยศ เช่น PM&rsquo;s Export Award, Demark, T-Mark, Thai Select สินค้า THINK THAILAND: NEXT LEVEL (สินค้าที่มีการยกระดับ สร้างสรรค์ มีนวัตกรรม และมีคุณภาพ)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ภายในงานยังมีการเปิดตัวบริการและแพกเกจสนับสนุนผู้ส่งออก อาทิ แพกเกจสินเชื่อใหม่ร่วมกับ Exim Bank การใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ข้อมูลการค้า การยกระดับแพลตฟอร์ม Thaitrade.com ร่วมกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสขยายตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ให้กับ ผู้ประกอบการ SME ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ผู้เข้าร่วมงานจะได้พบกับกิจกรรม Workshop สร้างสรรค์ อาทิ การทำเครื่องประดับด้วยงานปัก และเศษผ้า ร้อยพวงมาลัยลูกปัด ทำเทียนหอม ปั้นเซรามิก สอนแต่งหน้า ทำน้ำมันหอมระเหย ลูกประคบ เล่นบอร์ดเกมส์ จากผู้ประกอบการส่งออก ตลอดจนกิจกรรมบันเทิงและการพบปะศิลปิน ดารา และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ที่มาร่วมสร้างสีสันภายในงาน อาทิ มิค บรมวุฒิ &amp; เบ็นซ์ พรชิตา เนย ซินญอริต้า ศิลปินดูโอ A(IR) Moment จากค่าย Bibbidii Entertainment ศิลปินจากสมาคมซีรีย์วาย อีกทั้งมีกิจกรรมพิเศษ &ldquo;DITP ปันน้ำใจ ต้านภัยมะเร็ง&rdquo; เชิญร่วมบริจาคสมทบทุนสภากาชาดไทย ภายใต้โครงการ &ldquo;ศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ&rdquo; โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อสนับสนุนการรักษาโรคมะเร็งด้วยรังสีโปรตอน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603046f3c8886c712e4bbecb66af5b3f31cc5143005.jpg' type='image/jpg' length='282880' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เกาะติดสินค้าทั่วประเทศ ป้องกันฉวยโอกาส หลังตะวันออกกลางป่วน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151104</link>
<guid isPermaLink="false">857515692154f1168155a294586c76fc</guid>
<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 14:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในสั่งการเจ้าส่วนกลาง และประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ป้องกันฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา เอาเปรียบประชาชน หลังเกิดเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง ทำราคาน้ำมันขยับ พร้อมประสานปั๊มน้ำมัน ได้รับคำยืนยันยังไม่มีการปรับขึ้นราคาในช่วงนี้ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก สินค้ามีเพียงพอ ย้ำหากพบเห็นการขึ้นราคา เอาเปรียบ แจ้งสายด่วน 1569 ทันที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และให้เตรียมมาตรการรับมือในส่วนที่แต่ละหน่วยงานกำกับดูแล โดยในส่วนของกรมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ทั้งในส่วนกลาง และประสานไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและการขนส่ง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ราคา และป้องกันการอ้างสถานการณ์ต่างประเทศเป็นเหตุปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร และกำชับผู้ประกอบการให้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 อย่างเคร่งครัด โดยห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ ห้ามกักตุนสินค้า หรือกระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หากตรวจพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งความผิดในการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน กรมได้เร่งประสานไปยังผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค โดยได้รับรายงานว่ายังไม่มีผลกระทบในด้านต้นทุนแต่อย่างใด และประสานไปยังกระทรวงพลังงาน และผู้ค้าน้ำมันที่เป็นพันธมิตรกับกรม ได้แก่ ปั้มน้ำมันพีทีที พีที บางจาก และซัสโก้ ซึ่งทุกรายแจ้งว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด ประกอบกับกระทรวงพลังงานยังคงมีมาตรการตรึงราคาน้ำมันในช่วงปัจจุบัน จึงยังไม่มีเหตุปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานที่จะทำให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าปรับขึ้นราคา และได้ย้ำชัดเจนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยกรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหากประชาชนพบเห็นการขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีพฤติการณ์กักตุนสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือแจ้งผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที&rdquo;นายวิทยากรกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026030458211052f9bcba9e762d8090a6ce2547142821.jpg' type='image/jpg' length='126092' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เคาะ 6 มาตรการ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เข้มดูแลสินค้า ช่วยผู้ส่งออก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151098</link>
<guid isPermaLink="false">bbc11c1144502d222df987dbf4959b2c</guid>
<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 14:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลาง ด้านการค้ามีผลกระทบไม่มาก ไทยส่งออกไปคู่ขัดแย้งสัดส่วน 3.67% ของยอดส่งออกรวม ยังไม่พบสัญญาณยกเลิกหรือชะลอคำสั่งซื้อ แต่ด้านพลังงาน ค่าขนส่งมีแน่ เตรียม 6 มาตรการรับมือ กำกับดูแลสินค้า หากแหล่งวัตถุดิบสำรอง ช่วยผู้ส่งออกบริหารโลจิสติกส์ ประสานสายเรือ มอบทูตพาณิชย์เกาะติดสถานการณ์ และวิเคราะห์ผลกระทบต่อเงินเฟ้อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พบว่า ผลกระทบด้านการค้ามีไม่มาก เพราะไทยมีสัดส่วนการค้าโดยตรงกับประเทศคู่ขัดแย้งไม่สูง โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมูลค่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 3.67% ของมูลค่าการส่งออกรวม จึงยังไม่พบสัญญาณการยกเลิกหรือชะลอคำสั่งซื้อในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ แต่มีผลกระทบด้านราคาพลังงาน และการขนส่งสินค้าทางเรือที่ต้องผ่านเส้นทางหลักในภูมิภาคดังกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในด้านราคาพลังงานในตลาดโลก มีแนวโน้มผันผวน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งในระยะถัดไป ส่วนการขนส่งกำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยและข้อจำกัดด้านเส้นทางเดินเรือ ได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าทางเรือโดยตรง ทำให้สายเรือหลายรายต้องปรับเส้นทางเดินเรือ เพิ่มระยะเวลาเดินทาง ส่งผลให้ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังเกิดความตึงตัวของตู้คอนเทนเนอร์และตารางเรือในบางเส้นทาง ซึ่งกระทบต่อผู้ส่งออกไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ดังนั้น เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการเชิงรุก 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1.การบริหารจัดการราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาส กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ป้องกันการกักตุนหรือปรับขึ้นราคาเกินสมควร พร้อมติดตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานสู่ราคาสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง ประสานผู้นำเข้าสำรวจสต็อกและกระจายความเสี่ยงไปยังแหล่งนำเข้านอกพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสนับสนุนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.การสนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ร่วมกับภาคเอกชน โดยประเมินผลกระทบค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการบริหารต้นทุน การปรับเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า และการกระจายตลาดเพื่อลดความเสี่ยง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.การประสานงานใกล้ชิดกับสายเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ โดยติดตามสถานการณ์เส้นทางเดินเรือ ความแออัดของท่าเรือ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประเมินผลต่อโครงสร้างต้นทุนการส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.การขับเคลื่อนบทบาทเชิงรุกของทูตพาณิชย์ ได้มอบหมายให้รายงานสถานการณ์การค้า ความเชื่อมั่นผู้นำเข้า และมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการไทยในการบริหารความเสี่ยง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
6.การวิเคราะห์ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคา ประเมินผลจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างต้นทุนและมูลค่าการส่งออก เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างตรงจุดและทันท่วงที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมแผนรองรับ ทั้งการดูแลราคาสินค้า การบริหารจัดการต้นทุน และการสนับสนุนผู้ส่งออกให้สามารถรักษาตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยจะทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการค้าไทยในช่วงสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยผู้ประกอบการสามารถขอรับคำปรึกษาและติดตามข้อมูลสถานการณ์การส่งออกเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1169&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603047252a6e7d9b97c2260ac213df534d988142043.jpg' type='image/jpg' length='227783' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เปิด 8 รายชื่อ องค์กรบริหารลิขสิทธิ์ จัดเก็บโปร่งใส แนะผู้ประกอบการใช้บริการ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151096</link>
<guid isPermaLink="false">0c94147ac376a1a9b18c3615a8b6b8dd</guid>
<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 14:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศ 8 รายชื่อองค์กรบริหารลิขสิทธิ์ ที่ดำเนินการตามหลักปฏิบัติที่ดีในการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลง ประจำปี 2569 เพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้ประกอบการ ทั้งร้านอาหาร โรงแรม ศูนย์การค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานบันเทิงต่าง ๆ ที่ประสงค์จะนำผลงานเพลงไปใช้ประกอบธุรกิจเลือกใช้บริการได้ เผยสามารถใช้งานเพลงได้อย่างถูกต้อง เก็บค่าลิขสิทธิ์โปร่งใส เป็นธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศรายชื่อองค์กรบริหารลิขสิทธิ์ (Collective Management Organization : CMO) ของไทย ที่ผ่านการพิจารณาตามหลักปฏิบัติที่ดีประจำปี 2569 รวม 8 องค์กร ได้แก่ 1.บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด 2.บริษัท โฟโนไรทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด 3.บริษัท เอ็มพีซี มิวสิค จำกัด 4.บริษัท โรส มีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด 5.บริษัท ดิจิตอล วัน โซลูชั่น จำกัด 6.บริษัท ออล แดนซ์ คอพพีไร้ท์ จำกัด 7.บริษัท ลิขสิทธิ์เพลงไทย จำกัด และ 8.บริษัท เอส เอส เค พับลิชชิ่ง จำกัด ซึ่งทั้ง 8 องค์กรดังกล่าวจะได้รับสิทธิใช้เครื่องหมายรับรอง &ldquo;องค์กรจัดเก็บที่ดำเนินการตามหลักปฏิบัติที่ดีในการบริหารการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงปี 2569&rdquo; ที่กรมออกให้ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับหลักปฏิบัติที่ดีในการบริหารการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลง (Code of Conduct) เป็นแนวทางที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมให้องค์กรบริหารลิขสิทธิ์นำไปใช้เป็นกรอบการดำเนินงาน และสร้างมาตรฐานการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ ความชัดเจนและความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลอัตราค่าลิขสิทธิ์ วิธีการจัดเก็บการรายงานข้อมูล การจัดสรรและนำส่งค่าตอบแทนให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ตลอดจนการให้บริการผู้ใช้งานเพลงอย่างเป็นธรรมและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วนในระบบนิเวศอุตสาหกรรมดนตรี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยที่ผ่านมา กรมได้เปิดโอกาสให้ CMO ไทย แสดงเจตจำนงร่วมดำเนินการตามหลักปฏิบัติที่ดีดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา โดยกรมจะดำเนินการพิจารณาข้อมูลและประกาศรายชื่อองค์กรที่มีการดำเนินงานสอดคล้องกับหลักปฏิบัติที่กำหนด ให้สาธารณชนได้รับทราบเป็นประจำทุกปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
​นางอรมนกล่าวว่า การเลือกใช้งานเพลงผ่าน CMO ที่ดำเนินการตามหลักปฏิบัติที่ดี จะช่วยให้ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ประโยชน์จากผลงานเพลง สามารถบริหารจัดการการขออนุญาตใช้สิทธิ์ได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงต่อข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานเพลง ขณะเดียวกัน เจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นนักแต่งเพลง ผู้ประพันธ์คำร้อง ผู้สร้างสรรค์ผลงาน หรือค่ายเพลง ก็จะได้รับค่าตอบแทนตามกระบวนการจัดสรรที่กำหนดไว้อย่างเหมาะสม ซึ่งสะท้อนคุณค่าของงานสร้างสรรค์และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมดนตรีของไทยอย่างแท้จริง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม ศูนย์การค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานบันเทิงต่าง ๆ ที่ประสงค์จะใช้งานเพลงในเชิงพาณิชย์ สามารถตรวจสอบรายชื่อเพลงและข้อมูลการติดต่อขออนุญาตใช้งานเพลง ได้จากฐานข้อมูลของกรมทางเว็บไซต์ http://copyright-song.ipthailand.go.th หรือเว็บไซต์ขององค์กรบริหารลิขสิทธิ์เพลงแต่ละองค์กร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมมุ่งหวังว่ากลไกดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้ใช้งานเพลงและเจ้าของลิขสิทธิ์ พร้อมยกระดับระบบลิขสิทธิ์เพลงของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และส่งเสริมอุตสาหกรรมดนตรีไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และกรมยังอยู่ระหว่างดำเนินการยกร่างกฎหมายการจัดเก็บค่าตอบแทนการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ เพื่อเป็นกฎหมายเฉพาะสำหรับใช้กำกับดูแลการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ลดโอกาสในการใช้สิทธิในทางที่ไม่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างรอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260304bd3a7c5aaa2f41a5ec1ae61c27fe77ac141807.jpg' type='image/jpg' length='300517' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เตือนประชาชนรู้ทันโจร แนะ 4 วิธีเช็กหนังสือรับรองนิติบุคคลของแท้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151095</link>
<guid isPermaLink="false">09b5a68af814a9373bdab398fde57e00</guid>
<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 14:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตือนประชาชน ตรวจสอบหนังสือรับรองนิติบุคคล หรือเอกสารแสดงข้อมูลนิติบุคคลว่าเป็นของจริงของปลอม หลังมิจฉาชีพนำมาใช้หลอกลวง ป้องกันความเสียหาย แนะ 4 วิธี สแกน QR Code ตรวจสอบ Ref.No. กรณีเป็นหนังสือรับรองไฟล์อิเล็กทรอนิกส์สามารถคลิก Ref.No. ได้ และสังเกตข้อควรทราบท้ายหนังสือรับรองก่อนตัดสินใจทำธุรกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีมิจฉาชีพแอบอ้างใช้หนังสือรับรองนิติบุคคลหรือเอกสารปลอมหรือการแสดงข้อมูลเท็จเกี่ยวกับนิติบุคคลเพื่อหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อทำธุรกรรมทางการเงินหรือร่วมลงทุนทำธุรกิจ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อภาครัฐและเอกชนเป็นอย่างมาก โดยพฤติการณ์ที่พบส่วนใหญ่เป็นการหลอกให้ลงทุน การปลอมแปลงข้อมูลบริษัทเพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมาย การใช้ชื่อนิติบุคคลเพื่อกระทำความผิด โดยมีทั้งนิติบุคคลที่จดทะเบียนจริงและไม่ได้จัดตั้งขึ้นจริง แต่ปลอมแปลงเอกสารนิติบุคคลเพื่อนำไปหลอกลวง</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับข้อมูลสำคัญที่ระบุในหนังสือรับรองนิติบุคคลประกอบไปด้วย ชื่อและเลขทะเบียนนิติบุคคล รายชื่อกรรมการและอำนาจลงนาม จำนวนทุนจดทะเบียน ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ วัตถุประสงค์ของบริษัท ข้อควรทราบ เช่น การเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัท หรือการขาดส่งงบการเงิน และข้อควรทราบ (ในบางกรณี) เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมขอเตือนประชาชนให้รู้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพ โดยสามารถตรวจสอบความถูกต้องของหนังสือรับรองนิติบุคคลทั้งรูปแบบเอกสารและไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเองได้ 4 วิธี ดังนี้ วิธีที่ 1 การสแกน QR Code ที่ปรากฏอยู่ด้านล่างขวาของหนังสือรับรอง เมื่อสแกนแล้วจะต้องปรากฏหน้าหนังสือรับรองที่มีข้อมูลตรงกันกับต้นฉบับทุกประการ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">วิธีที่ 2 นำเลข Ref.No. ในหนังสือรับรองไปตรวจสอบด้วยตนเองที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th เลือกหัวข้อบริการออนไลน์&gt;&gt;บริการข้อมูลธุรกิจ&gt;&gt;ตรวจสอบหนังสือรับรอง โดยข้อมูลที่ปรากฏจะต้องตรงกับต้นฉบับทุกประการเช่นกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
วิธีที่ 3 กรณีหนังสือรับรองรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์มีวิธีตรวจสอบเพิ่มเติมคือ สามารถคลิก Ref.No. ที่อยู่ด้านล่างของหนังสือรับรอง โดยระบบจะเชื่อมโยงอัตโนมัติไปยังหน้าตรวจสอบหนังสือรับรองของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าผ่านเว็บไซต์ www.dbd.go.th และจะต้องปรากฏข้อมูลเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 หรือเมื่อคลิกที่ลายเซ็นของนายทะเบียนจะปรากฏหน้าคุณลักษณะของไฟล์หนังสือรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (PDF File) ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเวอร์ชันของโปรแกรมของประชาชนที่เปิดใช้งานไฟล์ดังกล่าวด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">วิธีที่ 4 สังเกตข้อความตรง &ldquo;ข้อควรทราบ&rdquo; ที่อยู่ด้านล่างของหนังสือรับรองนิติบุคคลเพิ่มเติมด้วย เช่น นิติบุคคลรายนั้นไม่มีที่ตั้งตามที่จดทะเบียนไว้ หรือนิติบุคคลขาดการส่งงบการเงินหรือไม่ ซึ่งข้อความเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังและใช้ประกอบการตัดสินใจในการร่วมดำเนินธุรกิจ รวมถึงลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;หนังสือรับรองนิติบุคคลที่กรมออกให้ ไม่มีกำหนดอายุการใช้งาน ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละหน่วยงานปลายทางที่ประชาชนนำไปติดต่อ ซึ่งบางกรณีอาจกำหนดช่วงเวลาการออกหนังสือรับรอง เนื่องจากรายการในหน้าหนังสือรับรองทั้ง 6 รายการ สามารถขอจดทะเบียนแก้ไขรายการทางทะเบียนได้ตลอดเวลา และเมื่อนิติบุคคลมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ อาทิ เปลี่ยนกรรมการ เปลี่ยนที่ตั้งสำนักงาน นิติบุคคลรายนั้นจะต้องมีหน้าที่มาแจ้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงต่อกรมภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ฐานข้อมูลนิติบุคคลอัปเดตเป็นปัจจุบันและให้บริการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026030471727fbeb63a56768bd1059e37a278e2141653.jpg' type='image/jpg' length='263676' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.ดูพื้นที่จริง หารือภาครัฐ-เกษตรกรภาคกลาง ผลักดันปลูกข้าวมูลค่าสูง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151094</link>
<guid isPermaLink="false">bec5c1557772f252dacfeeddda715b89</guid>
<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 14:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.นำทีมลงพื้นที่ปลูกข้าวภาคกลาง นครปฐม สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา สำรวจศักยภาพในการผลักดันเกษตรกรปลูกข้าวมูลค่าสูง กลุ่มข้าวรักษ์โลก ได้ข้อสรุป 5 มาตรการขับเคลื่อน ผลักดันปลูกข้าวฟื้นฟูนิเวศน์ รัฐช่วยเชื่อมโยงซื้อขาย จัดโซนนิ่งปลูก ช่วยลดต้นทุน และลดระยะเวลาเครดิตเทอมให้สั้นลง เผยยังจะศึกษาประเทศต้นแบบการผลิต การค้าข้าวคุณภาพสูง ก่อนทำแผนขับเคลื่อนต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำทีม สนค. พร้อมคณะที่ปรึกษา ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึก ณ จังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา ภายใต้โครงการศึกษาการยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว สู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อจำกัด และโอกาสในการพัฒนาข้าวไทยสู่ตลาดโลก เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตข้าวสำคัญของประเทศที่มีศักยภาพสูงในการทำข้าวมูลค่าสูง กลุ่มข้าวรักษ์โลก อาทิ ข้าวนาเปียกสลับแห้ง ข้าวปลอดภัย เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และกลุ่มเกษตรกร จังหวัดนครปฐม ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ กลุ่มนาแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ ตำบลเดิมบาง สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ (กรมการข้าว) สภาเกษตรกรจังหวัด หอการค้าจังหวัด สมาคมโรงสีข้าวสุพรรณบุรี บริษัท ซิตโต้ อินเตอร์เทรด จำกัด รวมถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวปลอดภัยหนองน้ำใหญ่</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผลการหารือ เบื้องต้นมีข้อเสนอแนะสำคัญในการขับเคลื่อนข้าวมูลค่าสูง เช่น 1.ปรับจุดขายจาก Low Carbon เป็น Regenerative Rice ควรปรับกลยุทธ์การสื่อสารและการตลาดจากผลิตเพื่อสิ่งแวดล้อมหรือลดคาร์บอนจากการปลูกข้าว เป็นการผลิตที่เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนได้จริง รวมถึงการปลูกข้าวฟื้นฟูระบบนิเวศ (Regenerative Rice) ซึ่งเป็นคำที่ตลาดพรีเมียมในต่างประเทศรับรู้และให้คุณค่ามากกว่า โดยภาครัฐควรสนับสนุนการวิจัยพันธุ์ข้าวที่ทนทานต่อสภาพอากาศและใช้น้ำน้อย เพื่อลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">2.กลยุทธ์ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม โดยภาครัฐและเอกชนทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง เชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้รับซื้อที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอย่างชัดเจน ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรม CSR ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน Green Finance เพื่อปรับปรุงเครื่องจักรและเทคโนโลยี</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">3.การจัดโซนนิ่งและการผลิตให้ตรงกับศักยภาพพื้นที่ พื้นที่ให้ผลผลิตสูง เน้นการลดต้นทุน ใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรเสริมการผลิต รวมถึงทำตลาด Mass หรือข้าวอุตสาหกรรม ขณะที่พื้นที่ให้ผลผลิตต่ำ ไม่เน้นแข่งเรื่องปริมาณ แต่เน้นการผลิตข้าวคุณภาพพิเศษ เช่น ข้าว GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ข้าวโภชนาการสูง (Low GI/Low Sugar) หรือข้าวอินทรีย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มชดเชยปริมาณที่มีน้อย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">4.การแก้ปัญหาโครงสร้างราคาและต้นทุน โดยลดต้นทุนที่ต้นน้ำ เช่น ค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิต มากกว่าการใช้นโยบายอุดหนุนราคาที่ปลายเหตุ ซึ่งสร้างภาระด้านงบประมาณและไม่เกิดความยั่งยืนทางการผลิต</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">5.การกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงิน (Credit Term) ระหว่างภาคธุรกิจ หน่วยงานต่าง ๆ และชุมชนให้สั้นลง พร้อมสนับสนุนแหล่งเงินทุน เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ชุมชนอยู่รอดได้อย่างมั่นคง</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;สนค. มีแผนจะศึกษาประเทศต้นแบบด้านการผลิตและการค้าข้าวมูลค่าสูง รวมทั้งรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการยกระดับรายได้เกษตรกร และขยายโอกาสทางการค้าสินค้าข้าวมูลค่าสูง ให้เกษตรกรไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและพร้อมรับการแข่งขันในตลาดโลกต่อไป&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260304fa34b6c9b5cab89768f1b796b35b3812141541.jpg' type='image/jpg' length='284356' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เปิดหลักสูตรปั้นนักการค้ามืออาชีพ เตรียมคัดเหลือ 50 รายเข้าคอร์สติวเข้ม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151086</link>
<guid isPermaLink="false">8263d5a26bc757a81f5c01825a28f1f5</guid>
<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 14:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดหลักสูตรนักการค้ามืออาชีพยุคใหม่ รุ่นที่ 14 ยกระดับ SME ไทยก้าวข้ามการทำธุรกิจแบบเดิม สู่การเป็นมืออาชีพที่มีความพร้อมเข้าสู่ธุรกิจยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เตรียมคัดผู้ประกอบการเหลือ 50 ราย เข้ารับการอบรมเข้มข้น 5 เดือนเต็ม เผยจะได้เรียนรู้เทคนิคการทำธุรกิจแบบครบวงจรจากสุดยอดผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธานเปิดงานสัมมนา &ldquo;SME NEXT : The Professional Era เติบโตและแตกต่างด้วยพลังดิจิทัล&rdquo; ในช่วงการเปิดหลักสูตรนักการค้ามืออาชีพยุคใหม่ รุ่นที่ 14 (Smart Professional Entrepreneur : DBD-SPE 14) เพื่อยกระดับ SME ไทย ให้ก้าวข้ามจากการทำธุรกิจแบบเดิม สู่การเป็นมืออาชีพที่มีความพร้อมทั้ง Mindset และ Skillset ในการบริหารจัดการธุรกิจยุคใหม่ เพราะโลกธุรกิจวันนี้หมุนเร็วด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การปรับตัวของผู้ประกอบการจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับงานเปิดงานวันนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 150 ราย เพื่อรับฟังวิสัยทัศน์จากวิทยากรระดับ Top Tier ของเมืองไทย นำโดยคุณซีเค เจิง CEO Fastwork ที่มาปลุกพลังในหัวข้อ &ldquo;คิดใหม่ ทำใหม่ โตใหม่ : สูตรสำเร็จธุรกิจยุคดิจิทัล&rdquo; และคุณศิลา พีรวัฒฑึก (พ่อมด TikTok) กูรูด้านคอนเทนต์ที่มาเผยเคล็ดลับ &ldquo;Social Commerce พลิกเกมธุรกิจ ในยุคคนซื้อจากปลายนิ้ว&rdquo; ซึ่งถือเป็นการปูพื้นฐานสำคัญในการวางแผนการตลาดยุคใหม่ให้โดนใจผู้บริโภค และสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนเองได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยความพิเศษของงานในปีนี้ หลังจากจบสัมมนา กรมจะเฟ้นหาผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเพียง 50 ราย เพื่อเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะเชิงลึก (Intensive Coaching) ตลอด 5 เดือนเต็ม (มี.ค.-ก.ค.2569) โดยหลักสูตรนี้ ได้ออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ของธุรกิจแบบครบวงจร ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของสุดยอดผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญกว่า 10 ท่าน ใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">1.Business Management ปรับธุรกิจให้รอดและยั่งยืน อาทิ คุณสุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ (SHIPPOP) และคุณณกมล อัศวยนต์ชัย (Way Maker) 2.Digital Marketing Strategy กลยุทธ์การตลาดที่ขายได้จริงกับคุณศิลา พีรวัฒฑึก (พ่อมด TikTok) และคุณธัญญ์นิธิ อภิชัยโชติรัตน์ (ผู้เชี่ยวชาญการตลาดดิจิทัล) 3.Leadership &amp; People ภาวะผู้นำยุคดิจิทัล กับ คุณแทนพงศ์ สุคนธ์พานิช (Future Skill) และคุณพีรดนย์ เหมยากร (พี่เปา iHAVECPU) 4.Financial Mindset การเงินที่เจ้าของต้องรู้กับคุณยลวรรณ จิรวัชรเดช (CPD Academy) และคุณรัฐพล วชิรเมฆากุล (ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน) 5.Innovation ปั้นนวัตกรรมให้เกิดจริงกับ คุณธีรานนท์ ศิริกุลพิริยะ (CEO Solution Impact) และคุณอัจฉริยะ ดาโรจน์ (AIYA)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการศึกษาดูงานองค์กรด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม และการสร้างเครือข่าย (Networking) พันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งระหว่างกัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม หลักสูตรนี้ มีไฮไลต์สำคัญ คือ การดูแลแบบ Exclusive One-on-One Coaching ที่ผู้เชี่ยวชาญจะลงไปช่วยวิเคราะห์และแก้ปัญหาธุรกิจแบบตัวต่อตัว พร้อมกิจกรรม Content Pitching ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนนำเสนอแผนธุรกิจเพื่อชิงรางวัล The Best Practice ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจผ่านสื่อชั้นนำ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นยอดขายทันที</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมมั่นใจว่า DBD-SPE 14 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ SME ไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยจากสถิติรุ่นที่ผ่านมา สามารถสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจที่เข้มแข็งได้กว่า 719 ธุรกิจ สร้างมูลค่าทางการค้าในแต่ละรุ่นได้กว่า 70 ล้านบาทต่อปี และช่วยให้ธุรกิจมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 20-30% สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ากรม คือ Partner ที่พร้อมจะส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการไทย แข็งแกร่ง แข่งขันได้ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260304f1921f01d90985fa5fce7d937f347275140836.jpg' type='image/jpg' length='310870' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เคาะ 8 มาตรการผลไม้ปี 69 ดูแลการผลิต แปรรูปและขนส่ง การตลาด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150865</link>
<guid isPermaLink="false">f9d03a40b82d235a78bb50ffb97f60e9</guid>
<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 09:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;ประชุมมาตรการบริหารสินค้าผลไม้ ปี 2569 เคาะลุยมาตรการเร่งด่วนรับมือผลผลิตออกสู่ตลาด ทั้งคุมเข้มคุณภาพ มาตรฐาน เตรียมตู้คอนเทนเนอร์ เจรจาด่านนำเข้า ดึงห้าง ตลาด ผู้ประกอบการช่วยซื้อ นำขายในงานธงฟ้า แจกผ่านปั๊ม จัดบุฟเฟต์ จีบนายกรัฐมนตรีคิกออฟเทศกาลทุเรียน ดึงนักท่องเที่ยวชมชิมในสวน จัดแมชชิ่งขายผลไม้ รับปีนี้ห่วงทุเรียน หลังผลผลิตทะลัก 1.892 ล้านตัน เพิ่ม 21%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุม &ldquo;ขับเคลื่อนมาตรการบริหารสินค้าผลไม้ ปี 2569&rdquo; โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และมีหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และภาคเอกชนเข้าร่วม ว่า ที่ประชุมได้เตรียมมาตรการเร่งด่วน เพื่อรับมือกับฤดูกาลผลผลิตผลไม้ ที่กำลังจะออกสู่ตลาดรวม 6.91 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 5.8% ที่มีปริมาณ 6.531 ล้านตัน หรือเพิ่ม 3.79 แสนตัน โดยมีจำนวน 8 มาตรการ ได้แก่ มาตรการด้านการผลิต 2 มาตรการ มาตรการด้านการแปรรูป การขนส่ง 2 มาตรการ และมาตรการด้านการตลาด 3 มาตรการ มีเป้าหมายดูดซับผลผลิต 1.1-1.2 ล้านตัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับตัวอย่างมาตรการที่จะดำเนินการ อาทิ การเร่งตรวจรับรองมาตรฐาน GAP ขณะนี้มีการลงทะเบียนแล้ว 4 แสนไร่ มีห้องแลปตรวจรับรอง 14 แลป กำลังเพิ่มอีก 4 แลป รองรับการตรวจตัวอย่าง 3,000 ตัวอย่างต่อวัน มีการคุ้มเข้มสารตกค้าง BY2 ซึ่งคุ้มได้ 100% และแคดเมียม ที่อาจปนอยู่ในดิน ในปุ๋ย ได้ตรวจทุกแปลง หากเจอระงับจำหน่ายทันที และแรงงานเก็บผลไม้ ได้มีการฝึกอบรมทักษะการตัด การคัดเรียบร้อยแล้ว ตู้คอนเทนเนอร์ มีการประสานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเตรียมความพร้อม และเพิ่มช่องทางส่งออกทางรางเพิ่มเติมจากทางบก ทางเรือ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้เตรียมเจรจาด่านนำเข้าต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการส่งออกผลไม้ไทย ประสานห้างซื้อล่วงหน้า ตั้งปีเป้าปีนี้ 1.8 แสนตัน เพิ่ม 30% จากปี 2568 ที่ซื้อ 1.3 แสนตัน ประสานตลาดกลาง ตลาดสด 18 แห่ง ที่ซื้อผลผลิตเกษตรทุกชนิด 1.7 ล้านตัน ให้ซื้อเพิ่ม เตรียมจัดบุฟเฟต์ผลไม้ ช่วยระบายผลไม้เกรดรอง นำผลไม้จำหน่ายในงานธงฟ้า รถโมบาย ดึงปั๊มน้ำมัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปตท. ธนาคาร ช่วยซื้อผลไม้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน กำลังเชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานคิกออฟเทศกาลทุเรียนไทย ช่วงปลายเดือน มี.ค.หรือต้นเดือน เม.ย.2569 จับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โรงแรม การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ทำโครงการท่องเที่ยวผลไม้ ดึงนักท่องเที่ยวไปชม ไปชิมถึงในสวน โปรโมตผลไม้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจผลไม้ วันที่ 5 มี.ค.2569 และจะจัดอีกครั้งช่วงเดือน ก.ค.2569 ทางออนไลน์ รองรับผลไม้ใต้ ประสานเทรดดิ้งผลักดันส่งออกไปอินเดีย และดึงอินฟลูเอนเซอร์ มาช่วยสร้างภาพลักษณ์ผลไม้ไทย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนผลไม้ที่น่าเป็นห่วงในปีนี้ คือ ทุเรียน เพราะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.892 ล้านตัน เพิ่ม 21.44% จากปี 2568 ที่มีผลผลิต 1.558 ล้านตัน โดยตั้งเป้าจะผลักดันส่งออกให้ได้ 1.2-1.3 ล้านตัน โดยเฉพาะตลาดจีน จะมีการสำรวจว่านิยมบริโภคทุเรียนแบบไหน คู่แข่งในตลาดเป็นยังไง และจะเพิ่มการส่งออกไปยังเมืองไหน มณฑลไหนได้เพิ่มขึ้น และตั้งเป้าบริโภคในประเทศ 5.5 แสนตัน รวมทั้งมีแผนกระจายผลผลิต หาตลาดใหม่ และแปรรูป อีกตัว คือ มังคุด แม้ผลผลิตจะลดลง แต่ก็ต้องเฝ้าระวัง เพราะจะมีช่วยรอยต่อระหว่างผลไม้ภาคตะวันออกกับภาคใต้ในเดือน มิ.ย.2569 ส่วนมะพร้าวน้ำหอม ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ราคาขึ้นมาอยู่ที่ลูกละ 4 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลผลิตผลไม้ที่เหลือ ลำไย ปริมาณ 1.476 ล้านตัน ลดลง 3.09% สับปะรด ปริมาณ 1.375 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 10.44% มะม่วง ปริมาณ 1.301 ล้านตัน ลดลง 0.38% มังคุด ปริมาณ 2.88 แสนตัน ลดลง 15.04% ส้มเขียวหวาน ปริมาณ 2.84 แสนตัน เพิ่มขึ้น 0.71% เงาะ ปริมาณ 2.16 แสนตัน เพิ่มขึ้น 0.47% ลองกอง ปริมาณ 4.9 หมื่นตัน เพิ่มขึ้น 81.48% และลิ้นจี่ ปริมาณ 2.9 หมี่นตัน ลดลง 19.44%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า นอกเหนือจากจัดทำมาตรการเร่งด่วนดูแลผลไม้ที่กำลังจะออกสู่ตลาด ได้มีการวางแผนระยะยาว 5 ปี เพื่อบริหารจัดการผลไม้ โดยจะลผักดันให้เกษตรกร ทำเกษตรแม่นยำ นำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต ส่งเสริมชะลอการขาย ทั้งการแช่เย็นแช่แข็ง การแปรรูป และใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าอื่น ๆ โดยเฉพาะผลไม้เกรดรอง ที่มีปัญหาด้านราคา รวมทั้งจะผลักดันการพัฒนาพันธุ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260302717cc1cdfdb333309de54e3f767e0d06150828.jpg' type='image/jpg' length='254011' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.วิเคราะห์ตะวันออกกลาง น้ำมันขึ้น ท่องเที่ยวชะลอ ตลาดเงิน ลงทุนผันผวน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150863</link>
<guid isPermaLink="false">925836f92ac67001231ed5b110134566</guid>
<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 09:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ&ndash;อิสราเอล กับอิหร่าน พบเกิดภาวะช็อกด้านน้ำมัน ราคาปรับสูงขึ้น กดดันเงินเฟ้อทั่วโลกและไทย ส่วนการท่องเที่ยว จะชะลอตัวจากกลุ่มตะวันออกกลาง และประเทศอื่น ๆ ที่จะมาไทย เงินจากแรงงานส่งกลับไทยลดลง หากต้องกลับประเทศ ตลาดเงิน การลงทุน มีความผันผวน &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้ทำการวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ&ndash;อิสราเอลกับอิหร่าน ว่า ขณะนี้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทานในเรื่องน้ำมัน ที่อาจเกิดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน ซึ่งแม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิต แต่อาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที สิ่งนี้จะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้นผ่านราคาค่าขนส่งค่าน้ำเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมักเดินทางมาไทยเพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย และแม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ความไม่สงบระดับโลกอาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ รายได้เงินโอนระหว่างประเทศ จากแรงงานไทยกว่า 77,000 คนในพื้นที่เสี่ยง หากต้องอพยพกลับประเทศ จะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง และเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ด้านบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพตลาดเงิน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้น อาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ก่อนหน้านี้ กลุ่ม OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ได้จัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์เพื่อประเมินสถานการณ์หลังเกิดความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง โดยมีมติสำคัญ คือ เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้น 206,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย.2569 เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดและลดความร้อนแรงของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่มีการประเมินตลาดว่า แม้จะเพิ่มกำลังการผลิต แต่นักวิเคราะห์กังวลว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้นนี้อาจไม่เพียงพอ หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทางด้านไทย กระทรวงพลังงานได้ยกระดับมาตรการรับมือเพื่อป้องกันวิกฤตพลังงานภายในประเทศ โดยระงับการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศชั่วคราว เพื่อสำรองไว้ใช้ภายในประเทศให้ได้นานที่สุด โดยปริมาณสำรองปัจจุบัน ข้อมูล ณ วันที่ 1 มี.ค.2569 ไทยมีน้ำมันสำรองรวม (น้ำมันคงเหลือและอยู่ระหว่างขนส่ง) ประมาณ 7,660 ล้านลิตร ซึ่ง เพียงพอต่อการใช้งานได้ประมาณ 60 วัน และได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเพิ่มการผลิตก๊าซในอ่าวไทย และเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตออกไปก่อน เพื่อลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศ ส่วนการผลิตไฟฟ้า สั่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่การนำเข้าก๊าซธรรมชาติหยุดชะงัก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ในปี 2568 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่า 912,913 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตน์ คิดเป็น 43% ซาอุดิอาระเบีย 12% และการ์ตา 3% ขณะที่ราคาพลังงงานโลก ราคาน้ำมันดิบเบนรด์ ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 79.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 9% จากวันศุกร์ และนักวิเคราะห์ คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ราคาอาจพุ่งไปแตะ 90 ดอลลาร์ภายในสัปดาห์นี้ โดยฉากทัศน์สูงสุด หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อและมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าราคาอาจพุ่งสูงเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ในระยะเวลาอันสั้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงการคลังได้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ และเอกอัครราชทูตของไทย และเตรียมการอพยพในกรณีจำเป็น กระทรวงแรงงาน ตั้งศูนย์วอร์รูมติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง และกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน และทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก ติดตามสถานการณ์และทำแผนรับมือ</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603028b57f72b8231a2e16f5d9cfcf139c1d3150701.jpg' type='image/jpg' length='578355' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ปี 68 ทุเรียน GI สร้างมูลค่าตลาด 6.8 หมื่นล้าน “ทุเรียนชุมพร”แชมป์ขายสูงสุด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150771</link>
<guid isPermaLink="false">11a51e58ad8fe0152db39698e438812a</guid>
<pubDate>Mon, 02 Mar 2026 10:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาสำรวจตลาดทุเรียนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ปี 68 จำนวน 19 รายการ จาก 17 จังหวัด พบสร้างมูลค่าทางการตลาดได้สูงถึง 68,000 ล้านบาท ทุเรียนชุมพร คว้าแชมป์สร้างมูลค่าสูงสุด ตามด้วยทุเรียนทองผาภูมิ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา และทุเรียนหมอนทองระยอง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ทำการสำรวจสถานการณ์การตลาดสินค้าทุเรียนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทยจำนวน 19 รายการ จาก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ในปี 2568 พบว่า สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้สูงถึง 68,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มูลค่าการตลาดที่สูงของทุเรียน GI นี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าสินค้า GI ไม่เพียงแต่เป็นสินค้าแห่งคุณภาพ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร กระจายรายได้สู่ชุมชน โดยกรมจะเดินหน้าส่งเสริมการรักษาและควบคุมคุณภาพ และขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ทุเรียน GI ไทยยังคงเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมที่สร้างชื่อเสียงและรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับทุเรียน GI ที่สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้สูงสุด 5 อันดับแรกในปี 2568 ได้แก่ 1.ทุเรียนชุมพร ขึ้นแท่นอันดับ 1 ทุเรียน GI ที่มีมูลค่าสูงสุดกว่า 49,000 ล้านบาท โดดเด่นด้วยอัตลักษณ์เฉพาะตัว และแหล่งผลิตกว้างขวางจึงมีปริมาณการผลิตมากกว่า 379,000 ตัน ราคาขายเฉลี่ย 80&ndash;180 บาทต่อกิโลกรัม จุดเด่นเป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่มีผลทรงกลม ร่องพูหนามชัดเจน เปลือกบาง เนื้อหนาเนียนละเอียด สีเหลืองอ่อน เส้นใยเหนียวนุ่ม รสชาติหวานมัน และมีกลิ่นหอมไม่ฉุน ซึ่งปลูกในพื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมสองฝั่งทะเล ทำให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการของต้นทุเรียน มีผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี และมีมากช่วงเดือน พ.ค.-ก.พ.<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.ทุเรียนทองผาภูมิ รสสัมผัสละมุนแห่งเทือกเขาตะนาวศรีของจังหวัดกาญจนบุรี สร้างมูลค่ากว่า 6,900 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 9,224 ตัน ราคาขายเฉลี่ย 100&ndash;300 บาทต่อกิโลกรัม และบางช่วงราคาพุ่งสูงถึง 1,200 บาทต่อกิโลกรัม จุดเด่นคือเป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เนื้อหนาเป็นครีมละเอียด สีเหลืองทองสวยงาม รสชาติหวานมัน กลิ่นไม่ฉุน และมีเปลือกบาง ซึ่งเป็นผลจากการปลูกในพื้นที่ดินลูกรังที่ระบายน้ำดีเยี่ยม ในเขตพื้นที่ 4 อำเภอของกาญจนบุรี ได้แก่ อำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค อำเภอสังขละบุรี และอำเภอศรีสวัสดิ์ และท่ามกลางสภาพอากาศที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูงจากการอยู่ใกล้เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ ช่วยส่งเสริมให้เนื้อทุเรียนมีความเนียนนุ่ม แห้งและมีคุณภาพสูง โดยผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">3.ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ จากดินแดนภูเขาไฟโบราณ สู่ทุเรียนที่มีเนื้อแห้ง นุ่มเหนียว เนื้อละเอียด รสชาติหวานมันกำลังดี และกลิ่นหอมละมุนที่เป็นเอกลักษณ์ มีทั้งพันธุ์หมอนทอง ชะนี และก้านยาว สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 3,400 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 19,800 ตัน ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 150&ndash;200 บาทต่อกิโลกรัม โดยความลับความอร่อยคือการปลูกในดินที่เกิดจากภูเขาไฟโบราณ (หินบะซอลต์) ในอำเภอขุนหาญ อำเภอกันทรลักษ์ และอำเภอศรีรัตนะ ซึ่งมีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชสูง ดินระบายน้ำได้ดีเยี่ยม ทำให้ทุเรียนไม่เป็นโรครากเน่าและเนื้อไม่แฉะ เริ่มมีการปลูกอย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2531 และกลายมาเป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงระดับโลกในปัจจุบัน โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา อัญมณีจากใต้สุดแดนสยาม ทุเรียนที่ปลูกท่ามกลางหุบเขาและสายน้ำ ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพสูง มีมูลค่าการตลาดกว่า 2,900 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 19,000 ตัน มีราคาขายเฉลี่ย 120&ndash;180 บาทต่อกิโลกรัม จุดเด่น คือ เนื้อแห้ง ละเอียด เส้นใยน้อย รสชาติหวานมันเข้มข้น มีกลิ่นเฉพาะตัวตามสายพันธุ์ ทั้งหมอนทอง ก้านยาว ชะนี พวงมณี มูซังคิง และหนามดำ โดยชื่อ &ldquo;สะเด็ดน้ำ&rdquo; มาจากสภาพพื้นที่ปลูกที่เป็นภูเขาและเนินเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100 เมตรขึ้นไป ซึ่งมีความลาดชันสูงทำให้ระบายน้ำได้เร็วมาก ส่งผลให้เนื้อทุเรียนไม่แฉะแม้ในพื้นที่ภาคใต้ที่มีฝนตกชุกตลอดปี เป็นอัตลักษณ์สำคัญที่เกิดจากภูมิศาสตร์ใต้สุดของประเทศ ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย.</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">5.ทุเรียนหมอนทองระยอง ตำนานความอร่อยจากชายฝั่งตะวันออก ต้นตำรับทุเรียนหมอนทองที่นำมาปลูกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 1,600 ล้านบาท ปริมาณการผลิตเฉลี่ยมากกว่า 9,400 ตัน ราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 120&ndash;220 บาทต่อกิโลกรัม ด้วยภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อนที่มีลมทะเลพัดผ่านตลอดปี ช่วยให้ดินคายน้ำได้เร็วในช่วงเก็บเกี่ยว ทำให้ทุเรียนมีปริมาณน้ำในผลน้อย เนื้อจึงแห้งและเนียนนุ่มเป็นพิเศษ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคมาก จนเกษตรกรนำมาปลูกทั่วทั้งจังหวัดระยอง และผลผลิตออกสู่ตลาดช่วงเดือน ก.พ.-ก.ค. &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังมีทุเรียน GI ไทยที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคอีกหลายรายการ ได้แก่ ทุเรียนนนท์ (นนทบุรี) ทุเรียนป่าละอู (ประจวบคีรีขันธ์) ทุเรียนปราจีน ทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์ ทุเรียนหลินลับแลอุตรดิตถ์ ทุเรียนสาลิกาพังงา ทุเรียนในวงระนอง ทุเรียนชะนีเกาะช้าง (ตราด) ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ (นครราชสีมา) ทุเรียนจันท์ (จันทบุรี) ทุเรียนทรายขาว (ปัตตานี) ทุเรียนทะเลหอย (กระบี่) ทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด (ตราด) และทุเรียนบางนรา (นราธิวาส) ซึ่งล้วนมีคุณภาพโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์โดนใจผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะส่งเสริมสินค้าทุเรียน GI และผลไม้ GI อื่น ๆ ผ่านกิจกรรมและโครงการที่กรมจัดขึ้น อาทิ การจัดงาน GI Market ในกรุงเทพฯ และ GI Market Roadshow ในต่างจังหวัด การผลักดันสินค้า GI เข้าสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ การจัดโซนจำหน่ายสินค้า GI ในงาน Thaifex-Anuga การนำผู้ประกอบการ GI เข้าร่วมแสดงสินค้าในงาน Foodex Japan การขยายช่องทางการตลาดสินค้า GI ในรูปแบบ In-Store Promotion และตลาดค้าส่งผลไม้ในจีน เป็นต้น เพื่อให้ทั่วโลกได้ลิ้มรสทุเรียนไทยคุณภาพสูงที่มีมาตรฐานการผลิตและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทั้งยังเป็นพลังสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรในท้องถิ่นและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชนของประเทศได้อย่างแท้จริง&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603028ad92b4fe69f97618235f45f2be7528d104124.jpg' type='image/jpg' length='257451' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”สั่งเกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ประเมินผลกระทบ ทำแผนรับมือ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150767</link>
<guid isPermaLink="false">e8bcccf25880a8824e342454c8985bdf</guid>
<pubDate>Mon, 02 Mar 2026 10:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดพาณิชย์ และทูตพาณิชย์ทั่วโลก ติดตามและประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านพลังงาน โลจิสติกส์ ต้นทุนการผลิต พร้อมทำแผนรับมือ แผนช่วยเหลือผู้ส่งออก และแผนขับเคลื่อนการค้าไทย &nbsp;&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์แบบวันต่อวัน หลังจากเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน โลจิสติกส์ ค่าระวางเรือ เส้นทางการขนส่งระหว่างประเทศ ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน เพราะตะวันออกกลางเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อการส่งออกของไทย ทั้งในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ อิสราเอล และประเทศคู่ค้าในภูมิภาค &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และมาตรการของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐฯ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งติดตามการเปลี่ยนแปลงเส้นทางขนส่ง การประกันภัยทางทะเล ต้นทุนโลจิสติกส์ และพฤติกรรมการสั่งซื้อของผู้นำเข้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างจัดทำการประเมินผลกระทบเชิงลึกเป็นรายสินค้า เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละอุตสาหกรรม และเตรียมแนวทางกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม อาทิ เอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการดูแลผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์จะจัดประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เพื่อรับฟังปัญหาและกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเหมาะสม รวมทั้งประสานกับสถาบันการเงินของรัฐในการเตรียมเครื่องมือทางการเงินรองรับกรณีที่ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;รัฐบาล โดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะติดตามสถานการณ์ และพร้อมปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในระดับต่าง ๆ ทั้งในมิติความปลอดภัยของคนไทยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งในส่วนของการค้า กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการทุกทาง เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถดำเนินกิจกรรมทางการค้าได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง และขอให้ผู้ประกอบการติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด ไม่ตื่นตระหนก โดยทุกหน่วยงานจะบูรณาการการทำงานเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพการส่งออกไทย และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าในทุกภูมิภาคต่อไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603020af41f0729f138e34ae47e647120b2c6103839.jpg' type='image/jpg' length='164507' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”เผยผลเชิญ Otis McAllister เจรจาจับคู่ผู้ประกอบการไทย ขายได้ 3,837.8 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150766</link>
<guid isPermaLink="false">955c89aecaef8c0e7d531ae6a2bde8b5</guid>
<pubDate>Mon, 02 Mar 2026 10:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"></span><span style="font-size:28px;">&ldquo;ศุภจี&rdquo; เผยผลการจัดทำโครงการ Exclusive Incoming Mission เชิญบริษัท Otis McAllister, Inc ผู้นำเข้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ เจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการสินค้ากลุ่มอาหารของไทย ประสบความสำเร็จเกินคาด มีมูลค่าการซื้อขาย 3,837.8 ล้านบาท &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดทำโครงการ Exclusive Incoming Mission โดยเชิญบริษัท Otis McAllister, Inc จากสหรัฐฯ เดินทางมาเจรจาจับคู่ธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าอาหารของไทย ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า การจัดทำโครงการนี้ เป็นการดำเนินการภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมถึงการขยายการส่งออก โดยแผนงานเชิงรุกในการช่วงชิงส่วนแบ่งการค้าในตลาดสหรัฐฯ ให้กับผู้ประกอบการของไทย เพื่อรับมือกับการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพไปยังตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเกษตรและอาหารที่สหรัฐฯ ยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าและผลิตได้ไม่เพียงพอ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในประเทศและเป็นการส่งเสริมความร่วมมือที่ดีระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">โดยผลการเจรจาจับคู่ธุรกิจร่วมกับ 6 บริษัท ประสบความสำเร็จเกินคาด มีมูลค่าการสั่งซื้อทันที 12.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 378.6 ล้านบาท และคาดการณ์มูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปี 123.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,837.8 ล้านบาท โดยสินค้าสำคัญที่ได้รับการสั่งซื้อ อาทิ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง ปลาทูน่ากระป๋อง ข้าวหอมมะลิ น้ำมันพริก และบริษัทยังสนใจที่จะนำเข้าสินค้าใหม่ ๆ อาทิ อาหารทะเลกระป๋องอื่น ๆ ผลไม้กระป๋อง ผลไม้อบแห้ง ข้าวเก่า ปลายข้าว ข้าวนึ่ง เป็นต้น ซึ่งจะมีการหารือในรายละเอียดกับผู้ส่งออกไทยต่อไป</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">&ldquo;ได้ใช้โอกาสในการเดินทางเยือนประเทศไทยของคณะผู้บริหาร Otis ในครั้งนี้ สอบถามถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เพิ่งประกาศล่าสุด และรับฟังมุมมองของผู้นำเข้าเกี่ยวกับแนวโน้มการนำเข้าสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ เพื่อนำมาปรับมาตรการในการบุกเจาะตลาดสหรัฐฯ ต่อไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า ที่มาของการจัดทำโครงการนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่นางศุภจีนำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนนครลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ย.2568 และได้เข้าพบหารือกับ Mr.Royce A. Nicolaisen, CEO บริษัท Otis McAllister, Inc. ผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ จึงได้เชิญให้เดินทางมาประเทศไทยในช่วงต้นปี 2569 เพื่อร่วมงานเจรจาการค้าภายใต้กิจกรรม Exclusive Incoming Mission และใช้โอกาสนี้หาสินค้าไทยไปจำหน่ายเพิ่มเติม ซึ่งทางผู้บริหารได้ตอบตกลง และ DITP ได้ประสานงานอย่างต่อเนื่อง จนเกิดงานนี้ขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับบริษัท Otis McAllister, Inc. เป็นผู้นำเข้าและดำเนินธุรกิจเป็นตัวกลางซื้อ-ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าทั่วโลก โดยธุรกิจหลักของบริษัทประกอบด้วย Foodservices, Travel Retail (การนำสินค้าเข้าขายใน Duty Free ในสนามบิน) เป็นต้น สำหรับตลาดสหรัฐฯ บริษัทนำเข้าผลิตภัณฑ์จากไทย เวียดนาม เปรู ปากีสถาน เอกวาดอร์ อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และอินเดีย สำหรับผลิตภัณฑ์ธัญพืช เช่น ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวบาสมาติ เมล็ดควินัว เป็นต้น และผลิตภัณฑ์อาหารทะเลบรรจุกระป๋อง เช่น ปลาซาร์ดีน และทูน่า</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026030249df24fb6e5dfb6196e7c267866d0628103656.jpg' type='image/jpg' length='430901' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”โชว์ปี 68 ระงับขายของปลอมออนไลน์ 1,613 กรณี ขยายผลจับที่เก็บ 270 คดี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150758</link>
<guid isPermaLink="false">8e0f000824e4e8d7a24a1a9a13866042</guid>
<pubDate>Mon, 02 Mar 2026 10:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ ปี 68 ระงับการขายบนแพลตฟอร์มชื่อดัง 1,613 กรณี ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องใช้ไฟฟ้า ตลับหมึก ลิขสิทธิ์เพลง และขยายผลไปสู่การทลายแหล่งเก็บ จับผู้ค้ารายใหญ่ได้ 270 คดี ยึดของกลาง 475,000 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 180 ล้านบาท ย้ำปี 69 ลุยเข้มต่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมได้ร่วมกับเจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ประกอบการด้านอินเทอร์เน็ต ระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ Lazada, Shopee, TikTok Shop, Line และ NocNoc จำนวน 1,613 กรณี ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องใช้ไฟฟ้า ตลับหมึกโทนเนอร์ และลิขสิทธิ์เพลง เป็นต้น และยังดำเนินการเชิงรุกสำรวจร้านค้าออนไลน์ พบกรณีต้องสงสัยอาจเข้าข่ายการจำหน่ายสินค้าละเมิด 990 กรณี และรับแจ้งเบาะแสจากประชาชนอีก 115 กรณี โดยได้ส่งต่อข้อมูลให้กับเจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาและกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้บูรณาการปฏิบัติงานร่วมกับ บก.ปอศ. และภาคเอกชนตัวแทนเจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ขยายผลสืบสวนจากการปราบปรามสินค้าละเมิดออนไลน์ สู่แหล่งต้นตอที่มีการกักเก็บสินค้าและเครือข่ายผู้กระทำผิดรายใหญ่ โดยในปี 2568 มีการจับกุมทั้งหมด 275 คดี ลดลง 6.78% ยึดของกลาง 475,014 ชิ้น เพิ่มขึ้น 116.40% รวมมูลค่าความเสียหาย 183,014,040 บาท เพิ่มขึ้น 149.45% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 ที่มีการจับกุม 295 คดี ของกลาง 219,512 ชิ้น รวมมูลค่าความเสียหาย 73,365,855 บาท ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพในการมุ่งเป้าปราบปรามสินค้าละเมิดตั้งแต่ต้นน้ำได้อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และเพลง ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จำนวน 196 กรณี รวม 1,075 URLs และ 41 Domain Name และร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet TV Box) โดยไม่ได้รับอนุญาต และนำกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์มาใช้เป็นเครื่องมือในการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ โดยมีการจับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน 2 คดี ของกลาง 1,790 ชิ้น รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 2.6 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า เพื่อให้การปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง ในปี 2569 กรมได้กำหนดทิศทางการทำงานเชิงรุก โดยขยายความร่วมมือ MOU กับ บก.ปอศ. และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชต่าง ๆ เพื่อยกระดับมาตรการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดที่ลักลอบจำหน่ายและกักเก็บสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดรายใหญ่และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวดและเด็ดขาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอเน้นย้ำประชาชนอย่าหลงเชื่อซื้อสินค้าที่ราคาถูกหรือจัดโปรโมชันลดราคา ทำให้สินค้ามีราคาถูกกว่าท้องตลาดอย่างผิดปกติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอัตรายแก่ประชาชนผู้บริโภค และขอรณรงค์ให้ประชาชน &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; เนื่องจากเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีคุณภาพ แม้มีลักษณะคล้ายของแท้ แต่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย โดยขอให้เลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ พร้อมตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ราคาเหมาะสมและไม่ต่ำกว่าท้องตลาดจนผิดปกติ และหากประชาชนพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสมายัง กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th&rdquo; นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603022da18750cc6836b26f2dc1423a0986d6102153.jpg' type='image/jpg' length='188602' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์อำนวยความสะดวกประชาชน-ธุรกิจ ปรึกษาจดตั้งบริษัทผ่าน LINE OA]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150751</link>
<guid isPermaLink="false">d84ed52963a31624bf409c2706fb7053</guid>
<pubDate>Mon, 02 Mar 2026 10:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าอำนวยความสะดวกประชาชนและภาคธุรกิจ ที่ต้องการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล แก้ไขเปลี่ยนแปลง ยกเลิกการจดทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ สามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่ผ่านช่องทาง LINE OA บัญชี DBD.Registration ค้นหาโดยพิมพ์ @dbd1570 เปิดให้บริการในวันและเวลาราชการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจเกี่ยวกับการจดทะเบียนนิติบุคคล ที่ต้องการขอคำปรึกษาหรือสอบถามรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่ไม่สะดวกเดินทางมาติดต่อยังสำนักงานให้บริการ โดยสามารถดำเนินการผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียผ่านแอปพลิเคชัน LINE OA ชื่อบัญชี DBD.Registration หรือค้นหาจาก LINE ID โดยพิมพ์ @dbd1570 เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการจดทะเบียนนิติบุคคล ไขข้อข้องใจ และเตรียมความพร้อมก่อนดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ แก้ไขเปลี่ยนแปลง ยกเลิกการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความรวดเร็วในการให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกรมได้จัดเจ้าหน้าที่ หรือแอดมิน พร้อมคอยตอบข้อซักถามภาคธุรกิจและประชาชนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์ เปิดให้บริการระหว่างวันและเวลาราชการ เวลา 08.30-16.30 น. ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถใช้งานระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว มากกว่าที่ต้องเดินทางมาขอรับคำปรึกษาด้านการจดทะเบียนธุรกิจ ณ สำนักงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมจะเดินหน้าสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ และจะดันผู้ใช้บริการเข้าจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล เปลี่ยนแปลง แก้ไขรายการทางทะเบียนทางออนไลน์ 100% ผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) ซึ่งกรมมีความพร้อมในการอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจอย่างเต็มที่ เพื่อให้การจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์เป็นไปอย่างราบรื่น และเปิดสอนใช้งานระบบสำหรับผู้ที่ต้องการทราบรายละเอียดการใช้งานระบบผ่านเจ้าหน้าที่ของกรม&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมมีเป้าหมายการทำงานที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาสร้างและพัฒนางานบริการต่าง ๆ ให้ครอบคลุมทุกภารกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปรับกระบวนงานทั้งงานบริการหน้าบ้าน และงานบริการหลังบ้านให้เป็นระบบดิจิทัลแบบ End-to-End Process เพื่อนำไปสู่การให้บริการแบบทุกที่ ทุกเวลา โดยที่ผู้รับบริการไม่ต้องเดินทางมาติดต่อที่กรม รวมถึงคุณภาพการให้บริการที่ถูกต้อง สะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย หรือลดต้นทุนของภาคธุรกิจ สิ่งสำคัญ คือ ทำอย่างไรให้การบริการของกรมสามารถตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างตรงจุดมากที่สุด โดยเฉพาะการให้บริการผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ตั้งแต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดให้บริการให้คำปรึกษาด้านการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบ Line OA จนถึงปัจจุบัน (วันที่ 25 ก.พ.2569) มีผู้ประกอบธุรกิจและประชาชนทั่วไปเข้าใช้บริการแล้วจำนวนกว่า 51,000 ราย ซึ่งผู้ใช้บริการต่างพึงพอใจต่อการให้บริการให้คำปรึกษาผ่านแอปพลิเคชัน LINE OA เป็นอย่างมาก</span></span><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202603028ad001fb44f1b1cbc15615d2ef56097f100831.jpg' type='image/jpg' length='84696' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”แจ้งข่าวจีนซื้อข้าวจีทูจี 4 หมื่นตัน ส่งมอบ ก.พ.นี้ ส่วนกรอบ 5 แสนตันคุยต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150623</link>
<guid isPermaLink="false">56fbd9c0ed5798754b5ac22bf044595d</guid>
<pubDate>Mon, 02 Mar 2026 10:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;แจ้งความคืบหน้าขายข้าวจีทูจีจีน เริ่มส่งมอบ ก.พ.นี้ 4 หมื่นตัน ส่วนที่เหลือในกรอบ 5 แสนตัน มอบกรมการค้าต่างประเทศเจรจากับจีนต่อ คาดจบภายในปี 69 เผยส่งผลดี รองรับผลผลิตข้าวนาปรัง ช่วยเพิ่มยอดส่งออก และยกระดับราคาในประเทศ &ldquo;อารดา&rdquo;เตรียมจัดกิจกรรมขยายตลาดข้าวไทยต่อเนื่อง คาดปี 69 ส่งออกได้ตามเป้า 7 ล้านตัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้บรรลุข้อตกลงซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ปริมาณ 40,000 ตัน มีกำหนดเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือน ก.พ.2569 เป็นต้นไป นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และความร่วมมือทางการค้าข้าวระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งถือเป็นผลดีจากการมีคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวนาปรังที่กำลังจะออกสู่ตลาด และช่วยกระตุ้นการส่งออกข้าวไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น และยังส่งผลต่อเสถียรภาพและระดับราคาข้าวภายในประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้าเจรจาขายข้าวให้จีนตามสัญญาจีทูจีอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ตนและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือกับนายจาง เจี้ยน เว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และฝ่ายจีนได้แสดงความตั้งใจที่จะเร่งรัดซื้อข้าวเพิ่มเติมให้ครบตามเป้าหมาย 5 แสนตัน ภายในปี 2569 แต่บางครั้งการเจรจา ก็มีความซับซ้อน และต้องผ่านกระบวนการพิจารณาหลายขั้นตอน โดยเฉพาะข้าวขาว 5% ซึ่งเป็นชนิดที่จีนให้ความสนใจและมีปัจจัยด้านราคาเป็นองค์ประกอบสำคัญ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ขอให้ติดตามสถานการณ์ตลาดและราคาข้าวโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมผลักดันการส่งออกข้าวไทยตามแผนการจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปกระชับความสัมพันธ์ รวมถึงเร่งประชาสัมพันธ์และขยายตลาดข้าวไทยในทุกรูปแบบ เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดข้าวไทย และตอกย้ำจุดยืนไทยในฐานะหนึ่งในผู้นำการส่งออกข้าวคุณภาพดี และเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมมีแผนจัดกิจกรรมที่จะบุกตลาดเดิมและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ รวมไปถึงการส่งเสริมศักยภาพของ SME ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง โดยมีกิจกรรมที่ได้ดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ เช่น การขยายตลาดข้าวคุณภาพสูง และข้าวเพื่อสุขภาพ ที่เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐฯ แคนาดา จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และออสเตรเลีย รวมถึงการผลักดันข้าวขาวและข้าวนึ่งในตลาดเอเชียและแอฟริกา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกข้าวไทยเดือน ม.ค.2569 ที่ผ่านมา ส่งออกได้แล้ว 530,215.64 ตัน มูลค่า 9,703.36 ล้านบาท มีตลาดหลัก ได้แก่ อิรัก สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ มาเลเซีย แองโกลา แคเมอรูน เซเนกัล และจีน โดยตลาดข้าวคุณภาพสูงและข้าวเพื่อสุขภาพ มีทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประเมินว่า หากราคาข้าวไทยอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีเสถียรภาพ บวกกับการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมตลาดอย่างต่อเนื่อง จะทำให้การส่งออกข้าวไทยในปี 2569 เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ที่ 7 ล้านตัน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602276e6c16965a3fa07f71086287c2d64ac1160714.jpg' type='image/jpg' length='322650' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”เปิดหลักสูตร ปั้น SME เป็นอินฟลูเอนเซอร์ หนุนเพิ่มยอดขายออนไลน์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150620</link>
<guid isPermaLink="false">5c14b750a83a3a06962422fa1fbbce4b</guid>
<pubDate>Mon, 02 Mar 2026 10:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เป็นประธานเปิดหลักสูตร ปั้นเจ้าของธุรกิจให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ รุ่นที่ 3 เดินหน้ายกระดับ SME ไทยสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ที่สามารถสร้างตัวตน สร้างแบรนด์ และสร้างยอดขายบนโลกออนไลน์ หลังทำมา 2 รุ่น ปั้นเป็นอินฟลูเอนเซอร์ได้แล้ว 2,455 ราย สร้างยอดขาย 1,062 ล้านบาท ส่วนรุ่นนี้ เตรียมจัดไลฟ์มาราธอน 1-10 เม.ย.69 ก่อนคัดเหลือ 30 คนเข้าครอสอบรมเข้ม สุดท้ายใครปัง ได้รับรางวัล DBD Influencer Award<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดหลักสูตร ปั้นเจ้าของธุรกิจให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ รุ่นที่ 3 (The Influencer Journey : TIJ#3) ที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ว่า กระทรวงพาณิชย์มีจุดมุ่งหมายในการยกระดับผู้ประกอบการ SME ไทย ให้สามารถพัฒนาทักษะการขายด้วยตนเองจนก้าวไปสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ หรือ CEO Influencer ที่สามารถสร้างตัวตน สร้างแบรนด์ และขยายยอดขายบนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจัดหลักสูตร TIJ#3 มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการไทย ให้สามารถสร้างคอนเทนต์ ไลฟ์ขายสินค้า และสร้างแบรนด์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมืออาชีพ ซึ่งหลักสูตรนี้ จัดมาอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 แล้ว และตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สามารถปั้นผู้ประกอบการให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ได้ถึง 2,455 ราย สร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 1,062 ล้านบาท และเฉพาะปี 2568 ผู้ประกอบการสร้างยอดขายได้กว่า 500 ล้านบาท จากกิจกรรมไลฟ์มาราธอนเพียง 2 เดือน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับปีนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมหลักสูตรทั้งรูปแบบออนไซต์และออนไลน์กว่า 2,000 ราย โดยได้รับเกียรติจาก 8 อินฟลูเอนเซอร์ และนักธุรกิจชื่อดังร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ได้แก่ คุณอิน สาริน รณเกียรติ เจ้าของแบรนด์ทาร์ตไข่ YOLK และขนม Holiday Pastry คุณโอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ ผู้บริหารค่ายเพลง Gene Lab คุณนัท นิสามณี เลิศวรพงศ์ เจ้าของเครื่องสำอางแบรนด์ Lip it คุณแต๋ง กฤษฏิ์กุล ชุมแก้ว ผู้ก่อตั้งร้าน After Yum คุณจูดี้ จารุกิตติ์ ศรีสวัสดิ์ คุณแพรรี่ ไพรวัลย์ วรรณบุตร อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง คุณซันนี่ จาวลา ยูทูปเบอร์ด้านเทคโนโลยีเจ้าของช่อง Sunnylogy และคุณปุ้ย ปริวรรตน์ อรุโณทยานันท์ เจ้าของและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ moodata.me</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ หลังจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะคัดเลือกผู้ประกอบการจำนวน 150 ราย ร่วมมหกรรมไลฟ์มาราธอน (Live Marathon) จำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee LIVE และ TikTok LIVE ระหว่างวันที่ 1&ndash;10 เม.ย.2569 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทดลองตลาดจริง เพิ่มยอดขาย และขยายฐานลูกค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม จากนั้นจะเฟ้นหา 30 คนสุดท้าย เข้าสู่กิจกรรมไฮไลต์ Influencer Bootcamp ที่เข้าร่วมพัฒนาศักยภาพเชิงลึกจำนวน 3 วัน 2 คืน ติวเข้มกับผู้เชี่ยวชาญ และอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงมากกว่า 10 ท่าน อาทิ คุณมอสมัดจุก ครีเอเตอร์สายเอนเตอร์เทน คุณบีม สรีดา เจ้าของแบรนด์ความงาม คุณปุยฝ้าย ปุยแสบปาก นักไลฟ์ขายน้ำพริก คุณอาร์ม GoodSunday ครีเอเตอร์ สายไวรัล คุณจูเนียร์ HAAB นักสร้างแบรนด์อาหารและเครื่องดื่ม คุณเฟิร์น ATIPA Shop เจ้าของแบรนด์แฟชัน คุณง้วงติดกระดุมเม็ดแรก กูรูการตลาดออนไลน์ และคุณเจมส์ Insightist เทรนเนอร์ AI</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">เมื่อจบกิจกรรม Influencer Bootcamp แล้ว จะเข้าสู่กิจกรรม Influencer Challenge ผ่านการประชาสัมพันธ์ร้านค้าที่ช่องทางดิจิทัล อาทิ โซเชียลมีเดีย บล็อก วิดีโอบล็อก และคลิปสั้นบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มยอดผู้ติดตาม และยอดขายในตลาดออนไลน์ และสุดท้ายกิจกรรม DBD Influencer Award โดยผู้ประกอบการที่สามารถสร้างตัวตนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล สร้างยอดขาย มีจำนวนผู้ติดตาม และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคที่โดดเด่นจะได้รับรางวัล DBD Influencer Award และโอกาสเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพื่อยกย่อง เชิดชู และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการมุ่งพัฒนาร้านค้าและศักยภาพทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ต้องขอขอบคุณพันธมิตรแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง AIYA Flash Express Google Kcoslive Kollective One NexGen Commerce Reezlive Shopee Shout TikTok และ Tell Score ที่มาร่วมกันพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโตได้แบบมืออาชีพ พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ โปรโมชัน และเครื่องมือดิจิทัลที่จะเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลกต่อไป และขอให้ผู้ประกอบการทุกท่าน หาตัวตนให้เจอ หาวิธีทำให้ธุรกิจ มีความเข้มแข็ง มีความปัง กระทรวงพาณิชย์ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมสนับสนุนทุกท่านอย่างเต็มที่&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน e-Commerce เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2567 มูลค่าการค้าออนไลน์ของไทย สูงถึง 14.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 153% ส่งผลให้ไทยมีขนาดตลาด e-Commerce ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย สะท้อนว่าการค้าดิจิทัลไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME มากกว่า 3.25 ล้านราย ซึ่งเป็นฐานธุรกิจสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ยังมีผู้สร้างคอนเทนต์และอินฟลูเอนเซอร์มากกว่า 3 ล้านราย โดยตลาดคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์มีมูลค่ารวมกว่า 45,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ต่อปี</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยผู้บริโภคให้ความเชื่อถือ Micro และ Nano Influencer มากขึ้น การที่เจ้าของธุรกิจสามารถลุกขึ้นมาสร้างตัวตนของตนเองได้ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มยอดขายและสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว สอดคล้องกับเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการผลักดัน SME ให้มีสัดส่วนทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 40% ของ GDP ภายในปี 2570 ดังนั้น หลักสูตร TIJ#3 จะช่วยเพิ่มยอดขาย และเปลี่ยนเจ้าของธุรกิจให้กลายเป็นแบรนด์ที่มีชีวิต มีตัวตน และมีพลังในการสื่อสารกับผู้บริโภคได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้ SME ไทยเติบโตอย่างมั่นคง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในอนาคตต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260227e082a64d2f945511125af7e1773c4bb8160538.jpg' type='image/jpg' length='254985' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​​กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้อบรมหลักสูตรกฎหมายไอพี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150606</link>
<guid isPermaLink="false">fc10d419bbd9b326d90ecac3b716c583</guid>
<pubDate>Mon, 02 Mar 2026 09:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้เข้าอบรมหลักสูตรกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับผู้ปฏิบัติงาน รุ่นที่ 1 ในโอกาสเข้าศึกษา ดูงาน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ยันพร้อมร่วมมือเสริมแกร่งความรู้แก่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อร่วมมือกันขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ<br />
​ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้แทนกรม ให้การต้อนรับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอมผกา เตชะอภัยคุณ รองคณบดีฝ่ายบริการวิชาการและวิสาหกิจสัมพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้เข้าอบรมหลักสูตรกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับผู้ปฏิบัติงาน รุ่นที่ 1 กว่า 40 ราย ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสริมสร้างทักษะด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงปฏิบัติ ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ภายใต้การอบรมหลักสูตรกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับผู้ปฏิบัติงาน รุ่นที่ 1 ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เข้าร่วมการอบรมล้วนเป็นบุคลากรสำคัญด้านกฎหมายและการขับเคลื่อนนโยบายของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนชั้นนำ ซึ่งมีบทบาทโดยตรงต่อการกำหนดทิศทางและการบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ กรมจึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนการยกระดับองค์ความรู้ด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทการทำงานในปัจจุบัน อันเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษาสู่การใช้ประโยชน์จริง และสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ปัจจุบันการค้าและการดำเนินธุรกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญาได้กลายเป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ตลอดจนการดึงดูดการลงทุนและขยายตลาดสู่ระดับสากล กรมจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้มีความเชี่ยวชาญ สามารถบริหารจัดการสิทธิ์และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับความท้าทายของระบบเศรษฐกิจฐานความรู้และการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นายอาวุธกล่าวว่า ในการศึกษาดูงานครั้งนี้ กรมได้แนะนำบทบาทและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานภายใต้นโยบาย IP 4 All ที่มุ่งผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือช่วยยกระดับขีดความสามารถของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในมิติด้านกฎหมายที่มุ่งเน้นการพัฒนาปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ทันสมัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่กับการส่งเสริมการปกป้องสิทธิ์ ผ่านความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวดจริงจัง ตลอดจนการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ด้านการเคารพสิทธิ์ของผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ในโอกาสนี้ กรมได้นำคณะผู้อบรมเข้าเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กองกฎหมายและส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ อาทิ การพัฒนาและแก้ไขกฎหมาย การพิจารณาอุทธรณ์ และการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจกระบวนการทำงานอย่างรอบด้าน และสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการสู่การปฏิบัติงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;​กรมเชื่อมั่นว่าองค์ความรู้และประสบการณ์ตรงที่ได้รับในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าอบรมทั้งในมิติทางวิชาการและการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป&rdquo;นายอาวุธกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026022710a0ada57aa0a57e8dc8c00eb8d7cde3154523.jpg' type='image/jpg' length='302228' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เปิดโครงสร้างส่งออกปี 68 พบ 3 ตลาด สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ยึดส่วนแบ่งรวม 40%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150603</link>
<guid isPermaLink="false">405f931cdab82ac52abfd626e8d928d2</guid>
<pubDate>Mon, 02 Mar 2026 09:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.วิเคราะห์โครงสร้างการส่งออกของไทยในปี 68 พบตลาดสำคัญ 5 ตลาด มีสัดส่วนรวม 48.6% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด เฉพาะสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น มีสัดส่วน 40% ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญ 35 รายการ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เติบโตสูง จากการปรับตัวไปสู่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีสมัยใหม่ แนะแนวทางรับมือภูมิรัฐศาสตร์ ต้องขยายตลาดใหม่ เพิ่มสินค้าให้หลากหลาย เร่งเจรจา FTA &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้วิเคราะห์โครงสร้างการส่งออกของไทยในปี 2568 พบว่า ตลาดสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และมาเลเซีย มีสัดส่วนรวม 48.6% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 38.8% ในปี 2559 และเฉพาะ 3 อันดับแรก มีสัดส่วนเพิ่มจาก 31.9% เป็น 40.0% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไทยพึ่งพาตลาดหลัก ๆ อยู่เพียงไม่กี่ตลาด จำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรับมือการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ (Extreme Polarization) และสร้างความยืดหยุ่นและยกระดับโครงสร้างเชิงโครงสร้างของการส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของการส่งออกสินค้าสำคัญ 35 รายการ พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม อาทิ เครื่องจักรกล ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีการเติบโตสูง มูลค่าส่งออกในปี 2568 สูงถึง 40,103.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 11.8% ของการส่งออกทั้งหมด และมีตลาดหลักใน 5 ประเทศข้างต้น สูง<br />
ถึง 77% และสหรัฐฯ เป็นตลาดที่สำคัญกว่าครึ่งของมูลค่าทั้งหมด ซึ่งสะท้อนการปรับตัวสู่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็มีความเสี่ยง หากมีการเปลี่ยนแปลงด้านมาตรการทางการค้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์กล่าวว่า ในยุคการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันให้กำหนดจุดยืนเชิงนโยบายท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งส่งผลให้พื้นที่เชิงนโยบาย (policy space) มีแนวโน้มต้องการการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์มากขึ้น การเข้าถึงเทคโนโลยี เงินทุน และตลาดระหว่างประเทศ จึงเป็นโอกาสที่ต้องสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การบริหารความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจึงต้องอาศัยความสมดุลและความรอบคอบมากกว่าที่ผ่านมา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยภายใต้บริบทดังกล่าว ไทยจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและยกระดับโครงสร้างเชิงโครงสร้างของการส่งออก โดยมุ่งขยายโอกาสทั้งด้านตลาดและสินค้าให้หลากหลาย สร้างความเชื่อมโยงกับตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ พร้อมยกระดับมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่การผลิตและส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานและขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมอนาคต และควรเร่งเจรจาและใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตามและประเมินโอกาสจากพลวัตมาตรการทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาดุลยภาพทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ และทำให้การส่งออกยังคงเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนมูลค่าการส่งออกต่อ GDP ของไทย เพิ่มจาก 67.1% ในปี 2559 เป็น 71.2% ในปี 2568 แสดงว่าการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ขณะที่การนำเข้า สอดคล้องกับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น โดยนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระดับสูง ทำให้ฐานเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260227a877595b05168765df2b06789f1066a9154357.jpg' type='image/jpg' length='159991' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 4 เดือน กุมภาพันธ์ 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150557</link>
<guid isPermaLink="false">05a2c464d286c23dbcbb01ddbdaecf6b</guid>
<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 14:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260227d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e141802.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.ถอดรหัสความสำเร็จเนื้อวากิวญี่ปุ่น แนะนำปรับใช้พลิกโฉมโคเนื้อไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150447</link>
<guid isPermaLink="false">e087e930c8beed72af000447e4f37c5b</guid>
<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 10:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.ถอดรหัสความสำเร็จอุตสาหกรรมโคเนื้อญี่ปุ่น แม้ไม่ได้เป็นประเทศผู้ส่งออกเนื้อโครายใหญ่ แต่สามารถวางตำแหน่งเนื้อโคในตลาดระดับพรีเมียมได้ และยังขายได้ราคาสูงเมื่อเทียบกับผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก เผยญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับปรับปรุง ขยายพันธุ์ คุมคุณภาพ คุมการแปรรูป ความปลอดภัย สร้างแบรนด์ มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ แนะไทยศึกษา นำปรับใช้ อุตสาหกรรมโคเนื้อไทยโตแน่ ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษาความสำเร็จของอุตสาหกรรมโคเนื้อของญี่ปุ่น โดยเฉพาะเนื้อวากิว ที่ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก แม้ว่าญี่ปุ่นจะไม่ได้เป็นประเทศผู้ส่งออกเนื้อโครายใหญ่ในเชิงปริมาณ แต่สามารถวางตำแหน่งเนื้อโคส่งออกในตลาดระดับพรีเมียม มีราคาส่งออกต่อหน่วยสูงกว่าประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก สะท้อนความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านคุณภาพ มาตรฐาน และภาพลักษณ์ของสินค้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยในการส่งออกเนื้อโคสดหรือแช่เย็นของญี่ปุ่น พบว่า มีราคาต่อหน่วย 45,251 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเป็นราคาต่อหน่วยที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก เช่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์ ที่มีราคา 11,376 10,421 และ 8,338 เหรียญสหรัฐต่อตันตามลำดับ และเนื้อโคแช่แข็ง มีราคาต่อหน่วย 38,269 เหรียญสหรัฐต่อตัน สูงกว่าคู่แข่งในตลาดโลกอย่างชัดเจน เทียบกับสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และบราซิล ที่มีราคา 8,187 5,317 และ 4,478 เหรียญสหรัฐต่อตัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับหัวใจของความสำเร็จ คือ การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าอย่างบูรณาการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในส่วนต้นน้ำ ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและขยายพันธุ์ ควบคุมคุณภาพและสุขภาพสัตว์อย่างเข้มงวด นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และ IoT มาใช้จัดการฟาร์ม และส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบคลัสเตอร์ ขั้นกลางน้ำ ครอบคลุมการแปรรูป จัดระดับคุณภาพ และควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร รวมถึงใช้ระบบโลจิสติกส์ควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า สำหรับขั้นปลายน้ำ เน้นการสร้างแบรนด์และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผ่านเครื่องหมายรับรองเนื้อวากิวสากล (Universal Wagyu Mark) และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ช่วยยืนยันแหล่งที่มาและคุณภาพสินค้าอย่างโปร่งใส</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรณีญี่ปุ่นสะท้อนว่า แม้ประเทศจะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่การเลี้ยง แต่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อให้มีมูลค่าสูงและแข่งขันได้ในตลาดโลก ผ่านการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นระบบ เน้นการเพิ่มมูลค่ามากกว่าเพิ่มปริมาณ ซึ่งแนวทางดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้กับไทย ก็จะทำให้อุตสาหกรรมโคเนื้อของไทย มีการพัฒนามากขึ้น สามารถที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกโคมีชีวิตและโคเนื้อในตลาดอาเซียน รวมถึงตลาดศักยภาพสูง เช่น จีนและตะวันออกกลางได้ และปัจจุบัน การผลิตโคเนื้อของไทย มีคุณภาพ มาตรฐาน มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ ได้รับการยอมรับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ก็อยากจะเชิญชวนคนไทยให้บริโภคเนื้อโคไทย เพื่อส่งเสริมเกษตรกรไทยที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการผลิตเนื้อโคคุณภาพให้มีความมั่นคงทางรายได้ และเพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศต่อไป&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกโคมีชีวิต (พิกัดศุลกากร 0102) 548,594 ตัว มูลค่า 351.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 182.6% คิดเป็นเงินบาท 11,474.3 ล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ คือ เวียดนาม สปป.ลาว และมาเลเซีย มีสัดส่วน 66.0% 25.6% และ 8.1% ของมูลค่าการส่งออกโคมีชีวิตของไทยตามลำดับ และมีการนำเข้าเนื้อโค (พิกัดศุลกากร 0201 และ 0202) ปริมาณ 32,257.3 ตัน มูลค่า 312.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.5% คิดเป็นเงินบาท 10,372.8 ล้านบาท โดยไทยนำเข้าจากออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ มีสัดส่วน 81.3% 9.7% และ 7.3% ของมูลค่าการนำเข้าเนื้อโคของไทยตามลำดับ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602277630d4b4eb997d0020b02e997668b120102932.jpg' type='image/jpg' length='334932' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์หนุนข้าราชการลุยโครงการจิตอาสา สร้างสังคมให้น่าอยู่ด้วยการแบ่งปัน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150442</link>
<guid isPermaLink="false">37b662984d15d3d51e718c7a164c8f1a</guid>
<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 10:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าโครงการจิตอาสา หนุนข้าราชการสร้างสังคมให้น่าอยู่ ทั้งการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ช่วยสร้างความเข้มแข็งทางการแพทย์ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สนับสนุนผู้พิการทางสายตา หวังเป็นส่วนหนึ่งสร้างรอยยิ้ม และแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญของกรม นอกจากการให้บริการภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถแล้ว การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีจิตสำนึกรักตนเอง ครอบครัว รักอาชีพ รักองค์กร รักสังคม รักประเทศชาติ และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่จะช่วยเสริมแกร่งความมั่นคงในการปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพบนพื้นฐานของจิตสาธารณะ (Public Consciousness) ทั้งการมีจิตสำนึกที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม และการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทำให้เกิดการแบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูล พร้อมสนับสนุนให้ผู้คนในสังคมมีพลังกายกำลังใจในการดำเนินชีวิต ซึ่งไม่เพียงจะช่วยส่งเสริมให้สังคมน่าอยู่มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการบ่มเพาะคุณธรรมการให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมทุกคน เป็นการยกระดับการดำเนินชีวิตให้เดินไปในทางที่ถูกที่ควรและพัฒนาสู่การให้บริการภาคธุรกิจและประชาชนด้วยจิตบริการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกรมได้จัดกิจกรรมจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม ได้แก่ 1.สานสายใยสู่เยาวชนและผู้ด้อยโอกาส เป็นภารกิจแห่งการให้ โดยลงพื้นที่มอบโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดี เริ่มจากร่วมสร้างสายธารสู่เด็กกำพร้า ณ มูลนิธิอัลเกาษัร จ.สมุทรปราการ สนับสนุนทุนการศึกษาและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแก่เด็ก ๆ ในศูนย์ สานต่อพระราชปณิธาน ต้านภัยพิบัติ มอบเงินสมทบทุนแก่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเด็กกำพร้าจากสาธารณภัย ร้อยดวงใจสู่มูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา สมทบทุนช่วยเหลือผู้เสียสละเพื่อชาติและผู้ประสบภัย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">2.เสริมสร้างความเข้มแข็งทางการแพทย์และระบบสาธารณสุขของไทย กิจกรรมสืบสานพระราชปณิธาน รัชกาลที่ 6 สู่วชิรพยาบาล โดยร่วมบริจาคเงินสมทบทุนสร้างอาคารและจัดซื้อเครื่องมือแพทย์แก่คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสิ่งแวดล้อม โครงการ &ldquo;กวาดวัด กวาดใจ&rdquo; โดยได้ร่วมใจกันทำความสะอาดและปรับปรุงภูมิทัศน์ ณ วัดตำหนักใต้ จ.นนทบุรี พร้อมร่วมบริจาคปัจจัยบูรณะพระอารามที่ใช้ในการปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชน เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนาและฝึกฝนจิตใจให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.ส่งต่อความรู้ผ่านปฏิทินเก่าสู่ผู้พิการทางสายตา กรมได้รวบรวมปฏิทินตั้งโต๊ะเก่าจากบุคลากร เพื่อส่งมอบให้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด นำไปผลิตเป็นหนังสืออักษรเบรลล์ สื่อการเรียนรู้ที่มีค่าสำหรับผู้พิการทางสายตา เป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดขยะไปในตัว พร้อมร่วมบริจาคเงินแก่ศูนย์ฯ เพื่อใช้ในการพัฒนาด้านการศึกษาแก่ผู้พิการทางสายตา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมหวังให้กิจกรรมที่ได้ดำเนินการไปข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรอยยิ้มและส่งมอบความสุขให้กับผู้รับ และเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่อบอุ่นและน่าอยู่ต่อไป มาร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่เต็มไปด้วยความรัก ความเอื้อเฟื้อ และความเข้าใจ ด้วยพลังแห่งจิตอาสาเล็ก ๆ ของทุกคน เพราะทุกการให้ ยิ่งใหญ่เสมอ และทุกความสุขที่ส่งต่อจะไม่มีวันสิ้นสุด โดยเชื่อว่าหากคนไทยไม่ทิ้งกัน มีความเอื้ออาทรต่อกัน สังคมไทยจะมีความสุขและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602276d24b51e9ac7dc377f357e569c8e5a5a102811.jpg' type='image/jpg' length='276532' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ตรวจเยี่ยมการผลิต “แห้วสุพรรณ” ดึงแม็คโคร-โลตัส ซื้อขายในห้าง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150440</link>
<guid isPermaLink="false">5a705ee935a92a41efd1e4c7a6152a27</guid>
<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 10:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิต &ldquo;แห้วสุพรรณ&rdquo; และผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้มคุณภาพ มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้ผู้บริโภคทราบแหล่งที่มา และมีความมั่นใจได้สินค้าคุณภาพตามที่คาดหวัง พร้อมพา ซีพี แอ็กซ์ตร้า ไปชมกระบวนการผลิต ช่วยเปิดทางเข้าไปขายในห้างแม็คโคร-โลตัส</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีแม่บ้าน อสม. แปรรูปแห้ว ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้า &ldquo;แห้วสุพรรณ&rdquo; ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยได้ตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้าตามมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียน GI ไว้ พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าและระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทราบถึงแหล่งที่มาทุกขั้นตอน ตั้งแต่แหล่งปลูก การเก็บเกี่ยว และการแปรรูป ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามที่คาดหวัง โดยผู้ประกอบการที่ผ่านการตรวจประเมินคุณภาพโดยคณะกรรมการจังหวัดหรือหน่วยตรวจสอบรับรอง จะได้รับอนุญาตให้ใช้ตรา GI ไทยได้คราวละ 2 ปี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้แจ้งว่า จะได้โอกาสร่วมกิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพสินค้า GI ที่กรมจัดขึ้น อาทิ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อยกระดับภาพลักษณ์สินค้าพรีเมียม ซึ่งมีความสวยงาม ทันสมัย และสามารถถ่ายทอดเรื่องราว (Storytelling) เชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี การขยายโอกาสทางการค้าผ่านงานแสดงสินค้าและแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ได้รับความนิยม การต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างสรรค์ โดยเชื่อมโยงแหล่งผลิตเข้ากับกิจกรรมท่องเที่ยวของชุมชนเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร การสนับสนุนด้านการจัดส่งสินค้าในอัตราพิเศษผ่านความร่วมมือกับบริษัทไปรษณีย์ไทย เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยในโอกาสนี้ กรมได้นำผู้บริหารบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่ง&ndash;ค้าปลีกภายใต้แบรนด์แม็คโครและโลตัส นำโดยนายสมนึก ยอดดำเนิน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินค้าอาหารสด และนางชนิดา พื้นแสน ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายกิจการองค์กร ประสานงานภาครัฐและการบริหารความสัมพันธ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์สินค้าแห้วสุพรรณแปรรูป อาทิ แห้วเฟรนช์ฟราย แห้วต้มสีสมุนไพร แห้วแช่อิ่มอบแห้ง แป้งแห้วสำหรับทำอาหาร เป็นต้น และได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการถึงแนวทางส่งเสริมและขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าแห้วสุพรรณผ่านเครือข่ายห้างแม็คโครและโลตัสทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง โดยมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดสมัยใหม่ ทั้งด้านการรักษาคุณภาพมาตรฐานและการบริหารจัดการผลผลิตให้เพียงพอและต่อเนื่อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ กรมได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์สินค้าให้เข้มแข็ง รวมทั้งแนวทางคุ้มครองเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว พร้อมเน้นย้ำการใช้จุดแข็งด้านคุณประโยชน์ทางโภชนาการของแห้วสุพรรณในการสื่อสารการตลาด เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยแห้วเป็นพืชที่มีเส้นใยอาหารสูง ช่วยชะลอการดูดซึมไขมันและคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดอุดตัน ทั้งยังส่งเสริมระบบขับถ่าย จึงมีศักยภาพในการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้เป็นอย่างดี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นแหล่งปลูกแห้วคุณภาพดีของประเทศไทย ด้วยสภาพภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม มีชั้นดินลึกจากตะกอนลำน้ำ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์และสามารถกักเก็บน้ำได้ดีเหมาะกับการปลูกแห้ว ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี มีลักษณะกลม เนื้อแน่น กรอบ รสชาติหวานมันเป็นเอกลักษณ์ ปัจจุบันมีผู้ผลิตแห้วสุพรรณในพื้นที่ 169 ราย มีปริมาณผลผลิตรวมกว่า 5.2 ล้านกิโลกรัมต่อปี ส่งจำหน่ายไปยังตลาดค้าส่งสำคัญทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาทิ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดศรีเมือง (ราชบุรี) และตลาดโคราช (นครราชสีมา) เป็นต้น ราคาจำหน่ายปัจจุบันอยู่ที่ 80&ndash;100 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.14&ndash;1.43 เท่า จากราคาก่อนเป็น GI ที่ 70 บาทต่อโลกรัม สร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 183 ล้านบาทต่อปี</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260227dc7bb4465637c9a136eaea2b17b332c0102647.jpg' type='image/jpg' length='284623' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ชวนชม MasterChef Thailand ติดตามดูวัตถุดิบปริศนาจากสินค้าเกษตร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150176</link>
<guid isPermaLink="false">4e0bcfb31ea47532a285e147d8b56caa</guid>
<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 11:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในชวนพี่น้องประชาชน ร่วมชมรายการ MasterChef Thailand Season 7 (EP3) ติดตามดูความพิเศษของโจทย์ วัตถุดิบปริศนาจากสินค้าเกษตรไทย ที่ผ่านการรังสรรค์ของผู้เข้าแข่งขันในรายการ ในวันที่ 1 มี.ค.69 หลังยกทัพมาถ่ายทำที่กระทรวงพาณิชย์ และ &ldquo;ศุภจี&rdquo; มอบโจทย์ด้วยตนเอง &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กราขอเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามความพิเศษของโจทย์ วัตถุดิบปริศนาจาก &ldquo;สินค้าเกษตรไทย&rdquo; ในรายการ MasterChef Thailand Season 7 (EP3) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์กับบริษัท Heliconia H Group ผู้ผลิตรายการ MasterChef Thailand โดยได้ถ่ายทำที่กระทรวงพาณิชย์ และได้รับเกียรติจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้มอบโจทย์ด้วยตนเอง เพื่อรังสรรค์เมนูภายใต้แนวคิด &ldquo;Local Ingredients World Class Experiences&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยตามแนวคิด &ldquo;Local Ingredients World Class Experiences&rdquo; เป็นการนำวัตถุดิบเกษตรไทยคุณภาพ มาท้าทายฝีมือผู้เข้าแข่งขันให้ถ่ายทอดศักยภาพของวัตถุดิบไทยในมิติที่ลึกกว่ารสชาติ แต่ต้องสะท้อนเรื่องราว แหล่งที่มา คุณค่าทางเศรษฐกิจ และศักยภาพของเกษตรกรไทยอย่างครบถ้วน เพื่อสร้างประสบการณ์และโอกาสให้กับสินค้าเกษตรของไทยในเวทีสากล</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ขอเชิญชวนมาร่วมลุ้นและติดตามว่าวัตถุดิบปริศนาจากสินค้าเกษตรไทยจะถูกตีความออกมาในรูปแบบใด ในวันอาทิตย์ที่ 1 มี.ค.2569 เวลา 18.00&ndash;20.00 น. ทาง Channel 7HD และรับชมย้อนหลังผ่าน Netflix เวลา 22.00 น. ของวันเดียวกัน รวมทั้งออกอากาศซ้ำทาง Channel 7HD วันพฤหัสบดีที่ 5 มี.ค.2569 เวลา 23.10&ndash;00.40 น. โดยผลลัพธ์ของโจทย์ครั้งนี้ จะไม่ใช่เพียงคำว่าอร่อย แต่คือบทพิสูจน์ว่าศักยภาพของวัตถุดิบเกษตรไทย พร้อมก้าวสู่มาตรฐานระดับโลกเพียงใด อย่าพลาดรับชม&rdquo;นายวิทยากรกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับความร่วมมือดังกล่าว เกิดจากกรมการค้าภายในมียุทธศาสตร์การตลาดเชิงรุก ที่มุ่งสร้างการรับรู้และขยาย Demand ให้กับสินค้าเกษตรไทย ผ่านการเชื่อมโยงของกิจกรรมที่สร้างสรรค์ของรายการที่มีศักยภาพ โดยสามารถบอกเล่าเรื่องราว สร้างคุณค่าอย่างเป็นระบบ ซึ่งไม่เพียงแข่งขันด้านรสชาติ แต่ต้องสะท้อนถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรไทย ในการพัฒนาสู่ตลาดระดับสากล ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีภาพลักษณ์ระดับพรีเมียม อันสอดคล้องกับเป้าหมายการยกระดับรายได้เกษตรกรและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก จึงได้ร่วมมือกับบริษัท Heliconia H Group ผู้ผลิตรายการ MasterChef Thailand และได้แถลงข่าวร่วมกันเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260226541194d488ae073146451e47a3246e22110128.jpg' type='image/jpg' length='203820' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ถกทูต UAE เห็นพ้องดันเจรจา FTA ให้จบ ร่วมมือความมั่นคงทางอาหาร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150174</link>
<guid isPermaLink="false">36c8cbc5b448e6d40de95d83e899ff84</guid>
<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 10:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;ถกเอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เห็นพ้องผลักดันการเจรจา FTA ไทย-UEA ให้หาข้อสรุปได้โดยเร็ว หลังคืบหน้าแล้วกว่า 80% เสนอเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร เหตุไทยมีสินค้าเกษตร อาหารคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล เป็นศูนย์กลางฮาลาล พร้อมร่วมมือท่องเที่ยว บริการ ส่งเสริม MSME อัญมณี และชวนร่วมงานแสดงสินค้าในไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ได้พบกับนายอุบัยด์ ซาอีด อุบัยด์ บินฏอริช อัลฎอฮิรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประจำประเทศไทย ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยได้หารือถึงแนวทางขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับ UAE และการยืนยันความตั้งใจที่จะสรุปการเจรจา FTA ไทย-UAE ที่มีความคืบหน้าในการเจรจาไปแล้วกว่า 80% ให้สามารถหาข้อสรุปได้โดยเร็ว เพราะตระหนักถึงประโยชน์อันมหาศาลจากความตกลงที่จะเกิดขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ตนได้เสนอแนวคิดความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Model) ซึ่งจะไม่ใช่เป็นเพียงการส่งเสริมการค้าขายสินค้าอาหารระหว่างกัน แต่อาจรวมถึงการจัดทำกลไกสำรองสินค้า การจัดหาสินค้าในภาวะฉุกเฉินและเร่งด่วน และการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนสองฝ่าย เพราะจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และโรคระบาดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในด้านต่าง ๆ ผนวกกับการที่ UAE เป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารเป็นหลัก ไทยจึงพร้อมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวของ UAE ด้วยสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล รวมถึงการเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลของเอเชียด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังตระหนักถึงโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือในหลากหลายสาขา ซึ่งนอกเหนือจากความร่วมมือด้านอาหารแล้ว ยังมีสาขาอื่น ๆ อาทิ การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ภาคบริการ การส่งเสริม MSME และยังได้เสนอให้มีความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยใน UAE เนื่องจากทราบว่าผู้ค้าใน UAE มีความชื่นชอบในอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 2 ของไทยไป UAE ด้วย รวมทั้งเชิญชวนเอกชน UAE เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย เช่น งาน Bangkok Gems &amp; Jewelry งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX&ndash;Anuga Asia และงานแสดงสินค้านานาชาติที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง THAIFEX &ndash; HOREC ASIA<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2568 UAE เป็นคู่ค้าอันดับที่ 8 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในกลุ่ม GCC และตะวันออกกลาง โดยการค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 21,596.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกไป UAE 4,499.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจาก UAE 17,097.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ น้ำมันดิบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ น้ำมันสำเร็จรูป สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และก๊าซธรรมชาติ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260226e562ed5ef5d49bbcfb394b6ea25ed08f110009.jpg' type='image/jpg' length='499374' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าชายแดน-ผ่านแดน ม.ค.69 เพิ่ม 10.9% ได้ขายผ่านแดนหนุน กัมพูชาลด 100%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150173</link>
<guid isPermaLink="false">0a34f8eed7cf394a993526c9eafa385d</guid>
<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 10:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศเผยการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือน ม.ค.69 มีมูลค่า 161,135 ล้านบาท เพิ่ม 10.9% ได้แรงหนุนจากการค้าผ่านแดนไปจีน สิงคโปร์ เวียดนามที่ขยายตัวสูงถึง 50.7% เป็นแรงหนุน แต่การค้าชายแดนกับเพื่อนบ้าน ลด 18.2% เฉพาะกัมพูชา ยอดเหลือ 0 บาท ลด 100%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ม.ค.2569 มีมูลค่า 161,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% เป็นการส่งออก 87,977 ล้านบาท เพิ่ม 12.6% และการนำเข้า 73,158 ล้านบาท เพิ่ม 9.0% ได้ดุลการค้า 14,819 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเริ่มต้นได้ดี โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการค้าผ่านแดน ที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 50% แต่การค้าชายแดนยังลดลง 18.2%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือน ม.ค.2569 มีมูลค่า 68,613 ล้านบาท ลด 18.2% เป็นการส่งออก 38,748 ล้านบาท ลด 23.4% การนำเข้า 29,865 ล้านบาท ลด 10.3% ได้ดุลการค้า 8,883 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 30,043 ล้านบาท เพิ่ม 23.83% รองลงมา คือ สปป.ลาว 24,136 ล้านบาท ลด 4.33%และเมียนมา 14,434 ล้านบาท ลด 23.54% ส่วนกับกัมพูชา มีมูลค่า 0 บาท ลด 100% โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 3,652 ล้านบาท แผงวงจรไฟฟ้า 1,232 ล้านบาท และน้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,214 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน ม.ค.2569 มีมูลค่า 92,522 ล้านบาท เพิ่ม 50.7% เป็นการส่งออก 49,229 ล้านบาท เพิ่ม 78.9% และการนำเข้า 43,293 ล้านบาท เพิ่ม 27.8% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงสุด 50,547 ล้านบาท เพิ่ม 45.8% รองลงมา คือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 18,942 ล้านบาท เพิ่ม 115.9% และ 7,367 ล้านบาท เพิ่ม 41.1% ตามลำดับ โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 8,333 ล้านบาท เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 6,840 ล้านบาท และทุเรียนสด 6,569 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากเจาะลึกการส่งออกผ่านแดน พบว่า ตลาดหลักขยายตัวทั้ง 3 ตลาด ได้แก่ จีน มูลค่าส่งออก 22,830 ล้านบาท เพิ่ม 66.9% จากสินค้าสำคัญ เช่น ทุเรียนสด 6,567 ล้านบาท เพิ่ม 682.7% และฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 5,182 ล้านบาท เพิ่ม 97.7% สิงคโปร์ มูลค่าการส่งออก 14,207 ล้านบาท เพิ่ม 285.8% จากสินค้าสำคัญ เช่น เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 6,761 ล้านบาท เพิ่ม 6,924.1% และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 1,649 ล้านบาท เพิ่ม 218.6 และเวียดนาม มูลค่าการส่งออก 3,727 ล้านบาท เพิ่ม 4.8% จากสินค้าสำคัญ เช่น น้ำแร่น้ำอัดลมที่ปรุงรส 1,015 ล้านบาท เพิ่ม 51.6% และสินค้าปศุสัตว์อื่น ๆ 876 ล้านบาท เพิ่ม 55.5%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม วันที่ 26&ndash;29 มี.ค.2569 กรมมีกำหนดจัดงานมหกรรมการค้าระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ Southern Trade Connect @ Nakhon Si Thammarat ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครศรีธรรมราช ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อเปิดประตูการค้าของไทยทั้งในตลาดเดิมและประเทศเพื่อนบ้าน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ขอเชิญชวนผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานดังกล่าวติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.dft.go.th, Facebook: กรมการค้าต่างประเทศ DFT และสายด่วน 1385 DFT Call Center</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026022665283e9faabc19a7604ad4f2f9dbd66c105658.jpg' type='image/jpg' length='215816' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จับมือพันธมิตรรัฐ-เอกชน วางเกณฑ์คัดเลือกร้านอาหาร Thai SELECT]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150172</link>
<guid isPermaLink="false">e24ea1c3ac0d80d871970d99597d352f</guid>
<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 10:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือ 10 องค์กรพันธมิตรภาครัฐและเอกชน กำหนดเกณฑ์การพิจารณาร้านอาหารที่จะได้รับตรา Thai SELECT ปี 69 ใหม่ ที่ต้องครบเครื่องศาสตร์และศิลป์ ทั้งรสชาติ วัตถุดิบ สุขอนามัย บรรยากาศ คุณภาพการบริการ พร้อมเปิดรับสมัครร้านอาหารที่สนใจ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-15 เม.ย.69 &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมได้จัดประชุมคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกและส่งเสริมร้านอาหาร Thai SELECT ในประเทศไทย ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับ 10 องค์กรพันธมิตรชั้นนำจากภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันวางแผนยกระดับมาตรฐานการคัดสรรร้านอาหารที่จะได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้รอบด้าน และช่วยขับเคลื่อน Soft Power ด้านอาหารไทย ผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพ มาตรฐาน และอัตลักษณ์ความเป็นไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับเกณฑ์การพิจารณาปี 2569 คณะกรรมการได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการตรวจประเมินรูปแบบใหม่ โดยมุ่งเน้นเฟ้นหาร้านอาหารที่ครบเครื่อง ทั้งศาสตร์และศิลป์ ผ่านกรอบมาตรฐาน 5 มิติ ได้แก่ 1.รสชาติอัตลักษณ์ไทยและการเล่าเรื่อง 2.วัตถุดิบและรายการอาหาร 3.สุขอนามัยและความปลอดภัย 4.บรรยากาศและการตกแต่งร้าน และ 5.คุณภาพการบริการ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยร้านอาหารที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จะไม่เพียงได้รับและใช้ตราสัญลักษณ์อันทรงเกียรติในการประชาสัมพันธ์ร้าน แต่ยังได้รับการติดปีกทางธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านแคมเปญการตลาด การประชาสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นยอดขาย (Sales Promotion) รวมถึงการเชื่อมโยงร้านอาหารเข้ากับเส้นทางท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ Soft Power ของอาหารไทยผ่านรสสัมผัสที่ได้มาตรฐาน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับ 10 องค์กรพันธมิตรชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ครัวการบินไทย สมาคมเชฟประเทศไทย วิทยาลัยดุสิตธานี วิทยาลัยเทคโนโลยีครัววันดี และซีพีแอ็กซ์ตร้า (Chef&rsquo;s Club by makro) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และกรมอนามัย ที่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการเพิ่มเติม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในมิติด้านมาตรฐานธุรกิจการค้า (Business Standard) ควบคู่ไปกับความเชื่อมั่นด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย และโภชนาการ (Hygiene &amp; Wellness) &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ปัจจุบัน ประเทศไทยมีร้านอาหาร Thai SELECT ที่เปรียบเสมือนทูตวัฒนธรรมอาหารกระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 457 ร้าน และในปี 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมเปิดรับสมัครร้านอาหารไทยทั่วประเทศเข้าร่วมคัดสรรเพื่อรับรางวัล Thai SELECT Award ประจำปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-15 มี.ค.2569 จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการร้านอาหารไทยเตรียมความพร้อมเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Thai SELECT และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยและผู้สนใจกิจกรรมส่งเสริมร้านอาหารไทยผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สามารถติดตามความคืบหน้าการดำเนินกิจกรรมหรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร 0 2547 5954 e-Mail: thaiselectdbd@gmail.com เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th และ สายด่วน 1570</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260226161a1586cfcaefbc6617560341148015105531.jpg' type='image/jpg' length='215805' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อนุทิน”ควง“ศุภจี”หารือทูตจีน รับข่าวดี ซื้อข้าวล็อตแรก 4 หมื่นตัน ส่งมอบก.พ.นี้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150170</link>
<guid isPermaLink="false">a6e6d6741aef5d8990ccbd899742f534</guid>
<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 10:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;อนุทิน&rdquo;ควง &ldquo;ศุภจี&rdquo; หารือเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย ขอบคุณช่วยสนับสนุนการนำเข้าข้าวจากไทย รับข่าวดี ล็อตแรก 4 หมื่นตัน กำหนดส่งมอบสิ้นเดือน ก.พ.นี้ ส่วนที่เหลือในกรอบ 5 แสนตัน ตั้งเป้าให้จบในปีนี้ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เดินหน้าการค้า ลงทุน การท่องเที่ยว &nbsp;&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำและหารือกับนายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา โดยนายอนุทินได้กล่าวขอบคุณฝ่ายจีนที่ให้การสนับสนุนการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และยังมีความคืบหน้าในส่วนของข้าวที่อยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือ 5 แสนตัน ซึ่งมีกำหนดส่งมอบล็อตแรกภายในสิ้นเดือน ก.พ.2569 จำนวน 4 หมื่นตัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ จีนยังได้แสดงความตั้งใจที่จะเร่งรัดการสั่งซื้อเพิ่มเติม เพื่อให้ครบตามเป้าหมายภายในปี 2569 พร้อมย้ำความพร้อมในการเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าส่งออกของไทยด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจและการลงทุน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการกำกับดูแลนักธุรกิจและนักลงทุนที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยฝ่ายจีนยืนยันไม่สนับสนุนการกระทำที่ไม่ถูกกฎหมาย และพร้อมให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการบริหารจัดการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม รวมทั้งได้หารือถึงความร่วมมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยประมาณวันละ 30,000 คน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ จีนยังได้สะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งมีแนวโน้มที่บริษัทชั้นนำของจีนจะขยายการลงทุนมายังไทย คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยสร้างการจ้างงานและเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมของไทย และจีนยังย้ำจุดยืนของรัฐบาลจีนว่าไม่สนับสนุนสินค้าด้อยคุณภาพหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และพร้อมประสานความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการกำกับดูแลกระบวนการศุลกากรและการนำเข้าให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ส่วนความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง ได้ยืนยันที่จะร่วมมือกับไทยต่อเนื่อง เพราะเป็นโครงการยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ในการหารือ จีนได้กล่าวชื่นชมบทบาทของนายกรัฐมนตรีไทย ในฐานะผู้นำที่สามารถแสดงผลงานเป็นที่ประจักษ์ภายในเวลาอันสั้น มีความตรงไปตรงมา จริงจังต่อการปฏิบัติหน้าที่ และมีความเป็นกันเอง และทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ในการกระชับความสัมพันธ์ไทย&ndash;จีนในทุกมิติ โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์สงครามทางการค้า จีนพร้อมที่จะเป็นตลาดสำคัญในการนำเข้าสินค้าจากไทย&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260226161a1586cfcaefbc6617560341148015105203.jpg' type='image/jpg' length='238649' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เปิด Top 5 มะม่วง GI ยอดขายสูงสุด “น้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก” คว้าแชมป์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150169</link>
<guid isPermaLink="false">71318524698d905587390233bed79b2b</guid>
<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 10:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิด 5 อันดับมะม่วง GI สร้างมูลค่าทางการตลาดได้สูงในรอบปี 68 เผยมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก คว้าแชมป์ ตามด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น มะม่วงขายตึกแปดริ้ว และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า เตรียมส่งเสริมการควบคุมคุณภาพ เพิ่มช่องทางตลาดทั้งในและต่างประเทศต่อไป &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในกลุ่มสินค้ามะม่วงถึง 13 รายการ จาก 9 จังหวัด ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงเขียวเสวยแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงขายตึกแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงแรดแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น (ชัยภูมิ) มะม่วงยายกล่ำนนทบุรี มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า (สมุทรปราการ) มะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว มะม่วงมันหนองแซงสระบุรี และมะม่วงเบาสงขลา ซึ่งล้วนเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงทั้งการบริโภคในประเทศและการส่งออก สร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 1,044 ล้านบาทในปี 2568</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดย 5 อันดับมะม่วง GI ที่มีมูลค่าการตลาดสูงสุด ได้แก่ อันดับที่ 1 มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก มีมูลค่าการตลาดที่สูงถึง 767.18 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 8,767 ตัน ปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ 65-110 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.9-3.1 เท่า เมื่อเทียบกับราคาก่อนเป็น GI ที่ 35 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีพื้นที่ปลูกสำคัญในอำเภอเนินมะปราง วังทอง และวัดโบสถ์ ดินเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินลูกรังที่ระบายน้ำได้ดีเยี่ยม และมีธาตุโพแทสเซียมสูง ประกอบกับภูมิอากาศที่มีความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยร้อยละ 74 ส่งผลให้มะม่วงมีคุณภาพเนื้อแน่นและรสชาติหวานจัดอยู่ที่ 17-25 องศาบริกซ์ มีลักษณะเด่น คือ ผลทรงรียาว เปลือกสีเหลืองนวลสวย ผิวเรียบเนียนไม่ช้ำง่าย เนื้อสีเหลืองเข้ม แน่นเนียน ไม่มีเสี้ยน และที่สำคัญคือ เนื้อแห้ง ไม่ฉ่ำน้ำ รสชาติหวานหอมเป็นเอกลักษณ์ โดยมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลกมีตลาดส่งออกสำคัญในประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือน มี.ค.-มิ.ย. และผลผลิตนอกฤดูในช่วงเดือน ส.ค.-ก.พ.</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อันดับที่ 2 มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว สินค้าดาวรุ่งจากภาคตะวันออกที่สร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 171.15 ล้านบาท จากปริมาณการผลิต 2,445 ตัน ปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ 50-90 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.4&ndash;2.6 เท่า เมื่อเทียบกับราคาก่อนเป็น GI ที่ 35 บาทต่อกิโลกรัม มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้วมีทั้งพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองและเบอร์ 4 ปลูกในพื้นที่ดินร่วนเหนียวปนกรวดลูกรังที่มีออกซิเจนและไนโตรเจนสูง ทำให้ได้มะม่วงที่มีเปลือกบาง ผลดิบมีรสเปรี้ยวจัด แต่เมื่อสุกจะมีรสหวานจัด เนื้อสีเหลืองอมส้ม มีเส้นใยน้อยมาก กลิ่นหอมนวลเฉพาะตัว มีมูลค่าส่งออกกว่า 34.6 ล้านบาท ในประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง และเกาหลีใต้ มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อันดับที่ 3 มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น ความภูมิใจของชาวชัยภูมิ ด้วยมูลค่าการตลาด 33.311 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตรวมกว่า 475 ตัน ปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ 60-80 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.2&ndash;1.6 เท่า เมื่อเทียบกับราคาก่อนเป็น GI ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม ปลูกบนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 210-1,360 เมตร ในเขตอำเภอหนองบัวแดง ซึ่งเป็นที่ราบสลับเนินเขาในเขตเทือกเขาเพชรบูรณ์ ดินมีความอุดมสมบูรณ์และระบายน้ำได้ดี มีค่าความเป็นกรดเล็กน้อยและมีโพแทสเซียมในระดับปานกลางถึงสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มะม่วงของที่นี่มีผลขนาดใหญ่ มีเปลือกหนาทำให้ขนส่งง่าย<br />
เนื้อสีเหลืองเข้ม แห้งไม่ฉ่ำน้ำ และรสชาติหวานอมเปรี้ยว ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. และผลผลิตนอกฤดูในช่วงเดือน ธ.ค.-มี.ค.<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อันดับที่ 4 มะม่วงขายตึกแปดริ้ว มะม่วงไทยโบราณอัตลักษณ์แห่งลุ่มน้ำ 3 น้ำ สร้างมูลค่าการตลาด 10.436 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 278.31 ตัน ปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ 25-50 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.1&ndash;2.2 เท่า เมื่อเทียบกับราคาก่อนเป็น GI ที่ 23 บาทต่อกิโลกรัม ปลูกในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งมีระบบนิเวศ 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม อิทธิพลของน้ำทะเลหนุนทำให้ดินเหนียวอุดมไปด้วยธาตุอาหาร โดยเฉพาะโพแทสเซียมที่เข้มข้น ส่งผลโดยตรงต่อความกรอบและรสชาติมันที่แตกต่างจากแหล่งอื่น มะม่วงขายตึกแปดริ้วจึงมีรสชาติมันหวานอมเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ นิยมทานดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ มีจุดเด่นอยู่ที่ผลทรงกลมมน ส่วนหัวใหญ่ ปลายผลสอบเข้าคล้ายรูปหัวใจ เนื้อสีเหลืองอมส้ม กรอบอร่อยจนเป็นที่มาของชื่อว่าอร่อยจนต้องยอมขายตึกเพื่อซื้อมาทาน ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. &nbsp;และผลผลิตนอกฤดูในช่วงเดือน ต.ค.-ก.พ.</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อันดับที่ 5 มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า ของจังหวัดฉะเชิงเทรา หนึ่งในมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่มีชื่อเสียงยาวนานที่สุดของไทย สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 7.2 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 137.32 ตัน ปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ 35-70 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.2-1.4 เท่า เมื่อเทียบกับราคาก่อนเป็น GI ที่ 25-60 บาทต่อกิโลกรัม ปลูกเฉพาะในพื้นที่อำเภอบางคล้า ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูงเนื่องจากการทับถมของตะกอนลำน้ำบางปะกง ส่งผลให้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้ามีผิวสวยโดดเด่น เปลือกบางสีเหลืองทองเนียน ผลทรงรียาว รสชาติหวานหอมเป็นพิเศษ และเมล็ดลีบบาง มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมจะเดินหน้าส่งเสริมการควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้า GI และขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการ อาทิ การขยายช่องทางการตลาดผ่านห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น Gourmet Market, Tops, ตลาดจริงใจ Farmers&rsquo; Market เป็นต้น การจัดงาน GI Market นำผู้ประกอบการ GI ออกบูธทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด การจัด GI Pavilion ในงาน Thaifex-Anuga Asia รวมถึงการร่วมจัดงานกับภาคเอกชน เช่น The Cloud (งาน Thailand Coffee Fest Year End และ Thailand Rice Fest) บริษัท บีอีซี - มัลติมีเดีย จำกัด (งานแจ๋วแซ่บเฟ่อร์) Tops (งานจริงใจ มหานคร) ICON Siam (งาน Iconic Craft Coffee Expo) เป็นต้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602264c508f5153a3fa3a67beea51bb95db86105048.jpg' type='image/jpg' length='119310' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP เดินหน้าช่วยเกษตรกรมะพร้าวน้ำหอม จัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ เร่งผลักดันส่งออก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150168</link>
<guid isPermaLink="false">1aa39fa4ae2416244a49df4730e7ca2d</guid>
<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 10:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ผนึกกำลังช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม เตรียมผลักดันส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ นอกเหนือจากจีน และจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ สร้างโอกาสในการขยายตลาดใหม่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ และทูตพาณิชย์ในจีน ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ว่า ได้มีการหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ เนื่องจากปีนี้ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ทำให้ราคาในตลาดอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับมีกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอ ทำให้วัตถุดิบมะพร้าวเหลือทิ้งอยู่มาก ทุกฝ่ายจึงได้มาร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยแนวทางในการช่วยเหลือ แต่ละหน่วยงานจะดำเนินการตามภารกิจ โดยจะเร่งหาตลาดให้สินค้ามะพร้าวน้ำหอมทั้งในประเทศและต่างประเทศ การส่งเสริมอุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้า เพื่อช่วยยืดอายุผลผลิต การออกมาตรการกำกับดูแลราคาขั้นต่ำให้กับผลผลิต การพัฒนามาตรฐานสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกได้เองโดยตรง รวมถึงการให้ความรู้ผู้บริโภคถึงความแตกต่างของน้ำมะพร้าวน้ำหอมของแท้ ไม่เจือปน ซึ่งแม้จะมีราคาสูงกว่า แต่มีคุณประโยชน์ทางอาหารสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในส่วนของ DITP พร้อมที่จะสนับสนุนการส่งออกสินค้ามะพร้าวน้ำหอมไทยไปยังตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพอื่น ๆ นอกเหนือจากจีน ที่ปัจจุบันเป็นตลาดหลัก อาทิ ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐฯ และยังได้เตรียมแผนงานส่งเสริมสินค้ามะพร้าวน้ำหอมในกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดปี อาทิ วันที่ 5 มี.ค.2569 จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ ปีที่ 7 ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศ โดยมุ่งหวังให้งานนี้เป็นเวทีสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจ และเพิ่มโอกาสทางการค้าของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260226aee6716628ff2f12fea41afb41b6c3d4104921.jpg' type='image/jpg' length='298235' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เจาะลึกส่งออกเกษตรปี 68 สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรพลิกเป็นเครื่องยนต์หลัก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150160</link>
<guid isPermaLink="false">ee49fe629c73014417a30deca9d28f1a</guid>
<pubDate>Wed, 25 Feb 2026 17:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เจาะลึกการส่งออกสินค้าเกษตรไทย ปี 68 พบสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ได้กลายมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการส่งออก โตต่อเนื่อง 2 ปีติด ส่วนสินค้าเกษตรลดลงครั้งแรก หลังขยายตัวในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา เผยจีนยังคงเป็นตลาดหลัก โดยมีอินเดียเป็นตลาดดาวรุ่ง และอินโดนีเซียที่ไม่ควรมองข้าม ส่วนข้าว มันสำปะหลัง มูลค่าลดต่อเนื่อง แนะมุ่งเกษตรมูลค่าสูง กระจายตลาด ลดความเสี่ยง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้วิเคราะห์สถิติการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทย ปี 2568 พบว่า มีมูลค่ารวม 52,072.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.4% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 1,709,075 ล้านบาท แยกเป็นสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร มูลค่า 24,381.0 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 4.1% คิดเป็นเงินบาท 799,950 ล้านบาท และสินค้าเกษตร มูลค่า 27,691.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 4.1% คิดเป็นเงินบาท 909,125 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ภาพรวมปี 2568 แม้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยจะหดตัวที่ 4.1% หลังจากขยายตัวต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรกลับขยายตัวได้ถึง 4.1% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนว่า สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรได้ก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์หลักของภาคเกษตรไทยในปี 2568 โดยมีสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ อาทิ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป น้ำตาลทราย ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ รวมถึงสิ่งปรุงรสอาหาร ซึ่งสะท้อนโอกาสของไทยในการเร่งส่งเสริมการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งปรับบทบาทจากการส่งออกวัตถุดิบไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มมากขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ด้านตลาดส่งออก จีนยังคงเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรหลักของไทย คิดเป็นสัดส่วน 23.72% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่มูลค่าการส่งออกไปจีนหดตัวที่ 0.2% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนสัญญาณความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักเพียงตลาดเดียว ขณะเดียวกัน ยังพบสัญญาณเชิงบวกจากตลาดดาวรุ่งอย่างอินเดีย ซึ่งการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรของไทยขยายตัวสูงถึง 53.5% และขยับอันดับขึ้นมาเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ 4 ของไทย (อยู่ในอันดับ 8 ในปี 2567) โดยมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เพิ่ม 68.3% อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม 11.5% และสิ่งปรุงรสอาหาร เพิ่ม 21.1% และยังพบภาพตลาดที่เติบโตสวนทางอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งแม้การส่งออกสินค้าเกษตรจะหดตัวสูงจากสินค้าหลักหลายรายการ แต่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรกลับขยายตัวได้ต่อเนื่อง จึงควรเร่งส่งเสริมศักยภาพในการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับโครงสร้างสินค้าเกษตรส่งออก พบว่า สินค้าเกษตรโภคภัณฑ์หลักของไทยเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้าว ซึ่งเคยเป็นสินค้าเกษตรส่งออกมูลค่าสูงอันดับที่ 2 ในช่วงปี 2566&ndash;2567 ลดอันดับลงมาอยู่ที่อันดับที่ 4 ในปี 2568 และมีมูลค่าการส่งออกหดตัวถึง 30.0% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ซึ่งเคยอยู่อันดับที่ 5 ก็หดตัวเช่นกัน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย และตอกย้ำความจำเป็นในการเร่งปรับโครงสร้างการส่งออก ยกระดับสินค้าเกษตรหลักให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดเฉพาะ Niche Market ควบคู่กับการลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านปริมาณเป็นหลัก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยจะหดตัวเล็กน้อยที่ 0.4% แต่พบสัญญาณบวกที่สำคัญจากการปรับตัวของสินค้าไทยสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนถึงทิศทางการยกระดับโครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทย จึงควรเร่งผลักดันสินค้าเกษตรที่ตอบโจทย์เทรนด์ตลาดโลกควบคู่ไปกับการกระจายความเสี่ยงด้านสินค้าและตลาด เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคเกษตรไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคงในเวทีการค้าโลก&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026022617a798d42660427786b75ce7942af23c102714.jpg' type='image/jpg' length='182247' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DIP x STeP ร่วมมือขับเคลื่อนนวัตกรรม-ไอพี ต่อยอดใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150159</link>
<guid isPermaLink="false">7482a723c6a4c207b5a41370d9bbbdeb</guid>
<pubDate>Wed, 25 Feb 2026 17:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) หารืออุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ร่วมมือยกระดับเศรษฐกิจไทย ให้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา เตรียมสนับสนุนงานวิจัย ให้จดทะเบียนได้อย่างรวดเร็ว และช่วยต่อยอดนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมชวนร่วมงาม IP Fari 2026 นำผลงานนวัตกรรมาจัดแสดง</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้พบหารือกับ รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Science and Technology Park Chiang Mai University : STeP) ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) โดยได้มีการหารือแนวทางความร่วมมือเชิงรุกในการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา เพราะ STeP สามารถทำหน้าที่เป็นสะพานแห่งการสร้างนวัตกรรม เชื่อมโยงงานวิจัยและเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">โดย STeP ได้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันได้มีการสนับสนุนนักวิจัยแบบครบวงจรผ่านโครงการ Inside-out Approach และโครงการ RT2 (Research to Technology Transformation) ที่มุ่งยกระดับความพร้อมของเทคโนโลยีเพื่อออกสู่ตลาด รวมถึงเป้าหมายสำคัญในการสร้าง Tech Startup ระดับ Pony จำนวน 70 ราย ภายในปี 2570</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การดำเนินงานเหล่านี้ มีความสอดคล้องกับแนวทางของกรม ในการผลักดันการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (IP Finance) เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการระดมทุนหรือขอสินเชื่อสำหรับ SME และสตาร์ตอัป โดยทั้งสองหน่วยงานเห็นพ้องที่จะเชื่อมโยงข้อมูลจากแพลตฟอร์มการถ่ายทอดเทคโนโลยีของ STeP เข้าสู่ระบบ IP Mart ของกรม เพื่อขยายโอกาสในการจับคู่ธุรกิจและสร้างรายได้ให้กับเจ้าของผลงานทรัพย์สินทางปัญญาต่อไป&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมนกล่าวว่า กรมยังได้แจ้งกับ STeP ว่า พร้อมสนับสนุนการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาที่รวดเร็ว ผ่านระบบ Target Patent Fast-Track สำหรับงานวิจัยในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง รวมถึงอำนวยความสะดวกด้วยบริการและเครื่องมือทันสมัย อาทิ ระบบ IP Search สำหรับสืบค้นและวางแผนวิจัย ระบบแจ้งเตือนสิทธิบัตรที่หมดอายุและใกล้หมดอายุความคุ้มครอง เพื่อส่งเสริมการต่อยอดนวัตกรรมใหม่โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ระบบวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีสิทธิบัตร สำหรับการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยให้ตอบโจทย์ตลาดยิ่งขึ้น และการจัดทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) เพื่อให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกแก่นักวิจัยและบุคลากรของมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมและ STeP พร้อมที่จะร่วมกันขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างเต็มกำลัง โดยมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TISC) ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อให้คณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกและยกระดับบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อสร้างงานวิจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมได้เชิญ STeP เข้าร่วมงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP Fair 2026 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 ส.ค.2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ในฐานะพันธมิตรหลักภาคการศึกษาที่มีบทบาทโดดเด่นด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยหารือความเป็นไปได้ในการจัดพาวิลเลียนแสดงผลงานนวัตกรรมและสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพ การร่วมเวทีเสวนาถ่ายทอดองค์ความรู้และกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาขับเคลื่อนธุรกิจ รวมทั้งการส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อสะท้อนภาพความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260226a75ea153e35f615ae94e997a60c40c9c102421.jpg' type='image/jpg' length='180600' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เอเปกเริ่มประชุม เคาะลุยเขตการค้าเสรี หนุนการค้าดิจิทัล ร่วมมือหุ้นส่วนภายนอก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150158</link>
<guid isPermaLink="false">ca0230c3f70df5d86e46abe5e5643f71</guid>
<pubDate>Wed, 25 Feb 2026 17:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยผลการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (CTI) ของเอเปก ครั้งแรกของปี จีนในฐานะเจ้าภาพ วางหัวข้อหลักปีนี้ &ldquo;เสริมสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน&rdquo; เคาะประเด็นหลักที่จะขับเคลื่อน ทั้งผลักดันเขตการค้าเสรีเอเปกให้มีความก้าวหน้า หนุนการค้าดิจิทัล ร่วมมือเอเปกกับหุ้นส่วนภายนอก พร้อมเห็นพ้องให้เอเปกหนุน WTO &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Committee on Trade and Investment : CTI) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ในช่วงสัปดาห์การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปก (APEC Senior Officials&rsquo; Meeting: SOM) ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-10 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ณ นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในระดับเจ้าหน้าที่ ในฐานะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพเอเปกในปี 2569 โดยได้มีการนำเสนอหัวข้อหลักของการเป็นเจ้าภาพในปีนี้คือ &ldquo;เสริมสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน&rdquo; หรือ &ldquo;Building an Asia-Pacific Community to Prosper Together&rdquo; โดยมุ่งผลักดันใน 3 ประเด็น ได้แก่ เปิดกว้าง (Openness) มีนวัตกรรม (Innovation) และเสริมสร้างความร่วมมือ (Cooperation)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการประชุม ได้เห็นชอบให้มีประเด็นหลักด้านการค้าการลงทุนในปีนี้ ที่เขตเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนร่วมกันให้เกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.การขับเคลื่อนวาระการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก หรือ FTAAP ให้มีความก้าวหน้า ซึ่งปี 2569 นับเป็นปีที่ครบวาระ 20 ปีของการประกาศวิสัยทัศน์การจัดตั้ง FTAAP ของเอเปก 2.การพัฒนาการค้าดิจิทัลโดยการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและส่งเสริมการนำเทคโนโลยีเกิดใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ และ 3.การสนับสนุน CTI ให้มีบทบาทนำในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างคณะทำงานต่าง ๆ ของเอเปก รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้มากขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเอเปกกับหุ้นส่วนภายนอก</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">น.ส.โชติมากล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ ไทยรวมถึงเขตเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้กล่าวสนับสนุนให้เอเปกยึดมั่นต่อระบบการค้าพหุภาคีที่มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนกลาง โดย WTO ควรมีการปฏิรูปอย่างมีความหมายและเป็นรูปธรรมให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และควรมีกลไกในการรักษาไว้ซึ่งระบบการค้าเสรีที่เป็นธรรมและคาดการณ์ได้ รวมทั้งสามารถสร้างความไว้วางใจระหว่างสมาชิก</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ไทยได้กล่าวสนับสนุนบทบาทของเอเปกในการจัดทำข้อริเริ่มและโครงการของเอเปกในเรื่องต่าง ๆ และเข้าร่วมสนับสนุนโครงการที่จะเป็นประโยชน์และอยู่ในความสนใจของไทย เช่น การปฏิรูป WTO การศึกษาผลกระทบของ AI ที่มีต่อการค้าดิจิทัลของจีน และการจัดการหารือเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการขับเคลื่อน AI และการสร้างแนวปฏิบัติที่มีความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ด้านแรงงานในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ ตลอดจนโครงการเพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าดิจิทัลผ่านการประยุกต์ใช้ AI และเสริมสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานของสิงคโปร์และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียนด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">เอเปกหรือกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐฯ และเวียดนาม โดยในปี 2568 การค้าของไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจเอเปก มีมูลค่า 494,646.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนถึง 72.26% ของการค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออกไปเอเปก มูลค่า 237,581.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากเอเปก มูลค่า 257,064.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260226018fb4a7790c58fe8c8f61e538095b60102246.jpg' type='image/jpg' length='162223' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลุยจันทบุรี เตรียมแผนรับมือทุเรียน ปิ้งดึงนักท่องเที่ยวมาชม-ชิมถึงในสวน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150157</link>
<guid isPermaLink="false">33f1abba0de924cfba3c8fa5ed442776</guid>
<pubDate>Wed, 25 Feb 2026 10:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ทุเรียน จ.จันทบุรี พร้อมประชุมหารือร่วมกับเกษตรกร ล้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำแผนรับมือผลผลิตออกสู่ตลาด ทั้งการดูแลคุณภาพ มาตรฐาน การป้องกันสารตกค้าง เข้มตัดทุเรียนสุก และดูความพร้อมการซื้อผลผลิตของล้ง เผยยังมีแผนดันสวนทุเรียนเป็นแหล่งท่องเที่ยว ชวนนักท่องเที่ยวมาชม ชิม ถึงในสวน สร้างประสบการณ์ใหม่สุดว้าว &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์ทุเรียนช่วงฤดูกาลผลผลิต โดยได้ประชุมหารือกับเกษตรกร ผู้ประกอบการล้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือผลผลิตที่กำลังจะเริ่มออกสู่ตลาด และยกระดับความเชื่อมั่นต่อทุเรียนไทย โดยเฉพาะการดูแลเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน การป้องกันสารตกค้างและสารปนเปื้อน การตัดทุเรียนที่สุก การมีระบบตรวจสอบย้ายกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสวนทุเรียนและล้ง พบว่า ผลผลิตเริ่มที่จะใกล้ระยะเวลาเก็บเกี่ยว โดยได้ย้ำให้เกษตรกร รักษาคุณภาพ ไม่ตัดทุเรียนอ่อน และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาชื่อเสียงทุเรียนจันทบุรีในระยะยาว และในส่วนของล้ง ผู้ประกอบการมีความพร้อมอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านสถานที่ เครื่องมือคัดแยก การควบคุมคุณภาพก่อนกระจายสู่ตลาด และการบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณที่ออกสู่ตลาดในแต่ละช่วง</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นายจิรวุฒิกล่าวว่า นอกจากการบริหารจัดการด้านการตลาดและการควบคุมคุณภาพแล้ว กรมเตรียมผลักดันภาพลักษณ์ทุเรียนไทยให้เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวที่ต้องมาเยือน โดยจะเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว ในการผลักดันให้สวนทุเรียนเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน โดยเฉพาะจากภูมิภาคเอเชีย ที่ให้ความสนใจในผลไม้เมืองร้อนและอาหารไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การต่อยอดทุเรียนให้เป็นกิจกรรมท่องเที่ยว เช่น โปรแกรมทัวร์ลงสวน ชมกระบวนการผลิต เรียนรู้การเลือกทุเรียนคุณภาพ และชิมทุเรียนสดจากต้น จะช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากการบริโภคทั่วไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;แนวทางดังกล่าว จะทำให้การกินทุเรียน ไม่ใช่เพียงการซื้อสินค้า แต่เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สร้างความเข้าใจในที่มาของผลผลิต สร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าให้กับทุเรียนไทยในภาพรวม ทั้งยังช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกร ชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นโดยรอบ โดยกรมตั้งเป้ายกระดับทุเรียนจันทบุรีให้เป็นต้นแบบของการผสาน &ldquo;คุณภาพ&ndash;ความปลอดภัย&ndash;ประสบการณ์&rdquo; เพื่อผลักดันให้การเยี่ยมชมสวนทุเรียน กลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการเดินทางท่องเที่ยวในไทย สร้างภาพจำใหม่ให้ทุเรียนไทยในฐานะผลไม้พรีเมียมที่นักท่องเที่ยวต้องมาสัมผัสด้วยตนเองถึงแหล่งผลิต&quot;นายจิรวุฒิกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260226c24ac937dd08a2bd200390282b42dd85101918.jpg' type='image/jpg' length='373790' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP เผยน้ำผลไม้ไทยมีโอกาสขายเม็กซิโก แต่ต้องระวังขนส่งไกล คู่แข่งมี FTA]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149670</link>
<guid isPermaLink="false">beb094beaa9e360dac8050e92c295308</guid>
<pubDate>Tue, 24 Feb 2026 11:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจลู่ทางการส่งออกสินค้าเครื่องดื่มน้ำผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดโมร็อกโก เผยมีโอกาสสูง เน้นเจาะตลาดระดับบน โรงแรม ขายความเป็นธรรมชาติ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่โมร็อกโกกำหนดให้ครบ และยังมีความท้าทายจากการแข่งขันกับคู่แข่งที่มี FTA การขนส่งไกล ที่ต้องพิจารณาให้ดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายนิวัฒน์ อภิชาติบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไคโร อียิปต์ ถึงผลการสำรวจลู่ทางการส่งออกสินค้าเครื่องดื่มน้ำผลไม้ของไทยสู่ตลาดโมร็อกโก รวมถึงการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ อัตราภาษี สภาพตลาด การแข่งขัน และโอกาสในการขายของสินค้าไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานผลสำรวจว่า ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา (2559-2569) ตลาดเครื่องดื่มในโมร็อกโกมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มน้ำผลไม้และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของสังคมเมืองและกระแสการใส่ใจสุขภาพ มีการนำเข้าจากจากสเปนสูงสุด ตามด้วยอียิปต์ เนเธอร์แลนด์ อินเดีย และตุรกี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการนำเข้าต้องผ่านมาตรฐานต่าง ๆ ที่โมร็อกโกกำหนด อาทิ มาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร ต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบสารปนเปื้อน มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมโมร็อกโก เช่น มาตรฐานว่าด้วยน้ำผลไม้และน้ำผลไม้เนกตาร์ มาตรฐานสำหรับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ ข้อกำหนดค่าความหวานมาตรฐานการรับรองฮาลาล หากได้รับการรับรอง จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและโอกาสในการวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ มาตรฐานฉลากและข้อมูลผู้บริโภค ต้องทำเป็นภาษาอาหรับแสดงรายละเอียดต่าง ๆ และมาตรฐานบรรจุภัณฑ์และการเก็บรักษา บรรจุภัณฑ์ต้องเป็นชนิด Food Grade ที่ไม่ทำปฏิกิริยากับความเป็นกรดของน้ำผลไม้ และต้องสามารถรักษาคุณภาพของเนื้อผลไม้และธัญพืชได้ตลอดอายุการเก็บรักษา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับอัตราภาษีที่เกี่ยวข้อง โมร็อกโกมีเครือข่าย FTA จำนวนมาก เช่น FTA กับสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และ GAFTA (Greater Arab Free Trade Area) โดยสินค้าส่วนใหญ่เสียภาษี 0% จึงทำให้น้ำผลไม้จากประเทศภาคีได้เปรียบไทยอย่างมาก โดยไทยยังไม่มีการจัดทำ FTA กับโมร็อกโก จึงต้องเสียภาษีนำเข้าประมาณ 30-40% สำหรับน้ำผลไม้สำเร็จรูป รวมถึงภาษีที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อาทิ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 20% ภาษีสรรพสามิตตามปริมาณน้ำตาล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านสภาพตลาด พบว่า ผู้บริโภคชาวโมร็อกโกรุ่นใหม่ มีแนวโน้มลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง และหันมาเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี Functional Benefits เช่น การเสริมวิตามิน หรือการมีส่วนผสมของธัญพืชและเนื้อผลไม้เพื่อเพิ่มกากใย โดยเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยม เช่น น้ำผลไม้ผสมเนื้อ เครื่องดื่มธัญพืช และปัจจุบัน สินค้าไทยมีวางจำหน่ายแล้ว เช่น น้ำมะพร้าวแท้ 100% เครื่องดื่มผสมว่านหางจระเข้ เช่น Malee, Chabaa และ Cocomax วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ Marjane และ Carrefour ซึ่งได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพที่เหนือกว่าสินค้าจากภูมิภาคอื่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากความต้องการเครื่องดื่มและน้ำผลไม้ของโมร็อกโกที่เพิ่มขึ้น เป็นโอกาสของสินค้าไทยที่จะเจาะเข้าสู่ตลาด เพราะสินค้าไทยมีคุณภาพ มาตรฐาน โดยต้องเน้นการเจาะตลาดระดับบน และโรงแรมหรู ซึ่งมีความต้องการน้ำผลไม้เมืองร้อนที่มีเนื้อสัมผัสแปลกใหม่ และควรเน้นการทำตลาดแบบมีเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นธรรมชาติและประโยชน์ต่อสุขภาพ และการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ความยั่งยืนในโมร็อกโก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยงานแสดงสินค้าที่ควรเข้าร่วม เพื่อเปิดตัวและแนะนำสินค้า เช่น SIAM (Salon International de l&#39;Agriculture au Maroc) วันที่ 20-26 เม.ย.2569 ณ เมือง Meknes (เน้นวัตถุดิบและเกษตรแปรรูป) SIAB Expo Maroc วันที่ 1-4 ก.ค.2569 ณ กรุงคาซาบลังกา (งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ) และ Morocco Food Expo 2026 วันที่ 22-24 ก.ย.2569 ณ ศูนย์นิทรรศการ AMDIE (OFEC) กรุงคาซาบลังกา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาความท้าทายหลัก คือ ต้นทุนค่าขนส่ง และระยะเวลาในการขนส่งจากไทยไปยังท่าเรือ Casablanca ซึ่งใช้เวลาประมาณ 35-45 วัน ส่งผลต่อต้นทุนและอายุการเก็บรักษาของสินค้า และต้องดูเรื่องอัตราภาษี ที่สินค้าไทยต้องเสียภาษีนำเข้าสูงกว่าคู่แข่งที่มี FTA และควรทำธุรกรรมผ่าน Letter of Credit (L/C) เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านการชำระเงิน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260224dca16c8f05ff041301bbcbc109ed5e4c113153.jpg' type='image/jpg' length='164908' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​GIT โชว์ผลงานวิจัย นวัตกรรมเด่น ให้บริการตรวจสอบอัญมณีในงานบางกอก เจมส์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149669</link>
<guid isPermaLink="false">a7f706cb40acd194b4d146bdd429a9f4</guid>
<pubDate>Tue, 24 Feb 2026 11:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) เปิดคูหาจัดแสดงผลงานและพันธกิจของ GIT ในงานบางกอก เจมส์ ครั้งที่ 73 โชว์ผลงานวิจัย นวัตกรรมเด่น และเปิดให้บริการตรวจสอบอัญมณีและเครื่องประดับ ชวนประชาชนและภาคธุรกิจที่สนใจแวะชมและใช้บริการ ถึงวันที่ 26 ก.พ.นี้&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายบูณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยภายหลังการเปิดคูหาจัดแสดงผลงานและพันธกิจของ GIT ภายในงาน Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair ครั้งที่ 73 ว่า GIT มีพันธกิจสำคัญในการเป็นหน่วยงานหลักของประเทศด้านการตรวจสอบอัญมณีและเครื่องประดับ การออกใบรับรองมาตรฐาน การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อสนับสนุนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยในตลาดโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การจัดแสดงผลงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของ GIT ในฐานะผู้นำด้านมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ที่จะเป็นส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ที่ดีของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยในเวทีสากล และช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT กล่าวว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ได้จัดพื้นที่การแสดงผลงานของ GIT เป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นพื้นที่นำเสนอข้อมูลและบริการประชาสัมพันธ์ของ GIT ประกอบด้วยนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่น พื้นที่จัดกิจกรรมสาธิต เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ ส่วนที่ 2 คูหาการให้บริการตรวจสอบอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นพื้นที่ให้บริการตรวจสอบและออกใบรับรองมาตรฐาน เพื่อสะท้อนศักยภาพและความเป็นผู้นำด้านมาตรฐานห้องปฏิบัติการอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถเข้าเยี่ยมชมงานได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 ก.พ.2569 ณ ชั้น LG ฮอลล์ 5 คูหาหมายเลข FE01-06 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา 10.00&ndash;18.00 น.<br />
งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (Bangkok Gems and Jewelry Fair) ครั้งที่ 73 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ และ GIT ระหว่างวันที่ 22-26 ก.พ.2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีการขยายพื้นที่จัดงานครอบคลุมอาคาร 1 ถึง 8 ชั้น G, LG และเพลนารี ชั้น 1 มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงจากทั้งในและต่างประเทศรวม 1,222 บริษัท 2,794 คูหา คาดว่า จะมีผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกรวมกว่า 45,000 คน และสามารถสร้างมูลค่าการค้าได้ไม่น้อยกว่า 3,500 ล้านบาท</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026022405f81d258d2d3089bca3e7626c91d91a113043.jpg' type='image/jpg' length='374512' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์แนะนิติบุคคลเช็กผู้ทำบัญชีมีสถานะ “คงอยู่” หรือไม่ ก่อนยื่นงบการเงิน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149668</link>
<guid isPermaLink="false">e8a1162e4147622614b40a3796c32a65</guid>
<pubDate>Tue, 24 Feb 2026 11:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชวนนิติบุคคลตรวจสอบสถานะผู้ทำบัญชีว่ามีสถานะ &ldquo;คงอยู่&rdquo; หรือไม่ หากจ้างให้เป็นผู้ทำบัญชีส่งงบการเงินปี 68 และต้องตรวจสอบการแจ้งยืนยันการทำบัญชีของผู้ทำบัญชีด้วย ส่วนผู้ทำบัญชี ก็สามารถตรวจสอบรายชื่อธุรกิจที่ตนเองทำบัญชีได้ หรือดูว่ามีใครมาแอบอ้างเอาชื่อไปใช้ได้ เผยหากฝ่าฝืน ไม่ตรวจสอบ และปล่อยผ่าน มีโทษตามกฎหมายทั้งนิติบุคคลและผู้ทำบัญชี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วงเดือน พ.ค. ของทุกปี จะเป็นช่วงเวลาที่นิติบุคคลนำส่งงบการเงินต่อกรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งปีนี้มีนิติบุคคลที่มีหน้าที่ต้องนำส่งงบการเงินจำนวน 907,151 ราย ส่วนใหญ่จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น ภายในวันที่ 31 พ.ค.2569 ผ่านระบบ DBD e-Filing โดยรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.2567 ที่ผ่านมา มีนิติบุคคลนำส่งงบการเงินผ่านระบบ DBD e-Filing คิดเป็น 99.7% ของนิติบุคคลที่ต้องนำส่งงบการเงินทั้งหมด สะท้อนถึงการปรับตัวของนิติบุคคลที่เข้าถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการดำเนินธุรกิจ ทำให้การนำส่งงบการเงินมีความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ แม้การนำส่งงบการเงินจะง่ายมากขึ้น แต่กรมขอแนะนำให้นิติบุคคลตรวจสอบสถานะของผู้ทำบัญชี ให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อความถูกต้องของข้อมูล ลดความผิดพลาดต่าง ๆ ของงบการเงิน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาหนึ่งที่กรมพบเจอจากเอกสารแบบ ส.บช.3 ที่ใช้ประกอบการนำส่งงบการเงิน ซึ่งนิติบุคคลต้องระบุชื่อผู้ทำบัญชีให้ชัดเจน คือ สถานะของผู้ทำบัญชีที่แจ้งมาไม่ตรงตามปัจจุบัน โดยสถานะที่สามารถจัดทำบัญชีได้จะต้องปรากฏว่า &ldquo;คงอยู่&rdquo; เท่านั้น โดยสามารถตรวจสอบสถานะผู้ทำบัญชี ได้ที่เว็บไซต์ www.dbd.go.th &gt;&gt; บริการออนไลน์ &gt;&gt; ระบบงานผู้ทำบัญชี (e-Accountant) &gt;&gt; ตรวจสอบสถานะของผู้ทำบัญชี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภายใต้ระบบที่ตรวจสอบ หากขึ้นข้อมูลผู้ทำบัญชีว่า ขาดคุณสมบัติของผู้ทำบัญชี (ขาดต่ออายุสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี) ยกเลิกการแจ้งเป็นผู้ทำบัญชี พักการขึ้นทะเบียน ห้ามประกอบวิชาชีพด้านทำบัญชี เพิกถอนการขึ้นทะเบียน พ้นจากการเป็นสมาชิกสภาฯ และถึงแก่กรรม นิติบุคคลต้องรีบติดต่อผู้ทำบัญชีให้เช็กสถานะตนเอง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ควรตรวจสอบไปถึงการแจ้งยืนยันการทำบัญชีของผู้ทำบัญชี หากผู้ทำบัญชียังไม่ได้แจ้งยืนยันการทำบัญชีของธุรกิจที่กำลังนำส่งงบการเงินผ่าน ระบบ DBD e-Filing จะแจ้งข้อความเตือนขึ้นมา โดยขอให้กิจการแจ้งผู้ทำบัญชีดำเนินการดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อน โดยนิติบุคคลสามารถตรวจสอบการแจ้งยืนยันได้จากเว็บไซต์ www.dbd.go.th &gt;&gt; บริการออนไลน์ &gt;&gt; ระบบงานผู้ทำบัญชี (e-Accountant) &gt;&gt; ค้นหาผู้ทำบัญชีของนิติบุคคล และระบบจะให้กรอกเลขนิติบุคคล จากนั้นจะปรากฏรายชื่อของผู้ทำบัญชี และปีงบการเงินที่ยืนยันทำบัญชีขึ้นมา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับกรณีผู้ทำบัญชีจะตรวจสอบรายชื่อธุรกิจที่ตนเองยืนยันการทำบัญชีสามารถเข้าระบบ e-Accountant เลือกเมนู &gt;&gt; รายงาน &gt;&gt; รายงานยืนยันการทำบัญชี และผู้ทำบัญชียังสามารถตรวจสอบได้ว่ามีธุรกิจใดแอบอ้างชื่อผู้ทำบัญชีในการนำส่งงบการเงิน ได้ที่ เมนู &gt;&gt; รายงาน &gt;&gt; รายงานที่ปรากฏข้อมูลผู้ทำบัญชีในการนำส่งงบการเงิน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;นิติบุคคลในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี หากนำส่งงบการเงินโดยที่ผู้ทำบัญชีไม่อยู่ในสถานะคงอยู่ อาจต้องได้รับโทษทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ.2543 และผู้ทำบัญชีใดประกอบวิชาชีพเป็นผู้ทำบัญชีโดยไม่เป็นสมาชิกสภาฯ หรือฝ่าฝืนประกอบวิชาชีพระหว่างการถูกลงโทษพักหรือเพิกถอนการขึ้นทะเบียน สมาชิก อาจต้องได้รับโทษทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
หากนิติบุคคลหรือผู้ทำบัญชีมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายงานผู้ทำบัญชี กองกำกับบัญชีธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทรศัพท์ 0 2547 4395 Call Center 1570, e-Mail: accountant3582@dbd.go.th และเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602246c2c9c4f1f818688e928c3ee7f62bae1112932.jpg' type='image/jpg' length='331091' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เยี่ยมแหล่งผลิต“ร่มบ่อสร้าง-ศิลาดลเชียงใหม่” ดันน้ำผึ้งเป็น GI รายการแรก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149666</link>
<guid isPermaLink="false">2870927f7a6d0ad2b47aee130d75915c</guid>
<pubDate>Tue, 24 Feb 2026 11:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พบปะหารือกับผู้ประกอบการสินค้า GI &ldquo;ร่มบ่อสร้าง-ศิลาดลเชียงใหม่&rdquo; ผลักดันคุมเข้มมาตรฐาน ช่วยสร้างโอกาสทางการตลาด และสำรวจสินค้า &ldquo;น้ำผึ้งโพรงเทพเสด็จ-น้ำผึ้งดอกลำไยเชียงใหม่&rdquo; ที่เห็นแววเป็นสินค้า GI รายการใหม่ และหากขึ้นทะเบียนสำเร็จ จะเป็นน้ำผึ้งรายการแรกที่เป็น GI &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามและตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จำนวน 2 รายการ คือ ร่มบ่อสร้าง และศิลาดลเชียงใหม่ โดยในส่วนของร่มบ่อสร้าง ได้หารือกับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มร่มหลวงลุงวงค์ ตําบลต้นเปา อําเภอสันกําแพง เพื่อช่วยต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติต่าง ๆ ทั้งการรักษามาตรฐานการผลิต การจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ การสร้างความเข้าใจและส่งเสริมการขอใช้ตรา GI อย่างถูกต้อง การขยายตลาด B2B สู่โรงแรมและแบรนด์แฟชันระดับโลก และการผลักดันการส่งออกไปยังจีน ยุโรป และสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีผู้ประกอบการ GI ร่มบ่อสร้าง 3 กลุ่ม แต่เป็นกลุ่มที่มีคุณภาพและมีแนวคิดในการพัฒนารูปแบบสินค้าให้หลากหลาย จากแค่เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน สู่ผลิตภัณฑ์ของตกแต่งและของที่ระลึกมูลค่าสูง อีกทั้งยังพัฒนาลวดลายและสีสันให้ที่มีความร่วมสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ร่มบ่อสร้างได้รับความนิยมอย่างยิ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ในการเลือกซื้อเป็นของฝากและของสะสมที่สะท้อนเอกลักษณ์ล้านนาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังได้รับเลือกให้เป็นของที่ระลึกหรือเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมสำคัญทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนศักยภาพในการต่อยอดสู่ตลาดสากลและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยร่มบ่อสร้างมีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 20,000 ชิ้นต่อปี สร้างรายได้รวมกว่า 5 ล้านบาทต่อปี</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">จากนั้นได้ตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้า GI ศิลาดลเชียงใหม่ ณ เชียงใหม่ศิลาดล By ทัศนีย์ @ Doi Sa Ket ตําบลป่าป้อง อําเภอดอยสะเก็ด ซึ่งเป็นแหล่งผลิตศิลาดลที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นงานหัตถกรรมชั้นสูงที่ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างจากเครื่องปั้นดินเผาทั่วไป ทั้งในด้านสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเป็นโทนสีเขียวหลากหลายเฉด ตั้งแต่เขียวเหลือง เขียวอมเทา เขียวใบตอง เขียวมรกต เขียวใบไม้ ไปจนถึงเขียวน้ำตาล และอาจมีสีน้ำเงินหรือสีน้ำตาล ซึ่งเป็นผลจากการใช้น้ำเคลือบจากเถ้าไม้ธรรมชาติและดินหน้านา ก่อนจะนำมาผ่านกระบวนการเผาแบบสันดาปไม่สมบูรณ์ที่อุณหภูมิ 1,250&ndash;1,300 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5&ndash;7 ชั่วโมง จึงได้ออกมาเป็นเครื่องปั้นดินเผาสีสวยที่มีการแตกลายงาบนผิวที่เคลือบ อันเป็นผลจากการหดตัวที่แตกต่างกันระหว่างเนื้อดินและน้ำเคลือบ อีกทั้งเมื่อเคาะจะเกิดเสียงกังวานซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะของศิลาดลเชียงใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับศิลาดลเชียงใหม่ มีผู้ประกอบการ 5 กลุ่ม ที่ยังคงอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิม โดยมีการพัฒนาต่อยอดจากภาชนะเครื่องใช้ในครัวเรือน สู่ผลิตภัณฑ์ของตกแต่งบ้าน งานพุทธศิลป์ และงานออกแบบร่วมสมัยที่มีมูลค่าสูง มีปริมาณการผลิตประมาณ 75,000 ชิ้นต่อปี สามารถสร้างรายได้รวมกว่า 12.75 ล้านบาทต่อปี โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ฝรั่งเศส จีน และสวิตเซอร์แลนด์ และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียและยุโรป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้ไปพบวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ผึ้งโพรงเทพเสด็จ ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด เพื่อสำรวจข้อมูลและเฟ้นหาสินค้า GI รายการใหม่ ๆ พบว่า น้ำผึ้งโพรงเทพเสด็จ และน้ำผึ้งดอกลำไยเชียงใหม่ มีชื่อเสียงและมีคุณภาพเชื่อมโยงกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ คาดว่าจะสามารถขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ได้ เพราะเป็นน้ำผึ้งจากป่าธรรมชาติ และจากดอกลำไย หากขึ้นทะเบียนสำเร็จ จะเป็น GI สินค้าน้ำผึ้งรายการแรกของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่เป็นหนึ่งในพื้นที่ศักยภาพ มีสินค้าท้องถิ่นที่ขึ้นทะเบียน GI แล้ว 7 รายการ แบ่งเป็น สินค้าในกลุ่มงานหัตถศิลป์ 3 รายการ ได้แก่ ร่มบ่อสร้าง ศิลาดลเชียงใหม่ และผ้าตีนจกแม่แจ่ม และกลุ่มพืชพันธุ์อาหาร 4 รายการ ได้แก่ ข้าวก่ำล้านนา (ขึ้นทะเบียนร่วมกับอีก 7 จังหวัดในภาคเหนือ) กาแฟเทพเสด็จ ส้มสายน้ำผึ้งฝาง และลิ้นจี่จักรพรรดิฝาง โดยสินค้า GI ทั้ง 7 รายการ มีชื่อเสียงและคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดรวมกว่า 2,970 ล้านบาทต่อปี</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602240edb8ed2a6c1f97e6d55ae11a68ecdac112822.jpg' type='image/jpg' length='253935' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี” เสด็จเปิดงาน “บางกอก เจมส์” ตั้งเป้าเงินสะพัด 3,500 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149549</link>
<guid isPermaLink="false">5531f88318c369459cb7e3ca07c67587</guid>
<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน &ldquo;บางกอกเจมส์&rdquo; งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับระดับโลก ครั้งที่ 73 &ldquo;ศุภจี&rdquo;ถวายรายงาน มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงทั้งในและต่างประเทศ 1,222 บริษัท คาดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 3,500 ล้านบาท &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (Bangkok Gems and Jewelry Fair) ครั้งที่ 73 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ และสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ระหว่างวันที่ 22-26 ก.พ.2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.วสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และผู้บริหารหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมรับเสด็จ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตัดแถบแพรเปิดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับครั้งที่ 73 และทอดพระเนตรนิทรรศการ &ldquo;TREASURE OF DREAMS&rsquo; SIRIVANNAVARI X BEAUTY GEMS ซึ่งเป็นการจัดแสดงคอลเลกชันจิวเวลรีชั้นสูง ออกแบบโดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสร้างสรรค์โดยช่างฝีมือชั้นสูงของไทย สะท้อนพระปณิธานในการสานต่อพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ไทย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกราบทูลถวายรายงานความโดยสังเขปว่า อัญมณีและเครื่องประดับไทย เป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นหนึ่งในสามสินค้าส่งออกหลักที่ทำรายได้สูงสุดมาอย่างต่อเนื่อง กว่า 4 แสนล้านบาท กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เริ่มจัดงานแสดงสินค้า Bangkok Gems and Jewelry Fair เป็นครั้งแรกในปี 2526 ปัจจุบัน Bangkok Gems เติบโตอย่างก้าวกระโดด และได้รับการยอมรับจากผู้ซื้อให้เป็นงานแสดงสินค้าจิวเวลรีสำคัญ 1 ใน 4 ของโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับงานครั้งที่ 73 นี้ ได้มีการขยายพื้นที่จัดงานครอบคลุมอาคาร 1 ถึง 8 ชั้น G, LG และเพลนารี ชั้น 1 มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงจากทั้งในและต่างประเทศรวม 1,222 บริษัท 2,794 คูหา คาดว่า จะมีผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกรวมกว่า 45,000 คน และสามารถสร้างมูลค่าการค้าได้ไม่น้อยกว่า 3,500 ล้านบาท</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602232ef527291fc57d5725cac2ebb01c389c161706.jpg' type='image/jpg' length='190057' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.ลุยอีสานใต้ ผลักดันเกษตรกร ปลูกข้าวคุณภาพ ยกระดับรายได้อย่างยั่งยืน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149548</link>
<guid isPermaLink="false">85c932ab7679eb35de43f1df2a07d277</guid>
<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.ลงพื้นที่อีสานใต้ ที่จังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษ พบปะกับหน่วยงานรัฐ เอกชน และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อรับฟังความคิดเห็นในการขับเคลื่อนโครงการศึกษาการยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง หลังเป็นพื้นที่ปลูกข้าวสำคัญ ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ และข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ได้ข้อสรุปต้องคุมคุณภาพ มาตรฐาน สร้างมูลค่าเพิ่ม เตรียมลุยต่อภาคกลาง หวังช่วยยกระดับให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำทีม สนค. พร้อมคณะที่ปรึกษา ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึก ณ จังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษ ภายใต้โครงการศึกษาการยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ระหว่างวันที่ 18-20 ก.พ.2569 เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และกลุ่มเกษตรกร ในจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ศูนย์วิจัยข้าว โรงสีข้าวกิจอุดม กลุ่มข้าวยั่งยืนบ้านดอนหมู และกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.หนองขอน รวมถึงจังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ บริษัท ไร่ทอง ออร์แกนิกส์ ฟาร์ม จำกัด และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง (กลุ่มเกษตรทิพย์) เพื่อรวบรวมข้อมูลข้อจำกัดและโอกาสในการพัฒนาข้าวไทยสู่ตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในพื้นที่ดังกล่าว เป็นแหล่งผลิตสำคัญที่มีศักยภาพสูงในการทำข้าวมาตรฐานสากลและข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อาทิ ข้าวหอมมะลิมาตรฐานยั่งยืน SRP ข้าวหอมมะลิอินทรีย์มาตรฐานสากล และข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และข้าวหอมมะลิอุบลราชธานี เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการลงพื้นที่ เบื้องต้นมีข้อเสนอแนะสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตและการค้าข้าวมูลค่าสูง เช่น 1.การบริหารจัดการทรัพยากร ภาครัฐควรบูรณาการการจัดการระบบน้ำให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เพียงพอต่อการเพาะปลูก พร้อมทั้งกำกับดูแลการใช้ทรัพยากรน้ำบาดาลในภาพรวม เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว จากการขาดแคลนน้ำและผลกระทบด้านธรณีวิทยา (ดินทรุด)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">2.การยกระดับมาตรฐานสากล เร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนและเกษตรกรได้รับมาตรฐานที่ตลาดโลกยอมรับ เช่น SRP Organic สากล USDA และ EU โดยภาครัฐควรสนับสนุนด้านค่าธรรมเนียมการขอรับรอง และจัดสรรบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเข้าช่วยอบรมเกษตรกรเพื่อลดต้นทุนในการเตรียมความพร้อม รวมถึงยกระดับมาตรฐานของไทยให้สอดคล้องกับเกณฑ์สากลเพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">3.การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและข้อมูล เพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งพัฒนาระบบการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลโครงการภาครัฐให้เข้าถึงเกษตรกรอย่างทั่วถึง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">4.การพัฒนาคุณภาพและการตลาด ส่งเสริมการปลูกข้าวในพื้นที่ที่เหมาะสมตามศักยภาพของดินและสภาพอากาศ เช่น ข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตให้มีเอกลักษณ์ และควรสนับสนุนการใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพและบริสุทธิ์ เพื่อลดปัญหาพันธุ์ข้าวปลอมปน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">5.การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลักดันการขอรับรองมาตรฐานตามความต้องการของตลาด ควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้ในคุณค่าของตราสัญลักษณ์มาตรฐานไทยและสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างจุดเด่นและเพิ่มมูลค่าสินค้าในสายตาผู้บริโภค</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;สนค. มีแผนจะลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มเติมในภาคกลาง (นครปฐม สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา) เป็นลำดับถัดไป รวมทั้งศึกษาตัวอย่างต้นแบบของประเทศผู้ผลิตและประเทศคู่ค้า เพื่อประมวลผลและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการยกระดับรายได้เกษตรกร ตลอดจนขยายโอกาสทางการค้าสินค้าข้าวมูลค่าสูง เพื่อสร้างโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและพร้อมรับการแข่งขันในตลาดโลกต่อไป&rdquo;น.ส.ณัฐิยากล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260223e32af55ca15f5fcb1bfaed9d6891ccff161524.jpg' type='image/jpg' length='189450' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จับมือ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่พบวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ชี้ช่องใช้ไม้ยืนค้ำขอสินเชื่อ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149547</link>
<guid isPermaLink="false">ce9b055b2c7bc34866a0fa502294b093</guid>
<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 16:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงพื้นที่พบปะวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน จัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกร SME และประชาชนเกี่ยวกับกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ และแนวทางการนำไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันขอสินเชื่อจากสถานบันการเงิน พร้อมแนะการต่อยอดสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ และโครงการธนาคารต้นไม้ โดยมีผู้ประกอบการ SME เกษตรกร ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟัง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรและคนในพื้นที่จังหวัดน่านได้รู้ถึงโอกาสและรายละเอียดในการนำไม้ยืนต้นที่ปลูกในพื้นที่มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดย ธ.ก.ส. ถือเป็นธนาคารแห่งแรกที่รับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ปัจจุบันมีสมาชิก 753 ราย ครอบคลุม 5 หมู่บ้าน ของตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นชุมชนที่มีป่าไม้ธรรมชาติ ลำธารที่อุดมสมบูรณ์ มีการส่งเสริมการปลูกต้นไม้ โดยต้นไม้ที่นิยมปลูกในเชิงเศรษฐกิจและเป็นแหล่งวัตถุดิบสมุนไพรสำคัญ คือ ต้นใบหมี่ มะกรูด มะขาม ขมิ้นชัน อัญชัญ โดยสมาชิกจะนำสมุนไพรที่ปลูกได้ในครัวเรือนมาขายให้กับวิสาหกิจ เพื่อนำมาผลิตเป็นส่วนผสมของแชมพูสมุนไพร เซรัมบำรุงเส้นผม ครีมทาผิวที่อ่อนโยนต่อผิวกายและเส้นผม ภายใต้แบรนด์ชีวาร์ (Chewa) ช่วยสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน และชุมชนเป็นอย่างมาก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การลงพื้นที่จังหวัดน่านในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างทักษะความรู้ให้กับเกษตรกรและคนในชุมชนได้มองเห็นช่องทางการต่อยอดธุรกิจหรือรายได้ในครอบครัวให้เพิ่มขึ้นผ่านการใช้โอกาสของกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จาก ธ.ก.ส. มาช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับการประเมินมูลค่าไม้ยืนต้นหลักประกันทางธุรกิจพร้อมสาธิตวิธีการวัดไม้ยืนต้นที่ต้องการนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจเพื่อประเมินมูลค่าการให้สินเชื่อในเบื้องต้นของสถาบันการเงิน เช่น ต้นไม้ที่จะได้รับการประเมินมูลค่าต้องมีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ปริมาณและราคาเนื้อไม้จะสัมพันธ์กับเส้นรอบวงต้นที่ความสูง 130 เซนติเมตรจากพื้นดิน เป็นต้น รวมไปถึงความรู้ด้านการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ เพื่อขายเป็นคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ซึ่งเป็นการนำปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต้นไม้ดูดซับไว้มาเปลี่ยนเป็นมูลค่าได้ หากชุมชนสามารถปลูกต้นไม้จำนวนมากและมีศักยภาพ มีความรู้ความเข้าใจขั้นตอนการขายคาร์บอนเครดิตก็จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชนได้อีกทางหนึ่ง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ที่ผ่านมา ได้ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ และสร้างความรู้ในกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการจัดอบรมสัมมนา และร่วมลงพื้นที่กับหน่วยงานพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ ธ.ก.ส. สำนักงานพาณิชย์จังหวัด โดยได้ลงพื้นที่สร้างความรู้แล้วกว่า 13 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น สุพรรณบุรี พิษณุโลก อ่างทอง อุทัยธานี เพชรบุรี ชัยนาท เชียงราย ราชบุรี นครสวรรค์ นครพนม นครนายก และนครศรีธรรมราช และในช่วงเดือน มี.ค.2569 จะร่วมกับ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ จังหวัดสกลนคร จัดกิจกรรมส่งเสริมไม้ยืนต้นหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อให้ความรู้และสนับสนุนการนำไม้ยืนต้นไปใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจให้เพิ่มมากขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค.2568 มีผู้นำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้วกว่า 30 จังหวัด จำนวนกว่า 239,921 ต้น วงเงินค้ำประกันรวมกว่า 188.77 ล้านบาท โดยผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดการอบรมเพิ่มเติมได้ที่กองทะเบียนบริษัทมหาชนและหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 4944 อีเมล stro@dbd.go.th</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602233d1a8bb42fefdf49841fa723999fc664161413.jpg' type='image/jpg' length='685581' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก ม.ค.69 มูลค่าพุ่ง 31,573.1 ล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149430</link>
<guid isPermaLink="false">1664dfc69b423f8ac9aa441d055ee9df</guid>
<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 11:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่งออกเดือน ม.ค.69 มูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 24.4% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ขยายตัว 19 เดือนติด ได้แรงหนุนสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ การนำเข้ามูลค่า 34,876.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 29.4% ทำสถิติสูงสุดเช่นกัน จากการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าทุน เครื่องจักร ประเมินภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง ทำสหรัฐฯ สั่งซื้อสินค้าเพิ่ม แต่ไทยจะไม่ได้เปรียบคู่แข่ง ส่วนการเจรจาการค้าต้องเดินต่อ เพื่อรับมือสหรัฐฯ แก้เกมขาดดุลการค้า &ldquo;สุนันทา&rdquo;สั่งทูตพาณิชย์เดินหน้าขยายตลาดต่อ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน ม.ค.2569 มีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.4% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ติดต่อกัน และมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์อีกครั้ง นับจากเดือน พ.ค.2568 ที่ทำสถิติสูงสุดที่ 31,044.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 980,744 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 34,876.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.4% สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,097,445 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 3,303.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 116,700 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ การส่งออกเดือน ม.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น ได้แรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่เติบโตตามการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีเอไอ และดาต้า เซ็นเตอร์ สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และส่วนประกอบ ยังคงขยายตัวในระดับสูง สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ ทุเรียน มังคุด ข้าวหอมมะลิ และกุ้งแช่แข็ง กลับมาขยายตัวได้ดี และการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก สินค้าทุนและเครื่องจักร ที่การนำเข้าได้เปรียบจากเงินบาทแข็งค่า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 1.8% โดยสินค้าเกษตร ลด 1.8% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 1.7% โดยมีสินค้าสำคัญที่ลดลง ได้แก่ ยางพารา ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และน้ำตาลทราย ส่วนสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไก่แปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 29.8% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า และสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ขยายตัวระดับสูงและครอบคลุมเกือบทุกตลาดสำคัญ โดยตลาดหลัก เพิ่ม 24.1% โดยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ 43.1% จีน 35.1% ญี่ปุ่น 2.7% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) 17.8% และอาเซียน (5 ประเทศ) 29.8% แต่หดตัวในตลาด CLMV 8.7% ตลาดรอง เพิ่ม 22.7% โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 11.1% ทวีปออสเตรเลีย 97.8% ตะวันออกกลาง 13.7% และลาตินอเมริกา 13.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS 2.7% และสหราชอาณาจักร 11.0% ขณะที่ทวีปแอฟริกา ลด 3.6% และตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 50.7%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า สำหรับผลจากการที่ศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกการเก็บภาษีต่างตอบแทนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่นายทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีใหม่เป็น 10% ต่อด้วย 15% ผลบวกในเบื้องต้น คือ ต้นทุนผู้นำเข้าสหรัฐฯ ลดลง ราคาสินค้าปลายทางลดลง ทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ มีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลดีต่อการนำเข้าสินค้าที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เช่น ไก่ อาหารทะเล และผลไม้กระป๋อง แต่ในทางกลับกัน คู่แข่งของไทยที่เคยเจอภาษีสูง ภาษีก็จะลดลงมาเท่ากันทุกประเทศ ก็จะเป็นคู่แข่งสำคัญ และยังมีปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า จะเป็นตัวฉุดขีดความสามารถ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม แม้อัตราภาษีนำเข้าจะลดลงจากเดิม แต่กระทรวงพาณิชย์จะมีการเจรจากับสหรัฐฯ ต่อเนื่อง เพื่อติดตามดูว่าสหรัฐฯ จะมีมาตรการใดกับไทย เพราะสหรัฐฯ ยังคงขาดดุลการค้ากับไทย ซึ่งอาจจะมีมาตรการขึ้นภาษีในบางรายการ ทำให้ไทยต้องอยู่ในเวทีเจรจาต่อไป ส่วนประเด็นการลดภาษี การเปิดตลาดสินค้าต่าง ๆ ให้กับสหรัฐฯ ก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งต้องจับตาสหรัฐฯ จะมีการใช้ภาษีตอบโต้ทางการค้าเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมยังจับตาการส่งออกอย่างใกล้ชิด แม้ว่าตัวเลขจะสูง แต่ก็ยังไม่สบายใจ เพราะไม่รู้ว่าวัฏจักรนี้จะจบเมื่อไร ซึ่งกรมจะหาทางบุกเจาะตลาดต่อ เพราะภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง ทุกคนได้เท่ากัน จะหยุดขยายตลาดไม่ได้ โดยได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์เร่งหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดที่ดูแล ทั้งสินค้าและบริการที่ไทยมีโอกาส ให้ส่งข้อมูลกับมา จะได้พูดคุยหารือกับผู้ส่งออก เพื่อดูโอกาสไปช่วงชิงได้ยังไง และเฉพาะสหรัฐฯ ที่เป็นตลาดสำคัญ ก็จะมีมาตรการเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งล่าสุดได้เชิญผู้นำเข้ารายใหญ่สหรัฐฯ มาไทย เพื่อเจรจาธุรกิจกับผู้ส่งออกไทย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260223b5d5b3f6c218738effeca534aee52118115025.jpg' type='image/jpg' length='192151' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ชวนนักคิด นักสร้างสรรค์ คว้าโอกาสโชว์ไอเดียเวทีประชุมที่ฟิลิปปินส์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149423</link>
<guid isPermaLink="false">eef3d7eb6ff37a0ca499f58f409d058a</guid>
<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 11:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาฟิลิปปินส์ (IPOPHL) ได้ร่วมกับ De La Salle University (DLSU) จัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ครั้งที่ 7 วันที่ 8 เม.ย.69 เปิดโอกาสให้นักคิด นักสร้างสรรค์ทั้งชาวไทยและนานาชาติ ร่วมส่งผลงานวิจัยด้านการยกระดับนวัตกรรมด้านกีฬาและสุขภาพ ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 ก.พ.69 เพื่อคว้าโอกาสเข้าไปแลกเปลี่ยนความรู้ นำเสนอไอเดียในเวทีประชุม &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศฟิลิปปินส์ (The Intellectual Property Office of the Philippines: IPOPHL) ร่วมกับ De La Salle University (DLSU) เตรียมจัดเวทีประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ครั้งที่ 7 (7th IPOPHL-DLSU Research Conference) ในวันที่ 8 เม.ย.2569 ณ De La Salle University กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ และได้เปิดโอกาสให้นักคิด นักสร้างสรรค์ชาวไทยและนานาประเทศ ร่วมส่งผลงานวิจัยด้านการยกระดับนวัตกรรมด้านกีฬาและสุขภาพด้วยกลไกทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อคว้าโอกาสแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ ในเวทีสากล &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยผู้ที่สนใจสามารถส่งบทคัดย่อผลงานวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1.IP and Innovation in Sports, Fitness, and Human Performance 2.Copyright in Sports, Health Education, and Digital Wellness Content 3.IP Governance in Sports, Wellness Programs, and Public Health 4.IP Sustainability and Healthy Communities 5.Patents and Public Health: Protecting Innovation for a Healthier Society และหัวข้ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญา โดยสามารถส่งบทคัดย่องานวิจัยได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 28 ก.พ.2569 ผ่านช่องทางออนไลน์ https://qr.ipthailand.go.th/pMzERePK และสามารถติดตามรายละเอียดของการจัดงานและผลการพิจารณาผลงานได้ที่เว็บไซต์ www.ipophil.gov.ph หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่อีเมล ipa@ipophl.gov.ph</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ​คณะกรรมการจาก IPOPHL และ DLSU จะพิจารณาผลงานจากความสอดคล้องกับหัวข้อหลัก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และคุณภาพทางวิชาการของเนื้อหา โดยเจ้าของผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการเชิญชวนให้จัดทำบทคัดย่อฉบับขยาย สำหรับตีพิมพ์ใน 7th IPOPHL-DLSU Intellectual Property and Innovation Research Conference Proceedings และสำหรับผลงานที่ผ่านการคัดเลือกในระดับดีเยี่ยม จะได้รับโอกาสในการจัดทำบทความฉบับสมบูรณ์ สำหรับตีพิมพ์ใน Asia-Pacific Intellectual Property Management and Innovation Book Series</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับเจ้าของผลงานที่ชนะเลิศในแต่ละหัวข้อ จะได้ร่วมนำเสนอผลงานในเวที 7th IPOPHL-DLSU Research Conference ในวันที่ 8 เม.ย.2569 ที่ฟิลิปปินส์ ทั้งในรูปแบบการบรรยาย (Oral Presentation) และการนำเสนอด้วยโปสเตอร์ (Poster Presentation) พร้อมรับโล่เกียรติยศและบัตรกำนัลมูลค่า 2,000 เปโซ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เวทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภาคการศึกษาและวิจัยในระดับนานาชาติได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะกลไกส่งเสริมนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ที่ตอบโจทย์ความท้าทายในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในแวดวงอุตสาหกรรมกีฬาและสุขภาพซึ่งเป็นกระแสนิยมระดับโลก กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงขอเชิญชวนเหล่านักคิด นักวิจัย และนักสร้างสรรค์ไทย ร่วมส่งผลงานอันทรงคุณค่า เพื่อประกาศศักยภาพนวัตกรรมไทยสู่สายตาชาวโลกต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ครั้งที่ 7 นี้ จัดโดย IPOPHL และ DLSU ภายใต้แนวคิด &ldquo;DASH: DITECH Advancing Sports and Health through Intellectual Property and Innovation&rdquo; เป็นเวทีกลางที่เปิดกว้างในการแลกเปลี่ยนความรู้และนำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาที่มีต่อการพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมการกีฬาและสุขภาพที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260223fd042e06f4ac27dd97d33e6f5ad4d9dc112412.jpg' type='image/jpg' length='320260' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ยันเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต่อ แม้ศาลสูงสั่งเลิกภาษีทรัมป์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149409</link>
<guid isPermaLink="false">acd2b4a8a1ea1fd92a9d21f31b6e0f27</guid>
<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 10:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต่อไป เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของมาตรการทางการค้า แม้ศาลสูงสหรัฐฯ จะตัดสินว่าการขึ้นภาษีของ &ldquo;ทรัมป์&rdquo; ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เรียกเก็บไม่ได้ แต่ล่าสุดสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีที่ 10% ระยะเวลา 150 วัน และมีความเป็นไปได้ใช้มาตรการอื่นเพิ่มอีก ยันติดตามใกล้ชิด และหาทางบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด แม้ล่าสุดศาลสูงสหรัฐฯ จะมีมติ 6 ต่อ 3 ยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่าการใช้อำนาจของประธานาธิบดีภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนกับประเทศต่าง ๆ เพื่อกำหนดภาษีต่างตอบแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก IEEPA มิได้ให้อำนาจในการเรียกเก็บภาษี ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ โดยไทยจะยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของมาตรการทางการค้า และดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยสาระสำคัญของคำวินิจฉัยครั้งนี้ สะท้อนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ โดยศาลชี้ว่า แม้ IEEPA จะให้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างกว้างขวางในการควบคุมธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน แต่การกำหนดภาษีศุลกากรต้องได้รับมอบหมายอำนาจอย่างชัดเจนจากฝ่ายนิติบัญญัติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับประเด็นการขอคืนภาษี ผู้นำเข้าที่เป็นคู่ความในคดีมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอคืนภาษี แต่เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวงเงินภาษีจำนวนมากและหลายฝ่าย ดังนั้น กระบวนการจึงมีแนวโน้มซับซ้อนและยังต้องรอแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม ไทยยังจำเป็นต้องติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าทั่วโลกเพิ่มเติมในอัตรา 10% เป็นระยะเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 24 ก.พ.2569 แทนการเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนที่ไม่สามารถดำเนินการได้แล้ว และอัตราภาษี 10% ภายใต้มาตรา 122 เป็นอัตราที่ต่ำกว่ามาตรการภาษีต่างตอบแทนเดิมที่เคยกำหนดไว้สำหรับไทยที่อัตรา 19%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการอื่น เช่น มาตรา 232 ภายใต้ Trade Expansion Act 1962 ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ ดังที่สหรัฐฯ ได้ประกาศเก็บภาษีเพิ่มเติมกับสินค้าบางกลุ่มไปก่อนหน้านี้แล้ว เช่น เหล็กและอลูมิเนียม 50% ทองแดง 50% ยานยนต์และชิ้นส่วน 25% เซมิคอนดักเตอร์บางรายการ 25% แม้แต่การใช้มาตรา 301 ภายใต้ Trade Act 1974 ซึ่งสหรัฐฯ ได้เคยประกาศใช้กับบางประเทศเพื่อตอบโต้กับมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นธรรมจากประเทศคู่ค้า รวมไปถึงมาตรา 338 ภายใต้ Trade Act 1930 ที่สหรัฐฯ สามารถกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ หลังจากที่สหรัฐฯ จะเก็บภาษีตามมาตรา 122 ที่อัตรา 10% ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ จะต้องจ่ายภาษีในอัตราภาษีปกติ (MFN) ของสินค้านั้น บวกกับอัตราภาษี 10% ตามมาตรา 122 บวกกับค่าธรรมเนียมอื่นใด หรือภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) ของสินค้านั้น (หากมี) โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 ก.พ.2569 สำหรับสินค้าที่จะนำไปบริโภค หรือนำออกจากคลังสินค้าในสหรัฐฯ เพื่อการบริโภค และจะมีผลเป็นระยะเวลา 150 วัน หรือถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 23 ก.ค.2569 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น หรือขยายระยะเวลาโดยรัฐสภาสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยจะดำเนินการเชิงรุก ทั้งด้านการเจรจาการค้า การประเมินความเสี่ยง และการให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาคการส่งออกและการลงทุนของไทยสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมภายใต้บริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260223e670b8d67577efa6661627b833bd14e0102518.jpg' type='image/jpg' length='485309' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ชวนผู้ประกอบการ สมัครอบรม “ติดสปีดร้านอาหาร ปั้นยอดขายให้โต” ฟรี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149408</link>
<guid isPermaLink="false">002c3011252e6e66041f5191827a7509</guid>
<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 10:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชวนผู้ประกอบการร้านอาหาร สมัครเข้ารับการอบรมโครงการ &ldquo;ติดสปีดร้านอาหาร ปั้นยอดขายให้โต&rdquo; เผยจะได้รับความรู้จากกูรูแถวหน้า และ CEO ร้านอาหารชื่อดัง มาร่วมถ่ายทอดความรู้ เทคนิคการปั้นแบรนด์ และการทำตลาดดิจิทัล เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 28 ก.พ.69 งานนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัด 150 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2569 กรมให้ความสำคัญเร่งด่วนกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหารให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง โดยได้ดำเนินโครงการ &ldquo;ติดสปีดร้านอาหาร ปั้นยอดขายให้โต&rdquo; จำนวน 5 วัน ระหว่างวันที่ 9, 23-24, 30-31 มี.ค.2569 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับธุรกิจให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหัวใจหลักของโครงการนี้ คือ การจัดอบรมหลักสูตรเข้มข้นที่ไม่ได้เน้นเพียงแค่การให้ความรู้ แต่เน้นการต่อยอดรายได้จริง และสร้างเครือข่าย ผ่าน 4 กิจกรรมไฮไลต์ที่ออกแบบมาเพื่อคนทำร้านอาหารโดยเฉพาะ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกิจกรรมที่ 1 Exclusive Seminar ปลดล็อกองค์ความรู้เจาะลึกเทรนด์และวิธีคิดจาก Speaker ระดับประเทศ โดยคุณธนพงศ์ วงศ์ชินศรี (Torpenguin) หัวข้อ Talk of the Future เจาะเทรนด์ร้านอาหารปี 2026 ที่คนทำธุรกิจต้องรู้ คุณซีเค เจิง (Fastwork) หัวข้อ Branding Mindset สร้างแบรนด์อย่างไรให้ลูกค้า รักและยอมจ่าย และคุณชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย (เพจครูชัย M.I.B) หัวข้อ The Profit Structure วางโครงสร้างธุรกิจให้อุดรอยรั่วเพิ่มกำไร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กิจกรรมที่ 2 Build Network &amp; Workshop คัดเลือก 50 ร้านคุณภาพ เข้าสู่ Bootcamp ปั้นแบรนด์ลุยการตลาด TikTok และรับคำปรึกษาธุรกิจแบบตัวต่อตัว (Business Consult) จากกูรูมากมาย อาทิ คุณศิลา พีรวัฑฒึก (พ่อมด TikTok) คุณธามม์ ประวัติตรี (ร้านปลาร้าเด้อ) คุณพรชัย นิตย์เมธาวงศ์ (เพจเพื่อนแท้ร้านอาหาร) และคุณมัณฑิตา จินดา (Digital Tips Academy) ควบคู่กับการสร้างเครือข่าย Restaurant Business Networking ให้ผู้ประกอบการได้แลกเปลี่ยนและเกื้อกูลกันทางธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
กิจกรรมที่ 3 Content Contest เวทีประลองไอเดียทำคลิปบน TikTok โดยผู้ชนะลำดับที่ 1 - 5 จะได้รับโล่รางวัล และสิทธิ์การประชาสัมพันธ์ร้านผ่าน Influencer สายกินระดับล้านวิว ฟรี &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
กิจกรรมที่ 4 Talk Session รับแรงบันดาลใจจากเจ้าของร้านดังที่ประสบความสำเร็จ อาทิ คุณกฤษฏิ์กุล ชุมแก้ว (AfterYum) และคุณอาริยะ คำภิโล (Jones Salad) ในหัวข้อ From Owner To Creator เพื่อต่อยอดแบรนด์สู่ความยั่งยืน พร้อมพิธีมอบวุฒิบัตรและโล่รางวัลให้แก่ผู้สำเร็จหลักสูตร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;หลักสูตรนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาและต่อยอดธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม และที่สำคัญการสร้างเครือข่ายธุรกิจที่เข้มแข็งคือเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการ ก้าวผ่านสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงไปได้ โดยผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารที่สนใจ สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้-28 ก.พ.2569 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัดเพียง 150 ราย และจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าอบรม ในวันที่ 2 มี.ค.2569 ผ่านเว็บไซต์ www.dbd.go.th เลือกหัวข้อ อบรม/สัมมนา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 5954 และติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602231b2fb44ae2becbb7c897e30b190a4ed7102249.jpg' type='image/jpg' length='352743' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“อรมน”หนุนผู้ประกอบการ ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149407</link>
<guid isPermaLink="false">63377b4eee8a08365ddb7ef2c8590566</guid>
<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 10:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;อรมน&rdquo;ประกาศเดินหน้าหนุนผู้ประกอบการไทย ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญา เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่จะช่วยสร้างรายได้และแต้มต่อในเวทีโลก พร้อมช่วยเหลือตั้งแต่การสร้างสรรค์ ด้วยการพัฒนาระบบจดทะเบียนให้สะดวก รวดเร็ว ส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการปกป้องสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันแนวโน้มเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการค้าสินค้า ไปสู่การแข่งขันบนฐานขององค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน หรือทรัพย์สินทางปัญญา โดยประเทศที่สามารถพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วงชิงความได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจได้มากกว่าประเทศที่ไม่ให้น้ำหนักในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งหากไทยต้องการก้าวข้ามความท้าทายในยุคที่โลกแข่งขันกันสูง จำเป็นที่จะต้องยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่การพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจรมุ่งเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมให้เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้และเพิ่มแต้มต่อทางการแข่งขันในเวทีโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยแนวทางการดำเนินการ กรมจะมุ่งสร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มแข็ง สนับสนุนองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักวิจัย ผ่านศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) และศูนย์สนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TISC) ในสถาบันการศึกษา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยี เข้าถึงข้อมูลสิทธิบัตรและต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการของตลาด พร้อมผลักดันนวัตกรรมและผลงานสร้างสรรค์เข้าสู่ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาระบบจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้มีความสะดวกและรวดเร็ว มีความทันสมัยมากขึ้นให้ได้คุณภาพมาตรฐานสากล โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการตรวจสอบคำขอ พร้อมส่งเสริมการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ นวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุข นวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่า เพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างรวดเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์และบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ ผ่านการผลักดันการอนุญาตใช้สิทธิ์ การร่วมลงทุน การแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (IP Financing) รวมถึงการพัฒนาแนวทางการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการจับคู่ธุรกิจเชื่อมโยงเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญากับนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และขยายธุรกิจอย่างยั่งยืน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้ยกระดับการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในและต่างประเทศผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการค้าการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ นักลงทุน และเจ้าของสิทธิ์ รวมถึงส่งเสริมการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สร้างอัตลักษณ์สินค้า และยกระดับรายได้ของชุมชนเพื่อเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป จำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐานสำคัญ โดยกรมมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมผลักดันนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเป้าหมายและขยายความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602239425e2ad8e74d311a7bd365d0350e29a102127.jpg' type='image/jpg' length='149206' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จัดธงฟ้าขายสินค้าราคาถูก ที่ตลาดรถไฟ อ.อรัญประเทศ ลดค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149286</link>
<guid isPermaLink="false">8bb6020d41e373e1e882e5d62159d2ef</guid>
<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 15:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในจัดงาน &ldquo;มหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ&rdquo; ที่ตลาดรถไฟ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว นำสินค้าอุปโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพกว่า 1,000 รายการ มาจำหน่ายราคาถูก ลดสูงสุด 60% พร้อมนำหอมแดง หอมหัวใหญ่ จากแหล่งผลิตมาจำหน่ายช่วยเกษตรกรด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน &ldquo;มหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ&rdquo; ณ บริเวณตลาดรถไฟ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมีนางพัชรี ศาลาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดสระแก้ว และผู้แทนภาคเอกชนในพื้นที่เข้าร่วม ว่า กรมได้ขับเคลื่อนมาตรการลดค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาจำหน่ายในราคาประหยัด รวมกว่า 1,000 รายการ จาก 10 หมวดสินค้า ลดสูงสุดถึง 60% เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดสระแก้วและจังหวัดใกล้เคียง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับสินค้าไฮไลต์ภายในงาน ได้แก่ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำมันปาล์มขวดละ 35 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท และข้าวหอมมะลิถุง 5 กิโลกรัม ราคา 120 บาท หอมแดงจากเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ จำหน่ายกิโลกรัมละ 40 บาท จากราคาตลาดทั่วไปกิโลกรัมละ 60 บาท และหอมหัวใหญ่เบอร์ 2&ndash;3 จากสหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัวใหญ่แม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ จำหน่ายกิโลกรัมละ 20 บาท จากราคาตลาดทั่วไปกิโลกรัมละ 30&ndash;50 บาท ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตโดยตรงสู่มือผู้บริโภค<br />
โดยการจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.กระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้กระแสเงินหมุนเวียนลดลง โดยการนำสินค้าราคาประหยัดมาจำหน่ายเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในพื้นที่ชายแดน 2.สนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนให้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าและมีรายได้หมุนเวียนในครัวเรือน โดยภายในงานได้จัดโซนพิเศษสำหรับผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการค้าชายแดนที่ชะลอตัว นำสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป และสินค้าชุมชนมาจำหน่ายรวมกว่า 200 รายการ พร้อมจัดทำ &ldquo;เซตสินค้า&rdquo; เพื่อเพิ่มมูลค่า ขยายตลาด และเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ และ 3.เชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาสินค้าตกต่ำให้สามารถจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิรวุฒิกล่าวว่า ปัจจุบันยังเป็นช่วงที่ผลผลิตหอมหัวใหญ่และหอมแดงออกสู่ตลาดในปริมาณมาก กรมจึงเร่งดำเนินมาตรการกระจายผลผลิตไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรองรับผลผลิตที่ออกกระจุกตัว ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคา และการเพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำสินค้าจากเกษตรกร อาทิ หอมหัวใหญ่จากจังหวัดเชียงใหม่ หอมแดงและกระเทียมจากจังหวัดศรีสะเกษ และจากพื้นที่ภาคเหนือ มาจำหน่ายภายในงานด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังได้มอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ อำเภอตาพระยา อำเภอคลองหาด และอำเภอโคกสูง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบและประสบปัญหาความเดือดร้อน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ขอเชิญชวนประชาชนในจังหวัดสระแก้วและพื้นที่ใกล้เคียง เข้าร่วมเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าเกษตรคุณภาพดีในราคาประหยัด โดยเฉพาะสินค้าไฮไลต์ลดราคาพิเศษ รวมถึงหอมหัวใหญ่จากเกษตรกรอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ และหอมแดงจากจังหวัดศรีสะเกษ ที่นำมาจำหน่ายโดยตรงจากแหล่งผลิต เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน พร้อมร่วมสนับสนุนสินค้าไทยและผู้ประกอบการในประเทศ โดยงาน &ldquo;มหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ&rdquo; จังหวัดสระแก้ว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19&ndash;21 ก.พ.2569 เวลา 09.00&ndash;20.00 น. ณ บริเวณตลาดรถไฟ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว&rdquo;นายจิรวุฒิกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260220b3f8d6daa6a3707b8c41225b8ec2568b151359.jpg' type='image/jpg' length='380838' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ชวนร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น สมัครร่วมกิจกรรมพัฒนาเป็นร้านค้าต้นแบบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149283</link>
<guid isPermaLink="false">7656e8e602de5788686f833fe130daa2</guid>
<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 15:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชวนร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น สมัครเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบ ปี 69 เผยจะได้รับการเสริมความรู้การทำธุรกิจ การบริการสินค้าคงคลัง โลจิสติกส์ บัญชี การเงิน และได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกเพียบ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 17 ก.พ.69 ประกาศผลผู้ผ่านคัดเลือก 9 มี.ค.69<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมพัฒนาร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบ เพื่อยกระดับร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นขนาดกลาง-ใหญ่ ให้เป็น &ldquo;ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบ&rdquo; ที่มีระบบการบริหารจัดการตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพธุรกิจค้าส่งค้าปลีกของกรม และเป็นกลไกสำคัญในการช่วยพัฒนาร้านค้าโชห่วยและร้านค้าปลีกอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในปี 2569 กรมมีแผนที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาที่จะสามารถนำไปใช้ได้จริง เริ่มตั้งแต่การ Upskill เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ อาทิ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ การบริหารสินค้าคงคลัง โลจิสติกส์ บัญชีการเงิน ควบคู่กับการศึกษาดูงานและเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ ณ ร้านค้าต้นแบบ พร้อมเสริมแกร่งด้วยการจัดผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก ณ สถานประกอบการ ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อให้ร้านค้านำองค์ความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจได้จริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มยอดขาย ขยายฐานลูกค้า และลดต้นทุนจากการบริหารสินค้าคงคลัง โดยตั้งเป้าพัฒนายกระดับร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นให้เป็นร้านค้าต้นแบบ จำนวนไม่น้อยกว่า 30 ร้านค้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นที่ต้องการจะเข้าร่วมโครงการ มีเงื่อนไข คือ เป็นร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นที่จดทะเบียนนิติบุคคล จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค มียอดขายไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทต่อปี และมีพื้นที่หน้าร้านรวมคลังสินค้าไม่น้อยกว่า 600 ตารางเมตร และต้องเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยหรือเคยเข้าร่วมกิจกรรม มากกว่า 3 ปีขึ้นไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ร้านค้าส่งค้าปลีกที่เข้ารับการอบรม ยังจะได้รับสิทธิพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ ซอฟแวร์ AI ประกาศนียบัตร คลิปประชาสัมพันธ์ร้านค้าสำหรับ Best Practice รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินชั้นนำ การเข้าร่วมกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายและสร้างโอกาสทางการตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้ประกอบการร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่บัดนี้-27 ก.พ.2569 และสามารถตรวจสอบรายชื่อร้านค้าที่ผ่านการคัดเลือกได้ในวันที่ 9 มี.ค.2569 ทาง www.dbd.go.th และ Facebook : สมาร์ทโชห่วย หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจการค้า กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ Call Center 1570 โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5986</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260220465cef2d8abe70b2e670c5fc3d416556151219.jpg' type='image/jpg' length='346258' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์หนุนธุรกิจโลจิสติกส์พัฒนาศักยภาพ ยันคุมเข้มนอมินี ป้องสร้างผลกระทบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149259</link>
<guid isPermaLink="false">9c37202601e792f42f10075bca9b1783</guid>
<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 14:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแนะธุรกิจโลจิสติกส์ไทย ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพ ยกระดับมาตรฐานบริการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ภาพรวมของธุรกิจจะยังคงเติบโต แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขัน ยันมีแผนเสริมแกร่งให้ต่อเนื่อง และจะเข้มจัดการธุรกิจนอมินีที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจโลจิสติกส์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ช่วยสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงภาคการผลิต การค้า และประกอบกับได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วโลก ซึ่งกระตุ้นความต้องการใช้บริการด้านโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปี 2571 ตลาดโลจิสติกส์โลกจะขยายตัวเกิน 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพ ยกระดับมาตรฐานการบริการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมมีแผนที่จะส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดหลักสูตรอบรมเสริมศักยภาพการจัดการธุรกิจโลจิสติกส์ด้วยเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ และร่วมมือกับสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย (TTLA) และสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) วางแนวทางและยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ไทยให้ตอบรับกระแสโลกด้านความยั่งยืน กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมโลก สร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างมีมาตรฐาน เป็นธรรม และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกำกับดูแลภาคธุรกิจให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยโลจิสติกส์เป็นกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในแผนการตรวจสอบป้องกันและปราบปรามของกรม เพื่อปิดโอกาสธุรกิจนอมินีที่จะเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมาย ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผู้ประกอบการไทยและบิดเบือนกลไกตลาด ประกอบกับได้ยกระดับมาตรการเชิงรุก ทั้งการตรวจสอบเชิงลึก การบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันธุรกิจโลจิสติกส์ไทยมีการกระจายตัวในหลายสาขา ได้แก่ การขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ธุรกิจคลังสินค้า ธุรกิจตัวแทนออกของ และธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจร โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งพัสดุและคลังสินค้าอัจฉริยะ (Smart Warehouse) ที่เติบโตโดดเด่น สอดรับกับการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซและธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งปัจจุบันไทยมีนิติบุคคลดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ด้านการขนส่งสินค้ารวมทั้งสิ้น 29,209 ราย แบ่งเป็นการขนส่งทางถนน จำนวน 9,893 ราย คิดเป็น 33.9% การขนส่งทางเรือ จำนวน 487 ราย คิดเป็น 1.7% การขนส่งสินค้าทางอากาศ จำนวน 153 ราย คิดเป็น 0.5% การขนส่งทางรถไฟ จำนวน 31 ราย คิดเป็น 0.1% และการขนส่งสินค้าอื่น ๆ จำนวน 18,645 ราย คิดเป็น 63.8% เช่น การรับส่งเอกสาร สิ่งของ ไปรษณีย์ ซึ่งมูลค่าการลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนส่วนใหญ่เป็นสัญชาติญี่ปุ่น 5,468.54 ล้านบาท คิดเป็น 27.8% จีน 2,446.67 ล้านบาท คิดเป็น 12.4% และสิงคโปร์ 2,106.13 ล้านบาท คิดเป็น 10.7%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564-2568) มีการจัดตั้งใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ 2,924 รายต่อปี โดยช่วงปี 2564 มีจำนวน 3,737 ราย และปี 2565 จำนวน 3,003 ราย เป็นช่วงที่มีการจัดตั้งใหม่สูง แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ก็ตาม และในปี 2568 มีการจัดตั้งใหม่ 2,690 ราย เพิ่มขึ้น 7% มีมูลค่าทุนจดทะเบียน 4,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% แสดงให้เห็นว่า สถิติการจดทะเบียนในช่วงที่ผ่านมา มีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจำนวนกิจการใหม่และทุนจดทะเบียนกลับมาเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการรายใหม่ยังเข้าตลาด แต่เป็นธุรกิจที่ขนาดเล็ก ทุนจดทะเบียนไม่สูงมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ด้านผลประกอบการ รายได้ และกำไรของธุรกิจโลจิสติกส์ในช่วง 3 ปี (2565&ndash;2567) พบว่า รายได้อยู่ในระดับสูง เฉลี่ยอยู่ที่ 862,266 ล้านบาทต่อปี โดยรวมยังทรงตัว แม้จะปรับลดลงในปี 2566 ก่อนฟื้นกลับในปี 2567 ขณะที่กำไรมีความผันผวนและไม่ได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเช่นเดียวกับรายได้ สะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนและโครงสร้างการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น ในภาพรวมแนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจโลจิสติกส์กำลังเผชิญสภาวะกำไรของธุรกิจที่ลดลงจากการแข่งขันด้านราคา ต้นทุนผันผวน และอำนาจต่อรองของลูกค้าที่สูงขึ้น การเติบโตในระยะถัดไปจึงไม่สามารถพึ่งพาการเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องยกระดับประสิทธิภาพ ปรับใช้เทคโนโลยี และขยับไปสู่บริการมูลค่าเพิ่ม เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260220f11a647e97d6df221c66dbdfeed08042142305.jpg' type='image/jpg' length='213702' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”แจ้งข่าวดี มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปแล้ว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149258</link>
<guid isPermaLink="false">48b731335932a93e027a7c919a65a5af</guid>
<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 14:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาแจ้งข่าวดี มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในสหภาพยุโรปแล้ว เป็นสินค้ารายการแรกของจังหวัดราชบุรีที่ได้รับความคุ้มครองในต่างประเทศ และเป็น GI ลำดับที่ 5 ของไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนในสหภาพยุโรป เผยจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เพิ่มโอกาสขายในสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศ และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้เผยแพร่ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้ามะพร้าวน้ำหอมราชบุรีของไทย เป็น GI ในสหภาพยุโรป หลังจากที่ไทยได้ยื่นคำขอไว้ตั้งแต่ปี 2566 เพราะเห็นว่าสหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมที่สำคัญของไทย มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยกว่า 300 ล้านบาทต่อปี โดยการได้รับความคุ้มครอง GI จะส่งผลดีต่อภาคการส่งออก ทั้งในด้านการป้องกันการแอบอ้างชื่อสินค้า การยกระดับความเชื่อมั่นของผู้นำเข้าสินค้า และการขยายโอกาสทางการค้าไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ สเปน เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก ไอร์แลนด์ เดนมาร์ก เป็นต้น อีกทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทย อันก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการประกาศขึ้นทะเบียนดังกล่าว ส่งผลให้มะพร้าวน้ำหอมราชบุรีเป็นสินค้า GI รายการแรกของจังหวัดราชบุรีที่ได้รับความคุ้มครองในต่างประเทศ และเป็น GI ไทยลำดับที่ 5 ที่ได้ขึ้นทะเบียนในสหภาพยุโรป ต่อจากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง กาแฟดอยตุง (เชียงราย) และกาแฟดอยช้าง (เชียงราย) ที่ได้ขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านี้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มีแหล่งผลิตในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองราชบุรี ดำเนินสะดวก วัดเพลง บ้านโป่ง บางแพ ปากท่อ และโพธาราม ซึ่งมีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มและราบลุ่มต่ำ ดินเป็นดินร่วนปนดินเหนียวที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จึงมีฝนตกสม่ำเสมอและมีแม่น้ำแม่กลองเป็นแม่น้ำสายหลัก สภาพดินและน้ำจึงเหมาะสมต่อการปลูกมะพร้าวน้ำหอม และช่วยให้ผลผลิตมีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยน้ำมะพร้าวมีรสชาติหวานและมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตยเนื้อมะพร้าวหนาสองชั้นและมีลักษณะอ่อนนุ่ม ลักษณะภายนอกเป็นมะพร้าวน้ำหอมพันธุ์เตี้ย เปลือกสีเขียวสด ก้นจีบ ตรงกลางผลป่องกลม สามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยในปี 2568 มีปริมาณการผลิตมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี 550 ล้านลูก มูลค่าการจำหน่ายในประเทศ 276 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออกทั่วโลกกว่า 5,244 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงช่วยขยายตลาดส่งออก แต่ยังเป็นกลไกสำคัญ ในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดพรีเมียมโลก ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ทางการค้าให้กับประเทศในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหารและสินค้าเกษตร ซึ่งเป็น Soft Power สำคัญของประเทศ เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 11 รายการ ใน 33 ประเทศ ได้แก่ 1.ผ้าไหมยกดอกลำพูน ในอินเดียและอินโดนีเซีย 2.เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน (20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย) ในเวียดนาม 3.ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม และศรีสะเกษ) ในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย 4.ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย 5.กาแฟดอยตุง (เชียงราย) ในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และกัมพูชา 6.กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) ในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น 7.ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) ในมาเลเซีย 8.ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ในเวียดนาม 9.มะขามหวานเพชรบูรณ์ ในเวียดนาม 10.สับปะรดห้วยมุ่น (อุตรดิตถ์) ในญี่ปุ่น และ 11.มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ในสหภาพยุโรป</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260220c4d2fe3c033ee2b73b247ad1f26cd352142149.jpg' type='image/jpg' length='202898' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผยอาหารออร์แกนิก-ธรรมชาติโตต่อเนื่อง แต่คนเริ่มเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149238</link>
<guid isPermaLink="false">4c8ce5f2c5b2937904b916ee6b8af319</guid>
<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 13:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.ติดตามสถานการณ์อาหารโลก พบอาหารออร์แกนิกและธรรมชาติ ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ผู้บริโภคเริ่มหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง จากความกังวลด้านสุขภาพ และพบหลายประเทศกำลังกำหนดนโยบาย กฎระเบียบ กฎกติกาในเรื่องนี้ ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัว เผยสินค้าไทยมีโอกาส โดยเฉพาะข้าว ผัก ผลไม้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามสถานการณ์ตลาดอาหารโลก พบว่า ตลาดสินค้าอาหารหลักที่มาจากออร์แกนิกและธรรมชาติ ยังขยายตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้บริโภคเริ่มหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง หรือ Ultra-Processed Foods (UPFs) จากความกังวลด้านสุขภาพ และกำลังมุ่งไปสู่มิติด้านการกำหนดนโยบาย กฎระเบียบ และกติกาการค้าอย่างชัดเจน ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดอาหารโลกในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าว เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อสินค้าอาหารไทย โดยสินค้าอาหารหลักที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ข้าว และผักผลไม้แปรรูปพื้นฐาน ซึ่งสอดคล้องกับหมวดสินค้าที่ผู้บริโภคยังให้ความเชื่อมั่น แต่มีความท้าทาย คือ การเคลื่อนไหวด้านนโยบายและกฎระเบียบในประเทศพัฒนาแล้ว ที่อยู่ระหว่างการพัฒนานิยามและแนวทางกำกับอาหารแปรรูปขั้นสูง อาจนำไปสู่การออกมาตรการด้านฉลากหรือข้อกำหนดทางการค้าในอนาคต ผู้ประกอบการไทยจึงควรเร่งปรับตัว ลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว และหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความโปร่งใสของส่วนผสม และการสื่อสารภาพลักษณ์อาหารธรรมชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับกลุ่มอาหารที่ได้รับประโยชน์ อาทิ ข้าว ซึ่งถูกมองว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตพื้นฐานที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ รวมถึงผักและผลไม้แปรรูปแบบพื้นฐาน เช่น แช่แข็งหรือบรรจุกระป๋องที่มีส่วนผสมไม่ซับซ้อน ซึ่งผู้บริโภคยังคงมองว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ในทางตรงกันข้ามซีเรียลอาหารเช้า และเนื้อเทียม (plant-based meat) อาจเผชิญกับแรงกดดันอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้บริโภครับรู้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องอาศัยการแปรรูปสูง และมีส่วนผสมที่ซับซ้อน ขัดกับหลักอาหารจากธรรมชาติ ขณะที่สินค้าในบางหมวด เช่น ขนมปัง และพาสต้าหรือบะหมี่ มีผลกระทบแบบผสม โดยสินค้าแบบดั้งเดิมหรือสูตรเรียบง่ายยังได้รับการยอมรับมากกว่าสินค้าสำเร็จรูปหรือปรุงแต่งสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่ออาหารแปรรูปขั้นสูง จากทั้งผู้บริโภคและแนวโน้มการดูแลใส่ใจด้านสุขภาพ ตลาดอาหารหลักกลับแสดงสัญญาณการเติบโตที่สวนทางอย่างชัดเจนในกลุ่มสินค้าออร์แกนิกและสินค้าจากธรรมชาติ โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2572 มูลค่าตลาดอาหารหลักแบบออร์แกนิกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 79 ขณะที่สินค้าธรรมชาติจะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 103 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุปสงค์ในตลาดอาหารโลก ซึ่งผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับ &ldquo;ฉลากสะอาด (Clean Label)&rdquo; มากขึ้น เสมือนใบยืนยันสร้างความเชื่อมั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหาร โดยการสื่อสารถึงความเป็นธรรมชาติ ความเรียบง่ายของส่วนผสม และการหลีกเลี่ยงสารปรุงแต่ง กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีน้ำหนักมากกว่าการอธิบายกระบวนการผลิตเชิงเทคนิคที่ซับซ้อนและยากต่อการรับรู้ของผู้บริโภค แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการอาหารรายใหญ่และรายย่อยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ในห่วงโซ่อุปทานอาหาร ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ ในช่วงที่การเติบโตเชิงปริมาณของตลาดอาหารโดยรวมเริ่มชะลอตัว&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ข้อมูลการสำรวจผู้บริโภคระดับโลกในปี 2568 โดย Euromonitor Voice of the Consumer ระบุว่า ร้อยละ 27 ของผู้บริโภคทั่วโลกกำลังพยายามจำกัดการบริโภคอาหารแปรรูป และเมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ที่ตั้งใจปรับพฤติกรรมการบริโภคเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น พบว่า มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 49 สะท้อนว่าการหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปไม่ได้เป็นเพียงกระแสเฉพาะกลุ่ม แต่กำลังกลายเป็นกระแสหลักในการเลือกบริโภคอาหารของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งความตื่นตัวของผู้บริโภคมีความแตกต่างกันตามภูมิภาค โดยประเทศในแถบลาตินอเมริกามีระดับการหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปสูง เนื่องจากมีการนำแนวคิดการจำแนกอาหารตามระดับการแปรรูปมาใช้ในนโยบายโภชนาการของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ประเทศในเอเชียแปซิฟิก แม้สัดส่วนผู้หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปจะต่ำกว่าเมื่อเทียบเป็นอัตราส่วน แต่เมื่อพิจารณาในเชิงจำนวนประชากรกลับหมายถึงผู้บริโภคหลายร้อยล้านคน ซึ่งส่งผลต่อขนาดตลาดอาหารโลกอย่างมีนัยสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ รายงานของ Euromonitor ระบุว่า ประชากรโดยเฉลี่ยทั่วโลก บริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงคิดเป็น ร้อยละ 21 ของพลังงานจากอาหารที่บริโภคต่อคนต่อวัน โดยสัดส่วนดังกล่าวกลับสูงกว่ามากในประเทศและภูมิภาคที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูง อาทิ อเมริกาเหนือมีสัดส่วนการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงถึงร้อยละ 54 ของพลังงานจากอาหารที่บริโภคต่อคนต่อวัน รองลงมา คือ ออสเตรเลีย ร้อยละ 42 และ ยุโรปตะวันตก ร้อยละ 35 ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงไม่ได้เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับรายได้หรือการเข้าถึงอาหารเท่านั้น หากแต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจ วิถีชีวิตเมือง ความเร่งรีบในการทำงาน และความพร้อมของอาหารสะดวกซื้อในตลาดสมัยใหม่ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของประเทศพัฒนาแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพจำของอาหารแปรรูปขั้นสูงมักเชื่อมโยงกับขนมขบเคี้ยวหรืออาหารฟาสต์ฟู้ด แต่ในเชิงโภชนาการกลับพบว่า กลุ่มอาหารหลัก เช่น ขนมปัง พาสต้า ซีเรียล บะหมี่ และเนื้อสัตว์แปรรูป เป็นแหล่งพลังงานของอาหารแปรรูปขั้นสูงที่มากที่สุดในโลกคิดเป็นร้อยละ 39 ของพลังงานจากอาหารแปรรูปขั้นสูงทั้งหมด สูงกว่ากลุ่มขนมขบเคี้ยวซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 36 ทั้งนี้ กลุ่มอาหารหลักดังกล่าว เป็นอาหารที่ผู้บริโภคไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยง่าย ทำให้แรงกดดันจากกระแสหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปส่งผลต่อกลุ่มสินค้าเหล่านี้โดยตรง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602205e21f04a84a5d232001dc04a993c027e135008.jpg' type='image/jpg' length='296996' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 3 เดือน กุมภาพันธ์ 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149210</link>
<guid isPermaLink="false">c659b94094c379e2d0893c5bc01969b9</guid>
<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 11:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260220d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e112928.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP เยี่ยมชมงาน Supermarket Trade Show ที่ญี่ปุ่น มั่นใจสินค้าไทยขายได้แน่]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149173</link>
<guid isPermaLink="false">fbbe6f4153f870bb5ea73c2d4bcc4c0c</guid>
<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 09:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เยี่ยมชมงานแสดงสินค้า Supermarket Trade Show พร้อมหารือผู้ประกอบการ SME ไทย 11 ราย กลุ่มผลไม้ อาหารและเครื่องดื่มที่เข้าร่วมงาน มั่นใจสินค้าไทยเจาะเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้นแน่ เผยยังได้หารือบริษัท Nikko Foods ผู้นำเข้าผลไม้ไทย ผลักดันจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางสุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เข้าเยี่ยมชมงานแสดงสินค้า Supermarket Trade Show ณ ศูนย์นิทรรศการ Makuhari Messe จังหวัดชิบะ และพบหารือผู้จัดงานและผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานจากหลากหลายประเภท อาทิ ผลไม้ ซอสปรุงรส เส้นหมี่ อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารกระป๋อง เครื่องดื่ม ซึ่งผู้ประกอบการไทยบางรายเข้าร่วมงานมากกว่าหนึ่งครั้ง มีทั้งมาร่วมงานเอง และ DITP ให้การสนับสนุน แสดงถึงศักยภาพของงาน และโอกาสทางการค้าจากการเข้าร่วมงาน โดยมั่นใจว่าการเข้าร่วมงานครั้งนี้ จะช่วยสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ของไทย และขยายการส่งออกเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผู้ประกอบการไทยทั้ง 11 ราย ได้แก่ 1.LUCK SIAM GLOBAL COMPANY LIMITED สินค้าทูน่ากระป๋อง 2.MAS CHOICES CORPORATION LTD. สินค้าทูน่ากระป๋อง 3.F W Inter Trading Co., Ltd. สินค้ามะพร้าวน้ำหอม 4.Fancy World Company Limited สินค้า Energy drink 5.BETAGRO PUBLIC COMPANY LIMITED สินค้าเนื้อสัตว์แปรรูป 6.LIENG TONG RICE VERMICELLI CO.,LTD สินค้าเส้นหมี่ 7.S.P.A. International Trading Co., Ltd. สินค้าทูน่ากระป๋อง 8.Thai Coconut PCL สินค้าน้ำมะพร้าว 9.Blue River Products Co., Ltd. สินค้าผลไม้ 10.LANNA AGRO INDUSTRY CO.,LTD. สินค้าผลไม้และผักแช่แข็ง 11.Sunshine International Co,.Ltd สินค้าผลไม้อบกรอบแช่เย็นแช่แข็ง</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับงานแสดงสินค้า Supermarket Trade Show เป็นงานแสดงสินค้าแบบ B2B ระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น จัดโดย National Supermarket Association of Japan (NSAJ) ซึ่งมีสมาชิกเป็นเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตมากกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ งานดังกล่าวมุ่งเน้นอุตสาหกรรมการกระจายสินค้าอาหารและธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตโดยเฉพาะ ครอบคลุมการจัดแสดงผลิตภัณฑ์อาหารสดและแปรรูป เครื่องดื่มและเบเกอรี โซลูชันด้านการบริหารจัดการร้าน ระบบโลจิสติกส์ บริการส่งเสริมการขายและการตลาด บรรจุภัณฑ์ รวมถึงเทคโนโลยีใหม่สำหรับธุรกิจค้าปลีก โดยมีผู้แสดงสินค้าจากผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ประกอบการค้าปลีก และบริษัทเทคโนโลยีจากทั้งประเทศญี่ปุ่นและนานาชาติ ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญในการแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจ เจรจาธุรกิจ และสร้างเครือข่ายกับผู้นำในอุตสาหกรรมขยายตลาดสู่ประเทศญี่ปุ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2026 Supermarket Trade Show จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 60 ระหว่างวันที่ 18-20 ก.พ.2026 ณ ศูนย์นิทรรศการ Makuhari Messe (ทุกฮอลล์) จังหวัดชิบะ ประกอบด้วยผู้ประกอบการในญี่ปุ่นจำนวน 2,157 บริษัทและองค์กร จำนวนรวม 3,689 คูหา 36 หน่วยงานท้องถิ่นญี่ปุ่น ผู้ผลิตสินค้าในประเทศมากกว่า 1,400 บริษัท และรวมถึงผู้ประกอบการต่างชาติจำนวน 102 บริษัท จากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก จำนวนถึง 140 คูหาที่มาเข้าร่วมงาน โดยนำเสนอเทรนด์สินค้าที่น่าจับตามอง อาทิ กลุ่มสินค้า Sustainability &amp; Fat Loss Health &amp; Well-being และ Convenience &amp; Solo Dining<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ DITP ยังได้มีโอกาสหารือกับบริษัท Nikko Foods ผู้นำเข้าผลไม้ไทยในญี่ปุ่น โดยได้ผลักดันให้บริษัทพิจารณาการจัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้าผลไม้ไทย ร่วมกับห้าง ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่บริษัทจัดส่งให้ เช่น Life และ Yaoko เป็นต้น โดยขอให้เน้นสินค้ามะม่วงน้ำดอกไม้ และกล้วยหอมทอง และจัดในรูปแบบ Thai Fair ในช่วงเดียวกับงานเทศกาล Thai Festival ที่จะจัดขึ้นวันที่ 9-10 พ.ค.2569 โดยมอบหมายทูตพาณิชย์ที่โตเกียวประสานเพิ่มเติม และยังได้เชิญชวนบริษัทให้เข้าเยี่ยมชมงาน THAIFEX Anuga-asia ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 พ.ค.2569 เพื่อจัดหาผลไม้และสินค้าไทยที่ต้องการจะนำเข้าเพิ่มเติม</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602201202d6fc69dfff1730b2d7eaad5d2f2a093035.jpg' type='image/jpg' length='200103' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลงนาม MOU หอการค้าไทย-อิมแพ็ค ดันสินค้า GI สู่ตลาดพรีเมียม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149172</link>
<guid isPermaLink="false">9ab66d59bced8cb08dc45bb11977eea5</guid>
<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 09:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงนาม MOU กับหอการค้าไทย และอิมแพ็ค เมืองทองธานี ประกาศเจตนารมณ์ร่วมมือส่งเสริมสินค้า GI ของไทย สู่ตลาดพรีเมียม ทั้งการผลักดันสินค้า GI ตั้งแต่เริ่มต้น การควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน การเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ การเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ค้า การเปิดพื้นที่ทางการค้า การจับคู่ธุรกิจ มั่นใจสร้างรายได้ให้ชุมชน และผลักดันสินค้า GI สู่ตลาดพรีเมียม &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการส่งเสริมช่องทางจำหน่ายและผลักดันสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ร่วมกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด เพื่อส่งเสริมสินค้า GI ของไทย เข้าสู่ตลาดพรีเมียม และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในการเจรจาจับคู่ธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการทรัพยากร องค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญจากทั้ง 3 ภาคส่วน เพื่อผลักดันสินค้า GI ไทยสู่ระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์ตลาดโลก ช่วยลดข้อจำกัดทางการค้าของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย โดยดึงศักยภาพของภาคเอกชนมาเป็นกลไกเชื่อมโยงผู้ผลิตสินค้า GI เข้ากับเครือข่ายภาคธุรกิจ พร้อมเปิดเวทีจัดแสดงสินค้าที่สร้างประสบการณ์ตรงให้กับผู้บริโภค รวมทั้งขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มทั่วไป (B2C) ไปสู่พันธมิตรทางธุรกิจ (B2B) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับความร่วมมือภายใต้ MOU ฉบับนี้ กรมจะขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกด้านการคุ้มครองสิทธิ์และควบคุมคุณภาพสินค้า พร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้า GI รวมทั้งส่งเสริมผู้ประกอบการ GI เข้าร่วมโครงการภายใต้ความร่วมมือนี้อย่างเป็นระบบ สอดรับกับบทบาทของหอการค้าไทยในการเชื่อมโยงเครือข่ายหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการในระดับท้องถิ่น ตั้งแต่การคัดเลือกและผลักดันสินค้าที่มีศักยภาพให้เข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียน GI การพัฒนาและถ่ายทอดเรื่องราว (Storytelling) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า การสร้างโอกาสทางการค้าและขยายฐานลูกค้า รวมทั้งสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยใช้เสน่ห์ของสินค้า GI เป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสและเรียนรู้อัตลักษณ์สินค้า GI อันจะก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะที่บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด หรืออิมแพ็ค เมืองทองธานี ในฐานะส่วนงานที่ดูแลการบริหารจัดการศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมแบบครบวงจร จะเป็นฟันเฟืองหลักในการเปิดพื้นที่ทางการค้า (Marketplace) และเวทีจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อผลักดันสินค้าชุมชนสู่สายตาผู้ซื้อรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนขยายตลาดสินค้า GI ผ่านเครือข่ายธุรกิจของอิมแพ็ค เช่น ร้านอาหาร โรงแรม และบริการด้านการจัดเลี้ยง ที่สามารถนำสินค้า GI มาเป็นวัตถุดิบในการให้บริการ นับเป็นเวทีการค้าที่ทรงพลังในการยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่เวทีโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า หลังพิธีลงนาม MOU แล้ว กรมได้นำเสนอไฮไลต์พิเศษผ่านเมนู GI โดยฝีมือเชฟจากร้านอาหารเซียนหยวน (Xian Yuan) ที่รังสรรค์เมนูอาหารเลิศรสจากวัตถุดิบ GI อันทรงคุณค่า 7 รายการ ใน 6 เมนู เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้า GI ไทยว่ามีคุณภาพไม่แพ้วัตถุดิบจากต่างประเทศ ได้แก่ 1.ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ (นครราชสีมา) และ 2.ข้าวหอมมะลิพะเยา ข้าวอัตลักษณ์ไทยสองรายการที่โดดเด่นเรื่องความเหนียวนุ่มและกลิ่นหอม ในเมนู &ldquo;ข้าวหอมมะลิ GI อบหอยเป๋าฮื้ออาวาบิ&rdquo; 3.เนื้อสุรินทร์ เนื้อวัวคุณภาพสูงที่มีไขมันแทรกลายหินอ่อนและหอมกลิ่นรำข้าวหอมมะลิ ในเมนู &ldquo;เนื้อริบอายสุรินทร์ผัดซอสฮ่องกง&rdquo; 4.ไก่เบตงยะลา เนื้อแน่น นุ่ม หนังกรุบกรอบ เอกลักษณ์จากใต้สุดของสยาม ในเมนู &ldquo;ไก่เบตงซอสซีอิ๊วเหล้าจีนเจลลี่&rdquo; 5.กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ กุ้งตัวโต เนื้อแน่นหวาน จากลุ่มน้ำลำปาว &ldquo;เผือกทอดกุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ผงกะหรี่&rdquo; 6.มะยงชิดนครนายก มะยงชิดผลใหญ่ หวานกรอบ ในเมนู &ldquo;หมูหันเสิร์ฟพร้อมมะยงชิดนครนายก&rdquo; ที่ผสานความแตกต่างได้อย่างลงตัว และปิดท้ายด้วย 7.สับปะรดภูแลเชียงราย สับปะรดผลเล็กรสชาติหวานที่ทานได้ทั้งแกน ในเมนู &ldquo;แพนนาคอตต้าชาหอมหมื่นลี้และสับปะรดภูแล&rdquo; โดยสินค้า GI ทั้ง 7 รายการ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรในท้องถิ่นรวมกันสูงถึง 15,555 ล้านบาทต่อปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบสำคัญในการสร้างระบบนิเวศทางการค้าที่เข้มแข็งตั้งแต่ระดับฐานราก ยกระดับคุณค่าทางอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยสร้างแต้มต่อทางธุรกิจให้แก่สินค้าชุมชนและนำรายได้คืนสู่ท้องถิ่นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยกรมขอขอบคุณหอการค้าไทย และบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ที่เล็งเห็นความสำคัญและพร้อมร่วมกันผลักดันสินค้า GI ไทยในทุกมิติ เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าใหม่ให้สินค้า GI ในเวทีสากลต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602204fa3fd1b2f50192e653fc55c8bacdb2d092850.jpg' type='image/jpg' length='240715' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ “ศุภจี”อัปเดตถกสหรัฐฯ เผยตอบรับข้อเสนอบัญชียกเว้นภาษี คาดปิดดีล ก.ค.นี้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149170</link>
<guid isPermaLink="false">b2ddf09996612e57b3449f9dd8f86ead</guid>
<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 09:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;อัปเดตการเจรจาภาษีตอบโต้กับสหรัฐฯ ตอนนี้ยังเดินหน้าต่อเนื่อง ล่าสุดเพิ่งคุยวันที่ 12 ก.พ.69 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ยินดีที่ไทยจัดการเลือกตั้งได้เป็นที่เรียบร้อย และตอบรับข้อเสนอไทย ทำบัญชียกเว้นภาษีสินค้าบางรายการ ตั้งเป้าปิดดีลได้ภายใน ก.ค.นี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีตอบโต้กับสหรัฐฯ ว่า ปัจจุบันไทยยังเดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อหาข้อสรุปในแต่ละประเด็นร่วมกัน ซึ่งยังมีหลายประเด็นที่ยังมีความต้องการ ความคาดหวัง ที่ต่างกันของทั้งสองฝ่าย อีกทั้งยังมีบางประเด็นจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบในระดับนโยบาย และล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ทั้ง 2 ประเทศได้มีการหารือในระดับอธิบดี โดยสหรัฐฯ แสดงความยินดีที่ไทยจัดการเลือกตั้งได้เป็นที่เรียบร้อย และคาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่น่าจะเสร็จสิ้นตามกำหนด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับกรอบเวลาของการเจรจาและการจัดทำความตกลง ซึ่งสัมพันธ์กับสถานะการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทั้งสองฝ่ายคาดหวังให้การเจรจาสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้โดยเร็ว โดยสหรัฐฯ ไม่ขัดข้อง หากฝ่ายไทยจะยื่นข้อเสนอรายการสินค้าที่จะได้รับการยกเว้นภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ภายใต้กรอบบัญชีรายการสินค้าเป้าหมาย ที่สหรัฐฯ ยอมเปิดช่องให้ประเทศคู่เจรจาขอยกเว้นภาษีตอบโต้ได้ หรือ Annex 3 หรือข้อเสนออื่น มาก่อนการสรุปผลเจรจา แต่ผลการพิจารณาสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับผลการเจรจาเป็นสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับเรื่องกรอบเวลาการเจรจาของไทย กระทรวงพาณิชย์ วางแผนที่จะเร่งผลักดันให้สามารถสรุปผลเจรจาที่ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.2569</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม ในส่วนข้อกังวลว่าไทยจะเสียเปรียบ หากพิจารณาจากสถานะอัตราภาษีตอบโต้ของไทย เห็นว่ายังอยู่ในสถานะเท่าเทียมกับประเทศในอาเซียน แต่จะมีความได้เปรียบในเรื่องการยกเว้นภาษีภายใต้ Annex 3 สหรัฐฯ หรือมีการกำหนดเงื่อนไขแตกต่างกันไปบ้าง แล้วแต่การเจรจา แต่โดยรวมจะยังไม่เกิดสิทธิ์การลดภาษีโดยทันที เช่น ของมาเลเซียจะเกิดสิทธิ์หลังจาก 60 วันของการดำเนินการให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายภายในของมาเลเซีย และมีหนังสือแจ้งสหรัฐฯ ซึ่งในขั้นนี้ยังเท่ากับว่ารายการสินค้าส่งออกในบัญชียกเว้นภาษีของมาเลเซีย ยังคงเสียภาษีตอบโต้ตามอัตราปกติอยู่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสินค้าใน Annex 3 ประกอบด้วย สินค้าเกษตร 14 หมวดหมู่ ครอบคลุมสินค้าบางรายการในหมวดสัตว์มีชีวิต เนื้อสัตว์ ปลาและสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำ ไม้ดอกไม้ประดับ ผัก ผลไม้ กาแฟ ชา และเครื่องเทศ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร 7 หมวดหมู่ ครอบคลุมสินค้าบางรายการในหมวดไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ของปรุงแต่งจากเนื้อสัตว์ ปลา และสัตว์น้ำ ของปรุงแต่งจากธัญพืช ของปรุงแต่งจากผักและผลไม้ อาหารสัตว์</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สินค้าอุตสาหกรรม เป็นสินค้าที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมเภสัชกรรม (Pharma) และอุตสาหกรรมอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Aircraft) จึงจะได้รับการยกเว้น Reciprocal Tariffs ครอบคลุมสินค้าบางรายการในหมวดเคมีภัณฑ์ พลาสติกและของทำด้วยพลาสติก ของทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า อะลูมิเนียมและของทำด้วยอะลูมิเนียม เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ยานพาหนะและส่วนประกอบ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์เบ็ดเตล็ด และครอบคลุมสินค้าอัญมณี เครื่องประดับ เหล็กและเหล็กกล้า ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ และไม้ก๊อกและของทำด้วยไม้ก๊อก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยหากการเจรจากับสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จด้วยดี และได้รับการยกเว้นการใช้มาตรการทางภาษีต่างตอบแทนให้กับสินค้าภายใต้ Annex 3 จะเป็นผลบวกต่อการส่งออกของไทย ทั้งหมวดสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูง เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเฟอร์นิเจอร์ </span></span>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260220bee25edd7c209c1bcd2033dd3a67aab2092732.jpg' type='image/jpg' length='125757' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เจาะเทรนด์สิทธิบัตรอีสปอร์ตโลกรอบ 20 ปี มุ่งสู่ยุคดิจิทัล สหรัฐฯ แชมป์จด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149048</link>
<guid isPermaLink="false">6ce37c5800d99aff645b8eb09c0d8825</guid>
<pubDate>Thu, 19 Feb 2026 14:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์เทรนด์จดสิทธิบัตร &ldquo;อีสปอร์ต&rdquo; ในช่วง 20 ปี พบมีการเติบโตต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี VR การจัดการเคลื่อนไหวสามมิติ เทคโนโลยีสวมใส่สำหรับนักกีฬา เทคโนโลยีประสบการณ์ของแฟนกีฬา โดยสหรัฐฯ ถือครองสิทธิบัตรสูงสุด ตามด้วย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ส่วนอินเดีย เวียดนามเป็นดาวรุ่ง สำหรับไทยมีจุดแข็งที่จะพัฒนาได้ ทั้งฐานแฟนอีสปอร์ต โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และมีกีฬาอัตลักษณ์ ทั้งมวยไทย ตะกร้อ ที่สามารถสร้างคอนเทนต์กีฬาได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในรอบ 20 ปี (2549&ndash;2568) พบว่า การพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอีสปอร์ตมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) ที่ทำให้การซ้อมกีฬาเสมือนจริงและสมจริงมากขึ้น การจัดการเคลื่อนไหวสามมิติที่อ่านร่างกายมนุษย์ได้ละเอียดระดับมิลลิวินาที อุปกรณ์เทคโนโลยีสวมใส่ (Wearables) ที่กลายเป็นโค้ชส่วนตัวติดตัวนักกีฬา ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์แฟนกีฬาที่เปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้เล่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในระยะเริ่มต้นช่วงปี 2549-2552 อุตสาหกรรมอีสปอร์ตมีสิทธิบัตรเฉลี่ยเพียง 470-610 ฉบับต่อปี จากนั้นเทคโนโลยีเริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และสิทธิบัตรขยายตัวสูงสุดในปี 2565 ที่ 1,617 ฉบับ สอดคล้องกับการเติบโตของการแข่งขันอีสปอร์ต แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และการยกระดับอีสปอร์ตสู่กีฬาอาชีพในหลายประเทศ และปัจจุบันตลาดนวัตกรรมอีสปอร์ตยังคงเปิดกว้าง โดยประเทศที่ถือครองสิทธิบัตรด้านอีสปอร์ตมากที่สุด ได้แก่ สหรัฐฯ มีสิทธิบัตรครอบคลุมตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เทคโนโลยี VR/AR ไปจนถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูลนักกีฬา ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ มีความเข้มแข็งในฮาร์ดแวร์ Motion Capture และ Wearables สำหรับนักกีฬา รวมทั้งจีนที่เดินเกมรุกหนัก ทั้ง VR Training, AI Coaching และโครงสร้างพื้นฐานอีสปอร์ตบนคลาวด์ ขณะที่อินเดียและเวียดนาม ถูกจับตามองในฐานะดาวรุ่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนเชิงรุกและการขยายตัวของตลาดเกมออนไลน์และอีสปอร์ต ส่วนไทยเริ่มมีสิทธิบัตรด้าน VR/AR Training และ Motion Analytics แม้จำนวนสิทธิบัตรยังไม่สูงมาก แต่มีแนวโน้มขยายตัวดี หากเร่งสร้างความร่วมมือกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ก็จะช่วยให้ไทยเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ได้เร็วขึ้น และอาจผลักดันสู่การคุ้มครองสิทธิบัตรและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในเวทีระดับโลก พบว่า มีผู้เล่นหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ เช่น บริษัท Samsung Electronics 665 ฉบับ ครองตลาดจอภาพความละเอียดสูง อุปกรณ์สวมใส่ VR/AR และแพลตฟอร์มสื่อสารในเกม บริษัท Vivo Mobile Communication 389 ฉบับ และบริษัท Guangdong Oppo Mobile Telecommunications 136 ฉบับ ที่เน้นมือถือและเทคโนโลยีที่ทำให้การเล่นเกมบนมือถือเข้มข้นขึ้น บริษัท LG Electronics 337 ฉบับ ผู้เชี่ยวชาญด้านจอภาพ ระบบเสียง และอุปกรณ์ VR รวมทั้งบริษัท Sony Interactive Entertainment 151 ฉบับ เด่นในเรื่องระบบโต้ตอบ VR Gaming และ Esports Streaming 2.กลุ่มผู้พัฒนาซอร์ฟแวร์และแพลตฟอร์ม เช่น บริษัท Tencent Technology 225 ฉบับ ผู้นำแพลตฟอร์มเกมอออนไลน์ ระบบโต้ตอบและ Cloud Gaming บริษัท Huawei Technologies 188 ฉบับ แข็งแกร่งในเกมออนไลน์และระบบโต้ตอบผู้เล่น บริษัท Nexdigm 408 ฉบับ เชี่ยวชาญ Game Analytics และระบบจัดการการแข่งขันอัตโนมัติ 3.กลุ่มสถาบันการศึกษาและวิจัย เช่น Canon 369 ฉบับ มุ่งไปที่เทคโนโลยีกล้องและการบันทึก วิเคราะห์การแข่งขัน Sanskriti University 251 ฉบับ โดดเด่นด้าน VR Training และ Motion Capture</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมนกล่าวว่า ปัจจุบันทิศทางเทคโนโลยีกลุ่มย่อยในอุตสาหกรรมอีสปอร์ต มุ่งพัฒนาใน 4 ด้านสำคัญ ซึ่งเป็นเครื่องมือพัฒนาวงการกีฬาและการเชียร์ ตั้งแต่การยกระดับการฝึกซ้อม การแข่งขัน ไปจนถึงการสร้างรายได้ใหม่จากแฟน ๆ และแพลตฟอร์มดิจิทัล ดังนี้ 1.เทคโนโลยีการฝึกซ้อมในโลกเสมือนจริง (VR Training) เทคโนโลยี VR ไม่ได้มีไว้แค่เล่นเกม แต่ถูกนำมาใช้สร้างสภาพแวดล้อมจำลองสำหรับการฝึกซ้อมกีฬา ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ ไปจนถึงการตัดสินใจในสถานการณ์ที่กดดัน สิทธิบัตร VR Training เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2557-2559 จนแตะ 90 คำขอ จากผู้ยื่นประมาณ 70 ราย สะท้อนการยอมรับเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น อุปกรณ์แสดงผลสวมศีรษะสำหรับการฝึกซ้อมเสมือนจริง แพลตฟอร์ม VR/AR (Augmented Reality) สำหรับวัดการประสานงานระหว่างมือและสายตา เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น DIGIMARC 316 ฉบับ IMMERSION 79 ฉบับ FITBIT 56 ฉบับ เป็นต้น รวมทั้งกลุ่มนักประดิษฐ์อิสระ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 50 ฉบับต่อปี และเทคโนโลยีนี้กำลังอยู่ในระยะเติบโตที่ผู้พัฒนาต้องสร้างความต่างด้วย AI, Motion Capture และ Real-time Analytics เพื่อสร้างระบบฝึกซ้อมที่สมจริงและแม่นยำที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.เทคโนโลยีการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวสามมิติ (3D Motion Capture Analysis) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้เซ็นเซอร์และกล้องความเร็วสูงวิเคราะห์ท่าทางนักกีฬาอย่างละเอียด เพื่อพัฒนาทักษะและลดการบาดเจ็บ สิทธิบัตรในตลาดนี้ชะลอตัวลงในช่วงปี 2558-2561 และตลาดกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2562-2565 โดยปี 2565 มีผู้ยื่นจดกว่า 60 ราย และมีคำขอสิทธิบัตรกว่า 70 คำขอ จุดเปลี่ยนสำคัญคือการผสานเทคโนโลยี AI และการประมวลผลแบบ Real-time ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น ระบบติดตามประสิทธิภาพการเลี้ยงและส่งลูกในกีฬา ระบบติดตามและประเมินทักษะการเคลื่อนไหวในพื้นที่หลายมิติ พร้อมสร้างคู่แข่งเสมือนโต้ตอบได้แบบสมจริง เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น American Vehicular Sciences 250 ฉบับ Transportation IP Holdings 162 ฉบับ Medibotics 78 ฉบับ Fitbit 71 ฉบับ และ General Electric 71 ฉบับ เป็นต้น สะท้อนถึงการกระจายตัวของนวัตกรรมในองค์กรหลากหลายประเภท ทั้งด้านยานยนต์ สุขภาพและกีฬา รวมถึงสตาร์ทอัพ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 70 ฉบับต่อปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.เทคโนโลยีสวมใส่สำหรับนักกีฬา (Wearable Technology for Athletes) เทคโนโลยี Wearables วันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การนับก้าวหรือวัดแคลอรี่ แต่เป็นการตรวจวัดชีวภาพเชิงลึก เช่น อัตราการเต้นหัวใจ ออกซิเจน อุณหภูมิ และคุณภาพการนอน ในปี 2559 ตลาดในกลุ่มนี้เคยเข้าสู่ระยะอิ่มตัว แม้มีผู้ถือสิทธิบัตรสูงถึง 960 ราย อีกทั้งการแข่งขันยังสูงและผู้เล่นใหม่เข้ามาได้ยาก อย่างไรก็ดี ช่วงปี 2561-2562 ตลาดกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งจากนวัตกรรมใหม่ เช่น การเชื่อมกับ Internet of Things (IoT) AI และการวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก และปี 2565 มีผู้ยื่นสิทธิบัตรประมาณ 860 ราย และมีคำขอจดสิทธิบัตรพุ่งสูงกว่า 1,300 คำขอ สะท้อนการกลับมาอยู่ในระยะเติบโตอีกครั้ง ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น ระบบตรวจวัดสรีระวิทยาที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลและเก็บข้อมูลสุขภาพ เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น William I.Wood 640 ฉบับ ครองตลาดนักประดิษฐ์อิสระ Genentech ที่มาจากสายชีวเวชภัณฑ์ Acushnet ผู้ผลิตอุปกรณ์กอล์ฟ และ Apple ที่ผลักดัน Apple Watch ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์สมรรถภาพเต็มรูปแบบ สะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้น และมีผู้เล่นหลากหลาย ตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ไปจนถึงนักประดิษฐ์อิสระ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 1,200 ฉบับต่อปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.เทคโนโลยีประสบการณ์ของแฟนกีฬา (Interactive Fan Experiences) แฟนกีฬายุคใหม่ไม่ได้อยากเป็นแค่คนดู พวกเขาอยากมีส่วนร่วมตั้งแต่การโหวตทายผล ไปจนถึงการดูการแข่งขันผ่านกล้อง 360 องศา และ VR/AR ที่เชื่อมสนามจริงกับประสบการณ์ดิจิทัล สิทธิบัตรในกลุ่มนี้จึงเติบโตแรงในปี 2557-2563 จากแรงหนุนของสมาร์ทโฟน อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และ VR/AR ที่เริ่มนำมาใช้ในการถ่ายทอดสด ทั้งการโหวต ส่งคอมเมนต์แบบ Real-time หรือการรับชมแบบ 360 องศา หลังปี 2563 ตัวเลขสิทธิบัตรเริ่มชะลอ แต่ยังมีโอกาสโตอีกมากจากการบูรณาการ VR/AR บวกกับ AI และ Big Data เพื่อสร้างประสบการณ์ส่วนตัว รวมถึงการเชื่อมโยงประสบการณ์ดิจิทัลเข้ากับกิจกรรมในสนามจริง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาในอนาคต ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น ระบบ Immersive Interactive ให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับกิจกรรมสดได้เสมือนจริง เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก ได้แก่ CIRCLESX 50 ฉบับ ที่ครองตลาด ตามด้วย DIGIMARC 22 ฉบับ เชี่ยวชาญ Digital Watermarking รวมถึง ANDRITZ 9 ฉบับ และ BRELYON 5 ฉบับ ที่นำเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและจอ Immersive เข้ามาเติมเต็มตลาดนี้ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 20 ฉบับต่อปี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมนกล่าวว่า สำหรับไทยมีจุดแข็งในหลายมิติที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการเล่นเกม ฐานแฟนอีสปอร์ตที่แข็งแรง และยังเคยเป็นเจ้าภาพจัดงานอีสปอร์ตระดับภูมิภาคมาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนสำคัญที่ประเทศไทยมี แต่ในแง่การนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง VR/AR, Motion Capture และ Wearables มาใช้จริงในการฝึกซ้อมและการแข่งขันยังมีอยู่ในวงจำกัด โอกาสของไทยจึงต้องเป็นการเดินเกมด้วยการนำเทคโนโลยีชั้นนำจากต่างประเทศ มาประยุกต์ให้สอดคล้องกับกีฬาไทยที่มีเอกลักษณ์ เช่น มวยไทย เซปักตะกร้อ รวมทั้งต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงกีฬาและการแพทย์ฟื้นฟู ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสเชิงเศรษฐกิจ และความแตกต่างที่ยากจะเลียนแบบในเวทีโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ดี โอกาสย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย ทั้งด้านต้นทุนเทคโนโลยีที่สูง การขาดบุคลากรที่มีทักษะเชิงลึก โดยเฉพาะ VR/AR, Data Processing และ Motion Analysis ความเสี่ยงด้านสิทธิบัตรซึ่งผู้เล่นต่างชาติถือครองสิทธิบัตรหลักไว้แล้ว รวมทั้งข้อกำหนดด้านข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการความท้าทายต่าง ๆ อย่างรอบด้าน เพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสถิติคำขอสิทธิบัตรอุตสาหกรรมอีสปอร์ตในไทยในช่วง 5 ปีล่าสุด (2564&ndash;2568) พบว่า มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดิจิทัลบันเทิงที่สำคัญ ไม่เพียงแต่สร้างรายได้จำนวนมากจากการแข่งขัน การถ่ายทอดสด และผู้สนับสนุนเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีเกม ระบบเครือข่าย และแพลตฟอร์มดิจิทัลรูปแบบใหม่ โดยสามารถจำแนกนวัตกรรมออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
1.วิดีโอเกมที่เกี่ยวข้องกับเกมดิจิทัลซึ่งเล่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และมีการแสดงผลภาพกราฟิกหลายมิติ ครอบคลุมตั้งแต่ซอฟต์แวร์ประมวลผลเกม ระบบภาพและเสียง การโต้ตอบของผู้เล่น ไปจนถึงโครงสร้างเครือข่ายสำหรับการเล่นออนไลน์แบบหลายคนพร้อมกัน โดยเฉพาะเกมต่อสู้หรือเกมวางแผน มีคำขอที่ยื่นในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 94 คำขอ (สิทธิบัตร 88 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 6 คำขอ) ส่วนใหญ่เป็นผู้ยื่นชาวต่างชาติ 83 คำขอ และคนไทย 11 คำขอ โดยนวัตกรรมอีสปอร์ตที่เกี่ยวกับวิดีโอเกมในไทยส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยบริษัทเอกชนเป็นหลัก 84 คำขอ เช่น บริษัท เทนเซ็นต์ เทคโนโลยี (เซินเจิ้น) คอมพานี ลิมิเต็ด และบริษัทเฟราน์โฮเฟอร์-เกเซลล์ชาฟท์ ซูร์ ฟอร์เดอรุง เดอร์ อังเกวันด์เทน ฟอร์ชุง อี.วี. เป็นต้น ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเกมขั้นสูง โดยเฉพาะด้านระบบกล้องเสมือนจริง การเคลื่อนไหวของตัวละคร และโครงสร้างระบบออนไลน์ โดยมีคำขอที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วเพียงบางส่วน แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่สูงและเกณฑ์การคุ้มครองที่เข้มงวดในสาขานี้ ซึ่งอาจเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายในการผลักดันผลงานนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.เกมไพ่ (Card Games) เกมกระดาน (Board Games) เกมจับสลาก (Raffle Games) เกมรูเล็ตต์ (Roulette Games) และเกมรูปแบบอื่นๆ ที่เล่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีการใช้หน้าจอแสดงผลดิจิทัล ซึ่งนำเสนอภาพสองมิติหรือมากกว่า เพื่อแสดงองค์ประกอบและการดำเนินเกมในรูปแบบกราฟิก มีคำขอที่ยื่นในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 89 คำขอ (สิทธิบัตร 18 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 71 คำขอ) คำขอส่วนใหญ่เป็นของคนไทยถึง 76 คำขอ (สถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ 60 คำขอ เช่น มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เป็นต้น ภาคเอกชน 18 คำขอ และบุคคลธรรมดา 11 คำขอ และต่างชาติ 13 คำขอ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความตื่นตัวของนักประดิษฐ์ไทยในนวัตกรรมเกมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบรูปแบบการเล่น กลไกของเกม หรือการนำเกมดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งช่วยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมในระดับประเทศ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260219434882f2f650e361d6a1bbc2a8d318f7143637.jpg' type='image/jpg' length='360982' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลุยพยุงราคาหอมหัวใหญ่ช่วงพีก เร่งเข้ารับซื้อ เชื่อมโยงซื้อขาย คุมนำเข้า]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/148978</link>
<guid isPermaLink="false">00ca7d9182d0b003562a314a114b2fd2</guid>
<pubDate>Thu, 19 Feb 2026 09:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดหอมหัวใหญ่ หลังผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ฉุดราคาลง จับมือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ประกอบการในพื้นที่ เข้ารับซื้อในราคานำตลาดและกระจายออกจากแหล่งผลิต เป้า 1,000 ตัน พร้อมเตรียมมาตรการรับมือช่วงพีก เชื่อมโยงซื้อขาย ให้พาณิชย์จังหวัดช่วยขาย ขอส่วนราชการช่วยซื้อ เปิดศาลากลาง ที่ราชการให้เกษตรกรมาขาย ดันส่งออกไปญี่ปุ่น และเพิ่มความเข้มดูแลการนำเข้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่และศูนย์ชั่งตวงวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่) เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดหอมหัวใหญ่ และรับฟังข้อเสนอแนะจากเกษตรกรและผู้ประกอบการรับซื้อ โดยพบว่า ขณะนี้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตที่ทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงกลางเดือน ก.พ. ต่อเนื่องถึงเดือน มี.ค. ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มปรับตัวลดลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เกษตรกรยังได้สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าหอมหัวใหญ่จากต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือน .ค.2568 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีการสำแดงราคานำเข้าที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งแม้จะมีการชำระภาษี แต่ยังสามารถแข่งขันด้านราคากับผลผลิตภายในประเทศได้ ส่งผลกระทบต่อกลไกราคาและทำให้ราคาหอมหัวใหญ่ในประเทศปรับตัวลดลงในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่และผู้ประกอบการในพื้นที่ เร่งดำเนินโครงการรับซื้อและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในราคานำตลาด เป้าหมาย 1,000 ตัน โดยผู้ประกอบการจะรับซื้อในราคานำตลาดในช่วงวันที่ 21&ndash;28 ก.พ.2569 และยังเตรียมดำเนินมาตรการอื่น ๆ ที่เหมาะสมเพิ่มเติมอีกในช่วงต้นเดือน มี.ค.2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด โดยยึดหลักราคานำตลาดและผลประโยชน์ของเกษตรกรเช่นเดียวกัน&rdquo;นายจิรวุฒิกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายจิรวุฒิกล่าวว่า นอกจากมาตรการกระจายหอมหัวใหญ่ในราคานำตลาดแล้ว กรมได้เดินหน้ามาตรการบริหารจัดการหอมหัวใหญ่อีก 5 แนวทางควบคู่กัน เพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดอย่างเป็นระบบ ได้แก่ 1.ทำตลาดล่วงหน้าผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับผู้ประกอบการ รับซื้อหอมหัวใหญ่รวม 6,700 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจด้านตลาดรองรับผลผลิตให้แก่เกษตรกร 2.สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดที่ไม่ได้เป็นแหล่งผลิต รับออเดอร์และช่วยกระจายสินค้าสู่พื้นที่ต่าง ๆ โดยเน้นการบรรจุถุงขนาด 1, 2 และ 5 กิโลกรัม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการจำหน่าย 3.ขอความร่วมมือส่วนราชการและ 20 อำเภอที่ไม่ได้เป็นแหล่งผลิต ร่วมรณรงค์อุดหนุนผลผลิตจากพื้นที่เพาะปลูกในจังหวัด 4.จัดพื้นที่จำหน่ายโดยตรงให้กลุ่มเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายที่ศาลากลางจังหวัด สถานที่ราชการต่าง ๆ และงานธงฟ้า ซึ่งในวันที่ 19&ndash;21 ก.พ.2569 กรมจะนำหอมหัวใหญ่จากจังหวัดเชียงใหม่ไปจำหน่ายในงานมหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ จังหวัดสระแก้ว บริเวณตลาดรถไฟ อำเภออรัญประเทศ และ 5.ประสานงานผ่านทูตพาณิชย์ ณ กรุงโตเกียว เพื่อผลักดันการส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่น ขยายช่องทางการระบายผลผลิตในภาพรวมอีกทางหนึ่ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมได้เพิ่มความเข้มงวดกำกับดูแลการนำเข้าและการขนย้ายหอมหัวใหญ่ โดยประสานกรมศุลกากรและหน่วยงานความมั่นคง สกัดการลักลอบนำเข้าและการสวมสิทธิ์ โดยผู้นำเข้าหอมหัวใหญ่ต้องขออนุญาตและแจ้งรายละเอียดให้ครบถ้วน เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางสินค้าได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันราคาหอมหัวใหญ่คละ (เบอร์ 0&ndash;3) ที่เกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่จำหน่ายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 5&ndash;6 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากช่วงต้นฤดูกาลเมื่อต้นเดือน ก.พ.2569 ที่เคยอยู่ที่ประมาณ 13 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนของราคาซื้อขายในตลาดกรุงเทพฯ สำหรับหอมหัวใหญ่ (เบอร์ 0&ndash;1) ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 22.50 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 37.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งอยู่ในระดับเท่ากันกับช่วงเดียวกันของปีก่อนทั้งในระดับขายส่งและขายปลีก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งปลูกหอมหัวใหญ่รายใหญ่ คิดเป็นเกือบ 70% ของประเทศ มีพื้นที่เพาะปลูก 5,130 ไร่ ผลผลิตภาพรวมจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งหมดประมาณ 25,000 ตัน ขณะนี้อยู่ในช่วงต้นฤดู อำเภอแม่วาง และสันป่าตองออกก่อนเป็นพื้นที่แรก โดยออกไปแล้ว 30% และคาดว่าจะสิ้นสุดฤดูกาลในสิ้นเดือนมี.ค.2569</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602198b98edb4547f012dc0c78eb501d729ab095012.jpg' type='image/jpg' length='232291' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์โชว์ปี 68 ดัน SME ขายสินค้าบน Shopee-TikTok ยอดปัง 2,384 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/148977</link>
<guid isPermaLink="false">87659e65d1532fca5d7175742076f8b2</guid>
<pubDate>Thu, 19 Feb 2026 09:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าโชว์ผลผลักดันผู้ประกอบการชุมชน SME เกษตรกร ขายสินค้าผ่านออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Shopee และ TikTok Shop ปี 68 ทำยอดรวม 2,384 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 370% สินค้าอุปโภคบริโภค แฟชัน ไลฟ์สไตล์เป็นกลุ่มที่ขายดีและได้รับความนิยม เตรียมลุยผลักดันต่อในปี 69<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินโครงการผลักดันผู้ประกอบการชุมชน SME และเกษตรกร ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ในปี 2568 บนแพลตฟอร์ม Shopee และ TikTok Shop ว่า ผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมจากกรมสามารถสร้างยอดขายบน 2 แพลตฟอร์มยอดนิยมรวมกว่า 2,384 ล้านบาท เพิ่ม 370% แบ่งเป็น Shopee มียอดขายรวม 1,061.2 ล้านบาท จากผู้ขาย 1,209 ราย เพิ่มขึ้น 425.59% เมื่อเทียบกับปี 2567 และการจำหน่ายสินค้าบน TikTok Shop รวม 1,322.8 ล้านบาท จากผู้ขาย 454 ราย เพิ่มขึ้น 314.68%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยบนแพลตฟอร์ม Shopee สินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภค (FMCG) มียอดขายสูงสุด คิดเป็น 44.56% ตามด้วยกลุ่มแฟชัน 27.14% กลุ่มไลฟ์สไตล์ 26.56% และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 1.31% และบนแพลตฟอร์ม TikTok Shop ผู้ขายส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มสินค้า อุปโภคบริโภค (FMCG) คิดเป็น 66.67% รองลงมา คือ สินค้าไลฟ์สไตล์ 20.37% สินค้าแฟชัน &nbsp;9.88% และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 3.09% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสินค้าไทยโดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค แฟชัน และไลฟ์สไตล์ ยังคงเป็นกลุ่มสินค้าหลักที่ได้รับความนิยมและสามารถสร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่องบนแพลตฟอร์มออนไลน์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการพัฒนาผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเสริมสร้างทักษะด้านดิจิทัล การทำคอนเทนต์ การไลฟ์ขายสินค้า การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ ไปจนถึงการร่วมมือกับพันธมิตรจาก Shopee และ TikTok Shop ในการเชื่อมโยงหน้าประชาสัมพันธ์สินค้า (Landing Page) และการใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขายร่วมกับแพลตฟอร์ม ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขายได้จริง มีกำไรจริง และเติบโตได้จริง&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับโครงการต่าง ๆ ที่กรมได้ดำเนินการในปี 2568 ที่ผ่านมา อาทิ Online Marketing Genius (OMG), Digital Village, Smart Local, MOC Biz Club และ The Influencer Journey (TIJ) รวมถึงการผลักดันกลุ่มสินค้าเกษตรไทยและร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ให้สามารถจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee และ TikTok Shop ได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2569 กรมจะยังคงเดินหน้าส่งเสริม SME ไทยให้ใช้ Shopee, TikTok และแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่น ๆ เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายตลาด เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป และยังอยากเห็นการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโดยภาคเอกชนรายใหญ่ของไทยและการสนับสนุนจากภาครัฐ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026021972cc926006862b4e5dc89806f8eb4167094833.jpg' type='image/jpg' length='184361' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ ตรวจเครื่องหมายการค้าก่อนยื่นจด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/148872</link>
<guid isPermaLink="false">ca5db8fccddd761310b5fdd9597c485d</guid>
<pubDate>Wed, 18 Feb 2026 15:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ &ldquo;AI Image Search&rdquo; และ &ldquo;Trademark Checker&rdquo; ช่วยผู้ประกอบการและประชาชน ตรวจค้นเครื่องหมายการค้าด้วยตนเอง มีความเหมือนหรือคล้ายกับที่มีการยื่นจดไว้แล้วหรือไม่ และยังตรวจประเมินเบื้องต้นว่าเครื่องหมายที่ยื่นจด มีโอกาสได้รับการจดทะเบียนหรือไม่ ป้องกันถูกปฏิเสธและเสียเวลายื่นใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้พัฒนาระบบตรวจค้นเครื่องหมายการค้า ผ่านการเปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ ได้แก่ &ldquo;AI Image Search&rdquo; และ &ldquo;Trademark Checker&rdquo; โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการตรวจค้น ลดความซับซ้อนของขั้นตอน และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมก่อนยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยให้สามารถตรวจสอบความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้าเบื้องต้นได้ด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งสะดวกรวดเร็ว รู้ผลทันใจ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสให้ได้รับการจดทะเบียนรวดเร็วยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับฟีเจอร์ AI Image Search เป็นเครื่องมือที่ช่วยตรวจค้นความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้าในเบื้องต้น โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ เพียงอัปโหลดภาพเครื่องหมายที่ต้องการตรวจสอบ จากนั้นระบบจะประมวลผลโดยใช้อัลกอริทึม AI วิเคราะห์องค์ประกอบและให้คะแนนความเหมือนคล้ายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และแสดงผลการวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยให้ผู้ประกอบการทราบในเบื้องต้นว่าเครื่องหมายการค้าที่ต้องการยื่นนั้นมีความเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ ซึ่งช่วยสนับสนุนการตรวจสอบเครื่องหมายการค้าด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ประกอบการสามารถใช้บริการ AI Image Search ได้ที่ https://tm-imagesearch.ipthailand.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนฟีเจอร์ Trademark Checker เป็นระบบอัจฉริยะที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลเครื่องหมายการค้าของกรมแบบ Realtime โดยระบบสามารถให้คำแนะนำเบื้องต้นในการจัดทำคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทั้งการระบุรายการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งช่วยประเมินแนวโน้มว่าเครื่องหมายการค้าที่จะยื่นมีโอกาสได้รับจดทะเบียนหรือไม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดโอกาสการถูกปฏิเสธการจดทะเบียน โดยผู้ประกอบการสามารถใช้บริการ Trademark Checker ได้ที่ https://tm-checker.ipthailand.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเช่นกัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ภายหลังจากทราบผลการตรวจค้นแล้ว ผู้ประกอบการยังสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ได้ทันที โดยระบบจะช่วยแนะนำรูปแบบการยื่นคำขอแบบ Fast Track หากคำขอเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเพิ่มโอกาสได้รับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อดำเนินการยื่นคำขอในระบบเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดเอกสารชำระค่าธรรมเนียม (Pay-in Slip) และเลือกช่องทางการชำระเงินที่สะดวก ไม่ว่าจะเป็นการสแกน QR Code ผ่านระบบการชำระเงินกลางของภาครัฐ กรมบัญชีกลาง หรือช่องทางบริการของธนาคาร หรือจุดบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิสได้ทันที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ที่ผ่านมา สถิติคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เนื่องจากความตื่นตัวของภาคธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้ามากขึ้น โดยในปี 2568 มีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทย 55,668 คำขอ เพิ่มขึ้น 8.51% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มี 51,303 คำขอ และกรมรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในปี 2568 อยู่ที่ 40,063 เครื่องหมาย เพิ่มขึ้น 36.19% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มี 29,418 เครื่องหมาย และมีการไม่รับจด 4,484 คำขอ เพราะเครื่องหมายที่ยื่นขอจด ไปเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่จดไว้แล้ว แต่การใช้ระบบใหม่ จะทำให้ปัญหาถูกปฏิเสธคำขอหมดไป เนื่องจากผู้ยื่นจดจะรู้ก่อนว่าเครื่องหมายของตนเหมือนหรือคล้ายกับของคนอื่นที่จดไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การเปิดให้บริการ 2 ฟีเจอร์ใหม่นี้ ได้เริ่มนำร่องมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.2569 มีผู้ใช้บริการแล้วกว่า 11,204 ครั้ง และตอนนี้ได้เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกรมในการขับเคลื่อนการให้บริการภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนางานบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการอย่างแท้จริง สอดคล้องกับนโยบาย IP for Business ที่มุ่งใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260218cd095f095e7bcfa462979b6d64c46f74150542.jpg' type='image/jpg' length='229696' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ชี้เป้าส่งออกสินค้าสัตว์เลี้ยงขายตลาดจีน ย้ำเน้นคุณภาพและมาตรฐาน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/148870</link>
<guid isPermaLink="false">e699fed97681acc79c7502c05c25f716</guid>
<pubDate>Wed, 18 Feb 2026 15:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดสัตว์เลี้ยงและธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงในจีน พบมีแนวโน้มขยายตัวสูงตามความต้องการเลี้ยงสัตว์ที่เพิ่มขึ้น เผยแม้อุตสาหกรรมการผลิตของจีนจะขยายตัว ทั้งการมีแบรนด์ของตัวเอง มุ่งสู่อัจฉริยะ รวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ และเริ่มส่งออก แต่สินค้าไทยมีโอกาสเจาะเข้าสู่ตลาด ย้ำเข้มคุณภาพและมาตรฐาน จะทำให้ยังคงเจาะเข้าตลาดจีนได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายนิติ ปทุมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงการสำรวจตลาดสัตว์เลี้ยง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงในจีน รวมถึงโอกาสในการส่งออกสินค้าสัตว์เลี้ยงของไทยเข้าสู่ตลาดจีน เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการที่ชาวจีนนิยมเลี้ยงสัตว์เพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานผลสำรวจว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา จีนมีสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) มากกว่า 140 ล้านตัว มูลค่าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงมากกว่า 811,400 ล้านหยวน โดยตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนสูงที่สุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52.2 อันดับสองเป็นธุรกิจการแพทย์สำหรับสัตว์เลี้ยงคิดเป็นร้อยละ 28.5 ของใช้ในชีวิตประจำวันคิดเป็นร้อยละ 12.5 และธุรกิจบริการคิดเป็นร้อยละ 6.8</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของจีน แม้จะเริ่มต้นช้าแต่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากยุคแรกเป็นการรับจ้างการผลิต พัฒนาสู่การสร้างแบรนด์และนวัตกรรมด้วยตนเอง ทำให้ปัจจุบันอุตสาหกรรมได้แสดงแนวโน้มใหม่ 4 ประการหลัก ได้แก่ 1.อาหารสัตว์เลี้ยงก้าวสู่ความเป็นแบรนด์ 2.สินค้าสัตว์เลี้ยงมุ่งสู่ความอัจฉริยะ 3.การพัฒนาอุตสาหกรรมรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ และ 4.แบรนด์ท้องถิ่นเร่งขยายสู่ตลาดสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า ตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงจีนเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูง และมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็เผชิญกับความท้าทายมากมาย บริษัทบางส่วนเน้นผลิตภัณฑ์สินค้าระดับกลางถึงล่าง ขาดการลงทุนในการวิจัยเทคโนโลยีหลัก ต้องพึ่งพาการนำเข้า ขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง ผลิตภัณฑ์ไม่มีความแตกต่าง และข้อมูลโฆษณาออนไลน์ที่ไม่ดียังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาตลาดและยกระดับของธุรกิจ โดยมีผู้บริโภคบางส่วนสะท้อนว่า การเลือกอาหารสัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมต้องศึกษารายการส่วนประกอบอย่างละเอียด ตรวจสอบรายงานการทดสอบ และเปรียบเทียบราคา เพื่อจัดซื้อสินค้าที่คุณภาพดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;จากแนวโน้มดังกล่าว ผู้บริโภคจีนจึงนิยมซื้อแบรนด์ที่มีมาตรฐานชัดเจนได้รับการรับรองและมีระบบสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ระดับกลางถึงบน ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสของแบรนด์ต่างประเทศในตลาดจีน โดยผู้ประกอบการไทยที่ประสงค์ส่งออกสินค้าสัตว์เลี้ยงมายังตลาดจีน ควรให้ความสำคัญในด้านคุณภาพตามมาตรฐานของธุรกิจสัตว์เลี้ยงในตลาดจีน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการในตลาดจีน จะทำให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202602180d9b930ded2e914446f58cadedacd860150412.jpg' type='image/jpg' length='242847' />
</item>
</channel>
</rss>
