<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/index/id/112</link>
<atom:link href="https://chainat.moc.go.th/th/content/category/index/id/112" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เตือนประชาชน-ผู้ประกอบการ ขายหัวบริษัท ระวังเป็นมิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168827</link>
<guid isPermaLink="false">15f7ef00d232d436cce058fac613a48f</guid>
<pubDate>Wed, 10 Jun 2026 11:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตือนประชาชนและผู้ประกอบการ อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายหัวห้างหุ้นส่วนและบริษัท หรือให้ผู้อื่นนำชื่อของตนไปใช้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล ระวังจะกลายเป็นมิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว แนะตรวจสอบข้อมูลก่อนทำธุรกิจทุกครั้ง เผยหลังเข้มมาตรการป้องกัน ทำบัญชีม้านิติบุคคลลดเหลือ 19 ราย จากทั้งปี 68 ที่มีสูงถึง 549 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีสื่อมวลชนได้มีการนำเสนอข่าวว่ามีกลุ่มบุคคลนำหัวนิติบุคคลทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัด ไปเสนอขายให้กลุ่มมิจฉาชีพเพื่อนำไปใช้หลอกลวงประชาชนและผู้ประกอบการ และจากการติดตามข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ พบการประกาศซื้อขายหัวห้างหุ้นส่วน/บริษัท และบัญชีธนาคารนิติบุคคลจำนวนมาก ว่า กรมขอเตือนประชาชนและผู้ประกอบการว่าการยินยอมให้ผู้อื่นนำชื่อไปใช้จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท หรือการรับจ้างเป็นผู้เป็นหุ้นส่วน หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นโดยมิได้มีการดำเนินธุรกิจจริง เป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง เนื่องจากบุคคลที่มีชื่อปรากฏในเอกสารทางทะเบียนอาจต้องรับผิดตามกฎหมายทั้งโทษทางอาญาและทางแพ่งในฐานะผู้เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนโดยตรง โดยเฉพาะหากมีการนำหัวห้างหุ้นส่วน บริษัทนั้นไปเป็นบัญชีม้านิติบุคคล อาจจะกลายเป็นมิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ขอย้ำเตือนประชาชนและผู้ประกอบการอีกครั้ง ให้ใช้ความระมัดระวังอย่าหลงเชื่อคำชักชวนให้ขายชื่อ หรือให้ผู้อื่นนำชื่อไปใช้ในการจดทะเบียนนิติบุคคล รวมทั้งควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนดำเนินธุรกิจทุกครั้ง โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ DBD DataWarehouse+ ผ่านเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th หรือแอปพลิเคชัน DBD e-Service ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ และหากพบเห็นพฤติการณ์ต้องสงสัย หรือชักชวนให้ดำเนินการที่อาจส่อไปในทางทุจริตหรือผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th, Call Center 1570 หรือผ่าน Line Official Account : @DBD1570&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนได้ติดตามพฤติการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินคดีตามกฎหมายกับกลุ่มบุคคลเหล่านั้น ส่งผลให้ช่วง 5 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) มีบัญชีม้านิติบุคคลลดลงเหลือ 19 ราย และมูลค่าความเสียหายลดลงอย่างชัดเจน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า ปี 2568 มีการนำนิติบุคคลไปเป็นบัญชีม้านิติบุคคล 549 ราย โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ตรวจพบก่อนการบังคับใช้มาตรการป้องกันนอมินีและบัญชีม้าอย่างเข้มข้น ตาม 4 คำสั่ง และ 2 ประกาศของกรม เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2569 และในจำนวนนี้ พบพฤติการณ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายหัวห้างหุ้นส่วนและบริษัท เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดทางอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหัวห้างหุ้นส่วนและบริษัท มีการนำชื่อบุคคลมาจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนนิติบุคคลเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกรรมที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย เช่น การหลอกลวงออนไลน์ การฟอกเงิน หรือการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐ &nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260610025ada64b408911ccc278266adab43e1113341.jpg' type='image/jpg' length='87520' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีราคาส่งออก เม.ย. เพิ่ม 3.5% ได้แรงหนุนจากเชื้อเพลิง เกษตร ทอง อิเล็กทรอนิกส์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168826</link>
<guid isPermaLink="false">2ea3fae1d46c1e02abd6508ca312ad97</guid>
<pubDate>Wed, 10 Jun 2026 11:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน เม.ย.69 เพิ่ม 3.5% ได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มเชื้อเพลิง สินค้าเกษตร ทองคำ อิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการของตลาด ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 12.2% จากการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบที่ใช้ในภาคการผลิต คาด พ.ค.69 ยังขยายตัวต่อ &nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือน เม.ย.2569 เท่ากับ 114.8 เพิ่มขึ้น 3.5% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกลุ่มสินค้าเชื้อเพลิง ตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น สินค้าเกษตรกรรม ทองคำ และอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการในตลาดโลก และดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 128.1 เพิ่มขึ้น 12.2% ตามทิศทางราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงราคาโลหะพื้นฐาน อาทิ อะลูมิเนียม ทองแดง และวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่ปรับสูงขึ้น จึงสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง แต่ยังจำเป็นต้องนำเข้า เพื่อรองรับการผลิตและการการลงทุนในอุตสาหกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับดัชนีราคาส่งออกที่เพิ่มขึ้น ประกอบด้วยหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง เพิ่ม 46.3% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป และน้ำมันดิบ ตามความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัวในตะวันออกกลาง และการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอน หมวดสินค้าเกษตรกรรม เพิ่ม 4% อาทิ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังยังคงรักษาระดับการผลิตเพื่อรองรับความต้องการจากตลาดจีน ยางพารา จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ยางสังเคราะห์มีต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของยางธรรมชาติ และข้าว ตามทิศทางราคาข้าวไทยและเวียดนามในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น จากต้นทุนโลจิสติกส์และปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น หมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 2.4% อาทิ ทองคำ ตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง จากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามต้นทุนวัสดุที่เพิ่มขึ้น อาทิ ทองแดง และอะลูมิเนียม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">หมวดสินค้าที่ดัชนีราคาลดลง คือ หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ลด 0.1% โดยเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 81 เดือน อาทิ น้ำตาลทราย จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อาทิ บราซิล อินเดีย และไทย จึงคาดว่าจะเกิดภาวะอุปทานส่วนเกินทั่วโลก และผลไม้กระป๋อง เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากผู้ส่งออกในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม และมาเลเซีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนดัชนีราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดสินค้าเชื้อเพลิง เพิ่ม 41.3% จากราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป เป็นผลจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้เกิดภาวการณ์หยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบ หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 10.4% ได้แก่ ทองคำ ปุ๋ย และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามราคาตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น สำหรับอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการผลิตสินค้าเทคโนโลยีใหม่ หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 6.2% จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และเสื้อผ้า รองเท้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศเพิ่มขึ้น หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.4% จากเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล การขยายตัวของภาคการผลิต และการลงทุน สำหรับเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบตามความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยรักษาโรคเพิ่มขึ้น และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่ม 2.1% จากส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก และส่วนประกอบและอุปกรณ์จักรยานยนต์ และรถจักรยาน ตามความต้องการนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อประกอบการผลิตและส่งออก รวมถึงความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือน พ.ค.2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน จากการที่ราคาน้ำมันและพลังงานปรับเพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งจะส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอุตสาหกรรม ราคาสินค้าโลหะพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอะลูมิเนียมและทองแดง จากความต้องการที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานหมุนเวียน และการเร่งนำเข้าสินค้าบางประเทศจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงชั่วคราว ทำให้คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นในระยะสั้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้ออาจส่งผลให้อุปสงค์ของคู่ค้าชะลอลง การแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่ค้าที่รุนแรง กดดันความสามารถในการส่งออกของผู้ประกอบการไทย ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะกำลังซื้อในประเทศชะลอลง ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ซึ่งจะกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตร และความผันผวนของค่าเงินบาท อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวทางด้านราคาของไทยในระยะข้างหน้า</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260610798be3fb65fb9326148829a4b13c40a5113017.jpg' type='image/jpg' length='375881' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี เม.ย.69 เพิ่ม 29.88% บวก 2 เดือนติด ทองคำยังแรงโต 20.27%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168824</link>
<guid isPermaLink="false">4013352c1e15fe2e5e3743b2940301a3</guid>
<pubDate>Wed, 10 Jun 2026 11:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับเดือน เม.ย.69 ไม่รวมทองคำ 928.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 29.88% ขยายตัว 2 เดือนติด ได้แรงส่งจากความต้องการของหลายตลาด เว้นสหรัฐฯ ที่ยังลดลง จากการเร่งนำเข้าก่อนหน้า รวม 4 เดือน เพิ่ม 12.46% เฉพาะทองคำยังแรงต่อ มูลค่า 1,216.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.27% จากความต้องการซื้อที่มีต่อเนื่อง แม้ราคาจะเริ่มปรับลดลง แนะผู้ประกอบการเตรียมรับมือเศรษฐกิจชะลอ นโยบายคู่ค้า บาทแข็ง ราคาทองผันผวน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน เม.ย.2569 มีมูลค่า 928.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.88% ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 หากรวมทองคำ มีมูลค่า 2,145.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.25% รวม 4 เดือนปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 6,511.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.46% รวมทองคำมูลค่า 13,389.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 29.36%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ เดือน เม.ย.2569 มีมูลค่า 1,216.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.27% จากความต้องการซื้อทองคำในตลาดโลก แม้ว่าเดือน เม.ย.2569 ราคาทองจะลดลงจากเดือน มี.ค.2569 มาอยู่ที่ 4,723.88 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 และเดือนนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย และมีการเจรจา ส่งผลให้การถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยชะลอตัวลง และกองทุน SPDR Gold ก็มีการขายทองคำออกมา หลังจากซื้อต่อเนื่องก่อนหน้านี้ และรวม 4 เดือน ส่งออกทองคำ 6,878.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 50.80% โดยหากแยกการส่งออกแต่ละเดือน ม.ค.2569 มูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 136.16% ก.พ.2569 มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.22% มี.ค.2569 มูลค่า 1,799.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.28%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทางด้านตลาดส่งออก อินเดีย เพิ่ม 6.54% ฮ่องกง เพิ่ม 5.47% เยอรมนี เพิ่ม 43.75% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 174.90% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 89.10% อิตาลี เพิ่ม 34.43% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 2.69% ญี่ปุ่น เพิ่ม 44.70% สิงคโปร์ เพิ่ม 162.01% ส่วนสหรัฐฯ ลด 17.61% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนการส่งออกสินค้า เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 91% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 20.28% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 3,281.84% เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 88,450.50% พลอยก้อน เพิ่ม 120.67% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 3.78% เพชรก้อน เพิ่ม 12.82% เพชรเจียระไน เพิ่ม 8.06% โลหะเงิน เพิ่ม 179.92% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 0.49% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 2.11%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายสุเมธกล่าวว่า สถานการณ์ส่งออกในช่วง 4 เดือนของปี 2569 สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับยังเติบโตได้ในเกือบทุกตลาดสำคัญ แต่มีความเสี่ยงหลักที่ส่งผลต่อแนวโน้มในอนาคต คือ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างขึ้น การแตกแยกทางภูมิศาสตร์ที่เพิ่มมากขึ้น หรือความตึงเครียดทางการค้าที่เกิดขึ้นใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างใกล้ชิด โดยภายใต้สภาวการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวจากการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแข่งขันด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการมุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับบนที่ยังมีกำลังซื้อสูงในตลาดสำคัญ ๆ อย่างสหรัฐฯ เพื่อรักษาโอกาสทางการค้าและเพิ่มมูลค่าสินค้า เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความโปร่งใสมากขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมรับมือกับเศรษฐกิจโลก ที่เริ่มมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลง จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กดดันให้เงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า ที่เป็นปัจจัยกดดันการส่งออก ค่าเงินบาทผันผวนในทางแข็งค่า กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และราคาทองคำเริ่มไม่เคลื่อนไหวไปตามทฤษฎี ทำให้คาดการณ์ต้นทุนได้ยาก</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260610e0d32e0ef2ee5518be7529655faecab5112724.jpg' type='image/jpg' length='581674' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ดึง “ออม สุชาร์” โปรโมตผลไม้ไทยในจีน จับมือห้าง Ole ชูจุดขายซื้อกินได้ทั้งปี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168536</link>
<guid isPermaLink="false">c3cc56de494601887407f2652698762c</guid>
<pubDate>Tue, 09 Jun 2026 11:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ไทย ที่เซี่ยงไฮ้ ผลตอบรับล้นหลาม ผู้บริโภคชาวจีนแห่กรี๊ด &ldquo;ออม สุชาร์&rdquo; หลังมาช่วยโปรโมต แชร์เคล็ดลับกินทุเรียนคู่มังคุด พร้อมดึง Ye Gelato ร้านไอศกรีมชื่อดัง จัดเมนูพิเศษรสผลไม้ไทย ฮอตไม่แพ้กัน และยังจับมือ Ole Supermarket ห้างค้าปลีกพรีเมียม ชูจุดขาย จำหน่ายผลไม้ไทยตลอดทั้งปี ตลอดจนผลไม้แปรรูป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ประจำประเทศเป้าหมายการส่งออกผลไม้ไทยทุกแห่ง เร่งขยายตลาดตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ล่าสุดได้รับรายงานจาก นายสกรรจ์ แสนโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ถึงผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ไทย ภายใต้คอนเซปต์ &ldquo;Thailand the land of tropical fruits&rdquo; ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากผู้บริโภคชาวจีนดีเกินคาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการจัดงาน ได้มีการนำผลไม้คุณภาพสูงอย่าง ทุเรียน ทั้งหมอนทอง พวงมณี และก้านยาว มังคุด ส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม เงาะ รวมถึงผลไม้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อาทิ ส้มโอทับทิมสยาม และมะพร้าวน้ำหอม มาวางจำหน่าย และได้มีการเชิญศิลปินดาราชื่อดัง ออม สุชาร์ ร่วมโปรโมตผลไม้ไทย ช่วยสื่อสารให้ผู้บริโภคชาวจีนเกิดความเชื่อมั่นในรสชาติ พร้อมทั้งแชร์เคล็ดลับวิธีกินทุเรียนคู่กับมังคุดแบบคนไทย ส่งผลให้บรรยากาศภายในงานคึกคักเป็นพิเศษ มีชาวจีนแห่ชม ชิม และซื้อสินค้ากันอย่างล้นหลาม และช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของผลไม้ไทยได้เป็นอย่างดี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้ประสานความร่วมมือกับ Ye Gelato ร้านไอศกรีมชื่อดัง ที่มีสาขากว่า 1,000 แห่งทั่วจีน จัดทำเมนูพิเศษแบบ Limited Edition จำหน่ายในงานเทศกาลไทย ได้แก่ ไอศกรีมรสทุเรียนไทย ข้าวเหนียวมะม่วง มะพร้าว และชาไทย ช่วยสร้างกระแสนิยมและสอดแทรกเอกลักษณ์ไทยเข้าไปในวิถีชีวิตของคนจีนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้จับมือกับห้าง Ole Supermarket ห้างค้าปลีกระดับพรีเมียมในนครเซี่ยงไฮ้ โดยจะร่วมกันผลักดันให้ผู้บริโภคชาวจีนสามารถเข้าถึงผลไม้ไทยได้ตลอดทั้งปี โดยได้วางแผนการตลาดตามฤดูกาลอย่างชัดเจน ซึ่งช่วงเวลาในเดือน เม.ย.-มิ.ย. เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการบริโภคทุเรียน มังคุด และเงาะ ส่วนเดือน ก.ค.-ส.ค. ก็จะมีมะพร้าวไทย ส่วนเดือน ก.ย. เป็นต้นไป จะเข้าสู่เทศกาลไหว้พระจันทร์และช่วงไหว้บรรพบุรุษ ส้มโอไทยได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะของขวัญของฝากระดับพรีเมียม รวมทั้งยังมีผลไม้แปรรูปที่หลากหลาย อาทิ ไอศกรีม ขนมหวาน คาเฟ และสแน็ก เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนจีนยุคใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ทูตพาณิชย์ยังได้รายงานเพิ่มเติมว่า จากการเยี่ยมเยือนผู้นำเข้าผลไม้ไทย ได้รับข้อมูลว่าปีนี้ทุเรียนไทยมีคุณภาพดีกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด และเสนอให้ไทยต้องเร่งทำการประชาสัมพันธ์ตอกย้ำภาพลักษณ์ เพื่อทิ้งห่างคู่แข่งรายสำคัญอย่างเวียดนามที่มีปริมาณการส่งออกทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และมาเลเซียที่ชูจุดเด่นทุเรียนระดับพรีเมียม</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260609fd97bae379db2f90fec7a5863da21bc7113930.jpg' type='image/jpg' length='443432' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือ สกสว. พันธมิตร จัดงานใหญ่ “IP x Venture Rise Thailand”]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168534</link>
<guid isPermaLink="false">4dec33f02b95b27fc9395a8e08d6b7b1</guid>
<pubDate>Tue, 09 Jun 2026 11:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึกกำลังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และเครือข่ายพันธมิตร เตรียมความพร้อมจัดงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา ประจำปี 69 ภายใต้ชื่อ &ldquo;IP x Venture Rise Thailand&rdquo; หลังรวม 2 งาน IP Fair และ Venture Rise Thailand เข้ามาจัดด้วยกัน เพื่อช่วยเปิดเวทีกลางในการเชื่อมโยงทรัพย์สินทางปัญญา งานวิจัย และผลงานนวัตกรรม สู่โอกาสทางธุรกิจและการลงทุนอย่างครบวงจร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประชุมผ่านระบบประชุมออนไลน์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรจากภาครัฐ เอกชน การเงิน และภาคการวิจัย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา ประจำปี 2569 ภายใต้ชื่อ &ldquo;IP x Venture Rise Thailand&rdquo; เปิดเวทีกลางในการเชื่อมโยงทรัพย์สินทางปัญญา งานวิจัย และผลงานนวัตกรรม สู่โอกาสทางธุรกิจและการลงทุนอย่างครบวงจร &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจัดงาน &ldquo;IP x Venture Rise Thailand&rdquo; ในปีนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์และพลิกโฉมการขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญาในเวทีระดับประเทศ โดยมุ่งยกระดับบทบาททรัพย์สินทางปัญญา จากการคุ้มครองสิทธิ์สู่การลงทุนและสร้างมูลค่าทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการผนึกกำลังของสองเวทีสำคัญ ได้แก่ งานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair) ของกรม และ Venture Rise Thailand ของ สกสว. เข้าด้วยกันเป็นครั้งแรก เพื่อเปิดพื้นที่นำเสนอผลงานทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงของไทย พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุน ผู้ประกอบการ และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศได้พบปะและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการเจรจาธุรกิจและการลงทุนที่นำไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ภายในงาน IP x Venture Rise Thailand 2026 จะมีการรวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย ผู้ประกอบการ และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา (IP Mart) มาจัดแสดงในรูปแบบ Innovation Showcase ไม่น้อยกว่า 230 ผลงาน ครอบคลุม 5 กลุ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคต ได้แก่ เทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech) เทคโนโลยีการเกษตร (Agri Tech) เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI-Driven Technology) เทคโนโลยีด้านอาหาร (Food Tech) และเทคโนโลยีสะอาด (Clean Tech) ซึ่งถือเป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ยังมีกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ อาทิ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การสัมมนาส่งเสริมความรู้ (IP Seminar) การยกย่องเชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์ผลงานทรัพย์สินทางปัญญาดีเด่นระดับประเทศ (IP Champion) การบริการให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาและสนับสนุนการนำผลงานไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ การขับเคลื่อนแนวทางการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อใช้เป็นหลักประกันทางการเงิน (IP Finance) การแสดงและจัดจำหน่ายสินค้า GI (GI Market) พร้อมด้วยกิจกรรมและบริการสนับสนุนจากเครือข่ายพันธมิตรด้านการวิจัย นวัตกรรม การเงิน กฎหมาย และการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาอีกเป็นจำนวนมาก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการจัดงาน IP x Venture Rise Thailand 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27&ndash;29 ส.ค.2569 ณ ฮอลล์ 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยคาดว่าจะเป็นเวทีสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา การวิจัย นวัตกรรม และการลงทุนของประเทศ ช่วยเร่งการนำผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และวางรากฐานระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม (IP &amp; Innovation Ecosystem) ของไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260609b5836c1aebd825701f32b8f79088ebb0113605.jpg' type='image/jpg' length='493303' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จับมือเอกชน ดัน Hug The Earth ส่งเสริมผลิต-บริโภคสินค้ารักษ์โลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168533</link>
<guid isPermaLink="false">60439f1cc32f75b9fc71987c9537b155</guid>
<pubDate>Tue, 09 Jun 2026 11:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกาศเจตนารมณ์ สนับสนุนผู้ประกอบการ เครือข่ายค้าปลีกค้าส่ง ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน เดินหน้าโครงการ Hug The Eart ผลักดันผู้ผลิตให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันผู้บริโภคเลือกใช้สินค้ารักษ์โลก เพื่อสร้างสังคมยั่งยืนและสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เข้าร่วมประกาศเจตนารมย์สนับสนุนและดำเนินโครงการ &ldquo;Hug The Earth&rdquo; ณ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยโครงการนี้ ดำเนินการโดยคณะกรรมการพลังงาน คณะกรรมการค้าปลีก หอการค้าไทย และภาคีเครือข่ายภาคีภาคเอกชนกว่า 30 องค์กร มีวัตถุประสงค์เพื่อเดินหน้าสร้างโลกสีเขียวอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมการบริโภคและการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคและผู้ผลิตอย่างเป็นรูปธรรมที่เน้นความปลอดภัยอย่างยั่งยืน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยมีเป้าหมายในการสร้างความตระหนักรู้แบ่งเป็นระยะสั้น ผู้บริโภคเลือกใช้สินค้าฉลากรักษ์โลกหรือฉลากสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สะท้อนถึงแนวทางการผลิตและการบริโภคที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และผู้ผลิตให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ระยะยาว ขยายผลโครงการสู่เครือข่ายสมาชิกหอการค้าและค้าปลีก-ค้าส่งทั่วประเทศ รวมถึงสมาคมผู้ค้าปลีกไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมในฐานะที่มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบไทยให้มีความเข้มแข็งถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด &ldquo;เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&rdquo; โดยเฉพาะธุรกิจชุมชน ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ประกอบการให้มีระบบการบริหารจัดการธุรกิจที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชน สร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ หากผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและแนวทางการดำเนินธุรกิจให้ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Net Zero 2050 และการดำเนินงานของประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอชื่นชมโครงการ Hug The Earth ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทำให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจไทย ได้ตระหนักและหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น การร่วมมือระหว่างกรม หอการค้าไทย และภาคีเครือข่ายภาคีภาคเอกชนในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวหนึ่งในการร่วมสร้างสังคมที่ยั่งยืนและสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของคนรุ่นใหม่และโลกในอนาคต และกรมยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับโลกอย่างต่อเนื่องต่อไป รวมทั้งขอเชิญชวนผู้บริโภคพิจารณาเลือกซื้อสินค้าที่มีกระบวนการผลิตและการใช้วัตถุดิบที่คำนึงถึงการรักษ์โลก ช่วยกันสนับสนุนธุรกิจที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เติบโตในประเทศไทย ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศที่มีความสะอาดและปลอดภัยตามมา&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span> &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202606091a026b40c1a69a2b158ec3e469fa861b113449.jpg' type='image/jpg' length='207074' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ผนึกกำลังหน่วยงานไทย-ต่างประเทศ ทลายเครือข่ายหนังเถื่อนข้ามพรมแดน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168532</link>
<guid isPermaLink="false">a01d79ac38e3ecaaf392cffc3e856d50</guid>
<pubDate>Tue, 09 Jun 2026 11:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึกกำลังตำรวจ บก.ปอศ. ตำรวจสากล สำนักงานคุ้มครองลิขสิทธิ์แห่งเกาหลี เจ้าของสิทธิ์ ทลายเครือข่ายหนังเถื่อน ที่ จ.เชียงใหม่ เผยพบเป็นแหล่งเผยแพร่ภาพยนตร์ละเมิดลิขสิทธิ์ข้ามพรมแดนไทย-มาเลเซีย ผ่านระบบสมาชิกออนไลน์ ยึดหลักฐานได้เพียบ พร้อมส่งตัวผู้กระทำผิดดำเนินคดีตามกฎหมายทันที ย้ำจะเดินหน้าจัดการปัญหาละเมิดต่อเนื่อง รวมถึงการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่องค์การตำรวจสากล (INTERPOL) เจ้าหน้าที่สํานักงานคุ้มครองลิขสิทธิ์แห่งเกาหลี (KCOPA) และตัวแทนผู้รับมอบอำนาจเจ้าของลิขสิทธิ์ จัดชุดปฏิบัติการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำความผิดเครือข่ายเว็บไซต์ MyIPTV4K ที่ลักลอบเผยแพร่ภาพยนตร์ละเมิดลิขสิทธิ์ข้ามชาติเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อเจ้าของลิขสิทธิ์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในหลายประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการร่วมบูรณาการกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้โครงการ I-SOP (INTERPOL - Stop Online Piracy) เช่น ตำรวจมาเลเซีย (Royal Malaysia Police) สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ (KNPA) และเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยได้ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งทางดิจิทัลและเส้นทางการเงิน จนสามารถยื่นขอหมายค้นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ นำไปสู่การปฏิบัติการปราบปรามทลายเครือข่ายลักลอบเผยแพร่ภาพยนตร์ละเมิดลิขสิทธิ์ข้ามพรมแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบเผยแพร่ภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาตผ่านระบบสมาชิกออนไลน์ โดยมีการดำเนินงานเชื่อมโยงข้ามพรมแดนระหว่างหลายประเทศ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของลิขสิทธิ์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในวงกว้าง</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ จากการตรวจค้นเป้าหมาย 2 จุดสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ บริษัทแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลสุเทพ และบ้านพักในพื้นที่ตำบลแม่เหียะ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิด ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลระบบ (Admin) ในการจัดการระบบเข้ารับชมภาพยนตร์ออนไลน์แบบบอกรับสมาชิกให้กับผู้ให้บริการหลักที่ประเทศมาเลเซีย พร้อมยึดของกลาง อาทิ เอกสารบัญชี จำนวน 19 แผ่น หลักฐานการจ่ายเงินให้กับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มคลาวด์คอมพิวติ้ง 4 แผ่น เอกสารเกี่ยวกับการรับส่งอีเมล์ที่ใช้งาน 22 แผ่น เอกสารสำเนาบัตรเครดิต 1 แผ่น โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง และคอมพิวเตอร์ PC 1 เครื่อง เป็นต้น จึงได้ดำเนินคดีในฐานความผิด &ldquo;ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ด้วยการทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งเป็นงานภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาต&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมนกล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ สะท้อนถึงการยกระดับมาตรการเฝ้าระวังตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เจ้าของลิขสิทธิ์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ กรมขอเน้นย้ำว่าการเผยแพร่ภาพยนตร์หรือคอนเทนต์ที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าจะเป็นการอัปโหลด ถ่ายทอด ส่งต่อ หรือแสวงหาประโยชน์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งกรมจะดำเนินการอย่างเข้มงวดและต่อเนื่องกับเครือข่ายละเมิดลิขสิทธิ์ทุกรูปแบบ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง กรมจะเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายกับการลักลอบถ่ายทอดสดการแข่งขัน การเผยแพร่ลิงก์รับชมผิดกฎหมาย รวมถึงการนำภาพหรือคลิปการแข่งขันไปใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเต็มที่ และสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่เป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน โดยกฎหมายได้กำหนดบทลงโทษสำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์ไว้ โดยกรณีละเมิดลิขสิทธิ์ทั่วไป มีโทษปรับตั้งแต่ 20,000&ndash;200,000 บาท และหากเป็นการกระทำเพื่อการค้าหรือแสวงหากำไร อาจมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000&ndash;800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมขอความร่วมมือจากประชาชนไม่สนับสนุนการรับชมหรือใช้บริการเว็บไซต์และแพลตฟอร์มที่ละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะนอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิของผู้สร้างสรรค์และเจ้าของลิขสิทธิ์แล้ว ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การจ้างงาน และระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม อย่างไรก็ดี หากประชาชนพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสมายัง กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260609a1b36339127de9a25d7c400d76ce08ab113338.jpg' type='image/jpg' length='240108' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​กรมพัฒน์-สสว. จัดงาน SME Business Connect สร้างโอกาสทำธุรกิจ ขยายการค้า]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168531</link>
<guid isPermaLink="false">dbbfbc7d84858b92ff0565308e05af61</guid>
<pubDate>Tue, 09 Jun 2026 11:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือ สสว. จัดงาน &ldquo;SME Business Connect : เชื่อมโอกาส เดินหน้าธุรกิจ&rdquo; วันที่ 19-21 มิ.ย.69 ที่ SIAM PARAGON ชั้น 5 รวบรวมโซลูชัน เครื่องมือ และบริการเพื่อสนับสนุนธุรกิจมาไว้ในที่เดียว เพื่อช่วย SME ยกระดับขีดความสามารถในการทำธุรกิจ ขยายการค้า &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เตรียมจัดงาน &ldquo;SME Business Connect : เชื่อมโอกาส เดินหน้าธุรกิจ&rdquo; ระหว่างวันที่ 19-21 มิ.ย.2569 ณ SIAM PARAGON ชั้น 5 โซน NEXT HALL เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ที่จะเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ากับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจอย่างครบวงจร พร้อมสนับสนุนให้ SME ไทยเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และโอกาสใหม่ในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีทั้งความรู้ในการบริหารธุรกิจ เครื่องมือทางการตลาด เทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวก และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อเพิ่มแต้มต่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การสร้าง Business Ecosystem จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจและพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ผลักดันให้ SME สามารถเข้าถึงเครื่องมือที่ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจได้อย่างตรงจุด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับงาน SME Business Connect ที่กำลังจะจัดขึ้นในครั้งนี้ ได้รวบรวมโซลูชัน เครื่องมือ และบริการเพื่อสนับสนุนธุรกิจมาไว้ในที่เดียว โดยแบ่งเป็น 3 โซนสำคัญ ได้แก่ 1.Solution Showcase พื้นที่นำเสนอโซลูชันหรือเครื่องมือเพื่อพัฒนาธุรกิจจากพันธมิตร 16 หน่วยงาน ใน 5 ด้านสำคัญ คือ การขายและการตลาด ระบบสารสนเทศ การเงินและบัญชี การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และการวิเคราะห์ข้อมูล 2.Consultation Clinic พื้นที่ให้คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตร 7 หน่วยงาน เพื่อช่วยวิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางพัฒนาธุรกิจที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการแต่ละราย และ 3.Business Matching กิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการและผู้ให้บริการโซลูชัน เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพิ่มโอกาสทางการค้า และต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียน SME ONE ID ผ่านเว็บไซต์ https://bizportal.go.th โดยผู้ที่ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานจะได้รับของที่ระลึก พร้อม Gift Voucher มูลค่า 300 บาท สำหรับใช้ซื้อสินค้าในเครือ SIAM PARAGON (มีจำนวนจำกัด)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่างานนี้ จะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาธุรกิจ สร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่ และค้นหาแนวทางการเติบโตที่เหมาะสม นำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว จึงขอเชิญชวนผู้สนใจลงทะเบียน และเข้าร่วมงาน โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 0 2547 4445 หรือ Call Center 1570&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202606093add718d65fa0f675c32ff371dd0c39f113217.jpg' type='image/jpg' length='162570' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​ไทยร่วมเวที OECD ผลักดันนโยบายการเติบโตอุตสาหกรรม ต้องแข่งขันเป็นธรรม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168529</link>
<guid isPermaLink="false">583cc6d525ac5054577e0ef7172885cf</guid>
<pubDate>Tue, 09 Jun 2026 11:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กิริฎา&rdquo;เผยผลการเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรี OECD ไทยเน้นย้ำการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ต้องมีการแข่งขันที่เป็นธรรม มีกฎระเบียบ และการกำกับดูแลที่ชัดเจน พร้อมโชว์นโยบายไทย มุ่งพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ พลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานยั่งยืน ส่วนการประชุมรัฐมนตรี WTO ไม่เป็นทางการ หนุนการปฏิรูป WTO การพัฒนากฎเกณฑ์ด้านดิจิทัล ความยั่งยืน และหารืออังกฤษ เผยหนุนไทยเป็นสมาชิก OECD<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ระดับรัฐมนตรี (OECD Ministerial Council Meeting (MCM) 2026) ระหว่างวันที่ 3-4 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า ได้เข้าร่วมหารือในหัวข้อที่กำหนดไว้ในปีนี้ คือ &ldquo;Getting Industrial Policies Right for Open Markets, Growth and Prosperity&rdquo; เพื่อหารือแนวทางจัดทำนโยบายอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว ควบคู่กับการรักษาตลาดที่เปิดกว้าง การแข่งขันที่เป็นธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีนายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกเข้าร่วมด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการประชุม MCM 2026 ครั้งนี้ ตนได้เน้นย้ำว่า การแข่งขันที่เป็นธรรม กฎระเบียบที่มีประสิทธิภาพ และการกำกับดูแลข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมนำเสนอความคืบหน้าของไทยในการปฏิรูปกฎหมายการแข่งขันทางการค้า เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมและสอดคล้องกับมาตรฐาน OECD โดยไทยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูล เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ตน นายวีระพงษ์ และคณะ ยังได้เข้าร่วมการประชุมในหัวข้อ Safeguarding Open Markets, Free and Fair Trade, and a Level Playing Field และได้เน้นย้ำว่า นโยบายอุตสาหกรรมควรมีความโปร่งใส มีเป้าหมายชัดเจน อิงข้อมูลเชิงประจักษ์ และมีการติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ พร้อมยกตัวอย่างการดำเนินงานของไทยด้านการทบทวนกฎระเบียบ การพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน โดยไทยยังเห็นความสำคัญของการรักษาพื้นที่เชิงนโยบายสำหรับประเทศกำลังพัฒนา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎา กล่าวว่า สำหรับการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกอย่างไม่เป็นทางการ (Informal WTO Ministerial Gathering : IMG) เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูป WTO โดยไทยกล่าวสนับสนุนการปฏิรูป WTO ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม เปิดกว้างให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และมุ่งผลลัพธ์ที่ชัดเจน พร้อมยืนยันว่ากระบวนการตัดสินใจที่ยึดหลักฉันทามติยังเป็นรากฐานสำคัญของระบบการค้าพหุภาคี และไทยยังสนับสนุนการพัฒนากฎเกณฑ์ WTO โดยเฉพาะด้านดิจิทัลและความยั่งยืน ควบคู่กับการรักษาพื้นที่เชิงนโยบายที่เหมาะสมสำหรับประเทศกำลังพัฒนา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการหารือทวิภาคีกับสหราชอาณาจักร ได้หาแนวทางและความเป็นไปได้ในการพัฒนาการพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ทางการค้าและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร ท่ามกลางสถานการณ์การผันผวนของการค้าโลก รวมทั้งสหราชอาณาจักรพร้อมที่จะสนับสนุนการเข้าร่วมสมาชิก OECD ของไทย โดยเฉพาะในด้านการเงินพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การกำกับดูแลกิจการที่ดี (good governance) การทำธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct) และนโยบายการค้า (trade policy)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) จัดตั้งเมื่อปี 2504 โดยมีภารกิจหลัก คือ การจัดทำนโยบายที่เน้นการช่วยเหลือให้สมาชิกบรรลุถึงการเจริญเติบโต การจ้างงาน และยกระดับความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน ภายใต้การคลังที่มีเสถียรภาพ ผ่านการค้าบนพื้นฐานความเท่าเทียม ในปัจจุบันมีสมาชิก 38 ประเทศ และมีประเทศที่อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD เช่น บราซิล เปรู โครเอเชีย อินโดนีเซีย และไทย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202606091179547bfa1117eae55316dd974680e8113046.jpg' type='image/jpg' length='1142186' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP แนะผู้ส่งออกใช้ท่าเรือหลูโจว ช่องทางใหม่ส่งออกสินค้าไทยเจาะจีนตอนใน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168527</link>
<guid isPermaLink="false">2cdf589b4c54b76d1327dd1081e4375c</guid>
<pubDate>Mon, 08 Jun 2026 17:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ส่งออกไทย ศึกษาใช้ท่าเรือหลูโจว เป็นช่องทางในการส่งออกสินค้าไทยเจาะเข้าสู่จีนตอนใน เผยสามารถส่งสินค้าไทยผ่านรถไฟจีน-ลาว ก่อนไปยังคุนหมิง และหลูโจ จากนั้นใช้เครือข่ายถนนและทางน้ำของท่าเรือส่งสินค้าได้ทันที</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางกุลธิดา บัณฑุรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงผลการสำรวจท่าเรือหลูโจว ซึ่งเป็นท่าเรือแม่น้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งบนแม่น้ำแยงซีตอนบน ตั้งอยู่ในเมืองหลูโจว มณฑลเสฉวน มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อทางตะวันตกของจีนเข้ากับเส้นทางน้ำสู่ทะเล และโอกาสที่ผู้ส่งออกไทยจะใช้ท่าเรือแห่งนี้ เป็นประตูการค้าสู่จีนตอนใน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลูโจวเป็นเมืองท่ามาแต่โบราณ ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่จุดบรรจบของแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำถู ทำให้เป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งทางน้ำในภูมิภาคมาตั้งแต่สมัยโบราณ และในยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ หลังปี 1978 การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนทำให้การขนส่งทางน้ำมีความสำคัญมากขึ้น ท่าเรือหลูโจวจึงได้รับการพัฒนาและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการพัฒนาเป็นท่าเรือหลัก ซึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หลูโจวได้รับการวางตำแหน่งให้เป็นท่าเรือหลักในระบบขนส่งของแม่น้ำแยงซี และเป็นประตูน้ำสำคัญสู่มณฑลเสฉวนและภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และในปัจจุบันมีการรวมกลุ่มเป็นหนึ่งเดียวกับท่าเรือสำคัญอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น ท่าเรืออี๋ปิน ท่าเรือเล่อชาน ภายใต้บริษัท Sichuan Port and Shipping Investment Group เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ท่าเรือหลูโจวเป็นท่าเรือที่ทันสมัย และมีบทบาทสำคัญหลายประการ ได้แก่ การขนส่งสินค้าแบบต่อเนื่องหลายรูปแบบ เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่เปลี่ยนถ่ายสินค้าระหว่างการขนส่งทางน้ำ ทางถนน และทางรถไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางรถไฟจีน-ลาว ที่เชื่อมต่อไปยังภูมิภาคอาเซียน สินค้าหลักที่ขนส่ง ได้แก่ สินค้าเทกอง (ถ่านหิน แร่ธาตุ วัสดุก่อสร้าง) สินค้าเหลว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมี เนื่องจากหลูโจวเป็นฐานอุตสาหกรรมเคมีที่สำคัญ และสินค้าทั่วไปและตู้คอนเทนเนอร์ ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเครื่องจักรกลการเกษตร และสินค้าส่งออกอื่น ๆ จากมณฑลเสฉวน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">น.ส.สุนันทากล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ท่าเรือหลูโจวเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนถ่ายสินค้าระหว่างทางน้ำและทางรถไฟจีน-ลาวเจาะเข้าไปยังจีนตอนใต้ โดยเส้นทางสินค้าไทย เช่น ยางพารา ผลไม้สด ทุเรียนแช่เย็น แช่แข็ง ข้าว สามารถขนส่งทางรถยนต์มาที่ด่านหนองคาย-เวียงจันทน์ จากนั้นขึ้นรถไฟจีน-ลาว ผ่านลาวไปยังนครคุนหมิง และต่อไปยังหลูโจว เมื่อสินค้ามาถึงหลูโจว ผู้ประกอบการไทยสามารถกระจายสินค้าต่อไปยังเมืองต่าง ๆ ในมณฑลเสฉวน กุ้ยโจว และฉงชิ่ง ผ่านเครือข่ายถนนและทางน้ำของท่าเรือได้ทันที ซึ่งเร็วกว่าการส่งทางเรือจากท่าเรือทะเลทางตะวันออก ในขณะเดียวกันการส่งออกสินค้าจีนตอนใต้สู่ไทย ท่าเรือหลูโจวรวบรวมสินค้าจากอุตสาหกรรมในเสฉวน เช่น เครื่องจักรกลการเกษตร อะไหล่รถยนต์ ปุ๋ยเคมี วัสดุก่อสร้าง สินค้าเหล่านี้สามารถถูกลำเลียงมาที่ท่าเรือ และส่งออกทางรถไฟจีน-ลาว ไปยังตลาดไทยและอาเซียนได้ โดยไม่ต้องอ้อมไปลงเรือที่เซี่ยงไฮ้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผู้ประกอบการไทยที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าประเภทเทกอง หรือน้ำหนักมาก ที่ไม่เร่งรีบด้านเวลา ท่าเรือหลูโจวก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าวัตถุดิบจากจีน ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ถ่านหิน ปุ๋ยเคมี หรือแร่ธาตุ จากจีนตอนบน สามารถใช้เส้นทางเรือจากหลูโจวลงไปตามแม่น้ำแยงซี เพื่อต่อเรือสินค้าออกทะเลที่เซี่ยงไฮ้มายังไทย แม้จะช้ากว่ารถไฟ แต่ต้นทุนต่อหน่วยถูกกว่ามากสำหรับสินค้าที่มีปริมาณมาก และในทางกลับกันการส่งออกสินค้าเกษตรไปจีน สินค้าเกษตรบางประเภทที่ต้องการความสด (ต้องใช้รถไฟ) แต่ถ้าเป็นสินค้าแปรรูปหรือแช่แข็ง ก็สามารถใช้เส้นทางเรือขากลับเพื่อประหยัดค่าระวางเรือได้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนสินค้าไทยที่มีโอกาสใช้หลูโจวเป็นประตูสู่พื้นที่ตอนใน ได้แก่ 1.ผลไม้เมืองร้อน (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลำไย) ตลาดเสฉวนมีความต้องการสูงมาก การขนส่งผ่านรถไฟจีน-ลาว มายังหลูโจว ช่วยรักษาคุณภาพและลดเวลาส่งถึงมือผู้บริโภคในเฉิงตู (เมืองเอกของเสฉวน) ได้รวดเร็วขึ้น 2.สินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารฮาลาล เนื่องจากมีประชากรมุสลิมในจีนตะวันตกพอสมควร และ 3.ผลิตภัณฑ์ยางพารา เสฉวนมีอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน การส่งออกยางพาราแปรรูปหรือน้ำยางข้นผ่านเส้นทางนี้ช่วยให้อุตสาหกรรมปลายน้ำมีวัตถุดิบป้อนโรงงานได้อย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลจีน โดยท่าเรือหลูโจวได้รับการสนับสนุนจากนโยบายระดับชาติ เช่น แผนพัฒนาแม่น้ำแยงซี และระดับท้องถิ่นในการอำนวยความสะดวกทางการค้า ท่าเรือมีด่านศุลกากร (Inland Port Customs) ที่สามารถดำเนินพิธีการศุลกากรได้ภายในท่าเรือ ทำให้สินค้าที่ส่งไปไทยผ่านเส้นทางนี้ไม่ต้องผ่านพิธีการศุลกากรซ้ำซ้อนที่ท่าเรือชายฝั่ง และยังมีเงินอุดหนุนค่าขนส่ง (Subsidy) รัฐบาลท้องถิ่นเสฉวนและหลูโจวมักมีนโยบายอุดหนุนค่าขนส่งทางน้ำและทางรางเพื่อดึงดูดสินค้า ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ใช้ท่าเรือนี้ในการขนส่งอาจได้รับค่าขนส่งที่ถูกลงทางอ้อม หรือได้รับการดูแลเป็นพิเศษหากมีการขนส่งในปริมาณมาก</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026060986c027abdd0866f38b1879375846da0e112910.jpg' type='image/jpg' length='156424' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“ศุภจี”ถกทูตอังกฤษ ยกระดับความสัมพันธ์ ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้า]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168526</link>
<guid isPermaLink="false">f7d6ae843c94a4cb86fc5448b6b4b588</guid>
<pubDate>Mon, 08 Jun 2026 17:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;หารือเอกอัครราชทูตอังกฤษ ใช้โอกาสแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความสัมพันธ์ไทย-UK ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า ให้ก้าวหน้ามากขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ได้ให้การต้อนรับและหารือกับนายมาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร (UK) ในโอกาสที่นายมาร์ค กูดดิ้ง มีกำหนดครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยในเดือน ก.ค.2569 โดยได้ใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นสำคัญ เพื่อส่งเสริมและยกระดับความสัมพันธ์ไทย-UK รวมทั้งขยายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและสร้างพันธมิตรทางการค้า ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ สองฝ่ายยังร่วมยินดีที่มูลค่าการค้าระหว่างกันขยายตัวอย่างมากถึงร้อยละ 24 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากประมาณ 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับ UK เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและเป็นคู่ค้าและนักลงทุนสำคัญของไทย ทั้งสองฝ่ายจึงมีกลไกคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า (Joint Economic and Trade Committee : JETCO) เพื่อขับเคลื่อนและต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เช่น ยานยนต์ เกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม สาธารณสุข การศึกษาและศุลกากร โดยความร่วมมือในหลายสาขามีความคืบหน้าและเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการดำเนินการเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 และได้แลกเปลี่ยนข้อมูลการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศที่มีความสำคัญกับทั้งสองฝ่าย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ในปี 2568 UK เป็นคู่ค้าอันดับ 22 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในยุโรป รองจากสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 22 และเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 24 ของไทยในโลก โดยมีการค้ารวม 6,842.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 1.00 ของการค้าไทยในโลก เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.75 โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 2,014.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แยกเป็นการส่งออกไปยัง UK มูลค่ารวม 4,428.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ 1.ไก่แปรรูป 2.อัญมณีและเครื่องประดับ 3.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล 4.รถจักรยานยนต์ และส่วนประกอบ 5.รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และนำเข้าจาก UK มูลค่ารวม 2,413.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ 1.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 2.แผงวงจรไฟฟ้า 3.เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ 4.ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม 5.เครื่องดื่มประเภทน้ำแร่ น้ำอัดลม และสุรา</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260609f7b1d66ba6dd133815f339813ce8dc2d112727.jpg' type='image/jpg' length='994965' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​DITP โชว์ผลงานจัด Export Clinic สุดฮอต ผู้ประกอบการแห่ปรึกษาทำตลาดส่งออก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168525</link>
<guid isPermaLink="false">1228b6396a6e4dd84031344eb82a3869</guid>
<pubDate>Mon, 08 Jun 2026 16:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลจัดโครงการเปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ (Export Clinic) ประจำปี 2569 ภายในงานแสดงสินค้า THAIFEX - Anuga Asia 2026 ผู้ประกอบการแห่เข้ารับคำปรึกษาทำตลาดส่งออก 160 รายจาก 109 บริษัท สนใจตลาดดูไบอันดับหนึ่ง ตามด้วยสิงคโปร์ โตเกียว โซล ซิดนีย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดโครงการเปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ (Export Clinic) ประจำปี 2569 ภายในงานแสดงสินค้า THAIFEX - Anuga Asia 2026 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า DITP โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เข้ารับคำปรึกษาจากผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ผู้ช่วยทูตพาณิชย์) จาก 30 เมืองทั่วโลก ประกอบด้วย ภูมิภาคอาเซียน, ภูมิภาคจีน, ภูมิภาคแอฟริกา, ภูมิภาคตะวันออกกลาง, ภูมิภาคเอเชียใต้, ภูมิภาคอเมริกา, ภูมิภาคยุโรป และ CIS, ภูมิภาคญี่ปุ่น เกาหลี และออสเตรเลีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการจัดกิจกรรม มีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้ารับคำปรึกษาจากผู้ช่วยทูตพาณิชย์กว่า 160 ราย จาก 109 บริษัท คิดเป็นจำนวนการจับคู่เพื่อรับคำปรึกษากว่า 306 คู่ ครอบคลุมทั้งกลุ่มสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และเกษตรแปรรูป, สินค้าสุขภาพ ความงาม และการแพทย์, สินค้าอุปโภค ไลฟ์สไตล์ และแฟชัน , สินค้าอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ตลาดที่ได้รับความสนใจในการเข้ามาขอรับคำปรึกษามากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ 1.เมืองดูไบ 2.กรุงสิงคโปร์ 3.กรุงโตเกียว 4.กรุงโซล 5.นครซิดนีย์ 6.กรุงกัวลาลัมเปอร์ 7.นครเซี่ยงไฮ้ 8.กรุงจาการ์ตา 9.กรุงลอนดอน 10.เมืองฮ่องกง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ประเด็นที่ผู้ประกอบการเข้ามาปรึกษา มีตั้งแต่ลู่ทางการส่งออก การทำตลาด แนวโน้มความต้องการสินค้า กฎระเบียบการค้า ข้อกีดกันทางการค้าต่าง ๆ มาตรการภาษีและไม่ใช่ภาษี รวมไปถึงขอคำปรึกษาในประเด็นปัญหาและอุปสรรคที่เจอ และขอให้ช่วยแก้ไข ซึ่ง DITP พร้อมอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการทุกราย และพร้อมช่วยทั้งการสร้างโอกาสในการส่งออก การแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อให้สามารถส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม DITP มีแผนที่จะจัดกิจกรรมเปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ (Export Clinic) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่จะทำตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร.1169 หรือเว็บไซต์ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM คิดจะส่งออก นึกถึง DITP</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202606096bdc5218abce3f10b23e61c0af590cd3112504.jpg' type='image/jpg' length='758756' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ เกาะรอยนอมินีห้วยขวาง เจอ 4 บริษัทที่อยู่เดียวกัน ซูปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารคนจีน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168524</link>
<guid isPermaLink="false">a8b54ec47e6e5e56de0bbe4ca40b06d9</guid>
<pubDate>Mon, 08 Jun 2026 16:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยผลส่งทีมปราบนอมินี ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ย่านห้วยขวางตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยง พบเบาะแสนอมินีเพียบ ทั้งใช้ที่ตั้งบริษัทร่วมกัน 4 ราย เจอซูปเปอร์มาร์เก็ตต่างชาติถือหุ้น 60% แต่ไม่ขออนุญาต และร้านอาหารที่ไม่รับชำระเป็นเงินบาท มีคนจีนเป็นกรรมการบริษัท พนักงานเป็นต่างด้าว เตรียมตรวจสอบเชิงลึก ขยายผลดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 ได้มอบหมายให้ มล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ย่านห้วยขวาง ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมการจัดหางาน ร่วมตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัย ได้แก่ ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และสถานประกอบการ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนกฎหมายในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมายแรงงาน และกฎหมายคนเข้าเมือง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการกระทำผิดใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.พบบริษัท 4 ราย ใช้ที่ตั้งเดียวกัน โดยได้ขยายผลการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนเพิ่มเติม พบว่า ในจำนวนนี้มีบริษัท 1 ราย มีคนไทยร่วมถือหุ้นกับคนต่างด้าว ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาทางธุรกิจและกฎหมาย ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี และบริษัท 2 ราย มีกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยทั้งหมดและเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน มีทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท และบริษัท 1 ราย เป็นผู้ถือหุ้นคนไทยทั้งหมด แต่มีคนต่างด้าวเป็นกรรมการเพียงคนเดียว ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจากการลงพื้นที่พบเพียงคนไทยแจ้งว่าเป็นผู้ดูแล แต่ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ รวมถึงไม่พบกรรมการและผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด จากนั้นกรมได้ขยายผลตรวจสอบเชิงลึกในรายชื่อผู้ถือหุ้นคนไทยกลุ่มนี้ พบว่า มีชื่อเป็นกรรมการของบริษัทแห่งหนึ่งที่จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2565 มีการเปลี่ยนชื่อทั้งหมด 5 ครั้ง และไม่ส่งงบการเงินมาแล้ว 3 ปี ระหว่างปี 2566-2568 แต่ยังคงมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนต่อเนื่อง ซึ่งกรมได้หารือกับผู้แทนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เห็นว่ามีข้อสงสัยว่าบริษัทดังกล่าวข้างต้นมีการประกอบธุรกิจอยู่จริงหรือไม่ โดยจะร่วมกันเพื่อตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">2.พบบริษัทมีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้น 60% ประกอบธุรกิจค้าปลีก หรือร้านซูเปอร์มาร์เก็ต จากการลงพื้นที่พบว่า ร้านปิด โดยกรมตรวจพบว่า ธุรกิจรายดังกล่าวไม่พบขออนุญาตประกอบธุรกิจ ซึ่งเข้าข่ายต้องสงสัยว่าเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจะส่งดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">3.กรณีร้านอาหารที่ปรากฏข่าวว่าไม่รับชำระเงินเป็นเงินบาท จากการลงพื้นที่พบคนจีนซึ่งมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท และพนักงานเป็นต่างด้าว โดยคนจีนให้ข้อมูลว่า เป็นเจ้าของร้านและได้ชวนคนไทยมาร่วมถือหุ้น โดยคนจีนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลจากระบบรับชำระเงินของร้าน 5 วัน ย้อนหลัง พบว่า มีรายได้วันละประมาณ 30,000 บาท โดยบัญชีรับโอนเป็นชื่อของกรรมการบริษัทคนจีน ทั้งนี้ กรมแจ้งให้ธุรกิจเร่งส่งเอกสารชี้แจงต่อกรม เพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกแล้ว</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังพบการกระทำผิดในประเด็นอื่น คือ ตรวจพบคนต่างด้าวกระทำความผิดในข้อหาไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง และคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ โดยเจ้าหน้าที่จากกรมการจัดหางาน ได้ควบคุมตัวคนต่างด้าวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง พร้อมดำเนินคดีตามข้อหาดังกล่าว และดำเนินคดีนายจ้าง รวมถึงตรวจพบคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง 1 ราย และไม่แจ้งที่พักอาศัยของชาวต่างชาติ 1 ราย โดยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้นำส่งดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การปฏิบัติการในครั้งนี้ ต้องขอบคุณสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางานเป็นการบูรณาการการทำงานเชิงรุกเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยและประชาชนผู้บริโภค จากการกระทำที่ไม่ถูกต้องและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยและเศรษฐกิจของประเทศ กรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากการลงพื้นที่ครั้งนี้กรมและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะประสานข้อมูลระหว่างกันและขยายผลการตรวจสอบ หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินคดีอย่างเข้มข้นต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม กรมพร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และหากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th&rdquo; นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260609ec3287d7acb97c99b14ab3a3d396d727112327.jpg' type='image/jpg' length='191793' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ติวเข้มผู้ประกอบการ ใช้งาน TCEX 2026 สร้างโอกาสขาย สร้างรายได้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168521</link>
<guid isPermaLink="false">6562a4c1d18b202aee03a5f140d8ab93</guid>
<pubDate>Mon, 08 Jun 2026 16:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดสัมมนาเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ ศิลปิน และเจ้าของผลงานทรัพย์สินทางปัญญาที่จะเข้าร่วมงาน TCEX 2026 วันที่ 9-12 ก.ค.69 ให้มีความรู้ ความเข้าใจ การบริหารจัดการลิขสิทธิ์ การเจรจาสัญญา เพื่อใช้ประโยชน์จากเวทีดังกล่าว สร้างโอกาสในการทำธุรกิจและสร้างรายได้อย่างเต็มที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
​นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ได้รับมอบหมายจากนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้เป็นประธานจัดสัมมนาเตรียมความพร้อมการจัดงาน Thailand Character &amp; Content Expo (TCEX) 2026 ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาและเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ ศิลปิน และเจ้าของผลงานทรัพย์สินทางปัญญาที่จะเข้าร่วมในงาน TCEX 2026 ทั้งในด้านความรู้ความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การบริหารจัดการลิขสิทธิ์ การเจรจาสัญญา การสร้างรายได้จาก Licensing ตลอดจนแนวทางการเข้าร่วมงานและข้อปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากเวทีดังกล่าวได้อย่างเต็มศักยภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับงาน TCEX 2026 กรมกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9&ndash;12 ก.ค.2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอนและสยามเซ็นเตอร์ ถือเป็นมหกรรมแสดงผลงานและเจรจาธุรกิจด้านคาแรกเตอร์ คอนเทนต์ และทรัพย์สินทางปัญญาสร้างสรรค์ของประเทศไทย ที่รวบรวมผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และเจ้าของผลงานทรัพย์สินทางปัญญาไทย กว่า 250 ราย มาไว้ในงานเดียว ครอบคลุมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ Character &amp; Art, Content &amp; Story, Game &amp; Interactive และ Creative Lifestyle พร้อมกิจกรรมสำคัญ ทั้งการสัมมนา การพัฒนาศักยภาพ และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่โอกาสทางการค้าและการลงทุนในระดับสากล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดย​ภายในงาน มีการบรรยายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา ภาคธุรกิจ และผู้มีประสบการณ์ตรงในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ อาทิ ภาพรวมทรัพย์สินทางปัญญา กลยุทธ์การเจรจาสัญญาและการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ แนวทางการสร้างรายได้จาก Licensing รวมถึงการถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการซื้อขายคาแรกเตอร์ในตลาดทั้งในและต่างประเทศจากคุณ PhuTwenty เจ้าของคาแรกเตอร์ Missing the Cat และคุณสืบสิริ ทวีผล ทนายความหุ้นส่วน บริษัทกฎหมาย Tilleke &amp; Gibbins และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ได้ร่วมแนะนำแนวทางเข้าถึงแหล่งทุนและโครงการสนับสนุนสำหรับศิลปินและผู้ประกอบการสายคาแรกเตอร์ เพื่อสนับสนุนการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยอย่างมีประสิทธิภาพด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันอุตสาหกรรมคาแรกเตอร์ คอนเทนต์ ดิจิทัลคอนเทนต์ เกม แอนิเมชัน และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Soft Power ของประเทศ โดยทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการคุ้มครองสิทธิ์ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ และขยายโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงมุ่งผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ (IP Commercialization) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำผลงานสร้างสรรค์ไปต่อยอดสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME และธุรกิจสร้างสรรค์ ให้สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายโอกาสทางการค้าในตลาดโลก</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026060920bef31adba9a1803dcfb65d0a8d6aae112158.jpg' type='image/jpg' length='865196' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาเซียนเดินหน้าร่วมมือคู่ค้า จีน ญี่ปุ่น แคนาดา ฮ่องกง เกาหลี รับมือวิกฤตโลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168520</link>
<guid isPermaLink="false">37507b3331317c41e92a15f98be59d0e</guid>
<pubDate>Mon, 08 Jun 2026 16:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผยผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเศรษฐกิจอาเซียน (SEOM) ที่ฟิลิปปินส์ ได้สรุปผลการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งเป็นความตกลงระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลก และรับรองแผนงาน ASEAN Single Window 2.0 Roadmap เชื่อมโยงระบบอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน อำนวยความสะดวกการค้า พร้อมหารือคู่ค้า จีน ญี่ปุ่น แคนาดา ฮ่องกง สาธารณรัฐเกาหลี เดินหน้าความร่วมมือ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเศรษฐกิจอาเซียน (SEOM) ครั้งที่ 2/57 และการประชุมกับคู่เจรจา ระหว่างวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่า ที่ประชุมได้เร่งสานต่อมติที่ประชุมรัฐมนตรีเมื่อเดือน พ.ค.2569 ขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจ โดยได้บรรลุผลการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งเป็นความตกลงระดับภูมิภาคแรกของโลกที่คาดว่าจะช่วยผลักดันมูลค่าการค้าดิจิทัลของอาเซียนให้สามารถเติบโตได้ถึง 30% ภายในปี 2573 โดยพร้อมลงนามในปลายปีนี้ และรับรองแผนงาน ASEAN Single Window 2.0 Roadmap เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงระบบอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน รวมถึงขยายความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนเอกสารทางการค้าอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่ค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวกทางการค้าและเสริมสร้างวามเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค เพื่อรองรับการค้าไร้พรมแดนอย่างเต็มรูปแบบ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผลการหารือกับคู่เจรจาสำคัญ ได้เร่งเดินหน้าขยายความร่วมมือการค้า การลงทุน เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก และจะต้องมีข้อสรุปเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาในเดือน ก.ย.2569 โดยกับจีน ได้ผลักดันการให้สัตยาบันพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) ให้มีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ กับแคนาดา ทั้งสองฝ่ายจะเร่งเจรจาประเด็นคงค้าง ซึ่งรวมถึงการเปิดตลาดสินค้า บริการ และการลงทุน ตลอดจนประเด็นการค้าใหม่ ๆ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดา (ACAFTA) ให้สามารถสรุปผลได้ตามเป้าหมายในปีนี้เช่นกัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ฮ่องกง จะเร่งกระบวนการในประเทศเพื่อให้สามารถลงนามพิธีสารแก้ไขความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง (AHKIA) โดยเร็วในปีนี้ และมีมติร่วมกับญี่ปุ่นในการเริ่มกระบวนการศึกษาความเป็นไปได้ การยกระดับความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) ที่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2552 ให้มีความทันสมัยและสอดรับกับบริบทการค้ายุคใหม่ และสาธารณรัฐเกาหลี ได้ติดตามความคืบหน้าการเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี (AKFTA Upgrade) ซึ่งจะมีกำหนดจัดการเจรจาครั้งถัดไป วันที่ 8-12 มิ.ย.2569 โดยตั้งเป้าหมายการสรุปผลการเจรจายกระดับ AKFTA Upgrade อย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2570</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ได้หารือถึงแนวทางการขยายความร่วมมือกับประเทศที่มีศักยภาพใหม่ ๆ อาทิ กลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) 6 ประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิม และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่มูลค่าของภูมิภาคในระยะยาว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026060940f777b953b1f5668812a121248584d3112015.jpg' type='image/jpg' length='421017' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เงินเฟ้อ พ.ค.69 เพิ่ม 2.79% สูงขึ้น 2 เดือนติด จากน้ำมัน ค่าโดยสาร อาหารขยับ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168128</link>
<guid isPermaLink="false">2474b02553a50eabb47069227c6aa57f</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 15:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยเงินเฟ้อ พ.ค.69 เพิ่มขึ้น 2.79% สูงขึ้น 2 เดือนติด จากราคาน้ำมันขึ้นต่อเนื่อง ค่าโดยสารขยับ อาหารสำเร็จรูปสูงขึ้น ทำค่าครองชีพเพิ่มขึ้นชัดเจน และผักสดสูงกว่าปีก่อน รวม 5 เดือน เพิ่ม 0.82% คาด มิ.ย.69 ยังเพิ่มต่อ เหตุมีแรงกดดันจากน้ำมัน อาหารที่มีแนวโน้มขึ้นต่อ ค่าเดินทาง ผักสด ส่วนไทยช่วยไทยพลัส 60/40 กระทบเงินเฟ้อไม่มาก เพราะสินค้าขึ้นมาก่อนแล้ว ประเมินทั้งปียังอยู่ในเป้า 1.5-2.5%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน พ.ค.2569 เท่ากับ 103.20 เทียบกับเดือน พ.ค.2568 เพิ่มขึ้น 2.79% สูงขึ้น 2 เดือนติดต่อกัน มีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซและการเจรจายุติสงครามที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับตัวสูงขึ้น ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย ส่งผลให้ค่าครองชีพในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และราคาผักสดยังสูงกว่าปีก่อนหน้า จากฐานราคาในปีก่อนที่อยู่ในระดับต่ำ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และยอดรวม 5 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) เพิ่มขึ้น 0.82%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน พ.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 4% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน) ค่าโดยสารสาธารณะ (ค่ารถรับส่งนักเรียน ค่าโดยสารรถประจำทางปรับอากาศ ค่าโดยสารรถตู้ ค่าโดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้าง ค่าโดยสารเครื่องบิน) ค่าเช่าบ้าน สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ค่าบริการขนขยะ น้ำยาล้างจาน น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ซักผ้า) และค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา ส่วนสินค้าสำคัญปรับราคาลดลง อาทิ ค่ากระแสไฟฟ้า ของใช้ส่วนบุคคล (โฟมล้างหน้า แชมพู ครีมนวดผม น้ำยาระงับกลิ่นกาย ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว สบู่ถูตัว) ค่าห้องพักโรงแรม และเสื้อผ้า (เสื้อผ้าสตรี เสื้อยืดเด็ก)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.95% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง ข้าวราดผัดกะเพรา) ผักสด (ถั่วฝักยาว แตงกวา พริกสด ต้นหอม มะระจีน เห็ด บวบ) ข้าวสารเจ้า ไก่สด ปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาช่อน ปลาหมึกกล้วย) และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (น้ำดื่มบริสุทธิ์ กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น)) ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร ข้าวสารเหนียว ผลไม้สด (ทุเรียน มังคุด กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อน เงาะ แก้วมังกร มะม่วง) น้ำอัดลม ซอสหอยนางรม และมะพร้าวผล (แห้ง/ขูด)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ เมื่อแยกเงินเฟ้อตามรายภาค พบว่า ภาคใต้สูงขึ้นสูงสุด 3.51% รองลงมา คือ ภาคกลาง 2.98% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 2.64% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.54% ภาคเหนือ 2.42%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือน พ.ค.2569 สูงขึ้น 0.92% เร่งตัวขึ้นจากเดือน เม.ย.2569 ที่สูงขึ้น 0.83% รวม 5 เดือน ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.70%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน มิ.ย.2569 คาดว่าจะยังเป็นบวกต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น จากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวในระดับสูง จากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการเจรจาสันติภาพที่ยังคงยืดเยื้อ ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงขึ้น จากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย โดยราคาอาหารสำเร็จรูปเมื่อปรับราคาสูงขึ้นแล้วมักจะปรับลดลงได้ยาก จึงส่งผลให้ค่าครองชีพของราคาสินค้าในกลุ่มนี้สูงขึ้นอย่างถาวร ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูง และราคาผักสดที่สำคัญมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า จากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน ส่วนไทยช่วยไทยพลัส 60/40 มีผลกระทบต่อเงินเฟ้อเล็กน้อย เพราะสินค้าหลายรายการปรับขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง มาจากค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 ยังคงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเล็กน้อย และราคาเนื้อสัตว์มีแนวโน้มปรับลดลง จากอุปทานในตลาดที่มีเพียงพอ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า เงินเฟ้อในเดือน มิ.ย. จะอยู่ที่ 3% ก.ค. 3.24% ส.ค. 3.33% ก.ย.3.53% ต.ค.3.78% พ.ย. 3.59% และ ธ.ค. 3.35% รวมทั้งปี ยังอยู่ในกรอบ 1.5-2.5% ค่ากลาง 2% ส่วนข้อกังวลเงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอตัว หรือ Stagflation คำถามในตอนนี้ คือ เศรษฐกิจชะลอตัวหรือเปล่า จะเห็นว่าเศรษฐกิจไม่ชะลอตัว การส่งออกยังดี การจ้างงาน ยังดี การลงทุน ก็ยังดี แต่เมื่อไร 3 ตัวนี้ ไปทางลบ ก็มีความเสี่ยง และยังขึ้นกับมาตรการรัฐที่จะช่วยเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202606050058d5caabb8809eb445548ffae1810f151716.jpg' type='image/jpg' length='180348' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์สแกนห้วยขวาง เจอ 53 รายเสี่ยงนอมินี ส่ง ปปง. หน่วยงานเกี่ยวข้องฟัน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168127</link>
<guid isPermaLink="false">fed6d0e4d3411c5b2b3b054f9c207023</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 15:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสแกนการทำธุรกิจของคนต่างชาติพื้นที่ย่านห้วยขวาง พบกลุ่มเสี่ยงนอมินี 53 ราย มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 1 ล้าน ถึง 4,999 ล้าน ดำเนินการส่งข้อมูล ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้ว พร้อมส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสอบเชิงลึก และดำเนินการตามอำนาจ พร้อมลงพื้นที่กวาดล้าง จัดระเบียบอีกรอบ ส่วนร้านที่ไม่รับชำระเป็นเงินบาท เคยตรวจแล้ว เรียกมาแล้ว แต่ไม่มา เรียกซ้ำอีก และส่งข้อมูลหน่วยงานเกี่ยวข้องฟัน &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ตรวจสอบข้อมูลภาพรวมการทำธุรกิจของต่างชาติในพื้นที่เขตห้วยขวาง พบว่า มีนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินี ที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นไม่ถึง 50% รวม 53 ราย ที่มีการประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 1 ล้านบาท ถึง 4,999 ล้านบาท และยังพบอีกว่าบางรายผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัทและผู้ทำบัญชีมีรายชื่อตามที่สำนักงาน ปปง. ประกาศรายชื่อว่าเป็น HR-03 โดยได้นำส่งข้อมูลนิติบุคคลให้สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินและธุรกรรมทางการเงินไปก่อนหน้านี้แล้ว ที่เหลือนำส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึก พร้อมทั้งนำส่งข้อมูลให้ชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพากร และกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เขตห้วยขวาง เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติอาศัยและประกอบธุรกิจอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงที่กรมมีการเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่องว่าอาจมีการประกอบธุรกิจที่หลีกเลี่ยงกฎหมายโดยเฉพาะนอมินี และได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหลายครั้ง รวมทั้งส่งข้อมูลให้สำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมสรรพากร ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่มาโดยตลอด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยล่าสุด คณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ยังได้บูรณาการความร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่เขตห้วยขวาง เพื่อตรวจสอบและกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทั้งจัดระเบียบพื้นที่อย่างเด็ดขาดอีกครั้งหนึ่ง และขอย้ำว่าจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างเด็ดขาดและจริงจัง รวมถึงร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับกรณีสื่อหลายสำนักได้นำเสนอข่าวว่ามีร้านอาหารไม่รับชำระเงินเป็นเงินบาทนั้น จากการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคล พบว่า ร้านอาหารดังกล่าวจดทะเบียนบริษัท เมื่อปี 2567 แจ้งการประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม ร้านคาเฟ่ ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี และร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด มีผู้ถือหุ้นคนไทย 1 ราย ร่วมถือหุ้นกับคนจีน 2 ราย ในสัดส่วน 51% ต่อ 49% โดยก่อนหน้านี้ กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทรายนี้แล้ว พร้อมทั้งเรียกให้กรรมการและผู้ถือหุ้นชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ปรากฏว่าทั้งบริษัทและผู้ถือหุ้นไม่ยอมเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับกรม จึงถือเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งสารวัตรใหญ่บัญชี ซึ่งขณะนี้กรมอยู่ระหว่างดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและเรียกให้ชำระค่าปรับตามกฎหมาย พร้อมส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึกและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด&nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260605401ddcdf0ea128b2c5d39eb398119097151536.jpg' type='image/jpg' length='108973' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“ศุภจี”คิกออฟดัน SME 2 พันราย ขายออนไลน์ เพิ่มรายได้ พร้อมลดค่าครองชีพคนไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168125</link>
<guid isPermaLink="false">73446631e3184940bcefc51c2d008b3c</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 15:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;คิกออฟเปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; ดันสินค้า SME สินค้าวิสาหกิจชุมชนกว่า 2,000 ราย ขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์สัญชาติไทย Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart ไม่คิดค่า GP ช่วงจัดโครงการ แถมสนับสนุนคูปองค่าจัดส่งฟรี ส่วนผู้บริโภค จัดเต็มแจกโค้ดส่วนลด 100 บาท 5 แสนโค้ด มั่นใจช่วยเพิ่มยอดขาย SME วิสาหกิจชุมชน ช่วยผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าคุณภาพ ลดค่าครองชีพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า โครงการนี้ เป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ ในการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และค่าครองชีพของประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจฐานรากและการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยโครงการดังกล่าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คัดเลือกผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตสินค้าชุมชนกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเองและใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ให้นำสินค้าคุณภาพขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ได้แก่ Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart ตลอดเดือน มิ.ย.2569 โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการตลาดอย่างครบวงจร ทั้งการยกเว้นค่าธรรมเนียมการขาย (GP) ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ การสนับสนุนคูปองค่าจัดส่งสินค้า รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer และ Key Opinion Leader (KOL) ชื่อดัง เพื่อช่วยรีวิวสินค้า สร้างคอนเทนต์ และจัดกิจกรรมไลฟ์ขายสินค้า เพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"><br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังสนับสนุนคูปองค่าจัดส่งสินค้าฟรี จำนวน 250 คูปองต่อร้านค้า รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ขณะที่ผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าผ่านโครงการจะได้รับสิทธิพิเศษจากโค้ดส่วนลด &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; มูลค่า 100 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 200 บาท จำนวนรวม 500,000 โค้ด คิดเป็นมูลค่ารวม 50 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคสินค้าของคนไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เราอยากเห็นคนไทยช่วยอุดหนุนสินค้าของคนไทย ให้รายได้กระจายกลับไปสู่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายเล็ก ขณะเดียวกันประชาชน ก็ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า ถือเป็นการช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม และมั่นใจว่า โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย สร้างการหมุนเวียนเม็ดเงินภายในประเทศ และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน SME เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้สำคัญให้เศรษฐกิจไทย แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้ของ SME อยู่ที่ประมาณร้อยละ 35 ของระบบเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าผลักดันให้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายประโยชน์ไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนฐานรากมากขึ้น โดยได้วางแนวทางส่งเสริม SME ไทยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาทักษะและศักยภาพผู้ประกอบการ การสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายโอกาสทางการตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการเปิดตัวโครงการ มี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่าที่ รต.ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) นายปรกชล งามศิริ Co-founder Nex Gen Commerce พร้อมผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการเข้าร่วม</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260605e193fc43d6faa628f99d527aeebc4512150811.jpg' type='image/jpg' length='1034260' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”เร่งปิดดีล ART ให้จบ หวังฉุดภาษีลง หลัง USTR เก็บ 12.5% ข้อหาแรงงานบังคับ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168124</link>
<guid isPermaLink="false">fe011f112a5d5c5b13a5809abe2d6a39</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 15:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เร่งปิดดีลเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ ให้จบภายในเดือน มิ.ย.69 หลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศผลไต่สวนเบื้องต้นคู่ค้า 60 ประเทศ ตามมาตรา 301 เก็บภาษีไทยภายใต้ข้อหานำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับที่ 12.5% เพื่อกดภาษีให้ต่ำลงมา เผยล่าสุดมี 25 เรื่องที่ยังติดค้าง ส่วนประเด็นการผลิตส่วนเกิน 3 อุตสาหกรรม คาดประกาศผล มิ.ย.นี้ ลุ้นไทยรอด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศผลไต่สวนเบื้องต้นคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ รวมถึงไทย ตามมาตรา 301 กฎหมายการค้า ข้อหาการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ ว่า ผลการไต่สวนครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 46 ประเทศ รวมถึงไทย ยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ และยังไม่ลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับสหรัฐฯ จะโดนเก็บภาษี 12.5% ส่วนกลุ่มสอง 14 ประเทศ จะโดนภาษี 10% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับหรือลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ แล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยสาเหตุที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษี 12.5% คาดว่า ไม่ได้เกิดจากปัญหาแรงงานบังคับภายในประเทศอย่างเดียว แต่มาจากการที่ไทยยังขาดกฎหมายควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สาม ซึ่งขณะนี้กระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการอยู่ ประกอบกับขณะนี้ไทยยังไม่ได้ลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ แต่กระทรวงพาณิชย์ ในนามทีมไทยแลนด์กำลังเดินหน้าปิดดีลการเจรจาความตกลง ART กับสหรัฐฯ ให้จบเร็วที่สุดภายในเดือน มิ.ย.2569 และหากสรุปได้ คาดหวังว่าจะมีเหตุผลในการปรับลดภาษีของไทยลงมาอยู่ที่ 10%&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ขณะนี้การเจรจายังติดค้างอยู่ 25 เรื่อง กระจายในหลายกระทรวง ซึ่งกำลังเร่งแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด และยังได้ให้ผู้แทนการค้าไทยเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดีซี. ติดตามการเจรจาช่วงโค้งสุดท้ายอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยืนยันจะจัดลำดับความสำคัญการเจรจากับไทยไว้อันดับต้น ๆ และไทยจะมุ่งเจรจาเพิ่มรายการสินค้าที่เป็นข้อยกเว้นภาษีให้มากขึ้น&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับกรอบเวลาการเจรจามาตรา 301 สหรัฐฯ กำหนดไว้วันที่ 22 มิ.ย.2569 เป็นวันสุดท้ายที่เปิดให้ไทยยื่นคำขอเข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็น จากนั้นวันที่ 6 ก.ค.2569 ให้ยื่นข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อโต้แย้งภาษีหรือขอเพิ่มหรือถอดรายการสินค้า ถัดไปวันที่ 7 ก.ค.2569 จะเริ่มการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และวันที่ 12 ก.ค.2569 ให้ไทยส่งข้อโต้แย้ง โดยคาดว่า กระบวนการพิจารณาทั้งหมดจะจบและประกาศใช้ภาษีก่อนวันที่ 24 ก.ค.2569</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจีกล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ กว่า 1 หมื่นรายการ หากขึ้นภาษีส่วนนี้ จะกระทบทั้งหมด ยกเว้นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี 1,655 รายการ ซึ่งอยู่ในบัญชี Annex A ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และไอที อาทิ คอมพิวเตอร์พกพา, ฮาร์ดดิสก์, สมาร์ตโฟน, วงจรรวม , แผงจอภาพ กลุ่มยางพารา อาทิ น้ำยางธรรมชาติ , ยางแผ่นรมควัน , ยางแท่ง กลุ่มเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ แป้งมันสำปะหลัง , ทุเรียนและผลไม้เมืองร้อน , สับปะรดแปรรูป, ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว, เครื่องเทศ (ขิง, ขมิ้น, เครื่องแกง) กลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานพลเรือน อาทิ เครื่องยนต์เทอร์โบเจต, ยางล้อเครื่องบิน, ที่นั่งบนเครื่องบิน กลุ่มโลหะมีค่า อาทิ ทองคำแท่ง, เงินแท่ง ส่วนสินค้าที่เหลืออีกกว่า 8,000 รายการ จะถูกเก็บภาษีแบบเพิ่มขึ้นจากอัตราเดิมที่มีอยู่แล้ว &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนข้อกล่าวหาไต่สวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา และเครื่องจักร คาดว่าสหรัฐฯ จะประกาศผลกลางเดือน มิ.ย.2569 ซึ่งไทยพร้อมใช้ตัวเลขและข้อมูลในการพิสูจน์ โดยข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ผลิตของไทย พบว่า ทั้ง 3 กลุ่ม ไทยมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ระหว่าง 70-95% ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลของสหรัฐที่ระบุ 60% อย่างสิ้นเชิง แต่แม้ไทยจะมั่นใจในข้อมูล ก็ไม่อาจการันตีผลได้ว่าสหรัฐฯ จะยอมรับการชี้แจงหรือไม่ สิ่งสำคัญ คือ ไทยต้องเร่งปิดการเจรจาความตกลงภาษีต่างตอบแทนให้ได้ก่อน เพราะหากจบไม่ทันกรอบเวลา สินค้าไทยในกลุ่มที่โดนข้อหากำลังผลิตส่วนเกิน มีความเสี่ยงจะถูกภาษีซ้อนกันหลายชั้น รวมถึงสหรัฐฯ ยังสามารถใช้มาตรา 232 เป็นเครื่องมือในการขึ้นภาษีกับคู่ค้าอื่นอีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้ผลไต่สวนชั้นต้นออกมาแล้ว แต่ไทยจะเดินหน้าเจรจาต่อรองต่อไปเพื่อให้ USTR ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าจากไทย ซึ่งจะย้ำต่อ USTR อีกครั้งว่า ไทยอยู่ระหว่างประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ (HRDD Law) ที่ยกร่างโดยกระทรวงแรงงาน และกระทรวงยุติธรรม เพื่อยกระดับภาคธุรกิจให้ตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่การผลิตสินค้า ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนและแรงงานบังคับ ซึ่งหวังว่า ในการไต่สวนชั้นที่สุด จะปรับลดอัตราที่เก็บจากไทยให้ต่ำกว่า 12.5% &nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260605c313d2bdea1725f23b792e522acf8d24150348.jpg' type='image/jpg' length='132628' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 1 เดือน มิถุนายน 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168077</link>
<guid isPermaLink="false">0b1b04ff53ee94d12d307f503a759587</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 13:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260605d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e133938.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จ่อเปิดตัวแฟรนไชส์คนละครึ่งพลัส ช่วยคนไทย นักธุรกิจ 1 หมื่นรายมีอาชีพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167928</link>
<guid isPermaLink="false">7f307b4baf21ae48523c0c9ca5b97f5a</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 16:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมเปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์ คนละครึ่งพลัส&rdquo; ภายใต้นโยบายไทยช่วยไทยของรัฐบาล เปิดโอกาสให้ประชาชน นักธุรกิจที่สนใจซื้อแฟรนไชส์ไปทำอาชีพ สร้างรายได้ จำนวน 1 หมื่นราย โดยได้รับการอุดหนุนค่าแพกเกจลงทุนครึ่งหนึ่งหรือ 50% สูงสุดไม่เกินรายละ 1 หมื่นบาท พร้อมชี้แจงรายละเอียดโครงการปลาย มิ.ย.นี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน Thailand Franchise &amp; Business Opportunities 2026 (TFBO 2026) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 มิ.ย.2569 ที่ DBD Franchise Pavilion (EH101-102) ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ว่า กรมเตรียมที่จะเปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์ คนละครึ่งพลัส&rdquo; ภายใต้นโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ของรัฐบาล ซึ่งหัวใจหลักจะใช้ระบบแฟรนไชส์เป็นทางลัดในการสร้างอาชีพให้กับคนไทย โดยภาครัฐจะช่วยลดภาระให้กับประชาชนและนักธุรกิจหน้าใหม่ให้สามารถเข้าถึงธุรกิจแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น ด้วยการอุดหนุนเงินทุนร่วมจ่ายมูลค่าแพกเกจลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ให้ครึ่งหนึ่ง หรือ 50% สูงสุดรายละไม่เกิน 10,000 บาท แก่ผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ จำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมจะจัดให้มีการชี้แจงรายละเอียดโครงการปลายเดือน มิ.ย.2569 และเปิดให้เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ และขอแจ้งไปยังประชาชน ผู้ประกอบการ ที่ต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ขอให้เตรียมตัวที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้มีอาชีพ แต่ยังช่วยขยายเครือข่ายแฟรนไชส์ไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการจัดงาน TFBO 2026 ได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 22 เป็นเวทีเชื่อมต่อธุรกิจแฟรนไชส์ระดับนานาชาติ ที่ช่วยให้เจ้าของแฟรนไชส์ นักลงทุน และผู้ประกอบการ ได้พบปะ แลกเปลี่ยน และขยายโอกาสธุรกิจ และยังเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้และเครือข่ายธุรกิจระหว่างผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจกับผู้ประกอบการมืออาชีพ ทำให้ผู้สนใจสามารถเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานการเลือกแฟรนไชส์ การบริหารจัดการไปจนถึงการขยายธุรกิจอย่างมีระบบ โดยการจัดงานครั้งนี้ คาดว่าสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานกว่า 15,000 คน ตลอด 4 วัน ของการจัดงาน และช่วยตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์กลางธุรกิจแฟรนไชส์ของภูมิภาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภายในงาน กรมได้รวบรวมแฟรนไชส์ไทยคุณภาพที่ผ่านการส่งเสริมพัฒนากว่า 40 แบรนด์เข้าร่วมงาน ครอบคลุมหลากหลายสาขา ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม การศึกษา และบริการ เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนในยุคเศรษฐกิจที่ต้องการความยืดหยุ่นและความเสี่ยงต่ำ โดยเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้พบปะเจ้าของแบรนด์โดยตรง เชื่อมโยงการเจรจาซื้อแพกเกจแฟรนไชส์กับเจ้าของธุรกิจตัวจริง และยังมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ เวที Franchise Talk ถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากผู้ประกอบการ กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจจากผู้มีชื่อเสียงและอินฟลูเอนเซอร์ที่จะมาร่วมสร้างสีสันและแบ่งปันประสบการณ์ และคาดว่างานนี้ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026060495b8644011781d9ab1a8e0ac488ae8ab162051.jpg' type='image/jpg' length='94987' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“อรมน”หารือ ประธาน ส.อ.ท. ร่วมมือผลักดันผู้ประกอบการใช้ไอพีสร้างมูลค่าเพิ่ม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167924</link>
<guid isPermaLink="false">57b62ccaf74b55360a72eef35607de5c</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 16:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;อรมน&rdquo;หารือ &ldquo;พิมพ์ใจ&rdquo; ประธาน ส.อ.ท. ร่วมมือส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ยันพร้อมส่งเสริมในทุกช่องทาง ตั้งแต่อบรมความรู้ ให้คำปรึกษาเชิงลึก เชื่อมโยงงานวิจัย ยกระดับเป็นเจ้าของแบรนด์ เร่งรัดการจดสิทธิบัตรสาขาเทคโนโลยีเป้าหมาย พร้อมขอช่วยโปรโมตการจัดงานใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น 3 งาน TCEX 2026 , IP Fair และช่วย SME<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ประชุมร่วมกับ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในการพัฒนาธุรกิจ และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการไทย มุ่งเป้ายกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับสากล โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งผลักดันเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการไทยผ่านความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญา และยังเป็นนโยบายสำคัญของ ส.อ.ท. ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการหารือครั้งนี้ ส.อ.ท. ได้นำเสนอแนวคิดความร่วมมือภายใต้โครงการ FTI IP Connect ที่มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการให้เข้าถึงองค์ความรู้และบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ การให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนกิจกรรม IP Dinner Talk เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างเครือข่ายธุรกิจ การเร่งรัดการพิจารณาสิทธิบัตรสำหรับภาคอุตสาหกรรม (Fast-Track Patent for Industry) การเชื่อมโยงผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาสู่ภาคการผลิตผ่านแพลต์ฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา (IP Mart) รวมถึงการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาในธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ และยกระดับผู้ประกอบการไทยจากผู้รับจ้างผลิต (OEM) สู่การเป็นเจ้าของแบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญา</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ กรมยังพร้อมสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการในเครือข่าย ส.อ.ท. ผ่านกิจกรรมอบรมและการให้คำปรึกษา ตลอดจนความร่วมมือด้านการเร่งรัดการพิจารณาคำขอสิทธิบัตรใน 4 สาขาเทคโนโลยีเป้าหมาย ได้แก่ นวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมดิจิทัล รวมถึงการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม IP Mart เพื่อเชื่อมโยงผลงานวิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญาสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ที่ผ่านมา กรมได้ประสานความร่วมมือกับ ส.อ.ท. อย่างใกล้ชิด ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม และจากนี้ จะร่วมมือกันในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย สานต่อความร่วมมือ เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ในปี 2569 กรมมีกิจกรรมสำคัญที่สอดคล้องกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม จึงเชิญชวน ส.อ.ท. ร่วมประชาสัมพันธ์ข้อมูลไปยังผู้ประกอบการในเครือข่ายที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ 1.งาน Thailand Character &amp; Content Expo (TCEX) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 ก.ค.2569 ณ สยามพารากอน โดยมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมคาแรกเตอร์และดิจิทัลคอนเทนต์ของไทยสู่ตลาดสากล</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">2.งานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair) ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 ส.ค.2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด IP x Venture Rise Thailand เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงทรัพย์สินทางปัญญา งานวิจัย และนวัตกรรม สู่โอกาสทางธุรกิจและการลงทุน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">3.โครงการ &ldquo;SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; ที่มุ่งเสริมสร้างองค์ความรู้และศักยภาพในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อพัฒนาธุรกิจ โดยจัดอบรมให้ความรู้และให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวแก่ผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ ทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ราชบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ สงขลา และขอนแก่น ในช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค.2569 ซึ่งผู้ประกอบการ 300 คนแรกที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนค่าธรรมเนียมการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสูงสุด 3,000 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาได้มากขึ้น พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ 150 รายที่เข้าร่วมโครงการนำสินค้าและบริการมาจำหน่าย และจับคู่เจรจาธุรกิจกับโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าชั้นนำ เพื่อให้เกิดการซื้อขายสร้างรายได้จริง ผ่านงานแฟร์ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 4-6 ก.ย.2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสเกต</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260604dea72999feb284aee75276461d3a8537161943.jpg' type='image/jpg' length='328146' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ชี้เป้าทำเงิน ขายอาหารสัตว์สหรัฐฯ คนพร้อมเปย์เหมือนสมาชิกในครอบครัว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167923</link>
<guid isPermaLink="false">dfd9eed7eff4d73f0ccc52ef0d362ee5</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ พบมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หลังชาวอเมริกันยังเลี้ยงสัตว์เหมือนสมาชิกในครอบครัว และพร้อมเปย์เพื่อสัตว์เลี้ยง แต่เริ่มมองหาสินค้าคุณภาพ และคุ้มค่า แนะผู้ส่งออกไทยผลิตสินค้าคุณภาพ มาตรฐาน มีโอกาสขายได้เพิ่มขึ้นแน่&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวปิยะฉัตร พิมจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก สหรัฐฯ ถึงการสำรวจตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง และขนมสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ และโอกาสในการขยายการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง แม้จำนวนผู้เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงจะอยู่ในระดับทรงตัว โดยข้อมูลจากรายงาน &ldquo;2026 State of the Industry&rdquo; ของสมาคม American Pet Products Association (APPA) พบว่า มูลค่าตลาดรวมในปี 2568 อยู่ที่ 158,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีอัตราการเติบโตร้อยละ 3.7 จากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดที่ยังคงขยายตัวได้อย่างสม่ำเสมอท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยโครงสร้างตลาดอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง พบว่า กลุ่มอาหารและขนมสัตว์เลี้ยงยังคงเป็นกลุ่มหลักที่มีสัดส่วนสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 43.2 ของมูลค่าตลาดรวม หรือประมาณ 68,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 รองลงมา คือ กลุ่มบริการด้านสัตวแพทย์ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีมูลค่า 41,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.9 กลุ่มอุปกรณ์ สัตว์มีชีวิต และยาที่จำหน่ายโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (OTC) มีมูลค่า 34,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.8 กลุ่มบริการอื่น ๆ เช่น การดูแลและฝากเลี้ยงสัตว์ มูลค่า 14,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนแนวโน้มการเติบโต สมาคม APPA คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 165,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องไปถึง 197,900 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2573 สูงกว่าประมาณการเดิมในรายงานปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงในฐานะสมาชิกในครอบครัว โดยร้อยละ 71 ของครัวเรือนในสหรัฐฯ หรือประมาณ 94 ล้านครัวเรือน มีสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นสัดส่วนคงที่จากปี 2568 และจำนวนประชากรผู้ใหญ่ที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีสัตว์เลี้ยงมีจำนวนมากกว่า 187 ล้านคน ส่วนสุนัขและแมว ยังคงเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยมีการเลี้ยงสุนัข จำนวนร้อยละ 53 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 51 และการเลี้ยงแมวมีจำนวนร้อยละ 39 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 37 และครัวเรือนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงจำนวนหลายชนิด มีร้อยละ 65 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 63<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง พบว่า กลุ่ม Millennials หรือ Gen Y มีอายุระหว่าง 30-45 เป็นฐานลูกค้าหลัก กลุ่ม Gen X อายุ 46-61 มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 28 ของผู้เลี้ยงสัตว์ทั้งหมด และมีการขยายการเลี้ยงสัตว์หลายประเภท ทั้งสุนัข แมว รวมถึงสัตว์ขนาดเล็ก เช่น นก สัตว์เลื้อยคลาน และปลา กลุ่ม Gen Z อายุ 14-29 มีการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และกลุ่ม Baby Boomers อายุ 62-80 มีสัดส่วนลดลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยง พบว่า เริ่มมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ก็ยังมีการใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 773 เหรียญสหรัฐต่อปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 โดยกลุ่ม Gen Z และ Millennials ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงของพวกเขา และยังพบว่า เจ้าของสัตว์เลี้ยงหันมาให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่จำเป็น เช่น อาหารและการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง รวมทั้งมองหาสินค้าที่มีความคุ้มค่ามากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงและขนมสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดที่มีความมั่นคงและมีศักยภาพสูงและการเติบโตในระยะยาว Pet Humanization ยังเป็นแรงขับหลักของตลาด ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเหมือนสมาชิกครอบครัว แม้จะลดการจ่ายใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย แต่คงยังต้องลงทุนในสุขภาพและคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการแข่งขันและสร้างการเติบโตในอุตสาหกรรมนี้ต่อไปในอนาคต คือ การพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความจำเป็นพื้นฐาน เนื่องจากอาหารสัตว์เลี้ยง และขนมสัตว์เลี้ยงมีความหลากหลายทั้งด้านรูปแบบ รสชาติ และฟังก์ชัน การขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่อย่าง Gen X การปรับกลยุทธ์ด้านราคา และความคุ้มค่าเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง การศึกษาและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของ US Food and Drugs Administration (U.S. FDA) จะทำให้สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเจาะเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260604750da3e19d0dd4017a3edf136d129ba8161749.jpg' type='image/jpg' length='191822' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลงใต้ ติดตามทุเรียน จ.ชุมพร เผยล้งเริ่มเปิดรับซื้อ ตลาดส่งออกยังไปได้ดี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167918</link>
<guid isPermaLink="false">56bc2eb9496a9a09f475a9a325a4c75a</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;รองปลัดพาณิชย์&rdquo; ลงใต้ติดตามสถานการณ์การรับซื้อทุเรียนที่ จ.ชุมพร หลังผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาด พบล้งจากภาคตะวันออกเริ่มลงมาแล้ว ล้งในพื้นที่ก็เริ่มเปิดซื้อ รวมกว่า 200 แห่ง ตลาดส่งออกก็ขับเคลื่อนปกติ เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทุเรียนคุณภาพบ้านบางกลอย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร โรงคัดบรรจุผลไม้ (ล้ง) KAF 9 สาขาหลังสวน และตลาดมรกต (ตลาดกลางผักและผลไม้จังหวัดชุมพร) อ.หลังสวน จ.ชุมพร ร่วมกับกรมการค้าภายใน พาณิชย์จังหวัดชุมพร เกษตรจังหวัดชุมพร นายอำเภอท่าแซะ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชุมพร สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดชุมพร สภาเกษตรจังหวัดชุมพร ด่านตรวจพืชท่าเรือระนอง สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 และประธานหอการค้าจังหวัดชุมพร เพื่อติดตามสถานการณ์ทุเรียน เนื่องจากเป็นช่วงที่ทุเรียนภาคใต้เริ่มออกสู่ตลาดแล้ว และเฉพาะจังหวัดชุมพร เป็นทั้งแหล่งเพาะปลูกและแหล่งรับซื้อ กระจายผลผลิตทุเรียนภาคใต้ ผลผลิตจะออกมากในช่วงปลายเดือน มิ.ย.-ก.ค.2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการหารือกับตัวแทนเกษตรกร ผู้ประกอบการล้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พบว่า ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน พ.ค. เป็นต้นมา แนวโน้มราคาทุเรียนจังหวัดชุมพรดีขึ้น จากการที่กรมการค้าภายในได้ประสานล้งขนาดใหญ่จากภาคตะวันออกเข้ามารับซื้อ ประกอบกับล้งในพื้นที่ ได้เปิดรับซื้อแล้วกว่า 200 แห่ง ทำให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้โดยไม่ติดขัด ในขณะที่ตลาดส่งออกสามารถขับเคลื่อนไปได้เป็นปกติ เนื่องจากเป็นทุเรียนที่มีคุณภาพดี โดยตนยังได้เป็นสักขีพยานในการปิดตู้ส่งออกทุเรียนชุมพรไปยังต่างประเทศ ร่วมกับหัวหน้าด่านตรวจพืชท่าเรือระนองด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ร.ต.จักรากล่าวว่า ยังได้มอบกล่องผลไม้ DIT ให้แก่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทุเรียนคุณภาพบ้านบางกลอย ซึ่งเป็นกล่องที่กรมการค้าภายในจัดทำขึ้นเพื่อช่วยกระจายผลไม้ไทยผ่านการสนับสนุนกล่อง พร้อมบริการจัดส่งฟรีทั่วประเทศ เพื่อลดภาระต้นทุนเกษตรกรและสร้างโอกาสทางการตลาดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก รวมทั้งเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลไม้ทางออนไลน์ให้ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง โดยเกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ กระทรวงพาณิชย์จะขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits&ldquo; เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผลไม้ของไทย และกระตุ้นให้มีการบริโภคผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026060467f19e13657996a3683c73862cab0705161546.jpg' type='image/jpg' length='339619' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ดันค้าปลีกรายย่อยเป็นสมาร์ทโชห่วย รองรับใช้สิทธิ์ 60/40 บัตรคนจน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167908</link>
<guid isPermaLink="false">fa55ec2d37567c02ab59f3e9b9df46d5</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 16:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้ายกระดับร้านค้าปลีกชุมชนทั่วประเทศเป็นสมาร์ทโชห่วย นำระบบเทคโนโลยีบริหารจัดการร้านค้า (POS) เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการขาย การทำธุรกิจ และรองรับการใช้สิทธิ์ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยเพิ่มรายได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ขยายการดำเนินโครงการสมาร์ทโชห่วย พลัส เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการโชห่วยไทยทั่วประเทศให้เป็นสมาร์ทโชห่วย ที่มีภาพลักษณ์ร้านค้าที่ดี มีการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการร้านค้า และมีช่องทางออนไลน์เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกในชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อและห้างค้าปลีกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดต้นทุนและเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 มีร้านค้าปลีกรายย่อยหรือโชห่วยได้รับการพัฒนาเสริมสร้างองค์ความรู้ใน 4 ภูมิภาค ผ่านการจัดสัมมนาออนไซต์และสัมมนาออนไลน์ จำนวน 2,917 ราย มีร้านค้าที่พัฒนาต่อยอดเป็นสมาร์ทโชห่วยด้วยการปรับภาพลักษณ์ร้านค้าและส่งเสริมใช้ระบบเทคโนโลยีบริหารจัดการร้านค้า (POS) รวม 300 ร้านค้า โดยมีร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบจากทั่วประเทศร่วมเป็นพี่เลี้ยง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยในปี 2569 ได้เพิ่มกลุ่มเป้าหมายการพัฒนาไปยังธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในชุมชน อาทิ ร้านขายยา สินค้าเบ็ดเตล็ด เครื่องเขียน ร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี อุปกรณ์ก่อสร้าง และอุปกรณ์การเกษตร เพื่อขยายกลุ่มโชห่วยให้มีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การดำเนินโครงการสมาร์ทโชห่วย พลัส นอกจากช่วยยกระดับร้านโชห่วยสู่สมาร์ทโชห่วยที่มีการนำเทคโนโลยีบริหารจัดการร้านค้ามาใช้ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำธุรกิจแล้ว ยังช่วยให้สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ได้โดยง่าย ทำให้ร้านโชห่วยมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการที่ผู้ได้สิทธิ์มาจับจ่ายใช้สอย และยังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มาเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นที่ครอบคลุมตั้งแต่ร้านค้าปลีกรายย่อย (โชห่วย) ไปจนถึงห้างท้องถิ่นในระดับอำเภอ จังหวัด ถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่มีบทบาทในการกระจายรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน แต่การแข่งขันจากห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้โชห่วยต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและเติบโต การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจึงเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด รวมถึงช่วยเพิ่มรายได้ ขยายโอกาส และสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้ประกอบการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการสมาร์ทโชห่วยพลัส สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนส่งเสริมธุรกิจการค้า กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า Call Center 1570 โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5986 และเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260604a26f6bb723ac60801ed385e787925ecb160943.jpg' type='image/jpg' length='979663' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“พาณิชย์”ร่วมฉลองวันดื่มนมโลก 1 มิ.ย. ขึ้นทะเบียน “นมวาริช” เป็นสินค้า GI ใหม่]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167847</link>
<guid isPermaLink="false">5e371a644e86e55caef409eb9942b8df</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 17:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมฉลองวันดื่มนมโลก 1 มิ.ย. ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ &ldquo;นมวาริช&rdquo; ของดีจาก อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร เผยเป็นน้ำนมโคที่มีสีขาวนวล เนื้อสัมผัสเข้มข้น รสชาติหวานละมุน และมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ มั่นใจช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ นมวาริช จากอำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร และถือเป็นสินค้านมรายการแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI และยังตรงกับวันดื่มนมโลก (World Milk Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 1 มิ.ย. ของทุกปี จึงถือเป็นการร่วมเฉลิมฉลองวันดื่มนมโลก และช่วยให้สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด ที่มีสมาชิกเกษตรกร 86 ราย มีปริมาณการผลิตสูงถึง 16,869,871 กล่องต่อปี จำหน่ายในราคากล่องละ 8 บาท (250 มล.) มีรายได้เพิ่มขึ้นจากมูลค่าทางการตลาดกว่า 134 ล้านบาทต่อปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับนมวาริช เป็นผลผลิตจากโครงการพระราชดำริและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรในสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด มาอย่างต่อเนื่อง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระราชทานการสนับสนุนทั้งในด้านเงินทุน อุปกรณ์ เทคโนโลยีการผลิต การพัฒนาบุคลากร และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับชุมชน เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการผลิตและแปรรูปน้ำนมดิบ ตลอดจนขยายการผลิตเป็นนมพาสเจอไรซ์ นมยูเอชที และอาหารสัตว์ได้อย่างครบวงจร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยนมวาริช ยังเป็นน้ำนมโคแท้ 100% จากแม่โคลูกผสมสายพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเซียน ผลิตในพื้นที่ราบเชิงเขาและหุบเขาของเทือกเขาภูพาน ซึ่งมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์จากเขื่อนน้ำอูนและอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหยาด และมีอากาศเย็นสบาย ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม จึงเอื้อต่อการทำเกษตรและสามารถปลูกพืชอาหารสัตว์ได้ตลอดทั้งปี ส่งผลให้น้ำนมโคที่ได้มีสีขาวนวล เนื้อสัมผัสเข้มข้น รสชาติหวานละมุน และมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ พื้นที่การเลี้ยงโคนมและโรงงานแปรรูปของสหกรณ์ยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agritourism) เพื่อให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจได้ศึกษาเรียนรู้กระบวนการผลิตนมสดแท้แบบครบวงจร ตั้งแต่การเลี้ยงโคนม การจัดการฟาร์ม ไปจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;เนื่องในวันดื่มนมโลกประจำปี 2569 ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้บริโภคนม GI ไทยคุณภาพ โดยนมวาริช สะท้อนอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และคุณค่าจากแหล่งผลิตท้องถิ่นของจังหวัดสกลนคร นอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยสนับสนุนรายได้ของเกษตรกรและเศรษฐกิจชุมชนไทย พร้อมกันนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าทางโภชนาการของนมโค รวมถึงบทบาทของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ปัจจุบันกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้เดินหน้าภารกิจส่งเสริมและคุ้มครองสินค้า GI ไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพสินค้า การปกป้องสิทธิ์ของชุมชน และการขยายโอกาสสินค้า GI ไทยสู่ตลาดโลก เพื่อให้สินค้า GI ไทยได้รับการยอมรับและสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับนานาชาติ ตามแนวนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยประชาชน ผู้ประกอบการ หรือเกษตรกร หากต้องการขอรับคำปรึกษาด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ โทรสายด่วน 1368 เว็บไซต์ www.ipthailand.go.th และ Facebook: GI Thailand</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026060449fe075d884595b8b6b6c5523d05df5d152428.jpg' type='image/jpg' length='62382' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ธุรกิจออกแบบและตกแต่งภายในโตต่อเนื่อง รับบ้านยุคใหม่ต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167846</link>
<guid isPermaLink="false">ef3b8ae120701205672bb00a05e4b1f9</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 17:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยธุรกิจออกแบบและตกแต่งภายใน มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เจาะลึกปี 68 มีนิติบุคคลตั้งใหม่ 512 ราย สูงสุดในรอบ 7 ปี มูลค่าลงทุน 859 ล้านบาท สะท้อนความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย แนะผู้ประกอบการสร้างความแตกต่าง พัฒนาคุณภาพงาน บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธุรกิจออกแบบและตกแต่งภายใน กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจบริการที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรูปแบบไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการตกแต่งเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่เป็นการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต อัตลักษณ์ และการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย สอดรับกับเทรนด์การออกแบบยุคใหม่ อาทิ สไตล์ Japandi ที่ผสมผสานความเรียบง่ายแบบญี่ปุ่นกับความอบอุ่นสไตล์สแกนดิเนเวีย หรือสไตล์ Modern Tropical ที่เน้นความอบอุ่นและสอดคล้องกับภูมิอากาศเขตร้อนอย่างประเทศไทย รวมถึงแนวคิด Invisible Smart Home การใช้เทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันและสอดรับกับสถาปัตยกรรมอย่างไร้รอยต่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจออกแบบและตกแต่งภายใน พบว่า ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา (ปี 2562-2568) ธุรกิจมีการจัดตั้งใหม่สูงกว่าการเลิกกิจการอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมีนิติบุคคลจัดตั้งใหม่รวม 3,129 ราย ขณะที่เลิกกิจการรวม 521 ราย หรือมีอัตราการจัดตั้งใหม่สูงกว่าการเลิกกิจการเฉลี่ยประมาณ 6 เท่า และเฉพาะปี 2568 ธุรกิจออกแบบและตกแต่งภายในทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 7 ปี โดยมีนิติบุคคลจัดตั้งใหม่จำนวน 512 ราย และมูลค่าทุนจัดตั้งใหม่รวม 859 ล้านบาท สะท้อนว่าตลาดยังเปิดรับผู้ประกอบการรายใหม่ และยังมีความต้องการใช้บริการในระดับสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ด้านผลประกอบการธุรกิจ แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงก่อนชะลอตัว (ปี 2560-2562) ที่มีรายได้รวมเฉลี่ย 44,000-46,000 ล้านบาทต่อปี จากนั้นเข้าสู่ช่วงชะลอตัว (ปี 2563-2564) รายได้รวมลดลงเหลือประมาณ 36,000&ndash;37,000 ล้านบาท และช่วงฟื้นตัว (ปี 2565-2567) รายได้และกำไรกลับมาเติบโตอย่างชัดเจน โดยในปี 2567 มีรายได้รวม 58,959 ล้านบาท และกำไรสุทธิรวม 3,009 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรสุทธิ เพิ่มขึ้นจาก 1.44% ในปี 2560 เป็น 5.10% ในปี 2567<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันประเทศไทยมีธุรกิจออกแบบและตกแต่งภายในที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจำนวนทั้งสิ้น 6,177 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 15,783 ล้านบาท โดยโครงสร้างธุรกิจมีลักษณะพีระมิด กล่าวคือ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก (S) มีจำนวน 5,966 ราย คิดเป็น 96.58% ของธุรกิจทั้งหมด รองลงมาคือธุรกิจขนาดกลาง (M) จำนวน 182 ราย คิดเป็น 2.95% และธุรกิจขนาดใหญ่ (L) จำนวน 29 ราย คิดเป็น 0.47% แม้ธุรกิจรายใหญ่จะมีจำนวนไม่มาก แต่มีศักยภาพด้านเงินทุนสูงและสามารถรองรับโครงการขนาดใหญ่ได้ดีกว่า สำหรับพื้นที่การดำเนินธุรกิจ พบว่า ธุรกิจกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก โดยกรุงเทพมหานครมีจำนวนธุรกิจถึง 3,000 ราย รองลงมา คือ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และชลบุรี สะท้อนว่าธุรกิจยังพึ่งพาตลาดเมือง โครงการอสังหาริมทรัพย์ และกำลังซื้อในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ มีมูลค่ารวม 1,140 ล้านบาท โดยจีนเป็นผู้นำการลงทุนสูงสุด 393 ล้านบาท รองลงมา คือ ญี่ปุ่น 110 ล้านบาท สิงคโปร์ 85 ล้านบาท มาเลเซีย 48 ล้านบาท และฮ่องกง 42 ล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลให้การแข่งขันในตลาดกลุ่มพรีเมียมและงานโครงการมีความเข้มข้นมากขึ้นในอนาคต &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม ภาพรวมธุรกิจออกแบบและตกแต่งภายใน ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการที่จะสามารถแข่งขันและขยายธุรกิจได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องสร้างความแตกต่าง พัฒนาคุณภาพงาน บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับจากงานรายชิ้นไปสู่งานโครงการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจและความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202606047d16ec766a5c4b5d4fa22a125b793f6a152225.jpg' type='image/jpg' length='122418' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP แนะผู้ประกอบการไทยใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนขายสินค้าชาวจีน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167844</link>
<guid isPermaLink="false">9cfaf384e176f19adb05435b3b7cfc74</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 17:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีน พบใช้เป็นช่องทางใหม่ในการขยายการส่งออกสู่ตลาดอาเซียน โดยเฉพาะไทยและเวียดนาม แนะผู้ประกอบการไทย ใช้ช่องทางเดียวกันนี้ ขายสินค้าเจาะเข้าสู่ผู้บริโภคชาวจีน แต่ต้องศึกษากฎระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ให้ดี เพื่อให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดได้โดยไม่ติดขัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวสายพร ใบบริบาลกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงผลการสำรวจตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน (Cross-border e-commerce) ที่จีนใช้เป็นช่องทางในการขยายการส่งออกสินค้าจีนไปยังประเทศในอาเซียน และโอกาสของผู้ประกอบการของไทยที่จะใช้ช่องทางนี้ ในการขยายตลาดสินค้าของไทยเข้าสู่ตลาดจีน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลเพิ่มเติมว่า อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน เป็นรูปแบบการค้าในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่อาศัยแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตในการอำนวยความสะดวกด้านการซื้อขายสินค้า การชำระเงิน และการจัดส่งผ่านระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยจีนได้ใช้ช่องทางนี้ ในการขยายตลาดสินค้าออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอาเซียน ซึ่งในปี 2025 จีนมีผู้ประกอบกาอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนมากกว่า 180,000 ราย มีนิคมอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนที่จดทะเบียนแล้วมากกว่า 1,600 แห่งทั่วประเทศ และเขตนำร่องอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนแบบครบวงจร (Cross-border E-commerce Comprehensive Pilot Zones) ถึง 181 แห่ง เช่น ภาคตะวันออกอย่างเมืองเซี่ยงไฮ้และหางโจว ภาคกลางอย่างเมืองอู่ฮั่น หูเป่ย และหูหนาน ภาคตะวันตกอย่างเมืองฉงชิ่งและเฉิงตู รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างมณฑลเหลียวหนิงและจี๋หลิน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการรุกตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีนดังกล่าว เนื่องจากปัญหาด้านการค้าจากยุโรปและสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จีนต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างการส่งออกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในการค้าโลกไว้ได้ด้วยห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและครบวงจร จึงหันมาบุกเจาะตลาดในอาเซียน อาทิ ไทยและเวียดนาม รวมถึงตลาดอาเซียนอื่น ๆ ทำให้จีนยังเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียนติดต่อกัน 17 ปี และอาเซียนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของจีนติดต่อกัน 6 ปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยสินค้าส่งออกอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคสัดส่วน 97.8 ของการส่งออกอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน และสินค้าอุตสาหกรรมร้อยละ 2.2 โดยสินค้าส่งออก 3 อันดับแรก ในปี 2025 ได้แก่ 1.เครื่องแต่งกาย รองเท้าและเครื่องประดับ คิดเป็นร้อยละ 32 2.อุปกรณ์ดิจิทัล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นร้อยละ 28 และ 3.เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ครัว และอุปกรณ์ห้องน้ำ คิดเป็นร้อยละ 18<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า ปัจจุบันการทำธุรกิจผ่านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน กลายเป็นส่วนสำคัญของการขยายธุรกิจของจีนเข้าสู่ตลาดอาเซียน และในทางกลับกัน สินค้าไทยสามารถใช้ช่องทางนี้ในการเข้าถึงตลาดจีนได้ง่ายและรวดเร็วด้วยเช่นเดียวกันโดยผู้ประกอบการสามารถทดสอบตลาดและความนิยมของสินค้า รวมถึงแนวโน้มผู้บริโภคก่อนที่จะลงทุนในปริมาณมาก แต่แม้ว่าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจะมีข้อดีในการเข้าถึงตลาดผู้ประกอบการไทยยังต้องคำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ โดยเฉพาะการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ งาน International Conference on E-commerce and Internet Engineering (ICEIE) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8&ndash;10 มิ.ย.2569 ณ Xiamen International Convention and Exhibition Center เมืองเซี่ยเหมิน โดยงานนี้ จะมีการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้ามพรมแดน ทั้งในด้านการชำระเงินออนไลน์ &nbsp;โลจิสติกส์ข้ามประเทศ และการตลาดดิจิทัล ซึ่งงานนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาทักษะและความเข้าใจในการทำธุรกิจข้ามพรมแดนในยุคดิจิทัลอย่างเต็มที่</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260604ef67d60cd975763f8862bd7f4ea08b39152059.jpg' type='image/jpg' length='90790' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คณะกรรมาธิการยุโรปมอบใบรับรองขึ้นทะเบียน GI มะพร้าวน้ำหอมราชบุรีให้ไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167585</link>
<guid isPermaLink="false">7cdc00421af684a18128e0385b91a0c0</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 16:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">คณะกรรมาธิการยุโรปจัดพิธีมอบใบประกาศรับรองการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้กับมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี &ldquo;กิริฎา&rdquo;เผยเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 5 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในสหภาพยุโรป เตรียมลุยผลักดันขึ้นทะเบียนในตลาดอื่น ๆ ต่อ &ldquo;วิโรจน์&rdquo;มั่นใจเจาะตลาดผู้บริโภคกว่า 450 ล้านคนได้เพิ่มขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้แทนกรม นำเกษตรกรผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมราชบุรีเข้าร่วมพิธีมอบใบประกาศรับรองการขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรป (EU) ณ EU Pavilion ภายในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก THAIFEX - Anuga Asia 2026 เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญของสินค้า GI ไทย และประกาศศักยภาพสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ไทยสู่เวทีสากล ผ่านการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายคริสตอฟ ฮันเซน กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร กล่าวถ้อยแถลงและชื่นชมว่า มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มีคุณภาพและเอกลักษณ์โดดเด่นแตกต่างจากมะพร้าวน้ำหอมทั่วไป ทั้งกลิ่นหอมคล้ายใบเตยและความหวานตามธรรมชาติ อันเป็นผลจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของดินในลุ่มแม่น้ำแม่กลอง และสภาพภูมิอากาศเขตร้อนที่ได้รับอิทธิพลจากการทอดตัวของเทือกเขาตะนาวศรี ตลอดจนภูมิปัญญาการเพาะปลูกของเกษตรกรราชบุรีที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี พร้อมย้ำว่า GI ไม่ใช่เพียงเครื่องหมายรับรอง แต่เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนเรื่องราว อัตลักษณ์ ฝีมือ และวิถีชีวิตของชุมชนผู้ผลิต ผ่านคุณภาพและแหล่งกำเนิดที่แท้จริงของสินค้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงว่า มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 5 ของไทยที่ได้รับการรับขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรป ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ เป็นผลจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กลุ่มเกษตรกรและผู้ผลิตในจังหวัดราชบุรี หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคณะกรรมาธิการยุโรป ด้านการเกษตรและการพัฒนาชนบท (DG AGRI) และสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป (EUIPO)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งมั่นที่จะต่อยอดการขึ้นทะเบียน GI ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ตามแนวนโยบายด้านการรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทั้งในมิติด้านการสร้างการรับรู้ในตลาด การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงกับผู้ซื้อ และการรักษาตำแหน่งสินค้าพรีเมียมในตลาด EU โดยมีแผนผลักดันการขึ้นทะเบียน GI ไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าอัตลักษณ์ไทยในตลาดโลก ซึ่งจะช่วยต่อยอดโอกาสทางการค้าได้อีกมาก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรมมุ่งมั่นให้ความร่วมมือกับสหภาพยุโรปเพื่อส่งเสริมสินค้า GI ไทยในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนให้เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากระบบ GI อย่างเต็มที่ ซึ่งการรับขึ้นทะเบียน GI มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ใน EU ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นของไทยและเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวราชบุรีนำสินค้าที่ได้รับการรับรองในระดับสากลเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคกว่า 450 ล้านคนในสหภาพยุโรปได้อย่างภาคภูมิ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ปัจจุบันประเทศไทยรับขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของต่างประเทศ รวม 27 รายการ จาก 10 ประเทศ โดยเป็นสินค้า GI จากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 12 รายการ อาทิ แชมเปญ (ฝรั่งเศส) กรานา พาดาโน (ชีสอิตาลี) ไอริชวิสกี้ (ไอร์แลนด์) เป็นต้น ขณะที่มีสินค้า GI ไทยได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศด้วย รวม 11 รายการ ใน 33 ประเทศ โดยเป็น GI ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 5 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม และศรีสะเกษ) กาแฟดอยตุง (เชียงราย) กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง และมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียน GI รายการล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">จากนั้นได้มีพิธีการมอบใบประกาศรับขึ้นทะเบียน GI มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ในสหภาพยุโรป โดยมีตัวแทนกลุ่มผู้ผลิตและผู้ประกอบการมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ได้แก่ นายณรงค์ศักดิ์ ชื่นสุชน ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรี และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นซี โคโคนัท จำกัด รับมอบใบประกาศฯจาก นายคริสตอฟ ฮันเซน กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร ท่ามกลางความยินดีจากผู้เข้าร่วมงานทั้งไทยและต่างชาติ นำโดยเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ผู้แทนจากสมาคมวิสกี้แห่งไอร์แลนด์ (Irish Whiskey Association) และผู้แทนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจากหลายประเทศ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260602ca796757d2c841fc767e3c52ca02f0ee164225.jpg' type='image/jpg' length='389696' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”รับลูกนายกรัฐมนตรี อัดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเต็มสูบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167905</link>
<guid isPermaLink="false">159f003ebc213ab17fafffeaa230c27a</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;พาณิชย์&rdquo;รับลูกนายกรัฐมนตรี หาตลาดให้กุ้งไทย หลังถูกมาเลเซียห้ามนำเข้า 5 สายพันธุ์ ตั้งแต่ 1 มิ.ย.69 เผยเตรียมมาตรการไว้เพียบ ทั้งผลักดันส่งออกไปจีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อาเซียน จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย จัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ จับมือห้างระบายผลผลิต นำขายแหล่งท่องเที่ยว เปิดจุดรับซื้อ ดึงโรงงานช่วยซื้อ จัดรณรงค์บริโภค นำขายผ่านไทยช่วยไทยพลัส และนำขายผ่านงานมหกรรมการค้าชายแดน คาดดูดซับผลผลิตได้เดือนละไม่น้อยกว่า 400 ตัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับนโยบายนายกรัฐมนตรี ที่สั่งการให้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของมาเลเซียที่ได้สั่งระงับการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ของไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานภายใต้สังกัด ทั้งในและต่างประเทศ เร่งหาตลาดให้กับพี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการ มีเป้าหมายดูดซับได้เดือนละไม่น้อยกว่า 400 ตัน เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกกุ้งไปยังมาเลเซีย เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 300-400 ตันต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย ประมาณ 44 ล้านบาทต่อเดือน &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับมาตรการที่จะดำเนินการ ได้แก่ 1.กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดหาแหล่งนำเข้าทดแทนโดยเฉพาะตลาดสำคัญ อาทิ จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และหาตลาดใหม่ในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะเมียนมาและสิงคโปร์ โดยมีกิจกรรม Top Thai Brands คุนหมิง 11&ndash;16 มิ.ย.2569 , เซี่ยเหมิน 8 -11 ก.ย.2569 จัด Thailand Week ต้าเหลียน 5&ndash;7 มิ.ย.2569 และหลานโจว 9&ndash;13 ก.ค.2569 จัดกิจกรรม Online Business Matching สินค้ากุ้ง และการจัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้ากุ้งไทยในงานแสดงสินค้า SIAL ในช่วงเดือน ต.ค.2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.กรมการค้าภายใน จัดกิจกรรม หรอยริมเร ที่ภูเก็ตในเดือน มิ.ย.2569 นำผลผลิตที่ได้รับผลกระทบมาจำหน่าย ร่วมกับห้างท้องถิ่น ดึงผลผลิตออกจากแหล่งผลิต เชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยว อาทิ ภูเก็ต กระบี่ ตรัง เปิดจุดรับซื้อกุ้ง โดยตรงในแหล่งผลิตในพื้นที่เป้าหมาย อาทิ สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ฉะเชิงเทรา เป็นต้น เชื่อมโยงผู้ประกอบการรับซื้อผลผลิตกุ้งจากแหล่งผลิตพื้นที่เป้าหมาย นำผู้ส่งออกและโรงงานแปรรูปรับซื้อโดยตรงจากแหล่งผลิตพื้นที่เป้าหมาย จัดกิจกรรมรณรงค์การบริโภคกุ้งทั่วประเทศ ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส (ธงฟ้า) จัดคาราวานสินค้าประมง เปิดจุดจำหน่ายกุ้งในกรุงเทพฯ ภาคอีสาน-เหนือ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">3.กรมการค้าต่างประเทศ นำผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ เข้าร่วมออกร้านและกิจกรรม Business Matching ในงานมหกรรมค้าชายแดน จันทบุรี 19-22 มิ.ย.2569 และสระแก้ว 9-12 ก.ค.2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เชื่อมโยงรับซื้อผลผลิตจากแหล่งผลิตที่ถูกผลกระทบไปจำหน่ายทั่วประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ ปลากะพงขาวจากมาเลเซีย ได้เข้าสู่ตลาดไทยในปริมาณสูงขึ้น และพบว่า มีสารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้าง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนชาวไทย รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบปลากะพงนำเข้าจากมาเลเซียตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก โดยทุกมาตรการได้ดำเนินการอย่างครบถ้วนและถูกต้องตามขั้นตอนร่วมกับฝ่ายมาเลเซีย เพื่อคัดกรองคุณภาพของสินค้าปลากะพงให้ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค และยกระดับความเข้มข้นในการตรวจสอบมากขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่ปลายปี 2568 เป็นต้นมา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ต่อมา มาเลเซียได้มีการระงับการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ได้แก่ กุ้งลายเสือ , กุ้งแชบ๊วย , กุ้งขาวแวนนาไม , กุ้งกุลาดำ และกุ้งน้ำเงิน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 โดยจะดำเนินการต่อไปจนกว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะส่งคำตอบชี้แจงสำหรับแบบสอบถามด้านมาตรฐานความปลอดภัยให้ทางการมาเลเซียอย่างครบถ้วน จึงจะมีการนำมาประเมินมาตรการนี้ใหม่อีกครั้ง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับการดำเนินมาตรการของไทย ถือว่าเป็นการดำเนินการที่กระชั้นชิด ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และไม่เปิดโอกาสให้ไทยได้ชี้แจงและกำหนดมาตรการรองรับ (มาเลเซียแจ้งให้ไทยทราบมาตรการผ่านหนังสือสถานทูตมาเลเซียลงวันที่ 28 พ.ค.2569 ถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทย และสำเนาเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากนั้น กรมประมง และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มีกำหนดประชุมหารือเป็นการเร่งด่วน เพื่อเร่งคลี่คลายประเด็นดังกล่าว และกระทรวงพาณิชย์ พร้อมยกระดับหยิบยกขึ้นหารือในเวทีที่เกี่ยวข้องในระดับ WTO และอาเซียน รวมทั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กัวลาร์ลัมเปอร์ จะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดด้วย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260604e8013b1d6040f5a3edc304d553f710df160637.jpg' type='image/jpg' length='221582' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP แจ้งข่าวดี ด่านเมียวดี สะพาน 2 กลับมาเปิดให้บริการ สินค้าไทยเริ่มส่งออกได้แล้ว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167893</link>
<guid isPermaLink="false">3ac04dc0cd8639277d135ac9b68d3580</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 15:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แจ้งข่าวดีอย่างเป็นทางการ ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ได้กลับมาเปิดอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากปิดมาตั้งแต่ 18 ส.ค.68 เผยสินค้าไทยเริ่มส่งออกเข้าเมียนมาได้แล้ว แนะผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตก่อนส่งออกและนำเข้า และติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง เมียนมา ว่า ด่านพรมแดนแห่งที่ 2 บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ข้ามแม่น้ำเมย เชื่อมระหว่าง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับเมืองเมียวดี สหภาพเมียนมา ได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง โดยได้เปิดให้ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.2569 อย่างไม่เต็มรูปแบบ หลังจากปิดชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค.2568 เนื่องจากความไม่สงบในพื้นที่ ทำให้มีรถขนส่งสินค้าเริ่มเข้า-ออกบริเวณด่านเมียวดี สะพาน 2 แล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ได้มีการยืนยันจากหนังสือพิมพ์ Global New Light of Myanmar ที่ออกข่าวอย่างเป็นทางการว่า &ldquo;การกลับมาเปิดด่านเมียวดี สะพาน 2 รถขนส่งสินค้า&rdquo; โดยระบุว่า ด่านเมียวดี สะพาน 2 รถขนส่งสินค้า กลับมาเปิดใช้งานและสามารถขอใบอนุญาตทั้งการขอ Import License สินค้านำเข้าเมียนมา และการขอ Export License สินค้าส่งออกเมียนมาได้แล้ว โดยสินค้าส่งออกจากเมียนมา ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หอมใหญ่ เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้าจากไทย เบื้องต้นเมียนมาได้อนุมัติให้ Import License นำเข้าสินค้า ด่านเมียวดี สะพาน 2 ดังกล่าว มูลค่า 620 ล้านบาท เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค ของกินของใช้ วัตถุดิบเพื่อการผลิต เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การกลับมาเปิดด่านเมียวดี สะพาน 2 เป็นข่าวดีอย่างยิ่ง ซึ่งจะเป็นช่องทางการค้า การขนส่งไทย-เมียนมา ทั้งการส่งออกจากไทยและนำเข้าจากเมียนมา รวมทั้งการส่งออกจากเมียนมาและนำเข้ามาไทย เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งไทยและเมียนมา ประการสำคัญ ขอให้ผู้ประกอบการขอใบอนุญาตก่อนส่งออกหรือนำเข้าทุกด่านทางการเมียนมา ได้แก่ ผู้นำเข้าเมียนมา ขอ Import License ก่อนนำเข้าสู่เมียนมา และผู้ส่งออกเมียนมา ขอ Export License ก่อนส่งออกจากเมียนมา และหวังว่าสถานการณ์ในพื้นที่จะสงบปลอดภัย ไม่กระทบด่านเมียวดี สะพาน 2 และเส้นทางการขนส่งสินค้าดังกล่าวต่อไป&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ได้แก่ สถานการณ์ต่าง ๆ นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่าง ๆ ของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ ซึ่งเมียนมาได้เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น มีนโยบายและแนวทางการพัฒนาประเทศ บนพื้นฐานของความมั่นคง สันติภาพและการพัฒนาประเทศ รวมทั้งมีแนวโน้มที่ดีในการการผ่อนคลายกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นและได้รับการยอมรับมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การขนส่ง การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและธุรกิจไทย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026060462ad4545fc8cb4e5d36b2b023dec5645155532.jpg' type='image/jpg' length='87378' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.วิเคราะห์อาหารจากนมโตแรง แนะผู้ผลิตเพิ่มความหลากหลาย ดันส่งออกอาเซียน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167887</link>
<guid isPermaLink="false">179c508a66ca0dbf0e9e2b2b9be4038d</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 15:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.วิเคราะห์สินค้าอาหารจากนมของไทย พบการส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งโยเกิร์ต นมเปรี้ยว นมยูเอชที และไอศกรีม แต่มีปัญหาด้านต้นทุนการเลี้ยงสูง ขาดแรงงาน การบริหารจัดการฟาร์ม การพึ่งพาโครงการนมโรงเรียน และมีการแข่งขันจากผลิตภัณฑ์นมนำเข้า แนะส่งเสริมบริโภคนมในประเทศ สร้างความเข้าใจ FTA เป็นประโยชน์ได้วัตถุดิบราคาถูก เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และดันส่งออกอาเซียน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามสินค้าอาหารจากนมของไทย พบว่า มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีการส่งออกกว่า 21,000 ล้านบาท สินค้าที่ไทยส่งออกมาก เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว นมยูเอชที และไอศกรีม เป็นต้น แต่ก็พบปัญหาด้านอุปทาน คือ ต้นทุนการเลี้ยงสูง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยและรายเล็ก ซึ่งมีสัดส่วนมาก ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงโคนมมีความเสี่ยงมากขึ้น ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และจากการที่เกษตรกรโคนมส่วนใหญ่เป็นรายย่อยและรายเล็ก ทำให้การบริหารจัดการฟาร์มและการรีดนมไม่สามารถลงทุนเพื่อใช้ระบบอัตโนมัติ และยังมีปัญหาด้านอุปสงค์ คือ ตลาดนมในประเทศยังต้องพึ่งพาโครงการนมโรงเรียน ขณะที่จำนวนเด็กนักเรียนลดลง เผชิญการแข่งขันกับสินค้าและผลิตภัณฑ์นมที่นำเข้าจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกที่มีต้นทุนต่ำและคุณภาพสูง เช่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนการส่งออกสินค้าอาหารจากนมของไทย ในช่วง 3 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่า 134.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (4,161.7 ล้านบาท) สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ โยเกิร์ตและนมเปรี้ยว 35.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 26.1 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารจากนมของไทย ไอศกรีม 31 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 23.1 นมและครีมไม่เข้มข้น/ไม่เติมความหวาน 25.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 18.8 เครื่องดื่มที่มีนมยูเอชทีเป็นหลัก 21.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 16.0 นมและครีมเข้มข้นหรือเติมน้ำตาล 16.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 12.2 และอื่น ๆ เช่น เนย เนยแข็ง และหางนม 5.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 3.8 โดยอาเซียนยังคงเป็นตลาดส่งออกสินค้าอาหารจากนมที่สำคัญของไทย มีสัดส่วนรวมกัน 81.3% รองลงมา คือ ตลาดเอเชียตะวันออก อาทิ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน มีสัดส่วนรวมกันราว 13.3% ของมูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ของไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ สนค. มีข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการบริโภคและขยายตลาด โดยต้องส่งเสริมการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศ เพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับคนทุกวัย สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้านมภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์นม ซึ่งไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความหลากหลายของสินค้านมและผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น นมฟังก์ชัน และนมคาร์บอนต่ำ และผลักดันการส่งออกสินค้าอาหารจากนมสู่ตลาดศักยภาพ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่ไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ และต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำกว่า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ศรเทพ ธัมวาสร ที่ปรึกษาสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ต้องมีการปฏิรูปโคนมไทย เปลี่ยนจากระบบสงเคราะห์ เป็นระบบสร้างโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูล โดยมีข้อเสนอ อาทิ สร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ โดยจัดตั้งโรงงานนมผงส่วนกลาง 3 จังหวัด (สระบุรี ราชบุรี และนครราชสีมา) รองรับนมส่วนเกินและพ่วงเงื่อนไขให้การนำเข้านมผงจากต่างประเทศต้องซื้อนมผงที่ผลิตจากโรงงานไทย (Local Content Linkage) เร่งพัฒนาประสิทธิภาพเกษตรกร และปฏิรูปนมโรงเรียนเปลี่ยนจากโควตาที่ใช้สายสัมพันธ์เป็นระบบประมูลเชิงคุณภาพ วัดกันที่คุณภาพเนื้อนม รวมทั้งใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อแก้ไขปัญหานมผีหรือนมนอกระบบที่กดราคารับซื้อนมดิบจากเกษตรกร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ปัจจุบัน โคนมและผลิตภัณฑ์ เป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน และสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ จากข้อมูลกรมปศุสัตว์ ในปี 2568 มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 15,638 ราย (ปี 2564 มีจำนวน 24,145 ราย) และมีจำนวนประชากรโคนมทั่วประเทศ 560,551 ตัว (ปี 2564 มีจำนวน 810,518 ตัว) ทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและประชากรโคนมมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากโครงสร้างการผลิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน<br />
​ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่รายงานจาก Fortune Business Insights คาดการณ์ว่าตลาดอาหารจากนมทั่วโลก (Global Dairy Food Market) จะมีมูลค่า 1.06 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2569 และจะสูงเกือบ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2577 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8.18% ต่อปี ในช่วงคาดการณ์ (ปี 2569-2577) ความต้องการบริโภคอาหารจากนมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด โดยในปี 2568 มีส่วนแบ่งตลาด 41.09% เนื่องจากมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มการบริโภคอาหารที่มีโปรตีนสูง รวมถึงการรับเอารูปแบบการบริโภคอาหารแบบตะวันตกเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ เช่น จีน และอินเดีย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026060467122abc41d0b5cf9401d19740e2c187155350.jpg' type='image/jpg' length='177102' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 4 เดือน พฤษภาคม 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167189</link>
<guid isPermaLink="false">9a03e16d26483fc566fad775168e270e</guid>
<pubDate>Fri, 29 May 2026 15:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260529d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e151100.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี”ทรงรับดำรงตำแหน่งทูตด้านแฟชันและการออกแบบของ WIPO]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167169</link>
<guid isPermaLink="false">8e7cbe4c13cf3cdc0fff1879945bc0c6</guid>
<pubDate>Fri, 29 May 2026 14:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับการทูลเชิญดำรงตำแหน่งทูตด้านแฟชันและการออกแบบขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกเป็นพระองค์แรก เนื่องจากพระอัจฉริยภาพและพระกรณียกิจอันโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล ตามคำกราบทูลเชิญของผู้อํานวยการใหญ่ WIPO ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) กล่าวว่า เหตุผลที่ WIPO ทูลเชิญพระองค์ท่านรับตำแหน่งนี้ เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมาจากความสำเร็จเมื่อเดือนส.ค.2568 ซึ่ง WIPO ได้ทูลเกล้าถวายรางวัล WIPO Award for Creative Excellence แด่พระองค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและยกย่องพระราชกรณียกิจด้านการนำความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญามาถ่ายทอดมรดกและงานฝีมือของไทยสู่แฟชันร่วมสมัย ทรงใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ มีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในพระนามถึง 541 รายการ ซึ่งรวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ 256 รายการ การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 227 รายการ และเครื่องหมายการค้า 58 รายการ โดยมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใน 34 ประเทศ เช่น สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และสหรัฐฯ ครอบคลุมทั้งแฟชัน เครื่องประดับ เครื่องหนัง ของตกแต่งบ้าน และบริการต่าง ๆ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นรากฐานในการสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน พระราชกรณียกิจของพระองค์ยังรวมถึงการร่วมงานกับช่างฝีมือ และกลุ่มหัตถกรรมทั่วประเทศไทย เพื่อช่วยให้ชุมชนต่าง ๆ นำมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดร่วมสมัย สร้างทั้งโอกาสทางการค้า และการต่อยอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เป็นการหลอมรวมมรดกทางวัฒนธรรม การออกแบบ และทรัพย์สินทางปัญญาเข้าด้วยกัน ถือเป็นต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจและการเจริญรอยตาม โดยหวังว่า ตำแหน่งทูตด้านแฟชันและการออกแบบของ WIPO จะช่วยขยายพระราชกรณียกิจไปไกลกว่าประเทศไทย โดยเฉพาะการสนับสนุนชุมชนในประเทศอื่น ๆ ให้ค้นพบศักยภาพใหม่ ๆ ด้านการสร้างสรรค์ การออกแบบ การสร้างแบรนด์ และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืน&rdquo;นายดาเรน ทังกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ในโอกาสนี้ ทรงเปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติและยกย่องเชิดชูพระกรณียกิจอันทรงคุณค่า ด้านความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์ผลงานทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติภายใต้แนวคิด &ldquo;การเดินทางแห่งแรงบันดาลใจ เสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วยทรัพย์สินทางปัญญา : การออกแบบและการสร้างสรรค์&rdquo; หรือ &ldquo;JOURNEY of INSPIRATION Empowering Community through Intellectual Property: Design and Creativity&rdquo; เพื่อเทิดพระเกียรติ และเผยแพร่อัจฉริยภาพด้านการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการสืบสานคุณค่าศิลปวัฒนธรรมของชาติ สะท้อนผ่านผลงานทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งลิขสิทธิ์ การออกแบบ และเครื่องหมายการค้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้แทนถาวรไทย และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ณ นครเจนีวา เฝ้ารับเสด็จ ณ สำนักงานใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260529f3e92f85f913288e6b1b18acff46cbf6144018.jpg' type='image/jpg' length='662915' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ชวนร้านอาหาร ร่วมติวเข้มทำธุรกิจยุคดิจิทัล สมัครได้ถึง 5 มิ.ย.นี้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167165</link>
<guid isPermaLink="false">855864f9b1b086c9769b75b66b03ef1d</guid>
<pubDate>Fri, 29 May 2026 14:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือ สสว. จัดทำโครงการ &ldquo;Restaurant New S-Curve พลิกธุรกิจร้านอาหาร สู่การเติบโตใหม่&rdquo; เร่งติดอาวุธด้านนวัตกรรม การตลาดดิจิทัล และโมเดลธุรกิจยุคใหม่ ช่วยเพิ่มโอกาสเติบโต รับมือการแข่งขันยุคดิจิทัล เปิดรับสมัครผู้ประกอบการที่สนใจ ตั้งแต่วันนี้ถึง 5 มิ.ย.69</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากกองทุนส่งเสริมส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของ สสว. ในการจัดทำโครงการ &ldquo;Restaurant New S-Curve พลิกธุรกิจร้านอาหาร สู่การเติบโตใหม่&rdquo; ระหว่างวันที่ 15-26 มิ.ย. 2569 โดยขณะนี้ กำลังเปิดรับผู้ประกอบการเป้าหมายจำนวน 200 ราย แบ่งเป็น 2 รุ่น รุ่นละ 100 ราย เพื่อติดอาวุธด้านนวัตกรรม การตลาดดิจิทัล และโมเดลธุรกิจยุคใหม่ เที่จะช่วยให้ร้านอาหารสามารถแข่งขันได้ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการดำเนินโครงการนี้ ได้รวบรวมเจ้าของธุรกิจร้านอาหารชื่อดังและผู้เชี่ยวชาญในวงการร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดการทำธุรกิจ อาทิ คุณพรชัย นิตย์เมธาวงศ์ (ผู้ร่วมก่อตั้งเพจเพื่อนแท้ร้านอาหารและที่ปรึกษาธุรกิจร้านอาหาร) คุณธนพงศ์ วงศ์ชินศรี (เจ้าของเพจ Torpenguin) คุณพงศธร ธนบดีภัทร (เจ้าของเพจ NopPongsatorn) คุณชนินทร์ นาคะรัตนากร (หัวหน้าฝ่ายการตลาดของแบรนด์ Pizza Hut) และคุณจักรกฤติ สายสมบูรณ์ (ผู้ร่วมก่อตั้ง Maguro Group)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้การพัฒนาธุรกิจเชิงลึกใน 4 มิติ ได้แก่ 1. Digital Transformation 2.Social Media &amp; Digital Asset 3.Channel Model &amp; Revenue Model และ 4.Cloud Kitchen เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ใหม่ และปรับโมเดลธุรกิจให้สอดรับกับตลาดยุคใหม่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 100 ราย จะได้รับการแนะนำอย่างใกล้ชิดผ่านระบบให้คำปรึกษาแบบเข้มข้น (Coaching) เพื่อพัฒนาแผนธุรกิจให้สามารถนำไปใช้ได้จริง อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับการรีวิวร้านผ่านอินฟลูเอนเซอร์สายอาหารชื่อดังโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยต่อยอดการสร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าในโลกออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th⁠ (เลือกหัวข้อ อบรม/สัมมนา) ตั้งแต่วันนี้ - 5 มิ.ย.2569 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนพัฒนาเครือข่ายธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร 0 2547 5985 Call Center 1570</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026052957811d0638215f2f28e95d5a166180cc143759.png' type='image/png' length='747052' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เจาะลึกนำเข้า เม.ย.69 ส่วนใหญ่เป็นเชื้อเพลิง วัตถุดิบ ทุน รองรับการผลิต]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167117</link>
<guid isPermaLink="false">1cc30b9344137cce5053df7dccb66d1a</guid>
<pubDate>Fri, 29 May 2026 13:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เจาะลึกการนำเข้าเดือน เม.ย.69 ที่มีมูลค่า 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 45% ส่วนใหญ่นำเข้าสินค้ากลุ่มเชื้อเพลิง ตามความต้องการพลังงานภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม กลุ่มวัตถุดิบ และสินค้าทุน โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นมาก จากการที่ไทยเป็นฐานการลงทุน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้วิเคราะห์การนำเข้าในเดือน เม.ย.2569 ที่มีมูลค่า 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 45% พบว่า สินค้าหลักที่เพิ่มขึ้นเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการลงทุน ได้แก่ กลุ่มเชื้อเพลิง เพิ่ม 128.6% ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนความต้องการพลังงานของภาคเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม กลุ่มวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 38.7% และกลุ่มสินค้าทุน เพิ่ม 32.8%</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;โครงสร้างดังกล่าวบ่งชี้ว่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เป็นการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่มีส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมวัตถุดิบ เครื่องจักร อุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การลงทุน และรอบการผลิตในระยะต่อไป ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ในประเทศที่มีบทบาทอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลก&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกเป็นรายสินค้า พบว่า กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่ขยายตัว สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยไทยกำลังยกระดับบทบาทจากฐานการผลิตเดิม ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค และจากข้อมูลการส่งเสริมการลงทุนสะท้อนว่า ไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในกลุ่ม Data Center ระดับภูมิภาคได้สูงกว่า 720,000 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งเป็นสัญญาณของการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และอาจช่วยหนุนอุปสงค์ต่อสินค้าทุน อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบพลังงาน และบริการที่เกี่ยวเนื่องในระยะต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของบริษัทชั้นนำระดับโลกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การเริ่มก่อสร้างโรงงานส่วนประกอบขั้นสุดท้ายของบริษัท Infineon ในจังหวัดสมุทรปราการตั้งแต่เดือน ม.ค.2568 สอดรับกับเป้าหมายของ BOI ในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการยกระดับฐานการผลิตของไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์การค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการนำเข้า การส่งออก ดุลการค้า พฤติกรรมการส่งผ่านสินค้า การสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า และผลกระทบต่อผู้ประกอบการภายในประเทศ เพื่อให้การเติบโตของการส่งออก การนำเข้า เป็นการเติบโตที่มีคุณภาพ โปร่งใส และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260529fed868ee0b6855d9c7b471fededc9c6a132349.jpg' type='image/jpg' length='175473' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เตรียมเปิดตัว “ไทยช่วยไทย” ช่วยสินค้าชุมชน SME ขายออนไลน์ เพิ่มรายได้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166799</link>
<guid isPermaLink="false">885307a6c4f57a9194bdf418b7f02188</guid>
<pubDate>Thu, 28 May 2026 15:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เตรียมเปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; 4 มิ.ย.69 ต่อยอดจากโครงการไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ เผยจะผนึกกำลังกับ 2 แพลตฟอร์มออนไลน์สายเลือดไทย ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce ช่วยผู้ประกอบการชุมชน SME นำสินค้าขายออนไลน์ ไม่เก็บค่า GP ตลอดโครงการ มั่นใจช่วยเพิ่มรายได้ ช่วยเรียนรู้ขายออนไลน์ และช่วยประชาชนมีทางเลือกซื้อสินค้าเพิ่ม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมต่อยอดความสำเร็จโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลที่ต้องการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบของสถานการณ์โลก วิกฤตด้านพลังงาน และการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ ทั้งของไทยและทั่วโลก และเป็นนโยบายที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญ ต้องการให้ภาคประชาชนมีสภาพคล่องทางเศรษฐกิจในการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ไม่ละเลยในการดูแลผู้ประกอบการไทยทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ประกอบการชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และ SME ทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นฟันเฟืองที่คอยหมุนระบบเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยการต่อยอดดังกล่าว จะดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; เป็นการผนึกกำลังระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับ 2 แพลตฟอร์มออนไลน์สายเลือดไทยระดับประเทศ ได้แก่ ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce เพื่อนำสินค้าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางการตลาดที่กำลังได้รับความนิยม สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง ช่วยเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการเข้าถึงช่องทางการค้าใหม่ ๆ ยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย และรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางวิกฤตรอบด้าน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับไฮไลต์ที่สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของไทยช่วยไทย คือ ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce ยอมหั่นรายได้หลักและกำไรขั้นต้นของแพลตฟอร์ม โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม (GP: Gross Profit) ตลอดโครงการ แสดงถึงการบรรลุเป้าประสงค์หลักของโครงการไทยช่วยไทยอย่างแท้จริง รวมถึงรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์สนับสนุนคูปองส่วนลดให้ 100 บาท รวม 500,000 ใบ และค่าขนส่งฟรี ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง คือ ผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน และ SME ที่สามารถช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำไรอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน ประชาชนที่เข้าซื้อสินค้าบน 2 แพลตฟอร์ม ก็จะได้สินค้าคุณภาพดี ในราคาสุดพิเศษ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ ภายในกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้ร่วมกันรับสมัคร และคัดเลือกผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการชุมชน และ SME ที่มีศักยภาพ เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 2,000 ราย เพื่อเข้าเปิดร้านค้าบน 2 แพลตฟอร์มดังกล่าว ตั้งแต่วันนี้-31 พ.ค. 2569 หรือจนกว่าจะเต็ม โดยสมัครได้ทาง www.ไทยช่วยไทย.net สิซึ่งนค้าที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดเป็นสินค้าจาก SME และจากชุมชน โดยเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้วัตถุดิบและผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เป็นสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นการสนับสนุนใช้สินค้าไทย ทดแทนการนำเข้าสินค้า และกระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้าไทย ภายใต้คอนเซป &ldquo;ไทยทำ ไทยใช้ ไทยแข็งแกร่ง&rdquo; และกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมบริโภคไทยนิยมที่สร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยระยะยาว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ตลอดโครงการ กรมและเจ้าหน้าที่ 2 แพลตฟอร์ม จะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา แนะนำ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น จนสามารถผลักดันให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ และใช้ตลาดออนไลน์เป็นช่องทางหลักควบคู่กับหน้าร้านในการจำหน่ายสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขายและเพิ่มการรับรู้สินค้าให้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งมั่นใจว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์เตรียมต่อยอดเสริมแกร่งผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน และ SME ด้วยความรู้รอบด้าน เน้นนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้าช่วยบริหารจัดการธุรกิจ เพิ่มยอดขาย สร้างรายได้ให้ธุรกิจ ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเดินหน้าสู่ดิจิทัลคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดพิธีเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; โดยนางศุภจีจะเป็นประธานในพิธี และมีหน่วยงานพันธมิตรผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการมาร่วมแสดงศักยภาพภายในงานในวันที่ 4 มิ.ย.2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ และจะมีกิจกรรมให้ทุกคนได้กดตระกร้าเพื่อเลือกซื้อสินค้าอุดหนุนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการด้วย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260528f7efe09fe7e01e61cd7db62973b72bef155150.png' type='image/png' length='868257' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ปลัดพาณิชย์”ถกเนสท์เล่ ร่วมมือลุยอาหารแห่งอนาคต-เกษตรมูลค่าสูง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166797</link>
<guid isPermaLink="false">0fa07f5e714188130349f0b44fe4d525</guid>
<pubDate>Thu, 28 May 2026 15:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ปลัดพาณิชย์&rdquo;นำคณะหารือผู้บริหารเนสท์เล่ แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือการวิจัยพัฒนานวัตกรรมอาหาร เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตและเกษตรมูลค่าสูง เหตุไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ มีความพร้อมด้านวัตถุดิบที่หลากหลาย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคณะ ได้ประชุมหารือกับบริษัท Nestl&eacute; นำโดย นายเรมี เอเจล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำภูมิภาคเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา ณ สำนักงานใหญ่และศูนย์วิจัย Nestl&eacute; Global Headquarters เมืองเวเวย์ สมาพันธรัฐสวิส เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนานวัตกรรมอาหาร เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญา ต่อยอดศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรมูลค่าสูงของไทย ซึ่งจะช่วยหนุนไทยสู่ศูนย์กลางความมั่นคงอาหารแห่งอนาคต</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ บริษัท Nestl&eacute; เป็นหนึ่งในพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ด้านการค้าที่สำคัญของไทย เนื่องจากมีการจ้างงาน และการค้าการลงทุนในไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 133 ปี โดยเฉพาะการนำสินค้าเกษตรของไทย เช่น กาแฟ และนม มาผลิตเป็นสินค้าเกษตรแปรรูป และใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก รองรับการเติบโตของอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาค ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบทางการเกษตร คุณภาพการผลิต และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถพัฒนาความร่วมมือด้านนวัตกรรมอาหาร การวิจัยและพัฒนา และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูงได้อย่างต่อเนื่อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านนวัตกรรมอาหาร การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการเชื่อมโยงองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยบริษัท Nestl&eacute; ได้แสดงความสนใจที่จะขยายการลงทุนและความร่วมมือด้านนวัตกรรมในไทย เนื่องจากมองเห็นศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานอาหารสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะภาคการเกษตรและวัตถุดิบที่มีความหลากหลาย สามารถเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้ในอนาคต</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้หารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพกลุ่มเกษตรกรไทย และผู้ประกอบการไทย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่ไปกับความร่วมมือด้านการจับคู่ทางเทคโนโลยี (Technology Matching) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะช่วยเชื่อมโยงโจทย์วิจัยของ Nestl&eacute; กับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยชั้นนำในไทย เพื่อร่วมกันนำวิทยาศาสตร์อาหารระดับโลกมาประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบท้องถิ่นและทรัพยากรที่หลากหลายของไทย ในการคิดค้นพัฒนานวัตกรรมอาหารมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งในระดับภูมิภาคและห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงต่อยอดวัตถุดิบทางการเกษตรและพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ไทยมีศักยภาพ ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับสู่มาตรฐานสากลได้อย่างยั่งยืน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">บริษัท Nestl&eacute; เป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม รายใหญ่ระดับโลก มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเวเวย์ สมาพันธรัฐสวิส ปัจจุบันมีเครือข่ายการดำเนินธุรกิจและจัดจำหน่ายสินค้าครอบคลุมกว่า 180 ประเทศทั่วโลก มีโรงงานผลิตมากกว่า 300 แห่ง และมีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&amp;D) กระจายอยู่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญ โดยผลิตสินค้าหลากหลาย อาทิ เครื่องดื่ม น้ำดื่มบรรจุขวด ผลิตภัณฑ์นมและอาหารเสริมสำหรับเด็ก และซอสและเครื่องปรุงรส เป็นต้น รวมทั้ง มีการยื่นขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรการประดิษฐ์ การออกแบบ และเครื่องหมายการค้าในไทยกว่า 3,000 รายการ เพื่อรองรับตลาดภายในประเทศและส่งออกไปยังภูมิภาคต่าง ๆ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605285d847d15ca51d1ef44ab4129877694ad155007.jpg' type='image/jpg' length='1007212' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”เยี่ยมร้าน “เสือโหย–บางใหญ่” กรุงเจนีวา การันตีรสชาติไทยแท้ มีเมนูเด็ด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166784</link>
<guid isPermaLink="false">a4cc6b23f5a4f797813efd3444cc7079</guid>
<pubDate>Thu, 28 May 2026 15:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;นำทีมพาณิชย์ตรวจเยี่ยม 2 ร้านอาหารไทยในกรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส &ldquo;เสือโหย&ndash;บางใหญ่&rdquo; เผยเป็นร้านอาหารไทยสูตรดั้งเดิม รสชาติไทยแท้ แต่ละร้านมีเมนูเด็ดให้เลือกรับประทาน ชาวสวิส ชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวชื่นชอบ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม 2 ร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ได้แก่ ร้าน &ldquo;Sua Hoy&rdquo; ระดับ 2 ดาว และร้าน &ldquo;Bang Yai&rdquo; ระดับ 1 ดาว เพื่อติดตามสถานการณ์การดำเนินธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศ พร้อมรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางการส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยในตลาดสวิตเซอร์แลนด์จากผู้ประกอบการ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยร้าน &ldquo;Sua Hoy&rdquo; หรือ &ldquo;เสือโหย&rdquo; ตั้งอยู่บนถนน Rue Pr&eacute;vost-Martin ย่าน Plainpalais ใจกลางนครเจนีวา ดำเนินการโดยคุณโอ๊ต นายยุทธการ ป้องกันทรัพย์ และภรรยา คุณแซนดี่ พาลี่ โดดเด่นด้วยการนำเสนออาหารไทยแท้ที่สะท้อนอัตลักษณ์อาหารไทยภูมิภาค ผสานเทคนิคการปรุงร่วมสมัย ภายใต้บรรยากาศร้านสไตล์โมเดิร์นกึ่งบิสโทร (Bistronomy) โดยเน้นเมนูอาหารไทยที่คนไทยนิยมรับประทานในชีวิตประจำวัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ชื่อร้าน &ldquo;Sua Hoy&rdquo; มีที่มาจากคำว่า &ldquo;เสือโหย&rdquo; ยึดแนวคิดการนำเสนอสูตรอาหารไทยดั้งเดิมและอาหารไทยภูมิภาคที่คงรสชาติแบบต้นตำรับ รังสรรค์โดยคุณโอ๊ตเจ้าของร้านและเชฟกัส เมนูเด่นของร้าน ได้แก่ พล่ากุ้ง เสือร้องไห้ เมี่ยงคำ ขนมจีนน้ำยา หมูปิ้ง แหนมทอดสไตล์ลาบ ผัดไทย และขนมไทยอย่างบัวลอยและข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งได้รับความนิยมจากชาวสวิส นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในนครเจนีวา นอกจากนี้ ร้านยังเปิดคลาสสอนทำอาหารไทยให้แก่ชาวต่างชาติซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"><br />
ส่วนร้าน &ldquo;Bang Yai&rdquo; หรือ &ldquo;บางใหญ่&rdquo; โดยคุณนุ้ย รัชฎาพร อุตมะยาน และคุณ Yves Christodoulidis ตั้งอยู่บนถนน Rue des Noirettes 7 ย่าน Carouge เขตชานเมืองนครเจนีวา ซึ่งเป็นย่านศิลปะและสถาปัตยกรรมสไตล์อิตาเลียนอันมีเอกลักษณ์ ร้านนำเสนออาหารไทยแท้ภายใต้บรรยากาศ Casual &amp; Cozy ที่ผสมผสานการตกแต่งด้วยงานไม้แกะสลักแบบไทย พร้อมพื้นที่ระเบียงด้านนอกใกล้สวนสาธารณะ Acacias Park เหมาะสำหรับการพักผ่อนและรับประทานอาหารในช่วงฤดูร้อน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ร้าน Bang Yai ยึดแนวคิด &ldquo;Authentic Thai Cuisine&rdquo; หรืออาหารไทยแท้ที่คงรสชาติแบบต้นตำรับ ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพและการปรุงอย่างพิถีพิถัน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคต่างชาติที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารไทยแท้ เมนูยอดนิยมของร้าน ได้แก่ ผัดไทย ต้มยำกุ้ง ปลาผัดขิง แกงเขียวหวาน พะแนงเนื้อ และข้าวผัดขิง โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวสวิตเซอร์แลนด์และชาวฝรั่งเศส</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ปัจจุบัน สมาพันธรัฐสวิสมีร้านอาหารไทยประมาณ 200 ร้าน โดยมีร้านที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 22 ร้าน กระจายอยู่ในหลายเมืองสำคัญ ได้แก่ Zurich 7 ร้าน, Geneva 8 ร้าน, Bern 3 ร้าน, Lucerne 1 ร้าน, St. Gallen 2 ร้าน และ Thurgau 1 ร้าน สำหรับนครเจนีวา มีร้านอาหารไทยที่ได้รับตรา Thai SELECT จำนวน 8 ร้าน ได้แก่ Na Village (2 ดาว), Sua Hoy (2 ดาว), Bang Yai (1 ดาว), Lanna Thai (1 ดาว), Marifah (1 ดาว), Thai Artisans (1 ดาว), SOI (1 ดาว) และ Jame&rsquo;s Pub ซึ่งได้รับการรับรอง Thai SELECT Casual</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ยกระดับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT โฉมใหม่ เพื่อสะท้อนมาตรฐานอาหารไทยสู่ระดับสากล โดยแบ่งการรับรองออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ Thai SELECT Casual, Thai SELECT 1 ดาว, Thai SELECT 2 ดาว และ Thai SELECT 3 ดาว ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหารบรรยากาศเป็นกันเองจนถึงร้านอาหารระดับพรีเมียม พร้อมปรับเกณฑ์การประเมินให้เข้มข้นยิ่งขึ้นใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ รสชาติและการนำเสนออาหาร บรรยากาศและประสบการณ์ผู้บริโภค มาตรฐานสุขอนามัย ความเชี่ยวชาญของเชฟ และคุณภาพวัตถุดิบ โดยใช้สัญลักษณ์ &ldquo;ดาวเกียรติยศรูปดอกกล้วยไม้&rdquo; เป็นเครื่องหมายสะท้อนคุณภาพและมาตรฐานอาหารไทยในเวทีโลก</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605289a9ec12104f228edca909adb1469267b154451.png' type='image/png' length='1415306' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์นำทัพสินค้าสมุนไพรไทย โชว์งาน THAIFEX ตั้งเป้ารายได้ 100 ล้านบาท]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166628</link>
<guid isPermaLink="false">55d70d684fe98ed38f4f2a87b15fa3a2</guid>
<pubDate>Thu, 28 May 2026 11:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้านำทัพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรชั้นนำของไทย 25 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับโลก THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026 วันที่ 26-30 พ.ค.69 มั่นใจช่วยเปิดตัวสู่ตลาดโลก ตั้งเป้าสร้างมูลค่าการค้าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายสถาพร &nbsp;ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรจำนวน 25 ราย ที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมในโครงการ SMART Local HERB เข้าร่วมจัดแสดงและเจรจาธุรกิจภายในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26-30 พ.ค.2569 โดยมุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปด้วยนวัตกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และกลุ่มธุรกิจ Health &amp; Wellness</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยสินค้าที่นำไปจัดแสดง อาทิ ผงใบเตยธรรมชาติ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำเร็จรูปสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์จากผำ (Wolffia) ซูเปอร์ฟู้ดทางเลือกใหม่ที่อุดมไปด้วยโปรตีนจากพืช ไรส์ไวน์ (Rice Wine) สุราแช่พื้นเมืองระดับพรีเมียมจากข้าวไทย 4 สายพันธุ์ น้ำว่านหางจระเข้รสผลไม้ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสูตรแคลอรีต่ำที่กำลังมาแรง ใบกะเพราฟรีซดราย ผลิตภัณฑ์คงความสดเพื่อความสะดวกในการประกอบอาหาร ไอศกรีมมะพร้าวดีไซน์ใหม่ กรรมวิธีการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิตทางการเกษตรท้องถิ่น เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ภายในงานยังจัดให้มีกิจกรรมสาธิตการทำอาหารและเครื่องดื่มจากสมุนไพรไทย &ldquo;Live Cooking Show&rdquo; วันละ 2 รอบ เพื่อแสดงสรรพคุณที่หลากหลายและการประยุกต์ใช้สมุนไพรในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นการรังสรรค์เมนูเพื่อสุขภาพโดยเชฟระดับประเทศ เช่น เชฟไปร์ท - ชิษณุพงศ์ เกตุนวล จากรายการ Chef Fest Thailand &nbsp;เชฟใบตอง - กมเลศ ฤทธิ์เดชา จากรายการ Hell&rsquo;s Kitchen Thailand &nbsp;เชฟมังกร - ผศ.ดร.ภูริ ชุณห์ขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเพื่อสุขภาพ วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยมีเมนูไฮไลทต์เด่น ๆ เช่น ทาร์ตรีซอตโต้ต้มยำกุ้งย่างเจลมะกรูด เพนเน่ผัดซอสเขียวหวานไข่ผำอกไก่ย่าง และเครื่องดื่มลาเต้งาดำมะพร้าวคลาวด์ เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ &nbsp; &nbsp;เชิงป้องกัน (Preventive Health) และนิยมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มูลค่าทางธุรกิจของกลุ่มนี้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยกรมคาดหวังว่าการออกงานในครั้งนี้ตลอดทั้ง 5 วัน จะช่วยสร้างคำสั่งซื้อและขยายโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทยในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ขอเชิญชวนนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป เข้าเยี่ยมชมและเจรจาธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการสมุนไพรไทย ทั้ง 25 ราย ได้ที่งาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 30 พ.ค. 2569 ณ โซน SMART Local Herb บูธ GG01 Hall 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองธุรกิจภูมิภาคและชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร.0 2547 5950 หรือ สายด่วน 1570 เว็บไซต์ www.dbd.go.th&rdquo; นายพูนพงษ์กล่าว</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260528f76cc0b7bc429a255e0f8e307be98df7111920.jpg' type='image/jpg' length='655732' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”มอบนโยบายทีม WTO-WIPO เกาะติดเจรจาไอพีรับยุค AI ประเด็นค้าโลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166626</link>
<guid isPermaLink="false">cbad19642c7bb78b75d5131e16060ddc</guid>
<pubDate>Thu, 28 May 2026 11:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;มอบนโยบายการทำงาน ให้ทีมงานคณะผู้แทนไทยที่ WTO และ WIPO ติดตามทิศทางการขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญารับยุค AI และเกาะติดการเจรจาการค้าโลกในประเด็นที่ยังเจรจาไม่สำเร็จ เพื่อผลักดันสิ่งที่ไทยต้องการ และสร้างโอกาสให้ทางการค้าให้กับไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เดินทางเยือนสำนักงานคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และได้ใช้โอกาสนี้ มอบนโยบายในการขับเคลื่อนการเจรจาการค้าและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยมีนางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคณะ ร่วมการหารือ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ได้มอบกรอบทำงานเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาในโลกยุคดิจิทัล พร้อมให้ติดตามพัฒนาการของมาตรการและทิศทางการดำเนินงานของ WIPO รวมถึงท่าทีของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งในมิติของการคุ้มครองงานสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สอดคล้องกับสากล ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับงานใน WTO ได้มอบหมายให้เกาะติดการเจรจาการค้าในประเด็นต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องที่ยังติดค้าง และยังเจรจาไม่สำเร็จ อาทิ การปฏิรูป WTO พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และประเด็นด้านเกษตร และให้ผลักดันการเจรจา โดยยึดให้เกิดประโยชน์กับไทย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605282a5b4a1399e1b6082de7e776fb74952b111636.jpg' type='image/jpg' length='171061' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”เยี่ยมร้าน Paya Thai กรุงปารีส ยกนิ้วอาหารอร่อย ชวนแวะไปอุดหนุน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166428</link>
<guid isPermaLink="false">cf8d47984febcbe313b9b6bae253c91b</guid>
<pubDate>Wed, 27 May 2026 15:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เยี่ยมร้านอาหารไทย &ldquo;Paya Thai&rdquo; ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางส่งเสริมภาพลักษณ์ร้านอาหารไทยในยุโรป เผยร้านนี้ เป็นที่นิยม อยู่ใจกลางเมือง เป็นจุดนัดพบ ชวนชาวไทย นักท่องเที่ยวอย่าลืมแวะไปชิม รับรองไม่ผิดหวัง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 25 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านอาหารไทย &ldquo;Paya Thai&rdquo; ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 1 ดาว และได้รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางการส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยในตลาดยุโรปจากผู้ประกอบการ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยร้าน Paya Thai ถือเป็นหนึ่งในร้านอาหารไทยที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกรุงปารีส โดดเด่นด้วยรสชาติอาหารไทยแท้จัดจ้าน อีกทั้งทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง จึงเป็นจุดนัดพบยอดนิยมทั้งของชาวฝรั่งเศส นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ จึงขอเชิญชวนชาวไทยที่อยู่ในฝรั่งเศส นักท่องเที่ยวที่อยากรับประทานอาหารไทย อย่าลืมนึกถึงร้านนี้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ร้าน Paya Thai ในปารีส ยังเป็นร้านอาหารไทยชื่อดังที่มีความโดดเด่นรังสรรค์เมนูโดยเชฟสุภา (Chef Supa) ผู้สร้างสรรค์สูตรอาหารตำรับครอบครัว จนได้รับการยกย่องจากคู่มือร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง Gault&amp;Millau 2023 มีหัวใจหลักของร้านที่นำเสนออาหารไทยรสดั้งเดิมในบรรยากาศอบอุ่นแบบครอบครัว พร้อมครัวเปิดที่ให้ลูกค้าได้สัมผัสลีลาการปรุงอาหารจานต่อจาน ใช้วัตถุดิบสดใหม่และนำเข้าเครื่องปรุงจากประเทศไทยโดยตรง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับเมนูยอดนิยมที่ได้รับความชื่นชอบจากลูกค้า ได้แก่ ผัดไทย ต้มยำ แกงไทยรสชาติเข้มข้น และเป็ดกรอบ เป็นต้น ซึ่งสามารถถ่ายทอดเสน่ห์รสชาติของอาหารไทยสู่สายตาและความประทับใจของผู้บริโภคชาวต่างชาติได้อย่างสมบูรณ์ สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านอาหารคุณภาพ ส่งผลให้ร้านได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในร้านอาหารรสชาติไทยแท้ชื่อดังของกรุงปารีส</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ปัจจุบัน ประเทศฝรั่งเศสมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวม 37 ร้าน แบ่งเป็นระดับ 3 ดาว จำนวน 1 ร้าน ได้แก่ L&rsquo;Orchid&eacute;e เมือง Ensisheim และระดับ 1 ดาว จำนวน 36 ร้าน กระจายอยู่ในกรุงปารีสและเมืองสำคัญต่าง ๆ ทั่วประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ Thai SELECT โฉมใหม่ ได้ปรับรูปแบบการรับรองออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ Thai SELECT Casual, Thai SELECT 1 ดาว, Thai SELECT 2 ดาว และ Thai SELECT 3 ดาว ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหารบรรยากาศเป็นกันเอง ไปจนถึงร้านอาหารระดับพรีเมียม โดยมีการยกระดับเกณฑ์การประเมินให้เข้มข้นมากขึ้นใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ รสชาติและการนำเสนออาหาร บรรยากาศและประสบการณ์ของผู้บริโภค มาตรฐานสุขอนามัย ความเชี่ยวชาญของเชฟ และคุณภาพวัตถุดิบ พร้อมใช้ &ldquo;ดาวเกียรติยศรูปดอกกล้วยไม้&rdquo; เป็นสัญลักษณ์สะท้อนคุณภาพมาตรฐานอาหารไทยในระดับสากล</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605271bcfe74ee9c86e06ee303ac80a518779153533.jpg' type='image/jpg' length='557179' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์สหรัฐฯ ยกระดับคุ้มครองงานลิขสิทธิ์ในยุค AI]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166427</link>
<guid isPermaLink="false">7911f4dcfdd49d8c1798cad24b1a7dfd</guid>
<pubDate>Wed, 27 May 2026 15:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐฯ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกระดับแนวทางการใช้งานลิขสิทธิ์ในยุค AI มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมและการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ ป้องกันการนำไปใช้งานแบบฟรี ๆ พร้อมแจงความคืบหน้าแก้กฎหมายลิขสิทธิ์ และชวนร่วมงาน TCEX 2026 เดือน ก.ค.69</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้หารือสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (MPA ASIA Pacific) นําโดย Mr.James Cheatley ผู้อํานวยการอาวุโสประจําภูมิภาค ด้านวิดีโอออนดีมานด์ (VOD) กิจการดิจิทัลและทรัพย์สินทางปัญญา เกี่ยวกับทิศทางกําหนดนโยบายด้านลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ของไทย โดยมุ่งสร้างเสริมการพัฒนาและฝึก AI อย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบกฎหมายลิขสิทธิ์ พร้อมสร้างความตระหนักรู้และพัฒนาแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างสมดุล ด้านการคุ้มครองสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">โดยปัจจุบัน AI เข้ามามีบทบาท ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การนําผลงานอันมี ลิขสิทธิ์มาใช้ในการพัฒนาและฝึก AI กลายเป็นประเด็นสําคัญที่ได้รับความสนใจทั้งในระดับประเทศและระดับสากล กรมจึงให้ความสําคัญกับการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานลิขสิทธิ์ อย่างเหมาะสม ภายใต้หลักการเคารพสิทธิ์ของเจ้าของผลงานและการใช้ประโยชน์อย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีสามารถเดินหน้าควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์ได้อย่างสมดุลและยั่งยืน</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">อย่างไรก็ดี การกําหนดแนวทางที่เหมาะสมระหว่างการส่งเสริมการพัฒนา AI และการคุ้มครองสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ ยังคงเป็นประเด็นสําคัญที่ประเทศไทยต้องดําเนินการอย่างรอบคอบ โดยกรมอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการดําเนินการของต่างประเทศ เพื่อนํามาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย เพราะตามกฎหมายลิขสิทธิ์ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน หากข้อมูลที่นํามาใช้ฝึก AI ไม่ใช่ผลงานที่ตกเป็นสาธารณสมบัติ (Public Domain) หรือไม่ใช่ผลงานที่หมดอายุความคุ้มครองลิขสิทธิ์แล้ว ผู้ใช้งานจําเป็นต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง เว้นแต่จะเข้าข่ายการใช้งานที่เป็นธรรม (Fair Use) เช่น เพื่อการศึกษาหรือวิจัยที่ไม่แสวงหากําไร เป็นต้น</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">&ldquo;ในประเด็นดังกล่าว กรมได้หารือกับ MPA ASIA Pacific โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนําผลงานไปใช้พัฒนาและฝึก AI ซึ่งผู้แทน MPA ASIA Pacific เสนอว่า การใช้แนวทางการทําสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์แบบสมัครใจ (Voluntary Licensing) จะช่วยให้ผู้พัฒนา AI สามารถเข้าถึงชุดข้อมูล (Datasets) ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ ฝ่าย MPA ASIA Pacific ยังได้ยกตัวอย่างแนวปฏิบัติของประเทศเกาหลีใต้ ที่มีการจัดทําคู่มือเกี่ยวกับการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรมในการฝาก Generative AI เพื่อสร้างความเข้าใจ ทีถูกต้องแก่สาธารณชน ซึ่งช่วยลดความกังวลและป้องกันข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการนําข้อมูลลิขสิทธิ์ไปใช้&rdquo;</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">ทั้งนี้ กรมมีความสนใจที่จะศึกษาและนําโมเดลจากประเทศเกาหลีใต้มาปรับใช้ในการจัดทําคู่มือ (Guidelines) ที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์และ AI ในอนาคต เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนแก่ผู้พัฒนา AI และบุคลากร ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อันจะช่วยป้องกันความสับสนและเพิ่มความชัดเจนในทางปฏิบัติให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดีต่อไป</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">นางอรมนกล่าวว่า ในการหารือ ยังได้มีการพูดคุยถึงความคืบหน้าในการปรับปรุงกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทย ในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิของนักแสดง เพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียงขององค์การทรัพย์สินทางปํญญาโลก (WIPO Performances and Phonograms Treaty: WPPT) โดยกรมมีแผนจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์และรับฟังความเห็น จากผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน และได้ชี้แจงว่าอยู่ระหว่างการจัดทําร่างกฎหมายเฉพาะเพื่อกํากับดูแล การจัดเก็บและจัดสรรค่าตอบแทนการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ในประเทศไทยอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยมุ่งหวังว่าร่างกฎหมายทั้งสองฉบับจะช่วยยกระดับระบบการคุ้มครองและการบริหารการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ของไทย ให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และสอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">ในโอกาสนี้ กรมได้เชิญ MPA ASIA Pacific ร่วมเป็นพันธมิตรในการขับเคลื่อน งาน Thailand Character &amp; Content Expo (TCEX) 2026 ซึ่งกรมฯ มีกําหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 ก.ค.2569 นี้ ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยสู่ตลาดสากล และได้เชิญชวนสมาชิกกลุ่มนักลงทุนของ MPA ASIA Pacific เข้าร่วมกิจกรรม Pitching เพื่อเฟ้นหานักสร้างสรรค์ไทยหน้าใหม่ไปจนถึงระดับมืออาชีพมาร่วมงานและสร้างโอกาสในการจับคู่ธุรกิจระหว่างศิลปิน และเครือข่ายนักลงทุนและผู้ประกอบการระดับนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรม และทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีความเข้มแข็ง เพื่อต่อยอดผลงานสร้างสรรค์ไทยสู่เชิงพาณิชย์และขยายโอกาสทางธุรกิจในระดับนานาชาติต่อไป</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260527a05202a7ff50b84e3a132dfe3831c007153240.jpg' type='image/jpg' length='508383' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์มอบรางวัล SME ชนะแคมเปญ Google Ads ใช้เทคโนโลยี-AI ช่วยทำธุรกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166376</link>
<guid isPermaLink="false">415a3e5d50aa9a08766cda7ec66a1e0f</guid>
<pubDate>Wed, 27 May 2026 13:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามอบรางวัล DBD SHINING Star Award 2026 ให้ผู้ประกอบการที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในการขับเคลื่อนธุรกิจ จำนวน 6 ราย และมอบเกียรติบัตรให้ผู้ประกอบการที่เข้ารอบสุดท้าย 20 ราย หลังเข้าร่วมแข่งขันแคมเปญ Google Ads มั่นใจกิจกรรมนี้ เป็นจุดเปลี่ยนให้ผู้ประกอบการไทย ใช้เทคโนโลยี AI ขยายตลาดได้ดีขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดงาน DBD SHINE CONNECT Exclusive Showcase &amp; Networking Edition พร้อมพิธีมอบรางวัล DBD SHINING Star Award 2026 เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการที่มีผลงานโดดเด่น ด้านการประยุกต์ใช้ AI และการตลาดดิจิทัลในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ ให้แก่ ผู้ชนะการแข่งขัน จำนวน 6 รางวัล และมอบเกียรติบัตรให้ผู้ประกอบการที่เข้ารอบสุดท้าย จำนวน 20 ราย ที่เข้าร่วมแข่งขันแคมเปญ Google Ads</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ จากผลจากการแข่งขัน มียอดการมองเห็นแคมเปญโฆษณาผ่าน Google Ads รวมได้กว่า 4,000,000 Impressions สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 2,000,000 Impressions สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ SME ไทยในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ชนะจะได้รับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 110,000 บาท พร้อมโอกาสศึกษาดูงานกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ด้าน e-Commerce และ Digital Marketing ในระดับสากล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนผู้เข้ารอบสุดท้าย 20 ราย ได้รับสิทธิ์ทดลองใช้เครื่องมือ AI Solution ชั้นนำ อาทิ Gemini Pro, Canva AI และ Claude เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI ในการดำเนินธุรกิจจริง ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค การสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขายและการตลาดออนไลน์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ กรมยังเปิดเวที Shine Success Sharing ให้ผู้ประกอบการต้นแบบร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริงในการพัฒนาแบรนด์และขยายตลาดออนไลน์ และกิจกรรม DBD SHINE Power Up : Special Talk ตลอดจนกิจกรรม Networking เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการกับผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรด้านเทคโนโลยีดิจิทัล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าว ไม่เพียงเป็นเวทีประกวดรางวัล แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างต้นแบบธุรกิจดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบการไทย และเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว โดยกรมจะเดินหน้าส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล (Upskill/Reskill) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมเชื่อว่ากิจกรรม Shine Your Business Online จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI สร้างมูลค่าเพิ่มทางการค้า ขยายตลาด สร้างรายได้ และเติบโตอย่างมั่นคงในเศรษฐกิจยุคใหม่&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605278cfa9033369d4a1b9966aaef23bf542b135328.jpg' type='image/jpg' length='158477' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผยตลาดกลุ่ม Gen Alpha โตแรง แนะไทยวางแผนขาย ป้อนความต้องการ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166375</link>
<guid isPermaLink="false">5df38b419dbc0b756843621b07924664</guid>
<pubDate>Wed, 27 May 2026 13:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.ติดตามสถานการณ์การตลาด พบครัวเรือน Gen Alpha ในเอเชียแปซิฟิกมีมูลค่าการใช้จ่ายสูงถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 68 คาดพุ่งถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 73 แนะไทยผลิตสินค้าป้อนความต้องการ ทั้งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดูแลสุขภาพ ความงาม สินค้าต้องมีคุณภาพ นวัตกรรม ใช้ช่องทางดิจิทัลช่วยขาย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์และแนวโน้มการตลาดในยุคใหม่ พบว่า ครัวเรือนที่มีบุตรหลานเป็น Gen Alpha ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีมูลค่าการใช้จ่ายรวม 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 และคาดการณ์ว่าจะเกินกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 และการใช้จ่ายโดยตรงของ Gen Alpha คาดว่าจะอยู่ที่ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2583 สะท้อนถึงบทบาทของกลุ่มผู้บริโภควัยเยาว์ที่มีอิทธิพลต่อการบริโภคในระดับครัวเรือน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดย Gen Alpha คือ ผู้ที่เกิดระหว่างปี 2553-2567 ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 1-15 ปี แม้ว่ากลุ่มดังกล่าวยังไม่มีรายได้เป็นของตนเอง แต่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของครัวเรือน ขณะที่ผู้ปกครองยังคงเป็นผู้ตัดสินใจหลักในการใช้จ่าย โดยเฉพาะครอบครัวที่มีบุตรเพียงคนเดียวซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชีย ประกอบกับผู้ปกครองมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อบุตรมากกว่าคนรุ่นก่อน ส่งผลให้การใช้จ่ายต่อเด็กมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับพฤติกรรมการบริโภคของ Gen Alpha ที่สำคัญมี 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การตระหนักด้านสุขภาพตั้งแต่วัยเด็ก ผู้ปกครองในเอเชียร้อยละ 40 จัดหาวิตามินและอาหารเสริมแก่บุตรหลานเป็นประจำ ส่งผลให้ตลาดวิตามินและอาหารเสริมสำหรับเด็กในเอเชียแปซิฟิกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.4 ต่อปี ในช่วงปี 2568-2573 สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ร้อยละ 4.6 ประการที่สอง ความต้องการความสะดวกสบายผ่านเทคโนโลยี ในปี 2567 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วนยอดขายอีคอมเมิร์ซร้อยละ 45 และในปี 2568 มีผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกร้อยละ 45 ซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Livestreaming สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ร้อยละ 35 สะท้อนถึงบทบาทของช่องทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในการตัดสินใจซื้อสินค้า และประการที่สาม Gen Alpha เติบโตมากับวิดีโอเกมและคอนเทนต์ระยะสั้น ส่งผลให้มีพฤติกรรมการตอบสนองต่อความพึงพอใจแบบฉับพลัน (Instant Gratification) โดยสะท้อนจากยอดขายเกมมือถือในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 30 ต่อปี ในช่วงปี 2553-2567 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ร้อยละ 26 ซึ่งมีส่วนสะท้อนลักษณะการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ ยอดขายผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กในเอเชียแปซิฟิก อาทิ สินค้าด้านสุขภาพและของใช้ส่วนบุคคล เครื่องแต่งกายและรองเท้า และอาหารสำหรับเด็ก คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 145,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2572 หรือมากกว่าหนึ่งในสามของยอดขายโลก โดยกลุ่มสินค้าด้านสุขภาพและของใช้ส่วนบุคคลเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตในหลายประเทศในภูมิภาค อาทิ ฟิลิปปินส์ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและภาพลักษณ์มากขึ้น ส่งผลให้สินค้าดังกล่าวได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากทั้งผู้บริโภควัยเด็กและผู้ปกครอง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์กล่าวว่า Gen Alpha รุ่นแรกจะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ในปี 2571 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างผู้บริโภคในอนาคต ผู้ประกอบการไทยจึงควรพิจารณาปรับกลยุทธ์โดยพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ และสินค้าความงาม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพส่วนผสมและมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า พร้อมทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการใช้แพลตฟอร์มคอนเทนต์รูปแบบสั้น เช่น TikTok และ YouTube เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า เสริมสร้างความแตกต่างของสินค้าและมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมหรืออัตลักษณ์ความเป็นไทย สร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ผ่านการสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสและการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านอีคอมเมิร์ซและการตลาดผ่านผู้มีอิทธิพล (influencer) อย่างเหมาะสม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์ของไทยสามารถขยายโอกาสในตลาดเอเชียแปซิฟิกได้มากขึ้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260527f195fcf3fa231189242a6c5aa13b2d3e135108.jpg' type='image/jpg' length='168259' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล ที่ฝรั่งเศส]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166370</link>
<guid isPermaLink="false">4302f336887e12ff96366ff4871cde6c</guid>
<pubDate>Wed, 27 May 2026 13:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเป็นประธานในงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ฝรั่งเศส และทรงเปิดนิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majest&eacute;. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity ณ Mus&eacute;e des Arts D&eacute;coratifs กรุงปารีส</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการจัดนิทรรศการในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้พระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จากความร่วมมือของ 4 องค์กรพันธมิตรสำคัญโดยความร่วมมือกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และพิพิธภัณฑ์ Mus&eacute;e des Arts D&eacute;coratifs กรุงปารีส เพื่อถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านผลงานเครื่องแต่งกาย ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูง และงานออกแบบร่วมสมัยของนักออกแบบไทย รวมกว่า 200 รายการ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยบรรยากาศภายในงาน เริ่มต้นโดย Ms. B&eacute;n&eacute;dicte Gady ผู้อำนวยการใหญ่พิพิธภัณฑ์ Mus&eacute;e des Arts D&eacute;coratifs กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน จากนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระราชดำรัสเปิดงาน ก่อนเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต และแขกผู้มีเกียรติ เข้าชมนิทรรศการทั้ง 7 ห้องจัดแสดง ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราววิวัฒนาการของราชพัสตราไทยสู่เวทีสากล ผ่านงานศิลปะ สิ่งทอ และงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ภายหลังเสร็จสิ้นการชมนิทรรศการ คณะเจ้าภาพได้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทย สร้างความประทับใจแก่แขกผู้มีเกียรติจากนานาประเทศได้อย่างงดงามและสมพระเกียรติ โดยเมนูอาหารค่ำรังสรรค์โดยทีมเชฟจาก CODA Bangkok ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งเจ้าของรางวัลมิชลิน 1 ดาว ที่นำเสนอแก่นแท้ของวัตถุดิบไทยท้องถิ่น ผ่านการผสมผสานเทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่อย่างประณีต จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ร่วมสมัยอันโดดเด่น ส่วนโต๊ะดินเนอร์ได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยงานหัตถศิลป์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ อาทิ กล่องย่านลิเภาที่นำมาดัดแปลงเป็นแจกันประดับดอกกล้วยไม้ ตะกร้าสานเงินที่จัดวางเป็นแจกันดอกไม้ ตลอดจนประติมากรรมรูปกระต่าย ช้าง และกวาง ซึ่งรังสรรค์จากเครื่องเงินโดยช่างฝีมือชาวเขา สะท้อนความประณีตงดงามของภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยได้อย่างโดดเด่นและร่วมสมัย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง ยังได้รับเกียรติจากคณะรัฐมนตรี บุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและน.ส.ธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางวราภรณ์ พวงเกตุแก้ว ภริยา, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายอนันต์ ปาทาน คู่สมรส, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์, ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ, ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์, นายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และนางภูมิจิต พลางกูร ภริยา, Ms. Catherine P&eacute;gard รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส, ดร.เสรี นนทสูติ ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย, ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย, น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายเศรษฐา และพญ.พักตร์พิไล ทวีสิน, นางนวลพรรณ ล่ำซำ, นางณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ, นางชฎาทิพ และน.ส.ชญาภา จูตระกูล, น.ส.สุพรทิพย์ ช่วงรังษี, นายพลพัฒน์ อัศวะประภา, นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหาร โว้กไทยแลนด์, น.ส.เดียร์น่า ฟลีโป, Mr. Khaled El-Enany ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก (UNESCO), Mr. Jean-Fran&ccedil;ois Pi&egrave;ge เชฟมิชลิน 2 ดาวชาวฝรั่งเศส, Mr. Ludovic de Saint Sernin ดีไซเนอร์ชื่อดัง, Ms. Aline Asmar d&#39;Amman สถาปนิกชั้นนำ, Ms. Suzi de Givenchy นางแบบชื่อดังระดับโลก รวมถึงคณะทูตานุทูตจากสถานเอกอัครราชทูตต่าง ๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดีในโอกาสสำคัญดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นิทรรศการ &ldquo;ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majest&eacute;. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity&rdquo; เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 1 พ.ย.2569 ณ พิพิธภัณฑ์ Mus&eacute;e des Arts D&eacute;coratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260527fb7335da40fcd4fb5a7e101099a832bb133254.jpg' type='image/jpg' length='722282' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เตือนห้ามให้ Username & Password ผู้อื่นนำจดบริษัท โทษหนักถึงติดคุก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166127</link>
<guid isPermaLink="false">e0bb911b5bc7aa29237ffb1ab3225b57</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 13:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตือนประชาชน ผู้ประกอบการ ผู้แทน ผู้รับจ้างจดทะเบียนและผู้รับรองลายมือชื่อ ที่ใช้งานระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) ห้ามให้ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน (Username &amp; Password) กับผู้อื่นนำไปใช้ จะมีความผิดตามกฎหมาย ถึงขั้นจำคุก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) เป็นระบบที่อำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนนิติบุคคลในรูปแบบดิจิทัล โดยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน (Username &amp; Password) ที่กรมออกให้แก่ผู้มีสิทธิ์ใช้งาน ถือเป็นข้อมูลยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่สำคัญที่สุด เจ้าของ Username &amp; Password นั้น ต้องเก็บรักษาไว้เป็นความลับ โดยไม่เปิดเผยหรือมอบข้อมูลดังกล่าวให้ผู้อื่นเพื่อนำไปใช้งานแทน หากให้บุคคลอื่นนำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่ไม่ใช่ของตนเอง เข้าใช้งานระบบดังกล่าว ไม่ว่าเจ้าของข้อมูลจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยการยื่นขอจดทะเบียนการลงลายมือชื่อ และรับรองลายมือชื่อในระบบ DBD Biz Regist ถือเป็นการกระทำที่มีผลผูกพันทางกฎหมายเช่นเดียวกับการยื่นเอกสารต่อหน้าเจ้าหน้าที่ การนำ Username และ Password ไปมอบให้บุคคลอื่นใช้ในการดำเนินการแทนตนเอง จึงเป็นการละเมิดข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้งานระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัลของกรม และอาจนำไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมาย รวมถึงถูกเพิกถอนสิทธิ์ผู้ใช้งานระบบต่าง ๆ ของกรมได้ จึงขอเตือนให้หลีกเลี่ยงการกระทำดังกล่าวโดยเด็ดขาด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน การยินยอมให้บุคคลอื่นนำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านไปใช้ ถือเป็นการมอบสิทธิ์ให้ผู้อื่นเข้าถึงข้อมูลและดำเนินการแทนโดยมิชอบ หากบุคคลที่ได้รับมอบหมายกระทำการจดทะเบียนที่ทุจริต เป็นเท็จ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น เจ้าของบัญชีผู้ใช้ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด อีกทั้งในกรณีการรับรองลายมือชื่ออันเป็นเท็จ ซึ่งผู้รับรองลายมือชื่อมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องยืนยันว่าผู้ขอจดทะเบียนได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าตนเองจริง การลงลายมือชื่อรับรองข้อความที่มิได้เป็นไปตามความเป็นจริง หรือการยืนยันข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและจะต้องได้รับโทษทางอาญา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ที่ผ่านมา มีกรณีที่ผู้แทนจดทะเบียนและผู้รับรองลายมือชื่อ ได้ลงลายมือชื่อรับรองว่ากรรมการซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าตนเองจริง ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่ากรรมการรายดังกล่าวไม่เคยเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งเป็นการรับรองเท็จ และศาลได้มีคำพิพากษาให้ผู้กระทำผิดจำคุก กรมจึงขอเน้นย้ำให้ผู้แทนจดทะเบียนและผู้รับรองลายมือชื่อเก็บรักษาข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน ที่ใช้ในระบบ DBD Biz Regist ไม่เปิดเผยให้บุคคลอื่นล่วงรู้และเข้าใช้งานระบบด้วยตนเอง รวมทั้งระมัดระวังการถูกหลอกลวง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิด เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ หากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัย หรือการดำเนินการที่ส่อไปในทางทุจริต สามารถแจ้งเบาะแส ได้ที่ Call Center 1570 หรือผ่านช่องทาง Line Official Account : @DBD1570</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260526d861fa5078fe61905a64a4574b008fc3131807.jpg' type='image/jpg' length='66677' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[GIT จับมือ สสว.จัดเรียลลิตี้ เฟ้นหานักสร้างสรรค์อัญมณีรุ่นใหม่ รับสมัครถึง 7 มิ.ย.นี้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166126</link>
<guid isPermaLink="false">603eef37b2a75ac3afcb9569f4314c39</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 13:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) จับมือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดตัวรายการเรียลลิตี้ &ldquo;The Cut : Design &bull; Identity &bull; Challenge&rdquo; เฟ้นหานักสร้างสรรค์อัญมณีรุ่นใหม่ ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีไทย การันตีโดย KANTANA ผู้ผลิตมืออาชีพ เปิดรับสมัครผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ นักออกแบบ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมตั้งแต่วันนี้ ถึง 7 มิ.ย.69</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดตัวรายการเรียลลิตี้เชิงสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ &ldquo;The Cut&rdquo; Design &bull; Identity &bull; Challenge ศึกประชันอัตลักษณ์ เจียระไนฝันสู่เวทีโลก ภายใต้แนวคิด &ldquo;หนึ่งคนคือพรสวรรค์ หนึ่งทีมคือประวัติศาสตร์&rdquo; เพื่อค้นหาและพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพทั้งด้านการออกแบบ งานช่างฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองทางธุรกิจ ที่จะเข้ามาช่วยผลักดันอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่การเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยรายการดังกล่าว ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่ารายการแข่งขัน แต่เป็นแพลตฟอร์มแห่งการเรียนรู้และต่อยอดธุรกิจ ที่ผสานองค์ความรู้สำคัญของอุตสาหกรรมไว้ครบทุกมิติ ทั้งด้านการออกแบบ เทคโนโลยี และการสร้างแบรนด์สู่ตลาดโลก ได้แก่ 1.Identity &amp; Design การตีความอัตลักษณ์ไทยผ่านงานออกแบบเครื่องประดับร่วมสมัย เพื่อสร้างผลงานที่มีเอกลักษณ์และสามารถแข่งขันในระดับสากล 2.Innovation &amp; Technology การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI-assisted Design และ 3D Printing มาใช้ในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และ 3.Global Business Strategy การพัฒนากลยุทธ์ด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ และกิจกรรม Business Matching เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันได้นำเสนอผลงานและแผนธุรกิจต่อผู้บริหาร นักลงทุน และภาคเอกชนชั้นนำ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เราไม่ได้มองหาเพียงคนที่ออกแบบสวยหรือมีฝีมือดีเท่านั้น แต่เรากำลังมองหาผู้ที่จะเข้ามาเปลี่ยนอนาคตของวงการอัญมณีและเครื่องประดับไทย ผู้ที่สามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดสู่ผลงานเชิงพาณิชย์ และสร้างแบรนด์ไทยให้เติบโตในระดับสากลได้จริง&rdquo;นายสุเมธกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายสุเมธกล่าวว่า อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของโครงการ คือ การได้ผู้ผลิตรายการมืออาชีพอย่าง &ldquo;KANTANA&rdquo; มาผลิตและถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบรายการเรียลลิตี้ เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยผู้เข้าแข่งขันจะได้เผชิญโจทย์การแข่งขันสุดเข้มข้น พร้อมลงพื้นที่เรียนรู้วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ไทยในหลายจังหวัดสำคัญ ก่อนนำมาต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ผลงานเครื่องประดับร่วมสมัย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ การแข่งขันรอบ Grand Finale จะจัดขึ้นภายในงาน Bangkok Jewelry Week 2026 ซึ่งจัดขึ้นบนพื้นที่ย่านเศรษฐกิจและประวัติศาสตร์สำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ในเขตบางรัก สัมพันธวงศ์ และพระนคร พื้นที่ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการค้า งานช่างฝีมือ และวัฒนธรรมเครื่องประดับไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยทั้ง 3 เขต ถือเป็นย่านแห่งการหลอมรวมระหว่าง &ldquo;ศิลปหัตถกรรม การค้า และอัตลักษณ์วัฒนธรรม&rdquo; ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ตั้งแต่ร้านทองดั้งเดิม ชุมชนช่างฝีมือ ตลาดการค้าอัญมณี ไปจนถึงธุรกิจเครื่องประดับร่วมสมัยในปัจจุบัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 5 ทีมสุดท้าย จะได้นำเสนอ Final Collection และ Masterpiece ท่ามกลางบรรยากาศของย่านประวัติศาสตร์การค้าเครื่องประดับไทย เพื่อเชื่อมโยง &ldquo;รากเหง้าทางวัฒนธรรม&rdquo; เข้ากับ &ldquo;การออกแบบร่วมสมัย&rdquo; และส่งต่อเรื่องราวอัญมณีไทยสู่สายตาผู้ชมทั้งชาวไทยและต่างประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผู้ชนะการแข่งขัน จะได้รับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 2,500,000 บาท พร้อมโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจ และต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับระดับสากล โดยโครงการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ นักออกแบบ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ทั้งในรูปแบบเดี่ยวและแบบทีม ตั้งแต่วันนี้ &ndash; 7 มิ.ย. 2569 ได้ที่ https://forms.gle/YRQMu3kQqmNwZtPQ7</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026052649a477ad2669eb50434dd13e08b367bf131616.jpg' type='image/jpg' length='662766' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ร่วมทีมไทยแลนด์ ถกสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส ย้ำร่วมมือการค้า ลงทุน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166124</link>
<guid isPermaLink="false">81086b8595c8f08ebb308cf63015f28e</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 13:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;ร่วมทีมไทยแลนด์ถกสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส เน้นย้ำมุ่งมั่นยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ชูปีนี้ยังเป็นวาระสำคัญสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส 170 ปี ชวนใช้ไทยเป็นประตูสู่อาเซียนและเอเชีย ขอหนุนการเจรจา FTA ไทย-EU ให้จบโดยเร็ว</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) ในรูปแบบ Breakfast Roundtable ณ ห้อง Salon Foch ชั้น 1 Le Cercle de l&#39;Union interalli&eacute;e กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ว่า ได้เน้นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับฝรั่งเศส และปีนี้ยังเป็นวาระสำคัญของความสัมพันธ์ไทย&ndash;ฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างสองประเทศ และครบรอบ 340 ปีของการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยและฝรั่งเศส สะท้อนมิตรภาพอันยาวนานและความร่วมมือที่พัฒนาต่อเนื่องในหลายมิติ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในมุมมองด้านเศรษฐกิจและการค้า ไทยและฝรั่งเศสมีมูลค่าการค้าระหว่างกันมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยไทยมองว่ายังมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือได้อีกมาก โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ปัจจุบันมีบริษัทฝรั่งเศสมากกว่า 290 แห่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สร้างการจ้างงานคุณภาพสูงกว่า 45,000 ตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจฝรั่งเศสต่อศักยภาพของไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้ย้ำถึงจุดแข็งของไทยในฐานะ &ldquo;ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย&rdquo; โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อยู่ใจกลางเอเชียและเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ&ndash;ใต้ และตะวันออก&ndash;ตะวันตกของภูมิภาค จึงเป็นทำเลที่มีศักยภาพสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียน หากบริษัทฝรั่งเศสมองหาประตูสู่ตลาดอาเซียน ไทยคือหนึ่งในตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุด</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก รูปแบบการค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น และความสำคัญของความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจควบคู่กับประสิทธิภาพ ไทยจึงมุ่งยกระดับบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลกและภูมิภาค ไม่เพียงในฐานะผู้ส่งออกสินค้า แต่รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิต ระบบนิเวศนวัตกรรม ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่มีความน่าเชื่อถือ รวมทั้งยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนผู้ประกอบการและ SME ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill) และการปรับทักษะ (Reskill) เพื่อรองรับการลงทุนและสร้างความพร้อมต่อเศรษฐกิจโลกยุคใหม่</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย&ndash;สหภาพยุโรป (EU) ได้ชี้แจงว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งและมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หลังจากเริ่มกระบวนการเจรจามาประมาณ 2 ปี และผ่านการหารือแล้ว 8 รอบ โดยรอบที่ 9 มีกำหนดจัดขึ้นช่วงปลายเดือน มิ.ย.2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยความตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปได้อย่างมีนัยสำคัญ ประเมินว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตัวทางการค้าได้อย่างน้อย 40%</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมด้วย โดยมีบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสที่เข้าร่วมหารือ ได้แก่ Imerys S.A., Airbus, Essilor, IN Groupe และ Thales LAS France SAS</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260526bd5b9b17a11efda6a3bc9472cc5c6c59131455.jpg' type='image/jpg' length='672098' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก เม.ย.69 พุ่งต่อ 31,583.0 ล้านดอลล์ เพิ่ม 23.1% โตต่อเนื่อง 22 เดือน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166122</link>
<guid isPermaLink="false">18a22bef6908de1d80276b2f8cdb9ca1</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 13:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่งออก เม.ย.69 มูลค่า 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 23.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 22 เดือน ได้แรงหนุนจากการส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณี และผลไม้ รวม 4 เดือน มูลค่า 127,752.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.9% คาดแนวโน้มยังโตต่อ จากการที่ไทยรับมือวิกฤตได้เร็ว รัฐเร่งหาตลาดเพิ่ม แต่ต้องระวังต้นทุนค่าขนส่ง ปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ และภัยแล้ง</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน เม.ย.2569 มีมูลค่า 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 22 เดือน การนำเข้า มูลค่า 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 45% ขาดดุล 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรวม 4 เดือนปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) การส่งออก มีมูลค่า 127,752.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.9% การนำเข้า มีมูลค่า 147,250.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 35.7% ขาดดุลการค้า 19,497.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยปัจจัยที่ช่วยผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว ยังอยู่ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอัญมณีและเครื่องประดับ โดยผู้นำเข้าเร่งสั่งซื้อสินค้าเพื่อป้องกันความผันผวนด้านราคาจากความกังวลต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น การส่งออกผลไม้ไทยตามฤดูกาลเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อาทิ ทุเรียน เงาะ และลิ้นจี่ และการส่งออกรายตลาดแทบทุกตลาดขยายตัวได้ดีตามการเติบโตของภาคการผลิตและการบริโภคของแต่ละประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 5.5% ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 17.9% กลับมาขยายตัวในรอบ 9 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 8.9% กลับมาหดตัวหลังจากขยายตัวในเดือนก่อนหน้า โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เพิ่ม 74.3% อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม 6.4% ไก่แปรรูป เพิ่ม 6.1% สิ่งปรุงรสอาหาร เพิ่ม 8.1% และเครื่องเทศและสมุนไพร เพิ่ม 55.6% ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา ลด 18.1% ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ลด 8.2% น้ำตาลทราย ลด 49.1% ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ลด 23.1% และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ลด 16.6% ทั้งนี้ 4 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 0.02%</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 27.5% ขยายตัวต่อเนื่อง 25 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เพิ่ม 68.7% รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 9.4% เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 140.5% ผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่ม 14% แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่ม 19.4% เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพิ่ม 29.3% อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เพิ่ม 29.5% ส่วน สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ลด 6.7% รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ลด 3.2% ทั้งนี้ 4 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 22.8%</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทางด้านตลาดส่งออก ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งเกือบทุกตลาด โดยตลาดหลัก เพิ่ม 24.8% โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 44.2% จีน 21.9% ญี่ปุ่น 23.4% สหภาพยุโรป (27) 19.2% และอาเซียน (5) 34.3% แต่ตลาด CLMV ลด 13.4% ตลาดรอง เพิ่ม 19.2% โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 9.2% ทวีปออสเตรเลีย 53.2% ตลาดตะวันออกกลาง 19.3% กลับมาขยายตัวอีกครั้ง ทวีปแอฟริกา 15.4% ลาตินอเมริกา 26.8% รัสเซียและ CIS 3.4% และสหราชอาณาจักร 11.7% และตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 8.8%</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ จากการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วของผู้ประกอบการส่งออกและสายเรือขนส่งสินค้าที่ประเมินความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และเร่งปรับตัวเพื่อรับกับต้นทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยมีภาครัฐร่วมสนับสนุนในการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและผลักดันการเปิดตลาด แต่ก็ต้องระวังปัจจัยลบในระยะข้างหน้าที่อาจเกิดขึ้นจากต้นทุนค่าขนส่งทางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ และปัญหาภัยแล้งจากเอลนีโญที่อาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260526408731dd796fdae1622f65f000569086131331.jpg' type='image/jpg' length='165678' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกผู้ประกอบการแกลเลอรี ร่วมมือต่อยอดผลงานศิลปะของไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166121</link>
<guid isPermaLink="false">8a60b78eb1d9098ab9b1ab31cacef8c2</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 13:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญา หารือผู้ประกอบการแกลเลอรีไทย แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในการต่อยอดผลงานศิลปะของไทย ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้การคุ้มครองสิทธิ์ การสร้างเครือข่าย การขยายตลาดสู่ต่างประเทศ พร้อมชวนร่วมงาน TCEX 2026 เดือน ก.ค.69 นำผลงานโชว์ สร้างโอกาสทางธุรกิจ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ให้การต้อนรับ น.ส.สุภิตา เจริญวัฒนมงคล ผู้แทนบริษัท อวาการ์ด อาร์ต เอเจนซี่ จำกัด ที่นำคณะผู้ประกอบการแกลเลอรีไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมการจัดตั้งเป็นสมาคมแกลเลอรีไทย (Thailand Gallery Association : TGA) เข้าพบหารือแนวทางความร่วมมือในการยกระดับระบบนิเวศของอุตสาหกรรมศิลปะไทย (Thai Art Ecosystem) ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้การคุ้มครองสิทธิ์ การสร้างเครือข่ายธุรกิจและขยายโอกาสสู่ตลาดสากล เพื่อผลักดันศิลปินและงานสร้างสรรค์ไทยให้เติบโตในเวทีโลกตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยผลงานสร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมศิลปะของไทย ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด งานประติมากรรม การ์ตูน หรือคาแรกเตอร์ ถือเป็นผลงานลิขสิทธิ์ที่สามารถพัฒนาต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ (Showcasing) การจัดประมูล (Auctioning) และการซื้อขายผลงาน (Trading) อีกทั้งศิลปินและนักสร้างสรรค์ไทยยังมีศักยภาพโดดเด่น และมีความสามารถเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ หากได้รับการส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจและการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเหมาะสม ก็จะสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการผลักดันอุตสาหกรรมศิลปะไทย โดยกรมพร้อมสนับสนุนวิทยากรผู้เชี่ยวชาญถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านลิขสิทธิ์ รวมถึงการจัดเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยให้เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถนำผลงานไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ คณะผู้ประกอบการฯ ยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางและแนวโน้มของตลาดศิลปะร่วมสมัย พร้อมยกแนวทางของต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมผ่านการนำเสนอผลงานอันมีลิขสิทธิ์ในพื้นที่ทางวัฒนธรรม เพื่อเปิดโอกาสและดึงดูดให้นักสะสมและนักลงทุนเข้าถึงงานศิลปะได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการพัฒนางานศิลปะให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คนได้อย่างลงตัว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน กรมได้เชิญคณะผู้ประกอบการฯ ร่วมเป็นพันธมิตรในการขับเคลื่อนงาน Thailand Character &amp; Content Expo (TCEX) 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 ก.ค. 2569 เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมศิลปะและงานสร้างสรรค์ของไทย พร้อมเชื่อมโยงศิลปิน นักสร้างสรรค์ และผู้ประกอบการในแวดวงศิลปะสู่โอกาสทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการต่อยอดผลงานสร้างสรรค์สู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในระดับสากล ซึ่งผู้ประกอบการให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะ เพื่อร่วมผลักดันศักยภาพของศิลปินไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมสะท้อนอัตลักษณ์และทุนทางวัฒนธรรมของไทยผ่านมุมมองศิลปะร่วมสมัย อันจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลก</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605264dc92871611a357a7af75ad255b652b7131218.jpg' type='image/jpg' length='392677' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลขอทีมไทยแลนด์หนุนเจรจา FTA ไทย-EU ดันส่งออกสินค้า-บริการสู่ยุโรป]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165745</link>
<guid isPermaLink="false">8d3e95fe605f7900fe2dc58605969ec4</guid>
<pubDate>Mon, 25 May 2026 08:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผย &ldquo;อนุทิน&rdquo;นำทีมรัฐบาลประชุมทีมไทยแลนด์ประจำภูมิภาคยุโรป ขอช่วยกันผลักดันและสนับสนุนการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ในทุกเวที เพื่อให้สรุปผลการเจรจาได้โดยเร็ว พร้อมขอเอกอัครราชทูต-กงสุลใหญ่ ช่วยชี้แจงไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุน เป็นแหล่งนำเข้าให้ยุโรป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ณ สโมสร Le Cercle de L&rsquo;Union Interalli&eacute;e กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบายนายกรัฐมนตรี และใช้โอกาสนี้ ขอให้เอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และทีมไทยแลนด์ ร่วมกันทำงาน ช่วยกันผลักดัน และสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ในทุกมิติ ทั้งการชี้แจงผลประโยชน์ ความร่วมมือการค้า การลงทุน การรับมือกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะเกิดขึ้นจากการทำ FTA เพื่อเร่งสรุปผลการเจรจาให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในบริบทโลกปัจจุบัน ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก ต้องสร้างสมดุลทางการค้า ภายใต้แนวทางที่ไทยเป็นมิตรกับทุกฝ่ายและดำเนินความร่วมมือบนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) ซึ่ง EU ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาด การลงทุน และลดการพึ่งพาตลาดเดิมของไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ปัจจุบันไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับ EU ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถสรุปผลได้แล้ว 11 ข้อบท จากทั้งหมด 24 ข้อบท และยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องหารือเพิ่มเติม อาทิ กฎระเบียบและมาตรฐานสินค้า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม พลังงาน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการค้าดิจิทัล โดยนายกฯ ได้สั่งการให้เร่งเจรจา อะไรที่เป็นปัญหา ก็ให้เร่งเคลียร์ให้จบ และจะมีการเจรจารอบที่ 9 ในเดือน มิ.ย.2569 ที่บรัสเซลล์ เบลเยี่ยม ซึ่งไทยได้ตั้งเป้าเจรจาให้จบโดยเร็ว เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกสินค้าไปยังยุโรป ไม่เช่นนั้น ไทยจะเสียเปรียบคู่แข่ง อาทิ เวียดนามและมาเลเซีย ที่มี FTA กับ EU แล้ว&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจีกล่าวว่า ได้ขอความร่วมมือจากคณะทูตในการชี้แจงผู้ประกอบการในยุโรปว่าไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุน และเป็นแหล่งนำเข้าให้กับ EU หลังจากที่ EU ต้องกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งนำเข้าเดิม โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม อาหารแปรรูปมูลค่าสูง และสินค้าเกษตรแปรรูป โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการของทั้งสองฝ่ายให้ได้เจอกันและทำธุรกิจร่วมกันต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพเป็นหุ้นส่วนสำคัญของยุโรปในด้านความมั่นคงอาหาร (Food Security) สุขภาพ (Health) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ โดยไทยกำลังเร่งปรับโครงสร้างด้านพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย เป็น Heart of Asia ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคได้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะจัดกิจกรรมในการผลักดันการส่งออกสินค้า และภาคบริการไทยสู่ตลาดยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละปีมีโครงการและกิจกรรมกว่า 100 ครั้ง ก็ขอให้ทีมไทยแลนด์ช่วยสนับสนุนการทำงานต่อไป โดยงานล่าสุด ที่ได้ทำร่วมกัน คือ การประชาสัมพันธ์นิทรรศการประวัติศาสตร์ &ldquo;ราชพัสตราสู่สากล&rdquo; เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย&ndash;ฝรั่งเศส เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในพระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมผ้าไทยและงานศิลปหัตถกรรม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 พ.ค.-1 พ.ย.2569 ที่พิพิธภัณฑ์ Mus&eacute;e des Arts D&eacute;coratifs (MAD) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดยุโรป กระทรวงพาณิชย์มีแผนดำเนินการตั้งแต่การเพิ่มพูนความรู้ และทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ช่วยพัฒนามาตรฐานสินค้า พาไปเจรจาจับคู่ธุรกิจ การส่งเสริมการค้าออนไลน์ การสร้างแบรนด์ และการ sourcing สินค้าทุนและเทคโนโลยีที่จำเป็น ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ไทยต้องการดึงดูดการลงทุนที่ช่วยสร้างงาน สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะในภาคเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมมูลค่าสูง สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจยุโรปเข้ามาลงทุน ผลิต และใช้ไทยเป็นฐานเชื่อมโยงตลาดโลก รวมทั้งร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มของภาคเกษตรไทย ซึ่งแผนงานเหล่านี้ กระทรวงพาณิชย์จะทำคนเดียวไม่ได้ ต้องขอความร่วมมือจากทีมไทยแลนด์ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการค้าของไทยในเวทีโลก&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">การประชุมครั้งนี้ ยังมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วม</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026052583d061055abcf7e74d188e2bfdcfbcb5085014.jpg' type='image/jpg' length='466653' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เอเปกผลักดันรักษาระบบการค้า ดิจิทัล สีเขียว รับมือความท้าทายโลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165743</link>
<guid isPermaLink="false">098b72294872891d31c04f8d3ab3fd68</guid>
<pubDate>Mon, 25 May 2026 08:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลประชุมเอเปกที่จีน เดินหน้ารักษาระบบการค้าให้เปิดกว้าง น่าเชื่อถือ ร่วมมือดิจิทัล นวัตกรรม AI เศรษฐกิจสีเขียว ท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจการค้าโลก ด้านไทยชูความพร้อมเรื่องความมั่นคงอาหาร เกษตรมูลค่าสูง เศรษฐกิจสีเขียว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก (APEC Ministers Responsible for Trade Meeting -MRT 2026) ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ค.2569 ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การประชุมเอเปกปีนี้ มุ่งเน้นการหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างเขตเศรษฐกิจในการรักษาระบบการค้าให้เปิดกว้าง คาดการณ์ได้ และน่าเชื่อถือ ท่ามกลางความ ท้าทายทางเศรษฐกิจการค้าโลก เน้นการสร้างความร่วมมือด้านดิจิทัล นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (Artiﬁcial Intelligence: AI) และเทคโนโลยี และเศรษฐกิจสีเขียว ในฐานะเครื่องยนต์การค้าสมัยใหม่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ในเวทีดังกล่าวไทยได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับสมาชิกเอเปกอื่น ๆ และเสนอแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เช่น การลดความแตกต่างของกฎระเบียบระหว่างกันเพื่อเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น และเดินหน้า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และการพัฒนาศักยภาพร่วมกัน เพื่อให้แต่ละสมาชิกเอเปกสามารถปรับตัวและรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจได้ตามความพร้อมของตนเอง ทั้งนี้ ไทยพร้อมมีบทบาทสำคัญ ในสาขาศักยภาพ เช่น ความมั่นคงทางอาหาร เกษตรมูลค่าสูง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการเพิ่มขีดความสามารถ ของ SME</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ไทยได้ชูมาตรการภายในประเทศที่เสริมบทบาทของไทยในการเป็นฐานการผลิตและโลจิสติกส์ที่น่าเชื่อถือของภูมิภาค ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบและอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ อาทิ การปฏิรูปกฎหมาย (Omnibus Law และมาตรการ Regulatory Guillotine) ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางการค้า (Business Data Exchange: BDEX) และระบบเร่งรัดการพิจารณาอนุมัติ/อนุญาตของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI FastPass) ควบคู่กับการค้าไร้กระดาษผ่านระบบ Customs e-Invoicing Plus และ Thailand National Single Window เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและยกระดับประสิทธิภาพการค้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">พร้อมกันนี้ ไทยยังส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและนวัตกรรมสมัยใหม่ เช่น เกษตรแม่นยำด้วย AI โซลาร์ชุมชน โครงสร้างพื้นฐาน EV และตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อช่วยให้ SME เกษตรกร และผู้ประกอบการไทย สามารถแข่งขันและเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมได้แท้จริง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจีกล่าวว่า ได้ใช้โอกาสหารือสองฝ่ายกับผู้แทนจากสมาชิกเอเปกที่สำคัญ เช่น แจ้งความคืบหน้าการดำเนินงานของไทยสำหรับการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับ Ambassador Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หลังจากได้ประชุมคณะทำงานยุทธศาสตร์การเจรจาการค้าสหรัฐฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งไทยคาดหวังให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มความชัดเจนให้ภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับออสเตรเลีย เพื่อมุ่งต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน เกษตรมูลค่าสูง พลังงานสะอาด การค้าดิจิทัล และอุตสาหกรรมอนาคต เพื่อส่งเสริมการลงทุนคุณภาพและสร้างโอกาสใหม่ให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ และได้หารือทวิภาคีกับรองนายกรัฐมนตรีของจีน และรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านความสัมพันธ์ทางการค้าของสิงคโปร์ เพื่อผลักดันโอกาสความร่วมมือการค้าและการลงทุนอีกด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การเข้าร่วม APEC MRT 2026 ไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุม แต่เป็นการใช้เวทีระหว่างประเทศเพื่อผลักดันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการรักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้าเดิม การเปิดประตูการค้า การลงทุน การขยายตลาดสินค้าและบริการไทย และการสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่ไว้ใจได้โ ดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามผลการหารืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลจากเวที APEC MRT 2026 สามารถต่อยอดเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย ผู้ประกอบการ และประชาชนได้อย่างแท้จริง&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605255c7aec802ce1c0c5675e6790cd96484f084833.jpg' type='image/jpg' length='957601' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ลุยต่อ ขายผลไม้ตลาดอังกฤษ-จีน คนชอบแห่ชม ชิม ชอป ดันออเดอร์พุ่ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165742</link>
<guid isPermaLink="false">681f91f7beea52d911cc70d2c3b89a61</guid>
<pubDate>Mon, 25 May 2026 08:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายมะม่วงมหาชนกไทย ร่วมกับห้าง Costco UK ผลตอบรับสุดปัง คนแห่ชิม ซื้อไม่ขาดสาย ดันยอดซื้อ 11 ตันต่อสัปดาห์ จัดต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ ใน 29 สาขา เผย Costco ยังซื้อทุเรียน 740 ลูกต่อสัปดาห์ และจะสั่งซื้อเงาะและมังคุดด้วย ส่วนที่เซี่ยงไฮ้ จัดเทศกาลบริโภคผลไม้ไทย ขนทุเรียน มังคุด ส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม ผลไม้ GI ขาย ชาวจีนแห่ชม ชิม ชอปเช่นเดียวกัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศที่เป็นเป้าหมายการส่งออกผลไม้ของไทย ดำเนินการตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งขยายตลาดผลไม้ไทยเพื่อรองรับฤดูกาลผลไม้ที่กำลังออกสู่ตลาด โดยล่าสุดได้รับรายงานจากนายจิรกานต์ เพชรชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ถึงผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้ามะม่วงไทย ร่วมกับห้างซูปเปอร์มาร์เก็ต Costco ซึ่งเป็นห้างค้าส่งในรูปแบบคลังสินค้าที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องสมัครสมาชิกก่อนใช้บริการ และมีโครงสร้างทางธุรกิจที่มุ้งเน้นการจำหน่ายสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่คุ้มค่าผ่านการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบัน Costco มีสาขาทั้งหมด 29 สาขาในสหราชอาณาจักร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างสำนักงานกรุงลอนดอนกับห้าง Costco ด้วยการจัดสาธิตการชิม (Instore Tasting) มะม่วงไทย คือ พันธุ์มหาชนก จำนวน 10 สาขา ได้แก่ Thurrock, Watford, Croydon, Manchester, Chingford, Reading, Birmingham, Leicester, Hayes and Wembley โดยได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างมาก มีผู้เข้ามาร่วมชิมมะม่วงที่บูทอย่างไม่ขายสายตลอดทั้งวัน มีทั้งผู้บริโภคชาว UK และชาวเอเชีย และมีการตัดสินใจซื้อหลังจากที่ได้ชิมแล้ว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนมะม่วงมหาชนกที่จำหน่าย จัดในรูปแบบกล่อง 1.5 กิโลกรัม บรรจุกล่องละ 4-5 ลูก ในราคา 14.99 ปอนด์ต่อกล่อง มีกำหนดการจัดจำหน่ายรวมระยะเวลา 8 สัปดาห์ วางขายทุก 29 สาขา ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2569 โดยเบื้องต้น มีปริมาณการสั่งซื้อรวมอยู่ที่ประมาณ 11 ตันต่อสัปดาห์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ห้าง Costco UK มีการสั่งซื้อทุเรียนจากไทยเพิ่มเติม เป็นปริมาณ 740 ลูกต่อสัปดาห์ และอยู่ระหว่างการพิจารณาสั่งซื้อ เงาะ และมังคุด เพื่อนำมาจำหน่ายในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 อีกด้วย โดยคาดการณ์มูลค่าการค้ารวมประมาณ 38 ล้านบาท (เดือนเมษายน-มิถุนายน 2569) ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าขนส่งสินค้าปรับตัวสูงขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ทูตพาณิชย์ลอนดอนยังได้หารือกับนาย Paul Scott หัวหน้าหน่วยจัดซื้ออาหารสดของ Costco UK และทีมงาน Mr.Elliot Burr Assistant Buyer &ndash; Produce และ Ms.Natalie Cooper Assistant Buyer - Fresh Produce เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมการขายผลไม้ไทยในตลาดสหราชอาณาจักรและการขยายโอกาสการนำเข้าสินค้าประเภทอื่นจากประเทศไทยเพิ่มเติมในอนาคตด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">น.ส.สุนันทากล่าวว่า ยังได้รับรายงานจากนายสกรรจ์ แสนโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงการจัดเทศกาลส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยภายใต้ชื่อ &ldquo;2026 Thai Tropical Fruits Golden Months &ndash; Shanghai&rdquo; ที่ห้าง Ole Supermarket สาขาห้าง Grand Gateway 66, Xujiahui ระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม-21 มิถุนายน 2569 ร่วมกับทีมประเทศไทย โดยได้นำผลไม้ที่ชาวจีนชื่นชอบมาจัดจำหน่าย ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม พร้อมนำเสนอผลไม้ GI ไทย เช่น ส้มโอทับทิมสยาม รวมทั้ง 17 สายพันธุ์ทุเรียนไทยที่ต้องกินก่อนตาย ปรากฏว่า ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวจีนเป็นอย่างมาก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในช่วงการจัดงาน ได้มีการสาธิตการทำเมนูข้าวเหนียวทุเรียน และยำส้มโอ โดยร้าน Mango Tree ที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาวในนครเซี่ยงไฮ้ด้วย ซึ่งในวันกิจกรรมดังกล่าว มีมูลค่าการค้าอยู่ที่ 30,000 หยวนหรือประมาณ 150,000 บาทเฉพาะผลไม้สดที่นำเข้าจากไทยเท่านั้น ไม่รวมสินค้าขนมและเครื่องดื่ม ทั้งนี้ ห้างสรรพสินค้ามีการคาดการณ์ว่ามูลค่าการค้าตลอด 1 เดือนจะอยู่ที่ประมาณ 500,000 หยวน หรือประมาณ 2.5 ล้านบาท รวมทุกสินค้าไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) ร่วมกับบริษัท Siam Fresh ซึ่งเป็นผู้ส่งออกมังคุดและทุเรียนพรีเมี่ยมของไทย และบริษัท Greather ซึ่งเป็นผู้นำเข้ามังคุดและทุเรียนไต้หวัน ได้ร่วมจัดกิจกรรมเชิญ KOL และ KOC ไต้หวัน จำนวน 5 ราย และสื่อไต้หวัน 1 ราย ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ KOL และ KOC ทราบถึงช่องทางในการสั่งซื้อผลไม้ไทย พร้อมทั้งสาธิตวิธีการปอกมังคุด ทุเรียน พร้อมทั้งให้ชิมผลไม้อีกด้วย โดยเมื่อปี 2568 ไทยส่งออกมังคุดมาไต้หวันประมาณ 178 ตัน มูลค่าประมาณ 820,880 ดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2569 มังคุดจะมีผลผลิตมากขึ้น และคาดว่าจะส่งออกมายังไต้หวันได้ถึง 330 ตัน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026052502372fc8c844d163d772827b9a612d1d084709.jpg' type='image/jpg' length='209609' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ถกรองนายกฯ จีน ร่วมมือผลิตสินค้าคุณภาพสูง ขอช่วย SME ไทยขยายตลาด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165741</link>
<guid isPermaLink="false">f2fcd2650598345c7521212fa241d0ea</guid>
<pubDate>Mon, 25 May 2026 08:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลหารือรองนายกรัฐมนตรีจีน ช่วงประชุมเอเปก เสนอร่วมมือยกระดับสินค้าไทยไปสู่สินค้าคุณภาพสูง โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมจีน นำร่องอาหารผู้สูงอายุ พร้อมขอจีนที่ลงทุนไทยใช้วัตถุดิบไทยในกระบวนการผลิต ช่วยส่งเสริม SME ไทยขยายตลาดในจีน ติดตามการส่งปุ๋ย 3.5 แสนตันให้ไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade) ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้หารือทวิภาคีกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอโครงการนำร่อง (Pilot Project) สำหรับความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในการยกระดับสินค้าของไทยไปสู่สินค้าคุณภาพสูง หรือสินค้าพรีเมียมเพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ซึ่งจะตอบโจทย์เป้าหมายทั้งสองประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยไทยมีวัตถุดิบด้านเกษตรที่มีคุณภาพอยู่แล้ว จะได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีนมาแปรรูปผลผลิตเพื่อขยายตลาดไปยังผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในจีนและทั่วโลก โดยกลุ่มสินค้าที่เริ่มนำร่องอาจจะเป็นประเภท functional food หรืออาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศของจีนในการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) โดยความร่วมมือแบบ co-creation ดังกล่าว ยังมีผลลัพธ์ที่คาดหวังตามมา คือ การเสริมสร้างจุดแข็งของไทยให้เป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาทิ ผลไม้ ให้กับตลาดจีนรวมถึงขยายไปยังตลาดโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ได้ขอความสนับสนุนให้นักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในไทย พิจารณาใช้ทรัพยากรของไทยในกระบวนการผลิตสินค้ามากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้านการผลิตและการลงทุนระหว่างสองประเทศ ยังสามารถส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังตลาดโลกได้เช่นกัน ซึ่งตนมองว่า เป็น win-win solution ของทั้งสองประเทศ หากสำเร็จรูปแบบของโครงการนำร่องดังกล่าวจะกลายเป็นโมเดลความสำเร็จที่จะนำไปสู่การต่อยอดในสินค้าอื่นได้ในอนาคต</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมบทบาทของผู้ประกอบการ SME และเสนอแนวทางการยกระดับมาตรฐานและกระบวนการตรวจสอบสินค้าของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะทำให้สินค้าจีนที่เข้ามายังไทย ไม่ส่งผลกระทบต่อ SME ของไทย ในขณะเดียวกัน สินค้าจาก SME ของไทยก็จะสามารถเข้าสู่ตลาดจีนได้เช่นกัน โดยได้ขอรับการสนับสนุนจากท่านรองนายกฯ จีน ในการช่วยส่งเสริมช่องทางการค้าขายให้กับผู้ประกอบการ SME ไทยผ่านการจัดทำ Thai National Pavillion ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาดจีนให้กับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ข้อเสนอของไทยต่อฝ่ายจีน เป็นข้อเสนอที่ตอบโจทย์ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเห็นว่าจะเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือแบบ Win-Win ซึ่งรองนายกฯ จีนก็เห็นด้วย โดยทั้งสองฝ่ายได้มอบหมายให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อนำสิ่งที่หารือในไปสู่การปฏิบัติ และรายงานผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมการค้า การลงทุน และความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ทราบ ซึ่งตนกับรองนายกฯ เหอ ลี่เฟิง จะทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ทั้งนี้ สองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการจัดประชุมดังกล่าวภายในปีนี้โดยเร็ว หลังจากที่ห่างหายจากการประชุมดังกล่าวไปกว่า 8 ปี&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ตนยังได้ใช้โอกาสการหารือครั้งนี้ ติดตามความคืบหน้าการอำนวยความสะดวกในการส่งออกปุ๋ยเคมีจีนมาไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีไทย ได้หยิบยกกับนายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อปลายเดือนเม.ย.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งตนได้ขอให้จีนส่งออกปุ๋ยเคมีมาไทยในปริมาณ 350,000 ตันภายในปีนี้ โดยรองนายกฯ จีน ได้รับจะไปพิจารณา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทางด้านจีน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนนักลงทุนจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งไทยเสนอให้จีนเข้ามาลงทุนในไทยครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งจีนจะสามารถขยายมูลค่าทางการค้าและการลงทุน โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกสินค้าไปยังตลาดอื่นมากยิ่งขึ้น</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605251d9f6b8495dceecc3d3213d071772e8d084545.jpg' type='image/jpg' length='1069794' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ถกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ร่วมมือความมั่นคงอาหาร ดันขายข้าว ไข่ เนื้อสัตว์ เกษตร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165736</link>
<guid isPermaLink="false">4f074d390ebd647dbf4bc04e206a21cd</guid>
<pubDate>Mon, 25 May 2026 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลหารือกับรัฐมนตรีสิงคโปร์ ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก ผลักดันร่วมมือความมั่นคงอาหาร ชูสินค้าข้าว ไข่ไก่ เนื้อสัตว์ สินค้าเกษตร ป้อนความต้องการ และขอเร่งประชุม STEER ภายในปีนี้ จากเดิมกำหนดไว้ปี 70 เพื่อร่วมมือการค้าให้ทันต่อความผันผวนเศรษฐกิจ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ด้านสิงคโปร์ชวนไทยเข้าร่วมกรอบความร่วมมือ FIT P<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้พบกับ น.ส.เกรซ ฟู ไห่ เหยียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก (APEC Ministers Responsible for Trade) ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้หารือในประเด็นความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยเสนอให้ยกระดับความร่วมมือจากการซื้อขายทั่วไป ไปสู่แนวคิดความมั่นคงทางอาหารในช่วงวิกฤตที่มีความเป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องปริมาณสินค้าและเสถียรภาพด้านราคา โดยผลักดันข้าวเป็นสินค้าเริ่มต้นสำคัญ และพร้อมขยายความร่วมมือไปยังสินค้าบริโภคอื่น อาทิ ไข่ไก่ เนื้อสัตว์ และสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งสินค้าอาหารกระป๋องและวัตถุดิบอาหารทะเล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และได้เสนอจัดเวิร์กชอประดับเทคนิคระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม มีความสร้างสรรค์ และปฏิบัติได้จริง รวมทั้งสิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการด้านการค้าและระบบห่วงโซ่อุปทาน จึงเห็นว่าสองฝ่ายยังสามารถร่วมมือกันในการเป็นหุ้นส่วนด้านห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็งได้ด้วย&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ไทยได้ผลักดันให้มีการประชุมกรอบความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยละสิงคโปร์ (STEER) ภายในปีนี้ จากเดิมที่มีกำหนดประชุม ในปี 2570 เพื่อติดตามและเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าระหว่างกันให้ได้ทันต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนสิงคโปร์ได้ชวนไทยเข้าร่วมกรอบความร่วมมือพหุภาคี Future of Investment and Trade Partnership หรือ FIT P ที่มีสมาชิกแล้วกว่า 16 ประเทศ เพื่อเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทาน การค้าดิจิทัล และนวัตกรรมในอนาคตท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก และได้เชิญชวนให้ไทยเข้าร่วมการประชุมในระดับรัฐมนตรีของกรอบ FIT P ในเดือน ก.ค.2569 ที่นิวซีแลนด์ด้วย โดยไทยได้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความร่วมมือดังกล่าว แต่ยังต้องผ่านกระบวนการภายในประเทศก่อนตัดสินใจเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายต่างเห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือภูมิภาคโดยเฉพาะในอาเซียนที่สามารถดำเนินงานร่วมกันในการแก้ไขวิกฤติต่าง ๆ เช่น เรื่องอาหารและพลังงานภายในอาเซียน เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สิงคโปร์เป็นคู่ค้าลำดับ 3 ของไทยในอาเซียนและอันดับ 9 ในโลก การค้าสองฝ่ายในปี 2568 มีมูลค่ารวม 19,658.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 10.75% โดยในช่วง 3 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มูลค่ารวม 6,716.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออก 4,482.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 86.33% นำเข้า 2,234.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 31.67% สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออก ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ และแผงวงจรไฟฟ้า สินค้านำเข้าจากสิงคโปร์ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และแผงวงจรไฟฟ้า</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260525549237ffbffa3ec1caa1d34bf8fd3d9b083743.jpg' type='image/jpg' length='779375' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ลุยขายทุเรียนเมืองหนานหนิง ตลาดค้าส่ง ผู้นำเข้า บริษัทขนมออเดอร์เพียบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165735</link>
<guid isPermaLink="false">ecc7819f9b2de5006aa149aed54d1c31</guid>
<pubDate>Mon, 25 May 2026 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ลุยต่อไม่พัก เร่งขยายตลาดผลไม้รองรับฤดูกาลผลิต ล่าสุดทูตพาณิชย์ เมืองหนานหนิง ลุยพบตลาดค้าส่งผลไม้หงซิง ผู้นำเข้า บริษัทขนม ผลักดันขายทุเรียนไทย ได้รับเสียงตอบรับล้นหลาม ยืนยันมีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศที่เป็นเป้าหมายการส่งออกผลไม้ของไทย ดำเนินการตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งขยายตลาดผลไม้ไทยเพื่อรองรับฤดูกาลผลไม้ที่กำลังออกสู่ตลาด โดยล่าสุดได้รับรายงานจากนายนิติ ประทุมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง ถึงผลความคืบหน้าการผลักดันการส่งออกผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีน โดยเฉพาะทุเรียนไทย ที่ประสบความสำเร็จ มีผู้นำเข้าสนใจสั่งซื้อทุเรียนจากไทยเพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์แจ้งผลการดำเนินงานว่า ได้เข้าพาหารือ Mr.Su Yueyun นายกสมาคมผลไม้หูหนาน และ Mr.Li Pingfang รองผู้จัดการใหญ่ตลาดค้าส่งผลไม้หงซิง ถึงสถานการณ์การนำเข้าผลไม้ไทยมายังมลฑลหูหนาน พบว่า ช่วง ม.ค.-พ.ค.2569 มีการนำเข้าผลไม้ไทยแล้ว 150,000 ตัน ในนี้เป็นทุเรียน 70,000 ตัน และทั้งปี 2568 ที่ผ่านมา ตลาดค้าส่งผลไม้หงซิงนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศปริมาณ 1 ล้านตัน เป็นผลไม้ไทยร้อยละ 40 เป็นทุเรียน 180,000 ตัน ลำไย 100,000 ตัน มังคุด มะพร้าวและส้มโอ 100,000 ตัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนการพบหารือกับผู้นำเข้าผลไม้ไทยรายสำคัญในตลาดหงซิง 7 ราย เพื่อหารือถึงแนวทางการขยายโอกาสตลาดผลไม้ไทยไปยังภูมิภาคจีนตอนกลางและทางตะวันตก โดยเฉพาะทุเรียน มังคุดและมะพร้าว โดยทุกรายยืนยันเป้าหมายการนำเข้าทุเรียนจากไทยในปี 2569 ได้แก่ 1.Mr. Wang Fuhua บริษัท Fruit Mate นำเข้าทุเรียนไทยปริมาณ 1,000 ตู้ 2.Mr. Bao Yong บริษัท He Jinsheng Fruit นำเข้าทุเรียนไทยปริมาณ 800 ตู้ 3.Mr. Luo Yunhui บริษัท Yunhui Fruit นำเข้าทุเรียนไทยปริมาณ 500 ตู้ 4.Ms. Li Danni บริษัท Hunan Ju Hai Xin Trading นำเข้าทุเรียนไทยปริมาณ 1,000 ตู้ 5.Mr. Lv Zhengquan บริษัท Long Yuan Trading นำเข้าทุเรียนไทยปริมาณ 1,200 ตู้ 6.Mr. Li Wenyi บริษัท Hunan Chang Nong นำเข้าทุเรียนไทยปริมาณ 900 ตู้ 7. Mrs.Zhao Fangqin บริษัท Sinkin นำเข้าทุเรียนไทยปริมาณ 1,000 ตู้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ทูตพาณิชย์ยังได้เข้าพบหารือกับผู้บริหารบริษัท Greenery Fruit ซึ่งเป็นบริษัทห่วงโซ่อุปทานผลไม้ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในมลฑลหูหนาน มีร้าน Chain Store จำนวนกว่า 1,600 สาขาทั่วจีน ถึงความร่วมมือส่งเสริมสินค้าผลไม้ไทยในมลฑลหูหนานและมลฑลใกล้เคียง โดยในปี 2569 บริษัทยืนยันเป้าหมายการนำเข้าทุเรียนไทย จำนวน 1,000 ตู้ และทุเรียนแช่แข็ง 30 ตู้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการเข้าพบหารือผู้บริหารบริษัท He Muji Bakery Supply ซึ่งเป็นบริษัทผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียน อาทิ เครปเค้กทุเรียน แพนเค้กทุเรียน โมจิไส้ทุเรียน บ๊ะจ่างไส้ทุเรียน ขนมไหว้พระจันทร์ ซึ่งบริษัทนำเข้าเนื้อทุเรียนแช่แข็งจากไทยปีละประมาณ 200 ตู้ต่อปี โดยบริษัทแจ้งว่ามีความประสงค์นำเข้าทุเรียนแช่แข็งเพิ่มเติมจากไทย โดย DITP จะดำเนินจัดกิจกรรมเจรจาการค้าให้กับบริษัทและผู้ส่งออกไทยในโอกาสต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะที่การหารือกับผู้บริหารบริษัท Busy Ming ซึ่งเป็นบริษัทมหาชน และจำหน่ายสินค้าขนมขบเคี้ยว มีร้าน Chain Store แบรนด์ Zhao Yiming Snacks และ Busy For You จำนวน 25,000 สาขา ใน 30 มลฑลทั่วจีน โดยบริษัทแจ้งว่ามีแผนการนำเข้าสินค้าขนมขบเคี้ยวจากไทยเพิ่มเติม ซึ่งทูตพาณิชย์ได้เชิญบริษัทให้เข้าร่วมงาน THAIFEX-Anuga Asia 2026 เพื่อโอกาสในการแสวงหาสินค้าขนมขบเคี้ยวไทยและการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าในโอกาสต่อไปแล้ว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605259b2e69a6b868a03250b83b7bed2b9796083605.jpg' type='image/jpg' length='893626' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เปิดคอร์สติวเข้มผู้ประกอบการสินค้า GI เพิ่มโอกาสทำตลาดยุคดิจิทัล]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165734</link>
<guid isPermaLink="false">bc957daadc902adc43839c23ea5d3ab1</guid>
<pubDate>Mon, 25 May 2026 08:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดคอร์ส &ldquo;GI ไทย ก้าวไกลสู่ตลาดออนไลน์&rdquo; ติวเข้มการตลาดยุคใหม่ การขายสินค้าออนไลน์ การไลฟ์สด การทำคอนเทนต์ให้โดนใจ การทำแคมเปญและการจัดโปรโมชัน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการสินค้า GI ขยายตลาดในยุคดิจิทัล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม &ldquo;GI ไทย ก้าวไกลสู่ตลาดออนไลน์&rdquo; เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้ผลิตและผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดออนไลน์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่สั่งการให้ยกระดับผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย ให้มีความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ ที่เป็นปัจจัยสำคัญช่วยให้สินค้า GI เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในตลาดยุคดิจิทัลได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการอบรมครั้งนี้ ได้มีการเสริมองค์ความรู้และอัปสกิลด้านการตลาดสมัยใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการ GI ไทย ทั้งการทำตลาดออนไลน์ การพัฒนาแบรนด์ การสื่อสารการตลาด การบริหารจัดการสินค้าและร้านค้าออนไลน์ ตลอดจนการผลิตคอนเทนต์ให้น่าสนใจ โดยมีผู้ประกอบการ GI เข้าร่วมอบรมและทำกิจกรรม Workshop ในรูปแบบ On-site จำนวน 32 ราย จาก 26 จังหวัด พร้อมถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook และ YouTube : GI Thailand เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ GI และผู้สนใจทั่วประเทศสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างทั่วถึง และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจอันจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า GI ไทย ขยายโอกาสทางการค้า และสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิโรจน์กล่าวเสริมว่า การอบรมครั้งนี้ อัดแน่นไปด้วยสาระความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ที่สามารถนำไปต่อยอดธุรกิจได้จริง โดยมีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่เทคนิคการสร้างคอนเทนต์และทำคลิปให้น่าสนใจ การไลฟ์สดขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ การทำตลาดร่วมกับ Influencer กลยุทธ์การตั้งราคา การออกแบบโปรโมชันและแคมเปญการตลาด การบริหารจัดการคลังสินค้า การคำนวณกำไรและบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน รวมถึงการสร้างรายได้ผ่าน Affiliate Marketing เป็นต้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการ GI ไทยในตลาดออนไลน์อย่างครบวงจร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและธุรกิจดิจิทัล อาทิ อาจารย์ฬสนันท์ ภูนิธิพันธุ์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด และอาจารย์พิเศษด้านกลยุทธ์การตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์สุมิตรา มาประสพ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ดร.ธวัชชัย สุขสีดา ผู้ทรงคุณวุฒิวิชาชีพการตลาดดิจิทัล อาจารย์นุชนาถ จันทราวุฒิกร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมด้วยทีมวิทยากรผู้มากประสบการณ์อีกหลายท่าน มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 2 วันเต็ม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมมุ่งหวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดดิจิทัลอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชนของประเทศต่อไป โดยผู้ที่สนใจสามารถรับฟังบรรยายย้อนหลัง พร้อมติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวด้าน GI ได้ทาง Facebook และ YouTube : GI Thailand&rdquo;นายวิโรจน์กล่าว</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605253e458cc399dcdd40fe1b51b8271c4cae083428.jpg' type='image/jpg' length='328583' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมเจรจาฯ นำปลาและผลิตภัณฑ์แปรรูป โชว์งาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165733</link>
<guid isPermaLink="false">1d9770ec7498a7e6df9d70624157eb85</guid>
<pubDate>Mon, 25 May 2026 08:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นำสินค้าปลาและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผู้ประกอบการ สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชนจากภูมิภาคต่าง ๆ รวม 30 ราย จัดแสดงในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 อิมแพค เมืองทองธานี 26-30 พ.ค.69 ช่วยเปิดตัวสู่สายตาผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และเพิ่มโอกาสส่งออกไปต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 26-30 พ.ค.2569 กรมจะออกบูธภายในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 ณ 4-C25 โซน FINE FOOD อิมแพคฟอรั่ม Hall 4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี โดยได้คัดเลือกสินค้าปลาและผลิตภัณฑ์แปรรูป ระดับพรีเมียม จากผู้ประกอบการ สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชนจากภูมิภาคต่าง ๆ ที่มีการใช้นวัตกรรม สร้างความแตกต่างของสินค้า เจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความใส่ใจเรื่องสุขภาพ จำนวน 30 ราย เข้ารวมการออกบูธครั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสินค้าที่นำมาจัดแสดง เช่น ปลานิลแช่แข็งมานิตย์ ซีเล็คเต็ดเพชรบุรี ปลานิลแดดเดียวแช่เย็นนิลข่ะชลบุรี ปลากระป๋ององค์การสะพานปลาและปุ้มปุ้ย ปลาดุกร้าวิสาหกิจชุมชนบุชรอพัทลุง น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำกาฬสินธุ์ ศิริพรรสแซ่บร้อยเอ็ด และหม่ำแซ่บสกลนคร น้ำพริกปลาป่นแม่ประนอม น้ำพริกปลาร้าจ่าวิรัชนครสวรรค์ ปลาส้มไร่กำนันจุลเพชรบูรณ์ ปูเบนโตะทวีวงศ์ และน้ำปลาอรุณีตราด เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;สินค้าเหล่านี้ เป็นสินค้าที่อยู่ในโครงการผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จาก FTA โดยกรมได้มีการอบรมเชิงลึก ให้ความรู้เรื่องการส่งออก การพัฒนาสินค้า และพาไปเจาะตลาดต่างประเทศ ซึ่งการเข้าร่วมงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 เป็นส่วนหนึ่งในโครงการที่จะช่วยในการเปิดตัวสินค้าออกสู่สายตาผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากทั่วโลกที่มาชมงาน และที่สำคัญจะช่วยให้วัตถุดิบปลาน้ำจืดและปลาชายฝั่งทะเลจากทั่วประเทศของไทย อาทิ ปลานิล ปลากะพง ปลาทับทิม ปลาช่อน ปลาดุก ปลาสลิด ปลากระดี่ ปลากระตัก ปลาไส้ตัน ปลาหลังเขียว และปลาอินทรีย์ ก้าวไปอยู่ในตลาดโลก&rdquo;น.ส.โชติมากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ภายในบูธของกรมมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้ 1.การออกบูธของผู้ประกอบการสินค้าปลาและปลาแปรรูป 2.การจัดแสดงสินค้าเพื่อประชาสัมพันธ์ 3.การเจรจาจับคู่ธุรกิจ 4.การจัดนิทรรศการเรื่อง FTA และ 5.การให้บริการคลินิกให้คำปรึกษา FTA และการค้าระหว่างประเทศ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026052539394f2197771fdc47cc913504dc3cc8083247.jpg' type='image/jpg' length='114086' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP โชว์ผลงานนำคอนเทนต์ไทย ร่วมงานเมืองคานส์ ฟันรายได้ 1,082 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165732</link>
<guid isPermaLink="false">4c841770a6b27a8397fd1f0866375d4e</guid>
<pubDate>Mon, 25 May 2026 08:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานนำผู้ประกอบการคอนเทนต์ไทย เข้าร่วมงาน March&eacute; du Film &ndash; Cannes Film Festival 2026 ประสบความสำเร็จในการเจรจาการค้า มูลค่ารวมกว่า 1,082 ล้านบาท สะท้อนภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน และบริการเกี่ยวข้องของไทย ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยถึงผลการนำผู้ประกอบการคอนเทนต์ไทยเข้าร่วมงาน March&eacute; du Film&ndash;Cannes Film Festival 2026 ระหว่างวันที่ 12&ndash;20 พ.ค.2569 ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า ในการเข้าร่วมงานปีนี้ ได้มีการนัดหมายเจรจาการค้ารวม 296 นัดหมาย สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และคอนเทนต์ไทยที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก โดยสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 1,082 ล้านบาท แยกเป็นการซื้อขายทันที 27.89 ล้านบาท มูลค่าคาดการณ์ภายใน 1 ปี จำนวน 202.06 ล้านบาท และมูลค่าคาดการณ์ภายใน 2&ndash;5 ปี จำนวน 852.23 ล้านบาท โดยประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ อินเดีย ไต้หวัน เวียดนาม และรัสเซีย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ความสำเร็จในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน และบริการที่เกี่ยวเนื่อง ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดโลกได้ทั้งในด้านคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และมาตรฐานการผลิต รวมถึงแสดงให้เห็นถึงโอกาสของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและบริการภาพยนตร์ของภูมิภาค&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผลการเจรจาการค้าที่โดดเด่น อาทิ บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด ได้เจรจากับผู้จัดจำหน่ายจากสหรัฐฯ เพื่อนำภาพยนตร์เรื่อง &ldquo;โกฮัง&rdquo; เข้าฉายในสหรัฐฯ โดยการเจรจามีแนวโน้มที่ดีและมีความเป็นไปได้สูงที่จะบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจ บริษัท เอ็ม ดิสทริบิวชั่น จำกัด ได้รับความสนใจจากบริษัทสหรัฐฯ ในการนำภาพยนตร์เรื่อง &ldquo;ธี่หยด ภาค 1&rdquo; ไปรีเมค และอยู่ระหว่างการเจรจาที่มีแนวโน้มเชิงบวก รวมถึงยังอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทจากญี่ปุ่นที่สนใจซื้อสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง &ldquo;คำสารภาพของหมอผี (Confessions of a Shaman)&rdquo; ซึ่งหากสำเร็จจะถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทสามารถนำภาพยนตร์ไทยเข้าฉายในญี่ปุ่น อีกทั้งยังสามารถปิดดีลขายสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง &ldquo;ของแขก 2&rdquo; ให้แก่คู่ค้าจากรัสเซียได้ภายในงาน</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">บริษัท ฟิล์ม เฟรม โปรดักชั่นส์ จำกัด สามารถปิดดีลขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง &ldquo;สังเวย (The Resident)&rdquo; ให้แก่ผู้จัดจำหน่ายจากสหรัฐฯ ครอบคลุมสิทธิ์การเผยแพร่ในสหรัฐฯ ยุโรป ลาตินอเมริกา และญี่ปุ่น บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด สามารถปิดดีลขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง &ldquo;เทอม 4 (Haunted Universities 4)&rdquo; และ &ldquo;ผีเข้า (The Possessed)&rdquo; ให้แก่คู่ค้าจากไต้หวัน และยังอยู่ระหว่างการเจรจาขายภาพยนตร์ &ldquo;เทอม 4&rdquo; ให้แก่คู่ค้าจากประเทศเวียดนามเพิ่มเติม</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด ได้เจรจากับพันธมิตรจากประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่น เพื่อร่วมลงทุนสร้างภาพยนตร์ไทยร่วมกันประเทศละ 1 เรื่อง ซึ่งมีแนวโน้มที่ดีในการต่อยอดสู่ความร่วมมือในระยะยาว บริษัท ณวลาร์ท นิมิต จำกัด ได้เจรจากับบริษัทจากอังกฤษเพื่อร่วมลงทุนผลิตภาพยนตร์ไทย บริษัท ที แอนด์ บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดอินเดีย ผ่านการเจรจากับสถานีโทรทัศน์จากประเทศอินเดียเกี่ยวกับการซื้อขายแอนิเมชันและซีรีส์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในส่วนของธุรกิจบริการด้านการผลิต บริษัท เซคคันด์ สกิน สตูดิโอ จำกัด ได้พบลูกค้าจากอังกฤษที่มีแผนเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์แนวสัตว์ประหลาดในไทยปีหน้า โดยให้ความสนใจใช้บริการออกแบบและผลิตสัตว์ประหลาดสำหรับการถ่ายทำ บริษัท เบนีโทน ฟิล์มส์ จำกัด ได้เจรจากับผู้กำกับภาพยนตร์จากสหรัฐฯ ที่มีแผนเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทยภายในปีหน้า ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
งาน March&eacute; du Film ถือเป็นตลาดภาพยนตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้านการซื้อขายลิขสิทธิ์ การร่วมผลิต และการลงทุนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยในปี 2569 มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 16,000 คน จากกว่า 140 ประเทศ และมีผู้เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์รวมกว่า 40,000 คน และภายในงานยังมีผู้ซื้อกว่า 1,700 ราย บริษัทจัดแสดงกว่า 600 บริษัท การฉายภาพยนตร์และโปรเจกต์กว่า 1,500 รายการ และกิจกรรมในอุตสาหกรรมกว่า 250 กิจกรรม รวมถึงการประชุมสัมมนากว่า 100 หัวข้อ สะท้อนบทบาทของงานในฐานะศูนย์กลางสำคัญขออุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการสร้างเครือข่ายธุรกิจระดับนานาชาติ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605257de2bb7329d9da08c023e0779fff7784083125.jpg' type='image/jpg' length='842734' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือ BEDO ร่วมมือผลักดันขึ้นทะเบียน GI รายการใหม่]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165731</link>
<guid isPermaLink="false">32e24f98c66a79e8816eaada2307a889</guid>
<pubDate>Mon, 25 May 2026 08:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาสานต่อความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) หลังช่วยกันผลักดันสินค้า &ldquo;ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก&rdquo; ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ได้สำเร็จ เตรียมลุยพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพสินค้า เพิ่มช่องทางการตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า และผลักดันแหล่งผลิตเป็นที่ท่องเที่ยว เผยยังจะร่วมมือผลักดันขึ้นทะเบียน GI สินค้าอีกเพียบ ทั้งส้มมะปี๊ดจันทบุรี น้ำส้มมะปี๊ดจันทบุรี ไผ่ตงหวานปราจีน และมังคุดลุ่มน้ำหลังสวน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้สานต่อความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยทรัพย์สินทางปัญญา หลังจากประสบความสำเร็จในการร่วมกันผลักดัน &ldquo;ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก&rdquo; ให้ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สำเร็จ โดยจะร่วมกันเดินหน้าพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพสินค้า ขยายโอกาสทางการตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI อย่างครบวงจร และเตรียมผลักดันสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นรายการอื่นที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบ GI เพิ่มเติมในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก เป็นผลไม้ที่ปลูกในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำน่าน จังหวัดพิษณุโลก มีลักษณะผลกลมแป้น ผิวขรุขระคล้ายมะกรูด รสชาติเปรี้ยวอมหวานและมีรสซ่าติดปลายลิ้น โดยเป็นสินค้ารายการล่าสุดที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือกันระหว่างกรมกับ BEDO ในการศึกษารวบรวมข้อมูลอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของสินค้า การส่งเสริมองค์ความรู้และพัฒนาคำขอขึ้นทะเบียน GI อย่างเป็นระบบ รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากวิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ทรัพยากรชีวภาพเพื่อเศรษฐกิจชุมชนบ้านวังส้มซ่า ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่ ๆ รวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง โดยมีส่วนร่วมสำคัญในการสนับสนุนข้อมูลและขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกับทั้งสองหน่วยงานอย่างเต็มที่ จนนำไปสู่การขึ้นทะเบียน GI ได้สำเร็จ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับแนวทางความร่วมมือหลังจากนี้ กรมและ BEDO จะร่วมกันส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก เพื่อรักษามาตรฐานการผลิต สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และผลักดันให้ผู้ผลิตสามารถใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยอย่างถูกต้อง พร้อมเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาดและต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกในมิติต่าง ๆ ทั้งการส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้า การพัฒนาแหล่งผลิตเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ผ่านการวิจัยพัฒนาและแปรรูปสินค้า เช่น ลิปกลอสส้มซ่า ที่ใช้สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากเซลล์เนื้อเยื่อของส้มซ่า เป็นต้น ซึ่งสะท้อนศักยภาพของการต่อยอดทรัพยากรท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีแผนเชิงรุกที่จะร่วมกันผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ในพื้นที่อื่น ๆ อีกหลายรายการ เช่น ส้มมะปี๊ดจันทบุรี น้ำส้มมะปี๊ดจันทบุรี ไผ่ตงหวานปราจีน และมังคุดลุ่มน้ำหลังสวน เป็นต้น เพื่อเดินหน้าอนุรักษ์และคุ้มครองอัตลักษณ์ของพืชเฉพาะถิ่นอย่างเป็นระบบ และสนับสนุนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI โดยการใช้ฐานความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมกัน ซึ่งแนวทางดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเปลี่ยนทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่า สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความร่วมมือระหว่างกรม และ BEDO ถือเป็นต้นแบบของการบูรณาการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ของหน่วยงานภาครัฐ ในการต่อยอดอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยทรัพย์สินทางปัญญา สอดรับกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการ SME และชุมชน ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย GI พร้อมส่งเสริมการสร้างชุมชนผู้ผลิต GI ที่เข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการ ควบคุมคุณภาพ และต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างรายได้และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605252f392b91ccaaae78ae9acba7d858388d082957.jpg' type='image/jpg' length='519601' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 3 เดือน พฤษภาคม 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165528</link>
<guid isPermaLink="false">6949bdadacc941b9dc2e3c263ab49db4</guid>
<pubDate>Fri, 22 May 2026 14:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260522d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e144632.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ตะวันออกกลางทำป่วน! ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เม.ย.69 พุ่ง 5.9% สูงสุด 44 เดือน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165434</link>
<guid isPermaLink="false">7c0b746897a25a41a9904ad057622e75</guid>
<pubDate>Fri, 22 May 2026 11:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เม.ย.69 เพิ่ม 5.9% สูงสุดในรอบ 44 เดือน ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำน้ำมัน พลังงาน โลจิสติกส์สูงขึ้น กระทบสินค้าเพิ่มขึ้นเกือบทุกหมวด คาด พ.ค.69 ยังขยับอีก เหตุตะวันออกกลางยังไม่มีความแน่นอน จับตาแรงกดดันเป็นปัจจัยเสี่ยงผู้รับเหมา นักลงทุน แบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กระทบการทำโครงการ การจ้างงาน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน เม.ย.2569 เท่ากับ 112.4 เพิ่มขึ้น 5.9% สูงที่สุดในรอบ 44 เดือน โดยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันและพลังงานต่าง ๆ สูงขึ้น ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่การผลิตและโลจิสติกส์ของสินค้าวัสดุก่อสร้าง ทำให้ดัชนีราคาสูงขึ้นเกือบทุกหมวด และหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ ราคาน้ำมันและราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานสินค้าวัสดุก่อสร้าง และแรงกดดันด้านต้นทุนดังกล่าวไปจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อผู้รับเหมาและนักลงทุนต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการชะลอหรือเลื่อนโครงการก่อสร้างออกไป จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคการก่อสร้างโดยรวม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยรายละเอียดดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เพิ่ม 1.0% จากการสูงขึ้นของไม้แบบ ไม้โครงคร่าว บานประตู และบานหน้าต่าง จากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน หมวดซีเมนต์ เพิ่ม 2.8% จากการสูงขึ้นของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนซีเมนต์สำเร็จรูป จากต้นทุนราคาพลังงานปรับสูงขึ้น (ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ) เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง ส่งผลให้หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต เพิ่ม 5.6% จากการสูงขึ้นของพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปอัดแรง คานคอนกรีตสำเร็จรูป และคอนกรีตผสมเสร็จ เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (ซีเมนต์ หิน ทราย) และต้นทุนค่าขนส่งปรับสูงขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก เพิ่ม 6.2% จากการสูงขึ้นของเหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อย เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ ท่อเหล็กดำ และชีทไพล์เหล็ก เนื่องจากราคาวัตถุดิบและพลังงาน (บิลเล็ต เศษเหล็ก ถ่านหิน) มีต้นทุนค่าขนส่งและค่าระวางเรือสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หมวดกระเบื้อง เพิ่ม 1.3% จากการสูงขึ้นของกระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา แผ่นหลังคาโปร่งแสง และกระเบื้องเคลือบปูพื้น เนื่องจากราคาพลังงาน (ก๊าซธรรมชาติ) และวัตถุดิบ (สารเคลือบ แร่ซิลิกา) ปรับสูงขึ้น หมวดวัสดุฉาบผิว เพิ่ม 0.7% จากการสูงขึ้นของสีเคลือบน้ำมัน สีน้ำอะครีลิค ทาภายใน และทาภายนอก สูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ (ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี สารทำละลาย)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา เพิ่ม 4.9% จากการสูงขึ้นของสายเคเบิล THW สายส่งกำลังไฟฟ้า NYY สายไฟฟ้า VCT และเสาไฟถนน ตามการสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ (ทองแดง อลูมิเนียม เม็ดพลาสติก) รวมทั้งมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างด้านสาธารณูปโภคของภาครัฐเพิ่มขึ้น หมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เพิ่ม 15.8% จากการสูงขึ้นของยางมะตอย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ ราคาปรับสูงขึ้นเป็นอย่างมากตามราคาและอุปทานที่ตึงตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนหมวดสุขภัณฑ์ ลด 1.2% จากการลดลงของอ่างล้างหน้าเซรามิก โถส้วมชักโครก และที่ใส่กระดาษชำระ ตามการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน และอุปทานภาคอสังหาริมทรัพย์คงค้างสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน พ.ค.2569 ยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และมีความไม่แน่นอนสูงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุช การตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ปิดล้อมทางทะเลเพื่อกดดันอิหร่าน แม้ว่าจะมีความพยายามให้มีการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งดังกล่าว แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ จึงเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมันและราคาพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวน และมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งของสินค้าวัสดุก่อสร้างหลายชนิดปรับราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าวัสดุก่อสร้างที่ต้องใช้ความร้อนสูงในกระบวนการผลิต เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง สุขภัณฑ์ และสินค้าวัสดุก่อสร้างที่มีผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบ เช่น ท่อพีวีซี (เม็ดพลาสติก) สีทาอาคาร และน้ำยากันซึม (สารทำละลาย) ยางมะตอย (จากการกลั่นน้ำมันดิบ) มีต้นทุนสูงขึ้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605220e967b4edfb159b643b40a51c65d049b111811.jpg' type='image/jpg' length='209689' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ต่างชาติลงทุนไทย 4 เดือน 438 ราย นำเงินเข้า 1.29 แสนล้าน จ้างงาน 3,455 คน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165430</link>
<guid isPermaLink="false">81d7ab4b67c5cc880aa6f1c8079561bb</guid>
<pubDate>Fri, 22 May 2026 11:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยช่วง 4 เดือน ปี 69 อนุญาตต่างชาติลงทุนไทยจำนวน 438 ราย เพิ่ม 21% มีมูลค่าการลงทุน 129,332 ล้านบาท เพิ่ม 124% และจ้างงานคนไทย 3,455 คน เพิ่ม 49% จีนนำเงินลงทุนอันดับหนึ่ง ตามด้วยญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ส่วนการลงทุนใน EEC มีจำนวน 134 ราย เพิ่ม 24% คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย มูลค่าการลงทุน 49,957 ล้านบาท &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ช่วง 4 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 438 ราย เพิ่มขึ้น 21% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 98 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 340 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 129,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124% และมีการจ้างงานคนไทย 3,455 คน เพิ่มขึ้น 49%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.สหรัฐฯ 77 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,951 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กีฬา และศูนย์ออกกำลังกาย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชิ้นส่วนเหล็กหล่อขึ้นรูปเม็ดพลาสติก เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.จีน 65 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 25,092 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจผลิตเครื่องประดับที่ทำจากเงิน ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด และสายสวนบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะขึ้นรูป และผลิตภัณฑ์เคมีเพื่ออุตสาหกรรม เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">3.ญี่ปุ่น 65 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 24,724 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การตรวจวิเคราะห์แผงวงจรของเครื่องจักร เพื่อหาสาเหตุกรณีที่เกิดการขัดข้อง เป็นต้น ธุรกิจบริการบริหารจัดการคลังสินค้า ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ปั๊มโลหะ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) และ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.สิงคโปร์ 57 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 23,575 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องจักร เครื่องกล และวัสดุเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับเชื่อมชิ้นงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นต้น ธุรกิจบริการ Data Center ธุรกิจบริการเคลือบผิวโลหะและการเคลือบผิวโลหะที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ ชิ้นส่วนสำหรับเครื่องจักร และไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 42 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 8,066 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการติดตั้ง การให้คำปรึกษาและแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งค่า การบำรุงรักษา และการซ่อมแซมเครื่องจักรอุปกรณ์และระบบต่าง ๆ เป็นต้น ธุรกิจบริการจัดหาผู้ประกอบธุรกิจและผู้ให้บริการในประเทศไทยด้านที่พัก ตั๋วเดินทาง ร้านอาหาร ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น &nbsp;โลหะหล่อขึ้นรูป สวิตซ์สำหรับยานพาหนะ และผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 203 ราย คิดเป็น 46% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 438 ราย มูลค่าลงทุน 52,403 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล ยางล้อสำหรับยานพาหนะ และ Aircraft Engine Case เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2.ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค 3.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ / แพลตฟอร์ม เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 4 เดือนของปี 2569 มีจำนวน 134 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 24% มูลค่าการลงทุน 49,957 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 43 ราย ลงทุน 21,095 ล้านบาท ญี่ปุ่น 22 ราย ลงทุน 7,042 ล้านบาท สิงคโปร์ 19 ราย ลงทุน 7,940 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 50 ราย ลงทุน 13,880 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร ธุรกิจบริการเคลือบผิวโลหะและการเคลือบผิวโลหะที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า อุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น &nbsp;แผงเซลล์แสงอาทิตย์ ชิ้นส่วนสำหรับเครื่องจักร และผลิตภัณฑ์กลุ่มภาพและเสียง (Audio Visual Product) เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เฉพาะเดือน เม.ย.2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 91 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 20 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 71 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 31,553 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจากสหรัฐฯ สิงคโปร์ และจีน ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 323 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตแผงวงจรพิมพ์ องค์ความรู้เกี่ยวกับความรู้การประเมินวิเคราะห์ค่าไฟฟ้าและผลตอบแทน และองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบอัดอากาศ เป็นต้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260522072a3c588778b59d746eb71cf15c5db2111622.jpg' type='image/jpg' length='80578' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ปลื้มมาตรการผลไม้เชิงรุกรุ่ง ดันส่งออกทุเรียน เม.ย.พุ่ง 109.5% เงาะ 92.8%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165427</link>
<guid isPermaLink="false">0fe2357c5907590a8a48c4140c4b71f5</guid>
<pubDate>Fri, 22 May 2026 11:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุก ทั้งการหาตลาดล่วงหน้า เปิดทางโลจิสติกส์ ทีมเซลล์แมนขายทุเรียน มังคุด จัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคในจีน และประเทศเป้าหมาย เริ่มส่งผลดี ดันยอดส่งออกสินค้าเกษตรเดือน เม.ย.พลิกบวก 17.9% หลังติดลบมา 8 เดือน เฉพาะทุเรียนพุ่ง 109.5% เงาะ 92.8% ลิ้นจี่ 70% ส่วนมาตรการดูแลต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ที่มุ่งปรับโครงสร้างทั้งระบบ ล้วนมีความคืบหน้า ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมผลไม้ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรด้วยการเข้าไปดูแลตั้งแต่ช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด และระยะผลผลิตออกสู่ตลาด เริ่มสะท้อนผลในเชิงบวกจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การจัดกิจกรรมเชิงรุกเร่งผลักดันส่งออกผลไม้ทั่วโลกก่อนฤดูกาลผลิต การส่งทีมไปเจรจากับด่านทั้งในลาว เวียดนาม และจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ การมอบหมายทูตพาณิชย์ในจีนประสานผู้นำเข้าได้ยอดสั่งซื้อทุเรียนในปีนี้ปริมาณ 1&ndash;1.1 ล้านตัน ทูตพาณิชย์ในเวียดนาม ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย หาตลาดส่งออกมังคุดได้ 1.5 แสนตัน รวมไปถึงการส่งเสริมตลาดสินค้าผลไม้ในจีน ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ตลาดศักยภาพ (เกาหลีใต้ อินเดีย) ตลาดส่งเสริมภาพลักษณ์ (ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ สหภาพยุโรป และเอเชียกลาง) รวมถึงเปิดตัวช่องทางจำหน่ายทุเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความคึกคักมีการสั่งซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรในเดือน เม.ย.2569 เพิ่มขึ้น 17.9% หลังจากติดลบมาต่อเนื่อง 8 เดือน โดยผลไม้สำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน เพิ่ม 109.5% เงาะ เพิ่ม 92.8% และลิ้นจี่ เพิ่ม 70% สะท้อนถึงความต้องการผลไม้ไทยที่เพิ่มขึ้น และมั่นใจว่า จากนี้การส่งออกผลไม้ จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากที่ยังมีการดำเนินมาตรการและกิจกรรมกระตุ้นการส่งออกผลไม้อย่างเข้มข้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับตลาดในประเทศ ได้มีการขยายตัวของการบริโภคผลไม้เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ผนึกกำลังกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ จัดกิจกรรมจำหน่ายผลไม้ และจัดบุฟเฟต์ผลไม้ และยังมีการทำตลาดผลไม้ผ่านช่องทางของห้างค้าส่งค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงการนำผลไม้ไปจำหน่ายทั่วประเทศผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย ณ จุดที่ว่าการอำเภอ ไปรษณีย์ไทย และรถพุ่มพวง โดยตั้งเป้ากระตุ้นการบริโภคไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัน เพื่อช่วยเร่งกระจายผลผลิต สร้างช่องทางจำหน่ายให้กับเกษตรกร รวมทั้งมีแผนจัดกิจกรรมโปรโมตผลไม้ไทย ภายใต้แคมเปญ &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits&rdquo; เพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภค นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้มีการบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า นอกจากมาตรการเชิงรุกที่ได้เร่งทำแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเฟส ๆ ซึ่งในแต่ละเฟสเริ่มที่จะเห็นความคืบหน้าแล้ว โดยต้นน้ำ มีมาตรการยกระดับคุณภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตรงกับที่ตลาดกำหนด โดยบูรณาการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ประกอบการ รวมถึงการสนับสนุนโครงการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับ (Q-Chan) สินค้าทุเรียนจังหวัดจันทบุรี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กลางน้ำ ได้เร่งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก และเป็นการยกระดับราคาให้สูงขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ปลายน้ำ มีการเร่งดำเนินการหาตลาดอย่างเต็ม โดยทูตพาณิชย์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ การรักษาตลาดส่งออกเดิม เจาะตลาดใหม่เพิ่มเติม รวมทั้งการขยายตลาดสินค้าแปรรูป ขยายตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลาย ผ่าน Live Commerce, Online Platform อาทิ Tiktok, KOL และ Influencer เป็นต้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการใช้กลไก Contract Farming เพื่อให้มีการซื้อขายล่วงหน้า ก็ล้วนแต่ประสบความสำเร็จ มีความคืบหน้าต่อเนื่อง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026052204530983b55ef26dfd37d839527c9e89111459.jpg' type='image/jpg' length='188783' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ผลพวงเข้มจดบริษัทนอมินี ดึงยอดตั้งนิติบุคคล 4 เดือน 29,679 ราย ลด 1.56%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165426</link>
<guid isPermaLink="false">9a27ba7072d4fae5e3befd62350b640a</guid>
<pubDate>Fri, 22 May 2026 11:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยจดตั้งบริษัทใหม่ เดือน เม.ย.69 มีจำนวน 6,454 ราย เพิ่มขึ้น 2% รวม 4 เดือน 29,679 ราย ลดลง 1.56% ส่วนยอดเลิก 981 ราย เพิ่มขึ้น 20.52% รวม 4 เดือน 4,217 ราย เพิ่มขึ้น 7.55% ชี้เหตุส่วนหนึ่งมาจากการเข้มงวดจดบริษัทนอมินี ทำทั้งตั้งใหม่และเลิกลดลง ยันเดินหน้าจัดการนอมินีต่อ ลุยตรวจ 8 หมื่นบริษัทเสี่ยง พบผิดฟันทันที และส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน เม.ย.2569 มีจำนวน 6,454 ราย เพิ่มขึ้น 2% ทุนจดทะเบียน 22,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.17% และรวม 4 เดือนปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) มีจำนวน 29,679 ราย ลดลง 1.56% ทุนจดทะเบียน 81,341 ล้านบาท ลดลง 27.41% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการเข้มข้นป้องกันการจดทะเบียนตั้งบริษัทนอมินี ที่ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 และเพิ่มมาตรการอีกวันที่ 1 เม.ย.2569 ทำให้ยอดจดบริษัทนอมินีลดลง 75% และกำลังจะเพิ่มมาตรการให้ยืนยันผู้ลงทุน และร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยและสถาบันการเงิน ในการตรวจสอบเงินลงทุนว่ามีจริงหรือไม่ ตอนนี้กำลังทำประชาพิจารณ์อยู่ คาดว่า จะออกคำสั่งนายทะเบียนได้ช่วงเดือน ส.ค.2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนยอดจดเลิกบริษัทเดือน เม.ย.2569 มีจำนวน 981 ราย เพิ่มขึ้น 20.52% ทุนจดทะเบียน 5,214 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.21% รวม 4 เดือน มีจำนวน 4,217 ราย เพิ่มขึ้น 7.55% ทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 26,258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.21% ซึ่งจำนวนจดเลิกที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการเข้มงวดการจดบริษัทนอมินี ทำให้มีการปิดบริษัทเพิ่มขึ้น ไม่ได้มีสาเหตุจากเศรษฐกิจชะลอตัวเพียงอย่างเดียว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังได้รับนโยบายนายกรัฐมนตรี เร่งตรวจสอบบริษัทนอมินี โดยปัจจุบันมีนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยรวม 992,420 ราย ในนี้เป็นบริษัทจำกัดประมาณ 8 แสนบริษัท และมี 1.2 แสนบริษัท ที่มีคนต่างชาติเข้ามาถือหุ้นไม่เกิน 50% คือ ตั้งแต่ 0.01-49.99% และในนี้ มีประมาณ 8 หมื่นบริษัท ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ที่กรมจะเข้าไปตรวจสอบ โดยขณะนี้กำลังตรวจสอบอย่างเข้มข้น และหากพบความผิดปกติ เป็นนอมินี ก็จะจัดการตามกฎหมายที่กรมดูแล หากเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น ก็จะส่งต่อให้หน่วยงานพันธมิตรดำเนินการตามกฎหมายที่กำกับดูแลต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ตอนนี้ กรมได้ทำการวิเคราะห์ธุรกิจเสี่ยงทั้ง 8 หมื่นรายแล้ว โดยเริ่มจากกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากสุดก่อน ที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ขายของที่ระลึก โดยใช้ AI มาตรวจสอบความเชื่อมโยง การทำธุรกิจ การถือหุ้น กรรมการ การส่งงบการเงิน เมื่อเจอก็จัดการตามกฎหมาย หรือส่งต่อให้หน่วยงานจัดการต่อ ทั้งดีเอสไอ ป.ป.ง. การท่องเที่ยว และตำรวจ ซึ่งขณะนี้ได้ทยอยส่งไปเรื่อย ๆ แล้ว&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการลงทุนของชาวต่างชาติ ในเดือน เม.ย.2569 มีการอนุญาตให้เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) จำนวน 91 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 20 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 71 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 31,553 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากสหรัฐฯ สิงคโปร์ และจีน และรวม 4 เดือน อนุญาต 438 ราย เพิ่มขึ้น 21% เงินลงทุน 129,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124% &nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260522dc3d41a53fb870b85c02d9ad95523966111350.jpg' type='image/jpg' length='68268' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยจดเครื่องหมายเสียงพุ่ง 494 คำขอ คนไทยมากสุด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165422</link>
<guid isPermaLink="false">69e0488f9b92b276a54628bffa17193a</guid>
<pubDate>Fri, 22 May 2026 11:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยสถิติการจดทะเบียนคุ้มครองเครื่องหมายเสียงในไทย ตั้งแต่ 1 ก.ย.60 ถึงปัจจุบัน มีจำนวน 494 คำขอ เป็นของผู้ประกอบการไทย 88.7% ต่างชาติ 11.3% ได้รับจดทะเบียนแล้ว 114 เครื่องหมายเสียง ชวนบุคคล ธุรกิจ ยื่นจดทะเบียน นำไปใช้ประโยชน์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2560 ถึงปัจจุบัน มีผู้ยื่นคำขอรวมทั้งสิ้น 494 คำขอ แบ่งเป็นคำขอของผู้ประกอบการไทย 438 คำขอ คิดเป็น 88.7% และต่างชาติ 56 คำขอ คิดเป็น 11.3% และมีคำขอที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว 114 เครื่องหมาย อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอ 138 คำขอ โดยผู้ประกอบการที่ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงสูงสุด 3 อันดับแรก เป็นผู้ประกอบการไทย ได้แก่ บริษัท กาลิน อีคอมเมิร์ซ จำกัด ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ 7 คำขอ รองลงมา คือ บริษัท ฟ้าอรุณพืชผลเพื่อไทย จำกัด ในธุรกิจปุ๋ย 4 คำขอ และบริษัท ยูนิ-ชาร์ม คอร์ปอเรชั่น ในธุรกิจกางเกงผ้าอ้อมอนามัย 4 คำขอ</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยการจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ภาคธุรกิจไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการใช้เสียง เพื่อสร้างการจดจำและต่อยอดมูลค่าแบรนด์มากขึ้น รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดีเจนุ้ย ก็ได้ยื่นจดเครื่องหมายเสียง &ldquo;เสียงหัวเราะ&rdquo; อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเขาต่อกรม ซึ่งถือเป็นแนวทางการคุ้มครองสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้ารูปแบบใหม่ที่มีความสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับสากล&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;"><br />
สำหรับเสียงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสื่อสารการตลาดและการสร้างแบรนด์ในโลกยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นเสียงเปิดแอปพลิเคชัน เสียงโฆษณา เสียงแนะนำตัว หรือวลีสั้น ๆ ที่ทำผู้บริโภคจดจำและสามารถเชื่อมโยงไปถึงสินค้าและบริการต่างๆ ได้ทันที การจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ และเสริมความน่าเชื่อถือทางธุรกิจในยุคที่การแข่งขันทางการตลาดมีความเข้มข้นมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ จากการศึกษาในต่างประเทศ ศิลปินระดับโลกอย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงต่อสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ (USPTO) จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ข้อความเสียง &ldquo;Hey, it&#39;s Taylor Swift&rdquo; จากโฆษณาโปรโมตอัลบั้มกับ Amazon Music และข้อความเสียง &ldquo;Hey, it&#39;s Taylor&rdquo; จากคลิปโปรโมตอัลบั้มกับ Spotify ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า &ldquo;เสียง&rdquo; เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าและจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI สามารถเลียนแบบน้ำเสียงหรือสร้างเสียงเสมือนจริงได้อย่างแนบเนียน จนอาจนำไปสู่การแอบอ้างตัวตน การสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค หรือการนำเสียงไปใช้เชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ด้วยแนวโน้มของการใช้เครื่องหมายเสียง เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ในเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทเลียนแบบน้ำเสียงหรือสร้างเสียงเสมือนจริงได้อย่างแนบเนียน กรมขอเชิญชวนผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยวางแผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้รอบด้าน คำนึงถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่อาจส่งผลให้นักสร้างสรรค์ต้องปกป้องคุ้มครองสิทธิ์ในเสียงที่ตนสร้าง และจดทะเบียนเพื่อป้องกันการละเมิดหรือลอกเลียนแบบ โดยใช้ประโยชน์จากการคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายเสียง เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน สร้างการจดจำ และเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ ตลอดจนเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญารูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ และลดความเสี่ยงจากการถูกลอกเลียนหรือแอบอ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในส่วนของไทย กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ปรับปรุง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2559 เพื่อเพิ่มบทบัญญัติการคุ้มครองเครื่องหมายเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงคน เสียงสัตว์ เสียงเพลง เสียงดนตรี หรือเสียงอื่น ๆ ที่ไม่ได้สื่อถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง หรือเสียงที่ไม่เป็นเสียงโดยธรรมชาติของสินค้า หรือเสียงที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานของสินค้านั้น จะเห็นได้ว่าการจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลและสื่อต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605226fc604e486d53fe001be976fb57fe5de111222.jpg' type='image/jpg' length='429974' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”โชว์ผลจัดคณะบุกขายแป้งมันเยอรมนี ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ สารเคมี สนใจซื้อ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165230</link>
<guid isPermaLink="false">7ab4ea20dc5da508e22eefe088b57b1c</guid>
<pubDate>Thu, 21 May 2026 14:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศโชว์ผลจัดคณะผู้แทนการค้าภาครัฐ นักวิชาการ และผู้ประกอบการ ลุยขายแป้งมันสำปะหลังไทยในเยอรมนี ประสบความสำเร็จตามเป้า ผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์ สารเคมี สนใจซื้อสินค้าจากไทย เหตุคุณภาพดี มีมาตรฐานตามที่ยุโรปต้องการ มั่นใจช่วยหนุนการส่งออก ช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้แทนภาครัฐ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านแป้งมันสำปะหลัง ผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังของไทย และสื่อมวลชน เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้าแป้งมันสำปะหลังไทย ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 10 &ndash; 13 พ.ค.2569 นำทีมโดยนายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ว่า การเดินทางขยายตลาดสินค้าแป้งมันสำปะหลังไทยในเยอรมนีครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์จุดแข็งของแป้งมันสำปะหลังในการเป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น กระดาษ บรรจุภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นและศักยภาพของแป้งมันสำปะหลังไทย ทำให้บริษัทหลายรายในยุโรปสนใจต่อยอดสินค้าแป้งมันสำปะหลังร่วมกับภาคเอกชนไทย ทั้งบรรจุภัณฑ์ สารเคลือบบรรจุภัณฑ์ และการผลิตสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบกับศักยภาพของสินค้าแป้งมันสำปะหลังไทยที่มุ่งเน้นคุณภาพระดับสากลสอดคล้องกับนโยบาย EU<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยรายละเอียดผลการผลักดันขายสินค้ามันสำปะหลังไทย เริ่มจากการเข้าร่วมงาน Interpack 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และได้มีโอกาสหารือกับ VDMA Food Processing and Packaging Machinery Association ซึ่งเป็นสมาคมผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเยอรมนี และบริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ชั้นนำจากภูมิภาคยุโรป เช่น PaperFoams B.V. จากเนเธอร์แลนด์ Lecta จากสเปน ซึ่งบริษัทได้แสดงความสนใจขอหารือต่อยอดวัตถุดิบแป้งมันสำปะหลังและขอตัวอย่างสินค้าเพื่อนำไปทดลองเป็นวัตถุดิบก่อนสั่งซื้อจริง &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้เข้าพบบริษัทเคมีภัณฑ์รายสำคัญของเยอรมนี ที่สนใจในศักยภาพของแป้งมันสำปะหลังที่สามารถต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยมีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรป โดยภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายจะหารือเรื่องแผนการพัฒนาสินค้าร่วมกันต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้เข้าพบผู้บริหาร The Port of Duisburg ซึ่งเป็นท่าเรือภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเส้นทางเรือผ่านแม่น้ำ Rhine เชื่อมกับท่าเรือหลักในภูมิภาคยุโรป และเป็นปลายทางหลักของรถไฟสาย China-Europe Railway Express ผ่านโครงการเส้นทางสายไหม (Belt and Road Initiative) การขนส่งแป้งมันสำปะหลังจากไทยผ่านท่าเรือแห่งนี้ จึงเป็นอีกทางเลือกสำคัญที่จะช่วยกระจายสินค้าแป้งมันสำปะหลังของไทยเข้าสู่ภาคการผลิตในภูมิภาคยุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการเดินทางขยายตลาดสินค้าแป้งมันสำปะหลังไทยในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งยกระดับห่วงโซ่อุปทานให้มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลดีมาถึงเกษตรกรมันสำปะหลังไทยที่จะมีตลาดส่งออกที่มั่นคงในระยะยาวต่อไปในอนาคต&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการผลักดันแป้งมันสำปะหลังไทยในเยอรมนี นอกเหนือจากเป็นการนำเสนอวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีคุณภาพสูงให้กับตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ยังเป็นการนำเสนอแป้งมันสำปะหลังไทยในฐานะวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นทางเลือกในด้านความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในภูมิภาคยุโรปด้วย จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยที่สามารถเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยได้ในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรมตามนโยบายที่ได้รับจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรไปยังตลาดเป้าหมายต่าง ๆ</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260521d472f65d36d1062a721a3b58bd17cdde142822.jpg' type='image/jpg' length='256504' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“ศุภจี”เร่งสรุปประเด็นคงค้างเจรจา ART ก่อนสหรัฐฯ ประกาศผลไต่สวน ม.301]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165212</link>
<guid isPermaLink="false">e26ae9dd6f062b81dddc11dfb7881fb6</guid>
<pubDate>Thu, 21 May 2026 13:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;นั่งหัวโต๊ะ ประชุมคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้าสหรัฐอเมริกา กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสรุปประเด็นที่ยังมีข้อติดขัดภายใต้การเจรจาตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐฯ (ART) ให้มีข้อสรุปโดยเร็ว และปิดดีลกับสหรัฐฯ ได้ก่อนที่จะประกาศผลการไต่สวนตามมาตรา 301 เพื่อสร้างความแน่นอนในเรื่องภาษี และส่งเสริมการค้าระหว่างกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนได้เป็นประธานการประชุมคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้าสหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดทิศทางการเจรจาในประเด็นต่าง ๆ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นที่ยังมีข้อติดขัดภายใต้ความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) โดยขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันหาทางออกและข้อเสนอที่สร้างสรรค์ที่จะช่วยส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยและสหรัฐฯ ภายใต้ความตกลงดังกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ได้ย้ำว่า ความสำคัญของกรอบเวลาที่ไทยควรจะเร่งดำเนินการ คือ จะต้องมีข้อสรุปในประเด็นต่าง ๆ โดยเร็ว โดยเฉพาะก่อนการประกาศผลการไต่สวนตามมาตรา 301 เพื่อสร้างความแน่นอนในเรื่องอัตราภาษีและส่งเสริมบรรยากาศทางการค้าและการลงทุนที่ดีระหว่างไทยและสหรัฐฯ&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจีกล่าวว่า ในช่วงที่ตนได้พบหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ณ กรุงวอชิงตัน DC ระหว่างวันที่ 3-5 พ.ค.2569 ฝ่ายสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีชัดเจนต้องการให้ไทยเร่งสรุปผลการเจรจาความตกลง ART และได้ขอบคุณที่ไทยได้แสดงความจริงใจเพื่อปรับสมดุลทางการค้าระหว่างกัน ซึ่งทั้งหมดจะเป็นประโยชน์ต่อทิศทางการพิจารณามาตรา 301 ที่สหรัฐฯ กำลังเปิดไต่สวนประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าจะต้องมีการเจรจาหารือทั้งในระดับนโยบายและระดับเทคนิคอย่างต่อเนื่อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าการดำเนินการผลักดันให้ความตกลง ART สำเร็จ เพื่อตอกย้ำถึงความเป็นพันธมิตรและความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหรัฐฯ โดยไทยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและต่อยอดความสัมพันธ์ในมิติต่าง ๆ รวมทั้งการปรับสมดุลการค้า การส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพทั้งด้านพลังงาน และอาหารแปรรูป ซึ่งสอดรับกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของไทยที่ต้องการส่งเสริมความมั่นคงในด้านพลังงานและอาหาร ในขณะเดียวกัน ยังช่วยเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนกับสหรัฐฯ ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้าสหรัฐอเมริก เมื่อวันที่ &nbsp;28 เม.ย.2569 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นรองประธาน พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเจรจามาตรการภาษีกับสหรัฐฯ ปกป้องสิทธิประโยชน์ประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการภายในประเทศ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605219e9f60bde43ceffb8701242efe6a9de3132625.jpg' type='image/jpg' length='759284' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”นำทีมพาณิชย์-เอกชน จัด Latin Night กระชับความสัมพันธ์ไทย-ลาตินอเมริกา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165211</link>
<guid isPermaLink="false">fc24428bc24906392868693ab8a516fb</guid>
<pubDate>Thu, 21 May 2026 13:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;นำทีมพาณิชย์และภาคเอกชน จัดกิจกรรม Latin Night กระชับความสัมพันธ์ทางการค้าไทย-กลุ่มลาตินอเมริกา ชูเป็นตลาดศักยภาพ ระยะทางไม่ใช่ปัญหา ต่อความสัมพันธ์และการค้า เผยตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจนำเอกชนไทยลุยขยายตลาดต่อเนื่อง มีสำนักงานทูตพาณิชย์ 4 แห่ง ที่พร้อมผลักดันการค้า สบช่องดันบันเทิงไทยขยายตลาด หลังได้รับความนิยมสูง พร้อมโชว์ศักยภาพอาหารไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานจัดกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา Latin Night: &ldquo;Viva La Fiesta&rdquo; ณ ร้านอาหาร Paname Seafood Bar ชั้น 6 โครงการ Dusit Central Park (The Glasshouse เมื่อช่วงค่ำวันที่ 20 พ.ค.2569 โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เอกอัครราชทูตและอุปทูตจาก 8 ประเทศลาตินอเมริกาประจำประเทศไทย ได้แก่ อาร์เจนตินา โคลอมเบีย กัวเตมาลา เม็กซิโก เปรู บราซิล ปานามา และชิลี รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนไทย อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ตลอดจนหอการค้าบราซิล&ndash;ไทย และหอการค้าเม็กซิกัน&ndash;ไทย เข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการเฉลิมฉลองมิตรภาพ วัฒนธรรม และศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงประเทศไทยกับภูมิภาคลาตินอเมริกา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดให้เป็นตลาดศักยภาพใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงและน่าจับตามอง ซึ่งแม้ระยะทางทางภูมิศาสตร์จะเป็นข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์และต้นทุน แต่ไม่ใช่อุปสรรคต่อการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินโครงการคณะทำงานเฉพาะกิจ (Special Task Force) เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการสำรวจและขยายโอกาสทางการค้าในประเทศอาร์เจนตินา บราซิล และชิลี ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารกระป๋อง เครื่องปรุงรส ขนมขบเคี้ยว น้ำผลไม้ และอาหารสัตว์เลี้ยง ก่อนขยายโครงการต่อไปยังประเทศชิลีและเปรูในเดือน มี.ค.2569 เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์มีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ กรุงเม็กซิโกซิตี้ นครเซาเปาโล กรุงซานติอาโก และกรุงบัวโนสไอเรส ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าและพันธมิตรทางธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาค และยังมีแผนเชิญผู้นำเข้ารายสำคัญจากลาตินอเมริกาเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติของไทย เช่น Bangkok Gems and Jewelry Fair และ THAIFEX&ndash;Anuga Asia เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังใช้เวทีดังกล่าวในการผลักดัน Soft Power ไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และคอนเทนต์บันเทิงไทย ทั้งซีรีส์ ละคร และดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศของลาตินอเมริกา ตั้งแต่เม็กซิโกจนถึงบราซิล โดยในช่วงปลายเดือน ส.ค.2569 กระทรวงพาณิชย์เตรียมนำคณะผู้แทนการค้าเดินทางเยือนเม็กซิโก เพื่อขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และสร้างพันธมิตรทางธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ต่อยอดได้มากกว่าการค้าแบบดั้งเดิม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ภายในงาน DITP ยังได้นำเสนอสินค้าไทยและอาหารไทยคุณภาพ เพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ศักยภาพสินค้าไทยสู่กลุ่มนักการทูตและภาคธุรกิจลาตินอเมริกา โดยเมนูอาหารหลักภายในงานรังสรรค์จากวัตถุดิบที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ได้แก่ &ldquo;Panang Chicken Roulade&rdquo; และ &ldquo;Potato Lasagna Pork Larb Nam Tok&rdquo; สะท้อนการผสมผสานอัตลักษณ์อาหารไทยร่วมสมัยสู่สากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน มีการจัดแสดงสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์ไทยหลากหลายรายการ อาทิ ข้าวเหนียวมะม่วงฟรีซดราย ข้าวแต๋นอบซอสต้มยำ มะม่วงอบแห้งเคลือบดาร์กช็อกโกแลตกลิ่นรัม มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และสำโทแบรนด์เทพนม รวมถึง Mini Showcase สินค้าไทยศักยภาพ เช่น ซอสปรุงรสจากมะพร้าวอินทรีย์ น้ำหวานดอกมะพร้าวอินทรีย์ 100% ข้าวแต๋นไรซ์เบอร์รี่รสต้มยำ ผลิตภัณฑ์มะม่วงดาร์กช็อกรัมฉลองเบย์ ตลอดจนสินค้าไลฟ์สไตล์และงานหัตถศิลป์ไทย อาทิ ชุดแท่นวางเทียนทรงเจดีย์ระฆัง ชุดกระจกและขันอะลูมิเนียม ถุงหอมหินภูเขาไฟ และกระเป๋าพานพุ่มขนาดเล็ก พร้อมมอบสินค้าที่ได้รับตรา Thai SELECT เป็นของที่ระลึกแก่ผู้เข้าร่วมงาน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ในการจัดงานในครั้งนี้ ไทยเล็งเห็นถึงโอกาสในการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมสำคัญที่ไทยและกลุ่มประเทศลาตินอเมริกามีศักยภาพร่วมกัน อาทิ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร พลังงานชีวภาพและพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ดิจิทัลคอนเทนต์ โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงหารือกับชิลีและเปรูในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับภูมิภาคลาตินอเมริกา มีประชากรรวมกว่า 650 ล้านคน ถือเป็นตลาดส่งออกและฐานการลงทุนใหม่ที่มีศักยภาพสูงของไทย โดยในปี 2568 การค้ารวมระหว่างไทยกับลาตินอเมริกา 47 ประเทศ มีมูลค่า 19,946.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.06% และในช่วง 3 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่าการค้ารวม 5,231.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.74% ส่วนการส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคลาตินอเมริกาในปี 2568 มีมูลค่า 13,038.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.03% และในช่วง 3 เดือนของปี 2569 มีมูลค่า 3,583.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.17% โดยตลาดสำคัญ ได้แก่ เม็กซิโก บราซิล อาร์เจนตินา ชิลี เปรู โคลอมเบีย ปานามา และกัวเตมาลา ตามลำดับ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026052107e7d5db60e7ddf6a31137933099e407132505.jpg' type='image/jpg' length='776548' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”บินถกรัฐมนตรีการค้าเอเปก ที่ซูโจว ลุยร่วมมือการค้า รับมือความท้าทาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165168</link>
<guid isPermaLink="false">1d7cc9da2953b8a911f6ccec003e8df7</guid>
<pubDate>Thu, 21 May 2026 10:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เตรียมเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก ที่เมืองซูโจว วันที่ 22-23 พ.ค.69 มีเป้าหมายขับเคลื่อน 3 ประเด็นสำคัญในปีนี้ ส่งเสริมการค้า ร่วมมือการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี การรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจ พร้อมหารือการค้าที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม การกำกับดูแล AI เสริมศักยภาพ MSME เศรษฐกิจดิจิทัล เผยจะมีเวทีรัฐมนตรีกินข้าวกับภาคเอกชนจีนด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียวด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก (APEC Ministers Responsible for Trade: MRT) ประจำปี 2569 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปกปีนี้ ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ค.2569 ณ เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ภายใต้หัวข้อหลัก &ldquo;เสริมสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน&rdquo; หรือ &ldquo;Building an Asia-Pacific Community to Prosper Together&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการประชุมครั้งนี้ มีเป้าหมายขับเคลื่อน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ Openness การส่งเสริมระบบการค้าและเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง โปร่งใส และสามารถคาดการณ์ได้ ทั้งในระดับภูมิภาคและพหุภาคี Innovation การสร้างกลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และ Cooperation การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจสมาชิก เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจีกล่าวว่า ในช่วงการประชุม APEC MRT จะมีการหารือแนวทางส่งเสริมเศรษฐกิจและการค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนากรอบกำกับดูแล AI ที่สามารถเชื่อมโยงและนำไปใช้ได้จริง ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาและ MSME เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยไทยจะแสดงวิสัยทัศน์และแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่เปิดกว้าง ยั่งยืน และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ รวมถึงนำเสนอความมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ และสนับสนุนการไหลเวียนข้อมูลข้ามพรมแดนที่น่าเชื่อถือ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะมีการรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันของระหว่างรัฐมนตรีพาณิชย์ของเขตเศรษฐกิจเอเปกและภาคธุรกิจของจีน ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักธุรกิจจีนด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสีเขียวด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ไทยจะใช้โอกาสในช่วงการประชุม APEC MRT หารือทวิภาคีกับเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน และสิงคโปร์ เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน พร้อมยืนยันบทบาทของไทยในการสนับสนุนระบบการค้าที่เปิดกว้างและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยไทยมุ่งส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้า การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การค้าที่ยั่งยืน และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนภายใต้กรอบความร่วมมือเอเปก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
เอเปกหรือกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดยปี 2568 การค้าของไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจเอเปกมีมูลค่า 494,646.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนถึง 72.24% ของการค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออกไปยังเอเปกมูลค่า 237,581.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเอเปกมูลค่า 257,064.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605213dd37a3566b07a983a149c145f6014e7101504.jpg' type='image/jpg' length='656324' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ดัน 320 หน่วยงานรัฐ เชื่อมข้อมูลนิติบุคคล อำนวยความสะดวกประชาชน-ธุรกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165167</link>
<guid isPermaLink="false">0b5516259d84d4139193a75169296170</guid>
<pubDate>Thu, 21 May 2026 10:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เปิดงานยกระดับรัฐบาลดิจิทัล ภายใต้แนวคิด &ldquo;ปลดล็อกข้อมูลภาครัฐ ลดภาระภาคประชาชน&rdquo; เตรียมเชื่อมข้อมูลนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กับหน่วยงานภาครัฐกว่า 320 แห่งให้ครบทุกหน่วยงาน หลังล่าสุดเชื่อมโยงไปแล้ว 180 หน่วยงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ ไม่ต้องถูกเรียกสำเนาเอกสารอีกต่อไป ลดภาระทั้งเอกชน และภาครัฐ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานยกระดับรัฐบาลดิจิทัล ขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล ภายใต้แนวคิด &ldquo;ปลดล็อกข้อมูลภาครัฐ ลดภาระภาคประชาชน&rdquo; ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า การขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังของหน่วยงานราชการทั้ง 320 แห่ง ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แบบ Real Time ผ่านเครือข่ายสารสนเทศของแต่ละหน่วยงาน โดยตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2569 เป็นต้นไป กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเปลี่ยนการให้บริการข้อมูลนิติบุคคลในรูปแบบกระดาษ เปลี่ยนผ่านไปสู่งานให้บริการด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบให้กับหน่วยงานราชการ ผ่านระบบเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ (BDEX : Business Data Exchange) สำหรับการตรวจค้นและตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลและระบบบริการข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับหน่วยงานภาครัฐ (DBD e-Service for Government)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในอนาคตวางเป้าหมายหน่วยงานราชการ จะยกเลิกการเรียกสำเนาหนังสือรับรองและสำเนาเอกสารนิติบุคคลกับประชาชน เป็นการอำนวยความสะดวกในการให้บริการประชาชนของหน่วยงานราชการ และลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางมาติดต่อราชการ หรือการเตรียมเอกสารต่าง ๆ ในรูปแบบกระดาษ ที่ถือเป็นต้นทุนของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยปัจจุบัน มีหน่วยงานภาครัฐเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้วกว่า 180 หน่วยงาน แต่ยังมีเป้าหมายที่จะเพิ่มเติม อีก 140 หน่วยงาน และในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะหน่วยงานที่ให้บริการข้อมูลนิติบุคคล ได้ให้บริการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยได้ออกหนังสือรับรองนิติบุคคลรวมจำนวน 2.3 ล้านฉบับ และออกสำเนาเอกสารทางทะเบียนและสำเนางบการเงินรวม 10 ล้านแผ่น ซึ่งต้องใช้กระดาษรวมแล้วประมาณ 19.2 ล้านแผ่นต่อปี การลดใช้เอกสารกระดาษจากการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐกว่า 320 แห่ง จะช่วยลดการใช้กระดาษได้มากกว่า 19.2 ล้านแผ่นต่อปี หรือเทียบเท่าการอนุรักษ์ต้นไม้กว่า 2,000 ต้น คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ต่อปี รวมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ที่ผ่านมา เอกสารถือเป็นภาระสำคัญของประชาชนและภาคธุรกิจในการติดต่อราชการ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐในครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอน ลดการเดินทาง และลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะการนำเทคโนโลยีมาใช้ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นทางรอดที่ภาครัฐต้องเร่งปรับตัวและนำมาใช้ในการยกระดับการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเข้าสู่มาตรฐาน OECD ภายในปี 2573 ซึ่งการยกระดับรัฐบาลดิจิทัลและการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริหารภาครัฐ &nbsp;ของไทยให้เทียบเท่าสากล ทั้งในด้านความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการจัดงานครั้งนี้ มีผู้บริหารจาก 3 หน่วยงานหลัก ได้ร่วมกล่าวถึงทิศทางและการขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ โดย น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. เน้นย้ำความสำคัญของการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐเพื่อยกระดับการบริการสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (e-Government) พร้อมระบุบทบาทของ ก.พ.ร. ในการผลักดันการบูรณาการข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยืนยัน &nbsp;ความพร้อมของชุดข้อมูลนิติบุคคล และการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และนางไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ สพร. รักษาการแทนผู้อำนวยการ สพร. ระบุว่า ระบบ Government Data Exchange (GDX) มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ ช่วยลดการขอสำเนาเอกสารราชการ และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605215d894554fd55934f6316bff12d376071101211.jpg' type='image/jpg' length='218794' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผยไตรมาสแรก 69 EU ปิดดีล FTA แล้ว 3 ฉบับ ไทยมีโอกาสสูง คาดจบปีนี้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165049</link>
<guid isPermaLink="false">61ed948e70ca2178a843204fc9c209c2</guid>
<pubDate>Wed, 20 May 2026 15:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.ติดตามการเจรจา FTA ของสหภาพยุโรป (EU) กับคู่ค้า พบไตรมาสแรกปี 69 สรุปผลการเจรจาไปแล้ว 3 ฉบับ กับ 6 ประเทศ สะท้อน EU มุ่งมั่นกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ลดพึ่งพาตลาดหลักเดิม และสร้างพันธมิตรการค้าใหม่ เผยไทยมีโอกาสทั้งการเป็นฐานการผลิตและส่งออก ดึงดูดการลงทุน ยกระดับมาตรฐานต่าง ๆ ให้เทียบเท่าสากล หลังกำลังเจรจา FTA กับ EU และตั้งเป้าเจรจาจบปีนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามการทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของสหภาพยุโรป (EU) กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก พบว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 EU สามารถบรรลุและสรุปผลการเจรจา FTA ได้ถึง 3 ฉบับ ครอบคลุม 6 ประเทศ ได้แก่ การลงนามความตกลงกับกลุ่มประเทศตลาดร่วมอเมริกาใต้ (Mercosur) ประกอบด้วยบราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย และปารากวัย และการสรุปผลการเจรจากับอินเดียและออสเตรเลีย ภายหลังจากที่การเจรจาในหลายกรณีใช้เวลายาวนานและมีความซับซ้อน ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นเชิงนโยบายของ EU ในการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาตลาดหลักเดิม และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การเร่งเจรจา FTA ของ EU ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า EU ได้มีการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก จะเอื้อให้ไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและการส่งออกในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น อาหารแปรรูป อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคธุรกิจของ EU มีแนวโน้มกระจายแหล่งจัดหา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป เพราะไทยก็อยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับ EU</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน การขยายเครือข่าย FTA ของ EU จะช่วยกระตุ้นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะจาก EU มีแนวโน้มเลือกลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีความเชื่อมโยงทางการค้า และสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีระบบห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และการเจรจา FTA กับ EU จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ไทยยกระดับมาตรฐานสินค้า กฎระเบียบ และระบบการค้า ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ไทยยังต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศที่มี FTA กับ EU แล้ว เช่น เวียดนามและสิงคโปร์ ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรและสามารถเข้าถึงตลาด EU ได้ก่อน ส่งผลให้สินค้าไทยบางประเภทอาจเสียเปรียบด้านราคาและส่วนแบ่งตลาดในระยะสั้น และมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของ EU ที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น อาจเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ยังไม่สามารถปรับตัวได้ทัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดังนั้น เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสและลดผลกระทบจากความท้าทายดังกล่าว ไทยจึงควรดำเนินการ โดยเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-EU เพื่อให้ไทยสามารถเข้าถึงตลาด EU ได้ในเงื่อนไขที่ทัดเทียมกับประเทศคู่แข่ง ยกระดับมาตรฐานการผลิตและความยั่งยืน โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยคาร์บอน และมาตรฐานแรงงาน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ EU เสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่การค้าในรูปแบบใหม่ เช่น การค้าดิจิทัล และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคและระดับโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับความคืบหน้าของการเจรจา FTA ไทย&ndash;EU ล่าสุด ทั้งสองฝ่ายได้จัดการเจรจารอบที่ 8 ในเดือน ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ณ จังหวัดเชียงใหม่ และสามารถสรุปข้อบทเพิ่มเติมได้อีก 3 บท ได้แก่ มาตรการเยียวยาทางการค้า ข้อยกเว้นในการใช้มาตรการต่าง ๆ ภายใต้ FTA เช่น ข้อยกเว้นเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม และข้อยกเว้นด้านความมั่นคง และหลักการประติบัติเยี่ยงคนชาติและการเปิดตลาดการค้าสินค้า ทำให้ปัจจุบันสามารถสรุปข้อบทได้แล้ว 11 บท จากทั้งหมด 24 บท การเจรจารอบถัดไปจะจัดขึ้นในเดือน มิ.ย.2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605204ed97de4a84e8d396b8f1c7c277f803f153754.jpg' type='image/jpg' length='80568' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือ สสว. ผลักดัน SME ใช้ทรัพย์สินทางปัญญา สร้างแต้มต่อทำธุรกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165008</link>
<guid isPermaLink="false">912d4dde65bc50eff33d9e56cd940045</guid>
<pubDate>Wed, 20 May 2026 15:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คิกออฟโครงการ SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วย IP เตรียมเดินสาย 6 จังหวัด ติวเข้ม SME ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาสร้างแต้มต่อในการทำธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน การตลาด การสร้างแบรนด์ การออกแบบโลโก้ การจดเครื่องหมายการค้า เผย 300 รายแรกที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับการสนับสนุนค่าจดทะเบียนสูงสุด 3,000 บาท ก่อนเปิดพื้นที่ให้นำสินค้ามาขาย เป้า 150 ราย ช่วงเดือน ก.ย.69 ตั้งเป้า 15 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คิกออฟโครงการ SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วย IP เนื่องจากเห็นว่าทรัพย์สินทางปัญญามีบทบาทสำคัญในการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการ ทั้งเรื่องการสร้างแบรนด์ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างจุดแข็งให้กับสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เพิ่มความน่าเชื่อถือ และต่อยอดโอกาสทางการค้าได้มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการดำเนินโครงการนี้ จะส่งเสริมให้ SME ไทยมีการสร้างสรรค์ คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สำคัญ มาใช้ในการสร้างแบรนด์และความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ และการผลักดันให้สินค้าที่ได้มีแบรนด์สามารถสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับ SME ผู้เป็นเจ้าของได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการยกระดับศักยภาพการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยจุดเด่นของโครงการ คือ การพัฒนาผู้ประกอบการ SME แบบครบวงจร ผ่านกิจกรรมหลัก ได้แก่ 1.จัดอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการ SME มากกว่า 300 กิจการทั่วไทย ในช่วงเดือน มิ.ย.&ndash;ส.ค.2569 ใน 6 ภูมิภาค คือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ราชบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ สงขลา และขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญด้านเศรษฐกิจและมีผู้ประกอบการ SME จำนวนมาก ให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร ทั้งการอบรมส่งเสริมความรู้ด้าน IP การตลาด และการสร้างแบรนด์ ตลอดจนให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวและให้คำแนะนำการออกแบบโลโก้และสร้างแบรนด์ ให้สามารถจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้อย่างถูกต้อง โดยเริ่มต้นที่จังหวัดราชบุรีและกรุงเทพมหานคร ช่วงเดือน มิ.ย.2569</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">2.ผู้ประกอบการ 300 คนแรกที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับการสนับสนุนค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาสูงสุด 3,000 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาได้มากขึ้น ได้รับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายและในระยะเวลาที่รวดเร็วทันใช้งาน โดยกรมได้จัดให้มีบริการ Fast Track เร่งรัดการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีความจำเป็นต้องนำเครื่องหมายการค้าไปใช้อย่างเร่งด่วน ซึ่งจะทราบผลการพิจารณาภายใน 3 เดือน นับจากวันที่ยื่นคำขอ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการได้รับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าอย่างรวดเร็ว สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และต่อยอดสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">3.เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ 150 รายที่เข้าร่วมโครงการได้นำสินค้าและบริการมาจำหน่าย พร้อมขยายโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงจับคู่การเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการ SME กับผู้ซื้อจากภาคธุรกิจต่าง ๆ เช่น โมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิต เพื่อให้เกิดการซื้อขายสร้างรายได้จริง ผ่านงานแฟร์ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 4-6 ก.ย.2569 ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวสเกต โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจ สามารถศึกษารายละเอียดและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ https://qr.ipthailand.go.th/NJs2S8Tr โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 547 4664 &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ปัจจุบัน SME ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยทั้งประเทศมี SME กว่า 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของวิสาหกิจทั้งหมด แต่สัดส่วนการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของ SME ไทยในปัจจุบันมีเพียง 34.95% ของ GDP หรือประมาณ 1.72 ล้านล้านบาท สะท้อนข้อจำกัดของ SME ไทยในการเข้าถึงตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ จึงต้องมีการติดอาวุธและสร้างความแข็งแกร่งให้ SME ไทย เพื่อให้สามารถเพิ่มส่วนแบ่งของ SME ในมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศให้เพิ่มขึ้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026052075d1ca35198ad505e068fed5f482a53d150108.jpg' type='image/jpg' length='930391' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ดีเดย์ 1 ก.ค.69 งดรับจดบริษัทแบบ Walk-in ให้ใช้ออนไลน์ช่องทางเดียว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164679</link>
<guid isPermaLink="false">51512fed8dbd368834f98fd40062d17c</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 12:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าขออนุญาตประชาชนและภาคธุรกิจ ประกาศดีเดย์ 1 ก.ค.69 ยุติการให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดในรูปแบบ Walk-in ให้ใช้ช่องทางออนไลน์ผ่านระบบ DBD Biz Regist เพียงช่องทางเดียวทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมขออนุญาตประชาชนและภาคธุรกิจ ยุติการให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดในรูปแบบ Walk-in (กระดาษ) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดรับบริบทการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชน ผลักดันให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการจดทะเบียนผ่านระบบ DBD Biz Regist เพียงช่องทางเดียว ช่วยให้ภาคธุรกิจประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาติดต่อที่สำนักงานกรม หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และลดการติดต่อแบบเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับภาคธุรกิจและประชาชนที่มาขอรับบริการ ที่อาจเป็นสาเหตุหลักนำมาซึ่งการเรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ระบบ DBD Biz Regist เป็น Key Driver สำคัญในการยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้แก่ระบบเศรษฐกิจของไทย มีการนำระบบตรวจสอบและยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐอย่างไร้รอยต่อ ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร หรือการแอบอ้างสิทธิ์ของผู้อื่น ทำให้ทุกขั้นตอนของการจดทะเบียนธุรกิจผ่านระบบ DBD Biz Regist มีมาตรฐาน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้จริง</span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><br />
โดยระบบ DBD Biz Regist เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่มีวันหยุด ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอ ตรวจสอบสถานะ และรับเอกสารสำคัญทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ทุกที่ อีกทั้งยังหมดห่วงเรื่องการใช้งาน เพราะกรมได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา แนะนำและสนับสนุนการใช้งานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มีความราบรื่น ไร้รอยต่อ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคธุรกิจและประชาชน</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">ก่อนหน้านี้ กรมพยายามให้บริการผ่านระบบออนไลน์ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ให้มีความสะดวก โดยเฉพาะให้มีความรวดเร็ว ต้องไม่เกินกว่าระยะเวลาที่ใช้ในการยื่นแบบระบบ Walk-in (กระดาษ) ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยสถิติผู้ใช้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์ (DBD Biz Regist) เดือน เม.ย.2569 สูงถึง 89.05% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย.2568 ที่มีสัดส่วน 68.15% และเฉพาะในส่วนของการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทใหม่ มีผู้ใช้บริการแตะ 94.59% เทียบกับเดือน ก.ย.2568 ที่ 76.95% โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่มีต่อระบบจดทะเบียนดิจิทัลของกรมที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ ที่ต้องการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดผ่านระบบ DBD Biz Regist หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถามข้อมูลหรือศึกษาการใช้งานระบบเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่กองทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่าน Line Official Account : @DBD1570 และ Call Center 1570</span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260519d55b7b71190886fb1f416195ba57d488120305.jpg' type='image/jpg' length='155264' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”หารือสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ร่วมมือส่งเสริม IP สินค้า GI]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164677</link>
<guid isPermaLink="false">1d3a70ad75fbc6ed51b39851077c0bcd</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 11:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ผนึกกำลังส่งเสริมและพัฒนางานด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ประเดิมยกระดับการสื่อสารสินค้า GI เพื่อให้เข้าถึงและตรงใจผู้บริโภค และร่วมมือในการอบรม สัมมนา เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และหัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนางานด้านทรัพย์สินทางปัญญามาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการของไทย และการพัฒนาแนวทางความร่วมมือด้านการตลาดและการสื่อสารให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สองฝ่ายได้สะท้อนมุมมองต่อบทบาทและความท้าทายของทรัพย์สินทางปัญญาในการพัฒนาแบรนด์ การต่อยอดผลงานสร้างสรรค์ ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยเฉพาะประเด็นการส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สะท้อนอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และคุณภาพเฉพาะถิ่นของสินค้าไทย โดยต่างเห็นพ้องว่ายังมีโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดได้อีกหลายมิติ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ได้หารือแนวทางการส่งเสริมสินค้า GI ไทยร่วมกันใน 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การนำโจทย์และกรณีศึกษาด้าน GI มาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนและโครงงานของนิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวคิดด้านการตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยมุมมองสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยให้สินค้า GI ไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขวางและทันสมัยมากยิ่งขึ้น และอีกแนวทาง คือ การร่วมกันจัดอบรมส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ GI เพื่อพัฒนาแนวทางการสื่อสารและการตลาดของสินค้า ให้สามารถเข้าถึงและตรงใจผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านภาพลักษณ์ การเล่าเรื่อง และการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางความร่วมมือในการจัดกิจกรรมอบรม สัมมนา และโครงการเผยแพร่ความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการ SME นักการตลาด นักสร้างสรรค์ และภาคธุรกิจรุ่นใหม่ ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับความเชี่ยวชาญและเครือข่ายด้านการตลาดของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้สินค้าไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับความร่วมมือระหว่างกรม และสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาเข้ากับการตลาดสมัยใหม่ เพื่อร่วมกันยกระดับมูลค่าสินค้าไทยและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SME และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศด้วยนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา&nbsp;</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605195d922946b0ddb70e8e37c36ac8740da3120054.jpg' type='image/jpg' length='246576' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จับมือ ธ.ก.ส. ผลักดันเกษตรกร ใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันขอกู้เงิน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164509</link>
<guid isPermaLink="false">593c09226927e41aa0c8969cac3fa312</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 14:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่ จ.อ่างทอง จัดกิจกรรมผลักดันเกษตรกร ใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เผยล่าสุด มีการนำไม้ยืนต้นมาใช้ค้ำประกันขอสินเชื่อแล้ว 4.58 แสนต้น วงเงิน 197 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง จัดกิจกรรมส่งเสริมไม้ยืนต้นหลักประกันทางธุรกิจ ณ โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริบ้านยางกลาง ตำบลสีบัวทอง อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยนำไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ผ่านองค์ความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยไฮไลต์สำคัญ คือ การสาธิตวิธีการวัดไม้ยืนต้นที่ต้องการนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อประเมินมูลค่าการให้สินเชื่อในเบื้องต้นของสถาบันการเงิน โดยต้นไม้ที่เกษตรกรนำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจกับ ธ.ก.ส. (โครงการธนาคารต้นไม้) ได้แก่ มะขาม มะกอกป่า สะเดา ต้นเต็ง รัง ประดู่บ้าน ประดู่ป่า เป็นต้น รวมทั้งการประเมินการกักเก็บคาร์บอนเครดิตของต้นไม้ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับรู้ถึงคุณสมบัติที่โดดเด่นของต้นไม้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับจังหวัดอ่างทอง เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 430,000 ไร่ หรือมากกว่า 70% ของพื้นที่ทั้งหมด และมีโครงสร้างการผลิตที่พึ่งพาภาคการเกษตรเป็นหลัก โดยเฉพาะการปลูกข้าวและพืชเศรษฐกิจหลักหลากหลายชนิด การผลักดันให้นำไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรที่มีอยู่ เปลี่ยนสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในทันทีให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สร้างสภาพคล่อง ตลอดจนเพิ่มการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ GDP ประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การขับเคลื่อนให้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ จึงไม่ใช่เพียงมาตรการทางด้านสินเชื่อ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประเทศให้เข้าถึงได้โดยง่าย สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในระยะยาว โดยกรมขอขอบคุณ ธ.ก.ส. ที่เห็นหน่วยงานหลักในการร่วมผลักดันกับกรม ให้สามารถนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ&rdquo;นายจิตรกรกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย.2569) มีผู้นำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้วกว่า 30 จังหวัด จำนวน 458,799 ต้น วงเงินค้ำประกันรวมกว่า 197 ล้านบาท ครอบคลุม 5 ภูมิภาค (ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคใต้) โดยต้นไม้ที่นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ประกอบด้วย ต้นสัก ยาง พะยอม ประดู่ป่า ประดู่บ้าน พะยูง พฤกษ์ มะขาม ไม้สกุลทุเรียน กฤษณา เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์เกษตรกรและผู้ประกอบการฐานรากทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองทะเบียนบริษัทมหาชนและหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร.0 2547 4944 &nbsp;e-mail : stro@dbd.go.th หรือ www.dbd.go.th</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605182a25b1d6a57a3043406ddb86573b4470144752.jpg' type='image/jpg' length='868443' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ลุยสอบนอมินี หลังสแกนพื้นที่ท่องเที่ยว เจอต่างชาติทำธุรกิจ 45,356 ราย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164507</link>
<guid isPermaLink="false">9671ce1496e64ea049c1adae236b3ce1</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 14:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับลูกนายกรัฐมนตรี ลุยปราบและชี้เป้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีทำธุรกิจในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว พะงัน สมุย ภูเก็ต พังงา กระบี่ พัทยา หัวหิน ปาย พบมีต่างชาติถือหุ้นในบริษัทสูงถึง 45,356 ราย จากธุรกิจที่ตั้งอยู่ในพื้นที่นี้ 88,236 ราย เตรียมตรวจเชิงลึก หากพบผิดฟันไม่เลี้ยง และส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการด้วย เพื่อกวาดล้างให้สิ้นซาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับนโยบายนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้สั่งการให้กรมที่เป็นหน่วยงานตั้งต้นในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานนำวิถีชี้เป้าให้หน่วยงานราชการอื่น ๆ ทำหน้าที่ปราบปรามการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) หรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อกวาดล้างเครือข่ายชาวต่างชาติ ที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้ทำการตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในพื้นที่เป้าหมาย รวม 88,236 ราย มีต่างชาติร่วมถือหุ้น 45,356 ราย แยกเป็น เกาะพะงัน จำนวน 3,754 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 2,381 ราย เกาะสมุย จำนวน 12,050 ราย มีชาวต่างชาติ ร่วมถือหุ้น 8,213 ราย จังหวัดภูเก็ต จำนวน 29,646 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 11,626 ราย จังหวัดพังงา จำนวน 1,685 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 346 ราย จังหวัดกระบี่ จำนวน 3,587 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 749 ราย อำเภอบางละมุง (พัทยา) จำนวน 33,314 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 19,910 ราย อำเภอหัวหิน จำนวน 4,061 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 2,081 ราย และอำเภอปาย จำนวน 139 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 50 ราย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยแนวทางการดำเนินการ กรมจะเร่งตรวจสอบในกลุ่มที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายนอมินี อาทิ บริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นในสัดส่วนสูงสุดตามกฎหมายกำหนด แต่กลับให้สิทธิ์คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท รวมถึงกรณีที่พบคนไทยถือหุ้นหรือเป็นกรรมการซ้ำซ้อนในหลายบริษัทอันผิดปกติวิสัย ซึ่งอาจเป็นการอำพรางการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และเป็นการช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 และมาตรา 37 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับตั้งแต่ 300,000&ndash;1,000,000 บาท โดยหากตรวจสอบพบ จะดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด และส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจกฎหมายที่มีอยู่ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังจะเพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยจะมีคำสั่งให้นายทะเบียน ซึ่งทำหน้าที่รับจดทะเบียน ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนว่ามีการร่วมลงทุนในการจัดตั้งนิติบุคคลจริงหรือไม่ หากไม่มีการลงทุนจริง จะทำการปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนทันที แต่ในการเพิ่มความเข้มงวดดังกล่าว จะยังคงรักษาสมดุลในการอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่ได้เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายควบคู่กันไปด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ กรมได้ดำเนินการป้องกันการจดทะเบียนบริษัทมีความเข้มงวดขึ้น โดยได้ออก 2 คำสั่งที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 และ 1 เม.ย.2569 มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้การขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% หรือมีชาวต่างชาติร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี จะต้องส่งหลักฐานทางการเงินของผู้ถือหุ้นคนไทยให้กับนายทะเบียนเพื่อตรวจสอบการลงทุนจริง และการกำหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อขอจดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันว่าผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของบริษัททุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระค่าลงทุนจริง รวมทั้งไม่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี ซึ่งสถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจภายหลังออกคำสั่งดังกล่าว ได้ช่วยลดจำนวนนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายนอมินีได้อย่างมีนัยยะสำคัญถึง 75% แต่จะต้องเพิ่มมาตรการเพื่อให้จัดการได้ครบทั้ง 100% &nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605182ddff2039af934f7a4fbb3fe6dc0b7b5144622.jpg' type='image/jpg' length='339125' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ทีมไทยแลนด์ ชี้แจง USTR ปลอดแรงงานบังคับ ปฏิเสธข้อหาการผลิตส่วนเกิน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164505</link>
<guid isPermaLink="false">7032e8ebe4ad0d68fe28073d6f2eb676</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 14:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศ เผยผลทีมไทยแลนด์เจรจาสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ยืนยันสินค้าไทยปลอดแรงงานบังคับ มีการบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างเข้มงวด และไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนการส่งสินค้าผ่านแดน มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดร่วมกับศุลกากรสหรัฐฯ พร้อมย้ำเป็นพันธมิตรการค้า ไม่ใช่ภัยคุกคาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือระดับเทคนิคกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระหว่างวันที่ 13&ndash;14 พ.ค.2569 โดยมีดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมด้วยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ กรมศุลกากร และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ว่า ได้ทำการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ในประเด็นแรงงานบังคับ (forced labor import ban และกำลังการผลิตส่วนเกิน (excess capacity) ภายใต้การไต่สวนตาม Section 301 ของ Trade Act of 1974 โดยย้ำชัดว่า ห่วงโซ่อุปทานสินค้าของไทยปลอดแรงงานบังคับ และไทยไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกกล่าวหา พร้อมตอกย้ำว่าไทยยึดมั่นในระบบการค้าเสรี และเป็นพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญของสหรัฐฯ ที่สร้างผลประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยไทยได้เน้นย้ำต่อ USTR ว่า ห่วงโซ่อุปทานสินค้าของไทยปลอดแรงงานบังคับ โดยไทยมีการบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างเข้มงวด และสินค้าส่งออกของไทยได้รับการตรวจสอบและรับรองจากผู้ซื้อในสหรัฐฯ รวมถึงองค์กรเอกชนระหว่างประเทศว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดและปราศจากแรงงานบังคับ และไทยยังอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมาย Human Rights Due Diligence (HRDD) เพื่อยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าในระยะยาว และหลังจากหารือ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการป้องกันแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับประเด็นเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่าอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ไทยขยายการส่งออกไปยังสหรัฐฯ จนส่งผลให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับไทยในระดับสูง ฝ่ายไทยได้ยืนยันว่า ไทยยึดมั่นในระบบการค้าเสรีและกลไกตลาด โดยการผลิตและการลงทุนเป็นการตัดสินใจของภาคเอกชนตามภาวะตลาดและโอกาสทางธุรกิจ ภาครัฐไม่มีนโยบายกำหนดเป้าหมายการผลิต แต่มีบทบาทในการอำนวยความสะดวกและกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมยืนยันว่าไทยไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกกล่าวหา ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักรและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนของข้อกังวลเกี่ยวกับการส่งผ่านสินค้า (Transhipment) กรมได้ย้ำถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานศุลกากรสหรัฐฯ ในการเฝ้าระวังและป้องปรามการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงการยกระดับมาตรการตรวจรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสินค้าจากไทยเป็นสินค้าที่ผ่านการแปรสภาพอย่างเพียงพอตามหลักเกณฑ์ที่สหรัฐฯ กำหนด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การหารือครั้งนี้ เป็นไปด้วยบรรยากาศที่สร้างสรรค์และเป็นมิตร โดยฝ่ายไทยได้เน้นย้ำว่า ไทยและสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรทางการค้าที่มีผลประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ไทยเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ และสินค้าจากไทยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสหรัฐฯ จึงไม่ใช่ภัยคุกคามทางการค้า พร้อมยืนยันความพร้อมที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การค้าระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนต่อไป&rdquo;นางอารดากล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260518b890b2777c885dc3dc8b3ba452314141144337.jpg' type='image/jpg' length='1227245' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” ดึง “ซี ศิวัฒน์–เอมี่ เอมิกา” เข้าครัวทำเมนูสุดพิเศษจากวัตถุดิบ GI]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164503</link>
<guid isPermaLink="false">188031ce295615fb1992ac525a8d5efc</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 14:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาดึงคู่รักนักแสดง &ldquo;ซี ศิวัฒน์&ndash;เอมี่ เอมิกา&rdquo; เข้าครัวทำเมนูสุดพิเศษจากวัตถุดิบ GI ไทย จำนวน 4 เมนู ห่อหมกปลากะพงสามน้ำมะพร้าวอ่อนบ้านแพ้ว สปาเก็ตตี้ซอสไข่เค็มไชยากุ้งบางแพเผา ยำส้มโอขาวใหญ่โบราณ และข้าวประณีตอบหม้อดินปลากุเลาเค็มตากใบ เพื่อโชว์ศักยภาพวัตถุดิบ GI ที่ทำเมนูได้หลากหลาย พร้อมชวนแฟนคลับทำตาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับคู่รักนักแสดง &ldquo;ซี ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์&rdquo; และ &ldquo;เอมี่ เอมิกา กลิ่นประทุม&rdquo; ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไทย ผ่านเมนูอาหารสไตล์ Home Cooking ที่ทั้งสนุกสนานและสอดแทรกสาระความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบ GI ท้องถิ่นคุณภาพของไทย ผ่านรายการ &ldquo;เอมิกาเข้าครัว&rdquo; โดยกำหนดทำ 4 เมนูสุดพิเศษจากวัตถุดิบ GI ที่มีคุณภาพและมีชื่อเสียงจากหลากหลายพื้นที่มาทำเป็นอาหารที่สะท้อนอัตลักษณ์และเสน่ห์ของท้องถิ่นไทยอย่างสร้างสรรค์ และผู้ชมสามารถลองทำตามได้ง่าย หรือนำไอเดียการทำอาหารจากวัตถุดิบ GI ไปประยุกต์ใช้ได้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยเมนูทั้ง 4 เมนู เริ่มจากเมนูที่ 1 ห่อหมกปลากะพงสามน้ำมะพร้าวอ่อนบ้านแพ้ว อาหารไทยสูตรเข้มข้นจากวัตถุดิบ GI คุณภาพ ประกอบด้วยปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา ที่มีเนื้อขาวนุ่มไม่มีกลิ่นโคลน เพิ่มเสน่ห์ความหอมหวานด้วยมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) มะพร้าวทับสะแก (ประจวบคีรีขันธ์) และปรุงรสด้วยเกลือสมุทรแม่กลอง (สมุทรสงคราม) และน้ำตาลโตนดเมืองเพชร (เพชรบุรี) รับประทานคู่กับข้าวไร่หอมหัวบอนกระบี่ ซึ่งเป็นข้าวกล้องที่มีกลิ่นหอมคล้ายเผือก เสิร์ฟในภาชนะสังคโลกสุโขทัย โดย episode นี้ ออนแอร์เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
เมนูที่ 2 สปาเก็ตตี้ซอสไข่เค็มไชยา กุ้งบางแพเผา เมนูอาหารสไตล์ฟิวชันจากวัตถุดิบ GI กุ้งก้ามกรามบางแพ (ราชบุรี) ที่มีเนื้อแน่นเด้งรสหวาน ผสานกับซอสจากไข่เค็มไชยา (สุราษฎร์ธานี) กระเทียมศรีสะเกษ ปรุงรสด้วยพริกไทยตรัง และเสิร์ฟในชามไก่ลำปาง สะท้อนเสน่ห์วัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยอย่างลงตัว โดย episode นี้ เตรียมออนแอร์วันที่ 24 พ.ค.2569</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">เมนูที่ 3 ยำส้มโอขาวใหญ่โบราณ เติมความแซ่บและความสดชื่นด้วยส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย ปรุงรสด้วยมะนาวเพชรบุรี น้ำตาลโตนดเมืองเพชร (เพชรบุรี) และเสริมความอร่อยด้วยหอมแดงศรีสะเกษ และถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน เสิร์ฟในภาชนะศิลาดลเชียงใหม่ โดย episode นี้ เตรียมออนแอร์วันที่ 7 มิ.ย.2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
เมนูที่ 4 ข้าวประณีตอบหม้อดินปลากุเลาเค็มตากใบ ใช้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม และศรีสะเกษ) เมล็ดนุ่มมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย เป็นวัตถุดิบหลักคู่กับปลากุเลาเค็มตากใบ (นราธิวาส) ที่มีเนื้อฟู กลิ่นหอม รสชาติไม่เค็มจัด อบคู่กับกระเทียมแม่ฮ่องสอน หอมแดงศรีสะเกษ พริกไทยจันท์ (จันทบุรี) และเกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน เสิร์ฟในภาชนะเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด (นนทบุรี) โดย episode นี้ เตรียมออนแอร์วันที่ 21 มิ.ย.2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การส่งเสริมสินค้า GI ไม่เพียงช่วยยกระดับเศรษฐกิจชุมชน แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศ โดยกรมมุ่งหวังให้สินค้า GI ไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ผ่านการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย สนุกสนาน และเชื่อมโยงผู้บริโภคยุคใหม่ให้เห็นคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่นใกล้ตัว พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนผู้ผลิตสามารถสร้างรายได้และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำว่าสินค้า GI ไม่ใช่แค่ของดีประจำถิ่น แต่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างแท้จริง และขอเชิญชวนทุกท่านติดตามรับชมรายการ &ldquo;เอมิกาเข้าครัว&rdquo; ได้ทาง Youtube : AmyC Channel เพื่อสนับสนุนสินค้า GI ไทยและร่วมส่งต่อคุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยขึ้นทะเบียนแล้ว 258 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 116,111 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ มีสินค้า GI ในกลุ่มอาหารกว่า 211 รายการ หรือคิดเป็น 82% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นเมนูอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลากหลาย สอดคล้องกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้ SME และชุมชน ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย GI โดยมอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเร่งเดินหน้าเชิงรุกส่งเสริมสินค้า GI ไทยอย่างครบวงจร ทั้งด้านการขึ้นทะเบียน การควบคุมคุณภาพสินค้า การขยายช่องทางการตลาด และสร้างการรับรู้สินค้า GI ในวงกว้าง เพื่อยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นสู่เมนูสร้างสรรค์ ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และต่อยอดอัตลักษณ์วัตถุดิบ GI ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260518eaf3184484ceeba803f40489b25f0d28144226.jpg' type='image/jpg' length='323524' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”สั่งลุยทำ Dashboard คาดการณ์ผลผลิตข้าวเรียลไทม์ นำวางแผนช่วยเหลือ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164389</link>
<guid isPermaLink="false">c439e53cbacbcc3adbc72c43e9fdc031</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 09:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;สั่งการเดินหน้าพัฒนา Dashboard สินค้าข้าว เชื่อมข้อมูล 3 กระทรวง พาณิชย์-เกษตร-อว. ใช้ดาวเทียม ข้อมูลการผลิต และการตลาด ให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อช่วยคาดการผลผลิตได้แบบเรียลไทม์ สามารถนำวางแผนการผลิต การตลาด มาตรการช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที นำร่อง จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนขยายให้ครบทั้งประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ยกระดับการใช้ข้อมูลเชิงลึก เพื่อบริหารจัดการอุปสงค์ อุปทานสินค้าข้าวเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยต้องเปลี่ยนจากการบริหารแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การบริหารเชิงรุกที่ใช้ข้อมูลเป็นฐาน (Data-Driven Policy) ด้วยการใช้ Dashboard คาดการณ์ผลผลิต เพื่อช่วยให้สามารถติดตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ และวางแผนการผลิต การตลาด รวมถึงการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยล่าสุด สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ อ.ภาชี และ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ติดตามและเร่งผลักดันการนำร่องระบบ Dashboard ดังกล่าว โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กรมส่งเสริมการเกษตร และเกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงปลายทางการตลาดให้เป็นข้อมูลชุดเดียวสำหรับใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผลการลงพื้นที่ พบว่า ความแม่นยำของช่วงผลผลิต ข้อมูลดาวเทียมสอดคล้องกับข้อเท็จจริงค่อนข้างสูง แต่จำเป็นต้องบูรณาการข้อมูลพันธุ์ข้าว ข้อมูลสำรวจภาคสนาม และข้อมูลช่วงการเจริญเติบโต เพื่อเพิ่มความแม่นยำ การจัดการข้อมูลพันธุ์ข้าว จำเป็นต้องรวมฐานข้อมูลให้เป็นระบบเดียว เพื่อใช้วางแผนการผลิตและเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม และการใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน จะช่วยให้หน่วยงานสามารถใช้ประโยชน์เชิงนโยบายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถบริหารจัดการการผลิตและคุณภาพได้แม่นยำ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สามารถคาดการณ์แนวโน้มตลาดและเตรียมมาตรการรองรับได้ล่วงหน้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่ ยืนยันว่า ข้อมูลดาวเทียมสามารถประเมินช่วงเวลาการเพาะปลูกได้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนา Dashboard ให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าจะยกระดับระบบดังกล่าวให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 2 เดือน เพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงในระดับพื้นที่และรองรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนในระยะต่อไป กระทรวงพาณิชย์เตรียมนำเทคโนโลยี AI และแบบจำลอง Prism Model (Precision Rice Intelligence for Strategy &amp; Market Model) มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์อุปสงค์ข้าวจากตลาดโลก เพื่อประเมินศักยภาพตลาด (Market Potential) วิเคราะห์ข้อจำกัดทางการค้า (Market Friction) และกำหนดกลยุทธ์เชิงรุก (Strategy Intelligence) ให้การส่งออกข้าวไทยสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มได้อย่างแม่นยำต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์มีแผนต่อยอดความสำเร็จจากต้นแบบความร่วมมือใน จ.พระนครศรีอยุธยา ขยายการดำเนินงานสู่ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อพลิกโฉมการบริหารจัดการข้าวด้วยเทคโนโลยี Big Data และ AI ให้สามารถติดตามสถานการณ์ผลผลิต และบริหารจัดการอุปสงค์ อุปทานได้แบบเรียลไทม์อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนการผลิต การเชื่อมโยงตลาด ไปจนถึงการกำหนดมาตรการเชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำและทันต่อสถานการณ์ เพราะเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ คือ การสร้างระบบบริหารจัดการข้าวทั้งประเทศ ที่เชื่อมโยงข้อมูลทุกระดับให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้สามารถบริหารอุปสงค์ อุปทานได้แบบเรียลไทม์ และยกระดับข้าวไทยให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260518fc4fb83859ecf9e589cc3b15b51e07ec093626.jpg' type='image/jpg' length='371070' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ยันงานบริการสู่ดิจิทัล 100% ลดติดต่อเจ้าหน้าที่ ย้ำมีเรียกสินบน ฟันไม่เลี้ยง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164343</link>
<guid isPermaLink="false">86d317f1a71ae79aa31baf39323fc0a9</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 08:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยันพร้อมตรวจสอบการทุจริต คอร์รัปชัน ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก ไม่มีละเว้น ตั้งข้อสังเกต พัฒนางานบริการเป็นดิจิทัลครบ 100% ทุกงานบริการแล้ว ลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้มาใช้บริการ ที่อาจเป็นสารตั้งต้นของการเรียกรับผลประโยชน์และการคอร์รัปชัน แต่ก็ยังมีการกล่าวอ้างเรียกรับผลประโยชน์ เตรียมนัดประชุมพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงแนวทางการทำงาน 19 พ.ค.นี้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมตระหนักถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ เนื่องจากเป็นดัชนีชี้วัดความสามารถของประเทศหลากหลายด้าน โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นประกอบการตัดสินใจลงทุนของนักธุรกิจชาวต่างชาติ รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยกรมยึดหลักธรรมาภิบาลในการปฏิบัติราชการทุกระดับ และพร้อมให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบการปฏิบัติราชการทุกขั้นตอน เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสในทุกกระบวนการทำงาน และตลอดเวลาที่ผ่านมา กรมมีความเข้มงวดต่อการกำกับดูแลการปฏิบัติราชการและการให้บริการของเจ้าหน้าที่ทุกคน และมีการกำหนดบทลงโทษอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหากมีข้อร้องเรียนจากภาคธุรกิจหรือภาคประชาชน จะรีบดำเนินการตรวจสอบโดยทันที เนื่องจากมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือต่อการให้บริการ รวมทั้งนำระบบดิจิทัลมาให้บริการในทุกกระบวนงาน ซึ่งช่วยลดการติดต่อแบบเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับภาคธุรกิจและประชาชนที่มาขอรับบริการ ที่อาจเป็นสาเหตุหลักนำมาซึ่งการเรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ จากผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ภายใต้โครงการ &ldquo;คนไทยไม่ทนคอร์รัปชัน&rdquo; ซึ่งมีการระบุชื่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ (สินบน) แม้จะอยู่ลำดับที่ 21 จาก 26 หน่วยงาน ของผลการสำรวจเรื่องจำนวนเงินต่อครั้งที่ธุรกิจจ่ายให้หน่วยงานที่ติดต่อ ก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมา ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถใช้บริการกรมผ่านระบบดิจิทัลได้ครบ 100% แล้ว เช่น การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท ผ่านระบบ DBD Biz Regist การจดทะเบียนบริษัทมหาชน ผ่านระบบ DBD e-PCL การนำส่งงบการเงิน ผ่านระบบ DBD e-Filing การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ ผ่านระบบ e-Foreign Business การจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ ผ่านระบบ e-Secured และการให้บริการข้อมูลนิติบุคคล ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ เป็นต้น ซึ่งทุกระบบที่กล่าวมามีผู้เข้าใช้บริการเกือบครบ 100% แล้ว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยกรมยังได้มีการทบทวนและปรับปรุงระบบดิจิทัลให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีโดยตลอด เพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนการให้บริการ มีการจัดทำคู่มือการปฏิบัติราชการ การให้บริการที่มีรูปแบบเดียวกัน เพื่อสร้างมาตรฐานการตรวจสอบเอกสารที่เป็นเอกภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียม และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งสร้างระบบติดตามสถานะทุกขั้นตอนของการให้บริการ เพื่อสื่อสารให้ภาคธุรกิจและประชาชนได้ทราบระยะเวลาการให้บริการที่ชัดเจน ช่วยลดความคลางแคลงใจในการให้บริการของกรม ซึ่งช่วยขจัดปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์อันเป็นต้นตอของการทุจริตคอร์รัปชัน อีกทั้งได้สั่งการเจ้าหน้าที่ให้บริการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และต้องไม่เรียกรับผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ รวมถึงได้กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน ตลอดจนมีระบบตรวจสอบภายในที่เข้มงวด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;เมื่อผลสำรวจออกมาเช่นนี้ กรมก็พร้อมเดินหน้าตรวจสอบถึงข้อกล่าวอ้างดังกล่าว โดยจะปฏิบัติบนหลักสัจธรรมและความถูกต้องที่ว่า &ldquo;ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก&rdquo; โดยไม่เข้าข้างผู้ใดทั้งสิ้น หากพบการกระทำความผิด ก็พร้อมดำเนินการลงโทษทั้งทางวินัยและทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด และจะมีการเรียกประชุมพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศในวันที่ 19 พ.ค.2569 ให้รับทราบนโยบายและข้อสั่งการในเรื่องดังกล่าว เพื่อปฏิบัติงานให้เกิดความโปร่งใสไปในทิศทางเดียวกัน&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมเห็นด้วยและขอชื่นชมกับการที่ภาคเอกชนกล้าแสดงออกและเข้ามาร่วมตรวจสอบการปฏิบัติราชการและการให้บริการของภาครัฐในทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสร้างความชอบธรรมในการประกอบธุรกิจ การใช้บริการของภาครัฐ รวมทั้งการต่อต้านและไม่ทนต่อการทุจริตคอร์รัปชันของภาครัฐ ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่มากของประเทศและเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเชื่อว่าเสียงสะท้อนของภาคธุรกิจและประชาชนจะช่วยผลักดันให้เกิดการปฏิรูปภาครัฐให้มีความโปร่งใส พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) และเดินหน้าสู่ภาครัฐโปร่งใสตามความคาดหวังของภาคธุรกิจและประชาชน แต่มีข้อสังเกตถึงสาเหตุที่มีข้อถกเถียงของเกือบทุกหน่วยงานที่ถูกกล่าวหาและไม่ยอมรับผลสำรวจ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับรูปแบบของการทำสำรวจ เช่น การเลือกหน่วยงานภาครัฐแบบเฉพาะเจาะจงเพียง 5 กลุ่ม การตอบแบบสอบถามของกลุ่มตัวอย่างเพียง 401 ราย และข้อคำถามที่อาจมีความไม่ชัดเจน ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจที่อาจคลาดเคลื่อนของผู้ตอบแบบสอบถาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับภาคธุรกิจและประชาชน หากพบเห็นเจ้าหน้าที่กรมเรียกรับผลประโยชน์ หรือทุจริตคอร์รัปชัน สามารถร้องเรียนผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th และ Call Center 1570 &nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605183c8ddc5b272219e7241a4610e196f295084236.jpg' type='image/jpg' length='93940' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยกระดับป้องกันการทุจริต ยันบริการโปร่งใส ไร้สินบน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164341</link>
<guid isPermaLink="false">97b321ee594da89c69c2ebf5530f1f72</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศยกระดับมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างจริงจัง ไม่เรียกรับผลประโยชน์หรือปฏิบัติหน้าที่มิชอบในทุกรูปแบบ กำชับทุกหน่วยงานทบทวนกระบวนการ ลดช่องว่างที่จะนำไปสู่ความไม่โปร่งใส และเปิดช่องทางให้ร้องเรียนการทุจริตถึงอธิบดีได้โดยตรง พร้อมปรับกระบวนการทำงาน ไม่ให้ใช้ช่องทางส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ และเร่งเปิดให้บริการทางออนไลน์เต็มรูปแบบ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีภาคเอกชนมีผลการสำรวจว่ากรมมีการทุจริตเรียกรับเงินในการให้บริการ ว่า กรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในทุกมิติ โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โปร่งใส และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทุกรูปแบบ โดยได้กำหนดแนวทางป้องกันปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง พร้อมเปิดรับความเห็นและให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายในการพัฒนากระบวนการทำงานให้ปราศจากการทุจริตและตรวจสอบได้ รวมทั้งยกระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลภายในองค์กร โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานภายในกรมทบทวนกระบวนการปฏิบัติงาน ลดช่องว่างที่อาจนำไปสู่ความไม่โปร่งใส รวมทั้งกำชับบุคลากรทุกระดับของกรมให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ถูกต้อง โปร่งใส และยึดหลักจริยธรรมอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันได้มีการเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแสการทุจริตที่สามารถส่งข้อมูลถึงอธิบดีได้โดยตรง ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้ 1.อีเมล dg.dip@ipthailand.go.th 2.เว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand.go.th หัวข้อบริการ &ldquo;แจ้งเรื่องร้องเรียนการทุจริตของเจ้าหน้าที่&rdquo; 3.กล่องรับความคิดเห็นส่งตรงถึงอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ณ ศูนย์บริการทรัพย์สินทางปัญญาครบวงจร (IP One) ชั้น 3 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถสะท้อนปัญหาหรือแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดยผู้แจ้งไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือหากมีข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวตนของผู้แจ้งเบาะแสได้ กรมจะคุ้มครองและเก็บรักษาข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับตามกระบวนการที่กำหนด เพื่อให้ผู้แจ้งสามารถให้ข้อเท็จจริงได้อย่างมั่นใจ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานภายในกรมเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะส่วนงานบริการที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและผู้ประกอบการ รวมทั้งกำหนดมาตรการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานข้อร้องเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ ได้มีการสื่อสารกับบุคลากรภายในองค์กร โดยเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนตระหนักถึงเรื่องจริยธรรมและความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน ควบคู่กับการเพิ่มมาตรการตรวจสอบภายในอย่างเข้มงวด และหากตรวจพบการกระทำผิด จะดำเนินการทางวินัยและตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดถึงที่สุดโดยไม่มีการละเว้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้เร่งเดินหน้าทบทวนขั้นตอนการให้บริการทั้งกระบวนงาน โดยกำหนดแนวทางการติดต่อประสานงานกับประชาชนที่อยู่ในกระบวนการขอจดทะเบียน จะไม่ใช้ช่องทางส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ แต่ดำเนินการผ่านระบบที่ตรวจสอบได้ อาทิ การให้คำปรึกษาประชาชนผ่านระบบ Tele-Consulting ซึ่งมีการบันทึกภาพ เสียงการสนทนา การส่งเสริมให้ประชาชนรับบริการของกรมผ่านช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบ ทั้งการยื่นคำขอจดทะเบียนและติดตามสถานะคำขอผ่านระบบ e-Filing การชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบ e-Payment เป็นต้น เพื่อลดการติดต่อแบบเผชิญหน้า และเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอนของการให้บริการ รวมถึงปรับปรุงคู่มือและขั้นตอนการให้บริการให้มีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถรับทราบขั้นตอน ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการได้อย่างชัดเจน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมเปิดช่องทางให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น ผ่านการประเมินความพึงพอใจหลังรับบริการ การแจ้งข้อเสนอแนะหรือร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ ของกรม เพื่อร่วมกันตรวจสอบและสร้างระบบการให้บริการปราศจากการทุจริต และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยกรมยืนยันว่าจะเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยยึดประโยชน์ของประชาชนและผู้ประกอบการเป็นสำคัญ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ยอมรับการทุจริตทุกรูปแบบเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026051858666afc627461e3ae3e208dc015c610084108.jpg' type='image/jpg' length='155112' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“พาณิชย์”ยันสกัดกั้นทุจริตทุกรูปแบบ ชูทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีช่องให้ร้องเรียน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164339</link>
<guid isPermaLink="false">41f0c8a6fad5bbfa2acfe4241779b152</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 08:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;โฆษกพาณิชย์&rdquo; ยันกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในทุกมิติ กำชับเจ้าหน้าที่ทุกระดับปฏิบัติงานด้วยความสุจริต โปร่งใส ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ พร้อมย้ำมีมาตรการกำกับดูแล ทุกระดับ และมุ่งพัฒนางานบริการไปสู่ออนไลน์เต็มรูปแบบ ลดการพบปะเจ้าหน้าที่ มีขั้นตอนดำเนินงานชัดเจน พร้อมเปิดช่องทางให้แจ้งเบาะแสได้ตลอดเวลา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีภาคเอกชนสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ และระบุว่ามีหลายหน่วยงานมีการคอร์รัปชันและเรียกรับสินบน ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในทุกมิติ โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โปร่งใส และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทุกรูปแบบ และยังได้กำหนดแนวทางป้องกันปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง พร้อมเปิดรับความเห็นและให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายในการพัฒนากระบวนการทำงานให้ปราศจากการทุจริตและตรวจสอบได้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้ยกระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลภายในองค์กร โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานภายในกระทรวงฯ ทบทวนกระบวนการปฏิบัติงาน ลดช่องว่างที่อาจนำไปสู่ความไม่โปร่งใส รวมทั้งกำชับบุคลากรทุกระดับของกระทรวงฯ ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ถูกต้อง โปร่งใส และยึดหลักจริยธรรมอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะส่วนงานบริการที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและผู้ประกอบการ รวมทั้งกำหนดมาตรการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานข้อร้องเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;เรื่องนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายและกำชับทุกหน่วยงานในกระทรวงฯ สื่อสารกับบุคลากรภายในองค์กร และเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนตระหนักถึงเรื่องจริยธรรมและความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน ควบคู่กับการเพิ่มมาตรการตรวจสอบภายในอย่างเข้มงวด และหากตรวจพบการกระทำผิด จะดำเนินการทางวินัยและตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดถึงที่สุดโดยไม่มีการละเว้น&rdquo;นายกรนิจกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายกรนิจกล่าวว่า สำหรับการป้องกันปัญหา กระทรวงฯ ได้เร่งเดินหน้าทบทวนขั้นตอนการให้บริการทั้งกระบวนงาน โดยกำหนดแนวทางการติดต่อประสานงานกับประชาชนจะไม่ใช้ช่องทางส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ แต่ดำเนินการผ่านระบบที่ตรวจสอบได้ การส่งเสริมให้ประชาชนรับบริการของกระทรวงฯ ผ่านช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบ เพื่อลดการติดต่อแบบเผชิญหน้า และเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอนของการให้บริการ รวมถึงปรับปรุงคู่มือและขั้นตอนการให้บริการให้มีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถรับทราบขั้นตอน ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการได้อย่างชัดเจน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ยังได้เปิดช่องทางให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น ผ่านการประเมินความพึงพอใจหลังรับบริการ การแจ้งข้อเสนอแนะหรือร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ ของกระทรวงฯ เพื่อร่วมกันตรวจสอบและสร้างระบบการให้บริการปราศจากการทุจริต และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยกระทรวงฯ ยืนยันว่าจะเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยยึดประโยชน์ของประชาชนและผู้ประกอบการเป็นสำคัญ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ยอมรับการทุจริตทุกรูปแบบ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการสำรวจของภาคเอกชน ระบุว่า มีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ 2 แห่ง คือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา เรียกเงิน 40,000 บาทต่อครั้ง อยู่ในลำดับที่ 15 ของหน่วยงานที่มีการเรียกเงินสูงสุด และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรียกเงิน 36,250 บาทต่อครั้ง อยู่ในลำดับที่ 21 แต่ไม่มีรายละเอียดว่าเป็นการเรียกเงินในการใช้บริการงานด้านใด หรือเรื่องอะไร</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260518893cbbad08e3bdcc71d57955b690b50b083950.jpg' type='image/jpg' length='160198' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แจ้งข่าวดี แอฟริกาใต้ยุติไต่สวน AC สินค้ายางนอกอัดลมชนิดใหม่จากไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164338</link>
<guid isPermaLink="false">3bf6da55172de47191a32f06d4bde126</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศ แจ้งข่าวดีแอฟริกาใต้ประกาศยุติการไต่สวนการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AC) สำหรับสินค้ายางนอกอัดลมชนิดใหม่ ที่ใช้กับรถยนต์นั่ง รถโดยสาร และรถบรรทุกจากไทย มีผลให้ไทยยังคงรักษาขีดความสามารถในการส่งออก และมูลค่าการส่งออกกว่า 1.5 พันล้านไว้ได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ แอฟริกาใต้ได้ประกาศยุติการไต่สวนกรณีการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AC) สำหรับสินค้ายางนอกอัดลมชนิดใหม่ (new pneumatic tyres of rubber) ที่ใช้กับรถยนต์นั่ง รถโดยสาร และรถบรรทุกจากประเทศไทย และได้เผยแพร่ประกาศดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาของแอฟริกาใต้ ทำให้ผู้ส่งออกยางรถยนต์ของไทยสามารถส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังแอฟริกาใต้ได้ตามปกติ โดยไม่ต้องถูกเรียกเก็บอากร AC เพิ่ม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยการดำเนินการดังกล่าวของกรม มีส่วนช่วยรักษาขีดความสามารถในการส่งออก และมูลค่าการส่งออกยางรถยนต์ของไทยไปยังแอฟริกาใต้ไว้ได้ โดยในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกจำนวน 1,599,770,936 บาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ความสำเร็จของการดำเนินการในครั้งนี้ ไม่เพียงแสดงถึงศักยภาพของกรมในฐานะหน่วยงานหลักของรัฐด้านการค้าระหว่างประเทศ แต่ยังตอกย้ำการทำงานเชิงรุกในการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยบนเวทีการค้าโลก ในการติดตาม วิเคราะห์ และรับมือต่อมาตรการทางการค้าที่มีความซับซ้อนในเวทีโลกได้อย่างทันท่วงที ซึ่งกรมพร้อมเคียงข้างและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรมในตลาดโลก พร้อมวางรากฐานความแข็งแกร่งให้ระบบการค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะยาวต่อไป&rdquo;นางอารดากล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2567 คณะกรรมาธิการบริหารการค้าระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ (ITAC) ประกาศเปิดไต่สวน AC ต่อมากรมได้จัดส่งหนังสือถึง ITAC เพื่อให้การพิจารณาการไต่สวน AC สำหรับสินค้าที่ส่งออกจากไทยอย่างเป็นธรรม โดยในกระบวนการดังกล่าวมีผู้ส่งออกไทยจำนวน 11 รายเข้าร่วมตอบแบบสอบถาม (Questionnaire Response) โดยกรมได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน ภายใต้หลักเกณฑ์ความตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ตลอดจนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอันดีระหว่างไทยกับสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ และประสบความสำเร็จในที่สุด</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026051822c7ed05a90719735aba056d310afb40083838.jpg' type='image/jpg' length='214739' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”นำบันเทิงไทย ร่วมงาน Marché du Film เมืองคานส์ ตั้งเป้าขาย 1.4 พันล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164337</link>
<guid isPermaLink="false">e5aac6f3efcb21f5f035a6cf5b2f67fa</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 08:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยปีนี้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นำผู้ประกอบการบันเทิงไทย ทั้งภาพยนตร์ แอนิเมชัน และธุรกิจบริการเกี่ยวเนื่อง จำนวน 15 บริษัท เข้าร่วมงาน March&eacute; du Film &ndash; Cannes Film Festival 2026 ณ เมืองคานส์ ฝรั่งเศส มั่นใจเปิดตัวสู่ตลาดต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นแน่ ตั้งเป้ามูลค่าเจรจาการค้าไม่ต่ำกว่า 1,400 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าเยี่ยมชมคูหา Thailand Pavilion ภายในงาน March&eacute; du Film&ndash;Cannes Film Festival 2026 ครั้งที่ 68 ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยในปีนี้ DITP ได้นำผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แอนิเมชัน และบริการเกี่ยวเนื่องของไทย จำนวน 15 บริษัท เข้าร่วมงาน ระหว่างวันที่ 12&ndash;20 พ.ค.2569 ภายใต้คูหา Thailand Pavilion บนพื้นที่ 82 ตารางเมตร และเป็นครั้งที่ 19 ที่ไทยนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานดังกล่าว เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ขยายช่องทางตลาดต่างประเทศ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานในปีนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ (Film Production and Distribution) จำนวน 12 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท บิบบิดี้ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด 2.บริษัท เฟียร์โฟล์คส เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด 3.บริษัท ฟิล์ม เฟรม โปรดักชั่นส์ จำกัด 4.บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด 5.บริษัท จีเอ็มเอ็ม สตูดิโอส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 6.บริษัท เอ็ม ดิสทริบิวชั่น จำกัด 7.บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด 8.บริษัท ณวลาร์ท นิมิต จำกัด 9.บริษัท ปลาบลาบลา จำกัด 10.บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 11.บริษัท ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ จำกัด 12.บริษัท ทีแอนด์ บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด และกลุ่มบริการเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Production and Post-Production Services) จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท เบนีโทน ฟิล์มส์ จำกัด 2.บริษัท เซคคันด์ สกิน สตูดิโอ จำกัด 3.บริษัท ไวท์ ไลท์ สตูดิโอ จำกัด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่า การนำผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แอนิเมชัน และบริการเกี่ยวเนื่อง เข้าร่วมงาน March&eacute; du Film ในครั้งนี้ จะช่วยสร้างโอกาสความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมบันเทิงไทยสู่เวทีโลก และจากการที่ได้หารือและพูดคุยกับผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงาน พบว่า มีโอกาสสูงมาก โดยปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าให้เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 250 คู่ และคาดว่าจะสร้างมูลค่าเจรจาการค้าได้ไม่ต่ำกว่า 1,400 ล้านบาท&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการเข้าร่วมงาน March&eacute; du Film ในปี 2568 DITP ได้นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้า (Business Matching) จำนวน 12 บริษัท ภายใต้คูหา Thailand Pavilion เป็นครั้งที่ 18 โดยภายในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 ราย จาก 140 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทั้งผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ นักลงทุน ผู้จัดจำหน่าย ศิลปิน นักแสดง และเอเยนต์จากนานาประเทศ สามารถสร้างการเจรจาการค้าได้รวม 329 นัดหมาย คิดเป็นมูลค่าการค้ารวม 504.39 ล้านบาท โดยประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ตามลำดับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
งาน March&eacute; du Film จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2502 (1959) ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ถือเป็นหนึ่งในตลาดซื้อขายภาพยนตร์ระดับนานาชาติที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดของโลก โดยจัดควบคู่กับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ (Cannes Film Festival) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลกได้พบปะเจรจาธุรกิจ ส่งเสริมความร่วมมือด้านการผลิตร่วมระหว่างประเทศ (Co-production) และขยายโอกาสการซื้อขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และคอนเทนต์ในระดับสากล</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026051805cc4e961a9f3ee38034b7a47d78bb9a083527.jpg' type='image/jpg' length='704393' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ถกไปรษณีย์-INET นำสินค้าชุมชน-SME ขายผ่านออนไลน์ ช่วยเพิ่มรายได้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164333</link>
<guid isPermaLink="false">aa0ed59fcd743bce55479e278f4e63cf</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 08:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหารือผู้บริหารไปรษณีย์-INET ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce เดินหน้าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; เปิดรับสมัครผู้ประกอบการชุมชน SME รายย่อย เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 2,000 ราย นำสินค้าเข้าขายในแพลตฟอร์ม เพื่อเพิ่มยอดขาย เผยจะช่วยคูปองส่วนลด 5 แสนใบ ฟรีค่าขนส่ง เว้นเก็บค่า GP ดีเดย์เปิดตัว 2 มิ.ย.69 ตั้งเป้าเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมหารือกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET ดำเนินงานภายใต้บริษัท เน็กซ์ เจน ชอป จำกัด กำหนดกรอบแนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวรับสถานการณ์เศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเร่งผลักดันให้ SME เข้าถึงตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการดำเนินโครงการนี้ ได้ตั้งเป้าดึงผู้ประกอบการชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และ SME เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 2,000 ราย ภายในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.2569 ผ่านความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce เพื่อช่วยสนับสนุนด้านการตลาดออนไลน์ การจัดโปรโมชัน และเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ กับกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้า อาทิ คูปองส่วนลดสินค้า 500,000 คูปอง ฟรีค่าขนส่ง อีกทั้งแพลตฟอร์มจะยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียม GP กับร้านค้ากว่า 2,000 ราย รวมทั้งจัดแคมเปญไลฟ์จำหน่ายสินค้าโดยอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเพิ่มช่องทาง การจำหน่าย สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กรมยังได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ประชาสัมพันธ์การรับสมัครเข้าร่วมกิจกรรมไปยังกลุ่มเป้าหมาย ให้นำสินค้าไทยขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งจะช่วยสร้างตัวตนของผู้ประกอบการในระดับชุมชนและ SME ให้เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ และเป็นการเพิ่มช่องทางการเพิ่มรายได้และความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับโครงการนี้ เป็นการต่อยอดนโยบายกระทรวงพาณิชย์ในการดูแลค่าครองชีพประชาชน บรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเร่งด่วน ผ่านการสร้างรายได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และ SME ไทยอย่างทั่วถึง และจะเปิดตัวในวันที่ 2 มิ.ย.2569 คาดว่า จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซได้มากขึ้น จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างรายได้สู่ผู้ประกอบการฐานรากทั่วประเทศ และยังเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าไทยคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม โดยผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร 02-547-5959, Call Center 1570 และ www.dbd.go.th&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605180f8cb3d74914299abbffb1233bbbfd6e082752.jpg' type='image/jpg' length='140177' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รถพุ่มพวงเริ่มวิ่งแล้ววันนี้ ขนของถูก 14 รายการ ขายลดภาระค่าครองชีพคนไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164331</link>
<guid isPermaLink="false">1fde56a1b863aa4cb5338c5f7dd1f48f</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 08:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;รองปลัดพาณิชย์&rdquo; ปล่อยขบวนรถพุ่มพวง นำสินค้าราคาถูก 14 รายการ จำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ทั้ง 16 ตำบลของ อ.สามพราน จ.นครปฐม ส่วนพื้นที่อื่นทั่วประเทศ ก็มีรถพุ่มพวง 3,800 คัน วิ่งจำหน่ายเช่นเดียวกัน เผยยังได้ติดตามการขายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ ห้างค้าส่งค้าปลีก พบบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ประชาชนแห่มาจับจ่ายใช้สอย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันนี้ (15 พ.ค.) เป็นวันเริ่มต้นปล่อยขบวนรถพุ่มพวงพร้อมกันทั่วประเทศ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน&rdquo; ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 โดยตนได้ลงพื้นที่ร่วมกับ น.ส.อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ปล่อยขบวนรถพุ่มพวง ณ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จะนำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นในราคาพิเศษ จำนวน 14 รายการ เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำปลา ซอสหอยนางรม ผงชูรส ข้าวหอมปทุม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หอยลายกระป๋อง ปลากระป๋อง น้ำยาล้างจาน แชมพู ครีมนวดผม ครีมอาบน้ำ ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ ไปจำหน่ายในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ในเขตอำเภอสามพราน ทั้ง 16 ตำบล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยผ่านรถพุ่มพวง เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาพิเศษสู่ชุมชนทั่วประเทศ นอกเหนือจากการจำหน่ายในห้างค้าส่งค้าปลีก การจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอในทุกวันศุกร์ของเดือน พ.ค.2569 และการจำหน่าย ณ ที่ทำการไปรษณีย์ในทุกวันทำการ ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในการเข้าถึงสินค้าราคาพิเศษอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดได้ยาก โดยในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ ก็มีการส่งรถพุ่มพวง นำสินค้าราคาถูกไปจำหน่ายเช่นเดียวกัน มีรถวิ่งทั้งประเทศจำนวน 3,800 คัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ร.ต.จักรากล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้ตรวจเยี่ยมจุดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอสามพราน อำเภอสามพราน และบริเวณอาคารอเนกประสงค์กองร้อย อส. ศูนย์ราชการจังหวัดนครปฐม อำเภอเมืองนครปฐมด้วย พบว่า มีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาพิเศษ อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ซักล้างต่าง ๆ และชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนจากองค์การค้าของ สกสค. (ศึกษาภัณฑ์) และยังมีสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการชุมชน &nbsp;SME และผลไม้ในพื้นที่และนอกพื้นที่จังหวัดนครปฐมมาวางจำหน่ายด้วย เช่น ทุเรียน มะพร้าว ส้มโอ และฝรั่ง เพื่อช่วยเกษตรกรให้มีช่องทางการจำหน่ายมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ยังได้ตรวจเยี่ยมการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า Back to school 2026 ณ ห้างโลตัส สาขานครปฐม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม พบว่า มีการจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนหลากหลายรายการ และมีพ่อแม่ผู้ปกครองมาเลือกซื้อสินค้าให้แก่บุตรหลานในช่วงก่อนเปิดเทอมกันอย่างคึกคัก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน สินค้าชุมชน สินค้า SME และผลไม้ ในภาพรวมได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งต้องขอบคุณกระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ ผู้ประกอบการ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ได้บูรณาการการทำงานงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนไปเลือกซื้อสินค้าไทยช่วยไทยกันตามสถานที่ ๆ สะดวก นอกจากจะช่วยลดภาระค่าครองชีพแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน SME และเกษตรกร ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย&rdquo;ร.ต.จักรากล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605186b26fdd97653729042a0c5d01a320f02082637.jpg' type='image/jpg' length='380697' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สรุปผลการดำเนินโครงการร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ประจำเดือน เมษายน 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164142</link>
<guid isPermaLink="false">15da2b04d9232f3246069745a55f97d5</guid>
<pubDate>Fri, 15 May 2026 14:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260515af21d0c97db2e27e13572cbf59eb343d140332.jpg' type='image/jpg' length='158912' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.ศึกษาตลาดอินฟลูเอนเซอร์ พบเติบโตต่อเนื่อง สร้างโอกาสการค้ายุคดิจิทัล]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164084</link>
<guid isPermaLink="false">f1ad1e12ea1b246feb00b0048ad0ad77</guid>
<pubDate>Fri, 15 May 2026 11:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.ทำรายงานการศึกษา เรื่อง &ldquo;Influencer Economy: จากคอนเทนต์สู่การค้ายุคดิจิทัล&rdquo; พบมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งในตลาดระดับโลกและในไทย สร้างโอกาสในการทำการค้ายุคดิจิทัล เผย 3 ประเทศสำคัญ จีน สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ล้วนมีมาตรการส่งเสริมและกำกับดูแล ส่วนไทยก็มีการกำกับดูแลเช่นเดียวกัน แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องทำทั้งส่งเสริมและกำกับดูแล เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้เล็งเห็นความสำคัญของอินฟลูเอนเซอร์ ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้ติดตามและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ จึงได้จัดทำรายงานการศึกษา เรื่อง &ldquo;Influencer Economy: จากคอนเทนต์สู่การค้ายุคดิจิทัล&rdquo; โดยศึกษาสถานการณ์เศรษฐกิจและการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ ทั้งในระดับโลกและไทย นโยบายของประเทศต่าง ๆ รวมถึงของไทย รวมถึงวิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) หมายถึง บุคคลที่ผลิตเนื้อหา (Content) สำหรับเผยแพร่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และมีอิทธิพลต่อทัศนคติ การรับรู้ และพฤติกรรมของผู้ติดตาม (Followers) ในการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ และเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Economy) คือ ระบบเศรษฐกิจ ที่ขับเคลื่อนด้วยอินฟลูเอนเซอร์ โดยการผลิตคอนเทนต์ ถ่ายทอดประสบการณ์ แสดงความคิดเห็น และสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย จนสามารถมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้ติดตามและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์จึงประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ส่วน ได้แก่ อินฟลูเอนเซอร์ แพลตฟอร์มออนไลน์ ธุรกิจ/แบรนด์/ผู้ประกอบการ เครื่องมือสร้างรายได้และการซื้อขาย และผู้ติดตาม/ผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทวิจัยการตลาด Introspective Market Research รายงานว่า ในปี 2566 เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกมีมูลค่า 4.39 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่า ในช่วงปี 2567&ndash;2575 จะเติบโตเฉลี่ย 33.9% ต่อปี จนมีมูลค่า 6.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2575 และในปี 2568 การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลก มีมูลค่า 3.26 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าในช่วงปี 2568&ndash;2575 จะยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเติบโตเฉลี่ยถึง 51.90% ต่อปี ทั้งนี้ ในปี 2568 มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทั่วโลกเป็นอินฟลูเอนเซอร์ประมาณ 127 ล้านคน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ขยายตัว คือ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ที่ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด และช่วยสร้างสรรค์ผลงาน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ สนค. ได้ศึกษาแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ใน 3 ประเทศ ได้แก่ จีน สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ พบว่า มูลค่าการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ของแต่ละประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศมีมาตรการ นโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ที่แตกต่างกัน ทั้งการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล การกำกับดูแลเนื้อหาออนไลน์ การคุ้มครองผู้บริโภค และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยจีนออกระเบียบว่าด้วยการกำกับดูแลระบบนิเวศเนื้อหาข้อมูลออนไลน์ของจีน ที่กำกับผู้ผลิตเนื้อหา ผู้ใช้บริการ และแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อเนื้อหาออนไลน์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่เหมาะสม กำหนดนโยบายควบคุมอินฟลูเอนเซอร์เพื่อป้องกันอินฟลูเอนเซอร์เผยแพร่ข้อมูลเท็จ ในขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมอินฟลูเอนเซอร์ โดยจัดทำระบบมาตรฐานทักษะวิชาชีพสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ สหรัฐฯ ปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับรองสินค้า (Endorsement Guides) ที่ห้ามซื้อ-ขายจำนวนผู้ติดตาม จำนวนการมองเห็น ห้ามรีวิวปลอม และควบคุมคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI และให้ความสำคัญกับการปกป้องความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในประเทศ โดยบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดต่อบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ (Antitrust Enforcement) และกฎหมายต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อ (Defending Against Foreign Propaganda Act) ที่กำหนดให้โฆษณาหรือคอนเทนต์ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศต้องเปิดเผยแหล่งที่มาอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการโฆษณาชวนเชื่อ และการแทรกแซงทางความคิดจากต่างประเทศ และเกาหลีใต้ได้ปรับปรุงแนวทางการโฆษณา โดยกำหนดให้อินฟลูเอนเซอร์ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน หากคอนเทนต์ได้รับการสนับสนุนหรือค่าตอบแทนจากธุรกิจ/แบรนด์ และจัดทำกรอบนโยบายที่จะส่งเสริมการตลาดและการส่งออกคอนเทนต์เกาหลี (K-Content) ที่ส่งเสริมการตลาดและการส่งออก K-Content ตลอดห่วงโซ่คุณค่า อาทิ การพัฒนาทักษะการผลิตคอนเทนต์ การใช้ AI และการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนธุรกิจคอนเทนต์และพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับไทย มีกรอบยุทธศาสตร์และแนวนโยบายสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ อาทิ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และมีกฎระเบียบกำกับดูแลและส่งเสริมเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ อาทิ กฎหมายควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลหรือเนื้อหาที่เป็นเท็จหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนภาครัฐยังมีกิจกรรมส่งเสริมการใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อการค้า การพัฒนาทักษะอินฟลูเอนเซอร์ และการมอบรางวัลให้กับอินฟลูเอนเซอร์ไทย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ของไทยขยายตัว โดยในปี 2567 ตลาดอินฟลูเอนเซอร์ของไทยมีมูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท และคาดว่า ในช่วงปี 2568&ndash;2572 จะยังคงเติบโตต่อเนื่องถึง 15&ndash;20% ต่อปี ปัจจุบันไทยมีอินฟลูเอนเซอร์กว่า 3 ล้านคน ที่สร้างมูลค่าการตลาดโฆษณาดิจิทัล 3.89 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดโฆษณาดิจิทัลรวม นอกจากนี้ อุตสาหกรรมไทยที่ทำการตลาดโดยใช้อินฟลูเอนเซอร์มากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมแฟชั่นและความงาม มีสัดส่วนรวมกันคิดเป็น 54.4% ของการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในไทย อย่างไรก็ตาม การทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ของไทยยังพึ่งพาช่องทางหลักเพียงไม่กี่แพลตฟอร์ม และกระจุกตัวอย่างมาก โดยเฉพาะ TikTok ที่มีสัดส่วนการใช้งานถึง 66% ของการทำการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยแนวทางการส่งเสริมอินฟลูเอนเซอร์ไทย สนค.มีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ควบคู่กับการกำกับดูแลอย่างครอบคลุมทุกมิติด้วย 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1.กำหนดมาตรฐาน/ระบบรับรองคุณภาพของอินฟลูเอนเซอร์ภายในประเทศ 2.ส่งเสริมเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ไทยและการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์อย่างมีประสิทธิภาพ 3.พัฒนาความรู้และทักษะอินฟลูเอนเซอร์ทุกมิติให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์มืออาชีพ 4.พัฒนากลไกกำกับดูแลคอนเทนต์ที่คนไทยสามารถเข้าถึงได้ 5.ส่งเสริมเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นธรรมในด้านต่าง ๆ ทั้งอินฟลูเอนเซอร์ แพลตฟอร์ม และค่าบริการ และ 6.ส่งเสริมการขยายตลาดของอินฟลูเอนเซอร์ไทย ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ไทยให้เติบโตอย่างมีมาตรฐาน เป็นธรรม และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026051506c4389479e40d05c4ef5359318d5405111850.jpg' type='image/jpg' length='342773' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 2 เดือน พฤษภาคม 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164082</link>
<guid isPermaLink="false">d28042abf2cf80dc29a780b20ffbd380</guid>
<pubDate>Fri, 15 May 2026 11:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260515d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e111240.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เจาะเทรนด์สิทธิบัตรความยั่งยืนโลก จีนนำโด่ง ตามด้วยญี่ปุ่น สหรัฐฯ เกาหลีใต้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164070</link>
<guid isPermaLink="false">03ceff2d1423655f152a8607a007d0ac</guid>
<pubDate>Fri, 15 May 2026 10:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์เทรนด์สิทธิบัตรด้านความยั่งยืนของโลกในรอบ 20 ปี พบเร่งตัวชัดเจนตั้งแต่ปี 63 จากนโยบายภูมิอากาศ ลงทุนพลังงานสะอาด และสีเขียว เผยจีนนำโด่งยื่นจดสิทธิบัตรสูงสุด ตามด้วยญี่ปุ่น สหรัฐฯ เกาหลีใต้ โดยมีอินเดียเป็นประเทศที่น่าจับตา ส่วนเทคโนโลยีที่ยื่นจด มี 4 กลุ่ม วัสดุหมุนเวียนทางชีวภาพ พลังงานและการลดคาร์บอน โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน และเกษตรอัจฉริยะ แนะไทยลุย AI จัดการพืช พลาสติกชีวภาพ เกษตรอัจฉริยะ การใช้ AI ในทุกอุตสาหกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในรอบ 20 ปี (2550&ndash;2569) จำนวนกว่า 793,093 กลุ่มสิทธิบัตร พบว่า เทคโนโลยีด้านความยั่งยืนเข้าสู่ช่วงเร่งตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก การลงทุนด้านพลังงานสะอาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสีเขียวในหลายประเทศ ส่งผลให้จำนวนการยื่นจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเติบโตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่เกิดพร้อมกันในหลายกลุ่มเทคโนโลยี สะท้อนการเชื่อมโยงของนวัตกรรมในหลายอุตสาหกรรมที่กำลังพัฒนาไปพร้อมกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ​เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในระดับโลก พบว่า จีนเป็นประเทศที่มีจำนวนสิทธิบัตรสูงสุด 494,401 กลุ่มสิทธิบัตร โดยมีบทบาทโดดเด่นทั้งด้านพลังงานสะอาดและวัสดุชีวภาพ ญี่ปุ่น 90,394 กลุ่มสิทธิบัตร สหรัฐฯ &nbsp;58,403 กลุ่มสิทธิบัตร และเกาหลีใต้ 45,177 กลุ่มสิทธิบัตร โดยมีอินเดียเป็นประเทศที่น่าจับตามอง เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผู้เล่นรายสำคัญในระบบนวัตกรรมด้านความยั่งยืนมีหลากหลาย ทั้งบริษัทเอกชนในภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานรัฐ และสถาบันวิจัย ซึ่งจากข้อมูลพบว่า Toyota Jidosha KK จากญี่ปุ่นเป็นผู้นำอันดับ 1 10,393 กลุ่มสิทธิบัตร โดยมีจำนวนสิทธิบัตรใกล้เคียงกับอันดับ 2 อย่าง State Grid Corporation of China จากจีน 10,022 กลุ่มสิทธิบัตร ตามด้วย Honda จากญี่ปุ่น 5,092 กลุ่มสิทธิบัตร Toshiba จากญี่ปุ่น 4,203 กลุ่มสิทธิบัตร Nissan จากญี่ปุ่น 3,972 กลุ่มสิทธิบัตร รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีและพลังงานชั้นนำอีกหลายแห่ง ชี้ให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างอุตสาหกรรมยานยนต์และโครงสร้างพื้นฐาน และยังสะท้อนให้เห็นว่าภูมิภาคเอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้อย่างแท้จริง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมนกล่าวว่า เทคโนโลยีด้านความยั่งยืนสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.เทคโนโลยีวัสดุหมุนเวียนทางชีวภาพ (Circular &amp; Bio-based) มีจำนวนกว่า 75,362 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 48.8% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบ แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ พลาสติกชีวภาพประเภท Polyhydroxyalkanoates (PHA) ที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากขึ้น พลาสติกชีวภาพ Polylactic Acid (PLA) ที่ผสมยางพาราและแป้งเทอร์โมพลาสติก เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ยืดหยุ่น และย่อยสลายได้เร็วขึ้น พลาสติกที่ผลิตจากชีวมวลสาหร่าย (Algae-Based Plastics) ซึ่งมีการปล่อยคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีการออกแบบวัสดุด้วย AI เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติของพอลิเมอร์ ทำให้สามารถพัฒนาวัสดุใหม่ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเทคโนโลยีกลุ่มนี้ อยู่ในระยะเติบโตและเริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้น มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 11.4% ต่อปี โดยลักษณะการเติบโตของตลาดไม่ได้เป็นการพลิกอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว (Disruption) แต่เป็นการทดแทนวัสดุเดิมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งต้องอาศัยศักยภาพด้านการผลิตเชิงอุตสาหกรรมมากกว่าความเร็วของนวัตกรรม โดยคาดว่าตลาดพลาสติกชีวภาพจะมีมูลค่าสูงถึง 47&ndash;107 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
​2.เทคโนโลยีพลังงานและการลดคาร์บอน (Energy &amp; Decarbonization) มีจำนวนกว่า 68,694 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 44.5% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เซลล์แสงอาทิตย์แบบ Perovskite ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น กังหันลมนอกชายฝั่งแบบลอยน้ำ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานทางเลือก เช่น Sodium-ion และ Zinc-based batteries ที่ปลอดภัยและมีราคาถูกลง รวมถึงระบบ AI และ Smart Grid Integration ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าพลังงานลมได้ถึง 20% เป็นต้น ตลาดเทคโนโลยีในกลุ่มนี้เป็นตลาดขนาดใหญ่ แม้จะยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 13.8% ต่อปี แต่เริ่มเข้าสู่ช่วงการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น ตลาดนี้จึงเหมาะกับบริษัทหรือองค์กรที่มีศักยภาพด้านเงินทุน เข้าใจทิศทางนโยบายของรัฐ และสามารถพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
​3.เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน (Smart Infrastructure) มีจำนวน 5,762 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 3.7% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน ตลาดกลุ่มนี้มีขนาดเล็กกว่า 2 กลุ่มแรก แต่มีการเติบโตที่น่าสนใจ โดยเกิดจากการบูรณาการเทคโนโลยีมากกว่าพัฒนาเทคโนโลยีใหม่โดยตรง แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยี Digital Twin สำหรับระบบ Smart City เทคโนโลยี AI และ Machine Learning เพื่อวิเคราะห์และบริหารจัดการพลังงาน รวมทั้ง Edge Computing ที่ช่วยประมวลผลข้อมูลเพื่อรองรับการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ในระบบอาคารอัจฉริยะ เทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในระยะเร่งเติบโต มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15.5% ต่อปี โดยมีการบูรณาการระหว่างพลังงาน ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานเข้าสู่ระบบเมืองแห่งอนาคต ผู้เล่นที่ได้เปรียบจึงไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีล้ำที่สุด แต่เป็นผู้ที่สามารถเชื่อมโยงระบบเทคโนโลยีได้หลากหลายและมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
4.เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน (Precision Farming) มีจำนวน 4,532 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 2.9% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ ระบบ Smart Irrigation ที่ใช้เซนเซอร์วัดความชื้นของดินร่วมกับระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อลดการใช้น้ำ เทคโนโลยีโดรนอัจฉริยะที่ใช้ AI วิเคราะห์สภาพแปลงเพาะปลูกและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำเกษตร เทคโนโลยีตรวจจับโรคพืชขั้นสูงด้วย AI ที่สามารถวิเคราะห์และตรวจจับความผิดปกติของพืชได้อย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบูรณาการ AI และ Machine Learning เพื่อช่วยพยากรณ์ผลผลิตและจัดสรรทรัพยากรทางการเกษตรให้เหมาะสม ตลาดเทคโนโลยีกลุ่มนี้ อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโตและเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตเร็วที่สุด โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 28.6% ต่อปี ขณะที่ผู้เล่นหลักยังเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ทำให้ตลาดยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก โดยคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดแตะระดับ 21.2&ndash;24.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"><br />
นางอรมนกล่าวว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลสถิติการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านความยั่งยืนในไทย ในช่วง 5 ปี (2564-2568) พบว่า ไทยมีลักษณะเป็นผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมากกว่าการเป็นผู้นำในการสร้างเทคโนโลยีต้นน้ำ จึงยังมีช่องว่างระหว่างผู้ยื่นชาวไทยและต่างชาติในตลาดสิทธิบัตรพอสมควร โดยคำขอสิทธิบัตร 3 อันดับแรกในไทย ได้แก่ 1.กลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน 438 คำขอ (ไทย 54 คำขอ ต่างชาติ 384 คำขอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบตเตอรีและระบบควบคุม) 2.กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด 161 คำขอ (ไทย 23 คำขอ ต่างชาติ 138 คำขอ) และ 3.กลุ่มเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ 46 คำขอ (ไทย 9 คำขอ ต่างชาติ 37 คำขอ) ขณะที่คำขออนุสิทธิบัตร 3 อันดับแรกในไทย ได้แก่ 1.กลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน 116 คำขอ (ไทย 108 คำขอ ต่างชาติ 8 คำขอ) 2.กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด 66 คำขอ (ไทย 63 คำขอ ต่างชาติ 3 คำขอ) และ 3.กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ 18 คำขอ (ผู้ยื่นไทยทั้งหมด)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผู้ยื่นขอรับสิทธิบัตรในไทย ส่วนใหญ่เป็นค่ายยานยนต์จากประเทศญี่ปุ่นและจีน ได้แก่ Toyota, Isuzu, Honda และ BYD ขณะที่หน่วยงานไทยที่โดดเด่นในการยื่นขอรับสิทธิบัตร คือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) อย่างไรก็ดี จุดแข็งของไทย คือ การพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อประยุกต์ใช้งานจริง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน เช่น ฉนวนกันความร้อน อุปกรณ์ประหยัดไฟ เป็นต้น มีการยื่นขอรับอนุสิทธิบัตรสูงถึง 108 คำขอ โดยผู้ครองตลาดอนุสิทธิบัตรเป็นกลุ่มสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัย เช่น สวทช. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
สำหรับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีความยั่งยืนในอนาคต คาดว่าจำนวนสิทธิบัตรโลกจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าภายในปี 2573 ประเทศไทยจึงควรเร่งปรับตัวผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ 1.Invest Now ควรเร่งลงทุนในกลุ่มที่มีผลกระทบสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ เช่น AI สำหรับจัดการพืช, แบตเตอรี Solid-state และพลาสติกชีวภาพ PHA 2.Tropical Innovation สร้างความแตกต่างด้วยการพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะกับภูมิอากาศเขตร้อน เช่น ระบบเกษตรอัจฉริยะสำหรับพืชเศรษฐกิจของไทย ไม่ว่าจะเป็นอ้อย มันสำปะหลัง หรือยางพารา รวมถึงการพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่ทนความชื้นสูง ซึ่งเทคโนโลยีจากประเทศในเขตอบอุ่นมักไม่ตอบโจทย์การใช้งานในพื้นที่เขตร้อน และ 3.AI as Infrastructure ทุกธุรกิจต้องตระหนักว่า AI, IoT และ Big Data คือแกนกลางร่วมของนวัตกรรมยุคใหม่ ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม ทั้งนี้ นวัตกรรมความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีเดี่ยวไปสู่นวัตกรรมระดับระบบ (System-level Innovation) และประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญในการเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมสำหรับเขตร้อน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในห่วงโซ่คุณค่าสีเขียวระดับโลกในระยะยาว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605156aa8fe3eddccb7819aba1a1d4e7d2310103651.jpg' type='image/jpg' length='206929' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ไทย-อาเซียน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ร่วมมือพลังงาน ไฟฟ้า ก๊าซ อาหาร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164069</link>
<guid isPermaLink="false">f2bebcc4977523d7ca9f5129366c992b</guid>
<pubDate>Fri, 15 May 2026 10:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ไทยร่วมอาเซียน วางแนวทางรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เดินหน้าร่วมมือพลังงาน ภายใต้กรอบความตกลงอาเซียนด้านความมั่นคงปิโตรเลียมให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว และร่วมมือโครงข่ายไฟฟ้าและโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน พร้อมเร่งสร้างความมั่นคงอาหาร และผลักดันความตกลง DEFA ให้สำเร็จ และลงนามปลายปีนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ครั้งที่ 27 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยอาเซียนได้หารือถึงวิกฤตในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของภูมิภาคทั้งในด้านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน จึงได้ร่วมกันวางแนวทางรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยด้านพลังงาน เห็นว่า การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในสินค้าจำเป็นที่เป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาเซียนจะเน้นการสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อวิกฤตและความท้าทายทางภูมิเศรษฐศาสตร์ในระยะยาว เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานให้มีเสถียรภาพ เพิ่มการค้า การลงทุนภายในอาเซียนให้สะดวกมากขึ้น และผันวิกฤตพลังงานด้วยการยกระดับความมั่นคงพลังงาน โดยเฉพาะการเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาคภายใต้กรอบความตกลงอาเซียนด้านความมั่นคงปิโตรเลียมให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว และเดินหน้าความร่วมมือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนและโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ จะเร่งสร้างความมั่นคงอาหารของอาเซียน โดยใช้ประโยชน์จากกลไกสำรองอาหารระดับภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงอาหารอาเซียน เพื่อติดตามสถานการณ์ผลกระทบต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน อาเซียนได้เข้าร่วมการประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อเสนอแนะการดำเนินการในมิติด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภูมิภาคตอบสนองต่อผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง และไทยได้นำการหารือในระดับนโยบาย เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นคงค้างสำคัญของการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA) ที่ใกล้ได้ข้อสรุปทั้งหมด โดยคาดว่าจะสามารถลงนามความตกลงได้ในช่วงการประชุมผู้นำอาเซียนปลายปีนี้</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605152c02924013d68fd9cf572e9e5e26b592103507.jpg' type='image/jpg' length='197185' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP จับมือซูเปอร์มาร์เก็ตผูผู่ ไลฟ์สดขายผลไม้-สินค้าไทย ชม.เดียว 1.33 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164037</link>
<guid isPermaLink="false">b43e9eaf0d99b0f377aa45de165bcb8c</guid>
<pubDate>Fri, 15 May 2026 09:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ไทย และสินค้าไทย ร่วมกับแพลตฟอร์มซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ผูผู่ในเมืองเซี่ยเหมิน เปิดไลฟ์สดขายแค่ชั่วโมงเดียว ฟันยอดขาย 1.33 ล้านบาท คาดหลังสิ้นสุดแคมเปญ ทำยอดได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท เผยทูตพาณิชย์ยังได้ร่วมไลฟ์สด ขายทุเรียนและมังคุด พร้อมชี้แจงแหล่งปลูก มาตรฐาน สาธิตการปอก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศที่เป็นเป้าหมายการส่งออกผลไม้ของไทย ดำเนินการตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งขยายตลาดผลไม้ไทยเพื่อรองรับฤดูกาลผลไม้ที่กำลังออกสู่ตลาด โดยล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวสายพร ใบบริบาลกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน ถึงผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าไทยบนแพลตฟอร์มซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ผูผู่ (PUPU) ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ชาวจีนให้ความสนใจเข้ามารับชมและสั่งซื้อผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยสินค้าไทยที่นำเข้าร่วมจัดทำรายการส่งเสริมการขาย อาทิ ทุเรียน มังคุด มะพร้าว ลำไย ส้มโอ ข้าว มะพร้าวบรรจุขวด ทุเรียนแช่แข็ง ข้าวตังหมูหยอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แป้งมัน สาหร่ายปรุงรส เครื่องสำอาง &nbsp;และแพลตฟอร์มได้จัดทำโปรโมชันแจกคูปองส่วนลดเฉลิมฉลองวันแม่ของจีนเป็นพิเศษ มียอดขายเบื้องต้นจากการไลฟ์แล้วกว่า 280,000 หยวน คิดเป็นกว่า 1,330,000 บาท ภายใน 1 ชั่วโมง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในการจัดกิจกรรม ทูตพาณิชย์เมืองเซี่ยเหมินได้ร่วมไลฟ์ขายทุเรียนและมังคุดกับ KOL เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา รวมถึงได้อธิบายให้ทราบถึงแหล่งเพาะปลูก มาตรฐานผลไม้ไทย สาธิตปอกทุเรียนและมังคุดเพื่อการันตีคุณภาพ การตอบคำข้อซักถามของผู้เข้าชมไลฟ์เรื่องฤดูกาลของผลไม้ไทย รวมถึงได้ประชาสัมพันธ์คุณภาพทุเรียนแช่แข็งและทุเรียนแปรรูปของไทย หลังจากนั้น KOL ประจำช่องได้สลับกันไลฟ์ขายสินค้าไทยตลอดทั้งวัน และไลฟ์ขายทุเรียนและมังคุดตลอดจนสินค้าไทยอื่น ๆ ตลอดทั้งเดือน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ทูตพาณิชย์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวแจ้งว่า สินค้าไทยที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในแพลตฟอร์มเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และการทำรายการส่งเสริมการขาย จะยิ่งทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในสินค้าไทยมากยิ่งขึ้นอีก โดยปีนี้ ผลผลิตทุเรียนไทยรสชาติดีและมีคุณภาพ ลูกค้ามีอัตราความพึงพอใจสูง คาดว่าทั้งทุเรียนและมังคุดรวมถึงสินค้าไทยอื่น ๆ จะได้รับความนิยมและมียอดขายตามเป้าหมายคือประมาณ 100 ล้านบาท เมื่อสิ้นสุดแคมเปญ&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแพลตฟอร์มซูเปอร์มาร์เก็ตผูผู่ (PUPU) เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ทั้งสินค้านำเข้าและสินค้าท้องถิ่น ผ่านระบบแอปพลิเคชันและมีบริการจัดส่งตรงถึงบ้าน ให้บริการครอบคลุมเมืองสำคัญในมณฑลฝูเจี้ยนและพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ เมืองเซี่ยเหมิน ฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน เมืองเซินเจิ้น เมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย เมืองเฉิงตู และมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นลูกค้าที่สั่งซื้อเป็นประจำ 30 ล้านบัญชี ในจำนวนนี้ อยู่ในมณฑลฝูเจี้ยนสูงถึง 4.5 ล้านบัญชี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ที่อยู่ในจีนทั้ง 7 แห่ง กำลังเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ไทย ในช่วงฤดูกาลผลไม้ที่กำลังออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และเร่งส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตผลไม้เมืองร้อน (Thailand : The Land of Tropical Fruits) เพื่อสร้างการรับรู้ และกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยในจีนต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605152f26c02d79719ad3ec2ca9a895f7d557092323.jpg' type='image/jpg' length='204068' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ควง “ซาบีดา” เปิด Thailand Pavilion งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164035</link>
<guid isPermaLink="false">a2260fb35f7bee666c6724dcc8ecd1bd</guid>
<pubDate>Fri, 15 May 2026 09:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&quot;ศุภจี&rdquo;ควง &ldquo;ซาบีดา&rdquo; เปิด Thailand Pavilion ภายในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ที่ฝรั่งเศส โชว์ศักยภาพภาพยนต์และวิดีทัศน์ของไทย มั่นใจการเข้าร่วมงานจะทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างพันธมิตร และเพิ่มโอกาสขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ปลื้ม 2 ภาพยนตร์ไทย ได้รับคัดเลือกให้ฉายในเทศกาล ย้ำมีมาตรการดึงต่างชาติลงทุนผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ในไทย ได้รับเงินคืนสูงสุด 20%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดคูหาประชาสัมพันธ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ในนามประเทศไทย หรือ Thailand Pavilion ภายในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ระหว่างวันที่ 12-23 พ.ค.2569 ณ หมู่บ้านนานาชาติ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของไทย เป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพสูง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และส่งเสริมการจ้างงาน รวมถึงเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และภาพยนตร์ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และการเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้ผลงานไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ต้องขอชื่นชมการบูรณาการความร่วมมือของภาครัฐ ทั้งกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไทยมีบทบาทบนเวทีระดับโลก ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์วัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก ภายใต้แนวคิด Content Thailand ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาผลงานคุณภาพ และผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยประเทศไทยได้มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ขอแสดงความยินดีกับภาพยนตร์เรื่อง 9 Temples to Heaven (9 วัดสู่สวรรค์) และ What do you seek in the dark? (หาอะไร?) ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 โดย 9 Temples to Heaven ได้รับคัดเลือกในสาย Directors&rsquo; Fortnight และ &ldquo;What Do You Seek in the Dark?&rdquo; ได้รับคัดเลือกในสาย Critics&rsquo; Week ซึ่งนับเป็นความสำเร็จสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทยบนเวทีโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังจัดกิจกรรม Thai Pitch โดยนำโครงการภาพยนตร์ที่ผ่านการคัดเลือก อย่างพิถีพิถัน จำนวน 3 โครงการ มานำเสนอแนวคิดและศักยภาพของผลงานต่อนักลงทุน ผู้ร่วมผลิต และผู้ที่สนใจจากนานาประเทศ โดยมีผู้กำกับและผู้สร้างภาพยนตร์เข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนและต่อยอดความร่วมมือ และยังได้จัดกิจกรรมร่วมกับสื่อชั้นนำในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และบันเทิงระดับโลก &ldquo;Deadline&quot; ภายใต้ชื่อ &ldquo;Thai Cinema Global Showcase 2026&rdquo; นำเสนอภาพยนตร์ไทยที่มีความโดดเด่น จำนวน 5 เรื่อง โดยนำตัวแทน 5 บริษัท ร่วมพูดคุยเพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดนานาชาติ พร้อมกันนี้ ยังได้นำผู้ประกอบการไทยจำนวน 15 บริษัท เข้าร่วมตลาดภาพยนตร์ เพื่อจัดแสดงผลงานและเจรจาธุรกิจในระดับนานาชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับความพิเศษสำคัญในปีนี้ ประเทศไทยได้ประกาศมาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์จากต่างประเทศ โดยบริษัทต่างชาติที่ว่าจ้างผู้ผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของไทยที่มีมูลค่าสัญญาขั้นต่ำต่อโครงการ ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับการสนับสนุนในรูปแบบเงินคืน (Cash Rebate) สูงสุดถึง 20% โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมบริการด้านการผลิตดิจิทัลคอนเทนต์อย่างครบวงจร อาทิ แอนิเมชัน วิชวลเอฟเฟกต์ เกม และงานโพสต์โปรดักชัน &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 15 บริษัทที่เข้าร่วมงานในปีนี้ ประกอบด้วย ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ (Film Production and Distribution) จำนวน 12 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท บิบบิดี้ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด 2.บริษัท เฟียร์โฟล์คส เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด 3.บริษัท ฟิล์ม เฟรม โปรดักชั่นส์ จำกัด 4.บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด 5.บริษัท จีเอ็มเอ็ม สตูดิโอส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 6.บริษัท เอ็ม ดิสทริบิวชั่น จำกัด 7.บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด 8.บริษัท ณวลาร์ท นิมิต จำกัด 9.บริษัท ปลาบลาบลา จำกัด 10.บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 11.บริษัท ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ จำกัด 12.บริษัท ทีแอนด์ บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด และบริการเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Production and Post-Production Services) จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ 13.บริษัท เบนีโทน ฟิล์มส์ จำกัด 14.บริษัท เซคคันด์ สกิน สตูดิโอ จำกัด 15.บริษัท ไวท์ ไลท์ สตูดิโอ จำกัด</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605155974b33256d839b73b8f66bd28cab583092155.jpg' type='image/jpg' length='658639' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แจงนำเข้าข้าวโพด 1 ล้านตัน เสริมความมั่นคงอาหาร ไม่กระทบเกษตรกร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163976</link>
<guid isPermaLink="false">03165a010c03e86b26af672d708cb869</guid>
<pubDate>Thu, 14 May 2026 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="font-size:28px;">&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ชี้แจงข่าวการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นการลงนามระหว่างภาคเอกชนไทยและสหรัฐฯ ช่วงต้นเดือน พ.ค.69 เพื่อประกันความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานอาหาร ให้มีวัตถุดิบเพียงพอทำอาหารสัตว์ ช่วยอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์มีความมั่นคง เหตุแต่ละปีไทยผลิตได้ 5 ล้านตัน ขาดอีก 4 แสนล้าน และการนำเข้า ต้องซื้อในประเทศให้หมดก่อน ไม่กระทบราคาเกษตรกร ส่วนรำ แกลบ ปลายข้าว มีมาตรการดูแลเต็มที่ &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="font-size:28px;">นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีปรากฎกระแสข่าวในหลายสื่อว่ามีการลงนามสัญญาเพื่อนำเข้าข้าวโพด จากสหรัฐฯ ปริมาณ 1 ล้านตัน ว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คือ ช่วงต้นเดือน พ.ค.2569 ที่ผ่านมา หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี และกระทรวงพาณิชย์ ได้รับเชิญจากภาคเอกชนของไทย เป็นสักขีพยานของการลงนามความร่วมมือในการซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ระหว่างภาคเอกชนไทยกับสหรัฐฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อ &ldquo;ประกันความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานอาหาร&rdquo; โดยนำวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและมีระบบตรวจสอบย้อนกลับไปใช้ในกระบวนการผลิต เป็นการเพิ่มทางเลือกแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และเป็นหลักประกันว่าอุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์เพื่อการบริโภคในประเทศและเพื่อส่งออกของไทย จะมีความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานอาหาร สามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้</span></span></p>

<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="font-size:28px;">สำหรับสถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ในไทย มีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละประมาณ 9 ล้านตัน ในขณะที่ในประเทศผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เพียงปีละประมาณ 5 ล้านตัน ทำให้ภาพรวมไทยมีปริมาณความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เกินกว่าปริมาณผลผลิตที่ได้อยู่ถึงปีละประมาณ 4 ล้านตัน และที่ผ่านมา มีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เมียนมา สปป.ลาว และใช้วัตถุดิบทดแทนอื่นทั้งในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศมาเพิ่มเติม เช่น ข้าวสาลี จากยูเครน และออสเตรเลีย รวมประมาณปีละ 4 ล้านตัน โดยผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดอย่างเคร่งครัด</span></span></p>

<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="font-size:28px;">โดยด้านราคา ผู้ประกอบการจะต้องซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศปริมาณ 5 ล้านตันให้หมดก่อน ผู้รวบรวมในพื้นที่ 5 จังหวัด (เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร อุทัยธานี) จะต้องรับซื้อที่ความชื้น 30% จากเกษตรกร ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 7.05 บาท และโรงงานอาหารสัตว์ (กรุงเทพฯ และปริมณฑล) จะต้องรับซื้อที่ความชื้น 14.5% ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 9.80 บาท</span></span></p>

<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="font-size:28px;">ด้านการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือวัตถุดิบทดแทนที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ จะต้องมีการกำกับดูแลไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ โดยภาพรวม หากปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ มีเพียงพอต่อความต้องการใช้ปริมาณ 9 ล้านตัน ผู้ประกอบการจะไม่มีความจำเป็นในการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือวัตถุดิบเพิ่มเติม ในทางตรงกันข้าม หากปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์มีไม่เพียงพอ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบจะมีการบริหารจัดการให้ไม่กระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="font-size:28px;">อย่างไรก็ตาม จากการกำหนดมาตรการเข้มงวดนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา, สปป.ลาว, กัมพูชา) โดยผู้นำเข้าต้องขึ้นทะเบียนและแสดงใบรับรองว่าเป็นผลผลิตที่มาจากการทำเกษตรแบบ &ldquo;ปลอดการเผา&rdquo; ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ตามนโยบายแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง ในขณะเดียวกันสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบทดแทน (ข้าวสาลี) และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่น ๆ (กากถั่วเหลือง) เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณวัตถุดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ภาคเอกชนจึงมีความจำเป็นต้องเร่งประกันความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยนำเข้าจากแหล่งวัตถุดิบนำเข้าภายใต้กรอบความตกลงทางการค้าอื่น ๆ รวมถึงสหรัฐฯ เพื่อช่วยไม่ให้เกิดภาวะวัตถุดิบขาดตลาด เพิ่มทางเลือกการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่องที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เช่น ไก่เนื้อ ไก่ไข่ สุกร และสัตว์น้ำ เนื้อสัตว์แปรรูปที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก รวมถึงเพื่อรับประกันความมั่นคงทางอาหารของประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="font-size:28px;">นอกจากนี้ ความตกลงของภาคเอกชนดังกล่าว จะเป็นกลไกหนึ่งในยุทธศาสตร์พัฒนาความสัมพันธ์การค้าไทย-สหรัฐฯ ในระยะยาว ที่กระทรวงพาณิชย์มุ่งหวังให้เป็นการวางรากฐานในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาครัฐของสหรัฐฯ ที่จะเสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และเป็นประโยชน์ต่อการเจรจาการค้าที่ทั้งสองฝ่ายพยายามที่จะเร่งสรุปผล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคการส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปของไทยที่มีตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ สินค้าประมง ผักและผลไม้แปรรูป และไทยยังสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมการส่งออกไทยได้เพิ่มเติมจากการต่อยอดอุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เพียงอย่างเดียว</span></span></p>

<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="font-size:28px;">ส่วนข้อกังวลทางด้านผลกระทบจากการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีต่อสินค้าเกษตร ที่เป็นสินค้าที่เป็นวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อาทิ รำ แกลบ ปลายข้าว กระทรวงพาณิชย์ ขอเรียนว่า ได้พูดคุยกับนายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล &nbsp;นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย สื่อสารข้อเท็จจริงการลงนามความร่วมมือในการซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ระหว่างภาคเอกชนของไทย-สหรัฐฯ แล้ว ซึ่งนายกสมาคมฯ มีความเข้าใจในวัตถุประสงค์และความจำเป็นทางด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อาหารและอาหารสัตว์ทั้งในและต่างประเทศของภาคเอกชน และเข้าใจในบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทย-สหรัฐ ซึ่งสมาคมฯ กับกระทรวงพาณิชย์จะร่วมกันกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ให้เกิดความสมดุล ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพี่น้องชาวนา โดยเฉพาะราคารำข้าวและปลายข้าวที่จะมีผลกระทบต่อราคาข้าวเปลือก</span></span></p>

<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="font-size:28px;">ทั้งนี้ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในส่วนที่เกินจากโควตา 1 ล้านตัน จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 72% บวกด้วยค่าธรรมเนียมนำเข้า 180 บาทต่อตัน จึงทำให้ต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นำเข้าย่อมแข่งขันได้ยาก เมื่อเทียบกับ วัตถุดิบในประเทศที่ไม่เจอภาษี และค่าใช้จ่ายในการขนส่งระหว่างประเทศ และการนำเข้าสินค้าเกษตร ยังมีหน่วยงานรับผิดชอบหลัก คือ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชและจัดทำพิธีสารร่วมกับประเทศคู่ค้า เพื่อวางเกณฑ์ควบคุมตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุต้นทาง พร้อมบังคับใช้มาตรการกำจัดศัตรูพืชเฉพาะทางตามมาตรฐานสากล เช่น การรมยาหรือการอบความร้อน ก่อนกำกับดูแลผ่านระบบใบอนุญาตและใบรับรองสุขอนามัยพืช (PC) โดยสินค้าทุกล็อตจะถูกสุ่มตรวจอย่างละเอียด ณ ด่านตรวจพืช เพื่อสกัดกั้นสินค้า โรค และแมลง ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเกษตรกรภายในประเทศ ขอให้ทุกภาคส่วนเบาใจได้ว่าจะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ รัดกุม และคำนึงถึงผลประโยชน์ที่สมดุลของทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร พ่อค้า ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก และผู้บริโภค</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605146ffe3deb875097c9cdfaa2fc00718a8a161917.jpg' type='image/jpg' length='181560' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยจด IP 4 เดือนปี 69 พุ่ง 25,537 คำขอ เพิ่ม 10.30%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163974</link>
<guid isPermaLink="false">79be8455297ae4a0f4fe9ef50e226938</guid>
<pubDate>Thu, 14 May 2026 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยสถิติการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในช่วง 4 เดือนของปี 69 มีจำนวน 25,537 คำขอ เพิ่มขึ้น 10.30% ส่วนยอดจดแจ้งลิขสิทธิ์ มีจำนวน 5,523 รายการ เพิ่มขึ้น 8.85% ระบุเป็นผลจากความตื่นตัวของผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ที่ให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนางานบริการให้สะดวก รวดเร็ว นำ AI มาใช้ เพิ่มการจดแบบ Fast Track<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) การยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย (เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์) รวมสูงถึง 25,537 คำขอ เพิ่มขึ้น 10.30% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 23,153 คำขอ และการรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย มีจำนวน 19,684 ฉบับ/รายการ เพิ่มขึ้น 12.86% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 17,441 ฉบับ/รายการ ส่วนลิขสิทธิ์ แม้จะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาเพียงประเภทเดียวที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่เจ้าของผลงานสามารถยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้กับกรมได้ โดยมีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 5,523 รายการ เพิ่มขึ้น 8.85% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 5,074 รายการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยมีรายละเอียดคำขอจด แจ้งข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท ได้แก่ 1.เครื่องหมายการค้า ช่วง 4 เดือนของปี 2569 มีการยื่นคำขอ 18,761 คำขอ เพิ่มขึ้น 12.15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 16,728 คำขอ กลุ่มสินค้า/บริการที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ ขยับจากอันดับ 3 ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 1 โดยมี 2,371 คำขอ สะท้อนเทรนด์การค้าที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น 2.บริการด้านค้าปลีก การขาย และการตลาด 2,069 คำขอ 3.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม 1,977 คำขอ 4.เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1,600 คำขอ และ 5.ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช ธัญพืช เครื่องปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร 1,273 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 54% และต่างชาติ 46% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ฟ็อกซ์ ฟอร์มูเลท จำกัด 160 คำขอ 2.บริษัท ไดมิเทค (ประเทศไทย) จำกัด 140 คำขอ 3.บริษัท บอร์น อโกรไซเอนซ์ จำกัด 136 คำขอ 4.บริษัท เอสทีม อินเตอร์เทรด จำกัด 80 คำขอ ซึ่งทั้ง 4 อันดับแรกล้วนเป็นบริษัทด้านเคมีเกษตรครบวงจรของไทย และ 5.บริษัท เยติ คูลเลอร์, แอลแอลซี ในธุรกิจแก้วน้ำ กระติก และกล่องอุปกรณ์เก็บอุณหภูมิ จากสหรัฐอเมริกา 53 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในช่วง 4 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 14,349 เครื่องหมาย เพิ่มขึ้น 4.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 13,704 เครื่องหมาย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">2.สิทธิบัตรการประดิษฐ์ ช่วง 4 เดือนของปี 2569 มีการยื่นคำขอ 2,984 คำขอ เพิ่มขึ้น 9.14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 2,734 คำขอ กลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาเคมีสังเคราะห์ ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 358 คำขอ สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมด้านสุขภาพยังคงเป็นสาขาสำคัญที่มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง 2.นวัตกรรมด้านการสื่อสาร เช่น ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ระบบรับ&ndash;ส่งข้อมูลความเร็วสูง และอุปกรณ์สื่อสารอัจฉริยะ 261 คำขอ 3.นวัตกรรมแอนติบอดี้และยาชีววัตถุ เช่น แอนติบอดีเชิงรักษา วัคซีนชีววัตถุ และผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ 116 คำขอ 4.เทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับแอนติบอดีเอนไซม์ ขยับขึ้นมาจากอันดับ 5 โดยมี 64 คำขอ และ 5.วัสดุเหล็กกล้า กลับมาติดอันดับ Top5 อีกครั้ง โดยมี 62 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 14% และต่างชาติ 86% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นผู้ยื่นต่างชาติทั้งหมด ได้แก่ 1.บริษัท ควอลคอมม์ อินคอร์ปอเรเต็ด จากสหรัฐอเมริกา 115 คำขอ 2.บริษัท โตโยต้า จิโดชา คาบูชิกิ ไคชา จากญี่ปุ่น 103 คำขอ 3.บริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 60 คำขอ 4.บริษัท ซินเจนต้า ครอป โพรเท็คชั่น เอจี จากสวิตเซอร์แลนด์ ขยับขึ้นมาจากอันดับ 5 โดยมี 53 คำขอ และ 5.บริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น ลงมาจากอันดับ 4 โดยมี 45 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ในช่วง 4 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 1,929 ฉบับ เพิ่มขึ้น 18.56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 1,627 ฉบับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.อนุสิทธิบัตร ช่วง 4 เดือนของปี 2569 มีการยื่นคำขอ 1,806 คำขอ เพิ่มขึ้น 17.12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 1,542 คำขอ กลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม ครองอันดับ 1 แบบทิ้งห่างที่ 197 คำขอ 2.ยาสมุนไพร 94 คำขอ สะท้อนความสนใจด้านสุขภาพและการนำองค์ความรู้ด้านยาไทยแบบดั้งเดิมมาพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ 3.อุปกรณ์ทางการแพทย์ 66 คำขอ 4.ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ และการจัดการสารสนเทศ 60 คำขอ และ 5.เทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับแอนติบอดีเอนไซม์ 52 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 95% และต่างชาติ 5% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ขยับขึ้นมาจากอันดับ 2 โดยมี 54 คำขอ 2.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลงมาจากอันดับ 1 โดยมี 50 คำขอ 3.มหาวิทยาลัยบูรพา 33 คำขอ 4.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มี 32 คำขอเท่ากัน ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร ในช่วง 4 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 883 ฉบับ เพิ่มขึ้น 44.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 613 ฉบับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ช่วง 4 เดือนของปี 2569 มีการยื่นคำขอ 1,986 คำขอ ลดลง 7.58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 2,149 คำขอ แบบผลิตภัณฑ์ที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ลวดลายผ้า 217 คำขอ 2.บรรจุภัณฑ์ 192 คำขอ 3.รถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 162 คำขอ 4.เครื่องประดับ 147 คำขอ และ 5.อุปกรณ์ก่อสร้าง 121 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 56% และต่างชาติ 43% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พุ่งขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 โดยมี 52 คำขอ 2.บริษัท บีอีจีเอ กันเทนบริงค์-ลอยช์เทน เคจี ในธุรกิจอุปกรณ์ให้แสงสว่างจากเยอรมนี ลงมาจากอันดับ 1 โดยมี 49 คำขอ 3.มหาวิทยาลัยบูรพา 46 คำขอ 4.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 33 คำขอ และ 5.บริษัท แอปเปิล อิงค์. จากสหรัฐอเมริกา เข้ามาติดอันดับ Top5 ครั้งแรกของปี 2569 โดยมี 25 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในช่วง 4 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 2,523 ฉบับ เพิ่มขึ้น 68.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 1,497 ฉบับ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">5.ลิขสิทธิ์ ช่วง 4 เดือนของปี 2569 มีการยื่นแจ้งข้อมูล 5,523 ผลงาน เพิ่มขึ้น 8.85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 (5,074 ผลงาน) ผลงานที่มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.วรรณกรรม เช่น งานนิพนธ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 2,310 ผลงาน 2.ศิลปกรรม เช่น งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ 1,673 ผลงาน 3.ดนตรีกรรม 1,155 ผลงาน 4.โสตทัศนวัสดุ 244 ผลงาน และ 5.สิ่งบันทึกเสียง กลับมาติดอันดับ Top5 อีกครั้ง โดยมี 71 ผลงาน สัดส่วนผู้ยื่นแจ้งข้อมูลผลงานลิขสิทธิ์ &nbsp;คนไทย 99% และต่างชาติ 1% สำหรับผู้ยื่นแจ้งข้อมูลมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยมหิดล 125 ผลงาน 2.มหาวิทยาลัยทักษิณ 112 ผลงาน 3.มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขยับขึ้นมาจากอันดับ 4 โดยมี 66 ผลงาน 4.บริษัท ยอวานี จำกัด ของไทย ลงมาจากอันดับ 3 โดยมี 61 ผลงาน และ 5.มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี กลับมาติดอันดับ Top5 อีกครั้ง โดยมี 51 ผลงาน ทั้งนี้ ลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ โดยไม่ต้องยื่นจดทะเบียนกับกรม สถิติดังกล่าวจึงไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของงานสร้างสรรค์ไทยได้ทั้งหมด อย่างไรก็ดี กรมจะเดินหน้าส่งเสริมให้ศิลปินนักสร้างสรรค์เห็นความสำคัญของการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรม เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงเบื้องต้นในการแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในกรณีที่เกิดข้อพิพาท รวมทั้งเป็นช่องทางให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงผลงานและติดต่อขอใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์นั้นได้ง่ายขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า จากสถิติในช่วง 4 เดือนของปี 2569 จะเห็นได้ว่าจำนวนคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในภาพรวมยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น โดยเศรษฐกิจการค้าในยุคปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญามีบทบาทอย่างยิ่งต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน สถิติการรับจดทะเบียนที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกประเภททรัพย์สินทางปัญญา ยังสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานของกรมในการเร่งรัดกระบวนการจดทะเบียนให้มีความรวดเร็วและเชื่อถือได้ โดยกรมได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI มาช่วยสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมส่งเสริมบริการ Fast Track ให้เป็นช่องทางพิเศษในการรับจดทะเบียนนวัตกรรมและผลงานที่มีความจำเป็นและตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบคำขออย่างต่อเนื่อง เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ ได้รับความคุ้มครองสิทธิรวดเร็วขึ้น และสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ทันท่วงที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้ายกระดับบริการด้านการจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไทยให้เข้มแข็ง ทันสมัย และได้มาตรฐานสากล โดยมุ่งพัฒนากฎหมายและกระบวนการพิจารณาคำขอให้มีความคล่องตัว สอดคล้องกับบริบททางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม เพื่อลดระยะเวลาและต้นทุนในการเข้าถึงสิทธิของผู้ประกอบการ โดยกรมเชื่อมั่นว่าการยกระดับระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการต่อยอดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ในเชิงพาณิชย์ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260514a5aa34b2af95208fec271fccb990c21e161719.jpg' type='image/jpg' length='692126' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ “ผำ” ซูเปอร์ฟู้ด ขุมทรัพย์ทำเงินตัวใหม่ ปลูกง่าย ต้นทุนต่ำ ตลาดต้องการ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163973</link>
<guid isPermaLink="false">df07ee37986f40dd8d50d46ed326b0d8</guid>
<pubDate>Thu, 14 May 2026 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.ชี้เป้าขุมทรัพย์ทำเงินตัวใหม่ เผย &ldquo;ผำ&rdquo; พืชน้ำจืด กำลังมาแรงเป็นทองคำสีเขียวแห่งวงการโปรตีนทางเลือกโลก แถมปลูกง่าย ใช้พื้นที่น้อย ต้นทุนการผลิตต่ำ สร้างรายได้หมุนเวียนได้อย่างต่อเนื่อง และยังตอบโจทย์ความต้องการของโลกที่มุ่งโปรตีนจากพืช<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ &ldquo;โครงการศึกษาการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจวัตถุดิบฟังก์ชัน (Functional Ingredients) สู่อาหารฟังก์ชัน (Functional Foods) มูลค่าสูง&rdquo; พบว่า ผำ เป็นพืชอาหารพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย ที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยผำมีโปรตีนประมาณ 30-50% ของน้ำหนักแห้ง พร้อมกรดอะมิโนจำเป็นใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์ อุดมด้วยใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีนทางเลือกและอาหารสุขภาพจากธรรมชาติที่ผ่านการแปรรูปต่ำ และสามารถผลักดันให้เป็นทองคำสีเขียวแห่งวงการโปรตีนทางเลือกโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผำ เป็นพืชน้ำจืดที่ใช้น้ำน้อย ใช้พื้นที่น้อย เลี้ยงในพื้นที่จำกัด ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี เติบโตเร็ว ใช้ทรัพยากรต่ำ และไม่ต้องใช้สารปราบศัตรูพืช ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าพืชโปรตีนอื่น และเก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง และสามารถพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ได้เป็นอย่างดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้ลงพื้นที่พบกับกลุ่มสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหาร คือ ผศ.ดร.เมธา มีแต้ม ผู้ก่อตั้งบริษัท แอดวานซ์ กรีนฟาร์ม จำกัด เจ้าของแบรนด์ flo Wolffia , ฟาร์มบ้านไข่ผำ, Wolffia Bangkok และ Wolffia Plus ได้รับทราบข้อมูลว่า การยกระดับการเพาะเลี้ยงด้วยนวัตกรรมฟาร์มระบบปิดสามารถดันปริมาณโปรตีนในผำให้สูงถึง 40% และได้พิสูจน์ให้เห็นถึงมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปผำสดเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมอย่างผงโปรตีนอบแห้งที่มีมูลค่าสูงถึง 3,000-5,000 บาทต่อกิโลกรัม และยังให้ข้อมูลอีกว่าผู้ประกอบการหลายแห่งกำลังเร่งขยายการส่งออกสู่ตลาดอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลางและญี่ปุ่น ที่ต้องการพืชโปรตีนที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ และมีวิตามินบี 12 ซึ่งหาได้ยากในพืชทั่วไป&nbsp;<br />
โดยผศ.ดร.เมธา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้ปัจจุบันระบบนิเวศการเพาะเลี้ยงจะขยายตัวตั้งแต่ฟาร์มขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ที่ผลิตผำสดได้มากกว่า 500 กิโลกรัมต่อวัน แต่อุปสรรคสำคัญ คือ ต้นทุนการแปรรูป โดยเฉพาะการอบแห้งผำที่ยังมีต้นทุนสูง และยังไม่มีเครื่องจักรในอุตสาหกรรมที่ออกแบบเพื่อการอบผำโดยเฉพาะ จึงเสนอให้ภาครัฐและภาคเอกชนสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์แปรรูป (Processing Center) เพื่อทลายกำแพงต้นทุนและสร้างมาตรฐานการผลิต ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมแนะภาครัฐเร่งประชาสัมพันธ์คุณประโยชน์ของผำ เพื่อกระตุ้นความต้องการของตลาด และผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารหันมาใช้ผำเป็นวัตถุดิบหลักอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาของไทย เช่น กรมวิชาการเกษตร สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) และมหาวิทยาลัยมหิดล ได้เร่งยกระดับศักยภาพของผำไทย โดยในช่วงปี 2567-2568 ข้อมูลจากการวิจัยและพัฒนาของภาครัฐ ระบุว่า ไทยประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์ผำระดับซูเปอร์ฟู้ดคุณภาพสูงถึง 3 สายพันธุ์ ที่ให้โปรตีนสูง 46-48.6% และกำลังเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงผ่านฟาร์มผำต้นแบบระดับอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ ตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) เพื่อรับประกันผลผลิตที่สะอาด ปลอดภัย และปราศจากการปนเปื้อน ปูทางสู่การรับรองมาตรฐานสากลและก้าวเป็นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ที่ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารโลกได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ สนค. ยังได้ศึกษาข้อมูลการสำรวจจากสถาบันวิจัยระดับสากล ที่เปิดเผยโอกาสทางธุรกิจของผำ รายงานจาก DataM Intelligence &nbsp;ประเมินว่า ตลาดโปรตีนจากแหนเป็ด (Duckweed Protein Market) พืชตระกูลเดียวกับผำ ในปี 2568 มีมูลค่าราว 179.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะสูงถึง 344.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2576 ด้วยอัตราการเติบโตถึง 8.5% ต่อปี โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่สุดถึง 45% สอดคล้องกับรายงานของ Global Market Insights ที่ระบุว่า ผลิตภัณฑ์แหนเป็ดในรูปแบบผง (Powder) ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดกว่า 66.3% เนื่องจากความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เช่นเดียวกับกรณีของสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารในสหรัฐอเมริกาอย่าง Plantible Foods สามารถระดมทุนในระดับ Series B ได้สูงถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,000 ล้านบาท) เพื่อขยายกำลังการผลิตโปรตีนจากแหนเป็ดโดยเฉพาะ และยังมีสตาร์ตอัปจากญี่ปุ่นอย่าง Floatmeal ที่กำลังเตรียมขยายฐานการผลิตผำ (Wolffia) ระดับอุตสาหกรรมในไทย โดยชูจุดเด่นเรื่องความยั่งยืนว่าผำใช้น้ำและพื้นที่น้อยกว่าพืชเกษตรดั้งเดิมหลายสิบเท่า การเติบโตของตลาดโลก คือ สัญญาณที่ชี้โอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมผำ และพืชในตระกูลแหนเป็ดที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรพลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ผำ คือ โอกาสในการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายวัตถุดิบมาเป็นผู้แปรรูปซูเปอร์ฟู้ด ภาครัฐสามารถช่วยประชาสัมพันธ์คุณสมบัติและคุณประโยชน์ของผำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งผำยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในอนาคต ตามเทรนด์ตลาดสุขภาพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยจุดแข็งด้าน Plant-Based และการติดฉลากคลีน (Clean Label) จะทำให้ผำก้าวข้ามตลาดเฉพาะกลุ่มขึ้นแท่นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางเข้าสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างยั่งยืน โอกาสทางธุรกิจจึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากกว่าเดิม แต่อยู่ที่การผลิตให้ตอบโจทย์ตลาดและผู้บริโภคมากขึ้น&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260514b6c69a7c7df45a46112029b383587e21161528.jpg' type='image/jpg' length='639690' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวนาพิจิตร หลังให้ข่าวราคาข้าวตกต่ำ ยันพร้อมดูแล]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163968</link>
<guid isPermaLink="false">28e024f9a608921e5428a626c3e81667</guid>
<pubDate>Thu, 14 May 2026 16:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;โฆษกกระทรวงพาณิชย์&rdquo; เผยได้ลงพื้นที่รับฟังชาวนาพิจิตร สะท้อนปัญหาราคาข้าวตกต่ำแล้ว เผยข้อเท็จจริงที่ทำให้ข้าวราคาถูก มาจากคุณภาพต่ำ ความชื้นสูง มีสิ่งเจอปนมาก ผู้ซื้อต้องนำไปปรับปรุง ยันไม่ได้ปฏิเสธความเดือดร้อนเกษตรกร แต่ต้องทำความเข้าใจ และพร้อมเข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เตรียมลุยเพิ่มความรู้ ผลักดันผลิตข้าวคุณภาพสูง หรือปลูกพืชอื่นทดแทน เพื่อให้ชาวนา มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวชาวนาในพื้นที่ตำบลหนองปลาไหล อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร สะท้อนปัญหาราคาข้าวที่นำไปขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 4.50&ndash;5 บาท ได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิจิตรลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมรับฟังปัญหาและความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่โดยทันที เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์สามารถพิจารณาแนวทางช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด ทั้งในประเด็นเร่งด่วนและการแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยเจ้าหน้าที่ได้พูดคุยกับชาวนาโดยตรง เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและรับฟังข้อเสนอแนะจากเกษตรกรแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ชาวนาชี้แจงว่า ที่ออกมาให้ข่าวดังกล่าว มีเจตนาสะท้อนปัญหาราคาข้าวในภาพรวม และต้องการให้ภาครัฐเห็นถึงความยากลำบากของเกษตรกร โดยเฉพาะในกรณีข้าวที่มีคุณภาพต่ำ มีสิ่งเจือปนจำนวนมาก หรือมีความชื้นสูง ซึ่งอาจถูกกดราคาลงมากกว่าข้าวคุณภาพดี และรับว่าการนำเสนอข่าวบางส่วนอาจมีการรวบรัดข้อความ ทำให้ข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนจากเจตนาที่ต้องการสื่อสาร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนสาเหตุที่ราคาข้าวที่อยู่ในระดับกิโลกรัมละ 4.50&ndash;5 บาท เป็นราคาที่อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีของข้าวนาปรังที่มีคุณภาพต่ำ มีสิ่งเจือปนจำนวนมาก และมีความชื้นสูงเกิน 30% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาซื้อขายลดลง เนื่องจากผู้รับซื้อต้องนำไปปรับปรุงคุณภาพ ลดความชื้น และคัดแยกสิ่งเจือปนเพิ่มเติม ซึ่งเรื่องนี้ กรมการค้าภายในเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นสัญญาณสำคัญที่ต้องเร่งดูแล ทั้งด้านการรับซื้อให้เป็นธรรม การให้ความรู้เรื่องคุณภาพผลผลิต และการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร<br />
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบสถานที่ทำนาของเกษตรกรรายดังกล่าว พบว่า เป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ไม่มีการปลูกข้าวนาปรังในปี 2569 โดยข้อมูลดังกล่าว ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปฏิเสธความเดือดร้อนของเกษตรกร แต่เพื่อทำความเข้าใจข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน และนำไปสู่การกำหนดแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาจริงในพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกรนิจกล่าวว่า ชาวนายังได้สะท้อนความต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือเกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการให้ความรู้ด้านการผลิต การลดต้นทุน การพัฒนาคุณภาพข้าว และการบริหารจัดการผลผลิต มากกว่าการใช้มาตรการแทรกแซงราคาข้าวเพียงอย่างเดียว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างการผลิตและการตลาดข้าวในภาพรวม เพื่อให้การดูแลเกษตรกรเป็นไปอย่างยั่งยืน และช่วยให้ชาวนาไทยมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภายใต้นโยบายดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันการยกระดับข้าวเฉพาะกลุ่มให้เป็นข้าวประณีตที่มีคุณภาพสูง มีเอกลักษณ์ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดได้ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาด รวมทั้งการพิจารณาปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว ให้หันไปปลูกพืชอื่นทดแทนที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เพื่อลดปัญหาผลผลิตคุณภาพต่ำ ผลผลิตล้นตลาด และแรงกดดันด้านราคาในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์รับฟังเสียงของพี่น้องเกษตรกร และเข้าใจดีว่าปัญหาราคาข้าวเป็นเรื่องสำคัญต่อรายได้และความมั่นคงในอาชีพของชาวนา การตรวจสอบข้อเท็จจริงครั้งนี้ ไม่ใช่การโต้แย้งเกษตรกร แต่เป็นการลงไปฟังปัญหาให้ครบถ้วน เพื่อให้การช่วยเหลือทำได้ตรงจุด ทั้งการดูแลการรับซื้อให้เป็นธรรม การลดต้นทุน การพัฒนาคุณภาพผลผลิต และการหาตลาดรองรับ เพราะเป้าหมายสำคัญคือทำให้ชาวนาไทยสามารถขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม คุ้มต้นทุน และมีความมั่นคงในอาชีพการทำนาอย่างยั่งยืน&rdquo;นายกรนิจกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกรนิจกล่าวว่า กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ราคาข้าวในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด พร้อมกำชับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศตรวจสอบการรับซื้อให้เป็นธรรม ทั้งเรื่องการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การหักสิ่งเจือปน และการปิดป้ายราคารับซื้อให้ชัดเจน หากพบพฤติกรรมเอาเปรียบเกษตรกรหรือการรับซื้อที่ไม่เป็นธรรม จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนเกษตรกร หากพบปัญหาการรับซื้อที่ไม่เป็นธรรม เช่น การกดราคา การชั่งน้ำหนักไม่ถูกต้อง หรือการหักค่าความชื้นและสิ่งเจือปนเกินจริง สามารถแจ้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ หรือสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือโดยเร็วต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605144430c589f7ed90036e52adb7be6a047e161345.jpg' type='image/jpg' length='273663' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“พาณิชย์”ถอด 9 ธุรกิจจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.ต่างด้าว นักลงทุนยังต้องขอหน่วยงานกำกับ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163948</link>
<guid isPermaLink="false">da6eb770bc9a9ae37ff538e6cfe0b49e</guid>
<pubDate>Thu, 14 May 2026 15:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถอด 9 ธุรกิจ ออกจากบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เหตุมีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว ช่วยลดความซ้ำซ้อน ขั้นตอนการขออนุญาต ไม่ต้องขอผ่านคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แต่ยังต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแลเหมือนเดิม เผยจะช่วยอำนวยความสะดวกการลงทุน ดึงดูดการลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนโดยถูกต้องตามกฎหมาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบถอด 9 ธุรกิจ ออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 มีกฎหมายเฉพาะและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแล ประกอบด้วย 1.ธุรกิจบริการโทรคมนาคม สำหรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง (ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจกิจการโทรคมนาคม) 2.ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน (ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน) 3.ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน (ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) 4.ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546 และ 5.ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (โดยให้ส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรในคลังสินค้าที่ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากำหนด)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
กลุ่มที่ 2 ให้บริการเฉพาะบริษัทในเครือในกลุ่ม ประกอบด้วย 1.ธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่ม 2.ธุรกิจบริการค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศให้แก่บริษัทในเครือ โดยธุรกิจกลุ่มนี้ เป็นการให้บริการเฉพาะในเครือในกลุ่มบริษัทของตนเอง เพื่อบริหารสภาพคล่องภายในกลุ่ม จึงไม่ได้มีการแข่งขันกับธุรกิจของคนไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กลุ่มที่ 3 อื่น ๆ ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วน เพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงิน เครื่องจำหน่ายสินค้า หรือบริการอัตโนมัติ เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท โดยธุรกิจนี้ ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของพนักงานของธุรกิจเป็นหลัก 2.ธุรกิจการขุดเจาะปิโตรเลียม เป็นการให้บริการเฉพาะผู้รับสัมปทาน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ 9 ธุรกิจ ของทั้ง 3 กลุ่ม เสนอในรูปแบบร่างกฎกระทรวง ยกเว้นธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในกลุ่มธุรกิจที่ 1 จะเสนอในรูปแบบร่างพระราชกฤษฎีกา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า การเสนอ ครม. ถอด 9 ธุรกิจ ออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ไม่ใช่การเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาแย่งธุรกิจคนไทย แต่เป็นการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อขจัดความซ้ำซ้อนทางกฎหมาย เพิ่มความคล่องตัวของนักลงทุนชาวต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาพัฒนาศักยภาพแรงงานและธุรกิจไทยให้มีพร้อมแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม แม้จะถอดธุรกิจออกจากบัญชีท้ายแล้ว แต่นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย หากประสงค์จะตั้งบริษัท ต้องขอจดทะเบียนกับกรม และยังคงต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแลเหมือนเดิมเช่น ธุรกิจโทรคมนาคมต้องขออนุญาตจากสำนักงาน กสทช. ธุรกิจศูนย์บริหารเงินต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต้องขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธุรกิจขุดเจาะปิโตรเลียมต้องขออนุญาตจากกระทรวงพลังงาน เป็นต้น เพียงแต่ไม่ต้องดำเนินการขออนุญาตการประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จากกระทรวงพาณิชย์อีก ซึ่งจะช่วยลดการซ้ำซ้อนในการขออนุญาตประกอบธุรกิจได้เป็นอย่างมาก เป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศได้เป็นอย่างดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าว คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ประกอบการและธุรกิจประเภทที่คนไทยยังไม่พร้อมจะแข่งขันกับชาวต่างชาติเพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบ ช่วยสร้างความสมดุลและลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ รวมทั้ง ดึงดูดการลงทุนของชาวต่างชาติให้เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มขึ้น อันจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่เฉพาะเงินลงทุนที่นักลงทุนชาวต่างชาติจะนำเข้ามาเท่านั้น แต่จะมีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านธุรกิจนั้น ๆ เข้ามาสู่ประเทศไทยด้วย รวมทั้งมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญแก่ผู้ประกอบการหรือพนักงานชาวไทย ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มทักษะเฉพาะด้านแก่ภาคแรงงานของไทย ทำให้ธุรกิจไทยเกิดการพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการบริการและการลงทุนในระดับภูมิภาคและระดับโลกในอนาคต ในขณะเดียวกัน ยังเร่งดำเนินการป้องกันและปราบปรามธุรกิจที่เจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมายและใช้คนไทยเป็นนอมินีแทนชาวต่างชาติอย่างจริงจังต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260514cbfb7125e61dfcd3bc7d1ec4a2a5e301155248.jpg' type='image/jpg' length='99593' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เตือนนักชอป เครื่องสำอาง อุปกรณ์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้าปลอม ขายเกลื่อนออนไลน์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163945</link>
<guid isPermaLink="false">df6236b054f1ed53639457c2561fb798</guid>
<pubDate>Thu, 14 May 2026 15:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเตือนนักชอปออนไลน์ ระวังซื้อสินค้าแล้วเจอของปลอม หลังผู้จำหน่ายหันใช้ช่องทางออนไลน์ปล่อยของเพิ่มมากขึ้น เผยมีทั้งกลุ่มเครื่องสำอาง อุปกรณ์เสริมโทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ระวังซื้อไปแล้วอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ ไฟฟ้าลัดวงจร แนะพิจารณา 7 ข้อควรระวัง ก่อนซื้อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีรธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากหน้าร้านสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากเข้าถึงผู้บริโภคได้สะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวัน และของใช้สำหรับร่างกาย ทั้งกลุ่มเครื่องสำอาง เช่น ครีมบำรุงผิว ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า เซรัม ครีมกันแดด รองพื้น แป้งพัฟ ครีมอาบน้ำ แชมพู ครีมนวดผม และยาสีฟัน รวมทั้งอุปกรณ์เสริมโทรศัพท์มือถือ เช่น พาวเวอร์แบงค์ หัวชาร์จเร็ว หูฟังไร้สาย และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น ลำโพงบลูทูธ รางปลั๊กไฟ และไดร์เป่าผม เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยสินค้าเหล่านี้ มีการปลอมบรรจุภัณฑ์ฉลากภาษาไทยที่แสดงเครื่องหมายรับรองต่าง ๆ เช่น เลขทะเบียน อย. เลขมาตรฐาน มอก. ให้มีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าของแท้มากขึ้น เพื่อหลอกลวงผู้บริโภคโดยเฉพาะนักชอปออนไลน์ที่ไม่สามารถตรวจสอบสินค้าก่อนสั่งซื้อ และจูงใจผู้ซื้อด้วยราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มีส่วนประกอบสารเคมีต้องห้ามหรือเกินมาตรฐานที่เป็นอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ เช่น อาการแพ้ ระคายเคืองผิว อุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย เสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและเกิดเพลิงไหม้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมได้เดินหน้ายกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ เร่งเฝ้าระวังและปราบปรามสินค้าปลอมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หลังพบขบวนการปลอมสินค้าพัฒนารูปแบบการผลิตและจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างแนบเนียนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางและอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิต สุขภาพ ความปลอดภัย และทรัพย์สินของประชาชน โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรและแพลตฟอร์มออนไลน์ในการป้องกันและปราบปรามการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการค้าออนไลน์ที่ปลอดภัยและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ กรมขอแนะนำ 7 ข้อสังเกตหรือข้อควรระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่ 1.ตรวจสอบฉลากและการรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น เลข อย./มอก. และเครื่องหมายการค้า 2.ตรวจสอบข้อมูลสินค้า ทั้งชื่อสินค้า วันผลิต วันหมดอายุ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขาย ประเทศแหล่งกำเนิดและแหล่งผลิตสินค้า ตลอดจนตรวจสอบประวัติร้านค้าว่าเปิดมานานหรือไม่ 3.ตรวจสอบส่วนประกอบของสินค้า บรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ไม่มีตำหนิ 4.มีนโยบายคืนสินค้า/คืนเงินชัดเจน 5.ราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ถูกเกินไปเมื่อเทียบกับราคาปกติที่จำหน่ายในท้องตลาด 6.การออกใบเสร็จหรือหลักฐานการสั่งซื้อ 7.ตรวจสอบข้อมูลการรีวิวสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งมีจุดที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น การโฆษณาหรืออ้างสรรพคุณเกินจริง การจัด Flash Sale หลอกโดยการลดราคาสินค้าพิเศษอย่างหนักในช่วงระยะเวลาจำกัดมาก การเร่งรัดให้โอนเงิน การปิดบังข้อมูลร้านค้าผู้จำหน่าย การมียอดรีวิวแต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นร้านจำหน่ายสินค้าปลอมหรืออาจถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับโทษการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อหากำไรทางการค้า ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่การปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้ว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการนำเข้า จำหน่าย เสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร มีโทษตามที่กฎหมายกำหนดเช่นเดียวกัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ก่อนหน้านี้ กรมได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการเฝ้าระวังและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยช่วง 6 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.2568-มี.ค.2569) มีผลการจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ทั้งย่านการค้าและออนไลน์รวม 332 คดี ยึดของกลางได้กว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,300 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะที่นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กำชับให้ยกระดับการปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่ได้มาตรฐาน ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย โดยมุ่งพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง เนื่องจากการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพ ไม่เพียงช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดนวัตกรรมและการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการค้า การลงทุน และภาพลักษณ์ของประเทศไทย ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น ส่วนประชาชน หากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสทางเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th หัวข้อบริการ &ldquo;แจ้งเบาะแสการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; หรือโทรสายด่วน 1368</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260514c6790991b4bcc359bce390a74bcf3f6a155122.jpg' type='image/jpg' length='187232' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาผู้ผลิต เม.ย.69 เพิ่ม 9.1% เจอฤทธิ์น้ำมันแพง ค่าขนส่งขยับ ดันต้นทุนพุ่ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163943</link>
<guid isPermaLink="false">699fd80a058fa0913f70c05405eee22c</guid>
<pubDate>Thu, 14 May 2026 15:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิตของไทยเดือน เม.ย.69 เพิ่มขึ้น 9.1% จากราคาพลังงานในตลาดโลกที่สูงขึ้น ทำราคาน้ำมันในประเทศเพิ่ม ค่าขนส่งขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตในหลายอุตสาหกรรม คาด พ.ค.69 ยังเพิ่มในอัตราชะลอตัว จากต้นทุนการผลิตที่สูงจากพลังงาน ค่าขนส่ง วัตถุดิบผันผวน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน เม.ย.2569 เท่ากับ 117.5 เพิ่มขึ้น 9.1% เป็นผลจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับตัวสูงขึ้น และการปรับขึ้นของราคาค่าขนส่ง มีผลกระทบต่อต้นทุนในภาคการผลิตของหลายอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ และยังส่งผลให้หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง และทองคำ ขณะที่หมวดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากภาวะอุปทานในประเทศอยู่ในระดับสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยมีรายละเอียดดัชนีราคาผู้ผลิต ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 10.7% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา น้ำมันก๊าด ก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG ยางมะตอย น้ำมันเครื่องอุตสาหกรรม เบนซิน 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 น้ำมันหล่อลื่น และจารบี ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อความเสี่ยงด้านอุปทาน และต้นทุนการขนส่งในตลาดโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี ได้แก่ สารเคมีอนินทรีย์ (สารส้ม โซดาไฟ คลอรีน) และก๊าซชนิดใช้ในอุตสาหกรรม (ออกซิเจน) เม็ดพลาสติกและพลาสติกขั้นต้น จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยเคมีผสม จากข้อจำกัดด้านการขนส่งวัตถุดิบในบางเส้นทางสำคัญ กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน น้ำยางข้น จากความต้องการในตลาดโลกและปัจจัยด้านอุปทาน บรรจุภัณฑ์พลาสติก (ถุงพลาสติก และบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทอื่น) จากการปรับเพิ่มขึ้นตามราคาปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ และเครื่องประดับ (เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับพลอย) จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาปรับตัวลดลง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ น้ำตาลทราย กากน้ำตาล ข้าวสาร ข้าวนึ่ง ปลายข้าว แป้งข้าวเจ้า น้ำมันถั่วเหลือง ผักผลไม้แช่แข็ง และปลาหมึกแช่แข็ง จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านส่งออก ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับลดลง และเนื้อสุกร จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น กลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า แผงวงจรพิมพ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำและวงจรรวม Integrated Circuit (IC) และอุปกรณ์หน่วยรับข้อมูล/แสดงผล จากความต้องการใช้ที่ชะลอตัวประกอบกับอุปทานในตลาดโลกและการแข่งขันด้านราคาสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะที่หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง สูงขึ้น 2.6% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติเหลว (คอนเดนเเสท) ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อความเสี่ยงด้านอุปทาน และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง (หินก่อสร้าง และทราย) จากความต้องการใช้ในภาคก่อสร้าง ประกอบกับต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่มีการปรับลดลงของสินแร่โลหะ (แร่เหล็ก) จากราคาสินแร่เหล็กในตลาดโลกที่อ่อนตัวลงตามความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กที่ชะลอตัว ประกอบกับอุปทานในตลาดที่อยู่ในระดับเพียงพอ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลง 0.5% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ได้แก่ ข้าวเปลือก จากราคาส่งออกที่ยังคงหดตัวตามการแข่งขันในตลาดโลกที่สูง อ้อย จากฐานราคาในปีก่อนที่สูง ประกอบกับผลผลิตในปีนี้มีปริมาณมาก ผลไม้ (ทุเรียน มังคุด มะพร้าว) จากปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดมาก ในขณะที่ความต้องการบริโภคยังชะลอตัว สุกรมีชีวิต และ กุ้งแวนนาไม จากปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดมาก ในขณะที่ความต้องการบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม ส่วนสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ได้แก่ หัวมันสำปะหลังสด จากราคารับซื้อที่สูงขึ้นจากการนำเข้าผลผลิตผ่านชายแดนที่ลดลง ยางพารา จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องสูงขึ้น ผลปาล์มสด จากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลก และผักสด (มะนาว พริก) จากสภาพอากาศที่ร้อน ส่งผลให้ผลผลิตในภาพรวมลดลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน พ.ค.2569 คาดว่าจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง แม้ว่าต้นทุนการผลิตโดยรวมยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีแรงกดดันสำคัญจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังทรงตัวในระดับสูงแม้ว่าความผันผวนจะลดลง ประกอบกับต้นทุนด้านโลจิสติกส์และค่าขนส่งที่ยังไม่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงราคาวัตถุดิบที่ยังมีความผันผวนส่งผลให้ผู้ประกอบการยังคงเผชิญภาระต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาสินค้ายังมีข้อจำกัดจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ อีกทั้งการแข่งขันด้านราคาที่เป็นปัจจัยกดดันให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้การขยายตัวของดัชนีราคาผู้ผลิตอาจจะชะลอลงหรือทรงตัวอย่างต่อเนื่อง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026051423e2abc5cb0a1473cfa1bf291ddbfbd6154952.jpg' type='image/jpg' length='364887' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ถกสมาคมนักเขียนบทละครโทรทัศน์ ร่วมมือดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163942</link>
<guid isPermaLink="false">3e2bebb956dfe7b10ed24882a4769e4b</guid>
<pubDate>Thu, 14 May 2026 15:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือสมาคมนักเขียนบทละครโทรทัศน์ (TSA) เดินหน้าร่วมมือส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ เตรียมส่งทีมผู้เชี่ยวชาญช่วยเสริมทักษะความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งการคุ้มครองสิทธิ์ การทำสัญญา การป้องกันการละเมิด การบริหารจัดการสิทธิ์ พร้อมชวนร่วมงาน TCEX 2026 เปิดเวทีให้โชว์ศักยภาพ สร้างโอกาสทางธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายคฑาหัสต์ บุษปะเกศ นายกสมาคมนักเขียนบทละครโทรทัศน์ (TSA) เพื่อร่วมกำหนดแนวทางความร่วมมือในการสนับสนุนอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล โดยเฉพาะบทเว็บตูน ละคร ภาพยนตร์ และซีรีส์ ซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพในการต่อยอดเชิงเชิงพาณิชย์ได้หลากหลายรูปแบบ ตลอดจนการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และหากได้รับการส่งเสริมด้านการคุ้มครองและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างโอกาสทางธุรกิจ และเสริมแกร่งให้คอนเทนต์ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ SME ไทย โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่า ขยายโอกาสทางธุรกิจ และยกระดับผลงานสร้างสรรค์ไทยสู่ตลาดสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบวิชาชีพนักเขียนบทและบุคลากรที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย โดยกรมพร้อมจัดส่งวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเสริมทักษะด้านองค์ความรู้ทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะลิขสิทธิ์ อาทิ การคุ้มครองสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ การจัดทำสัญญา การป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ การบริหารจัดการสิทธิ์อย่างเป็นระบบ ตลอดจนแนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถนำผลงานไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ในการหารือครั้งนี้ นายกสมาคม TSA ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้นำด้านสื่อบันเทิงและคอนเทนต์ระดับแนวหน้าของโลก โดยประเทศเหล่านี้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงานและการบริหารจัดการลิขสิทธิ์อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยได้ โดยทั้งสองฝ่ายเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและองค์กรวิชาชีพด้านการเขียนบท จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิ์และพัฒนาศักยภาพของผู้สร้างสรรค์ให้เทียบเท่าระดับสากล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสามารถเติบโตในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมได้เชิญสมาคมนักเขียนบทละครโทรทัศน์ (TSA) ร่วมเป็นพันธมิตรในการขับเคลื่อนงาน Thailand Character &amp; Content Expo (TCEX) 2026 ระหว่างวันที่ 9&ndash;12 ก.ค.2569 ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมคอนเทนต์และงานสร้างสรรค์ของไทย พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการสู่โอกาสทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยสมาคมฯ ให้ความสนใจเรื่องการเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือเตรียมความพร้อมในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยในระยะยาว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605149c214a4e6481feae5e73265d533b92a0154804.jpg' type='image/jpg' length='64645' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งทุเรียนผ่านรถไฟจีน-ลาว ถึงคุนหมิง ใช้เวลา 26 ชม. คงความสด ใหม่ ผู้บริโภคชอบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163581</link>
<guid isPermaLink="false">019933ab7d625e3cfcd1ed12195e0fa0</guid>
<pubDate>Tue, 12 May 2026 11:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ส่งทูตพาณิชย์สำรวจการขนส่งผลไม้จากไทย โดยเฉพาะทุเรียน ผ่านเส้นทางรถไฟจีน-ลาว พบมีความสะดวก คล่องตัว ใช้เวลาจากไทยถึงคุนหมิงแค่ 26 ชั่วโมง และส่งต่อไปยังเมืองต่าง ๆ ของจีนกว่า 30 เมืองภายใน 48 ชั่วโมง ทำให้ยังคงความสด ใหม่ มั่นใจช่วยให้ชาวจีนได้บริโภคทุเรียนคุณภาพ ช่วยเพิ่มยอดส่งออกมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายชาญวิทย์ เรืองชัยทวีสุข ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงการติดตามความคืบหน้าการขนส่งผลไม้จากไทยผ่านเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ไปยังคุนหมิง ซึ่งพบว่ามีความคล่องตัวเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นช่องทางหนึ่งในการกระจายผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียนเข้าสู่ตลาดจีนได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานเพิ่มเติมว่า การรถไฟแห่งประเทศจีน (สาขาคุนหมิง) ได้กำหนดเป้าหมายในการขนส่ง ในการรักษา ความสะดวกรวดเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพในการขนสินค้า รวมถึงผลักดันการยกระดับการขนส่งข้าม พรมแดนด้วยระบบดิจิทัล โดยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ได้มีการนำระบบจัดทำเอกสารอัตโนมัติมา ใช้กับสินค้าทุกประเภท ซึ่งช่วยลดเวลาการจัดทำเอกสารต่อขบวนจากเดิม 40 นาที เหลือเพียงประมาณ 10 นาที ถือว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากกว่า 80% ซึ่งการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีนี้ ไม่เพียงแต่ลดขั้นตอนและข้อผิดพลาดในการออกเอกสาร แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับการขนส่ง ข้ามพรมแดนในยุคดิจิทัลด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ เพื่อรองรับการขนส่งผลไม้ โดยเฉพาะช่วงที่ทุเรียนจากต่างประเทศออกสู่ตลาดมาก หน่วยงานรถไฟได้เพิ่มความถี่ในการให้บริการขนส่งผ่านรถไฟขนส่งผลไม้ระบบห่วงโซ่ความเย็น สายด่วน ล้านช้าง-แม่โขง จากเดิมวันละ 2 ขบวน เป็น 6 ขบวน มีการวางแผนจัดเตรียมตู้คอนเทนเนอร์ควบคุม ความเย็นล่วงหน้ากว่า 4,000 ตู้ เพื่อรองรับการขนส่งทุเรียนดังกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจว่าผลไม้นำเข้าจากอาเซียน จะส่งถึงมือผู้บริโภคชาวจีนด้วยความสดใหม่ หน่วยงานรถไฟได้ร่วมมือกับศุลกากรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งทีมงานพิเศษเพื่อดูแลการขนส่งผลไม้สดโดยเฉพาะ โดยใช้กลไก &ldquo;3 ก่อน&rdquo; คือ เข้าลานตรวจก่อน ตรวจสอบก่อน ส่งแล็บก่อน พร้อมเปิดช่องทางสีเขียวให้สำหรับสินค้าสดโดยเฉพาะ โดยภายหลังที่ขบวนรถไฟเข้าถึงด่านแล้ว จะต้องดำเนินการยกตู้และเปลี่ยนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ให้แล้วเสร็จภายใน 90 นาที ทำให้การเชื่อมต่อตั้งแต่วินาทีที่สินค้ามาถึงสถานี ผ่านศุลกากร จนถึงการกระจาย การขนส่งไปยังพื้นที่อื่นเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ ช่วยลดระยะเวลาที่ผลไม้ต้องค้างอยู่ที่ด่านได้อย่างมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน การขนส่งผ่านทางรถไฟเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามกำหนดเวลา โดยใช้เวลาจากไทยมาถึงนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน 26 ชั่วโมง และสามารถจัดส่งต่อไปยังเมืองต่าง ๆ กว่า 30 เมืองทั่วจีน ภายใน 48 ชั่วโมง ผ่านการขนส่งรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ทางบกหรือทางรถไฟ โดยคาดการณ์ว่าปริมาณการขนส่งผลไม้ผ่านเส้นทางรถไฟจีน-ลาวในปีนี้จะมีมากกว่า 2 แสนตัน หรือสูงกว่าปีที่แล้วกว่า 20%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า การยกระดับปริมาณและคุณภาพของการขนส่งสินค้าสดผ่านด่านรถไฟจีน-ลาว เป็นการปลดปล่อยศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของเส้นทางระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ ช่วยกระตุ้นความคึกคักของการค้าสินค้าเกษตรระหว่างจีนและอาเซียน รวมทั้งไทย และยังกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าของทั้งสองฝ่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคภายใต้โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เส้นทางรถไฟลาว&ndash;จีน มีประสิทธิภาพอย่างมากในการขนส่งสินค้าเกษตรข้ามพรมแดน โดยเฉพาะผลไม้ของไทยที่ได้รับความนิยมสูงในตลาดจีน การที่จีนกำหนดเป้าหมายในการขนส่ง รักษา ความสะดวกรวดเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า การใช้ระบบดิจิทัลในการจัดการเอกสาร และตรวจสอบสินค้า และการเพิ่มความถี่ในการให้บริการขนส่งผ่านรถไฟขนส่งผลไม้ระบบห่วงโซ่ความเย็น ทำให้กระบวนการขนส่งสินค้าราบรื่น และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียคุณภาพของผลไม้ไทยได้ นอกจากนี้ การขนส่งผลไม้ไทยให้ถึงมือผู้บริโภคชาวจีนโดยรักษาคุณภาพของผลไม้อยู่นั้น ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการค้าให้แก่ผลไม้ไทย แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีต่อสินค้าไทยในตลาดจีนได้เป็นอย่างดีทำให้ไทยสามารถรักษาความได้เปรียบและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในจีนได้อย่างยั่งยืนต่อไป&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605127bedffac3b117505f7565d2c77a9764e110028.jpg' type='image/jpg' length='434985' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เศรษฐกิจชะลอ พลังงานเพิ่ม หนี้สูง เกษตรต้นทุนพุ่ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย.ลด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163578</link>
<guid isPermaLink="false">0d3b3f80f386b46aeb4bc033b1e610d5</guid>
<pubDate>Tue, 12 May 2026 10:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน เม.ย.69 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 45 อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง เหตุเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป เจอแรงกดดันจากราคาพลังงาน กระทบต่อต้นทุนและสินค้า กำลังซื้อมีจำกัด หนี้ครัวเรือนและธุรกิจสูง ภาคเกษตรต้นทุนผลิตเพิ่ม แต่ยังดีได้ท่องเที่ยว ส่งออกช่วยประคอง หวังมาตรการรัฐ ตะวันออกกลางคลี่คลาย ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน เม.ย.2569 ที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,321 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 45.5 และอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่าระดับ 50) ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 35.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 36.8 ยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 51.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.2 ในเดือนก่อนหน้า และยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสาเหตุที่ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง มาจากแรงกดดันของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงมีทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้า ขณะที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวได้จำกัด หนี้ภาคครัวเรือนและธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ภาคเกษตรเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ได้ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกยังช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันอย่างรอบด้าน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนที่ความเชื่อมั่นในอนาคตเพิ่มขึ้น เพราะประชาชนคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น และประเมินว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางคลี่คลาย ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการลดลงของต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจมีโอกาสค่อย ๆ ฟื้นตัว และช่วยให้ระดับความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การปรับลดลงอย่างต่อเนื่องของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน เม.ย.2569 สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ และเมื่อพิจารณาโครงสร้างปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่น พบว่า สัดส่วนความสำคัญของปัจจัยด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และขยับขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสอง รองจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทย โดยเศรษฐกิจไทยยังมีแรงประคับประคองจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ส่วนในอนาคต คนยังมีความหวังจากมาตรการภาครัฐ และหากสถานการณ์ภายนอกคลี่คลาย โดยเฉพาะด้านพลังงาน ก็จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นทยอยปรับดีขึ้น&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260512e32667bf431e8a5b67b70773e9215f44105855.jpg' type='image/jpg' length='361040' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี มี.ค.69 กลับมาเพิ่ม 106.25% ทองคำยังแรง บวก 24.28%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163548</link>
<guid isPermaLink="false">f0411b8656989cf4e9c4491f9085a11b</guid>
<pubDate>Tue, 12 May 2026 09:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ มี.ค.69 ไม่รวมทองคำ 2,150.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 106.25% กลับมาขยายตัวอีกครั้ง หลังได้แรงส่งจากความต้องการของหลายตลาด ยกเว้นสหรัฐฯ ที่ยังคงลดลง จากการเร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ส่วนทองคำยังมาแรง 1,799.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 24.28% จากการส่งออกไปขาย แม้ราคาตลาดโลกจะปรับลดลง แต่ก็ยังทรงตัวสูง คาดแนวโน้มชะลอตัว หลังมีสัญญาณชัด ทั้งปัญหาตะวันออกกลาง เศรษฐกิจไม่โต บาทแข็ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน มี.ค.2569 มีมูลค่า 2,150.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 106.25% กลับมาขยายตัวอีกครั้ง หลังจากเพิ่งลดลงไปเมื่อเดือน ก.พ.2569 ที่ผ่านมา หากรวมทองคำ มีมูลค่า 3,949.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 58.60% รวม 3 เดือนปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 5,582.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.01% รวมทองคำมูลค่า 11,243.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 30.38%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ มีมูลค่า 1,799.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.28% จากความต้องการซื้อทองในตลาดโลก แม้ว่าเดือน มี.ค.2569 ราคาทองจะปรับลดลงจากเดือน ก.พ.2569 จากแรงขายของธนาคารกลางบางประเทศ และกองทุน SPDR Gold ก็หันมาขาย หลังจากซื้อต่อเนื่อง แต่ราคาก็ยังทรงตัวในระดับสูง เพราะยังกังวลปัญหาตะวันออกกลาง และรวม 3 เดือน ส่งออกทองคำ 5,661.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 59.50% โดยหากแยกการส่งออกแต่ละเดือน ม.ค.2569 มูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 136.16% ก.พ.2569 มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.22%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทางด้านตลาดส่งออก อินเดีย เพิ่ม 9.69% ฮ่องกง เพิ่ม 5.94% เยอรมนี เพิ่ม 38.15% อิตาลี เพิ่ม 37.77% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 45.36% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 4.28% ญี่ปุ่น เพิ่ม 67.87% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 38.30% เบลเยียม เพิ่ม 10.60% ส่วนสหรัฐฯ ลด 21.88% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้า เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 118,109.54% เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 109.78% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 15.05% เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 2.64% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 3,914.71% พลอยก้อน เพิ่ม 83.62% โลหะเงิน เพิ่ม 627.66% เพชรเจียระไน เพิ่ม 1.36% ส่วนพลอยเนื้อแข็งเจียระไน ลด 6.19% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 11.02% เพชรก้อน ลด 30.38%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกไตรมาสแรก ปี 2569 ยังขยายตัวได้ดี โดยได้แรงส่งจากความต้องการซื้อสินค้าของหลายประเทศ แต่แนวโน้มในระยะต่อไป เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง และเผชิญกับความเปราะบางที่สูงขึ้น สอดคล้องกับการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 3.1% ลดลงจากปีก่อน 3.4% จากปัจจัยเสี่ยงตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ส่งผลราคาพลังงาน สินค้า ค่าขนส่ง ความเชื่อมั่นลงทุน ซึ่งล้วนกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ส่วนตลาดสหรัฐฯ ก็ยังไม่มีความชัดเจนในนโยบายการค้า ที่จะกระทบต่อการส่งออกของไทย และค่าเงินบาทที่ยังแกว่งตัว ทำให้วางแผนธุรกิจและกำหนดราคาได้ยาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภายใต้ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเชิงรุก เร่งกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายช่องทางการตลาดไปสู่ภูมิภาคที่มีความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์น้อยกว่าและยังมีกำลังซื้อที่ดี เช่น กลุ่มประเทศอาเซียนและตลาดเกิดใหม่ ควบคู่ไปกับการยกระดับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิตอย่างเข้มงวด เพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะทองคำที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัสดุทางเลือกและมีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในหลายกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260512f7a482474ec94c34217e26780e338d56094823.jpg' type='image/jpg' length='415470' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยผนึกอาเซียน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เพิ่มความร่วมมือพลังงาน-อาหาร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163547</link>
<guid isPermaLink="false">0257fd3d1cdce6682c84941f717e2133</guid>
<pubDate>Tue, 12 May 2026 09:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กิริฎา&rdquo; เป็นผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นัดพิเศษ ออกแถลงการณ์รับมือผลกระทบจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ เน้นร่วมมือด้านความมั่นคงอาหารและพลังงาน ส่งเสริมการสำรองพลังงานร่วมในภูมิภาค การเชื่อมโยงโครงการไฟฟ้า ท่อส่งก๊าซ พลังงานทางเลือก ไทยผลักดันอาเซียนเร่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจ เร่งสรุปความตกลง DEFA ภายในปีนี้ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางการค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นัดพิเศษ ร่วมกับ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยที่ประชุมได้ออกแถลงการณ์ร่วมต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจของภูมิภาคจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ โดยเน้นร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เพื่อรับมือผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ส่งผ่านไปยังภาคเกษตร โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและความเสี่ยงต่อผลผลิต พร้อมทั้งสนับสนุนการใช้กลไกภูมิภาค อาทิ โครงการสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม (APTERR) และระบบสารสนเทศด้านความมั่นคงอาหารอาเซียน (AFSIS) เพื่อเสริมระบบสำรองและการติดตามสถานการณ์ รวมถึงส่งเสริมเกษตรยั่งยืนเพื่อรองรับความเสี่ยงในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ อาเซียนยังได้ศึกษาแนวทางการสำรองพลังงานร่วมในภูมิภาค เร่งกระจายแหล่งพลังงานและการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค อาทิ โครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (APG) และโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน (TAGP) ควบคู่กับการดำเนินความร่วมมือภายใต้กรอบสำคัญ ได้แก่ ความตกลงกรอบความมั่นคงด้านปิโตรเลียมอาเซียน (APSA) และแผนปฏิบัติการด้านพลังงานอาเซียน (APAEC) ระยะปี 2569-2573 รวมถึงผันวิกฤตเป็นโอกาสใหม่ของพลังงานทางเลือก เพื่อเสริมสร้างระบบพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน อาเซียนจะต้องเร่งสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวในระยะยาว โดยไทยได้เสนอให้ยกระดับบทบาทของอาเซียนสู่การเป็นภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจที่มั่นคงและน่าเชื่อถือของโลก ท่ามกลางความผันผวนในบริบทโลกปัจจุบัน โดยอาศัยการมีระบบการค้าที่เปิดกว้าง การยึดมั่นในกติกาสากล และการงดเว้นการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่จำเป็น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ได้ผลักดันให้ประเทศสมาชิกจะต้องเร่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเร่งรัดการมีผลใช้บังคับของความตกลงทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ค้างอยู่ เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรค และรักษาความต่อเนื่องของการเคลื่อนย้ายสินค้าจำเป็น ตลอดจนเพิ่มความหลากหลายของตลาดคู่ค้า และเร่งสรุปการเจรจาความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ภายในปีนี้ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทางการค้า โดยจะเสนอแนวทางดังกล่าวต่อการประชุมผู้นำอาเซียนในเดือน พ.ค.2569 นี้</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026051274ed43bc5d1db3a845b39124b0296da5094542.jpg' type='image/jpg' length='334587' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”โปรโมตข้าวงาน SIAL Canada คนสนใจเพียบ คาดดันตลาดพรีเมียมโต]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163546</link>
<guid isPermaLink="false">e84f1a7863de0038bc88992d4c52b35b</guid>
<pubDate>Tue, 12 May 2026 09:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้า SIAL Canada 2026 เผยผู้เข้าร่วมงาน ทั้งชาวแคนาดาและต่างชาติ ชื่นชอบข้าวหอมมะลิไทย และข้าวเพื่อสุขภาพ ทั้งข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ คาดนอกจากทำให้ผู้บริโภครู้จัก สนใจข้าวไทยมากขึ้น ยังช่วยกระตุ้นการบริโภคข้าวพรีเมียม และเพิ่มยอดส่งออกได้มากขึ้นในอนาคต &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดคณะผู้แทนเดินทางไปจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงาน SIAL Canada 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา ซึ่งปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 เม.ย.&ndash;1 พ.ค.2569 ณ เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา โดยได้ยกระดับการนำเสนอข้าวไทยภายใต้แนวคิด &ldquo;Think Rice Think Thailand&rdquo; มุ่งเน้นการเปิดประสบการณ์ข้าวไทยให้ผู้ซื้อและผู้นำเข้ารับรู้ถึงความโดดเด่นของข้าวไทยทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐาน การผูกโยงเรื่องราวของสินค้าข้าวผ่านวัฒนธรรมด้านอาหารที่เป็นจุดเด่นของประเทศไทย อีกทั้งคุณค่าของข้าวไทยที่สามารถนำไปประยุกต์ทำอาหารนานาชาติได้อย่างลงตัว เพื่อกระตุ้นให้ผู้ซื้อมีความต้องการบริโภคข้าวไทยมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภายในคูหามีการจัดแสดงข้าวไทยหลากหลายชนิดควบคู่กับภาพเมนูอาหารไทยยอดนิยม เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ข้าวไทย ในฐานะหัวใจของอาหารไทย (Thai Rice: The Heart of Thai Cuisine) และยังได้สื่อสารประชาสัมพันธ์เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายและสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย รวมถึงนำเสนอความหลากหลายและคุณค่าทางโภชนาการของข้าวไทยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแคนาดาที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ อาทิ ข้าวกล้อง และข้าวไรซ์เบอร์รี่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 ราย จากหลากหลายประเทศ อาทิ แคนาดา สหรัฐฯ เยอรมนี ฝรั่งเศส จีน เกาหลีใต้ แอฟริกาใต้ และกานา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมข้าวอย่างผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยผู้เข้าเยี่ยมชมคูหาให้ความเห็นว่าข้าวไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวหอมมะลิไทยได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบ มีรสชาติดี นุ่ม หอม อร่อย สามารถหาซื้อข้าวไทยได้ในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปในแคนาดาและร้านค้าปลีกเอเชีย และยังให้ความสนใจสอบถามเกี่ยวกับข้าวกล้องเพื่อสุขภาพและข้าวคุณลักษณะพิเศษอย่างข้าวไรซ์เบอร์รี่ เนื่องจากเห็นว่าข้าวดังกล่าวมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ&rdquo;นางอารดากล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับแคนาดาเป็นตลาดผู้นำเข้าข้าวสำคัญของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มข้าวพรีเมียมอย่างข้าวหอมมะลิไทย &nbsp;ในปี 2568 ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปแคนาดามากเป็นอันดับ 3 และการบริโภคข้าวในแคนาดามีแนวโน้มขยายตัวจากความต้องการบริโภคของชาวแคนาดาเชื้อสายเอเชียที่ย้ายถิ่นฐานมายังแคนาดาเพิ่มขึ้นจากนโยบายเปิดรับผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน และจากร้านอาหารไทยในแคนาดาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากผู้บริโภคชาวแคนาดาและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในแคนาดา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน การเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคต่างชาติรู้จักอาหารไทยเพิ่มมากขึ้น โดยประสบการณ์และความประทับใจที่ได้ทานข้าวไทยและอาหารไทย ทำให้กลับมารับประทานอาหารไทยที่ร้านไทยในแคนาดาและเลือกซื้อข้าวไทยเพื่อประกอบอาหารทานเองที่บ้านเพิ่มขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยแคนาดาเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง อีกทั้งปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากหันมาสนใจด้านสุขภาพมากขึ้น ซึ่งไทยมีข้าวที่ตอบโจทย์ความต้องการบริโภคของแคนาดาทั้งข้าวหอมมะลิไทยและข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวไทยจึงมีโอกาสเติบโตในตลาดแคนาดา ดังจะเห็นได้จากในไตรมาสแรกของปี 2569 การส่งออกข้าวหอมมะลิไทยและข้าวกล้องไปแคนาดายังเติบโตต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 6% และ 20% ตามลำดับ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">งานแสดงสินค้า SIAL Canada 2026 มีผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจากแคนาดาและประเทศต่าง ๆ กว่า 55 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐฯ จีน สเปน และเม็กซิโก เข้าร่วมจัดแสดงสินค้ากว่า 850 ราย และมีผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 23,000 คน จาก 78 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ตัวแทนจัดจำหน่าย และผู้ประกอบการร้านอาหาร และการเข้าร่วมงานดังกล่าว เป็นช่องทางสำคัญในการประชาสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการบริโภคข้าวไทยเพิ่มขึ้น และสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป คือ การคงรักษาคุณภาพมาตรฐานข้าวส่งออกและการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตเพื่อให้มีราคาที่เหมาะสม เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดแคนาดา</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260512285bceeb047109fe9fef3c5a3b7c4805094342.jpg' type='image/jpg' length='357304' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DBD x DSI ผนึกกำลังจัดการนอมินี นำร่องพะงัน-สมุย ตามต่อด้วยจังหวัดท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163377</link>
<guid isPermaLink="false">5f7773c8740423894e9ea93fa157333e</guid>
<pubDate>Mon, 11 May 2026 14:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผนึกกำลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลุยปราบปรามนอมินีในไทย นำร่อง 2 เกาะชื่อดัง เกาะพะงัน เกาะสมุย หลังคน ธุรกิจร้องเรียนหนัก แถมเหิมเกริมตั้งก๊กก๊วนผิดกฎหมาย หาประโยชน์มิชอบ เบื้องต้นสแกน 11,426 บริษัท ไล่ตรวจนอมินีสูง กลาง ต่ำ ก่อนขยายผล ภูเก็ต กระบี่ พังงา พัทยา หัวหิน ที่พบต่างชาติร่วมลงทุนตั้งบริษัททำธุรกิจ สัดส่วน 20.53-59.76% ของบริษัทที่มีอยู่ในจังหวัด ดีเอสไอย้ำพร้อมร่วมมือเต็มที่ คาดหลัง ปปง. บรรจุนอมินีเป็นคดีมูลฐานฟอกเงิน จะทำให้จัดการได้ง่ายขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถึงความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามนอมินีในประเทศไทย หลังพบธุรกิจที่ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังหลายแห่งมีลักษณะเข้าข่ายนอมินี หลังจากเปิดปฏิบัติการสแกนข้อมูลบริษัทภายในจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ และพบความเป็นไปได้สูงที่จะมีบริษัทนอมินีอยู่เป็นจำนวนมากและหลากหลายรูปแบบ จึงได้ร่วมกันวางแนวทางในการตรวจสอบนอมินีอย่างเข้มข้น เบื้องต้นจะโฟกัสไปที่ 2 เกาะชื่อดัง คือ เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานีก่อน เพราะได้รับการร้องเรียนจากประชาชนและภาคธุรกิจว่ามีชาวต่างชาติบางคน บางกลุ่ม รวมตัวกันตั้งเป็นก๊กก๊วนแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพยากรของไทย และมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย สร้างภาระในสังคม เป็นที่เอือมระอาของชาวบ้านในพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยแนวทางการดำเนินการ จะนำข้อมูลนิติบุคคลที่สแกนได้จำนวน 11,426 บริษัท ที่มีคนต่างชาติร่วมประกอบธุรกิจใน 2 เกาะ มาจำแนกโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเป็นบริษัทนอมนีในระดับสูง กลาง ต่ำ และจะกำหนดระยะเวลาการตรวจสอบ โดยเริ่มจากบริษัทที่มีโอกาสสูงที่จะเป็นนอมินีก่อน และดำเนินการตรวจสอบไล่ลำดับลงไป แต่หากเกิดกรณีร้องเรียนจากภาคประชาชนที่บ่งชี้ถึงพฤติกรรมนอมินีอย่างชัดเจน ก็พร้อมส่งทีมปราบนอมินีเข้าไปตรวจสอบในทันที และประสานหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบด้วย โดยจะมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มข้น ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบบริษัทนอมินีมีความรัดกุมและสามารถดำเนินคดีกับบริษัทนอมินีได้หลากหลายมิติ หลากหลายความผิด อาทิ เรื่องท่องเที่ยว ส่งกรมการท่องเที่ยว เรื่องแรงงาน ส่งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องภาษี ส่งกรมสรรพากร เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ จะขยายผลไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต มีบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 11,626 ราย สัดส่วน 39.22% ของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมดในจังหวัด โดยต่างชาติที่ลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ รัสเซีย จีน อังกฤษ และออสเตรเลียน กระบี่ มีบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 749 ราย สัดส่วน 20.88% โดยต่างชาติที่ลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ อังกฤษ สวีเดน ฝรั่งเศส อเมริกัน อิตาเลียน พังงา มีบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 346 ราย สัดส่วน 20.53% โดยต่างชาติที่ลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ เยอรมัน อังกฤษ สวีเดน ฝรั่งเศส อเมริกัน หัวหิน มีบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 2,081 ราย สัดส่วน 51.24% โดยต่างชาติที่ลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ อังกฤษ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมัน นอร์เวย์ และพัทยา มีบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 19,910 ราย สัดส่วน 59.76% โดยต่างชาติที่ลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน อังกฤษ รัสเซีย อินเดีย และเยอรมัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;นอมินีเป็นปัญหาระดับชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการโดยตรงให้จัดการปัญหานี้ให้สิ้นซาก และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กำชับให้ป้องกันและปราบปราม ซึ่งที่ผ่านมา มีการตรวจสอบและจับบริษัทที่ต้องสงสัยเป็นนอมินีที่เกาะพะงันไปบ้างแล้ว เช่น สำนักงานบัญชี ที่เจ้าของเป็นผู้ถือหุ้นใน 66 บริษัท ใช้อาคารและบ้านพักเป็นที่ตั้งบริษัทถึง 89 แห่ง ตรวจสอบนอมินีต่างชาติถือครองอสังหาริมทรัพย์ และส่งข้อมูลบริษัท 34 ราย ที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และท่องเที่ยว ที่เกาะสมุย มีทรัพย์สินรวมเกินกว่า 100 ล้านบาท ให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และจากนี้ จะดำเนินการอย่างเข้มข้น ร่วมกับ DSI ตรวสอบเข้ม ทั้งที่เกาะพะงัน เกาะสมุย และจังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล ที่จะนำมาเป็นนอมินีนิติบุคคล กรมกำลังหารือกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อตรวจสอบการลงทุนของผู้ถือหุ้นคนไทยของบริษัทที่มีต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจน ว่าจะตรวจสอบกลุ่มไหน เพราะหลังจากออกมาตรการตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 ที่คุมเข้มการจดทะเบียน ให้แสดงหลักฐานทางการเงิน คุมเข้มบุคคลที่อยู่ในบัญชี HR-03 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้การจดนอมินีนิติบุคคลลดลง 60% และ 1 เม.ย.2569 เพิ่มมาตรการให้ยืนยันว่าผู้ถือหุ้นลงทุนและชำระเงินจริง ทำให้การจดทะเบียนนอมินีนิติบุคคลลดลง 75% จึงต้องเพิ่มมาตรการให้ไม่มีหลุดรอดเข้ามาได้อีก &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวว่า DSI ได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาอย่างต่อเนื่อง ในการปราบปรามนอมินี โดยที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจไม่ขออนุญาตตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 คดีที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท และคดีที่มีความสำคัญ โดยได้เสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ บรรจุให้เป็นคดีพิเศษ เพื่อให้ตรวจสอบได้ลึกและกว้างขึ้น และล่าสุด ปปง. กำลังจะเสนอกฎหมาย บรรจุความผิดนอมินีให้เป็นความผิดมูลฐานฟอกเงิน ซึ่งจะทำให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ และสามารถยึดทรัพย์ที่กระทำความผิดได้</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026051124a9689b25fbca05cb01ce4a7797a31a144926.jpg' type='image/jpg' length='114926' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ถอดบทวิเคราะห์ WIPO โลกยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วย IP เตรียมแผนหนุน SME-สตาร์ตอัป]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163374</link>
<guid isPermaLink="false">3024a23be2b54b0bd7845176c6009c29</guid>
<pubDate>Mon, 11 May 2026 14:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาถอดบทวิเคราะห์จากรายงาน WIPO Pathfinders Report พบในช่วง 10 ปีข้างหน้า โลกจะเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สินที่จับต้องได้ ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้มากขึ้น ทั้งองค์ความรู้ ข้อมูล ซอฟต์แวร์ งานสร้างสรรค์ แบรนด์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เตรียมปรับแผนรับมือการเปลี่ยนแปลง ช่วย SME และสตาร์ตอัปไทย สร้างแต้มต่อในการทำธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ถอดบทวิเคราะห์จากรายงาน &ldquo;WIPO Pathfinders Report&rdquo; ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) พบว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สินที่จับต้องได้ ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ ข้อมูล ซอฟต์แวร์ งานสร้างสรรค์ แบรนด์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายงาน WIPO Pathfinders ดังกล่าว เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มและฉากทัศน์อนาคตของระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลก ซึ่งรวบรวมมุมมองของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อประเมินทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม ที่ส่งผลต่อทรัพย์สินทางปัญญาในระยะ 10 ปีข้างหน้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวยังได้เน้นย้ำถึงความท้าทายจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลกอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการคิดค้นนวัตกรรม การสร้างสรรค์ผลงาน การบริหารจัดการสิทธิ์ และการแข่งขันทางธุรกิจ โดย WIPO ได้เสนอแนวทางสำคัญสำหรับประเทศสมาชิกในการเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง การเร่งเปลี่ยนผ่านบริการสู่ระบบดิจิทัล การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และสตาร์ตอัป รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน นักลงทุน ภาคการศึกษาและนวัตกรรม เพื่อให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างนวัตกรรม แต่เป็นการต่อยอดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าและสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง โดยประเทศที่สามารถเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ จะเป็นประเทศที่กุมความได้เปรียบในตลาดโลก ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME และสตาร์ตอัปให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันบนฐานของนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยกรมพร้อมนำข้อเสนอแนะและฉากทัศน์สำคัญจากรายงาน WIPO มาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของไทย ให้พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างแต้มต่อและโอกาสทางการค้าการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทย อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้วางแนวทางยกระดับกลยุทธ์ IP เชิงรุก เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ และขยายโอกาสทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ เพื่อตอบสนองต่อฉากทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยได้เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในหลายมิติ อาทิ โครงการ IP Financing วางรากฐานระบบประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเร่งรัดจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาผ่านบริการ Fast Track เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่และนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วขึ้น การปรับปรุงกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัยและสอดรับกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งการปกป้องแบรนด์ไทยผ่านโครงการ Trademark Monitor เฝ้าระวังการฉวยโอกาสนำเครื่องหมายการค้าของไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิชอบ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถปกป้องแบรนด์ไทย เช่น &ldquo;หมูเด้ง&rdquo; (Moo Deng) ในประเทศจีน แบรนด์ยาดม &ldquo;หงส์ไทย&rdquo; (Hongthai) ในประเทศจีนและเวียดนาม รวมถึงแบรนด์ &ldquo;เต่าบิน&rdquo; ในประเทศเวียดนาม และระงับความเสียหายได้ทันท่วงที เป็นต้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026051159d0f54710218fbbd210593e4c9f71c4144750.jpg' type='image/jpg' length='148714' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เตือนผู้ทำบัญชีตรวจสอบสถานะ “คงอยู่-ยืนยันการทำบัญชี” ก่อนส่งงบการเงิน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163370</link>
<guid isPermaLink="false">be06d6bdec3ec3856b2c92786ea8c62b</guid>
<pubDate>Mon, 11 May 2026 14:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-family:supermarket;"></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแจ้งเตือนผู้ทำบัญชีทั่วประเทศ เข้าระบบ e-Accountant Plus ตรวจสอบสถานะของตนเองให้แสดงผล &ldquo;คงอยู่&rdquo; และ &ldquo;ยืนยันการทำบัญชี&rdquo; ให้เรียบร้อย ก่อนนิติบุคคลนำส่งงบการเงินประจำปี ส่วนนิติบุคคล ก็สามารถตรวจสอบผู้ทำบัญชีได้เช่นเดียวกัน เพื่อให้การส่งงบการเงิน เป็นไปด้วยความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และป้องกันการแอบอ้างชื่อผู้ทำบัญชี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วงเดือน พ.ค. ของทุกปี จะเป็นช่วงเวลาที่นิติบุคคลนำส่งงบการเงินต่อกรมเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2569 มีนิติบุคคลที่มีหน้าที่ต้องนำส่งงบการเงินรอบปีบัญชี 2568 จำนวน 907,151 ราย ซึ่งส่วนใหญ่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. โดยนิติบุคคลที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.2568 จะต้องนำส่งงบการเงินผ่านระบบ DBD e-Filing ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 2 มิ.ย.2569 โดยงบการเงินที่นำส่งต่อกรม จะต้องจัดทำโดยผู้ทำบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ.2543 และผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เพื่อให้งบการเงินมีความถูกต้อง ครบถ้วน และน่าเชื่อถือตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ก่อนที่นิติบุคคลจะดำเนินการนำส่งงบการเงิน นิติบุคคลและผู้ทำบัญชีจะต้องดำเนินการ 2 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
1.ตรวจสอบสถานะผู้ทำบัญชีต้องแสดง &ldquo;คงอยู่&rdquo; โดยตรวจสอบสถานะทางระบบงานผู้ทำบัญชี (e-Accountant Plus) ว่าแสดงผลเป็นคงอยู่เท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์จัดทำบัญชีและงบการเงินตามที่กฎหมายกำหนด หากแสดงสถานะ &ldquo;อื่น&rdquo; นิติบุคคลอาจต้องได้รับโทษตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ.2543 ฐานไม่จัดให้มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติมาจัดทำบัญชีให้กิจการ และผู้ทำบัญชีใดประกอบวิชาชีพเป็นผู้ทำบัญชีโดยไม่เป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือฝ่าฝืนประกอบวิชาชีพระหว่างการถูกลงโทษพักหรือเพิกถอนการขึ้นทะเบียน/สมาชิก อาจต้องได้รับโทษทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547 ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบสถานะผู้ทำบัญชี ได้ที่เว็บไซต์ www.dbd.go.th &gt;&gt; บริการออนไลน์ &gt;&gt; ระบบงานผู้ทำบัญชี (e-Accountant) &gt;&gt; ตรวจสอบสถานะของผู้ทำบัญชี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">2.แจ้งยืนยันการทำบัญชี โดยผู้ทำบัญชีต้องเข้าสู่ระบบ e-Accountant Plus และดำเนินการยืนยันการทำบัญชีให้เรียบร้อย เพื่อแสดงว่าตนเองเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำบัญชีและงบการเงินของนิติบุคคลนั้น ๆ หากผู้ทำบัญชียังไม่ได้แจ้งยืนยันการทำบัญชีของธุรกิจที่กำลังนำส่งงบการเงินผ่านระบบ DBD e-Filing ระบบจะมีข้อความแจ้งเตือนขึ้นมา โดยขอให้กิจการแจ้งผู้ทำบัญชีดำเนินการดังกล่าวให้เสร็จสิ้น ก่อนกดยืนยันนำส่งงบการเงิน ทั้งนี้ นิติบุคคลสามารถตรวจสอบการแจ้งยืนยันได้จากเว็บไซต์ www.dbd.go.th &gt;&gt; บริการออนไลน์ &gt;&gt; ระบบงานผู้ทำบัญชี (e-Accountant) &gt;&gt; ค้นหาผู้ทำบัญชีของนิติบุคคล และระบบจะให้กรอกเลขนิติบุคคล จากนั้นจะปรากฏรายชื่อของผู้ทำบัญชี และปีงบการเงินที่ยืนยันทำบัญชีขึ้นมา กรณีผู้ทำบัญชีจะตรวจสอบรายชื่อธุรกิจที่ตนเองยืนยันการทำบัญชีสามารถเข้าระบบ e-Accountant เลือกเมนู &gt;&gt; รายงาน &gt;&gt; รายงานยืนยันการทำบัญชี นอกจากนี้ ผู้ทำบัญชียังสามารถตรวจสอบได้ว่า มีธุรกิจใดแอบอ้างชื่อผู้ทำบัญชีในการนำส่งงบการเงิน ได้ที่ เมนู &gt;&gt; รายงาน &gt;&gt; รายงานที่ปรากฏข้อมูลผู้ทำบัญชีในการนำส่งงบการเงิน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมพร้อมให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่นิติบุคคลและผู้ทำบัญชีตลอดช่วงการนำส่งงบการเงิน โดยมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาและแนะนำการใช้งานระบบ DBD e-Filing อย่างครบถ้วน เพื่อให้การนำส่งงบการเงินเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย โดยขอความร่วมมือจากผู้ทำบัญชีทุกรายให้เร่งดำเนินการยืนยันการทำบัญชีและตรวจสอบสถานะของตนเองโดยด่วน เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการนำส่งงบการเงินของนิติบุคคล และเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของวิชาชีพบัญชีไทยโดยรวม&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ส่วนส่งเสริมพัฒนาวิชาชีพบัญชี กองกำกับบัญชีธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์ 0 2547 4395 Call Center 1570, e-Mail: accountant3582@dbd.go.th และเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026051100adced6362d551eae01de0dac187e72144623.jpg' type='image/jpg' length='186910' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP จัดส่งเสริมการขายผลไม้ไทยที่กวางโจว-คุนหมิง ยอดปังกว่า 220 ล้านบาท]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163367</link>
<guid isPermaLink="false">86037697f61a79b29c830e76e6919447</guid>
<pubDate>Mon, 11 May 2026 14:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) รับนโยบาย &ldquo;ศุภจี&rdquo; จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ไทยในตลาดจีน ประสบความสำเร็จตามเป้า เผยที่กวางโจว จัดจำหน่ายผลไม้ทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ คาดยอดขายไม่ต่ำกว่า 218 ล้านบาท ส่วนที่คุนหมิงใช้เวทีโปรโมตตรา Thai SELECT ประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทย คนแห่ชม ชิม ส่วนทุเรียนขายได้ทันที 9.48 แสนบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ได้รับนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งขยายตลาดผลไม้ไทย เพื่อรองรับฤดูกาลผลไม้ที่กำลังออกสู่ตลาด จึงได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในจีน เร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ เพื่อกระตุ้นการบริโภค และกระตุ้นการส่งออกผลไม้ไทย โดยล่าสุดได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว และเมืองคุนหมิง ที่ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ไทย (Thai Fruits Golden Months) ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวจีนเป็นอย่างมาก ช่วยกระตุ้นยอดขายผลไม้ และคาดว่าจะมีการสั่งซื้อผลไม้จากไทยเพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจัดกิจกรรมที่เมืองกวางโจว ได้จัดโครงการยกระดับการส่งออกผลไม้เข้าสู่ตลาดซัวเถา ภายใต้ธีม &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits&rdquo; ณ ถนนคนเดินเมืองซัวเถา ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ ฝ่ายเกษตร ณ นครกว่างโจว บริษัท Pagoda, บริษัท CP, และบริษัท Miniso โดยจัดกิจกรรมจำหน่ายผลไม้ไทย ทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ ควบคู่กับการไลฟ์สตรีมมิ่งร่วมกับบริษัท Pagoda ซึ่งเป็นบริษัทมีเครือข่ายร้านค้ากว่า 4,000 สาขาทั่วประเทศจีน (23 เม.ย.-5 พ.ค.69) และบริษัท CP ได้เข้าร่วมกิจกรรมออฟไลน์ส่งเสริมการขายผลไม้ภายใต้แบรนด์ CP Fresh ในราคาพิเศษ รวมทั้งบริษัท Miniso ได้ร่วมประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทย ผ่านตัวละคร IP &ldquo;DunDun Chicken&rdquo; ที่มียอดวิวมากกว่า 70 ล้านวิว ในธีม &ldquo;น้องมะพร้าว DunDun&rdquo; ซึ่งช่วยสร้างกระแสบนโซเชียลมีเดีย และขยายการเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นและครอบครัวผู้บริโภคชาวจีน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ว่าได้มีการต่อยอดการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบไลฟ์สไตล์ โดยนำผลไม้ไทยไปจัดแสดงในกิจกรรมบนเรือล่องแม่น้ำจูเจียง เมืองกวางโจว ของบริษัท Miniso และยังมีการสำรวจตลาดในเมืองซัวเถา อาทิ ร้าน Pagoda สาขาซัวเถา และพบปะผู้บริหารและผู้ประกอบการนำเข้าผลไม้ไทยในเมืองซัวเถา ณ ตลาดเยว่ตงเจียงหนาน เพื่อหารือแนวทางการขยายช่องทางการจำหน่ายผลไม้ไทยในพื้นที่ รับฟังข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค ระบบกระจายสินค้า และแนวโน้มความต้องการของตลาด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนส่งออกและการพัฒนากลยุทธ์ตลาดของผู้ประกอบการไทยในระยะต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ทั้งจากผู้เข้าร่วมงานและผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เกิดการทดลองสินค้า การซื้อซ้ำ และการแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการจำหน่ายในระหว่างการจัดกิจกรรมเดือน เม.ย.-พ.ค.2569 มากกว่า 46 ล้านหยวน หรือประมาณ 218 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดเมืองรองจีนในการเป็นฐานผู้บริโภคใหม่ของสินค้าไทยในระยะยาว&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า ที่คุนหมิง ได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ว่าได้จัดกิจกรรมส่งเสริมร้านอาหาร Thai SELECT และประชาสัมพันธ์ทุเรียนไทย ระหว่างวันที่ 22-26 เม.ย.2569 ณ ห้างสรรพสินค้าถงเต๋อ คุนหมิง โดยมีการทำเมนูอาหารต่าง ๆ โดยใช้ผลไม้ไทยเป็นส่วนประกอบ เช่น ขนมปังชีสทุเรียน หอยเชลย่างยำส้มโอ ต้มยำน้ำข้นเนื้อลำไย ปลาหิมะนึ่งมะนาวมังคุด และเครื่องดื่มน้ำมะพร้าวน้ำหอม สามารถสร้างการรับรู้ให้กับผู้ที่มาร่วมงานที่เป็นกลุ่มผู้บริหารโรงแรมและผู้ประกอบธุรกิจด้านอาหาร และสนใจซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทุเรียนไทย ได้ร่วมมือกับ CP Yunnan และ KOL ประชาสัมพันธ์ทุเรียนไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคทุเรียนไทย พร้อมจัดกิจกรรมไลฟ์สดขายทุเรียนภายในงาน โดยมียอดขายทุเรียนระหว่างการจัดงาน ประมาณ 200,000 หยวน หรือประมาณ 9.48 แสนบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2569 กระทรวงพาณิชย์ ได้เพิ่มการจัดกิจกรรม Thai Tropical Fruits Golden Months ใน 7 เมืองหลักของจีน ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ เซี่ยเหมิน หนานหนิง เฉิงตู ชิงเต่า กวางโจว และคุนหมิง และจะเพิ่มการจัดงานใน 3 เมืองภาคตะวันตกของจีน ซึ่งเป็นตลาดใหม่ ได้แก่ นครหยินชวน เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย เมืองยวี่ซี มณฑลยูนนาน เมืองอูรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และเมืองรองอื่น ๆ จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ เมืองหนานชาง มณฑลเจียงซี เมืองไป่เช่อ และเมืองหลิ่วโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เมืองฉางซา มณฑลหูหนาน เมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260511adfb7c9ed4f92328e009bcf9dc6269f6144313.jpg' type='image/jpg' length='742858' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[5 แสนคน แห่ชอปสินค้าไทยช่วยไทย 60 ล้านบาท น้ำมันพืช ไข่ น้ำยาซักผ้าขายดี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163221</link>
<guid isPermaLink="false">c492672d84ad5e88dca30b514d04443a</guid>
<pubDate>Mon, 11 May 2026 09:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยผลจัดงานจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ รวม 2 ครั้ง วันที่ 1 และ 8 พ.ค.69 มีประชาชนกว่า 5 แสนคน เดินทางมาจับจ่ายซื้อสินค้ากว่า 60 ล้านบาท เผยน้ำมันพืช ไข่ไก่ ไข่เป็ด ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ข้าวสาร น้ำตาล ขายดีสุด สินค้า OTOP ทั้งอาหาร เสื้อผ้า เครื่องใช้ เครื่องดื่ม สมุนไพร ก็ขายดีไม่แพ้กัน ครั้งถัดไปเจอกันวันที่ 15, 22 และ 29 พ.ค.69<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกัน Kick Off เปิดการจำหน่ายเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2569 และจะจัดต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือน พ.ค.2569 ปรากฏว่า ยอดรวม 2 วัน (วันศุกร์ที่ 1 พ.ค. และวันศุกร์ที่ 8 พ.ค.) มีประชาชนจับจ่ายซื้อสินค้ารวม 60,854,290.45 บาท แบ่งเป็นวันศุกร์ที่ 1 พ.ค.2569 ประชาชนจับจ่ายซื้อสินค้า 33,738,292.45 ล้านบาท และวันศุกร์ที่ 8 พ.ค.2569 ประชาชนจับจ่ายซื้อสินค้า 27,115,998 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยรายละเอียด ครั้งที่ 1 วันศุกร์ที่ 1 พ.ค.2569 มีประชาชนเข้าร่วมซื้อสินค้าจำนวน 283,894 คน และมีร้านค้าที่เข้าร่วมทั้งหมด 12,491 ร้าน แบ่งเป็นห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ 1,245 ร้าน ร้านค้า OTOP 5,749 ร้าน ร้านค้าชุมชน 5,497 ร้าน จังหวัดที่มีการซื้อสินค้าไทยช่วยไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จังหวัดสุรินทร์ 1,192,891 บาท 2.จังหวัดนครราชสีมา 1,167,683 บาท 3.จังหวัดเชียงใหม่ 1,057,660 บาท 4.จังหวัดขอนแก่น 1,056,944 บาท 5.จังหวัดยะลา 836,991 บาท และอำเภอที่มีการซื้อสินค้าไทยช่วยไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อำเภอกาบัง จ.ยะลา 468,956 บาท 2.อำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี 277,000 บาท 3.อำเภอเมืองราชบุรี จ.ราชบุรี 269,870 บาท 4.อำเภอจอมพระ จ.สุรินทร์ 228,207 บาท 5.อำเภอสมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ 210,934 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ 1.น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร 2.ไข่ไก่ ไข่เป็ด 3.ผลิตภัณฑ์ซักผ้า 4.ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม 5.ข้าวทุกประเภท สินค้า OTOP ได้แก่ 1.ประเภทอาหาร 2.ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย 3.ประเภทของใช้ 4.ประเภทเครื่องดื่ม 5.ประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และสินค้าอื่น ๆ ได้แก่ &nbsp;1.อาหารสด 2.อาหารแปรรูป 3.ขนม เบเกอรี 4.เครื่องดื่ม 5.ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ครั้งที่ 2 วันศุกร์ที่ 8 พ.ค.2569 มีประชาชนเข้าร่วมซื้อสินค้าจำนวน 217,619 คน และมีร้านค้าที่เข้าร่วมทั้งหมด 9,721 ร้าน แบ่งเป็นห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ 1,210 ร้าน ร้านค้า OTOP 4,506 ร้าน ร้านค้าชุมชน 4,005 ร้าน จังหวัดที่มีการซื้อสินค้าไทยช่วยไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จังหวัดสุรินทร์ 1,047,798 บาท 2.จังหวัดนครราชสีมา 937,358 บาท 3.จังหวัดเชียงใหม่ 880,018 บาท 4.จังหวัดชลบุรี 833,726 บาท 5.จังหวัดราชบุรี 741,810 บาท และอำเภอที่มีการซื้อสินค้าไทยช่วยไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อำเภอเมืองสระบุรี จ.สระบุรี 348,227 บาท 2.อำเภอเมืองราชบุรี จ.ราชบุรี 280,019 บาท 3.อำเภอเมืองยะลา จ.ยะลา 266,846 บาท 4.อำเภอเมืองชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ 257,144 บาท 5.อำเภอเมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 255,700 บาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ 1.น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร 2.ไข่ไก่ ไข่เป็ด 3.ผลิตภัณฑ์ซักผ้า 4.ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม 5.น้ำตาล สินค้า OTOP ได้แก่ 1.ประเภทอาหาร 2.ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย 3.ประเภทของใช้ 4.ประเภทเครื่องดื่ม 5.ประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และสินค้าอื่น ๆ ได้แก่ 1.อาหารสด &nbsp;2.วัตถุดิบประกอบอาหาร 3.อาหารแปรรูป 4.ขนม เบเกอรี 5.เครื่องดื่ม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า ประชาชนทุกภูมิภาคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ได้ทุกวันศุกร์ตลอดเดือน พ.ค.2569 โดยเหลืออีก 3 ครั้ง ได้แก่ วันศุกร์ที่ 15, 22 และ 29 พ.ค.2569 ระหว่างเวลา 08.30&ndash;16.30 น. จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ 878 แห่ง ในราคาลดแล้วลดอีกสูงสุดถึง 58% ซึ่งเป็นสินค้าราคาต่ำกว่าท้องตลาด โดยคัดเลือกสินค้าอุปโภค-บริโภคจากห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ กว่า 3,000 รายการ และสินค้าราคาโปรโมชันจากห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น รวมถึง สินค้า OTOP และสินค้าชุมชนจากผู้ประกอบการชุมชน อาทิ อาหาร สินค้าเกษตรแปรรูป เสื้อผ้า และสินค้าปรุงสำเร็จ เข้าร่วมจำหน่าย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ยังสามารถซื้อสินค้าไทยช่วยไทยได้ที่ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ อาทิ TOPs, BigC, Lotus&rsquo;s, Makro, CJ, Go Wholesale และห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น ใกล้บ้านท่านได้อีกด้วย เพื่อสร้างความเสมอภาคและกระจายความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสเลือกซื้อสินค้าราคาถูก คุณภาพดี สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ปัจจุบัน &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; กลายเป็นโมเดลสำคัญในการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดค่าครองชีพให้กับประชาชน แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ผลิตสินค้า SME ไทย ให้เติบโตไปพร้อมกับความร่วมมือในครั้งนี้ และต้องขอบคุณกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และนายอำเภอทุกแห่งที่ร่วมแรงร่วมใจจัดกิจกรรมดี ๆ เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026051115e4860e7ca055fef0b68f1a93bd90a0092126.jpg' type='image/jpg' length='306169' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ติดตามสถานการณ์มังคุด สั่งเร่งเปิดลานรับซื้อ เชื่อมโยงตลาด ผลักดันส่งออก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163219</link>
<guid isPermaLink="false">303b43326ac48f6d55510e0e10f43496</guid>
<pubDate>Mon, 11 May 2026 09:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;ลงพื้นที่ จ.จันทบุรี ติดตามสถานการณ์มังคุด ประสานเร่งเปิดลานรับซื้อ เชื่อมโยงตลาดกับห้าง กระจายผลผลิตผ่านไทยช่วยไทย ดึงหน่วยงานรัฐช่วยซื้อ ผลักดันส่งออก แปรรูป รับมือผลผลิตออกมากช่วง พ.ค.-มิ.ย. ส่วนทุเรียน มีการทำตลาดล่วงหน้า ทั้งต่างประเทศ ในประเทศ ใช้ Live Commerce และอินฟลูเอนเซอร์ สร้างการรับรู้ กระตุ้นการบริโภค</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ติดตามสถานการณ์ด้านการตลาดและการรักษาเสถียรภาพราคามังคุด ภายใต้มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 ณ บริษัท อรษา ฟรุ๊ต จำกัด เพื่อเตรียมรับมือผลผลิตมังคุดที่จะออกสู่ตลาดจำนวนมากตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ค.2569 เป็นต้นไป โดยได้กำชับให้ทุกภาคส่วนจะร่วมกันเดินหน้าทำงานเชิงรุกทั้งด้านตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยปีนี้ ผลผลิตมังคุดจะออกสู่ตลาดมากในช่วงวันที่ 21 พ.ค.&ndash;10 มิ.ย.2569 จึงต้องเร่งวางมาตรการรองรับ ทั้งการเปิดลานมังคุด การเชื่อมโยงตลาดกับโมเดิร์นเทรด การผลักดันการส่งออก การกระจายผลผลิตผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; และความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ผ่านไปรษณีย์ไทย และภาคเอกชน ในการช่วยดูดซับและระบายผลผลิต รวมทั้งได้ประสานเครือข่ายผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่ม (F&amp;B provider) ทำเมนูอาหารของหวานหรือเครื่องดื่มจากผลไม้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้หารือแนวทางจัดตั้ง Fruit Processing Center หรือศูนย์พัฒนาคุณภาพไม้ผลจังหวัดจันทบุรี เพื่อเป็นต้นแบบรองรับผลผลิตส่วนเกินในช่วงผลผลิตออกมาก ผ่านการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยหอการค้าจังหวัดจันทบุรีเสนอให้มีการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการแปรรูป เช่น ห้อง Pre-cooling ระบบบรรจุภัณฑ์ และเครื่องจักรแปรรูปที่ทันสมัย ส่งเสริมการจัดตั้งลานประมูลมังคุด เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมให้เกษตรกรมีช่องทางการขายเพิ่มขึ้น และผู้ซื้อสามารถมาเลือกซื้อตรงกับกลุ่มเกษตรกร ทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสถานการณ์มังคุด ปี 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่า ผลผลิตทั้งประเทศอยู่ที่ 318,000 ตัน ลดลง 6% ขณะที่ผลผลิตภาคตะวันออกอยู่ที่ 175,000 ตัน ลดลง 33% โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.2569 คิดเป็น 58% ของผลผลิตภาคตะวันออก ทั้งนี้ มังคุดไทยพึ่งพาตลาดส่งออกสูงถึง 86% ส่วนการบริโภคในประเทศอยู่ที่ 14% โดยราคามังคุดที่ล้งรับซื้อ ณ วันที่ 7 พ.ค.2569 อยู่ที่กิโลกรัมละ 80-85 บาท สำหรับมันรวม กากลาย 60-70 บาท คละ 60-75 บาท และมังคุดตกไซส์ 20-30 บาท และการส่งออกช่วงวันที่ 1 ม.ค.-26 เม.ย.2569 มีจำนวน 590 ชิปเมนต์ ปริมาณรวม 10,042 ตัน มูลค่า 616 ล้านบาท เฉพาะช่วงวันที่ 20-26 เม.ย.2569 มีการส่งออก 1,190 ตัน มูลค่า 86 ล้านบาท ส่วนปี 2568 ไทยส่งออกมังคุดรวม 226,442 ตัน มูลค่า 17,018 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจีกล่าวว่า ส่วนทุเรียน ปีนี้มีความท้าทายมากกว่าปีก่อน เนื่องจากข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดว่า ปริมาณผลผลิตทุเรียนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาทุเรียนช่วงเปิดฤดูกาลไม่สูงเท่าปีก่อน ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศร้อนและแล้ง ทำให้ทุเรียนขนาดเล็กมีจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคา จึงได้ทำงานเชิงรุกมาตั้งแต่ต้นปี ทั้งการทำตลาดล่วงหน้าในต่างประเทศ การเร่งกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และการขยายตลาดใหม่ในจีนฝั่งตะวันตก รวมถึงส่งทีมกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปเจรจากับทางด่านทั้งลาว เวียดนาม และจีน เพื่อรองรับผลผลิตในฤดูกาลผลไม้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังได้ทำการตลาดรูปแบบใหม่ ผ่าน Live Commerce และอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค และเพิ่มความต้องการบริโภคได้เพิ่มขึ้น ที่สำคัญ ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ประกอบการ รักษาคุณภาพผลผลิตอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการป้องกันการตัดทุเรียนอ่อน ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดต่างประเทศ โดยไทยต้องใช้จุดแข็งด้านคุณภาพในการแข่งขัน หลังเวียดนามเผชิญปัญหาการตรวจพบสารแคดเมียมในผลผลิตบางส่วน</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260511926b92690dfcf169b08db7ecf72c51ac091906.jpg' type='image/jpg' length='613578' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP จับมือห้าง Hyundai จัดส่งเสริมการขายผลไม้ไทย ชาวเกาหลีแห่ซื้อ ชมรสชาติดี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163218</link>
<guid isPermaLink="false">edef4f672fd08e0f42c2fb770c3a2a97</guid>
<pubDate>Mon, 11 May 2026 09:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) รับนโยบาย &ldquo;ศุภจี&rdquo; เร่งขยายตลาดผลไม้ไทยรองรับฤดูกาลผลไม้ ล่าสุดทูตพาณิชย์เกาหลีใต้รายงานผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับห้าง Hyundai รวม 13 สาขา ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคดีเกินคาด สนใจเข้ามาซื้อไปบริโภค ยอมรับคุณภาพ มาตรฐาน รสชาติดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ ที่ประจำอยู่ในประเทศที่เป็นเป้าหมายการส่งออกผลไม้ของไทย ดำเนินการตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งขยายตลาดผลไม้ไทยเพื่อรองรับฤดูกาลผลไม้ที่กำลังออกสู่ตลาด โดยล่าสุดได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์เกาหลีใต้ว่าได้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้ไทย ภายใต้ธีม &ldquo;Taste of Thailand: Land of Tropical Fruits&rdquo; ร่วมกับห้าง The Hyundai และทีมประเทศไทย ปรากฏว่าประสบความสำเร็จ ทั้งการสร้างการรับรู้ผลไม้ไทย การยกระดับผลไม้ไทยสู่สินค้าพรีเมียม และกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้มีการนำผลไม้ไทยตามฤดูกาล ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้และมหาชนก มังคุด และทุเรียน ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงในตลาดเกาหลีมาจัดแสดงและจำหน่าย ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก โดยยอมรับในด้านคุณภาพ มาตรฐาน และรสชาติดี สามารถวางตำแหน่งเป็นสินค้าพรีเมียมจากประเทศไทยได้ และยังช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะดินแดนแห่งผลไม้เมืองร้อนได้ด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับรายละเอียดการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้จัดขึ้นในซูเปอร์มาร์เก็ตของห้างรวม 13 สาขา ระหว่างวันที่ 24 เม.ย.-21 พ.ค.2569 ครอบคลุมกรุงโซลและเมืองศักยภาพใกล้เคียง อาทิ โกยาง ซองนัม แทกู และอุลซาน ควบคู่กับการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ของห้าง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินกิจกรรม และเมื่อจบกิจกรรมแล้ว ทางทูตพาณิชย์จะรายงานผลความสำเร็จอีกครั้ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;DITP มั่นใจว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะช่วยสร้างการรับรู้ผลไม้ไทยต่อชาวเกาหลีใต้ กระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มขึ้น และส่งผลให้มีการส่งออกผลไม้ไทยไปยังเกาหลีใต้ได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ไทยมีตลาดรองรับผลไม้ที่กำลังออกสู่ตลาด ช่วยผลักดันให้เกษตรกร ขายผลผลิตได้ราคาดีขึ้น&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว</span></span>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605119c2cebd53ec31a6a82cf682b55a15e87091728.jpg' type='image/jpg' length='688467' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ขึ้นทะเบียน GI ใหม่ ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก มั่นใจช่วยเพิ่มรายได้ชุมชน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163217</link>
<guid isPermaLink="false">a91c574667325e2f83b996780e582ad0</guid>
<pubDate>Mon, 11 May 2026 09:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัด มั่นใจช่วยยกระดับผลไม้พื้นถิ่นสู่เกษตรมูลค่าสูง และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชน เตรียมเดินหน้าช่วยจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ และช่วยหาตลาดต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดพิษณุโลก ต่อจากกล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก และแป้งแห้วนาหนองกุลาพิษณุโลก โดยมั่นใจว่าจะช่วยยกระดับผลไม้พื้นถิ่นสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนได้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีปริมาณการผลิตประมาณ 120,000 กิโลกรัมต่อปี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนกว่า 3.6 ล้านบาทต่อปี และยังเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความเข้มแข็งให้ SME และชุมชน ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย GI</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การขึ้นทะเบียนส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกเป็นสินค้า GI ของไทย จะช่วยสร้างความแตกต่างให้ผลไม้ไทย สะท้อนมาตรฐานการผลิต ความน่าเชื่อถือ และช่วยป้องกันการแอบอ้างใช้ชื่อสินค้าโดยที่ผลผลิตไม่ตรงตามคุณลักษณะหรือไม่ได้ผลิตในพื้นที่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการรักษาคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ชุมชนผู้ผลิต และผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างชัดเจน&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก เป็นผลไม้ท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ปลูกในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำน่านไหลผ่าน สภาพอากาศมีฝนตกชุกสลับกับแห้งแล้ง อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 28 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกมีผลกลมแป้น เปลือกหนาสีเขียวเข้ม ผิวเปลือกหยาบขรุขระคล้ายมะกรูด มีกลิ่นหอมฉุน รสชาติเปรี้ยวอมหวานติดรสขมเล็กน้อย และมีรสซ่าติดปลายลิ้น ด้วยเอกลักษณ์ของรสชาติที่โดดเด่นแตกต่างจากส้มชนิดอื่น จึงนิยมนำมาใช้ประกอบอาหาร เช่น ม้าฮ่อ ซึ่งเป็นอาหารไทยโบราณที่ใช้ส้มซ่ามาช่วยชูรสอาหารให้มีกลิ่นหอม รวมถึงเมนูของหวานอย่างส้มฉุน น้ำส้มซ่า ชา-กาแฟส้มซ่า เป็นต้น และยังมีการนำส้มซ่ามาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามได้หลากหลาย เช่น สบู่ ครีมบำรุงผิว ลิปกลอส ยาสระผม ยาดมสมุนไพรเปลือกส้มซ่า น้ำหอมปรับอากาศ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในอดีตส้มซ่าถูกนำเข้ามาปลูกในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำน่านโดยชาวจีนไหหลำที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเมื่อกว่า 100 ปีก่อน โดยมีการปลูกอย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นที่มาของชื่อ &ldquo;บ้านวังส้มซ่า&rdquo; ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านในชุมชนยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวจีนไหหลำไว้อย่างเหนียวแน่น ดังเห็นได้จากการมีศาลเจ้าแม่ทับทิมเป็นศูนย์รวมจิตใจ และมีการจัดเทศกาลไหลเรือไฟในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี เพื่อเป็นการบูชาเจ้าแม่ทับทิมเทพธิดาแห่งท้องทะเล และเสริมความเป็นสิริมงคล โดยใช้ผลส้มซ่าเป็นเครื่องไหว้ในพิธีดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าส้มซ่าไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจของชุมชน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อและประเพณีที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของผู้คนเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ หลังจากขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมพร้อมสนับสนุนให้ชุมชนใช้ประโยชน์จาก GI อย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการสนับสนุนการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค การสร้างองค์ความรู้ด้านการตลาด การส่งเสริมขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และการพัฒนาแหล่งผลิตสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชุมชนเก่าแก่ เรียนรู้กระบวนการผลิต ทดลองชิมเมนูอาหารและอุดหนุนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากส้มซ่า โดยผู้สนใจสามารถสั่งซื้อสินค้า GI ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก ได้ที่ Facebook บ้านวังส้มซ่า และ TikTok วังส้มซ่า</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260511b9ad84c0c2d5085555e5834190c24076091606.jpg' type='image/jpg' length='230615' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีราคาส่งออก มี.ค.69 เพิ่ม 3.1% ได้แรงหนุนจากอิเล็กทรอนิกส์ เชื้อเพลิง เกษตร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163216</link>
<guid isPermaLink="false">87ed6853ddab06b0da5717e93d4771cc</guid>
<pubDate>Mon, 11 May 2026 09:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน มี.ค.69 เพิ่ม 3.1% ได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก สินค้าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง สินค้าเกษตรและอาหารฟื้นตัว ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 10.2% สูงสุดรอบ 42 เดือน จากการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบที่ใช้ในภาคการผลิต คาด เม.ย.69 ยังขยายตัวต่อ จากความต้องการอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือน มี.ค.2569 เท่ากับ 114.4 เพิ่มขึ้น 3.1% โดยมีปัจจัยหลักมาจากหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก สินค้าเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง สินค้าเกษตรและอาหารบางกลุ่ม ที่ยังคงมีบทบาทสนับสนุนการส่งออกอย่างต่อเนื่อง ส่วนดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 126.0 เพิ่มขึ้น 10.2% สูงสุดในรอบ 42 เดือน โดยได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโลกที่ปรับสูงขึ้น ประกอบกับความต้องการวัตถุดิบในภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง 26.8% กลับมาขยายตัวเป็นบวกและสูงสุดในรอบ 41 เดือน โดยเฉพาะน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น จากผลกระทบความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง หมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 2.7% ได้แก่ ทองคำ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามความต้องการของประเทศคู่ค้าที่มีอย่างต่อเนื่อง หมวดสินค้าเกษตรกรรม เพิ่ม 2.6% ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ไก่สดแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป และผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ตามความต้องการของตลาดหลักเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 0.1% ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และอาหารทะเลกระป๋อง ตามต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนดัชนีราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าเชื้อเพลิง 27.3% กลับมาขยายตัวเป็นบวกและสูงสุดในรอบ 38 เดือน จากราคาน้ำมันดิบเป็นสำคัญ โดยมีสาเหตุจากวิกฤตการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ทำให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกสูงขึ้น หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 10.9% ได้แก่ ทองคำ อุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และปุ๋ย ตามความต้องการใช้ในภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและการเกษตร สำหรับด้านการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนยังขยายตัวดี สะท้อนจากหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 6.1% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และเสื้อผ้า รองเท้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.1% ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่ม 1.8% จากการสูงขึ้นของรถยนต์โดยสารและรถบรรทุก และส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า เดือน เม.ย.2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความกังวลด้านความมั่นคงอาหาร ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปบางกลุ่มขยายตัวต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูง ยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ตามราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบนำเข้า ซึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้ออาจส่งผลให้อุปสงค์ของคู่ค้าชะลอลง และมีส่วนเร่งให้ต้นทุนโลจิสติกส์และค่าระวางเรือสูงขึ้น การแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่ค้าที่รุนแรง กดดันความสามารถในการส่งออกของผู้ประกอบการไทย ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะกำลังซื้อในประเทศถดถอยต่อเนื่อง ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ซึ่งจะกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตร และความผันผวนของค่าเงินบาท</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260511ba35544590b13888f9c53e663ce6c1c6091445.jpg' type='image/jpg' length='401916' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดคณะผู้แทนการค้าภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ขายมันสำปะหลังเยอรมนี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162964</link>
<guid isPermaLink="false">b0e2cf3a740062690e94815da85c12b1</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 14:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศจัดคณะผู้แทนการค้ามันสำปะหลัง เดินทางเยือนเยอรมนี ช่วง 10-13 พ.ค.69 มีกำหนดพบปะผู้นำเข้าและผู้ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งอาหาร บรรจุภัณฑ์ พลาสติกชีวภาพ เพื่อแนะนำมันสำปะหลังไทย มั่นใจขายได้แน่ หลังมันสำปะหลังไทยตอบโจทย์ความต้องการได้ครบ ไม่มีการตัดแต่งพันธุกรรม และปลอดสารกลูเตน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนการค้า ประกอบด้วยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านแป้งมันสำปะหลัง และผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมของไทย เดินทางเยือนเยอรมนี ระหว่างวันที่ 10&ndash;13 พ.ค.2569 เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า เชื่อมโยงอุปสงค์กับอุปทาน และยกระดับแป้งมันสำปะหลังไทยสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงของยุโรป ตามนโยบายที่ได้รับจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งขยายตลาดใหม่ให้กับสินค้ามันสำปะหลังของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการเดินทางไปครั้งนี้ คณะมีกำหนดพบผู้นำเข้าและผู้ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของเยอรมนี เพื่อเจรจาธุรกิจและสร้างการรับรู้ในศักยภาพของแป้งมันสำปะหลังไทยในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร บรรจุภัณฑ์ พลาสติกชีวภาพ โดยจะพบกันในงาน Interpack 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป พร้อมทั้งหารือ The Port of Duisburg ท่าเรือภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในด้านการขนส่งสินค้าไทยสู่ยุโรปโดยตรง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ เยอรมนีเป็นตลาดศักยภาพสูงด้วยขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่และยังเป็นฐานการวิจัยและผลิตสำคัญของยุโรป อีกทั้งยังมีความต้องการวัตถุดิบคุณภาพสูงในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งแป้งมันสำปะหลังไทยสามารถตอบโจทย์ได้อย่างครอบคลุม ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร (ออร์แกนิก/กลูเตนฟรี/วีแกน) เครื่องดื่ม กระดาษ บรรจุภัณฑ์ และการเจาะตลาดเยอรมนี จึงเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยในระยะยาว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;แป้งมันสำปะหลังไทยมีชื่อเสียงในระดับโลกมาอย่างยาวนานจากคุณภาพและมาตรฐานการผลิตจนได้รับความเชื่อมั่นจากผู้นำเข้าในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ ทั่วโลก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นจากการเป็นแป้งจากพืชที่ไม่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม (Non-GMO) และปลอดสารกลูเตน (Gluten Free) ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ผู้บริโภคยุโรปที่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบจากธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง โดยกรมมั่นใจว่า การเดินทางไปครั้งนี้ จะผลักดันมันสำปะหลังเข้าสู่ตลาดเยอรมนีได้อย่างแน่นอน&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในช่วง 3 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) เยอรมนีเป็นตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอันดับที่ 18 ของไทย มีปริมาณการส่งออกสินค้ามันสำปะหลัง 3,360.71 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3.28 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.85% และ 22.86% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าตามลำดับ โดยส่งออกเป็นแป้งมันสำปะหลังแปรรูป 69.2% แป้งมันสำปะหลังดิบ 30% และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่น ๆ (สาคู) 0.8% เมื่อเทียบกับปริมาณส่งออกสินค้ามันสำปะหลังของไทยไปยังสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605082b251792f1e372eb6348b38bce2d8f8f142213.jpg' type='image/jpg' length='134967' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP หนุน SME ไทยสุดตัว มีแผนช่วยตั้งแต่เพิ่มพูนความรู้ จนถึงพาบุกตลาด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162963</link>
<guid isPermaLink="false">565f526db73b86d6b2a213377af9105d</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 14:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กางกลยุทธ์ 3E ผลักดัน SME ไทยเจาะตลาดสหภาพยุโรป (EU) ชี้เป้าสินค้า 5 กลุ่ม ที่มีโอกาสเติบโตในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ยันมีแผนช่วย SME ตั้งแต่เพิ่มพูนความรู้ ช่วยทำตลาดทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ หาพันธมิตรการค้า แนะจุดสำคัญการเจาะตลาดให้สำเร็จ สินค้าต้องมีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ และปกป้องสิ่งแวดล้อม &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเสวนา &ldquo;เปิดประตูสู่ตลาดสหภาพยุโรป : การเตรียมความพร้อมสู่ความสำเร็จด้านธุรกิจ&rdquo; ที่จัดโดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า DITP มีนโยบายในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME สู่เวทีโลกด้วยกลยุทธ์ 3E คือ Expand ขยายโอกาสการค้าด้วยการรักษาตลาดเดิมและบุกเบิกตลาดใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์สินค้าและบริการของไทยในต่างประเทศ Enable ขับเคลื่อนผู้ประกอบการผ่านการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล และแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ และ Empower พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ทั้งด้านองค์ความรู้ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า และการสร้างแบรนด์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับตลาดสหภาพยุโรป (EU) เป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายที่ DITP มุ่งเจาะ เพราะเป็นตลาดที่มีโอกาสและศักยภาพสูงสำหรับไทย มีฐานผู้บริโภคมากกว่า 450 ล้านคน มีกำลังซื้อสูง โดยกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสเติบโตในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า มี 5 กลุ่ม ได้แก่ 1. สินค้าสีเขียวและยั่งยืน ซึ่ง DITP มีแผนให้ความรู้ SME ต่อเนื่อง และส่งเสริมการนำผลผลิตเหลือใช้มาพัฒนาเป็นสินค้า 2. สินค้าอาหารคุณภาพสูง ทั้งออร์แกนิก อาหารเสริม มีกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับห้าง ผู้นำเข้าใน EU จัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ เชิญผู้ซื้อผู้นำเข้ามาชมงานแสดงสินค้า นำไปร่วมงานแสดงสินค้า และมีโครงการ SMEs Pro-active ช่วยสนับสนุนการทำตลาด 3. สินค้าชิ้นส่วนยานยนต์และ EV 4. สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี และ 5. สินค้าไลฟ์สไตล์พรีเมียม สินค้าแฟชั่น งานดีไซน์ สินค้า Wellness ซึ่ง 3 กลุ่มหลัง มีการจัดเจรจาธุรกิจทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ และเชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เพื่อสร้างโอกาสในการขายต่อเนื่อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">น.ส.สุนันทา กล่าวว่า DITP ยังมีแผนผลักดัน SME ที่ไม่เคยเข้าสู่ตลาด EU โดยจะช่วยเพิ่มพูนความรู้ในการเข้าสู่ตลาด ทั้งการส่งออก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ กฎระเบียบต่าง ๆ และนำเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อทดลองตลาด และสร้างพันธมิตรทางการค้า และยังมีโครงการ SMEs Pro-active ที่จะช่วยสนับสนุนการออกไปทำตลาดต่างประเทศ รวมทั้งมีแผนส่งเสริมการขายสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ เช่น สินค้าอาหาร และสุขภาพความงาม เข้า Amazon ของสหรัฐฯ ได้สำเร็จ ส่วนตลาด EU มีสินค้าไทยเข้าไปวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม Amazon ของเยอรมนีแล้ว เช่น ยาดมตราโป๊ยเซียน และมีแผนจะส่งเสริมสินค้าอาหารและเครื่องดื่มกับแพลตฟอร์ม JOYBUY ในประเทศเนเธอร์แลนด์อีกด้วย ขณะเดียวกัน จะร่วมกับห้างใน EU จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าไทย และเปิดโอกาสให้สินค้า SME เข้าสู่ตลาดได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการเตรียมตัวของ SME ในการเข้าสู่ตลาด EU สิ่งที่ต้องดำเนินการ คือ ยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของ EU เพราะเป็นตลาดที่มีมาตรฐานสูงมาก โดยสินค้าต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน เช่น CE (เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และของเล่น) , Organic (อาหาร เกษตร) , Fair Trade (แรงงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ) และ Food Safety อาทิ มาตรฐาน HACCP, ISO 22000 และต้องจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ มีนโยบายลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส และธรรมาภิบาล รายละเอียดสินค้าต้องชัดเจน ซึ่งทั้งหมดนี้ DITP พร้อมที่จะช่วยเหลือและเป็นพี่เลี้ยงให้กับ SME ทั้งการเพิ่มพูนความรู้ และการชี้เป้าช่องทางการขยายตลาด เพราะมีข้อมูลจากทูตพาณิชย์ที่รายงานเข้ามาตลอดว่าตลาดไหนต้องการสินค้าอะไร โดยมั่นใจว่า จะช่วยส่งเสริมและผลักดันให้ SME ไทย ขยายตลาดเข้าสู่ตลาด EU ได้เพิ่มขึ้นแน่</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026050857752be3d64284c70ebd4cfa87885c93142042.jpg' type='image/jpg' length='343730' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์สแกนบริษัทต่างชาติ “เกาะพะงัน-เกาะสมุย” เจอ 11,426 ราย ลุยสอบ-ฟันนอมินี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162959</link>
<guid isPermaLink="false">f2cb037e9d5e54e715716b087de113ba</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 13:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสแกนบริษัทที่ตั้งอยู่บน 2 เกาะชื่อดัง &ldquo;เกาะพะงัน-เกาะสมุย&rdquo; จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีคนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน พบมีจำนวนสูงถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัทที่มีอยู่ทั้ง 2 เกาะ ไม่แปลกใจได้ยินข่าวต่างชาติยึดไปหมดแล้ว เผยเกาะพะงัน อิสราเอล มากสุด เกาะสมุย ฝรั่งเศสมากสุด ยันเดินหน้าปราบต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือ 23 หน่วยงานพันธมิตรที่เพิ่งเซ็น MOU กันไป ให้ช่วยใช้กฎหมายที่มีอยู่ร่วมจัดการ เล็งตรวจสอบจังหวัดอื่น ๆ ต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง &ldquo;เกาะพะงัน-เกาะสมุย&rdquo; จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อสกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี หลังเกิดกระแสปากต่อปากต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาจากจำนวนบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย พบว่า มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ ที่มีอยู่ 16,811 ราย ซึ่งบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนดังกล่าวมีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายและที่หลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งกรมได้หยิบยกขึ้นเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมีการทำงานเชิงรุกร่วมกับ 23 หน่วยงานพันธมิตรที่ได้ร่วมกันลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ภายใต้แนวคิด &ldquo;ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี&rdquo; เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินีมาลงโทษให้สิ้นซาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมได้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มากกว่าการควบคุมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ อีกทั้งมองถึงเจตนาดีในการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงานในประเทศและสร้างความเจริญเติบโตแก่ระบบเศรษฐกิจ แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนชาวต่างชาติบางรายที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต รวมทั้งคนไทยบางกลุ่มที่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ยอมร่วมกระทำความผิดให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติ จึงทำให้การประกอบธุรกิจเกิดการบิดเบี้ยวและทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่นับแต่นี้เป็นต้นไป กรมพร้อมกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติลงทุนอย่างรัดกุมและเข้มงวด หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย ก็พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ เพราะถือว่ามาร่วมสร้างความเจริญให้ประเทศ แต่หากเข้ามาในรูปแบบสีเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี ตักตวงผลประโยชน์เข้าตนเองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก็พร้อมปราบปรามอย่างหนักเพราะถือเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจที่เข้ามาบ่อนทำลายประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับข้อมูลที่กรมได้สแกนนิติบุคคลที่ เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก ที่มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า มีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนถึง 11,649 ราย คิดเป็นสัดส่วน 53.6% ของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมด โดยสัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 2,365 ราย สัดส่วน 20% 2.อังกฤษ 1,446 ราย สัดส่วน 12% 3.รัสเซีย 1,205 ราย สัดส่วน 10% 4.อิสราเอล 1,147 ราย สัดส่วน 10% 5.เยอรมัน 608 ราย สัดส่วน 5% 6.จีน 569 ราย สัดส่วน 5% 7.อเมริกัน 444 ราย สัดส่วน 4% 8.ออสเตรเลียน 335 ราย สัดส่วน 3% 9.อิตาเลียน 258 ราย สัดส่วน 2% และ 10.เบลเยียน 222 ราย สัดส่วน 2%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">หากแยะเฉพาะเกาะพะงัน มีบริษัทจำกัดจำนวน 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย สัดส่วน 67.48% ของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมด สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อิสราเอล 720 ราย สัดส่วน 22% 2.ฝรั่งเศส 426 ราย สัดส่วน 13% 3.อังกฤษ 359 ราย สัดส่วน 11% 4.รัสเซีย 306 ราย สัดส่วน 10% 5.เยอรมัน 194 ราย สัดส่วน 6% 6.อเมริกัน 144 ราย สัดส่วน 4% 7.อิตาเลียน 89 ราย สัดส่วน 3% 8.ยูเครน 69 ราย สัดส่วน 2% 9.ออสเตรเลียน 58 ราย สัดส่วน 2% และ 10.เบลเยียม 56 ราย สัดส่วน 2%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
เกาะสมุย มีบริษัทจำกัดจำนวน 12,050 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย สัดส่วน 68.16% ของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมด สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 1,937 ราย สัดส่วน 24% 2.อังกฤษ 1,077 ราย สัดส่วน 13% 3.รัสเซีย 885 ราย สัดส่วน 11% 4.จีน 478 ราย สัดส่วน 6% 5.อิสราเอล 419 ราย สัดส่วน 5% 6.เยอรมัน 406 ราย สัดส่วน 5% 7.อเมริกัน 291 ราย สัดส่วน 4% 8.ออสเตรเลียน 273 ราย สัดส่วน 3% 9.สวิส 173 ราย สัดส่วน 2% และ 10.อิตาเลียน 169 ราย สัดส่วน 2%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ณ เกาะพะงันและเกาะสมุย ที่มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ ที่มีอยู่ 16,811 ราย โดยจากการเจาะลึก พบว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน จึงไม่แปลกใจที่จะได้ยินว่าต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกรมขอความร่วมมือหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมลงนาม MOU ที่ผ่านมา ให้จับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อร่วมกันเปิดปฏิบัติการทลายนอมินีบนเกาะพะงันและเกาะสมุย โดยร่วมแรงร่วมใจใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดและจริงจัง เพื่อร่วมกันเปลี่ยนการค้าการลงทุนที่ไม่ถูกต้อง ให้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและเปลี่ยนจากการอำพรางให้กลายเป็นความโปร่งใส&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมและหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันไปบ้างแล้ว พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยเป็นนอมินี ใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ 1.สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) โดยเจ้าของสำนักงานแห่งนี้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท โดยได้ลงพื้นที่มีความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม โดยพบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วน 49% และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนที่เกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน รับทำบัญชี โดยให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท โดยกรมได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินหรือธุรกรรมทางการเงิน (เส้นทางการเงิน) โดยทั้ง 34 ราย แต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมกำลังดำเนินการสแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ เช่น จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนทั้ง 1.ต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และ 2.ต่างชาติถือหุ้น 0.01-49.99% ซึ่งกรมและหน่วยงานพันธมิตรจะเร่งเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้หมดสิ้นไปในทุก ๆ พื้นที่ และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260508b58b194281abedec182899b20e871f92135430.jpg' type='image/jpg' length='188487' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผย เม.ย.69 จับปลอมเครื่องหมายการค้า เครื่องสำอาง กว่า 7 แสนชิ้น]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162957</link>
<guid isPermaLink="false">fea9f37d4ffc31190eb89b0bb32bad06</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 13:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยผลการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เดือน เม.ย.69 จัดชุดปราบลงพื้นที่ย่านการค้าและแหล่งท่องเที่ยว 4 จังหวัดภาคใต้ และบุกค้นโกดังเก็บสินค้าย่านสมุทรปราการ เจอของปลอมละเมิดเครื่องหมายการค้า ทั้งกระเป๋า เสื้อ กางเกง แว่นตา เข็มขัด กำไล รองเท้า หมวก และเครื่องสำอาง จับผู้กระทำผิดได้ 29 คดี ของกลาง 709,786 ชิ้น เสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 50 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีรธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เดือน เม.ย.2569 ที่ผ่านมา กรมได้จัดเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งชุดระดมกวาดล้างและชุดจรยุทธ์ ลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ. และเจ้าของสิทธิ์ ปูพรมปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง โดยตรวจค้นย่านการค้าและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญใน 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี กระบี่ และภูเก็ต สามารถจับกุมสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า อาทิ กระเป๋า กางเกง เสื้อ แว่นตา เข็มขัด กำไล รองเท้า และหมวก และยังได้นำหมายค้นเข้าตรวจสอบแหล่งเก็บสินค้าในจังหวัดสมุทรปราการ หลังสืบทราบว่ามีการจำหน่ายเครื่องสำอางปลอมผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเปิดเผย พบเครื่องสำอางละเมิดเครื่องหมายการค้าแบรนด์ดังล็อตใหญ่ โดยการดำเนินการทั้งหมดนี้ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 29 คดี ของกลางรวม 709,786 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 50 ล้านบาท และได้นำตัวผู้ต้องหาและของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในครั้งนี้ มีส่วนสำคัญในการสกัดกั้นไม่ให้สินค้าผิดกฎหมายหมุนเวียนเข้าสู่ท้องตลาด อันเป็นการปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคจากการใช้สินค้าปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้ใช้ เพราะปัจจุบันกระบวนการผลิตสินค้าปลอม โดยเฉพาะเครื่องสำอาง มีการปลอมบรรจุภัณฑ์ให้ใกล้เคียงของแท้ได้อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้น โดยมีการปลอมทั้งฉลากสินค้าภาษาไทยและเลข อย.ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนและเข้าใจผิดได้ง่าย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กรมขอย้ำเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังการเลือกซื้อสินค้า โดยเฉพาะการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ควรเลือกซื้อจากร้านค้าที่เป็นทางการหรือแหล่งที่น่าเชื่อถือ พร้อมตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ไม่มีตำหนิ รวมทั้งมีราคาที่สมเหตุสมผล และหากพบเห็นเบาะแสการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งได้ที่เว็บไซต์ www.ipthailand.go.th หัวข้อ &ldquo;แจ้งเบาะแสการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; หรือสายด่วน 1368&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ทั้งยังทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมา รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญและเร่งจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยยกระดับการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน สกัดกั้นสินค้าละเมิดและจับกุมผู้กระทำความผิดรายใหญ่ พร้อมพัฒนามาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในเวทีการค้าโลก และสนับสนุนการยกระดับสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในอนาคต</span></span><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605083cf91afd8aeb3da155d3c731a0c727bb135153.jpg' type='image/jpg' length='306279' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 1 เดือน พฤษภาคม 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162955</link>
<guid isPermaLink="false">54ff78306e89428354ce3c279319191f</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 13:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260508d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e134420.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ขายข้าว-เกษตรนวัตกรรมงาน FHA 2026 ที่สิงคโปร์ ยอดปังกว่า 100 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162871</link>
<guid isPermaLink="false">edd2fec378b380ba62766b7fe37cc84f</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 09:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศ โชว์ผลงานนำสินค้าข้าวและเกษตรนวัตกรรม จัดแสดงและจำหน่ายในงาน FHA 2026 ที่สิงคโปร์ กวาดยอดขายกว่า 100 ล้านบาท พร้อมจัดโปรโมตข้าวไทย จัดหุงให้ชิม ได้รับเสียงชื่นชม เสียงตอบรับล้นหลาม โดยเฉพาะข้าวไรซ์เบอรี่ นุ่ม หอม เคี้ยวสนุก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำสินค้าข้าวและสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย เข้าร่วมจัดแสดงในงานมหกรรมอาหารระดับนานาชาติ Food &amp; Hospitality ASIA 2026 (FHA 2026) ระหว่างวันที่ 21-24 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ Singapore EXPO สาธารณรัฐสิงคโปร์ ว่า การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ กรมได้คัดเลือกสินค้าเกษตรนวัตกรรม 45 รายการ ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Health &amp; Wellness Food) อาหารแห่งอนาคต (Future Food) และอาหารสร้างคุณประโยชน์เฉพาะด้าน (Functional Food) ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ไปจัดแสดงในงาน&nbsp; ปรากฏว่ามีผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมพูชา จีน อินเดีย โปแลนด์ อิตาลี สนใจเจรจาธุรกิจจำนวน 102 ราย ส่งผลให้มียอดสั่งซื้อทันที 10.19 ล้านบาท และคาดการณ์มูลค่าการค้าต่อเนื่องภายในระยะเวลา 1 ปี อีกกว่า 91.40 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการค้ารวมทั้งสิ้นกว่า 101.59 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสินค้าเด่นที่ได้นำไปจัดแสดง ได้แก่ กราโนล่าข้าวก่ำล้านนา (แบรนด์ BIOBLACK) ไอศกรีม Plant-based (แบรนด์ Molly Ally) น้ำจิ้มฟรีซดราย (แบรนด์ ZAPJEED) ผงผำพร้อมรับประทาน (แบรนด์ flo Wolffia) ขนมเพื่อสุขภาพ (แบรนด์ Dear Snacks) เครื่องดื่มฟังก์ชันนัลเพื่อเพิ่มน้ำนมแม่ (แบรนด์ MILK PLUS &amp; MORE) ผักสดเกรดการแพทย์ (แบรนด์ DiStar Fresh) ไอศครีมเจลาโต้ผลไม้แท้ (แบรนด์ Fruit Series) ผลิตภัณฑ์เสริมพลังงาน (แบรนด์ ProEngy) นมจากพืช (แบรนด์ Toki Milk) เครื่องดื่มคอมบูชะ (แบรนด์ mek Oort) อาหารนวัตกรรมจากข้าว (แบรนด์ Gohan) อาหารข้าวแปรรูปในเครือ (Jasgo / Hugpun / Medifoods) วิตามินกัมมี่จากเห็ดสมองลิง (แบรนด์ Happy Vita) เส้นโปรตีนสูง (แบรนด์ PROTINOS) และเยลลี่บุกผสมผลไม้ (แบรนด์ Jello Boom)&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ กรมได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยภายใต้แนวคิด &ldquo;Think Rice, Think Thailand&rdquo; โดยนำข้าวไทยหลากชนิดมาจัดแสดง อาทิ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวขาว และข้าวคุณลักษณะพิเศษ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าวหอมนิล และได้จัดกิจกรรมสาธิตหุงข้าวให้ผู้เข้าชมงานได้ทดลองชิมรสชาติ ซึ่งกลายเป็นจุดดึงดูดสำคัญให้กับผู้เข้าร่วมชมงาน โดยเฉพาะข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่ได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมจนน่าปลื้มใจ ด้วยเนื้อสัมผัสที่เคี้ยวสนุก นุ่ม หอม และมีความหวานที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายขนม อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทย ยังคงครองตำแหน่งข้าวพรีเมียมอันดับหนึ่งในสิงคโปร์ และได้รับความเชื่อมั่นจากร้านอาหารพรีเมียมและห้างสรรพสินค้าชั้นนำในสิงคโปร์มาอย่างยาวนาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นตลาดส่งออกข้าวที่มีความสำคัญและมีกำลังซื้อสูง โดยในช่วงปี 2565&ndash;2568 ไทยส่งออกข้าวไปสิงคโปร์เฉลี่ยปีละกว่า 96,000 ตัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25% ของยอดนำเข้าข้าวทั้งหมดของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย ข้าวขาว และข้าวหอมไทย ตามลำดับ โดยกรมได้ใช้โอกาสนี้ รณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อข้าวหอมมะลิไทยที่มีเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐานคุณภาพจากประเทศไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
งานแสดงสินค้า Food &amp; Hospitality ASIA 2026 (FHA 2026) เป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าอาหารและบริการที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ปีนี้มีผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 1,750 ราย และมีผู้เข้าชมงานจาก 115 ประเทศทั่วโลกกว่า 80,000 คน ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ มีทั้งผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ค้า ผู้กระจายสินค้า ร้านอาหาร โรงแรม โดยการนำสินค้าเกษตรนวัตกรรมและสินค้าข้าวไปจัดแสดง เป็นการช่วยเปิดตลาดต่างประเทศ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทย และเพิ่มโอกาสในการส่งออกในอนาคต&nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026050817dd849a9d8e4b6ee8341e115fc6c204091246.jpg' type='image/jpg' length='549110' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ส่งจม.เปิดผนึก ชี้แจงแก้ปัญหาทุเรียน ปาล์ม มะพร้าวน้ำหอม มะม่วง ปุ๋ย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162869</link>
<guid isPermaLink="false">c3405899f1c9fd280e0e25bf86457a3f</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 09:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;โฆษกพาณิชย์&rdquo;ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชนและผู้ติดตามข่าวสาร ชี้แจงแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหา ทุเรียน ปาล์มน้ำมัน มะพร้าวน้ำหอม มะม่วง และปุ๋ยเคมี ยันไม่ได้ฉาบฉวย แต่เดินหน้าแก้โครงสร้างทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ &nbsp; &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 7 พ.ค.2569 นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชนและผู้ติดตามข่าวสารทุกท่าน โดยได้ชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ ที่เคยเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ทั้งเรื่องทุเรียน ปาล์มน้ำมัน มะพร้าวน้ำหอม ปุ๋ยแพง และมะม่วง พร้อมยืนยันว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้แก้ปัญหาวันต่อวัน แต่ได้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ ที่ช่วยดูแลเรื่องการผลิต กลางน้ำ ดูแลเรื่องการแปรรูปและการขนส่ง และปลายน้ำ ดูแลเรื่องการตลาด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งกับพี่น้องเกษตรกร ประชาชน และผู้ประกอบการ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยทุเรียน ได้เร่งหาตลาดล่วงหน้า ไม่รอให้ผลผลิตล้นตลาด ปลุกกระแสการบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Live Commerce, TikTok, KOL ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ภายใต้แนวคิด Thailand : The Land of Tropical Fruits ผ่านห้างโมเดิร์นเทรด ตลาดสด ตลาดกลาง และตลาดนัดชุมชน หาตลาดแปรรูปรองรับ ทั้งทำเมนูอาหาร เครื่องดื่ม สแน็ก และเก็บแช่แข็งเพื่อชะลอการออกสู่ตลาด มีการขยายตลาดจีน ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง และประเทศอื่น ๆ เร่งปราบปรามล้งที่กระทำผิดกฎหมาย และร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก้ปัญหาทุเรียนอ่อน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ปาล์มน้ำมัน ได้ชี้แจงว่าขณะนี้ไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงาน รัฐบาลมีนโยบายเชิงรุกใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น เพื่อลดการใช้ดีเซล และสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีการบริหารจัดการทั้งระบบ ดูแลการบริโภคในประเทศ การใช้ในพลังงาน และการส่งออก โดยการควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อควบคุมสมดุลสต็อก ไม่ได้ห้ามส่งออก ยังคงมีการส่งออก ซึ่งตั้งแต่ 7 เม.ย.2569 มีการส่งออกรวมกว่า 2 แสนตัน ไม่ถือว่าสูงมาก เพราะราคาตลาดโลกไม่จูงใจ ส่วนสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมัน ปัจจุบันอยู่ที่ 6.80-7.40 บาทต่อกิโลกรัม และน้ำมันปาล์มขวดยังมีราคาเหมาะสม ไม่กระทบต้นทุนประกอบอาหารมากจนเกินไป &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">มะพร้าวน้ำหอม ในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ทั้งภาคกลางและภาคใต้ ได้แก้ปัญหาต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.ค.2568-เม.ย.2569 โดยดูซับผลผลิตในแหล่งผลิตสำคัญ 4 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สงขลา รวม 10 ล้านลูก ผ่านจุดรับซื้อในราคานำตลาด และเชื่อมโยงตลาด และเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตไปขาย ช่วยให้ราคาปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด ณ วันที่ 4 พ.ค.2569 ราคาหน้าสวนลูกละ 9-10.50 บาท ล้งรับซื้อลูกละ 10.50-12 บาท ปรับตัวขึ้นจากช่วงที่มีปัญหาที่ลูกละ 3-4 บาท และยังได้สนับสนุนการจัดตั้งล้งชุมชน ซึ่งความเหมายเดียวกับล้งกลาง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกร มีการแก้ไขปัญหาน้ำมะพร้าวปลอม อยู่ระหว่างทำตรารับรองมาตรฐานน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% ส่วนการกำกับดูแลตามกฎหมายสินค้าควบคุม ได้กำหนดมาตรการให้แจ้งข้อมูลปริมาณ ราคารับซื้อ การใช้ แปรรูป ปริมาณคงเหลือ สถานที่จัดเก็บ รวมทั้งมีการจับกุมล้งมะพร้าวที่จ้างคนไทยเป็นนอมินี &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">มะม่วง ก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด ได้เร่งผลักดันออกสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อลดปริมาณซัปพลาย มีการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ สินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตร วันที่ 5 มี.ค.2569 ตกลงซื้อขายรวม 3,120.51 ล้านบาท เชื่อมโยงตลาดโดยนำผู้ประกอบการ ผู้รวบรวม ห้าง โรงงานแปรรูป ไปรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร เชื่อมโยงกระจายผลผลิตผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ไปยังจังหวัดต่าง ๆ เชื่อมโยงขายในห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ตลาดสด ตลาดกลาง นำขายผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; งานธงฟ้า รถโมบายธงฟ้า ขอความร่วมมือภาคเอกชนทำ CSR และกำลังเตรียมรับมือมะม่วงสายพันธุ์แฟนซี (งาช้างแดง แดงจักพรรดิ์ อาร์ทูอีทู) และมะม่วงเขียวมรกตของ จ.ลำพูน และมะม่วงน้ำดอกไม้ จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะออกสู่ตลาดมากในระยะต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับปุ๋ยเคมี ได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นสินค้าที่ไทยต้องนำเข้า และมีปัญหาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยได้บริหารจัดการร่วมกับสมาคมปุ๋ย ผู้ผลิต และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการเร่งหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยเพิ่ม ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ ได้กำกับดูแลราคาให้เป็นไปตามต้นทุน มีการประกาศราคาแนะนำจำหน่ายปุ๋ยเคมีทั่วประเทศ และจัดทำโครงการปุ๋ยธงเขียวพลัส เพิ่มทางเลือกให้กับเกษตรกรในการเข้าถึงปุ๋ยราคาพิเศษ ครอบคลุมกลุ่มพืชเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไม้ผล</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605085bbee6188880389d865caef270e3126e090831.jpg' type='image/jpg' length='239040' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“ศุภจี”ยันนักธุรกิจ-ภาครัฐมะกัน ไทยพร้อมเพิ่มลงทุนสหรัฐฯ ต้อนรับสหรัฐฯ ลงทุนไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162870</link>
<guid isPermaLink="false">8e5f5355ba2776818e1c63f2e3f2190d</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 17:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ ร่วมกับทีมไทยแลนด์พลัส ได้เข้าร่วมงาน SelectUSA 2026 ประกาศต่อหน้านักธุรกิจและพาณิชย์สหรัฐฯ ยันไทยพร้อมเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ ส่วนการหารือสภาธุรกิจอาเซียน&ndash;สหรัฐฯ ชวนนักลงทุนสหรัฐฯ มาลงทุนในไทยในสาขาอาหารอนาคต และเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมย้ำสภาหอการค้าสหรัฐฯ ไทยจะเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนให้สรุปผลโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นการค้า ลงทุนสองฝ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ ร่วมกับทีมไทยแลนด์ พลัส ระหว่างวันที่ 4&ndash;5 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา ว่า การเยือนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญและหารือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของสหรัฐฯ อย่างรอบด้าน โดยเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 ร่วมกับนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะทีมไทยแลนด์พลัส เพื่อเปิดโอกาสและส่งเสริมการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ สาขาพลังงาน เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนการลงทุนสำคัญของสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ โดยได้รับการตอบรับที่ดีและฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความพร้อมในการอำนวยความสะดวกการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ อีกทั้งยังได้พบหารือกับผู้แทนภาคเอกชนจากหลายมลรัฐของสหรัฐฯ อาทิ เท็กซัสและยูท่า ซึ่งเป็นแหล่งศักยภาพในการลงทุนด้านพลังงาน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยต่างแสดงความพร้อมในการรองรับการลงทุนจากไทยในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่เข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 อาทิ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แจ้งว่ามีแผนการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันการลงทุนจากไทยในสหรัฐฯ มีมูลค่ากว่ากว่า 1.7 หมื่นล้านเหรียญ มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนการเข้าร่วมงานดังกล่าว ได้ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเชื่อมโยงกับพันธมิตรทางธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ เพื่อขยายความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">นางศุภจีกล่าวว่า ได้หารือกับสภาธุรกิจอาเซียน&ndash;สหรัฐฯ หรือ U.S.&ndash;ASEAN Business Council (USABC) โดยได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อผู้นำภาคธุรกิจบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ และเชิญชวนเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งเน้นย้ำถึงนโยบายเศรษฐกิจของไทยในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อนาคต ตลอดจนการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นสาขาที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภาคเอกชนสหรัฐฯ ได้แสดงความสนใจในการขยายความร่วมมือและการลงทุนในไทยเพิ่มเติมในสาขาที่ไทยและสหรัฐฯ มีศักยภาพและพร้อมส่งเสริมซึ่งกันและกัน อาทิ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร การท่องเที่ยวและโรงแรม ตลอดจนการเป็นหุ้นส่วนที่จะสนับสนุนความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานและการผลิตร่วมในภูมิภาค รวมถึงการใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนและเชื่อมโยงตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอาเซียน</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนสหรัฐฯ โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำ อาทิ กลุ่มเทคโนโลยี การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการผลิต ได้แสดงความสนใจต่อทิศทางนโยบายของไทย โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกในการลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสนับสนุน SME ให้เข้าถึงตลาดและเทคโนโลยี ซึ่งได้ชี้แจงถึงการดำเนินการสำคัญของรัฐบาล อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศ การพัฒนาโครงการ Skill Bridge และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความสะดวกและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">นอกจากนี้ ยังได้ใช้โอกาสดังกล่าวแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกกับภาคเอกชนสหรัฐฯ พร้อมตอบข้อซักถามในประเด็นสำคัญ อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีมูลค่าสูงตามนโยบาย &ldquo;Vvalue Over Volume&rdquo; ซึ่งช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐฯ ต่อศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งลงทุนที่มีความพร้อมและมีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการหารือกับสภาหอการค้าสหรัฐฯ หรือ U.S. Chamber of Commerce (USCC) ตนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการค้าและการลงทุนของไทย รวมถึงพัฒนาการของการใช้มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐฯ โดยได้ให้ความเชื่อมั่นกับภาคเอกชนสหรัฐฯ เกี่ยวกับบทบาทเชิงรุกที่ไทยจะเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนให้คืบหน้าและมีข้อสรุปได้โดยเร็ว รวมถึงทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่สมดุลและสอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260508be5d78541d4fbc00f7eb1b2dcdbee99a090949.jpg' type='image/jpg' length='1006231' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อรมน”หารือ “บอย ถกลเกียรติ” ผลักดันโปรโมตสินค้า GI ไทย ผ่านละคร-ซีรีส์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162868</link>
<guid isPermaLink="false">dd9df4f9c308bcf31930486310e24af1</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;อรมน&rdquo;นำทีมกรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือ &ldquo;บอย ถกลเกียรติ&rdquo; ช่องวัน หารือแนวทางการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สบช่องดันนำสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไปเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างละคร ซีรีส์ ทั้งประกอบในฉากอาหาร ของฝาก และใช้แหล่งผลิตเป็นที่ถ่ายทำ เพื่อสร้างการรับรู้สินค้า GI ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) พร้อมทีมงาน ณ อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส เพื่อร่วมมือกันในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างสรรค์ การพัฒนาศักยภาพ การต่อยอดเชิงพาณิชย์ ไปจนถึงการขยายตลาดสู่สากล ควบคู่กับการใช้พลังของละครและซีรีส์เป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตามนโยบายที่ได้รับจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME ไทย โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องการยกระดับกฎหมายลิขสิทธิ์และสิทธินักแสดง ซึ่งกรมอยู่ระหว่างการเสนอแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ เพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียงขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO Performances and Phonograms Treaty: WPPT) ตามพันธกรณีตามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) มีเป้าหมายจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 ซึ่งจะช่วยยกระดับการคุ้มครองสิทธิของนักแสดงและผู้ผลิตสิ่งบันทึกเสียงให้ได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรมในยุคดิจิทัล โดยกรมพร้อมเปิดรับฟังมุมมองความเห็นจากภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางปรับปรุงกฎหมายที่เหมาะสม และเปิดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎหมายลิขสิทธิ์ในมิติต่าง ๆ ต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิและการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์และละครไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นโอกาสและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อชุมชน โดยได้ร่วมกันเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการนำสินค้า GI ที่มีอัตลักษณ์และเรื่องราวเชื่อมโยงกับท้องถิ่น เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาละครและซีรีส์ (Tie-in) รวมทั้งรายการข่าว อาทิ การใช้ผลิตภัณฑ์ GI เป็นองค์ประกอบในฉากอาหารหรือของฝาก การใช้แหล่งผลิต GI เป็นสถานที่ถ่ายทำ ตลอดจนการเชื่อมโยงเรื่องราวของตัวละครกับวิถีชีวิตชุมชนผู้ผลิตสินค้า GI เพื่อสร้างการรับรู้ เพิ่มมูลค่า และขยายโอกาสทางการตลาดให้สินค้าไทยผ่านสื่อบันเทิงที่เข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง ซึ่งละครและซีรีส์ไทย ตลอดจนรายการข่าว ถือเป็น Soft Power สำคัญในการถ่ายทอดเสน่ห์ของท้องถิ่น วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของประเทศ สู่สายตาผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ อันนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมได้เชิญ เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ร่วมเป็นพันธมิตรในการขับเคลื่อนงาน Thailand Character &amp; Content Expo (TCEX) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมคาแรคเตอร์และคอนเทนต์ของไทย พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการสู่โอกาสทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยงานจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 9&ndash;12 ก.ค.2569 โดยบริษัทให้ความสนใจที่จะร่วมจัดแสดงผลงาน Character &amp; Art จากคอนเทนต์ยอดนิยมในโซน IP Showcase พร้อมร่วมกิจกรรมรณรงค์ &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ขาย ไม่ใช้ของปลอม&rdquo; เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกด้านการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และตระหนักถึงผลกระทบของสินค้าละเมิด ทั้งต่อผู้สร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260508b850ecd75d3d23bc260162b42b6d6483090651.jpg' type='image/jpg' length='85775' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ธุรกิจบริการทำความสะอาดโตแรง รับวิถีชีวิตคนเมือง ต้องการความสะดวก สบาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162867</link>
<guid isPermaLink="false">7cd6a34747558b833099a1f7bd389a58</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 16:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวิเคราะห์ธุรกิจบริการทำความสะอาด พบแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สอดรับวิถีชีวิตคนเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยความเร่งรีบ เวลาเป็นสิ่งมีค่า ส่งผลให้มีความต้องการบริการทำความสะอาดทั้งที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน สถานประกอบการ โรงงาน เพื่อเพิ่มความสะดวก สบาย และดูแลสุขภาพ เผยล่าสุดไทยมีผู้ประกอบการด้านนี้ 4,356 ราย รายได้ปี 67 ทะลุ 50,945 ล้านบาท กำไร 2,177 ล้านบาท &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธุรกิจบริการทำความสะอาด (Cleaning Services) นับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมบริการที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคในสังคมเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยความเร่งรีบ และการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ทำให้เวลากลายเป็นทรัพยากรที่มีค่า ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาใช้บริการทำความสะอาดเพิ่มขึ้น ทั้งในที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน สถานประกอบการ รวมถึงโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา และเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดี ประกอบกับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม &ldquo;แม่บ้านออนไลน์&rdquo; ที่ช่วยตอบโจทย์ผู้บริโภคในด้านความสะดวก รวดเร็ว มีรูปแบบบริการที่หลากหลาย และสามารถเลือกใช้บริการได้ตามงบประมาณ ส่งผลให้ธุรกิจบริการทำความสะอาดเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เทรนด์การใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ยังผลักดันให้รูปแบบบริการทำความสะอาดพัฒนาไปอีกขั้น จากเดิมที่เป็นเพียงการกวาดถูทั่วไป สู่บริการที่ครอบคลุมถึงการฆ่าเชื้อโรค กำจัดฝุ่น ดูแลคุณภาพอากาศ (PM 2.5) และจัดการสารก่อภูมิแพ้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้อยู่อาศัยในเมือง ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง และผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงที่ต้องการบริการทำความสะอาดเฉพาะทาง เช่น การกำจัดขนสัตว์ และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์กล่าวว่า ตลาดแม่บ้านออนไลน์ในประเทศไทย แม้ขนาดตลาดจะยังไม่ใหญ่เท่าประเทศในภูมิภาคบางประเทศ แต่ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยข้อมูล ณ เดือน เม.ย.2569 พบว่า มีนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจบริการทำความสะอาด จำนวน 4,356 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวมกว่า 10,563 ล้านบาท โดยกว่า 96% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก และมีแนวโน้มการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 ด้านผลประกอบการ พบว่า ธุรกิจบริการทำความสะอาด มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยในปี 2567 มีรายได้รวมกว่า 50,945 ล้านบาท ขณะที่กำไรมีความผันผวน สามารถทำกำไรสูงสุดได้ในปี 2565 อยู่ที่ 2,754 ล้านบาท ก่อนจะลดลงในปี 2566 อยู่ที่ 1,741 ล้านบาท และกลับมาฟื้นตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2567 อยู่ที่ 2,177 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ มาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้แรงงานบางส่วนผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจบริการทำความสะอาด ส่งผลให้จำนวนผู้ให้บริการเพิ่มขึ้น และเกิดการแข่งขันในตลาดมากขึ้น โดยภาพรวมอุตสาหกรรมในระดับโลก พบว่า ทวีปอเมริกาเหนือครองส่วนแบ่งรายได้สูงสุด ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุด โดยในอาเซียน ประเทศอินโดนีเซียถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ จากการขยายตัวของเมืองที่ส่งผลให้ความต้องการบริการทำความสะอาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การที่ผู้ประกอบธุรกิจบริการทำความสะอาดจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง กรมขอแนะนำให้ติดตามปัจจัยแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น นโยบายภาครัฐ และกฎระเบียบต่าง ๆ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพ และมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถแข่งขันในตลาดระดับภูมิภาคได้ในอนาคต&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026050877da580e45ad5ffd886fba14a0169973090343.jpg' type='image/jpg' length='310821' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เจาะบริษัทต่างด้าว 6,551 ราย ทำธุรกิจไม่ขอ อยู่กรุงเทพฯ เพียบ แอบขายส่งมากสุด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162866</link>
<guid isPermaLink="false">1cd21c96dc3f01a7c13a3a41659102e2</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 16:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดโพยบริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป 6,551 ราย พบมีความเสี่ยงทำธุรกิจไม่ขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เผยตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ มากที่สุด ตามด้วยชลบุรี สมุทรปราการ ทำธุรกิจการขายส่งสินค้าทั่วไปมากสุด ตามด้วยร้านขายปลีกเครื่องประดับ การขายส่งสินค้าทั่วไป ลุยสอบเชิงลึก ทั้งรายได้ ทรัพย์สิน งบการเงิน ก่อนส่งดีเอสไอ ตำรวจ สรรพากร ปปง. จัดการตามกฎหมาย &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ตรวจสอบนิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป เพื่อตรวจสอบการดำเนินธุรกิจ ที่อาจประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยเบื้องต้นพบว่ามีจำนวน 6,551 ราย และ 10 จังหวัดที่มีการตั้งนิติบุคคลสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 3,934 ราย ชลบุรี 1,084 ราย สมุทรปราการ 413 ราย ระยอง 252 ราย ปทุมธานี 133 ราย สมุทรสาคร 110 ราย นนทบุรี 95 ราย ภูเก็ต 68 ราย ฉะเชิงเทรา 61 ราย และเชียงใหม่ 59 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวทางการตรวจสอบ กรมจะตรวจสอบว่า นิติบุคคลต่างด้าวดังกล่าว มีการประกอบธุรกิจฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามบัญชีแนบท้ายบัญชีใด โดยบัญชีหนึ่ง คือ ธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษ อาทิ การทำนา ทำสวน ทำไร่ การทำประมงในน่านน้ำไทย การทำไม้จากป่าธรรมชาติ การค้าขายที่ดิน บัญชีสอง คือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี หัตถกรรมพื้นบ้าน หรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ ธุรกิจเกี่ยวกับความมั่นคง เช่น อาวุธ ธุรกิจคมนาคม ขนส่ง ธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ บัญชีสาม คือ ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว อาทิ ธุรกิจบริการ เช่น บัญชี กฎหมาย ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ พบนิติบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจ 10 อันดับแรก ที่ไม่มีการขออนุญาต ได้แก่ การขายส่งสินค้าทั่วไป 327 ราย ร้านขายปลีกเครื่องประดับ 284 ราย การขายส่งสินค้าทั่วไปโดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง 280 ราย การขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น 258 ราย การขายส่งสิ่งทอเสื้อผ้ารองเท้าเครื่องหนังและของใช้ในครัวเรือนโดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง 222 ราย การซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเองที่ไม่ใช่ เพื่อเป็นที่พักอาศัย 217 ราย การบริการด้านอาหารในภัตตาคาร/ร้านอาหาร 204 ราย การขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต 161 ราย การก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย 152 ราย และการขายส่งนาฬิกาและเครื่องประดับ 145 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกรมจะนำกลุ่มเป้าหมายที่ได้ มาแบ่งเป็นแผนการตรวจสอบ 2 ระยะ ด้วยเกณฑ์รายได้ ทรัพย์สิน เพื่อทำการตรวจสอบเชิงลึก เช่น ตรวจสอบงบการเงินปีปัจจุบัน และ 5 ปี ย้อนหลัง เชื่อมโยงกับลักษณะของข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคล และส่งข้อมูลเหล่านั้นให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมจะใช้การวิเคราะห์งบการเงิน และข้อมูลการจดทะเบียน เพื่อทำการเรียกตรวจบัญชีธุรกิจกลุ่มเสี่ยง เช่น มีข้อมูลระบุว่าประกอบธุรกิจ ซื้อ ขาย ให้เช่า อสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด และงบการเงินมีบัญชีที่ดิน ซึ่งต้องห้ามสำหรับต่างด้าว กรมก็จะพิจารณาส่งข้อมูลไปให้กรมที่ดินตรวจสอบ และกรณีที่มีรายได้จากการให้เช่า ก็จะถือว่าเข้าข่ายว่าเป็นธุรกิจบัญชี 3 ก็จะพิจารณาตามกฎหมายต่างด้าวต่อไป รวมทั้งจะพิจารณาตามมาตรฐานการบัญชีว่าธุรกิจ และผู้ทำบัญชีปฏิบัติตามกฎหมายบัญชีหรือไม่ หากพบว่าผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี เช่น ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี รวมทั้งสำนักงานบัญชี ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบัญชีและกฎหมายทางวิชาชีพบัญชี ก็จะดำเนินการทางตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และส่งคณะกรรมการจรรยาบรรณดำเนินการทางวิชาชีพต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605080ab8cbd9fe720f4c14cc3d6ff9214170090214.jpg' type='image/jpg' length='602849' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ขึ้นทะเบียน GI ใหม่ “น้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง” จุดเด่นหวาน หอม มัน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162864</link>
<guid isPermaLink="false">02dbd2630a6156569cc6ec3cbc3684aa</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 16:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ &ldquo;น้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง&rdquo; สินค้า GI ลำดับที่ 6 ของจังหวัดสมุทรสงคราม เผยมีจุดเด่นรสชาติหวาน หอม มัน มั่นใจช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต และเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนมากขึ้น พร้อมเดินหน้าช่วยจัดทำระบบคุมคุณภาพ ขยายตลาด ดันแหล่งผลิตเป็นที่เที่ยว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ ได้แก่ น้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง สินค้าอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม และเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 6 ของจังหวัด ต่อจากส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม ลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม พริกบางช้าง ปลาทูแม่กลอง และเกลือสมุทรแม่กลอง โดยมั่นใจว่าการขึ้นทะเบียน GI จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำตาลมะพร้าวแม่กลองที่มีผลผลิต 107 ล้านกิโลกรัมต่อปี และช่วยให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 129 ล้านบาทต่อปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับน้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน โดยปรากฏหลักฐานในบันทึกการเสด็จประพาสต้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่ทรงกล่าวถึงน้ำตาลมะพร้าวแห่งเมืองบางช้าง จังหวัดสมุทรสาคร ว่า &ldquo;เป็นน้ำตาลมะพร้าวที่สุดยอดในความหวาน มัน หอม&rdquo; ซึ่งรสชาติดังกล่าวเป็นลักษณะเด่นที่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ซึ่งจังหวัดสมุทรสงครามมีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มริมทะเล เป็นพื้นที่เมืองสามน้ำ ได้แก่ น้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ดินจึงมีลักษณะเป็นดินเหนียวปนทรายที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการปลูกมะพร้าว และส่งผลให้ผลผลิตน้ำตาลมะพร้าวที่มีคุณภาพสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยการขึ้นทะเบียน GI น้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ ได้แก่ น้ำตาลสดจากดอกมะพร้าว น้ำตาลมะพร้าวก้อน น้ำตาลมะพร้าวไซรัป และน้ำตาลมะพร้าวผง ซึ่งผลิตจากน้ำหวานของดอกมะพร้าวที่ผ่านกระบวนการแปรรูปตามภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การโน้มและปาดจั่นมะพร้าว การใช้กระบอกไม้พะยอมหรือไม้เคี่ยมรองน้ำตาลจากจั่นมะพร้าวเพื่อป้องกันการบูดเสียแทนการใช้สารเคมี ไปจนถึงการเคี่ยวด้วยความร้อนในระดับที่เหมาะสม ส่งผลให้น้ำตาลมะพร้าวแม่กลองมีความบริสุทธิ์ ปลอดภัย ทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการ โดยมีคาร์โบไฮเดรตและดัชนีน้ำตาลต่ำ ไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยคุณลักษณะเด่นดังกล่าวผสานกับกระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน ทำให้น้ำตาลมะพร้าวแม่กลองเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ และยังเอื้อต่อการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างหลากหลาย ทั้งอาหารคาว ขนมและเบเกอรี รวมถึงเครื่องดื่ม เช่น กาแฟ ชา โดยช่วยเพิ่มมิติรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัวให้กับเมนูต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ภายหลังการขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมได้วางแนวทางส่งเสริมสินค้าดังกล่าวอย่างครบวงจร โดยให้ความสำคัญกับการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค การต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย การเสริมสร้างเทคนิคและองค์ความรู้ด้านการตลาด การขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าและโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ ตลอดจนการเชื่อมโยงสินค้า GI สู่ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ การผลักดันสินค้า GI สู่วัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร การประสานความร่วมมือกับเชฟที่มีชื่อเสียงเพื่อส่งเสริมสินค้า GI ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และการพัฒนาแหล่งผลิต GI ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อสินค้า GI น้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง สามารถสั่งซื้อได้ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตลาดน้ำท่าคา Cocosweet โทร. 086-789-8130 หรือ 085-124-9519 วิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ โทร. 080-516-5941 และเตาตาลมิตรปรีชา โทร.087-555-0999</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605089193b4ae31e986bbe1ba088770580c99090043.jpg' type='image/jpg' length='444490' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เสริมแกร่ง 67 ร้านอาหาร มอบโล่ 5 ครีเอเตอร์ปั่นวิว TikTok สู่ยอดขายพุ่ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162525</link>
<guid isPermaLink="false">fd2e6f54699d027bc97ad2c2f289b8a5</guid>
<pubDate>Wed, 06 May 2026 14:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าปิดหลักสูตร &ldquo;ติดสปีดร้านอาหาร &nbsp;ปั้นยอดขายให้โต&rdquo; ยันมีส่วนช่วยยกระดับขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด ผลักดันให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลและเครื่องมือตลาดสมัยใหม่มาใช้ เพื่อสร้างโอกาสในการเจาะเข้าถึงผู้บริโภค พร้อมมอบวุฒิบัตร 67 ร้านอาหารที่ผ่านการบ่มเพาะ และมอบโล่ 5 ครีเอเตอร์ ปั่นยอดวิวบน TikTok จนสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นจริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีปิดหลักสูตร &ldquo;ติดสปีดร้านอาหาร &nbsp;ปั้นยอดขายให้โต&rdquo; มอบวุฒิบัตรให้ผู้ผ่านการอบรม และมอบโล่รางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดคลิป DBD Food Creator ว่า หลักสูตรนี้ มีส่วนช่วยในการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารไทยท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด โดยกรมมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเครื่องมือทางการตลาดสมัยใหม่มาเป็นกุญแจสำคัญในการขยายโอกาสทางธุรกิจให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้แม่นยำและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งเพื่อเป็นฐานความร่วมมือในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยตลอดระยะเวลาการอบรม ผู้ประกอบธุรกิจได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบเจาะลึกที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้แก้ปม และสร้างยอดได้จริง ตั้งแต่การปรับตัวรับโมเดลธุรกิจร้านอาหารในวันที่โลกเปลี่ยน &nbsp;การบริหารจัดการในยุคดิจิทัล การเจาะลึกกลยุทธ์สร้างแบรนด์ให้อยู่ในใจผู้บริโภค ไปจนถึงการเพิ่มอาวุธด้วยคอนเทนต์และบุกตลาด TikTok เพื่อพลิกโฉมร้านธรรมดาให้กลายเป็นไวรัล และเปลี่ยนยอดวิวให้เป็นยอดขายได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ นอกจากองค์ความรู้ในห้องเรียนแล้ว ไฮไลต์สำคัญที่สร้างความประทับใจและเกิดประโยชน์สูงสุด คือ &nbsp;กิจกรรม Restaurant Clinic ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ารับคำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุดใน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1.การบริหารต้นทุนและการเงิน 2.การตลาดออนไลน์ 3.การบริหารคน และ 4.การบริหารจัดการครัว รวมทั้งการสร้าง Business Networking ที่เป็นเสมือนเกราะป้องกันและรากฐานสำคัญให้ผู้ประกอบการได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และจับมือเป็นพันธมิตร เพื่อต่อยอดการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ กรมได้มอบวุฒิบัตรให้ผู้ผ่านการอบรม 67 ราย พร้อมทั้งมอบโล่รางวัล DBD Food Creator Award 2026 เพื่อแสดงความยินดีกับผู้ชนะการประกวดคอนเทนต์วิดีโอสร้างสรรค์บน TikTok ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อความสนุกเท่านั้น แต่เป็นการลงสนามจริงเพื่อวัดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ โดยผู้ที่คว้ารางวัล 5 สุดยอด Role Model ครีเอเตอร์ร้านอาหารแห่งปีไปครอง ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
รางวัลชนะเลิศ คุณกฤตภาส รุ่งฤทธิ์ (ร้าน Huasenghong) รองชนะเลิศอันดับ 1 คุณกรุณา จิตรเอื้ออารีย์กุล (ร้านพาเลท) รองชนะเลิศอันดับ 2 คุณปิยฉัตร ปิยวัชรวิจิตร (ร้านกุ้งถัง) รางวัลชมเชย คุณวรรณพร ดีไสว (ร้านล่าเมียว) และรางวัลชมเชย คุณศุพิชฌญา พรดีมา (ร้าน Thefatkids) โดยกรม เชื่อมั่นว่าความสำเร็จของหลักสูตรนี้ จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยติดอาวุธให้ร้านอาหารไทยสามารถเติบโตอย่างมั่นคง และมีขีดความสามารถพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลง แข่งขันในยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มภาคภูมิ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605066ca7a144f48ea96dea775fb19e04c627145813.jpg' type='image/jpg' length='481879' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​น้ำมันแพง ค่าโดยสารขึ้น อาหารขยับ ดันเงินเฟ้อเม.ย.69 เพิ่ม 2.89% สูงสุด 38 เดือน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162524</link>
<guid isPermaLink="false">27fdd2f4de8d2f23ac897f2cc44a03fc</guid>
<pubDate>Wed, 06 May 2026 14:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยเงินเฟ้อ เม.ย.69 เพิ่มขึ้น 2.89% สูงสุดในรอบ 38 เดือน จากราคาน้ำมันเพิ่ม ค่าโดยสารขยับ ราคาอาหารสำเร็จรูปขึ้น ผักขึ้นจากอากาศร้อน รวม 4 เดือน เพิ่ม 0.32% คาดแนวโน้ม พ.ค.69 ยังเพิ่มต่อเนื่อง เหตุน้ำมันยังแพง อาหารสำเร็จรูปมีแนวโน้มขึ้นต่อ จากแรงกดดันต้นทุน ผู้ประกอบการส่งสัญญาณปรับราคา ประเมินเงินเฟ้อทั้งปี 2 กรณี น้ำมันสูง 2 เดือน 1.5-2.5% แต่ถ้าน้ำมันสูง 3 เดือน ขยับเป็น 2.5-3%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน เม.ย.2569 เท่ากับ 103.03 เทียบกับเดือน เม.ย.2568 เพิ่มขึ้น 2.89% เป็นบวกสูงสุดในรอบ 38 เดือน นับจากเดือน ก.พ.2566 ที่สูงขึ้น 3.79% โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับสูงขึ้น และราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย รวมถึงราคาผักสดปรับสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และยอดรวม 4 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) เพิ่มขึ้น 0.32%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน เม.ย.2569 ที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 4.14% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน) ค่าโดยสารสาธารณะ (ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่ารถรับส่งนักเรียน ค่าโดยสารรถตู้ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า ค่าโดยสารรถประจำทางปรับอากาศ) ค่าเช่าบ้าน และสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ค่าบริการขนขยะ น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน) ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาลดลง อาทิ ของใช้ส่วนบุคคล (โฟมล้างหน้า ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว ครีมนวดผม น้ำยาระงับกลิ่นกาย แชมพู) ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าห้องพักโรงแรม และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษ สตรี และเด็ก เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษและสตรี)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.98% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) ผักสด (มะนาว แตงกวา ถั่วฝักยาว ต้นหอม ผักชี ผักกาดขาว ใบกะเพรา) ไข่ไก่ ข้าวสารเจ้า ไก่สด เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำดื่มบริสุทธิ์ กาแฟ (ร้อน/เย็น)) และปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาช่อน) ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ ข้าวสารเหนียว ผลไม้สด (มะม่วง มังคุด เงาะ กล้วยน้ำว้า แก้วมังกร มะพร้าวอ่อน) และมะพร้าวผล (แห้ง/ขูด)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือน เม.ย.2569 สูงขึ้น 0.83% เร่งตัวขึ้นจากเดือน มี.ค.2569 ที่สูงขึ้น 0.57% รวม 4 เดือน ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.64%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน พ.ค.2569 คาดว่าจะขยายตัว 3.06% จากแรงส่งของราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวในระดับสูง จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงยืดเยื้อ ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาจำหน่าย หลังจากได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นในหลายด้าน ราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้น ทั้งเนื้อสุกรและเนื้อไก่ จากต้นทุนอาหารสัตว์และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง และค่าโดยสารเครื่องบินเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูง และแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการไทยช่วยไทย ค่ากระแสไฟฟ้าในเดือน พ.ค.2569 ลดลง เมื่อเทียบกับปี 2568 แม้จะมีการปรับเพิ่มค่า Ft รอบเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 และเดือน มิ.ย.2569 จะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้า โดยมีการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ผู้ใช้ 200 หน่วยแรก อัตราค่าไฟฟ้าจะไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และราคาผลไม้สดที่สำคัญในประเทศยังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส ยังไม่มีผลในเดือน พ.ค.2569 แต่จะเริ่มเพิ่มกำลังซื้อในเดือน มิ.ย.2569 หากรัฐบาลให้เริ่มใช้จ่ายตามที่กำหนดไว้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 ไว้ 2 กรณี คือ กรณีที่หนึ่ง ราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง 2 เดือน เงินเฟ้อจะอยู่ระหว่าง 1.5&ndash;2.5% ค่ากลาง 2% ซึ่งตอนนี้เงินเฟ้ออยู่ในคาดการณ์นี้ แต่ถ้าราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง 3 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อทั้งปีเพิ่มขึ้น 2.5-3% ส่วนข้อกังวลเงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอตัว หรือ Stagflation ตอนนี้ยังไม่เกิด เพราะส่งออกยังดี การบริโภค การลงทุนเอกชนยังดี อัตราว่างงานแค่ 0.96% และแม้เศรษฐกิจระยะต่อไปจะชะลอตัวลง แต่รัฐบาลก็มีมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026050675ca0fe8b4f50dcd44e8c23e03dc118b145656.jpg' type='image/jpg' length='586556' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”เผยผลถกผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เห็นพ้องเร่งสรุปความตกลงการค้าต่างตอบแทน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162523</link>
<guid isPermaLink="false">ecd85bf1171dd8e97e1fe788692aaacb</guid>
<pubDate>Wed, 06 May 2026 14:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลหารือผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) สองฝ่ายเห็นพ้องเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ให้คืบหน้าและสรุปผลโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และลดแรงกดดันที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการทางการค้ากับไทย พร้อมพบ สว.แทมมี แลกเปลี่ยนมุมมองการเพิ่มความร่วมมือเศรษฐกิจ การขยายการค้า การลงทุนไทย-สหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2569 ตามเวลาในสหรัฐฯ ว่า การหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และสะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) ให้มีความคืบหน้าและสามารถสรุปผลได้โดยเร็ว เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่จะใช้มาตรการทางการค้ากับไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการค้า และเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทเชิงรุกผ่านการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน เช่น สาขาเกษตรแปรรูป และพลังงาน พร้อมการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีความต้องการและยังไม่สามารถผลิตได้เอง โดยฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อม และแจ้งถึงแผนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากฝ่ายสหรัฐฯ และถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายสามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ไทยได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะแนวทางการยกเว้นภาษีของสหรัฐฯ ให้กับสินค้าไทยที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีเปิดกว้างและพร้อมพิจารณาต่อไป ซึ่งสะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับประเด็นการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน ได้ชี้แจงสหรัฐฯ ว่า ไทยให้ความสำคัญกับผลการเจรจาที่จะทำให้ความตกลงสามารถปฏิบัติได้จริง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความเข้าใจ และพร้อมหารือทั้งในด้านระยะเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน และรายละเอียดของความตกลงในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการภายในของไทยเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งได้แสดงความสนใจและขอให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในห่วงโซ่อุปทาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนกรอบเวลา ไทยและสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะเร่งรัดการเจรจา โดยมีเป้าหมาย คือ การสรุปสาระสำคัญของความตกลงโดยเร็ว เพื่อยืนยันสถานะของไทยที่เป็นประเทศคู่ค้าทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ อีกทั้งลดความเสี่ยงจากการถูกใช้มาตรการภาษีในอนาคต&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การหารือครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความตั้งใจร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ในระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ได้หารือกับนาง Tammy Duckworth สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และโอกาสในการยกระดับห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้เสนอแนวทางความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก นวัตกรรมอาหาร ความร่วมมือด้านสาธารณสุข และอุตสาหกรรมอาหารสำหรับทารก ซึ่งเป็นสาขาที่ภาคเอกชนไทยให้ความสนใจ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ สองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งมีศักยภาพด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการเกษตรขั้นสูง เพื่อขยายการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานระยะยาว โดยไทยได้ขอรับการสนับสนุนในการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ว่า ไทยพร้อมจะเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้เชิงยุทธศาสตร์ และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะจัดคณะผู้แทนไทยเดินทางไปชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 ระหว่างวันที่ 13&ndash;14 พ.ค.2569 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างการค้าและการผลิตของไทยด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ มูลค่า 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมสินค้าสำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ และไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า โดยได้ดุลการค้า มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260506adfac22a29a489a4a2e85738a1385b97145534.jpg' type='image/jpg' length='808507' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ทีมไทยแลนด์เตรียมบินสหรัฐฯ 13-14 พ.ค.นี้ แก้ต่าง USTR ใช้ ม.301 กล่าวหาไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162448</link>
<guid isPermaLink="false">a5b7e01db55c540c0e7a7f7853abbbfc</guid>
<pubDate>Wed, 06 May 2026 10:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทีมไทยแลนด์เตรียมบินเจรจาสหรัฐฯ วันที่ 13-14 พ.ค.นี้ เพื่อแก้ต่างกรณี USTR ใช้ ม.301 กล่าวหาไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกิน และนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ มั่นใจชี้แจงได้ เหตุไทยไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์ เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ยาง แต่กังวลเรื่องการนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ แม้ไทยไม่เคยนำเข้าสินค้าเหล่านี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 13-14 พ.ค.2569 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากรัฐบาลไทยเพิ่มเติมกรณีเปิดไต่สวนไทย ภายใต้มาตรา 301 กฎหมายการค้าสหรัฐฯ หลังจากกล่าวหาไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ ยานยนต์ เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทย และไทยได้ส่งคำแก้ต่างกรณีดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 15 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา โดยกรมเตรียมนำคณะ ประกอบด้วยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกรมศุลกากร กรมสหรัฐอเมริกา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กระทรวงแรงงาน เดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดอีกครั้ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับประเด็นที่จะชี้แจงเพิ่มเติม คือ การย้ำให้สหรัฐฯ เห็นว่า ไทยไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมของไทย อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของสหรัฐฯ มั่นใจว่า คำแก้ต่างของไทยฟังขึ้น แต่ที่กังวล คือ ข้อกล่าวหาการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐฯ มีแนวโน้มใช้เกณฑ์ดังกล่าวอย่างเข้มงวด และอาจเลือกปฏิบัติต่อบางประเทศ อีกทั้งยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับกระบวนการพิสูจน์ว่าแหล่งผลิตต้นทางมีการใช้แรงงานบังคับจริงหรือไม่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ เรายืนยันไปชัดเจนว่า ไม่มีการนำเข้าแน่นอน และแม้แต่ในไทยเอง ก็มีมาตรฐานแรงงานตามมาตรฐานสากล และสอดคล้องกับกฎหมายแรงงานสหรัฐฯ โดยที่ผ่านมา ไทยแก้ไขกฎหมายแรงงาน เพื่อยกระดับมาตรฐานแรงงานอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด กระทรวงแรงงาน กำลังยกร่างกฎหมาย Human Rights Due Diligence ในการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยืนยันว่า ไทยไม่ได้ใช้แรงงานบังคับ และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าระหว่างประเทศ&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า สหรัฐฯ จะเร่งไต่สวนให้เสร็จโดยเร็ว หรือก่อนที่การเก็บภาษี 10% ตามมาตรา 122 จะสิ้นสุดวันที่ 24 ก.ค.2569 เพื่อให้การเก็บภาษีตามมาตรา 301 บังคับใช้ได้ทันที โดยหากไทยไม่สามารถแก้ต่างได้ทั้ง 2 ประเด็น สหรัฐฯ จะเก็บภาษีนำเข้าจาก 3 อุตสาหกรรมของไทยในอัตราสูง โดยอาจสูงเกินภาษีตอบโต้ที่เก็บจากไทย 19% ซึ่งจะกระทบ SME ไทยแน่นอน ส่วนประเด็นแรงงานบังคับ หากไทยแก้ต่างไม่สำเร็จ ก็ยังไม่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าใดของไทย เพราะในการกล่าวหาไทย ไม่ได้ระบุสินค้าที่ไทยนำเข้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับเลย แต่คาดว่า อาจเป็นกลุ่มสินค้าเครื่องนุ่งห่มและสินค้าเกษตร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสหรัฐฯ ใช้มาตรการใด ๆ กับสินค้าไทย กระทรวงพาณิชย์ จะยังคงเดินหน้าเจรจาเพื่อขอยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเป็นรายการ เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ส่งออกต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605064e78e8199bd09f67dcfcb8b5cbb88352105703.jpg' type='image/jpg' length='973686' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เตือนทำธุรกิจ-ร่วมลงทุน ระวังเจอบริษัทร้างหลอกลวง แนะเช็กให้ดีก่อน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162447</link>
<guid isPermaLink="false">061ee436649d96d03bd2e2dd34c7382c</guid>
<pubDate>Wed, 06 May 2026 10:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยปัจจุบัน มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่รวม 992,890 ราย จดทะเบียนเลิก 397,463 ราย และถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นนิติบุคคลร้าง 649,992 ราย เตือนประชาชนและนักธุรกิจที่ต้องการติดต่อทำธุรกิจหรือร่วมลงทุน ต้องเช็กสถานะนิติบุคคลให้ละเอียดก่อน เพื่อป้องกันความเสียหาย สามารถเช็กข้อมูลธุรกิจได้ที่ DBD DataWarehouse+ ผ่านทางเว็บไซต์ www.dbd.go.th</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 4 พ.ค.2569) มีผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,080,280 ราย แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ 9,941 ราย ห้างหุ้นส่วนจำกัด 652,411 ราย บริษัทจำกัด 1,416,114 ราย และบริษัทมหาชนจำกัด 1,814 ราย โดยในนิติบุคคลที่จดทะเบียนทั้งหมด ยังคงดำเนินกิจการอยู่จำนวน 992,890 ราย ประกอบด้วยห้างหุ้นส่วนสามัญ 836 ราย ห้างหุ้นส่วนจำกัด 198,118 ราย บริษัทจำกัด 792,424 ราย และบริษัทมหาชนจำกัด 1,512 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนที่เหลือ ได้มีการจดทะเบียนเลิกประกอบธุรกิจ จำนวน 397,463 ราย ประกอบด้วยห้างหุ้นส่วนสามัญ 3,108 ราย ห้างหุ้นส่วนจำกัด 134,287 ราย บริษัทจำกัด 259,974 ราย และบริษัทมหาชนจำกัด 94 ราย และกรมได้มีการขีดชื่อนิติบุคคลออกจากทะเบียนเป็นนิติบุคคลร้าง เนื่องจากสันนิษฐานว่าไม่ประกอบกิจการแล้ว เช่น ไม่นำส่งงบการเงินและไม่มีรายการเคลื่อนไหวทางทะเบียนนิติบุคคลติดต่อกัน 3 ปี จำนวน 649,992 ราย แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ 5,809 ราย ห้างหุ้นส่วนจำกัด 301,338 ราย บริษัทจำกัด 342,845 ราย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กรมขอเตือนผู้ประกอบธุรกิจหรือประชาชนที่ต้องทำธุรกรรมกับนิติบุคคล ให้ตรวจเช็กรายละเอียดของนิติบุคคลที่ต้องทำธุรกรรมด้วยโดยละเอียด เพื่อป้องกันการเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่กรมได้ขีดชื่อนิติบุคคลออกจากทะเบียนเป็นนิติบุคคลร้าง เนื่องจากมีสถานะสิ้นสภาพตามกฎหมาย ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อีกต่อไป โดยกรมได้มีการหมายเหตุข้อควรทราบในหนังสือรับรอง เพื่อเตือนให้นักลงทุนที่กำลังจะเข้าร่วมลงทุนในกิจการให้มีความระมัดระวัง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน กรมจะมีการประกาศรายชื่อนิติบุคคลที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นประจำทุกปี ซึ่งผู้ประกอบการและประชาชนสามารถตรวจเช็กรายชื่อนิติบุคคลที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนได้ทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจหรือประชาชนทั่วไป สามารถตรวจสอบรายละเอียดของห้างหุ้นส่วนและบริษัทผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th &gt;&gt; คลังข้อมูลธุรกิจ DBD DataWarehouse+ รวมทั้งสามารถตรวจเช็กสถานะการประกอบธุรกิจได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้การร่วมลงทุนประกอบธุรกิจของนักธุรกิจหรือการทำธุรกรรมของประชาชนกับนิติบุคคลมีความรอบคอบมากขึ้น ช่วยสร้างความมั่นใจในการทำธุรกรรมกับนิติบุคคล และช่วยลดความเสี่ยงในการถูกมิจฉาชีพในคราบนิติบุคคลหลอกลวง หรือหากต้องการขอคำปรึกษากับนายทะเบียน สามารถติดต่อได้ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Call Center 1570</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260506829b938d05357e67654a884c723107c9104758.jpg' type='image/jpg' length='271259' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DIP x ททท. ผนึกกำลังผลักดันแหล่งผลิตสินค้า GI เป็นสถานที่ท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162190</link>
<guid isPermaLink="false">b7752c33189d81edd64f2cd80a9b241a</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 09:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผนึกกำลังผลักดันแหล่งผลิตสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นที่ท่องเที่ยวนวัตวิถี เพื่อต่อยอดสร้างรายได้ในหลายมิติ ทั้งการท่องเที่ยว อาหาร ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน พร้อมชวนนักวิ่งและนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรม &ldquo;Amazing Thailand GI Tour &amp; Trail Running 2026&rdquo; ผ่านเส้นทางแหล่งผลิตสินค้า GI ทั่วไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้แทนกรม หารือกับนายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และคณะ เกี่ยวกับความร่วมมือในการจัดทำแผนพัฒนาแหล่งผลิตสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนวัตวิถี เพื่อยกระดับพื้นที่ ๆ มีศักยภาพให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์สินค้า GI ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมและ ททท. มีเป้าหมายร่วมกันในการเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;ชุมชน Plus&rdquo; ของรัฐบาล ที่มุ่งสร้างประเทศไทยให้เป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง โดยสินค้า GI ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน และสามารถต่อยอดสร้างรายได้ในหลายมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร การอนุรักษ์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น และการเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้กับสินค้าชุมชน เนื่องจากสินค้า GI เป็นสินค้าอัตลักษณ์ที่สะท้อนภูมิปัญญาและเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นได้อย่างชัดเจน และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบใหม่ได้อย่างแท้จริง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้หารือแผนงานสนับสนุนการจัดกิจกรรมวิ่ง &ldquo;Amazing Thailand GI Tour &amp; Trail Running 2026&rdquo; ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ระยอง ขอนแก่น นครศรีธรรมราช และเพชรบุรี ระหว่างวันที่ 3 พ.ค.&ndash;26 มิ.ย.2569 โดยแบ่งประเภทการแข่งขันออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะ 3 กิโลเมตร 10 กิโลเมตร และ 20 กิโลเมตร รวมทั้งการวิ่งสะสมระยะทาง (Virtual Run) ทั่วประเทศ รวมระยะทาง 77 กิโลเมตร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิโรจน์กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 256 รายการ ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด โดยสินค้า GI เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีความเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมในแหล่งผลิต เช่น ดิน น้ำ อากาศ ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้เกิดสินค้าเฉพาะถิ่นที่มีคุณภาพและชื่อเสียง การนำสินค้า GI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมวิ่งในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชุมชน ซึ่งจะช่วยสร้างความประทับใจให้แก่นักวิ่งและผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก ทั้งยังเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในพื้นที่ซึ่งนำมาสู่การการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การสร้างรายได้หมุนเวียนและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ผลิตสินค้า GI ได้อย่างเป็นรูปธรรม&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;​ความร่วมมือระหว่างกรม และ ททท. ในครั้งนี้นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน และมุ่งขยายขอบเขตความร่วมมือเพื่อส่งเสริมให้แหล่งผลิตสินค้า GI กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ธรรรมชาติ และวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ส่วนผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมวิ่ง สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่เว็บไซต์ https://race.thai.run/gitourandtrail และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทาง Facebook: GI Thailand และ Facebook: ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.&rdquo;นายวิโรจน์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260505c2808e2df688efe0feac566be8337a36092639.jpg' type='image/jpg' length='423120' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ชี้เป้าผู้ประกอบการไทย ใช้ช่องทางออนไลน์ CBEC ขายเครื่องสำอางชาวจีน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162188</link>
<guid isPermaLink="false">14b04702662976c853e840c542e3de01</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 09:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดและพฤติกรรมการบริโภคเครื่องสำอางของชาวจีน พบมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง คาดมูลค่าแตะ 2.895 ล้านล้านบาทในปี 69 เผยชาวจีนให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ส่วนผสม และแบรนด์ เน้นซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ซื้อผ่านช่องทางของแบรนด์ และหน้าร้านค้า ชอบบรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แนะผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเจาะตลาด ใช้ช่องทางออนไลน์ CBEC เปิดตัว กฎระเบียบไม่เข้ม ได้เว้นภาษี</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายสกรรจ์ แสนโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงการสำรวจสถานการณ์และพฤติกรรมผู้บริโภคอุตสาหกรรมเครื่องสำอางจีน โอกาสและช่องทางในการส่งออกสินค้าเครื่องสำอางไทยเข้าไปจำหน่าย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันจีนได้กลายเป็นหนึ่งในตลาดหลักสำหรับการบริโภคเครื่องสำอางทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงพลังการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพการเติบโตในอนาคต โดยคาดว่า ขนาดตลาดอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของจีน จะมีมูลค่าแตะ 5.791 แสนล้านหยวน (ประมาณ 2.895 ล้านล้านบาท) ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีมูลค่า 4.459 แสนล้านหยวน (ประมาณ 2.229 ล้านล้านบาท)</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคชาวจีนพิจารณาเมื่อซื้อเครื่องสำอาง คือ ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ และแบรนด์ และช่องทางในการซื้อเครื่องสำอางของผู้บริโภคชาวจีน จะซื้อผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น Taobao และ JD.com เป็นต้น ซึ่งครองสัดส่วนช่องทางยอดนิยมในการซื้อเครื่องสำอางของกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนสูงสุด รองลงมาซื้อผ่านช่องทางร้านค้าทางการของแบรนด์ และซื้อผ่านหน้าร้านค้า เช่น Watsons และ The Colorist เป็นต้น ส่วนรูปแบบบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผู้บริโภคชาวจีนชื่นชอบ ให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บรรจุภัณฑ์รูปแบบมินิมอลและทันสมัย รูปแบบหรูหราและสง่างาม และรูปแบบเรโทรและย้อนยุค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะที่ผลิตภัณฑ์แต่งหน้าที่ผู้บริโภคชาวจีนใช้บ่อยที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์สำหรับใบหน้าและลำคอ ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับริมฝีปาก ผลิตภัณฑ์สำหรับดวงตา ผลิตภัณฑ์รองพื้น ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลริมฝีปาก และเครื่องสำอางสำหรับดวงตา โดยเป้าหมายในการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เพราะต้องการให้ความชุ่มชื้นและบำรุงผิว ต้องการกระชับผิวและทำให้ผิวขาวกระจายใส ลดเลือนจุดด่างดำ และปัญหาที่ต้องการให้แก้ไขมากที่สุด คือ การกล่าวอ้างเกินจริง การโฆษณาชวนเชื่อ คำอธิบายผลิตภัณฑ์ไม่ชัดเจน ผลลัพธ์ของผลิตภัณฑ์อยู่ได้ไม่นาน โดยต้องการให้ผลิตภัณฑ์มีผลลัพธ์ยาวนานขึ้น บริการหลังการขายดีขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ตลาดเครื่องสำอางจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ มีความต้องการมาก และมีศักยภาพในการเติบโต แต่เนื่องจากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่เป็นที่รู้จักและยอมรับมีเป็นจำนวนมากประกอบกับกระแสวัฒนธรรมจีนที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ โดยผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งออกสินค้าเข้ามาจำหน่ายในตลาดจีน ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อสามารถแข่งขันกับแบรนด์ที่อยู่ในตลาดจีนในปัจจุบันได้ ซึ่งแนวโน้มผู้บริโภคชาวจีนมักเลือกซื้อสินค้าที่มีสรรพคุณให้ความชุ่มชื้นและกระชับผิว ผลลัพธ์คงทน บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเรียบง่ายทันสมัย และมีคำอธิบายบนฉลากอย่างชัดเจน รวมถึงช่องทางที่เป็นที่นิยมในการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวจีนคือช่องทางออนไลน์ (Cross border e-commerce: CBEC) ซึ่งเป็นช่องทางที่เอื้ออำนวยให้ผู้ส่งออกชาวต่างชาติที่ต้องการจำหน่ายสินค้าในประเทศจีน ทั้งกฎระเบียบที่เข้มงวดน้อยลง การติดฉลากหรือการยกเว้นภาษีศุลกากร ซึ่งส่งผลให้มีต้นทุนที่ถูกลง ผู้ประกอบการที่ต้องการนำสินค้าประเภทเครื่องสำอางเข้ามาในตลาดจีน ควรเริ่มเข้ามาจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้เป็นที่รู้จักและทดลองตลาดก่อนที่จะขายช่องทางการจำหน่ายอื่น ๆ ทั้งแฟลตฟอร์มของตนเองหรือทางช่องออฟไลน์&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260505e76d2e5ee11e7ae8796a071396c5f8dd092430.jpg' type='image/jpg' length='103444' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ลุยเอาผิดนิติบุคคลต่างด้าว 6,551 ราย แอบทำธุรกิจสงวน-ไม่ขออนุญาต]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162187</link>
<guid isPermaLink="false">3c9dacedad17dd095b58ea83e92cea2e</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 09:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้านำเทคโนโลยีมาวิเคราะห์และเชื่อมโยงฐานข้อมูล พบนิติบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจในไทยในบัญชีแนบท้าย 3 บัญชี โดยไม่ได้ขออนุญาต และเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายจำนวน 6,551 ราย เร่งตรวจสอบเชิงลึก พร้อมส่งหน่วยงานพันธมิตรดำเนินการตามกฎหมาย หากพบผิดฟันไม่เลี้ยง ป้องกันประเทศเสียหายจากธุรกิจผิดกฎหมาย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เปิดปฏิบัติการเชิงรุกตรวจสอบนิติบุคคลต้องสงสัย หลังพบคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ลักลอบดำเนินธุรกิจที่อยู่ในบัญชีท้ายของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยนำเทคโนโลยีมาวิเคราะห์และเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อคัดกรองนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เบื้องต้น พบนิติบุคคลต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย จำนวน 6,551 ราย ซึ่งขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านภาษี ในการขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว หากพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด เพื่อป้องกันประเทศเสียหายเพราะธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอย้ำว่า ผู้ประกอบธุรกิจหรือนักลงทุนชาวต่างชาติ หากต้องการเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 อย่างเคร่งครัด หากกระทำผิดกฎหมาย จะมีโทษทั้งจำคุกและปรับ โดยผู้ที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ที่รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดหรือมิได้ป้องกันเกินสมควรไม่ให้เกิดการกระทำความผิด อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 กำหนดเงื่อนไขการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวไว้ 3 บัญชีท้าย เพื่อบ่งชี้สถานะการประกอบธุรกิจที่ชาวต่างชาติสามารถดำเนินการได้ในไทย ประกอบด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">บัญชีที่ 1 ห้ามชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด บัญชีนี้เป็นธุรกิจที่ห้ามชาวต่างชาติประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่พื้นฐานของคนไทย และสงวนไว้สำหรับคนไทย อาทิ การทำนา ทำสวน ทำไร่ การทำประมงในน่านน้ำไทย การทำไม้จากป่าธรรมชาติ การค้าขายที่ดิน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
บัญชีที่ 2 เกี่ยวข้องกับกับความมั่นคง วัฒนธรรม และทรัพยากรของประเทศ บัญชีนี้เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ หรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในระดับสำคัญ ชาวต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี โดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี อาทิ ธุรกิจเกี่ยวกับความมั่นคง เช่น อาวุธ ธุรกิจคมนาคม ขนส่ง ธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
บัญชีที่ 3 คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขันต้องขออนุญาต บัญชีนี้เป็นธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมในการแข่งขัน ชาวต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อาทิ &nbsp;ธุรกิจบริการ เช่น บัญชี กฎหมาย ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมยืนยันจะดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงและเทคโนโลยีวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อคัดกรองนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายผิดกฎหมาย และขอความร่วมมือจากประชาชนแจ้งเบาะแสเพื่อร่วมกันปกป้องระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองบริหารการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ โทร 0 2547 4425 - 6 และ กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย โทร 0 2547 4400 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ Call Center 1570 &nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260505470e37da48d1144240576522dbf5177d092323.jpg' type='image/jpg' length='94212' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“อรมน”ประกาศลุย 3 พลัง IP ผลักดัน SME-Startup แข่งขันได้-เติบโตขึ้น]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162186</link>
<guid isPermaLink="false">08e66ed6dc0cd57d80ab6641023977b5</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 09:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;อรมน&rdquo; กำหนดทิศทางการดำเนินงานฉลองครบรอบ 34 ปี กรมทรัพย์สินทางปัญญา ลุย 3 พลัง IP เร่งขับเคลื่อนพลังแห่งการสร้างสรรค์ พลังแห่งการปกป้องคุ้มครอง และพลังแห่งการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ผ่านการดำเนินงานใน 4 มิติ ด้วยการเสริมแกร่งสร้างโอกาสทางการค้า พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าเกษตร-ท่องเที่ยว และการแปลง IP เป็นทุน เพื่อช่วยเสริมแกร่ง SME และ Startup ไทยให้สามารถแข่งขันได้และเติบโตเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 34 ปี ในวันที่ 3 พ.ค.2569 กรมได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานโดยยึดกรอบการประสาน &ldquo;3 พลัง IP&rdquo; ให้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 1.พลังแห่งการสร้างสรรค์ (Creation) ในการเปลี่ยนไอเดียความคิดและผลงานสร้างสรรค์ให้เป็น &ldquo;ทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; ที่มีมูลค่า ช่วยสร้างความแตกต่าง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล 2.พลังแห่งการปกป้องคุ้มครองสิทธิ (Protection &amp; Enforcement) ยกระดับระบบการจดทะเบียนให้ความคุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมาย IP อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน พร้อมลดความเสี่ยงจากการถูกละเมิดสิทธิทั้งในและต่างประเทศ และ 3.พลังแห่งการต่อยอดเชิงพาณิชย์ (Commercialization) ที่จะเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นรายได้และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ การสร้างแบรนด์ การอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ (Licensing) การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า และยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยแนวทางในการขับเคลื่อนภารกิจ 3 พลัง IP ดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อนำพาผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความท้าทายที่เกิดขึ้นรอบด้าน ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมให้ SME ไทยสามารถแข่งขัน เติบโตได้ และเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา โดยได้กำหนดแนวทางดำเนินงานเชิงบูรณาการใน 4 มิติเร่งด่วน ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
มิติที่ 1 เสริมแกร่ง สร้างโอกาสการค้า มุ่งยกระดับความรู้ความเข้าใจและศักยภาพในการบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้กับผู้ประกอบการ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเหมาะสม โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงนักลงทุนและโอกาสทางธุรกิจ โดยมีแผนจัดงานสำคัญ อาทิ งาน Thailand Character &amp; Content Expo (TCEX) ระหว่างวันที่ 9-12 ก.ค.2569 งานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair) ระหว่างวันที่ 27-29 ส.ค.2569 เป็นต้น ตลอดจนเสริมสร้างสถานะความเชื่อมั่นด้าน IP ของไทยในเวทีโลก ผ่านความร่วมมือกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกและสำนักงาน IP ระหว่างประเทศ ควบคู่กับการดำเนินโครงการ Trademark Monitor เฝ้าระวังต่างชาติฉวยโอกาสนำเครื่องหมายการค้าไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิชอบ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">มิติที่ 2 พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม มุ่งส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยขั้นสูงและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เป็นนวัตกรรมของคนไทยโดยแท้จริง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยเร่งผลักดันการสร้างนวัตกรรมในสาขาที่มีศักยภาพตอบโจทย์ความท้าทายแห่งอนาคต ผ่านบริการ Fast Track ได้แก่ สิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร (นวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุข นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมดิจิทัล) สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ (ด้านนวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม และชิ้นส่วนยานยนต์) รวมทั้งเครื่องหมายการค้า (ด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์) เพื่อให้นวัตกรรมการสร้างสรรค์ของไทยได้รับการคุ้มครองอย่างรวดเร็วและทันต่อการแข่งขัน พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาควิจัย และภาคเอกชน เพื่อสร้างเครือข่ายหน่วยงานขับเคลื่อน IP ทั่วประเทศ นอกจากนี้ กรมฯ จะเร่งปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบด้าน IP ให้ทันสมัยสอดรับกับบริบทการค้าในปัจจุบัน ควบคู่กับการยกระดับบริการด้าน IP สู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ ตามแนวทางราชการทันใจ เพื่อความสะดวกรวดเร็วและตอบโจทย์ผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
มิติที่ 3 เพิ่มมูลค่าภาคเกษตรและการท่องเที่ยว ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะ GI เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมุ่งยกระดับสินค้าเกษตรด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เปลี่ยนผ่านจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม สู่การพัฒนา &ldquo;เกษตรมูลค่าสูง&rdquo; ที่เน้นการสร้างคุณภาพ มาตรฐาน และรักษาภูมิปัญญาการผลิตของชุมชน ควบคู่กับการจัดทำระบบควบคุมมาตรฐานการผลิตอย่างเข้มข้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค สร้างโอกาสในการยกระดับสินค้า GI เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมส่งเสริมแหล่งผลิต GI ที่มีอยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ สร้างหมุดหมายการท่องเที่ยวใหม่ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายโอกาส และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนผู้ผลิตอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
มิติที่ 4 ประเมินมูลค่า IP เพื่อเข้าถึงแหล่งทุน เร่งขับเคลื่อน Pilot Project IP Finance Thailand เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาระบบนิเวศ IP Finance ของประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ สถาบันการเงิน หน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม และภาคธุรกิจ ร่วมกำหนดทิศทางและออกแบบนโยบายสร้างความเชื่อมั่น พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงทั้งในด้านการคัดเลือกทรัพย์สินทางปัญญา การประเมินมูลค่า และการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประกอบการตัดสินใจทางการเงิน ภายใต้การบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME และ Startup ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้หลากหลายและมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญาได้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต โดยกรมพร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ คุ้มครอง และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260505e45afbe0084a181f7eebbba28b4b2dde092213.jpg' type='image/jpg' length='129355' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​คึกคักทั้งประเทศ! คนแห่ชอปสินค้า “ไทยช่วยไทย” นัดต่อไปศุกร์หน้า ห้ามพลาด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162184</link>
<guid isPermaLink="false">62d60727304305a14a2efaf5b4c230d0</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 09:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;พาณิชย์&rdquo;สำรวจผลตอบรับโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ขายของถูก ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ หลังนายกรัฐมนตรีควง &ldquo;ศุภจี&rdquo; คิกออฟ 1 พ.ค.69 พบประชาชนแห่ซื้อสินค้าสุดคึกคัก ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตะวันตก ตะวันออก อีสาน ภาคกลาง เผยมีสินค้าทั้งแบรนด์หลัก เฮ้าส์ แบรนด์ และสินค้าธงฟ้า ให้เลือกชอปอย่างจุใจ พร้อมแจ้งข่าวดัง ๆ เตรียมพบกันใหม่ ศุกร์หน้า ห้ามพลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการสำรวจการจำหน่ายสินค้าราคาถูกภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ&rdquo; ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้คิกออฟเปิดตัวโครงการ เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2569 ว่า ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ที่ได้ออกสำรวจสถานการณ์การซื้อสินค้าของประชาชนทั่วประเทศในวันเปิดตัวโครงการ ตั้งแต่เหนือสุด ใต้สุด ภาคตะวันออก ตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง พบว่า ประชาชนได้เดินทางมายังที่ว่าการอำเภอกว่า 800 อำเภอทั่วประเทศ โดยเข้ามาจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก พอใจในของแบรนด์หลักที่ราคาถูกและแบรนด์รองราคายิ่งถูกเข้าไปอีก และมีสินค้าจำเป็นให้เลือกซื้อมากมาย การเดินทางสะดวก ไม่ต้องเดินทางไกลบ้าน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังมีการรายงานของหลายหลายจังหวัด ที่กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสินค้า OTOP สินค้าชุมชน นำสินค้าเข้ามาวางจำหน่าย ได้รับประโยชน์จากการที่ประชาชนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้า ทำให้ชุมชนมีรายได้จากการขายในครั้งนี้เพิ่มขึ้นด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับรายละเอียดสินค้าที่จำหน่ายในโครงการไทยช่วยไทย มีสินค้าจากห้างค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิต ซึ่งเป็นสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รอง ได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และสินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืช ซอสปรุงรส รวมกว่า 3,000 รายการ ซึ่งปกติถูกกว่าสินค้าที่มีแบรนด์ประมาณ 20% มาลดราคาสูงสุด 58% เท่ากับว่าราคาลดแล้วลดอีก และยังมีแบรนด์สินค้าของผู้ประกอบการทั่วไปมาลดราคา รวมถึงมีสินค้าธงฟ้า อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ไข่ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และสินค้า OTOP สินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อย อาทิ อาหาร สินค้าเกษตรแปรรูป เสื้อผ้า และสินค้าปรุงสำเร็จ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศยังได้เดินทางไปสำรวจกลุ่มประชาชนที่อยู่ห่างไกลจากที่ว่าการอำเภอ แต่มีทางเลือกในการซื้อสินค้าในโครงการไทยช่วยไทย ในห้างค้าส่งค้าปลีก และห้างท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ พบว่า มีประชาชนเดินทางไปเลือกซื้อสินค้ากันอย่างคึกคักเช่นเดียวกัน ประชาชนมีความพึงพอใจ เพราะสามารถหาซื้อสินค้าราคาประหยัดได้โดยง่าย และราคาถูกจริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ขอแจ้งข่าวถึงประชาชนทั่วประเทศ การจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ ยังจะมีการจัดต่อเนื่องทุกวันศุกร์ ตลอดทั้งเดือน พ.ค.2569 โดยครั้งถัดไปเจอกันวันที่ 8,15,22 และ 29 พ.ค.2569 ระหว่างเวลา 08.30-16.30 น. แต่ถ้าใครไม่สะดวกไปที่อำเภอ ก็สามารถไปเลือกซื้อได้ในห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น และยังมีช่องทางออนไลน์ รวมถึงที่ทำการไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ ที่มีสินค้าราคาถูกขาย ขอให้พี่น้องประชาชนไปเลือกซื้อสินค้าได้ และรับประกันว่าราคาถูกจริง ลดภาระค่าครองชีพได้จริง&rdquo;นายกรนิจกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260505f17cfdd93f9d168cf94876c5ad9f3ef9092101.jpg' type='image/jpg' length='258322' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สหรัฐฯ คงบัญชี WL ไทย ชมปราบปรามเข้ม แก้กฎหมาย แต่ยังห่วงละเมิดออนไลน์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162183</link>
<guid isPermaLink="false">26c90e68496022549ec58df63cb929c0</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 09:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศรายงานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้าแล้ว ไทยยังอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (WL) ร่วมกับอีก 18 ประเทศ พร้อมชมไทยมีพัฒนาการการคุ้มครอง ปราบปราม การแก้ไขกฎหมาย แต่ยังห่วงการละเมิดออนไลน์ คำขอจดสิทธิบัตรคงค้าง มีปัญหาเก็บค่าลิขสิทธิ์ การละเมิดซอฟต์แวร์และลิขสิทธิ์ ยันเดินหน้าปราบปราม แก้กฎหมาย พัฒนาระบบจดทะเบียนต่อเนื่อง ตั้งเป้าสุดท้ายหลุดบัญชี WL<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ประกาศรายงานสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้าสำคัญ ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ (Special 301) เพื่อประเมินระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้า โดยยังคงให้ไทยอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List : WL) ร่วมกับอีก 18 ประเทศ/กลุ่มประเทศ ได้แก่ อัลจีเรีย อาร์เจนตินา บาเบโดส เบลารุส โบลิเวีย บราซิล แคนาดา โคลอมเบีย เอกวาดอร์ อียิปต์ สหภาพยุโรป กัวเตมาลา เม็กซิโก ปากีสถาน ปารากวัย เปรู ตรินิแดดและโทเบโก และตุรกี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในปีนี้ สหรัฐฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการประเมินยิ่งขึ้น จากปีก่อนที่ไม่มีประเทศใดถูกจัดไว้ในบัญชีประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด (Priority Foreign Country: PFC) แต่ปีนี้ได้ปรับเวียดนามจากที่เคยอยู่ในบัญชี WL มาอยู่ในบัญชี PFC ในการประกาศครั้งล่าสุด และยังจัด 6 ประเทศไว้ในบัญชีประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด (Priority Foreign Country: PFC) ได้แก่ ชิลี จีน อินเดีย อินโดนีเซีย รัสเซีย และเวเนซุเอลา ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เพิ่มสหภาพยุโรปเข้ามาในบัญชี WL ปีนี้ด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ รายงานดังกล่าว ระบุว่า สหรัฐฯ เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยและพัฒนาการของการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกด้านการปราบปรามการละเมิด การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย การผลักดันการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์และกฎหมายสิทธิบัตร รวมทั้งการเตรียมการเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่สำคัญ ได้แก่ สนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียงขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO Performances and Phonograms Treaty) และความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ (Hague Agreement Concerning International Registration of Industrial Designs)</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ขอให้ไทยเร่งปรับแก้ไขกฎหมายให้สำเร็จ เพื่อเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศเหล่านี้ และขอให้ไทยขยายผลการปราบปรามการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ไปถึงผู้ค้ารายใหญ่หรือแหล่งผลิตให้มากขึ้น รวมทั้งยังเห็นว่ามีคำขอสิทธิบัตรค้างสะสม (backlog) ในบางสาขา โดยเฉพาะเภสัชภัณฑ์ การแอบอ้างสิทธิในการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ การใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ และการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ผ่านการใช้อุปกรณ์และแอปพลิเคชันดาวน์โหลดข้อมูลเนื้อหา (content) ที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ที่ผ่านมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมเดินหน้าปราบปรามสินค้าละเมิดอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยในด้านการปราบปราม มีผลดำเนินงานช่วง 6 เดือน ปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.2568-มี.ค.2569) จับกุมได้ 332 คดี ของกลาง 1.3 ชิ้น มูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจ 2,300 ล้านบาท และยังมุ่งจัดการย่านการค้าที่ถูกระบุว่าเป็นที่จำหน่ายสินค้าละเมิด จัดการขายสินค้าที่ขายผ่านทางออนไลน์ และจับกุมรายใหญ่ ส่วนในด้านการส่งเสริม ได้ปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายให้ทันสมัย นำเทคโนโลยีมาใช้ในการจดทะเบียน มีการพัฒนากฎหมายด้านการจัดเก็บค่าตอบแทนการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์อย่างเป็นธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การผลักดันให้ไทยหลุดจากบัญชี WL ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของกรม โดยจะชี้แจงความก้าวหน้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สหรัฐฯ ทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินการตามแผนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Work Plan) ที่ได้จัดทำร่วมกับ USTR ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการมุ่งมั่นทำงานกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม ใช้มาตรการปราบปรามเชิงรุกเพื่อตัดวงจรสินค้าละเมิดตั้งแต่ต้นตอ เน้นการจับกุมสินค้าละเมิดในย่านการค้า โกดังเก็บสินค้า ตลอดจนด่านศุลกากรข้ามแดน รวมทั้งยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมด้านการค้าการลงทุนและความน่าเชื่อถือในสายตาของนานาชาติแล้ว ยังเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย เพิ่มขีดความสามารถและสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืนอีกด้วย&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026050506b700d3d2254d5041c58c8d913ea699091939.jpg' type='image/jpg' length='180772' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ชวนผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ร่วมสัมมนาเพิ่มความรู้-รับมือวิกฤตรอบด้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162181</link>
<guid isPermaLink="false">0bd354826b3481fab5110d5702b5326c</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 09:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร &ldquo;Polycrisis Logistics : ผลกระทบและกลยุทธ์รับมือสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน&rdquo; วันที่ 8 พ.ค.69 เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโลจิสติกส์ให้พร้อมรับมือความท้าทายและวิกฤตรอบด้าน เปิดรับสมัครผู้สนใจตั้งแต่วันนี้ถึง 5 พ.ค.69<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการหลักสูตร &ldquo;Polycrisis Logistics : ผลกระทบและกลยุทธ์รับมือสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน&rdquo; ในวันศุกร์ที่ 8 พ.ค.2569 ณ โรงแรมแกรนด์ราชพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโลจิสติกส์ให้พร้อมรับมือความท้าทายและวิกฤตรอบด้าน โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมอบรมได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 5 พ.ค.2569 ทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคโลจิสติกส์ทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่รุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ ขณะเดียวกันเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจโลจิสติกส์ อย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งในมิติของประสิทธิภาพ การบริหารความเสี่ยง และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความไม่แน่นอนสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการจัดสัมมนาในครั้งนี้ กรมได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และซัปพลายเชนการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศจากสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมาร่วมให้ความรู้ใน 4 ประเด็น ได้แก่ 1.Global Impact : วิกฤตโลกกระทบธุรกิจ 2.Supply Chain Disruption : จุดเสี่ยงที่ทำให้ธุรกิจสะดุด 3.Cost Impact : ต้นทุนในยุคพลังงานและค่าระวางสูง และ 4.Cyber &amp; AI Risk : ป้องกันความเสี่ยง การใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมในยุคปัจจุบันเพื่อยกระดับมุมมองเชิงยุทธศาสตร์และเสริมเครื่องมือในการตัดสินใจให้ผู้ประกอบการให้สามารถอยู่รอดปรับตัวและสร้างความได้เปรียบในสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม Workshop : Response Strategy : วางแผนธุรกิจอย่างไรให้อยู่รอด โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้จำลองสถานการณ์วิเคราะห์ความเสี่ยงและพัฒนาแนวทางการรับมือที่สอดคล้องกับบริบทธุรกิจของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ธุรกิจโลจิสติกส์ในวันนี้ ไม่ได้ตัดสินกันที่ว่าใครขนส่งได้ถูกที่สุดอีกต่อไป เพราะต้นทุนสามารถถูกแทนที่ได้เสมอ แต่ความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนต่างหากที่สร้างความได้เปรียบอย่างแท้จริง ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางและวิกฤตสงครามที่ยืดเยื้อ จึงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและมีความผันผวนรายวัน ดังนั้น ผู้ชนะในเกมจึงไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุดในวันที่ปกติ แต่คือ คนที่ยังคงวิ่งต่อได้ แม้ในวันที่โลกเปลี่ยนกติกา&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">จากฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ณ วันที่ 31 มี.ค.2569) มีนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ (ยกเว้นธุรกิจขนส่งคนโดยสาร) จำนวน 37,737 ราย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026050511b2812ea0a996643b364ece97fa9243091827.jpg' type='image/jpg' length='68311' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ชี้โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” หนุนลุยความมั่นคงอาหาร ส่งเสริม SME]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162180</link>
<guid isPermaLink="false">9f83c2afeea0dfcc64c837de32fc813e</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 09:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยโลกปัจจุบันกำลังเผชิญ &ldquo;วิกฤตซ้อนวิกฤต&rdquo; ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้โลกก้าวสู่ยุค New Normal ที่มีความซับซ้อนในหลากหลายมิติ แต่ไทยสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ ทั้งลุยความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริม SME สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย แนะใช้ TAM Model คิดใหญ่ นำร่องจากเล็ก ปรับตัวให้เร็ว ถูกจังหวะ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการกล่าวปาฐกถา หัวข้อ &ldquo;Leadership Beyond Comfort Zone : ก้าวข้ามกรอบเดิม เปิดทางการเปลี่ยนแปลง&rdquo; แก่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมอารี วัลยะเสวี ว่า สถานการณ์โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับ &ldquo;วิกฤตซ้อนวิกฤต&rdquo; ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สร้างความผันผวน ทำให้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค New Normal ที่มีความซับซ้อนในหลากหลายมิติ การจะรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเน้นการเดินออกจากกรอบความคิดเดิม เพราะหากเรายังคงพยายามแก้ปัญหาด้วยท่าทีและวิธีการเดิม ๆ ย่อมจะได้ผลลัพธ์แบบเดิมที่ไม่สามารถตอบโจทย์สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้ ผู้นำยุคใหม่จึงต้องกล้าก้าวข้ามการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) และบูรณาการความร่วมมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยท่ามกลางความผันผวน ประเทศไทยสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ โดยเฉพาะประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด สิ่งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการเร่งยกระดับภาคการเกษตร ต้องช่วยเรื่องการปรับตัวของผู้ประกอบการ SME เพื่อนำไปสู่การกระจายรายได้ที่มีความสมดุลและเป็นธรรมมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ และโครงสร้างสังคมสูงวัย ยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านการแพทย์และการบริการ พัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจดูแลผู้สูงวัย (Care Economy) เพื่อรองรับความต้องการทั้งในและต่างประเทศได้อีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการจะขับเคลื่อนองค์กรและประเทศให้ก้าวข้าม Comfort Zone ได้สำเร็จ ผู้นำควรยึดหลักการทำงานแบบ TAM Model ที่ตนได้ใช้มาโดยตลอดชีวิตการทำงาน ได้แก่ การคิดเชิงระบบมองภาพใหญ่บนฐานข้อมูลที่ชัดเจน (Think Big) การเริ่มต้นลงมือทำจากจุดเล็ก ๆ เพื่อสร้างโครงการนำร่อง (Act Small) และการปรับตัวให้รวดเร็วถูกจังหวะสถานการณ์ (Move Fast/Right) การก้าวข้ามกรอบเดิมจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ประเทศสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป</span></span><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026050579b62bd82d4aac362f9a102616daa14e091704.jpg' type='image/jpg' length='979807' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลงพื้นที่ตรวจโรงสกัดภาคกลาง ยันการซื้อขายปกติ ราคาปาล์มขยับแล้ว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162176</link>
<guid isPermaLink="false">30cd1a8b5858e699d15691b5359ec1cc</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 09:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในลงพื้นที่ติดตามการซื้อขายปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคกลาง ที่ จ.สระบุรี และปทุมธานี เผยการรับซื้อของโรงสกัดเป็นปกติ ไม่มีติดคิว ราคาล่าสุดกิโลกรัมละ 6.80-7.20 บาท ยันเกษตรกร ไม่มีการห้ามส่งออก ยังส่งได้ปกติ ตั้งแต่ 7 เม.ย. ถึงปัจจุบัน อนุญาตส่งออกแล้วกว่า 2 แสนตัน ส่วนการใช้ในไบโอดีเซลเพิ่มเป็นเดือนละ 1 แสนตัน &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่จังหวัดสระบุรีและปทุมธานี พร้อมหารือร่วมกับนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ผู้แทนโรงสกัด และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อรับฟังสถานการณ์และข้อเสนอจากเกษตรกรโดยตรง หลังจากที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคกลาง เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมันและการส่งออก และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเร่งแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้ติดตามสถานการณ์รับซื้อของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในพื้นที่ ได้แก่ บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) ซึ่งยืนยันว่าโรงงานยังเปิดรับซื้อผลปาล์มตามปกติ เดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง และไม่พบปัญหาการติดคิวหน้าโรงงาน เนื่องจากผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่กระจุกตัวเหมือนบางช่วงในปีก่อน และกรมได้เน้นย้ำให้โรงงานสกัดรับซื้อผลปาล์มตามคุณภาพและเปอร์เซ็นต์น้ำมัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่เกษตรกร และจูงใจให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะการตัดปาล์มสุกที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง เพื่อยกระดับมาตรฐานปาล์มน้ำมันไทยในระยะยาว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับราคาผลปาล์มล่าสุด ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 6.80-7.20 บาทต่อกิโลกรัม จากสัปดาห์ก่อนที่อยู่ในระดับ 6.60-7.00 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนทิศทางตลาดที่ปรับตัวดีขึ้นทั้งจากความต้องการใช้ในประเทศและตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์ปาล์มน้ำมันทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง และบริหารจัดการให้เกิดสมดุลทั้งด้านสต็อก การใช้ในประเทศ และการส่งออก เพื่อให้ราคาสะท้อนกลไกตลาดและเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยในส่วนที่เกษตรกรมีข้อกังวลเรื่องการส่งออก กรมยืนยันว่า ปัจจุบันยังสามารถส่งออกน้ำมันปาล์มได้ตามปกติ ภายใต้กรอบบริหารจัดการสต็อกที่เหมาะสม โดยตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.2569 จนถึงปัจจุบัน ได้อนุญาตส่งออกแล้ว 11 ราย ปริมาณรวมกว่า 200,000 ตัน และอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล เพื่อช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพื่อผลิตไบโอดีเซลมากกว่า 100,000 ตันต่อเดือน อีกทั้งยังมีการขยายจุดให้บริการน้ำมัน B20 แล้วกว่า 200 จุดทั่วประเทศ รวมถึงมีนโยบายสนับสนุนให้ราคาน้ำมัน B20 ต่ำกว่า B7 เพื่อจูงใจการใช้งาน ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนราคาผลปาล์มในช่วงนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรพึงพอใจกับระดับราคาที่ปรับตัวดีขึ้น และสถานการณ์รับซื้อปีนี้ถือว่าคลี่คลายกว่าปีก่อน ไม่มีปัญหาปาล์มตกค้างหน้าโรงงาน พร้อมขอให้ภาครัฐติดตามการรับซื้ออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกร &nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260505dabc4890c7b0b11af52a906a6660dc55091544.jpg' type='image/jpg' length='790078' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ผนึกไปรษณีย์ไทย เปิดที่ทำการ 946 จุด ขายสินค้าราคาถูก ลดค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162174</link>
<guid isPermaLink="false">b932d46a965c43cbd9245e4664968482</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 09:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;คิกออฟ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ&rdquo; หลังผนึกกำลังกับไปรษณีย์ไทย เปิดจุดขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น 15 รายการ ทั้งน้ำมันปาล์ม น้ำปลา ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ลดสูงสุด 25% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน นำร่อง 122 จุด ก่อนขยายเป็น 946 จุดทั่วประเทศ พร้อมประสานเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายเล็ก สินค้าชุมชน นำสินค้ามาขายได้ด้วย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ&rdquo; ณ ไปรษณีย์ สาขานนทบุรี ว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้บูรณาการความร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยจะใช้ไปรษณีย์เป็นจุดจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ และการเป็นศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center : DC) รองรับการกระจายผ่านรถพุ่มพวง มีสินค้าเข้าร่วมโครงการ 15 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำปลา ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยจำหน่ายในราคาลดลงสูงสุดถึง 25%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในระยะเริ่มต้น ได้เปิดจำหน่ายสินค้าผ่านที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ จำนวน 122 จุด แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 28 จุด ปริมณฑล 21 จุด และส่วนภูมิภาค 73 จุด และในสัปดาห์ที่ 2 จะขยายเพิ่มเติมไปยังที่ทำการไปรษณีย์อำเภออีก 824 จุด รวมเป็น 946 จุดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึงถึงพื้นที่ มีเป้าหมายช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายค่าครองชีพให้กับประชาชนไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาทต่อเดือน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้ร่วมมือกับไปรษณีย์ เปิดให้สินค้าจากผู้ประกอบการรายเล็กและสินค้าชุมชน เข้ามาวางจำหน่ายด้วย เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางขาย และเพิ่มรายได้ให้กับผู้ปประกอบการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;โครงการนี้ เป็นการต่อยอดจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ในการเปิดจุดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ โดยไปรษณีย์จะเข้ามาเติมเต็มให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัด ใกล้ที่ไหน ก็ไปซื้อหาได้ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นที่ว่าการอำเภอ ที่ไปรษณีย์ หรือในห้างค้าส่งค้าปลีก และห้างท้องถิ่น ที่ได้ร่วมมือกันจำหน่ายสินค้าราคาถูกในโครงการไทยช่วยไทย&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัด และในอนาคต มีแผนพัฒนาให้สามารถสั่งซื้อสินค้าไทยช่วยไทยผ่านช่องทางออนไลน์ของไปรษณีย์ไทยได้ด้วย นอกเหนือจากสินค้าชุมชนที่ไปรษณีย์ไทยเปิดพื้นที่จำหน่ายอยู่แล้ว &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า ในการส่งสินค้าจำเป็นเหล่านี้ไปถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศให้ได้อย่างทั่วถึง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605057bf5d47d5d9638749cd859ab3c915834091431.jpg' type='image/jpg' length='445172' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ดีเดย์ 12 พ.ค.69 ให้บริการออก Form TC ไทย-ชิลี ผ่านดิจิทัลเต็มรูปแบบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162171</link>
<guid isPermaLink="false">d861fc98a79db80fe594bf03028f8a3f</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 09:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศ ประกาศยกระดับการให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไทย-ชิลี (Form TC) สู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านระบบ DFT SMART C/O ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค.69 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออกขอหนังสือรับรอง ติดตามสถานะผ่านออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมง และติดต่อรับหนังสือรับรองด้วยบัตรประชาชน หรือเลือกพิมพ์เอกสารได้เอง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ Certificate of Origin (C/O) ให้ผู้ส่งออกนำไปใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร ณ ประเทศปลายทาง เตรียมยกระดับการให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไทย-ชิลี (Form TC) สู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านระบบ DFT SMART C/O ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค.2569 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปการทำงานภาครัฐให้ทันสมัยและเข้าถึงง่าย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอและติดตามสถานะได้ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดต่อรับหนังสือรับรองได้อย่างสะดวกสบาย เพียงใช้บัตรประชาชนใบเดียว หรือจะเลือก Self-printing ด้วยตนเองก็ง่ายดาย เพียงสั่งซื้อแบบพิมพ์ผ่านเว็บไซต์ formstore โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมายังหน่วยงานบริการอีกต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ เกิดขึ้นภายหลังการเจรจาระหว่างไทยและชิลีที่เห็นชอบร่วมกันในการปรับรูปแบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยศุลกากรทั้งสองฝ่ายจะยอมรับหนังสือรับรองในรูปแบบกระดาษขนาด A4 รวมถึงรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ให้ถือเป็นเอกสารต้นฉบับที่มีผลทางกฎหมาย ซึ่งจะช่วยแก้ไขข้อจำกัดผู้นำเข้าต้องรอเอกสารต้นฉบับรูปแบบกระดาษจากผู้ส่งออกเพียงอย่างเดียว โดยภายใต้ระบบใหม่นี้ ผู้ส่งออกสามารถสแกนเอกสารและส่งต่อให้ผู้นำเข้าทางอีเมลและยื่นใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ทันที ถือเป็นการเชื่อมโยงการค้าโลกด้วยเทคโนโลยีลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ (ESS) ที่กรมได้ริเริ่มใช้มาอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สถิติการใช้สิทธิประโยชน์ในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่า มีการออก Form TC ไปยังประเทศชิลีกว่า 4,364 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ากว่า 526 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ยานยนต์สำหรับขนส่ง สินค้ากลุ่มปลาทูนา และเครื่องซักผ้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การออก Form TC ผ่านระบบ SMART C/O ในครั้งนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและขั้นตอนทางธุรการให้กับผู้ส่งออกไทย ช่วยให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดชิลีได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก&rdquo;นางอารดากล่าว</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605059662dd476fbc58609b8a6675c138de2c091324.jpg' type='image/jpg' length='401572' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลคิกออฟขายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ณ ที่ว่าการอำเภอทุกวันศุกร์เดือน พ.ค.69]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162169</link>
<guid isPermaLink="false">99aeb57916b2b8f5a6eab7abfff2b931</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 17:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายกรัฐมนตรีคิกออฟเปิดจุดจำหน่ายสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ณ ที่ว่าการอำเภอ เผยนำสินค้าอุปโภคบริโภคเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รอง ของห้างค้าส่งค้าปลีก ผู้ผลิตและจำหน่าย มาขายในราคาลดแล้วลดอีก สูงสุด 58% ช่วยประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัด และลดภาระค่าครองชีพ ระบุจะขายทุกวันศุกร์ตลอดทั้งเดือน พ.ค.69<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการ kick off การจำหน่ายสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ณ อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ ซิตี้ ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ว่า วันที่ 1 พ.ค.2569 เป็นวันดีเดย์ของการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้า ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วยลดค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน และนับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศเป็นจุดกระจายสินค้าด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย อาทิ ซีพี แอ็กซ์ตร้า (Makro, Lotus&rsquo;s), บิ๊กซี (Big C), เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล (Tops), เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ (GO Wholesale) และซีเจ เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป (CJ More/CJ Supermarket) และห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น เพื่อนำสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และสินค้าราคาโปรโมชันมาจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ในราคาลดแล้วลดอีกสูงสุดถึง 58% ซึ่งเป็นสินค้าราคาต่ำกว่าท้องตลาดอย่างมีนัยสำคัญ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยได้คัดเลือกประเภทสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่าย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และสินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืช ซอสปรุงรส รวมมากกว่า 3,000 รายการ รวมไปถึงยังมีการจำหน่ายสินค้า OTOP สินค้าชุมชนจากผู้ประกอบการชุมชน อาทิ อาหาร สินค้าเกษตรแปรรูป เสื้อผ้า และสินค้าปรุงสำเร็จด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;จากการสำรวจความต้องการและราคาสินค้า พบว่า สินค้าส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมเลือกซื้อจากประชาชน ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผงซักฟอก ข้าวสาร และน้ำมันพืช ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นที่มีการใช้ต่อเนื่องในทุกครัวเรือน และมีราคาจำหน่ายต่ำกว่าท้องตลาดอย่างชัดเจน รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rsquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; ได้ ณ ที่ว่าการอำเภอใกล้บ้านของท่าน เริ่มจำหน่ายทุกวันศุกร์ที่ 1,8,15,22 และ 29 ตลอดเดือน พ.ค.2569 รวม 5 ครั้ง ระหว่างเวลา 08.30-16.30 น. ขณะเดียวกันยังสามารถเลือกซื้อสินค้าไทยช่วยได้ที่ห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทุกจังหวัดทั่วประเทศ และห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ใกล้บ้านท่านได้อีกด้วย&rdquo;นายอนุทินกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การจัดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยจะขยายผลการดำเนินงานให้กว้างขึ้นต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน และนอกจากลดภาระค่าครองชีพแล้ว ในโครงการยังมีแผนช่วยสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น โดยมีแผนที่จะผลักดันสินค้าผู้ประกอบการ SME ที่มีศักยภาพขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นำร่องกว่า 2,000 ราย เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;แนวทางนี้ ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังเป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจไทย พร้อมวางรากฐานการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวด้วย ซึ่งตั้งแต่มีการเปิดหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ในวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีภาคเอกชนจากทุกหลายภาคส่วนประสงค์จะเข้ามาร่วมสนับสนุน ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ภายใต้ไทยช่วยไทยอย่างต่อเนื่อง&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026050532a1e743f92aa837fe27337383279cdb091129.jpg' type='image/jpg' length='1091395' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ช่วยสวนทุเรียนเจอพายุ ประสานผู้ประกอบการซื้อนำไปทอด ทำไอศกรีม แป้ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161963</link>
<guid isPermaLink="false">8bdd2bfe5e75794dd850201bce1718a1</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 11:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;สั่งการพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายผลกระทบจากพายุที่มีต่อสวนทุเรียน เตรียมเข้าช่วยเหลือประสานผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อผลผลิตที่สามารถนำไปแปรรูปต่อได้ ทั้งทำทุเรียนทอด ผสมเป็นไอศกรีม แป้งทุเรียน เพื่อช่วยลดการสูญเสีย และช่วยเกษตรกรมีรายได้จากผลผลิตที่ได้รับผลกระทบบางส่วน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายผลกระทบจากพายุที่มีต่อสวนทุเรียน และทำให้ผลผลิตของเกษตรกรในหลายพื้นที่เสียหายโดยเร็วที่สุด และให้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวงมหาดไทย เร่งหารือแนวทางช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรชาวสวนที่ประสบภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของทุเรียนที่ได้รับผลกระทบ แต่มีความพร้อมสามารถตัดได้ และมีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งมากกว่า 30% กระทรวงพาณิชย์จะนำผู้ซื้อและผู้ประกอบการเข้าไปคัดเลือกผลผลิตจากสวน เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ ทุเรียนทอด การนำไปผสมเป็นไอศกรีม หรือแปรรูปเป็นแป้งทุเรียนเพื่อใช้ทำขนมและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าและลดการสูญเสียของผลผลิตทางการเกษตร และช่วยให้เกษตรกรยังสามารถสร้างรายได้จากผลผลิตที่ได้รับผลกระทบได้บางส่วน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับทุเรียนที่ยังอยู่บนต้นและไม่ได้รับความเสียหาย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จะเข้าไปดูแลเป็นกรณีพิเศษ โดยจะประสานนำผู้ซื้อเข้าไปรับซื้อผลผลิตโดยตรง เพื่อช่วยสร้างตลาดรองรับผลผลิตและช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูกาลนี้ ส่วนทุเรียนที่ไม่สามารถนำไปจำหน่ายหรือแปรรูปได้ จะมีมาตรการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิตเข้าไปปะปนกับทุเรียนที่จำหน่ายอยู่ในตลาด อันจะช่วยรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อทุเรียนไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&rdquo;กระทรวงพาณิชย์ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทุกพื้นที่ ๆ ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยพิบัติในครั้งนี้ และยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการดูแล ช่วยเหลือ และหามาตรการรองรับผลผลิตอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวไปได้โดยเร็วที่สุด&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026050149f111458f653bd25c1541ae6e1d4bf8115411.jpg' type='image/jpg' length='412082' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผยอุปกรณ์อัจฉริยะ สินค้าศักยภาพในยุคดิจิทัล ชง 6 แนวทางขับเคลื่อน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161962</link>
<guid isPermaLink="false">95917bb1c44d22348cb22c083651eac9</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 11:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค. จัดทำรายงานข้อเสนอนโยบาย เรื่อง &ldquo;อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) : สินค้าศักยภาพในยุคดิจิทัล&rdquo; พบมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเข้าสู่สังคมสูงวัย การขยายตัวของเมือง และพฤติกรรมผู้บริโภคต้องการความสบาย เผย 4 ประเทศสำคัญ จีน สหรัฐฯ เยอรมนี และเกาหลีใต้ ล้วนมียุทธศาสตร์ขับเคลื่อน ไทยก็มีแผนภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ชง 6 แนวทางขับเคลื่อน บูรณาการทำงาน ส่งเสริมสีเขียว เข้มคุณภาพ เพิ่มความต้องการในประเทศ เร่งเจรจาการค้าเพื่อเปิดตลาด และเฝ้าระวังสวมสิทธิ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. เล็งเห็นความสำคัญของอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) ที่เข้ามามีผลต่อชีวิตประจำวัน ธุรกิจ และการให้บริการ จึงได้จัดทำรายงานข้อเสนอนโยบาย เรื่อง &ldquo;อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) : สินค้าศักยภาพในยุคดิจิทัล&rdquo; ด้วยการศึกษาอุปกรณ์ที่สวมใส่ติดร่างกาย (Wearable Devices) และอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน (Home Appliances) พบว่า อุปกรณ์อัจฉริยะมีแนวโน้มเติบโตสูง เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย การขยายตัวของเมือง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถประมวลผลโดยอัตโนมัติ สามารถรับรู้และตอบสนองต่อบริบทผ่านเซ็นเซอร์ เชื่อมต่อเครือข่ายได้ แลกเปลี่ยนข้อมูลได้ ทำให้สามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจหรืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ อุปกรณ์สวมใส่ติดร่างกาย (Wearable Devices) เช่น แหวน สร้อย นาฬิกาข้อมือ และแว่นตา และอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน (Home Appliances) เช่น อุปกรณ์ทำความสะอาด เครื่องครัว กล้องวงจรปิด และกลอนประตู</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ สนค. ยังได้ศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันธุรกิจอุปกรณ์อัจฉริยะใน 4 ประเทศ โดยจีนมีกรอบยุทธศาสตร์ Made in China 2025 (MiC2025) ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 สาขา ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อัจฉริยะ และแผนปฏิบัติการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านคุณภาพสูง ที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าส่องสว่าง ให้เป็นผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ สร้างระบบนิเวศบ้านอัจฉริยะ และสนับสนุนการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สหรัฐฯ ออกกฎหมาย CHIPS and Science Act 2022 สำหรับสนับสนุนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์อัจฉริยะทุกชนิด ผ่านการวิจัยและพัฒนา การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาบุคลากร และแผนปฏิบัติการ Winning the Race: America&rsquo;s AI Action Plan ในการสนับสนุนพัฒนาชิปและซอฟต์แวร์ AI ขั้นสูง และปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้น เยอรมนีมีแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Industry 4.0) เพื่อพัฒนาโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) และเซ็นเซอร์อัจฉริยะ และยุทธศาสตร์ National Digital Decade Strategic Roadmap (ค.ศ. 2024&ndash;2030) เพื่อเร่งการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและทักษะดิจิทัลของประเทศ และเกาหลีใต้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัล Digital New Deal 2.0 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมและบริการสาธารณะอัจฉริยะ กำหนดมาตรฐาน KC Certification เพื่อรับรองความปลอดภัยของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และส่งเสริมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน โดยสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ที่ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับไทย มียุทธศาสตร์ แนวนโยบาย และกิจกรรมหลากหลาย ที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมอุปกรณ์อัจฉริยะของไทย อาทิ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระยะที่ 1 (พ.ศ.2566&ndash;2570) และยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุน 5 ปี (พ.ศ.2566&ndash;2570) ซึ่งทำให้การค้าอุปกรณ์อัจฉริยะของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 การค้าอุปกรณ์อัจฉริยะของไทยมีมูลค่า 2.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 67.20% และในช่วงปี 2565&ndash;2568 เติบโตเฉลี่ย 22.70% ต่อปี โดยไทยเกินดุลการค้ามาโดยตลอด และจากการเปรียบเทียบดัชนีความสามารถในการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบ (Revealed Comparative Advantage: RCA) ใน 2 ช่วงเวลา (ช่วงปี 2563&ndash;2567 เทียบกับช่วงปี 2558&ndash;2562) พบว่า ไทยมีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกอุปกรณ์อัจฉริยะเพิ่มขึ้น ทั้งในภาพรวมและในหลายตลาด ทั้งนี้ ตลาดที่น่าสนใจที่ควรผลักดันการส่งออกอุปกรณ์อัจฉริยะของไทย อาทิ สหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ แคนาดา เม็กซิโก สหราชอาณาจักร จีน ฮ่องกง เยอรมนี และฝรั่งเศส อย่างไรก็ดี ไทยจำเป็นต้องส่งเสริมการค้า เพื่อรักษาตลาด อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ และรัสเซีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนข้อเสนอการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจอุปกรณ์อัจฉริยะของไทย จะต้องครอบคลุมทุกมิติด้วย 6 แนวทาง ได้แก่ 1.บูรณาการนโยบาย การดำเนินงาน และข้อมูล ตลอดห่วงโซ่คุณค่า 2.กำหนดแนวทางส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน 3.ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานไทย เพื่อเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานที่น่าเชื่อถือ 4.จัดทำมาตรการขยายอุปสงค์ภายในประเทศ 5.เร่งเจรจาการค้า เพื่อสร้างหุ้นส่วนการค้าเชิงยุทธศาสตร์ กระจายความเสี่ยง และขยายโอกาสทางการค้า และ 6.เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังสินค้าสวมสิทธิ์ และการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ ซึ่งแนวทางเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกหน่วยงาน เพื่อพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันธุรกิจอุปกรณ์อัจฉริยะของไทยอย่างยั่งยืน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260501dacf98a866f88f5554bd85ac30c5f825115254.jpg' type='image/jpg' length='275317' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ถกผู้แทนการค้าไทย หอการค้าไทย กำหนดท่าทีเจรจาสหรัฐฯ เจรจา FTA]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161961</link>
<guid isPermaLink="false">607f4cfd208bd3f24974bf1bdd41cc99</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 11:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;หารือร่วมกับผู้แทนการค้าไทย หอการค้าไทย ติดตามสถานการณ์การค้าไทย-สหรัฐฯ การเจรจา FTA ไทย-EU ไทย-UK เพื่อกำหนดท่าทีการทำงานร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการค้าไทยอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ ก่อนเดินทางเยือนสหรัฐฯ 3-6 พ.ค.นี้ ติดตามความคืบหน้าการชี้แจงภายใต้ มาตรา 301 และหารือภาคธุรกิจสหรัฐฯ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้หารือสถานการณ์การค้าไทย&ndash;สหรัฐฯ ล่าสุด ความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย&ndash;สหภาพยุโรป (EU) และไทย&ndash;สหราชอาณาจักร (UK) กรอบ FTA สำคัญ และยุทธศาสตร์ประเทศคู่ค้าของไทย ตลอดจนการยกระดับผู้ประกอบการไทยในภาคเกษตรและอาหารให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ร่วมกับน.ส.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย นายวีระพงศ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย และดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยในการหารือ ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและแนวทางการบูรณาการท่าทีร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการทำงานและขับเคลื่อนนโยบายด้านการค้าไทยอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ตนมีกำหนดนำคณะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 3&ndash;6 พ.ค.2569 เพื่อเข้าร่วมงาน 2026 SelectUSA Investment Summit ร่วมกับภาคเอกชนไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการแสวงหาคู่ค้าการลงทุนใหม่ ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และหารือด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่กับการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อสหรัฐฯ ถึงความมุ่งมั่นของไทยในการดูแลและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน มีกำหนดหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการภายใต้มาตรา 301 ภายหลังจากที่ไทยได้ยื่นคำชี้แจงต่อสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 เม.ย.2569 รวมถึงการหารือกับสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (USABC) และสภาหอการค้าสหรัฐฯ (USCC) ซึ่งเป็นนักลงทุนรายสำคัญในไทย เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนระหว่างกัน ตลอดจนเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับพันธมิตรในสหรัฐฯ เพื่อสะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605017b52a197ee0d0b2cd1b28dd5ce45064a114537.jpg' type='image/jpg' length='361667' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ผนึกแม็คโคร-โลตัส รับซื้อทุเรียนชาวสวน นำจัดบุฟเฟต์ ทานได้ไม่อั้น]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161960</link>
<guid isPermaLink="false">0e2e42853a07423fe201bde73553beef</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 11:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในผนึกกำลัง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า ผู้บริหารห้างแม็คโคร-โลตัส รับซื้อทุเรียนจากเกษตรกร นำจัดบุปเฟต์ทุเรียนและผลไม้ภาคตะวันออก ทานได้ไม่อั้น หัวละ 599 บาท เพื่อช่วยระบายผลผลิตที่กำลังออกสู่ตลาด เผยยังจะช่วยระบายผ่านตลาดกลาง ตลาดสด ออนไลน์ และเอกชน ตั้งเป้ากระตุ้นการบริโภคในประเทศ 5 แสนตัน พร้อมจัดแคมเปญสร้างการรับรู้ให้นักท่องเที่ยว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ผนึกกำลังกับบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจแม็คโครและโลตัส จัดงาน &ldquo;Let&rsquo;s Dorian อร่อย หวานมัน ไม่ต้องลุ้น&rdquo; เป็นบุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้ภาคตะวันออก ส่งตรงจากสวนของเกษตรกร ให้ผู้บริโภคได้เลือกทานแบบไม่อั้น และยังมีบริการ &ldquo;เคาะ เจาะ ชั่ง ปอก&rdquo; รับประกันความอร่อย หวานมันทุกชิ้นแบบไม่ต้องลุ้น ในราคา 599 บาทต่อคน เพื่อกระตุ้นการบริโภคทุเรียนและผลไม้ เพราะปีนี้ ทุเรียนมีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีปริมาณมากกว่า 2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 33% จึงต้องหาทางระบายทุกช่องทาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมมีแผนระบายผลผลิตทุเรียนสำหรับตลาดในประเทศ ทั้งการช่องทางห้างค้าส่งค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการเอกชน โดยตั้งเป้ากระตุ้นการบริโภคไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัน เพื่อช่วยเร่งกระจายผลผลิต สร้างช่องทางจำหน่ายให้กับเกษตรกรตั้งแต่ต้นฤดูกาล และผลักดันราคาให้มีเสถียรภาพ ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทุเรียนขยับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-10 บาทต่อกิโลกรัม โดยล่าสุดราคาปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 145-155 บาท ถือเป็นข่าวดีของพี่น้องเกษตรกร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน กรมมีแผนจัดกิจกรรมโปรโมตผลไม้ไทย ภายใต้แคมเปญ &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits&rdquo; เพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภค นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้มีการบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ปีนี้ผลไม้ มีคุณภาพ ราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะทุเรียนที่กำลังออกสู่ตลาด มีคุณภาพ เนื้อดี รสชาติดี ไม่ว่าจะลูกเล็กหรือลูกใหญ่ ก็อยากจะเชิญชวนคนไทย และนักท่องเที่ยว ให้ช่วยกันบริโภค และลิ้มลอง เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเกษตรกร และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้&rdquo;นายวิทยากรกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร CP Axtra กล่าวว่า แม็คโคร&ndash;โลตัส พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค โดยปีนี้ตั้งเป้ารับซื้อทุเรียนจากเกษตรกรเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว จากปีก่อนที่รับซื้อประมาณ 22,000 ตัน เฉพาะทุเรียน และหากรวมผลไม้ทุกชนิดอยู่ที่ประมาณ 30,000 ตัน เพื่อช่วยกระจายผลผลิตและเพิ่มช่องทางตลาดให้เกษตรกรไทย และยังได้จัดบุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้ภาคตะวันออก เพื่อระบายผลผลิต และช่วยให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองทุเรียนคุณภาพดี โดยสามารถไปบริโภคได้ที่แม็คโคร-โลตัสทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ CP Axtra ได้ร่วมมือกับกรมการค้าภายใน เชื่อมโยงซื้อขายผลไม้ผ่านตลาดข้อตกลง โดยใช้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน รวมปริมาณรับซื้อกว่า 2,110 ตัน มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท ในช่วงเดือน ต.ค.2568&ndash;เม.ย.2569 ครอบคลุมผลไม้และสินค้าเกษตรหลากหลายชนิด อาทิ ส้มเขียวหวาน กล้วย อโวคาโด ฝรั่ง ละมุด มะม่วง ผักสลัด ส้มโอ แตงโม กระท้อน ฟักทอง หอมแดง กระเทียม หอมหัวใหญ่ ลิ้นจี่ มังคุด ลองกอง เงาะ และมะละกอ เป็นต้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202605019b7f3df47cc5d17032f4f611eec9b875114337.jpg' type='image/jpg' length='241954' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ชวน SME , Startup นักประดิษฐ์ ร่วมโครงการจดไอพีในต่างประเทศ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161959</link>
<guid isPermaLink="false">b178391a1e6be4f5b81a02fbe62b5cd1</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 11:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดรับสมัครผู้ประกอบการ SME , Startup นักประดิษฐ์ และนักวิจัยไทย เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศ ปีที่ 4 เพื่อสนับสนุนการนำทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย ทั้งเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ไปจดทะเบียนในต่างประเทศ เพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจ โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาตลอดโครงการ และยังได้รับเงินสนับสนุนการยื่นจดด้วย เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึง 8 พ.ค.69<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เปิดรับสมัครผู้ประกอบการ SME , Startup นักประดิษฐ์ และนักวิจัยไทยเข้าร่วม &ldquo;โครงการส่งเสริมการขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศ ประจำปี 2569&rdquo; ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อสนับสนุนการนำทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย ประเภทเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ หรือสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจดทะเบียนในประเทศเป้าหมาย อันเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทย โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดสากล ตอบโจทย์นโยบายสร้างความเข้มแข็งให้ SME ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับความสามารถทางการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือก จะได้รับการวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ และการวางแนวทางบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับธุรกิจ ตลอดจนการจัดทำคำขอและ<br />
ยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศ โดยมีการสนับสนุนเงินทุนสำหรับเป็นค่าธรรมเนียมการยื่นจดทะเบียนตามประเภททรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ เครื่องหมายการค้า 80,000 บาทต่อราย สิทธิบัตรการประดิษฐ์ 120,000 บาทต่อราย และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 80,000 บาทต่อราย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำผลงานทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดทางธุรกิจและขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการไทยที่ได้รับการสนับสนุนผ่านโครงการดังกล่าวรวม 16 ราย ยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในกลุ่มประเทศเป้าหมายทั้งในภูมิภาคเอเชีย สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ สามารถสร้างยอดขายและมูลค่าการซื้อขายสิทธิ์รวมกว่า 51.4 ล้านบาท อาทิ แบรนด์ MOO DENG ขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอเครื่องหมายการค้าใน 10 ประเทศ) แบรนด์ Warbie Yama คาแรคเตอร์การ์ตูนที่นำมาต่อยอดเป็นสินค้าแฟชัน ของเล่น ของสะสม ของ บริษัท อาร์วามะ จำกัด (อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอเครื่องหมายการค้าใน 10 ประเทศ) สารเคลือบผิวเลียนแบบธรรมชาติจากซิลิกาของเสียการเกษตรสำหรับการดักจับและฟื้นฟูการกำจัดฝุ่น PM 2.5 ของ บริษัท แอดวาเทค จำกัด (อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในสหรัฐอเมริกา) เก้าอี้หวายเอ็มมา (Emma) ของ บริษัท คอร์เนอร์ 43 เดคคอร์ จำกัด (ได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในสหภาพยุโรป) ชุดโคมไฟ รี-อัพ (RE-UP) ของ บริษัท เทคโฮมดีไซน์ จำกัด (ได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในสหภาพยุโรป) เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การดำเนินโครงการดังกล่าว สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกรมในการยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจของไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีสากล โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐานในการวางกลยุทธ์การเติบโตอย่างเข้มแข็งและมีทิศทาง ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการสิทธิและการเข้าถึงตลาดต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งในระยะยาวจะช่วยเชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากการผลิตเชิงปริมาณไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่าและทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผู้ประกอบการ SME , Startup นักประดิษฐ์ และนักวิจัย ที่มีทรัพย์สินทางปัญญาประเภทที่กำหนด และมีแผนที่จะขยายตลาดสู่ต่างประเทศ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ https://qr.ipthailand.go.th/wRkPadEv ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 8 พ.ค.2569 โดยจะประกาศผลการคัดเลือกผู้ผ่านเข้าร่วมโครงการภายในเดือน พ.ค.2569 และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02-048-2534 ต่อ 125 หรือ 083-891-2119</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260501522219edd4b470da15ca6fe39754c572114224.jpg' type='image/jpg' length='145671' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.หนุนยกระดับอ้อยให้เป็นมากกว่าน้ำตาล ดันเพิ่มมูลค่า ทำเชื้อเพลิง บรรจุภัณฑ์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161958</link>
<guid isPermaLink="false">a954e3a3b9458e90dff2de970a89392a</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 11:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.ประเมินสถานการณ์การค้าน้ำตาลทรายไทย พบความท้าทาย ทั้งผลผลิตอ้อยและน้ำตาลของผู้ผลิตรายใหญ่เพิ่มขึ้น อินโดนีเซียที่เป็นตลาดหลัก ลดนำเข้า แนะขยายตลาดส่งออกไปยังเอเชียตะวันออก เอเชียกลาง และยกระดับอ้อยให้เป็นมากกว่าน้ำตาล ทั้งการเชื้อเพลิง ผลิตไฟฟ้า พลาสติกชีวภาพ บรรจุภัณฑ์ชานอ้อย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์การค้าสินค้าน้ำตาล พบสัญญาณความท้าทายเพิ่มขึ้น จากแนวโน้มปริมาณผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทั้งในประเทศและจากผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกที่สูงขึ้น ทั้งบราซิลและอินเดีย และนโยบายพึ่งพาตนเองของประเทศคู่ค้าหลักอย่างอินโดนีเซีย ล้วนแต่มีผลกระทบต่อการผลิตและการส่งออกน้ำตาลทรายของไทย ซึ่งเกษตรกรและผู้ประกอบการ ควรเตรียมแผนรับมือด้านการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการเร่งขยายและผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยสู่การแปรรูปมูลค่าสูง โดยเฉพาะการพัฒนาไปสู่การผลิตพลังงานชีวภาพและผลิตภัณฑ์ชีวภาพอื่น ๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกน้ำตาลปริมาณ 5.5 ล้านตัน มูลค่า 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.3% โดยส่งออกไปอินโดนีเซียมากสุด 715 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 42.5% สัดส่วน 27% ของการส่งออกรวม รอลงมา คือ กัมพูชา 397 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 14.1% เกาหลีใต้ 263 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 10.9% และฟิลิปปินส์ 216 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 76.8% แต่ถ้าอินโดนีเซีย ไม่นำเข้าตามนโยบายเพิ่มผลผลิต และลดนำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 จะกระทบต่อการส่งออกน้ำตาลของไทยทันที แต่เบื้องต้น แม้อินโดนีเซียจะห้ามนำเข้า แต่ก็เปิดช่องให้สามารถยื่นขออนุญาตนำเข้าได้ เพราะผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอ ไทยจึงยังมีโอกาสในการส่งออกอยู่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการรับมือกับสถานการณ์ส่งออกที่อาจจะมีความผันผวน ไทยควรมุ่งขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดเอเชียตะวันออกและเอเชียกลางที่ยังมีกำลังซื้อ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่ประเทศ โดยต้องเน้นการควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน และแหล่งที่มาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้า รวมทั้งต้องต่อยอดพัฒนาสินค้าให้อ้อยเป็นมากกว่าน้ำตาล โดยเร่งพัฒนาและยกระดับสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-Economy) สร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ด้วยสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม อาทิ การนำน้ำตาลไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเฉพาะความต้องการในภาคการขนส่งที่ยังคงขยายตัว การนำกากอ้อยมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า นอกจากจะช่วยลดต้นทุนโรงงานแล้ว ยังสอดคล้องกับเทรนด์พลังงานสะอาด และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทางเลือกอื่น ๆ ส่งเสริมการผลิตพลาสติกชีวภาพ และบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อย ซึ่งมีราคาสูงกว่าน้ำตาลหลายเท่าตัว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;สถานการณ์การผลิตและการค้าโลก ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชที่อาศัยสภาพภูมิอากาศและฤดูกาล ดังนั้น การติดตามสถานการณ์ด้านราคา รวมถึงนโยบายของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด จะทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถวางแผนเพื่อการปรับตัวทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงผันผวนของนโยบายและปัจจัยอื่น ๆ ในตลาดโลก&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260501ea82bdd4bd3e92d8abcd3b83af9bc71a114107.jpg' type='image/jpg' length='252163' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“พาณิชย์”ผนึก 49 ผู้ประกอบการ จัด Back To School ลดราคาสินค้า ช่วยผู้ปกครอง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161956</link>
<guid isPermaLink="false">29417c4d41d12a6615edfb339e9ef69a</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 11:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในจัดโครงการ &ldquo;Back To School 2026&rdquo; (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า) ภายใต้โครงการไทยช่วยไทย พลัส ร่วมมือผู้ประกอบการ 49 ราย ลดราคาเกี่ยวกับการเรียน การสอนสูงสุด 86% ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.-31 พ.ค.69 รวม 32 วัน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครอง พร้อมจับมือกระทรวงศึกษาธิการ นำสินค้าราคาถูก เครื่องเรียน ขายในโรงเรียนห่างไกล 1,000 แห่ง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้จัดโครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพประชาชน &ldquo;Back To School 2026&rdquo; (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า) ภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศ ในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน โดยได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการ 49 ราย ประกอบด้วย ผู้ผลิต 20 ราย ผู้จำหน่าย 17 ราย ผู้ให้บริการ 10 ราย และแพลตฟอร์มออนไลน์ 2 ราย ครอบคลุมสินค้าและบริการจำเป็นด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ จัดกิจกรรมลดราคาตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.-31 พ.ค.2569 รวมระยะเวลา 32 วัน พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดถึง 86% เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง คาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ ครอบคลุมทั้งเครื่องแบบนักเรียน รองเท้านักเรียน อุปกรณ์การเรียน ผลิตภัณฑ์นม อุปกรณ์สำนักงาน สินค้าไอที รวมถึงบริการด้านการศึกษาและการเรียนรู้ โดยมีส่วนลดหลากหลาย อาทิ เครื่องแบบนักเรียนจากศึกษาภัณฑ์ สมใจนึก วัชรากร สมอ และน้อมจิตต์ รองเท้านักเรียนจาก ADDA อุปกรณ์การเรียนจาก The Mall, B2S, OfficeMate และ SE-ED รวมถึงผลิตภัณฑ์นมจากผู้ผลิตรายใหญ่หลายแบรนด์ เช่น F&amp;N เนสท์เล่ ไฮคิว หนองโพ แลคตาซอย ไทย-เดนมาร์ก ไวตามิลค์ mMILK ดัชมิลล์ และโฟร์โมสต์ ตลอดจนอุปกรณ์สำนักงานและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากดูโฮม เพาเวอร์บาย และโกลบอลเฮ้าส์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนกลุ่มบริการ มีโปรโมชันลดค่าใช้จ่ายในหลายด้าน เช่น แว่นตาจากท็อปเจริญและแว่นบิวติฟูล แพกเกจอินเทอร์เน็ตจาก True ส่วนลดสูงสุด 68% และสิทธิพิเศษจาก AIS ที่มอบ Alisa AI Premium ฟรี 3 เดือน รวมถึงบริการจัดส่งสินค้าจากไปรษณีย์ไทยในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 30 บาทต่อกิโลกรัม และสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ มีผู้ประกอบการร่วมลดราคาหลักสูตรและบริการต่าง ๆ อาทิ OpenDurian ลดสูงสุด 75% We by The Brain ลดสูงสุด 50% Yamaha Music School ลดสูงสุด 20% รวมถึงการทดลองเรียนฟรีและยกเว้นค่าแรกเข้าในหลายหลักสูตร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย Lazada จัดแคมเปญ Flash Sale ลดสูงสุด 70% และ Shopee มอบส่วนลดเพิ่มเติมผ่านโค้ดพิเศษ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกในทุกช่องทาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า นอกจากการจัดกิจกรรม &ldquo;Back To School 2026&rdquo; แล้ว กรมยังได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมจัดกิจกรรมลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองและนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้คัดเลือกโรงเรียนที่มีความจำเป็นและอยู่ในพื้นที่ขาดแคลน ส่วนกรมจะนำสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และเครื่องเขียน ไปจัดจำหน่ายในราคาประหยัด เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน พ.ค.2569 เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้จัดทำ คู่มือชอปคุ้ม ฉบับเปิดเทอมอุ่นใจ (Back To School 2026) ในรูปแบบ e-Catalog ซึ่งรวบรวมสินค้า โปรโมชัน และบริการทั้งหมดไว้ในที่เดียว พร้อมจัดหมวดหมู่สินค้าอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน กีฬา อาหารและโภชนาการ เทคโนโลยี ของใช้ส่วนบุคคล และช่องทางการจำหน่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบราคา วางแผนการใช้จ่าย และเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมการค้าภายใน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260501e4d8328d9f28797657d32790c2adaad5113832.jpg' type='image/jpg' length='535344' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”สั่งปั๊มยอดส่งออกผลไม้ เตรียมลุยโปรโมตเมืองหลัก-รองจีน ขายผ่านออนไลน์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161957</link>
<guid isPermaLink="false">e01a802c653bf6eb879fdff917085364</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 11:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo; สั่งลุยมาตรการรับมือฤดูกาลผลไม้เต็มสูบ ทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ รับมือทุเรียนที่จะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค.69 เป็นต้นไป รวมถึงผลไม้ชนิดอื่น ๆ เผยเตรียมใช้งาน Thaifex-Anuga Asia 2026 โชว์ศักยภาพผลไม้ไทย จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในจีน ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง เจาะตลาดใหม่เกาหลีใต้ อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้ง Thaitrade.com และ TOPTHAI ขายผลไม้ ตั้งเป้าปีนี้ส่งออก 1.79 แสนล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก โดยเฉพาะทุเรียนที่จะออกสู่ตลาดตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค.2569 เป็นต้นไป ต่อเนื่องจนถึงเดือน มิ.ย.2569 รวมถึงผลไม้ชนิดอื่น ๆ โดยให้เพิ่มความเข้มข้นในการทำตลาดต่างประเทศ ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อช่วยระบายผลผลิตผลไม้ ลดความเสี่ยงช่วงผลผลิตกระจุกตัว และช่วยพยุงเสถียรภาพราคา ดีกว่ารอให้เกิดภาวะล้นตลาดแล้วมาตามแก้ไขในภายหลัง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับมาตรการล่วงหน้าที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ได้แก่ การจัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ สินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตร วันที่ 5 มี.ค.2569 เป็นการจัดให้มีการซื้อขายล่วงหน้าก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด โดยมีการจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาซื้อขายระหว่างผู้ส่งออกไทย 101 บริษัท ผู้นำเข้า 90 บริษัท จาก 18 ประเทศ เกิดมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 3,120.51 ล้านบาท การจัดคณะผู้บริหารระดับสูงเยือนกรุงฮานอย จังหวัดหล่างเซิน เวียดนาม และเมืองฉงจั่ว เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างสีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 23&ndash;25 เม.ย.2569 เพื่อเตรียมการอำนวยความสะดวก และแก้ไขปัญหา อุปสรรคล่วงหน้า สำหรับฤดูกาลผลไม้ประจำปี 2569 ให้การขนส่งและกระจายสินค้าผ่านด่านชายแดนเวียดนามตอนเหนือไปยังจีนตอนใต้ได้อย่างคล่องตัวรวดเร็ว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนมาตรการที่จะดำเนินการในระยะถัดไป กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่จะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากการจัดงานแสดงสินค้า Thaifex-Anuga Asia 2026 เป็นงานแสดงสินค้าด้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วันที่ 26-30 พ.ค.2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยผลไม้สดและแปรรูป เป็นหนึ่งในสินค้าไฮไลต์ที่จะนำไปจัดแสดงในงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จากนั้น จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ใน 7 เมืองหลักของจีนในโครงการ Thai Tropical Fruits Golden Months ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ เซี่ยเหมิน หนานหนิง เฉิงตู ชิงเต่า กวางโจว และ คุนหมิง และจะเพิ่มการจัดงานใน 3 เมืองภาคตะวันตกของจีน ซึ่งเป็นตลาดใหม่ ได้แก่ นครหยินชวน เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย เมืองยวี่ซี มณฑลยูนนาน เมืองอูรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และเมืองรองอื่น ๆ จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ เมืองหนานชาง มณฑลเจียงซี เมืองไป่เช่อ และเมืองหลิ่วโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เมืองฉางซา มณฑลหูหนาน เมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ในตลาดใหม่ที่มีโอกาส โดยร่วมกับห้างสรรพสินค้าในประเทศเกาหลีใต้ อินเดีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจัดการขายสินค้าผลไม้สดและแปรรูปออนไลน์ร่วมกับแพลตฟอร์มพันธมิตรทั่วโลกภายใต้ชื่อ Thaitrade.com และ TOPTHAI ได้แก่ Amazon (สหรัฐฯ) Tmall (จีน) PUPU (จีน) Rakuten (ญี่ปุ่น) Letstango (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) HKTVmall (ฮ่องกง) และ Bigbasket (อินเดีย)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;จากมาตรการและกิจกรรมดังกล่าวข้างต้น กระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายที่จะผลักดันการส่งออกผลไม้ของไทยในปี 2569 มูลค่า 179,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปี 2568 ที่ส่งออกได้มูลค่า 171,206 ล้านบาท โดยตลาดหลักของผลไม้ไทย ยังคงเป็นจีน ซึ่งเป็นตลาดที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญ และจะมีมาตรการในการสร้างการรับรู้ เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทย และขยายตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่อง&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260501c91ba565afca7840de71f363ad2a3e39113945.jpg' type='image/jpg' length='257555' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์จับมือห้างค้าปลีกท้องถิ่น ลดราคาสินค้า 25-60% ดีเดย์วันที่ 1-10 พ.ค.นี้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161798</link>
<guid isPermaLink="false">986651cd009895b141eba0d1eb7426e4</guid>
<pubDate>Thu, 30 Apr 2026 13:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย และร้านค้าปลีกท้องถิ่น 99 แห่ง รวม 800 สาขาทั่วประเทศ จัดกิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; จัดโปรโมชันลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ 25-60% วันที่ 1-10 พ.ค.นี้ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ก่อนจัดอีกในไตรมาส 3 และ 4<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมมือกับสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย และร้านค้าปลีกท้องถิ่น จัดกิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; ซึ่งเป็นการต่อยอดนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยจะร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าปลีกท้องถิ่น จำนวน 99 แห่ง รวม 800 สาขาทั่วประเทศ จัดโปรโมชันลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ 25-60% เริ่มวันที่ 1-10 พ.ค.2569 รวม 10 วัน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เป็นความตั้งใจของห้างค้าปลีกท้องถิ่น ที่ต้องการเข้ามาช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยสินค้าที่นำมาลดราคาในครั้งนี้ มีทั้งสินค้าที่เป็นเฮ้าส์แบรนด์ของห้าง และแบรนด์ทั่วไปจากผู้ผลิต โดยสินค้าที่จะนำมาลดราคา เช่น ข้าวสาร น้ำตาลทราย น้ำมันพืช ซอสปรุงรส สบู่ ผงซักฟอก แชมพู เป็นต้น บางสินค้าจะลดราคาสูงสุดถึง 60% และไม่ได้จัดครั้งนี้แล้วจบ แต่จะจัดต่อเนื่องทุกไตรมาส โดยไตรมาส 3 กำหนดวันที่ 1-10 ส.ค.2569 ไตรมาส 4 วันที่ 1-10 พ.ย.2569&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในการจัดลดราคาของห้างท้องถิ่นดังกล่าว นอกจากจะลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปแล้ว ยังได้จัดลดราคาสินค้ายกแพก ยกลัง เพื่อให้ความช่วยเหลือร้านโชห่วย ที่สามารถมาซื้อสินค้าไปจำหน่ายต่อได้ และร้านอาหาร ที่สามารถมาซื้อวัตถุดิบในการปรุงอาหารในราคาประหยัดได้ ซึ่งจะช่วยทำให้ร้านโชห่วยมีรายได้เพิ่มขึ้น และร้านอาหาร มีต้นทุนลดลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า โครงการนี้ เปิดพร้อมกันกับโครงการไทยช่วยไทย ที่จะคิกออฟ นำสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ และแบรนด์ทางเลือก ของห้างค้าส่งค้าปลีกมาจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ที่จะเริ่มในวันที่ 1 พ.ค.2569 นี้ เช่นเดียวกัน โดยไม่เป็นการชนกัน แต่เป็นการเสริมกันมากกว่า เพราะจะเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค ที่ใครใกล้ที่ไหน ก็ไปซื้อสินค้าราคาถูกที่นั่น โดยสินค้าไทยช่วยไทย ที่จะนำจำหน่าย ได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และสินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืช และซอสปรุงรส ลดราคา 25-58%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในวันที่ 1 พ.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ซิตี้ ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ส่วนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ที่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี อ.เมือง จ.นนทบุรี &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถซื้อสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรน์ทางเลือก ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ GrabMart , Lineman , TikTok , Shopee และ Lazada โดยสินค้าราคาเดียวกันกับที่จำหน่ายในห้างค้าส่งค้าปลีก และจัดส่งฟรีไม่เกิน 5 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และการเข้าถึงสินค้าราคาถูกให้กับประชาชน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260430346b89ccddda05fd1801e5b2ca3d73d6135917.jpg' type='image/jpg' length='222681' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือกองทัพ กำกับดูแลนำเข้าสินค้าเกษตร ป้องกันกระทบเกษตรกร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161574</link>
<guid isPermaLink="false">415d20f034e72f1342a831cca7bf2323</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 15:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศหารือรองแม่ทัพภาคที่ 1 ผนึกกำลังกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน ให้เป็นไปตามมาตรการและมาตรฐานที่กำหนด ป้องกันการลักลอบนำเข้า และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคาของเกษตรกรในประเทศ ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เร่งดำเนินการตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ดำเนินมาตรการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามมาตรการและมาตรฐานที่กำหนด โดยได้มอบหมายให้นายนายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะเข้าพบ พล.ต.สิทธิพร จุลปานะ รองแม่ทัพภาคที่ 1 หารือแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าเกษตรที่ไม่ถูกต้องตามแนวชายแดนติดประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการหารือครั้งนี้ ได้มุ่งประเด็นการป้องกันและสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวงพาณิชย์ โดยฝ่ายกองทัพและหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ชายแดนได้ให้ความมั่นใจว่าได้มีการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ทั้งจังหวัดที่ติดชายแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะจังหวัดสระแก้ว ประกอบกับปัจจุบันหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ดำเนินมาตรการปิดการนำเข้า-ส่งออกสินค้าตามแนวชายแดนที่ติดกับกัมพูชา จึงพร้อมตรึงกำลังเจ้าหน้าที่ทหารตลอดแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมยังได้แสดงความพร้อมในการบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อใช้บังคับกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเต็มศักยภาพ ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้การนำเข้าสินค้าเกษตรเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องกับข้อบังคับกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การร่วมมือกันดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกรไทยว่าจะไม่มีการนำเข้าสินค้าเกษตรที่ไม่ถูกต้องและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคา อันจะช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม สอดคล้องกับกลไกตลาด และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของภาคเกษตรกรรมไทยและประเทศโดยรวมในระยะยาว&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ มีการหยิบยกประเด็นการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ อาทิ มันสำปะหลัง ทุเรียน หอมแดง หอมใหญ่ กระเทียม และข้าว ในการประชุมสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องมาเป็นระยะ ๆ อาทิ การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2568 มีข้อร้องเรียนจากเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้ามันสำปะหลังไม่ถูกต้องผ่านจังหวัดกาญจนบุรี และการประชุมเวทีสินค้าเกษตรอื่น ๆ ที่มีการเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศจึงได้ดำเนินการเฝ้าระวัง และติดตามการนำเข้าอย่างใกล้ชิด และยังร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการสกัดกั้น ทั้งกรมศุลกากร และหน่วยงานความมั่นคง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042903f07a3905e5a1d4af01b1ddabbecb28155120.jpg' type='image/jpg' length='223775' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ลุยเสริมแกร่งธุรกิจแฟรนไชส์ ดึงแบงก์หนุนเงินทุน ขอโลตัสเปิดพื้นที่ให้ขาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161571</link>
<guid isPermaLink="false">453b79848605f2194520f1e348d6ceef</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 15:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ไทย สู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการ เพื่อเสริมแกร่งการทำธุรกิจ และผลักดันการเติบโต พร้อมดึง SME D Bank ช่วยสนับสนุนด้านการเงิน และห้างโลตัส เปิดพื้นที่ให้ขาย ยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้า เพื่อช่วยเปิดตัวสู่สาธารณชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดกิจกรรม &ldquo;ยกระดับธุรกิจสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ (DBD Franchise Standard)&rdquo; ภายใต้แนวคิด &ldquo;Standard-Scale-Success&rdquo; เพื่อยกระดับธุรกิจของไทยผ่านการใช้ระบบแฟรนไชส์เป็นกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านแฟรนไชส์ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อาทิ การขยายสาขาและกลยุทธ์การเติบโต การสร้างโมเดลแฟรนไชส์ การพัฒนาคู่มือแฟรนไชส์ การสร้างแบรนด์ การเงินและโครงสร้างค่าธรรมเนียม การทำคอนเทนต์ออนไลน์ การพัฒนาบุคลากรสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ และ Digital @ Technology สำหรับแฟรนไชส์ และยังมีเสวนาพิเศษ เรื่อง Standardize to Scale : Franchise Success Stories เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบธุรกิจได้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมยังมีการสนับสนุนด้านการเงิน โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการเงิน อาทิ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank มอบสิทธิพิเศษด้านสินเชื่อ (วงเงินรวม 200 ล้านบาท) แก่ผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการตรวจประเมินเพิ่มเติมจากกิจกรรม DBD Franchise Standard ทุกรุ่น รวมถึงธุรกิจที่เข้าร่วมกิจกรรมในปีนี้ และคาดว่าจะมีธุรกิจที่ผ่านการตรวจประเมินเพิ่มเติมจำนวน 40 ราย</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน กรมได้ร่วมกับห้างโลตัส สนับสนุนสิทธิพิเศษด้านทำเลการค้า โดยทางห้างจะยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้าในการเข้าไปจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ห้าง เพื่อให้ธุรกิจแฟรนไชส์สามารถเริ่มต้นการประกอบธุรกิจ และเปิดตัวออกสู่สาธารณะชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นกลไกสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ในการสร้างงาน สร้างรายได้ และกระจายโอกาสทางธุรกิจ การมีมาตรฐานการบริหารจัดการที่เป็นระบบตามมาตรฐานสากลจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นระหว่างเจ้าของแฟรนไชส์ (Franchisor) และผู้ซื้อแฟรนไชส์ (Franchisee) รวมถึงเป็นรากฐานสำคัญให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยปัจจุบันธุรกิจแฟรนไชส์มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 300,000 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 15-20% ต่อปี สะท้อนศักยภาพของโมเดลธุรกิจที่ขยายตัวและสร้างรายได้อย่างเป็นระบบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ธุรกิจแฟรนไชส์มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในฐานะกลไกที่ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และขยายโอกาสทางธุรกิจ แฟรนไชส์จึงเป็นทางเลือกการลงทุนที่ช่วยลดความเสี่ยง เนื่องจากมีระบบการบริหารจัดการและโมเดลธุรกิจที่ผ่านการพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้ว การยกระดับศักยภาพธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากลจะช่วยให้ธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยสามารถแข่งขันได้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน การผสานมาตรฐานธุรกิจเข้ากับการเข้าถึงแหล่งทุนจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบแฟรนไชส์ไทย และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน มีธุรกิจที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการ (DBD Franchise Standard) จำนวน 571 ราย แบ่งตามประเภทธุรกิจ ดังนี้ ธุรกิจอาหาร จำนวน 257 ราย ร้อยละ 45 ธุรกิจเครื่องดื่ม จำนวน 115 ราย ร้อยละ 20 ธุรกิจบริการ จำนวน 72 ราย ร้อยละ 13 ธุรกิจการศึกษา จำนวน 70 ราย ร้อยละ 12 ธุรกิจค้าปลีก จำนวน 33 ราย ร้อยละ 6 และธุรกิจความงามและสปา จำนวน &nbsp;24 ราย ร้อยละ 4 โดยผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ Call Center 1570 โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953 และ e-Mail : franchisedbd@gmail.com</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042994af467aa8f734ad5e957d11ce1cb437154950.jpg' type='image/jpg' length='439605' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ติวเข้มผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย เตรียมพร้อมบุกเจาะตลาดจีน-ญี่ปุ่น]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161454</link>
<guid isPermaLink="false">88fbd2b14853458d47a46fc8fa2253c7</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 12:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดอบรม &ldquo;GI Next Generation : เปิดตลาด GI สร้างโอกาสถึงแดนมังกร &amp; แดนปลาดิบ&rdquo; ติวเข้มผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย เรียนรู้กฎระเบียบการค้า การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ มาตรฐานสินค้า การทำตลาด เพื่อบุกเจาะตลาดจีนและญี่ปุ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้เป็นประธานเปิดการอบรม &ldquo;GI Next Generation : เปิดตลาด GI สร้างโอกาสถึงแดนมังกร &amp; แดนปลาดิบ&rdquo; ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเชิงรุกของกรมที่มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลก โดยมุ่งเสริมองค์ความรู้ทั้งด้านการตลาด มาตรฐานสินค้า และการส่งออกสินค้า GI ในตลาดเป้าหมาย โดยจีนและญี่ปุ่นถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ มีกำลังซื้อของผู้บริโภคในระดับสูง และให้ความสำคัญกับคุณภาพและเรื่องราวของสินค้าเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสอดคล้องกับจุดเด่นของสินค้า GI จึงเป็นโอกาสที่เอื้อต่อการนำจุดแข็งดังกล่าวมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มและผลักดันสินค้า GI ไทยสู่ตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการดำเนินงานดังกล่าว สอดรับกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ SME และชุมชน โดยใช้ GI เป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมการตลาดเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย และมุ่งเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรผ่านการยกระดับสินค้า GI ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรที่มีคุณภาพ มีความเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิด และมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ยากจะเลียนแบบ อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคยินดีซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับคุณค่าและความแตกต่างของสินค้า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยในการอบรมในครั้งนี้ กรมได้เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อาทิ ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ดร.ณภัค วรจิรปัญชญา นายกสมาคมนักธุรกิจอาเซียน ดร.บัญญัติ บุญญา ประธานสมาคมนักธุรกิจอาเซียน คุณณัฐา เขียวสง่า เลขาธิการสมาคมนักธุรกิจอาเซียน ผศ.ดร.อิทธิกร ขำเดช ผู้พิพากษาสมทบศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และคุณอรไท เล็กสกุลชัย ล่ามและนักแปรอิสระภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และจีน (อดีตข้าราชการกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) มาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ทั้งในด้านการเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานสินค้า ข้อกำหนดและกฎระเบียบทางการค้าที่สำคัญ การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โอกาสและเทรนด์สินค้าในตลาดพรีเมียม ตลอดจนการวางแผนกลยุทธ์การตลาดและการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ ให้แก่ผู้ประกอบการ GI กว่า 50 รายจากทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจและขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยยกระดับสินค้า GI ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากลอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การอบรม GI Next Generation ในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยยกระดับศักยภาพด้านการตลาดและการส่งออกสินค้า GI แล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้กับผู้ประกอบการ GI ทั่วประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้การดำเนินธุรกิจ และผลักดันให้สินค้า GI ไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ซึ่งกรมจะเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาสินค้า GI อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการควบคุมคุณภาพ การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อให้สินค้า GI ไทยคงไว้ซึ่งมาตรฐานและอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นที่เป็นจุดเด่น สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ อันเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสินค้า GI สู่ระดับพรีเมียมต่อไป&rdquo;นายวิโรจน์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันไทยมีสินค้า GI 256 รายการ สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 115,979 ล้านบาท โดยมีสินค้าที่จัดทำระบบควบคุมคุณภาพแล้ว 212 รายการ หรือคิดเป็น 82.8% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด และมีผู้ประกอบการที่ทำระบบผ่านเกณฑ์คุณภาพและได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยทั้งสิ้น 17,983 ราย สะท้อนความเข้มแข็งของระบบการพัฒนาและคุ้มครองสินค้า GI ของไทย และศักยภาพในการต่อยอดสู่ตลาดสากลได้ในระยะยาว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042939bb5b3dbffaf2556a5701fd76a22d5f121913.jpg' type='image/jpg' length='554745' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP x ม.แสตมฟอร์ด ยกระดับศักยภาพ SME บุคลากรภาครัฐ ลุยการค้าโลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161427</link>
<guid isPermaLink="false">19c61f1706decc5c6448be3d22f7e56d</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 10:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด เพื่อบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการครั้งสำคัญ มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SME และบุคลากรภาครัฐไทยให้ก้าวทันบริบทการค้าโลกยุคใหม่ พร้อมเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนการส่งออกของประเทศอย่างเต็มรูปแบบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ ดร.อภิเทพ แซ่โค้ว รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ว่า การผนึกกำลังในครั้งนี้ สอดรับกับทิศทางนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการค้าของประเทศ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกรายใหม่ ควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะ (Upskill) บุคลากรภาครัฐให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกอย่างรวดเร็ว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดย DITP มั่นใจว่า ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด จะเป็นการดึงจุดแข็งของทั้งสองหน่วยงาน และเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคการศึกษา เพื่อสร้างกองทัพผู้ส่งออกรายใหม่ที่จะมาช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์หลักของกระทรวงพาณิชย์ อันจะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและการส่งออกของประเทศในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับความร่วมมือ จะมุ่งเน้นการขับเคลื่อนใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1.การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ (Knowledge Sharing) ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญเชิงปฏิบัติด้านการค้าระหว่างประเทศของ DITP เข้ากับความโดดเด่นด้านวิชาการและเครือข่ายนานาชาติของมหาวิทยาลัย 2.การพัฒนาทักษะและปลูกฝัง Global Mindset โดยจัดโครงการฝึกอบรมเพื่อสร้างกรอบแนวคิดเชิงสากลและทักษะการค้าระหว่างประเทศสมัยใหม่ให้กับทั้งผู้ประกอบการรุ่นใหม่และบุคลากรของกรมเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการสนับสนุน SME ขยายตลาดต่างประเทศ โดยสร้างกลไกและเครือข่ายสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงและเจาะตลาดใหม่ ๆ ในระดับสากลได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260429db3c0f39680d54e0f3f6297fbafb9f5a104319.jpg' type='image/jpg' length='254979' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผยคนไทยเป็นหนี้สัดส่วน 62.44% จากค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซื้อทรัพย์สิน ลงทุน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161426</link>
<guid isPermaLink="false">f73cdf5c034603aada09b2de7089ccb7</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 10:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยผลสำรวจภาระหนี้สินประชาชนและแนวโน้มในอนาคต พบว่า ปี 69 สัดส่วนการเป็นหนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 62.44 จากปี 68 ที่สัดส่วนร้อยละ 50.99 เหตุค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซื้อทรัพย์สิน และการลงทุน เผยกลุ่มพนักงานรัฐ เอกชน นักศึกษา มีหนี้ในระบบมากสุด กลุ่มเกษียณ รับจ้าง บริการ มีหนี้นอกระบบสูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น คาดปี 69 คนไม่เน้นสร้างหนี้เพิ่ม แต่บางกลุ่มมีความจำเป็นต้องสร้างหนี้ จากค่าใช้จ่ายที่เพิ่ม และชำระหนี้ที่ค้าง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เดือน ก.พ.2569 จำนวน 6,469 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ เกี่ยวกับภาระหนี้สินของประชาชนและแนวโน้มในอนาคต พบว่า สัดส่วนหนี้สินของประชาชนปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 62.44 เพิ่มขึ้นจากผลการสำรวจเดือน ก.พ.2568 ที่ร้อยละ 50.99 โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มสูงขึ้น การซื้อทรัพย์สิน และการลงทุน แต่ประชาชนมีแนวโน้มระมัดระวังทางการเงินมากขึ้น จากความไม่แน่นอนของรายได้และภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสถานะทางการเงินของประชาชน &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอาชีพ พบว่า พนักงานของรัฐ พนักงานเอกชน และนักศึกษา เป็นกลุ่มอาชีพที่มีสัดส่วนหนี้ในระบบมากที่สุด ที่ร้อยละ 89.09 82.71 และ 80.28 ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มเกษียณอายุและไม่ได้ทำงาน และกลุ่มอาชีพรับจ้างและบริการอิสระเป็นกลุ่มที่มีภาระหนี้นอกระบบสูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจสะท้อนถึงการเข้าถึงการขาดแคลนโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินตามกฎหมาย ในขณะที่กลุ่มอาชีพเกษตรเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้ทั้งสองระบบมากที่สุด ซึ่งอาจสะท้อนถึงลักษณะภาระทางการเงินของภาคเกษตรในปัจจุบันที่มีความเปราะบาง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการพิจารณาตามกลุ่มรายได้ พบว่า กลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาท เป็นกลุ่มรายได้ที่มีสัดส่วนหนี้สินมากที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มรายได้ระหว่าง 10,001&ndash;50,000 บาท โดยหนี้สินร้อยละ 78.86 มีลักษณะหนี้สินเป็นหนี้ในระบบ ตามมาด้วยหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบที่ร้อยละ 13.72 และหนี้นอกระบบ ที่ร้อยละ 7.43 แต่กลุ่มที่มีรายได้ระหว่าง 5,000&ndash;10,000 บาท เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้นอกระบบและหนี้ในทั้งสองระบบมากที่สุด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยประเภทของหนี้สิน พบว่า การกู้เงินจากสถาบันการเงิน ยังเป็นสัดส่วนหนี้สินที่ประชาชนมีสัดส่วนมากที่สุด ที่ร้อยละ 23.23 ตามมาด้วยบัตรเครดิต การผ่อนชำระหรือขอสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และการกู้สหกรณ์ ที่ร้อยละ 19.90 ร้อยละ 12.90 และ ร้อยละ 12.87 ตามลำดับ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">เมื่อพิจารณาแยกตามอายุ พบว่า ประชาชนอายุต่ำกว่า 29 ปี มีสัดส่วนหนี้สินจากการผ่อนชำระและขอสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในสัดส่วนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเป็นลักษณะที่อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุระหว่าง 20-29 ปี ที่มีสัดส่วนการมีหนี้สินในลักษณะดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 27.25 ในขณะที่กลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนหนี้สินเป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงินมากที่สุด และเมื่อพิจารณาตามกลุ่มอาชีพ พบว่า นักศึกษามีสัดส่วนการมีหนี้สินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากที่สุดที่ร้อยละ 31.55 รองลงมาด้วยหนี้สินจากการกู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านการผ่อนชำระต่อเดือน พบว่า ประชาชนส่วนมากมีการผ่อนชำระไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน ที่ร้อยละ 38.91 ตามมาด้วยไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน ที่ร้อยละ 34.59 และการชำระเงิน 10,000&ndash;30,000 บาทต่อเดือน ที่ร้อยละ 19.29 โดยยิ่งระดับรายได้สูงขึ้น ก็ยิ่งมีแนวโน้มในการชำระหนี้ต่อเดือนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการรับภาระหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่แตกต่างกันในแต่ละระดับรายได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนสาเหตุของหนี้สิน พบว่า ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ประชาชนมีการสร้างภาระหนี้สินมากที่สุด โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 29.06 และตามมาด้วยการซื้อสินทรัพย์ อาทิ ที่อยู่อาศัยและยานพาหนะ ที่ร้อยละ 25.83 และการสร้างหนี้เพื่อการลงทุน ที่ร้อยละ 13.45 แต่เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มอายุที่ต่ำกว่า 20 ปี และกลุ่มที่อายุมากกว่า 60 ปี มีสัดส่วนการสร้างหนี้มาจากค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่เพิ่มมากขึ้นสูงที่สุด ที่ร้อยละ 37.88 และ 24.88 ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มอายุอื่น ๆ มีสาเหตุหนี้มาจากการซื้อสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายประจำที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสำคัญ และเมื่อพิจารณาตามกลุ่มรายได้ พบว่า กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท มีสัดส่วนการสร้างหนี้จากค่าใช้จ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด ในขณะที่กลุ่มรายได้ตั้งแต่ 20,001 บาทขึ้นไป มีสัดส่วนการซื้อสินทรัพย์เป็นสาเหตุของหนี้สินมากที่สุด สำหรับการลงทุน พบว่า กลุ่มที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจะยิ่งมีสัดส่วนหนี้สินจากการลงทุนเพิ่มมากขึ้นด้วย แต่กลุ่มรายได้ ต่ำกว่า 10,000 บาท มีสัดส่วนการมีหนี้สินจากค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและรายได้ที่ลดลงมากกว่ากลุ่มรายได้อื่น ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางทางการเงินและความเสี่ยงในการสร้างหนี้ในอนาคตได้มากกว่า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์กล่าวว่า ภาพรวมในปี 2569 พบว่า ประชาชนมีแนวโน้มว่าจะไม่มีการสร้างหนี้เพิ่มเติมสูงถึงร้อยละ 61.84 แต่ในส่วนที่คาดการณ์ว่าจะมีการสร้างหนี้ มีสาเหตุมาจากภาระค่าใช้จ่ายประจำและจำเป็นมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ที่ร้อยละ 15.52 ตามมาด้วยการสร้างหนี้เพื่อการชำระหนี้ปัจจุบัน ที่ร้อยละ 4.86 และการลงทุนระยะยาว ที่ร้อยละ 4.48 โดยกลุ่มอาชีพที่จะสร้างหนี้ คือ เจ้าของกิจการที่จะสร้างหนี้เพื่อประคับประคองธุรกิจ มากกว่าการสร้างหนี้เพื่อขยายกิจการ กลุ่มเกษตรและอาชีพอิสระ สร้างหนี้เพื่อชำระหนี้เก่าและรายได้ที่ไม่แน่นอน พนักงานรัฐและเอกชน สร้างหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กลุ่มรายได้ระหว่าง 20,001&ndash;30,000 บาท มีแนวโน้มจะมีการสร้างหนี้สินในปี 2569 มากที่สุด โดยเฉพาะจากค่าใช้จ่ายประจำและจำเป็นที่เพิ่มขึ้นและการสร้างหนี้เพื่อการซื้อสินทรัพย์ที่สูงกว่ากลุ่มรายได้อื่น ๆ ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท มีแนวโน้มการสร้างหนี้ในปี 2569 จากรายได้ที่ไม่แน่นอนมากกว่ากลุ่มรายได้อื่น ๆ อาจสะท้อนถึงความไม่มั่นคงทางรายได้ที่เกิดขึ้นในกลุ่มรายได้ดังกล่าว ในขณะที่กลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 40,001 บาทกลับมีแนวโน้มที่จะไม่มีการสร้างภาระหนี้สินเพิ่มมากขึ้นในปี 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ภาระหนี้สินของประชาชนยังถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยผลการสำรวจที่สะท้อนถึงระดับหนี้สินที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความเปราะบางทางการเงินในหลายกลุ่ม ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการบริโภคและการผลิต รวมถึงความกังวลของประชาชนในการใช้จ่าย ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชนที่จะเปลี่ยนแปลงในระยะต่อไป&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604293190e1722ddaa39186dc473258891dfe104152.jpg' type='image/jpg' length='252604' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เปิดตัวดวงตราไปรษณียากรที่ระลึก เฉลิมพระเกียรติ“เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี”]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161384</link>
<guid isPermaLink="false">7389cbac2d4f9220ae3e9844f8d0d3fe</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 08:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เปิดนิทรรศการเปิดตัวดวงตราไปรษณียากรที่ระลึก เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เนื่องในโอกาสที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล &ldquo;ความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์&rdquo; ประจำปี 2025 ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดนิทรรศการเปิดตัวดวงตราไปรษณียากรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ลีฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เนื่องในโอกาสที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์ (WIPO Award for Creative Excellence) เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพอันเป็นแบบอย่างแห่งความวิริยะอุตสาหะ ความคิดสร้างสรรค์ และการสืบสานคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของชาติไทยให้ดำรงอยู่อย่างสง่างามในเวทีโลก ด้วยพระองค์ทรงมุ่งมั่นสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทย โดยจุดประกายให้ผ้าไทยก้าวสู่ความร่วมสมัย สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และได้รับการยอมรับในระดับสากล อีกทั้งยังทรงผลักดันแนวคิด &ldquo;Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน&rdquo; ซึ่งผสานความงดงามของศิลปวัฒนธรรมเข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างสมดุล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับดวงตราไปรษณียากรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ ชุด &ldquo;นารีรัตนา&rdquo; กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดทำขึ้น ประกอบด้วยพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในฉลองพระองค์ชุดไทย เคียงข้างภาพรางวัลที่ WIPO ทูลเกล้าฯ ถวาย และตราพระนามาภิไธยย่อ &ldquo;ส.ร.&rdquo; ภายใต้พระจุลมงกุฎ บนพื้นลวดลาย &ldquo;ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์&rdquo; ซึ่งเป็นผลงานออกแบบของพระองค์ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการบันทึกคุณูปการที่ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งพระอัจฉริยภาพ พระวิสัยทัศน์ และพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ให้ปรากฏอยู่บนแผ่นดินไทยและเดินทางไปสู่สายตาของผู้คนทั่วโลก เปรียบเสมือนสื่อกลางที่เชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความภาคภูมิใจในความเป็นไทยจากรุ่นสู่รุ่น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การจัดนิทรรศการเปิดตัวดวงตราไปรษณียากรเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้รับทราบถึงคุณค่าของผ้าไทย งานหัตถศิลป์ และทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนตระหนักถึงบทบาทของการสร้างสรรค์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของมรดกทางวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยนิทรรศการจัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Journey of Royal Creative Excellence ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ได้แก่ แบรนด์ SIRIVANNAVARI กรมการพัฒนาชุมชน สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ไอคอนคราฟต์ และศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวด้านการออกแบบของพระองค์ ที่ทรงศึกษาค้นคว้าลวดลายดั้งเดิมจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย นำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานร่วมสมัยที่ยังคงสะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมไว้อย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังได้พระราชทานแบบผ้าลายต่าง ๆ แก่ช่างทอผ้าและช่างหัตถกรรมทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างอย่างยั่งยืน&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ลายผ้าที่พระองค์ได้พระราชทานแก่กรมพัฒนาชุมชน มีการจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาถึง 18 ผลงาน นับตั้งแต่ปี 2564-2568 อาทิ ผ้าลายดอกรักราชกัลยา ผ้าลายสิริวชิราภรณ์ และผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ เป็นต้น เป็นที่น่าภาคภูมิใจที่ช่างทอผ้าในชุมชน สามารถนำผ้าลายพระราชทานไปต่อยอดสร้างรายได้กว่า 8 แสนครัวเรือน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท พระกรณียกิจดังกล่าวมิได้เพียงธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมเท่านั้น หากยังทรงเป็นแบบอย่างในการยกระดับผลงานสร้างสรรค์ของไทย ให้ได้รับการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ อันเป็นการวางรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งผลงานในพระองค์ได้รับความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมาก โดยมีทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งสิ้น 541 รายการ แบ่งเป็นลิขสิทธิ์ 227 รายการ เครื่องหมายการค้า 58 รายการ และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 256 รายการ ซึ่งสะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ที่เล็งเห็นคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ และบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาด้วยการจดทะเบียนคุ้มครองและนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042977a09b5be1fc9da6785ab6616140806e084737.jpg' type='image/jpg' length='501702' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ติวเข้มผู้ประกอบการ บริหารจัดการเครื่องหมายการค้าแบบมืออาชีพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161280</link>
<guid isPermaLink="false">88743a81145c27551e6703b739f0c577</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 15:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดหลักสูตรปั้นผู้ประกอบการมืออาชีพด้านเครื่องหมายการค้า รุ่นที่ 1 ยกทีมนายทะเบียน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ให้ความรู้ด้านเครื่องหมายการค้าแก่ผู้ประกอบการ ตัวแทนเครื่องหมายการค้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเครื่องหมายการค้าแบบมืออาชีพ ทั้งการยื่นจดทะเบียน การคุ้มครองสิทธิ์ และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตรการบริหารจัดการเครื่องหมายการค้าอย่างมืออาชีพ (Trademark Professional) รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 25-26 เม.ย.2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี โดยได้ยกทีมนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาระดับแถวหน้า มาให้ความรู้ด้านเครื่องหมายการค้าให้กับผู้ประกอบการและตัวแทนเครื่องหมายการค้า เพื่อให้สามารถเสริมเกราะคุ้มครองสิทธิ์และบริหารจัดการเครื่องหมายการค้าแบบมืออาชีพ ลดปัญหาหรือข้อพิพาททางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น และต่อยอดเครื่องหมายการค้าสู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ในตลาดทั้งในและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยหลักสูตรการบริหารจัดการเครื่องหมายการค้าอย่างมืออาชีพ ได้รับการออกแบบเนื้อหาอย่างเข้มข้น ครอบคลุมองค์ความรู้พื้นฐานสู่การประยุกต์ใช้งานจริง ตั้งแต่หัวข้อ Branding 101 ปั้นแบรนด์ให้ผ่านด่านกฎหมาย โดยเจาะลึกลักษณะเครื่องหมายการค้าที่สามารถจดทะเบียนได้และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย แนวทางการพิจารณาความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าในมุมมองนายทะเบียน การสืบค้นและตรวจสอบความเหมือนคล้ายเครื่องหมายการค้าด้วยตัวเองด้วยระบบ AI Image Search และ Trademark Checker วิธีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมฝึกใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ บนระบบเครื่องหมายการค้า (e-Trademark) การใช้ประโยชน์จากการขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศผ่านพิธีสารมาดริด (Madrid Protocol) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ การต่อยอดเชิงพาณิชย์เครื่องหมายการค้าไทยในตลาดสากล ตลอดจนข้อพึงระวังและกรณีศึกษาที่น่าสนใจพร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองของผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การอบรมหลักสูตร Trademark Professional ได้จัดขึ้นเป็นปีแรก และได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการและภาคธุรกิจเป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงความตื่นตัวในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาธุรกิจอย่างจริงจัง ซึ่งกรมมีแผนเปิดหลักสูตรดังกล่าวในรุ่นที่ 2 อย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับกรอบกติกาการแข่งขันและบริบททางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างบุคลากรด้านเครื่องหมายการค้าคุณภาพที่สามารถพาแบรนด์ไทยไปเติบโตในเวทีโลกให้อย่างมั่นคงและยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน สถานการณ์เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน การสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME ถือเป็นทางรอดหลักและเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญ โดยมอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในมิติของการสร้างสรรค์ การปกป้องคุ้มครองสิทธิ์ และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับเครื่องหมายการค้า เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ ซึ่งในแต่ละปีมีจำนวนคำขอจดทะเบียนมากที่สุดในไทย โดยในปี 2568 มีการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสูงถึง 55,668 คำขอ คิดเป็น 73.85% ของคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมด (75,381 คำขอ) สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการสร้างและบริหารจัดการแบรนด์ในภาคธุรกิจ ซึ่งไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการขอรับความคุ้มครองเท่านั้น แต่ควรนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ อาทิ การสร้างการรับรู้ในตลาด การเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการ การต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางธุรกิจ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042870ad55fbc7bac90f8b36c692578107c8152638.jpg' type='image/jpg' length='215516' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ราคาน้ำมันพุ่ง ดันดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไตรมาสที่ 1 ปี 69 เพิ่ม 0.4%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161278</link>
<guid isPermaLink="false">5fdf790b2d454f6640a0353342828092</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 15:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 1 ปี 69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% กลับมาขยายตัวหลังจากลดลง 2 ไตรมาส มีสาเหตุสำคัญจากราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำต้นทุนขนส่งสูงขึ้นและมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น คาดแนวโน้มไตรมาสที่ 2 ยังเพิ่มต่อเนื่อง แต่หากความขัดแย้งคลี่คลาย ค่าดัชนีจะลดลง แนะผู้ประกอบการปรับตัว ใช้พลังงานทางเลือก การขนส่งหลายรูปแบบ ส่วนรัฐต้องมีมาตรการช่วย ก่อนส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2568 ปรับตัวสูงขึ้น 0.4% กลับมาขยายตัว หลังจากลดลงต่อเนื่อง 2 ไตรมาส โดยมีสาเหตุสำคัญจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการขนส่งมีภาระต้นทุนสูงขึ้นทันที จึงจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาค่าขนส่งให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนที่เพิ่มขึ้น มาจากการสูงขึ้นของค่าบริการในหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 0.5% จากการสูงขึ้นของสิ่งทอ เครื่องจักรและเครื่องมือ ผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ เป็นสำคัญ และหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่มขึ้น 0.1% จากการสูงขึ้นของสินแร่โลหะที่ไม่ใช่เหล็ก แต่หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลง 0.3% จากการลดลงของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามประเภทรถ ไตรมาสที่ 1 เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2568 โดยเป็นการสูงขึ้นของประเภทรถ ดังนี้ รถกระบะบรรทุก เพิ่มขึ้น 0.2% รถพ่วง เพิ่มขึ้น 0.5% และรถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว เพิ่มขึ้น 1.4% สำหรับประเภทรถที่ราคาลดลง ได้แก่ รถตู้บรรทุก ลดลง 0.2% รถบรรทุกของเหลว ลดลง 1.4% รถบรรทุกวัสดุอันตราย ลดลง 0.2% และรถบรรทุกเฉพาะกิจ ลดลง 0.1%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 คาดการณ์ว่าจะมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการกำหนดราคาค่าบริการขนส่ง ภาวะดังกล่าวยังคงเป็นความท้าทายหลักของผู้ประกอบการที่ต้องบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางสภาวะราคาเชื้อเพลิงที่ผันผวน ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มราคาค่าบริการขนส่งในภาพรวมมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น เพื่อสะท้อนภาระต้นทุนที่แท้จริงในช่วงไตรมาสถัดไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม ทิศทางของดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และอาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ หากปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางสามารถคลี่คลายลงได้เร็วกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อการฟื้นตัวของอุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกและส่งผลให้ระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวลดลง โดยหากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการขนส่ง และอาจส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนมีการชะลอตัวหรือปรับตัวลดลงตามกลไกตลาดที่ผ่อนคลายขึ้นในระยะถัดไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ภาคการขนส่งของประเทศไทยในขณะนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญจากความผันผวนของราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานที่ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ การดำเนินนโยบายในระยะต่อไปจึงต้องมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศโลจิสติกส์ที่มีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกและการขนส่งหลายรูปแบบ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว ส่วนภาครัฐอาจต้องพิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของค่าขนส่งถือเป็นต้นน้ำที่สำคัญ ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจมีการส่งผ่านภาระดังกล่าวไปสู่ราคาสินค้า และกลายเป็นปัจจัยกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชน&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260428b01af1391a59074ac1fea66107df682c152530.jpg' type='image/jpg' length='208223' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”แจงอีกรอบ “พิมรี่พาย” ขายทุเรียนลูกละ 100 บาท เป็นราคาจัดโปรโมชัน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161274</link>
<guid isPermaLink="false">63c8ba5f69505fba393c7bcd0b9e5409</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 15:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;โฆษกกระทรวงพาณิชย์&rdquo; ชี้แจงอีกรอบ ไลฟ์สดขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ของ &ldquo;พิมรี่พาย&rdquo; เป็นการตั้งราคาจัดโปรโมชัน เพื่อเร่งยอดขาย ส่วนการจัดหาทุเรียนและราคารับซื้อ เป็นการตกลงระหว่างผู้ซื้อกับเกษตรกร ที่มีการเจรจาสอดคล้องกับต้นทุน เกษตรกรได้ราคาที่พอใจ ยันพาณิชย์กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ให้มีการกดราคา เผยล่าสุดราคาซื้อขาย เกรด AB กิโลกรัมละ 135-150 บาท เกรด C 90-100 บาท เกรด D 70-80 บาท &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่ประชาชนให้ความสนใจกรณีพิมรี่พาย อินฟลูเอนเซอร์ จะไลฟ์สดจำหน่ายทุเรียนเป็นจำนวนมาก และจำหน่ายในราคาถูก ว่า ได้สอบถามไปยังพิมรี่พาย และได้รับทราบว่าส่วนตัวผู้ประกอบการมีความต้องการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ในการขยายช่องทางการจำหน่ายผลไม้ไทย ผ่านรูปแบบ Live Commerce จากแหล่งผลิตโดยตรง เพื่อช่วยให้การกระจายสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น ตอบสนองต่อสถานการณ์ผลผลิตในปีนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;แนวทางที่พิมรี่พายดำเนินการ คือ การจัดหาทุเรียนมาจำหน่ายผ่านการไลฟ์สด โดยใช้โปรโมชันมาช่วยเร่งให้ขายผลผลิตได้เร็วขึ้น ซึ่งในทุกปี มีการขายผ่านช่องทางนี้มาโดยตลอด และมีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้เกษตรกรมีตลาดรองรับใหม่ ๆ ที่แน่นอน&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการจัดโปรโมชันและสามารถจำหน่ายได้ในราคาพิเศษ เนื่องจากทุเรียนเป็นทุเรียนตกเกรด ลูกทรงไม่สวย ลูกขนาดเล็ก โดยราคาซื้อขายถูกกว่าราคาเกรดส่งออกอยู่แล้ว และยังเป็นราคาที่ตกลงกันระหว่างเกษตรกรและผู้จัดจำหน่าย ที่ทุกฝ่ายเจรจาให้สอดคล้องกับต้นทุน และเกษตรกรได้ราคาที่พอใจ แต่ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ จะเข้าไปกำกับดูแลให้การซื้อขายสอดคล้องกับต้นทุน และไม่ให้เกิดการกดราคาซื้อจากเกษตรกร และต้องเป็นไปตามกลไกตลาด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ มีความยินดีเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการ และอินฟลูเอนเซอร์ เข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับราคาสินค้าเกษตร และไม่ได้มีนโยบายในการให้การสนับสนุนอินฟลูเอนเซอร์ หรือผู้ประกอบการ รายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ เหมือนกับที่ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการเชิญอินฟลูเอนเซอร์จากจีน ให้เข้ามาช่วยไลฟ์สดขายทุเรียน และอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศ ให้เข้ามาช่วย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนสถานการณ์ราคาทุเรียน ณ วันที่ 27 เม.ย.2569 ตามท้องตลาด ราคาเกรดส่งออก AB อยู่ที่กิโลกรัมละ 135-150 บาท เกรด C กิโลกรัมละ 90&ndash;100 บาท เกรด D กิโลกรัมละ 70-80 บาท เกรดคละ กิโลกรัมละ 125-130 บาท โดยในช่วงราคาจะแตกต่างกันตามคุณภาพของผลผลิต</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พิมรี่พาย แจ้งว่า จะไลฟ์สดจำหน่ายทุเรียนที่หน้าสวน ในราคาลูกละ 100 บาท ตั้งเป้าประมาณ 100 ล้านลูก ในวันที่ 28 เม.ย.2569 จากนั้น ได้เกิดเป็นกระแสข่าวว่าผลจากที่กระทรวงพาณิชย์ นำอินฟลูเอนเซอร์ไปขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ส่งผลกระทบทำให้ราคาทุเรียนตกต่ำ เพราะขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 135-150 บาท ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาชี้แจงว่า ทุเรียนที่นำมาจำเป็นเป็นทุเรียนตกเกรด ลูกเล็ก ลูกไม่สมบูรณ์ แต่มีคุณภาพมาตรฐานปกติ จึงขายได้ราคาถูก และอีกส่วนเป็นโปรโมชันของผู้ขาย จากนั้น มีเกษตรกร ออกมาโจมตีว่า ทุเรียนขายเป็นกิโลกรัม การขายลูกละ 100 บาท เป็นการทำลายตลาด กระทรวงพาณิชย์จึงต้องออกมาชี้แจงอีกครั้งว่า เป็นการจัดโปรโมชันของผู้ขาย และผู้ขายได้เจรจาซื้อจากเกษตรกรในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุน และเกษตรกรพอใจ เพื่อช่วยระบายผลผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดมาก โดยเฉพาะทุเรียนตกเกรด ลูกไม่สมบูรณ์ และลูกเล็ก ที่หาตลาดขายได้ยากกว่าทุเรียนเกรดคุณภาพ</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604287421b7bad800b4ef18bd7b25a6109f4b152407.jpg' type='image/jpg' length='426957' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ตั้ง “กรนิจ-ประคัลร์” ทีมโฆษกพาณิชย์ใหม่ ชี้แจงนโยบาย ผลงาน เรื่องฮอต]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161119</link>
<guid isPermaLink="false">377c0efc97aca11e5af71645eba7bcd9</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 09:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;ตั้ง &ldquo;กรนิจ&rdquo; เป็นโฆษกกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ &ldquo;ประคัลร์&rdquo; เป็นรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่ชี้แจงผลงานกระทรวง สร้างความเข้าใจนโยบายการทำงาน และชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องเร่งด่วน เรื่องร้อน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ปรับทีมงานโฆษกกระทรวงพาณิชย์ใหม่ โดยได้แต่งตั้งนายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นโฆษกกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ และนายประคัลร์ กอดำรง อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WTO/WIPO) ปฏิบัติราชการประจำที่ส่วนกลาง กระทรวงพาณิชย์ เป็นรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เพื่อทำหน้าที่ชี้แจง แถลงผลงานของกระทรวงพาณิชย์ให้สาธารณชนรับทราบอย่างถูกต้อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ว่า นางศุภจี ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง แต่งตั้งโฆษกกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์แล้ว มีผลให้ทีมโฆษกเดิม พ้นจากตำแหน่ง และทีมใหม่ จะเข้ามาทำหน้าที่แทน โดยมีหน้าที่แถลงผลงานกระทรวงพาณิชย์ในประเด็นต่าง ๆ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีเร่งด่วน กรณีเกิดความเข้าใจผิดต่อนโยบายการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต่อต่อสาธารณชน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับนายกรนิจ จบการศึกษาปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิต ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (เกียรตินิยม) ปริญญาโท วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอก ปรัชญา มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด จากนั้นเริ่มรับราชการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และย้ายมาอยู่กรมการค้าภายใน รับผิดชอบดูแลสินค้าเกษตรสำคัญ อย่างข้าว มันสำปะหลังและข้าวโพด ที่กองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 2 จากนั้นย้ายมาอยู่กองส่งเสริมและพัฒนาระบบตลาด จนขึ้นเป็นผู้อำนวยการกอง และขยับขึ้นเป็นรองอธิบดี มีภารกิจสำคัญที่รับผิดชอบและช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ ทั้งการดูแลสินค้าเกษตร ผลไม้ การลดค่าครองชีพ การกำกับดูแลสินค้าและบริการ การผลักดันตลาดชุมชน ตลาดสด ตลาดกลางสินค้าเกษตร โครงการธงฟ้า และล่าสุดโครงการธงเขียว ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร ต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2568 ที่ผ่านมา และล่าสุดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโฆษกกระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนนายประคัลร์ เติมโตมาในสายงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ การทำแผนและกิจกรรมผลักดันการส่งออก เคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงลอนดอน อังกฤษ และขยับขึ้นมาเป็นอัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำกระทรวงพาณิชย์ และต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์&nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604281d5d5f3936c022c4516c5ed7614b98b3094344.jpg' type='image/jpg' length='221870' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​รัฐบาลโชว์ปราบของปลอม 6 เดือน ปีงบ 69 จับ 1.3 ล้านชิ้น เสียหาย 2.3 พันล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161118</link>
<guid isPermaLink="false">b81b6aea94a83e8fc469edf8c9cb9837</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 09:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">รัฐบาลโชว์ผลงานหน่วยงานเศรษฐกิจ ความมั่นคง ยุติธรรม ผนึกกำลังปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในช่วง 6 เดือนของปีงบประมาณ 2569 จับได้ 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,300 ล้านบาท &ldquo;ศุภจี&rdquo;ขอบคุณทุกหน่วยงานพันธมิตร ร่วมมือกันปราบปราม ยันเดินหน้าจัดการต่อ เพื่อดูแลผู้บริโภคจากสินค้าด้อยคุณภาพ ดูแลผู้ผลิต และนักลงทุนจากการถูกละเมิด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 27 เม.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานแถลงผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รอบ 6 เดือน ปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.2568-มี.ค.2569) โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) และผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ สถานเอกอัครราชทูต อาทิ สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เป็นต้น ร่วมงาน ณ กรมศุลกากร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ โดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ และภายใต้ข้อสั่งการดังกล่าว ทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงการคลังกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้บูรณาการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตลาด ย่านการค้า ช่องทางออนไลน์ และด่านศุลกากร ปรากฎผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 รอบ 6 เดือน สามารถจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300 ล้านบาท &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานกลางในการประสานบูรณาการการทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินงานเชิงรุกอย่างเข้มข้นในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งของคนไทยและของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกัน การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการค้าการลงทุนภายในประเทศเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพจากการใช้สินค้าปลอม รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจโดยสุจริต ซึ่งไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าละเมิดเหล่านี้ได้ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศอย่างยิ่ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การบูรณาการปราบปรามดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานที่ร่วมแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง สอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า พัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อแสดงให้นักลงทุน ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่และยังเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และคุ้มครองผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้มุ่งยกระดับการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการการทำงานเชิงรุกทั้งฝ่ายเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม เพื่อตัดวงจร ปิดช่องโหว่ ขยายผลถึงต้นตอ ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหาย&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ทุกหน่วยงานจะมุ่งสร้างความเข้มแข็งกับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ควบคู่กับการป้องกันเชิงรุก โดยสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนผู้บริโภค ตลอดจนพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ และปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ รวมทั้งทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีระบบการคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งเทียบเท่ามาตรฐานสากล ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมที่เอื้อต่อผู้สร้างสรรค์ทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญานวัตกรรม เทคโนโลยี และเคารพกฎกติกาทางการค้าที่เป็นธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเจ้าของสิทธิ์แล้ว ประชาชนถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยขอความร่วมมือ &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; โดยหากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260428a061302f25609000321e298fa69b5144094140.jpg' type='image/jpg' length='675290' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”แจง “พิมรี่พาย”ขายทุเรียนลูกละ 100 เป็นไซส์เล็ก ลูกไม่สวย แต่คุณภาพดี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161116</link>
<guid isPermaLink="false">7ca6529023a9c8880c63c05f5c67c2f6</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 09:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โฆษกกระทรวงพาณิชย์ชี้แจงดึง &ldquo;พิมรี่พาย&rdquo; ขายทุเรียนลูกละ 100 บาท เป็นทุเรียนลูกไม่สวย ลูกขนาดเล็ก ไม่ใช่เกรดส่งออก แต่คุณภาพ มาตรฐานปกติ และยังเป็นการจัดโปรโมชันของอินฟลูเอนเซอร์ ที่ตั้งใจเข้ามาช่วยส่งเสริมการบริโภคทุเรียน และช่วยระบายผลผลิตให้กับเกษตรกร ส่วนสถานการณ์ราคาช่วงฤดูกาลล่าสุด อยู่ที่กิโลกรัมละ 140-150 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ดึงพิมรี่พาย อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง มาไลฟ์สดขายทุเรียนไทยหน้าสวนในราคาลูกละ 100 บาท และมีการมองว่าจะกระทบต่อราคาทุเรียนที่กำลังออกสู่ตลาด ว่า ทุเรียนที่นำมาจำหน่าย เป็นทุเรียนเกรดที่ล้งหรือสวนทุเรียนจำหน่ายในประเทศ ลูกทรงอาจจะไม่ค่อยสวย หรือลูกขนาดเล็ก แต่เป็นทุเรียนคุณภาพดี มีมาตรฐาน เหมือนทุเรียนเกรดส่งออก ส่วนราคาที่จำหน่ายได้ถูก เพราะราคาขายปกติ ก็ต่ำกว่าเกรด D ที่ส่งออกอยู่แล้ว และการจำหน่ายในราคาดังกล่าว ยังเป็นราคาโปรโมชันของอินฟลูเอนเซอร์ ที่ต้องการส่งเสริมการบริโภคทุเรียน และช่วยเกษตรกรระบายผลผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการจำหน่ายของอินฟลูเอนเซอร์ท่านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์ดึงเข้ามาช่วยระบายทุเรียน จะมีการจำหน่ายทุเรียนเกรดอื่น ๆ รวมถึงเกรดพรีเมียมด้วย เพื่อช่วยระบายผลผลิต และดูแลราคาให้กับเกษตรกร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับสถานการณ์ราคาทุเรียน ณ วันที่ 27 เม.ย.2569 พบว่า มีการจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 140-150 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สอดคล้องกับกลไกตลาดและคุณภาพสินค้าในช่วงฤดูกาล ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณผลผลิตอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งดำเนินมาตรการดูแลสมดุลตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา และสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โครงการขยายช่องทางการจำหน่ายผลไม้ผ่านทางออนไลน์ เป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์นำมาช่วยในการระบายผลผลิตผลไม้ในช่วงฤดูกาล โดยดึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังทั้งในและต่างประเทศมาช่วยขาย ผ่านกิจกรรม Live Commerce โดยล่าสุด ได้ดึงอินฟลูเอนเซอร์จีน มาขายทุเรียนถึงหน้าสวน และดึงพิมรี่พาย มาช่วยขายด้วย กำหนดจัดไลฟ์สดขายในวันที่ 28 เม.ย.2569 โดยทุเรียนที่นำมาจำหน่ายเป็นทุเรียนตัดสด คุณภาพดี แต่อาจจะลูกไม่สวย ตกเกรด ลูกเล็ก จึงสามารถทำราคาถูกได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ การจัดไลฟ์สดขายทุเรียน ยังเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับเกษตรกร ในการใช้ช่องทางออนไลน์ขายผลผลิต เพราะจะได้เรียนรู้การขายออนไลน์ การสร้างคอนเทนต์ และการเข้าถึงตลาดดิจิทัล เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาช่องทางจำหน่ายของตนเองได้ในระยะยาว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042843fdc5834b328794628a464e3eb2052d093829.jpg' type='image/jpg' length='477060' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ควงผู้ส่งออกบุกญี่ปุ่น กระชับสัมพันธ์ผู้นำเข้า จัดโปรโมตข้าวหอมมะลิไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161113</link>
<guid isPermaLink="false">4a2532fbf6a16417883ab3e79f21bedb</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 09:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศนำคณะผู้ส่งออกข้าวไทยเยือนญี่ปุ่น พบปะหารือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนญี่ปุ่น เผยผู้นำเข้าเชื่อมั่นในคุณภาพ มาตรฐานของข้าวไทย และจะนำเข้าต่อเนื่อง หลังมีความต้องการนำไปใช้แปรรูปและในร้านอาหาร พร้อมขอกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงญี่ปุ่น พิจารณานำเข้าข้าวไทยในระดับ 3 แสนตันต่อไป ระบุยังได้จัดกิจกรรมโปรโมตข้าวหอมมะลิไทย เชิญผู้นำเข้า ผู้ประกอบการ สื่อรวมงาน ชมเสียงเดียวกัน ข้าวไทยโออิชิ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 17&ndash;21 เม.ย.2569 ที่ผ่าน กรมได้นำคณะผู้ส่งออกข้าวไทยเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น เพื่อพบปะหารือและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าข้าวของญี่ปุ่น พร้อมทั้งจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยร่วมกับร้านอาหารไทยในญี่ปุ่นตามแนวคิด Think Rice Think Thailand เพื่อกระตุ้นความต้องการบริโภคข้าวไทยและรักษาส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในญี่ปุ่นให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นปีละประมาณ 2.9-3 แสนตัน คิดเป็นสัดส่วน 38-39% ของข้าวที่ญี่ปุ่นนำเข้า 7.6 แสนตันต่อปี ซึ่งในนี้ ใช้ในอุตสาหกรรม 6.6 แสนตัน และใช้ในครัวเรือนและร้านอาหาร 1 แสนตัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยในการเดินทางไปครั้งนี้ กรมได้นำคณะพบกับบริษัท Overseas Merchandise Inspection Company (OMIC) ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพข้าวนำเข้าของญี่ปุ่น พบกับผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ ได้แก่ บริษัท Itochu Corporation จำกัด บริษัท Kanematsu Corporation จำกัด และบริษัท Kitoku Shinryo จำกัด ซึ่งทั้ง 4 บริษัท ยืนยันว่าข้าวไทยมีคุณภาพดี ปลอดภัยต่อผู้บริโภคจนถึงปัจจุบัน มีการส่งมอบตามกำหนด และจะนำเข้าข้าวไทยต่อไป แม้ว่าการนำเข้าข้าวไทยนอกโควตาที่ต้องเสียภาษีประมาณ 341 เยนต่อกิโลกรัม (68 บาทต่อกิโลกรัม) และผู้นำเข้า 3 บริษัทยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าความต้องการข้าวไทยในญี่ปุ่นยังคงมีอย่างต่อเนื่องในภาคอุตสาหกรรมแปรรูป อาทิ เซมเบ้ โชยุ มิโซะ และเหล้าอาวาโมริ และเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและร้านอาหาร &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังได้พบหารือกับบริษัท Hanamaruki Foods Inc. ซึ่งเป็นผู้ผลิตมิโซะรายใหญ่ของญี่ปุ่น โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้า โดยที่ผ่านมาใช้ข้าวญี่ปุ่นเท่านั้น ต่อมาเห็นว่าข้าวไทยมีคุณสมบัติและรสชาติที่ดีและใกล้เคียงกับข้าวญี่ปุ่น ประกอบกับราคาข้าวไทยเหมาะสม จึงได้ปรับสูตรมิโซะสำหรับทำจากข้าวไทย ปัจจุบันข้าวไทยจึงเป็นวัตถุดิบหลักสำคัญในการผลิตมิโซะของบริษัท และยืนยันว่าจะยังคงใช้ข้าวไทยต่อไปอย่างแน่นอน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนการพบหารือกับอธิบดีกรมผลิตผลการเกษตร (Crop Production Bureau) ของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น (MAFF) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่กำหนดปริมาณการนำเข้าข้าวและกำกับดูแลการประมูลเพื่อนำเข้าข้าวของญี่ปุ่น โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าข้าวระหว่างกัน โดยฝ่ายญี่ปุ่นให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันราคาข้าวในญี่ปุ่นได้ปรับตัวลดลง เนื่องจากในระยะที่ผ่านมาภาครัฐโดยหน่วยงาน MAFF ได้ทยอยนำข้าวเมล็ดกลางและเมล็ดสั้น (ชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคข้าวเมล็ดกลางและเมล็ดสั้น) ในสต็อกของรัฐออกมาระบายสู่ตลาด และคาดว่าในเดือน พ.ค.2569 หน่วยงาน MAFF จะเริ่มทยอยเปิดประมูลนำเข้าข้าวเมล็ดกลางและเมล็ดสั้นจากต่างประเทศ เพื่อทดแทนข้าวในสต็อก ซึ่งกรมได้ย้ำขอให้ญี่ปุ่นพิจารณารักษาระดับการนำเข้าข้าวไทยในปริมาณที่ใกล้เคียงกับที่ผ่านมาประมาณ 3 แสนตันต่อปี เพื่อเป็นการแสดงไมตรีจิตดีที่ต่อกัน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอารดากล่าวว่า กรมยังได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทย ณ ร้านอาหารไทย Jasmin Thai Terrace Akasaka ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้นำเข้าข้าว ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชนมาเข้าร่วมกิจกรรมรวมประมาณกว่า 40 ราย โดยได้จัดแสดงตัวอย่างข้าวไทยชนิดต่าง ๆ ประกอบด้วยข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมไทย ข้าวขาว ข้าวเหนียว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าวหอมนิล เพื่อนำเสนอความหลากหลายของข้าวไทยที่มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ควบคู่กับการสร้างการจดจำเกี่ยวกับเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย พร้อมทั้งแจกสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ได้แก่ แผ่นพับและใบปลิว เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานข้าวไทย เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย และความหลากหลายของข้าวไทย พร้อมแจกของที่ระลึกที่มีเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน ได้จัดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ชิมข้าวพรีเมียมไทย ได้แก่ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวสังข์หยด ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะทั้งด้านกลิ่น รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการ และมีกิจกรรมสาธิตการปรุงอาหารไทยผัดกะเพราหมูสับ ซึ่งเป็นเมนูยอดฮิตในญี่ปุ่น และได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ทานข้าวหอมมะลิไทยคู่กับอาหารไทยที่เป็นที่นิยมในญี่ปุ่น ได้แก่ ไข่เจียว ผัดกะเพรา แกงเขียวหวาน และต้มยำกุ้ง รวมทั้งอาหารหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งต่างชื่นชมว่า ข้าวไทยมีรสชาติดี นุ่ม และมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างมาก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ในงานดังกล่าว กรมยังได้มอบเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยให้แก่ร้านอาหารไทย Jasmin Thai Terrace ซึ่งมี 11 สาขาในกรุงโตเกียว เพื่อแสดงว่าร้านอาหารนี้ใช้ข้าวหอมมะลิไทยที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศไทยและมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด โดยปัจจุบันกรมได้มอบเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยให้แก่ร้านอาหารไทยในต่างประเทศทั่วโลกแล้วรวม 41 ร้าน สำหรับประเทศญี่ปุ่น ร้าน Jasmin Thai Terrace เป็นร้านแรกที่ได้รับเครื่องหมายรับรองดังกล่าว โดยกรมจะร่วมกับทูตพาณิชย์กรุงโตเกียว เดินหน้าประชาสัมพันธ์และมอบเครื่องหมายดังกล่าวในญี่ปุ่นต่อไป</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260428927847565b0aa732a1a4c11b28250e55093611.jpg' type='image/jpg' length='1170658' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี” ดึง “พิมรี่พาย” เปิดไลฟ์สดขายทุเรียนหน้าสวน ช่วยเกษตรกรระบายผลผลิต]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160856</link>
<guid isPermaLink="false">ae37e363ae677ad7bb0495582de7b66d</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เดินหน้าขยายช่องทางการจำหน่ายผลไม้ไทย ดึง &ldquo;พิมรี่พาย&rdquo; เปิดไลฟ์สดขายทุเรียนหน้าสวน ส่งตรงถึงผู้บริโภค เผยช่วยเกษตรกรระบายผลผลิต ช่วยผู้บริโภคได้บริโภคทุเรียนคุณภาพ ราคาเป็นธรรม คาดเปิดไลฟ์สดขายวันที่ 28 เม.ย.นี้ จัดราคาลูกละ 100 บาท ตั้งเป้า 1 ล้านลูก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เดินหน้าขยายช่องทางการจำหน่ายผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้หารือกับพิมรี่พาย อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายทุเรียนไทย ผ่านรูปแบบ Live Commerce จากแหล่งผลิตโดยตรง มุ่งเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกร และส่งมอบทุเรียนคุณภาพสู่ผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว และยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรระบายผลผลิตทุเรียนที่กำลังออกสู่ตลาด &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;กระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นถึงศักยภาพของช่องทางดิจิทัล โดยเฉพาะ Live Commerce ที่จะช่วยให้การกระจายสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น ตอบสนองต่อสถานการณ์ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนวทางดังกล่าว ไม่ใช่เพียงการระบายผลผลิต แต่เป็นการยกระดับการค้าผลไม้ไทยให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และสามารถเข้าถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างชัดเจน&rdquo;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ นำผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรมาจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้บริโภคทุเรียนคุณภาพ เนื้อดี ในราคาที่เป็นธรรม โดยเปิดโอกาสให้อินฟลูเอนเซอร์ลงพื้นที่จำหน่ายสินค้าถึงหน้าสวน คัดเลือกทุเรียนคุณภาพ ตัดสด และจัดส่งตรงถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการขายออนไลน์ การสร้างคอนเทนต์ และการเข้าถึงตลาดดิจิทัลให้แก่เกษตรกร เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาช่องทางจำหน่ายของตนเองได้ในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการผลักดัน Live Commerce เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงซัปพลายจากเกษตรกรสู่ดีมานด์ของตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในปี 2569 ที่ผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ถึง 33% จึงจำเป็นต้องเร่งขยายตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศควบคู่กันไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ TikTok Technologies Ltd. เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่าน TikTok Shop และ Live Commerce รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ การส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร และการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ จึงขอเชิญชวนเหล่าครีเอเตอร์และผู้ค้าออนไลน์ที่สนใจ เข้ามามีส่วนร่วมในการจำหน่ายผลไม้ไทย ร่วมกันประชาสัมพันธ์ทุเรียนไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้แนวคิด &lsquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits&rsquo; เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการบริโภค และช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พิมรี่พาย มีกำหนดจัดไลฟ์สด ขายทุเรียนในวันที่ 28 เม.ย.2569 ผ่านแพลตฟอร์มของตัวเอง ตั้งเป้าจำหน่ายที่ลูกละ 100 บาท 1 ล้านลูก โดยทุเรียนที่นำมาจำหน่าย เป็นทุเรียนตกเกรดส่งออก แต่คุณภาพ มาตรฐานปกติ &nbsp;</span></span><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604279a57a70595dc9bdc8a30088497a8ef88115009.jpg' type='image/jpg' length='619978' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.จับมือ TDRI ระดมสมองยกระดับ “เครื่องเทศ-สมุนไพร” สู่สินค้ามูลค่าสูง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160855</link>
<guid isPermaLink="false">389da2e907cd32da534ba96cc5a9fca9</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สนค.จับมือ TDRI จัดประชุมระดมสมองยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมเครื่องเทศและสมุนไพรไทย จากสินค้าต้นน้ำ ที่ขายเพียงเป็นวัตถุดิบ ไปสู่สินค้าที่ใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม ตอบโจทย์เทรนด์อาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการผลิต และสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สนค.ได้ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ &ldquo;การยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมเครื่องเทศและสมุนไพรไทย&rdquo; โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากภาครัฐ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สถาบันอาหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน อาทิ JLC group (จุฬาเฮิร์บ) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธุรกิจผลิตยาสมุนไพร ทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อยกระดับโครงสร้างส่งออกเครื่องเทศและสมุนไพรไทย จากการขายวัตถุดิบไปสู่การขายสินค้าที่มีนวัตกรรม &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับเครื่องเทศและสมุนไพร เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีดัชนีศักยภาพตลาดโลกสูง แม้ในปัจจุบันมูลค่าการส่งออกส่วนใหญ่จะยังกระจุกตัวอยู่ที่วัตถุดิบต้นน้ำ ซึ่งมีมูลค่าต่ำ แต่หากสามารถก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการสกัดสารมาตรฐานในระดับกลางน้ำ และผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมแปรรูปปลายน้ำขนาดใหญ่ที่มีนวัตกรรมได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านภาคการส่งออกไทยไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ที่สร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังได้มีนโยบายปรับเปลี่ยนสินค้าส่งออกไทยให้มีความทันสมัยและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดย สนค. จะมุ่งเป้าศึกษาเชิงลึกในภาคการเกษตรซึ่งเป็นรากฐานสำคัญและแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับจากการส่งออกสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรและความมั่นคงทางอาชีพในระดับท้องถิ่น และการวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ในห่วงโซ่การผลิตโลกนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างงานคุณภาพสูงในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง สู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การจัดกิจกรรมระดมสมองสำหรับกลุ่มเครื่องเทศและสมุนไพรในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีในการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ความรู้ และความคิดเห็น กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า ภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ให้ไทยก้าวพ้นจากการเป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ สู่การเป็นผู้นำในเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bio-economy) ที่เน้นสินค้ามูลค่าสูงและตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพโลก การยกระดับอุตสาหกรรมสมุนไพรให้เป็นระบบและครบวงจรในระดับสากลนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างงานคุณภาพสูงในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก และขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่งคั่งและยั่งยืนในอนาคต&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีการพึ่งพาการส่งออกเป็นสัดส่วนสำคัญกว่า 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลังยุคโควิด-19 การส่งออกของไทยเริ่มเผชิญกับสัญญาณการฟื้นตัวที่ล่าช้าเมื่อเทียบกับหลายประเทศ สาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคการผลิตที่สินค้าส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มเกษตรพื้นฐานและวัตถุดิบที่มีความซับซ้อนต่ำ ซึ่งไม่เพียงแต่จะมีมูลค่าเพิ่มน้อย แต่ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกในยุคดิจิทัล รวมถึงความผันผวนจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม สิ่งแวดล้อม และกำแพงภาษี ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง กดดันให้ไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604272cb769eaadc05c734cf76fe675fcaf4d114853.jpg' type='image/jpg' length='514233' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”บุกตลาด HiGreen ที่กว่างซีจ้วง ขอเพิ่มนำเข้า จัดส่งเสริมการขายผลไม้ไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160854</link>
<guid isPermaLink="false">2bee9607f2257e40a48e20484236cc4f</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&quot;พาณิชย์&quot;ลงพื้นที่ตลาด HiGreen ตลาดค้าส่งผลไม้ใหญ่ที่สุดในกว่างซีจ้วง ขอให้เพิ่มการนำเข้าผลไม้จากไทย และร่วมมือจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อแนะนำผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีน พร้อมหารือกับผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าโดดเด่นจีน-อาเซียน (CAMEX) และศูนย์การซื้อขายผลไม้จีน (หนานหนิง)-อาเซียน ขออำนวยความสะดวกผู้ประกอบการไทยใช้พื้นที่ โดยให้สิทธิพิเศษ และนำเข้าผลไม้ไทยไปขายเพิ่ม&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ดร.ปิยนุช วุฒิสอน คณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้ตน และ น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมตลาด HiGreen ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดยได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับนางหลิว ชวนเซียง รองผู้จัดการใหญ่ บริษัท Guangxi HiGreen Agricultural Products and International Logistics Co., Ltd. เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ผลไม้ไทยในตลาดจีน ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะแนวทางส่งเสริม ความร่วมมือ รวมทั้งปัญหาอุปสรรคในการนำเข้าผลไม้ไทย เพื่อผลักดันให้มีการนำเข้าและเพิ่มปริมาณการนำเข้าผลไม้ไทย ตลอดจนการเพิ่มความร่วมมือกับตลาดจัดกิจกรรมส่งเสริมและขยายตลาดผลไม้ไทยในระยะยาว และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างตลาด ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการผลไม้ไทย</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในปี 2568 ปริมาณการค้าขายผลไม้ในตลาด HiGreen มีจำนวนมากกว่า 1.113 ล้านตัน ในจำนวนดังกล่าวเป็นผลไม้นำเข้า จำนวน 2.19 แสนตัน สำหรับปริมาณค้าขายผลไม้อาเซียนมีปริมาณ 1.98 แสนตัน และในตลาดมีการจำหน่ายทุเรียน 116,000 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52.9 ของผลไม้นำเข้า โดยทุเรียนไทย มีปริมาณการจำหน่าย 87,000 ตัน ซึ่งได้ขอให้ตลาดร่วมมือกับทูตพาณิชย์ ณ เมืองหนานหนิง อำนวยความสะดวกในการต้อนรับคณะทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะมาเยี่ยมชมตลาด และร่วมมือในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าผลไม้ในอนาคต</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนการหารือกับนางจ้าว ไห่เย็น บีบี ประธานศูนย์แสดงสินค้าโดดเด่นจีน-อาเชียน (CAMEX) และศูนย์การซื้อขายผลไม้จีน (หนานหนิง)-อาเซียน ได้ขอความร่วมมือหากการสร้างศูนย์การซื้อขายผลไม้จีน (หนานหนิง)-อาเซียน ก่อสร้างแล้วเสร็จ ขอให้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการการไทยในการเข้าไปใช้พื้นที่ อาทิ การ Live Streaming ขายตรงผลไม้ การใช้คลังสินค้าห้องเย็น ตลอดจนการกระจายผลไม้ เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายและกระจายสินค้าผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีน และขอให้สิทธิพิเศษกับผู้ประกอบการไทยในศูนย์แสดงสินค้าโดดเด่นจีน-อาเซียน (CAMEX) อาทิ การจัดโซนแสดงสินค้าโดดเด่นเพิ่มเติม เพิ่มการประชาสัมพันธ์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ การผ่อนปรนหลักเกณฑ์การคัดเลือกสินค้า การช่วยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนกับศุลกากรจีน การจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าจีน การให้บริการแพกเกจพิเศษกับผู้ประกอบการไทยในการดำเนินการด้านเอกสารต่าง ๆ และ/หรือบริการ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวก และลดเวลา/ขั้นตอนเอกสาร เพื่อให้สามารถจำหน่ายสินค้าในตลาดจีนได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังได้ขอความร่วมมือหากกระทรวงพาณิชย์มีการจัดกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ จะเชิญผู้บริหารศูนย์ CAMEX ให้ความรู้และประชาสัมพันธ์ถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับสิ่งที่สามารถต่อยอดจากศูนย์ CAMEX เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ไทย ให้สามารถใช้ประโยชน์จากศูนย์ CAMEX ในโอกาสการขยายการส่งออกมายังตลาดจีน รวมไปถึงการกระจายสินค้าผลไม้ไทยผ่านศูนย์การซื้อขายผลไม้จีน (หนานหนิง)&ndash;อาเซียน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้พบหารือกับนายหวง เว่ย ตำแหน่ง ประธานบริษัท Nanning Fruit Sky Trading จำกัด และคณะ โดยได้ขอความร่วมมือให้เพิ่มการนำเข้าผลไม้ไทย และร่วมมือในการจัดกิจกรรมส่งเสริมและขยายตลาดผลไม้ไทย ซึ่งปัจจุบัน Fruit Sky มีการจำหน่ายผลไม้ไทยจำนวน 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด มะพร้าว และส้มโอ โดยปี 2568 มียอดการจำหน่ายทุเรียนประมาณ 60 ล้านหยวน จำหน่ายมะพร้าว 12 ล้านหยวน และได้ใช้โอกาสนี้ เชิญชวนให้เข้าร่วมโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สดแปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ ในงาน THAIFEX-Anuga เพื่อพิจารณานำเข้าผลไม้และสินค้าเกษตรจากไทยเพิ่มขึ้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260427ea2286b039bade3d220f96d98cdb67a2114727.jpg' type='image/jpg' length='386350' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ยันรัฐบาล มีแผนเดินหน้าดูแลข้าวไทยทั้งระบบ สร้างเสถียรภาพรายได้ชาวนา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160852</link>
<guid isPermaLink="false">a68f30ec7d92d786d9f97aaa85333931</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:28px;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ยันรัฐบาลเดินหน้าดูแลสินค้าข้าว ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อสร้างเสถียรภาพรายได้ให้กับเกษตรกร เผยต้นน้ำ จะเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวเพิ่มผลผลิตต่อไร่ กลางน้ำมุ่งเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูป และปลายน้ำ เร่งซื้อนำตลาด ผลักดันส่งออก ผลักดันข้าวประณีต อัปราคา ดีเดย์ 27 เม.ย.นี้ เริ่มขายปุ๋ยธงเขียวพลัส ช่วยลดต้นทุนชาวนา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานเปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้ชี้แจงว่าภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าว ต้องเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักในบางช่วง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่เผชิญปัญหา แต่เป็นวิกฤตร่วมของโลก สิ่งที่เราต้องทำ คือ การทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเกษตร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงพาณิชย์ในฐานะปลายน้ำ จำเป็นต้องทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลต้นน้ำ และภาคอุตสาหกรรมในกลางน้ำเพื่อให้ทั้งระบบเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้รับข้อเสนอหนังสือข้อเสนอจากสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ทั้งในส่วนของมาตรการเร่งด่วน และมาตรการระยะยาว ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย โดยบางเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ทุกข้อเสนอจะถูกนำไปประสานกับรัฐบาล เพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">โดยในส่วนของต้นน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพและให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยปัจจุบันผลผลิตข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400&ndash;700 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่บางประเทศคู่แข่งสามารถผลิตได้ถึง 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ จึงต้องเร่งพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรง ควบคู่กับการบริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตอย่างแม่นยำ ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในระยะยาว และยังเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของเกษตรกร</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">สำหรับกลางน้ำ รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้อนุมัติโครงการสนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่ง ให้เข้าถึงเครื่องมือสำคัญ เช่น เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องบรรจุสุญญากาศ รวมถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาด เพราะการแปรรูปไม่ใช่แค่เปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ต้องต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ และการแปรรูปยังช่วยยืดระยะเวลาการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตทันทีในช่วงราคาตกต่ำ และสามารถบริหารจัดการรายได้ได้ดีขึ้น</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">ส่วนปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น Dashboard ข้าว เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์อุปสงค์ อุปทานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต การตลาด และการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ เพื่อเร่งดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ควบคู่กับการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก เพื่อเพิ่มการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง และยังเร่งขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าปริมาณส่งออกปี 2569 ที่กว่า 7 ล้านตัน แม้เผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์โลก พร้อมใช้กลไกการค้าระหว่างประเทศ เช่น การขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ให้มีสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวอยู่ในข้อตกลงการซื้อขาย รวมทั้งจะผลักดันข้าวประณีต สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นข้าวที่มีการพัฒนาเรื่องคุณภาพ เรื่องราว และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง เพราะข้าวไทยมีศักยภาพมาก หากสร้างเรื่องราว ใส่นวัตกรรม และทำตลาดอย่างเหมาะสม จะสามารถยกระดับราคาขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมเตรียมจัดโครงการ &ldquo;ปุ๋ยธงเขียวพลัส&rdquo; ช่วยลดปัจจัยการผลิตของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะสินค้าข้าว โดยลดราคาปุ๋ยสูงสุดกระสอบละ 300 บาท ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนเกษตรกร ซึ่งโครงการจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย.2569 ระยะแรก จะจัดจำหน่ายรวม 30 แห่ง จากนั้นเดือน พ.ค.2569 กำหนดจัดอีก 10 จังหวัด ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพิ่มเติมในระยะถัดไป เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ได้ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลช่วยเหลือชาวนา โดยมาตรการเร่งด่วน มี 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.สนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพข้าว 2,000 บาทต่อครัวเรือน ไม่เกิน 20 ไร่ 2.ปรับโครงสร้างราคาข้าว โดยราคาเกี่ยวสดไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท 3.ลดปุ๋ยกระสอบละ 200 บาท ไม่เกิน 20 กระสอบ 4.คูปองลดราคาน้ำมันลิตรละ 10 บาท จำนวน 200 ลิตรต่อปี 5.ช่วยเหลือต้นทุนเผาฟางข้าว 500 บาทต่อไร่ตามพื้นที่ขึ้นทะเบียนปลูกจริง 6.สนับสนุนระบบโซลาร์เซลล์ ในรูปแบบเงินกู้ฟรีดอกเบี้ย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
มาตรการระยะยาว ได้แก่ 1.พัฒนาพันธุ์ข้าวให้ได้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ 2.บริหารจัดการน้ำระบบชลประทานให้สอดคล้องกับการเพาะปลูก 3.สนับสนุนการปรับพื้นนาให้เสมอด้วยระบบเลเซอร์ โดยภาครัฐออกคนละครึ่งกับเกษตรกรที่สมัครใจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ขอให้ติดตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2568/69 ที่ขึ้นทะเบียนผ่าน ธ.ก.ส. ไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ที่ค้างจ่ายเกษตรกร ติดตามโครงการเยียวยาเกษตรกรหลังน้ำท่วมในพื้นที่รับน้ำ เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย และสารชีวภัณฑ์ และเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ในเขตพื้นที่อีสานเพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260427c6c9edc29d6eeb35540d703cb9e1b91b114536.jpg' type='image/jpg' length='510338' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ต่างชาติลงทุนไทยไตรมาสแรก 347 ราย นำเงินเข้า 9.77 หมื่นล้าน จ้างงาน 3,132 คน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160848</link>
<guid isPermaLink="false">13d337d9dc2131d4567156529bc188c7</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยไตรมาสแรก ปี 69 ต่างชาติลงทุนไทย 347 ราย เพิ่ม 28% นำเงินเข้าลงทุน 97,780 ล้านบาท เพิ่ม 108% และมีการจ้างงานคนไทย 3,132 คน เพิ่ม 95% จีนขึ้นแท่นลงทุนมูลค่ามากเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐฯ เฉพาะการลงทุนใน EEC มีจำนวน 108 ราย เพิ่ม 23% มีมูลค่าการลงทุน 44,001 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวไตรมาสแรก ปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 347 ราย เพิ่มขึ้น 28% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 78 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 269 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 97,780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 108% และมีการจ้างงานคนไทย 3,132 คน เพิ่มขึ้น 95%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยจำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.สหรัฐฯ 61 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,903 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กีฬา และศูนย์ออกกำลังกาย ธุรกิจบริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Freight Forwarder)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.ญี่ปุ่น 55 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 21,240 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การตรวจวิเคราะห์แผงวงจรของเครื่องจักร เพื่อหาสาเหตุกรณีที่เกิดการขัดข้อง เป็นต้น ธุรกิจบริการให้สิทธิแก่ผู้ประกอบธุรกิจบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์แบบเร่งด่วน (Fast Fit) ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Printed Circuit Board Assembly (PCBA) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ และแม่พิมพ์ เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">3.จีน 54 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 22,042 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจผลิตเครื่องประดับที่ทำจากเงิน ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด และสายสวนบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น ธุรกิจจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล ยางล้อสำหรับยานพาหนะ และผลิตภัณฑ์เคมีเพื่ออุตสาหกรรม เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.สิงคโปร์ 44 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 18,547 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น แบตเตอรี่สำหรับยานพาหนะ เครื่องจักร และเครื่องกล เป็นต้น ธุรกิจบริการ Cloud Service ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วน Smart Card ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และชิ้นส่วนช่วงล่างของยานพาหนะ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 33 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,950 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการติดตั้ง การให้คำปรึกษาและแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งค่า การบำรุงรักษา และการซ่อมแซมเครื่องจักรอุปกรณ์และระบบต่าง ๆ เป็นต้น ธุรกิจบริการจัดหาผู้ประกอบธุรกิจและผู้ให้บริการในประเทศไทยด้านที่พัก ตั๋วเดินทาง ร้านอาหาร ธุรกิจบริการพัฒนา ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น &nbsp;ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสำนักงาน และผลิตภัณฑ์โลหะ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 155 ราย คิดเป็น 45% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 347 ราย มูลค่าลงทุน 52,403 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล ยางล้อสำหรับยานพาหนะ และ Aircraft Engine Case เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2.ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค 3.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ไตรมาสแรกปี 2569 มีจำนวน 108 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 23% มีมูลค่าการลงทุน 44,001 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 37 ราย ลงทุน 19,535 ล้านบาท ญี่ปุ่น 19 ราย ลงทุน 4,839 ล้านบาท สิงคโปร์ 15 ราย ลงทุน 7,652 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 37 ราย ลงทุน 11,975 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร ธุรกิจบริการออกแบบชิ้นส่วนที่ทำจากยาง หรือเรซิ่นทุกชนิด ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า อุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น &nbsp;Printed Circuit Board Assembly (PCBA), Aircraft Engine Case และผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสำนักงาน เป็นต้น &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เฉพาะเดือน มี.ค.2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย 104 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 31 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย &nbsp;และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 73 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 33,351 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 494 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมและการควบคุมสถานีจ่ายน้ำมันและก๊าซ องค์ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ของเสีย และนวัตกรรมการเพิ่มอัตราการรีไซเคิล และองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบบริหารจัดคลังสินค้า เป็นต้น</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042740993f36bb5b4b7f3c884cf4d8a755cd114340.jpg' type='image/jpg' length='190418' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ยันของถูก “ไทยช่วยไทย พร้อมขาย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วไทย ดีเดย์ 1 พ.ค.นี้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160847</link>
<guid isPermaLink="false">0c6751be134673b14f3e645748f2deb2</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายันสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; ที่จะนำจำหน่ายที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ 878 แห่ง พร้อมแล้ว เผยมีสินค้าที่จำเป็น ทั้งสบู่ แชมพู ผงซักฟอก ข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืช ซอสปรุงรส ดีเดย์วันที่ 1 พ.ค. จากนั้นเปิดจำหน่ายทุกวันศุกร์ตลอดทั้งเดือน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมบูรณาการความร่วมมือกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย นำสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ และสินค้าแบรนด์ทางเลือก ของห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ ไปจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอทุกจังหวัดทั่วประเทศรวม 878 แห่ง เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น โดยล่าสุดกรมได้หารือกับกรมการปกครองและห้างค้าส่งค้าปลีกแล้ว พร้อมที่จะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2569 เป็นต้นไป จะจัดจำหน่ายสินค้าทุกวันศุกร์ที่ 1,8,15,22 และ 29 ของเดือน พ.ค.2569 รวม 5 ครั้ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในเบื้องต้น การเปิดจำหน่ายสินค้าราคาถูก ณ ที่ว่าการอำเภอ อาจจะยังไม่ครบทุกอำเภอในทันที แต่จะเปิดจำหน่ายให้ได้มากที่สุด และจะเปิดให้ครบทุกอำเภอต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับสินค้าที่จะนำมาจำหน่าย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และสินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืช ซอสปรุงรส โดยสินค้าเหล่านี้ เป็นสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์ทางเลือก ซึ่งปกติก็มีราคาถูกกว่าแบรนด์ปกติอยู่แล้ว เฉลี่ย 20% แต่เมื่อนำมาจำหน่ายในโครงการนี้ จะลดราคา 25&ndash;58% เท่ากับว่าลดราคาแล้วลดราคาอีก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ กรมได้ร่วมกับห้างค้าส่งค้าปลีก ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ร่วมกันลดราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพของประชาชน โดยนำสินค้ากลุ่มเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์ทางเลือก มาลดราคาในโครงการไทยช่วยไทยมากกว่า 3,000 รายการ ผ่านห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ อาทิ ซีพี แอ็กซ์ตร้า (Makro, Lotus&rsquo;s), บิ๊กซี (Big C), เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล (Tops) และเซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ (GO Wholesale) &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จากนั้น ได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์ม ได้แก่ Shopee Lazada LineMan TikTok และ Grab จัดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยผ่านทางออนไลน์ โดยขายสินค้าในราคาเดียวกันกับที่ขายในห้างค้าส่งค้าปลีก และมีโปรโมชันส่งฟรี ไม่เกิน 5 กิโลเมตร ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อสินค้าราคาประหยัด และช่วยลดภาระค่าครองชีพได้เพิ่มขึ้น และล่าสุด กำลังจะเปิดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604275c33cb6c66d2eeef89e577c7c6aac51c114214.jpg' type='image/jpg' length='319627' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เปิด 5 อันดับสินค้า GI กลุ่มเครื่องปั้น จักสาน ทำเงินสูงสุด กระจูดพัทลุงแชมป์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160845</link>
<guid isPermaLink="false">d1025ea12c5f83b01fe123c58e6a510f</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาสำรวจสินค้า GI กลุ่มเครื่องปั้น เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ พบมี 27 รายการ จาก 39 จังหวัดทั่วประเทศ สร้างมูลค่าการตลาดในปี 68 ถึง 440 ล้านบาท โดย5 อันดับทำเงินสูงสุด พบกระจูดพัทลุงครองแชมป์ ตามด้วยนิลเมืองกาญจน์ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ดินสอพองลพบุรี และหินอ่อนพรานกระต่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ทำการสำรวจสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในกลุ่มเครื่องปั้น เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ (ที่ไม่รวมสินค้าเกษตรและสิ่งทอ) จำนวน 27 รายการ จาก 39 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า สามารถสร้างมูลค่าการตลาดรวมในปี 2568 อยู่ที่ 440 ล้านบาท โดยมี 5 อันดับที่สร้างมูลค่าสูงสุด ได้แก่ กระจูดพัทลุง นิลเมืองกาญจน์ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ดินสอพองลพบุรี และหินอ่อนพรานกระต่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกระจูดพัทลุง ครองแชมป์สร้างมูลค่าสูงสุด 150 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 300 บาทต่อชิ้น เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 200 บาทต่อชิ้น ผลิตในพื้นที่จังหวัดพัทลุงซึ่งเป็นพื้นที่ป่าพรุและพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีสภาพน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม รวมถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์แบบลากูนและภูมิอากาศที่มีฤดูฝนถึง 2 ช่วง ช่วงเดือน ต.ค.-ม.ค. และช่วงเดือน พ.ค.-ก.ย. ทำให้มีความชุ่มชื้นตลอดปี เหมาะต่อการเจริญเติบโตของต้นกระจูด เมื่อนำมาผลิตเป็นเส้นตอกกระจูด จึงมีความเหนียว ไม่เปราะ ไม่แตก และมีขนาดสม่ำเสมอ และดินเหนียวขาวในพื้นที่ยังช่วยให้กระจูดมีความมันวาว และยืดหยุ่นได้ดี ทำให้กระจูดมีคุณภาพสูง สามารถทำผลิตภัณฑ์จักสานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งของใช้ในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารของตกแต่ง และของที่ระลึก ที่ผ่านกระบวนการออกแบบจักสานและตกแต่งให้ออกมาเป็นสินค้าที่สวยงามหลากหลายตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และมีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชาวพัทลุง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อันดับที่ 2 นิลเมืองกาญจน์ สร้างมูลค่าตลาดกว่า 90 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ชิ้นละ 500-50,000 บาท โดยนิลเมืองกาญจน์เป็นแร่อัญมณีสีดำสนิท ทึบแสง เนื้อแน่นเนียน มีน้ำหนัก และทนทานต่อการขูดขีดได้มาก ขุดพบได้ในอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยลักษณะเฉพาะของภูมิประเทศที่เป็นที่ราบเชิงเขา สลับเนินเขาเตี้ย และมีปล่องภูเขาไฟซึ่งเป็นพื้นที่แอ่งกระทะที่มีแนวภูเขาอยู่รอบนอก จึงมีการขุดพบแร่รัตนชาติต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะนิลที่มีคุณภาพสูงอันเป็นเอกลักษณ์ นำมาผ่านกระบวนการเจียระไน การเจียเงา และการผลิตออกมาเป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีสินค้าออกสู่ตลาดทั้งในรูปแบบของเครื่องประดับและของใช้ เช่น แหวน สร้อยคอ กระเป๋า และงานประติมากรรม เช่น วัตถุมงคล และองค์เทพเจ้าต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อันดับที่ 3 เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน สร้างมูลค่าตลาดรวมกว่า 43 ล้านบาท มีราคาจำหน่ายปลีกได้ถึง 2,500 บาทต่อกิโลกรัม มูลค่าเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 1,000 บาทต่อกิโลกรัม โดยเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานเป็นเส้นไหมดิบคุณภาพดีที่ผ่านการสาวด้วยมือ ผลิตจากตัวไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านที่เลี้ยงโดยใบหม่อนที่ปลูกขึ้นเองในพื้นที่ 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี และอุบลราชธานี มีเอกลักษณ์เฉพาะคือ มีสีเหลืองทอง ความนุ่มนวล ความเหนียว และความสม่ำเสมอ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานสะท้อนถึงวัฒนธรรมการนุ่งห่มผ้าไหมของชาวอีสาน ทำให้มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาการปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม รวมถึงกรรมวิธีการผลิตผ้าไหมจากรุ่นสู่รุ่น ผ้าที่ทอจากเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานจึงมีความสวยงาม สวมใส่เย็นสบาย และทิ้งตัวอย่างมีน้ำหนัก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อันดับที่ 4 ดินสอพองลพบุรี สร้างมูลค่าตลาดกว่า 25 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 10 บาท เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า จากราคาก่อนเป็น GI ที่กิโลกรัมละ 6 บาท โดยดินสอพองลพบุรีใช้วัตถุดิบจากแหล่งดินมาร์ลในเขตพื้นที่ตำบลท่าแค ตำบลกกโก และตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสลับเนินเขาและภูเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก โดยชุดดินที่พบมากที่สุดในพื้นที่ คือ ชุดดินลพบุรี และชุดดินตาคลี ซึ่งเป็นชุดดินที่มีค่าความเป็นด่างปานกลางถึงด่างจัด เมื่อขุดลงไปในระดับที่เหมาะสม จะพบดินมาร์ลที่มีเนื้อสีขาวละเอียด ประกอบกับการมีที่ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสัก ทำให้มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการผลิตดินสอพอง จังหวัดลพบุรีจึงเป็นแหล่งที่พบดินมาร์ลคุณภาพดี มีลักษณะค่อนข้างร่วนและเปราะ มีค่าแคลเซียมคาร์บอเนตอยู่ในระดับสูง เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีการผลิตตามภูมิปัญญาของชาวลพบุรีที่เริ่มจากการร่อน ผสมน้ำ กรองให้ละเอียดแล้วทำให้แห้ง เกิดเป็นสินค้าดินสอพองลพบุรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีการจัดจำหน่ายทั้งแบบก้อนและแบบผง และสามารถผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อันดับที่ 5 หินอ่อนพรานกระต่าย สร้างมูลค่ารวมกว่า 23 ล้านบาท มีราคาจำหน่ายแตกต่างตามประเภท ได้แก่ แบบก้อน 10,000-12,000 บาทต่อลูกบาศก์เมตร แบบแปรรูปจากโรงงาน 600-3,000 บาทต่อตารางเมตร และสินค้าหัตถกรรม 100-450,000 บาทต่อชิ้น โดยผลิตจากหินอ่อนคุณภาพดีจากจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งมีพื้นที่ทางทิศตะวันตกเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนลาดลงมาทางทิศตะวันออก พื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางเป็นเนินเขาเตี้ย ๆ สลับที่ราบ และมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่ประกอบด้วยหินหลายชนิด ตั้งแต่หินตะกอน หินแปร หินอัคนี และตะกอนร่วน โดยแหล่งหินอ่อนอำเภอพรานกระต่ายจะเป็นแนวเขาพาดอยู่ในทิศทางตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ และพื้นที่เขาสว่างอารมณ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขายอดแหลมและมีความลาดชันมาก ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้หินอ่อนพรานกระต่ายที่ผลิตในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรมีเมล็ดผลึกแร่ละเอียด คงทนแข็งแรง นำมาขัดเงาและแกะสลักได้ดี และมีสีสันหลากหลาย โดยเฉพาะหินอ่อนพรานกระต่ายสีชมพูที่พบเพียงแหล่งเดียวในประเทศไทย นิยมนำมาใช้ก่อสร้างและทำถนน รวมถึงพัฒนาและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หรือชุดโต๊ะหมู่บูชา เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;มูลค่าการตลาดของสินค้าเหล่านี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าสินค้า GI ไม่เพียงเป็นสินค้าคุณภาพสูง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมจะเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการผลิต การควบคุมคุณภาพสินค้า ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติต่าง ๆ ทั้งการสร้างแบรนด์และการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ GI ไทยให้เข้าถึงง่าย โดนใจผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อขยายโอกาสในตลาดสากล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อและ และกรมขอใช้โอกาสนี้ เชิญชวนผู้บริโภคสนับสนุนสินค้า GI ของไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับของดีมีคุณภาพจากแหล่งผลิตที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังช่วยอนุรักษ์ต่อยอดอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของคนไทย สร้างรายได้สู่ชุมชนในระยะยาวด้วย&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการขับเคลื่อนสินค้า GI ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย 10 Plus ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ในมิติ SME Plus ที่มุ่งสร้างความสามารถการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย และนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความเข้มแข็งให้ SME ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย GI โดยสินค้า GI มีจุดเด่นที่คุณภาพและอัตลักษณ์เฉพาะซึ่งมีความเชื่อมโยงกับแหล่งผลิต ทั้งภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สินค้า GI มีความโดดเด่นแตกต่าง ประกอบกับการควบคุมคุณภาพการผลิตอย่างเข้มข้น จึงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและสร้างการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI ทั้งสิ้น 256 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มเกษตรและการแปรรูปจากสินค้าเกษตรรวมกว่า 210 รายการ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604272f16519d7a9360763ab69fb138b80e85114059.jpg' type='image/jpg' length='456177' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”สำรวจเส้นทางขนส่งที่ด่านหูหงิ-โหย่วอี้กวน เปิดทางสะดวกส่งออกผลไม้ไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160844</link>
<guid isPermaLink="false">577456d9448ad97f5e71dc0a8a2c6cd4</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;พาณิชย์&rdquo; นำคณะลงพื้นที่สำรวจเส้นทางขนส่งสินค้าที่ด่านสากลหูหงิ ด่านโหย่วอี้กวน และศูนย์การซื้อขายผลไม้จีน ขอผู้บริหารด่านช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่ง การผ่านด่าน เตรียมความพร้อมรองรับฤดูกาลผลไม้ไทยที่กำลังออกสู่ตลาด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางปิยนุช วุฒิสอน คณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้นำคณะลงพื้นที่สำรวจเส้นทางการขนส่งสินค้า ณ ด่านสากลหูหงิ จังหวัดหล่างเซิน ร่วมกับ น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยได้ใช้โอกาสนี้ เข้าพบหารือกับนายเล ฮอง เกียง ผู้อำนวยการ Viettel Logistics Park และคณะ เพื่อศึกษาศักยภาพและรูปแบบการให้บริการของศูนย์โลจิสติกส์ชายแดนที่ทันสมัย และหารือการประชาสัมพันธ์ให้ภาคเอกชนไทยใช้ประโยชน์จาก Viettel Logistics Park ในการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าของไทยไปจีน และหาทางเพิ่มความร่วมมือด้านโลจิสติกส์และการค้าข้ามพรมแดนในอนาคต</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">จากนั้น ได้สำรวจเส้นทางคมนาคมขนส่งของรถบรรทุกสินค้า ที่ขนส่งสินค้าจากไทยผ่านเวียดนามไปยังจีน รวมถึงจุดจอดพักรถ จุดดำเนินพิธีการศุลกากร และช่องทางในการผ่านแดนไปยังจีน ที่ด่านสากลหูหงิ รวมถึงหารือกับนาย วู๋ เวียต ฮ่าย รองหัวหน้าคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจชายแดนด่งดัง-หลางเซินผู้บริหารของด่าน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งผลไม้ไทยไปจีน ในช่วงฤดูกาลผลไม้ในขณะนี้ โดยด่านสากลหูหงิเชื่อมกับด่านโหย่วอี้กวนของจีน เป็นด่านสำคัญในการขนส่งสินค้าระหว่างเวียดนามกับจีน และการขนส่งสินค้าผ่านแดนของไทยไปจีน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ คณะยังได้มีโอกาสหารือกับนายหวง อ้ายตง ผู้ตรวจการระดับ 2 รัฐบาลประชาชนเมืองฉงจั่ว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง และนาย เกา ฮุย รองหัวหน้าด่านศุลกากรโหย่วอี้กวน และคณะ โดยได้ขอบคุณที่ช่วยอำนวยความสะดวกช่วงฤดูผลไม้ในปีที่ผ่านมา ซึ่งไทยส่งออกทุเรียนมากว่างซีจ้วง ปริมาณสูงถึง 80,900 ตัน และหวังว่าปีนี้ จะมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น และได้ขอขอบคุณการเตรียมการของด่านโหยวอี้กวน ในปี 2569 ทั้งการขยายเวลาทำงาน และเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ด่าน เพิ่มช่องพิเศษสำหรับสินค้าเกษตรและผลไม้ (ในช่วงฤดูผลไม้ให้ Priority สินค้าผลไม้เป็นอันดับแรก) จำนวน 40 ช่องในพื้นที่ลานตรวจสอบและกักกัน การตรวจปล่อยแบบมีเงื่อนไข คือ สามารถให้รถขนส่งไปจอดรอผลตรวจ ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตนอกด่าน เพื่อลดความหนานแน่นบริเวณด่าน การขยายช่องทางเดินรถเข้า-ออก ที่บริเวณเส้นศูนย์กิโลเมตร เป็นจำนวน 6 ช่องทาง (เข้า 3 ช่อง ออก 3 ช่อง) และขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้างขยายเพิ่มช่องทางเดินรถ หากแล้วเสร็จจะมีช่องทางเดินรถ เข้า-ออกเป็นจำนวนทั้งสิ้น 14 ช่องทาง (เข้า 7 ช่อง ออก 7 ช่อง) และการวางแผนช่วงหนาแน่น ผลักดันรถเวียดนามใช้ด่านผู่จ้าย (ด่านทวิภาคีระหว่างจีน-เวียดนาม)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้ขอให้ช่วยเตรียมความพร้อมและสถานการณ์หน้าด่าน เพราะปริมาณรถขนส่งผลไม้จากไทยและเวียดนามบริเวณหน้าด่านโหย่วอี้กวนช่วงฤดูผลไม้จะมีจำนวนมาก ช่วงพีกของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 500-600 กว่าตู้ต่อวัน และการสุ่มตรวจที่ด่านปัจจุบันเป็นการสุ่มตรวจตามระบบ ซึ่งอาจส่งผลให้การสะสมของรถผลไม้บริเวณหน้าด่าน และพื้นที่จอดรอผลตรวจ รวมทั้งขอให้เร่งสร้างห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จ และการขยายพื้นที่จอดรถรอผลตรวจ เพื่อให้เพียงพอต่อปริมาณรถเข้าด่านในช่วงฤดูผลไม้ และผลักดันความร่วมมือระหว่างศุลกากรจีนกับฝ่ายไทยในการลดการสุ่มตรวจตู้ผลไม้ไทยซ้ำซ้อนที่หน้าด่าน หากผลตรวจของห้องปฏิบัติการของไทยเป็นที่ยอมรับ และมีมาตรฐานถูกต้องตามระเบียบของศุลกากรจีน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับการหารือกับนาย หนง อันหยาง รองผู้จัดการใหญ่ บริษัท Pingxiang International Group และคณะผู้บริหารศูนย์การซื้อขายผลไม้จีน (ฉงจั่ว)-อาเซียน ได้ขอให้ช่วยส่งเสริมการขาย และกระจายผลไม้ไทย หากการสร้างศูนย์ซื้อขายผลไม้จีนก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยขอให้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปใช้พื้นที่ อาทิ การ Live Streaming ขายตรงผลไม้ การใช้คลังสินค้าห้องเย็น ตลอดจนการกระจายผลไม้ เพื่อขยายช่องทางการจำหน่าย และกระจายสินค้าผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีนเพิ่มมากขึ้น และขอให้ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับคณะจากทั้งภาครัฐและเอกชนไทยในการเข้าเยี่ยมชมศูนย์การซื้อขายผลไม้จีน รวมทั้งการจัดกิจกรรมความร่วมมือในอนาคตระหว่างศูนย์การซื้อขายผลไม้จีนกับทูตพาณิชย์ ณ เมืองหนานหนิง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042705e399e537e5bbd0d721e22c546e3fcb113946.jpg' type='image/jpg' length='505297' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ถกทูตสหรัฐฯ ขอเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน ชี้แจงไต่สวน ม.301]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160843</link>
<guid isPermaLink="false">f1f419eff0f9ef9fc309d61080352a72</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;หารือทูตสหรัฐฯ ย้ำความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีมายาวนากว่า 190 ปี พร้อมแจ้งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน ให้มีข้อสรุปได้โดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจและตลาดสองประเทศ ยันไทยไม่ได้มีกำลังผลิตส่วนเกิน นำเข้าสินค้าผลิตโดยแรงงานบังคับ ตามที่สหรัฐฯ เปิดไต่สวนตามมาตรา 301 แจ้งเตรียมบินสหรัฐฯ ต้น พ.ค.นี้ นำนักธุรกิจเดินทางไปด้วย และจะหารือกับภาคธุรกิจสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนาย ฌอน โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ว่า การหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งมีความยาวนานและใกล้ชิดต่อเนื่องมาอย่างยาวนานกว่า 190 ปี โดยไทยแจ้งกับสหรัฐฯ ว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย&ndash;สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade : ART) และมีความพร้อมในการทำงานร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และยังมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้มีความคืบหน้าและสามารถมีข้อสรุปได้โดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและตลาดของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนประเด็นการไต่สวนของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ได้ชี้แจงข้อมูลอย่างรอบด้าน ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) และการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ (Forced Labor Import Ban) ซึ่งสินค้าส่งออกของไทยจำนวนมากเป็นสินค้าในห่วงโซ่อุปทานที่สนับสนุนภาคการผลิตของสหรัฐฯ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการด้านแรงงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ผลสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้เสนอให้สหรัฐฯ พิจารณายกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะในสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ และส่งเสริมการค้าระหว่างกันในลักษณะที่เกื้อกูลกันมากขึ้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจีกล่าวว่า ได้แจ้งทูตสหรัฐฯ ว่ามีแผนการเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 ในต้นเดือน พ.ค.2569 ซึ่งจะมีคณะนักธุรกิจไทยชั้นนำร่วมเดินทางด้วย โดยจะมุ่งเน้นการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาสำคัญ และมีแผนจะหารือกับ USABC USCC ที่เป็นผู้ลงทุนหลักในไทย เพื่อส่งเสริมและอำนวยการลงทุนระหว่างกัน รวมถึงเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับพันธมิตรในสหรัฐฯ ที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ไทยยังมีแผนสร้างสมดุลทางการค้าผ่านการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบสำคัญที่ไทยมีความจำเป็นต้องใช้จากสหรัฐฯ เช่น สินค้าเกษตร และสินค้าพลังงาน ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงความตั้งใจของไทยในการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความรับผิดชอบและเชื่อถือได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ไทยมองว่าสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนทางการค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และการหารือครั้งนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อบรรลุผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศในระยะยาวอย่างยั่งยืน&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมสินค้าสำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260427d4b5faab1e0b6a157c4ef572a789427c113834.jpg' type='image/jpg' length='537150' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ทีมปราบบุกบริษัทนำเที่ยวย่านราชปรารภ เจอทำทัวร์เถื่อน ขยายผลเช็กบิลนอมินีไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160841</link>
<guid isPermaLink="false">e38744b12819a8750c0c4ac266fc26ab</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งทีมปราบนอมินี ผนึกกำลังกับกรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่บุกตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวย่านราชปรารภ กรุงเทพฯ หลังได้เบาะแสทำทัวร์เถื่อน ไกด์เถื่อน และใช้นอมินี พบไม่มีคนไทยแม้แต่คนเดียว ทำงานในบริษัท มีชาวต่างชาติ ไม่มีใบอนุญาตทำงาน จับส่งตัวดำเนินคดีทันที บริษัทไม่มีทำประกันภัยนักท่องเที่ยว เล่นงานตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยว พร้อมเรียกกรรมการ ผู้ถือหุ้น มาสอบขยายผล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายทีมปราบนอมินี บูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวย่านราชปรารภ กรุงเทพมหานคร หลังได้รับเบาะแสพฤติกรรมเข้าข่ายทัวร์เถื่อน ไกด์เถื่อน และใช้ตัวแทนอำพราง โดยผลการตรวจสอบพบความผิดปกติของบริษัทอย่างชัดเจน แม้โครงสร้างผู้ถือหุ้นจะแสดงสัดส่วนคนไทย 51% และต่างชาติ 49% ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท และมีรายได้ปี 2567 สูงถึง 47 ล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่พบตัวกรรมการหรือผู้ถือหุ้นชาวไทยแม้แต่รายเดียว โดยมีเพียงกรรมการชาวอินเดียที่เป็นผู้บริหารจัดการเบ็ดเสร็จเพียงผู้เดียว ซึ่งเข้าข่ายพฤติกรรมนอมินี อย่างชัดเจน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในระหว่างการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบชาวต่างชาติ 2 ราย ทำงานภายในบริษัทโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการจับกุมทันทีและนำตัวส่ง สน.พญาไท เพื่อดำเนินคดีตามพระราชกฤษฎีกาการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ทันที และกรมการท่องเที่ยวยังพบว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้จัดทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยว มีโทษปรับสูงสุด 500,000 บาท และอาจถูกพักใช้ใบอนุญาตสูงสุด 6 เดือน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในส่วนของกรมได้ออกหนังสือแจ้งกรรมการและผู้ถือหุ้นชาวไทยมาสอบสวนข้อเท็จจริงถึงที่มาของการลงทุน เพื่อขยายผลเชิงลึกว่าเข้าข่ายความผิดฐานนอมินีหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปราบปรามการทุจริตและธุรกิจที่เอาเปรียบคนไทย โดยจะไม่ยอมให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาสวมสิทธิ์ทำธุรกิจผิดกฎหมาย สร้างความเสี่ยงให้นักท่องเที่ยว และเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นและรักษาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้มีความยั่งยืนและโปร่งใส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงและเทคโนโลยีวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อคัดกรองนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายผิดกฎหมาย และขอเตือนผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวทุกแห่ง ให้ดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากตรวจพบการกระทำผิดในลักษณะเดียวกัน จะมีการบังคับใช้กฎหมายขั้นสูงสุดโดยไม่มีการละเว้น เพื่อร่วมกันปกป้องระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับประชาชน หากพบเห็นการกระทำความผิด หรือพบธุรกิจใดเข้าข่ายการกระทำความผิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย โทร 0 2547 4419 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ Call Center 1570</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260427cbe816afc6ef8efba85ee57a8304fc4e113717.jpg' type='image/jpg' length='311478' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์เผยบริษัทตั้งใหม่เดือน มี.ค.69 มีจำนวน 7,588 ราย เพิ่ม 2.10%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160840</link>
<guid isPermaLink="false">896353ded6b28ff862b7f6c5b96ffc1c</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือน มี.ค.69 มีจำนวน 7,588 ราย เพิ่ม 2.10% ทุนจดทะเบียน 19,500 ล้านบาท ลด 49.53% ส่วนยอดเลิกกิจการ มีจำนวน 1,111 ราย เพิ่ม 24.97% ทุนจดทะเบียน 5,244 ล้านบาท เพิ่ม 8.31% รวม 3 เดือน ตั้งใหม่ 23,225 ราย ลด 2.51% เลิก 3,236 ราย เพิ่ม 4.15%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน มี.ค.2569 มีจำนวน 7,588 ราย เพิ่มขึ้น 2.10% ทุนจดทะเบียน 19,500 ล้านบาท ลดลง 49.53% ส่วนการเลิกประกอบกิจการ มีจำนวน 1,111 ราย เพิ่มขึ้น 24.97% ทุนจดทะเบียน 5,244 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.31% และรวม 3 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มีจำนวนตั้งใหม่ 23,225 ราย ลดลง 2.51% ทุนจดทะเบียน 58,576 ล้านบาท ลดลง 26.71% และเลิกกิจการ 3,236 ราย เพิ่มขึ้น 4.15% ทุนจดทะเบียน 21,044 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77.45% &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยเมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น 2.ธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร และ 3.ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ส่วนธุรกิจเลิกกิจการ 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จำนวน 2.ธุรกิจการติดตั้งไฟฟ้า และ 3.ธุรกิจจัดนำเที่ยว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ในเดือน มี.ค.2569 มีนิติบุคคล 1 ราย ที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท คือ บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) ทุนจดทะเบียน 4,488 ล้านบาท เป็นการควบรวมระหว่าง บริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยทุกประเภท ได้แก่ รับประกันอัคคีภัย รับประกันอุบัติเหตุ รับประกันภัยทางบก ทางน้ำ ทางทะเล ทางอากาศ และรับประกันภัยในการขนส่งทุกชนิดทุกประเภท และรวมถึงธุรกิจประกันภัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้มีการจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากมาตรการภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายที่สำคัญ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การส่งเสริมท่องเที่ยวตลอดปีและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เป็นต้น และยังมีการเติบโตของการค้าออนไลน์ ที่ทำให้การขายปลีกผ่านออนไลน์ขยายตัวขึ้น แต่จากนี้ ต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ทั้งในและนอกประเทศ ที่จะเป็นปัจจัยกดดัน ทั้งภาษีสหรัฐฯ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนการค้าโลก ราคาพลังงาน ที่จะเป็นแรงกดดันต่อการทำธุรกิจใหม่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค.2569 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,073,303 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.22 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 986,972 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.73 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด &nbsp;787,205 ราย คิดเป็น 79.76% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.63 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 198,259 ราย คิดเป็น 20.09% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,508 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.67 ล้านล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 536,871 ราย ทุนจดทะเบียน 13.88 ล้านล้านบาท รองลงมา คือ กลุ่มค้าส่ง ค้าปลีก 323,187 ราย ทุนจดทะเบียน 2.65 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 126,914 ราย ทุนจดทะเบียน 7.20 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.40% 32.74% และ 12.86% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604276efb93c7aaa08cdb933890e375453f3d113610.jpg' type='image/jpg' length='181878' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”แจ้งข่าวดี สินค้าโลหะซิลิคอน รอดพ้นถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บอากรอุดหนุน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160838</link>
<guid isPermaLink="false">33a341b8a6913b0de1c169f233733a7b</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศแจ้งข่าวดี สหรัฐฯ ประกาศผลการไต่สวนชั้นที่สุด กรณีเปิดไต่สวนการใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) สินค้าโลหะซิลิคอนแล้ว ไทยเป็นประเทศเดียวที่พ้นจากข้อกล่าวหา เหตุไม่มีการอุดหนุนที่สร้างการบิดเบือน ทำการค้าเป็นธรรม และสินค้าไทยจะไม่ถูกเก็บอากรตอบโต้การอุดหนุน คาดส่งผลดีทำให้ไทยยังส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ดีขึ้น และสร้างความน่าเชื่อถือสินค้าไทยในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (U.S. International Trade Commission: U.S ITC) ได้ประกาศผลการไต่สวนชั้นที่สุด (Final Determination) กรณีสหรัฐฯ เปิดไต่สวนการใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) สำหรับสินค้าโลหะซิลิคอนที่นำเข้าจากไทย นอร์เวย์ ลาว ออสเตรเลีย และแองโกลา โดยไทยเป็นประเทศเดียวที่พ้นจากข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นข่าวดีต่อการส่งออกสินค้าดังกล่าวของไทย ท่ามกลางกระแสการค้าโลกที่เต็มไปด้วยแรงกดดันและมาตรการกีดกันรูปแบบใหม่ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ U.S. ITC ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การนำเข้าสินค้าโลหะซิลิคอนจากไทย ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในของสหรัฐฯ จึงยุติการไต่สวนต่อไทยทันที พร้อมทั้งยืนยันว่า สินค้าดังกล่าวจากไทยจะไม่ถูกเรียกเก็บอากรตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duties) แต่อย่างใด เนื่องจากไทยไม่ได้มีการอุดหนุนที่สร้างความบิดเบือนตลาด และยังคงดำเนินการทางการค้าระหว่างประเทศอยู่ภายใต้กรอบกติกาทางการค้าที่เป็นธรรม ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบทางการค้าที่สำคัญในระยะยาว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ในปี 2567 ไทยส่งออกสินค้าโลหะซิลิคอน ไปยังสหรัฐฯ มูลค่า 655,629,838 บาท (ประมาณ 93.50 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือสัดส่วน 25.57% ดังนั้น การประกาศผลชั้นที่สุดในครั้งนี้ นอกจากไทยจะไม่ถูกเก็บอากร CVD จากสหรัฐฯ แต่ยังเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสินค้าโลหะซิลิคอนซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมยุคใหม่ อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปจนถึงพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบพันธกิจในการดำเนินการปกป้องและตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศ ยืนยันว่าจะมุ่งมั่นในการลดอุปสรรคและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า รวมถึงปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยต่อไป &nbsp;</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260427c56d47f5e4546b94d0c8020300d6cfc1113502.jpg' type='image/jpg' length='200412' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าภายในถกผู้เลี้ยง ติดตามสถานการณ์ผลิต เผยหมู-ไข่ราคาทรงตัว ไก่แนวโน้มลด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160837</link>
<guid isPermaLink="false">465e738d7770d842bee1be70d219cf8d</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในประชุมร่วมผู้เลี้ยงหมู-ไก่-ไข่ ติดตามสถานการณ์การผลิตและราคา เพื่อหารือแนวทางการบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล ไม่เป็นภาระต่อเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภค เผยอากาศร้อน ยังทำผลผลิตลดลง แต่ยังออกสู่ตลาดต่อเนื่อง คาดราคาหมู-ไข่ ยังทรงตัว แต่ไก่เห็นแววราคาลง ยันเดินหน้าติดตามใกล้ติดต่อ หากพบการเอาเปรียบ เข้าจัดการทันที &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้หารือร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมผู้ผลิตไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ และเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว ชลบุรี ลุ่มแม่น้ำน้อย และเชียงใหม่&ndash;ลำพูน รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้งซีพีเอฟ เบทาโกร ไทยฟู้ดส์ สหฟาร์ม คาร์กิลล์มีทส์ อัครากรุ๊ป วี.ซี.เอฟ.กรุ๊ป และเอส พี เอ็ม เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ และหารือแนวทางบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความสมดุล ไม่เป็นภาระต่อเกษตรกร ผู้ผลิต และไม่กระทบต่อผู้บริโภคในสถานการณ์ปัจจุบัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการติดตาม พบว่า สภาพอากาศที่ร้อนในปัจจุบัน ยังคงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ แม้ผลผลิตจะออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากสัตว์กินอาหารลดลง ทำให้มีการเติบโตช้ากว่าปกติ และมีผลผลิตที่ไม่ตรงตามมาตรฐานเดิม แต่จากภาวะการค้าที่เริ่มชะลอตัวหลังสงกรานต์ จากความต้องการบริโภคที่ลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าทั้งไข่ไก่และสุกรยังคงทรงตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนไก่เนื้อมีแนวโน้มที่จะมีการปรับลดลงจากผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้านี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมจะมีการกำกับดูแลและติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยผู้บริโภคพบเห็นผู้ค้ารายใดมีพฤติกรรมจำหน่ายเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หากพบการกระทำผิด จะมีความผิดตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายเกียรติภูมิ พฤกษะวัน ผู้แทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันหมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม ราคาทรงตัวอยู่ในช่วง 68-70 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ทรงตัวมาตั้งแต่ช่วงก่อนสงกรานต์ โดยราคายังคงใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 70 บาทต่อกก. และแม้ความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้การค้าและการบริโภคชะลอตัว คาดว่าแนวโน้มราคาจะยังทรงตัวต่อเนื่อง จึงขอให้ภาครัฐช่วยกำกับดูแลการรับซื้อสุกรให้เป็นธรรม ไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ กล่าวว่า ปริมาณผลผลิตเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติและออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง หลังผู้เลี้ยงได้เพิ่มกำลังการผลิต เพื่อชดเชยความสูญเสียจากผลกระทบของสภาพอากาศร้อนในช่วงก่อนหน้า โดยขณะนี้ความต้องการบริโภคเริ่มชะลอตัวลง ส่งผลให้ราคาปัจจุบันใกล้เคียงต้นทุน และราคามีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับลดลงเล็กน้อยในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง กล่าวว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ไข่ไก่ขนาดเล็กออกสู่ตลาดมาก ประกอบกับต้นทุนช่วงหน้าร้อนที่เพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ ทำให้เกษตรกรต้องรับภาระเพิ่มขึ้น แม้ราคาไข่ไก่จะมีการประกาศราคาแนะนำอยู่ที่ 3.60 บาทต่อฟอง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะการค้าชะลอตัว ทำให้ราคาเริ่มปรับลดลงในบางพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้แทนของผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ นายเกียรติโชติ เหมือนสิงห์ จากเบทาโกร นายสมรักษ์ จองสุวรรณ จาก CPF และนายธนาวุฑ เอื้อละพันธ์ จากอัครากรุ๊ป ได้มีข้อกังวลเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของสินค้าภาคปศุสัตว์ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และกดดันให้วัตถุดิบบางตัวได้รับผลกระทบ ทำให้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นได้ในช่วงระยะถัดไป และจะทำให้ต้นทุนภาพรวมของสินค้าหมวดปศุสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604276d2151f3114d55aadf8262d55b774445113321.jpg' type='image/jpg' length='437796' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ปลัดพาณิชย์”ถกรัฐมนตรีรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต ร่วมมือการค้า ขอเร่ง FTA ไทย-EU]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160613</link>
<guid isPermaLink="false">570a81c40f7cda5a5a2aefdf82743187</guid>
<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 16:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ปลัดพาณิชย์&rdquo; หารือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต ของเยอรมนี เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ ร่วมมือขยายการค้า ลงทุน และความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ พร้อมขอเยอรมนีช่วยหนุนการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สรุปผลโดยเร็ว เพื่อสร้างประโยชน์สองฝ่าย และเชิญร่วมงานแสดงสินค้าในไทย และที่ไทยไปเข้าร่วมที่เยอรมนี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้พบหารือกับนางดาเนียลา ชมิทท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในโอกาสนำคณะนักธุรกิจชาวเยอรมนีเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อแสวงหาโอกาสด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ที่กระทรวงพาณิชย์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต เป็นรัฐสำคัญที่มีขนาด GDP ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของเยอรมนี มีสินค้าสำคัญ อาทิ เคมีภัณฑ์ ยาและเวชภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ยานพาหนะเชิงพาณิชย์ และไวน์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะด้าน Smart Farming เทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมการเกษตร และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับภาคการเกษตร</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ได้หารือการส่งเสริมประโยชน์ระหว่างกัน อาทิ อุตสาหกรรมอาหารไทยกับไวน์ของรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ซึ่งไทยมีศักยภาพ และรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนตเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่บริษัท BASF ซึ่งเป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์อันดับหนึ่งของโลกที่จะเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่าง ๆ ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังได้ใช้โอกาสนี้ ย้ำถึงเสถียรภาพของรัฐบาลไทย และศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งความพร้อมในการเปิดรับการลงทุนจากเยอรมนี โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในสาขาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยา และยานยนต์ ซึ่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนตมีความเชี่ยวชาญอีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวุฒิไกรกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยังย้ำถึงความสำคัญในการเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) โดยไทยขอให้เยอรมนีช่วยสนับสนุนการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สรุปผลได้โดยเร็ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ทั้งสองฝ่าย และนำไปสู่การขยายการค้าและการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต และยังได้เชิญเยอรมนีเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าที่จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ อาทิ งาน THAIFEX-ANUGA Asia ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในวันที่ 26-30 พ.ค.2569 และเยี่ยมชม Thai Pavilion ในงาน ANUGA 2027 ณ เมืองโคโลญ เยอรมนี ในช่วงเดือน ต.ค.2570<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
เยอรมนีเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป โดยในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับเยอรมนี มีมูลค่า 11,602.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปเยอรมนี มูลค่า 5,734.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเยอรมนี มูลค่า 5,868.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604242890f104a63d3ae9999fb3bd86d23bc7160053.jpg' type='image/jpg' length='315720' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก มี.ค.69 ทำสถิตินิวไฮใหม่ มูลค่า 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.7%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160610</link>
<guid isPermaLink="false">606736aa4994f913a3618898b8b0a84b</guid>
<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 15:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่งออก มี.ค.69 มูลค่า 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.7% ขยายตัวต่อเนื่อง 21 เดือน ทำมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ได้แรงหนุนจากส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ การเร่งส่งออกช่วงภาษีสหรัฐฯ ผ่อนคลาย สินค้าเกษตรและอาหารขายดีขึ้น รวม 3 เดือน 96,169.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 17.6% คาด เม.ย.ยังดีต่อ ส่วนเป้าทั้งปี ประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์ ตั้งแต่บวก 8% 3% และลบ 3%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน มี.ค.2569 มีมูลค่า 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.7% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 ติดต่อกัน และทำมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,087,460 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 38,496.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35.7% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,206,111 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 3,339.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 118,652 ล้านบาท รวม 3 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) การส่งออก มูลค่า 96,169.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.6% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 2,980,771 ล้านบาท การนำเข้ามูลค่า 105,646.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 32.4% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 3,317,289 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 9,476.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 336,518 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนการส่งออกให้ขยายตัว ยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีแรงส่งในช่วงที่มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ผ่อนคลายลงระยะสั้น การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารศักยภาพขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง เช่น ทุเรียนสด มังคุดสด เนื้อสุกร และอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 1.1% กลับมาขยายตัวในรอบ 3 เดือน โดยสินค้าเกษตร ลด 10.7% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 14% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป น้ำตาลทราย ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ทุเรียนสด ข้าวหอมมะลิ เครื่องเทศและสมุนไพร และมังคุดสด ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องดื่ม ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และเนื้อสัตว์และของปรุงแต่งที่ทำจากเนื้อสัตว์ ทั้งนี้ 3 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 2.1%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 21.4% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ทั้งนี้ 3 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 21.3%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ส่วนใหญ่ยังขยายตัวได้ดี ตลาดหลัก เพิ่ม 20.2% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 41.9% ญี่ปุ่น เพิ่ม 9.1% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) เพิ่ม 21.9% และอาเซียน (5 ประเทศ) เพิ่ม 25% แต่จีน ลด 1.1% CLMV ลด 0.1% ตลาดรอง เพิ่ม 21.6% โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 123.3% ทวีปออสเตรเลีย 56.2% ทวีปแอฟริกา 5% ลาตินอเมริกา &nbsp;26.2% และสหราชอาณาจักร 14.6% แต่ตะวันออกกลาง ลด 57.1% ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าผลกระทบจากสงครามได้เริ่มส่งผลชัดเจน รัสเซียและ CIS ลด 38.9% และตลาดอื่น ๆ ลด 35.4%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในเดือน เม.ย.2569 คาดว่า จะยังอยู่ในทิศทางที่ขยายตัวจากปีก่อน ด้วยแรงหนุนของการปรับเปลี่ยนไปใช้คอมพิวเตอร์และมือถือที่รองรับการประมวลผล AI และการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่อง รวมไปถึงการเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ เพื่อใช้ประโยชน์จากช่วงที่สหรัฐฯ เก็บภาษี 10% แต่ยังต้องระวังปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ที่จะกระทบต่อการขนส่งโลจิสติกส์ และราคาพลังงาน ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และการบริโภคของประเทศคู่ค้าที่จะชะลอลง รวมถึงความเสี่ยงจากการดำเนินมาตราการทางการค้าใหม่ ๆ ของสหรัฐฯ ที่จะกระทบต่อการส่งออกในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการคาดการณ์ส่งออก ปี 2569 ประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์ โดยกรณีที่ดีที่สุด คาดว่าจะบวก 8% มูลค่า 366,858 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะอิเล็กทรอนิกส์เติบโตต่อเนื่อง ตามความต้องการรองรับ AI และ Data Center เศรษฐกิจโลกไม่ชะลอตัวมากเท่าที่ควร การเร่งใช้ประโยชน์จากการเร่งส่งออก เพื่อหนีมาตรการภาษีสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีแรก กรณี 2 บวก 3% มูลค่า 349,824.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรักษาการเติบโตได้ดีระดับหนึ่ง ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ไม่กระทบเดินเรือ เศรษฐกิจโลกชะลอตัวไม่รุนแรง เงินเฟ้อไม่สูง และกรณี 3 ต่ำสุด ติดลบ 3% 329,446 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นภาวะขัดแย้งในตะวันออกกลางเกิดต่อเนื่อง เศรษฐกิจ ความต้องการ ชะลอตัว เงินเฟ้อสูง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260424971072f6693c778806751bb9157c5311155937.jpg' type='image/jpg' length='125121' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ดึง 20 หน่วยงานรัฐ ลงนาม MOU ผนึกกำลังจัดการนอมินีให้สิ้นซาก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160522</link>
<guid isPermaLink="false">6cdb7f3416bb3941aad8f83d7303f8a0</guid>
<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 14:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าจัดการนอมินีเชิงรุก ดึง 20 หน่วยงานลงนาม MOU วันที่ 29 เม.ย.นี้ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ร่วมกันใช้กฎหมายที่มีอยู่จัดการนอมินีให้สิ้นซาก ส่วนการป้องกันการจดนิติบุคคลบัญชีม้า ล่าสุดลดลงถึง 75% เตรียมลุยต่อจัดการในส่วนที่ยังหลุดรอด เผยผลลงพื้นที่ตรวจนอมินี 10 จังหวัด เจอผิดปกติ 7,537 ราย ส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการแล้ว &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งดำเนินงานป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง เพื่อสกัดกั้นการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) และป้องกันการนำนิติบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ อาทิ การฟอกเงิน และการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น กรมจึงได้ขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุก ดึงให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 21 หน่วยงาน เข้ามาเป็นพันธมิตรในการดำเนินการกับนอมินี โดยได้เชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ร่วมกับ 21 หน่วยงาน ในวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการดำเนินการดังกล่าว เป็นการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดโดยการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติในการปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการนอมินี และการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพสูงสุด</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับ 21 หน่วยงานประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมที่ดิน กรมการท่องเที่ยว กรมการจัดหางาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับผลการสกัดกั้นการจดทะเบียนบัญชีม้านิติบุคคล ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 หลังจากที่กรมได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบ 5 คำสั่ง 2 ประกาศ ปรากฏว่า ในช่วงไตรมาสแรก (1 ม.ค.-31 มี.ค.) พบการจัดตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงอย่างก้าวกระโดดถึง 60% โดยพบบริษัทกลุ่มเสี่ยง 1,373 บริษัท เมื่อเทียบกับสถิติช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 3,511 บริษัท และหลังจากเพิ่มมาตรการยืนยันการลงทุน และบังคับใช้เมื่อ 1 เม.ย.2569 ส่งผลให้ช่วง 1-23 เม.ย.2569 พบบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลงถึง 75% คงเหลือ 175 บริษัท เมื่อเทียบกับสถิติช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 658 บริษัท สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการต่าง ๆ ที่กรมได้ออกมา ช่วยป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดในธุรกิจนอมินีได้จริงและเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่ก็ยังเหลือหลุดรอดอีก 25% ซึ่งกรมกำลังพิจารณามาตรการเพิ่มเติม โดยจะดูว่าที่ยังหลุดรอดมาจากอะไร จะได้เพิ่มมาตรการป้องกัน แต่ทั้งนี้ จะให้มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ดีน้อยที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการป้องกันและปราบปรามนอมินี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2568-23 เม.ย.2569 ได้นำส่งข้อมูลให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จำนวน 11 ราย โดยพบว่ามีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลกว่า 300 ราย เป็นธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มเหล็ก สำนักงานบัญชี ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจขนส่ง ตรวจพบในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล และลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกกลุ่มเสี่ยงใน 27 พื้นที่ 10 จังหวัด อาทิ ธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ และล้งมะพร้าว ได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินคดีตามกฎหมาย ได้แก่ ส่ง ปปง. ตรวจสอบเส้นทางเงิน 534 ราย ส่งกรมสรรพกาตรวจสอบบัญชีและงบการเงิน 6,709 ราย ส่งสำนักงานประกันสังคม 137 ราย ส่ง บก.ปอศ. 117 ราย ได้แก่ สำนักงานบัญชี 92 ราย ล้งมะพร้าวนิติบุคคล 15 ราย และบุคคลธรรมดา 10 ราย ตรวจสอบการทำผิดตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ส่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ 25 ราย ส่งสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า 15 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้ตรวจสอบพบธุรกิจต่างด้าวที่เข้าข่ายการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 4,372 ราย &nbsp;ประกอบด้วยธุรกิจบัญชีหนึ่งซึ่งต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด จำนวน 256 ราย ธุรกิจบัญชีสองและธุรกิจบัญชีสามที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะประกอบธุรกิจได้ จำนวน 4,116 ราย โดยกรมจะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป หากพบว่าประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจริงจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเด็ดขาด</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260424dd86b91b992a37b625570134e1285821143219.jpg' type='image/jpg' length='116221' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ให้ความรู้ 3 มหาวิทยาลัย แก้ปมยื่นจดสิทธิบัตร-อนุสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160510</link>
<guid isPermaLink="false">af27fce41b71526205eacfc1027b3049</guid>
<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 14:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยผลการเดินสาย 3 มหาวิทยาลัย ให้คำปรึกษาเชิงรุกการยื่นจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร เพิ่มโอกาสการได้รับจดทะเบียน และลดปริมาณคำขอค้างสะสม หลังพบปัญหาคำขอขาดความสมบูรณ์หรือมีรายละเอียดไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ต้องเสียเวลาแก้ไข และการพิจารณาล่าช้า ระบุหลังเข้าช่วย สามารถแก้ปัญหาได้เป็นจำนวนมาก เตรียมลุยช่วยสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัยอื่น ๆ ต่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงรุกด้านสิทธิบัตรเป็นรายคำขอ เพื่อยกระดับคุณภาพคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ให้มีความสมบูรณ์ โดยนำร่องจัดกิจกรรมในสถาบันการศึกษาภายใต้เครือข่ายศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TISC) 3 แห่ง ใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (จ.เชียงใหม่) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (กรุงเทพฯ) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มี.ค.2569 ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับจดทะเบียนและมุ่งลดปริมาณคำขอที่ค้างสะสม ซึ่งจะช่วยเร่งผลักดันให้ผลงานนวัตกรรมเข้าสู่ภาคธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา มีการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตรในไทยสูงถึง 13,330 คำขอ เพิ่มขึ้น 7.41% โดยเป็นคำขอของผู้ยื่นต่างชาติ 59.3% และผู้ยื่นชาวไทย 40.7% ซึ่งคำขอของไทยส่วนใหญ่เป็นคำขอรับอนุสิทธิบัตร และมีหน่วยงานภาคการศึกษาเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ แต่มีคำขอของไทยบางส่วนที่กรมยังไม่สามารถรับจดทะเบียนได้ เนื่องจากคำขอขาดความสมบูรณ์หรือมีรายละเอียดที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้ยื่นต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ไขคำขอ และทำให้กระบวนการพิจารณาคำขอต้องล่าช้าออกไป กรมจึงเล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมความรู้และการให้คำแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการจัดทำคำขอให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในกระบวนการพิจารณาคำขอ ทำให้การจดทะเบียนเป็นไปอย่างรวดเร็ว &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยผลการดำเนินงาน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีคณาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรของมหาวิทยาลัยเข้าร่วม 123 ราย และสามารถสะสางคำขอค้างสะสมของมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งได้ถึง 155 คำขอ แบ่งเป็น 1.คำขอที่แก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและเตรียมพร้อมรับจดทะเบียน 98 คำขอ คิดเป็น 63.2% 2.คำขอที่อยู่ระหว่างดำเนินการร่างหรือจัดเตรียมคำขอแก้ไขเพิ่มเติม 29 คำขอ คิดเป็น 18.7% และ 3.คำขอที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ และได้มีการถอนหรือละทิ้งคำขอ 28 คำขอ คิดเป็น 18.1%</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการจัดทำคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วม โดยผลการประเมิน พบว่า ผู้เข้าร่วมมีระดับความเข้าใจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 88.4% สะท้อนถึงการยกระดับศักยภาพของผู้ยื่นคำขอได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมมีแผนขยายผลการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวไปยังสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยในภูมิภาคอื่นของไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมยังได้พัฒนาบริการสนับสนุนการสร้างสรรค์และคุ้มครองสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ บริการให้คำปรึกษาออนไลน์ (Tele-Consulting) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ยื่นคำขอสามารถรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของกรมผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว บริการวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีด้านสิทธิบัตรทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการวางแผนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างมีทิศทาง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างแท้จริง ตลอดจนโครงการเร่งรัดสิทธิบัตรมุ่งเป้า (Target Patent Fast Track) ในสาขานวัตกรรมสำคัญ เช่น นวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุข นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อเป็นช่องทางเร่งรัดการจดทะเบียนและส่งเสริมการนำผลงานนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับโครงสร้างนวัตกรรมของประเทศ เพื่อรองรับความท้าทายในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมา นวัตกรรมที่คนไทยยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบอนุสิทธิบัตร ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีเดิม กรมจึงมุ่งส่งเสริมงานวิจัยขั้นสูงและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นนวัตกรรมของคนไทย พร้อมผลักดันให้มีการจดทะเบียนรับความคุ้มครองสิทธิบัตรมากขึ้น เพื่อยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042437fd79fb6247c28d2b9b50b222a1444f140939.jpg' type='image/jpg' length='106208' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ดัน 5 นโยบายลุยงานพาณิชย์ ลดค่าครองชีพ ดูแลเกษตร ช่วย SME เร่งส่งออก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160420</link>
<guid isPermaLink="false">a6f1e5743e902c986c561bf0193a9c1d</guid>
<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 08:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;ประกาศลุย 5 นโยบายหลักขับเคลื่อนงานพาณิชย์ รับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต ดันไทยช่วยไทยเฟส 2 นำสินค้าราคาถูกขายผ่านที่ว่าการอำเภอ 878 แห่ง ขายผ่านตลาด 1,000 แห่ง ร้านค้ากองทุนหมู่บ้าน พ่วงรถเร่เจาะเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล ดีเดย์ 1 พ.ค.นี้ พร้อมดูแลสินค้าเกษตร ตั้งแต่ต้น กลาง ปลายน้ำ สร้างความเข้มแข็ง SME สร้างสมดุลส่งออก ทั้งขายสหรัฐฯ จีน บุกตลาดใหม่ นำเทคโนโลยีช่วยงานบริการประชาชน</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ อาทิ แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีของจีน ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก และวิกฤตพลังงานยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น จึงได้กำหนดนโยบายการทำงาน ที่ไม่ได้มองเพียงมิติเดียวได้ แต่ต้องบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และพลังงานควบคู่กัน จึงได้กำหนดนโยบายการทำงานที่จะเดินหน้าในระยะต่อไป 5 นโยบายหลัก เพื่อสร้างสมดุลเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยในด้านการดูแลค่าครองชีพ ซึ่งเป็นนโยบายแรก จะมุ่งผลักดันโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน โดยที่ทำไปแล้ว คือ การร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิต นำสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รองกว่า 3,000 รายการ มาลดราคา 25-58% ผ่านสาขาของห้างกว่า 4,500 สาขา และห้างท้องถิ่น 300 แห่ง และเฟสสอง กำลังจะนำสินค้าเกษตร เข้าไปวางจำหน่าย นำสินค้าจาก SME จากชุมชน ช่วงแรก 2,000 ราย ขายผ่านออนไลน์ โดยแพลตฟอร์มไม่คิดค่าธรรมเนียม (GP) 1 เดือน และกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนคูปองส่วนลด 100 บาท 5 แสนใบ จะร่วมกับไปรษณีย์ไทย เป็นช่องทางในการซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ใช้ที่ว่าการอำเภอ 878 แห่ง เป็นจุดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ร่วมมือกับตลาด 1,000 แห่ง นำสินค้าไทยช่วยไทยมาขาย ร่วมมือกับกองทุนหมู่บ้าน ขายสินค้าไทยช่วยไทยในพื้นที่ห้างไกล ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเริ่มวันที่ 1 พ.ค.2569 ส่วนในพื้นที่ห่างไกลจริง ๆ จะมีรถเร่ นำสินค้าไทยช่วยไทย สินค้าธงฟ้า ไปขายให้กับประชาชน โดยจะช่วยสนับสนุนค่าน้ำมัน อาทิ รถกระบะ 3,000 บาท รถพ่วงข้าง 1,500 บาท ระยะเวลา 2 เดือน เริ่มได้สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค.2569 ทั้งนี้ จะพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง ให้สามารถใช้คนละครึ่ง และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซื้อสินค้าไทยช่วยไทยได้ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นโยบายที่สอง จะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและราคาสินค้าเกษตร โดยจะดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยจะดูแลในลักษณะคลัสเตอร์ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูปและการขนส่ง จนถึงการทำตลาด โดยจะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำโซนนิ่งการเพาะปลูก การใช้ปุ๋ย ทำคอนแทรกฟาร์มมิ่ง เพื่อให้ผู้ว่าควรจะปลูกเท่าไร ผลักดันปลูกพืชผสมผสาน เพื่อเพิ่มรายได้ สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ ดูแลล้งทั้งไทยและต่างชาติ จะผลักดันให้มีการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มสร้างล้งชุมชน เพื่อดูแลกันเอง ช่วยดูแลด้านการขนส่ง ส่วนการหาตลาด จะส่งเสริมการสร้างแบรนด์ ใช้กลไกเทรดดิ้งเฟิร์มขยายตลาด ผลักดันการนำสินค้าเกษตรเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าภาครัฐ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นโยบายที่สาม จะสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME และชุมชน โดยจะเร่งยกระดับ SME ผลักดันผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ป้องกันและปราบปรามการใช้ตัวแทนอำพราง ป้องกันการทะลักของสินค้านำเข้าและสินค้าที่แอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยใช้สินค้าคงคลัง เครื่องจักร หรือทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหลักประกันในการเข้าถึงสินเชื่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นโยบายที่สี่ จะเร่งสร้างสมดุลการส่งออก เพื่อสร้างเสถียรภาพและกระจายความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศผ่านการสร้างสมดุลในมิติผู้ประกอบการ สินค้า ตลาด และการค้าบริการ โดยยึดกลยุทธ์การเชื่อมโยง Supply Chain ของไทย เข้ากับ Supply Chain ของโลก ปรับแผนการทำตลาดสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก และกระจายสู่ตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา เร่งเจรจา FTA ไทย&ndash;EU และไทย&ndash;เกาหลีใต้ ควบคู่กับการยกระดับการท่องเที่ยวและบริการสู่ตลาดมูลค่าสูง ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจผู้สูงวัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นโยบายที่ห้า จะยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ โดยขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์สู่ &ldquo;พาณิชย์ดิจิทัล&rdquo; ภายใต้ MOC Plus โดยพัฒนาแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจร &ldquo;จุดเดียว จบ จริง&rdquo; ยกระดับบริการดิจิทัล โดยเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดขั้นตอน ลดเวลา ตั้งแต่ 1 ก.ค.2569 จะงดให้บริการเอกสารในรูปแบบกระดาษ จะเร่งนำ AI และ Big Data มาใช้ทำ Dashboard สินค้าเกษตร คาดการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรล่วงหน้า นำร่องสินค้าข้าว และจะขยายไปปาล์ม มัน ข้าวโพด ผลไม้ ส่วนการปลดล็อกกฎระเบียบ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่มจำนวนธุรกิจที่ต่างชาติ ไม่ต้องขออนุญาตเพิ่มเติม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับการดูแลราคาสินค้า จะพยายามทำตามอำนาจที่มีอยู่ให้ดีที่สุด โดยสินค้าที่อยู่ในบัญชีควบคุม จะเข้าไปกำกับดูแลอย่างเต็มที่ โดยสินค้าที่ต้องขออนุญาต ก็จะดูต้นทุนอย่างเต็มที่ หากจำเป็นก็ต้องให้ขึ้น ไม่เช่นนั้น สินค้าจะหายไปจากตลาด ส่วนสินค้าที่ต้องแจ้งก่อนปรับราคา ก็จะพิจารณาอย่างใกล้ชิด และในทางกลับกัน จะมีทางเลือกมีสินค้าราคาถูกเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์กำลังทำอยู่ โดยเป็นหนึ่งในนโยบายหลัก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ถูกต่อว่าเยอะ ทำไมไม่คุมราคาสินค้า พอบอกว่า คุมไม่ได้ทั้งหมด ก็โดนต่อว่าอีก กระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่า คุมสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เพราะบางสินค้าไม่ได้เป็นสินค้าควบคุม และไม่ได้เป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่เราพยายามทำตามอำนาจหน้าที่มีอยู่ กำกับดูแลอย่างดีที่สุด และมีทางออก หาสินค้าทางเลือกที่มีคุณภาพดี ราคาประหยัด มาขายให้กับประชาชน ซึ่งก็คือ สินค้าไทยช่วยไทย เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME และผู้ประกอบการชุมชนด้วย&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604241640f074f81af99f2143a24335bd13ff084019.jpg' type='image/jpg' length='379159' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์เดินหน้าใช้ที่ว่าการอำเภอ 878 แห่ง เป็น Outlet จำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160272</link>
<guid isPermaLink="false">7e01be8c422d1d4b63299508ef436031</guid>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 15:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าประชุมร่วมกรมการปกครอง ห้างค้าส่งค้าปลีก เตรียมการเปิดที่ว่าการอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ เป็น Outlet จำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ดีเดย์ 1 พ.ค.นี้ และจัดต่อเนื่องทุกวันศุกร์ของเดือน พ.ค.69 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประชุมหารือการจำหน่ายสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ได้แก่ Makro, Lotus, Big C, TOPS และ Go Wholesale ในการขยายความร่วมมือจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก ที่เป็นสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รองของห้าง นำไปเปิดจุดจำหน่ายที่หน้าที่ว่าการอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ กำหนดไว้ทุกวันศุกร์ตลอดเดือน พ.ค.2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยก่อนหน้านี้ กรมได้ร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ นำสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รองของห้างกว่า 3,000 รายการ จำหน่ายลดราคาสูงสุดถึง 25-58% อาทิ สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569 จากนั้นได้ขยายเพิ่มช่องทางออนไลน์ โดยให้ประชาชนซื้อสินค้าไทยช่วยไทยในราคาเดียวกับที่ขายในห้าง ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Shopee Lazada TikTok Grab และ Lineman</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน ในการซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าราคาถูก ให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น ช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าครองชีพ แต่ยังได้สินค้าที่ดี มีคุณภาพ เพราะสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รอง มีการตัดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออก จำหน่ายโดยผู้ผลิต ไม่มีต้นทุนการตลาด จึงขายได้ราคาถูกกว่า โดยประชาชนที่สนใจซื้อ ขอให้รอซื้อได้เลย เริ่มวันศุกร์ที่ 1 พ.ค.2569 นี้ และจากนั้น จะมีจำหน่ายทุกศุกร์ตลอดเดือน คือ 8, 15, 22 และ 29 พ.ค.2569&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังได้เตรียมผลักดันสินค้าผู้ประกอบการ SME สินค้าชุมชน ที่มีศักยภาพขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นำร่องคัดเลือกจำนวน 2,000 ราย เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ ซึ่งแนวทางนี้ นอกจากจะมีสินค้าจาก SME สินค้าชุมชน มาจำหน่ายเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย มีรายได้ มีความเข้มแข็ง และเติบโตขึ้นในระยะยาว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042342fa4ad2b652db49323f74755bae1283151042.jpg' type='image/jpg' length='169773' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เป็นปลื้ม มะม่วง GI ไทย ถูกนำไปเป็นเมนูเสิร์ฟงานแต่ง “ณเดชน์–ญาญ่า”]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160271</link>
<guid isPermaLink="false">8c7e23fa9e99dfe36559427f6fc2b119</guid>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 15:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นปลื้ม สินค้า GI มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น ถูกนำไปเป็นเมนูชามะม่วงสีทอง น้ำมะม่วงสด และข้าวเหนียวมะม่วงบ้านแฮด รับรองแขกในงานแต่ง &ldquo;ณเดชน์-ญาญ่า&rdquo; เผยช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ทำให้ผู้บริโภครู้จักสินค้า GI เพิ่มมากขึ้น และยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูก<br />
​ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมมีความยินดีที่มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น ซึ่งเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ได้ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในเมนูของหวานและเครื่องดื่มในงานแต่งงานของคู่รักคนดัง ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยสื่อสารเสน่ห์และอัตลักษณ์สินค้า GI จากภาคอีสานไปสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง และทำให้ผู้บริโภคได้รู้จักผลไม้ GI ชนิดนี้เพิ่มมากขึ้น และมั่นใจว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในโอกาสพิเศษดังกล่าว &ldquo;เชฟคำนาง&rdquo; (ณัฎฐภรณ์ คมจิต) แห่งเฮือนคำนาง ผู้รับหน้าที่ออกแบบเมนูอาหารในงานแต่ง ได้นำสินค้า GI มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น มารังสรรค์เป็นเมนูหลากหลาย ได้แก่ ชามะม่วงสีทอง น้ำมะม่วงสด และข้าวเหนียวมะม่วงบ้านแฮด โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการออกแบบรสชาติและการนำเสนอ เพื่อเสิร์ฟความหวานและสะท้อนอัตลักษณ์ของมะม่วงท้องถิ่นได้อย่างลงตัว</span></p>

<p><span style="font-size:28px;">สำหรับมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น ที่ถูกนำมาใช้ในงานสำคัญครั้งนี้ เป็นมะม่วง GI ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ปลูกในพื้นที่ครอบคลุม 5 อำเภอ ใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น (อำเภอบ้านแฮด เปือยน้อย และบ้านไผ่) จังหวัดนครราชสีมา (อำเภอบัวลาย) และจังหวัดมหาสารคาม (อำเภอโกสุมพิสัย) โดยพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นที่ราบ มีเทือกเขาและภูเขาน้อยใหญ่ล้อมรอบ มีแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่คือลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำชี ลักษณะภูมิอากาศมีฝนตกสลับแห้งแล้ง ดินเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินทรายที่ระบายน้ำได้ดีและอุดมไปด้วยธาตุอาหารสำคัญ เช่น โพแทสเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งเกิดจากการสลายตัวของหินและอินทรียวัตถุ ดินจึงเหมาะกับการปลูกมะม่วงอย่างยิ่ง เพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยและเจริญเติบโตได้ดีในดินลักษณะนี้ ส่งผลให้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น มีผลขนาดใหญ่ เปลือกบาง ผลที่สุกจะมีผิวสีเหลืองทอง เนื้อแน่นสีเหลืองเข้ม ไม่มีเสี้ยน และรสชาติหวานหอม เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจลิ้มลองมะม่วงดังกล่าว สามารถเดินทางไปเยี่ยมชมแหล่งผลิต พร้อมพิสูจน์คุณภาพความอร่อยของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น ได้ที่วิสาหกิจชุมชนมะม่วงบ้านแฮดเพื่อการส่งออก ตำบลหนองแซง อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น หรือติดต่อสั่งซื้อได้ที่นายสุธีย์ ทินราช ประธานกลุ่มวิสาหกิจ โทร. 086-5334139 และสินค้า GI ดังกล่าว ยังมีจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า อาทิ เซ็นทรัลพลาซ่า ขอนแก่น เป็นต้น จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคอุดหนุนผลไม้และสินค้า GI ไทยจากแหล่งผลิตหรือช่องทางจำหน่ายต่าง ๆ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระจายรายได้สู่เกษตรกรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042344c33d6120276c1da9e58d82b603f15d150921.jpg' type='image/jpg' length='456391' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ​“พาณิชย์”นำทัพสินค้าเกษตรนวัตกรรม โชว์งานแฟร์ที่สิงคโปร์ ดันเปิดตัวสู่ตลาดโลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160160</link>
<guid isPermaLink="false">0965a4bf9f89be18475014af1a955964</guid>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 09:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าต่างประเทศนำทัพผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย 16 บริษัท รวม 45 รายการ เข้าร่วมจัดแสดงในงาน Food &amp; Hospitality Asia 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติ ที่สิงคโปร์ ดันเปิดตัวสู่สายตาผู้ซื้อ ผู้นำเข้า นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก เพิ่มโอกาสในการค้าขายและส่งออก &nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (APi) ได้นำผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมของไทย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าในงาน Food &amp; Hospitality Asia 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ระหว่างวันที่ 21&ndash;24 เม.ย.2569 ที่สิงคโปร์ เพื่อประกาศศักยภาพสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในสายตาผู้ซื้อ ผู้นำเข้า นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">โดยในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ ได้นำสุดยอดสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยจาก 16 บริษัท รวม 45 รายการสินค้า เข้าร่วมจัดแสดง ครอบคลุมกลุ่มสินค้าศักยภาพสูงที่กำลังมาแรงในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เช่น ผลิตภัณฑ์เจลให้พลังงานพร้อมทานจากถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์และกล้วย หรือข้าวเหนียวมะม่วงอัดเม็ด เป็นต้น อาหารจากพืช (Plant-based) เช่น ไอศกรีมแพลนต์เบสจากมะพร้าว ข้าว และธัญพืชนานาชนิด อาหารเพื่อสุขภาพเฉพาะด้าน (Functional Food) เช่น เครื่องดื่มน้ำหัวปลีผสมอินทผลัม ช่วยบำรุงครรภ์และเพิ่มน้ำนมแม่ หรือเครื่องดื่มน้ำมะกรูดผสมอินทผลัม ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้ประจำเดือนมาปกติ และโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) เช่น เส้นโปรตีนสูงแบบอบเเห้งจากมันสำปะหลังและถั่วเหลือง เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;สินค้าที่นำไปจัดแสดงทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นกลุ่มสินค้าที่สะท้อนเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่และทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารโลกในอนาคต งานนี้จึงไม่ใช่เพียงการนำสินค้าไทยไปจัดแสดง แต่คือการเปิดประตูครั้งสำคัญสู่โอกาสทางการค้า การสร้างเครือข่ายธุรกิจระดับสากล และการยกระดับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยให้โดดเด่นบนเวทีโลก&rdquo;นางอารดากล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ กรมยังมีแผนเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพ การเสริมองค์ความรู้ การยกระดับมาตรฐานสินค้า การสร้างโอกาสทางการตลาด และการผลักดันเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและกิจกรรมเจรจาการค้าในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในตลาดโลกต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงาน ล้วนเป็นแบรนด์ที่มีศักยภาพที่พร้อมตอบโจทย์ตลาดโลก ได้แก่ กราโนล่า ข้าวก่ำล้านนา แบรนด์ BIOBLACK , ไอศกรีม Plant-based แบรนด์ Molly Ally , น้ำจิ้มฟรีซดราย แบรนด์ ZAPJEED , ผงผำพร้อมรับประทาน แบรนด์ flo Wolffia , ขนมเพื่อสุขภาพ แบรนด์ Dear Snacks , เครื่องดื่มฟังก์ชันนัล เพื่อเพิ่มน้ำนมแม่ แบรนด์ MILK PLUS &amp; MORE , ผักสดเกรดการแพทย์ แบรนด์ DiStar Fresh , ไอศครีมเจลาโต้ผลไม้แท้ แบรนด์ Fruit Series , ผลิตภัณฑ์เสริมพลังงาน แบรนด์ ProEngy , นมจากพืช แบรนด์ Toki Milk , เครื่องดื่มคอมบูชะ แบรนด์ mek Oort , อาหารนวัตกรรมจากข้าวแบรนด์ Gohan , อาหารข้าวแปรรูปในเครือ Jasgo / Hugpun / Medifoods , วิตามินกัมมี่จากเห็ดสมองลิง แบรนด์ Happy Vita , เส้นโปรตีนสูงแบรนด์ PROTINOS และเยลลี่บุกผสมผลไม้ แบรนด์ Jello Boom</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042306dd62a502fb4cfa14470334422bde76091409.jpg' type='image/jpg' length='547822' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าภายในยืนยันเกษตรกร มีมาตรการกำกับดูแลราคาปาล์ม และสร้างสมดุลทั้งระบบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160159</link>
<guid isPermaLink="false">042e7d94b114923b2964772b23099c7a</guid>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 09:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในรับหนังสือร้องเรียนจากเกษตรกรชาวสวนปาล์ม หลังบุกมาขอให้ช่วยเรื่องราคาปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ยันมีการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มอย่างเหมาะสม ทั้งการบริโภค ใช้ในพลังงาน และส่งออก ยันเพิ่มสัดส่วนผลิต B7 B20 ทำใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น ส่วนการส่งออก ไม่ได้ห้าม แค่ต้องขออนุญาต ตอนนี้ก็มีการส่งออกอยู่ รับราคาน้ำมันปาล์มดิบขยับลง กระทบราคาผลปาล์ม แต่จะกำกับดูแลให้ดีที่สุด ทั้งการบิดเบือนราคา การรับซื้อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเครือข่ายชาวสวนปาล์มน้ำมันและลานเทภาคใต้ ยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องให้แก้ปัญหาราคาผลปาล์มตกต่ำ ว่า เกษตรกรต้องการให้ภาครัฐบริหารจัดการสมดุลการใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในประเทศ ทั้งการบริโภค การใช้ในพลังงาน และการส่งออกอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาผลปาล์มของเกษตรกร เพราะขณะนี้ ราคาได้ปรับตัวลดลงเร็ว โดยล่าสุดลงมาอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 6.60-7.20 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้ยืนยันกับเกษตรกรไปว่า มีการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มอย่างเหมาะสม โดยการบริโภคยังคงมีสัดส่วนเท่าเดิม แต่มีการเพิ่มในภาคพลังงาน ที่รัฐมีนโยบายผลิต B7 และ B20 ทำให้มีการใช้น้ำมันปาล์มจากเดิม 70,000 ตัน เพิ่มเป็น 110,000 ตัน ซึ่งเกษตรกรกังวลว่า แม้จะใช้น้ำมันปาล์มมากขึ้น แต่สถานีบริการน้ำมันที่ขาย B7 และ B20 ยังมีน้อย ทำให้การหมุนเวียนน้อย อยากให้เพิ่มจำนวนปั๊มน้ำมันให้มากขึ้น โดยล่าสุดมีข้อมูลกระทรวงพลังงาน มีขายแล้ว 100 แห่ง จะเพิ่มเป็น 200 แห่งภายในเดือน เม.ย.นี้</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนการส่งออก ที่มีมาตรการต้องขออนุญาตก่อนส่งออก ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นต้นเหตุให้ราคาผลปาล์มในประเทศตกต่ำ เพราะมาตรการนี้ ไม่ได้ห้ามส่งออก แต่การส่งออกจะต้องขออนุญาต เพื่อให้มีข้อมูลใช้ติดตามสถานการณ์การผลิต การใช้ เพื่อที่จะได้วางแผนบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม และปัจจุบัน ผู้ประกอบการก็สามารถขออนุญาตส่งออกได้ โดยได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ให้ง่ายและสะดวกขึ้นแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมได้มีหนังสือถึงคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ที่เป็นแหล่งผลิตปาล์ม ให้ช่วยตรวจสอบตลอดห่วงโซ่ของปาล์มว่าเกิดอะไรขึ้น มีการบิดเบือนกลไกราคาช่วงไหน เพราะเกษตรกรได้แจ้งข้อมูลว่า ปัจจุบันราคาปรับลดลงรายวัน ครั้งละ 40-50 สตางค์ต่อกก. แต่เวลาขึ้นกลับขึ้นน้อยแค่ 10-20 สตางค์ต่อกก. ทั้งที่ผลปาล์มของเกษตรกร มีคุณภาพดี เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ตามมาตรฐาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสาเหตุที่ราคาผลปาล์มปรับลดลง เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบตลาดโลกลดลง จากที่เคยขึ้นไปถึง กก.ละ 40 บาท ขณะนี้เหลือ กก.ละ 36 บาท ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาผลปาล์มลดลง ซึ่งกรม ได้เข้าไปกำกับดูแลแล้ว และขอให้ลานเท และโรงงานสกัด รับซื้อผลปาล์มในราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งจะเข้าไปตรวจสอบการซื้อขาย การวัดเปอร์เซ็นต์ปาล์มอย่างต่อเนื่องด้วย เพื่อดูแลเกษตรกรให้ขายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042325dea0b74f921eb124b0292912c3f5bb091156.jpg' type='image/jpg' length='299453' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ กรมพัฒน์ช่วยรายย่อย จับมือเซ็นทรัล คัดสินค้าท้องถิ่นขายในท็อปส์ เพิ่มรายได้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160157</link>
<guid isPermaLink="false">160bfb2a94d16d4ac86a078d43ff41c4</guid>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 09:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าลุยต่อยอดโครงการไทยช่วยไทย จับมือห้างดันสินค้า SME สินค้าท้องถิ่นเข้าไปขายในห้าง ล่าสุดจับมือเซ็นทรัล คัดสินค้าท้องถิ่นจากจำนวน 149 ราย มาขายในท็อปส์ท้องถิ่น รวมกว่า 550 รายการ ทั้งน้ำพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ขนม และของทานเล่น เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย และให้ประชาชนมีทางเลือกในการซื้อสินค้า เผยยังจัดเต็มลดราคาสูงสุด 50% ช่วยลดค่าครองชีพด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมเร่งพัฒนาสินค้าไทยช่วยไทย เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย โดยให้เร่งดำเนินการพัฒนาและผลักดันให้สินค้าจาก SME และสินค้าจากชุมชน เข้าจำหน่ายในห้างโมเดิร์นเทรด และจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งล่าสุดประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมแล้ว โดยกรมได้ร่วมมือกับบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด นำสินค้าท้องถิ่นมาจำหน่ายในท็อปส์ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ยังช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าที่หลากหลายขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกรมได้ร่วมกับเซ็นทรัล ประชาสัมพันธ์โซน โซน &lsquo;ท็อปส์ ท้องถิ่น&rsquo; ที่ท็อปส์ เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ โดยได้คัดสรรสินค้าท้องถิ่นคุณภาพสูงจากผู้ประกอบการ SME และชุมชนจำนวน 149 ราย แยกเป็นภาคกลาง 85 ราย ภาคเหนือ 33 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18 ราย และภาคใต้ 13 ราย รวมกว่า 550 รายการ อาทิ น้ำพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ขนมและของทานเล่นจากท้องถิ่นและภูมิภาคต่าง ๆ ลดราคาพิเศษสูงสุด 50% เพื่อให้ประชาชนได้มีทางเลือกซื้อสินค้าไทยช่วยไทยที่หลากหลายมากขึ้น แต่ยังคงคุณภาพและราคาประหยัดกว่าเดิม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ก่อนหน้านี้ กรมได้ผลักดันโครงการไทยช่วยไทย โดยร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีกและผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของประเทศ จัดโซนขายสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; โดยมีสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ และแบรนด์รอง กว่า 3,000 รายการ ลดราคาตั้งแต่ 20&ndash;58% เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังได้เพิ่มช่องทางออนไลน์ ให้ประชาชนซื้อสินค้าไทยช่วยไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดัง เช่น Shopee, Lazada และ TikTok และจัดส่งให้ถึงบ้าน โดยราคาเท่ากันกับที่ซื้อในห้าง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ทั้งที่เป็นสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ และสินค้าจากผู้ประกอบการชุมชนในโซนท็อปส์ ท้องถิ่น ผ่านทาง 3 ช่องทาง คือ ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ ออนไลน์ โดยกรมมั่นใจว่า ความร่วมมือกับท็อปส์ครั้งนี้ จะเป็นช่องทางค้าปลีกสำคัญในระดับชุมชนที่ช่วยกระจายสินค้าไทยไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงตลาดสมัยใหม่ เพิ่มยอดขาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น โดยคาดว่า จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหลังจากนี้ กรมจะประสานกับทุกห้างเพื่อดำเนินการในรูปแบบเดียวกันต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260423437fbe086ef0b6251ac12eda5da2c3f0091036.jpg' type='image/jpg' length='464227' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าภายในหารือ 4 สมาคมปุ๋ย เคาะราคาแนะนำขายแต่ละจังหวัด เริ่มสัปดาห์หน้า]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160156</link>
<guid isPermaLink="false">553b5e2c27f412287383e0f27a34d643</guid>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 09:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายในหารือ 4 สมาคมการค้าปุ๋ย เห็นชอบประกาศราคาแนะนำจำหน่ายปุ๋ยเคมีในแต่ละจังหวัด คำนวณราคาจากหน้าโรงงานไปถึง ณ อำเภอเมือง บวกค่าขนส่ง ค่ายก เพื่อให้เกษตรกรทราบราคาขาย และป้องกันการโก่งราคา เริ่มสัปดาห์หน้า พร้อมเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกร ใช้ปุ๋ยทางเลือก ลดใช้ยูเรีย ที่ราคาพุ่งกระฉูด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือมาตรการราคาแนะนำปุ๋ย ร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ว่า ที่ประชุมได้มีมติให้ประกาศราคาแนะนำการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในแต่ละจังหวัด โดยคำนวณราคาจากหน้าโรงงานไปถึง ณ อำเภอเมืองของจังหวัดต่าง ๆ ที่รวมค่าขนส่ง ค่ายก จะทำให้รู้ว่าราคาที่เหมาะสมในการจำหน่ายในแต่ละจังหวัด ควรจะเป็นเท่าไร โดยจะเริ่มประกาศราคาแนะนำได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ผ่านทางเว็บไซต์ของกรม และแจ้งไปยังคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ให้รับทราบด้วย เพื่อที่จะได้กำกับดูแลได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการกำหนดราคาแนะนำดังกล่าว จะเน้นสูตรปุ๋ยที่ใช้กันแพร่หลาย อาทิ 16-0-0 , 21-0-0 , 0-0-60 , 15-15-15 , 16-20-0 และ 16-8-8 เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรได้ทราบราคาขายในพื้นที่นั้น ๆ และป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ การค้ากำไรเกินควร เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือ มีปัญหาระหว่างราคาจากหน้าโรงงานไปถึงร้านค้าปลีก ที่มีการปรับสูงขึ้น ทั้ง ๆ ที่โรงงานแจ้งว่า ไม่ได้มีการปรับขึ้นราคา โดยที่ตรวจสอบพบ มีการขึ้นราคาตั้งแต่ 300-500 บาทต่อกระสอบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าปุ๋ยจำนวน 1,135 แห่ง พบกระทำความผิด 51 แห่ง ดำเนินคดีไปแล้ว 6 แห่ง ที่เหลือกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน เพื่อที่จะเอาผิดต่อไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นายวิทยากรกล่าวว่า กรมยังได้หารือกับผู้ผลิตปุ๋ย ในการจัดทำโครงการธงเขียวพลัส ช่วยลดราคาปุ๋ยเคมีให้กับเกษตรกรตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ โดยจะทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ในการกำหนดพื้นที่เพาะปลูกว่าพื้นที่นั้น ๆ ปลูกพืชเกษตรอะไร และควรจะใช้ปุ๋ยอะไร จากนั้นจะขอความร่วมมือผู้ผลิตให้จัดสรรปุ๋ย แม่ปุ๋ย และปุ๋ยสำเร็จให้กับเกษตรกรที่จะซื้อได้ในราคาที่ถูกลงกว่าปกติ และยังมีแผนที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยทางเลือก และลดใช้ปุ๋ยยูเรีย เพราะขณะนี้ ราคาเพิ่มขึ้นมาก จากปกติตันละ 500 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็นกว่า 900 ดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสต็อกปุ๋ยเคมี ณ วันที่ 15 เม.ย.2569 ที่รวบรวมจากผู้ผลิต 48 บริษัท จากผู้ผลิตทั้งหมด 54 บริษัท มีจำนวน 9.2 แสนตัน อยู่ทั้งกับผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่าย และระหว่างนำเข้า โดยฤดูการเพาะปลูกจะเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค.2569 เป็นต้นไป ซึ่งขณะนี้ ผู้ผลิตได้เตรียมหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากแหล่งอื่นนอกจากตะวันออกกลางเข้ามาเพิ่มเติม ทั้งจากมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย เข้ามาอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย ได้ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้มีการนำเข้าปุ๋ยเคมีเข้ามาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะแหล่งใหม่จากมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย แต่ยังค้างอยู่ในตะวันออกกลางอีก 2.5 แสนตัน โดยปุ๋ยยูเรีย ไม่มีใครซื้อและนำเข้า เพราะราคาสูงมาก ขึ้นไปถึงตันละ 959 ดอลลาร์สหรัฐ เกรงว่าซื้อมาแล้ว สถานการณ์เปลี่ยน จะประสบปัญหาการขาดทุน และแม้จะไม่นำเข้า แต่ก็สามารถใช้ปุ๋ยสูตรอื่นมาทดแทนได้ ซึ่งได้ทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ความรู้กับเกษตรกรอยู่ ส่วนการใช้ปุ๋ย จะเริ่มเดือน พ.ค.-ส.ค. ใช้ทุกสูตรประมาณ 4-5 แสนตัน คิดเป็น 50% ของปริมาณใช้ทั้งปี สำหรับการขอปรับขึ้นราคา ยังไม่ได้มีการยื่นเรื่องต่อกรมการค้าภายใน แม้ว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงเพดานที่เคยได้รับอนุมัติไว้ ตอนนี้เริ่มปริ่ม ๆ แล้ว ถ้าต้นทุนเพิ่มเกิน ก็จะพิจารณาเสนอขอปรับราคาอีกครั้ง โดยหวังว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จะคลี่คลายโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องปรับขึ้นราคาก็ได้</span></span></p>

<p><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604233b5c86381d0c2bcc47416657aa8bc342090911.jpg' type='image/jpg' length='364428' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP แนะใช้ช่องทางออนไลน์ ขายสินค้าสิ่งทอ-รองเท้า เจาะผู้บริโภคอาร์เจนตินา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160153</link>
<guid isPermaLink="false">df438098bbdabdd9978f3bd61bb0a36a</guid>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 09:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดสินค้าแฟชั่นอาร์เจนตินา พบมีการนำเข้าสินค้าสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี หลังรัฐบาลเปิดเสรีการค้า ผ่อนคลายมาตรการควบคุม แนะไทยใช้โอกาสนี้ ส่งสินค้าไปขาย ย้ำเน้นคุณภาพ ราคาเหมาะสม ดีไซน์ทันสมัย ขายผ่านช่องทางออนไลน์ จะทำให้เข้าถึงตลาดได้เร็วสุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้าและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.อภิชญา โสภณ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงบัวโนสไอเรส อาร์เจนตินา ถึงการสำรวจตลาดแฟชั่นอาร์เจนตินา และโอกาสในการส่งออกสินค้าเสื้อผ้าและรองเท้าของไทยไปจำหน่าย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลประกอบว่า ในปี 2025 อาร์เจนตินานำเข้าสินค้าสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าสูงสุดในรอบ 10 ปี หลังจากที่รัฐบาลดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางการค้าและผ่อนคลายมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้สินค้านำเข้าสามารถเข้ามาตีตลาดอาร์เจนตินาได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสินค้าที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากจีนอย่าง Shein และ Temu เนื่องจากสินค้านำเข้ามีต้นทุนต่ำกว่าและสามารถจำหน่ายในราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายกว่าขณะที่ผู้ผลิตในประเทศยังคงเผชิญต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง ทั้งจากภาระภาษี ค่าแรง พลังงาน และต้นทุนทางการเงิน ส่งผลให้ไม่สามารถปรับลดราคาแข่งขันได้ในระดับเดียวกับสินค้านำเข้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ภาวะดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคหันไปเลือกสินค้านำเข้ามากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายของผู้ประกอบการในประเทศชะลอตัว สต็อกสินค้าคงค้างเพิ่มสูงขึ้น ก่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงมากขึ้น และหลายโรงงานจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตหรือปรับลดการจ้างงานเพื่อควบคุมต้นทุน โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีการเลิกจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มมากกว่า 18,000 คน และกำลังการผลิตของอุตสาหกรรมลดลงเหลือเพียงร้อยละ 33 ของศักยภาพทั้งหมด</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลจาก Analytica Consulting Group ระบุว่า ในปี 2025 อาร์เจนตินามีการนำเข้าสินค้าสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าและชิ้นส่วนรองเท้า มูลค่ารวม 1,506 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 โดยเป็นการนำเข้าสูงสุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แบ่งเป็นการนำเข้ารองเท้าและชิ้นส่วนรองเท้า มูลค่า 825 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.42 และสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม 681 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 97.32 และหากพิจารณาตัวเลขในหมวดรองเท้าและชิ้นส่วนรองเท้า พบว่ามีการนำเข้ารองเท้าหนังมากที่สุด มูลค่า 318.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมา คือ รองเท้ายางหรือพลาสติก มูลค่า 282.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรองเท้าที่ทำจากวัสดุอื่น ๆ รวมถึงรองเท้าผ้าใบ มูลค่า 182.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับหมวดสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม พบว่า มีการนำเข้าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ทำจากผ้าไหมหรือผ้าสังเคราะห์มากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 91.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมา คือ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ถักหรือโครเชต์จากเส้นใยสังเคราะห์ มูลค่า 81.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเครื่องแต่งกายผู้ชายหรือเด็กผู้ชาย 71.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการนำเข้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนในการสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบขนส่งพัสดุในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยในปี 2025 ช่องทางดังกล่าวมีอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 274.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภาคการค้าปลีกออนไลน์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในแง่ของประเทศคู่ค้า พบว่า จีนเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าและชิ้นส่วนรองเท้าที่สำคัญที่สุดของอาร์เจนตินา โดยมีมูลค่า 472.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 31.36 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าเสื้อผ้ารองเท้าทั้งหมด สำหรับประเทศคู่ค้าอื่นที่มีสัดส่วนรองลงมา ได้แก่ เวียดนาม บราซิล อินโดนีเซีย และกัมพูชา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ตลาดอาร์เจนตินามีการนำเข้าสินค้าเสื้อผ้าและรองเท้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงแนวโน้มของผู้บริโภคที่หันมาสนใจสินค้านำเข้ามากขึ้น พร้อมกับการเปิดเสรีทางการค้าและการเติบโตของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้สินค้าส่งออกเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น แม้จะสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตภายในประเทศ แต่สำหรับไทยถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่มีคุณภาพดี ราคาเหมาะสม และดีไซน์ทันสมัย เช่น เสื้อผ้าแฟชัน เครื่องนุ่งห่ม และรองเท้า การเติบโตของช่องทางออนไลน์และร้านค้าปลีกช่วยให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไทยสามารถใช้โอกาสนี้สร้างความร่วมมือกับผู้นำเข้าท้องถิ่นหรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในการขยายตลาดสินค้าเครื่องนุ่งห่มในอาร์เจนตินาได้&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604235b2ba073ff7221b4a803b7b5783ea0ad090659.jpg' type='image/jpg' length='158028' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เปิดเทรนด์สิทธิบัตรเทคโนโลยีจัดการภัยพิบัติ โลกเร่งพัฒนา AI ดิจิทัล รับมือวิกฤต]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160152</link>
<guid isPermaLink="false">357b92a0f78e4aa25c756aacd1d83f00</guid>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 09:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรด้านการจัดการภัยพิบัติทั่วโลก ในรอบ 20 ปี พบมีการเติบโตต่อเนื่อง ยิ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ยิ่งเติบโต มีการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง การใช้ AI ระบบอัตโนมัติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ เผยไทยก็มีโอกาสพัฒนาเทคโนโลยีจัดการภัยพิบัติ ทั้งป้องกันน้ำท่วม PM 2.5 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดรนสำรวจน้ำท่วม ไฟป่า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในรอบ 20 ปี (2550&ndash;2569) พบว่า เทคโนโลยีการจัดการภัยพิบัติมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและกำลังอยู่ในช่วงการเติบโตของวงจรชีวิตเทคโนโลยี โดยในช่วงปี 2550&ndash;2552 มีการยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรน้อยกว่า 700 กลุ่มสิทธิบัตรต่อปี แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการเร่งตัวของนวัตกรรมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในปี 2568 ที่มีการยื่นจดทะเบียนสูงสุดที่ 8,157 กลุ่มสิทธิบัตร สอดคล้องกับความท้าทายของโลกจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น และความจำเป็นในการบริหารจัดการวิกฤตภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคาดว่าในปี 2570 จะมีจำนวนการยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรทั่วโลกมากกว่า 10,000 กลุ่ม และเพิ่มเป็น 14,700 กลุ่มในปี 2573<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ​เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในระดับโลก พบว่า จีนถือครองสิทธิบัตรมากที่สุดกว่า 54.6% โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่หลากหลาย โดยเฉพาะด้านการจัดการวิกฤตและความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสะท้อนการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ รองลงมา คือ สหรัฐฯ ครองสัดส่วนสิทธิบัตร 10.8% โดยเน้นเทคโนโลยีด้านการจัดการวิกฤต ตามด้วยอินเดีย 8.3% ซึ่งเป็นประเทศที่น่าจับตามองและมีจำนวนสิทธิบัตรเติบโตเร็วในช่วง 20 ปีหลัง โดยมีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีตอบสนองและการกู้ภัย ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าแต่ละประเทศจะมีรูปแบบความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีแตกต่างกัน สะท้อนถึงศักยภาพด้านการวิจัย โครงสร้างอุตสาหกรรม ตามบริบทของภัยพิบัติที่แตกต่างกัน<br />
​ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
หากพิจารณาที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ผู้เล่นสำคัญในระบบนวัตกรรมจัดการภัยพิบัติ ได้แก่ Samsung Electronics 2,335 กลุ่มสิทธิบัตร State Grid Corporation of China 473 กลุ่มสิทธิบัตร IBM 260 กลุ่มสิทธิบัตร &nbsp;และ Chongqing University of Posts and Telecommunications 247 กลุ่มสิทธิบัตร โดยผู้เล่นรายใหญ่ทั้ง 4 อันดับข้างต้น มีสัดส่วนสิทธิบัตรรวมกันไม่ถึง 12% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังมีการแข่งขันที่กระจายตัวสูง และโอกาสยังเปิดกว้างในเชิงกลยุทธ์ อาทิ การพัฒนาสิทธิบัตรเฉพาะทางในประเทศหรือภูมิภาคที่ยังมีผู้เล่นไม่มาก การรวมทรัพย์สินทางปัญญาผ่านการควบรวมกิจการหรือการอนุญาตใช้สิทธิ (Licensing) การเชื่อมโยงเทคโนโลยีหลายสาขาเข้าด้วยกัน (Technology Convergence) อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) และเซนเซอร์แบบเรียลไทม์ โดรนและหุ่นยนต์สำหรับกู้ภัย รวมถึง Digital Twin เพื่อจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติ เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางอรมนกล่าวว่า เทคโนโลยีการจัดการภัยพิบัติสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ​1.เทคโนโลยีการทำนายและการเตือนภัยล่วงหน้า (Prediction &amp; Early Warning) มีสัดส่วนสิทธิบัตร 14.9% ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีสำหรับการพยากรณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การตรวจสอบสิ่งแวดล้อมและระบบแจ้งเตือนที่ใช้เซนเซอร์ ปัจจุบันเทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในระยะเติบโตและยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 10% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยประเทศจีนครองตำแหน่งผู้ยื่นสิทธิบัตรสูงสุดกว่า 83.2% ของสิทธิบัตรในกลุ่มนี้ และมี State Grid Corporation of China เป็นผู้นำในแง่ผู้ถือสิทธิ สำหรับแนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ แบบจำลองเชิงทำนายที่ใช้ AI ซึ่งรวมภาพถ่ายดาวเทียมกับข้อมูลเซนเซอร์ภาคพื้นดิน แพลตฟอร์มเตือนภัยอันตรายที่ใช้ IoT ซึ่งบูรณาการเซนเซอร์แผ่นดินไหว อุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา รวมถึงการจำลองดิจิทัลทวิน (Digital Twin) สำหรับการสร้างแบบจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติและระบบแจ้งเตือนชุมชน เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
2.เทคโนโลยีการตอบสนองและการกู้ภัย (Response &amp; Rescue) มีสัดส่วนสิทธิบัตร 13.7% ครอบคลุมเทคโนโลยีด้านการสื่อสารฉุกเฉิน หุ่นยนต์ค้นหาและกู้ภัย ระบบตอบสนองทางการแพทย์ และการประสานงานโลจิสติกส์ ปัจจุบันเทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในระยะเติบโตและมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 13.4% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยจีนมีสิทธิบัตรสูงสุดที่ 61.5% ของสิทธิบัตรในกลุ่มนี้ ตามมาด้วยอินเดียที่สัดส่วน 15.5% ผู้เล่นสำคัญ ได้แก่ Saveetha Institute of Medical and Technical Sciences (อินเดีย) China University of Mining and Technology (จีน) Chandigarh University (อินเดีย) เป็นต้น สำหรับแนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ โดรนอัตโนมัติสำหรับการสำรวจพื้นที่และการตรวจจับผู้ประสบภัย ระบบการคัดแยกและการจัดสรรทรัพยากรที่ขับเคลื่อนด้วย AI เครือข่ายสื่อสารที่ปรับใช้ได้ (แบบ mesh/ad-hoc) สำหรับพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย แพลตฟอร์มหุ่นยนต์สำหรับปฏิบัติการกู้ภัยในสภาพแวดล้อมอันตราย เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.เทคโนโลยีการจัดการวิกฤต (Crisis Management) มีสัดส่วนสิทธิบัตร 36.9% เน้นระบบบัญชาการและควบคุม เครือข่ายการสื่อสาร การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับการประสานงานภัยพิบัติ และการสนับสนุนการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ปัจจุบันการจัดการวิกฤตเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตรวดเร็วและโดดเด่นที่สุด มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 26.2% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยจีนยังคงครองตำแหน่งผู้ถือสิทธิบัตรสูงสุด ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา และอินเดีย ผู้เล่นสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ State Grid Corporation of China (จีน) Chongqing University of Posts and Telecommunications (จีน) IBM (สหรัฐฯ) Beijing University of Posts and Telecommunications (จีน) เป็นต้น สำหรับแนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LMs) สำหรับการสื่อสารวิกฤตและการดึงข้อมูล ดิจิทัลทวินสำหรับการจำลองภัยพิบัติแบบเรียลไทม์และการวางแผนตอบสนอง ระบบการประสานงานที่ใช้บล็อกเชนสำหรับการตอบสนองฉุกเฉินหลายหน่วยงาน โครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารฉุกเฉิน 5G/6G เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.เทคโนโลยีความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Resilience) มีสัดส่วนสิทธิบัตร 35.5% มุ่งเน้นการก่อสร้างที่ต้านทานภัยพิบัติ ระบบป้องกันแผ่นดินไหว และนวัตกรรมวิศวกรรมโครงสร้าง เทคโนโลยีกลุ่มนี้แม้จะมีจำนวนสิทธิบัตรสะสมสูง แต่เริ่มมีแนวโน้มเข้าสู่ระยะอิ่มตัว มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ ลบ 11.3% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของนวัตกรรมจากโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิมไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัลที่เน้นการวิเคราะห์ข้อมูล พยากรณ์อย่างแม่นยำ และตอบสนองแบบอัตโนมัติ อย่างไรก็ดี จีนยังคงครองตำแหน่งผู้ถือสิทธิบัตรสูงสุดในกลุ่มนี้ ตามมาด้วยญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ผู้เล่นสำคัญในกลุ่มนี้ คือ Samsung Electronics (เกาหลีใต้) สำหรับแนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ โลหะผสมจำรูปร่างและคอนกรีตซ่อมแซมตัวเองสำหรับโครงสร้างต้านทานแผ่นดินไหว ระบบตรวจสอบสุขภาพโครงสร้างอัจฉริยะพร้อมเซนเซอร์ IoT ฝังตัว วัสดุก่อสร้างทนน้ำท่วมและเทคนิคการก่อสร้างยกระดับ อุปกรณ์แยกแผ่นดินไหวและการกระจายพลังงานสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีการจัดการภัยพิบัติในประเทศไทย ในช่วง 5 ปี (2564&ndash;2568) พบว่า มีคำขอรวมทั้งสิ้น 59 คำขอ โดยเป็นคำขอจากผู้ประดิษฐ์ไทย 48 คำขอ (81.36%) และต่างชาติ 11 คำขอ (18.64%) สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และคำขอของไทยส่วนใหญ่เป็นอนุสิทธิบัตรถึง 38 คำขอ และสิทธิบัตร 10 คำขอ ซึ่งสะท้อนลักษณะการพัฒนาเทคโนโลยีที่เน้นการต่อยอดหรือปรับปรุงนวัตกรรมเดิมที่มีอยู่ ขณะที่คำขอจากต่างประเทศเป็นสิทธิบัตรทั้งหมด สะท้อนถึงความเข้มข้นด้านเทคโนโลยีและการวิจัยขั้นสูง นอกจากนี้ กลุ่มเทคโนโลยีที่มีการยื่นคำขอมากที่สุดในไทย ได้แก่ ระบบแจ้งเตือนภัย เช่น ไซเรนและระบบเตือนภัยสาธารณะ รวม 44 คำขอ ตามมาด้วย ระบบการทำนายและเตือนภัยล่วงหน้า เช่น การพยากรณ์พายุและปริมาณน้ำฝนในทางอุตุนิยมวิทยา การตรวจจับแผ่นดินไหวและสึนามิในทางธรณีฟิสิกส์ รวม 14 คำขอ ขณะที่หน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรมของไทย ได้แก่ สถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยสาธารณะ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
แม้ภาพรวมประเทศไทยจะยังมีจำนวนสิทธิบัตรเทคโนโลยีการจัดการภัยพิบัติไม่มาก แต่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติหลากหลายประเภท ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ และฝุ่น PM2.5 ซึ่งสามารถใช้เป็นแรงขับเคลื่อนของนวัตกรรมได้โดยตรง และเป็น &ldquo;สัญญาณเชิงยุทธศาสตร์&rdquo; ที่ใช้กำหนดนโยบายและการลงทุนของประเทศในอนาคต เช่น การใช้บริบทของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจริงเป็นพื้นที่ทดลอง (Real-World Testing Ground) เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Smart Infrastructure) เพิ่มขีดความสามารถในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พลังงาน และเกษตรกรรม โดยควรมุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.AI สำหรับการพยากรณ์ภัยพิบัติและการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น น้ำท่วม PM2.5 2.IoT และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เช่น ระบบเซนเซอร์สำหรับเขื่อน ถนน และเมือง ระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ และ 3.ด้านเทคโนโลยีระบบตอบสนองอัตโนมัติ เช่น โดรนสำรวจน้ำท่วมหรือไฟป่า ระบบโลจิสติกส์เพื่อสนับสนุนการจัดส่งสิ่งของจำเป็นในภาวะฉุกเฉิน เป็นต้น โดยกรมเห็นว่า โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับเทคโนโลยีในอนาคต รวมถึงเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการผลักดันเทคโนโลยีดังกล่าวให้เกิดผลในเชิงพาณิชย์ จำเป็นต้องอาศัยการกระจายข้อมูลระหว่างหน่วยงาน โดยมีการจัดทำมาตรฐานกลางด้านข้อมูล (Data) และการเชื่อมโยงระบบ (Interoperability) ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และ Data Science เพื่อเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก อาทิ โครงการนำร่องเมืองอัจฉริยะด้านการจัดการภัยพิบัติ (Pilot Smart City for Disaster Management) โดยสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และ IoT ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง การลงทุนพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีภัยพิบัติ (Disaster Tech) การบูรณาการเชื่อมโยงระบบข้อมูลในระดับประเทศ รวมถึงการขยายความร่วมมือกับประเทศอาเซียนและประเทศที่เชี่ยวชาญในเทคโนโลยีภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งหากไทยสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเหมาะสม จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืนในระยะยาว</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604239f0cb233f9271668d94e08231336b30c090537.jpg' type='image/jpg' length='270822' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ปั้นแฟรนไชส์ไทยโกอินเตอร์ คัด 10 รายโชว์งาน FEM 2026 ที่มาเลเซีย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/159958</link>
<guid isPermaLink="false">39f3b8f4399b282a940f611ddc24b604</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 12:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าผลักดันแฟรนไชส์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ เตรียมเชิญกูรูมาให้ความรู้การทำธุรกิจ การทำตลาด ก่อนคัดเหลือ 20 ราย เข้าอบรมสุดเข้ม และคัดเหลือ 10 ราย พาไปออกงานแสดงสินค้า Franchise Expo Malaysia 2026 (FEM 2026) ช่วงปลายเดือน ก.ค.69 ที่มาเลเซีย ตั้งเป้าสร้างมูลค่าการค้าไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท หลังปีก่อนฟันยอดมาแล้ว 130 ล้านบาท &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดกิจกรรมพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ไทยก้าวสู่สากล (THAI FRANCHISE TOWARDS GLOBAL) ภายใต้แนวคิดเปิดมุมมอง ขยายโอกาสธุรกิจแฟรนไชส์ไทย สู่ระดับสากล โดยได้เตรียมความพร้อมผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ให้พร้อมโกอินเตอร์ และจะนำเข้าร่วมงานแสดงและจำหน่ายสินค้า Franchise Expo Malaysia 2026 (FEM 2026) ในช่วงวันที่ 23-25 ก.ค.2569 ณ ส่วนจัดแสดง Thai Pavilion KL Convention Center กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจัดกิจกรรมในปีนี้ กรมได้รวบรวมกูรูด้านการตลาดแฟรนไชส์ระดับแนวหน้า นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในตลาดมาเลเซีย มาร่วมถ่ายทอดกลยุทธ์เชิงลึก ทั้งการวิเคราะห์โอกาสทางการตลาด การวางแผนขยายธุรกิจ และแจก Checklist ที่แฟรนไชส์ไทยต้องเตรียมก่อนโกอินเตอร์ รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ขยายแฟรนไชส์ให้ประสบความสำเร็จตามรอยรุ่นพี่ 3 เจ้าใหญ่ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดมาเลเซีย ได้แก่ Amazon แฟรนไชส์กาแฟและเครื่องดื่มของคนไทย, TORO Fries แฟรนไชส์เฟรนช์ฟรายส์ที่มีเอกลักษณ์ยาว 1 ฟุตสัญชาติไทย และ Colla Tea แฟรนไชส์ชานมไข่มุกผสมคอลลาเจน และไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟคอลลาเจน ซึ่งถือเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่สามารถจำหน่ายมาสเตอร์แฟรนไชส์ในตลาดมาเลเซียได้ในปีที่ผ่านมา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">จากนั้น จะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจำนวน 20 ราย เพื่อเข้าร่วมการพัฒนาเชิงลึกในกิจกรรม Bootcamp ติวเข้มก่อนออกสู่ตลาดโลกถึง 7 วันเต็ม ในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.2569 และจะคัดเลือกผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เพียง 10 รายลงสนามจริง และนำไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้า FEM 2026 โดยมั่นใจว่า จะเปิดตลาดเข้าสู่ตลาดมาเลเซียได้แน่ หลังจากปีที่ผ่านมา นำผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไปเข้าร่วมงาน 10 ราย เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจ 98 คู่ เกิดมูลค่าการค้า 130 ล้านบาท และในปี 2569 ตั้งเป้าสร้างมูลค่าการค้าให้กับแฟรนไชส์ไทยได้ไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะมุ่งมั่นขยายโอกาสทางการค้าให้กับธุรกิจแฟรนไชส์ไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับมาตรฐาน การสร้างโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศ และในตลาดโลก เพราะแฟรนไชส์ถือเป็นโมเดลธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ สามารถขยายธุรกิจได้จริง และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างรากฐานธุรกิจที่ดีและมีคุณภาพให้กับประเทศ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ https://franchise.dbd.go.th รวมถึง Facebook ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และโทร 02 547 5953<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนงาน Franchise Expo Malaysia 2026 หรือ FEM 2026 เป็นงานนำเสนอธุรกิจแฟรนไชส์ขนาดใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของเอเชีย มีธุรกิจแฟรนไชส์ร่วมออกบูธกว่า 200 ธุรกิจจาก 10 ประเทศ และมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 18,000 ราย สร้างมูลค่าทางการค้ากว่า 4 พันล้านบาท และมาเลเซีย ยังถือเป็นตลาดการค้าสำคัญและเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในอาเซียน ทำให้แบรนด์ไทยเป็นที่นิยมและเป็นโอกาสอันดีในการขยายโอกาสทางการค้าของแฟรนไชส์ไทย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042259a46c902be756ace9ac9be6215bede1124802.jpg' type='image/jpg' length='408219' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”หนุนวงการกีฬา นักกีฬา ใช้ทรัพย์สินทางปัญญา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/159959</link>
<guid isPermaLink="false">46eeac69e8d4e8cc04ff802215d9be2d</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 11:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;ร่วมฉลองวันทรัพย์สินทางปัญญาโลก เผยปีนี้เน้นธีม IP &amp; Sports หนุนใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับวงการกีฬา ทั้งลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด การตลาด สปอนเซอร์ชิป สินค้าและของที่ระลึก ดิจิทัลคอนเทนต์ ส่วนนักกีฬา ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ใช้ชื่อเสียงและตัวตนสร้างรายได้ ยกตัวอย่าง &ldquo;หน่อง-กิ๊ฟ&rdquo; นักวอลเลย์บอลหญิงที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในสนามแข่งและธุรกิจ &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงานเสวนา &ldquo;พลิกชัยชนะบนสนาม สู่โมเดลรายได้ใหม่ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; ณ SCBX NEXT STAGE ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ว่า แม้วันทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ World IP Day 2026 จะตรงกับวันที่ 26 เม.ย. ของทุกปี แต่การจัดงานล่วงหน้าในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ที่ต้องการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางกฎหมาย แต่เป็นโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล รัฐบาลจึงไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการคุ้มครอง แต่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืนด้วย โดยพร้อมที่จะสนับสนุนทรัพย์สินทางปัญญาจากเครื่องมือคุ้มครองไปสู่เครื่องมือสร้างมูลค่า</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ การจัดงานวันทรัพย์สินทางปัญญาโลกในปีนี้ เน้นธีม IP &amp; Sports เพื่อสะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมกีฬาที่สามารถเชื่อมโยงกับทรัพย์สินทางปัญญาได้ในหลายมิติ ตั้งแต่ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด การสนับสนุนทางการตลาดและสปอนเซอร์ชิป การสร้างสินค้าและของที่ระลึก ดิจิทัลคอนเทนต์และแพลตฟอร์ม โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าทางเศรษฐกิจของทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกีฬาไทยอยู่ที่ประมาณ 2.2 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากมีการวางระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างและใช้ประโยชน์จากไอพีอย่างครบวงจร ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนด้านโครงสร้าง ทั้งการบริหารลิขสิทธิ์ การวางแผนสปอนเซอร์ชิป และการต่อยอดคอนเทนต์กีฬา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุนนักกีฬา ที่ยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงผู้แข่งขัน แต่เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ที่สามารถสร้างมูลค่าได้จากแบรนด์ส่วนบุคคล และต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจในระยะยาว แม้จะสิ้นสุดเส้นทางการแข่งขันแล้ว โดยยกตัวอย่างกีฬาที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงของไทย ได้แก่ ฟุตบอล วิ่ง และวอลเลย์บอล ตามลำดับ โดยเฉพาะวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการนำทรัพย์สินทางปัญญามาสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จาก &ldquo;หน่อง&rdquo; ปลื้มจิตร์ ถินขาว และ &ldquo;กิ๊ฟ&rdquo; วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ อดีตนักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่ร่วมถ่ายทอดแนวคิดการต่อยอด &ldquo;ชื่อเสียง&rdquo; และ &ldquo;ตัวตน&rdquo; สู่การสร้างรายได้ ผ่านการบริหารแบรนด์ การคุ้มครองสิทธิ์ และการรับมือกับการละเมิดลิขสิทธิ์ในยุคดิจิทัล เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่ และมีผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ร่วมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการคุ้มครองและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ของทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าได้จริง</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260422315add1d8d0252dc1336533be2a53deb125009.jpg' type='image/jpg' length='529352' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ตั้งเป้าส่งสินค้าราคาถูก กระจายกว่า 800 อำเภอทั่วประเทศ ดีเดย์ 1 พ.ค.นี้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/159787</link>
<guid isPermaLink="false">f922fb457453167185b2f2f18526381e</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 09:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยความคืบหน้านำสินค้าราคาถูก ทั้งจากโครงการไทยช่วยไทย และธงฟ้า ไปขายกว่า 800 อำเภอทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ตั้งเป้าดีเดย์ 1 พ.ค.69 หากดำเนินการทัน ล่าสุดเปิดรับสมัครสินค้าชุมชน สินค้า SME นำขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ช่วยเพิ่มรายได้ และจับมือกองทุนหมู่บ้าน เป็น Outlet กระจายสินค้าราคาถูกเข้าสู่ชุมชน &nbsp;&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการสินค้าราคาถูก เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ว่า ได้รายงานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าการดำเนินโครงการกระจายสินค้าตามโครงการไทยช่วยไทย และสินค้าธงฟ้า ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ หลังจากที่ได้หารือกับกระทรวงมหาดไทยให้เข้ามาช่วย โดยมีเป้าหมายกระจายไปกว่า 800 อำเภอ และถ้าทำทุกอย่างทัน จะเริ่มวันที่ 1 พ.ค.2569 ซึ่งขณะนี้พยายามทำอยู่ แต่ยังไม่รับปาก เพราะต้องมีการเตรียมความพร้อมทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สินค้าภายใต้โครงการไทยช่วยไทย เป็นสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รอง ที่ห้างค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิต เป็นผู้ผลิต มี 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน และ 2.สินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล ซอส ปรุงรส น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง ลดราคาจำหน่าย 25-58% ปัจจุบัน มีจำหน่ายในห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น และช่องทางออนไลน์ ได้แก่ Shopee, Lazada และ TikTok ที่ประชาชนสามารถเข้าไปซื้อได้ และได้ราคาเดียวกันกับที่ขายในห้าง ส่วนสินค้าธงฟ้า เป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ไข่ไก่ เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์กำลังเปิดรับสมัครสินค้าชุมชน และสินค้า SME ให้นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายใน 5 แพลตฟอร์มออนไลน์ ประกอบด้วย Thailandpostmart , Nexgen , Tiktok , Shopee , Line ซึ่งขณะนี้กำลังคัดเลือกสินค้าอยู่ 2,000 รายการ โดยไม่คิดค่า GP และจะช่วยในเรื่องค่าขนส่ง เพื่อให้ไรเดอร์มีรายได้ ช่วยโปรโมตสินค้า โดยมีอินฟลูเอนเซอร์มาช่วย และยังจะมีคูปองลดราคาสินค้าอยู่ในแพลตฟอร์ม 100 บาท จำนวน 5 แสนใบ ที่จะให้กับผู้ซื้อ</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การทำเช่นนี้ จะช่วยให้มีสินค้าราคาประหยัดเป็นทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะลงไปทุกพื้นที่ กระจายไปถึงคนตัวเล็กตัวน้อยทั่วประเทศ และยังช่วยเพิ่มโอกาสในการค้าขายให้กับสินค้าชุมชน สินค้า SME ที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น&rdquo;นางศุภจีกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">นอกจากนี้ ได้หารือกับนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เข้ามามีบทบาทช่วยในเรื่องนี้ โดยจะใช้กองทุนหมู่บ้าน และร้านค้าของกองทุนหมู่บ้าน เข้ามารับสินค้า เพื่อไปกระจายตามร้านค้ากองทุนหมู่บ้านด้วยเช่นกัน เพื่อผลักดันสินค้าราคาถูกเข้าถึงแหล่งชุมชน และช่วยลดภาระค่าครองชีพ</span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604219cba817de203548fb3ccac5c0aba04c2151744.jpg' type='image/jpg' length='250251' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดตัวคลิปรณรงค์ ปลุกกระแส ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่หนุนของปลอม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/159783</link>
<guid isPermaLink="false">7b6cdc48e99e39ea16461f3c126827ba</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 09:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดทำคลิปวิดีโอ สร้างจิตสำนึก &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; หวังกระตุ้นเตือนผู้บริโภคตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้สินค้าละเมิด ทั้งสร้างความเสียหายต่อเจ้าของสิทธิ์ เสี่ยงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และกระทบเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำคลิปวิดีโอรณรงค์ ภายใต้แนวคิด &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้บริโภคตระหนักถึงผลกระทบจากสินค้าละเมิดในวงกว้าง ทั้งความเสียหายต่อเจ้าของสิทธิ์ ความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภค ตลอดจนผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมส่งเสริมค่านิยมด้านการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในด้าน &ldquo;Trade Plus&rdquo; ที่มุ่งยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ได้มาตรฐานสากล และเสริมสร้างสถานะความเชื่อมั่นของประเทศไทยในเวทีโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับคลิปรณรงค์ทั้ง 2 เรื่อง ประกอบด้วย เรื่องแรก &ldquo;Fake Influencer เพื่อนรักทักให้ตื่น&rdquo; ถ่ายทอดเรื่องราวของอินฟลูเอนเซอร์ที่พยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี แต่ใช้สินค้าปลอม อาทิ เครื่องสำอาง กระเป๋า อาหารเสริม จนถูกเพื่อนสนิทเตือนให้ตระหนักว่า &ldquo;ราคาของสินค้าปลอม&rdquo; ไม่ได้จ่ายเพียงแค่ตัวเงิน แต่ยังต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียความน่าเชื่อถือในชีวิตจริง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">คลิปที่สอง เรื่อง &ldquo;บ้านนี้ มีระเบิดระเบ้อ&rdquo; นำเสนออันตรายจากการใช้สินค้าละเมิดในชีวิตประจำวัน อาทิ ซอฟต์แวร์เถื่อน อุปกรณ์ไฟฟ้าปลอม หรือแอปพลิเคชันดัดแปลง (Mod APK) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมเน้นย้ำแนวคิดหลัก &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ และไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; ทุกรูปแบบ เพราะของปลอมที่มีราคาถูก มักแฝงด้วยต้นทุนความเสี่ยงที่สูงกว่าที่คิด การเลือกไม่ซื้อ ไม่ใช้ และไม่สนับสนุนสินค้าปลอม จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตัดวงจรการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรมและโปร่งใส</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ สามารถรับชม และร่วมแชร์คลิป ได้ที่ Facebook, Youtube และ TikTok กรมทรัพย์สินทางปัญญา</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;การแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประชาชนผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการลดความต้องการสินค้าละเมิด ผ่านการตัดสินใจเลือกซื้อและใช้สินค้าที่ถูกกฎหมายและมีคุณภาพได้มาตรฐาน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยคุ้มครองตนเองจากความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของชีวิต แต่ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมายให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นธรรม อันจะนำไปสู่การลดลงของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมทั้งเสริมสร้างบรรยากาศทางการค้าที่โปร่งใส เป็นธรรม และเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">สำหรับประชาชน หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th โดยกรมจะเข้าไปตรวจสอบ และหากพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260421d089c03807ae372a3351ff636c585921151623.jpg' type='image/jpg' length='173328' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ “พาณิชย์”ถกผู้ผลิตเม็ดพลาสติก-บรรจุภัณฑ์ เกาะติด 5 กลุ่ม สั่งรายงานสต็อก ราคา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/159662</link>
<guid isPermaLink="false">f135f9bcc9846a72bde98a5d3c606e36</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 09:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">กรมการค้าภายประชุมผู้ผลิตเม็ดพลาสติก และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์จากเม็ดพลาสติก ติดตามสถานการณ์การผลิต และสถานการณ์ด้านราคา กำหนด 5 กลุ่มกำกับดูแล เหตุมีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ส่วนสินค้ามีเพียงพอ ใช้ได้ต่อเนื่องถึง มิ.ย.-ก.ค.69 ราคาผ่อนคลายลง แต่ยังผันผวน ขึ้นลงเร็ว สั่งผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรายงานสต็อก ราคา ทุกสัปดาห์ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ทุก 15 วัน &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เชิญผู้ผลิตเม็ดพลาสติก และผู้นำเม็ดพลาสติกไปผลิตเป็นสินค้าต่าง ๆ มาหารือสถานการณ์การผลิต ปริมาณสินค้า และสถานการณ์ราคา เพื่อติดตามดูว่าสินค้ามีเพียงพอหรือไม่ สถานการณ์ด้านราคาเป็นอย่างไร และมาตรการกำกับดูแลเหมาะสมหรือไม่ มีอะไรจะต้องปรับปรุง เพราะเม็ดพลาสติก เป็นสินค้าควบคุมรายการใหม่ ที่กรมได้เข้ามากำกับดูแลไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน การกักตุน และบิดเบือนราคา ตามนโยบายที่ได้รับจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการหารือ ที่ประชุมได้มีการกำหนดกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่จะเข้าไปกำกับดูแลออกเป็น 3 กลุ่ม เพราะเป็นสินค้าที่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ได้แก่ 1.กล่องพลาสติก 2.ถุงแกงและถุงร้อน&ndash;เย็น 3.ถุงหูหิ้วและถุงพลาสติกทั่วไป 4.ถุงขยะ และ 5.ถุงบรรจุสินค้าเกษตร เช่น ถุงปุ๋ยและถุงกระสอบ ซึ่งเห็นตรงกันว่า การกำกับดูแลสินค้าทั้ง 5 กลุ่มนี้ ครอบคลุมสินค้าจำเป็นที่ประชาชนต้องใช้ถึง 40% ของสินค้าพลาสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ถือว่าเหมาะสมกับสถานการณ์</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนสถานการณ์ด้านการผลิต สินค้ายังมีเพียงพอ และในเชิงปริมาณจะใช้ได้ต่อเนื่องถึงเดือน มิ.ย.-ก.ค.2569 และสถานการณ์ด้านราคา แม้ตอนนี้จะผ่อนคลายลง แต่ก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะราคามีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงรวดเร็ว จากสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ยังมีปัญหาเปิด ๆ ปิด ๆ อยู่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการกำหนดให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย ต้องรายงานสต็อกและราคาต่อกรม ตามมาตรการสินค้าควบคุม กำหนดให้ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก ที่มีผู้ผลิตจำนวนไม่มาก ต้องรายงานทุกสัปดาห์ กำหนดไว้วันพุธ และผู้ผลิตที่นำเม็ดพลาสติกไปผลิตเป็นสินค้า ที่มีจำนวน 468 ราย ต้องรายงานทุก 15 วัน โดยคาดว่าจะกำหนดให้ประมาณ 70% ของผู้ผลิตแต่ละกลุ่มสินค้า ต้องรายงาน ซึ่งจะทำให้กรมเห็นสถานการณ์เม็ดพลาสติกและสินค้าที่ทำจากเม็ดพลาสติก ทั้งปริมาณการผลิต สถานการณ์ราคา ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ทำให้สามารถเข้าไปกำกับดูแลไม่ให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด และราคาได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมจะรวบรวมผลการหารือ และรายงานข้อมูลชุดแรก เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนางศุภจีเป็นประธาน และใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลให้สินค้าเพียงพอ ราคาเหมาะสม และไม่เกิดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งเชื่อมโยงไปสู่แนวทางการใช้พลาสติกอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ นางศุภจีได้ประชุมร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เห็นชอบกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเม็ดพลาสติกให้เพียงพอ และราคาไม่แพงเกินไป โดยได้กำหนดนโยบายในการกำกับดูแล 3 ส่วน คือ 1.กำหนดดูแลเม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ และสินค้าเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วย 5 กลุ่ม 2.การผลักดันการลดปริมาณการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็นในบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ และ 3.การขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งผลักดันพลาสติกชีวภาพ การคัดแยกขยะ การรีไซเคิลขยะพลาสติกให้นำกลับมาใช้ใหม่</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604211ca17b8c27655288fe21d3b84c9b961c093306.jpg' type='image/jpg' length='485777' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลงใต้ ติดตามโครงการ “ไทยช่วยไทย” ยันลดจริง ช่วยประหยัดค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/159660</link>
<guid isPermaLink="false">aa0eec9091faccefd7985745ad564d58</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 09:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;"></span></span><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">&ldquo;รองปลัดพาณิชย์&rdquo;ควงผู้ตรวจราชการพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ที่ จ.นราธิวาส เผยมีการนำสินค้าอุปโภคบริโภคกลุ่มเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รอง มาขายลดราคาให้กับพี่น้องประชาชน ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้จริง พร้อมมอบพาณิชย์จังหวัดติดตามโครงการต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ากระจายสู่ผู้บริโภคอย่างทั่วถึง เผยต่อไป จะนำสินค้ารายย่อย สินค้าชุมชน ขายผ่านโครงการด้วย ช่วยเพิ่มรายได้ผู้ผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส ร่วมกับนายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และนายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ติดตามโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดภาระค่าครองชีพ ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับผู้ผลิตสินค้า ห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น นำสินค้าทางเลือกในกลุ่มเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รองมาจำหน่ายให้แก่ประชาชน ลดราคา 25-58% เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัด และช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยมีประชาชนเข้ามาเลือกซื้อสินค้ากันต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการลงพื้นที่ห้าง Big C ห้างซุปเปอร์สี่นราธิวาส ร้านค้าจินไถ่ และร้านค้านิวเดลี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองนราธิวาส พบว่า ผู้ประกอบการได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยห้างร้านต่าง ๆ ได้นำสินค้าไทยช่วยไทยมาวางจำหน่าย และมีการจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าหลากหลายรายการ และแต่ละห้างร้านยังพยายามตรึงราคาสินค้าจำเป็นอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นสต็อกเดิมหรือสินค้าที่เปลี่ยนแปลงต้นทุนไม่มากนัก สำหรับด้านปริมาณ สินค้ามีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนและมีการเติมเต็มสินค้าเต็มที่</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ทั้งนี้ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าอุปโภคบริโภค และติดตามการดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ามีการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่มือประชาชนอย่างทั่วถึง</span></span></p>

<p><span style="font-size:28px;"><span style="font-family:supermarket;">ส่วนการดำเนินโครงการในลำดับต่อไป กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จะผลักดันสินค้าของผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ประกอบการชุมชนให้มีช่องทางจำหน่ายมากขึ้น โดยนำมาขายผ่านห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ภายใต้โครงการไทยช่วยไทย และจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อมุ่งเน้นทั้งการลดภาระค่าครองชีพประชาชน และการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ประกอบการชุมชน ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อทุกฝ่าย ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202604210e7501aa81a07c83b4dffed49179b640093159.jpg' type='image/jpg' length='453142' />
</item>
</channel>
</rss>
