<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/index/id/112</link>
<atom:link href="https://chainat.moc.go.th/th/content/category/index/id/112" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ จับมือ สสว. เปิดเวทีเสริมแกร่งร้านอาหาร-คาเฟ่ ทำธุรกิจยุคดิจิทัล]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183416</link>
<guid isPermaLink="false">def162acc65ca9cbd0144ea14ccd4da5</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 14:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/08.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>กรมพัฒน์ จับมือ สสว. เปิดเวทีเสริมแกร่งร้านอาหาร-คาเฟ่ ทำธุรกิจยุคดิจิทัล<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่ เปิดเวที &ldquo;Restaurant Innovation Forum&rdquo; ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม มาให้คำแนะนำการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล เพื่อลดต้นทุน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า สร้างรายได้<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่มุ่งสู่ New S-Curve โดยเปิดเวที &ldquo;Restaurant Innovation Forum: Business and Tech Matching&rdquo; เชื่อมผู้ประกอบการกับเทคโนโลยี นวัตกรรม และพันธมิตรธุรกิจ เพื่อยกระดับร้านอาหารจากขายดี สู่บริหารดี กำไรดี เติบโตได้ และสามารถรับมือโลกธุรกิจยุคดิจิทัล พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและพบปะผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่ โดยเริ่มเปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ก่อนจัดสัมมนาในวันที่ 15 ก.ย.2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหาร ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล การสั่งอาหารออนไลน์ การให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความคุ้มค่า ตลอดจนการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถพึ่งพาเพียงรสชาติและทำเลได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีและข้อมูลเข้ามาช่วยบริหารธุรกิจอย่างเป็นระบบ<br />
โดยงาน Restaurant Innovation Forum: Business and Tech Matching จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการนำ Business + Technology + Innovation มาผสานเข้ากับการบริหารธุรกิจร้านอาหาร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับยุคดิจิทัล โดยภายในงานจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบกับผู้ให้บริการและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ตลอดจนสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพื่อนำโซลูชันที่เหมาะสมไปประยุกต์ใช้กับกิจการของตนเอง โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบัน ครอบคลุมตั้งแต่ ระบบบริหารจัดการร้านอาหาร ระบบ POS และการจัดการหลังบ้าน ระบบชำระเงิน การบริหารสต๊อกและวัตถุดิบ การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า การตลาดดิจิทัล ระบบเดลิเวอรี ตลอดจน AI และเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยลดงานซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำขึ้น ลดการสูญเสีย และบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังจะได้รับฟังมุมมองและประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการร้านอาหารตัวจริง อาทิ คุณเกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา หรือน้าเน็ก (เจ้าของแบรนด์ NANAKE เก๊กฮวย) คุณธนพงศ์ วงศ์ชินศรี (เจ้าของเพจ Torpenguin) คุณรษิกา พาณีวงศ์ (เจ้าของช่อง Softpomz) คุณศุภกิจ ตระกูลกิจเจริญ (เจ้าของร้านนายอ้วนเย็นตาโฟ) คุณสมพงษ์ หว่อธนวัฒน์ (เจ้าของร้านครัวเมืองเว้) คุณชนวีร์ หอมเตย (เจ้าของร้าน Shinkanzen Sushi) คุณจักรรัฐ โชติดำรงค์ (เจ้าของร้านคุ้มสึ) คุณสุทธิลักษณ์ โตกทอง (เจ้าของร้านข้าวใหม่ปลามัน อัมพวา) และคุณจีรภัทร ศรีทองคำ (เจ้าของร้าน Pasta Ama) ร่วมถ่ายทอดแนวคิด ประสบการณ์ และแนวทางการปรับตัวให้ธุรกิจร้านอาหารสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน</p>

<p>&ldquo;โจทย์สำคัญของร้านอาหารในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้มีลูกค้าเข้าร้านมากขึ้น แต่ต้องทำอย่างไรให้ธุรกิจสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้จักลูกค้าจากข้อมูล สร้างยอดขายได้หลายช่องทาง และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน งานสัมมนาครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยปลดล็อกศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหาร ให้สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสใหม่ จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยราคาและรสชาติ สู่การแข่งขันด้วยข้อมูล ประสิทธิภาพ ประสบการณ์ และนวัตกรรม เพื่อให้ธุรกิจสามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเติบโตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและคาเฟ่ ผู้ที่ต้องการเติมองค์ความรู้จากกูรูและผู้ประกอบการตัวจริง เพื่อเพิ่มยอดขายและขยายธุรกิจ ผู้ที่กำลังมองหาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงผู้ที่ต้องการพบพารต์เนอร์ ซัปพลายเออร์ และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ งานนี้คือเวทีที่ไม่ควรพลาด โดยสามารถสมัครเข้าร่วมงานได้ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th ในหัวข้อ อบรม/สัมมนา ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนพัฒนาเครือข่ายธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 5985 และ Call Center 1570<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260828fad6f4e614a212e80c67249a666d2b09141057.jpg' type='image/jpg' length='140182' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”เผย คชก.เคาะกรอบวงเงิน 2,000 ล้านบาท ใช้ดูแลสินค้าเกษตร ปี 70]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183414</link>
<guid isPermaLink="false">57ef11dd5445cb31f27150ca9f1f3d6d</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 14:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/07 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 665px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผย คชก.เคาะกรอบวงเงิน 2,000 ล้านบาท ใช้ดูแลสินค้าเกษตร ปี 70<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เคาะวงเงินรวม 2,000 ล้านบาท สำหรับใช้ช่วยเหลือสินค้าเกษตรปี 70 ทั้งด้านการผลิต การตลาด รับมือความเสี่ยงปรากฎการณ์เอลนีโญ กำชับทำงานเชิงรุก และทันการณ์ เพื่อช่วยดูแลราคาให้กับเกษตรกร และให้เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ครั้งที่ 1/2569 ว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการกำหนดกรอบการใช้เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และกำหนดราคาเป้าหมายนำสินค้าเกษตรในปี 2570 โดยคำนึงถึงการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร เพราะตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า ทั้งด้านการผลิต การบริหารจัดการผลผลิต การตลาด และการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อให้สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยที่ประชุมเห็นชอบกรอบการดำเนินงานกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท รองรับการดำเนินงาน 6 มาตรการ ทั้งด้านการตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพและยกระดับราคาสินค้าเกษตร และด้านการผลิต เพื่อพัฒนาโครงสร้างการผลิตและปรับปรุงคุณภาพสินค้า ครอบคลุมสินค้าเกษตรหลายกลุ่ม ได้แก่ พืชไร่ พืชน้ำมัน ผลไม้ พืชหัว ปศุสัตว์ ประมง เกลือทะเล ดอกไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ปัจจัยการผลิต รวมถึงกลุ่มสินค้าจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ภาครัฐมีเครื่องมือพร้อมรับมือกับสถานการณ์สินค้าเกษตร และสามารถเข้าให้การดูแลเกษตรกรได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที<br />
&ldquo;ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเชิงรุก พร้อมประสานการช่วยเหลือให้ทันต่อสถานการณ์ และให้ความสำคัญกับการติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกโครงการเกิดผลเป็นรูปธรรม และเกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยการดำเนินมาตรการต้องมุ่งตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของเกษตรกรอย่างตรงจุด&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ คชก. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาทบทวนการกำหนดราคาเป้าหมายนำให้มีความเหมาะสม เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตร และประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้านการตลาด รวมทั้งให้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านทั้งสถานการณ์การผลิต การตลาด ต้นทุน และภาวะราคา เพื่อให้การดำเนินมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์จริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการวางกรอบการดำเนินงาน ถือเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุกสำหรับปี 2570 โดยมุ่งให้การดูแลเกษตรกรไม่เพียงรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ยังช่วยเสริมความเข้มแข็งตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร และนำไปสู่รายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกรในระยะยาว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260828d72d187df41e10ea7d9fcdc7f5909205140823.jpg' type='image/jpg' length='362067' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ผลักดันร้านอาหาร Thai SELECT ช่วยนำเสนอผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183411</link>
<guid isPermaLink="false">5fa1b615024c0fb96af0fe8ab1b9f3be</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 14:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/06.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>DITP ผลักดันร้านอาหาร Thai SELECT ช่วยนำเสนอผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทย<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผลักดันร้านอาหาร Thai SELECT นำผ้าไทยและศัลปหัตถกรรมไทย มาต่อยอดใช้งานในร้าน ทั้งผ้าตกแต่งภายใน ผ้าปูโต๊ะ ผ้าเช็ดปาก ผ้าม่าน ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เครื่องแบบพนักงาน เพื่อช่วยนำเสนอผ้าไทยออกสู่สายตาชาวโลก และช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการผ้าไทย มีช่องทางในการขายสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางสุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับผู้ประกอบการร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในนครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ว่า การหารือครั้งนี้ มุ่งสร้างความร่วมมือในการนำผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยมาต่อยอดการใช้งานผ่านเครือข่ายร้านอาหารไทยในต่างประเทศ โดยนำจุดแข็งด้านอัตลักษณ์ ลวดลาย งานออกแบบ และภูมิปัญญาไทย มาประยุกต์ใช้กับการตกแต่งร้านและการให้บริการ เพื่อสร้างประสบการณ์ความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์ให้แก่ผู้บริโภค พร้อมเปิดโอกาสในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยสู่ภาคธุรกิจในเวียดนาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาต่อยอดผ่านเครือข่ายดังกล่าว อาทิ ผ้าตกแต่งภายใน ผ้าปูโต๊ะ ผ้าเช็ดปาก ผ้าม่าน ผลิตภัณฑ์สิ่งทอสำหรับตกแต่งร้าน ตลอดจนผ้าและสิ่งทอสำหรับเครื่องแบบพนักงาน โดยสามารถนำอัตลักษณ์และลวดลายของผ้าไทยมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับรูปแบบของร้านอาหารและธุรกิจบริการในเวียดนาม เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่และโอกาสในการนำเสนอผ้าไทยในบริบทใหม่ นอกเหนือจากการใช้เป็นเครื่องแต่งกาย และยังช่วยเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้แก่ผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย<br />
ปัจจุบัน เวียดนามมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวม 13 ร้าน กระจายอยู่ใน 5 เมืองหลัก ได้แก่ นครโฮจิมินห์ 7 ร้าน กรุงฮานอย 2 ร้าน นครดานัง 2 ร้าน นครไฮฟอง 1 ร้าน และนครเว้ 1 ร้าน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Thai SELECT Casual จนถึง Thai SELECT 3 ดาว โดยร้าน Saffron นครเว้ ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 3 ดาว ซึ่งเป็นระดับสูงสุด สะท้อนถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายร้านอาหารไทยที่มีมาตรฐานในตลาดเวียดนาม และศักยภาพในการเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่อัตลักษณ์ไทยผ่านทั้งอาหาร การออกแบบ และผลิตภัณฑ์ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;DITP มุ่งใช้เครือข่าย Thai SELECT เป็นทั้งช่องทางประชาสัมพันธ์อาหารและอัตลักษณ์ไทย และเป็นจุดเชื่อมโยงทางการค้าสำหรับสินค้าและบริการไทย โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงคู่ค้าและผู้บริโภคในตลาดเวียดนาม ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจและต่อยอดการส่งออกในระยะต่อไป&rdquo;นางสุภาพรกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางสุภาพรกล่าวว่า ในโอกาสนี้ ได้รับเชิญเป็นประธานในพิธีเปิด &ldquo;Dolly Thai Mart สาขา 3&rdquo; ในนครโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคชาวเวียดนามเข้าถึงสินค้าไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยทั้งแบรนด์ขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการ SME และแบรนด์ใหม่ สามารถนำสินค้าเข้าทดลองตลาด สร้างการรับรู้ และรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริโภคในพื้นที่โดยตรง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
Dolly Thai Mart พัฒนาต่อยอดมาจาก Dolly Cosme ซึ่งเริ่มดำเนินธุรกิจจำหน่ายเครื่องสำอางไทยในเวียดนามเมื่อเกือบ 8 ปีก่อน ก่อนขยายไปสู่สินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค จนพัฒนาเป็นร้านสะดวกซื้อสัญชาติไทย และขยายสู่สาขาที่ 3 สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และสร้างเครือข่ายการจัดจำหน่ายสินค้าไทยในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางให้สินค้าไทยเข้าถึงผู้บริโภคชาวเวียดนามได้กว้างขวางยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260828faeac4e1eef307c2ab7b0a3821e6c667140623.jpg' type='image/jpg' length='366045' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผย 6 จังหวัดสนตั้งล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม เตรียมช่วยเหลือ-ดันเป็นต้นแบบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183410</link>
<guid isPermaLink="false">bed54707c0721f7e02566b7bd9c6579a</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 14:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/05 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผย 6 จังหวัดสนตั้งล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม เตรียมช่วยเหลือ-ดันเป็นต้นแบบ<br />
กรมการค้าภายในเผยความคืบหน้าการผลักดันตั้ง &ldquo;ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม&rdquo; ตามนโยบาย &ldquo;ศุภจี&rdquo; ล่าสุดมี 6 จังหวัด สนใจจัดตั้งรวม 12 แห่ง เตรียมเข้าไปช่วยเหลือตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ ลดต้นทุน ยกระดับการผลิต กลางน้ำ การรวบรวม คัดแยก แปรรูป และปลายน้ำ หาตลาดทั้งในและต่างประเทศ จากนั้นจะใช้เป็นต้นแบบขยายไปยังชุมชนอื่นต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยกระดับ &ldquo;ล้งชุมชน&rdquo; ให้เป็นกลไกช่วยเกษตรกรบริหารจัดการผลผลิตและเชื่อมโยงตลาดมะพร้าวน้ำหอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ขณะนี้กรมได้หารือร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่แหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมสำคัญ 6 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ฉะเชิงเทรา และสงขลา โดยมีเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนแสดงความประสงค์เข้าร่วมแล้ว 12 แห่ง ประกอบด้วย นครปฐม 1 แห่ง ราชบุรี 6 แห่ง สมุทรสาคร 1 แห่ง สมุทรสงคราม 2 แห่ง ฉะเชิงเทรา 1 แห่ง และสงขลา 1 แห่ง ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 10 แห่ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยหลังจากมีการจัดตั้งล้งชุมชนขึ้นมาแล้ว กรมจะเข้าไปช่วยเหลือครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยต้นน้ำ จะเน้นลดต้นทุนและยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด กลางน้ำ พัฒนาการรวบรวม คัดแยก แปรรูป ยืดอายุสินค้า และยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะมาตรฐานน้ำมะพร้าวน้ำหอม ในส่วนของปลายน้ำ มุ่งเชื่อมโยงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้จากมะพร้าวกลับมาใช้ประโยชน์หรือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมและลดต้นทุนให้แก่ชุมชน<br />
&ldquo;เป้าหมายของการพัฒนาล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจุดรวบรวมผลผลิต แต่คือการทำให้เกษตรกรและชุมชนสามารถบริหารจัดการผลผลิตของตนเองได้ดีขึ้น ตั้งแต่การลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพ การรวบรวมและคัดแยก การสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้ทุกส่วนในห่วงโซ่เติบโตไปด้วยกัน เพราะนี่คือหัวใจของ The Harmony Model ที่ต้องการให้การผลิต การบริหารจัดการ และการตลาดเดินไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อพื้นที่ต้นแบบสามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง ก็จะขยายองค์ความรู้และรูปแบบการทำงานไปยังชุมชนอื่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอมที่เข้มแข็ง และช่วยให้เกษตรกรมีโอกาสสร้างรายได้ที่ดีขึ้นในระยะยาว&rdquo;นายวิทยากรกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2569 คาดว่า จะมีผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมประมาณ 475 ล้านลูก เพิ่มขึ้น 13% จากปี 2568 ที่มีประมาณ 420 ล้านลูก โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือน ส.ค.-พ.ย. เฉลี่ยประมาณ 1.7&ndash;2 ล้านลูกต่อวัน ขณะที่ช่วงปลายปีความต้องการนำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญ มีแนวโน้มชะลอตัว จึงต้องเข้าไปบริหารจัดการมะพร้าวน้ำหอมตั้งแต่ต้นฤดูกาล ไม่รอให้ผลผลิตออกมากแล้ว จึงเข้าไปแก้ปัญหา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาและสร้างความสมดุลระหว่างการผลิตกับความต้องการของตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวทางสำคัญ คือ ทำให้เกษตรกรไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตแล้วรอผู้ซื้อมารับสินค้า แต่ต้องสามารถรู้ต้นทุน รู้ตลาด วางแผนการผลิต รวมกลุ่ม คัดคุณภาพ แปรรูป และเชื่อมโยงตลาดได้มากขึ้น จึงได้นำ The Harmony Model มาเป็นกรอบในการพัฒนาล้งชุมชน โดยมีแนวคิด Think Big &ndash; Act Small &ndash; Move Right &ndash; Multiply คือ มองเป้าหมายให้ไกล เริ่มจากพื้นที่ ๆ มีความพร้อม ทำให้เกิดผลจริง และนำความสำเร็จไปขยายผลต่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดย The Harmony Model ประกอบด้วย 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ Think Big ให้เกษตรกรมองการผลิตมะพร้าวน้ำหอมในมิติของธุรกิจ รู้ต้นทุน เข้าใจตลาด และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ซื้อ Act Small เริ่มพัฒนาจากกลุ่มเกษตรกรและล้งชุมชนที่มีความพร้อม ทั้งด้านการรวบรวม คัดคุณภาพ มาตรฐาน การแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการตลาด ให้เกิดผลจริงก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่น Move Right ปรับวิธีการผลิตและการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสม ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เพิ่มคุณภาพผลผลิต และผลิตมะพร้าวน้ำหอมให้ตรงกับมาตรฐานและความต้องการของตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าและโอกาสในการจำหน่าย และ Multiply จะพัฒนาล้งชุมชนที่ประสบความสำเร็จให้เป็นต้นแบบและพี่เลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กลุ่มเกษตรกรอื่น เพื่อขยายเครือข่ายจากระดับชุมชนไปสู่ระดับจังหวัดและพื้นที่ผลิตอื่นต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260828751d31dd6b56b26b29dac2c0e1839e34140435.jpg' type='image/jpg' length='302374' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผย อคส. ยกเลิกนำเข้าข้าวโพด 6 แสนตัน ขอเอกชนชะลอกรอบ WTO]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183409</link>
<guid isPermaLink="false">ebef56298ed0d0e84b103e32d04c78b4</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 14:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/04 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 665px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผย อคส. ยกเลิกนำเข้าข้าวโพด 6 แสนตัน ขอเอกชนชะลอกรอบ WTO<br />
กรมการค้าภายในเผยได้หารือกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) เห็นพ้องยกเลิกประกาศนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน 6 แสนตัน เหตุพื้นที่เพาะปลูกในประเทศ ไม่ได้เสียหายจากน้ำท่วมมากนัก ผลผลิตยังมีปกติ และยังได้ขอความร่วมมือให้ผู้นำเข้าชะลอการนำเข้าข้าวโพดภายใต้ WTO ออกไปเป็นต้นปีหน้า เพื่อให้ซื้อผลผลิตในประเทศก่อน ยันเดินหน้าตรวจการรับซื้อ ต้องเป็นไปตามประกาศราคาที่กำหนด &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างใกล้ชิด และได้มีการพิจารณาร่วมกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) เกี่ยวกับประกาศเรื่องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน ปริมาณ 6 แสนตัน โดยเห็นว่าขณะนี้ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางการนำเข้าดังกล่าว จึงได้ระงับและยกเลิกประกาศดังกล่าว ทำให้ปัจจุบัน ไม่มีการอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านตามประกาศแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการยกเลิกประกาศดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่า พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทย ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากนัก เพราะน้ำมาเร็วและไปเร็ว และยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดว่าราคาข้าวโพดในประเทศ จะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะผลผลิตที่ออกมาสามารถจำหน่ายได้ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ประจำปี 2568/69 ที่ได้ให้ใช้คำสั่งนี้ จนกว่าจะมีการออกประกาศฉบับใหม่ เพื่อให้มีหลักเกณฑ์และราคารับซื้อที่ชัดเจนและต่อเนื่อง โดยกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เกรด 2 ที่ความชื้น 30% ราคา 7.05 บาทต่อกิโลกรัม และการรับซื้อในระดับความชื้นอื่นให้เป็นไปตามเกณฑ์การปรับราคารับซื้อตามคุณภาพที่กำหนด<br />
นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือผู้นำเข้า ให้ชะลอการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามโควตาภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) จากเดิม 572,405 ตัน โดยส่งมอบภายในเดือน ธ.ค.2569 จำนวน 120,000 ตัน และขอความร่วมมือให้ส่วนที่เหลือนำเข้าในปี 2570 เพื่อให้มีการรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศในประเทศก่อน &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการรับซื้อ กรมได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ทั้งในเรื่องเครื่องชั่ง เครื่องวัดความชื้น และการแสดงราคารับซื้อ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรว่าจะได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย โดยที่ผ่านมาได้ตรวจสอบแล้ว 8 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ลพบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และนครปฐม พบการใช้เครื่องวัดความชื้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 11 ราย ซึ่งกรมได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว สำหรับการรับซื้อของโรงงานอาหารสัตว์รายใหญ่ ส่วนใหญ่เปิดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามปกติ ทั้งนี้ ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำชับและติดตามคุณภาพผลผลิตให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ประกาศไว้แล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการพิจารณาต้นทุนการผลิต คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้ข้อมูลต้นทุนที่เหมาะสม สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยให้นำเสนอผลการทบทวนต่อ นบขพ. ภายในวันที่ 31 ส.ค.2569 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
เรือโทวีระชัย โกสาแสง รองผู้อำนวยการ อคส. รักษาการแทนผู้อำนวยการ อคส. กล่าวว่า อคส. ในฐานะหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-31 ม.ค.2569 ได้ออกประกาศนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อบริหารจัดการวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ให้เพียงพอ และมีเข้าสู่ระบบอย่างเหมาะสม ป้องกันไม่ให้กระทบต่อราคาอาหารสัตว์ โดยการนำเข้า จะเก็บไว้ในคลังสินค้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน และหากจะนำออก ต้องได้รับการอนุญาตก่อน และที่ออกประกาศมาช่วงนี้ เพราะเห็นว่า พื้นที่เพาะปลูก เช่น จ.น่าน ที่เป็นแหล่งปลูกอันดับ 6 ถูกน้ำท่วม และมีแนวโน้มน้ำกระจายไป จ.สุโขทัย พิษณุโลก จึงต้องป้องกันผลกระทบไว้ก่อน แต่เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมไม่รุนแรง และคลี่คลายเร็ว และพื้นที่เพาะปลูก ไม่ได้รับผลกระทบมาก ผลผลิตยังมีต่อเนื่อง จึงได้ยกเลิกประกาศดังกล่าวแล้ว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608287d0665438e81d8eceb98c1e31fca80c1140246.jpg' type='image/jpg' length='218834' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมการค้าต่างประเทศ คว้ารางวัล Government Data Catalog ประจำปี 69]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183408</link>
<guid isPermaLink="false">1aa5d153f259741ead6406800f2c1a69</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 14:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/03 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>กรมการค้าต่างประเทศ คว้ารางวัล Government Data Catalog ประจำปี 69<br />
กรมการค้าต่างประเทศ รับรางวัลหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนบัญชีข้อมูลภาครัฐ (Government Data Catalog) ประจำปี 69 ด้านการเผยแพร่บัญชีข้อมูลแบ่งปัน จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยเป็น 1 ใน 3 หน่วยงานระดับกรม ที่มีผลงานโดดเด่น ตอกย้ำธรรมาภิบาลข้อมูล การเชื่อมโยงข้อมูล ที่นำไปสู่การบริการที่สะดวกและมีประสิทธิภาพ</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับรางวัลหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนบัญชีข้อมูลภาครัฐ (Government Data Catalog) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ด้านการเผยแพร่บัญชีข้อมูลแบ่งปัน (Shared Data) จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 3 หน่วยงานระดับกรม ที่มีผลงานโดดเด่นในด้านดังกล่าว มีดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นผู้มอบรางวัล</p>

<p>โดยรางวัลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและยกย่องหน่วยงานภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน และสามารถแบ่งปันหรือเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายใต้สิทธิ์และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อให้ข้อมูลภาครัฐสามารถนำไปใช้สนับสนุน การบริหารงาน การตัดสินใจ และการพัฒนาการบริการประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
สำหรับความสำเร็จ เกิดจากการที่กรมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้อมูลตามหลักธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance) อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดทำบัญชีข้อมูลและคำอธิบายข้อมูลให้เป็นมาตรฐาน การกำหนดผู้รับผิดชอบข้อมูล การจำแนกระดับชั้นและสิทธิ์การเข้าถึง ตลอดจนการผลักดันข้อมูลที่อยู่ในความรับผิดชอบให้สามารถค้นหา เชื่อมโยง และนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;รางวัลนี้สะท้อนถึงความพร้อมของกรมในการบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงรู้ว่ามีข้อมูลใดอยู่ที่ใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ยังสามารถนำข้อมูลมาเชื่อมโยง และใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการภาครัฐได้มากยิ่งขึ้น&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า กรมยังมุ่งนำข้อมูลมาใช้สนับสนุนภารกิจด้านการค้าต่างประเทศ ทั้งการให้บริการผู้ประกอบการ การออกใบอนุญาตและหนังสือรับรอง การอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยการพัฒนาบัญชีข้อมูลภาครัฐจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูล ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถนำข้อมูลที่มีคุณภาพและเป็นมาตรฐานมาใช้ประกอบการวิเคราะห์และกำหนดมาตรการด้านการค้าได้อย่างแม่นยำและทันต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาบริการดิจิทัลภาครัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;รางวัลนี้ เป็นทั้งความภาคภูมิใจและแรงผลักดันให้กรมเดินหน้าพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลและธรรมาภิบาลข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลภาครัฐสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริง ทั้งต่อการบริหารงานของภาครัฐ การให้บริการผู้ประกอบการ และการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในยุคดิจิทัล&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260828e45ee7ce7e88149af8dd32b27f9512ce140055.jpg' type='image/jpg' length='723794' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมเจรจาฯ คว้า 2 รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ปี 69 ผลงานอำนวยความสะดวกธุรกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183407</link>
<guid isPermaLink="false">e4909592ff1f6a1fb0ba1fed77b922eb</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 13:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/02 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 665px;" /></p>

<p>กรมเจรจาฯ คว้า 2 รางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ปี 69 ผลงานอำนวยความสะดวกธุรกิจ<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ คว้า 2 รางวัลใหญ่ &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ประจำปี 2569 จากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ทั้งระดับกรม และ Popular Vote ที่ได้เพียงหน่วยงานเดียว ตอกย้ำการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วม และการอำนวยความสะดวกด้านงานบริการแก่ภาคธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เป็นหน่วยงานภาครัฐ ด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจและมีธรรมาภิบาลที่ดี จากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยคว้ารางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ประจำปี 2569 ถึง 2 รางวัล ได้แก่ &ldquo;รางวัลประจำปีระดับกรม&rdquo; และรางวัล &ldquo;Popular Vote&rdquo; โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัล เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้มุ่งขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น &ldquo;ระบบราชการ 4.0&rdquo; ภายใต้กลยุทธ์หลัก &ldquo;DTN- I3 (Innovation, Involvement, Integrity)&rdquo; โดยให้ความสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาการบริการแก่ภาคธุรกิจ อาทิ Mobile Application &ldquo;FTA Choice&rdquo; ที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศได้ง่าย และมีระบบคลังข้อมูลทางการค้าของไทย (Thailand NTR) ที่บูรณาการข้อมูลการค้าจาก 66 หน่วยงาน 17 กระทรวง ไว้ ณ จุดเดียว (One Stop Service) ช่วยภาคธุรกิจลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกในการหาข้อมูลของผู้ประกอบการทุกระดับได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และให้ความสำคัญเรื่องการมีส่วนร่วม โดยผ่านการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการเจรจา FTA ของไทยกับคู่ค้าสำคัญต่าง ๆ จากทุกภาคส่วน ควบคู่กับการลงพื้นที่รับฟังข้อเสนอแนะโดยตรงจากเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME ในภูมิภาคต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการจัดประชุมสรุปข้อมูลและผลการเจรจาความตกลงการค้าเสรีเพื่อแจ้งความคืบหน้าร่วมกับหน่วยงานภายนอก (Debrief)<br />
ขณะเดียวกัน ได้ให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน (DTN Zero Corruption) โดยกรมมีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดำเนินงานโครงการส่งเสริมคุณธรรมและการทำความดีด้วยระบบเครดิตความดี (Moral Credit) ที่สร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้เจ้าหน้าที่ ส่งผลให้ในปัจจุบันกรมไม่มีประเด็นข้อร้องเรียนด้านการทุจริตเลยในทุกช่องทาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติทั้งสองรางวัลในปีนี้ ซึ่งเป็นรางวัลที่ใช้เกณฑ์และมาตรฐานในการประเมินตัดสินจากมุมมองของภาคธุรกิจโดยตรง จึงสะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานเพื่อลดอุปสรรคและส่งเสริมขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจ รวมถึงการยึดมั่นในหลักความโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะรางวัล Popular Vote ที่มอบให้หน่วยงานเพียงหน่วยงานเดียว ซึ่งได้รับการยอมรับจากมติของคณะกรรมการว่ามีผลงานเป็นที่ประจักษ์ของภาคธุรกิจและประชาชนในการบริหารจัดการวิฤตการณ์ (Crisis management) ของประเทศในรอบปีที่ผ่านมา&rdquo;น.ส.โชติมากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260828a2ef406e2c2351e0b9e80029c909242d135845.jpg' type='image/jpg' length='644342' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก ก.ค.69 พุ่ง 21.6% บวกต่อเนื่อง 25 เดือน รวม 7 เดือนโต 18.2%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183406</link>
<guid isPermaLink="false">15206e64e041438680a5b015bd30f7c3</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 13:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/01 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​ส่งออก ก.ค.69 พุ่ง 21.6% บวกต่อเนื่อง 25 เดือน รวม 7 เดือนโต 18.2%<br />
ส่งออก ก.ค.69 มูลค่า 34,789.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 21.6% ขยายตัวต่อเนื่อง 25 เดือน ทำสถิติสูงสุดเป็นอันดับ 2 ได้แรงหนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การเร่งนำเข้าหนีนโยบายการค้าสหรัฐฯ และสินค้าเกษตรหลักกลับมาขยายตัว ส่วนนำเข้าที่เพิ่ม ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบ ทุน ที่นำมาผลิตเพื่อส่งออก รวม 7 เดือน มูลค่า 231,531 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.2% คาดแนวโน้มยังโตต่อ ตามการเติบโตของ AI ทั้งปี 11% ได้แน่ มีลุ้นแตะ 15% แต่ต้องจับตาปัจจัยเสี่ยง ช่องแคบฮอร์มุซ ภาษีสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน ก.ค.2569 มีมูลค่า 34,789.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.6% ขยายตัวต่อเนื่อง 25 เดือน และทำสถิติส่งออกสูงสุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากเดือน มี.ค.2569 ที่ทำได้ 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า มูลค่า 38,399.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.7% ขาดดุลการค้า 3,610.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรวม 7 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) การส่งออก มีมูลค่า 231,531 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.2% การนำเข้า มีมูลค่า 266,885.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 37.8% ขาดดุลการค้า 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยปัจจัยที่ช่วยผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว มาจากความต้องการสินค้าในห่วงโซ่เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลทั่วโลกที่ยังเติบโต มีการเร่งนำเข้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพลิกกลับมาขยายตัวของกลุ่มสินค้าเกษตรหลัก และศักยภาพของอาหารแปรรูป ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ ทุน เครื่องจักร เพื่อมาผลิตและส่งออก ส่วนน้ำมัน จากราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น และสินค้าอุปโภคบริโภค นำเข้าไม่มาก ส่งผลให้มีการขาดดุลการค้า<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 1.1% หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน โดยสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 3.3% และสินค้าเกษตร เพิ่ม 0.6% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ยางพารา ข้าว อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ไก่แปรรูป กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ น้ำตาลทราย ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ทั้งนี้ 7 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 2.9%</p>

<p>ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 24.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 28 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ทองแดงและของที่ทำด้วยทองแดง เครื่องวีดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 7 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 22%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะตลาดหลัก เพิ่ม 26.9% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 45.3% จีน เพิ่ม 15.2% ญี่ปุ่น เพิ่ม 21.3% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 31.5% อาเซียน (5) เพิ่ม 16.8% และ CLMV เพิ่ม 13% ตลาดรอง เพิ่ม 10.1% โดยทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 28.9% ทวีปแอฟริกา เพิ่ม 11.3% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 12.1% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 4.7% ส่วนเอเชียใต้ ลด 5.4% ตลาดตะวันออกกลาง ลด 12.1% และสหราชอาณาจักร ลด 10.6% และตลาดอื่น ๆ ลด 20%<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2569 คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ดี จากความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องดูความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และผลสรุปมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อไทย รวมไปถึงการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่าน จะเป็นปัจจัยเสี่ยงและเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกในระยะข้างหน้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เคยคาดการณ์การส่งออกว่า ทั้งปี 2569 จะเติบโต 8-11% และหากดูสถานการณ์ถึงตอนนี้ ที่ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเติบโต และถ้าโตต่อเนื่อง โอกาสที่การส่งออกทั้งปีของไทยจะขยายตัวเกิน 11% มีความเป็นไปได้สูง และมีโอกาสขยับขึ้นไปด้านบนเพิ่มขึ้น ส่วนจะทำได้ถึง 15% หรือไม่ มีความเป็นไปได้ โดยมูลค่าการส่งออกถ้าโต 15% อยู่ที่ 391,267.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอีก 5 เดือนที่เหลือต้องส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 31,947.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026082896a3be3cf272e017046d1b2674a52bd3135410.jpg' type='image/jpg' length='505016' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP นำผู้ประกอบการสินค้าสัตว์เลี้ยง ลุยเจรจาธุรกิจที่เวียดนาม ขายได้ทันที 60 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183065</link>
<guid isPermaLink="false">3e06028b05b0f232a454fa441d7be92f</guid>
<pubDate>Thu, 27 Aug 2026 10:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 16.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​DITP นำผู้ประกอบการสินค้าสัตว์เลี้ยง ลุยเจรจาธุรกิจที่เวียดนาม ขายได้ทันที 60 ล้าน<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นำผู้ประกอบการสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงเดินทางไปเจรจาการค้าที่เวียดนาม จับคู่ธุรกิจวันเดียวตกลงซื้อขายแล้ว 60 ล้านบาท เกินไปจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ คาดจะมีการซื้อต่อเนื่อง หลังจากได้เป็นพันธมิตรทางการค้า พร้อมนำสำรวจตลาด รับฟังความคิดเห็น เพื่อนำมาใช้ปรับปรุง พัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางสุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา DITP ได้จัดโครงการจัดคณะผู้แทนการค้าสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงเดินทางไปเจรจาการค้าในต่างประเทศ ณ โรงแรม Lotte Hotel Saigon นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยได้นำผู้ประกอบการไทย 22 ราย อาทิ กลุ่มอาหาร ของว่าง กลุ่มสินค้าเพื่อการรักษาและสินค้าเพื่อดูแลสุขภาพ กลุ่มชำระล้างและบำรุง กลุ่มของเล่นสัตว์เลี้ยง กลุ่มตกแต่งและสินค้าไลฟ์สไตล์ และแฟชันสำหรับสัตว์เลี้ยง พบปะเจรจากับผู้นำเข้าเวียดนาม 58 ราย รวมการจับคู่เจรจากว่า 330 คู่ และเกิดการตกลงซื้อขายแล้วประมาณ 60 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่คาดหวังไว้ และคาดว่าจะเกิดการสั่งซื้อเพิ่มต่อเนื่อง รวมถึงเกิดความร่วมมือการเป็นพันธมิตรทางการค้าในหลายมิติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ DITP ยังได้จัดกิจกรรมนำคณะผู้ประกอบการสำรวจความต้องการของสินค้าหรือบริการเพื่อสัตว์เลี้ยง ทั้งการเข้าชมและพบปะแลกเปลี่ยนความเห็น จากผู้บริหารโรงพยาบาลสัตว์ สปาสำหรับสัตว์ รวมถึงร้านค้าจำหน่าย เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด และเพิ่มโอกาสส่งออก<br />
&ldquo;DITP จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการแสวงหาตลาดใหม่ ๆ ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการส่งออกและเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงไทยเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความพร้อมทั้งด้านการผลิต คุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลาย จึงมีโอกาสต่อยอดการส่งออกไปยังตลาดเวียดนามและตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง&rdquo;นางสุภาพรกล่าว</p>

<p>สำหรับตลาดเวียดนาม โดยเฉพาะนครโฮจิมินห์ เป็นตลาดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และมีความสัมพันธ์ทางการค้าใกล้ชิดกับไทย ภายใต้กรอบอาเซียนและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงของไทย ให้เข้าถึงผู้บริโภคและสร้างการเติบโต อย่างยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปี 2568 เวียดนามเป็นตลาดส่งออกสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงที่สำคัญอันดับ 10 ของไทย มีมูลค่าส่งออกเกือบ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสัดส่วนกว่า 99% เป็นกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและความต้องการสินค้าไทยในตลาดเวียดนามในระดับสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ข้อมูลจากผู้จัดงานแสดงสินค้า InterPetFest ระบุว่า ตลาดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงในเวียดนาม มีมูลค่าประมาณ 156 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 168 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2569 เติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงของไทยในเวียดนาม นับเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการขยายพื้นที่ขายสินค้าสัตว์เลี้ยงของไทยในเวียดนาม ที่ไม่ใช่แค่อาหาร ยังมีของใช้และอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงสินค้านวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เลี้ยงสัตว์ในเวียดนามที่มีความต้องการที่แตกต่างกันมากขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260827a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c101226.jpg' type='image/jpg' length='291866' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ถกแพลตฟอร์ม TAGTHAi ดันสินค้า-บริการชุมชน และ SME เชื่อมกับท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183061</link>
<guid isPermaLink="false">7d83b9c03f5bf0e46864dc37d7148873</guid>
<pubDate>Thu, 27 Aug 2026 10:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 17.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ถกแพลตฟอร์ม TAGTHAi ดันสินค้า-บริการชุมชน และ SME เชื่อมกับท่องเที่ยว<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;หารือแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวดิจิทัล TAGTHAi (ทักทาย) ผลักดันเชื่อมโยงสินค้า บริการของผู้ประกอบการในชุมชน และ SME เข้ากับการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการ บริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และคณะ ถึงแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวดิจิทัล TAGTHAi (ทักทาย) เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการค้าสินค้า บริการ และเศรษฐกิจชุมชน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทย และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น</p>

<p>ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายเล็กและวิสาหกิจชุมชน โดยนำสินค้า อาหาร บริการ และสินค้าชุมชนในแต่ละพื้นที่มาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวสร้างรายได้ไปถึงเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น พร้อมผลักดันการใช้ข้อมูลและแพลตฟอร์มดิจิทัลนำเสนอสินค้าและบริการที่น่าสนใจแก่นักท่องเที่ยวคุณภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานร่วมกับ TAGTHAi ผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยและสินค้าศักยภาพเข้าสู่แพลตฟอร์ม รวมถึงใช้เครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ขณะที่ TAGTHAi พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงระบบและบริการด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐและเอกชน ลดความซ้ำซ้อน และอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว&rdquo;<br />
นายกลินท์กล่าวว่า TAGTHAi เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 50 องค์กร ในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและพัฒนาแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของประเทศ</p>

<p>นายศีลวัต สันติวิสัฏฐ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ TAGTHAi กล่าวว่า TAGTHAi พร้อมร่วมมือกับภาครัฐ พัฒนาไปสู่ National Tourism Integration Platform เชื่อมโยงข้อมูลและบริการด้านการท่องเที่ยว และใช้ข้อมูลเป็น Tourism Data Intelligence เพื่อสนับสนุนการวางแผนตลาดและกระจายรายได้สู่ SME และชุมชน</p>

<p>ปัจจุบัน TAGTHAi มียอดดาวน์โหลดประมาณ 4.6 ล้านครั้ง ผู้ลงทะเบียน 507,000 ราย และมีร้านค้าบนแพลตฟอร์มกว่า 3,300 ร้านค้า พร้อมขยายการเชื่อมโยงไปยังจังหวัดและผู้ประกอบการในระดับพื้นที่ เพื่อร่วมกันเปลี่ยนการท่องเที่ยวให้เป็นโอกาสทางการค้า และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทยและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>ในการหารือดังกล่าว มีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นาวาตรีวรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมด้วยผู้แทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260827eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3100940.jpg' type='image/jpg' length='1002066' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ได้รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ปี 69 จากผลงานบริการผ่านออนไลน์ครบวงจร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183056</link>
<guid isPermaLink="false">f30b513d6494eaa465329ac78571b5ce</guid>
<pubDate>Thu, 27 Aug 2026 10:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 20.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>​กรมพัฒน์ได้รางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ปี 69 จากผลงานบริการผ่านออนไลน์ครบวงจร<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้รับรางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ประจำปี 69 ประเภทหน่วยงานระดับกรม จากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จากผลงานยกระดับกระบวนงานอนุมัติและอนุญาตตามกฎหมายรวม 87 กระบวนงาน 8 ระบบบริการหลัก ให้บริการผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างครบวงจร ยันพร้อมเดินหน้าปรับปรุงงานบริการให้ก้าวสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เข้ารับรางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ประจำปี 2569 จากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา โดยกรมได้รับเสนอชื่อรับรางวัลจากการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของกรมที่มุ่งสู่การเป็น &ldquo;องค์กรชั้นนำด้านบริการและขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo; ที่สามารถยกระดับกระบวนงานอนุมัติและอนุญาตตามกฎหมายรวม 87 กระบวนงาน 8 ระบบบริการหลัก ให้สามารถบริการผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างครบวงจรแบบ หรือ End-to-End อาทิ ระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) ระบบจดทะเบียนบริษัทมหาชน (e-PCL) ระบบนำส่งงบการเงิน (DBD e-Filing) รวมถึงระบบจดทะเบียนสมาคมการค้าและหอการค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-TACC) ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงต้นปี 2569 ส่งผลให้ปัจจุบันมีสัดส่วนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ผ่านช่องทางดิจิทัลสูงถึงร้อยละ 95.48<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมได้นำเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้ง AI และการยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID / ThaiD /e-KYC) มาประยุกต์ใช้เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง รวดเร็ว และอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถทำธุรกรรมได้ทุกที่ ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดขั้นตอน ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาในการติดต่อราชการ ที่สำคัญยังช่วยลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ลดการสัมผัสหรือเผชิญหน้า ซึ่งช่วยขจัดปัญหาการทุจริตและสร้างความโปร่งใสได้อย่างเป็นรูปธรรม&rdquo;<br />
นอกจากมิติการอำนวยความสะดวกแล้ว กรมยังยกระดับการคัดกรองนิติบุคคลเชิงลึก โดยบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านราย ฐานข้อมูลกลุ่มเสี่ยง HR-03 และบัญชีม้ากว่า 90,000 รายชื่อ ควบคู่กับการใช้ระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมนิติบุคคล (IBAS) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ ตำรวจ ดีเอสไอ ปปง. กรมสรรพากร ลงพื้นที่ตรวจสอบ 6 กลุ่มธุรกิจเสี่ยง ส่งผลให้จำนวนนิติบุคคลบัญชีม้าลดลงอย่างก้าวกระโดดจาก 594 รายในปี 2568 เหลือเพียง 58 บริษัทในปี 2569 และกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงถึง 65.22%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน เพื่อตอกย้ำบทบาทการเป็นคลังข้อมูลธุรกิจของประเทศ ได้พัฒนาระบบ DBD Data Warehouse+ ให้ประชาชนและเอกชนเข้าถึงข้อมูลนิติบุคคลกว่า 2 ล้านราย ได้ฟรี พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time ผ่านระบบ Business Data Exchange (BDEX) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐแล้วกว่า 181 แห่ง ช่วยลดภาระการขอเอกสารกระดาษ &nbsp; &nbsp; ของประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2569 กรมได้ประกาศเดินหน้าให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดผ่านระบบดิจิทัล 100% พร้อมยกเลิกการให้บริการข้อมูลนิติบุคคลในรูปแบบกระดาษสำหรับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างมิติใหม่ของงานบริการราชการไทยที่โปร่งใส ทันสมัย และเป็นที่พึ่งของภาคธุรกิจได้อย่างเต็มภาคภูมิ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอขอบคุณหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่ได้พิจารณาคัดเลือกและมอบรางวัลอันทรงคุณค่าให้แก่กรม และขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของกรมด้วยดีเสมอมา รวมไปถึงประชาชนผู้ใช้บริการทุกท่านที่มั่นใจใช้บริการดิจิทัลทุกระบบของกรม โดยพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงองค์กรให้เป็นผู้นำในการให้บริการดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบต่อไป&rdquo;นายจิตรกรกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260827c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c100745.jpg' type='image/jpg' length='166686' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ปี 69 จากผลงานบริการดิจิทัล]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183054</link>
<guid isPermaLink="false">8f35a9cbc3200b2b712ee2f75a43410b</guid>
<pubDate>Thu, 27 Aug 2026 10:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/01 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้รางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ปี 69 จากผลงานบริการดิจิทัล<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับรางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ประจำปี 69 ประเภท &ldquo;หน่วยงานระดับกรม&rdquo; ตอกย้ำประสิทธิภาพการให้บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม หลังผู้ใช้บริการงานดิจิทัล DIP e-Service ถึงกลางปี 69 เติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 523% จากปี 66 ยันเดินหน้ายกระดับการให้บริการต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับการคัดเลือกจากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ได้รับรางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ประจำปี 2569 ในประเภท &ldquo;หน่วยงานระดับกรม&rdquo; โดยนายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้แทนกรมเข้ารับรางวัลดังกล่าวจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนความสำเร็จในการยกระดับบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่ออำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และลดต้นทุนให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้ใช้บริการ DIP e-Service เติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่า 523% จากปี 2566 ที่มีผู้ใช้บริการ 22,280 ราย เพิ่มขึ้นเป็น 138,890 รายในช่วงกลางปี 2569</p>

<p>ทั้งนี้ กรมได้มีการพัฒนาระบบบริการสำคัญใน 3 มิติ ดังนี้ ​มิติที่ 1 ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา ได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานและนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว อาทิ บริการ Fast Track เร่งรัดการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับนวัตกรรมและผลงานที่มีความจำเป็นและตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีการยื่นจดทะเบียนมากที่สุด กรมจึงเปิดช่องทางพิเศษสำหรับ SME และธุรกิจออนไลน์ โดยจะทราบผลการพิจารณาภายในเวลา 3&ndash;4 เดือน นับจากวันที่ยื่นคำขอเร็วกว่าช่องทางปกติที่ใช้เวลาประมาณ 10 เดือน รวมทั้งการต่ออายุเครื่องหมายการค้าที่สะดวกรวดเร็วภายใน 30 นาที และได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานผ่านระบบต่าง ๆ เช่น AI Image Search และ Trademark Checker เพื่อช่วยสืบค้นและเปรียบเทียบข้อมูลจากฐานข้อมูลจำนวนมาก ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีระบบจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลการให้บริการทั้งจากศูนย์ DIP One และระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ความต้องการและรูปแบบการใช้บริการของประชาชน และนำไปปรับปรุงรูปแบบการให้บริการและการบริหารจัดการอัตรากำลังให้เหมาะสมยิ่งขึ้น<br />
มิติที่ 2 ด้านการพัฒนาองค์กรสู่รัฐบาลดิจิทัล มุ่งยกระดับบริการออนไลน์อย่างครบวงจร ผ่านระบบ DIP e-Service ที่มีการปรับปรุงระบบยืนยันตัวตนให้สะดวกรวดเร็ว จากเดิมที่ต้องยื่นเอกสารตัวจริงมาเป็นการยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD โดยใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ระบบชำระเงินผ่านบริการ e-Payment พร้อมรับใบเสร็จผ่านระบบคลังกลางได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง และบริการให้คำปรึกษาออนไลน์โดยผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ที่ประชาชนสามารถจองคิวเข้ารับคำปรึกษาผ่านระบบ Zoom ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นต้น เพื่อลดภาระการเดินทางและลดการติดต่อเผชิญหน้า (Zero Contact)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
มิติที่ 3 ด้านความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ได้นำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการทำงานและลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ พร้อมส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐสู่สาธารณะ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลผ่านระบบดิจิทัล นอกจากนี้ ยังปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้โปร่งใส ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงด้านทุจริต โดยประเมินโอกาสและผลกระทบใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการอนุมัติอนุญาต ด้านการใช้อำนาจตามกฎหมาย และด้านการจัดซื้อจัดจ้างพร้อมดำเนินมาตรการป้องกันและต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ (Zero Corruption) ทั้งนโยบาย No Gift Policy งดรับ-งดให้ของขวัญทุกเทศกาล และจัดให้มีช่องทางรับแจ้งข้อมูลการทุจริตที่ส่งถึงอธิบดีโดยตรง โดยคำนึงถึงการรักษาความลับและคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมนกล่าวว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนางานบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา คือ การทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจท่ามกลางความท้าทายในยุคปัจจุบัน โดยในระยะต่อไป กรมมีแผนที่จะพัฒนาและขยายขีดความสามารถของ AI ในการตรวจสอบคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาครบทุกมิติ ยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรฐานสากล ตลอดจนเชื่อมโยงฐานข้อมูลเชิงลึก (Big Data) ร่วมกับหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอขอบคุณหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยที่พิจารณาคัดเลือกและมอบรางวัลอันทรงคุณค่าแก่กรม รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนภารกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง ตลอดจนประชาชนผู้ใช้บริการที่ให้ความเชื่อมั่นในระบบบริการของกรม โดยยินดีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้บริการ เพื่อนำมาพัฒนางานบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่องต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026082796a3be3cf272e017046d1b2674a52bd3100549.jpg' type='image/jpg' length='646060' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ถก Shopee สิงคโปร์ ช่วยผลักดันสินค้า GI ไทยขายตลาดต่างประเทศ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182892</link>
<guid isPermaLink="false">90976815b9cc924cf74ea2db70c9b4bd</guid>
<pubDate>Wed, 26 Aug 2026 14:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.2 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถก Shopee สิงคโปร์ ช่วยผลักดันสินค้า GI ไทยขายตลาดต่างประเทศ<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือ Shopee สิงคโปร์ ผลักดันช่วยส่งเสริมการขายสินค้า GI ไทย ออกสู่ตลาดต่างประเทศ และหารือกับ TikTok ยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ป้องกันการเสนอขายสินค้าผิดกฎหมายและสินค้าละเมิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้พบกับผู้บริหารและทีมงาน Shopee Singapore นำโดย Mr.CX Chua, Regional Cross Border Director ร่วมด้วยผู้แทนจาก Shopee ประเทศไทย ณ สำนักงานใหญ่ Shopee ประเทศสิงคโปร์ โดยได้หารือถึงแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการ GI ไทยในการขยายการจำหน่ายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศผ่านโปรแกรม Shopee International Platform (SIP) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่จะช่วยให้ร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee ประเทศไทย สามารถขยายการมองเห็นสินค้าไปยังผู้ใช้งานแพลตฟอร์มในต่างประเทศได้ โดยผู้ประกอบการยังคงบริหารจัดการร้านค้าได้ด้วยระบบปกติที่ใช้ภายในประเทศ ขณะที่ Shopee จะเป็นผู้สนับสนุนด้านการจัดการคำสั่งซื้อและจัดส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อในประเทศปลายทาง ซึ่งปัจจุบันโปรแกรมดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงสินค้าไปยังประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ และทาง Shopee เตรียมจะขยายการบริการไปยังประเทศไทยและเวียดนามในระยะถัดไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมเห็นว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และอุปสรรค ในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการ GI ไทย โดยมีแผนจะทำงานร่วมกับ Shopee เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ GI ไทย ให้สามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางดังกล่าวในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการตลาด และผลักดันสินค้าอัตลักษณ์ไทย โดยเฉพาะ GI ออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ&rdquo;<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมยังได้พบหารือกับผู้บริหารและทีมงาน TikTok Singapore นำโดยคุณชนิดา คล้ายพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ สำนักงาน TikTok ประเทศสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์ม โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับมาตรการคัดกรองสินค้าและควบคุมดูแลร้านค้าบนแพลตฟอร์มอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการเสนอขายสินค้าผิดกฎหมายหรือละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ และสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใส ปลอดภัย และเป็นธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมและ TikTok ยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการใช้แพลตฟอร์มและพฤติกรรมของผู้บริโภคในสิงคโปร์ โดย TikTok เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมอย่างสูงและมีฐานผู้ใช้งานจำนวนมาก จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีศักยภาพในการทำตลาดการค้ายุคใหม่ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหาร สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งนอกจากการสร้างคอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอทั่วไปแล้ว TikTok ยังมีเครื่องมือสื่อสารหลากหลาย ทั้ง Short Video, LIVE Shopping และ Product Showcase รวมทั้งการทำตลาดร่วมกับ Creator และ Influencer ในรูปแบบ LIVE Commerce ที่จะช่วยนำเสนอสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางรสพร ปัญญาทวีโชติ ผู้ประกอบการ GI ทุเรียนป่าละอู จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หนึ่งในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสินค้า GI ที่ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า การได้สัมผัสตลาดจริง ทำให้เห็นทั้งโอกาส การแข่งขัน และแนวทางพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่ตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว โดยการร่วมกิจกรรมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาครั้งนี้ นำไปสู่โอกาสทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับคำสั่งซื้อทุเรียนจากผู้จัดจำหน่ายในสิงคโปร์ ซึ่งมีความต้องการประมาณ 100 ลูกต่อสัปดาห์ ก็ขอขอบคุณกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่มอบโอกาสครั้งสำคัญให้กับผู้ประกอบการ GI ไทย ทั้งยังให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยตนจะนำประสบการณ์และข้อมูลที่ได้รับกลับไปพัฒนาสินค้าและเตรียมความพร้อมสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อพาสินค้า GI จากประเทศไทยไปแข่งขันในระดับนานาชาติต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608263d522deaf85577451c01974654b36ad3141131.jpg' type='image/jpg' length='73192' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดส่งถุงยังชีพ 1,000 ถุง ช่วยชาวน่าน “ศุภจี”ย้ำดูสินค้า ต้องไม่ขาด ไม่แพง ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182875</link>
<guid isPermaLink="false">fccb269dd021166a62718f47073453bc</guid>
<pubDate>Wed, 26 Aug 2026 13:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 670px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดส่งถุงยังชีพ 1,000 ถุง ช่วยชาวน่าน &ldquo;ศุภจี&rdquo;ย้ำดูสินค้า ต้องไม่ขาด ไม่แพง&nbsp;<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;พร้อมผู้บริหารพาณิชย์ บรรจุถุงยังชีพและปล่อยขบวนคาราวานนำไปส่งมอบให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม จ.น่าน จำนวน 1,000 ถุง หลังส่งไปแล้วก่อนหน้านี้ 500 ถุง มีครบทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว ยา เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้ทันที พร้อมกำลังเข้มดูแลสินค้า ต้องไม่ขาด ไม่แพง และจัดไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพประชาชน และช่วยเพิ่มรายได้ SME</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังร่วมกิจกรรมบรรจุถุงยังชีพ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน ณ สำนักงานชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ก่อนปล่อยขบวนคาราวานรถบรรทุกนำสิ่งของไปส่งมอบให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรกระทรวงพาณิชย์ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ระดมความช่วยเหลือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน ส่งสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว ของใช้ในครัวเรือน และยารักษาโรค มาจัดทำเป็นถุงยังชีพ เพื่อส่งต่อไปยังประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งถุงยังชีพไปแล้ว 500 ถุง และวันนี้ได้ร่วมกันบรรจุเพิ่มเติมอีก 1,000 ถุง รวมเป็น 1,500 ถุง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับถุงยังชีพจำนวน 1,000 ถุงที่จัดส่งในครั้งนี้ ภายในแต่ละถุงบรรจุสิ่งของ 14 รายการ อาทิ น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน ครีมอาบน้ำ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แชมพู โรลออน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง บิสกิต ขนมขบเคี้ยว นมพร้อมดื่ม กาแฟสำเร็จรูป และยารักษาโรค เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที<br />
&ldquo;เดิมตั้งใจจะลงพื้นที่ในวันที่ 28 ส.ค.2569 เพื่อร่วมทำบิ๊กคลีนนิ่ง เหมือนที่เคยดำเนินการในอำเภอหาดใหญ่ แต่เมื่อทราบว่าพื้นที่มีการเก็บทำความสะอาดไปค่อนข้างรวดเร็วและเรียบร้อยแล้ว จึงปรับมาเน้นการส่งสิ่งของที่จำเป็นเข้าไปช่วยเหลือแทน โดยให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหน่วยหน้า ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะเป็นหน่วยสนับสนุนที่ส่งความช่วยเหลือตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ และยังได้สนับสนุนเงินสดเพื่อช่วยเหลือในจุดที่มีความต้องการเฉพาะ โดยเฉพาะโรงเรียนที่เด็ก ๆ มีความต้องการเครื่องนอนและเครื่องนุ่งห่ม เพื่อให้สามารถจัดซื้อสิ่งของที่ตรงกับความจำเป็นและส่งความช่วยเหลือถึงพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการ อาทิ บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สยาม รอยัล อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ซอฟท์สวีท จำกัด รวมถึงผู้ประกอบการด้านอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคอีกหลายราย และยังมีสิ่งของบริจาคจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์อีกหลายพันชิ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ในส่วนของภารกิจหลักของกระทรวงพาณิชย์ ยังคงติดตามสถานการณ์ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่ประสบภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าต้องไม่ขาด และต้องไม่แพง และยังจะเดินหน้าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยจัดสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาพิเศษไปจำหน่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งเร่งดูแลผู้ประกอบการและ SME ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเป็นหน่วยงานหลักในการสำรวจและประเมินผลกระทบ ทั้งนี้ การสร้างอาชีพ มีโครงการแฟรนไชส์ ที่รัฐช่วยสนับสนุนค่าแพกเกจ 50% ไม่เกิน 1 หมื่นบาท ทำให้สามารถสร้างงานสร้างอาชีพได้ทันที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ ดร.ปิยะนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือเพิ่มเติม ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมทั้งการบรรเทาความเดือดร้อน การดูแลค่าครองชีพ ตลอดจนการฟื้นฟูอาชีพและธุรกิจของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบภัยต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260826cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075131149.jpg' type='image/jpg' length='1009818' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ชวนชมสุดยอดไอพี นวัตกรรม งาน IP x Venture Rise Thailand 2026]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182692</link>
<guid isPermaLink="false">d2eb79e28a500278fc271071c11ff0d3</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 16:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/04 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ชวนชมสุดยอดไอพี นวัตกรรม งาน IP x Venture Rise Thailand 2026<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เตรียมเปิดฉากงานใหญ่แห่งปี &ldquo;IP x Venture Rise Thailand 2026: From Innovation to Income นวัตกรรม สร้างรายได้&rdquo; วันที่ 27-29 ส.ค.69 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นำผลงานทรัพย์สินทางปัญญา งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรมกว่า 250 ผลงาน มาจัดแสดง เปิดพื้นที่เชื่อมโยง &ldquo;IP&ndash;ทุน&ndash;ตลาด&rdquo; เพื่อสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ พร้อมชวนผู้สนใจเข้าร่วมชมผลงาน หาโอกาสธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เตรียมจัดงาน &ldquo;IP x Venture Rise Thailand 2026: From Innovation to Income นวัตกรรม สร้างรายได้&rdquo; โดยนำทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมกว่า 250 ผลงาน มาจัดแสดง และเปิดพื้นที่เชื่อมโยง &ldquo;IP&ndash;ทุน&ndash;ตลาด&rdquo; ให้เจ้าของผลงานได้พบปะผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อผลักดันผลงานจากไอเดียและห้องวิจัยไปสู่ภาคการผลิตและใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ในวันที่ 27&ndash;29 ส.ค.2569 ณ Hall 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี</p>

<p>โดยไฮไลต์สำคัญของงาน ประกอบด้วย 7 โซนหลักที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ 1.Innovation Showcase ตื่นตากับงานวิจัยและนวัตกรรมศักยภาพกว่า 250 ผลงาน เจาะลึก 5 อุตสาหกรรมหลักที่ตอบโจทย์ความท้าทายแห่งอนาคต ทั้งด้านการแพทย์และสุขภาพ อาทิ อุปกรณ์ช่วยขึ้นลงบันไดสำหรับรถนั่งคนพิการ หุ่นยนต์ช่วยเหลือการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อสังคมสูงวัยในบริบทประเทศไทย อุปกรณ์ทดแทนหมอนรองกระดูกที่มีส่วนประกอบของโครงสร้างพรุนไทเทเนียมและพอลิเมอร์พีค การเกษตรสมัยใหม่ อาทิ หนังเทียมจากเส้นใยใบสับปะรดและยางธรรมชาติ ทรายแมวไฮบริดจากชานอ้อยเหลือทิ้งและแร่ธรรมชาติรูพรุนสูงที่มีคุณสมบัติดูดซับกลิ่น เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ หุ่นยนต์ผสมยาเคมีบำบัดและระบบส่งต่อยาเคมีบำบัด แอปพลิเคชันที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์และให้คะแนนงานศิลปะ โดยเน้นเรื่องแนวคิดและความเป็นต้นฉบับ (Concept Originality) นวัตกรรมการจัดการไฟป่าด้วยโดรน นวัตกรรมด้านอาหาร อาทิ สูตรการผลิตเส้นพาสต้าจากแป้งเมล็ดขนุน นวัตกรรมน้ำดื่มและสารเพิ่มความข้นหนืดจากธรรมชาติเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะกลืนลำบาก และเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน อาทิ ผ้าจากขยะทางการเกษตร กระจกกราฟีนอนุรักษ์พลังงาน นวัตกรรมบล็อกก่อสร้างเพื่อการก่อสร้างที่ยั่งยืน สูตรและกรรมวิธีการผลิตพลาสติกชีวภาพประเภทพอลิบิวทิลีนอะดิเปต-โค-เทเรฟ ทาเรทสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร เป็นต้น<br />
2.Partner Pavilion สัมผัสสุดยอดนวัตกรรมจากองค์กรชั้นนำระดับประเทศ อาทิ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่สามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างชาญฉลาด ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ย่อยสลายได้ อิฐปูพื้นทางเดินที่ลดการสร้างก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและถ่ายทอดแนวทางต่อยอดผลงานสู่ภาคธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.Business Matching Zone เปิดพื้นที่ให้นักวิจัย เจ้าของเทคโนโลยี และผู้ประกอบการได้นำเสนอผลงานต่อกลุ่มนักลงทุน กองทุน และภาคเอกชนที่กำลังมองหานวัตกรรมใหม่ ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และการร่วมลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.IP Services &amp; IP Partner Zone บริการให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกแบบครบวงจร ตั้งแต่การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การปกป้องสิทธิ การวางกลยุทธ์บริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการต่อยอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ ร่วมด้วยบริการจากเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตร ทั้งด้านทรัพย์สินทางปัญญา การวิจัย นวัตกรรม กฎหมาย การประเมินมูลค่า และการลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ ที่พร้อมสนับสนุนการเติบโตของนวัตกรรมไทยอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.Seminar &amp; Knowledge Stage เวทีสัมมนาเจาะลึกองค์ความรู้ด้านธุรกิจ นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้ประกอบการ ผู้ก่อตั้ง Startup และผู้นำธุรกิจในระดับประเทศและนานาชาติ<br />
6.IP Champion Zone ร่วมภาคภูมิใจกับสุดยอดผลงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งปีของคนไทยที่ได้รับรางวัล IP Champion 2026 ในสาขาต่างๆ ทั้งสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)</p>

<p>7.GI Experience Zone เต็มอิ่มกับเรื่องราวและศักยภาพสินค้า GI ไทย โดยจะมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า GI ตลอดจนสินค้าแปรรูปจาก GI พร้อมกิจกรรมพิเศษการสาธิตการประกอบอาหารโดยเชฟผู้มากประสบการณ์จากสถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอเชิญชวนผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิจัย สตาร์ตอัป เจ้าของเทคโนโลยี และประชาชนผู้สนใจ มาร่วมสัมผัสผลงานนวัตกรรมของคนไทย ค้นหาไอเดียใหม่ ๆ พร้อมพบปะพันธมิตรทางธุรกิจ โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608257d0665438e81d8eceb98c1e31fca80c1161111.jpg' type='image/jpg' length='154026' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”นำ 6 สินค้า GI ร่วมแฟร์ที่สิงคโปร์ ฟันยอดขายในงาน-เจรจาธุรกิจ 35 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182690</link>
<guid isPermaLink="false">bfcb1e12667b91e7ca54837758be5157</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 16:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/03 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;นำ 6 สินค้า GI ร่วมแฟร์ที่สิงคโปร์ ฟันยอดขายในงาน-เจรจาธุรกิจ 35 ล้าน<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญานำผู้ประกอบการสินค้า GI จำนวน 6 ราย ร่วมแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน APAC Food &amp; Beverage Expo 2026 ที่สิงคโปร์ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ขายได้ทันทีกว่า 5 ล้านบาท ส้มโอทับทิมสยามปากพนังฮอตสุด ตามด้วยไชโป้วโพธาราม พร้อมนำเข้าร่วมเวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า คาดขายได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้คัดสรรสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จำนวน 6 รายการที่มีศักยภาพ และมีจุดเด่นด้านคุณภาพและอัตลักษณ์ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน APAC Food &amp; Beverage Expo 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป ขนมและของว่าง ตลอดจนสินค้าสุขภาพและสินค้าออร์แกนิก เข้าร่วมกว่า 200 ราย ระหว่างวันที่ 21&ndash;23 ส.ค.2569 ณ Singapore EXPO เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ GI ได้พบปะและนำเสนอสินค้ากับผู้บริโภคโดยตรง ทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยกับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และภาคธุรกิจในสิงคโปร์ ซึ่งจะช่วยผลักดันสินค้า GI ของไทยเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ในรูปแบบ B2B และ B2C ได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการที่เข้าร่วมงาน APAC Food &amp; Beverage Expo 2026 ได้แก่ 1.ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง เป็นข้าวพื้นเมืองเมล็ดเรียวสีแดง เมื่อหุงสุกจะนุ่มและเหนียว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง 2.ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) โดดเด่นด้วยเนื้อส้มโอสีแดงอมชมพู รสชาติหวานหอม 3.เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน เครื่องปรุงรสจากภูมิปัญญาการผลิตเกลือจากแหล่งน้ำใต้ดินในพื้นที่ 4.ไชโป้วโพธาราม (ราชบุรี) ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผักกาดหัวหรือหัวไชเท้าส่วนรากที่สะท้อนภูมิปัญญาการถนอมอาหารของชุมชน มีทั้งรสชาติเค็มและหวาน เนื้อกรอบ 5.มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) มีเอกลักษณ์ที่รสชาติความหอมหวานของน้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวที่นุ่มเหนียว และ 6.ทุเรียนป่าละอู (ประจวบคีรีขันธุ์) โดดเด่นด้วยเนื้อสีเหลืองอ่อน เนื้อแห้งละเอียด รสหวานมัน และกลิ่นไม่แรง โดยจุดเด่นของสินค้าแต่ละรายการสะท้อนความแตกต่างที่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของแหล่งกำเนิด และสามารถนำเรื่องราวดังกล่าวมาสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและการจดจำสินค้า GI ไทยในตลาดต่างประเทศได้<br />
ทั้งนี้ สินค้า GI ที่ได้นำเข้าร่วมงานครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก มีผู้แวะเวียนเข้ามาทำความรู้จักและเลือกซื้อสินค้า GI อย่างคึกคักตลอด 3 วันของการจัดงาน มียอดจำหน่ายสินค้า GI ทั้ง 6 รายการรวมกว่า 5 ล้านบาท โดยสินค้าได้รับความนิยมสูงสุด คือ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และไชโป้วโพธาราม และยังทำให้ผู้ประกอบการ GI ไทยได้รับฟังข้อคิดเห็นและเห็นการตอบรับของตลาดต่อสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงได้เรียนรู้ว่าผู้บริโภคในสิงคโปร์และประเทศใกล้เคียงให้ความสนใจกับสินค้าในลักษณะใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดกลยุทธ์การค้าและต่อยอดขยายตลาดในเชิงพาณิชย์ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ​จากนั้น วันที่ 24 ส.ค.2569 กรมได้นำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการ เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และผู้ประกอบธุรกิจ ในสิงคโปร์ 15 ราย ณ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงสิงคโปร์ โดยมีนางวรพรรณี ดำรงมณี เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ให้การต้อนรับ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้นำเสนอข้อมูลสินค้า GI จุดเด่น และศักยภาพทางธุรกิจกับคู่เจรจาโดยตรง ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของตลาด มาตรฐานและเงื่อนไขการนำเข้า รูปแบบสินค้า บรรจุภัณฑ์ ระดับราคา และช่องทางการจำหน่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับทราบแนวทางและเงื่อนไขในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ โดยกิจกรรมดังกล่าวคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการจับคู่ธุรกิจในเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ GI กับตลาดปลายทางได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การนำเสนอสินค้า การสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค ตลอดจนการพบปะคู่ค้าและเจรจาธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทั้งประสบการณ์จากตลาดจริงและข้อมูลจากผู้ซื้อและผู้นำเข้า เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและวางแผนการขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันอัตลักษณ์และเรื่องราวของสินค้า GI ไทย จะเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้บริโภคสู่ชุมชน โดยสามารถต่อยอดจากความสนใจในตัวสินค้าไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ เช่น การเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่แหล่งผลิต เรียนรู้ภูมิปัญญา และสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน อันสอดคล้องกับแนวคิด Visitor Economy ที่มุ่งสร้างมูลค่าจากประสบการณ์และการใช้จ่ายของผู้มาเยือน และเชื่อมโยงรายได้ไปยังสินค้าและบริการของชุมชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายล่าสุดของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาผลักดัน&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260825e45ee7ce7e88149af8dd32b27f9512ce160858.jpg' type='image/jpg' length='104370' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ปลื้มแบรนด์ SIRIVANNAVARI นำ 2 สินค้า GI ทำชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทย ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182689</link>
<guid isPermaLink="false">ea45aef11bd406e615f5e2cd3dff509b</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 16:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/02 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 691px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ปลื้มแบรนด์ SIRIVANNAVARI นำ 2 สินค้า GI ทำชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทย&nbsp;<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมปลาบปลื้มและภาคภูมิใจกับ &ldquo;เนื้อครามสกลนคร&rdquo; และ &ldquo;ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร&rdquo; สินค้า GI จากจังหวัดสกลนคร ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทยในการแข่งขันกีฬา Asian Games 2026 ที่เมืองนาโกย่า ญี่ปุ่น ภายใต้การออกแบบของแบรนด์ SIRIVANNAVARI โดยองค์ดีไซเนอร์ &ldquo;สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมร่วมปลาบปลื้มและภาคภูมิใจกับ &ldquo;เนื้อครามสกลนคร&rdquo; และ &ldquo;ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร&rdquo; สินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากจังหวัดสกลนคร ที่ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทยในการแข่งขันกีฬา Asian Games 2026 ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การออกแบบของแบรนด์ SIRIVANNAVARI โดยองค์ดีไซเนอร์ &ldquo;สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา&rdquo; ผู้ทรงดำรงบทบาททั้งการเป็นนักกีฬา นักออกแบบ และทูตด้านแฟชันและการออกแบบขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการออกแบบชุดพิธีการของทัพนักกีฬาไทยครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตั้งพระทัยนำอัตลักษณ์ผ้าไทยมาผสานกับแฟชันร่วมสมัย เพื่อถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านงานออกแบบที่ทันสมัย และแสดงศักยภาพของผ้าและงานหัตถศิลป์ไทยไปสู่สายตานานาชาติ นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวสกลนครและคนไทยทั้งประเทศ ที่ของดีจากท้องถิ่น สินค้า GI 2 รายการจากจังหวัดสกลนคร ได้แก่ เนื้อครามสกลนคร และผ้าครามธรรมชาติสกลนคร ถูกยกระดับและได้รับการพัฒนาเป็นผลงานแฟชั่นร่วมสมัยที่มีความสง่างามในเวทีนานาชาติ ขณะเดียวกันยังช่วยบอกเล่าเรื่องราวของแหล่งผลิต ฝีมือช่าง และภูมิปัญญาที่อยู่เบื้องหลังผืนผ้าไปพร้อมกัน<br />
สำหรับเนื้อครามสกลนคร และผ้าครามธรรมชาติสกลนคร เป็นสินค้า GI ที่มีชื่อเสียง สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของจังหวัดสกลนครอย่างชัดเจน โดยเนื้อครามสกลนครได้รับการขึ้นทะเบียน GI เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2568 ผลิตจากใบครามพันธุ์ฝักตรงหรือพันธุ์ฝักงอ ด้วยสภาพภูมิอากาศของจังหวัดสกลนครที่เหมาะกับการปลูกต้นครามและการแช่หมักคราม ทำให้ได้เนื้อครามคุณภาพดีมีลักษณะเหนียว หนืด ข้น สีน้ำเงินเข้มเป็นเงามันวาว มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติของคราม สีไม่ตกและไม่ซีดจางง่าย จึงเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตผ้าย้อมคราม ส่วนผ้าครามธรรมชาติสกลนครได้รับการขึ้นทะเบียน GI ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค.2549 เป็นผ้าฝ้ายที่ย้อมด้วยครามธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ผลิตจากภูมิปัญญาในการเตรียมน้ำย้อมและกรรมวิธีย้อมครามที่สืบทอดกันมายาวนาน ทำให้เกิดผืนผ้าที่มีความโดดเด่น มีสีตั้งแต่ฟ้าอ่อนไปจนถึงสีน้ำเงินเข้ม มีความมันวาว ไม่ตกสี และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ด้วยอัตลักษณ์และคุณค่าอันโดดเด่นดังกล่าว ทำให้ผ้าครามธรรมชาติสกลนครไม่ได้เป็นเพียงวัสดุสำหรับการตัดเย็บทั่วไป แต่สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมแฟชันและสินค้าสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าเพิ่มได้หลากหลายรูปแบบ ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกคราม ผู้ผลิตเนื้อคราม กลุ่มทอผ้า ช่างย้อม ไปจนถึงผู้ประกอบการที่นำผ้าครามไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ ช่วยสร้างงานและกระจายรายได้สู่ชุมชน ทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น และเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสานและพัฒนาภูมิปัญญาให้คงอยู่ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ชุดพิธีการทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขัน Asian Games ครั้งนี้ ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด &ldquo;The Art of Unity&rdquo; หรือศิลปะแห่งความเป็นหนึ่งเดียว โดยนำผ้าครามธรรมชาติสกลนคร สินค้า GI จากกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร หนึ่งในชุมชนผู้ผลิตที่มีกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพตามมาตรฐาน GI มาออกแบบร่วมกับผ้าฝ้ายจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อถ่ายทอดความประณีต ความอดทน และความมุ่งมั่นของช่างทอและช่างย้อม เปรียบเสมือนเส้นทางของนักกีฬาที่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักและความพยายามอย่างต่อเนื่องก่อนก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ โดยเฉดสีและลักษณะของผืนผ้าที่เกิดจากกรรมวิธีการย้อมครามตามภูมิปัญญาท้องถิ่น สะท้อนเสน่ห์ของงานหัตถศิลป์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งการนำสินค้า GI เนื้อคราม&ndash;ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร มาตัดเย็บเป็นชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทย จึงเป็นโมเดลตัวอย่างของการนำทรัพย์สินทางปัญญามาต่อยอดด้วยการออกแบบ เพื่อขยายตลาดไปสู่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ ทำให้สินค้า GI มีมูลค่าสูงขึ้นและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับชุมชนได้มากกว่าเดิม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การยกระดับสินค้า GI ไทย ถือเป็นแนวทางสำคัญในการเปลี่ยนคุณค่าทางวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตามแนวนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เน้นย้ำเรื่องการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาและความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าและขยายขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย โดยกรมจะเดินหน้าส่งเสริมสินค้า GI อย่างครบวงจร ตั้งแต่การคุ้มครองและรักษามาตรฐานการผลิต การพัฒนาคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์และเรื่องราว การออกแบบและเพิ่มมูลค่า ตลอดจนการเชื่อมโยงช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ GI เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260825a2ef406e2c2351e0b9e80029c909242d160712.jpg' type='image/jpg' length='108673' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”โชว์ผลงาน 90 วัน ทำครบดูแลค่าครองชีพ ช่วยเกษตร SME ดันส่งออก งานบริการ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182688</link>
<guid isPermaLink="false">2e020a13d69dbede855b13a0fbbbc74c</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/01 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 664px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;โชว์ผลงาน 90 วัน ทำครบดูแลค่าครองชีพ ช่วยเกษตร SME ดันส่งออก งานบริการ<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;แถลงผลการทำงาน 90 วัน นำพาณิชย์ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤตได้สำเร็จ ทั้งการดูแลค่าครองชีพ ช่วยคนไทยประหยัด 818 ล้าน ดันราคาสินค้าเกษตรเขียวยกแผง ช่วยสร้างรายได้ให้ SME และชุมชน ผลักดันส่งออกครึ่งปีโต 17.6% ยกระดับงานให้บริการประชาชน เผยพอใจดูแลสินค้าเกษตรมากสุด เพราะช่วยคนฐานรากของประเทศ ไม่ให้คะแนนตัวเอง ขอประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เตรียมลุยต่อ 7 ก้าวสำคัญ ปิดดีล FTA ไทย-อียู และจบเจรจา ART กับสหรัฐฯ ดันส่งออกโต 10% บวก ดูแลสินค้าเกษตรต่อ เข้มนอมินีขั้นสุด ขับเคลื่อน 4 คณะทำงาน ลดค่าครองชีพ และปลดล็อกอุปสรรค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการทำงาน 90 วัน พาณิชย์ยุคศุภจี ว่า การเข้ามาทำงานเป็นช่วงที่ประเทศเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน กับดักรายได้ปานกลาง และการพัฒนาทักษะแรงงาน จึงได้กำหนดนโยบายในการทำงานเร่งด่วนใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน การรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การสร้างความเข้มแข็งให้ SME และชุมชน การสร้างสมดุลการส่งออก และการยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกกฎระเบียบ ซึ่งผลการทำงานในช่วง 90 วันที่ผ่านมา พอใจในการขับเคลื่อนนโยบายทุกนโยบาย เพราะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ทุกอย่าง แต่ไม่ขอให้คะแนนตัวเอง ขอให้ประชาชนเป็นผู้ให้คะแนน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลงานด้านการดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน ได้มีการผลักดันโครงการไทยช่วยไทย ลดราคาสินค้าจำเป็นให้กับประชาชน จัดลดราคาชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน จัดส่งรถพุ่มพวงนำสินค้าขายใน 800 อำเภอ มีโครงการแฟรนไชส์สร้างอาชีพ รัฐช่วยค่าแพกเกจ 50% สูงสุด 1 หมื่นบาท และช่วย SME ขายออนไลน์ ซึ่งช่วยลดค่าครองชีพได้ 818 ล้านบาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2,900 ล้านบาท<br />
ด้านการรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ได้วางแผนแก้ปัญหาตั้งแต่ปัญหายังไม่เกิด แก้ทั้งระบบ และทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น เช่น ข้าวหอมมะลิ ตันละ 17,500 บาท เพิ่ม 8.57% ข้าวเจ้า ตันละ 9,050 บาท เพิ่ม 27.05% ปาล์มน้ำมัน 8.70 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เพิ่ม 45% ยางพารา 36 บาท/กก. เพิ่ม 30% มันสำปะหลัง 3.65 บาท/กก. เพิ่ม 79% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 7.28 บาท/กก. เพิ่ม 6% ลำไย สดช่อ เกรด AA 30 บาท/กก. เพิ่ม 20% รูดร่วง เกรด AA 21 บาท/กก. เพิ่ม 40% ทุเรียนภาคตะวันออก ลูกเล็ก (D) 75 บาท/กก. เพิ่ม 7.14% มะม่วงน้ำดอกไม้ 22 บาท/กก. เพิ่ม 22.22% มุงคุด ภาคตะวันออก เกรดคละ 45 บาท/กก. เพิ่ม 21.62% เงาะโรงเรียนในประเทศ 22 บาท/กก. คงที่ แต่ลองกอง เบอร์ 3 45 บาท/กก. ลด 13.46% มะพร้าวแกง 5 บาท/ลูก ลด 68% ส่วนมะพร้าวน้ำหอม ได้เข้าไปช่วยเหลือทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นจาก 3-5 บาท/ลูก เป็น 10-11.50 บาท/ลูกในปัจจุบัน และมีการผลักดันให้ตั้งล้งชุมชน 12 แห่ง ในจังหวัดแหล่งผลิตมะพร้าว ผลักดันข้าวประณีต ปัจจุบันมี 466 กลุ่ม ผลักดันสินค้าเกษตรนวัตกรรม สร้างมูลค่าการค้า 290 ล้านบาท ทั้งนี้ เฉพาะทุเรียน ส่งออกตั้งแต่ 1 ม.ค.-18 ส.ค.2569 ปริมาณ 1.167 ล้านตัน ราคาดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ข้าวส่งออก 7 เดือน 3.9 ล้านตัน มูลค่า 72,027 ล้านบาท มันส่งออก 7 เดือน 2.72 ล้านตัน มูลค่า 42,625 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ด้านการสร้างความเข้มแข็งให้ SME และชุมชน มีเป้าหมายผลักดัน SME ไทย ที่มี 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด สร้างมูลค่า 34.8% ของ GDP ให้มีการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ได้ผลักดันให้ SME มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ อาทิ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านงาน TCM, Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair, TCEX 2026, Crafts Bangkok 2026 มูลค่าการค้ารวมกว่า 15,382.48 ล้านบาท สินค้า GI ครอบคลุม 269 สินค้า ใน 77 จังหวัด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 117,269 ล้านบาท โดยมียอดสั่งซื้อล่วงหน้า 878 ล้านบาท ธุรกิจแฟรนไชส์สร้างมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท/ปี การผลักดันค้าออนไลน์สร้างยอดขาย 2,020 ล้านบาท และยังมีการปลดล็อก กฎระเบียบ กฎหมายไอพี ทำให้มีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท 7 เดือน ปี 2569 จำนวน 45,916 คำขอ เพิ่ม 7.48% รวมทั้งยังช่วยจัดการปัญหานอมินี ที่กระทบต่อธุรกิจ SME โดยการจดทะเบียนกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลง 75% มีการลงพื้นที่ตรวจสอบ 46 พื้นที่ ใน 13 จังหวัด ด้วยความร่วมมือ 23 หน่วยงาน ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง มีผล 1 ส.ค.2569 ส่งผลให้กลุ่มเสี่ยงนอมินีช่วง 1-20 ส.ค.2569 เหลือเพียง 141 บริษัท จากเดิม 561 บริษัท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ด้านการสร้างสมดุลการส่งออก สามารถผลักดันการส่งออกช่วง 6 เดือนปี 2569 มูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่ม 17.6% และได้เร่งหาตลาดใหม่ผ่าน FTA เช่น ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) เร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อรักษาตลาดเดิม และจัดทำความตกลง ART ไทย-สหรัฐฯ และมีการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการค้า สร้างมูลค่ารวม 145,393.61 ล้านบาท อาทิ THAIFEX ANUGA-ASIA 2026 มูลค่าสูงสุด 136,543.93 ล้านบาท Trade Mission &amp; Soft Power เกิดมูลค่า 1,875 ล้านบาท (ซอฟต์แวร์, อาหาร, ซีรีส์ , March&eacute; du Film) การส่งเสริมแบรนด์และนวัตกรรม Agri Plus Award มูลค่า 1,274.51 ล้านบาท Thailand Week/Top Thai Brands มูลค่า 410 ล้านบาท T Mark Festival 2026 30 ล้านบาท Thai SELECT 23 ล้านบาท Online Business Matching 1,082 ล้านบาท Sourcing Forum 2,733.07 ล้านบาท มหกรรมการค้าชายแดน Northern Trade Connect 341.1 ล้านบาท เป็นต้น &nbsp;<br />
ด้านการยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกกฎระเบียบ ได้รับ 2 รางวัลใหญ่ GDCC e-Office Excellence Award 2026 (Gov Cloud Awards 2026) ยกระดับสู่พาณิชย์ดิจิทัลเต็มรูปแบบ มีการขับเคลื่อน MOC Plus ด้วย AI โดยใช้ AI Chatbot ตอบคำถามประชาชน ใช้ AI ช่วยตรวจพิจารณาคำขอจดทะเบียนนิติบุคคล และ Trademark AI Assistant แก้ปัญหาคำถามซ้ำ ปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัย เทียบเท่าสากล ลดต้นทุนธุรกิจ ยกระดับบริการผ่านมือถือ เชื่อมโยงข้อมูลนำเข้า-ส่งออกไว้ในจุดเดียว และใช้ AI ลดเวลาพิจารณาคำขอมาตรการทางการค้า (AD/CVD)&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ในผลการทำงานทั้งหมด หากถามว่าพอใจนโยบายไหนมากที่สุด ขอให้เรื่องการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร เพราะต้องทำงานอย่างมาก อย่างหนัก และถูกวิจารณ์มาก แต่จะเดินหน้าทำต่อไป เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพี่น้องเกษตรกร ส่วนที่ยังทำได้ไม่ดี อย่างลองกอง และมะพร้าวแกง ที่ราคายังไม่ดี ก็จะทำต่อเนื่อง และทำให้ดีที่สุด อะไรทำได้ ก็บอกทำได้ อะไรไม่ได้ ก็บอกไม่ได้ แต่ต้องทำต่อไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับการทำงานต่อไป ได้กำหนดไว้ 7 ก้าว แต่ยอมรับว่าไม่ง่าย เพราะยังมีวิกฤตซ้อนวิกฤตเหมือนเดิม โดย 1.จะเร่งเจรจาการค้า ทั้ง FTA ไทย-อียู และความตกลง ART กับสหรัฐฯ โดยตนมีกำหนดการเดินทางไปสหรัฐฯ วันที่ 30 ส.ค.-1 ก.ย.2569 จะพยายามเจรจาปิดดีลให้สำเร็จ ก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการพิจารณาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินภายใต้มาตรา 301 2.ผลักดันส่งออกปี 2569 ตั้งเป้าขยายตัวไม่ต่ำกว่าตัวเลข 2 หลัก ซึ่งเดิมประเมินไว้ที่ 8% แต่ 10% น่าจะทำได้ 3.รักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร โดยตั้งเป้าปิดฤดูผลไม้ใต้ให้ได้ราคาดี และดูแลพืชเศรษฐกิจหลัก ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา 4.เข้มงวดนอมินีขั้นสุด โดยจะผนึกกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการต่อเนื่อง 5.ขับเคลื่อน 4 คณะทำงาน ภายใต้คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน 6.ลดค่าครองชีพ สร้างรายได้ SME ผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; จนจบปี 2569 และ 7.ปลดล็อกอุปสรรคและขั้นตอนการทำงานต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026082596a3be3cf272e017046d1b2674a52bd3160500.jpg' type='image/jpg' length='124806' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ไทยลุ้นหลุดบ่วงภาษีแรงงานบังคับ 12.5% หลัง 25 รัฐสหรัฐฯ ยื่นฟ้องศาลสั่งเลิก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182348</link>
<guid isPermaLink="false">c346cdda3c6572c7a746732a0f00fc2f</guid>
<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 13:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 7.jpg" style="width: 1000px; height: 710px;" /></p>

<p>​ไทยลุ้นหลุดบ่วงภาษีแรงงานบังคับ 12.5% หลัง 25 รัฐสหรัฐฯ ยื่นฟ้องศาลสั่งเลิก<br />
กรมการค้าต่างประเทศวิเคราะห์ 25 รัฐของสหรัฐฯ ยื่นฟ้องรัฐบาลต่อศาลการค้าระหว่างประเทศ ขอให้ระงับการเก็บภาษีนำเข้ากรณีแรงงานบังคับ 10% และ 12.5% กับ 60 ประเทศ เหตุไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลีกเลี่ยงคำตัดสินเดิม คาดมีแนวโน้มศาลสั่งยกเลิกสูง แต่กรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน มีโอกาสโดน เผยหากโดนจริงไม่น่าเกิน 19% เท่ากับอัตราเดิมที่โดนตั้งแต่แรก และมีสินค้า 28% ของที่ส่งออกไปสหรัฐฯ กระทบ ย้ำจะเดินหน้าขอสหรัฐฯ ยกเว้นภาษีต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 12.5% ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.2569 โดยอ้างการใช้แรงงานบังคับภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ว่า ขณะนี้ กลุ่มรัฐจำนวน 25 รัฐของสหรัฐฯ นำโดยพรรคเดโมแครต ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ เพื่อขอให้ระงับมาตรการเก็บภาษีนำเข้าชุดใหม่ในอัตรา 10% และ 12.5% ที่เรียกเก็บกับสินค้าจาก 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจคู่ค้า โดยขอให้ศาลวินิจฉัยว่ามาตรการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการอ้างเรื่องแรงงานบังคับ เป็นการหลีกเลี่ยงคำตัดสินเดิมของศาล เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต และสั่งให้คืนภาษีที่ผู้นำเข้าได้ชำระไปแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยจากการวิเคราะห์ของกรม ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่แก้ต่าง ประเมินว่า มาตรการภาษีกรณีแรงงานบังคับจะไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ และอาจจะถูกยกเลิกในที่สุด เหมือนกับการจัดเก็บภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมาย IEEPA ก่อนหน้านี้ ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขึ้นภาษี โดยไม่ต้องรออนุมัติจากรัฐสภา เนื่องจากการเปิดไต่สวนเรื่องแรงงานบังคับกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ใช้เวลาสั้น ๆ เพียง 2 เดือน และตลาดในแต่ละประเทศแตกต่างกันมาก แต่อัตราภาษีที่ประกาศเรียกเก็บจากกับแต่ละประเทศมีอัตราที่แตกต่างกันไม่มากคือ 10% และ 12.5% ซึ่งสหรัฐฯ ต้องชี้แจงให้ได้ว่าใช้หลักเกณฑ์อะไรในการพิจารณากำหนดอัตราภาษี ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าผลจะออกมาอย่างไร<br />
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องอัตรากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) คาดว่าสหรัฐฯจะสามารถนำมาตรการดังกล่าวมาบังคับใช้ได้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569 ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงานที่ใช้ชื่อว่า The Great Transshipment Scam ระบุว่า มีมากกว่า 40 ประเทศ ที่ช่วยเหลือจีนหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ด้วยการส่งออกผ่านประเทศที่สาม ซึ่งถูกจัดเก็บอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่า ซึ่งไทยถูกบรรจุอยู่ในรายชื่อด้วย โดยอยู่ใน Tier2 ร่วมกับบราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี และเวียดนาม ที่ถูกระบุว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของจีนอย่างมีนัยสำคัญ</p>

<p>ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของกรม คาดว่า เมื่อรวมอัตราภาษีทั้ง 2 กรณี คือ แรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกิน ไม่น่าจะเกิน 19% ซึ่งเป็นฐานภาษีเดิมที่เคยถูกเรียกเก็บตั้งแต่ต้น แต่หากเป็นเช่นนี้จริง ก็มีสินค้าที่ไทยจะได้รับผลกระทบประมาณ 28% จากรายการสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ทั้งหมด ซึ่งกรมจะพิจารณารายการที่จะขอให้สหรัฐฯ ยกเว้นภาษีต่อไป โดยจะเน้นในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งจะต้องดูสุดท้ายแล้วว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีในสินค้าใดบ้าง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ระหว่างวันที่ 27 ส.ค.-1 ก.ย.2569 กรมจะเดินทางร่วมกับทีมไทยไปเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อแก้ปัญหามาตรการภาษี โดยตั้งเป้าสรุปการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) ในแล้วเสร็จในครั้งนี้ เนื่องจากฝ่ายไทยได้มีการเตรียมข้อมูลในแต่ละประเด็นที่สหรัฐฯ เรียกร้อง และทางออกในแต่ละประเด็นไว้แล้ว รวมทั้งยังเป็นการเจรจาแบบพบปะกันโดยตรง ไม่ใช่การเจรจาผ่านระบบออนไลน์ ทำให้ไทยสามารถชี้แจงได้มากขึ้น โดยคาดว่าการเจรจา ART ที่ค้างอยู่ประมาณ 40% น่าจะหาข้อสรุปได้ จากที่ก่อนหน้านี้ สรุปไปแล้วประมาณ 60%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608241679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc133016.jpg' type='image/jpg' length='245045' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือ สสว.ลุย DFT+ สอน SME ตั้งแต่พาสัมผัสตลาด พบคู่ค้า เจรจาธุรกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182347</link>
<guid isPermaLink="false">c753805fbd77c652a68595fa57bd73ea</guid>
<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 13:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 11.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือ สสว.ลุย DFT+ สอน SME ตั้งแต่พาสัมผัสตลาด พบคู่ค้า เจรจาธุรกิจ<br />
กรมการค้าต่างประเทศผนึกกำลังสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดทำโครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ประกอบการ SME ให้มีศักยภาพและสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ (Local to Global) หรือ DFT+ จับมือสอนผู้ประกอบการตั้งแต่พาสัมผัสตลาด พบคู่ค้า เจรจาธุรกิจ เพื่อให้นำความรู้ไปใช้ต่อยอดธุรกิจและขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ประเดิมพา 80 ผู้ประกอบการ SME ลุยตลาดฮ่องกง ซื้อขายกว่า 350 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะนำผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวน 80 ราย จากกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เกษตรแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าไลฟ์สไตล์ พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเดินทางไปจัดกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายทางการค้าภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ประกอบการ SME ให้มีศักยภาพและสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ (Local to Global) หรือ DFT+ ที่ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 13-17 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดประสบการณ์ตลาดจริง เชื่อมโยงคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมเรียนรู้แนวโน้มตลาดและรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อนำความรู้และเครือข่ายไปต่อยอดธุรกิจและขยายตลาดจาก Local สู่ Global อย่างมีศักยภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ โครงการ DFT+ เป็นโครงการที่กรมร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ด้วยการออกแบบกิจกรรมให้ผู้ประกอบการ SME ได้สัมผัสตลาดจริงตั้งแต่ เห็นตลาด พบคู่ค้า เรียนรู้การค้าจริง ทั้งการสำรวจแนวโน้มสินค้า การเจรจาธุรกิจ และการเรียนรู้รูปแบบธุรกิจจากภาคเอกชนและพันธมิตร เพื่อนำประสบการณ์ ความรู้ และเครือข่ายที่ได้รับกลับไปพัฒนาสินค้าและธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ<br />
โดยการนำผู้ประกอบการ SME ไปทำตลาดที่ฮ่องกง ได้ให้สัมผัสประสบการณ์จริงผ่าน 4 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่ 1.เปิดมุมมองตลาดผ่านงานแสดงสินค้า HKTDC Hong Kong Food Pro 2026 ผู้ประกอบการได้เยี่ยมชมงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติสำคัญในภูมิภาคเอเชีย พร้อมเยี่ยมชม Thailand Pavilion ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เพื่อสำรวจแนวโน้มสินค้า นวัตกรรม และพฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนเรียนรู้รูปแบบการนำเสนอสินค้าในตลาดฮ่องกง เพื่อนำข้อมูลไปต่อยอดพัฒนาสินค้าและวางกลยุทธ์การตลาดให้ตอบโจทย์ตลาดต่างประเทศมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.Business Matching เชื่อม SME ไทยกับคู่ค้าฮ่องกงและจีน เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะและเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย ห้างค้าส่ง ค้าปลีก และพันธมิตรทางธุรกิจจากฮ่องกงและจีนกว่า 60 ราย เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาว และยังเป็นโอกาสในการรับฟังความต้องการของตลาดโดยตรง เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น ทั้งนี้ เกิดการซื้อขายภายในงานกว่า 100 ล้านบาท และคาดว่าจะเกิดมูลค่าการซื้อขายภายใน 1 ปี รวมกว่า 350 ล้านบาท</p>

<p>3.เจาะลึกตลาดฮ่องกงและ Greater Bay Area ผู้ประกอบการได้รับฟังการบรรยายพิเศษและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดฮ่องกงและโอกาสทางธุรกิจใน Greater Bay Area จากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง และผู้แทนจาก Hong Kong Trade Development Council (HKTDC) ครอบคลุมทั้งภาพรวมตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค แนวโน้มทางการค้า ช่องทางการเข้าสู่ตลาด ตลอดจนบทบาทของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรส่งเสริมการค้าของฮ่องกงในการสนับสนุนผู้ประกอบการต่างชาติ<br />
4.เรียนรู้ธุรกิจจริง พบปะเครือข่ายค้าปลีกและพันธมิตรในฮ่องกง ผู้ประกอบการได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและพบปะภาคเอกชนและเครือข่ายค้าปลีกที่สำคัญ อาทิ HotMaxx, Yuan Ji Lin, HUI KANG Supermarket Hong Kong และ PARKnSHOP เพื่อเรียนรู้ช่องทางการจำหน่าย รูปแบบการนำเสนอสินค้า พฤติกรรมผู้บริโภค และแนวโน้มของตลาดค้าปลีกฮ่องกงจากประสบการณ์จริง และยังได้ศึกษาดูงานด้าน Green &amp; Smart Living ณ Hong Kong Productivity Council (HKPC) เพื่อเปิดมุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยี นวัตกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตและการแข่งขันในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมและ สสว. มุ่งหวังให้ Local to Global หรือ DFT+ เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความพร้อมให้ SME ไทยก้าวจากตลาดในประเทศสู่ตลาดต่างประเทศอย่างมีศักยภาพ โดยไม่เพียงมุ่งเปิดตลาดและสร้างโอกาสทางการค้า แต่ยังสร้างประสบการณ์ตรง ความรู้ และเครือข่ายทางธุรกิจ ที่ผู้ประกอบการสามารถนำกลับไปต่อยอดได้จริง เพื่อให้ SME ไทยเข้าใจตลาด เห็นโอกาส ปรับตัวได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกการค้า และเติบโตจาก Local สู่ Global ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260824e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5132551.jpg' type='image/jpg' length='1638294' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”วิเคราะห์เทรนด์สิทธิบัตรสิ่งทอกีฬาในรอบ 20 ปี พบมุ่งสู่สิ่งทออัจฉริยะ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182346</link>
<guid isPermaLink="false">b5a53ce6d9c39755b1b5efe2c304cd37</guid>
<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 13:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 15.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;วิเคราะห์เทรนด์สิทธิบัตรสิ่งทอกีฬาในรอบ 20 ปี พบมุ่งสู่สิ่งทออัจฉริยะ<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์แนวโน้มสิทธิบัตรในกลุ่มเทคโนโลยีสิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมกีฬา จากฐานข้อมูลสิทธิบัตรในช่วง 20 ปี พบมีการเปลี่ยนผ่านจากสิ่งทอเชิงพาณิชย์แบบดั้งเดิม ไปสู่สิ่งทอเชิงหน้าที่และสิ่งทออัจฉริยะ ที่ผสานวัสดุศาสตร์ อิเล็กทรอนิกส์ การจัดการความชื้น ความยั่งยืนเข้าด้วยกัน จีนนำโด่งครองสิทธิบัตรมากสุด ตามด้วยสหรัฐฯ และกลุ่มยุโรป ชี้ไทยมีศักยภาพในการต่อยอดจุดแข็งด้านชีวมวลและอิเล็กทรอนิกส์ ก้าวเป็นฐานการผลิตและพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอกีฬาในภูมิภาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในระยะ 20 ปี (2550&ndash;2567) พบมีเทคโนโลยีสิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมกีฬารวมกว่า 19,347 กลุ่มสิทธิบัตร โดยจำนวนการยื่นคำขอเพิ่มขึ้นจาก 391 กลุ่มสิทธิบัตรในปี 2550 สู่จุดสูงสุดที่ 1,966 กลุ่มสิทธิบัตรในปี 2564 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 9.0% ต่อปี ครอบคลุมเทคโนโลยีตั้งแต่เส้นใยสังเคราะห์รุ่นใหม่ ผ้าฝังเซ็นเซอร์ ไปจนถึงกระบวนการรีไซเคิลขั้นสูง ซึ่งสะท้อนความหลากหลายและความลึกของฐานนวัตกรรมในห่วงโซ่อุปทานของสิ่งทอด้านกีฬา</p>

<p>โดยการแข่งขันในระดับโลกของอุตสาหกรรมนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตสิ่งทอแบบดั้งเดิม แต่ขยายไปสู่การแข่งขันข้ามอุตสาหกรรม โดยมีทั้งบริษัทเทคโนโลยี บริษัทเคมีภัณฑ์เฉพาะทาง และสตาร์ตอัปด้านอุปกรณ์สวมใส่เข้ามามีบทบาท โครงสร้างผู้ถือสิทธิ์จึงมีการกระจายตัวสูง โดยผู้ถือสิทธิ์รายใหญ่ที่สุดอย่าง Aladdin Manufacturing บริษัทผู้ผลิตเส้นใยและโพลีเอสเตอร์เชิงหน้าที่ขนาดใหญ่จากสหรัฐฯ 192 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็นสัดส่วนเพียงราว 1% ของสิทธิบัตรในภาพรวม ตามด้วย Nanya Plastics จากไต้หวัน 180 กลุ่มสิทธิบัตร และ Sanko Tekstil จากตุรกี 150 กลุ่มสิทธิบัตร ซึ่งสะท้อนว่ายังไม่มีผู้เล่นรายใดสามารถผูกขาดตลาดดังกล่าว ทั้งยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นใหม่ รวมถึงผู้ประกอบการไทย สามารถเข้ามากำหนดทิศทางของเทคโนโลยีได้<br />
สำหรับมิติเชิงภูมิศาสตร์ จีนครองความเป็นผู้นำในเชิงปริมาณสิทธิบัตรอย่างชัดเจนด้วยจำนวน 7,086 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 37.7% ของสิทธิบัตรในด้านนี้ สอดคล้องกับสถานะการเป็นฐานการผลิตสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประกอบกับการลงทุนด้าน R&amp;D ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในทศวรรษที่ผ่านมา และขนาดของตลาดภายในประเทศที่เป็นแรงจูงใจให้เกิดการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมาก ขณะที่สหรัฐฯ เป็นอันดับสองมี 3,415 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 18.2% ตามด้วยกลุ่มประเทศสมาชิกที่เป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิบัตรยุโรป (ครอบคลุม 40 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศในสหภาพยุโรป 27 ประเทศ และนอกสหภาพยุโรป 13 ประเทศ) 1,868 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 9.9% โดยสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศสมาชิกที่เป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิบัตรยุโรปมุ่งเน้นเทคโนโลยีมูลค่าสูงที่อาศัยระบบนิเวศด้านอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนประเทศที่น่าจับตามอง คือ ประเทศในตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดีย 222 กลุ่มสิทธิบัตร โดยกำลังไต่อันดับขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า ประเทศต่าง ๆ ไม่ได้แข่งขันกันด้วยต้นทุนการผลิตอีกต่อไป แต่แข่งกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความแตกต่าง มีความได้เปรียบในการแข่งขัน รองรับความต้องการใช้งานของผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ นวัตกรรมสิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมกีฬา สามารถแบ่งออกเป็น 3 เทคโนโลยีกลุ่มสำคัญ ได้แก่ 1.กลุ่มเทคโนโลยีผ้าระบายอากาศ (Breathable &amp; Compression Fabric) เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 7,974 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 39.5% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ ปัจจุบันอยู่ในระยะค่อนข้างอิ่มตัว โดยยังคงมีการพัฒนาเชิงปรับปรุงทีละขั้นอย่างสม่ำเสมอ มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 7.0% ต่อปี ครอบคลุมเทคโนโลยีด้านการจัดการความชื้น การระบายอากาศ และการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น เมมเบรนระบายอากาศประสิทธิภาพสูง (High-Performance Breathable Membrane), วัสดุเปลี่ยนสถานะควบคุมอุณหภูมิ (Phase Change Material), ผ้าจัดการความชื้นและแห้งเร็ว เป็นต้น จีนครองตลาดในกลุ่มนี้อย่างเด็ดขาดที่ 4,166 กลุ่มสิทธิบัตร (53.2% ของกลุ่มนี้) สะท้อนสถานะการเป็นผู้ผลิตผ้าเชิงหน้าที่รายใหญ่ที่สุดของโลก สำหรับโครงสร้างผู้เล่นหลักกระจุกตัวที่บริษัทวัสดุและเคมีภัณฑ์เฉพาะทางและแบรนด์สปอร์ตแวร์ขนาดใหญ่ โดยผู้นำในกลุ่มนี้ เช่น W.L. Gore &amp; Associates, Nike, Columbia Sportswear, Evolved by Nature, 3M, BSN Medical, DuPont เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.กลุ่มเทคโนโลยีผ้ากีฬาเพื่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Sportswear) มีจำนวนสิทธิบัตรใกล้เคียงกันที่ 7,932 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 39.3% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ ปัจจุบันยังอยู่ในระยะเร่งตัว ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 9.3% ต่อปี ครอบคลุมเทคโนโลยีด้านเส้นใยยั่งยืนและการรีไซเคิลขั้นสูง ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น เส้นใยชีวภาพและเส้นใยย่อยสลายได้, การรีไซเคิลทางเอนไซม์ (Enzymatic Recycling) สำหรับย่อย PET กลับเป็น Monomer เป็นต้น ประเทศจีนเป็นผู้นำที่ 3,633 กลุ่มสิทธิบัตร (47.1% ของกลุ่มนี้) สำหรับผู้เล่นหลักส่วนใหญ่เป็นบริษัทเคมีเส้นใยและบริษัทรีไซเคิลพอลิเมอร์ เช่น Lenzing, Aladdin Manufacturing, Nanya Plastics, Dystar เป็นต้น สะท้อนว่าเทคโนโลยีในกลุ่มผ้ากีฬาเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านเคมีเส้นใยและเทคโนโลยีชีวภาพมากกว่าจะเป็นการแข่งขันในระดับการออกแบบผลิตภัณฑ์<br />
3.กลุ่มเทคโนโลยีสิ่งทออัจฉริยะ (Smart Textile) มีขนาดเล็กที่สุด 4,300 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 21.3% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ แต่เติบโตเร็วที่สุด ปัจจุบันอยู่ในระยะเติบโตแบบเร่งตัว โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 14.3% ต่อปี ครอบคลุมเทคโนโลยีที่ผสานอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจวัดเข้ากับโครงสร้างของผ้าและเส้นใย ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น เส้นใยนำไฟฟ้าและสิ่งทออิเล็กทรอนิกส์ (Conductive Yarn/E-Textile) สำหรับการตรวจจับผ่านอุปกรณ์สวมใส่และเสื้อผ้าอัจฉริยะ, อิเล็กโทรดแบบถักและระบบเชื่อมต่อไฟฟ้าที่สามารถซักได้ (Knitted Electrode &amp; Washable Interconnect) สำหรับการติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง, เสื้อผ้าตรวจวัดสัญญาณชีวภาพแบบเรียลไทม์, การบูรณาการเซนเซอร์แบบยืดหยุ่น (Flexible Sensor Integration) สำหรับชุดความปลอดภัยอุตสาหกรรมและระบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร เป็นต้น ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำอย่างชัดเจนที่ 1,356 กลุ่มสิทธิบัตร (32.2% ของกลุ่มนี้) สะท้อนว่าเทคโนโลยีที่ผสานอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับสิ่งทอยังคงเป็นจุดแข็งของอเมริกา ซึ่งมีระบบนิเวศของเซมิคอนดักเตอร์ ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์สวมใส่ที่ครบวงจร สำหรับผู้เล่นหลัก เช่น Sanko Tekstil, Smart Solutions Tech, Healthwatch, Prevayl เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นบริษัทเฉพาะทางด้านเสื้อผ้าตรวจวัดสัญญาณ กลุ่มนี้เป็นตลาดที่เปิดกว้างสำหรับผู้เล่นใหม่และยังไม่มีบริษัทผู้ครองตลาด และมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า จากการวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ พบว่า เทคโนโลยีที่มีความพร้อมสูงและมีผลกระทบชัดเจน เช่น เส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (rPET), เซ็นเซอร์ชีวภาพในเสื้อผ้า และเมมเบรนระบายอากาศ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่สามารถลงทุนและขยายธุรกิจได้ทันที เนื่องจากมีตลาดและกฎระเบียบรองรับชัดเจน ขณะที่เทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงแต่ยังมีความไม่แน่นอนมาก เช่น ผ้าผลิตพลังงานในตัว เส้นใยฐานชีวภาพ และการรีไซเคิลสิ่งทอด้วยกระบวนการทางเคมี ควรได้รับการลงทุนในลักษณะของการวิจัย โครงการนำร่อง และการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว เพื่อรักษาทางเลือกเชิงเทคโนโลยีสำหรับอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในส่วนของการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรนวัตกรรมสิ่งทอสำหรับอุตสาหกรรมกีฬาในไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564&ndash;2569) พบว่า มีคำขอรวมทั้งสิ้น 64 คำขอ แบ่งเป็นคำขอสิทธิบัตร 53 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 11 คำขอ โดยเป็นคำขอจากผู้ยื่นต่างชาติ 53 คำขอ และผู้ยื่นไทย 11 คำขอ สะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวในการสร้างนวัตกรรมด้านนี้เพื่อขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในไทย โดยยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก สำหรับผู้ยื่นคำขอจากต่างชาติที่มีจำนวนคำขอสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยูนิชาร์ม คอร์ปอเรชั่น (7 คำขอ) นิตโต โบเซกิ โก., แอลทีดี. (6 คำขอ) มิทซุย เคมิคอลส์ อาซาฮี ไลฟ์แมททีเรียลส์ โค. แอลทีดี. (4 คำขอ) โทเรย์ อินดัสทรีส์, อิงค์. (3 คำขอ) และ คูราเรย์ โค., แอลทีดี. (2 คำขอ) ขณะที่ผู้ยื่นคำขออนุสิทธิบัตรไทยที่มีจำนวนคำขอสูงสุด ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. (3 คำขอ) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (หน่วยงานละ 1 คำขอ) ซึ่งคำขอที่ยื่นในไทยครอบคลุมการพัฒนาสิ่งทอเพื่อการกีฬาในหลายมิติ ทั้งในด้านฟังก์ชันการใช้งาน การเพิ่มประสิทธิภาพและความสบายของผู้สวมใส่ ตลอดจนแนวคิดด้านความยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านโอกาสของไทย แม้จะยังไม่มีบทบาทโดดเด่นด้านสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมนี้ แต่สามารถต่อยอดจากจุดแข็งของอุตสาหกรรมเดิม เพื่อสร้างความได้เปรียบในการพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์ตลาดเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาโลก ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ดังนี้ 1.การพัฒนาเส้นใยฐานชีวภาพ (Bio-Based Fiber) จากวัตถุดิบชีวมวลของไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และไผ่ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่เส้นใยยั่งยืนสำหรับตลาดโลกได้ 2.การพัฒนาผ้าเชิงเทคนิคสำหรับสภาพอากาศเขตร้อน ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) ที่ยังมีการแข่งขันไม่สูง และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของอาเซียนและประเทศเขตร้อน และ 3.การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสิ่งทอกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อพัฒนาสิ่งทออัจฉริยะ โดยผลิตเส้นใยนำไฟฟ้า เซ็นเซอร์บนผ้า และองค์ประกอบ Smart Textile สำหรับแบรนด์ระดับโลก นัยสำคัญคือ ประเทศไทยอาจไม่ได้แข่งขันในฐานะผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก แต่สามารถขยับบทบาทสู่การเป็น &ldquo;ศูนย์กลางการผลิตและพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอกีฬาระดับภูมิภาค&rdquo; (Regional Sport-Textile Hub) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีศักยภาพ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260824a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c132318.jpg' type='image/jpg' length='473832' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“กรมพัฒน์”เดินหน้าพัฒนาระบบ e-Accountant+ ปั้นเด็กรุ่นใหม่เป็นนักบัญชี ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182345</link>
<guid isPermaLink="false">35447af136fd3e2c6f3f010e6d91a0eb</guid>
<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 13:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 16.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;กรมพัฒน์&rdquo;เดินหน้าพัฒนาระบบ e-Accountant+ ปั้นเด็กรุ่นใหม่เป็นนักบัญชี&nbsp;<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยปี 2568 มีผู้ทำบัญชีทั้งประเทศจำนวน 82,780 คน กรุงเทพฯ มีมากสุด รองลงมานนทบุรี สมุทรปราการ ชลบุรี ปทุมธานี ถือว่ามีผู้ทำบัญชีเพียงพอต่อนิติบุคคล ในสัดส่วน 12 นิติบุคคลต่อ 1 ผู้ทำบัญชี เตรียมเดินหน้าพัฒนาระบบงานผู้ทำบัญชี (e-Accountant+) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ทำบัญชี และเดินหน้าร่วมมือสถาบันการศึกษาสร้างนักบัญชีคุณภาพรุ่นใหม่ต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 มีผู้ทำบัญชีในประเทศจำนวนทั้งสิ้น 82,780 คน โดย 5 อันดับจังหวัดที่มีผู้ทำบัญชีมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 30,290 คน รองลงมา คือ นนทบุรี 5,453 คน สมุทรปราการ 5,054 คน ชลบุรี 3,371 คน และ ปทุมธานี 3,322 คน คิดเป็น 57.37% ของผู้ทำบัญชีที่มีอยู่ทั้งหมดทั่วประเทศ หากเปรียบเทียบกับจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามจังหวัดของผู้ทำบัญชี 5 อันดับสูงสุด พบว่า มีนิติบุคคล 561,315 ราย คิดเป็น 58.03% ของนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด (วันที่ 31 ธ.ค.2568 มีนิติบุคคล 967,210 ราย) ซึ่งมีนิติบุคคลเฉลี่ย 12 นิติบุคคลต่อผู้ทำบัญชี 1 คน ซึ่งจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ทำบัญชีมีเพียงพอและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับจำนวนนิติบุคคลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน และปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 89,130 คน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในปี 2569 นี้ กรมได้พัฒนาระบบงานผู้ทำบัญชี (e-Accountant+) ให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกกรม เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการใช้งานของผู้ทำบัญชี และเพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง สามารถตรวจสอบได้ และธุรกิจยังสามารถค้นหาผู้ทำบัญชี เพื่อจัดทำบัญชีให้กับธุรกิจ รวมทั้งตรวจสอบสถานะของผู้ทำบัญชีและการแจ้งรับทำบัญชีของผู้ทำบัญชีด้วยตนเองได้อีกด้วย<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ผู้ทำบัญชีมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ นอกจากต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านบัญชีแล้ว ยังต้องมีความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจ ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานด้านบัญชี สนับสนุนข้อมูลให้ผู้บริหารเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจวางแผนและกำหนดแนวทางการทำงาน ดังนั้น ผู้ทำบัญชีจึงมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนธุรกิจและการดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อสะท้อนสุขภาพที่แท้จริงของธุรกิจ โดยที่ผ่านมา กรมให้ความสำคัญในเรื่องความรู้ที่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน และข้อบกพร่องในการจัดทำบัญชีเพื่อกำกับให้ภาคธุรกิจปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการจัดอบรมให้แก่ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และผู้ที่สนใจทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการอบรมในช่วง 5 ปี กว่า 5,000 คน พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ทำบัญชีปฏิบัติตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการจัดทำบัญชีที่ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังเร่งพัฒนาศักยภาพให้กับนิสิต นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ผ่านโครงการสร้างนักบัญชีคุณภาพรุ่นใหม่ (Young &amp; Smart Accountants) ซึ่งเป็นการเรียนในรูปแบบ e-Learning และยังสามารถเลือกหลักสูตรเพิ่มเติมจากการอบรมผ่านระบบ Zoom โดยกรมได้สรรหาวิทยากรผู้มีประสบการณ์เฉพาะด้านมาบรรยายให้ความรู้ เช่น หลักสูตร Transformative Accounting ปรับเปลี่ยนการปฏิบัติงานด้านบัญชีด้วยเทคโนโลยียุคดิจิทัล และหลักสูตรความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการจดทะเบียนนิติบุคคล เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในปีนี้ ได้ปรับปรุงหลักสูตรให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับบริบทการทำงานของนักบัญชียุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานบัญชีคุณภาพที่ผ่านการรับรองจากกรม ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 195 สำนักงาน มาแบ่งปันประสบการณ์ของนักบัญชีจากพี่สู่น้อง กรมขอเชิญชวนสถาบันการศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการสร้างนักบัญชีคุณภาพรุ่นใหม่ (Young &amp; Smart Accountants) เพื่อปลูกเมล็ดพันธุ์นักบัญชีให้เตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ทำบัญชี หรือผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีที่มีคุณภาพ มีธรรมาภิบาล ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจไปด้วยกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ผู้ทำบัญชี และสำนักงานบัญชี ต้องเป็นที่ปรึกษาที่ดี พร้อมสนับสนุนข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพื่อการตัดสินใจและสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ โดยต้องไม่แนะนำหรือส่งเสริมให้ธุรกิจทำผิดกฎหมาย เช่น การถือหุ้นแทนคนต่างชาติ หรือการเปิดบัญชีม้าในรูปแบบนิติบุคคลโดยเด็ดขาด&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260824eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3132010.jpg' type='image/jpg' length='141033' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP โชว์ผลงานนำคอนเทนต์ไทยขายบราซิล-เม็กซิโก ปิดดีลการค้ากว่า 651 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182343</link>
<guid isPermaLink="false">28adb78c43b06aca3da1831f59ddf580</guid>
<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 13:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 19.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​DITP โชว์ผลงานนำคอนเทนต์ไทยขายบราซิล-เม็กซิโก ปิดดีลการค้ากว่า 651 ล้าน<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานนำผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย เดินทางขยายตลาดในบราซิลและเม็กซิโก ประสบความสำเร็จเกินคาด ปิดดีลเจรจาการค้ารวมกว่า 651 ล้านบาท ทั้งขายลิขสิทธิ์ การจัดจำหน่ายน การร่วมผลิต และความร่วมมือทางธุรกิจ เล็งเดินหน้าขยายตลาดต่อ พร้อมมีแผนนำศิลปินไทย โปรโมตผลงาน พบปะแฟนคลับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยจำนวน 15 บริษัท เดินทางไปขยายตลาดในลาตินอเมริกา ณ นครเซาเปาโล ประเทศบราซิล และกรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ระหว่างวันที่ 27 ก.ค.-8 ส.ค.2569 ว่า การเดินทางไปครั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายโอกาสทางการค้า ในรูปแบบการขายลิขสิทธิ์ (Licensing) การจัดจำหน่าย (Distribution) การร่วมผลิต (Co-production) และความร่วมมือทางธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ โดยเกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจรวม 337 คู่ จากผู้ซื้อและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมคอนเทนต์และบันเทิง 39 บริษัท คิดเป็นมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 19.16 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 651.54 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในบราซิล เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจ 147 คู่ มีมูลค่าการเจรจารวม 11.58 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 393.65 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ซื้อและผู้ประกอบการรายสำคัญในธุรกิจ การแพร่ภาพและโทรทัศน์ (Broadcasting) การให้บริการสตรีมมิ่ง (Streaming) การจัดจำหน่ายคอนเทนต์ (Content Distribution) และการผลิต (Production) อาทิ Globo, Globoplay, SBT, Band, Telecine และบริษัทผู้ผลิตอย่าง Gullane<br />
ส่วนเม็กซิโก เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจ 190 คู่ มีมูลค่าการเจรจารวม 7.59 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 257.89 ล้านบาท โดยมีผู้ประกอบการสำคัญจากกลุ่มการผลิต (Production) การจัดจำหน่าย (Distribution) การแพร่ภาพและโทรทัศน์ (Broadcasting) การให้บริการสตรีมมิ่ง (Streaming) และสื่อ (Media) เข้าร่วม อาทิ TelevisaUnivision, Sony Pictures, Endemol และ Grupo Imagen<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า นอกจากการเจรจาธุรกิจ DITP ยังนำคณะผู้แทนไทยเข้าพบหน่วยงานและบริษัทสำคัญในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของทั้งสองประเทศ เพื่อศึกษาโครงสร้างตลาดและแสวงหาโอกาสความร่วมมือในระยะยาว โดยในบราซิลได้เข้าพบ Omelete &amp; Co., SBT TV, Gullane และ Band TV ขณะที่เม็กซิโกได้เข้าพบ Estudios Churubusco และ IN SYNC Creative Hub เพื่อศึกษาศักยภาพด้านการผลิต การผลิตหลังการถ่ายทำ (Post-production) และการปรับเนื้อหาให้เหมาะกับตลาดท้องถิ่น (Localization) โดยเฉพาะการพากย์เสียงภาษาสเปนและการจัดทำคำบรรยาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายคอนเทนต์ไทยจากกลุ่มผู้ชมเฉพาะทางไปสู่ตลาดวงกว้างในลาตินอเมริกา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวทางการขยายตลาดในระยะต่อไป บราซิลจะมุ่งการเจาะตลาดให้ลึกขึ้น (Market Deepening) เน้นต่อยอดความสนใจที่มีอยู่แล้วไปสู่การซื้อขายลิขสิทธิ์ การจัดจำหน่าย การร่วมผลิต รวมถึงการสร้างฐานแฟนผ่านกิจกรรมด้านวัฒนธรรมสมัยนิยม (Pop Culture) โดยเฉพาะงาน CCXP ขณะที่เม็กซิโกควรจะมุ่งการสร้างตลาด (Market Building) เพื่อสร้างฐานผู้ชม ผู้ซื้อ และพันธมิตรท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาการปรับเนื้อหาเป็นภาษาสเปน (Spanish Localization) และการจัดจำหน่าย (Distribution) เพื่อให้เม็กซิโกสามารถเป็นทั้งตลาดปลายทางและฐานเชื่อมโยงคอนเทนต์ไทยไปยังประเทศที่ใช้ภาษาสเปนในลาตินอเมริกา<br />
นอกจากนี้ DITP ได้เห็นความสำคัญของการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการเจรจาธุรกิจและการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้และฐานผู้ชมควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการค้า โดยมีแผนเพิ่มการนำศิลปินและนักแสดงไทยเข้าร่วมกิจกรรมในตลาดเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการนำเสนอผลงานของศิลปิน (Artist Showcase) กิจกรรมพบปะแฟนคลับ (Fan Activity) รวมถึงการเข้าร่วมงานเทศกาลไทย (Thai Festival) หรือเทศกาลภาพยนตร์ไทย (Thai Film Festival) เพื่อเชื่อมโยงการสร้างฐานแฟนกับโอกาสทางธุรกิจ และเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับคอนเทนต์ไทยในตลาดลาตินอเมริกา ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการบุกตลาดใหม่ โดยตลาดลาตินอเมริกาเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโตสำหรับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การขยายตลาดคอนเทนต์ไทยในต่างประเทศ จำเป็นต้องมองมากกว่าการนำผลงานไปเสนอขาย แต่ต้องสร้างทั้งตลาด ผู้ชม และเครือข่ายพันธมิตรไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในตลาดลาตินอเมริกาที่มีความแตกต่างด้านภาษาและวัฒนธรรม การปรับเนื้อหาให้เหมาะกับตลาดท้องถิ่น (Localization) เช่น การพากย์เสียงภาษาสเปน (Spanish Dubbing) และการจัดทำคำบรรยาย (Subtitling) จึงมีความสำคัญ ขณะเดียวกันการประชาสัมพันธ์และการสร้างฐานแฟนผ่านศิลปินและนักแสดงไทยก็เป็นอีกกลไกที่จะช่วยสร้างการรับรู้และนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจในระยะยาว&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260824c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c131628.jpg' type='image/jpg' length='824954' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ผนึกกำลังเอกชน จัดส่งถุงยังชีพช่วยเหลือเร่งด่วน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182341</link>
<guid isPermaLink="false">e39d1c36c5c2d651285afd395aa1c15e</guid>
<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 13:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 16.jpg" style="width: 1000px; height: 563px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ผนึกกำลังเอกชน จัดส่งถุงยังชีพช่วยเหลือเร่งด่วน<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ ผนึกกำลังภาคเอกชน ระดมสิ่งของจำเป็น ทั้งนมพร้อมดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำดื่ม ผ้าอนามัย สบู่ แชมพู ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาทำความสะอาด กระดาษทิชชู ยาและเวชภัณฑ์ จัดถุงยังชีพ นำส่งต่อให้ประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนมีความห่วงใยประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อน และได้กำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์เร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดน่านอย่างเต็มที่ โดยให้ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมสิ่งของอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็น เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ประสบภัยให้เร็วที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ต้องการให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนโดยเร็ว โดยเฉพาะในช่วงแรกของการประสบภัย เพราะสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างมาก จึงได้เร่งประสานภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกันสนับสนุนสิ่งของ เพื่อจัดส่งลงพื้นที่จังหวัดน่านโดยเร็ว&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ในการระดมสิ่งของช่วยเหลือครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายผู้ประกอบการภาคเอกชนของกรมการค้าภายใน รวมถึงองค์การเภสัชกรรม ที่ได้ร่วมกันสนับสนุนสิ่งของที่จำเป็นสำหรับผู้ประสบภัยเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย นมพร้อมดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋องและผลิตภัณฑ์ปลา น้ำดื่ม ผ้าอนามัย สบู่ แชมพู ผลิตภัณฑ์ซักผ้าและน้ำยาทำความสะอาด กระดาษทิชชู รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้นำสิ่งของที่ได้รับการสนับสนุน มาคัดแยกและจัดเตรียมเป็นถุงยังชีพประมาณ 500&ndash;1,000 ชุด เพื่อให้เหมาะสมต่อการขนส่งและการแจกจ่ายแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยเจ้าหน้าที่ได้เร่งบรรจุและจัดเตรียมถุงยังชีพ เพื่อจัดส่งไปยังจังหวัดน่านภายในวันที่ 21 ส.ค.2569 และเร่งประสานการนำไปแจกจ่ายให้ถึงมือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนสิ่งของช่วยเหลือในครั้งนี้ ประกอบด้วย บริษัท วันไทยอุตสาหกรรมการอาหาร จำกัด บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท รอแยลฟู้ดส์ จำกัด บริษัท พัทยาฟู้ดอินดัสตรี จำกัด บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด บริษัท กรีนสปอต จำกัด บริษัท แลคตาซอย จำกัด บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด และองค์การเภสัชกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ในนามกระทรวงพาณิชย์ ขอขอบคุณผู้ประกอบการภาคเอกชน องค์การเภสัชกรรม และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสนับสนุนสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในครั้งนี้ โดยความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงพลังของภาครัฐและภาคเอกชนที่พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติ กระทรวงพาณิชย์จะเร่งส่งต่อสิ่งของทั้งหมดไปยังพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือพี่น้องประชาชนจังหวัดน่านโดยเร็วที่สุด และขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคนผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260824c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b131421.jpg' type='image/jpg' length='479706' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา 7 เดือน ปี 69 พุ่ง 45,916 คำขอ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182103</link>
<guid isPermaLink="false">bb67875801bb2f9f51ea01441bb41ab6</guid>
<pubDate>Fri, 21 Aug 2026 15:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0_3.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา 7 เดือน ปี 69 พุ่ง 45,916 คำขอ<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยสถิติการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ทั้งเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ช่วง 7 เดือน ปี 69 มีจำนวน 45,916 คำขอ เพิ่มขึ้น 7.48% ส่วนลิขสิทธิ์มียื่นจด 11,771 รายการ เพิ่มขึ้น 47.86% สะท้อนผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา และนักสร้างสรรค์ ให้ความสำคัญกับการจดทะเบียนเพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) การยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย (เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์) มีจำนวน 45,916 คำขอ เพิ่มขึ้น 7.48% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 42,722 คำขอ ส่วนการรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ในช่วง 7 เดือนของปี 2569 มีจำนวน 34,141 ฉบับ/รายการ เพิ่มขึ้น 7.54% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 31,748 ฉบับ/รายการ สำหรับลิขสิทธิ์ แม้จะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาเพียงประเภทเดียวที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่เจ้าของผลงานได้มายื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้กับกรมจำนวน 11,771 รายการ เพิ่มขึ้น 47.86% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 7,961 รายการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยมีรายละเอียดคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท ในช่วง 7 เดือนของปี 2569 ได้แก่ 1.เครื่องหมายการค้า มีการยื่นคำขอ 34,232 คำขอ เพิ่มขึ้น 8.67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 31,500 คำขอ กลุ่มสินค้า บริการที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ .บริการด้านค้าปลีก การขาย และการตลาด กลับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 ที่ 4,052 คำขอ 2.ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ ตามมาใกล้เคียงที่ 4,024 คำขอ 3.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม 3,767 คำขอ 4.เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 2,970 คำขอ และ 5.ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช ธัญพืช เครื่องปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร 2,557 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 56% และต่างชาติ 44% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ฟ็อกซ์ ฟอร์มูเลท จำกัด 172 คำขอ 2.บริษัท ไดมิเทค (ประเทศไทย) จำกัด 160 คำขอ 3.บริษัท บอร์น อโกรไซเอนซ์ จำกัด 155 คำขอ 4.บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัด ในธุรกิจสื่อและความบันเทิงครบวงจรของไทย พุ่งขึ้นมาติดอันดับครั้งแรกในปีนี้โดยมี 94 คำขอ และ 5.บริษัท เอสทีม อินเตอร์เทรด จำกัด 80 คำขอ ซึ่งอันดับที่ 1-3 และอันดับที่ 5 ล้วนเป็นบริษัทด้านเคมีเกษตรครบวงจรของไทย ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า อยู่ที่ 25,177 เครื่องหมาย เพิ่มขึ้น 1.74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 24,746 เครื่องหมาย<br />
2.สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีการยื่นคำขอ 4,901 คำขอ เพิ่มขึ้น 3.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 4,720 คำขอ กลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาเคมีสังเคราะห์ ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 627 คำขอ สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมด้านสุขภาพยังคงเป็นสาขาสำคัญที่มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง 2.นวัตกรรมด้านการสื่อสาร เช่น ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ระบบรับ&ndash;ส่งข้อมูลความเร็วสูง และอุปกรณ์สื่อสารอัจฉริยะ 434 คำขอ 3.นวัตกรรมแอนติบอดี้และยาชีววัตถุ เช่น แอนติบอดีเชิงรักษา วัคซีนชีววัตถุ และผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ 225 คำขอ 4.อุตสาหกรรมแมคโครโมเลกุล เช่น พลาสติก เรซิน 148 คำขอ และ 5.อุปกรณ์ทางการแพทย์ 128 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 13% และต่างชาติ 87% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นผู้ยื่นต่างชาติทั้งหมด ได้แก่ 1.บริษัท ควอลคอมม์ อินคอร์ปอเรเต็ด จากสหรัฐอเมริกา กลับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 ที่ 157 คำขอ 2.บริษัท โตโยต้า จิโดชา คาบูชิกิ ไคชา จากญี่ปุ่น 154 คำขอ 3.ริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 89 คำขอ 4.บริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 72 คำขอ และ 5.บริษัท ซินเจนต้า ครอป โพรเท็คชั่น เอจี จากสวิตเซอร์แลนด์ 58 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ อยู่ที่ 3,325 ฉบับ เพิ่มขึ้น 17.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 2,832 ฉบับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.อนุสิทธิบัตร มีการยื่นคำขอ 3,090 คำขอ เพิ่มขึ้น 13.85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 2,714 คำขอ กลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม ครองอันดับ 1 แบบทิ้งห่างที่ 388 คำขอ 2.ยาสมุนไพร 153 คำขอ สะท้อนความสนใจด้านสุขภาพและการนำองค์ความรู้ด้านยาไทยแบบดั้งเดิมมาพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ 3.ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ และการจัดการสารสนเทศ 144 คำขอ 4.อุปกรณ์ทางการแพทย์ 101 คำขอ และ 5.สารเคมีเกษตรและเคมีภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช และเทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับแอนติบอดีเอนไซม์ เท่ากันที่ 52 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 93% และต่างชาติ 7% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 99 คำขอ 2.มหาวิทยาลัยบูรพา 82 คำขอ 3.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 75 คำขอ 4.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 65 คำขอ และ 5.มหาวิทยาลัยขอนแก่น 62 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร อยู่ที่ 1,528 ฉบับ เพิ่มขึ้น 39.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 1,098 ฉบับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีการยื่นคำขอ 3,693 คำขอ ลดลง 2.51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 3,788 คำขอ แบบผลิตภัณฑ์ที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ลวดลายผ้า 461 คำขอ 2.บรรจุภัณฑ์ 330 คำขอ 3.รถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 315 คำขอ 4.เครื่องประดับ 290 คำขอ และ 5.อุปกรณ์ก่อสร้าง 207 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 63% และต่างชาติ 37% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 116 คำขอ 2.มหาวิทยาลัยศิลปากร พุ่งขึ้นมาติดอันดับ 2 ที่ 91 คำขอ 3.มหาวิทยาลัยบูรพา 68 คำขอ 4.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 65 คำขอ และ 5.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 64 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ อยู่ที่ 4,111 ฉบับ เพิ่มขึ้น 33.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 3,072 ฉบับ</p>

<p>5.ลิขสิทธิ์ มีการยื่นแจ้งข้อมูล 11,771 ผลงาน เพิ่มขึ้น 47.86% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 7,961 ผลงาน ผลงานที่มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.วรรณกรรม เช่น งานนิพนธ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 4,751 ผลงาน 2.ศิลปกรรม เช่น งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ 3,084 ผลงาน 3.ดนตรีกรรม 2,482 ผลงาน 4.สิ่งบันทึกเสียง ขยับขึ้นมาจากอันดับ 5 โดยมี 730 ผลงาน และ 5.โสตทัศนวัสดุ 555 ผลงาน สัดส่วนผู้ยื่นแจ้งข้อมูลผลงานลิขสิทธิ์ คนไทย 99% และต่างชาติ 1% สำหรับผู้ยื่นแจ้งข้อมูลมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท มิวซิกมูฟ จำกัด พุ่งขึ้นมาติดอันดับเป็นครั้งแรก ที่ 308 ผลงาน 2.มหาวิทยาลัยขอนแก่น 217 ผลงาน 3.มหาวิทยาลัยมหิดล 175 ผลงาน 4.มหาวิทยาลัยทักษิณ 129 ผลงาน และ 5.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 75 ผลงาน ทั้งนี้ ลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ โดยไม่ต้องยื่นจดทะเบียนกับกรม สถิติดังกล่าวจึงไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของงานสร้างสรรค์ไทยได้ทั้งหมด อย่างไรก็ดี กรมจะเดินหน้าส่งเสริมให้ศิลปิน นักสร้างสรรค์เห็นความสำคัญของการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรม เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงเบื้องต้นในการแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในกรณีที่เกิดข้อพิพาท รวมทั้งเป็นช่องทางให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงผลงานและติดต่อขอใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์นั้นได้ง่ายขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;สถิติในช่วง 7 เดือนของปี 2569 แนวโน้มการยื่นคำขอและการรับจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา และนักสร้างสรรค์ทั้งไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น โดยกรมจะเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการพิจารณาคำขอ ยกระดับบริการดิจิทัล และส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจไทย เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026082133478f441be8aca7564709b1135babfe155633.jpg' type='image/jpg' length='669959' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”นำทัพ 16 ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรม ลุยเปิดตลาดที่ฮ่องกง ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182072</link>
<guid isPermaLink="false">629fb2bdc2b286cd8af5c27b27246d79</guid>
<pubDate>Fri, 21 Aug 2026 15:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.2 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;นำทัพ 16 ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรม ลุยเปิดตลาดที่ฮ่องกง&nbsp;<br />
กรมการค้าต่างประเทศนำทัพ 16 ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยลุยฮ่องกง พบผู้บริหาร APITA ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม และนำเข้าร่วมงาน HKTDC Food Expo PRO 2026 เปิดตัวสู่ตลาดต่างประเทศ เผยสินค้าไทยได้รับความสนใจ มีโอกาสขยายตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรม โดยสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (APi) ได้นำคณะผู้ประกอบการไทย ที่ผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปและสินค้าเกษตรนวัตกรรม ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศและผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายของการประกวด Agri Plus Award 2026 ตลอดจนผู้ประกอบการในเครือข่าย จำนวน 16 บริษัท เดินทางไปเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เพื่อพบปะหารือกับผู้บริหาร APITA ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมของฮ่องกง และนำเข้าร่วมงาน HKTDC Food Expo PRO 2026 เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า เชื่อมโยงเครือข่ายผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีก และศึกษาทิศทางตลาดสินค้าอาหารและสินค้าเพื่อสุขภาพในฮ่องกง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการพบกับ APITA กรมได้นำเสนอศักยภาพของผู้ประกอบการไทยทั้ง 16 บริษัท พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้นำเสนอผลิตภัณฑ์กับผู้บริหารระดับสูงของ APITA โดยตรง และได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของตลาด แนวโน้มผู้บริโภค และโอกาสในการนำสินค้าไทยเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายของ APITA โดย APITA ต้องการสินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพสูง อาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารออร์แกนิก ซึ่งกรมจะร่วมติดตามผลการเจรจาทางธุรกิจ เพื่อให้การพบปะครั้งนี้สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือทางการค้าที่เป็นรูปธรรมต่อไป<br />
ส่วนการนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน HKTDC Food Expo PRO 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในรูปแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ที่สำคัญลำดับต้น ๆ ของเอเชีย มีผู้เข้าชมงานแต่ละปีกว่า 500,000 ราย จาก 64 ประเทศ ได้ช่วยสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้ค้าปลีกจากนานาประเทศ รวมถึงศึกษาแนวโน้มสินค้า และมองหาช่องทางการขยายตลาด</p>

<p>&ldquo;ภารกิจครั้งนี้ ได้ช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยเข้าถึงผู้ซื้อและช่องทางค้าปลีกระดับพรีเมียมมากขึ้น รวมทั้งช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับข้อมูลและข้อเสนอแนะจากตลาดผู้ซื้อโดยตรง เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และต่อยอดไปสู่โอกาสทางการค้าที่เป็นรูปธรรมในอนาคต&rdquo;นายนพดลกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เป็นตลาดการค้าที่มีความสำคัญต่อไทย โดยในช่วง 6 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) ไทยส่งออกไปฮ่องกง มูลค่า 6,342.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.85% สะท้อนถึงศักยภาพของฮ่องกง ในฐานะตลาดส่งออกสำคัญ และยังเป็นตลาดที่มีโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย และสามารถใช้เป็นประตูสำคัญเชื่อมโยงไปยังตลาดหลักอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้ด้วย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608213d522deaf85577451c01974654b36ad3150542.jpg' type='image/jpg' length='214004' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.สำรวจไทยช่วยไทยพลัส (60/40) คนบอกช่วยกระตุ้นใช้จ่าย ลดภาระค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181938</link>
<guid isPermaLink="false">22cd79609b87de0202fe87a13374af3b</guid>
<pubDate>Fri, 21 Aug 2026 10:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>สนค.สำรวจไทยช่วยไทยพลัส (60/40) คนบอกช่วยกระตุ้นใช้จ่าย ลดภาระค่าครองชีพ<br />
สนค.เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เดือน ก.ค.69 เกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ช่วยลดภาระค่าครองชีพ ส่งเสริมการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าในชุมชน ส่วนใหญ่ใช้ซื้ออาหารพร้อมทาน อาหารสด ของใช้ประจำวัน เครื่องประกอบอาหาร สั่งอาหารผ่านฟูดเดลิเวอรี เครื่องดื่ม และมีเงินเหลือไปใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ทั้งซื้อของ เก็บออม ใช้หนี้ตามความจำเป็น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เดือน ก.ค.2569 จำนวน 5,465 รายทั่วประเทศ เกี่ยวกับการใช้สิทธิ์และความคิดเห็นต่อโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ว่า ประชาชนส่วนใหญ่เข้าร่วมใช้สิทธิ์โครงการ เพราะโครงการมีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย กระตุ้นให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และส่งเสริมการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าในชุมชน และภายหลังสิ้นสุดโครงการ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มกลับไปซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยมีรายละเอียดผลการสำรวจ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เข้าร่วมใช้สิทธิ์โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ร้อยละ 71.77 ขณะที่ร้อยละ 28.23 ไม่ได้ใช้สิทธิ์ สะท้อนว่าโครงการได้รับความสนใจจากประชาชนในระดับสูง เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มกำลังซื้อผ่านการร่วมจ่ายของภาครัฐ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิ์ ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าได้รับสิทธิ์ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว และลงทะเบียนหรือสมัครรับสิทธิ์ไม่ทัน ลงทะเบียนไม่ผ่านหรือไม่ได้รับสิทธิ์ และไม่ได้ลงทะเบียนหรือไม่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการ และยังพบข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี เช่น ไม่มีสมาร์ทโฟน โทรศัพท์ไม่รองรับแอปพลิเคชัน โทรศัพท์ชำรุด ไม่สามารถดาวน์โหลดหรือใช้งานแอปพลิเคชันได้ รวมถึงไม่สามารถยืนยันตัวตนหรือสแกนใบหน้าได้ ตลอดจนขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการสมัครและการใช้งาน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับระบบดิจิทัล ขณะที่บางส่วนไม่ประสงค์ใช้สิทธิ์ เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็น ต้องการสละสิทธิ์ให้แก่ผู้ที่มีความจำเป็นมากกว่า หรือไม่สนใจเข้าร่วมโครงการ และบางส่วนไม่ผ่านเงื่อนไขของโครงการ เช่น อายุไม่ถึงเกณฑ์ เป็นแรงงานต่างด้าว หรือมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด<br />
เมื่อพิจารณาประเภทสินค้าและบริการที่ประชาชนเลือกใช้สิทธิ์ พบว่า อาหารพร้อมทาน เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว กับข้าวสำเร็จรูป และข้าวราดผัดกะเพรา มีสัดส่วนสูงที่สุด ร้อยละ 48.22 รองลงมา ได้แก่ อาหารสด เช่น ข้าวสาร เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้สด ร้อยละ 38.87 ของใช้ประจำวันและของใช้ในครัวเรือน ร้อยละ 32.22 เครื่องประกอบอาหาร เช่น น้ำมันพืช น้ำปลา และน้ำตาล ร้อยละ 26.73 การสั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี ร้อยละ 23.97 เครื่องดื่ม ร้อยละ 21.23 และอาหารสำเร็จรูป ร้อยละ 21.02 สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ใช้สิทธิ์กับสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต</p>

<p>ทั้งนี้ ประโยชน์ของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายและความคล่องตัวทางการเงินของประชาชน โดยผลสำรวจ พบว่า ประชาชนร้อยละ 36.96 กล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ร้อยละ 24.50 นำเงินส่วนที่เหลือจากการใช้สิทธิ์ไปเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ และร้อยละ 23.00 ซื้อสินค้าและบริการในชุมชนหรือท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ขณะที่ร้อยละ 8.60 นำเงินส่วนที่ประหยัดได้ไปออม ร้อยละ 7.25 นำไปชำระหนี้ ร้อยละ 5.75 เลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น และร้อยละ 4.43 สามารถลดการกู้ยืมหรือการใช้บัตรเครดิตได้ และผลของโครงการยังมีแนวโน้มต่อเนื่องไปถึงช่วงภายหลังสิ้นสุดมาตรการ โดยเมื่อสอบถามถึงการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าเดิมหลังวันที่ 30 ก.ย.2569 พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 31.58 ระบุว่าจะกลับไปซื้อจากร้านค้าเดิมเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 20.70 จะซื้อจากร้านค้าเดิมบางส่วน ร้อยละ 11.29 จะซื้อจากร้านค้าเดิมครึ่งหนึ่ง และร้อยละ 6.55 จะซื้อจากร้านค้าเดิมทั้งหมด ขณะที่มีเพียงร้อยละ 0.88 ที่ระบุว่าจะไม่กลับไปซื้อจากร้านค้าเดิมเลย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจ ยังพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 30.47 เห็นว่าโครงการมีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ในระดับปานกลาง รองลงมาเห็นว่าช่วยได้ค่อนข้างมาก ร้อยละ 23.22 ช่วยได้มาก ร้อยละ 10.76 และช่วยได้เล็กน้อย ร้อยละ 5.91 ขณะที่มีเพียงร้อยละ 0.64 ที่เห็นว่าโครงการไม่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเลย เมื่อเปรียบเทียบระดับราคาสินค้าในช่วงที่เข้าร่วมโครงการกับช่วงที่ไม่มีโครงการ พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มองว่าราคาและปริมาณสินค้าเท่าเดิม ร้อยละ 41.08 รองลงมาเห็นว่าราคาสูงขึ้น ร้อยละ 20.66 ราคาเท่าเดิมแต่ปริมาณลดลง ร้อยละ 5.86 และราคาลดลง ร้อยละ 2.12 สำหรับแนวโน้มการใช้จ่ายภายหลังสิ้นสุดโครงการ พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 29.19 คาดว่าระดับการใช้จ่ายจะไม่แตกต่างจากช่วงดำเนินโครงการ รองลงมาร้อยละ 23.26 คาดว่าจะใช้จ่ายน้อยลงเล็กน้อย ร้อยละ 9.50 คาดว่าจะใช้จ่ายมากขึ้น และร้อยละ 6.17 คาดว่าจะใช้จ่ายน้อยลงมาก ขณะที่ร้อยละ 2.43 ยังไม่แน่ใจ<br />
สำหรับผลการสำรวจมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย พบว่า ประชาชนร้อยละ 44.96 คาดว่าเศรษฐกิจจะไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ร้อยละ 28.93 คาดว่าจะดีขึ้นเล็กน้อย และร้อยละ 3.90 คาดว่าจะดีขึ้นมาก รวมเป็นร้อยละ 32.83 ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับดีขึ้น ส่วนผู้ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะแย่ลงเล็กน้อยและแย่ลงมากมีสัดส่วนร้อยละ 16.61 และ 5.58 ตามลำดับ สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังมีมุมมองต่อเศรษฐกิจในลักษณะทรงตัวถึงปรับตัวดีขึ้น แม้ยังคงมีความระมัดระวังต่อภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อ และเสริมสภาพคล่องให้แก่ครัวเรือน โดยเฉพาะการใช้จ่ายในหมวดอาหารและของใช้ที่จำเป็น ทำให้ประชาชนสามารถนำเงินส่วนที่ประหยัดได้ไปใช้จ่ายด้านอื่น อาทิ การออม การชำระหนี้ตามความจำเป็น ขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่ยังสามารถซื้อสินค้าในราคาและปริมาณใกล้เคียงกับภาวะปกติ พร้อมได้รับประโยชน์จากการร่วมจ่ายของภาครัฐ จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องรับภาระด้วยตนเอง และโครงการยังกระตุ้นการจับจ่ายผ่านร้านค้ารายย่อย ร้านค้าในชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น ช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ร้านค้าเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ รักษาฐานลูกค้า และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องภายหลังสิ้นสุดโครงการ&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260821cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075101227.jpg' type='image/jpg' length='484820' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ถก ส.อ.ท. ยันช่วย SME ส่งออก รับช่วยแก้ปัญหาจีนห้ามยาดมโชว์งานแฟร์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181771</link>
<guid isPermaLink="false">1d4497999dcad666d013c90fde5c459a</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 15:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/7 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>DITP ถก ส.อ.ท. ยันช่วย SME ส่งออก รับช่วยแก้ปัญหาจีนห้ามยาดมโชว์งานแฟร์<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ต้อนรับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำคณะกรรมการสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) วาระปี 69-71 เข้าพบหารือ ยันมีนโยบายและโครงการสนับสนุน SME ไทยต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มพูนความรู้ การขยายตลาดส่งออก การเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active และช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้า ทั้งประเด็นจีนไม่ให้นำยาดมเข้าร่วมงานแฟร์ อินเดียห้ามเครื่องเงิน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เข้าพบเพื่อแนะนำคณะกรรมการสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ในวาระ 2569&ndash;2571 และได้มีการหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME ร่วมกัน โดยได้ยืนยันว่า DITP มีนโยบายและโครงการสนับสนุน SME อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มพูนความรู้ การสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับ SME การนำ SME ไปขยายตลาดต่างประเทศ และพร้อมที่จะช่วยแก้ไขปัญหา อุปสรรคทางการค้า ที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการหารือ ส.อ.ท. ได้ขอบคุณและชื่นชมการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active และได้หารือถึงความร่วมมือระหว่างกันของโครงการในระยะที่ 5 ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยังได้ขอความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตร Go China และ China Survival Program โดยขอให้กรมร่วมเป็นพันธมิตรหลักของหลักสูตรสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศและการเข้าสู่ตลาดจีน ร่วมกำหนดทิศทางและให้ข้อเสนอแนะต่อหลักสูตร ขออนุญาตใช้โลโก้กรมในการประชาสัมพันธ์หลักสูตร และขอรับการสนับสนุนโควตาผู้ประกอบการที่ผ่านหลักสูตร ซึ่งกรมจะนำไปหารือในรายละเอียดร่วมกับ สอท. อีกครั้ง<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า กรมยังได้แจ้ง ส.อ.ท.ว่า มีแผนดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านสุขภาพ ซึ่งครอบคลุมสินค้าเครื่องสำอาง และสินค้าสมุนไพรไทย ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพร้อมที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในการทำตลาด โดยเฉพาะการนำเข้าร่วมงานแสดงสินค้า ส่วนปัญหาที่จีนระงับไม่ให้นำสินค้าประเภทยาดมไปออกงานแสดงสินค้าที่จีน ขอให้ สอท. ส่งข้อมูลให้กรมทราบ เพื่อพิจารณาในรายละเอียดและหาทางช่วยเหลือ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย กรณีที่ไม่สามารถส่งออกเครื่องประดับจำพวกเครื่องเงินไปยังอินเดียได้ ได้แจ้งกับ ส.อ.ท.ว่า ช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 คณะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดการเยือนประเทศอินเดีย โดยจะใช้โอกาสนี้ในการหารือกับอินเดียต่อไป รวมทั้งประเด็นเรื่องการส่งออกไข่มุก ซึ่งกรมจะประชุมหารือร่วมกับกรมประมงเร็ว ๆ นี้ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการส่งออกไข่มุกให้กับผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมได้ยืนยันว่า พร้อมให้การสนับสนุนยุทธศาสตร์ 5I ของ ส.อ.ท. เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม (The New Chapter of Thai Industry) และพร้อมจะดำเนินภารกิจร่วมกับ ส.อ.ท. ในอนาคตต่อไป ได้แก่ 1.Intelligent Industry ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะด้วย Digital และ AI 2.Innovation &amp; Creative Industry ผลักดันนวัตกรรมมุ่งเป้า และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่ม 3.International Alliance &amp; Network ขยายพันธมิตรเครือข่ายสากล 4.Industrial Infrastructure Reform ปรับโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมเพื่อการแข่งขัน และ 5.Inclusive Sustainability ความยั่งยืนสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608208f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543150440.jpg' type='image/jpg' length='332975' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถก BERNAS ชมข้าวไทยคุณภาพเยี่ยม คาดปีนี้ส่งออกทะลุ 7 แสนตัน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181770</link>
<guid isPermaLink="false">f0267f55b4a500486f41b6bf76ba3f97</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 15:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถก BERNAS ชมข้าวไทยคุณภาพเยี่ยม คาดปีนี้ส่งออกทะลุ 7 แสนตัน<br />
กรมการค้าต่างประเทศหารือ BERNAS บริษัทที่ได้รับสิทธิ์ในการนำเข้าข้าวแต่เพียงผู้เดียวของมาเลเซีย แลกเปลี่ยนข้อมูลการค้า ความต้องการซื้อข้าว เผยช่วงครึ่งปี 69 ไทยกลับขึ้นมาส่งออกเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณ 3.27 แสนตัน แถมยังชมข้าวไทยคุณภาพดี ส่งมอบตามสัญญาและตรงเวลา คาดปีนี้ ส่งออกไปมาเลเซียมีโอกาสทะลุ 7 แสนตัน สูงสุดในรอบ 20 ปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มอบหมายให้นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนภาครัฐและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เดินทางเยือนกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือและกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าข้าวกับ Padiberas Nasional Berhad (BERNAS) ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสิทธิ์ในการนำเข้าข้าวแต่เพียงผู้เดียวของมาเลเซีย โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว นโยบายด้านความมั่นคงทางอาหาร ทิศทางการนำเข้าข้าวของมาเลเซีย รวมถึงแนวโน้มการจัดซื้อข้าวในปี 2569 ซึ่งมาเลเซียมีความต้องการบริโภคข้าวประมาณ 2.69 ล้านตัน ขณะที่มีผลผลิตภายในประเทศประมาณ 1.42 ล้านตัน และสถานการณ์การนำเข้าข้าวประมาณ 1.46 ล้านตัน สะท้อนให้เห็นว่ามาเลเซียยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศในระดับสูง เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารและรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างยิ่งสำหรับข้าวไทย เนื่องจาก BERNAS ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไทยกลับขึ้นมาเป็นแหล่งนำเข้าข้าวอันดับ 1 ของมาเลเซีย ด้วยปริมาณ 327,995 ตัน จากปริมาณนำเข้าข้าวทั้งหมด 710,656 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 46% โดยมีเวียดนามตามหลังมาที่ 232,416 ตัน อินเดีย 62,115 ตัน และกัมพูชา 57,602 ตัน ตามลำดับ โดยปริมาณข้าวจากไทยในช่วงเพียง 6 เดือนแรกของปีนี้ สูงกว่าปริมาณที่มาเลเซียนำเข้าจากไทยตลอดทั้งปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 264,605 ตัน สะท้อนถึงการกลับมาขยายตัวอย่างโดดเด่นของข้าวไทยในตลาดมาเลเซีย</p>

<p>โดยข้าวส่วนใหญ่ที่มาเลเซียนำเข้าจากไทย เป็นข้าวขาว เนื่องจากผู้บริโภคในคาบสมุทรมาเลเซียนิยมข้าวซึ่งมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างแข็งและหุงขึ้นหม้อ อันเป็นคุณลักษณะเด่นของข้าวขาวไทย และ BERNAS ต้องการให้ไทยรักษาคุณภาพไว้ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยย้ำว่าไทยยังคงเป็นแหล่งจัดหาข้าวที่สำคัญและเชื่อถือได้ของมาเลเซีย พร้อมชื่นชมผู้ส่งออกข้าวไทยที่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามสัญญา</p>

<p>อย่างไรก็ตาม การพิจารณาจัดซื้อข้าวของ BERNAS ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความต่อเนื่อง และความตรงต่อเวลาในการส่งมอบ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของผู้ส่งออกไทย ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทยและข้าวหอมไทย ยังคงได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมีโอกาสขยายตลาดในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ แม้ต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาจากข้าวหอมของประเทศคู่แข่ง</p>

<p>&ldquo;มาเลเซียให้ความสำคัญกับคุณภาพของข้าวไทย ความสม่ำเสมอ และศักยภาพในการส่งออกข้าวของไทยในการส่งมอบสินค้าได้ตามสัญญาและตรงเวลา ซึ่งเป็นความเชื่อมั่นที่ไทยสั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง กรมจะร่วมมือกับภาคเอกชนรักษาจุดแข็งดังกล่าว พร้อมผลักดันการขยายตลาดทั้งข้าวขาวและข้าวคุณภาพของไทยต่อไป โดยจากแนวโน้มความต้องการของมาเลเซียในปีนี้ คาดว่าการส่งออกข้าวไทยไปมาเลเซียในปี 2569 มีโอกาสทะลุ 700,000 ตัน ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี&rdquo;นางอารดากล่าว</p>

<p>นอกจากนี้ ภายหลังการหารือ ได้เชิญผู้บริหาร BERNAS เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Networking) ณ ร้านอาหาร Malai Thai ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับเกียรติจาก น.ส.ลดา ภู่มาศ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ พร้อมด้วยผู้ประกอบการค้าข้าวรายสำคัญของมาเลเซียและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 50 ราย ภายในงานได้ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยหลากหลายชนิด อาทิ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวสังข์หยด ควบคู่กับการนำเสนอผ่านเมนูอาหารไทย อาทิ ยำปลากะพงนึ่งมะนาว แกงข่าไก่ กุ้งซอสมะขาม และข้าวเหนียวมะม่วง เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสคุณภาพและความหลากหลายของข้าวไทยผ่านการรับประทานอาหารไทย พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608201679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc150223.jpg' type='image/jpg' length='1025271' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ช่วยเหลือผู้ประสบอุทักภัย จัดส่งของจำเป็น คุมสินค้า ห้ามขาด ห้ามแพง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181769</link>
<guid isPermaLink="false">e7684e5ba7103f594f2c6428dd07d37f</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 14:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 10.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ช่วยเหลือผู้ประสบอุทักภัย จัดส่งของจำเป็น คุมสินค้า ห้ามขาด ห้ามแพง<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทุกภัยในพื้นที่ จ.น่าน และพะเยา ระดมสิ่งของจำเป็น อาหาร น้ำดื่มเข้าพื้นที่ทันที พร้อมกำชับพาณิชย์จังหวัดติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด สำรวจความต้องการสินค้า ของจำเป็น และกำกับดูแลราคาสินค้า อย่าให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ และให้จับตาจังหวัดอื่น ๆ ที่อาจประสบปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังอย่างใกล้ชิด &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยเฉพาะอำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอเวียงสา อำเภอภูเพียง อำเภอสันติสุข และอำเภอเมืองน่าน และจังหวัดพะเยาที่เกิดสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่อำเภอปง โดยได้สั่งการให้กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเร่งเข้าไปดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนอย่างเต็มที่ โดยประสานหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งระดมสิ่งของจำเป็น อาหาร และน้ำดื่ม เพื่อส่งมอบให้แก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้กำชับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครองในการช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งสำรวจความต้องการสินค้าและสิ่งของจำเป็น เพื่อประสานการจัดหาและส่งมอบความช่วยเหลือให้ทันต่อสถานการณ์ อีกทั้งยังได้เน้นย้ำให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดกำกับดูแลปริมาณและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยเฉพาะน้ำดื่ม อาหารแห้ง และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ให้มีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน พร้อมกำชับผู้ประกอบการ ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา กักตุน หรือปฏิเสธการจำหน่ายสินค้าโดยเด็ดขาด<br />
ส่วนในพื้นที่อื่นที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในระยะสั้น เช่น สุโขทัย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน ตาก เพชรบูรณ์ เลย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม มหาสารคาม มุกดาหาร อำนาจเจริญ กาญจนบุรี นครนายก จันทบุรี และตราด กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและพร้อมเข้าดูแลประชาชนทันทีหากเกิดผลกระทบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับประชาชนหากไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านราคาหรือปริมาณสินค้า หรือพบเห็นการเอารัดเอาเปรียบ การจำหน่ายสินค้าแพงเกินควร หรือสินค้าขาดแคลน สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260820e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5150001.jpg' type='image/jpg' length='156736' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ติวเข้มผู้ทำบัญชี ทำหน้าที่ด่านหน้า ตรวจจับสัญญาณผิดปกติธุรกิจนอมินี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181768</link>
<guid isPermaLink="false">67dc89a69202a64254f888c7acc85abf</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 14:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 14.jpg" style="width: 1000px; height: 639px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ติวเข้มผู้ทำบัญชี ทำหน้าที่ด่านหน้า ตรวจจับสัญญาณผิดปกติธุรกิจนอมินี<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดอบรมหลักสูตร &ldquo;หยุด! วงจรนอมินี : ผู้ทำบัญชีร่วมตัดตอนธุรกิจผิดกฎหมาย ปฏิบัติงานถูกต้อง ยึดมั่นจรรยาบรรณทางวิชาชีพ&rdquo; เพิ่มพูนความรู้ให้กับผู้ทำบัญชี ในฐานะด่านหน้า หวังช่วยตรวจจับสัญญาณผิดปกติของธุรกิจนอมินี ช่วยเป็นหูเป็นตา และช่วยตัดตอนตั้งแต่ต้นทาง ป้องกันไม่ให้ก้าวข้ามจากผู้ให้บริการไปสู่ผู้มีส่วนร่วม หลังเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้ว พร้อมย้ำหากตรวจพบ เอาผิดเด็ดขาด &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังปาฐกถาพิเศษ &ldquo;หยุด! วงจรนอมินี : ผู้ทำบัญชีร่วมตัดตอนธุรกิจผิดกฎหมาย ปฏิบัติงานถูกต้อง ยึดมั่นจรรยาบรรณทางวิชาชีพ&rdquo; ณ ศูนย์ประชุมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่า การจัดอบรมในครั้งนี้ มีเป้าหมายสร้างเครือข่ายผู้ทำบัญชีให้เป็นด่านหน้าช่วยตรวจจับสัญญาณผิดปกติของธุรกิจนอมินี เพราะเป็นผู้เริ่มต้นธุรกิจ ตั้งแต่การจดทะเบียนนิติบุคคล มีข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างการถือหุ้น เส้นทางเงินทุน และรายการทางบัญชีของธุรกิจ หากผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีมีความรู้เท่าทันรูปแบบและสัญญาณเตือนของธุรกิจที่มีลักษณะเข้าข่ายนอมินี ก็จะสามารถระมัดระวังและปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพบัญชี ที่สำคัญจะช่วยตัดตอนวงจรธุรกิจผิดกฎหมายได้ตั้งแต่ต้นทาง ก่อนความเสียหายจะลุกลามสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี อาทิ ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี สำนักงานบัญชี และประชาชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมอบรมกว่า 1,000 คน (ในจำนวนนี้เป็นผู้เข้าอบรมผ่านระบบออนไลน์ Zoom ด้วย) &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการอบรมประกอบด้วย 4 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ 1.เปิดโปงโลกของธุรกิจนอมินี ครอบคลุมความหมาย รูปแบบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และบทกำหนดโทษ 2.การวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจนอมินีและข้อสังเกตสำคัญสำหรับผู้ทำบัญชี 3.ข้อพึงระวังในการปฏิบัติงานบัญชี และ 4.หลักจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ซึ่งผู้เข้าอบรมสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้ทันที<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัญหาการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) เพื่อเปิดทางให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างความเสียเปรียบให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่ปฏิบัติตามกติกาอย่างซื่อสัตย์ ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีและบัญชีม้าเป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องจัดการให้หมดไป</p>

<p>โดยปัจจุบัน ไทยมีผู้ทำบัญชี 88,790 คนทั่วประเทศ ตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการจัดอบรมในครั้งนี้ ซึ่งผู้ทำบัญชีจะเป็นกลุ่มคนสำคัญที่จะช่วยปกป้องคนไทยจากธุรกิจนอมินีได้ เมื่อมีความรู้เท่าทัน ประกอบกับยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชีได้อย่างเหนียวแน่น รวมถึงจะเกิดการสร้างเครือข่ายของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีให้เชื่อมโยงถึงกันซึ่งจะทำให้ได้รู้เท่าทันรูปแบบการหลอกลวงใหม่ ๆ ของนอมินี ไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้าประกอบธุรกิจแบบผิดกฎหมายในประเทศไทย</p>

<p>ทั้งนี้ จากการตรวจสอบธุรกิจนอมินีที่ผ่านมา กรมได้ตรวจพบว่ามีผู้ทำบัญชีรายหนึ่งเข้าไปร่วมถือหุ้นในบริษัทถึง 212 บริษัท คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 247 ล้านบาท กรณีนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า พฤติกรรมของผู้ทำบัญชีบางรายได้ก้าวข้ามเส้นของการเป็นผู้ให้บริการทางวิชาชีพ ไปสู่การเป็นผู้มีส่วนร่วมในโครงสร้างธุรกิจนอมินีอย่างเป็นระบบ ซึ่งกรมจะไม่นิ่งเฉย และจะดำเนินการทางกฎหมายและทางวิชาชีพอย่างเด็ดขาด สำหรับผู้ทำบัญชีเทาที่มีพฤติกรรมสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือคนต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินี ขอเตือนให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าวโดยเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมมีเป้าหมายเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมองค์ความรู้ในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีและบัญชีม้าอย่างจริงจัง ตลอดจนยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงินภาคธุรกิจไทย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260820a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c145708.jpg' type='image/jpg' length='127301' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”โชว์เป้าตั้ง 4 คณะทำงาน ลุยขับเคลื่อนเกษตร SME เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การค้า]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181505</link>
<guid isPermaLink="false">a69748b9b2e183a3a212cfe0dd25ad2f</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 08:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 15.jpg" style="width: 1000px; height: 666px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;โชว์เป้าตั้ง 4 คณะทำงาน ลุยขับเคลื่อนเกษตร SME เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การค้า<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;เปิดเป้าหมายตั้ง 4 คณะทำงาน ต้องการเชื่อมรัฐ-เอกชนทำงานร่วมกัน ขับเคลื่อนเกษตร SME เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการค้าระหว่างประเทศ มุ่งผลสัมฤทธิ์สั้นและยาว หลังไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายความเสี่ยง เทคโนโลยีและ AI สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ต้องปรับตัวจากเรามีอะไร ผลิตอะไร เป็นตลาดต้องการอะไร และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร เพื่อกระจายตลาด กระจายรายได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน จึงไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้ โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเรามีอะไร หรือเราจะผลิตอะไร แต่ต้องถามว่า ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร เพื่อกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ จึงเป็นที่มาของการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวงและหน่วยงาน โดยภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถต่างคนต่างเดินได้ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง<br />
สำหรับภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชน ที่ตนรับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ ได้แก่ 1.คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2.คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3.คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4.คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ ตั้งใจให้ทำงานเกิดผลสัมฤทธิ์จริง และวัดผลได้ทั้งระยะสั้นและยาว ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพิ่มอีกจากที่มีแล้ว 320 คณะ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ต้องแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 8.8% ของ GDP จึงต้องยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น โดยต้นน้ำ ต้องยกระดับการผลิต เทคโนโลยี และข้อมูล ส่วนกลางน้ำ ต้องเพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่มีผลผลิตออกมาก และปลายน้ำ ต้องขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยการส่งออก 6 เดือนของปี 2569 มีมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท แต่ยังติดลบ 3.2% ซึ่งตัวเลขสะท้อนว่าภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs จะใช้แนวคิด SME Journey ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายกิจการ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเป็น Regional Player โดยเน้นการยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ช่องทางตลาด และการเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่ โดยปัจจุบันมี SME ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP เป้าหมายต้องสร้างระบบให้เกิดง่าย โตง่าย ก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้ และต้องปลดล็อกอุปสรรค กฎ ระเบียบ การพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด<br />
ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy ต้องเปลี่ยนจากการมองเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การมอง มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่าผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด และออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น โดยปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา จึงมีโอกาสที่จะเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว สินค้า บริการ และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมุ่งลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ โดยเดินหน้าขยายตลาดใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิม เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งเพิ่ม Local Content และเชื่อม SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก โดยการส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนของปีนี้ เพิ่ม 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดี ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมองไส้ในของตัวเลขด้วยว่าโครงสร้างการส่งออกมีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SME</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260820eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3085604.jpg' type='image/jpg' length='438583' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมเจรจาฯ เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-แคนาดา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181502</link>
<guid isPermaLink="false">25870106853601eda83149eb3ddc25c4</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 08:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 18.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​กรมเจรจาฯ เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-แคนาดา<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดสัมมนา &ldquo;โอกาสตลาดอเมริกาเหนือ ผ่าน FTA อาเซียน-แคนาดา&rdquo; ที่ จ.เชียงใหม่ เตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จาก FTA เจาะตลาดแคนาดา หลังคาดสรุปผลการเจรจาในปีนี้ และบังคับใช้ปี 70 เผยเกษตรและอาหาร มีโอกาสสูง ผู้ประกอบการที่สนใจทำตลาดสามารถปรึกษาได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางขวัญนภา ผิวนิล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดสัมมนาในหัวข้อ &ldquo;วิสัยทัศน์การเจรจา FTA ของไทย : เปิดโอกาสใหม่ทางการค้าและการลงทุน เพิ่มแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทย ผ่านความตกลงการค้าเสรี อาเซียน-แคนาดา (ACAFTA)&rdquo; ณ โรงแรมแคนทารี ฮิลส์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยในการใช้ประโยชน์จากความตกลงดังกล่าว ที่ตั้งเป้าหมายสรุปผลการเจรจาในปีนี้ และคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในปี 2570 โดย FTA อาเซียน-แคนาดา จะช่วยสร้างแต้มต่อทางการค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดอเมริกาเหนือที่ไทยยังไม่มี FTA ด้วย โดยการลดอุปสรรคทางการค้าทั้งมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษี รวมถึงการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการสัมมนาครั้งนี้ กรมได้เชิญวิทยากรจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มากประสบการณ์ ร่วมเสวนาถึงโอกาส ความท้าทาย กลยุทธ์การเจาะตลาดแคนาดา และแนวทางการใช้ประโยชน์จากความตกลงดังกล่าว โดยเห็นตรงกันว่าแคนาดาเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยโอกาสทางการค้าอีกมาก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งมีการเติบโตสูงในตลาดแคนาดาที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีกำลังซื้อสูง<br />
ส่วนการจัดทำ FTA กับแคนาดา ซึ่งครอบคลุมทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า อาทิ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการค้าที่มีความโปร่งใส และคาดการณ์ได้ในการเข้าสู่ตลาดแคนาดา ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน</p>

<p>&ldquo;ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาจุดเด่นของสินค้าตนและความต้องการของผู้บริโภคแคนาดา สร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจให้กับคู่ค้า ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และสร้างความแตกต่างจากสินค้าคู่แข่ง รวมถึงการใช้ประโยชน์จากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทาง ต้นทุน และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายได้มากขึ้น โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จาก FTA และการขยายตลาดต่างประเทศได้จากหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค&rdquo;นางขวัญนภากล่าว</p>

<p>สำหรับแคนาดาถือเป็นเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีอำนาจการซื้อสูง ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับแคนาดา ทั้งในระดับภูมิภาคผ่านกรอบอาเซียนและทวิภาคีระหว่างไทยกับแคนาดา ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีแผนที่จะเปิดการเจรจาภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 โดยความตกลงทั้งสองฉบับจะช่วยเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน รวมทั้งช่วยขยายโอกาสด้านการค้าสินค้าและบริการของไทย อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม (ข้าว อาหารทะเลแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน ผลไม้กระป๋อง ไอศกรีมผลไม้ ของทานเล่นเพื่อสุขภาพ) ธุรกิจสปาและสุขภาพ ดิจิทัลคอนเทนต์และเกมออนไลน์ พลังงานสะอาด และบริการวิชาชีพ (วิศวกร สถาปนิก) รวมถึงขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับแคนาดา โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นสาขาที่แคนาดามีความเชี่ยวชาญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2568 การค้าของไทยและแคนาดา มีมูลค่า 3,915.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.44% โดยไทยส่งออกไปแคนาดา มูลค่า 2,587.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.25% และไทยนำเข้าจากแคนาดา มูลค่า 1,327.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.82% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว และผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260820c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c085354.jpg' type='image/jpg' length='678461' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดคณะผู้แทนการค้ารัฐ-เอกชน ขายข้าวฟิลิปปินส์ คาดปีนี้ทำได้ 6 แสนตัน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181499</link>
<guid isPermaLink="false">abca23666ab5ef47af9497f566953dac</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 08:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 15.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดคณะผู้แทนการค้ารัฐ-เอกชน ขายข้าวฟิลิปปินส์ คาดปีนี้ทำได้ 6 แสนตัน<br />
กรมการค้าต่างประเทศนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชน เดินทางเยือนฟิลิปปินส์ หารือกับหน่วยงานที่ดูแลการนำเข้าข้าว เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว ความต้องการข้าว เพื่อสร้างโอกาสในการส่งออกข้าวไทยเข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์ คาดปีนี้ จะส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 6 แสนตัน พร้อมจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ เปิดชิมอาหารไทยคู่กับข้าวหอมมะลิไทยและข้าวไรซ์เบอร์รี่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มอบหมายให้นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนภาครัฐและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เดินทางเยือนกรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างไทยและฟิลิปปินส์ โดยได้เข้าหารือกับ Food Terminal Incorporated (FTI) รัฐวิสาหกิจด้านการค้าและโลจิสติกส์สินค้าเกษตรของฟิลิปปินส์ ร่วมกับ The Philippine Rice Importers Association (PRIA) และ Philippine Rice Industry Stakeholders Movement (PRISM) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว นโยบายด้านความมั่นคงทางอาหาร แนวโน้มความต้องการนำเข้าข้าว ตลอดจนหารือแนวทางพัฒนาระบบโลจิสติกส์และลดอุปสรรคทางการค้า และหารือกับหน่วยงาน Bureau of Plant Industry (BPI) ซึ่งกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรและความปลอดภัยทางอาหาร เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านกฎระเบียบการนำเข้าและมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช</p>

<p>โดยไทยได้ใช้โอกาสนี้ ผลักดันการอำนวยความสะดวกการส่งออกข้าวไทยให้เข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์ได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะข้าวคุณลักษณะพิเศษ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุมธานี และข้าวคุณภาพของไทยชนิดอื่น ๆ เพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์และจุดแข็งของข้าวไทย<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Networking) ณ ร้านอาหาร เบญจรงค์ ดุสิต มะนิลา ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูต ณ กรุงมะนิลา พร้อมด้วยผู้แทนจาก PRIA , PRISM , ผู้ประกอบการ , สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ เข้าร่วมกว่า 60 ราย โดยผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสอาหารไทยที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพ พร้อมรับประทานคู่กับข้าวหอมมะลิไทย และข้าวไรซ์เบอร์รี่ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ซึ่งช่วยส่งเสริมการรับรู้ในคุณภาพของข้าวไทย และต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งออกข้าวไทยกับผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ได้เป็นอย่างดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การเยือนครั้งนี้ สะท้อนถึงการขับเคลื่อนการส่งออกข้าวไทยเชิงรุกผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในด้านการติดตามนโยบายของประเทศคู่ค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า การสร้างเครือข่ายกับผู้นำเข้า และการประชาสัมพันธ์คุณภาพข้าวไทย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดข้าวไทยเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ การรักษาตลาดสำคัญอย่างฟิลิปปินส์จึงมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพการส่งออกในระยะยาว&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์ยังคงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวเพื่อรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ป้องกันความขาดแคลนจากภัยแล้ง และรักษาเสถียรภาพราคา แม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังนิยมบริโภคข้าวขาวหัก 25% แต่ความต้องการข้าวคุณภาพและข้าวชนิดพิเศษก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคในเขตเมือง ธุรกิจร้านอาหาร และโรงแรม</p>

<p>ขณะเดียวกัน กรมยังมองเห็นโอกาสของข้าวพื้นนุ่มของไทยและที่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ รวมถึงข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดฟิลิปปินส์ ซึ่งกรมพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออกไทยเข้าถึงตลาดฟิลิปปินส์ได้มากยิ่งขึ้น โดยในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) ไทยส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์ 295,939 ตัน เพิ่มขึ้น 110.47% โดยเป็นการส่งออกข้าวขาว 98.82% รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย 0.97% ข้าวเหนียว 0.18% และข้าวหอมไทย 0.03% และคาดว่าทั้งปี 2569 จะส่งออกข้าวไปยังฟิลิปปินส์ได้ไม่ต่ำกว่า 6 แสนตัน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260820c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b085141.jpg' type='image/jpg' length='82817' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถก YouTube แก้ปัญหานำเพลงไทยเดิมไปบรรเลง-บันทึกเสียงใหม่แล้วถูกแบน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181376</link>
<guid isPermaLink="false">8aee0ca0d33ee25daf3431673020b1c5</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 11:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 9.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถก YouTube แก้ปัญหานำเพลงไทยเดิมไปบรรเลง-บันทึกเสียงใหม่แล้วถูกแบน<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดหารือร่วม YouTube และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางแก้ไขปัญหาการอ้างสิทธิ์ในเพลงไทยเดิมที่หมดอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์และตกเป็นสาธารณสมบัติแล้ว หลังพบมีคนนำผลงานเพลงไปบรรเลงหรือบันทึกเสียงเผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ถูกระงับการเผยแพร่หรือลบคลิป แนะยื่นโต้แย้ง เพื่อยืนยันสิทธิ์ในผลงาน พร้อมหลักฐานประกอบ หากถูกปฏิเสธ ก็สามารถอุทธรณ์ได้อีก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดหารือผู้เกี่ยวข้อง อาทิ แพลตฟอร์ม YouTube กระทรวงวัฒนธรรม สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้เชี่ยวชาญและทรงคุณวุฒิด้านเพลงไทยเดิม หน่วยงานด้านอนุรักษ์ดนตรีไทย ตลอดจนผู้ที่อ้างสิทธิ์ในเพลงไทยเดิม เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการอ้างสิทธิ์ในเพลงไทยเดิมที่หมดอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์และตกเป็นสาธารณสมบัติบนแพลตฟอร์ม พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนากลไกและฐานข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนการตรวจสอบสิทธิ์ให้มีความถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ์ในผลงานลิขสิทธิ์ และส่งเสริมการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของไทยในโลกดิจิทัล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น YouTube มีการจัดทำระบบตรวจสอบสิทธิ์โดยอัตโนมัติ เช่น Content ID ของ YouTube เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยเปรียบเทียบและตรวจจับความคล้ายคลึงของเนื้อหาในวิดีโอกับผลงานที่มีอยู่ในระบบ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการสิทธิ์ในงานลิขสิทธิ์ แต่ระบบที่พัฒนาโดย AI อาจยังมีข้อจำกัดในการเรียนรู้ข้อมูลเพลงที่เป็นสมบัติสาธารณะ ส่งผลให้เกิดการอ้างสิทธิ์ในผลงานที่เป็นสาธารณสมบัติคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะในกรณีของเพลงไทยเดิมที่หมดอายุการคุ้มครองแล้วและมีการนำมาบรรเลงหรือบันทึกเสียงใหม่ ทำให้เกิดข้อพิพาทหรือการอ้างสิทธิ์ในงานลิขสิทธิ์ที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง<br />
โดยผลการหารือ ได้ข้อสรุปแนวทางที่จะร่วมกันดำเนินการใน 4 เรื่องสำคัญ คือ 1.ศึกษาหามาตรการทางเทคนิคที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบตรวจสอบสิทธิ์อัตโนมัติให้สามารถจำแนกผลงานที่ตกเป็นสาธารณสมบัติได้อย่างถูกต้อง เพื่อลดปัญหาการอ้างสิทธิ์ที่ผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนในระบบดิจิทัล 2.พิจารณาใช้มาตรฐานข้อมูลสากลที่เกี่ยวข้องกับงานเพลงและสิ่งบันทึกเสียงในงานเพลงที่หมดอายุความคุ้มครองแล้ว เพื่อให้การกำหนดรหัสหรือโครงสร้างข้อมูลสำหรับงานเพลงและการบันทึกเสียงเป็นมาตรฐานเดียวกัน สะดวกในการเชื่อมโยงและตรวจสอบข้อมูลของผลงานได้อย่างเป็นระบบและชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบสถานะและสิทธิ์ในผลงานบนแพลตฟอร์มดิจิทัล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.จัดทำฐานข้อมูลเพลงไทยเดิมที่ตกเป็นสาธารณสมบัติ เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และน่าเชื่อถือ สำหรับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ และ 4.พัฒนากลไกระงับข้อพิพาทกรณีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนในผลงานเพลงไทย ที่เหมาะสมกับบริบทของเพลงไทยเดิมและการเผยแพร่ผลงานในระบบดิจิทัล โดยในเบื้องต้นกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นหน่วยกลางในการประสานและขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์ ถือเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ผลงานดนตรีและวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะเพลงไทยเดิมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ แต่เมื่อมีกรณีที่มีผู้นำผลงานเพลงไปบรรเลงหรือบันทึกเสียงเผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ และเผชิญปัญหาการอ้างสิทธิ์ผ่านระบบตรวจสอบสิทธิ์อัตโนมัติของแพลตฟอร์ม ทำให้ถูกระงับการเผยแพร่หรือถอดการเผยแพร่ออกจากแพลตฟอร์ม ทั้งที่บทเพลงต้นฉบับดังกล่าวหมดอายุการคุ้มครองและตกเป็นสาธารณสมบัติแล้ว หรืออาจเป็นกรณีที่เป็นงานเพลงที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง หรือได้รับอนุญาตใช้สิทธิ์อย่างถูกต้อง กรมจึงขอแนะนำให้ผู้ที่ถูกอ้างสิทธิ์ใช้กระบวนการโต้แย้งผ่านระบบของ YouTube เพื่อยืนยันสิทธิ์ในผลงาน โดยแสดงหลักฐานประกอบ อาทิ ไฟล์งานต้นฉบับพร้อมรายละเอียดการสร้างสรรค์ผลงาน หนังสือแสดงการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกให้ หลักฐานการเผยแพร่งานครั้งแรก หรือเอกสารหลักฐานอื่นที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิ์ในการใช้ผลงานโดยชอบธรรม และหากการโต้แย้งถูกปฏิเสธ ผู้ถูกอ้างสิทธิ์ยังสามารถดำเนินการตามขั้นตอนอุทธรณ์ที่แพลตฟอร์มกำหนดได้&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้งานดนตรีกรรมและงานสิ่งบันทึกเสียงได้รับความคุ้มครองตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยงานดนตรีกรรมได้รับความคุ้มครองตลอดชีวิตของผู้สร้างสรรค์ และต่อเนื่องไปอีก 50 ปีนับตั้งแต่ผู้สร้างสรรค์เสียชีวิต ส่วนงานสิ่งบันทึกเสียงได้รับความคุ้มครอง 50 ปีนับตั้งแต่วันที่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่หากมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะก็จะได้รับความคุ้มครอง 50 ปีนับตั้งแต่วันที่เผยแพร่ครั้งแรก เมื่อพ้นระยะเวลาการคุ้มครองแล้ว ผลงานดังกล่าวจะตกเป็นสาธารณสมบัติ (Public Domain) บุคคลทั่วไปสามารถนำไปใช้บรรเลง ประยุกต์ ดัดแปลง หรือเรียบเรียงเป็นเวอร์ชันของตนเองได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์เดิมหรือชำระค่าลิขสิทธิ์ อันเป็นกลไกสำคัญที่ส่งเสริมการอนุรักษ์ เผยแพร่ และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และสำหรับผลงานในส่วนที่มีการนำไปสร้างสรรค์ใหม่ อาจได้รับความคุ้มครองตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย โดยสิทธิ์ในผลงานใหม่จะไม่ครอบคลุมหรือก่อให้เกิดสิทธิ์ผูกขาดไปถึงบทเพลงต้นฉบับที่ตกเป็นสาธารณสมบัติแล้ว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260819e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5115041.jpg' type='image/jpg' length='231596' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.ชี้เป้าขุมทรัพย์ใหม่ แนะไทยลุยสินค้าเกษตรนวัตกรรม ขายตลาดสุขภาพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181374</link>
<guid isPermaLink="false">5231e212f6c585604be4a42a6b1c2852</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 11:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/43.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>สนค.ชี้เป้าขุมทรัพย์ใหม่ แนะไทยลุยสินค้าเกษตรนวัตกรรม ขายตลาดสุขภาพ<br />
สนค.ติดตามเทรนด์สุขภาพตลาดโลก พบการดูแลสุขภาพและการชะลอวัย กำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก คนยอมจ่าย หากสินค้าพิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ชี้สินค้าเกษตรไทย มีโอกาสไม่ใช่แค่ขายเป็นอาหาร แต่สามารถผลักดันเป็นเศรษฐกิจสุขภาพ ด้วยการเพิ่มมูลค่า ทำสารสกัดที่มีมูลค่าสูงขาย และยังเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามเทรนด์สุขภาพในตลาดโลก พบว่า เทรนด์การดูแลสุขภาพและการชะลอวัย (Wellness and Longevity) กำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าผู้บริโภคทั่วโลกจะใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าและบริการทางการแพทย์สูงถึง 6.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2583 ซึ่งเป็นการเติบโตกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกโฉมสินค้าเกษตรไทย ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสกัดสารสำคัญจากพืชพื้นบ้าน พัฒนาสู่นวัตกรรมเชิงการแพทย์ (Medical-Grade) เพื่อตอบโจทย์ตลาดสุขภาพเชิงป้องกันที่มีมูลค่ามหาศาล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจุบันเส้นแบ่งระหว่างสินค้าอาหาร ความงาม เทคโนโลยี และการแพทย์ เริ่มกลายเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวคิดไม่รอให้ป่วย แต่ยอมจ่ายเงินเพื่อดูแลสุขภาพระยะยาวด้วยสินค้าที่พิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ได้&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงาน Business of Wellness and Longevity: Key Expansion and Growth Levers ของ Euromonitor International ระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ที่ชูจุดขายด้านสุขภาพกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สินค้าอุปโภคบริโภค (Fast-Moving Consumer Goods : FMCG) ในช่องทางออนไลน์กว่า 50% จะมุ่งเน้นจุดขายด้านสุขภาพ และผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% หากสินค้านั้นมีผลทดสอบทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าได้ผลจริง<br />
โดยการสร้างโอกาสจากการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จะต้องยกระดับผ่าน 4 กลยุทธ์ คือ 1.ยกระดับสารสกัดเกษตรสู่ระดับการแพทย์ (Medical-Grade Extraction) เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะสารสกัดจากธรรมชาติ (Botanicals) เช่น สารสกัดบากูชิออล (Bakuchiol) ซึ่งมีสรรพคุณชะลอวัย ลดริ้วรอย ที่นิยมใช้ในเครื่องสำอาง และมีการเติบโตของจำนวนสินค้าที่วางจำหน่ายออนไลน์สูงถึง 19.1% ระหว่างปี 2564&ndash;2568 ดังนั้น ไทยควรลงทุนด้านวิจัยทางคลินิก (Clinical Validation) เพื่อดึงสารสำคัญ (Active Ingredients) จากพืชผลที่มีความโดดเด่น (Product Champions) โดยสามารถนำร่องจากสมุนไพร Herbal Champions &nbsp;ของไทย เช่น การดึงสรรพคุณของใบบัวบก ที่โดดเด่นเรื่องการสมานเซลล์ผิวและต้านริ้วรอยมาใช้ในเวชสำอางระดับการแพทย์ และการใช้ขมิ้นชันที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบลึกถึงระดับเซลล์ หรือการใช้กระชายดำเพื่อช่วยระบบเผาผลาญ รวมทั้งการตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม เช่น สมุนไพรลดความเครียด ช่วยการนอนหลับ และบำรุงสมอง โดยสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้เป็นสินค้ามูลค่าสูงได้อย่างแท้จริง&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.แทรกซึมในสินค้าประจำวันและโภชนาการเฉพาะบุคคล โดยการพัฒนาสารสกัดจากสินค้าเกษตรไทยให้เป็นส่วนผสมที่สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างลงตัว เช่น ผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับกลุ่มผู้ใช้ยาลดน้ำหนัก (GLP-1) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความต้องการโปรตีนและสารอาหารในปริมาณสูง โดยผู้ประกอบการไทยสามารถนำนวัตกรรมอย่าง โปรตีนสกัดจากพืช (Plant-based Protein) หรือเปปไทด์จากข้าว (Rice Peptides) เข้าไปเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน หรืออาหารทางการแพทย์ เพื่อตอบโจทย์ตลาดกลุ่มนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล โดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ปัจจุบันผู้บริโภคยุคดิจิทัลกว่า 52% นิยมใช้ Generative AI ในการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ รวมถึงมีการใช้กระจกอัจฉริยะ (Smart Mirror) สแกนใบหน้า เพื่อจัดชุดอาหารเสริมให้ตรงกับความต้องการของร่างกายแต่ละบุคคล หากผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์สารสกัดการเกษตรเข้ากับระบบวิเคราะห์สุขภาพเหล่านี้ได้ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการแนะนำสินค้าและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.เชื่อมโยงระบบนิเวศบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยการเติบโตทางธุรกิจไม่ได้จำกัดแค่การขายสินค้า แต่ขยายไปสู่การสร้างระบบนิเวศบริการ (Service Ecosystems) โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมักจะมีการใช้จ่ายไปกับประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพ คาดว่า สินค้าและบริการกลุ่ม Luxury ที่เน้นสร้างประสบการณ์ จะมีการเติบโตสูงถึง 52% ระหว่างปี 2568&ndash;2573 ไทยในฐานะผู้นำการท่องเที่ยวของโลก สามารถบูรณาการสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สปาเชิงการแพทย์ หรือคลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัย (Longevity Clinics) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับ และเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการแพทย์ของไทย<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 ไทยมีมูลค่าค้าปลีกในกลุ่มสมุนไพรสูงถึง 1,357.5 ล้านเหรียญสหรัฐ จัดเป็นอันดับที่ 11 ของโลก เพิ่มขึ้น 5.2% และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนแตะระดับ 1,836.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 หากไทยสามารถยกระดับผลผลิตการเกษตรให้สอดรับกับเทรนด์นี้ได้ จะยิ่งสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรและสารสกัดธรรมชาติตามแนวทางทั้ง 4 กลยุทธ์ดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโอกาสทางการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับอุตสาหกรรมเกษตร การแพทย์ และการท่องเที่ยวของไทย ให้สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภค และมาตรการทางการค้าในปัจจุบัน แต่การยกระดับสินค้าเกษตรไทยไปสู่นวัตกรรมการแพทย์จำเป็นต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของการพัฒนาองค์ความรู้ การเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการบริหารจัดการทั้งห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักนวัตกรรมเกษตรฟังก์ชัน สู่ขุมทรัพย์สุขภาพโลก เพราะอนาคตของอุตสาหกรรมเกษตร ไม่ใช่เพียงการผลิตเพื่อเป็นแหล่งอาหาร แต่คือการสร้างเศรษฐกิจสายสุขภาพ การผลักดันสารสกัดเกษตรให้ได้มาตรฐานการแพทย์ ควบคู่กับการเชื่อมโยงเทคโนโลยีและบริการสุขภาพ จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับประเทศไทยในเวทีโลกต่อไป&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026081917e62166fc8586dfa4d1bc0e1742c08b114841.jpg' type='image/jpg' length='654179' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จัดงาน Agri Plus Expo 2026 ดันเกษตรนวัตกรรมขายกลุ่ม HoReCa]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181325</link>
<guid isPermaLink="false">944ea5880053a24cde00ca644134eb0b</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 10:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 14.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p><br />
กรมการค้าต่างประเทศ จัดงาน Agri Plus Expo 2026 ร่วมกับงาน Food &amp; Hospitality Thailand (FHT) 2026 เพื่อสร้างโอกาสเชื่อมโยงสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่กลุ่มผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อในอุตสาหกรรม HoReCa เผยขนสินค้ากว่า 70 แบรนด์ มากกว่า 100 ผลิตภัณฑ์ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ความงาม และไลฟ์สไตล์สีเขียวมาจัดแสดง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมจัดงาน &ldquo;Agri Plus Expo 2026&rdquo; ร่วมกับงาน Food &amp; Hospitality Thailand (FHT) 2026 เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่กลุ่มผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อในอุตสาหกรรม HoReCa ซึ่งครอบคลุมธุรกิจโรงแรม (Hotel) ร้านอาหารและบริการจัดเลี้ยง (Restaurant) และธุรกิจบริการจัดเลี้ยงนอกสถานที่ (Catering) รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและการบริการ มุ่งสร้างโอกาสทางการตลาดและขยายช่องทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากล โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19&ndash;22 ส.ค.2569 ณ ฮอลล์ 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภายในงาน Agri Plus Expo 2026 ได้รวบรวมสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยกว่า 70 แบรนด์ มากกว่า 100 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุม 3 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ 1.อาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 2.ผลิตภัณฑ์ความงาม สุขภาพ และสมุนไพร 3.ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรมสีเขียว สะท้อนศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยที่นำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาต่อยอดและเพิ่มมูลค่า สู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และพร้อมก้าวสู่ตลาดโลก<br />
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมไฮไลต์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้สนใจได้สัมผัสศักยภาพของสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยตลอดงาน ได้แก่ 1.Innovation Showcase 2.Agri Innovation Market Place 3.Business Matching และยังมีกิจกรรม Agri Plus Clinic คลินิกให้คำปรึกษาเพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ โดยได้รับความร่วมมือจาก 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) คณะเกษตรบูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้นหาตัวยา (ECDD) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จะมาร่วมให้คำปรึกษาและคำแนะนำด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การวิจัยและพัฒนา การเพิ่มมูลค่าสินค้า ตลอดจนการต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีศักยภาพทางการตลาดและสามารถแข่งขันในตลาดสากลได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;งาน Agri Plus Expo 2026 ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงสินค้า แต่ยังเป็นเวทีสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทยได้ขยายตลาด สร้างเครือข่ายทางการค้า แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยผลักดันสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตสินค้าเกษตรนวัตกรรมคุณภาพของโลก&rdquo;นางอารดากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260819eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3100548.jpg' type='image/jpg' length='132330' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือกรมการท่องเที่ยว ตำรวจ ตม. ลุยเกาะเต่า ตรวจสอบ 12 ธุรกิจนำเที่ยว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181323</link>
<guid isPermaLink="false">3148fa5e32a54172498c17bbd77e9a1e</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 10:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 17.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือกรมการท่องเที่ยว ตำรวจ ตม. ลุยเกาะเต่า ตรวจสอบ 12 ธุรกิจนำเที่ยว<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจนำเที่ยวจำนวน 12 ราย ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี พบฝ่าฝืน พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 จำนวน 2 ราย สั่งเพิกถอนใบอนุญาตทันที และจัดการต่างชาติสอนดำน้ำที่ไม่มีใบอนุญาต และสอบเอาผิดนอมินี อีก 10 ราย ปิด 1 ราย อีก 9 ราย พบทำธุรกิจไม่ขัดกฎหมายของกรมการท่องเที่ยว กรรมการ พนักงานต่างชาติ มีใบอนุญาตถูกต้อง มีคนไทยร่วมบริหาร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ทีมปราบนอมินี กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจนำเที่ยว ณ เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีเป้าหมายในการตรวจสอบบริษัทที่มีใบอนุญาตนำเที่ยว ซึ่งมีคนต่างชาติร่วมถือหุ้น โดยการปฏิบัติการในครั้งนี้ มีเป้าหมายตรวจสอบ 12 บริษัท</p>

<p>สำหรับผลการตรวจสอบปรากฏ ดังนี้ 1.ตรวจพบการกระทำความผิด 2 ราย ได้แก่ 1.บริษัทนำเที่ยวพบกรรมการและผู้ถือหุ้นให้ข้อมูลการประกอบธุรกิจว่ามีบริการสอนดำน้ำ และอยู่ระหว่างขออนุญาตประกอบกิจการห้องพักแบบโฮสเทล โดยจากการตรวจสอบบริษัทดังกล่าว มีกรรมการผู้มีอำนาจชาวต่างชาติ 1 ราย และชาวไทย 1 ราย ซึ่งขัดกับ พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 ที่กำหนดว่า กรรมการเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย กรมการท่องเที่ยวจึงได้ดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตนำเที่ยว และยังพบชาวต่างชาติสอนดำน้ำที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ซึ่งตำรวจตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว ในส่วนของกรมได้ดำเนินการตรวจสอบบริษัทว่ามีพฤติกรรมในลักษณะนอมินีหรือไม่ พร้อมตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่ให้คำปรึกษาในการจดทะเบียนบริษัทแก่บริษัทรายดังกล่าวด้วย และยังตรวจพบบริษัทนำเที่ยวประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาตสาขา ซึ่งกรมการท่องเที่ยวได้ดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว<br />
2.ตรวจสอบบริษัทเป้าหมายอีก 10 ราย พบว่า บริษัทปิดชั่วคราว 1 ราย และอีก 9 ราย พบกรรมการและผู้ถือหุ้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจว่า ธุรกิจส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับการดำน้ำ หรือสอนดำน้ำ ต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนมีหลากหลายสัญชาติ มีสัดส่วนการถือครองหุ้น และสัดส่วนกรรมการ ไม่ขัดกับกฎหมายของกรมการท่องเที่ยว และพบว่ากรรมการและพนักงานชาวต่างชาติมีใบอนุญาตการทำงานถูกต้อง โดยคนไทยมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมจะดำเนินการตรวจสอบธุรกิจนอมินีอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อคัดกรองนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายผิดกฎหมาย พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การปราบปรามธุรกิจนอมินีเห็นผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมชัดเจน สร้างความเป็นธรรมให้แก่ภาคธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน</p>

<p>ทั้งนี้ ขอเตือนผู้ประกอบธุรกิจทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงบริษัทให้คำปรึกษาด้านการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท และบริษัทให้คำปรึกษาด้านการลงทุน ให้ปฏิบัติตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของประเทศอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันสร้างบรรทัดฐานการประกอบธุรกิจที่มีความโปร่งใส โดยหากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิด หรือพบธุรกิจใดเข้าข่ายกระทำความผิดในลักษณะนอมินี สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์ 0 2547 4419 หรือ Call Center 1570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260819c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c100348.jpg' type='image/jpg' length='236235' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือห้างสยาม ทาคาชิมายะ คัด 15 สินค้า GI ขายคนไทย-นักท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181322</link>
<guid isPermaLink="false">d876f333850407d01b833caf10bfa95a</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 10:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6a8411c4758ad.jpg" style="width: 1000px; height: 671px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือห้างสยาม ทาคาชิมายะ คัด 15 สินค้า GI ขายคนไทย-นักท่องเที่ยว<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ห้างยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น จัดงาน &ldquo;GI MARKET&rdquo; รวมสุดยอดของดี GI ไทย : Thailand&#39;s Finest GI Selection ยกทัพสินค้า GI จาก 15 จังหวัดทั่วไทย ทั้งผลไม้ วัตถุดิบประกอบอาหาร สินค้าแปรรูป มาจำหน่ายให้คนไทยและนักท่องเที่ยว ได้สัมผัสรสชาติและอัตลักษณ์ระดับพรีเมียม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
​นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้เป็นประธานในพิธีเปิดงาน &ldquo;GI MARKET&rdquo; รวมสุดยอดของดี GI ไทย : Thailand&#39;s Finest GI Selection ซึ่งเป็นงานที่ยกทัพสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จาก 15 จังหวัดทั่วไทย ทั้งผลไม้ วัตถุดิบประกอบอาหาร และสินค้าแปรรูป มาให้คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้สัมผัสรสชาติและอัตลักษณ์ระดับพรีเมียม ระหว่างวันที่ 17-23 ส.ค.2569 ณ บริเวณชั้น G ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดย​ภายในงานมีสินค้า GI ไฮไลต์จากหลายภูมิภาค อาทิ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่มีเนื้อเนียนละเอียด สีเหลืองสวย รสชาติหวานมัน และมีกลิ่นหอมปานกลาง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์จากแหล่งปลูกดินภูเขาไฟ กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) กาแฟอาราบิก้าที่ปลูกบนพื้นที่สูง 1,100&ndash;1,600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ให้รสชาติกลมกล่อม นุ่มนวล และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว สับปะรดภูแลเชียงราย ผลขนาดเล็ก เนื้อสีเหลือง กรอบ หวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม และสามารถรับประทานได้ทั้งแกน ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน ถั่วลิสงเมล็ดใหญ่ที่มีลายสีม่วงคล้ายลายเสือ นำมาคั่วเกลือตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้รสชาติมัน กลมกล่อม และกรอบ ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา ปลากะพงขาวจากแหล่งเลี้ยงในบริเวณทะเลสาบสามน้ำ เนื้อขาว นุ่ม และมีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู<br />
นอกจากนี้ ยังมีสินค้า GI ที่น่าสนใจอีกหลายรายการ อาทิ มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มะขามหวานเพชรบูรณ์ ข้าวแต๋นลำปาง เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน เหล้าแป้ (แพร่) ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ พริกไทยตรัง ไข่เค็มไชยา (สุราษฎร์ธานี) และปลาสลิดบางบ่อ (สมุทรปราการ) ซึ่งล้วนเป็นสินค้า GI ที่สะท้อนคุณภาพและอัตลักษณ์จากแหล่งผลิตอย่างชัดเจน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความร่วมมือระหว่างกรม และห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยงสินค้า GI จากแหล่งผลิตต่าง ๆ เข้าสู่ตลาดและกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้ความต้องการของตลาด และนำข้อมูลไปพัฒนาต่อยอดสินค้าและยกระดับการทำตลาดให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยิ่งขึ้น อันจะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว&rdquo;นายวิโรจน์กล่าว</p>

<p>​ทั้งนี้ กรมขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวเลือกช็อปของดี GI ไทยที่ส่งตรงจากแหล่งผลิตทั่วประเทศ ในงาน &ldquo;GI MARKET&rdquo; รวมสุดยอดของดี GI ไทย : Thailand&#39;s Finest GI Selection พร้อมรับโปรโมชันพิเศษตลอดการจัดงาน เพื่อสนับสนุนสินค้า GI และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีรายได้เพิ่มขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026081941ca4dfe080313a9d0892256be1af6ab100121.jpg' type='image/jpg' length='211766' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​7 เดือน ปี 69 ต่างชาติลงทุนไทย 736 ราย นำเงินเข้า 2.19 แสนล้าน จ้างงาน 5,229 คน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181065</link>
<guid isPermaLink="false">1ec364496bd1555b1e959468526bc1e9</guid>
<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 13:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/05 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 685px;" /></p>

<p>​7 เดือน ปี 69 ต่างชาติลงทุนไทย 736 ราย นำเงินเข้า 2.19 แสนล้าน จ้างงาน 5,229 คน<br />
คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ไฟเขียวคนต่างชาติเข้ามาลงทุนไทยในช่วง 7 เดือน ปี 69 จำนวน 736 ราย เพิ่ม 26% นำเงินเข้ามาลงทุน 219,208 ล้านบาท เพิ่ม 37% จ้างงานคนไทย 5,229 คน เพิ่ม 22% สิงคโปร์ ลงทุนสูงสุด 6.11 หมื่นล้านบาท ตามด้วยญี่ปุ่น 4.5 หมื่นล้านบาท และจีน 3.86 หมื่นล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ในช่วง 7 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 736 ราย เพิ่มขึ้น 26% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 177 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 559 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 219,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% และมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 5,229 คน เพิ่มขึ้น 22%</p>

<p>โดยจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน 133 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 38,603 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาด้านเทคนิค และการออกแบบการวางผังเครื่องจักร และระบบอัตโนมัติให้กับลูกค้า เป็นต้น ธุรกิจบริการออกแบบด้านวิศวกรรม ก่อสร้างและติดตั้งระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล Electric Vehicle Charger เป็นต้น<br />
2.สหรัฐฯ 121 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,226 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Circuit Breaker ระบบควบคุมการปฏิบัติงานด้วยสมองกลเอง เม็ดพลาสติก เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.สิงคโปร์ 97 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 61,112 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจผลิตไม้วีเนียร์ (Wood Veneer) ธุรกิจบริการ Data Center ที่ใช้พลังงานประสิทธิภาพสูง ธุรกิจบริการให้ใช้ช่วงสิทธิแฟรนไชส์ (Franchising) เพื่อประกอบธุรกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น อาหารสัตว์ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป โลหะรีไซเคิล เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.ญี่ปุ่น 94 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 45,085 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาและแนะนำทางเทคนิคในการเลือกเครื่องจักรและอุปกรณ์ การวางผังเครื่องจักร การตรวจสอบชิ้นงานและการปรับปรุงกระบวนการผลิต เป็นต้น ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์โลหะ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 72 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 14,077 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้า พลังงานลม สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น &nbsp;ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องดูดควัน เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรม เป็นต้น<br />
นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 360 ราย คิดเป็น 49% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 736 ราย มูลค่าลงทุน 157,328 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Aircraft Engine Case เครื่องจักรอัตโนมัติ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2.ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค 3.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น บริการ Data Center บริการพัฒนาซอฟต์แวร์/แพลตฟอร์ม เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ในช่วง 7 เดือน ปี 2569 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุน 220 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 25% มีมูลค่าการลงทุน 85,615 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 80 ราย ลงทุน 30,042 ล้านบาท ญี่ปุ่น 31 ราย ลงทุน 22,636 ล้านบาท ฮ่องกง 26 ราย ลงทุน 4,803 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 83 ราย ลงทุน 28,134 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ &nbsp;ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร ธุรกิจการแปรรูปไม้เพื่อใช้ในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) เป็นต้น &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เฉพาะเดือน ก.ค.2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย 96 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 26 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย &nbsp;และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 70 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 31,594 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก จีน สิงคโปร์ และสหรัฐฯ ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 960 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมหลุมขุดเจาะปิโตรเลียม องค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานและการดูแลรักษาเครื่องมือ Clean Energy Equipment และองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการแม่พิมพ์เครื่องจักรที่ใช้สำหรับผลิตรถยนต์ เป็นต้น โดยธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย ธุรกิจบริการ Data Center ที่ใช้พลังงานประสิทธิภาพสูง ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ Switchgear, Electric Vehicle Charger เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260818751d31dd6b56b26b29dac2c0e1839e34130812.jpg' type='image/jpg' length='57921' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เผยตั้งบริษัทใหม่ ก.ค.69 มีจำนวน 7,512 ราย เลิกกิจการ 2,152 ราย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181064</link>
<guid isPermaLink="false">ef5cbea59d7ececf71986c2ecf9ef1f3</guid>
<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 13:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/04 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 687px;" /></p>

<p>กรมพัฒน์เผยตั้งบริษัทใหม่ ก.ค.69 มีจำนวน 7,512 ราย เลิกกิจการ 2,152 ราย<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่ เดือน ก.ค.69 มีจำนวน 7,512 ราย ลด 2.57% ทุนจดทะเบียน 53,647 ล้านบาท เพิ่ม 143.65% เลิกกิจการ 2,152 ราย เพิ่ม 17.92% เหตุธุรกิจไม่ต้องการยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ส่วนยอดรวม 7 เดือน ตั้งใหม่ 52,285 ราย เพิ่ม 1.43% เลิก 9,176 ราย เพิ่ม 13.72%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน ก.ค.2569 มีจำนวน 7,512 ราย ลดลง 2.57% ทุนจดทะเบียน 53,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 143.65% เนื่องจากมีนิติบุคคล 1 ราย ที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท คือ บริษัท บ้านปู จำกัด ทุนจดทะเบียน &nbsp; 40,496 ล้านบาท ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพลังงาน ส่วนยอดการตั้งใหม่ 7 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) มีจำนวน 52,285 ราย เพิ่มขึ้น 1.43% ทุนจดทะเบียนสะสม 164,848 ล้านบาท ลดลง 3.69%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ คือ 1.ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต 2.ธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร และ 3.ธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้า</p>

<p>&ldquo;ตัวเลขการจดทะเบียนตั้งธุรกิจใหม่ช่วง 7 เดือน ที่ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายรัฐบาลอย่างไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำมาใช้ลดภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นการใช้จ่ายฐานราก และโครงการภาคการเที่ยวท่องของรัฐบาลที่จะมีความชัดเจนในช่วงเดือนนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม โดยกรมมั่นใจว่าทั้งปี จะตั้งใหม่ไม่ต่ำกว่า 8-8.5 หมื่นราย&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือน ก.ค.2569 มีจำนวน 2,152 ราย เพิ่มขึ้น 17.92% โดยเดือนนี้ ธุรกิจจะเลิกมากกว่าปกติ เพราะไม่อยากแจ้งแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (รอบ 6 เดือนแรก) ที่ต้องยื่นภายในเดือน ส.ค.2569 และทุนจดทะเบียนเลิก 6,776 ล้านบาท ลดลง 66.38% รวม 7 เดือน เลิกจำนวน 9,176 ราย เพิ่มขึ้น 13.72% ทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 105,633 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 108.35%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.2569 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,102,362 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.69 ล้านล้านบาท มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 1,009,681ราย ทุนจดทะเบียนรวม 24.05 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 807,160 ราย คิดเป็น 79.94% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 18.04 ล้านล้านบาท &nbsp;ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 201,007 ราย คิดเป็น 19.91% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,514 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.58 ล้านล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 550,199 ราย ทุนจดทะเบียน 14.18 ล้านล้านบาท รองลงมา คือ กลุ่มค้าส่ง ค้าปลีก 330,788 ราย ทุนจดทะเบียน 2.59 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 128,694 ราย ทุนจดทะเบียน 7.28 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.49% 32.76% และ 12.75% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608187d0665438e81d8eceb98c1e31fca80c1130538.jpg' type='image/jpg' length='59736' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ชูไทยฐานการผลิตที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย ลุยเชื่อมการค้า-ลงทุนไทย-สหรัฐฯ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181063</link>
<guid isPermaLink="false">d8803e84edb517d987aac465ed07fe49</guid>
<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 12:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/03 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 674px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;ชูไทยฐานการผลิตที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย ลุยเชื่อมการค้า-ลงทุนไทย-สหรัฐฯ<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;กล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand&ndash;U.S. Trade and Investment Summit 2026 ชูไทยเป็นฐานการผลิต และห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ สามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุนไทย-สหรัฐฯ ให้ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน ให้คำมั่นเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตร พลังงาน สินค้าทุนจากสหรัฐฯ และดันไทยไปลงทุนในสหรัฐฯ เตรียมบินสหรัฐฯ ครั้งที่ 3 ในรอบปีนี้ เจรจาปิดดีล ART &nbsp;</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการกล่าวสุนทรพจน์งาน Thailand&ndash;U.S. Trade and Investment Summit 2026 : Building on a Longstanding Partnership ณ โรงแรม Hyatt Regency กรุงเทพฯ จัดโดยหอการค้าไทย หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) และหอการค้าสหรัฐอเมริกา (U.S. Chamber of Commerce) ว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งรูปแบบการค้าและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและทดสอบความสามารถในการรับมือของประเทศต่าง ๆ โดยไทยไม่ได้ต้องการเพียงตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ด้วยการยกระดับบทบาทของไทยให้เป็นฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และน่าเชื่อถือสำหรับภูมิภาคและตลาดโลก</p>

<p>โดยปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทย และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยมีบริษัทอเมริกันหลายร้อยแห่งเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มีมูลค่าการลงทุนสะสมหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานหลายแสนตำแหน่ง ตลอดจนมีส่วนสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ในนามรัฐบาลไทย จึงขอขอบคุณภาคธุรกิจอเมริกันสำหรับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง<br />
สำหรับทิศทางในอนาคต ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นเศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลจะส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และยานยนต์แห่งอนาคต โดยเชิญชวนนักลงทุนและภาคธุรกิจสหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมในบทใหม่ของการเติบโตของไทย เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ โอกาสใหม่ และความมั่งคั่งร่วมกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ไทยต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ บนพื้นฐานของ Partnership and Co-creation หรือความเป็นหุ้นส่วนและการร่วมกันสร้างสรรค์ โดยความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืน ต้องประกอบด้วยความไว้วางใจ ความอดทน ความเคารพซึ่งกันและกัน การแบ่งปันโอกาส ความรับผิดชอบ และคุณค่าร่วมกัน ขณะที่รัฐบาลไทยพร้อมทำหน้าที่ของตนเองผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนนวัตกรรม และการส่งเสริมสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่มีความโปร่งใส คาดการณ์ได้ และมีความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้การลงทุนและการดำเนินธุรกิจสามารถเติบโตได้ในระยะยาว&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ควรตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันและการเติบโตอย่างสมดุล โดยรัฐบาลไทยจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อขยายการค้าสองทาง รวมถึงการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะพลังงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ขั้นสูง และสินค้าเกษตรบางประเภทที่ไทยมีความต้องการและผลิตได้ไม่เพียงพอภายในประเทศ รวมทั้งการเพิ่มการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันไปลงทุนแล้วกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติมในปีนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สมดุล และเป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งตนจะเดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้ง ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งที่ 3 ในปีนี้ เพื่อร่วมผลักดันการเจรจาให้สามารถหาข้อสรุปได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ ผลลัพธ์ที่สมดุลสำหรับทั้งสองฝ่ายและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน</p>

<p>ทั้งนี้ งาน Thailand&ndash;U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและสหรัฐฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และธุรกิจ ต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี สู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยมีนายฌอน เค. โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย และนายจอห์น โกเยอร์ รองประธานฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย หอการค้าสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักลงทุน และภาคเอกชนไทย&ndash;สหรัฐฯ เข้าร่วมงาน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260818e45ee7ce7e88149af8dd32b27f9512ce125848.jpg' type='image/jpg' length='463098' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ยันมีมาตรการป้องกันแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า เตรียมแจง USTR 28-31 ส.ค.นี้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181062</link>
<guid isPermaLink="false">3e6da8bae0ec1a41abf98945e9a09f5a</guid>
<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 12:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/02 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ยันมีมาตรการป้องกันแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า เตรียมแจง USTR 28-31 ส.ค.นี้<br />
กรมการค้าต่างประเทศยันมีมาตรการป้องกันส่งสินค้าผ่านประเทศที่สาม (transshipment) และการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ เผยได้เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบ เชื่อมโยงข้อมูลการผลิต เอาผิดกับผู้ประกอบการที่ทำผิดอย่างเด็ดขาด และยังเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังเป็น 67 รายการ นำระบบ AI มาช่วยตรวจสอบ เตรียมชี้แจงกับ USTR อีกครั้ง 28-31 ส.ค.69<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงข้อกังวลของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สาม (transshipment) และการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า ว่า ประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นดังกล่าว และให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า โดยได้มีการยกระดับการตรวจสอบและร่วมมือกับหน่วยงานของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง หากพบการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าหรือการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมและกรมศุลกากรได้รายงานความคืบหน้า และชี้แจงมาตรการต่อสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) มาอย่างต่อเนื่อง โดยไทยได้เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบในหลายด้าน ทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตและข้อมูลผู้ประกอบการร่วมกับกรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม และพาณิชย์จังหวัด และยังมีการลงพื้นที่ตรวจสถานประกอบการ การตรวจสอบย้อนหลังถิ่นกำเนิดสินค้า และการดำเนินมาตรการกับผู้ประกอบการที่พบการกระทำผิด<br />
ขณะเดียวกัน กรมได้ปรับเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังร่วมกับ CBP จาก 49 รายการ 194 พิกัดศุลกากร เป็น 67 รายการ 274 พิกัดศุลกากร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 และเตรียมพัฒนาระบบ ROVERs Plus โดยนำ AI มาช่วยตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านถิ่นกำเนิดสินค้า รวมทั้งได้อบรมผู้ประกอบการเกี่ยวกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และ Local Content แล้วกว่า 2,000 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เรื่องนี้ไทยไม่ได้เพิ่งเริ่มดำเนินการ แต่ได้ยกระดับระบบตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง และระหว่างวันที่ 28&ndash;31 ส.ค.2569 กรมและกรมศุลกากร จะพบกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อสื่อสารให้ฝ่ายสหรัฐฯ รับทราบและเห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการป้องกันและยกระดับการแก้ปัญหา transshipment อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า การค้าเพิ่มขึ้นอาจเป็นสัญญาณที่ควรตรวจสอบ แต่ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า เพราะการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานอาจเกิดจากการลงทุนใหม่ การย้ายฐานการผลิต หรือการเพิ่มกำลังการผลิตที่เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริง สิ่งสำคัญ คือ ต้องแยกแยะกรณีดังกล่าวออกจากการแอบอ้างถิ่นกำเนิดหรือการหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าให้ชัดเจน และการประเมินสถานการณ์และขนาดของปัญหา จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจริงและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถแยกแยะความเสี่ยง ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เพื่อจัดการกับผู้กระทำผิดให้ตรงจุด ขณะเดียวกันต้องไม่สร้างภาระที่ไม่จำเป็นแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต อีกทั้งจะส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260818a2ef406e2c2351e0b9e80029c909242d125703.jpg' type='image/jpg' length='150030' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลุยตรวจนิติบุคคล 36,277 ราย มีต่างชาติลงทุน-ร่วมลงทุน ถือครองโฉนดที่ดิน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181061</link>
<guid isPermaLink="false">278cd746ddfaaf35c12a7011b073eded</guid>
<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 12:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/01 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ลุยตรวจนิติบุคคล 36,277 ราย มีต่างชาติลงทุน-ร่วมลงทุน ถือครองโฉนดที่ดิน<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดโพยนิติบุคคลที่มีคนต่างชาติถือหุ้น 100% และถือหุ้นไม่เกิน 49% ที่เข้ามาถือครองอสังหาริมทรัพย์ (โฉนดที่ดิน) จำนวนรวม 36,277 ราย เผยจะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องตรวจสอบทั้งหมดว่าทำถูกต้องตามกฎหมาย หรือใช้นอมินีเข้ามาถือครองหรือไม่ คิวต่อไปเตรียมตรวจสอบการถือครองอาคารชุด ย้ำโทษหากถือครองที่ดินผิดกฎหมาย ก็ต้องถูกบังคับขาย ส่วนความผิดนอมินี คุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 1 แสนถึง 1 ล้าน หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลการถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยนิติบุคคลจากกรมที่ดิน จำนวน 144,706 ราย และได้นำมาตรวจสอบกับนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมจำนวน 125,662 ราย พบว่า มีการถือครองอสังหาริมทรัพย์ (โฉนดที่ดิน) จำนวน 123,542 ราย แบ่งเป็น นิติบุคคลสถานะเป็นไทย 100% จำนวน 87,265 ราย และมีต่างชาติร่วมลงทุน จำนวน 36,277 ราย โดยส่วนที่หายไป 2,120 ราย เป็นการถือครองอาคารชุด ซึ่งจะมีการตรวจสอบต่อไป และในนิติบุคคลที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 6 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม รวมถึงจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ 10 จังหวัด ชลบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ระยอง เชียงใหม่ เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พังงา แม่ฮ่องสอน รวม 16 จังหวัด มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 35,154 ราย ที่เหลือ 1,123 ราย กระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ โดยสรุปมีนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุนและถือครองโฉนดที่ดินทั่วประเทศ รวม 36,277 ราย แบ่งเป็น สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติน้อยกว่าหรือเท่ากับ 49% รวม 31,516 ราย แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วน 146 ราย บริษัทจำกัด 30,633 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 737 ราย และสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ตั้งแต่ 49% ขึ้นไป รวม 4,761 ราย แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วน 11 ราย บริษัทจำกัด 4,709 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 41 ราย<br />
โดยกรมจะถือว่านิติบุคคลทั้ง 36,277 ราย เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะต้องตรวจสอบทั้งหมด แต่ในนี้ ก็มีนิติบุคคล ที่ได้สิทธิ์ในการถือครองที่ดินจริง ๆ เช่น ได้รับอนุญาตให้ถือครองภายใต้กฎหมายการนิคมอุตสาหกรรม หรือได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ส่วนใหญ่จะอยู่ในจังหวัดชลบุรี และระยอง ที่เป็นพื้นที่ EEC ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม 4,761 ราย ส่วนที่อยู่ในกลุ่ม 31,516 ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะมีต่างชาติมาร่วมถือหุ้น แต่ไม่เกิน 49% ซึ่งอาจจะมีการใช้นอมินีเข้ามาถือหุ้นแทน ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดท่องเที่ยว และยังพบว่า บางส่วนเป็นชาวต่างชาติที่ซื้อเป็นที่อยู่อาศัย แต่อาจใช้วิธีตั้งบริษัท ให้คนไทยถือหุ้นแทน ซึ่งต้องมีการตรวจสอบ และเป็นเรื่องในระดับนโยบายว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป</p>

<p>สำหรับการถือครองโฉนดที่ดินของนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติไม่เกิน 49% จำนวน 31,516 ราย พบว่า ถือครองโฉนดที่ดิน 1 แปลง จำนวน 20,537 ราย 2-5 แปลง 8,068 ราย 6-10 แปลง 1,511 ราย ตั้งแต่ 11 แปลงขึ้นไป 1,400 ราย และเนื้อที่รวมที่ถือครอง ไม่เกิน 1 ไร่ 21,106 ราย เกิน 1 ไร่ แต่ไม่เกิน 2 ไร่ 2,250 ราย เกิน 2 ไร่ แต่ไม่เกิน 5 ไร่ 2,490 ราย เกิน 5 ไร่ แต่ไม่เกิน 10 ไร่ 1,505 ราย และเกิน 10 ไร่ขึ้นไป 3,865 ราย</p>

<p>ส่วนการถือครองโฉนดที่ดินของนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ เกิน 49% จำนวน 4,761 ราย พบว่า ถือครองโฉนดที่ดิน 1 แปลง จำนวน 2,244 ราย 2-5 แปลง 1,906 ราย 6-10 แปลง 378 ราย ตั้งแต่ 11 แปลงขึ้นไป 233 ราย และเนื้อที่รวมที่ถือครอง ไม่เกิน 1 ไร่ 467 ราย เกิน 1 ไร่ แต่ไม่เกิน 2 ไร่ 154 ราย เกิน 2 ไร่ แต่ไม่เกิน 5 ไร่ 499 ราย เกิน 5 ไร่ แต่ไม่เกิน 10 ไร่ 783 ราย และเกิน 10 ไร่ขึ้นไป 2,858 ราย<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมกำลังตรวจสอบการถือครองอาคารชุดของนิติบุคคลต่างชาติ โดยกำลังรอข้อมูลจากกรมที่ดินอยู่ หากได้มา ก็จะมีชี้แจงให้เห็นรายละเอียดการถือครองต่อไป ซึ่งปัญหาของอาคารชุด ตามกฎหมายให้ต่างชาติถือครองได้ 49% ของพื้นที่ เช่น 100 ห้อง ซื้อได้ 49 ห้อง ส่วนที่เหลือซื้อไม่ได้ ต้องขายให้คนไทย แต่ที่ผ่านมา เกิดปัญหา คือ ต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีผ่านการตั้งบริษัท แล้วให้บริษัทเข้าไปซื้ออาคารชุดในส่วนที่เหลือ แล้วมาปล่อยเช่า หรือขายต่อ ซึ่งเมื่อได้รายละเอียด ก็จะตรวจสอบเชิงลึกต่อไป</p>

<p>สำหรับโทษตามกฎหมาย หากมีการตรวจสอบพบ ต่างชาติถือครองที่ดิน กรมที่ดินก็จะบังคับขายภายใน 180 วัน เมื่อขายได้แล้ว ก็เอาเงินคืนชาวต่างชาติ ส่วนกรณีตรวจเจอการเป็นนอมินี กรมก็จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026081896a3be3cf272e017046d1b2674a52bd3125439.jpg' type='image/jpg' length='62838' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ชี้ช่องไทยขายอุปกรณ์ ร่วมบริหารระบบ รับอินเดียลงทุนไฟฟ้าแสงอาทิตย์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180890</link>
<guid isPermaLink="false">a62348ba84bb463e05fa084b9eb134fc</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 15:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/11 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 564px;" /></p>

<p>​DITP ชี้ช่องไทยขายอุปกรณ์ ร่วมบริหารระบบ รับอินเดียลงทุนไฟฟ้าแสงอาทิตย์<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าของอินเดีย พบมีการเติบโตอย่างมากใน 3 รัฐ คุชราต ราชสถาน และอุตตรประเทศ ส่วนรัฐอื่น ๆ ก็มีการลงทุนเพิ่มขึ้น ชี้อินเดียยังมีข้อจำกัด ทั้งอุปกรณ์ ระบบการบริหารจัดการ แนะเป็นโอกาสไทยในการส่งออกไปขาย และร่วมลงทุนทำธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายเฉก จีนาพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าต่างประเทศ ณ เมืองเจนไน ประเทศอินเดีย ถึงผลการสำรวจการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอินเดีย โอกาสของไทยในการขยายการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต การเข้าไปบริหารระบบบริหารจัดการพลังงาน และการร่วมลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานผลการสำรวจว่า ขณะนี้อินเดียเร่งขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดย 3 รัฐหลักครองสัดส่วนร้อยละ 66 ของกำลังการผลิตใหม่ ได้แก่ คุชราต ราชสถาน และอุตตรประเทศ ขณะที่รัฐมหาราษฏระ และรัฐอานธรประเทศ มีการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนรัฐทมิฬนาฑู เกรละ โอดิสา และมัธยประเทศ แม้จะเพิ่มกำลังการผลิตในสัดส่วนไม่สูง แต่มีการขยายตัวของโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) อย่างต่อเนื่อง สะท้อนแนวโน้มการกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคต่าง ๆ มากขึ้น<br />
ทั้งนี้ แม้อินเดียจะมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในการเพิ่มกำลังการผลิต แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านระบบสายส่ง การเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า ความสามารถในการกักเก็บพลังงาน และความสมดุลของการลงทุนระหว่างรัฐต่าง ๆ ส่งผลให้รัฐบาลอินเดียต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานควบคู่กับการเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะการส่งออกแผงเซลล์แสงอาทิตย์ รวมไปถึงการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน อุปกรณ์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบบริหารจัดการพลังงาน และบริการวิศวกรรม ซึ่งเป็นสาขาที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของโครงการพลังงานหมุนเวียน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทย ควรพิจารณาสร้างความร่วมมือกับผู้พัฒนาโครงการ ผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้ผลิตอุปกรณ์ในรัฐที่มีการลงทุนสูง ได้แก่ ชราต ราชสถาน และอุตตรประเทศ รวมทั้งติดตามโอกาสการลงทุนในรัฐ Tamil Nadu, Karnataka, Maharashtra, Andhra Pradesh, Kerala, Odisha และ Madhya Pradesh ซึ่งมีแนวโน้มขยายการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การเร่งลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของอินเดีย เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในหลายสาขา ได้แก่ ระบบกักเก็บพลังงาน อินเวอร์เตอร์ หม้อแปลงไฟฟ้า สวิตช์เกียร์ สายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบ Smart Grid ระบบบริหารจัดการพลังงาน และเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับโครงข่ายไฟฟ้า งานวิศวกรรม การออกแบบ ก่อสร้าง การเดินระบบ และการบำรุงรักษา (EPC และ O&amp;M) รวมไปถึงการร่วมลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการจัดตั้งกิจการร่วมทุนกับผู้ประกอบการอินเดีย&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608176512bd43d9caa6e02c990b0a82652dca152930.jpg' type='image/jpg' length='288550' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.เผย EU ลุยบังคับกติกาการค้าใหม่ เข้มมาตรฐานการผลิต การค้าทุกขั้นตอน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180881</link>
<guid isPermaLink="false">6ddd5a5dfb8c3805d7ab3f1d4b0c2fc1</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 15:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/10 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 563px;" /></p>

<p>​สนค.เผย EU ลุยบังคับกติกาการค้าใหม่ เข้มมาตรฐานการผลิต การค้าทุกขั้นตอน<br />
สนค.ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป (EU) กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความยั่งยืน และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกเหนือจากราคาและต้นทุน เผยได้ออกมาตรการควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำ เข้มมาตรฐานการผลิต วัตถุดิบ กลางน้ำ ดูแลการนำเข้าและการค้าออนไลน์ และปลายน้ำ เข้มบรรจุภัณฑ์ การจัดการของเสีย ชี้ไทยมีทั้งโอกาสและความท้าทาย แนะยกระดับมาตรฐานทุกขั้นตอน สร้างความเชื่อมั่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป (EU) พบว่า กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ที่การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านราคาและต้นทุน แต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความยั่งยืน และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น โดย EU เป็นหนึ่งในภูมิภาคสำคัญที่กำลังปรับระบบการกำกับดูแลการค้าทั้งระบบ (Trade Governance) ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การนำเข้าสินค้า การค้าออนไลน์ ไปจนถึงมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของ EU ไม่ได้เป็นเพียงการออกมาตรการรายด้าน หากแต่เป็นการปรับระบบการกำกับดูแลมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำที่กำหนดมาตรฐานการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ กลางน้ำที่ยกระดับการกำกับดูแลการนำเข้าและการค้าออนไลน์ และปลายน้ำที่กำหนดมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ การใช้ทรัพยากร และการจัดการของเสีย เพื่อผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในส่วนของต้นน้ำ EU ได้ทยอยกำหนดและบังคับใช้มาตรการสำคัญ อาทิ กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบสถานะด้านความยั่งยืนของกิจการ (CSDDD) ซึ่งได้มีผลบังคับใช้แล้ว รวมถึงกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2569 และผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อยตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.2570 ครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่ม ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้ผู้ที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าดังกล่าวต้องดำเนินการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) และจัดทำ Due Diligence Statement (DDS) ผ่านระบบสารสนเทศของ EU เพื่อยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่าและผลิตถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต ก่อนนำสินค้าเข้าหรือออกจาก EU<br />
กลางน้ำ EU ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบศุลกากรและการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าผ่านช่องทาง e-Commerce โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าต่ำที่สั่งซื้อผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า จำนวนพัสดุมูลค่าต่ำที่เข้าสู่ EU เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.4 พันล้านชิ้นในปี 2565 เป็นเกือบ 5.9 พันล้านชิ้นในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าภายใน 3 ปี ส่งผลให้ EU เริ่มจัดเก็บอากรศุลกากรอัตราคงที่ 3 ยูโรต่อรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2569 สำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโรที่นำเข้าจากประเทศนอก EU ซึ่งเดิมได้รับยกเว้นอากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการศุลกากรและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2569 สินค้านำเข้าผ่านช่องทาง e-Commerce จะต้องมีรหัสประจำตัวผลิตภัณฑ์ (Product Identifier : PID) เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและบริหารความเสี่ยงด้านศุลกากร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปลายน้ำ EU ได้ขยายมาตรฐานไปสู่การออกแบบและการจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต โดยใช้ข้อกำหนดสำคัญภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค.2569 ครอบคลุมทั้งสินค้าที่ผลิตภายใน EU และสินค้านำเข้าจากประเทศที่สาม โดยกำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถรีไซเคิลได้ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น รวมถึงควบคุมสารที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น การห้ามใช้สาร PFAS ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร สะท้อนทิศทางของ EU ที่มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า การปรับกติกาการค้าของ EU มีทั้งโอกาสและความท้าทายต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งต้องยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ระบบข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ และบรรจุภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่าสินค้า และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ควรเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล เอกสารรับรอง และการประเมินต้นทุนที่เกี่ยวข้อง ทั้งอากรศุลกากร ภาษี ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ เพื่อวางแผนการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ไทยอยู่ระหว่างเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-EU ซึ่งจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว</p>

<p>อย่างไรก็ตาม ไทยควรติดตามความเสี่ยงจากการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ผลิตบางประเทศที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ของ EU อาจหันไปขยายตลาดในอาเซียน ส่งผลให้สินค้านำเข้าราคาต่ำมีแนวโน้มเข้ามาแข่งขันในตลาดภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ไทยจึงควรเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการควบคู่กับการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าของ EU สะท้อนทิศทางการแข่งขันของโลกที่มุ่งสู่มาตรฐาน ความโปร่งใส และความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า และเพิ่มบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงเสริมศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการเชื่อมโยงกับฐานการผลิตที่มีมาตรฐานและสอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืน&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับไทย EU ถือเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น และในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) การค้าระหว่างไทยกับ EU มีมูลค่า 25,365.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.1% แบ่งเป็นการส่งออกของไทยไปยัง EU มูลค่า 15,464.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% ขณะที่การนำเข้าของไทยจาก EU มูลค่า 9,900.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.4% เกินดุลการค้า 5,564.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260817d3d9446802a44259755d38e6d163e820152028.jpg' type='image/jpg' length='423887' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เจอนายหน้า จัดหาคนไทยให้นายทุนจีนจดบริษัทใน 4 อำเภอ จ.สกลนคร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180875</link>
<guid isPermaLink="false">b0b3ae54d8ac28eaf8cda21833c409b2</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 15:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/_9.jpg" style="width: 1000px; height: 842px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เจอนายหน้า จัดหาคนไทยให้นายทุนจีนจดบริษัทใน 4 อำเภอ จ.สกลนคร<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo; ตรวจพบมีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใน 4 อำเภอ จังหวัดสกลนครแบบผิดปกติ โดยเจอ 35 บริษัท มีผู้ถือหุ้นเป็นชาวจีน 100% และใช้คนไทยถือหุ้น 100% จำนวน 14 บริษัท เผยหลังตรวจเชิงลึกพบมีนายหน้าเป็นหญิงไทยชาวจังหวัดสกลนครจัดหาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชนให้นายทุนจีนนำไปใช้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท บางรายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชื่อถูกนำไปใช้ และยังใช้บ้านเป็นสถานที่ตั้ง บางส่วนแจ้งความดำเนินคดีแล้ว เตรียมลุยตรวจเชิงลึกต่อ หากพบผิด ดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสกลนคร ได้ตรวจพบความผิดปกติของการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในเขตพื้นที่ 4 อำเภอ ในจังหวัดสกลนคร โดยพบมีการจดทะเบียนตั้งบริษัทโดยมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวจีน 100% ประกอบด้วย อำเภอโคกศรีสุพรรณ 33 บริษัท อำเภอเมือง 1 บริษัท และอำเภอภูพาน 1 บริษัท รวมทั้งสิ้น 35 บริษัท และใช้คนไทยถือหุ้น 100% จำนวน 14 บริษัท ในอำเภอสว่างแดนดิน ซึ่งกรมได้สั่งการให้ดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบในทันที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการตรวจสอบ พบข้อเท็จจริง ดังนี้ 1.พบหญิงชาวจังหวัดสกลนคร 1 คน ทำหน้าที่เป็นนายหน้าเขตพื้นที่อำเภอโคกศรีสุพรรณ ในการจัดหาสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนของประชาชนในอำเภอ โดยเสนอค่าตอบแทนเอกสารดังกล่าวรายละ 500-1000 บาท ซึ่งสามารถรวบรวมเอกสารได้มากกว่า 35 ราย เพื่อนำส่งให้กับนายทุนชาวจีน โดยหญิงคนดังกล่าวได้รับค่าตอบแทนจากนายทุนชาวจีนรายละ 1,500 บาท<br />
2.ชาวบ้านอ้างว่า หญิงนายหน้าคนดังกล่าวแจ้งว่าจะนำไปใช้ในการประกอบทำธุรกิจออนไลน์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดัง จึงมอบเอกสารสำคัญให้ไป โดยชาวบ้านไม่รู้ ไม่ทราบ และไม่ยินยอม หากรู้ว่าจะเอาไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด ชาวบ้านแต่ละรายจะไม่ยินยอมที่จะมอบสำเนาทะเบียนบ้าน เลขรหัสประจำบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ชาวบ้านที่ให้ทะเบียนบ้านไปไม่ใช่เจ้าบ้าน จะเป็นผู้อาศัยในบ้านโดยเจ้าของบ้านไม่ทราบเรื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด ปกครองจังหวัด ปกครองอำเภอโคกศรีสุพรรณ สภ.โคกศรีสุพรรณ และกอ.รมน.สน. เข้าตรวจสอบที่ตั้งบริษัททุกแห่ง พบว่า สถานที่ตั้งบริษัทตามที่ได้จดแจ้งไม่มีการประกอบกิจการแต่อย่างใด ไม่มีการจัดตั้งเป็นสำนักงาน หรือไม่มีการดำเนินการตามวัตถุประสงค์บริษัทแต่อย่างใด บ้านทุกหลังยังมีสภาพความเป็นบ้านของชาวบ้านและใช้อยู่อาศัยปกติเท่านั้น เจ้าของบ้านให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่าไม่เคยทราบมาก่อนว่าบ้านของตนถูกนำไปจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดแต่อย่างใด และไม่เคยยินยอมที่จะให้ผู้ใดเอาเอกสารทะเบียนบ้าน เลขรหัสประจำบ้านไปใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ฝ่ายปกครองและพาณิชย์จังหวัดแนะนำเจ้าของบ้านไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการนำเอกสารทะเบียนบ้านและเลขรหัสประจำบ้านของเจ้าบ้านไปใช้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แต่เจ้าบ้านบางส่วนยังไม่ประสงค์ที่จะไปแจ้งความดำเนินคดี คาดว่ามีมูลเหตุ คือ บุตรหลานของตนแอบนำข้อมูลสำเนาทะเบียนบ้านไปมอบให้หญิงนายหน้าคนดังกล่าว โดยได้รับค่าตอบแทนและไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับบุตรหลานของตน (เป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง) แต่มีบางรายที่เข้าแจ้งความเอาผิดต่อหญิงนายหน้าคนดังกล่าวข้อหาฉ้อโกง และข้อหานำเอกสารทางราชการของผู้อื่นไปใช้แสวงหาประโยชน์โดยผิดกฎหมายเรียบร้อยแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ต้องขอขอบคุณจังหวัดสกลนครและส่วนราชการในพื้นที่ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยกระทรวงพาณิชย์ จะติดตามการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทที่ผิดปกติดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และพร้อมให้คำปรึกษากับชาวบ้านที่ให้ทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนแก่นายหน้าหญิงคนดังกล่าว โดยขอคำปรึกษาได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสกลนคร หรือ Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 และกรมยังจะดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกด้วยว่ามีการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางหรือนอมินีหรือไม่ โดยจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งจะปูพรมตรวจสอบความผิดปกติของการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในทุก ๆ พื้นที่ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพนำความน่าเชื่อถือของนิติบุคคลหรือบริษัทจำกัดไปหลอกลวงประชาชน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมเป็นอย่างมาก&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260817acf2a328ae4a5aa4144bf6b7fb37b472151717.jpg' type='image/jpg' length='104526' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”บินสหรัฐฯ ถก ART ตั้งเป้าปิดดีลให้จบ หลังนายกฯ ปลดล็อกประเด็นติดขัด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180873</link>
<guid isPermaLink="false">079605be2efab1b1fc07719c3a366f80</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 15:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/_8.jpg" style="width: 1000px; height: 791px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;บินสหรัฐฯ ถก ART ตั้งเป้าปิดดีลให้จบ หลังนายกฯ ปลดล็อกประเด็นติดขัด<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo; บินคุยกับสหรัฐฯ วันที่ 30 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถก ART หวังปิดดีลให้จบ หลัง &ldquo;อนุทิน&rdquo; เคาะปลดล็อกประเด็นเกษตร-สาธารณสุข ที่คงค้างเจรจา ยันไม่ข้าม 3 เส้นแดงประเด็นอ่อนไหวของไทย เตรียมย้ำไทยจะนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ทั้งพลังงาน เครื่องบิน สินค้าเกษตร ล้างขาดดุล พร้อมชี้ให้เห็นปัญหา ส่วนหนึ่งมาจากสหรัฐฯ มาลงทุนในไทยแล้วส่งออกกลับไป ด้านการไต่สวนมาตรา 301 เรื่องมีกำลังการผลิตส่วนเกิน หวังไทยไม่โดนภาษีสูง แต่สุดท้ายหากยังมีสินค้าที่โดน ก็ต้องช่วยเหลือ เยียวยา หาตลาดให้ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 27-29 ส.ค.2569 ทีมเจรจาทางเทคนิคของไทย จะเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเจรจาจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART) โดยจะมีผู้แทนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปด้วย เพราะมีบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 กระทรวงที่ไทยและสหรัฐฯ ยังตกลงกันไม่ได้ แต่หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นั่งเป็นประธานการประชุมเตรียมการก่อนเดินทางไปสหรัฐฯ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ปลดล็อกประเด็นเหล่านั้นแล้ว และทำให้ไทยพร้อมเจรจาทางเทคนิคประเด็นที่ยังคงค้างอยู่ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;มีเรื่องที่เรายังคุยกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ไม่จบ เพราะยังติดข้อจำกัดบางอย่าง แต่นายกรัฐมนตรีได้กรุณาเคาะให้ ซึ่งท่านบอกว่า อะไรที่ทำได้ ก็ทำ ถ้าไม่ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศในระยะยาว แต่ยืนยันว่า ไทยยังมีเส้นแดงที่ข้ามไม่ได้ 3 เรื่องเหมือนเดิม คือ สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช สำหรับการนำเข้าหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง, ความมั่นคง และการลงทุน ที่สหรัฐฯ ต้องการเข้ามาลงทุนในไทยในบางสาขา 100% เช่น โทรคมนาคม&rdquo;<br />
นอกจากนี้ วันที่ 30 ส.ค.-1 ก.ย.2569 ตนจะเดินทางไปสหรัฐฯ ด้วยตนเอง โดยมีนัดหมายกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนางซูซี ไวลส์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลในระดับนโยบาย เพื่อเจรจา ART โดยจะตอกย้ำให้เห็นถึงความจริงใจของไทยในการลดขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับไทย ซึ่งยืนยันจะนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เหมือนเดิม ทั้งพลังงาน เครื่องบิน สินค้าเกษตร รวมถึงเพิ่มการลงทุนของเอกชนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งปีนี้ การลงทุนรวมอยู่ที่กว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีแนวโน้มเพิ่มเป็น 55,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งจะย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ประมาณ 30% เป็นการส่งออกของบริษัทสหรัฐฯ ที่ลงทุนในไทย ไม่ใช่เกิดจากการส่งออกสินค้าของไทยทั้งหมด</p>

<p>ส่วนการไต่สวนไทยตามมาตรา 301 เรื่องการมีกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักร หวังว่าอัตราภาษีไทย จะใกล้เคียงกับคู่แข่ง แต่หากถูกเก็บมากกว่า รัฐบาลก็จะเดินหน้าขอหารือกับสหรัฐฯ อีก เพื่อขอลดหย่อน โดยขณะนี้ กำลังผลักดันให้สหรัฐฯ ยกเว้นภาษีสินค้าอีก 7 กลุ่ม รวม 78 พิกัดศุลกากร ได้แก่ กลุ่มเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร, กลุ่มอุปโภคบริโภคและของใช้ในครัวเรือน, กลุ่มสินค้าทางการแพทย์และสาธารณสุข, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์, กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน, กลุ่มชิ้นส่วนเครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม และกลุ่มหัตถกรรมและสินค้าเพิ่มมูลค่า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 28% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่มีมูลค่า 91,255 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 ที่ยังเสียภาษีนำเข้า แต่อีก 72% ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า 12.5% ตามมาตรา 301 ในประเด็นที่สหรัฐฯ กล่าวหาไทยไม่มีกฎหมายหรือไม่ห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานภาคบังคับ ประมาณ 2,120 รายการ มูลค่า 56,201 ล้านเหรียญสหรัฐ และสินค้าที่ถูกเก็บภาษีตามมาตรา 232 ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงภายในของสหรัฐ ที่ไม่ต้องเสียภาษี 12.5% มูลค่าอีกราว 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และหากในท้ายที่สุด มีสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี กระทรวงพาณิชย์ก็มีหน้าที่ในการช่วยเหลือ เยียวยา หาตลาดใหม่ เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ส่งออกต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608178afe5741c7dda9547115fcfd286a87d3151453.jpg' type='image/jpg' length='107203' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”โชว์แผนช่วยมะพร้าวน้ำหอม เร่งทำตลาด ผลักดันตั้งล้งชุมชน 12 แห่ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180872</link>
<guid isPermaLink="false">639e0aaa25391cb13662236187282522</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 15:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/07 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 755px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;โชว์แผนช่วยมะพร้าวน้ำหอม เร่งทำตลาด ผลักดันตั้งล้งชุมชน 12 แห่ง<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;นำทีมผู้บริหารพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่บ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ติดตามสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอม รับฟังปัญหาและความต้องการของเกษตรกร ยันมีแผนรับมือผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด ทั้งระยะเร่งด่วน กลางและยาว เตรียมเชื่อมโยงขายในประเทศ ผลักดันส่งออก ตั้งล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม ล่าสุดมีผู้สนใจ 12 แห่ง ใน 6 จังหวัด ย้ำจัดการนอมินีต่อเนื่อง พร้อมผลักดันใช้ประโยชน์จากเปลือก กะลา</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อติดตามความคืบหน้าการจัดตั้ง &ldquo;ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม&rdquo; ณ สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด และได้รับฟังปัญหาและความต้องการของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 2 นายปัญญา ชวนบุญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 4 นายเฉลิม เกตุแก้ว ประธานสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว ตลอดจนผู้แทนเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม</p>

<p>&ldquo;การลงพื้นที่ครั้งนี้ ต้องการมารับฟังปัญหาและความต้องการของพี่น้องเกษตรกรโดยตรง พร้อมนำหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์มาทำงานร่วมกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมเป็นระบบและตรงจุด เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนและสะสมมานาน ทั้งเรื่องผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ราคาที่ผันผวน การบริหารจัดการล้ง การตลาด และการแปรรูป จึงต้องบูรณาการหลายหน่วยงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา มะพร้าวน้ำหอมมีผลผลิตเพิ่มขึ้นมากจากหลายปัจจัย ทั้งสภาพภูมิอากาศและพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ช่วงที่ผลผลิตออกมาก ราคามะพร้าวน้ำหอมเคยลดลงเหลือเพียงลูกละ 2&ndash;3 บาท ซึ่งเป็นระดับที่เกษตรกรไม่สามารถรับได้ กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งการดูดซับผลผลิต การเชื่อมโยงตลาด และการตรวจสอบการประกอบธุรกิจของผู้รวบรวมและผู้ประกอบการที่อาจดำเนินการไม่ถูกต้อง จนปัจจุบัน ราคามะพร้าวน้ำหอมเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยข้อมูล ณ วันที่ 14 ส.ค.2569 ราคาที่เกษตรกรได้รับหน้าสวนอยู่ที่ประมาณ 9.00&ndash;10.50 บาทต่อลูก และราคาล้งรับซื้ออยู่ที่ประมาณ 10.50&ndash;12 บาทต่อลูก ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่พอรับได้ แต่ยังไม่ใช่ระดับราคาที่ดีที่สุด &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ว่า ปี 2569 ไทยจะมีผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมประมาณ 475 ล้านลูก เพิ่มขึ้น 13% จากปี 2568 ที่มีประมาณ 420 ล้านลูก โดยในช่วงผลผลิตออกมากระหว่างเดือน ส.ค.-พ.ย. อาจมีผลผลิตสูงถึงประมาณ 1.7&ndash;2 ล้านลูกต่อวัน ขณะที่ในพื้นที่บ้านแพ้วและพื้นที่โดยรอบ เมื่อเข้าสู่ช่วงผลผลิตสูง อาจมีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 400,000 ลูกต่อวัน จึงจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการตลาดล่วงหน้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้วางแนวทางดำเนินงานทั้งระยะเร่งด่วน และระยะกลาง&ndash;ระยะยาว โดยระยะเร่งด่วน กรมการค้าภายในจะเร่งเชื่อมโยงและกระจายมะพร้าวน้ำหอมจากแหล่งผลิตไปยังตลาดปลายทางนอกพื้นที่ ผ่านห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน สถานที่ราชการ รวมถึงโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; เพื่อเพิ่มการบริโภคภายในประเทศและดูดซับผลผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดมาก ขณะเดียวกันพาณิชย์จังหวัดจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพื้นที่ใดมีผลผลิตเพิ่มสูงขึ้นจะเร่งเข้าไปบริหารจัดการทันที โดยมีองค์การคลังสินค้า (อคส.) ร่วมสนับสนุนการดูดซับผลผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนด้านตลาดต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะเร่งหาตลาดใหม่เพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง โดยเฉพาะการขยายตลาดไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรป และตลาดที่มีศักยภาพ ทั้งมะพร้าวน้ำหอมสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป พร้อมผลักดันให้สินค้าเป็นไปตามมาตรฐานที่ตลาดต่างประเทศต้องการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง กระทรวงพาณิชย์ได้เดินหน้าจัดตั้ง &ldquo;ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม&rdquo; เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรในการรวบรวม คัดแยก แปรรูป และกระจายผลผลิต รวมทั้งสร้างอำนาจต่อรองด้านราคา ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และเพิ่มส่วนแบ่งรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรและชุมชน โดยเดิมตั้งเป้าหมายจัดตั้งอย่างน้อย 10 แห่งภายในปี 2569 แต่ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร และผู้สนใจสมัครเข้าร่วมแล้ว 12 ราย ใน 6 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม 1 ราย ราชบุรี 6 ราย สมุทรสาคร 1 ราย สมุทรสงคราม 2 ราย ฉะเชิงเทรา 1 ราย และสงขลา 1 ราย<br />
&ldquo;ล้งชุมชนแต่ละแห่งมีความพร้อมแตกต่างกัน จึงจะใช้แนวทางสนับสนุนตามระดับความพร้อม โดยบางกลุ่มมีความพร้อมด้านตลาดและต้องการการสนับสนุนตลาดต่างประเทศ ขณะที่บางกลุ่มต้องการยกระดับมาตรฐาน เช่น GAP หรือมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร และบางกลุ่มต้องการเครื่องมือและอุปกรณ์ เช่น สายพาน เครื่องคว้าน เครื่องผ่ามะพร้าว โต๊ะสแตนเลส ห้องเย็น หรือห้องแพ็กสินค้า ส่วนที่สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการจัดตั้งล้งชุมชน มีความพร้อมด้านสถานที่ แต่ยังต้องการการสนับสนุนด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ รวมถึงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้สามารถจัดตั้งและดำเนินงานได้โดยเร็ว ก่อนเข้าสู่ช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าจัดระเบียบธุรกิจล้งและตรวจสอบการประกอบธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่ รวมถึงกรณีที่อาจมีการใช้คนไทยเป็นนอมินี การกดราคารับซื้อ และการแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย โดยที่ผ่านมา ได้พบผู้ประกอบการที่มีประเด็นต้องตรวจสอบและส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมให้เกษตรกรนำทุกส่วนของมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ ทั้งเปลือก กะลา และกากมะพร้าว เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ไม่ใช่ขายเฉพาะน้ำและเนื้อ โดยจะประสานความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหน่วยงานวิจัย เพื่อพัฒนาต่อยอด และผลักดันเพิ่มมูลค่า โดยใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างความแตกต่าง รวมทั้งดูแลตั้งแต่ต้นทาง ทั้งพันธุ์ สวน ปุ๋ยและยา ไปจนถึงการรวบรวม คัดแยก แปรรูป การทำตลาด และส่งออก &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260817d72d187df41e10ea7d9fcdc7f5909205151245.jpg' type='image/jpg' length='617294' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์-มหาดไทย” ตรวจโรงแรม วิลล่าเกาะพะงัน พบคนไทยเป็นนอมินีต่างชาติ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180871</link>
<guid isPermaLink="false">f37d94fdccbf21e79f92cba9d466c8ec</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 15:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/_6.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์-มหาดไทย&rdquo; ตรวจโรงแรม วิลล่าเกาะพะงัน พบคนไทยเป็นนอมินีต่างชาติ<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมทีมมหาดไทย ลงพื้นที่เกาะพะงัน ตรวจสอบธุรกิจโรงแรม พบมีต่างชาติร่วมลงทุน มีกรรมการคนไทย แต่ตอบคำถามการทำธุรกิจและการลงทุนไม่เคลียร์ ตรวจวิลล่า พบจ่ายเป็นเงินอิสราเอลตั้งแต่ต้นทาง เข้าข่ายเลี่ยงภาษี และอีกที่ปิดเงียบ แต่โฉนดออกในนามบุคคลธรรมดา และร้านกัญชา มีต่างชาติร่วมถือหุ้น คนไทยที่เป็นกรรมการและถือหุ้น น่าสงสัย เตรียมสอบนอมินีเชิงลึกต่อ ส่วนกรมที่ดิน เล็งบังคับขายที่ดิน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 14 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้มอบหมาย มล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และทีมปราบนอมินี กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ลงพื้นที่บูรณาการความร่วมกับนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สนธิกำลังกรมการปกครอง กรมที่ดิน กรมการจัดหางาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอเกาะพะงัน สถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน และหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงใช้นอมินีอำพรางการถือหุ้นแทนคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย โดยให้แต่ละหน่วยงานดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เช่น กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ขออนุญาต กระทรวงแรงงานตรวจสอบการใช้แรงงานต่างด้าวที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย</p>

<p>โดยการปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมาย 4 จุด ได้แก่ 1.โรงแรมรีสอร์ตขนาดใหญ่ บนที่ดินกว่า 25 ไร่ พบกรรมการคนไทยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ เมื่อตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม มีชื่อถือหุ้นอยู่หลายบริษัท โดยมีชาวต่างชาติร่วมลงทุนด้วย ซึ่งมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยไม่สามารถตอบคำถามการประกอบธุรกิจหรือการลงทุนได้ครบถ้วน และเมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าผู้ถือหุ้นคนไทยรายนี้เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่อีกหลายบริษัท<br />
2.วิลล่าให้เช่า สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ พบนักท่องเที่ยวอิสราเอลกำลังเข้าพัก ให้ข้อมูลว่าเช่าพักคืนละหลายหมื่นบาท โดยจ่ายผ่านออนไลน์ ไม่ได้จ่ายค่าเช่าเป็นเงินบาทไทยตั้งแต่ต้นทางที่ประเทศอิสราเอล ซึ่งอาจเข้าข่ายเลี่ยงภาษี พบข้อมูลผู้ถือหุ้นชาวไทยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่หลายบริษัท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.ร้านค้ากัญชา เปิดเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น มีทั้งหมด 4 สาขา ในพื้นที่พะงัน สมุย ภูเก็ต และกรุงเทพฯ และจำหน่ายใบสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุม (แบบ ภ.ท.33) ในราคาใบละ 300 บาท สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการ รวมถึงการขายสินค้าเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับกัญชามากมาย จากการตรวจสอบงบการเงินล่าสุดพบว่ามีรายได้มากถึง 15 ล้านบาท พบข้อมูลผู้ถือหุ้นชาวไทยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่หลายบริษัท ซึ่งมีข้อสงสัยหลายประการที่จะต้องตรวจสอบเชิงลึกต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.วิลล่าหรู ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงเชิงเขา เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบวิลล่าดังกล่าวพบปิดเงียบ ไม่พบบุคคลใดที่จะสามารถให้ข้อมูลใด ๆ ได้เลย แต่พบว่าโฉนดออกในนามของบุคคลธรรมดา ซึ่งจะต้องตรวจสอบการถือครองที่ดินและรายละเอียดของการประกอบธุรกิจต่อไป<br />
ทั้งนี้ นายพลพีร์ มีข้อสั่งการกรณีที่มีนิติบุคคล 104 ราย ถือครองที่ดิน 124 แปลง ให้กรมที่ดินดำเนินการต่อผ่านอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อประชุมและบังคับจำหน่ายทันที และในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ตรวจสอบเรื่องนอมินีและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด</p>

<p>นายพูนพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีต่างชาติเข้ามาลงทุน หรือประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายอยู่จำนวนมาก ซึ่งอยากฝากถึงผู้ประกอบการชาวต่างชาติที่ประสงค์จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย หรือผู้ให้คำแนะนำการลงทุนทั้งหลาย ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยกรมพร้อมอำนวยความสะดวก และอยากฝากถึงคนไทยที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือ หรือมีส่วนสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินีอยากให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยขอให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ</p>

<p>&ldquo;หากพบว่าคนไทยรายใดมีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ยอมรับเงินหรือผลประโยชน์ โดยยินยอมเป็นนอมินีอำพรางให้ต่างชาติ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 36 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026081720bbe7a5dbb3c3278a1511d960616fe5151035.jpg' type='image/jpg' length='87022' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ชวนร่วมประมูล 12 ผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีชในงาน ART UNIVERSE]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180870</link>
<guid isPermaLink="false">392a898165f9dc206abd6f4e1fae3ab8</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 15:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/_5.jpg" style="width: 1000px; height: 841px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ชวนร่วมประมูล 12 ผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีชในงาน ART UNIVERSE<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาชวนผู้มีใจรักในงานศิลป์ นักสะสม และแฟนคลับของศิลปิน ร่วมประมูลผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ จำนวน 12 ผลงาน จากศิลปินระดับบรมครูและศิลปินรุ่นใหม่ที่มาแรง ในงาน ART UNIVERSE 2026 ที่ Cloud 11 กรุงเทพฯ วันที่ 16 ส.ค.69 เผยนำรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้สภากาชาดไทย<br />
&nbsp; &nbsp; ​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การจัดงาน ART UNIVERSE 2026 วันสุดท้าย วันที่ 16 ส.ค.2569 ที่ Cloud 11 กรุงเทพฯ จะมีไฮไลต์พิเศษ คือ การจัดศึกประมูลผลงานศิลปะครั้งยิ่งใหญ่ โดยรวบรวม 12 ผลงานชิ้นเอกทรงคุณค่าของศิลปินระดับบรมครูและศิลปินรุ่นใหม่มาแรงมาไว้ในงานเดียว ซึ่งนักสะสมและผู้รักงานศิลปะไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะได้เป็นเจ้าของผลงานของศิลปินที่ชื่นชอบแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้ศิลปินได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมจากผลงานลิขสิทธิ์ และมีส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมประมูลในวันดังกล่าว ตั้งแต่เวลา 16.00&ndash;17.00 น. และเริ่มประมูลเวลา 17.00&ndash;18.00 น. ดำเนินการประมูล โดยคุณอรนิศวร์ เพชรวงศ์ศิริ</p>

<p>สำหรับตัวอย่างผลงานที่น่าสนใจ อาทิ ​1.ผลงาน &ldquo;หมูป่า&rdquo; ภาพวาดหมึกจีน โดยอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ด้วยพลังของฝีแปรงที่โดดเด่น เส้นหมึกแต่ละจังหวะถูกวางลงอย่างฉับไว หนักแน่น และมั่นใจ ทำให้หมูป่าดูมีมวล น้ำหนัก พละกำลัง ราวกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า ความสามารถในการจับจิตวิญญาณของสัตว์ด้วยเส้นเพียงไม่กี่จังหวะ ความดิบ ความแข็งแกร่ง และสัญชาตญาณของหมูป่าถูกถ่ายทอดผ่านการสะบัด พุ่ง และกระจายของหมึก จนเส้นดูเหมือนเกิดขึ้นอย่างอิสระ แท้จริงแล้วสะท้อนการควบคุมที่แม่นยำและประสบการณ์อันลึกซึ้งของศิลปิน โดยมีราคาประมูลเริ่มต้นที่ 650,000 บาท<br />
2.ผลงาน &ldquo;ด้วยรักและผูกพัน&rdquo; ถ่ายทอดความรักในสายสัมพันธ์ที่ลึกกว่าความงดงามภายนอก ผ่านภาษาทัศนศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์ของ อาจารย์ทวี รัชนีกร ร่างมนุษย์ถูกลดทอนและแปรเปลี่ยนเป็นรูปทรงเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่เส้น สี และรูปทรงต่าง ๆ เชื่อมโยงเข้าหากันราวกับไม่มีสิ่งใดสามารถดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว ใบหน้าสองใบที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวสื่อถึงความใกล้ชิดและการพึ่งพาอาศัย และชวนให้นึกถึงการกำเนิด การหล่อเลี้ยง และความสัมพันธ์ที่ผูกโยงชีวิตหนึ่งเข้ากับอีกชีวิตหนึ่ง ส่วนรูปทรงด้านบนที่คล้ายงูโอบล้อมกัน ยิ่งตอกย้ำแนวคิดของการอยู่ร่วมกันภายใต้ความรักและความผูกพัน โดยราคาประมูลเริ่มต้นที่ 150,000 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
3.ผลงาน &ldquo;ร้องส่งซอสามสาย&rdquo; การพิมพ์บนกระจกที่ถ่ายทอดความงดงามของนาฏศิลป์ ดนตรี และสตรีในอุดมคติแบบไทย ผ่านภาษาจิตรกรรมอันประณีตของ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงภาพของการบรรเลงดนตรี หากแต่เป็นการบันทึกมรดกทางวัฒนธรรม ด้วยการนำความงามจากอดีตมาหยุดเวลาไว้บนภาพ ให้เรายังคงสัมผัสได้ถึงความอ่อนช้อยของท่วงท่า ความละเอียดของเครื่องแต่งกาย แม้เสียงดนตรีในภาพจะไม่มีวันได้ยิน แต่กลับเสมือนว่าเราสามารถฟังมันได้ผ่านสายตา เมื่อเสียงเพลงไม่อาจถูกบันทึกไว้ด้วยเสียง จิตรกรรมจึงทำหน้าที่เก็บรักษาไว้ด้วยความงาม โดยราคาประมูลเริ่มต้นที่ 700,000 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
4.ผลงาน &ldquo;เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์&rdquo; โดยอาจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ ผลงานชิ้นนี้ถ่ายทอดเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ในบรรยากาศอันสง่างามของสายน้ำ โดยมีพระปรางค์และสถาปัตยกรรมไทยเป็นฉากหลัง องค์ประกอบทั้งหมดถูกเชื่อมโยงด้วยแสงสีของท้องฟ้ายามเย็นและเงาสะท้อนบนผิวน้ำ ทำให้ภาพมีความงดงามและความรู้สึกสงบนิ่ง การใช้โทนสียังช่วยขับเน้นความรู้สึกงดงามแบบความทรงจำ ราวกับศิลปินไม่ได้เพียงบันทึกภาพเรือพระที่นั่ง แต่กำลังบันทึกช่วงเวลาหนึ่งของอัตลักษณ์ไทยเอาไว้บนผืนผ้าใบ จุดเด่นของภาพ จึงอยู่ที่การผสมผสานระหว่างความวิจิตรของราชประเพณี กับบรรยากาศที่อ่อนโยนและเป็นกวี ทำให้สุพรรณหงส์ กลายเป็นทั้งภาพแห่งความงาม และภาพแทนความภาคภูมิใจในมรดกของชาติ โดยราคาประมูลเริ่มต้นที่ 350,000 บาท<br />
5.ผลงาน &ldquo;กล้วยไม้&rdquo; ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ โดยอาจารย์ลาวัณย์ อุปอินทร์ ถ่ายทอดความงดงามของช่อดอกไม้สีเหลืองทองผ่านภาษาของจิตรกรรมแบบอ่อนโยนและเป็นธรรมชาติ สะท้อนมุมมองของศิลปินต่อความงามและความละเอียดอ่อนของช่วงเวลาที่ชีวิตกำลังเบ่งบาน สีเหลืองทองของดอกไม้ตัดกับโทนฟ้าอย่างงดงาม ราวกับแสงแห่งความสุขที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางความสงบของธรรมชาติ โดยราคาประมูลเริ่มต้นที่ 120,000 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
6.ผลงาน &ldquo;Crybaby The White Head&rdquo; ประติมากรรมโดยศิลปิน MOLLY จัดแสดงครั้งแรกในนิทรรศการเดี่ยวครั้งสำคัญ Everybody / Cries / Sometimes ในปี 2023 และกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักสะสม ภายใต้รูปลักษณ์ที่เรียบง่ายและแทบไร้สีสัน ผลงานชิ้นนี้กลับชวนให้มองเข้าไปถึงความรู้สึกภายใน ของมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ สีขาวในที่นี้จึงสามารถถูกมองได้ทั้งในฐานะความบริสุทธิ์ ความว่างเปล่า และพื้นที่ที่เปิดให้ผู้ชมเติมความรู้สึกของตัวเองลงไป และนั่นอาจเป็นหัวใจสำคัญของครายเบบี้ การยอมรับว่าการร้องไห้ไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอ แต่เป็นหนึ่งในประสบการณ์พื้นฐานที่สุดของการเป็นมนุษย์ โดยราคาประมูลเริ่มต้นที่ 100,000 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนที่เหลืออีก 6 ผลงาน ได้แก่ &ldquo;เทพ&rdquo; ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ราคาประมูลเริ่มต้น 200,000 บาท ผลงาน &ldquo;SOME MOMENTS ARE BEST SHARED OFFLINE&rdquo; ของศิลปิน SUNTUR ราคาประมูลเริ่มต้น 700,000 บาท ผลงาน &ldquo;Embraced&rdquo; (Edition of 1) ของศิลปิน MACKCHA ราคาประมูลเริ่มต้น 300,000 บาท ผลงาน &ldquo;GREEN(DOG) CONVERSATION&rdquo; ของศิลปิน KARMS ราคาประมูลเริ่มต้น 350,000 บาท ผลงาน &ldquo;WINGED MAN&rdquo; (Edition of 1) ของศิลปิน TEERAPON SISUNG ราคาประมูลเริ่มต้น 60,000 บาท และผลงาน &ldquo;IN MY OWN WORLD&rdquo; ของศิลปิน CHEESE ARNON ราคาประมูลเริ่มต้น 50,000 บาท<br />
​ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การประมูลครั้งนี้ คาดว่าจะสร้างมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท โดยศิลปินเจ้าของผลงานได้ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์บริจาครายได้จากการประมูลส่วนหนึ่งให้แก่สภากาชาดไทย เพื่อสนับสนุนภารกิจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้ด้อยโอกาส และประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อน ตลอดจนสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน ​กรมขอเชิญชวนผู้รักงานศิลปะ นักสะสม และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนศิลปินไทย ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา และร่วมสร้างสรรค์สังคมผ่านการแบ่งปันในกิจกรรมประมูลครั้งนี้&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608176d86a11246f76ec4db055d385b3b669a150659.jpg' type='image/jpg' length='196024' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”แนะไทยปรับตัว รับมือเศรษฐกิจหลายขั้ว ลุยช่วยปลดล็อกสร้างโอกาสการค้า]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180868</link>
<guid isPermaLink="false">69ca97ef152466dfdbbb0bb7c1213ae9</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 15:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/_4.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;แนะไทยปรับตัว รับมือเศรษฐกิจหลายขั้ว ลุยช่วยปลดล็อกสร้างโอกาสการค้า<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ชี้ไทยต้องปรับตัว รับโลกเปลี่ยนสู่ระบบเศรษฐกิจแบบหลายขั้ว ดำเนินนโยบายการค้าแบบเปิดกว้าง กระจายความเสี่ยง รักษาสมดุล และสร้างทางเลือกใหม่ให้กับประเทศ แนะใช้จุดแข็งสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เตรียมช่วยปลดล็อก 3 ช่องว่าง มุ่งแก้ช่องว่างด้านมูลค่า ช่องว่างด้านตลาด และช่องว่างด้านการมีส่วนร่วมของ SME &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการกล่าวปาฐกถางาน Bangkok Post Forum 2026 เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Vision Thailand: Driving Trade, Unlocking Sustainable Growth&rdquo; ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 14 ส.ค.2569 ว่า การขับเคลื่อนการค้าในโลกปัจจุบัน ต้องมองให้ไกลกว่าการเพิ่มมูลค่าการส่งออก โดยใช้การค้าเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่า เปิดโอกาสใหม่ และสนับสนุนการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีและ AI การกีดกันทางการค้า ความยั่งยืน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบหลายขั้ว (Multipolar Economy) โดยต้องดำเนินนโยบายการค้าที่เปิดกว้าง กระจายความเสี่ยง และรักษาสมดุล พร้อมสร้างทางเลือกใหม่ให้กับประเทศ โดยต้องเปิดกว้างเพื่อทำงานและเป็นพันธมิตรกับทุกประเทศ ขณะเดียวกันต้องกระจายการพึ่งพาตลาดส่งออก เพราะปัจจุบันประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกไทยมาจาก 2 ตลาดหลัก ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยง หากยังพึ่งพาตลาดกระจุกตัว จึงต้องเร่งเปิดตลาดใหม่และสร้างความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ทั้งผ่าน FTA การเจรจาการค้า คณะผู้แทนการค้า และความร่วมมือรูปแบบอื่น ๆ<br />
&ldquo;เราต้องเปิดกว้าง กระจายตลาด และรักษาสมดุล เพราะไทยเป็นประเทศขนาดกลางถึงเล็ก เมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจ เราจึงต้องสร้างทางเลือกให้กับตัวเอง และทำงานร่วมกับทุกฝ่าย&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ไทยมีจุดแข็งและศักยภาพจำนวนมากที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศ ภาคการผลิตที่ต้องยกระดับไปสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ยุคใหม่และเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ภาคบริการ การท่องเที่ยว และสุขภาพ รวมถึงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และยังมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ใจกลางเอเชีย สามารถเชื่อมโยงการค้าจากเหนือสู่ใต้และตะวันออกสู่ตะวันตก จึงมีโอกาสพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันไทยมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ภาครัฐต้องสนับสนุนให้สามารถทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จากจุดแข็งดังกล่าว ไทยจำเป็นต้องปลดล็อก 3 ช่องว่าง เพื่อสร้างการเติบโต ได้แก่ 1.ช่องว่างด้านมูลค่า (Value Gap) ต้องเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่า โดยให้ความสำคัญกับแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา การออกแบบ มาตรฐาน และประสบการณ์ 2.ช่องว่างด้านตลาด (Market Gap) ต้องมองหาตลาดใหม่ ช่องทางใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโต และ 3.ช่องว่างด้านการมีส่วนร่วม (Participation Gap) ต้องทำให้ SME และผู้ประกอบการรายเล็กมีส่วนร่วมกับการเติบโตของประเทศมากขึ้น เพราะ SME มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยมีประมาณ 35% ของ GDP แต่สัดส่วนดังกล่าวแทบไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายปี สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่เพียงปกป้อง SME แต่ต้องให้อุปกรณ์ ทักษะ และการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อให้ SME สามารถแข่งขันและเติบโตได้ และไทยยังมีผู้ส่งออกจดทะเบียนประมาณ 30,000 ราย ในจำนวนนี้ประมาณ 7,000 รายเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ประมาณ 22,000 รายเป็น SME และ MSME แต่ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวสร้างมูลค่าการส่งออกเพียงประมาณ 12% จึงมีโอกาสที่จะเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการรายเล็กให้สามารถขยายธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้อีกมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวทางการปลดล็อกการเติบโต มี 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.ปลดล็อกตลาด (Unlocking Markets) กระจายการพึ่งพาตลาดส่งออกและเปิดตลาดใหม่ โดยแม้ FTA จะเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่การเปิดตลาดไม่จำเป็นต้องรอเพียงการจัดทำ FTA ซึ่งอาจใช้เวลา จึงต้องใช้ทั้งการเจรจาการค้า คณะผู้แทนการค้า และความร่วมมือรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสในตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันต้องใช้ประโยชน์จากการที่การส่งออกของไทยในปีนี้เติบโตในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ เพื่อขยายฐานการค้าให้กว้างขึ้น<br />
2.ปลดล็อกมูลค่า (Unlocking Values) เปลี่ยนจากการมองเพียงสิ่งที่ประเทศไทยมี ไปสู่การตั้งคำถามว่า &ldquo;โลกต้องการอะไร&rdquo; และอะไรคือคุณค่าที่ตลาดโลกต้องการ โดยปรับจากการให้การผลิตเป็นตัวนำตลาด ไปสู่ Market-Led Production หรือใช้ตลาดนำการผลิต เพื่อให้สินค้าและบริการของไทยตอบโจทย์ความต้องการของโลกมากขึ้น และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา การออกแบบ มาตรฐาน และประสบการณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.ปลดล็อกโอกาส (Unlocking Opportunities) ขยายโอกาสไปสู่ SME MSME และผู้ประกอบการรายเล็ก ให้สามารถเข้าถึงทักษะ ความรู้ ความสามารถ และการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อยกระดับศักยภาพและแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการปกป้องผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ต้องทำให้สามารถเติบโตและมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.ปลดล็อกความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่น (Unlocking Trust and Resilience) สร้างความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าโดยมุ่งหาผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่การมุ่งแสวงหาประโยชน์ฝ่ายเดียว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นหุ้นส่วนที่สามารถรับมือกับความท้าทายของโลกที่มีอุปสรรคและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จะดำเนินการผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่รับผิดชอบด้านการค้าและบริการ จะมีการทำงานผ่าน 4 คณะทำงาน ได้แก่ 1.เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy 2.เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 3.เศรษฐกิจชุมชนและ SME และ 4.การค้าระหว่างประเทศ โดยจะไม่ทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และภาคเอกชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน โดยยึดหลักปลดล็อกข้อจำกัด ทำงานเป็นทีมเดียวกัน สร้างมูลค่าจากปริมาณไปสู่คุณค่า เชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อ และมีผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้ จะมีการกำหนด Quick Big Wins เห็นผลภายใน 6&ndash;12 เดือน และมี Big Wins สำหรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและสร้างเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศในระยะยาว &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260817660468dd06ac8f7ff0bfc203051695ae150232.jpg' type='image/jpg' length='430973' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.เตือนธุรกิจ ผู้ประกอบการ ประชาชน เตรียมรับมือความไม่แน่นอนตะวันออกกลาง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180867</link>
<guid isPermaLink="false">656a0684ca0e945be827d535c193011e</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 15:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/_3.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​สนค.เตือนธุรกิจ ผู้ประกอบการ ประชาชน เตรียมรับมือความไม่แน่นอนตะวันออกกลาง<br />
สนค.เตือนภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ เตรียมรับมือแรงกระแทกจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แนะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ศึกษาใช้พลังงานทางเลือก ส่วนประชาชน ต้องเลือกอุปโภคบริโภคสินค้าและบริการอย่างเหมาะสม คุ้มค่า ควบคู่วางแผนการเงิน ส่วนผลกระทบที่ผ่านมา ไทยรับมือปัญหาพลังงานได้ดี เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไม่สูงมากนัก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านรอบใหม่ จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากยืดเยื้อ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลกและภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ จึงขอแจ้งเตือนถึงภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในระยะต่อไป ควรพิจารณาปรับเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น รวมถึงศึกษาการใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ห่วงโซ่การผลิต</p>

<p>สำหรับภาคประชาชน อาจพิจารณาเลือกอุปโภคบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสมและคุ้มค่า ควบคู่กับการวางแผนการเงินอย่างระมัดระวัง ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว<br />
ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผลกระทบจากการปะทะในรอบแรก ทำให้หลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันและภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยระดับเงินเฟ้อ แตกต่างกันตามโครงสร้างการพึ่งพาพลังงาน และนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงานของแต่ละประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันมากกว่า 90% จากตะวันออกกลาง ประกอบกับการอ่อนค่าต่อเนื่องของค่าเงินเปโซ ประชาชนในฟิลิปปินส์จึงมีภาระค่าน้ำมันค่อนข้างสูง ขณะที่มาเลเซีย เป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ นำรายได้จากการขายน้ำมันมาอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ส่งผลให้ราคาสินค้าเชื้อเพลิงในดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนของไทย ราคาพลังงานสูงขึ้นจากความขัดแย้งรอบก่อน มีส่วนทำให้ต้นทุนฝั่งต้นน้ำของไทยสูงขึ้นชัดเจนในไตรมาสที่ 2 ของปี โดยดัชนีราคาผู้ผลิต สูงขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน (RFTI) ปรับตัวสูงขึ้น 11.1% แต่ด้วยนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงานมีส่วนช่วยให้ราคาพลังงานขายปลีกไม่ผันผวนรุนแรงจนกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสดังกล่าวสูงขึ้น 2.70% และภาพรวมเงินเฟ้อของไทยช่วงครึ่งปีแรกสูงขึ้นไม่มากที่ 1.08% โดยกลุ่มพลังงานสูงขึ้น 4.92%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป แต่สำหรับไทยที่มีกลไกการกำกับดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพที่มีประสิทธิภาพ &nbsp;สะท้อนได้จากอัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ภายในกรอบเป้าหมายที่ 1&ndash;3% ประกอบกับการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ในการดูแลการจำหน่ายสินค้าและบริการให้เป็นธรรม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าเกินควร รวมถึงมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจ และบรรเทาค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพจนน่ากังวล&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ ความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศระหว่างเข้าร่วมประชุมองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 ว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ ลงนามร่วมกับอิหร่าน เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากทั้ง 2 ฝ่าย เปิดฉากโจมตีทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความขัดแย้งที่ยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่า หากไม่สามารถหาข้อยุติได้โดยเร็ว ภาวะอุปทานพลังงานตึงตัวอาจเป็นปัจจัยหนุนให้หลายประเทศเผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออีกครั้ง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608175d5a6d8f2180aa8a59257e28b3393cd7150021.jpg' type='image/jpg' length='170082' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์มอบตรา Thai SELECT ให้แก่ร้านอ้อยหวานอาหารไทยโบราณริมน้ำ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180866</link>
<guid isPermaLink="false">9118096bb7cbf92ce1ac6e2c92080d22</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 14:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/_2.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>​กรมพัฒน์มอบตรา Thai SELECT ให้แก่ร้านอ้อยหวานอาหารไทยโบราณริมน้ำ<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้แก่ร้านอ้อยหวานอาหารไทยโบราณริมน้ำ จังหวัดนครปฐม เพื่อการันตีคุณภาพ มาตรฐาน เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว เผยร้านนี้ บรรยากาศร่มรื่น ตั้งอยู่ริมน้ำท่าจีน เสิร์ฟอาหารไทยโบราณรสชาติต้นตำรับที่สืบทอดมาอย่างพิถีพิถัน &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังมอบป้ายตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้แก่ร้านอ้อยหวานอาหารไทยโบราณริมน้ำ จังหวัดนครปฐม ว่า กรมได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทย ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อผลักดันให้ร้านอาหารไทยเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเป็น Soft Power ช่วยเผยแพร่เอกลักษณ์อาหารไทยสู่สายตานานาชาติ โดยตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายรับรองคุณภาพร้านอาหารไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมั่นที่การันตีว่าผู้บริโภคจะได้รับอาหารไทยที่คงเอกลักษณ์รสชาติไทย ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานด้านการปรุงอาหาร การบริการ และบรรยากาศของร้าน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแตกต่างให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยร้านอ้อยหวานอาหารไทยโบราณริมน้ำ จังหวัดนครปฐม เป็นร้านอาหารไทยที่ผ่านการประเมินเพื่อรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 1 ดาว และเป็น 1 ใน 5 ร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในจังหวัดนครปฐม โดยความน่าสนใจของร้าน คือ มีบรรยากาศร่มรื่นท่ามกลางธรรมชาติ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน อำเภอสามพราน พร้อมเสิร์ฟอาหารไทยโบราณรสชาติต้นตำรับที่สืบทอดมาอย่างพิถีพิถัน มีทั้งเมนูอาหารไทยภาคกลาง อาหารทะเลที่สดใหม่ และเมนูปลาน้ำจืดที่คัดสรรจากวัตถุดิบคุณภาพ เมนูแนะนำที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ต้มยำกล้วยและกุ้ง ซึ่งผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างกล้วยนำมาปรุงลงในอาหารไทยอย่างต้มยำที่รสชาติเข้มข้นได้อย่างลงตัว รวมถึงสลัดส้มโอซึ่งเป็นผลไม้ท้องถิ่นขึ้นชื่อของจังหวัดนครปฐม<br />
&ldquo;การมอบป้ายตราสัญลักษณ์ Thai SELECT พร้อมป้ายไฟในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มการมองเห็นและสร้างการจดจำให้แก่ร้านอาหาร ทำให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารได้ง่ายขึ้น พร้อมสร้างความมั่นใจในคุณภาพอาหารและการบริการที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐาน Thai SELECT และมั่นใจว่า จะช่วยประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร Thai SELECT ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านช่องทางการสื่อสารของกรม และสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ซึ่งนับเป็นสิทธิประโยชน์สำคัญที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ทั่วประเทศจำนวน 517 ร้าน โดยร้านที่ได้รับการรับรองจะมีอายุการรับรอง 3 ปี และสามารถยื่นขอรับการประเมินใหม่เมื่อครบกำหนด เพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพของร้านอาหารไทยอย่างต่อเนื่อง โดยกรมจะเดินหน้าผลักดันให้มีร้านอาหารไทยได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพิ่มขึ้นอย่างมีคุณภาพทั่วประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทย สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจบริการ และผลักดันอาหารไทยให้เป็น Soft Power ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อันสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถค้นหาร้านอาหาร Thai SELECT ทั่วประเทศ พร้อมรับสิทธิประโยชน์และติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook : Thai SELECT Thailand และ LINE Official Account : @thaiselect ส่วนผู้ประกอบการร้านอาหารไทยหรือผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนส่งเสริมธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์ 0 2547 5954 อีเมล thaiselectdbd@gmail.com เว็บไซต์ www.dbd.go.th หรือ Call Center 1570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026081751650330e96c767cf675e245aee13389145833.jpg' type='image/jpg' length='202296' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลุยต่อ แก้ปัญหาน้ำมะพร้าวปลอมปน ประสานผู้ว่า 4 จังหวัดอย่าหยุดคุมเข้ม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180864</link>
<guid isPermaLink="false">86391365126769a16026d7f15bfa3e51</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 14:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/_1.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ลุยต่อ แก้ปัญหาน้ำมะพร้าวปลอมปน ประสานผู้ว่า 4 จังหวัดอย่าหยุดคุมเข้ม<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้านำทีมพาณิชย์จังหวัด 4 จังหวัด และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตรวจสอบการผลิตน้ำมะพร้าวที่บริษัท เจนเนอรัล เบฟเวอร์เรจ จำกัด เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำมะพร้าว ราคามะพร้าว และรับฟังปัญหาอุปสรรค เผยหลังคุมเข้ม ไม่มีปัญหาการปลอมปน สถานการณ์ด้านราคาดีขึ้น ทำหนังสือถึงมหาดไทย ประสานผู้ว่า 4 จังหวัด คุมเข้มต่อ ทั้งการผลิต การติดฉลาก ส่วนพวกทำผิดส่งตำรวจ และ สคบ.จัดการแล้ว ล่าสุดราคามะพร้าวน้ำหอมขยับเป็นลูกละ 9-12.50 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้นำทีมพาณิชย์จังหวัด 4 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และราชบุรี พร้อมคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม พบปะผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และจำหน่ายน้ำมะพร้าวบรรจุขวดพร้อมดื่มแบรนด์ &ldquo;อีฟ&rdquo; ที่บริษัท เจนเนอรัล เบฟเวอร์เรจ จำกัด เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำมะพร้าวในปัจจุบัน รับฟังปัญหา อุปสรรค และแนวทางการรับมือราคาน้ำมะพร้าวผันผวน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ประกอบการในทุกมิติ เพื่อนำมาวางแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมะพร้าว และพิจารณาแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการยกระดับมูลค่าเพิ่มแก่น้ำมะพร้าวของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้ติดตามความคืบหน้าประเด็นการปลอมปนน้ำมะพร้าว ตามที่ได้รับข้อสั่งการจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้รับบัญชาจากนายกรัฐมนตรีให้พิจารณาข้อเสนอแนะ แนวทางการแก้ไขปัญหาและป้องกันการปลอมปนน้ำมะพร้าวจากคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา และการร้องเรียนจากผู้ประกอบการและเกษตรกรว่าอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อราคามะพร้าว เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์บางชนิดวางจำหน่ายในปริมาณมากและราคาต่ำผิดปกติ เมื่อเทียบกับปริมาณและต้นทุนวัตถุดิบ<br />
&ldquo;ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างมาตรฐานและความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ และยังได้ตั้งทีมงานเพื่อดูแลเรื่องนี้เป็นการณ์เฉพาะ พร้อมมอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดติดตามสถานการณ์มะพร้าวและน้ำมะพร้าวอย่างใกล้ชิด รวมทั้งร่วมแก้ทุกปัญหาที่เกี่ยวข้องกับมะพร้าวและน้ำมะพร้าวกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้สร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมมะพร้าวและน้ำมะพร้าวของไทย&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังได้มีหนังสือขอความอนุเคราะห์กระทรวงมหาดไทยให้แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และราชบุรี ดำเนินการตรวจสอบปริมาณการใช้ผลมะพร้าวเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมะพร้าว และปริมาณน้ำมะพร้าวที่สามารถผลิตได้ เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องและสมดุลของวัตถุดิบและปริมาณผลผลิตไม่ให้เกิดความผิดปกติของกระบวนการผลิต และตรวจสอบฉลาก หากติดน้ำมะพร้าว 100% ก็ต้องเป็นน้ำมะพร้าว 100% หรือมะพร้าวน้ำหอม 100% ก็ต้องเป็นมะพร้าวน้ำหอม 100% และหากพบการกระทำความผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการจัดการกับผู้ประกอบการ หรือล้งมะพร้าว ที่มีการปลอมปนน้ำมะพร้าว หรือน้ำมะพร้าวน้ำหอม ที่เป็นต้นเหตุทำให้ราคามะพร้าวตกต่ำในช่วงที่ผ่านมา กรมได้ส่งเรื่องให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว และส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เอาผิดเรื่องฉลากไม่ถูกต้องแล้วเช่นเดียวกัน ส่วนสถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมในปัจจุบัน เกษตรกรขายได้ลูกละ 9-10.50 บาท และโรงงานรับซื้อลูกละ 10.50-12 บาท ซึ่งดีขึ้นจากช่วงก่อนหน้านี้<br />
น.ส.สุกานดา รัตนโกสุม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจนเนอรัล เบฟเวอร์เรจ จำกัด กล่าวว่า บริษัทดำเนินการผลิตและจำหน่ายน้ำมะพร้าวแท้บรรจุขวดแบรนด์ &ldquo;อีฟ&rdquo; มาตั้งแต่ปี 2555 มีกรรมวิธีการผลิตที่ได้มาตรฐานระดับสากล จัดจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น เยอรมนี สหรัฐอาหรับเอมิเรต จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา และลาว มีอัตรากำลังการผลิตเครื่องดื่ม รวมทั้งน้ำมะพร้าวกว่า 1,000,000 ขวดต่อวัน และใช้น้ำมะพร้าวแท้ปริมาณ 200,000 ลิตรต่อวัน โดยน้ำมะพร้าว ซื้อมาจากล้งที่ขึ้นทะเบียนกับบริษัท และผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ได้แก่ จ.ราชบุรี 4 ล้ง จ.สมุทรสงคราม 22 ล้ง จ.ประจวบคีรีขันธ์ 9 ล้ง จ.ชุมพร 6 ล้ง ส่วน จ.นครศรีธรรมราช 2 ล้ง จ.สุราษฎร์ธานี 2 ล้ง และ จ.สงขลา 1 ล้ง อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียน และราคารับซื้อ น้ำมะพร้าวผลแก่ 7.50-9 บาทต่อลิตร สัดส่วน 90% ของปริมาณรับซื้อ 200,000 ลิตรต่อวัน และน้ำมะพร้าวน้ำหอม 20-30 บาทต่อลิตร สัดส่วน 10% &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ บริษัทยังมีระบบควบคุมคุณภาพ โดยมีเครื่องตรวจสอบน้ำมะพร้าวแท้ได้ถึงระดับโมเลกุล เป็นเครื่องแรกและเครื่องเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สามารถแยกน้ำมะพร้าวแท้กับน้ำมะพร้าวปลอม ทั้งการปลอมปนของน้ำในน้ำมะพร้าว และการปลอมปนของน้ำตาลในน้ำมะพร้าว ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าน้ำมะพร้าวที่ผลิตออกมา เป็นน้ำมะพร้าวแท้ 100%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ขอให้ภาครัฐส่งเสริมอุตสาหกรรมมะพร้าวทั้งโครงสร้าง ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว กลางน้ำ คือ ล้งมะพร้าว และปลายน้ำ คือ โรงงานแปรรูปและการส่งออก ด้วยการหาตลาดใหม่ ๆ ของผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว เพื่อเพิ่มปริมาณการแปรรูปมะพร้าวเข้าสู่ระบบ สร้างความต้องการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร และช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการวัตถุดิบมะพร้าวภายในประเทศให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026081766c8d76cad709856ccec680cab8ab35a145654.jpg' type='image/jpg' length='133911' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือร้าน KHAAN นำวัตถุดิบ GI สร้างมูลค่าเพิ่มสู่เมนู Fine Dining]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180611</link>
<guid isPermaLink="false">72bcf12aed0f1d95887ca496945a7b64</guid>
<pubDate>Fri, 14 Aug 2026 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6a7edbb6be35f.jpg" style="width: 1000px; height: 666px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือร้าน KHAAN นำวัตถุดิบ GI สร้างมูลค่าเพิ่มสู่เมนู Fine Dining<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือร้านอาหาร KHAAN กรุงเทพฯ นำสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มาเป็นวัตถุดิบทำอาหาร Fine Dining เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI ขยายโอกาสทางการตลาด และยกระดับสินค้า GI และอาหารไทย สู่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ</p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดกิจกรรม &ldquo;GI Journey: Taste Map of Thailand&rdquo; ณ ร้านอาหาร KHAAN กรุงเทพมหานคร เพื่อต่อยอดการส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทยสู่ตลาดอาหารระดับพรีเมียม ผ่านการนำวัตถุดิบ GI ไทยมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารระดับ Fine Dining พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของแหล่งกำเนิด อัตลักษณ์ และคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI ไทย ขยายโอกาสทางการตลาด และยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยสู่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ</p>

<p>ทั้งนี้ การผลักดันสินค้า GI เป็นวัตถุดิบทำอาหาร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและการใช้ประโยชน์จากสินค้า GI ไทยอย่างต่อเนื่อง ตามแนวนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งผลักดันให้สินค้า GI ไทยก้าวสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูง ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับเชฟ ร้านอาหารชั้นนำ และภาคธุรกิจอาหาร เพื่อนำวัตถุดิบ GI ไทยไปต่อยอดเป็นเมนูอาหารที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น ถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ<br />
สำหรับกิจกรรม GI Journey : Taste Map of Thailand ครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากร้าน KHAAN (ขาล) ร้านอาหารไทยร่วมสมัยระดับ Fine Dining ที่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ใน MICHELIN Guide โดยการรังสรรค์เมนูของ เชฟอ้อม-สุจิรา พงษ์มอญ เจ้าของรางวัล MICHELIN Guide Young Chef Award คนแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการนำวัตถุดิบท้องถิ่นและสูตรอาหารไทยดั้งเดิมมาผสานกับเทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่ เพื่อถ่ายทอดคุณค่าของวัตถุดิบไทยในมิติใหม่ โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์และรากฐานของอาหารไทยไว้อย่างครบถ้วน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยร้าน KHAAN ได้ออกแบบเมนูพิเศษ นำวัตถุดิบ GI จากหลายภูมิภาคของประเทศมาผสานอยู่ในมื้ออาหาร เพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์ของวัตถุดิบและเรื่องราวของชุมชนผู้ผลิตผ่านอาหารไทยร่วมสมัย สะท้อนให้เห็นว่าสินค้า GI ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบคุณภาพ แต่สามารถต่อยอดเป็นประสบการณ์ด้านอาหารที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างโดดเด่น โดยมีเมนูที่น่าสนใจ อาทิ ต้มข่าหอยนางรม โดยเลือกใช้หอยนางรมสุราษฎร์ธานีซึ่งมีเนื้อแน่น สด หวานตามธรรมชาติ ผสานกับมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) ที่มีกลิ่นหอมและรสหวานละมุน ช่วยเติมความกลมกล่อมให้กับเมนูคะน้าปลาเค็ม ใช้ปลากุเลาเค็มตากใบ (นราธิวาส) เป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งขึ้นชื่อด้านรสชาติกลมกล่อมและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ถ่ายทอดเสน่ห์ของภูมิปัญญาการแปรรูปอาหารพื้นถิ่นภาคใต้ แกงเผ็ดเป็ดย่าง ที่รังสรรค์รสชาติจากพริกไทยตรัง เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน น้ำตาลโตนดเมืองเพชร (เพชรบุรี) กระเทียมศรีสะเกษ และหอมแดงศรีสะเกษ ซึ่งแต่ละวัตถุดิบล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะของแหล่งผลิต ก่อนผสานเป็นรสชาติที่เข้มข้นและมีมิติ หมึกย่าง ที่นำถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอนมาเติมมิติใหม่ของรสชาติและเนื้อสัมผัส รวมทั้งเมนูของหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วง ที่เลือกใช้มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว ซึ่งโดดเด่นด้วยเนื้อแน่นละเอียด สีเหลืองนวล และรสชาติหวานหอมเป็นเอกลักษณ์ ยกระดับของหวานไทยยอดนิยมให้สะท้อนคุณค่าของผลไม้ GI ไทยได้อย่างลงตัว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ภายในงานยังมีสื่อมวลชน นักวิจารณ์อาหาร ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ด้านอาหาร (Food Content Creators) และผู้มีชื่อเสียงในแวดวงอาหาร เข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์รสชาติอาหารจากวัตถุดิบ GI ไทยอย่างคับคั่ง อาทิ มาดามตวง นักชิมและนักรีวิวอาหารชื่อดัง เป็กกี้ ศรีธัญญา นักแสดง พิธีกร และผู้ชนะการแข่งขันทำอาหารจากรายการ MasterChef Celebrity Thailand เชฟปิง&ndash;สุรกิจ เข็มแก้ว เชฟและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร บุ๋ม&ndash;ปนัดดา นักแสดงและผู้ดำเนินรายการ ลุงอ้วน กินกะเที่ยว เจ้าของเพจรีวิวอาหารชื่อดัง แดนนี่ ดานิเอล เบล็สซิ่ง ครีเอเตอร์ด้านอาหารและไลฟ์สไตล์ เอิร์ท ศัลย์ พิธีกรและเจ้าของร้านขนมไทย Chan และกันย์ ศภยศ เจ้าของเพจ &ldquo;พรุ่งนี้ค่อยลด by กันย์&rdquo; ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ด้านอาหารและรีวิวร้านอาหาร เป็นต้น ที่จะมาช่วยถ่ายทอดเรื่องราวของสินค้า GI ไทยและเสน่ห์ของวัตถุดิบอัตลักษณ์ไทยผ่านสื่อและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภค และขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยในวงกว้าง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;สินค้า GI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายที่บ่งบอกแหล่งกำเนิดของสินค้าเท่านั้น แต่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สะท้อนอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความแตกต่างทางการตลาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม กรมจึงมุ่งมั่นเดินหน้าส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสินค้า GI ไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือกับภาคธุรกิจอาหาร เชฟ และเครือข่ายพันธมิตร ซึ่งนอกจากร้าน KHAAN แล้ว ยังมีร้าน CODA, Nusara (นุสรา), Akkee (อัคคี), ห้องอาหารเบญจรงค์ ณ บ้านดุสิตธานี และ Nawa Thai Cuisine (นว ไทย คูซีน) ที่เข้าร่วมกิจกรรม GI Journey : Taste Map of Thailand ในครั้งนี้ เพื่อยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดระดับพรีเมียมทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างโอกาสทางการค้า เพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนผู้ผลิต และผลักดันให้สินค้า GI ไทยเป็นที่ยอมรับในฐานะวัตถุดิบคุณภาพที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น เป็นสินค้าที่มีศักยภาพในระดับสากล อันจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชนและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260814a1a7a72b297379047b1daa9be7e27d54161447.jpg' type='image/jpg' length='111028' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เชื่อม 4 ระบบงานส่งออก-นำเข้า กับแอปทางรัฐ อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180603</link>
<guid isPermaLink="false">3680b361810ede42d0a23331e193a428</guid>
<pubDate>Fri, 14 Aug 2026 16:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6a7ed90453fde.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เชื่อม 4 ระบบงานส่งออก-นำเข้า กับแอปทางรัฐ อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ<br />
กรมการค้าต่างประเทศ เชื่อมโยง 4 งานบริการสำคัญด้านการส่งออกและนำเข้า กับแอปพลิเคชันทางรัฐ เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงงานบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ลดขั้นตอนและภาระในการติดต่อราชการ ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจยุคดิจิทัล พร้อมเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค.69 เป็นต้นไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เชื่อมโยง 4 ระบบงานที่สำคัญ ได้แก่ 1.ระบบ DFT SMART C/O ระบบให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า 2.ระบบ ROVERs PLUS ระบบให้บริการตรวจรับรองคุณสมบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิด 3.ระบบ Self-Origin Certification (SOC) ระบบให้บริการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองแก่ผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และ 4.ระบบ e&ndash;TCWMD ระบบให้บริการขออนุญาตส่งออกหรือส่งกลับสินค้าที่ใช้ได้สองทาง ซึ่งมีปริมาณคำขอหนังสือสำคัญการส่งออก-นำเข้าสินค้า ปีละกว่า 1.2 ล้านฉบับ กับแอปพลิเคชันทางรัฐ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางของประเทศ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการให้เข้าถึงงานบริการภาครัฐ แบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การเชื่อมโยงระบบงานที่สำคัญของกรมกับแอปพลิเคชันทางรัฐในครั้งนี้ เป็นก้าวที่สำคัญในการยกระดับงานบริการภาครัฐที่มุ่งเน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง โดยกรมอยากให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงงานบริการด้านการค้าระหว่างประเทศได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ง่ายที่สุด และช่วยเพิ่มช่องทางให้แก่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงงานบริการที่สำคัญของกรมผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ลดขั้นตอน และลดค่าใช้จ่ายในการติดต่อราชการ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับงานบริการภาครัฐ<br />
&ldquo;การพัฒนาระบบงานของกรมให้เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันทางรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการให้บริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล โดยมุ่งให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการได้จากช่องทางเดียว ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน และเชื่อมโยงบริการภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน อันจะนำไปสู่การให้บริการแบบ One Stop Service ที่ตอบสนองตามความต้องการของผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกรมจะเปิดให้บริการระบบงานทั้ง 4 ระบบดังกล่าวผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ ตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค.2569 เป็นต้นไป&rdquo;</p>

<p>สำหรับผู้ประกอบการ ที่สนใจใช้บริการ สามารถเข้าถึงบริการด้านการค้าระหว่างประเทศผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ บนโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการส่งออกและนำเข้าสินค้าของไทยให้มีความคล่องตัว ลดระยะเวลาและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026081455100be7b6d48795870061bca444916b160332.jpg' type='image/jpg' length='182408' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”มอบตรา Thai SELECT ปี 69 ให้กับ 182 ร้านอาหารที่ผ่านเกณฑ์เข้ม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180599</link>
<guid isPermaLink="false">e44d6ca2c4660ccbe04c7e79f46e8666</guid>
<pubDate>Fri, 14 Aug 2026 15:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6a7ed2e893b5d.jpg" style="width: 1000px; height: 673px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;มอบตรา Thai SELECT ปี 69 ให้กับ 182 ร้านอาหารที่ผ่านเกณฑ์เข้ม<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 69 ให้กับ 182 ร้านอาหารที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน จากผู้ที่สมัครเข้ามาประเมินทั้งหมดกว่า 500 ร้าน เตรียมเดินหน้าสร้างการรับรู้ เพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการต่อไป ย้ำต้องเข้มคุณภาพ มาตรฐาน เพื่อคงเสน่ห์ของอาหารไทยเอาไว้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้เป็นประธานมอบประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 หรือ Thai SELECT Award 2026 ให้กับร้านอาหารที่ผ่านการประเมินอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งในปีนี้ มีร้านอาหารจากทั่วประเทศสนใจสมัครเข้าร่วมการคัดเลือกและต่ออายุตราสัญลักษณ์กว่า 500 ร้าน แต่มีร้านที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานได้รับตราสัญลักษณ์จำนวน 182 ร้าน แบ่งเป็น Thai SELECT 3 ดาว จำนวน 2 ร้าน Thai SELECT 2 ดาว จำนวน 23 ร้าน และ Thai SELECT 1 ดาว จำนวน 157 ร้าน ส่งผลให้ปัจจุบันในประเทศมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวมทั้งสิ้น 517 ร้าน ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะเดินหน้าขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ร้านอาหาร Thai SELECT ผ่านกลยุทธ์ดิจิทัลและการตลาดเชิงรุก ทั้งการดึงศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ทั้งไทยและต่างประเทศมาช่วยสร้างกระแส การส่งเสริมการผลิตคอนเทนต์และสื่อประชาสัมพันธ์รูปแบบใหม่ รวมถึงการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เพื่อเชื่อมโยงการรับรู้ไปสู่การใช้บริการจริง ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรและอีเวนต์ระดับสากล เชื่อมโยงร้านอาหารไทยเข้ากับการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม<br />
&ldquo;ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาว 2 ดาว หรือ 3 ดาว ท่านคือตัวแทนของประเทศไทยในการที่จะรังสรรค์ และผลักดันอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่ท่านตั้งใจ และเป็นกำลังหลักสำคัญในการเชิดชูอาหารไทย แต่การที่จะทำให้อาหารไทย ยังคงรักษาคุณภาพ มาตรฐาน และเสน่ห์ของอาหารไทยเอาไว้ ซึ่งมีเรื่องราวมากมายในการปรุงอาหารในแต่ละจาน ก็ขึ้นอยู่กับพวกท่านที่จะยังยึดมั่นในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐาน รสชาติ และรวมไปถึงการให้บริการ และขอให้คงหลักการนี้เอาไว้ เพื่อให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ ให้ทุกคนได้รับรู้ว่าอาหารไทยไม่แพ้ใครในโลก&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับตลาดต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะเดินหน้ายกระดับร้านอาหารไทย ให้ได้ตรา Thai SELECT เพิ่มมากขึ้น เพื่อผลักดัน Soft Power ไปสู่ Trust Power หรือพลังแห่งความเชื่อมั่น เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและขับอาหารไทย โดยจะมีแผนในการผลักดัน และช่วยโฆษณาให้ร้านอาหาร Thai SELECT เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยในปี 2567 สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 674,000 ล้านบาท คิดเป็น 3.61% ของ GDP ประเทศไทย ขณะที่ปี 2568 มีผู้ประกอบการร้านอาหารรวมกว่า 393,000 ราย เกิดการจ้างงานกว่า 1.28 ล้านคน เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีจำนวนคงอยู่ 33,136 ราย มีมูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 174,430 ล้านบาท และสร้างรายได้รวม 305,487 ล้านบาท สะท้อนบทบาทสำคัญของธุรกิจร้านอาหารต่อระบบเศรษฐกิจไทย และการกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ และแรงงานในทุกภูมิภาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถค้นหาร้านอาหาร Thai SELECT ทั่วประเทศ พร้อมรับสิทธิประโยชน์และติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook : Thai SELECT Thailand และ Line Official Account: @thaiselect ส่วนผู้ประกอบการร้านอาหารไทยหรือผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนส่งเสริมธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร. 02547 5954 อีเมล thaiselectdbd@gmail.com เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th และ Call Center 1570<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260814a9058e5c6fe5c318d407aaacad23c847155333.jpg' type='image/jpg' length='229714' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เตือนแอบอ้างใช้ชื่อ-ตรา GI ชามไก่ลำปาง มีโทษปรับ-จำคุก ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180323</link>
<guid isPermaLink="false">2c342de815933faf1bd25526a4665619</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 16:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/11 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เตือนแอบอ้างใช้ชื่อ-ตรา GI ชามไก่ลำปาง มีโทษปรับ-จำคุก&nbsp;<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเตือนพวกแอบอ้างใช้ชื่อชามไก่ลำปาง มาวางขายในท้องตลาด ผิด พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ.2546 มีโทษปรับสูงสุด 2 แสนบาท และผิด พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คุก 4 ปี ปรับ 4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แนะประชาชนซื้อสินค้าที่ได้ตรา GI ของแท้ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ปัจจุบันมี 10 ราย ผลิตได้ 2,600 ชิ้นต่อปี หากเจอของปลอม ให้แจ้งตรวจสอบทันที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีการจำหน่ายชามไก่ลำปาง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีลักษณะคล้ายชามไก่ลำปางที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในท้องตลาด ว่า กรมขอแจ้งเตือนไปยังผู้ที่จำหน่ายชามไก่ลำปาง โดยแอบอ้างใช้ชื่อชามไก่ลำปาง หรือ Lampang Chicken Bowl ไปใช้กับสินค้าที่ไม่ได้ผลิตในแหล่งที่กำหนด หรือไม่มีกระบวนการผลิตตามมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียน GI ไว้ เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ.2546 มีโทษปรับสูงสุด 200,000 บาท และหากนำตรา GI ไทยไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ปรับสูงสุด 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรณีใช้ลวดลายหรือรูปแบบที่คล้ายคลึงกับสินค้า GI ในพื้นที่ โดยไม่ได้ใช้ชื่อ GI ไม่ใช้ตราสัญลักษณ์ GI หรือไม่ได้แสดงข้อความอันเป็นการแอบอ้างแหล่งกำเนิด แม้จะมีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้า GI ของแท้ ก็อาจไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดของกฎหมายที่ใช้หลักการคุ้มครองชื่อ และการแสดงแหล่งกำเนิด มิใช่การคุ้มครองรูปแบบของผลิตภัณฑ์โดยทั่วไป<br />
&ldquo;กรมขอเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อชามไก่ลำปางที่มีการแสดงชื่อสินค้า GI และตราสัญลักษณ์ GI อย่างถูกต้อง หากไม่พบตราสัญลักษณ์ GI หรือไม่มีการระบุแหล่งกำเนิดอย่างชัดเจน ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ GI ไทย และลดความเสี่ยงจากการซื้อสินค้าที่อาจแอบอ้างเป็นสินค้า GI และในกรณีที่พบเห็นหรือสงสัยว่า สินค้าที่ใช้ชื่อสินค้า GI อาจไม่ได้มาจากแหล่งผลิตที่กำหนด หรือไม่ได้มาตรฐานตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด หรือสายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา 1368 เพื่อที่กรมจะได้เข้าตรวจสอบและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ผลิตชามไก่ลำปางราว 10 ราย มีปริมาณการผลิตประมาณ 2,600 ชิ้นต่อปี โดยผู้ประกอบการที่จัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าและผ่านการประเมินของคณะกรรมการตรวจสอบจะได้รับอนุญาตให้ใช้ตรา GI ไทยบนผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายเป็นเวลา 2 ปี เมื่อครบอายุสามารถยื่นขอให้มีการตรวจประเมินรอบใหม่เพื่อขอใช้ตรา GI ได้อย่างต่อเนื่อง โดยจะเป็นหลักประกันให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าสินค้า GI นั้นมีการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มข้นและสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตที่แท้จริงได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการผลิตชามไก่ในจังหวัดลำปางเริ่มต้นในช่วงปี 2500 หลังจากมีการพบแหล่งแร่ดินขาวคุณภาพดีในอำเภอแจ้ห่ม ซึ่งเหมาะกับการทำเซรามิก โดยชาวจีนได้ร่วมกันก่อตั้งโรงงานแห่งแรกในจังหวัด และถ่ายทอดวัฒนธรรมการปั้นดินเผาจนเป็นที่แพร่หลายมาถึงปัจจุบัน โดยชามไก่ลำปาง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น GI ตั้งแต่ปี 2554 เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีคุณลักษณะโดดเด่น และมีชื่อเสียง เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์และภูมิปัญญาการผลิตในพื้นที่ ซึ่งกระบวนการผลิตตามที่ขึ้นทะเบียน GI ไว้ จะครอบคลุมผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาประเภทเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร และผลิตในพื้นที่จังหวัดลำปางเท่านั้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยมีขั้นตอนสำคัญในการผลิต คือ 1.ใช้วัตถุดิบหลักเฉพาะถิ่น ไม่ใช่ดินทั่วไป แต่ต้องเป็นดินขาวลำปางผสมกับดินดำ และวัตถุดิบอื่น ได้แก่ หินฟันม้า และทรายแก้ว จะได้เนื้อดินที่มีความเหนียวและแข็งแกร่งคงรูป 2.กระบวนการผลิตตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ขึ้นรูปด้วยเครื่องปั้น Jiggering ใช้มีดและฟองน้ำตกแต่งชิ้นงาน จากนั้นนำไปผึ่งให้แห้งหรือเผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส 3.การวาดด้วยมือเป็นลวดลายไก่ ต้นกล้วย และดอกโบตั๋น อยู่ร่วมกัน โดยใช้สีสำเร็จรูปที่ได้มาตรฐาน แล้วนำไปเคลือบ โดยน้ำเคลือบมีส่วนผสมของหินฟันม้า ทรายแก้ว ดินขาว และหินปูน จากนั้นนำไปเผาอีกครั้งที่อุณหภูมิ 1,200&ndash;1,250 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6&ndash;9 ชั่วโมง ส่งผลให้เนื้อเซรามิกมีสีขาวนวลตามธรรมชาติ สีสันลวดลายติดทน มีคุณภาพและมีอายุการใช้งานยาวนาน เพราะผ่านกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพตามข้อกำหนดของสินค้า GI&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608136512bd43d9caa6e02c990b0a82652dca163011.jpg' type='image/jpg' length='426627' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ผนึก สสว. จัดงาน Thai Tapioca Nexus 2026 ตั้งเป้าค้าขาย 2,600 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180322</link>
<guid isPermaLink="false">b0dbb3c5a5c47c1e1cce804899028a56</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 16:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/10 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ผนึก สสว. จัดงาน Thai Tapioca Nexus 2026 ตั้งเป้าค้าขาย 2,600 ล้าน<br />
กรมการค้าต่างประเทศผนึกกำลัง สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงาน &ldquo;Thai Tapioca Nexus 2026 : มันสำปะหลังไทย เชื่อมความเชื่อมั่นสู่สากล&rdquo; มีผู้ร่วมงานทั้งไทยและต่างชาติกว่า 300 ราย ที่เดินทางมาร่วมเชื่อมโยงเครือข่าย สร้างโอกาสทางการค้า ตั้งเป้าเกิดมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2,600 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงาน &ldquo;Thai Tapioca Nexus 2026 : มันสำปะหลังไทย เชื่อมความเชื่อมั่นสู่สากล&rdquo; ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของ สสว. โดยมีนายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิด และมีผู้เข้าร่วมงานทั้งไทยและต่างชาติกว่า 300 ราย ที่เดินทางมาร่วมเชื่อมโยงเครือข่าย สร้างโอกาสทางการค้า และยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยสู่ตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจัดงานในครั้งนี้ จะเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ SME ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และคู่ค้าจากต่างประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และมุมมองด้านการตลาด ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ควบคู่กับการสร้างสมดุลการส่งออก<br />
นางอารดากล่าวว่า ในโลกการค้ายุคใหม่ คู่ค้าไม่ได้สนใจเพียงคุณภาพของสินค้า แต่ยังให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างความไว้วางใจทางการค้าในระยะยาว ประเทศไทยจึงมีศักยภาพในการต่อยอดจุดแข็งด้านการผลิต การแปรรูป เทคโนโลยี และระบบมาตรฐาน ไปสู่ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมูลค่าสูง ที่ตอบโจทย์ตลาดโลกและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการขับเคลื่อนตามแนวทาง BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลด Carbon Footprint และสนับสนุนการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยภายใต้แนวคิด ต่อยอดคุณค่า สู่อนาคตที่ยั่งยืน ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ คือ คุณภาพนำ-ความเชื่อมั่นหนุน-นวัตกรรมขับเคลื่อน (Quality-Confidence-Innovation) โดยยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน สร้างความไว้วางใจด้วยระบบที่ตรวจสอบได้ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ พร้อมใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของมันสำปะหลังไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ภายในงานมีการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ &ldquo;มันสำปะหลังไทยสู่เวทีโลก : เสริมความมั่นคงของอุปทาน สร้างนวัตกรรม เปิดประตูสู่โอกาสการค้า&rdquo; โดย ดร.ดุสิต พิทยาธิคุณ นายกสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย ดร.เกื้อกูล ปิยะจอมขวัญ ผู้เชี่ยวชาญด้านแป้งมันสำปะหลัง รศ.ดร.ปราโมทย์ แพงคำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และ รศ.ดร.สุภาภรณ์ เกียรติสิน ประธานคณะกรรมการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีไทยระหว่างประเทศ สมาพันธ์ SME ไทย ซึ่งผู้เข้าร่วมงานได้รับฟังมุมมองและแนวทางเกี่ยวกับการยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยด้วยนวัตกรรม และการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้สามารถขยายโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศได้อย่างเข้มแข็ง อีกทั้งยังมีการบรรยายในหัวข้อ &ldquo;Shaping the Future of Tapioca: Advances in Breeding, Smart Farming, Starch Innovation, and Sustainability&rdquo; โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างชาติที่มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ เกษตรอัจฉริยะ นวัตกรรมแป้งมันสำปะหลัง ไปจนถึงแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมนิทรรศการที่แสดงศักยภาพอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ควบคู่กับการจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้นำเข้าต่างชาติ<br />
สำหรับงานครั้งนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 300 ราย รวมถึงผู้นำเข้าจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และฮ่องกง ซึ่งล้วนเป็นตลาดสำคัญที่มีศักยภาพในการนำผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยไปต่อยอดในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยภายในงาน ได้มีการจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจจำนวนประมาณ 60 คู่ ซึ่งคาดว่าการจัดงานครั้งนี้ จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 2,600 ล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงคู่ค้ารายใหม่ ขยายตลาด และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ การจัดงาน ยังเป็นการต่อยอดแผนส่งเสริมตลาดเชิงรุกของกรมในตลาดสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเจรจากับผู้นำเข้า ณ เมืองฟุกุโอกะ และกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น การจับคู่ธุรกิจ ณ นครฉงชิ่ง ประเทศจีน การเปิดตลาดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในเยอรมนี การรักษาผลประโยชน์ทางการค้าในสหรัฐฯ ซึ่งสินค้าแป้งมันสำปะหลังไทยยังคงได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามมาตรา 301 ในอัตรา 0% ตลอดจนการผลักดันการใช้มันสำปะหลังไทยในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สถานการณ์การค้ามันสำปะหลังไทยในช่วงครึ่งปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีปริมาณ 2.52 ล้านตัน มูลค่า 38,003.15 ล้านบาท แม้การส่งออกจะชะลอตัวลงจากข้อจำกัดด้านปริมาณวัตถุดิบและการแข่งขันด้านราคาจากสินค้าทดแทนอย่างข้าวโพดในตลาดโลก แต่กรมคาดการณ์ว่าภาพรวมการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2569 มีแนวโน้มทยอยปรับตัวดีขึ้น ตามภาวะอุปสงค์ในตลาดคู่ค้าสำคัญ ประกอบกับการบริหารจัดการด้านวัตถุดิบและการปรับตัวของผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ขณะเดียวกัน กรมจะเดินหน้าขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรักษาฐานคู่ค้า ขยายตลาดศักยภาพ และผลักดันการใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260813d3d9446802a44259755d38e6d163e820162800.jpg' type='image/jpg' length='588289' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​วัตถุดิบ พลังงาน ค่าขนส่งขึ้น ดันดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือน ก.ค.69 เพิ่ม 5.8%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180321</link>
<guid isPermaLink="false">f45b825821b15d49ee1c3000753c0969</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 16:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/9 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​วัตถุดิบ พลังงาน ค่าขนส่งขึ้น ดันดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือน ก.ค.69 เพิ่ม 5.8%<br />
สนค.เผยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือน ก.ค.69 เพิ่ม 5.8% จากราคาวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่งสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น กระทบสินค้าทุกหมวดปรับราคาเพิ่มขึ้น ทั้งไม้และผลิตภัณฑ์ ซีเมนต์ คอนกรีต เหล็กและผลิตภัณฑ์ กระเบื้อง วัสดุฉาบผิว สุขภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา และวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ คาด ส.ค.69 ยังขยับต่อ เหตุความขัดแย้งยังรุนแรง ราคาทองแดงเพิ่ม และความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้างภาครัฐและสาธารณูปโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน ก.ค.2569 เท่ากับ 112.8 เพิ่มขึ้น 5.8% โดยมีสาเหตุสำคัญจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่ง ปรับสูงขึ้นจากผลกระทบสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้สินค้าทุกหมวดปรับตัวสูงขึ้น ทั้งไม้และผลิตภัณฑ์ ซีเมนต์ คอนกรีต เหล็กและผลิตภัณฑ์ กระเบื้อง วัสดุฉาบผิว สุขภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา และวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เช่น ยางมะตอย หิน ดิน ทราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยรายละเอียดดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เพิ่ม 4.7% จากการสูงขึ้นของไม้แบบ บานหน้าต่าง บานประตู จากราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน หมวดซีเมนต์ เพิ่ม 0.2% จากการสูงขึ้นของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ และปูนกาวซีเมนต์ เนื่องจากมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างของภาครัฐ หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต เพิ่ม 9.3% จากคอนกรีตผสมเสร็จ คานคอนกรีตสำเร็จรูป พื้นคอนกรีตสำเร็จรูปอัดแรง และท่อระบายน้ำคอนกรีต เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (ซีเมนต์ หิน ทราย) และค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง<br />
หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก เพิ่ม 0.2% จากการสูงขึ้นของเมทัลชีท ชีทไพล์เหล็ก ท่อเหล็กดำ และลวดเหล็กเสริมคอนกรีตอัดแรง เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (บิลเล็ต เศษเหล็ก) สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หมวดกระเบื้อง เพิ่ม 3.2% จากการสูงขึ้นของกระเบื้องเคลือบปูพื้น และกระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคาเนื่องจากราคาพลังงาน (ก๊าซธรรมชาติ) และวัตถุดิบ (สารเคลือบ แร่ซิลิกา) ปรับสูงขึ้น หมวดวัสดุฉาบผิว เพิ่ม 1.8% จากการสูงขึ้นของสีน้ำอะคริลิคทาภายนอก สีเคลือบน้ำมัน และสีทาเคลือบพื้น Epoxy สูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ (ผงสี อีพ็อกซีเรซิน ตัวทำละลาย) หมวดสุขภัณฑ์ เพิ่ม 2.6% จากการสูงขึ้นของกระจกเงา ราวแขวนผ้าติดผนัง และที่ปัสสาวะเซรามิก เนื่องจากกระบวนการผลิตใช้พลังงานในปริมาณสูงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับเพิ่มขึ้น</p>

<p>หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา เพิ่ม 12.6% จากการสูงขึ้นของสายไฟทุกชนิด อาทิ สายเคเบิล THW สายส่งกำลังไฟฟ้า NYY และสายไฟฟ้า VCT ตามราคาวัตถุดิบหลัก (ทองแดง) ในตลาดโลกที่ปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสายไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูง และท่อพีวีซีสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบ (เม็ดพลาสติก) สูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เพิ่ม 13.0% จากการสูงขึ้นของยางมะตอยที่ราคาปรับตามราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่สถานการณ์ยังคงมีความรุนแรงและความไม่แน่นอน และวัสดุธรรมชาติ (หิน ดิน ทราย) ราคาสูงขึ้นตามต้นทุนค่าเชื้อเพลิงสำหรับใช้ในเครื่องจักร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างในเดือน ส.ค.2569 คาดว่า จะยังขยายตัวต่อเนื่อง จากหลายปัจจัย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค (ตะวันออกกลาง และรัสเซีย&ndash;ยูเครน) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันและราคาพลังงานมีความผันผวนสูง ราคาทองแดงในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง จากความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและการก่อสร้าง Data Center เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาของสายไฟฟ้าทุกชนิดปรับราคาสูงขึ้น และความต้องการใช้สินค้าวัสดุก่อสร้างในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโครงการด้านสาธารณูปโภคของภาครัฐ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026081345c48cce2e2d7fbdea1afc51c7c6ad26162552.jpg' type='image/jpg' length='419885' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เตือนนักสร้างสรรค์ ทำผลงานเพลงโดยใช้ AI ระวังละเมิดลิขสิทธิ์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180320</link>
<guid isPermaLink="false">2f92ac99fdd4eeaf1680f2794ddb092b</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 16:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/8 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เตือนนักสร้างสรรค์ ทำผลงานเพลงโดยใช้ AI ระวังละเมิดลิขสิทธิ์<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเตือนผู้นำเพลงมีลิขสิทธิ์มาใช้ AI เปลี่ยนเสียงร้อง สร้างทำนองใหม่ หรือสร้างเพลงใหม่ โดยใช้ผลงานเพลงเดิมมาเป็นต้นแบบ และนำเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย อาจเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ และต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับเจ้าของผลงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันนิยมนำผลงานเพลงอันมีลิขสิทธิ์มาใช้ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างสรรค์ผลงานหรือเนื้อหารูปแบบใหม่ เช่น การเปลี่ยนเสียงศิลปินในเพลงต้นฉบับด้วย AI การรีมิกซ์เพลงด้วย AI การสร้างเพลงใหม่ด้วย AI และเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Youtube TikTok Facebook ซึ่งการกระทำดังกล่าว อาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ และจะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้แก่เจ้าของผลงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยรูปแบบการละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น การนำเพลงต้นฉบับ ซึ่งยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์มาใช้เป็นข้อมูลให้ AI เปลี่ยนเสียงศิลปิน โดยยังคงองค์ประกอบสำคัญของเพลง เช่น ทำนอง คำร้อง หรือดนตรีไว้ การดำเนินการดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการทำซ้ำ และ/หรือการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ เนื่องจากระบบ AI อาจต้องมีการทำสำเนาหรือประมวลผลไฟล์เพลงในระหว่างกระบวนการทำงาน ดังนั้น หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่เข้าข้อยกเว้น อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์<br />
กรณีนำไปรีมิกซ์เพลงด้วย AI ซึ่งเป็นการนำองค์ประกอบของเพลงต้นฉบับ เช่น เสียงร้อง ดนตรี ทำนอง หรือองค์ประกอบอื่นของเพลง มาเรียบเรียงหรือปรับเปลี่ยนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนจังหวะ คีย์ แนวดนตรี หรือโครงสร้างของเพลง จนเกิดเป็นผลงานในรูปแบบใหม่ โดยหากมีการนำสาระสำคัญของผลงานเดิมมาใช้ ก็อาจเข้าลักษณะเป็นการทำซ้ำและ/หรือการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์</p>

<p>ส่วนการสร้างเพลงใหม่ด้วย AI โดยใช้ผลงานเพลงที่ยังได้รับความคุ้มครองเป็นต้นแบบหรือข้อมูลอ้างอิง อาจก่อให้เกิดประเด็นเกี่ยวกับการทำซ้ำหรือการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ ซึ่งหากผลลัพธ์ของเพลงที่ได้ ยังคงมีการนำสาระสำคัญหรือองค์ประกอบอันเป็นลักษณะเฉพาะของผลงานเดิมมาใช้ จนสามารถรับรู้ถึงความเชื่อมโยงกับผลงานต้นฉบับอยู่</p>

<p>&ldquo;การพิจารณาว่าเข้าข่ายเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและลักษณะของผลงานที่สร้างขึ้นเป็นรายกรณี แต่กรมขอแนะนำว่าการใช้เทคโนโลยี AI สร้างสรรค์ผลงานเพลง ควรระมัดระวังและเคารพสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยควรตรวจสอบสถานะของลิขสิทธิ์ที่แท้จริง แต่การนำผลงานเพลงมาใช้ร่วมกับ AI ไม่ได้หมายความว่าจะต้องชำระค่าลิขสิทธิ์ในทุกกรณี ขึ้นอยู่กับว่าการใช้ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทำซ้ำ การดัดแปลง การเผยแพร่ต่อสาธารณชน หรือสิทธิ์อื่น ๆ หรือไม่ หากเกี่ยวข้องต้องขออนุญาต และอาจต้องชำระค่าตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ การนำผลงานเพลงมาใช้ โดยไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ก็ต่อเมื่อผลงานเพลงสิ้นสุดอายุการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์แล้ว โดยผลงานดังกล่าวจะตกเป็นสาธารณสมบัติ ซึ่งบุคคลทั่วไปนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เดิม แต่การใช้ประโยชน์ดังกล่าว ยังต้องคำนึงถึงสิทธิ์อื่นที่อาจยังคงได้รับความคุ้มครองด้วย เช่น สิทธิในสิ่งบันทึกเสียง งานดัดแปลง หรือผลงานอื่นที่มีการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่จากผลงานเดิมและอาจยังอยู่ภายในอายุความคุ้มครองได้<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260813c9f0f895fb98ab9159f51fd0297e236d162336.jpg' type='image/jpg' length='192330' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ชวนผู้ประกอบการ สร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ เข้ารับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180055</link>
<guid isPermaLink="false">4426d5d2ec44dedffc0ff66fbdea0c8b</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 09:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/7 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>กรมพัฒน์ชวนผู้ประกอบการ สร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ เข้ารับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชวนผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี สร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ ด้วยการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี เพื่อยกระดับคุณภาพสำนักงานบัญชีสู่มาตรฐานสากล และสร้างทางเลือกให้กับลูกค้าได้ใช้บริการสำนักงานบัญชีที่มีมาตรฐานการให้บริการ เผยล่าสุดมีสำนักงานบัญชีคุณภาพแล้ว 195 แห่งทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมขอเชิญชวนผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี สร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจด้วยการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี เพราะการได้รับการรับรองเป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพ จะเป็นการส่งเสริมและพัฒนาสำนักงานบัญชีให้มีการจัดทำบัญชีแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น เป็นการยกระดับคุณภาพสำนักงานบัญชีไทยสู่มาตรฐานสากล ตลอดจนสร้างทางเลือกให้ลูกค้าได้มีโอกาสใช้บริการของสำนักงานบัญชีที่มีมาตรฐานการให้บริการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบการสำนักงานบัญชี ที่สนใจเข้าร่วมการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชีกับกรม ต้องมีคุณสมบัติ ได้แก่ 1.ประกอบกิจการด้านการจัดทำบัญชีมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี 2.ให้บริการรับทำบัญชีแก่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ.2543 จำนวนไม่น้อยกว่า 15 ราย 3.มีหัวหน้าสำนักงานที่ปฏิบัติงานเต็มเวลาในสำนักงานบัญชีมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี มีวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีทางการบัญชีหรือเทียบเท่า หรือได้รับประกาศนียบัตร หรือวุฒิการศึกษาอื่นเทียบเท่าระดับปริญญาตรีสาขาวิชาการบัญชีที่สภาวิชาชีพบัญชีรับรอง มีประสบการณ์ด้านการจัดทำบัญชีไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีไว้ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า<br />
4.มีผู้ช่วยทำบัญชีที่ปฏิบัติงานเต็มเวลาในสำนักงานบัญชีมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี มีคุณวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีทางการบัญชีหรือเทียบเท่าที่สภาวิชาชีพบัญชีรับรอง อย่างน้อย 1 คน 5.เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ และได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ตามที่กฎหมายกำหนดในปีภาษีก่อนยื่นขอการรับรอง 6.ในกรณีที่สำนักงานบัญชีจัดตั้งในรูปแบบคณะบุคคลหรือนิติบุคคล ผู้เป็นเจ้าของ ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือกรรมการ แล้วแต่กรณี ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านให้บริการรับทำบัญชีต้องมีคุณสมบัติตามข้อ 4 (3) ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนผู้ประกอบการสำนักงานบัญชีที่ผ่านขั้นตอนการรับรองคุณภาพแล้ว จะได้สิทธิประโยชน์ ดังนี้ 1.ได้รับหนังสือรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี (Certificate) จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 2.ได้รับการเผยแพร่ชื่อและที่ตั้งของสำนักงานบัญชีให้สาธารณชนได้รับทราบ 3.ได้รับการแนะนำสำนักงานบัญชีคุณภาพแก่นิติบุคคลที่จัดตั้งใหม่ 4.สามารถใช้เครื่องหมายรับรองตลอดอายุของหนังสือรับรอง 5.หัวหน้าสำนักงานบัญชี หุ้นส่วนผู้จัดการ หรือกรรมการในสำนักงานบัญชีคุณภาพ สามารถเป็นบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดลงลายมือชื่อต่อหน้าได้ และยังสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการในการดำเนินการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) ได้ 6.ได้รับความเชื่อถือในผลงานการให้บริการของสำนักงานบัญชี ทั้งจากหน่วยงานของภาครัฐ และภาคเอกชน 7.ได้รับการส่งเสริมและพัฒนา เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 8.เป็นพันธมิตรในการจัดทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับกรม และเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการ เช่น ในกรณีที่ภาครัฐต้องการประชาสัมพันธ์ข่าวสารข้อมูล หรือกฎระเบียบสู่ผู้ประกอบการ รวมทั้ง สะท้อนความต้องการของผู้ประกอบการสู่ภาครัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.2569) มีสำนักงานบัญชีคุณภาพที่ผ่านเกณฑ์การรับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว จำนวน 195 แห่ง แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 71 แห่ง ปริมณฑล 35 แห่ง ภาคเหนือ 20 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14 แห่ง ภาคกลาง (ไม่รวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล) 3 แห่ง ภาคตะวันออก 28 แห่ง ภาคตะวันตก 5 แห่ง และภาคใต้ 19 แห่ง เมื่อเทียบกับจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งประเทศ 1,009,681 ราย (ข้อมูล ณ 31 ก.ค.2569) โอกาสทางการตลาดของสำนักงานบัญชีคุณภาพจึงยังมีอยู่อีกมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้ประกอบการสำนักงานบัญชีที่สนใจเข้ารับการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนส่งเสริมพัฒนาสำนักงานบัญชีคุณภาพ กองกำกับบัญชีธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร 0 2547 5981, 0 2547 4414 e-Mail: accountingdbd@hotmail.com, Call Center 1570 และเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608138f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543092819.jpg' type='image/jpg' length='121953' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP จัดแข่งทำอาหารไทยในจีน กระตุ้นการบริโภค ดึงคนเข้าร้าน Thai SELECT]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180054</link>
<guid isPermaLink="false">663086cf36b53adabc60f63da0159b43</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 09:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>DITP จัดแข่งทำอาหารไทยในจีน กระตุ้นการบริโภค ดึงคนเข้าร้าน Thai SELECT<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลจัดกิจกรรมการแข่งขันทำอาหารไทย เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยและตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในตลาดจีน ประสบความสำเร็จเกินคาด สามารถสร้างการรับรู้ กระตุ้นการบริโภคอาหารไทย และรู้จักร้านอาหาร Thai SELECT เพิ่มมากขึ้น</p>

<p>น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.ประภาพร ศรีเหรา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยและตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในตลาดจีน ที่ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างการรับรู้ กระตุ้นให้มีการบริโภคอาหารไทย และรู้จักร้านอาหาร Thai SELECT เพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ได้จัด &ldquo;การแข่งขันทำอาหารไทย&rdquo; ณ 1906 Young Town Plaza เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อถ่ายทำรายการ &ldquo;Wo Ai Fan Xun Wei ตามหาความอร่อย&rdquo; ทางสถานีโทรทัศน์กวางตุ้ง ในเทปพิเศษสำหรับประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ที่มุ่งนำเสน่ห์ของอาหารไทยและร้านอาหาร Thai SELECT เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคจีนในวงกว้างผ่านสื่อโทรทัศน์ ควบคู่กับการสร้างกระแสบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมของจีน โดยมีวัฒนธรรมด้านอาหารไทยมาเป็นสื่อกลางในการสร้างประสบการณ์และการรับรู้เกี่ยวกับ Thai SELECT ให้แก่ผู้บริโภคจีน ผ่านรูปแบบรายการบันเทิงและการแข่งขันทำอาหารที่เข้าใจง่าย สนุก และเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เห็นขั้นตอนการปรุงอาหารไทย รวมถึงการใช้เครื่องปรุงและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับอาหารไทยอย่างใกล้ชิด<br />
สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากกงสุลใหญ่ ณ นครกวางโจว ร่วมเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์ มีผู้อำนวยการ และผู้ช่วยผู้อำนวยการ สคต. ณ เมืองกวางโจว เป็นกรรมการฝ่ายไทย พร้อมด้วยผู้บริหารงาน Guangzhou Premium Food Week และประธานและกรรมการผู้จัดการของ 1906 Young Town Plaza ร่วมเป็นกรรมการฝ่ายจีน และยังมีผู้แทนจากร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ จำนวน 2 ร้าน ผู้แทนศูนย์การค้า 8 ราย และผู้แทนสมาคมที่เกี่ยวข้อง 2 ราย เข้าร่วมกิจกรรม สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยและพันธมิตรจีนในการร่วมกันประชาสัมพันธ์อาหารไทยและร้านอาหารไทยในตลาดจีน ตลอดจนได้รับความสนใจจากผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่อยู่ภายในบริเวณ 1906 Young Town Plaza เป็นจำนวนมาก ช่วยสร้างบรรยากาศการประชาสัมพันธ์อาหารไทยให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในพื้นที่โดยตรง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยไฮไลต์ของงาน เป็นกิจกรรมการแข่งขันทำอาหารไทยในรูปแบบรายการโทรทัศน์ นำเมนูอาหารไทยยอดนิยมและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT มาเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน พร้อมเปิดโอกาสให้เชฟไทยจากร้าน Thai SELECT และเชฟจีนที่มีประสบการณ์ด้านอาหารไทยร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และเอกลักษณ์อาหารไทยสู่ผู้ชมชาวจีน โดยรูปแบบการแข่งขันดังกล่าว ไม่เพียงสร้างความสนุกสนานให้แก่รายการ แต่ยังช่วยถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารไทยผ่านประสบการณ์จริงของผู้เข้าแข่งขันและเชฟ ทำให้ผู้ชมชาวจีนสามารถทำความรู้จักอาหารไทยได้มากกว่าการเห็นภาพอาหารสำเร็จรูป โดยได้เห็นตั้งแต่การเลือกเครื่องปรุง วิธีการประกอบอาหาร ตลอดจนความพิถีพิถันในการสร้างรสชาติแบบไทย ซึ่งการนำกิจกรรมมาถ่ายทำเป็นรายการโทรทัศน์จีน จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการขยายการประชาสัมพันธ์ Thai SELECT จากกลุ่มผู้บริโภค ที่เข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่ ไปสู่ฐานผู้ชมของสื่อจีนในวงกว้าง และช่วยสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอาหารไทย&ndash;ร้านอาหารไทย&ndash;Thai SELECT ให้เป็นที่จดจำในกลุ่มผู้บริโภคจีนมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีมอบรางวัลทัวร์ประเทศไทยฟรี แก่ผู้โชคดีจากกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของร้าน Thai SELECT ในมณฑลกวางตุ้ง หูเป่ย และไห่หนาน จำนวน 32 ร้าน การจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคชาวจีนเข้าไปทดลองรับประทานอาหารไทยที่ร้าน Thai SELECT พร้อมสร้างการจดจำตราสัญลักษณ์ผ่านประสบการณ์จริงของผู้บริโภค<br />
ขณะเดียวกัน ทูตพาณิชย์ยังเดินหน้าขยายการรับรู้เกี่ยวกับร้านอาหาร Thai SELECT ผ่าน KOLและอินฟลูเอนเซอร์จีนอย่างต่อเนื่อง โดยนำเสนอคลิปวิดีโอและเนื้อหาเกี่ยวกับร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในมณฑลกวางตุ้ง หูเป่ย และไห่หนาน ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สำคัญของจีน ได้แก่ Douyin, Xiaohongshu (RedNote) และ Weibo</p>

<p>&ldquo;การสร้างการรับรู้ผ่านสื่อท้องถิ่นและแพลตฟอร์มออนไลน์จีน ถือเป็นช่องทางสำคัญในการนำอาหารไทยเข้าไปอยู่ใกล้กับผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเสนอในรูปแบบคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคสามารถรับชม แชร์ ค้นหาข้อมูลร้าน และนำไปสู่การทดลองใช้บริการจริง ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างการรับรู้ Thai SELECT ในพื้นที่มณฑลกวางตุ้ง หูเป่ย และไห่หนาน ผ่านการประสานพลังของร้านอาหารไทย พันธมิตรภาคธุรกิจ สื่อโทรทัศน์จีน ตลอดจน KOL และอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้สามารถสร้างกระแสอาหารไทย และ Thai SELECT ให้เข้าถึงผู้บริโภคจีนในวงกว้างและต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนภาพลักษณ์อาหารไทย และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ธุรกิจอาหารไทยในประเทศจีนในระยะยาว&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608131679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc092624.jpg' type='image/jpg' length='344240' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกอัญมณี มิ.ย.69 เพิ่ม 15.73% ทองคำวูบ 67.55% เหตุราคาลง เก็งกำไรลด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180053</link>
<guid isPermaLink="false">d85795d065c48d88527e745e823eaeb7</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 09:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 8.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​ส่งออกอัญมณี มิ.ย.69 เพิ่ม 15.73% ทองคำวูบ 67.55% เหตุราคาลง เก็งกำไรลด<br />
ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ มิ.ย.69 ไม่รวมทองคำ 881.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 15.73% ขยายตัว 4 เดือนติด ได้แรงหนุนจากหลายตลาดซื้อเพิ่ม เว้นสหรัฐฯ ที่ยังลด จากเร่งนำเข้าก่อนหน้า รวม 6 เดือน 8,253.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 11.58% เฉพาะทองคำส่งออก 371.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 67.55% เหตุราคาโลกลด แรงเก็งกำไรลดลง คาดแนวโน้มส่งออก ต้องจับตาผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ กระทบการค้า &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน มิ.ย.2569 มีมูลค่า 881.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.73% ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 หากรวมทองคำ มีมูลค่า 1,252.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 34.29% รวม 6 เดือนปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 8,253.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.58% รวมทองคำมูลค่า 16,916.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.74%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ เดือน มิ.ย.2569 มีมูลค่า 371.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 67.55% จากราคาทองคำตลาดโลกชะลอตัวลง และปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ทำให้แรงเก็งกำไรทองคำลดลง และรวม 6 เดือน ส่งออกทองคำ 8,663.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.99% โดยหากแยกการส่งออกแต่ละเดือน ม.ค.2569 มูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 136.16% ก.พ.2569 มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.22% มี.ค.2569 มูลค่า 1,799.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 24.28% เม.ย.2569 มูลค่า 1,216.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.27% และพ.ค.2569 มูลค่า 1,413.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 55.75%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออก อินเดีย เพิ่ม 0.08% ฮ่องกง เพิ่ม 9.32% เยอรมนี เพิ่ม 44.03% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 76.14% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 81.20% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 3.32% ญี่ปุ่น เพิ่ม 39.39% อิตาลี เพิ่ม 31.69% เบลเยี่ยม เพิ่ม 23.71% ส่วนสหรัฐฯ ลด 7.87% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าสำคัญ เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 60.46% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 20.01% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 2,272.02% เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 98.90% พลอยก้อน เพิ่ม 5.51% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 0.93% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 3.86% เพชรก้อน เพิ่ม 10.67% เพชรเจียระไน เพิ่ม 9.99% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 5.85%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ยังต้องจับตาผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 ที่มีการเก็บภาษี 12.5% และมีสินค้าไทยบางรายการที่ถูกเก็บภาษี ซึ่งจะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยเมื่อเทียบกับคู่แข่งลดลง และยังมีความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้ด้านกำลังการผลิต ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา รวมทั้งยังมีความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ที่กระทบต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก เพิ่มความไม่แน่นอนต่อการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม การที่กระทรวงพาณิชย์เร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทั้งกรอบไทย-สหภาพยุโรป (EU) อาเซียน-แคนาดา และเร่งเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ หากสำเร็จ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออก รวมถึงค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา สนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนแนวโน้มความต้องการสินค้า พบว่า ตลาดค้าปลีกสำคัญ อาทิ สหรัฐฯ อินเดีย และภูมิภาคเอเชีย ยังคงได้รับแรงหนุนที่แข็งแกร่งจากความต้องการสินค้าพรีเมียมและกลุ่มเพื่อการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับพลอยสี งานฝีมือมูลค่าเพิ่มสูง เพชรสีแฟนซีที่ราคาเฉลี่ยยังคงทรงตัวและเติบโตได้ดีในกลุ่ม Fancy Pink รวมทั้งเพชรรูปทรงแฟนซีคุณภาพสูง ตลอดจนแนวโน้มผู้บริโภคบางส่วนในตลาดหลักที่เริ่มหันกลับมาให้ความสนใจเพชรธรรมชาติเพิ่มขึ้น แต่ผู้บริโภคในตลาดระดับกลางอาจชะลอการสั่งซื้อหรือปรับเปลี่ยนไปสู่สินค้าทางเลือกที่มีระดับราคาเข้าถึงง่ายกว่า เช่น เครื่องประดับชุบทอง และกลุ่มเครื่องประดับทองที่มีค่าความบริสุทธิ์ลดลง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260813e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5092419.jpg' type='image/jpg' length='158738' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[จดเครื่องหมายการค้าผ่าน Fast Track ครึ่งปี 69 พุ่ง 15,276 คำขอ เพิ่ม 21.9%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180052</link>
<guid isPermaLink="false">e21b21283f3e827f27eab22c311913bc</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 09:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 12.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>จดเครื่องหมายการค้าผ่าน Fast Track ครึ่งปี 69 พุ่ง 15,276 คำขอ เพิ่ม 21.9%<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยสถิติการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านช่องทาง Fast Track ที่จะทราบผลการพิจารณาภายใน 3-6 เดือน ช่วง 6 เดือน ปี 69 มีจำนวน 15,276 คำขอ เพิ่มขึ้น 21.9% ส่วนการเปิดใช้ระบบ Image Search และ Trademark Checker ตั้งแต่ ก.พ.69 มีผู้ใช้บริการแล้วกว่า 9 แสนครั้ง ยันเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อเนื่อง เสริมความเข้มแข็งแบรนด์ไทย พร้อมช่วยปกป้องการถูกละเมิดในต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่กรมได้เปิดให้บริการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านช่องทาง Fast Track ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ประกอบการใช้บริการแล้วกว่า 115,817 ราย และในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า Fast Track ในไทยทุกรูปแบบรวมทั้งสิ้น 15,276 คำขอ เพิ่มขึ้น 21.9% และจำนวนคำขอ Fast Track ดังกล่าวคิดเป็น 64% ของคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทยทั้งหมด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้เปิดช่องทาง Fast Track เพื่อเร่งรัดการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยผู้ประกอบการจะทราบผลการพิจารณาภายในระยะเวลา 3&ndash;6 เดือน นับจากวันที่ยื่นคำขอ โดยแบ่งบริการ Fast Track ออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.Fast Track 3 เดือน สำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่มีหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน SME จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยคำขอระบุรายการสินค้าไม่เกิน 50 รายการ รวมถึงผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องใช้หนังสือรับรองการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อขอใบอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ คำขอระบุรายการสินค้าไม่เกิน 10 รายการ 2.Fast Track 4 เดือน สำหรับผู้ประกอบการที่มีแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดในประเทศและต่างประเทศ หรือผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ คำขอระบุรายการสินค้าไม่เกิน 10 รายการ และ 3.Fast Track 6 เดือน สำหรับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ระบุรายการสินค้าหรือบริการได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ คำขอระบุรายการสินค้าไม่เกิน 50 รายการ<br />
ขณะเดียวกัน กรมยังเปิดให้บริการ Renewal Fast Track เพื่ออำนวยความสะดวกในการต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยผู้ประกอบการที่มายื่นคำขอต่ออายุ ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา สามารถรอรับหนังสือสำคัญแสดงการต่ออายุเครื่องหมายการค้าได้ภายในวันเดียวกัน สำหรับผู้ที่ยื่นคำขอต่ออายุผ่านระบบ e-Filing จะได้รับหนังสือสำคัญในวันทำการถัดไป รวมทั้งมีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในระบบ Image Search และ Trademark Checker เพื่อช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบความเหมือนคล้ายเครื่องหมายการค้าได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยคัดกรองคำขอให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยตั้งแต่เปิดใช้บริการเมื่อเดือน ก.พ.2569 มีผู้ใช้บริการกว่า 9 แสนครั้ง ซึ่งเป็นบริการที่ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำเครื่องหมายการค้าไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว กรมยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงานด้านเครื่องหมายการค้า ผ่านการอบรมหลักสูตรการบริหารจัดการเครื่องหมายการค้าอย่างมืออาชีพ (Trademark Professional) โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะด้านการจัดทำคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศ เทคนิคการออกแบบเครื่องหมายการค้าให้สามารถจดทะเบียนได้ การใช้เครื่องมือ Image Search และ Trademark Checker ช่วยตรวจสอบและวิเคราะห์ความเหมือนคล้ายเครื่องหมายการค้าเบื้องต้นด้วยตนเอง การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศผ่านระบบมาดริด (Madrid System) ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในประเทศภาคีสมาชิกที่มีอยู่กว่า 132 ประเทศผ่านการยื่นคำขอเพียงครั้งเดียว การบริหารจัดการแบรนด์และเครื่องหมายการค้าอย่างมืออาชีพ การใช้เครื่องหมายการค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าแบรนด์และขยายตลาดสู่ต่างประเทศกลยุทธ์ ตลอดจนการคุ้มครองและป้องกันการละเมิดเครื่องหมายการค้า โดยช่วงครึ่งปี 2569 มีตัวแทนเครื่องหมายการค้าและผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรมและได้รับประกาศนียบัตรจากกรมแล้ว 51 ราย และกรมเตรียมจัดอบรมหลักสูตร Trademark Professional ครั้งที่ 2 ในวันที่ 24-26 ส.ค.2569 ณ โรงแรมเบส เวสเทิร์น จตุจักร โดยเปิดรับผู้เข้าอบรมจำนวน 50 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการปกป้องสิทธิ์เครื่องหมายการค้าของคนไทยในต่างประเทศ กรมได้ดำเนินโครงการ Trademark Monitor ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีผู้ประกอบการไทยให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 100 ราย เพื่อรับบริการเฝ้าระวังและแจ้งเตือน หากมีการนำเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของผู้ประกอบการไทยไปจดทะเบียนในประเทศจีนและอาเซียนตลอดระยะเวลา 1 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจากการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนของปี 2569 กรมตรวจสอบพบผู้ประกอบการต่างชาติยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของคนไทย จำนวน 2 เครื่องหมาย ได้แก่ เครื่องหมาย &ldquo;เต่าบิน&rdquo; ของบริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการจดทะเบียนในกลุ่มรายการสินค้าเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ในประเทศเวียดนาม และเครื่องหมาย &ldquo;Cathy Doll&rdquo; ของบริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการจดทะเบียนในกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางในประเทศเวียดนามเช่นกัน กรมจึงได้เร่งแจ้งให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าไทยทราบ เพื่อดำเนินการยื่นคัดค้านการจดทะเบียนก่อนครบกำหนดการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายให้คำแนะนำเกี่ยวกับกระบวนการคัดค้านอย่างใกล้ชิด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน เครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทที่มีการยื่นขอจดทะเบียนมากที่สุดในไทย อาจสืบเนื่องจากเครื่องหมายการค้าถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการสร้างแบรนด์ในการดำเนินธุรกิจ โดยในปี 2568 กรมได้รับคำยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสูงถึง 55,668 คำขอ คิดเป็น 73.85% ของคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท ที่มี 75,381 คำขอ และการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 11 เดือน เนื่องจากมีคำขอจำนวนมากที่ระบุรายการสินค้าหรือบริการตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันรายการต่อ 1 คำขอ จึงส่งผลให้การตรวจสอบใช้เวลามากขึ้น แต่เมื่อกรมรับจดทะเบียนแล้ว เครื่องหมายนั้นจะได้รับความคุ้มครองโดยมีผลย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260813a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c092223.jpg' type='image/jpg' length='314862' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ผนึกพันธมิตรบุกหัวหิน เช็กบิลต่างชาติใช้นอมินีทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180051</link>
<guid isPermaLink="false">30841faa400bac5315facead9f7abc20</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 09:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 13.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ผนึกพันธมิตรบุกหัวหิน เช็กบิลต่างชาติใช้นอมินีทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำทีมปราบนอมินี บูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ตรวจค้นบริษัทเป้าหมาย 15 จุด ในพื้นที่อำเภอหัวหิน พบหลายรายใช้คนไทยเป็นกรรมการและถือหุ้น แต่ต่อมาเปลี่ยนโครงสร้าง เอาต่างชาติมาเป็นกรรมการและถือหุ้น แต่คงสัดส่วนหุ้นไม่ถึง 50% เพื่อให้ยังเป็นบริษัทไทย พบพิรุธผู้ถือหุ้น กรรมการไทยและต่างชาติ ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ตำรวจออกหมายจับต่างชาติ 45 ราย เรียกคนไทย 39 ราย รวม 33 คดี จับแล้ว 13 ราย มูลค่าเสียหาย 300 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ มล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมทีมปราบนอมินี กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ร่วมบูรณาการกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อตรวจค้น จับกุม ผู้กระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในลักษณะนอมินีที่ใช้คนไทยให้ความช่วยเหลือสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย</p>

<p>โดยผลการลงพื้นที่ พบบริษัทเป้าหมายหลายราย ได้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลโดยใช้คนไทยเป็นกรรมการและร่วมถือหุ้น 100% จากนั้นในช่วงเวลาต่อมาได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นภายใน 6 เดือน โดยเอาชาวต่างชาติเข้ามาเป็นกรรมการร่วมกับกรรมการคนไทย ทำให้สัดส่วนคนต่างชาติที่ถือหุ้นยังคงไม่ถึง 50% และสัดส่วนการถือหุ้นคนไทย (ที่เข้าข่ายนอมินี) อยู่ที่ 51% ทำให้นิติบุคคลยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย และยังพบว่า ทั้งผู้ถือหุ้นคนไทยและต่างชาติไม่รู้จักและมีความเกี่ยวข้องกันมาก่อน ซึ่งผิดวิสัยในการทำธุรกิจอย่างมาก<br />
สำหรับการปฏิบัติการดังกล่าว เนื่องจากพบพฤติการณ์สะท้อนให้เห็นถึงการหลบเลี่ยงกฎหมาย ใช้การจดทะเบียนโดยใช้นอมินีคนไทยช่วยเหลือสนับสนุนให้ต่างชาติประกอบธุรกิจและถือครองและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งได้ตรวจค้นตามหมายค้น 15 จุด โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหมายจับต่างชาติ 45 ราย หมายเรียกคนไทย 39 ราย จับกุมตามหมายจับได้แล้ว 13 ราย รวมทั้งสิ้น 33 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท &nbsp;</p>

<p>นายพูนพงษ์กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2569 กรมได้มีคำสั่งยกระดับมาตรการเพิ่มความเข้มข้นในการจดทะเบียนจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงนิติบุคคลที่จะอาศัยนอมินีได้ยากขึ้น ทำให้การจดทะเบียนที่ใช้คนไทยร่วมถือหุ้นกับคนต่างชาติโดยคนต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% มีปริมาณลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบเพียงจำนวน 5 รายเท่านั้น และแม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่สูง กรมจะดำเนินการตรวจสอบและเฝ้าระวังป้องกันการจดทะเบียนและการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบคนไทยต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยความผิดในฐานใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) และผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งให้เลิกการประกอบธุรกิจหรือยุติการถือหุ้นที่ฝ่าฝืนกฎหมาย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260813eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3092033.jpg' type='image/jpg' length='210981' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP โชว์จัดงาน Thailand Content Market 2026 ครั้งแรก ยอดปัง 9,792.4 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180041</link>
<guid isPermaLink="false">30c8a2c6664687468dd5f8b43202c4dd</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 09:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 16.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​DITP โชว์จัดงาน Thailand Content Market 2026 ครั้งแรก ยอดปัง 9,792.4 ล้าน<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลจัดงาน Thailand Content Market 2026 ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่ตลาดโลก ประสบความสำเร็จเกินคาด เกิดมูลค่าเจรจาการค้ารวม 9,792.4 ล้านบาท สินค้าและบริการที่ได้รับความสนใจ มีทั้งภาพยนตร์ แอนิเมชัน ซีรีส์ Boys&rsquo; Love (BL) และ Girls&rsquo; Love (GL) โปรดักชัน เกม และคอนเทนต์เซอร์วิส</p>

<p>นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจ Thailand Content Market 2026 ระหว่างวันที่ 20-22 ก.ค.2569 ณ ศูนย์สิริกิติ์ ร่วมกับดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ว่า DITP ได้ร่วมกับ CEA และพันธมิตรภาคเอกชนในอุตสาหกรรม จัดงานนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่ตลาดโลก เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้ผลิตและเจ้าของคอนเทนต์ นักลงทุน ผู้ซื้อ แพลตฟอร์ม และพันธมิตรธุรกิจจากนานาประเทศ โดยผลการจัดงานประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย มีการเจรจาการค้ารวม 3 วัน ทั้งสิ้น 1,706 นัดหมาย เกิดมูลค่าเจรจาการค้ารวม 9,792.4 ล้านบาท หรือ 288.0 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นเกิดขึ้นทันที 265.7 ล้านบาท (7.8 ล้านเหรียญสหรัฐ) ภายใน 1 ปี 2,669.4 ล้านบาท (78.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) และภายใน 2-5 ปี 6,857.2 ล้านบาท (201.6 ล้านเหรียญสหรัฐ)</p>

<p>ทั้งนี้ ความสำเร็จของการจัดงาน Thailand Content Market 2026 สะท้อนบทบาทของ DITP และ CEA ในการสร้างระบบนิเวศธุรกิจคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับเครือข่ายระดับโลก พร้อมยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการซื้อขาย การลงทุน และการผลิตร่วมด้านคอนเทนต์ของภูมิภาค ทั้งการสร้างแพลตฟอร์มที่เอื้อต่อการจับคู่ธุรกิจ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ขยายตลาดส่งออกทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของไทย และเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยในตลาดโลกในระยะยาว<br />
โดยมูลค่าเจรจาการค้าแบ่งตามกิจกรรมในงาน ได้แก่ Bangkok International Digital Content Festival (BIDC) มูลค่า 2,108.5 ล้านบาท Bangkok International Content Market (BICM) มูลค่า 2,298.9 ล้านบาท Business Matching Area มูลค่า 1,948.0 ล้านบาท และคูหา Thailand Content Market (TCM) มูลค่า 3,526.9 ล้านบาท ส่วนสินค้าที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ ภาพยนตร์ แอนิเมชัน ซีรีส์ Boys&rsquo; Love (BL) และ Girls&rsquo; Love (GL) โปรดักชัน เกม และคอนเทนต์เซอร์วิส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนจำนวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน (Exhibitors) รวม 338 บริษัท แบ่งเป็นไทย 300 บริษัท ต่างชาติ 38 บริษัท (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอาเซียน) และมีจำนวนผู้เข้าชมงาน 3 วัน รวมทั้งสิ้น 6,731 ราย ประกอบด้วยคนไทย 5,694 ราย ต่างชาติ 1,037 ราย โดยชาวต่างประเทศที่เข้าชมงานมากที่สุด 10 ลำดับแรก จาก 69 ประเทศ ได้แก่ จีน 289 ราย ไต้หวัน 86 ราย เกาหลีใต้ 74 ราย ญี่ปุ่น 69 ราย สหรัฐฯ 57 ราย สิงคโปร์ 52 ราย อินโดนีเซีย 37 ราย มาเลเซีย 33 ราย เมียนมา 33 ราย และฮ่องกง 32 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การจัดงานในปีนี้ เป็นไปในเชิงบวกอย่างชัดเจน งานมีรูปแบบที่เหมาะสม มีเซ็กเตอร์ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมคอนเทนต์อย่างครบถ้วน มีผู้ซื้อ คู่ค้า และนักธุรกิจต่างประเทศจำนวนมากและเป็นตัวจริง ทั้ง Exhibitors และ Visitors โดยกรมมั่นใจว่าจะจัดงานต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้กลายเป็นงานหลักของภูมิภาคต่อไป&rdquo;นายพรวิชกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับความคืบหน้าในปี 2570 งาน Thailand Content Market มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1&ndash;3 ก.ค.2570 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และได้ยกระดับความยิ่งใหญ่ด้วยการขยายพื้นที่จัดงานเพิ่มเป็น 3 ฮอลล์ (Hall 1&ndash;3) รองรับกิจกรรมเจรจาการค้า (Business Matching) แบบเต็มรูปแบบ พร้อมไฮไลต์สำคัญกับการบูรณาการร่วมกับงาน Bangkok Rights Fair การเจรจาลิขสิทธิ์หนังสือและสิ่งพิมพ์เข้ามาเสริมทัพความแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับงานยักษ์ใหญ่เดิมอย่าง BIDC (ธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์) และ BICM (ธุรกิจคอนเทนต์) โดยมั่นใจว่า การจัดงานในปี 2570 จะได้รับความสนใจอย่างสูง ทั้งจากกลุ่มผู้จัดแสดง (Exhibitors) คู่ค้าและผู้ซื้อรายสำคัญ (Buyers) คนในแวดวงอุตสาหกรรม ตลอดจนประชาชนทั่วไป (Visitors) และยังได้รับการตอบรับและความสนใจอย่างต่อเนื่องจากพันธมิตรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ที่เตรียมตบเท้าเข้าร่วมออกงานและเปิดโต๊ะเจรจาธุรกิจ เพื่อร่วมผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260813c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c090519.jpg' type='image/jpg' length='756060' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีราคาผู้ผลิต ก.ค.69 เพิ่ม 7.3% เจอพลังงานกดดัน บาทอ่อนกระทบต้นทุนนำเข้า]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/180036</link>
<guid isPermaLink="false">b08e03798de4eef1f32452ddc325bb5e</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 09:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 14.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​ดัชนีราคาผู้ผลิต ก.ค.69 เพิ่ม 7.3% เจอพลังงานกดดัน บาทอ่อนกระทบต้นทุนนำเข้า<br />
สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิตของไทยเดือน ก.ค.69 เพิ่มขึ้น 7.3% ได้รับผลจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ทำต้นทุนค่าพลังงานและค่าขนส่งสูงตาม กระทบต่อต้นทุนการผลิตหลายอุตสาหกรรม และค่าเงินบาทอ่อน ทำวัตถุดิบนำเข้าราคาสูงขึ้น คาดเดือน ส.ค.69 ทรงตัวหรือปรับขึ้นเล็กน้อย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ก.ค.2569 เท่ากับ 113.8 เพิ่มขึ้น 7.3% เป็นผลสืบเนื่องจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ต้นทุนค่าพลังงานและด้านการขนส่งยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง กระทบต่อต้นทุนในภาคการผลิตของหลายอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการอ่อนค่าลงของเงินบาท ที่ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบนำเข้า ทำให้ต้นทุนของวัตถุดิบสูงขึ้น &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยรายละเอียดดัชนีราคาผู้ผลิตที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง เพิ่ม 8% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือก จากฐานราคาในปีก่อนที่ต่ำ หัวมันสำปะหลังสด จากปริมาณผลผลิตในตลาดที่มีน้อยตามการนำเข้าผ่านชายแดนที่ลดลง ยางพารา จากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องสูงขึ้น และผลปาล์มสด จากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลก สำหรับสินค้าที่ราคาปรับลดลง ได้แก่ สุกรมีชีวิต ไก่เนื้อมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากความต้องการบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม&nbsp;<br />
หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่ม 21.8% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก จากความกังวลด้านอุปทานอันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น สินแร่โลหะ จากอุปทานที่มีจำกัด ประกอบกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง จากความต้องการของภาคก่อสร้างรวมถึงต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง</p>

<p>หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่ม 6.9% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ราคาปรับสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่า จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี ราคาปรับสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบประกอบกับเงินบาทอ่อนค่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบเคมีบางประเภทเพิ่มขึ้น กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก จากความต้องการของตลาด ประกอบกับผลผลิตวัตถุดิบที่ได้ลดลง และต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ราคาปรับสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ (ทองคำ) ราคาปรับสูงขึ้นตามความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ส.ค.2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราคงที่หรือสูงขึ้นเล็กน้อยตามราคาพลังงานในตลาดโลกที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นตามความรุนแรงของสถานการณ์ความขัดแย้งระลอกใหม่ ส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และค่าขนส่งมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น รวมไปถึงการอ่อนค่าของเงินบาทที่เป็นปัจจัยสนับสนุนราคาสินค้าที่ผลิตเพื่อการส่งออก อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ประกอบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศปลายทางสำคัญ อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนในภาพรวมที่สูงขึ้นโดยไม่ปรับสินค้าไปอีกระยะหนึ่ง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260813c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b090121.jpg' type='image/jpg' length='102955' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​นบขพ.เคาะต่ออายุ กำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเดิม ดูแลเกษตรกร จนกว่าจะประกาศใหม่]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179796</link>
<guid isPermaLink="false">72fd650f9d9e128a28d9476442b4e261</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 08:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 7.jpg" style="width: 1000px; height: 665px;" /></p>

<p>​นบขพ.เคาะต่ออายุ กำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเดิม ดูแลเกษตรกร จนกว่าจะประกาศใหม่<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เห็นชอบขยายระยะเวลาการบังคับประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่หมดอายุตั้งแต่ 31 ก.ค.69 ออกไปจนกว่าจะมีประกาศฉบับใหม่ เพื่อไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ พร้อมมอบทุกฝ่ายหารือต้นทุน ให้สะท้อนราคาที่แท้จริงภายใน 31 ส.ค.69 ก่อนกำหนดราคาใหม่ และมอบ &ldquo;เกษตร&rdquo; ดูแลเกษตรกรตั้งแต่ต้นทาง</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ประจำปี 2568/69 ออกไปจนกว่าจะมีประกาศฉบับใหม่ โดยยังคงหลักเกณฑ์และโครงสร้างราคารับซื้อเดิมไว้ เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศด้านราคาและไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากการที่ประกาศเดิมสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา</p>

<p>สำหรับราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เดิม กำหนดให้ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สด ความชื้น 30% กิโลกรัมละ 7.05 บาท ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร และอุทัยธานี ส่วนจังหวัดอื่นเป็นไปตามโครงสร้างราคารับซื้อรายจังหวัด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แห้ง ความชื้น 14.5% กิโลกรัมละ 9.80 บาท หน้าโรงงานอาหารสัตว์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ปรับราคาตามระยะทาง ค่าขนส่ง และเกณฑ์หักลดน้ำหนักความชื้น<br />
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนข้อมูลต้นทุนการผลิตให้สะท้อนข้อเท็จจริงและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ภายในวันที่ 31 ส.ค.2569 โดยให้พิจารณาครอบคลุมต้นทุนของเกษตรกร ผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนและภาระของผู้ประกอบการ สถานการณ์ตลาด ความต้องการใช้ และวัตถุดิบทดแทน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแนวทางด้านราคาในระยะต่อไป</p>

<p>ขณะเดียวกัน มอบหมายให้สภาเกษตรกรแห่งชาติและสมาพันธ์ปศุสัตว์ฯ ร่วมชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การประกาศราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนการผลิตและการจำหน่ายได้อย่างเหมาะสม ขณะที่คณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์ด้านการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบทดแทน ให้ติดตามสถานการณ์ด้านราคา ปริมาณผลผลิต ความต้องการใช้ และวัตถุดิบทดแทนอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการพิจารณามาตรการด้านการนำเข้าให้เหมาะสมกับสถานการณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การประชุมครั้งนี้ ยังไม่สามารถกำหนดราคารับซื้อใหม่ได้ เนื่องจากข้อมูลต้นทุน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญยังมีข้อแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปจัดทำข้อมูลให้ชัดเจนก่อน ส่วนการยืดระยะเวลาประกาศเดิมเป็นการดำเนินการเพื่อไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบในช่วงที่ยังอยู่ระหว่างการหาข้อสรุป และเพื่อให้มีเวลาจัดทำข้อมูลต้นทุนและมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม เพราะเป้าหมายของเรา คือ ทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่ได้ มีรายได้ และสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน คือ การแก้ปัญหาที่ต้นทาง โดยได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งดูแลเรื่องความสามารถในการผลิตของเกษตรกร ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ คุณภาพ และประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุนการผลิต ตลอดจนแนวทางเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนและแข่งขันได้ดีขึ้น ไม่ใช่พึ่งพาการเพิ่มราคารับซื้อเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งให้พิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรสำหรับผลผลิตปี 2569/70 หากพบว่าต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจริง โดยต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260811e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5085711.jpg' type='image/jpg' length='449200' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ตั้ง 4 คณะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร เศรษฐกิจชุมชน การค้า]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179794</link>
<guid isPermaLink="false">35ac66e5033cd20cdb9482894d5ab043</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 08:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 11.jpg" style="width: 1000px; height: 688px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;ตั้ง 4 คณะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร เศรษฐกิจชุมชน การค้า<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ตั้ง 4 คณะทำงาน มี &ldquo;วีระศักดิ์-กอบศักดิ์&rdquo; เป็นประธานอย่างละ 2 คณะ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สินค้าเกษตร ความมั่นคงอาหารและเกษตรมูลค่าสูง เศรษฐกิจชุมชนและ SME และการค้าระหว่างประเทศ ตั้งเป้ากำหนด Quick Big Win ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี และวาง Big Win เห็นผลใน 2-4 ปี เพื่อเพิ่มขีดแข่งขันให้กับประเทศ &nbsp;</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ รับผิดชอบการขับเคลื่อนการค้าและการบริการ ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวคุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการค้าปลีกค้าส่งและการค้าระหว่างประเทศ โดยจะวางทั้งกรอบแก้ปัญหาระยะสั้นและการปรับโครงสร้างระยะยาว เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีในการวางโครงสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการขับเคลื่อนงานดังกล่าว ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะด้าน 4 คณะ ได้แก่ 1.ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน มุ่งต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และประสบการณ์ของไทย สร้างมูลค่าเพิ่มจากผู้มาเยือน เชื่อมโยงเมืองรอง ชุมชน สินค้าและบริการ 2.ด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง มี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน มุ่งยกระดับภาคเกษตรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน และสร้างความมั่นคงทางอาหาร<br />
3.ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME มี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน มุ่งดูแลระบบนิเวศของผู้ประกอบการ ตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจ ลดภาระและปรับปรุงใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ ยกระดับสินค้าและบริการ ตลอดจนส่งเสริมการ Scale Up และการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยมีการค้าปลีกค้าส่งเป็นหนึ่งในมิติที่เชื่อมโยงอยู่ด้วย และ 4.ด้านการค้าระหว่างประเทศ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน มุ่งสร้างสมดุลทางการค้า ขยายตลาดใหม่ ใช้ประโยชน์จาก FTA รับมือบริบทการค้าโลกและแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเพิ่มสัดส่วน SME ในโครงสร้างการส่งออก และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;หัวใจสำคัญของทั้ง 4 คณะทำงาน คือ การจัดทำ Quick Big Win ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี โดยเน้นการทบทวนและปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ควบคู่กับการวาง Big Win สำหรับการปรับโครงสร้างและยกระดับศักยภาพในระยะ 2&ndash;4 ปี โดยทั้ง 4 คณะจะทำงานเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง มีเจ้าภาพและเป้าหมายที่ชัดเจน ก่อนนำข้อเสนอเสนอต่อคณะอนุกรรมการ และผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ต่อไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การทำงานจะมุ่งค้นหาโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy เพื่อเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่วนด้านการค้าระหว่างประเทศจะเร่งค้นหาพื้นที่และโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยและห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับตลาดโลก ท่ามกลางบริบทการแข่งขันของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ<br />
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME กล่าวว่า จะรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และนำปัญหาจากพื้นที่มาสู่การแก้ไขเชิงนโยบาย โดยภาคเกษตรจะมุ่งสู่เกษตรสมัยใหม่และมูลค่าสูง ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงตลาด ส่วนเศรษฐกิจชุมชนและ SME จะดูแลทั้งระบบ ตั้งแต่ลดภาระใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ และสนับสนุนการ Scale Up เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างมูลค่า อาชีพ และรายได้ให้ท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ผ่านประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การทำงานของคณะทำงานจะสอดคล้องกับภารกิจด้านการท่องเที่ยว ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เมืองรองที่มีอยู่มากกว่า 50 จังหวัด และการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยจะหารือแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและการสนับสนุนภาคบริการ รวมถึงแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวเพื่อนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและดูแลความยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260811a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c085508.jpg' type='image/jpg' length='821709' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เกาะติดเมียนมาแถลงผลงาน 100 วัน ทำแผนป้องผลกระทบต่อการค้าไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179790</link>
<guid isPermaLink="false">6a245b1ef9393af1fccbe0e789ad2d4e</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 08:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 12.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เกาะติดเมียนมาแถลงผลงาน 100 วัน ทำแผนป้องผลกระทบต่อการค้าไทย<br />
กรมการค้าต่างประเทศจับตาเมียนมาแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลในรอบ 100 วัน พบมีสาระสำคัญด้านการสร้างความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การเงิน การลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน เตรียมศึกษารายละเอียดนโยบายต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการค้าไทย-เมียนมา พร้อมใช้เวทีประชุม JTC ที่จะจัดขึ้นปลายปีนี้ แก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้า &nbsp;</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลเมียนมาในรอบ 100 วันต่อที่ประชุมรัฐสภาสหภาพ สมัยสามัญ ครั้งที่ 2 โดยมีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 539 คน ว่า กรมได้ติดตามผลการแถลงพบว่า รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบภายในประเทศ และเพิ่มรายได้จากการส่งออก และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการด้านการค้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการค้าไทย-เมียนมาในระยะต่อไป</p>

<p>ทั้งนี้ ในด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม พบว่า เมียนมามุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบภายในประเทศ ทั้งข้าวและข้าวหอมพันธุ์ปอว์ซาน รวมทั้งสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ถั่ว ข้าวโพด ยางพารา และสินค้าประมง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างรายได้จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร ด้านพลังงาน จะส่งเสริมการสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ และสนับสนุนการขยายฐานการกลั่นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ด้านการเงิน ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐในการค้าระหว่างประเทศ</p>

<p>ส่วนด้านการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน จะส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ รวมถึงการพัฒนาเส้นทางการค้าชายแดนและเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน<br />
&ldquo;แนวทางดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าเมียนมายังคงมุ่งใช้ภาคการผลิตเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การเพิ่มศักยภาพการส่งออก และการส่งเสริมการค้าและการลงทุน&rdquo;นางอารดากล่าว</p>

<p>นางอารดากล่าวว่า นอกจากนโยบายด้านการค้าแล้ว รัฐบาลเมียนมายังให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพภายในประเทศ โดยเดินหน้าเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ (EAOs) และย้ำถึงหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมทั้งการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งหากมีความคืบหน้าเกิดขึ้นจริง จะเป็นปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้สถานการณ์บริเวณชายแดนมีเสถียรภาพมากขึ้น เอื้อต่อการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงการค้าชายแดน การขนส่งสินค้าระหว่างไทย-เมียนมา และการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุนในระยะยาว และหากเมียนมามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น ฝ่ายไทยก็จะมีโอกาสในการเจรจาลดอุปสรรคทางการค้ากับเมียนมาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า (Import License) ที่เป็นข้อจำกัดทางการค้าระหว่างสองประเทศมาตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค.2568</p>

<p>นอกจากนี้ ไทยจะใช้เวทีการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ที่กำลังจะจัดขึ้นในปลายปีนี้ เป็นโอกาสในการพูดคุยแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนธุรกิจและปรับตัวให้เหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง</p>

<p>ในปี 2568 เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 21 ของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 244,051.23 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าส่งออก 146,747.31 ล้านบาท และนำเข้า 97,303.92 ล้านบาท โดยมีมูลค่าการค้าชายแดน 193,663 ล้านบาท ลด 7.4% มีสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่ และสัตวน้ำ และมีสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ โทรศัพท์มือถือ น้ำมันดีเซล และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260811eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3085253.jpg' type='image/jpg' length='101769' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมเจรจาฯ เผยครึ่งปี 69 การค้าไทยกับคู่ FTA เพิ่ม 21.8% จีนขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179789</link>
<guid isPermaLink="false">f01d08af94848ab90019ea1e26e1b5d2</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 08:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 14.jpg" style="width: 1000px; height: 662px;" /></p>

<p>​กรมเจรจาฯ เผยครึ่งปี 69 การค้าไทยกับคู่ FTA เพิ่ม 21.8% จีนขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยช่วงครึ่งปี 69 การค้าไทยกับประเทศคู่เจรจา FTA มีมูลค่า 243,669 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 21.8% คิดเป็นสัดส่วน 57.3% ของการค้าไทยกับโลก โดยค้าขายกับจีนอันดับหนึ่ง ตามด้วยญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินเดีย ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าทุน วัตถุดิบ ที่ช่วยหนุนการส่งออก เตรียมลุยเจรจา FTA ไทย-อียู ไทย-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา ให้คืบหน้าตามเป้า พร้อมอัปเกรดอาเซียน-อินเดีย ดันลงนามไทย-เปรูฉบับสมบูรณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) การค้าระหว่างไทยกับประเทศคู่ FTA ได้แก่ อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย เปรู และชิลี มีมูลค่า 243,669 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.8% คิดเป็นสัดส่วน 57.3% ของการค้าไทยกับโลก โดยไทยส่งออกไปประเทศคู่ FTA มูลค่า 105,494 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.6% และนำเข้าจากประเทศคู่ FTA มูลค่า 138,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30%</p>

<p>ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้า FTA สำคัญอันดับหนึ่งของไทย มูลค่าการค้ารวม 91,513 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 37.6% ของการค้ากับประเทศคู่ FTA ทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญและมีบทบาทเป็นฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของประเทศ<br />
สำหรับการส่งออกไปตลาด FTA พบว่า ขยายตัวได้ดีในหลายประเทศ โดยสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 74% ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 43.9% สปป.ลาว เพิ่มขึ้น 36.4% มาเลเซีย เพิ่มขึ้น 27% เวียดนาม เพิ่มขึ้น 20.2% ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 12.9% และอินเดีย เพิ่มขึ้น 10% ซึ่งตอกย้ำว่าตลาด FTA ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออกไทย และหากดูเป็นรายสินค้า พบว่า สินค้าเกษตร อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง เพิ่มขึ้น 16.8% และไก่แปรรูป เพิ่มขึ้น 7.6% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ เพิ่มขึ้น 26% แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 20.6% คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 18.5% ผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่มขึ้น 10.4% และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 3.8%</p>

<p>ส่วนการนำเข้าจากประเทศคู่ FTA แม้จะขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าการส่งออก แต่ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าที่สนับสนุนการลงทุนและการผลิต โดยกว่า 75% ของมูลค่าการนำเข้าจากประเทศคู่ FTA เป็นสินค้ากลุ่มวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุน อาทิ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ รวมถึงเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก</p>

<p>&ldquo;แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน แต่ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางการค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทย ทั้งด้านการขยายตลาดส่งออก การเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต และการเข้าถึงวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้การค้าระหว่างไทยกับประเทศคู่ FTA ยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการค้าและการผลิตของไทยให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง&rdquo;น.ส.โชติมากล่าว</p>

<p>อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กรมจะเดินหน้าขยายและยกระดับ FTA เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าใหม่และเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้สอดรับกับบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ไทย-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา ให้มีความคืบหน้าตามกรอบที่กำหนด ควบคู่กับการยกระดับความตกลงที่มีอยู่ อาทิ ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย รวมถึงผลักดัน FTA ไทย-เปรู ฉบับสมบูรณ์ให้ไปสู่การลงนาม พร้อมติดตามสถานการณ์การค้าโลกและมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด และประสานความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคที่เปิดกว้าง เชื่อมโยง และเป็นฐานการค้า การลงทุน และการผลิตที่สำคัญของโลก<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260811c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c085046.jpg' type='image/jpg' length='168054' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ขึ้นทะเบียน GI 2 รายการใหม่ มะนาวแป้นดำเนินสะดวก มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179787</link>
<guid isPermaLink="false">47e54cf62923f12458e560551727f226</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 08:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 13.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ขึ้นทะเบียน GI 2 รายการใหม่ มะนาวแป้นดำเนินสะดวก มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) 2 รายการใหม่ &ldquo;มะนาวแป้นดำเนินสะดวก&rdquo; และ &ldquo;มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี&rdquo; ส่งผลให้จังหวัดราชบุรี มีสินค้า GI รวม 8 รายการ มั่นใจช่วยเพิ่มรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ มะนาวแป้นดำเนินสะดวก หรือมะนาวแป้นดำเนิน และมะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี ซึ่งจะช่วยตอกย้ำคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตรท้องถิ่น เพราะการเป็น GI จะช่วยคุ้มครองสิทธิ์ให้กับชุมชนผู้ผลิต ยกระดับมูลค่าสินค้า เปิดโอกาสในการต่อยอดสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ตามนโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย สร้างโอกาสทางการค้า สร้างรายได้ให้เกษตรกร และเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจชุมชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนสินค้า GI 2 รายการล่าสุดของจังหวัด ส่งผลให้จังหวัดราชบุรีมีสินค้า GI รวม 8 รายการ ได้แก่ โอ่งมังกรราชบุรี พริกบางช้าง ไชโป้วโพธาราม กุ้งก้ามกรามบางแพ สับปะรดบ้านคา มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มะนาวแป้นดำเนินสะดวก และมะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดรวมกว่า 8,539 ล้านบาท ในปี 2568 สะท้อนถึงความร่วมมือของเกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่ ที่ร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญา ควบคู่กับการรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ<br />
สำหรับมะนาวแป้นดำเนินสะดวก หรือมะนาวแป้นดำเนิน เป็นมะนาวพันธุ์แป้นที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน มีเอกลักษณ์โดดเด่นคือผลทรงกลมแป้น เปลือกบาง ผิวเรียบมัน เมื่อคลึงหรือบีบจะมีกลิ่นหอมติดมือ เนื้อสีขาวใส เมล็ดลีบและมีจำนวนน้อย ให้น้ำมาก รสชาติเปรี้ยวแต่ไม่ขม และมีกลิ่นหอมมาก โดยคุณลักษณะดังกล่าวเกิดจากสภาพพื้นที่เพาะปลูกของจังหวัดราชบุรีที่มีดินร่วนอุดมสมบูรณ์ สามารถระบายน้ำได้ดี มีแหล่งน้ำหลักจากลุ่มน้ำแม่กลอง และมีสภาพอากาศที่เหมาะสม ประกอบกับภูมิปัญญาการเพาะปลูกและประสบการณ์ของเกษตรกรที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ส่งผลให้มะนาวแป้นดำเนินสะดวกเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในฐานะมะนาวคุณภาพสูงของไทย โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กว่า 716 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผู้สนใจสามารถอุดหนุนเกษตรกรในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โทร. 086-1677501 (คุณสมชาย)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนมะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี เป็นมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองและพันธุ์น้ำดอกไม้เบอร์ 4 ที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีลักษณะเด่นคือผลรียาว ด้านขั้วผลอ้วนกลม ปลายผลรีเรียว เปลือกเหนียวบาง เรียบเนียน ผลสุกสีเหลืองสวย เนื้อแน่นเนียนละเอียด ไม่มีเสี้ยน รสชาติหวานและมีกลิ่นหอม เมล็ดลีบแบน ความโดดเด่นดังกล่าวเป็นผลมาจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ประกอบกับองค์ความรู้ในการบริหารจัดการและดูแลผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรีมีคุณภาพสม่ำเสมอและให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ทั้งยังมีศักยภาพส่งออกไปยังหลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ตะวันออกกลาง และสหภาพยุโรป โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 166 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผู้สนใจสามารถอุดหนุนเกษตรกรผ่านช่องทาง Facebook วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงส่งออกอำเภอบางแพ หรือโทร. 086-0419517 (คุณราเชนทร์)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การขึ้นทะเบียน GI มะนาวแป้นดำเนินสะดวก และมะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ของจังหวัดราชบุรีให้ได้รับการคุ้มครองและสร้างมูลค่าเพิ่มจากภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมต่อยอดสู่โอกาสทางการค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งหลังจากขึ้นทะเบียนเป็น GI แล้ว กรมจะร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันการใช้ประโยชน์จาก GI ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่การรักษามาตรฐานการผลิต การสร้างแบรนด์ท้องถิ่น การต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมวัตถุดิบ GI ในอุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์และธุรกิจสร้างสรรค์ที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นจุดขาย ตลอดจนการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ อันจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า GI ของจังหวัดราชบุรี สร้างรายได้ที่มั่นคงและยกระดับเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260811c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b084846.jpg' type='image/jpg' length='256377' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP สำรวจตลาดแคนาดา เผยข้าว อาหารทะเล ผลไม้ เครื่องปรุงรส มีโอกาสส่งออก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179732</link>
<guid isPermaLink="false">9c8915d21b36a5d7dc35f1579767c7c3</guid>
<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 16:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/11 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​DITP สำรวจตลาดแคนาดา เผยข้าว อาหารทะเล ผลไม้ เครื่องปรุงรส มีโอกาสส่งออก<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดอาหารในแคนาดา พบมีการปรับตัวสูงขึ้น จากสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ดันเงินเฟ้อขยับขึ้น แต่เป็นโอกาสของสินค้าไทย ที่จะส่งออกเข้าไปขาย ทั้งข้าว อาหารทะเล ผลไม้ เครื่องปรุงรส อาหารพร้อมทาน อาหารเพื่อสุขภาพ แนะยกระดับการผลิต คุณภาพ มาตรฐาน มีโอกาสขายได้แน่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.วิวรรณ ศรีรับสุข ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโทรอนโต ประเทศแคนาดา ถึงผลการสำรวจตลาดอาหารในแคนาดา และโอกาสในการส่งออกสินค้าอาหารของไทยเข้าสู่ตลาดแคนาดา เพื่อป้อนความต้องการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ราคาสินค้าอาหารทั่วโลกกำลังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงไปอีกระยะหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่เพียงภาวะเงินเฟ้อระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบอาหารโลกที่ได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ประเด็นความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) กลายเป็นเรื่องสำคัญระดับโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งในแคนาดา ที่ล่าสุดเงินเฟ้อได้ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารถึง 4.3% ในรอบหนึ่งปี ส่วนสินค้าที่ไม่ใช่อาหารเพิ่มขึ้นเพียง 3.1% แสดงว่าอาหารเป็นปัจจัยหลักที่กดดันค่าครองชีพ<br />
ทั้งนี้ แคนาดายังเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหาร โดยเฉพาะผักและผลไม้ จึงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอุปทานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบันแคนาดานำเข้าผักประมาณ ร้อยละ 50 และผลไม้ประมาณ ร้อยละ 75 ของการบริโภคทั้งหมด โดยกว่าครึ่งหนึ่งนำเข้าจากสหรัฐฯ ส่วนที่เหลือนำเข้าจากประเทศในอเมริกากลาง เช่น เม็กซิโก กัวเตมาลา คอสตาริกา และฮอนดูรัส แต่ผลจากภัยแล้ง ทำให้กระทบต่อการผลิต และยังเจอวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทำให้การขนส่งมีต้นทุนสูงขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยมีโอกาสสำคัญในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลก โดยมีจุดแข็งทั้งด้านข้าว อาหารทะเลแปรรูป ผลไม้ เครื่องปรุงรส อาหารพร้อมรับประทาน และอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นในตลาดโลก โดยเฉพาะในแคนาดา สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป แต่การแข่งขันในยุคปัจจุบัน ไม่ได้วัดกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ความยั่งยืน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ทั้งการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เช่น GMP และ HACCP การลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต ตลอดจนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;วิกฤตราคาอาหารโลกในปัจจุบัน เป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะสร้างแรงกดดันต่อผู้บริโภคทั่วโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเป็นโอกาสสำคัญของไทย ในการขยายตลาดสินค้าอาหาร หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัว ยกระดับมาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อย่างเหมาะสม ประเทศไทยจะสามารถเสริมบทบาทในฐานะครัวของโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608106512bd43d9caa6e02c990b0a82652dca162629.jpg' type='image/jpg' length='85298' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ร่วม มท. ตรวจโรงแรมรายวัน ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ซาลอน ย่านห้วยขวาง ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179731</link>
<guid isPermaLink="false">68a8b0900d9500f86cf607c1247bf317</guid>
<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 16:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/10 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​กรมพัฒน์ร่วม มท. ตรวจโรงแรมรายวัน ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ซาลอน ย่านห้วยขวาง<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่งทีมปราบนอมินี ร่วมทีมมหาดไทย ลงพื้นที่เขตห้วยขวาง ตรวจสอบโรงแรมปล่อยเช่ารายวัน 3 แห่ง ร้านอาหาร 4 แห่ง ร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 แห่ง และร้านบิวตี้แอนด์ซาลอน 1 แห่ง พบทำธุรกิจผิดกฎหมาย มีคนต่างชาติทำงานไม่มีใบอนุญาต บางรายอ้างผู้มีอำนาจขอเคลียร์ทางโทรศัพท์ ส่วนบริษัทที่ดูแลธุรกิจ พบเป็นนอมินี เหตุสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีดำเนินการจัดตั้งและหาผู้ถือหุ้นคนไทยให้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมด้วยทีมปราบนอมินีของกรม ลงพื้นที่เขตห้วยขวางและพื้นที่ต่อเนื่อง ตรวจสอบสถานประกอบการตามแผนปฏิบัติการ ภายใต้การอำนวยการของนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้สนธิกำลังร่วมกันระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมการปกครอง (DOPA) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และกรมจัดหางาน (DOE) โดยช่วงแรกเป็นการประชุมร่วมซักซ้อมแผนปฏิบัติการ ณ วังไชยา นางเลิ้ง ช่วงบ่ายส่งชุดสายลับแฝงตัวเข้าพักในโรงแรมและคอนโดมิเนียมเป้าหมาย และในเวลา 14.30 น. ได้เปิดปฏิบัติการนำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุม และปฏิบัติการต่อเนื่องขยายผลเข้าตรวจสอบสถานประกอบการอื่น ๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการปฏิบัติการ ได้ตรวจสอบธุรกิจโรงแรมและคอนโดปล่อยเช่ารายวัน จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ แห่งแรก มีจำนวนห้องพัก 34 ห้อง เป็นอาคารสูงประมาณ 6 ชั้นรวมดาดฟ้า มีการโฆษณาเปิดให้บริการห้องพักผ่านทางเว็บไซต์ต่าง ๆ อัตราคืนละ 1,200 บาท ทุนจดทะเบียน 4,000,000 บาท จดทะเบียนเมื่อ มี.ค.2568 มีกรรมการเป็นคนจีนเพียงคนเดียว สัดส่วนการถือหุ้นคนไทย 51% คนจีน 49% แห่งที่สอง มีจำนวนห้องพัก 48 ห้อง เป็นอาคารสูง 6 ชั้น มีการโฆษณาเปิดให้บริการห้องพักผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ ในอัตราคืนละ 1,300-3,900 บาท ทุนจดทะเบียน 200,000,000 บาท จดทะเบียนเมื่อ มี.ค.2568 มีกรรมการเป็นคนไทย 1 คน และคนสิงคโปร์ 1 คน สัดส่วนการถือหุ้นมีคนไทยและคนสิงคโปร์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้น สัดส่วนไทย 99% และสิงคโปร์ 1% และแห่งที่สาม มีจำนวนห้องพัก 52 ห้อง อาคารสูง 7 ชั้น มีการโฆษณาการให้บริการห้องพักผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ ในอัตราคืนละ 759-1,300 บาท ทุนจดทะเบียน 12,000,000 บาท จดทะเบียนเมื่อ ก.พ.2565 มีกรรมการเป็นคนไทย 2 คน และคนจีน 1คน สัดส่วนการถือหุ้นคนไทย 96% คนจีน 4%<br />
ผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า มีการดัดแปลงจากห้องแถว และไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ไม่ได้ขออนุญาตการดัดแปลงอาคารเป็นโรงแรม บันไดหนีไฟไม่ได้มาตรฐาน โดยมีหญิงไทยแสดงตัวอ้างเป็นเจ้าของ ในการจดทะเบียนบริษัทร่วมกับคนจีน ซึ่งเป็นเพื่อนของสามีที่เป็นชาวจีนเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 5 คน กระทำความผิดกรณีทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ 1 คน ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด 2 คน และไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง สถานที่ทำงานของนายจ้าง และลักษณะงานหลักที่ทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 2 คน พร้อมดำเนินคดีกับนายจ้างในข้อหาที่เกี่ยวข้อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนผลการตรวจสอบร้านอาหาร จำนวน 4 แห่ง ร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 แห่ง และ Beauty and salon 1 แห่ง โดยจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบร้านอาหารจีนบางร้านมีการโฆษณาแฝงเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์บนไม้จิ้มฟันและกล่องกระดาษทิชชู และเกือบทุกร้านพบมีเจ้าของเป็นชาวจีน และมีแรงงานส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมาและไทยใหญ่ รวมทั้งยังพบช่างตัดผมชาวจีน 1 ราย ลักลอบทำอาชีพสงวนของคนไทย ระหว่างการเข้าตรวจค้นร้านทำผม มีเจ้าของสถานประกอบการได้พยายามติดต่อผู้มีอำนาจเพื่อขอเคลียร์ผ่านทางโทรศัพท์ โดยอ้างชื่อเจ้าหน้าที่รัฐ โดยระบุว่ามีการจ่ายเงินค่าดูแลเป็นรายงวดในหลายสถานที่ ทั้งนี้ นายพลพีร์ ได้มอบหมายให้กรมการปกครองประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสืบสวนเบอร์โทรศัพท์และรายชื่อที่ถูกอ้างถึงทั้งหมด หากพบมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องจริง จะดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญาอย่างถึงที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังพบแรงงานต่างด้าวกระทำความผิดรวม 11 คน ประกอบด้วยสัญชาติเมียนมา 9 คน กระทำความผิดฐานทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน 6 คน ทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ 2 คน และไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง สถานที่ทำงานของนายจ้าง และลักษณะงานหลักที่ทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 1 คน สัญชาติจีน 2 คน กระทำความผิดฐานทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน 1 คน กระทำความผิดฐานทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน 1 คน พร้อมดำเนินคดีกับนายจ้างในข้อหารับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของกรม ได้ตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีการร่วมลงทุนกับคนต่างด้าว ซึ่งธุรกิจโรงแรม ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงร้านตัดผม เป็นธุรกิจตามบัญชีสามท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ธุรกิจดังกล่าวจึงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีการใช้นอมินีเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งจากสัดส่วนการถือหุ้นพบว่ามีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นในสัดส่วนไม่ถึง 51% ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย โดยจากการสอบถามคนไทยที่เป็นผู้ถือหุ้น บางรายไม่ทราบรายละเอียดการลงหุ้นหรือการเปิดบริษัท คาดว่า จะมีสำนักงานกฎหมายและบัญชีเป็นคนจัดการดำเนินการการจัดตั้งบริษัทและจัดหาผู้ถือหุ้นคนไทยให้ โดยกรมได้มีหนังสือเรียกให้ธุรกิจชี้แจงข้อเท็จจริงและจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมด้วยแล้ว และจะขยายผลการตรวจสอบการถือครองที่ดินหากพบว่าการถือครองแทนคนต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในวันเดียวกันนี้ ทีมปราบนอมินีได้ลงพื้นที่ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ตรวจสอบสถานประกอบการร้านอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ตรวม 7 ราย ที่กรมได้มีหนังสือเรียกให้ชี้แจง แต่บริษัทเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ โดยจากการลงพื้นที่ พบว่า ร้านอาหารยังคงเปิดขายตามปกติ และบางร้านปิดทำการ ทั้งนี้ กรมได้มีหนังสือเตือนให้ทุกรายชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรมอีกครั้ง หากยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและลงโทษตามกฎหมายต่อไป&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260810d3d9446802a44259755d38e6d163e820162436.jpg' type='image/jpg' length='181937' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีราคาส่งออก มิ.ย.69 เพิ่ม 3.1% เริ่มชะลอตัว ส่วนดัชนีนำเข้าเพิ่ม 10%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179729</link>
<guid isPermaLink="false">1707ffd3687b990374d12f759c77a99c</guid>
<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 16:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.9.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​ดัชนีราคาส่งออก มิ.ย.69 เพิ่ม 3.1% เริ่มชะลอตัว ส่วนดัชนีนำเข้าเพิ่ม 10%<br />
สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน มิ.ย.69 เพิ่มขึ้น 3.1% ชะลอตัวลงจากเดือนก่อน เป็นผลจากการเร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนนโยบายการค้า แต่ความต้องการอิเล็กทรอนิกส์ เกษตร อาหาร ทำให้ค่าดัชนียังสูงขึ้น ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 10% ชะลอตัวลงเช่นกัน จากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกลดลง แต่ก็ยังมีการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการผลิตและส่งออก ทำให้ดัชนียังสูงขึ้น คาด ก.ค.69 ยังขยับต่อ แนวโน้มชะลอตัวลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือน มิ.ย.2569 เท่ากับ 114.7 เพิ่มขึ้น 3.1% ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า เป็นผลจากหลายประเทศได้เร่งนำเข้าสินค้าในช่วงก่อนหน้า เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน แต่ภาคการผลิตโลกยังคงขยายตัว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้าน AI และ Data Center ประกอบกับสินค้าเกษตรและอาหารยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ส่งผลให้ราคาส่งออกปรับสูงขึ้นในทุกหมวดสินค้า และดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 126.9 เพิ่มขึ้น 10% ชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน เพราะการลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลาย ขณะที่การนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยังขยายตัว เพื่อรองรับการผลิตและส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการสูงขึ้นของหมวดสินค้าเกษตรกรรม 7.4% จากการสูงขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ยางพารา และข้าว ตามภาวะอุปทานตึงตัว ประกอบกับความต้องการจากตลาดต่างประเทศที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง หมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 2% จากราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น และการปรับสูงขึ้นของราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รวมถึงแผงวงจรไฟฟ้า ตามความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุตสาหกรรม AI และ Data Center ที่ขยายตัวต่อเนื่อง และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 0.1% จากการเพิ่มขึ้นของราคาไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์อาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารสุนัขและแมว และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ตามต้นทุนวัตถุดิบ และราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง<br />
ส่วนดัชนีราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าเชื้อเพลิง 30.2% จากราคาน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป แม้ราคาจะชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า แต่ยังขยายตัวสูงเมื่อเทียบกับปีก่อน หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 9.1% จากราคาทองคำ ที่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อน ตามความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย อุปกรณ์ ส่วนประกอบของเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกที่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงอุตสาหกรรมดิจิทัล สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ และปุ๋ย ตามต้นทุนวัตถุดิบปุ๋ยในตลาดโลกปรับสูงขึ้น หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 5.9% จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เสื้อผ้า รองเท้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ตามต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงความต้องการสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มขึ้น หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.2% จากเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล สำหรับยกระดับเทคโนโลยีการผลิต และระบบสาธารณสุขไทย และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่ม 2.5% จากส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก รถยนต์นั่ง และส่วนประกอบและอุปกรณ์จักรยานยนต์ และรถจักรยาน ตามความต้องการยานยนต์และชิ้นส่วนที่มีเทคโนโลยีสูง โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบขับเคลื่อนสมัยใหม่ ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบและการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ แนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือน ก.ค.2569 คาดว่าขยายตัว แต่ในอัตราชะลอลงเล็กน้อย โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาวะอุปทานสินค้าโภคภัณฑ์และวัตถุดิบสำคัญหลายประเภทที่ยังตึงตัว ต้นทุนการผลิตและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตร อาหาร พลังงาน โลหะ และทองคำยังสูงกว่าปีก่อน และความต้องการสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ด้าน AI และ Data Center ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทำให้ความต้องการวัตถุดิบ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แร่เทคโนโลยี และโลหะสำคัญยังอยู่ในระดับดี ซึ่งจะช่วยพยุงราคาสินค้าในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีให้ทรงตัวอยู่ในระดับสูง</p>

<p>ขณะที่ปัจจัยที่อาจทำให้ดัชนีราคาขยายตัวต่ำกว่าที่คาด ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอุปทานสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิดที่อาจกดดันราคาสินค้า อุปทานพลังงานโลกที่เพียงพอ และความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่คลี่คลาย ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานอ่อนตัวลง การชะลอการเร่งสะสมสต็อกวัตถุดิบและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง ตลอดจนความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าและข้อจำกัดทางภาษีของประเทศเศรษฐกิจหลัก อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การค้าโลก และความต้องการวัตถุดิบของภาคการผลิตในระยะต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260810a894124cc6d5c5c71afe060d5dde0762162218.jpg' type='image/jpg' length='141966' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ชวนชิม นำคณะทูต 13 ประเทศ สัมผัสเสน่ห์อาหารใต้ Fine Dining ที่ร้านสินธุ์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179726</link>
<guid isPermaLink="false">770d3eaf8f99c561ab2e440d12ecd607</guid>
<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 16:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.8 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;ชวนชิม นำคณะทูต 13 ประเทศ สัมผัสเสน่ห์อาหารใต้ Fine Dining ที่ร้านสินธุ์<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ชวนชิม นำคณะทูต 13 ประเทศ สัมผัสเสน่ห์อาหารใต้ ที่ร้านสินธุ์ ที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 3 ดาว ที่ จ.สุราษฎร์ธานี เผยเป็นร้านที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น สินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มารังสรรค์เมนูอาหารในรูปแบบ Fine Dining สุดหรู มั่นใจช่วยผลักดัน Soft Power ไทยสู่สายตาชาวโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ ได้นำคณะเอกอัครราชทูตจาก 13 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม กัวเตมาลา คาซัคสถาน เคนยา บังกลาเทศ สาธารณรัฐเกาหลี อาเซอร์ไบจาน มัลดีฟส์ &nbsp;ฮังการี คิวบา อิตาลี ศรีลังกา และเวเนซุเอลา เดินทางมารับประทานอาหาร ณ ร้านสินธุ์ (Synth) ตำบลตลาด อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นร้านที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 3 ดาว หรือระดับสูงสุด ที่สะท้อนความโดดเด่นของอาหารไทยที่มีทั้งรสชาติ ความประณีต และมาตรฐานการบริการ พร้อมเป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการไทยที่สามารถนำอัตลักษณ์อาหารท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาเป็นประสบการณ์ด้านอาหารที่มีศักยภาพในระดับสากล &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับเมนูที่ร้านจัดเตรียมต้อนรับคณะทูต เป็นเมนูอาหารใต้ร่วมสมัยที่นำวัตถุดิบและรสชาติท้องถิ่นมานำเสนอในรูปแบบ Fine Dining อาทิ ข้าวตังหน้าตั้งไอติม เมี่ยงคำกุ้งเจลลี่กระท้อน ไก่กอและย่าง หมูโคกิมจิแกงส้ม ข้าวสังหยดพัทลุงและข้าวหอมมะลิสุรินท์ รวมถึงของหวานอย่าง เบนเญ่กล้วยหอมทอด เสิร์ฟคู่ชาเปลือกโกโก้ ซึ่งสะท้อนการนำอาหารและวัตถุดิบจากภาคใต้มาสร้างสรรค์เป็นเมนูร่วมสมัยอย่างประณีต โดยยังคงเอกลักษณ์ของรสชาติไทย<br />
ร้านสินธุ์ก่อตั้งขึ้นในปี 2566 โดยตระกูลประดิษฐพงษ์ มีเชฟบอส&ndash;กฤต ลูกชายคนสุดท้อง เป็นหัวหน้าเชฟ นำเสนออาหารใต้ร่วมสมัย (Southern Contemporary Cuisine) ในรูปแบบ Fine Dining โดยมีแนวคิดในการยกระดับวัตถุดิบพื้นถิ่นและอาหารใต้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และเปลี่ยนสุราษฎร์ธานีจากเมืองทางผ่านให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหาร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยเมนูของร้านได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารใต้และอาหารใต้โบราณ นำวัตถุดิบขึ้นชื่อของจังหวัด อาทิ หอยนางรมสุราษฎร์ธานี กุ้งแม่น้ำตาปี และปูม้า รวมถึงวัตถุดิบที่เป็นสินค้า GI มาประยุกต์ด้วยเทคนิคการประกอบอาหารสมัยใหม่และศาสตร์การทำอาหารจากหลากหลายประเทศ ก่อนนำเสนอในรูปแบบ Fine Dining เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและประมงในท้องถิ่น ขณะเดียวกันร้านยังให้ความสำคัญกับการลดขยะอาหาร (Food Waste) และสนับสนุนเกษตรกร ชาวประมง และผู้ผลิตในพื้นที่ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;อาหารไทยเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศที่สามารถเชื่อมโยงอาหาร การค้า การท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน การนำคณะทูตมาสัมผัสอาหารไทยและวัตถุดิบท้องถิ่นถึงพื้นที่ จะช่วยสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ตลอดจนคุณภาพและความหลากหลายของวัตถุดิบไทย และสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างโอกาสทางการค้าและการท่องเที่ยวในอนาคต โดยเฉพาะการผลักดันอาหารไทยให้เป็น Soft Power ที่สร้างรายได้กลับสู่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และชุมชน&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
ทั้งนี้ จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวม 11 ร้าน แบ่งเป็น Thai SELECT 3 ดาว จำนวน 1 ร้าน และ Thai SELECT 1 ดาว จำนวน 10 ร้าน ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี เกาะสมุย บ้านตาขุน กาญจนดิษฐ์ และพนม สะท้อนศักยภาพด้านอาหารไทยและอาหารท้องถิ่นของจังหวัดที่สามารถต่อยอดเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวและ Soft Power ได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นเครื่องหมายรับรองร้านอาหารไทยที่มีคุณภาพและมาตรฐาน แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Thai SELECT 1 ดาว รสชาติไทยแท้ มาตรฐานมั่นใจ Thai SELECT 2 ดาว รสชาติไทยสร้างสรรค์ บริการมืออาชีพ และ Thai SELECT 3 ดาว รสชาติไทยสุดประณีต สัมผัสประสบการณ์ชั้นเลิศ โดยตราสัญลักษณ์มีอายุ 3 ปี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026081057eeec0a6974ecb4e9fcf68fab052f7b161946.jpg' type='image/jpg' length='1210887' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”เยี่ยมร้านอาหาร Thai SELECT “อาหร่อยดี เอสที เรสเตอรอง” จ.ชุมพร ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179725</link>
<guid isPermaLink="false">2b04e84cf7b224f6b969df2101c84738</guid>
<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.7 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 691px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;เยี่ยมร้านอาหาร Thai SELECT &ldquo;อาหร่อยดี เอสที เรสเตอรอง&rdquo; จ.ชุมพร&nbsp;<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ตรวจเยี่ยมร้านอาหาร &ldquo;อาหร่อยดี เอสที เรสเตอรอง&rdquo; อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ซึ่งได้รับตรา Thai SELECT ระดับ 1 ดาว เผยเป็นร้านที่เปิดมาตั้งแต่ปี 61 เป็นที่นิยมของนักเดินทาง ลูกค้าในพื้นที่ ยันจะเดินหน้าส่งเสริมร้านอาหารให้ได้ตรง Thai SELECT เพิ่มมากขึ้น เพื่อยกระดับร้านอาหารไทย สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 8 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้ตรวจเยี่ยมร้านอาหาร &ldquo;อาหร่อยดี เอสที เรสเตอรอง&rdquo; อำเภอสวี จังหวัดชุมพร โดยมีคุณธวภร อินทบุตร เจ้าของร้านให้การต้อนรับ เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 1 ดาว และติดตามศักยภาพของร้านอาหารไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบท้องถิ่นและเศรษฐกิจในพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับร้าน &ldquo;อาหร่อยดี เอสที เรสเตอรอง&rdquo; เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2561 เป็นร้านอาหารและคาเฟ่ชื่อดังของอำเภอสวี ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักสู่ภาคใต้ จึงเป็นจุดแวะพักที่ได้รับความนิยมจากทั้งนักเดินทาง และลูกค้าในพื้นที่ โดยร้านมีบรรยากาศกว้างขวาง สะอาด ตกแต่งสวยงาม พร้อมให้บริการทั้งอาหารไทยรสจัดจ้าน อาหารพื้นถิ่น อาหารทะเลสด ของหวาน ตลอดจนเครื่องดื่มชาและกาแฟ<br />
โดยเมนูที่ได้รับความนิยม ได้แก่ หลนกรรเชียงปู ปลากะพงทอดสมุนไพร เป็ดอบคะน้ากรอบ ขาหมูยอดผัก ยำใบเหลียงกรอบ เมี่ยงใบชะพลูกรอบ และกล้วยหอมทอด สะท้อนการนำวัตถุดิบและรสชาติแบบไทยมาสร้างสรรค์เป็นเมนูที่ตอบโจทย์ทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านจังหวัดชุมพร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า การส่งเสริมร้านอาหารไทยผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ไม่ได้มุ่งเพียงยกระดับมาตรฐานร้านอาหาร แต่ยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวเข้าถึงร้านอาหารไทยที่มีคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันช่วยสร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มรายได้และผลประกอบการให้ผู้ประกอบการ และเชื่อมโยงไปถึงการใช้วัตถุดิบไทยและการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในประเทศ</p>

<p>&ldquo;กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าส่งเสริมตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว พร้อมผลักดันอาหารไทยให้เป็น Soft Power และกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และผู้ผลิตวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่ต่อไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>จังหวัดชุมพรมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 2 ร้าน ได้แก่ สวนอาหารริเวอร์ไซด์การ์เด้น ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT CLASSIC ประจำปี 2568 และ อาหร่อยดี เอสที เรสเตอรอง ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาว ประจำปี 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางธวภรกล่าวว่า การได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ถือเป็นเครื่องยืนยันมาตรฐานที่สำคัญของร้าน ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ทั้งลูกค้าประจำในจังหวัดและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชุมพร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ดาวเกียรติยศรูปดอกกล้วยไม้ แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Thai SELECT 1 ดาว รสชาติไทยแท้ มาตรฐานมั่นใจ Thai SELECT 2 ดาว รสชาติไทยสร้างสรรค์ บริการมืออาชีพ และ Thai SELECT 3 ดาว รสชาติไทยสุดประณีต สัมผัสประสบการณ์ชั้นเลิศ โดยตราสัญลักษณ์มีอายุ 3 ปี และร้านอาหารที่มีสิทธิ์เข้ารับการพิจารณา ต้องเปิดให้บริการมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน มีที่นั่งรองรับลูกค้าไม่น้อยกว่า 10 ที่นั่ง มีรายการอาหารไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของรายการอาหารทั้งหมด มีเชฟไทยหรือเชฟต่างชาติที่มีประสบการณ์ด้านอาหารไทย รวมถึงต้องผ่านเกณฑ์ด้านสุขอนามัย การบริการ และสถานที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการเยี่ยมร้านอาหาร Thai SELECT ครั้งนี้ มี น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร เขต</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026081091c85f899e56014969935fefd68830b9161742.jpg' type='image/jpg' length='951783' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”เผยส่งออกทุเรียน 7 เดือนทะลุ 1.11 ล้านตัน มูลค่า 1.27 แสนล้านบาท]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179722</link>
<guid isPermaLink="false">acaebb50ffc6cdc0c9e472041318b457</guid>
<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 16:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.6 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 788px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยส่งออกทุเรียน 7 เดือนทะลุ 1.11 ล้านตัน มูลค่า 1.27 แสนล้านบาท<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยส่งออกทุเรียน 7 เดือน ทะลุ 1.11 ล้านตัน มูลค่า 1.27 แสนล้านบาท แม้ปีนี้เผชิญภาวะผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น การแข่งขันจากคู่แข่ง แต่การเร่งอำนวยความสะดวกส่งออก การขนส่ง และหาตลาดล่วงหน้า ส่งผลให้มีการส่งออกได้ต่อเนื่อง ยันเดินหน้าส่งเสริมการแปรรูป ลดส่วนเกิน นำเปลือกทุเรียนทำปุ๋ย ล่าสุดทุเรียนใต้ออกสู่ตลาดแล้ว 70-80% จะเดินหน้าช่วยทำตลาดจนจบฤดูกาล เพื่อดูแลราคาให้กับเกษตรกร</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการลงพื้นที่จังหวัดชุมพร ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ ว่า การส่งออกทุเรียนล่าสุด มีปริมาณ 1,110,655.92 ตัน จำนวน 68,044 ตู้ มูลค่ากว่า 127,220.52 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ส.ค.2569) สะท้อนว่าทุเรียนไทยยังสามารถรักษาตลาดส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง แม้ปีนี้จะต้องเผชิญภาวะปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง รวมถึงการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง แต่ผลจากการเร่งอำนวยความสะดวกด้านการส่งออกและการขนส่ง โดยทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดทางและแก้ไขปัญหาหน้าด่านไม่ให้ทุเรียนติดค้าง รวมถึงการใช้เส้นทางรถไฟและด่านหนองคาย ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกและลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ ทำให้ส่งออกได้มากขึ้น และการทำตลาดล่วงหน้า เพื่อสร้างความต้องการทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ผลผลิตสามารถระบายออกได้ทันเวลา ไม่มีปัญหาตกค้าง</p>

<p>ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ผลักดันเรื่องการแปรรูปทุเรียน เพราะเมื่อผลผลิตออกมามากเกินกว่าความต้องการ ทั้งตลาดในและต่างประเทศ จะเกิดแรงกดดันด้านราคา ซึ่งได้คิดล่วงหน้าว่าตลาดต้องการสินค้าแปรรูปแบบใด แล้วจึงนำตลาดมานำการผลิต ไม่ใช่ผลิตสิ่งที่ตลาดไม่ต้องการ และนอกเหนือจากการเพิ่มมูลค่าผลผลิต ยังให้ความสำคัญกับการจัดการส่วนเกิน โดยที่มีการดำเนินการแล้ว คือ การนำเปลือกทุเรียนมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ตามแนวทางวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ซึ่งสามารถเปลี่ยนของเหลือจากการผลิตให้กลับมาใช้ประโยชน์ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มตามแนวคิด Zero Waste<br />
สำหรับการทำงานต่อจากนี้ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดจัดทำปฏิทินผลไม้ของชุมพรให้ชัดเจนว่าช่วงไหนผลไม้อะไรจะออกมาก เพื่อที่กระทรวงพาณิชย์จะได้เข้าไปช่วยทำตลาดได้ตรงจังหวะ รวมทั้งจัดทำข้อมูลราคาให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด พร้อมกับอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าภายใน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เพื่อให้ชุมพรเป็นต้นแบบการบริหารจัดการผลไม้ครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนผลผลิต การทำตลาด การขนส่ง การแปรรูป ไปจนถึงการนำของเหลือกลับมาใช้ประโยชน์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เป้าหมาย คือ ทำให้ทุเรียนจบฤดูกาลได้อย่างน่าพอใจ เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสม ผู้ประกอบการสามารถเดินหน้าธุรกิจได้ และในระยะต่อไปต้องทำให้ระบบแข็งแรงขึ้น ทั้งการมีตลาดนำการผลิต การทำปฏิทินผลไม้ การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากส่วนเกิน เพื่อไม่ให้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในทุกฤดูกาล&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า ขณะนี้ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ทยอยออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 70&ndash;80% จึงต้องเร่งบริหารจัดการให้สามารถจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกได้อย่างต่อเนื่องจนจบฤดูกาลในระดับราคาที่เหมาะสม ซึ่งตนได้สั่งการตั้งแต่เดือน มิ.ย.2569 ก่อนผลผลิตออก โดยให้เข้าไปช่วยรับซื้อและดึงราคา ตั้งเป้าดูดซับทุเรียนภาคใต้ประมาณ 300,000 ตัน ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 200,000 ตัน ช่วยให้ราคากลับมาอยู่ในระดับที่สามารถเดินหน้าจนจบฤดูกาลได้<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าช่วยเหลือผลไม้ชนิดอื่นของภาคใต้ โดยเฉพาะมังคุด ซึ่งปีนี้ราคายังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ พร้อมร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยในการสนับสนุนบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถส่งผลไม้ไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศได้โดยตรง ขณะที่ปัญหามะพร้าวแกง ซึ่งมีผลผลิตส่วนเกินในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้เข้ามาดูดซับผลผลิตในจังหวัดชุมพรแล้วประมาณ 4 ล้านลูก และจะเร่งหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงระบบต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการลงพื้นที่ นางศุภจีและคณะได้เยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเกษตรกรและผู้ประกอบการจังหวัดชุมพร รวมถึงสินค้า GI อาทิ กล้วยเล็บมือนางชุมพร ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร กาแฟเขาทะลุ กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร กล้วยหอมทองละแม ทุเรียนชุมพร และสับปะรดสวี ตลอดจนผลิตภัณฑ์น้ำผึ้ง ผงกล้วย และผลิตภัณฑ์จากมะเดื่อ ก่อนเยี่ยมชมการคัดบรรจุทุเรียน การตรวจปล่อยตู้ส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยมี น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร เขต 1 พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน หอการค้าจังหวัดชุมพร สภาอุตสาหกรรมจังหวัดชุมพร สภาเกษตรกรจังหวัดชุมพร และสมาคมชาวสวนไม้ผลจังหวัดชุมพร เข้าร่วม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260810e95e1ca27d0e39aa03eb5a611ce4122f161518.jpg' type='image/jpg' length='773479' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์-สำนักนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์-บริการชายหาดภูเก็ต]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179716</link>
<guid isPermaLink="false">bf3b4d1ee32daffb2046231e627b21ba</guid>
<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 16:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.5 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​กรมพัฒน์-สำนักนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์-บริการชายหาดภูเก็ต<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมคณะสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ติดตาม ตรวจสอบการแอบอ้างสมาคมและคนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบริการชายหาด ย้ำใช้ทุกกฎหมายตรวจสอบ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากพบเพิกถอนการทำธุรกิจ และขึ้นบัญชีดำกรรมการทันที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ทีมปราบนอมินี เข้าร่วมประชุม ที่ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต โดยมีนายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อดำเนินการตามที่นายกรัฐมนตรีมีบัญชามอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบบริษัทที่แอบอ้างสมาคมและกลุ่มทุนต่างชาติ (นอมินี) เข้าดำเนินธุรกิจในพื้นที่ เช่น อสังหาริมทรัพย์และบริการชายหาด ซึ่งอาจเชื่อมโยงเครือข่ายผิดกฎหมาย โดยอาจจัดตั้งชุดเฉพาะกิจตรวจสอบเส้นทางการเงิน บริษัทหรือสมาคมที่มีพฤติกรรมนอมินี เน้นตรวจสอบการถือหุ้นแฝงของชาวต่างชาติและการส่งต่อรายได้ออกนอกประเทศ โดยหากตรวจสอบพบสมาคมหรือบริษัทใดใช้ชื่อคนไทยบังหน้าให้คนต่างชาติ ให้ดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว และขึ้นบัญชีดำกรรมการที่มีชื่อเกี่ยวข้องทั้งหมดทันที เพื่อตัดต้นตอธุรกิจผิดกฎหมาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาผู้ประกอบการชายหาดจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งยกระดับมาตรการความปลอดภัยทางน้ำ และการแก้ไขปัญหาการเรียกเก็บค่าคุ้มครองในพื้นที่ป่าตอง รวมทั้งติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณีปัญหาป่าชายเลนชุมชนชายฝั่งบ้านอ่าวกุ้ง และกรณีการเพิกถอนสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำชุมชนหัวท่า&ndash;ต้นโด บ้านคอเอน อำเภอถลาง<br />
&ldquo;การประชุมครั้งนี้ ได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามบัญชานายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุมมีแนวทางการจัดระเบียบผู้ประกอบการชายหาด โดยเฉพาะการกำหนดพื้นที่พิเศษ เพื่อรองรับการประกอบอาชีพของผู้ให้บริการชายหาด ควบคู่กับการรักษาพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการตรวจสอบการเสียภาษีของผู้ประกอบการ การจัดการปัญหาขยะ น้ำเสีย และผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตลอดจนการติดตามมาตรการตรวจสอบกลุ่มทุนต่างชาติและธุรกิจนอมินีที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจการบริการชายหาดและการท่องเที่ยวในพื้นที่&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ภายหลังการประชุม รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่บริเวณชายหาดป่าตองและซอยแสนสบาย ตำบลป่าตอง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียนของประชาชน โดยเฉพาะกรณีการเรียกเก็บค่าคุ้มครองและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ตำบลป่าตอง พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สำนักงานที่ดิน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งรัดการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการ รักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และเสริมสร้างภาพลักษณ์จังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะดำเนินการตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง โดยคัดกรองกลุ่มเสี่ยงที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และร่วมบูรณาการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในส่วนของธุรกิจท่องเที่ยวได้ทำงานร่วมกับกรมการท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงสำนักงาน ปปง. ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>สำหรับการลงพื้นที่ดังกล่าว ถือเป็นการตรวจสอบและรับฟังข้อเท็จจริงในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และหากพบข้อเท็จจริงว่าธุรกิจใดมีข้อสงสัยหรือบ่งชี้ที่อาจจะเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 กรมจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อพิจารณาและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดต่อไป ส่วนจังหวัดภูเก็ตมีบริษัทจำกัดรวมทั้งสิ้น 29,862 ราย มีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึง 50% เพื่อให้บริษัทมีสถานะเป็นไทย ซึ่งเป็นบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีทั้งหมด 11,305 ราย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260810d310cb367d993fb6fb584b198a2fd72c161016.jpg' type='image/jpg' length='205113' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แนะประชาชน ชอปสินค้าเทศกาล 8.8 เช็ก 4 ข้อ ป้องกันเจอของปลอม ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179715</link>
<guid isPermaLink="false">3dc4ee7b0838370751f1e0a27b9c1257</guid>
<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 16:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.4 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;แนะประชาชน ชอปสินค้าเทศกาล 8.8 เช็ก 4 ข้อ ป้องกันเจอของปลอม&nbsp;<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาแนะประชาชนเลือกซื้อสินค้าในช่วงเทศกาล 8 เดือน 8 ต้องเช็ก 4 ข้อสำคัญ ร้านค้า ราคา ตัวสินค้า และข้อมูลรีวิว เพื่อให้ได้สินค้าที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย ของแท้ ไม่ซื้อสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจสุจริต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เทศกาล 8 เดือน 8 ถือเป็นช่วงเวลาที่บรรยากาศการค้าคึกคักเป็นอย่างมากทั้งช่องทางออนไลน์และหน้าร้าน กรมจึงอยากเน้นย้ำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าด้วยความรอบคอบ สนับสนุนสินค้าที่ไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และไม่ตัดสินใจซื้อเพียงเพราะราคาหรือโปรโมชันที่ดึงดูดใจ แต่ควรตรวจสอบรายละเอียดสินค้าและความน่าเชื่อถือของผู้จำหน่ายอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย</p>

<p>&ldquo;กรมขอย้ำเตือนว่าสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองจากเจ้าของสิทธิ์ และมักมีกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและทรัพย์สินของผู้บริโภค การเลือกซื้อสินค้าของแท้จากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือและสนับสนุนสินค้าที่เคารพทรัพย์สินทางปัญญา จึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง&rdquo;<br />
สำหรับการเลือกซื้อสินค้า กรมมีขอแนะนำให้เช็ก 4 ข้อสำคัญก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ได้แก่ 1.ร้านค้าหรือผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ โดยเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าทางการหรือมีข้อมูลร้านชัดเจน สามารถตรวจสอบประวัติการจำหน่าย มีการออกใบเสร็จหรือหลักฐานการสั่งซื้อ และมีนโยบายคืนสินค้าหรือคืนเงิน 2.ราคาสมเหตุสมผล ไม่หลงเชื่อซื้อสินค้าในราคาที่ต่ำผิดปกติหรือโปรโมชั่นที่ถูกเกินจริง เมื่อเทียบกับราคาที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป 3.สินค้าอยู่ในภาพสมบูรณ์และมีรายละเอียดชัดเจน ทั้งชื่อสินค้า ส่วนประกอบของสินค้า วันผลิต-หมดอายุ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย ประเทศแหล่งกำเนิดและแหล่งผลิตสินค้า การรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น เลข อย. มอก. และเครื่องหมายการค้า รวมถึงบรรจุภัณฑ์ได้มาตรฐาน ไม่มีตำหนิ ไม่มีร่องรอยการเปิดหรือดัดแปลง และ 4.ข้อมูลการรีวิวร้านค้าหรือสินค้าภายในร้าน ศึกษาความคิดเห็นของผู้ซื้อรายอื่น ประกอบกับคะแนนความน่าเชื่อถือของร้านค้า ระยะเวลาที่เปิดให้บริการ และจำนวนผู้สั่งซื้อ โดยระมัดระวังรีวิวที่ผิดปกติหรืออาจถูกสร้างขึ้นเพื่อจูงใจให้ซื้อสินค้า เช่น รีวิวที่มีข้อความซ้ำกันจำนวนมาก รีวิวที่ไม่มีรายละเอียดการใช้งานจริง หรือรีวิวที่ไม่สอดคล้องกับตัวสินค้า เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า การเลือกซื้อสินค้าที่เคารพทรัพย์สินทางปัญญา ไม่เพียงคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต รวมถึงเจ้าของแบรนด์ ผู้สร้างสรรค์ผลงาน และนักประดิษฐ์คิดค้น ให้ได้รับผลตอบแทนจากการสร้างสรรค์และการลงทุนของตนเอง สามารถนำรายได้กลับไปพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี และผลงานสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ต่อยอดการลงทุนด้านนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เจ้าของสิทธิ์ เจ้าของสถานประกอบการ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อสกัดกั้นการจำหน่ายสินค้าละเมิดทั้งช่องทางออนไลน์และในท้องตลาด มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยในช่วง 6 เดือน ของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีผลการจับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวม 457 คดี ยึดของกลาง 1,655,231 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 787,100,908 บาท และมีการประสานผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ดำเนินการระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมด 1,405 รายการ โดยประชาชนที่พบเห็นการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 เว็บไซต์ www.ipthailand.go.th</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026081054fbf38cf649866815e0fefc46a1f6c7160831.jpg' type='image/jpg' length='178603' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP เผยสินค้าสัตว์เลี้ยงไทยฮอต ผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่ายไทเปขอเจรจาธุรกิจเพียบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179713</link>
<guid isPermaLink="false">560a99d90b4e973b6e1f688ef894cece</guid>
<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.3 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>DITP เผยสินค้าสัตว์เลี้ยงไทยฮอต ผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่ายไทเปขอเจรจาธุรกิจเพียบ<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผลการนำผู้ประกอบการสินค้าสัตว์เลี้ยงของไทยเข้าร่วมจัดแสดงสินค้าภายในงาน Taipei Pet Show 2026 ที่กรุงไทเป ประสบความสำเร็จตามเป้า สินค้าได้รับความสนใจ ผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่าย ร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.พรพรรณ ภิรมย์พานิช ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) ถึงผลการนำผู้ประกอบการไทย จำนวน 20 ราย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าภายใน Thai Pavilion ในงานแสดงสินค้าและอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงไทเป 2026 (Taipei Pet Show 2026) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3&ndash;6 ก.ค.2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้านานกัง กรุงไทเป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ผลการนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยตลอดระยะเวลาการจัดงาน มีผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายจากไต้หวัน ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจเป็นจำนวนมาก มีผู้ประกอบการไต้หวัน 30 ราย ลงทะเบียนเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยทั้ง 20 ราย รวมทั้งสิ้น 128 คู่เจรจาธุรกิจ ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการติดตามผลการเจรจาธุรกิจ<br />
สำหรับสินค้าที่นำมาจัดแสดง ประกอบด้วย อาหารเม็ด อาหารเปียก ขนมสัตว์เลี้ยง อาหารฟรีซดราย อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหนังและสุขภาพ เครื่องดื่มสำหรับสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ทรายแมว ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เสื้อผ้า และอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งหลายแบรนด์ใช้วัตถุดิบระดับ Human Grade วัตถุดิบธรรมชาติ ปราศจากสีสังเคราะห์และสารกันเสีย พร้อมพัฒนาสูตรอาหารเฉพาะ อาทิ สูตรโปรตีนสูง สูตรลดอาการภูมิแพ้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต ไปจนถึงการออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับสัตว์เลี้ยงให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงและผู้เลี้ยงมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ Thai Pavilion ยังโดดเด่นด้วยพื้นที่จัดแสดงภายใต้ธีมพิเศษจาก IP สัตว์เลี้ยงยอดนิยม ได้แก่ Cat Company และ Rudolph The Awesome ซึ่งออกแบบบูธในสไตล์น่ารักสดใส ทำให้เกิดความโดดเด่นให้กับคูหาไทย และมีผู้ชื่นชอบเป็นจำนวนมากจนกลายเป็นจุดเช็กอินยอดนิยมของงาน พร้อมกิจกรรมทดลองสินค้าและเกมแจกของรางวัลที่ช่วยสร้างสีสันและเพิ่มการรับรู้แบรนด์ไทยในตลาดไต้หวัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในการจัดงานปีนี้ เป็นการจัดงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยภายในงานมีการจัดแสดงสินค้าอาหารและอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยงเป็นหลัก จัดโดยสมาคมการค้าอาหารและอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงแห่งสาธารณรัฐจีน (Pet Foods &amp; Appliances Association R.O.C.) ร่วมกับบริษัท Chan Chao International Co., Ltd. ซึ่งผู้จัดงาน ระบุว่า ปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมจัดแสดงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จำนวน 480 ราย รวมกว่า 2,100 บูธ และมีแบรนด์สินค้าสัตว์เลี้ยงมากกว่า 2,200 แบรนด์จากทั้งในและต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ไต้หวัน และยังมีแบรนด์จากไทย ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง ออสเตรเลีย และมาเลเซียเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทั้งนี้ จากการสำรวจภายในงาน พบว่า อาหารสุนัขและแมวเป็นสินค้าหลักที่ได้รับความนิยม ครอบคลุมตั้งแต่อาหารเม็ด ขนม อาหารพร้อมรับประทาน อาหารฟรีซดราย ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกส์ ไปจนถึงไอศกรีมสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยหลายบูธเปิดให้สัตว์เลี้ยงทดลองชิมสินค้า ส่งผลให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่พาสุนัขและแมวมาร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง จำเป็นต้องใส่ใจในลักษณะและพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงและเจ้าของสัตว์เลี้ยงมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการคิดค้นสินค้าที่เหมาะสม อาทิ การคิดค้นสินค้าเจลบำรุงผิวหนังรอบดวงตาของแมว เกิดจากเจ้าของแมวเห็นว่า แมวของตนมีผิวหนังรอบดวงตาที่แห้งกร้าน จึงต้องการสรรหาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดรอยแตกและอาการคันให้กับแมวของตน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงได้ผลิตเจลบำรุงผิวรอบดวงตาสำหรับแมวเพื่อตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าว โดยในที่สุด สินค้าดังกล่าวประสบความสำเร็จและเกิดความนิยมในเวลาต่อมา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ตลาดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงของไต้หวัน ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ผู้ประกอบการไทย ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะสินค้าสำหรับแมว ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการขยายตัวสูงขึ้นอย่างมากและมีศักยภาพในการทำตลาด ประกอบกับคนไต้หวันมีกำลังซื้อสูง รวมถึงมีความทุ่มเทและเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงของตนมาก จึงทำให้เป็นโอกาสที่ประกอบการไทยจะขยายตลาดของตนมายังไต้หวันมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง งาน Taipei Pet Show ยังเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าที่ได้รับการบรรจุอยู่ในโครงการ SMEs Pro-active ของกรม ผู้ประกอบการไทยที่สนใจสามารถขอรับการสนับสนุนเพื่อเข้าร่วมงานในปีต่อไปได้ เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเข้าถึงตลาดสัตว์เลี้ยงในไต้หวันอีกด้วย โดยศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของโครงการ https://smesproactive.ditp.go.th<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
รายงานจากกระทรวงเกษตรไต้หวัน ระบุว่า จำนวนสุนัขและแมวที่เลี้ยงในครัวเรือนไต้หวันเพิ่มขึ้นทะลุ 3.2 ล้านตัวแล้ว โดยอ้างอิงผลการสำรวจของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวัน ซึ่งคาดการณ์ว่า ตลาดสินค้าและบริการสำหรับสัตว์เลี้ยงของไต้หวันมีมูลค่ามากกว่า 80,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน โดยอาหารสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนสูงที่สุด คิดเป็นประมาณ 53% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2561 ไทยสามารถแซงหน้าคู่แข่งสำคัญ อย่างสหรัฐฯ ขึ้นเป็นแหล่งนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 1 ของไต้หวันอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากไทยมาตลาดไต้หวัน เติบโตขึ้น &nbsp;172% จากมูลค่า 38.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2559 เพิ่มเป็น 104.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 34.8% ของแหล่งนำเข้าอาหารเลี้ยงสัตว์จากทั่วโลก<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260810e85b79abfd76b7c13b1334d8d8c194a5160634.jpg' type='image/jpg' length='174730' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เปิดงาน ART UNIVERSE เป็นเวทีโชว์ผลงานศิลปินไทย ตั้งเป้าซื้อขาย 70 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179711</link>
<guid isPermaLink="false">9e276b910046e3f95a4e0f7f45f19838</guid>
<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.2 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เปิดงาน ART UNIVERSE เป็นเวทีโชว์ผลงานศิลปินไทย ตั้งเป้าซื้อขาย 70 ล้าน<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เปิดงาน &ldquo;ART UNIVERSE : จักรวาลแห่งการสร้างสรรค์ด้วยศิลป์&rdquo; เป็นเวทีให้ศิลปินไทยได้นำเสนอผลงาน สร้างเครือข่ายกับนักสะสม นักลงทุน ภาคธุรกิจสร้างสรรค์ ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และผลักดันศิลปะไทยสู่เวทีนานาชาติ &nbsp;ตั้งเป้าเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการซื้อขายผลงานศิลปะ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการต่อยอดความร่วมมือเชิงพาณิชย์ ไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท</p>

<p>ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการแสดงผลงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะ &ldquo;ART UNIVERSE : จักรวาลแห่งการสร้างสรรค์ด้วยศิลป์&rdquo; ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-16 ส.ค.2569 ณ Cloud 11 กรุงเทพฯว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้มาเปิดงานนี้ ซึ่งจะเป็นเวทีให้ศิลปินไทยได้นำเสนอผลงาน สร้างเครือข่ายกับนักสะสม นักลงทุน และภาคธุรกิจสร้างสรรค์ พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และผลักดันศิลปะไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยมีนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ศิลปิน และผู้ประกอบการเข้าร่วม &nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมงานสร้างสรรค์และงานศิลปะของไทยให้สามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้แสดงศักยภาพ ได้รับการคุ้มครองสิทธิ และสามารถนำผลงานไปสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เนื่องจากผลงานศิลปะไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความงดงาม และคุณค่าทางวัฒนธรรมของสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจได้อย่างหลากหลาย<br />
​ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การจัดงาน ART UNIVERSE ได้รับการสนับสนุนงบประมาณหลักจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ Cloud 11, Trendy Gallery, สมาคมนักประเมินราคาอิสระไทย, มูลนิธิออทิสติกไทย และสมาคมการค้าลิขสิทธิ์และของที่ระลึกจากคาแรกเตอร์ดีไซน์ ของเล่น และผลงานศิลป์ร่วมสมัยไทย โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการซื้อขายผลงานศิลปะ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการต่อยอดความร่วมมือเชิงพาณิชย์ภายในงานไม่น้อยกว่า 70 ล้านบาท&rdquo;ดร.กิริฎากล่าว<br />
สำหรับไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การจัดแสดงผลงานศิลปะของศิลปินไทยกว่า 300 ผลงาน โดยรวบรวมผลงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟของศิลปินระดับตำนาน เช่น อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์ทวี รัชนีกร ร่วมด้วยศิลปินรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงในเวทีนานาชาติ เช่น Molly (Crybaby), MACKCHA, Karms และ SUNTUR ตลอดจนผลงานของศิลปินอิสระและศิลปินหน้าใหม่อีกมากมาย สะท้อนความหลากหลายของวงการศิลปะไทย ตั้งแต่งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ไปจนถึงผลงานศิลปะร่วมสมัยและคาแรกเตอร์อาร์ตที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดโลก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสผลงานต้นฉบับและพบปะศิลปินอย่างใกล้ชิด และยังมีกิจกรรมประมูลงานศิลปะ เพื่อส่งเสริมการซื้อขายและการเปลี่ยนมือผลงานลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับงานสร้างสรรค์ โดยคาดว่าจะมีนักสะสมแกลเลอรี ผู้ประกอบการ และนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเข้าร่วมกว่า 500 ราย ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้เปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่ได้แสดงศักยภาพและก้าวสู่ตลาดศิลปะในระดับสากล โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดการประกวดผลงานศิลปะภายใต้โครงการ ART UNIVERSE โดยนำผลงานที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมจัดแสดงในงานจำนวน 50 ผลงาน มาพิจารณาตัดสินจากเกณฑ์ความโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์ คุณภาพทางศิลปะ การนำเสนอแนวคิด และศักยภาพในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อมอบรางวัล 3 ประเภทรางวัล ซึ่งรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน &ldquo;LOOP&rdquo; ประเภทผลงาน Mixed Media โดยศิลปิน Juthamanee Diloksopon ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโอกาสเข้าร่วมงานแสดงศิลปะนานาชาติ Kiaf SEOUL 2026 ณ สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเปิดประสบการณ์ สร้างเครือข่าย และต่อยอดสู่ตลาดศิลปะนานาชาติ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน &ldquo;We are made by our past&rdquo; ประเภทผลงาน Paint on Upcycled Wood โดยศิลปิน Korn Neeyabhan ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงาน &ldquo;วิถีชีวิตชนบทท้องถิ่นใต้ร่วมสมัย&rdquo; ประเภทผลงาน Mixed Media: agricultural materials, synthetic leather and other materials โดยศิลปิน Wannawit Patteep และผลงาน &ldquo;This Stone Can Save You&rdquo; ประเภทผลงาน Silkscreen โดยศิลปิน Apicha Wannakasin ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
​นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาถ่ายทอดความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา การบริหารจัดการลิขสิทธิ์ และการต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ ให้แก่ศิลปินและผู้ประกอบการ อาทิ การพลิกโฉมศิลปะไทยด้วย Resale Right ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยให้ศิลปินได้รับผลตอบแทนเมื่อผลงานถูกนำไปขายต่อ การเปลี่ยนงานศิลป์ให้เป็นสินทรัพย์ (Art to Asset) และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากลิขสิทธิ์เพื่อเปลี่ยนลายเส้นให้กลายเป็นรายได้ เป็นต้น รวมทั้งกิจกรรมเวิร์กชอปที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การวาดภาพด้วยเทคนิคสีน้ำ งานปั้นดินเบา การเรียนรู้วาดเส้นด้วยเทคนิคง่ายๆ และการแกะสลักไม้ ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเตรียมความพร้อมให้กับศิลปินไทยอย่างครบวงจร<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608103d522deaf85577451c01974654b36ad3160428.jpg' type='image/jpg' length='227955' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ไทยชูวิสัยทัศน์ ดันอาเซียนกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก เป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179709</link>
<guid isPermaLink="false">a4ce113d12af6c049e532e3d7ed20411</guid>
<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 16:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​ไทยชูวิสัยทัศน์ ดันอาเซียนกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก เป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร<br />
ไทยเข้าร่วมประชุม The ASEAN &amp; Asia Forum (AAF) ครั้งที่ 18 ที่สิงคโปร์ ผลักดันอาเซียนจากผู้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลก ไปสู่การเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก แนะใช้จุดแข็งการเป็นฐานการผลิตภาคเกษตรที่เข้มแข็ง การมีนวัตกรรม สร้างความมั่นคงทางอาหาร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการแสดงวิสัยทัศน์ในการประชุม The ASEAN &amp; Asia Forum (AAF) ครั้งที่ 18 จัดโดยสถาบันกิจการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากภาคการเมือง การทูต ภาคธุรกิจ และภาควิชาการจากหลายประเทศกว่า 300 คน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและความร่วมมือของภูมิภาคเอเชียและอาเซียน โดยไทยได้เสนอว่าอาเซียนจำเป็นต้องรักษาความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเชื่อมโยง และร่วมลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของภูมิภาคจากผู้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลกไปสู่การเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก<br />
&ldquo;แม้อาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบเศรษฐกิจโลก แต่ภูมิภาคยังคงมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก ความหลากหลายของประเทศสมาชิกไม่ใช่อุปสรรค หากแต่เป็นจุดแข็งที่ช่วยเสริมศักยภาพของอาเซียนในการสร้างความร่วมมือและวางตำแหน่งให้เป็นพันธมิตรด้านการค้าและการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาคมระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน อาเซียนควรเดินหน้าเร่งสร้างความก้าวหน้าในด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน การเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีทักษะ และการเชื่อมโยงด้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของภูมิภาคในระยะยาว&rdquo;</p>

<p>นอกจากนี้ ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตร จะเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของอาเซียนในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภูมิภาคมีฐานการผลิตภาคเกษตรที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และพลาสติกชีวภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต (Carbon Footprint) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจชีวภาพของภูมิภาค โดยอาเซียนควรมุ่งสู่การทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ (Co-creation) ระหว่างประเทศสมาชิก และใช้จุดแข็งเฉพาะด้านของแต่ละประเทศมาสร้างความเชื่อมโยงและเติมเต็มซึ่งกันและกัน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานอาหารและผลิตภัณฑ์ชีวภาพแห่งอนาคตให้มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260810cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075160211.jpg' type='image/jpg' length='307840' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์นำผู้ประกอบการเหนือ-ใต้ ไลฟ์สดขายสินค้าใน Shopee ตั้งเป้า 100 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179339</link>
<guid isPermaLink="false">77b91ce03cf62f5af8730fdd83a95085</guid>
<pubDate>Fri, 07 Aug 2026 10:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 10.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" />​</p>

<p>กรมพัฒน์นำผู้ประกอบการเหนือ-ใต้ ไลฟ์สดขายสินค้าใน Shopee ตั้งเป้า 100 ล้าน<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าโครงการ E-Com Restart Roadshow เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการจากภาคเหนือและภาคใต้กว่า 120 ร้านค้า ร่วมกิจกรรม Live Marathon และ Live with Influencer ผ่าน Shopee ให้ส่วนลดกว่า 2 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการซื้อ เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ ตั้งเป้าสร้างยอดขาย 100 ล้านบาท</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จโครงการ E-Com Restart Roadshow เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการจากภาคเหนือและภาคใต้กว่า 120 ร้านค้า ร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในรูปแบบ Live Marathon และ Live with Influencer นำสินค้าคุณภาพจำหน่ายให้ผู้บริโภค ผ่าน Live Commerce บน Shopee เพื่อกระตุ้นการจับจ่าย สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ และผลักดันสินค้าไทยเติบโตบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยจะมอบโค้ดส่วนลดรวมกว่า 2 ล้านบาท คาดสร้างยอดขายทะลุ 100 ล้านบาท</p>

<p>สำหรับกิจกรรม Live Marathon จะรวบรวมผู้ประกอบการกว่า 100 ร้านค้า ถ่ายทอดการจำหน่ายสินค้าผ่านการไลฟ์สดระหว่างวันที่ 8&ndash;17 ส.ค.2569 บน Shopee โดยคัดสรรสินค้าคุณภาพหลากหลายประเภท พร้อมมอบโค้ดส่วนลดรวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าไทยในราคาสุดคุ้ม<br />
ส่วนกิจกรรม Live with Influencer ได้คัดเลือกผู้ประกอบการดาวเด่นจำนวน 20 ร้านค้า จากหลากหลายหมวดสินค้า อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตรแปรรูป สุขภาพและความงาม แฟชัน และไลฟ์สไตล์ โดยมีอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ คุณแต๋ง After Yum และ คุณเชียร์ ฑิฆัมพร ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวสินค้า สร้างสีสันและเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคพร้อมมอบโค้ดส่วนลดรวมมูลค่า 500,000 บาท ในการไลฟ์สดวันที่ 19 ส.ค.2569 เวลา 14.00-18.00 น. ผ่าน Shopee Live<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ภายในกิจกรรมยังมีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าร่วม อาทิ &ldquo;ป้าปี๋&rdquo; อาหารเหนือที่ครองใจคนเหนือมานานกว่า 30 ปีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ สืบทอดจนถึงรุ่นที่ 3 &ldquo;Snackies&rdquo; ผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้อบแห้งร้านดังในตลาดออนไลน์ &ldquo;เสื้อเฮีย&rdquo; ที่โด่งดังจากคำคมและวลีสุดฮิตจากกระแสสังคมต่อยอดเป็นแบรนด์สร้างเป็นธุรกิจ &ldquo;เจ๊เล็ก น้ำพริกปูม้า&rdquo; เจ้าดังจากภาคใต้ทำน้ำพริกสดใหม่และทุกสูตรมีเครื่องหมายฮาลาล &ldquo;Chiangmai Freshmilk&rdquo; แบรนด์ผลิตภัณฑ์จากน้ำนมโคคุณภาพสูงจากเกษตรกรในภาคเหนือ และ &ldquo;เจ๊หงส์ มะม่วงแช่อิ่ม&rdquo; ธุรกิจกว่า 30 ปี ยกระดับสินค้าด้วยการพัฒนาสูตร บรรจุภัณฑ์และขยายตลาดออนไลน์ สะท้อนศักยภาพของสินค้าไทยที่สามารถแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มได้บนแพลตฟอร์มดิจิทัล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การดำเนินโครงการครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ การสร้างแบรนด์ การสื่อสารกับผู้บริโภค และการขายผ่าน Live Commerce ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคใหม่ พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมการไลฟ์สด เลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการไทย พร้อมรับสิทธิพิเศษจากโค้ดส่วนลดตลอดการจัดกิจกรรม เพื่อร่วมสนับสนุน SME ไทย สร้างรายได้ให้ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260807a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c105756.jpg' type='image/jpg' length='164854' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ผลักดันเมียนมา ร่วมประชุม JTC ขอผ่อนปรนมาตรการ Import Licensing]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179297</link>
<guid isPermaLink="false">d495a12457d5a1a22a7e92a255fee443</guid>
<pubDate>Fri, 07 Aug 2026 09:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 11.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ผลักดันเมียนมา ร่วมประชุม JTC ขอผ่อนปรนมาตรการ Import Licensing<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ร่วมคณะนายกรัฐมนตรีหารือกับประธานาธิบดีเมียนมา ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล สบช่องผลักดันจัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้า (JTC) ภายในปี 69 หลังว่างเว้นมานานกว่า 10 ปี ขอให้ผ่อนปรนมาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตนำเข้า (Import Licensing) โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นต่อการผลิต ขอให้ใช้เงินสกุลบาททำธุรกรรมด้านการลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล และได้ร่วมหารือเต็มคณะ เพื่อสานต่อและยกระดับความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในส่วนของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า ไทยได้ผลักดันให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commission : JTC) ไทย&ndash;เมียนมา ครั้งที่ 8 ภายในปี 2569 หลังเว้นว่างมานานกว่า 10 ปี เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและขยายมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2575<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ไทยยังเสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน รวมถึงการพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติมในพื้นที่ ๆ สถานการณ์เอื้ออำนวย การจัดตั้งคณะทำงานด้านความเชื่อมโยงระหว่างไทยกับเมียนมา การผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนผ่านความร่วมมือระหว่างหอการค้าของทั้งสองประเทศทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น<br />
นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้หารือเรื่องการผ่อนคลายมาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตนำเข้า (Import Licensing) ของเมียนมา โดยขอให้พิจารณาเพิ่มความสะดวกและความชัดเจนในการออกใบอนุญาตนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการผลิต เช่น เครื่องจักรกล วัสดุก่อสร้าง และปูนซีเมนต์ รวมทั้งได้ติดตามความร่วมมือด้านการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภายหลังไทยขยายระยะเวลานำเข้าตามคำขอของเมียนมาจนถึงสิ้นเดือน ส.ค.2569 พร้อมรับทราบข้อเสนอการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะพิจารณาภายใต้หลักผลประโยชน์ร่วมกันและความสอดคล้องกับกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้เสนอให้เมียนมาพิจารณาอนุญาตให้ใช้เงินบาทเป็นสกุลเงินสำหรับธุรกรรมด้านการลงทุนเพิ่มเติมจากการค้าสินค้า เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุนของภาคเอกชนไทย และสนับสนุนการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต บริการทางการเงิน และเหมืองแร่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือจำนวน 3 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านแรงงาน การจัดการคุณภาพน้ำ และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาให้มีความใกล้ชิด เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับเมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับ 8 ของไทยในอาเซียน โดยในปี 2568 การค้ารวมระหว่างสองประเทศมีมูลค่า 7,392.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) การค้ารวมมีมูลค่า 3,884.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.21%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260807eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3090108.jpg' type='image/jpg' length='532951' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือ สกสว. โชว์พร้อมจัดงาน IP x Venture Rise Thailand 2026]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179291</link>
<guid isPermaLink="false">0a066254148861a585e4d1d14462e234</guid>
<pubDate>Fri, 07 Aug 2026 08:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 13.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือ สกสว. โชว์พร้อมจัดงาน IP x Venture Rise Thailand 2026<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โชว์ความพร้อมการจัดงาน &ldquo;IP x Venture Rise Thailand 2026 : From Innovation to Income นวัตกรรม สร้างรายได้&rdquo; วันที่ 27-29 ส.ค.69 ขนผลงานทรัพย์สินทางปัญญา งานวิจัย นวัตกรรม และการลงทุน มาไว้ในงานเดียว เปิดโอกาสให้นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน และเจ้าของผลงาน ได้สร้างเครือข่าย ต่อยอดผลงานสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เตรียมจัดงาน &ldquo;IP x Venture Rise Thailand 2026 : From Innovation to Income นวัตกรรม สร้างรายได้&rdquo; ระหว่างวันที่ 27&ndash;29 ส.ค.2569 เวลา 10.00-19.00 น. ณ Hall 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่ผสานพลังทรัพย์สินทางปัญญา งานวิจัย นวัตกรรม และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันผลงานนวัตกรรมของคนไทยสู่ภาคธุรกิจ มุ่งยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมได้มีการจัดงาน IP Fair ต่อเนื่องทุกปี เพื่อแสดงศักยภาพผลงานทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ส่วน สกสว. ก็มีการจัดงาน Venture Rise Thailand เพื่อเปิดโอกาสให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพได้เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ นักลงทุน และแหล่งทุน ทั้งสองหน่วยงาน จึงได้ยกระดับความร่วมมือสู่การจัดงาน IP x Venture Rise Thailand 2026 ร่วมกัน เพื่อสร้างเวทีกลางที่เชื่อมโยงทรัพย์สินทางปัญญา งานวิจัย นวัตกรรม และการลงทุนไว้ในงานเดียว และเปิดโอกาสให้นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน และเจ้าของผลงานได้พบปะ สร้างเครือข่าย และต่อยอดผลงานสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ อันจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</p>

<p>สำหรับไฮไลต์สำคัญในงาน IP x Venture Rise Thailand 2026 คือ การนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพจากมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา (IP Mart) มาจัดแสดงในโซน Innovation Showcase กว่า 250 ผลงาน ครอบคลุม 5 กลุ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคต ได้แก่ 1.กลุ่มเทคโนโลยีด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Tech) ทั้งหุ่นยนต์อัจฉริยะและ AI ที่จะมาพลิกโฉมวงการสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน 2.กลุ่มเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ (Agri Tech) สัมผัสเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะและเครื่องจักรสุดล้ำที่ช่วยให้การทำเกษตรกรรมมีประสิทธิภาพและยั่งยืนกว่าเดิม 3.กลุ่มเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-Driven Technology) อัพเดทนวัตกรรมดิจิทัลที่เปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนและธุรกิจยุคใหม่ 4.กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอาหาร (Food Tech) เปิดประสบการณ์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม และ 5.กลุ่มเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Clean Tech) ค้นพบเทคโนโลยีเพื่อโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมเปิดโซน Business Matching ให้นักวิจัยและผู้พัฒนาเทคโนโลยีได้นำเสนอผลงานต่อผู้ประกอบการ นักลงทุน และกองทุน เพื่อสร้างโอกาสในการร่วมลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการต่อยอดนวัตกรรมสู่ธุรกิจใหม่บนฐานของทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภายในงานยังมี โซน Partner Pavilion ที่รวบรวมนวัตกรรมจากองค์กรชั้นนำระดับประเทศ นำโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานพันธมิตรอีกมากมาย มาร่วมจัดแสดง เพื่อนำเสนอศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ โดยมีผลงานที่น่าสนใจ อาทิ นวัตกรรม Bio Adults Diaper ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ย่อยสลายได้ นวัตกรรม G-Block อิฐปูพื้นทางเดินที่นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อลดการสร้างก๊าซเรือนกระจก นวัตกรรม Carbon Nanotubes (CNT) วัสดุนาโนสมรรถนะสูง เป็นต้น อันเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดแนวทางการต่อยอดผลงานสู่ภาคธุรกิจให้กับผู้ประกอบการและนักวิจัยไทย รวมทั้ง โซน IP Champion ที่จัดแสดงสุดยอดผลงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งปีของคนไทย ซึ่งได้รับรางวัล IP Champion 2026 ในสาขาต่าง ๆ ทั้งสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อเชิดชูศักยภาพของนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของไทยที่สามารถพัฒนาผลงานสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมี โซน IP Services เปิดบริการให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยผู้เชี่ยวชาญของกรมทั้งในด้านการจดทะเบียน การประเมินมูลค่า การวางกลยุทธ์การบริหารจัดการสิทธิ์ การต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงแหล่งทุนอย่างครบวงจร ร่วมด้วย โซน IP Partner แนะนำบริการของเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตรด้านทรัพย์สินทางปัญญา วิจัย นวัตกรรม กฎหมาย การประเมินมูลค่า และการลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ ที่พร้อมสนับสนุนการเติบโตของนวัตกรรมไทยอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ ตลอดจน โซนสัมมนาด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่ช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ธุรกิจ และนวัตกรรม ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้ประกอบการ ผู้ก่อตั้ง Startup และผู้นำธุรกิจในระดับประเทศและนานาชาติ<br />
ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สกสว. และกรมทรัพย์สินทางปัญญาในครั้งนี้ จะช่วยเสริมกลไกการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย สกสว. พร้อมบูรณาการเครือข่ายในระบบกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ทั้งหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคธุรกิจ และนักลงทุน เข้ากับกลไกการคุ้มครองและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพสามารถต่อยอดสู่ภาคธุรกิจและตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในงานแถลงข่าว กรมทรัพย์สินทางปัญญา และ สกสว. ได้นำผลงานส่วนหนึ่งของงาน IP x Venture Rise Thailand 2026 มาจัดแสดงเป็นการอุ่นเครื่อง อาทิ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) ของบริษัท ฟีว่า ซิสเท็ม ที่โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนองศาอิสระสูง (High Degrees of Freedom) สามารถเดิน ทรงตัว เต้น หรือลุกขึ้นยืนเองได้เมื่อล้ม รองรับการเขียนโปรแกรมสั่งการหลากหลายและมีเซนเซอร์อัจฉริยะ ทำให้หุ่นยนต์สามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างชาญฉลาด นวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Life Science) จากกลุ่มบริษัทในเครือ ปตท. ครอบคลุมการพัฒนายา เทคโนโลยีการแพทย์ ผลิตภัณฑ์โภชนาการเพื่อสุขภาพที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ภาคการเกษตรของไทย รวมทั้งอาหารแห่งอนาคต ที่ร่วมมือกับ Impossible Foods ผู้นำด้านอาหารจากพืช (Plant-based) ระดับโลก ใช้โรงงานในไทยเป็นฐานการผลิตหลักแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตลอดจน Warbie Yama ผลงานคาแรกเตอร์ของคุณอรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์ชาวไทยที่ประสบความสำเร็จในระดับสากล สะท้อนศักยภาพของทรัพย์สินทางปัญญาด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในการสร้างมูลค่าและขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลก เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260807c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c085857.jpg' type='image/jpg' length='119624' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์จัด Thailand E-Commerce Expo 2026 งานเดียวครบ จบเรื่อง e-Commerce]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179290</link>
<guid isPermaLink="false">e13bc13d698ae00cc9eb34e8d28748b6</guid>
<pubDate>Fri, 07 Aug 2026 08:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 12.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>​กรมพัฒน์จัด Thailand E-Commerce Expo 2026 งานเดียวครบ จบเรื่อง e-Commerce<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดงาน Thailand E-Commerce Expo 2026 งานเดียวครบ จบเรื่อง e-Commerce รวมพลังพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำกว่า 50 หน่วยงาน ถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้าน AI Commerce เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้พร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ คาดมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,000 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 300 ล้านบาท</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน Thailand E-Commerce Expo 2026 ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ว่า กรมได้จัดงานนี้ขึ้น ระหว่างวันที่ 6-7 ส.ค.2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;งานเดียวครบ จบเรื่อง e-Commerce&rdquo; เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยในยุคดิจิทัลให้สามารถแข่งขันในตลาดออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจรายย่อยทั่วประเทศ โดยผนึกกำลังพันธมิตรกว่า 50 หน่วยงาน เร่งยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่ AI Commerce พร้อมสร้างระบบนิเวศการค้าออนไลน์ที่แข็งแกร่ง ผลักดันธุรกิจไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ 7 โซน ครอบคลุมทุกมิติของการค้าออนไลน์ ได้แก่ Guru Talk ถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ อินฟลูเอนเซอร์ และนักธุรกิจชั้นนำ Platform Sharing รวมแพลตฟอร์มดิจิทัลกว่า 18 แห่ง e-Commerce Lab เวิร์กชอปด้าน AI และการตลาดออนไลน์ Pain-Point Fixer รวมผู้ให้บริการกว่า 50 แพลตฟอร์มช่วยแก้ปัญหาการทำธุรกิจออนไลน์ พร้อมสิทธิพิเศษภายในงาน Business Consult ให้คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ DBD Showcase คัดสรรสินค้าคุณภาพจากผู้ผ่านหลักสูตร Online Marketing Genius รุ่นที่ 6 และ DBD Online Mega Sale มหกรรมโปรโมชันออนไลน์ร่วมกับ Shopee มอบส่วนลดรวมกว่า 300,000 บาท ภายใต้โค้ด DBDEXPO<br />
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังจะได้รับโอกาสสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เรียนรู้เทรนด์การค้าออนไลน์ใหม่ ทดลองใช้เครื่องมือ AI เพื่อเพิ่มยอดขาย วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า พัฒนาคอนเทนต์ และบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว โดยคาดว่างานนี้จะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,000 ราย และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 300 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์มุ่งผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้ AI และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับผลิตภาพ และขยายโอกาสทางการค้าในตลาดโลก งาน Thailand e-Commerce Expo 2026 จึงไม่ใช่เพียงเวทีแสดงนวัตกรรม แต่เป็นพื้นที่สร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้ เชื่อมโยงพันธมิตร และต่อยอดธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้มแข็ง เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ที่ผ่านมา รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการใช้เศรษฐกิจดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ สร้างโอกาสทางการค้า และขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน ตลาด e-Commerce ของไทยมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกัน AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันทางการค้าอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า การสร้างคอนเทนต์ การบริหารร้านค้า การโฆษณา ไปจนถึงการให้บริการลูกค้า ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะและนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260807c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b085543.jpg' type='image/jpg' length='234529' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ขน 50 แฟรนไชส์ โชว์งาน Franchise Expo นำเสนอธุรกิจ สร้างโอกาสขาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179153</link>
<guid isPermaLink="false">dd76ec850cdb3c3deab50c943afbcb4d</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 13:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.8.jpg" style="width: 1000px; height: 563px;" /></p>

<p>กรมพัฒน์ขน 50 แฟรนไชส์ โชว์งาน Franchise Expo นำเสนอธุรกิจ สร้างโอกาสขาย<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้านำธุรกิจแฟรนไชส์ 50 ราย 5 ประเภท อาหาร เครื่องดื่ม ธุรกิจบริการ ความงามและสปา และค้าปลีก จัดแสดงในงาน Franchise Expo Thailand by Smart SME Expo เพื่อนำเสนอธุรกิจ สร้างโอกาสขาย เผยมีกิจกรรมไฮไลต์ ทั้งการให้คำปรึกษาแก่ผู้สนใจทำธุรกิจแฟรนไชส์ เทรนด์ธุรกิจ และพลาดไม่ได้ สามารถซื้อแฟรนไชส์ไปทำธุรกิจ รัฐอุดหนุนค่าแพกเกจ 50% สูงสุดรายละ 1 หมื่นบาท พร้อมจัดมอบรางวัล DBD Thailand Franchise Award 2026 ให้แก่ 7 ธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน Franchise Expo Thailand by Smart SME Expo ซึ่งเป็นงานแสดงธุรกิจแฟรนไชส์ชั้นนำที่จัดขึ้นโดย บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชัน จำกัด ระหว่างวันที่ 6-9 ส.ค.2569 ณ Hall 6-8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า ในปีนี้กรมได้จัดพาวิลเลียนนำเสนอธุรกิจแฟรนไชส์ที่อยู่ในการสนับสนุนและส่งเสริม รวมทั้งสิ้น 50 ธุรกิจ 5 ประเภท ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม ธุรกิจบริการ ความงามและสปา และค้าปลีก และยังได้เตรียมกิจกรรมครบวงจร สำหรับผู้สนใจต่อยอดสร้างอาชีพด้วยธุรกิจแฟรนไชส์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับกิจกรรมประกอบด้วย 1.การไลฟ์จากอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงตลอดทั้ง 4 วัน เพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย 2.การให้คำปรึกษาด้านการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์แบบตัวต่อตัวโดยผู้เชี่ยวชาญ สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ด้วยแฟรนไชส์ 3.การอัปเดตเทรนด์ธุรกิจแฟรนไชส์ จากทั้งผู้เชี่ยวชาญ และธุรกิจแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างอาชีพด้วยแฟรนไชส์<br />
ทั้งนี้ มีไฮไลต์สำคัญ คือ แคมเปญ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; โดยรัฐสนับสนุนค่าแพกเกจแฟรนไชส์ 50% สูงสุดรายละ 10,000 บาท เมื่อซื้อแพกเกจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมแคมเปญ เพื่อเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับผู้ที่สนใจลงทุนด้วยธุรกิจแฟรนไชส์ โดยผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th หรือ Line OA @franchisedbdplus</p>

<p>ขณะเดียวกัน กรมได้จัดพิธีมอบรางวัล DBD Thailand Franchise Award 2026 ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อเชิดชูเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยมีผู้เข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 38 แบรนด์ 35 ธุรกิจ และมีผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศรวม 8 แบรนด์ จาก 7 ธุรกิจ โดยการมอบรางวัลแบ่งออกเป็น 4 ประเภทรวม 11 รางวัล ได้แก่ รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยอดเยี่ยมตามขนาด 3 รางวัล รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยอดเยี่ยมรายอุตสาหกรรม 4 รางวัล รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่มีความโดดเด่นเฉพาะด้าน 2 รางวัล และรางวัลสุดยอดแฟรนไชส์ไทยแห่งปี 2 รางวัล</p>

<p>&ldquo;กรมมุ่งหวังว่าการจัดงานในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ได้นำเสนอธุรกิจในงานใหญ่ระดับประเทศ เป็นการเสริมสร้างศักยภาพด้านต่าง ๆ ทั้งการสร้างโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มยอดขาย ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ทั้งยังได้ทดสอบตลาดจริง พร้อมรับฟังความคิดเห็นโดยตรงจากผู้ที่สนใจเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการต่าง ๆ เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งมีโอกาสสร้างเครือข่ายพันธมิตรให้เป็นที่รู้จักกับผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น หรือหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ที่อาจเกื้อกูลกันได้ในอนาคต ตลอดจนเกิดการสร้างอาชีพให้กับพี่น้องประชาชนที่สนใจนำธุรกิจแฟรนไชส์ไปสร้างรายได้เพิ่มให้กับตนเองและครอบครัว&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>สำหรับงาน Franchise Expo Thailand by Smart SME Expo เปรียบเสมือนศูนย์รวมเครื่องมือทางธุรกิจครบวงจรที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจหน้าใหม่และเจ้าของธุรกิจที่ต้องการขยายสาขา โดยแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ เพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย ประกอบด้วย 1.โซนธุรกิจและแฟรนไชส์ พบกับแบรนด์ธุรกิจชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ 2.โซนเทคโนโลยีและสนับสนุน บริการเครื่องมือทางการตลาด ระบบบริหารจัดการบริการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ และโซลูชันการตลาดดิจิทัล 3.โซนสถาบันการเงิน พบกับธนาคารและสถาบันการเงินชั้นนำ พร้อมคำปรึกษาด้านการขอสินเชื่อเพื่อการลงทุน และ 4.กิจกรรมไฮไลต์ มีการจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้ พร้อมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) แบบตัวต่อตัวเพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026080657eeec0a6974ecb4e9fcf68fab052f7b135101.jpg' type='image/jpg' length='197402' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”นำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐ-เอกชน หารือ BERNAS ดันซื้อข้าวไทยเพิ่ม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179150</link>
<guid isPermaLink="false">b30e38cd4dd9457f235216404bc9f168</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 13:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.7.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;นำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐ-เอกชน หารือ BERNAS ดันซื้อข้าวไทยเพิ่ม<br />
กรมการค้าต่างประเทศนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางเยือนมาเลเซีย เข้าหารือและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับ BERNAS หน่วยงานดูแลการนำเข้าข้าว ได้รับคำยืนยันพร้อมนำเข้าข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสทะลุ 7 แสนตัน พร้อมจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ ที่ร้านอาหาร Thai SELECT<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายนางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางเยือนกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และได้ร่วมมือกับจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เข้าหารือและกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าข้าวกับหน่วยงาน Padiberas Nasional Berhad (BERNAS) ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวแต่เพียงผู้เดียวของมาเลเซีย<br />
โดยผลการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว รับทราบนโยบายและทิศทางการนำเข้าข้าวของมาเลเซีย รวมถึงแผนการจัดซื้อข้าวในปี 2569 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองฝ่าย โดย BERNAS ได้แสดงความเชื่อมั่นในคุณภาพของข้าวไทยและศักยภาพในการส่งมอบสินค้าตามสัญญา พร้อมยืนยันว่าจะนำเข้าข้าวไทยอย่างต่อเนื่องในปีนี้ และทั้งสองฝ่ายมั่นใจยอดส่งออกข้าวไทยไปมาเลเซียจะทะลุกว่า 700,000 ตัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Networking) ผ่านการเลี้ยงรับรองอาหารไทย ณ ร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT โดยมีเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ผู้แทนจาก BERNAS ตลอดจนผู้ประกอบการค้าข้าวของไทยและมาเลเซีย เข้าร่วมกว่า 50 ราย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026080691c85f899e56014969935fefd68830b9134815.jpg' type='image/jpg' length='834541' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ใช้ FTA ส่งออก 5 เดือน ปี 69 เพิ่ม 8.38% อาเซียนนำโด่ง ทุเรียนใช้สิทธิ์มากที่สุด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179123</link>
<guid isPermaLink="false">882a43aa7b4e63e8bfa41b715106b515</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 11:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.6.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​ใช้ FTA ส่งออก 5 เดือน ปี 69 เพิ่ม 8.38% อาเซียนนำโด่ง ทุเรียนใช้สิทธิ์มากที่สุด<br />
กรมการค้าต่างประเทศเผยสถิติการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 5 เดือน ปี 69 มีมูลค่า 40,442.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 8.38% อาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย ไทย-ญี่ปุ่น และไทย-ออสเตรเลีย ส่วนสินค้าเกษตร ทุเรียนแชมป์ใช้สิทธิ์สูงสุด สินค้าอุตสาหกรรม ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ แชมป์ใช้สิทธิ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 5 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่า 40,442.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.38% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 81.32% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA โดยการใช้สิทธิ์ 5 อันดับแรก การส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) เป็นอันดับหนึ่ง มีมูลค่า 13,403.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 68.93% รองลงมา คือ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;จีน (ACFTA) มูลค่า 11,869.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 94.33% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 5,526.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 78.97% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย&ndash;ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,101.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 85.43% และความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 2,451.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 57.18%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ 3.เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ 4.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ และ 5.เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ<br />
ทั้งนี้ หากแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่น ๆ 3.เนื้อไก่ปรุงแต่ง 4.ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่แช่เย็นจนแข็ง 5.เงาะ ลำไย ทับทิมสด มูลค่ารวม 10,811.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 26.73% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด และสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ 2.เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ 3.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 4.เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ 5.เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง มูลค่ารวม 29,630.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 73.27% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า ปัจจุบันถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ไทยจะใช้โอกาสจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงตามบริบทภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ โดยไทยมีจุดแข็งทั้งด้านทำเลที่ตั้ง ความเป็นกลางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ครอบคลุมตลาดสำคัญในหลายภูมิภาค ซึ่งล้วนเป็นแต้มต่อสำคัญในการลดผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และสร้างโอกาสใหม่ทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย ผ่านการใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้า ขยายธุรกิจสู่ตลาดศักยภาพใหม่ เช่น ละตินอเมริกา และเอเชียใต้ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ตลาดมูลค่าสูง เพื่อสร้างความพร้อมในการขยายธุรกิจสู่ตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพทั่วโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ส.ค.2569 โครงการ Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA จะนำผู้ประกอบการ SME เดินทางสู่สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ เพื่อผลักดัน SME รุกตลาดศักยภาพใหม่ เตรียมความพร้อมรองรับความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับต้นปี 2570 โดยสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ เป็นตลาดมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียม และยังมีเป้าหมายรุกตลาดอินเดีย ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการได้พบปะผู้ซื้อและผู้นำเข้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อขยายธุรกิจในระยะยาว&rdquo; นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260806e95e1ca27d0e39aa03eb5a611ce4122f112034.jpg' type='image/jpg' length='148300' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP โชว์ผลจัดคณะผู้แทนขายอาหาร-สินค้าอุตสาหกรรม ที่เซเนกัล ฟันยอด 231 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179097</link>
<guid isPermaLink="false">2b85c17b8d4759a20b19288ba8b9a4e0</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 10:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.5.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​DITP โชว์ผลจัดคณะผู้แทนขายอาหาร-สินค้าอุตสาหกรรม ที่เซเนกัล ฟันยอด 231 ล้าน<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลจัดคณะผู้แทนการค้าสินค้าอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรมไปเจรจาการค้าที่เซเนกัล ประสบความสำเร็จตามเป้า ขายได้กว่า 231 ล้านบาท พร้อมมอบทูตพาณิชย์ หาทางผลักดันสินค้าไทยเข้าไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและร้านจัดจำหน่ายสินค้าที่สำคัญของเซเนกัลให้ได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้าและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.กนกพรรณ ภัทรปริญสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงอาบูจา ไนจีเรีย ถึงผลการจัดคณะผู้แทนการค้าสินค้าอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรมไปเจรจาการค้าภูมิภาคแอฟริกา (สาธารณรัฐเซเนกัล) ณ กรุงดาการ์ ระหว่างวันที่ 5-7 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์รายงานว่า การจัดคณะผู้แทนการค้าในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม (สกอ.) ร่วมกับ สคต. ณ กรุงอาบูจา โดยมีกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2569 ณ โรงแรม King Fahd มีนางสาวนิภา นิรันดร์นุต เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงดาการ์ สาธารณรัฐเซเนกัล เป็นประธานเปิดงาน มีผู้นำเข้าเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 154 ราย แบ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าอาหาร จำนวน 83 ราย และผู้นำเข้าสินค้าอุตสาหกรรม จำนวน 71 ราย มีมูลค่าการเจรจาการค้าทั้งสิ้น 231.39 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าสั่งซื้อทันที 4.48 ล้านบาท และมูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปี 226.91 ล้านบาท<br />
สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยม แบ่งเป็นสินค้าอาหาร ได้แก่ ข้าว ผักและผลไม้แช่แข็งฟรีซดราย ขนมไทย สัปปะรดกระป๋อง ผงเครื่องเทศ และสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเพื่อสุขภาพ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาดมและยาหม่องน้ำ ผลิตภัณฑ์สายไฟ กุญแจล็อคบ้านและรถยนต์ เครื่องจักรกลการเกษตรและอุปกรณ์ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า ทูตพาณิชย์ยังได้สำรวจตลาดในห้างสรรพสินค้าและร้านจัดจำหน่ายสินค้าที่สำคัญของเซเนกัล ได้แก่ Casino Supermarket พบว่า จำหน่ายสินค้าอาหาร และสินค้าอุปโภคอื่น ๆ โดยมีสินค้าอาหารจากไทย อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว กะทิสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และปลาทูน่ากระป๋อง American Food Store ซุเปอร์มาร์เก็ตนำเข้าสินค้าอาหาร และสินค้าอุปโภคอื่น ๆ โดยมีสินค้าไทยที่นำเข้าผ่านผู้นำเข้าฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว เส้นหมี่สำเร็จรูป กะทิผงสำเร็จรูป น้ำมะพร้าว น้ำหวานผสมวุ้นมะพร้าว ชาเขียว เครื่องดื่มชูกำลัง &nbsp;Auchan &nbsp;ซุเปอร์มาร์เก็ตจำหน่ายสินค้าอาหาร และสินค้าอุปโภคอื่นๆ โดยมีสินค้าอาหารจากไทย อาทิ ปลากระป๋อง ข้าวหอมมะลิ ข้าว สัปปะรดกระป๋อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วน Bernabe Senegal (Distributor) ร้านจำหน่าย ฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์อุตสาหกรรม และวัสดุก่อสร้างครบวงจร (เทียบได้กับร้านโฮมโปรของไทย) โดยเน้นไปที่กลุ่มเครื่องมือช่าง วัสดุก่อสร้าง งานเหล็ก และอุปกรณ์เชิงวิศวกรรมสำหรับช่างฝีมือและงานทั่วไป มีสาขาหลัก ๆ อยู่ใน 5 ประเทศของทวีปแอฟริกา ได้แก่ โกตดิวัวร์ แคเมอรูน กาบอง คองโก และเซเนกัล และ SICAS (Soci&eacute;t&eacute; Industrielle et Commerciale del &#39;Automobile au S&eacute;n&eacute;gal) บริษัทและร้านจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ ยางรถยนต์ รวมถึงน้ำมันเครื่องรายใหญ่ ตั้งอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงดาการ์ธุรกิจหลักของ SICAS ประกอบด้วย จำหน่ายอะไหล่ โดยเป็นตัวแทนจำหน่ายอะไหล่รถยนต์และรถบรรทุกหลากหลายแบรนด์ และศูนย์บริการและซ่อมบำรุง มีศูนย์บริการที่ดูแลโดยช่างผู้เชี่ยวชาญสำหรับซ่อมแซม บำรุงรักษา และตรวจเช็กสภาพรถยนต์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ หาทางผลักดันให้ ห้างสรรพสินค้า และร้านจัดจำหน่ายสินค้าที่สำคัญของเซเนกัล เพิ่มการนำเข้าสินค้าไทยไปขาย โดยให้ช่วยประสานติดต่อผู้นำเข้า กับผู้ส่งออกไทยโดยตรง และให้หาทางเชิญมาร่วมงานแสดงสินค้าในไทย หรือเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพื่อหาทางขยายตลาดส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเซเนกัลให้ได้เพิ่มขึ้น&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260806d310cb367d993fb6fb584b198a2fd72c100516.jpg' type='image/jpg' length='274711' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกมันครึ่งปี 69 ปริมาณ 2.52 ล้านตัน ลด 51.63% แต่ราคาขายดีกว่าปีก่อน ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179094</link>
<guid isPermaLink="false">b426eacd77c031cdeb1a38f8d4469dfb</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 10:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.4.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​ส่งออกมันครึ่งปี 69 ปริมาณ 2.52 ล้านตัน ลด 51.63% แต่ราคาขายดีกว่าปีก่อน&nbsp;<br />
กรมการค้าต่างประเทศเผยส่งออกมันสำปะหลัง ครึ่งปี 69 ปริมาณ 2.52 ล้านตัน ลด 51.63% มูลค่า 1,205 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 38,003.15 ล้านบาท) ลด 27.69% เหตุเศรษฐกิจ การค้าโลกชะลอตัว และขาดแคลนวัตถุดิบ แต่ราคาขายดีกว่าปีก่อนมาก ยันเดินหน้าขยายการส่งออกสู่ตลาดศักยภาพต่อเนื่อง ไปขายแล้วที่ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหรัฐฯ ได้ออร์เดอร์มาทุกครั้ง เตรียมจัดงานใหญ่ Thai tapioca Nexus 2026 วันที่ 13 ส.ค.69<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังของไทยในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีปริมาณ 2.52 ล้านตัน ลดลง 51.63% มูลค่า 1,205 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 38,003.15 ล้านบาท) ลดลง 27.69% ซึ่งปรับตัวลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยตลาดส่งออกสำคัญ เช่น จีน ส่งออกได้ 1.52 ล้านตัน ลด 61.71% ญี่ปุ่น 2 แสนตัน ลด 4.76% อินโดนีเซีย 8 หมื่นตัน ไม่เปลี่ยนแปลง มาเลเซีย 9 หมื่นตัน ลด 52.63% สหรัฐฯ 9 หมื่นตัน ลด 30.77% และประเทศอื่น ๆ 5.4 แสนตัน ลด 14.29%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ครึ่งปี 2568 ส่งออกได้ 5.21 ล้านตัน มูลค่า 1,666.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ครึ่งปี 2569 ส่งออกลดลงครึ่งหนึ่ง แต่ยังขายได้ราคาดี โดยราคาเฉลี่ยครึ่งปีก่อน 319 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ราคาเฉลี่ยครึ่งปีนี้ 478 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ถือว่าดีมาก ส่วนสาเหตุที่ส่งออกลดลง เป็นไปตามเศรษฐกิจการค้าโลก ที่จะชะลอตัวลง และอีกส่วนหนึ่งมาจากการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยปกติ ไทยนำเข้ามันสดและมันเส้นจากเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ แต่ตอนนี้ ไม่มีการนำเข้าจากกัมพูชา เหลือนำเข้าจากสปป.ลาว และเมียนมา ซึ่งช่วงครึ่งปีนำเข้ามาเพียง 1.37 ล้านตัน ลดลง 64.96% นำเข้าจาก สปป.ลาวเกือบทั้งหมด โดยการนำเข้าที่ลดลง ดีต่อเกษตรกร ที่ราคาหัวมันสดสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการกระอัก เพราะไม่มีวัตถุดิบ&rdquo;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมได้เดินหน้าขยายตลาดให้กับสินค้ามันสำปะหลังไทย ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยได้เจาะตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง ทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ด้วยมาตรการเชิงรุก อาทิ ตลาดญี่ปุ่น กรมได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงแห่งญี่ปุ่น (MAFF) เพื่อผลักดันการขยายโควตานำเข้าแป้งมันสำปะหลังภายใต้กรอบความร่วมมือ JTEPA พร้อมรุกตลาดอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและกลุ่มอาหารสัตว์ร่วมกับสมาคมสหกรณ์การเกษตรแห่งชาติญี่ปุ่น (ZENNOH) ดันยอดสั่งซื้อมันสำปะหลังอัดเม็ด (มี.ค.&ndash;มิ.ย.) พุ่งสูงถึง 1,340 ตัน เพิ่ม 219% มูลค่า 13.5 ล้านบาท เพิ่ม 244%&nbsp;</p>

<p>ส่วนตลาดจีน ได้เดินทางไปนครฉงชิ่ง เพื่อเปิดตลาดใหม่ผ่านกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ คาดการณ์ว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการสั่งซื้อภายในหนึ่งปีรวมกว่า 2,087 ล้านบาท ตลาดสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้มีการประสานความร่วมมือกับผู้ผลิตเคมีภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ในการนำแป้งมันสำปะหลังไทยไปทดสอบเพื่อพัฒนาเป็นสารเคลือบผิวป้องกัน (Barrier Coating) ควบคู่กับการได้รับความสนใจจากผู้ผลิตเคมีภัณฑ์รายใหญ่ที่เปิดรับตัวอย่างสินค้าไปทดลองในกระบวนการทางเคมี และตลาดสหรัฐฯ ผู้ส่งออกไทยสามารถปิดดีลคำสั่งซื้อกับผู้นำเข้ารายใหญ่ เนื่องจากแป้งมันสำปะหลังดิบและแป้งออร์แกนิก (พิกัดศุลกากร 1106.20/1108.14.00) ซึ่งครองสัดส่วนส่งออกหลักกว่า 60% ของการส่งออกแป้งมันสำปะหลังไปยังสหรัฐฯ ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีภายใต้มาตรา 301 ในอัตรา 0%</p>

<p>นอกจากนี้ จากภารกิจขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งกรมได้จัดคณะผู้แทนการค้าไปเจรจาขยายตลาดช่วงที่ผ่านมา โดยฟาร์มโคนมรายใหญ่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ให้ความสนใจนำมันสำปะหลังอัดเม็ดของไทยไปทดลองใช้เป็นส่วนผสมหลักในอาหารสัตว์ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการขยายฐานการค้าสู่ภูมิภาคดังกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้เตรียมผนึกกำลังกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงานใหญ่แห่งปี &nbsp;Thai Tapioca Nexus 2026 ในวันที่ 13 ส.ค.2569 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนไทย ได้พบปะเจรจาและสร้างเครือข่ายธุรกิจโดยตรงกับผู้นำเข้าศักยภาพสูงจากทั่วโลก ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดโลกต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026080654fbf38cf649866815e0fefc46a1f6c7100313.jpg' type='image/jpg' length='1041175' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ไทยช่วยไทย ส่งออกโต ท่องเที่ยวฟื้น ดันดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค.69 เพิ่มขึ้น]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179090</link>
<guid isPermaLink="false">c809b88315909d22c3516d2eb99d438b</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 10:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.3.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​ไทยช่วยไทย ส่งออกโต ท่องเที่ยวฟื้น ดันดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค.69 เพิ่มขึ้น<br />
สนค.เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั่วไป เดือน ก.ค.69 อยู่ที่ระดับ 51.1 ปรับสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เหตุได้แรงหนุนจากมาตรการไทยช่วยไทย พลัส การส่งออกขยายตัว ท่องเที่ยวดีขึ้น แม้จะยังมีความกังวลค่าครองชีพ ภาระหนี้ และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจและการค้าโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,524 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ก.ค.2569 อยู่ที่ระดับ 51.1 เพิ่มจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.2 เป็นการปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทย พลัส รวมถึงภาคการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง และภาคการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ประชาชนมีมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในทิศทางที่ดีขึ้น แม้ยังมีความกังวลต่อค่าครองชีพ ภาระหนี้ และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 57.3 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 56.8 ในเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 41.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 40.2 ในเดือนก่อนหน้า และยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น<br />
ทางด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ภูมิภาคที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 52.9 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.3 ในเดือนก่อนหน้า ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 50.2 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่น จากระดับ 49.7 โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 52.7 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 49.4 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 51.0 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 49.5 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 49.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 50.1 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และเศรษฐกิจโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเกษตรกร อยู่ที่ระดับ 50.2 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 49.1 ในเดือนก่อนหน้า และเข้าสู่ช่วงเชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นอันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย รองลงมา คือ ราคาสินค้าเกษตร และอันดับสาม คือ เศรษฐกิจโลกและมาตรการของรัฐ พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 50.6 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 49.2 และเข้าสู่ช่วงเชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และเศรษฐกิจโลก ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 52.8 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 52.1 และกลุ่มอาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 48.8 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 48.2 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 54.5 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 53.9 และเป็นกลุ่มอาชีพที่มีระดับความเชื่อมั่นสูงสุด โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และเศรษฐกิจโลก สำหรับนักศึกษา อยู่ที่ระดับ 52.1 ปรับตัวลดลงมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 52.7 แต่ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก และสังคม/ความมั่นคง และกลุ่มอาชีพไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 50.2 ปรับตัวลดลงมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 52.2 แต่ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และเศรษฐกิจโลก เมื่อพิจารณาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 45.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 46.3 และยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260806e85b79abfd76b7c13b1334d8d8c194a5100124.jpg' type='image/jpg' length='181312' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ค้าชายแดน-ผ่านแดน ครึ่งปี 69 ทะลุ 1.12 ล้านล้าน เพิ่ม 10.4% ทั้งปี 2 ล้านล้านได้แน่]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179086</link>
<guid isPermaLink="false">fa18f1a2896728dab3b092648673226e</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 09:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.2 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​ค้าชายแดน-ผ่านแดน ครึ่งปี 69 ทะลุ 1.12 ล้านล้าน เพิ่ม 10.4% ทั้งปี 2 ล้านล้านได้แน่<br />
กรมการค้าต่างประเทศเผยการค้าชายแดนและผ่านแดน ครึ่งปี 69 ทะลุ 1.12 ล้านล้านบาท เพิ่ม 10.4% ได้แรงหนุนจากการค้าผ่านแดนไปจีน สิงคโปร์ และเวียดนาม คาดทั้งปีเข้าเป้า 2 ล้านล้านบาท หลังเมียนมาเปิดด่าน ทำการค้ามีแนวโน้มพุ่ง แม้ด้านกัมพูชา ยอดจะยังเป็นศูนย์ก็ตาม ส่วนการค้าผ่านแดน มีแนวโน้มโตต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน มิ.ย.2569 มีมูลค่า 219,956 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.3% เป็นการส่งออก 124,923 ล้านบาท เพิ่ม 8.1% และการนำเข้า 95,033 ล้านบาท เพิ่ม 29.0% ได้ดุลการค้า 29,890 ล้านบาท และยอดรวมครึ่งปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่า 1,129,491 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% เป็นการส่งออก 635,699 ล้านบาท เพิ่ม 6.6% การนำเข้า 493,791 ล้านบาท เพิ่ม 15.8% ได้ดุลการค้า 141,908 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากแยกเฉพาะการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือน มิ.ย.2569 มีมูลค่า 79,477 ล้านบาท เพิ่ม 3.9% เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 13 เดือน แยกเป็นการส่งออก 43,847 ล้านบาท ลด 7.3% การนำเข้า 35,630 ล้านบาท เพิ่ม 22.0% ได้ดุลการค้า 8,217 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 38,201 ล้านบาท เพิ่ม 48.4% รองลงมา คือ สปป.ลาว 25,478 ล้านบาท เพิ่ม 12.8% และเมียนมา 15,798 ล้านบาท ลด 8.5% ส่วนกับกัมพูชา ยังคงเป็น 0 จากการปิดด่านทั้งหมด 18 แห่ง โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 4,111 ล้านบาท เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 1,775 ล้านบาท และน้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,723 ล้านบาท รวมครึ่งปี 2569 การค้าชายแดนมีมูลค่า 431,032 ล้านบาท ลด 14.9% เป็นการส่งออก 246,241 ล้านบาท ลด 20.2% และการนำเข้า 184,791 ล้านบาท ลด 6.6% ได้ดุลการค้า 61,451 ล้านบาท<br />
ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน มิ.ย.2569 มีมูลค่า 140,479 ล้านบาท เพิ่ม 24.7% เป็นการส่งออก 81,076 ล้านบาท เพิ่ม 18.8% และการนำเข้า 59,403 ล้านบาท เพิ่ม 33.6% ได้ดุลการค้า 21,673 ล้านบาท โดยการค้าผ่านแดนกับจีน มีมูลค่าสูงสุด 73,365 ล้านบาท เพิ่ม 6.3% รองลงมา คือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 30,159 ล้านบาท เพิ่ม 123.2% และ 12,400 ล้านบาท เพิ่ม 61.5% ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ทุเรียนสด 18,339 ล้านบาท เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 14,618 ล้านบาท และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 8,876 ล้านบาท รวมครึ่งปี 2569 การค้าผ่านแดนมีมูลค่า 698,459 ล้านบาท เพิ่ม 35.3% เพิ่มขึ้นทั้งผ่านไปจีน สิงคโปร์ และเวียดนาม เป็นการส่งออก 389,458 ล้านบาท เพิ่ม 35.2% และการนำเข้า 309,001 ล้านบาท เพิ่ม 35.3% ได้ดุลการค้า 80,457 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลัง การค้าชายแดนและผ่านแดน ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการค้าชายแดนกับเมียนมา ที่คาดว่าในช่วงที่เหลืออีก 5 เดือน จะดีขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่เมียนมากลับมาเปิดด่าน และพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา กำลังมาเยือนไทย น่าจะมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าในหลายด้าน ส่วนทางด้านกัมพูชา แม้การค้าจะยังเป็นศูนย์เหมือนเดิม แต่ก็ไม่กระทบภาพรวม ส่วนการค้าผ่านแดน จะยังขยายตัวได้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าทั้งปีการค้าชายแดนและผ่านแดนน่าจะทำได้ถึง 2 ล้านล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมาย และอาจจะเกินจากเป้าเล็กน้อย&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608063d522deaf85577451c01974654b36ad3095934.jpg' type='image/jpg' length='146368' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกข้าวไทยครึ่งปี 3.28 ล้านตัน เอลนีโญดันความต้องการพุ่ง เป้า 7 ล้านตันได้ลุ้น]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179082</link>
<guid isPermaLink="false">d963064d12aec816bfe5ad7911c8ba0b</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 09:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​ส่งออกข้าวไทยครึ่งปี 3.28 ล้านตัน เอลนีโญดันความต้องการพุ่ง เป้า 7 ล้านตันได้ลุ้น<br />
กรมการค้าต่างประเทศเผยส่งออกข้าวไทย 6 เดือน ปี 69 มีปริมาณ 3.28 ล้านตัน ลด 18.81% มูลค่า 1,911 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 20.51% เหตุปริมาณข้าวในตลาดโลกมีสูง มีการแข่งขันด้านราคา สงครามตะวันออกกลาง ทำขายอิรักวูบ และข้าวไทยราคาสูงกว่าคู่แข่ง ระบุเอลนีโญ ทำหลายประเทศซื้อข้าวพุ่ง และเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร บวกแผนเร่งหาตลาด ทั้งมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ คองโก และโมซัมบิก จะช่วยเพิ่มยอดส่งออก คาดทั้งปีเข้าเป้า 7 ล้านตัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการส่งออกข้าวไทยในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีปริมาณ 3.28 ล้านตัน ลดลง 18.81% มูลค่า 1,911 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 60,387 ล้านบาท) ลดลง 20.51% โดยมีสาเหตุจากปริมาณข้าวในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้มีการแข่งขันด้านราคา อีกทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดสำคัญอย่างอิรัก ที่มีปริมาณส่งออกเดิมสูงถึง 1 ล้านตัน ซึ่งหยุดชะงักลงตั้งแต่เดือน มี.ค.2569 และราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง จากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่งและการผลิตที่สูงขึ้น &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ แม้ภาพรวมตลาดข้าวโลก ยังมีการแข่งขันสูงจากปัจจัยกดดันจากผลผลิตข้าวโลกที่มีปริมาณมาก แต่แนวโน้มการเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้หลายประเทศผู้นำเข้าพิจารณานำเข้าข้าวเพิ่มเพื่อรองรับกับความเสี่ยงดังกล่าวและเพิ่มความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกด้านการส่งออกข้าวของไทย และกรมยังมีแผนหาตลาดทดแทนตลาดอิรัก โดยมุ่งส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชีย เช่น มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ และภูมิภาคแอฟริกา เช่น แอฟริกาใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และโมซัมบิก<br />
ขณะเดียวกัน จะเดินหน้านำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางพบผู้นำเข้าข้าวสำคัญ เช่น ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย โดยได้เดินทางไปแล้วระหว่างวันที่ 2&ndash;6 ส.ค.2569 และเร่งรัดเจรจาผลักดันการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับ COFCO รัฐวิสาหกิจของจีน เพื่อให้ซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้น หลังจากได้ตกลงซื้อขายกันไว้ที่ 5 แสนตัน และมีการส่งมอบไปแล้ว 4 หมื่นตัน เมื่อช่วงเดือน มี.ค.2569 ที่ผ่านมา โดยอยู่ระหว่างการเจรจาตกลงราคาและการส่งมอบงวดต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพการเป็นแหล่งผลิตและส่งออกข้าวคุณภาพที่สำคัญของโลก และการส่งมอบข้าวตามสัญญาที่ทันต่อความต้องการตามกำหนดเวลาของผู้ซื้อ รวมทั้งจะเร่งดำเนินการส่งเสริมตลาดและผลักดันการส่งออกข้าวไทยอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาค เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทย โดยมั่นใจว่า จากแผนการทำตลาด และความต้องการข้าวไทยที่เพิ่มขึ้น จะช่วยผลักดันให้การส่งออกข้าวไทยในปีนี้เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 7 ล้านตัน&rdquo;นางอารดากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260806cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075095739.jpg' type='image/jpg' length='1133869' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ครม.แต่งตั้ง “พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์” เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178829</link>
<guid isPermaLink="false">22e8bacbfe9eec960a5a2b2916ae5c09</guid>
<pubDate>Wed, 05 Aug 2026 13:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/สิงหา/0.5.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​ครม.แต่งตั้ง &ldquo;พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์&rdquo; เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่<br />
ครม.อนุมัติการแต่งตั้ง &ldquo;พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์&rdquo; จากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ แทน &ldquo;วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์&rdquo; ที่จะเกษียณอายุราชการ 30 ก.ย.69 &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติการเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ในตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยได้แต่งตั้งนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ แทนนายนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.2569 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับนายพูนพงษ์ ผ่านงานในสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ และสมุทรสาคร รวม 18 ปี จากนั้นถูกดึงตัวเข้ามาอยู่ในส่วนกลางที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดูแลงานด้านการจดทะเบียนธุรกิจ การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ ก่อนขยับขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ &nbsp;ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในตำแหน่งล่าสุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยนายพูนพงษ์ เป็นผู้ที่มีผลการทำงานโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา ได้ขับเคลื่อนงานสำคัญที่มีส่วนช่วยลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพให้กับรัฐบาล ในช่วงที่เกิดปัญหาสงครามตะวันออกกลาง ด้วยการเสนอให้จัดทำโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ จนคำว่าไทยช่วยไทยได้มาเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลในหลาย ๆ โครงการ และยังเป็นหัวหอกสำคัญในการจัดการกับปัญหานอมินีที่สะสมมานาน ทั้งการวางระบบป้องกันการจดทะเบียนนิติบุคคลนอมินี การปราบปรามนอมินีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการพัฒนาระบบการจดทะเบียนนิติบุคคลให้มีความสะดวก รวดเร็ว ผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลกับหน่วยงานต่าง ๆ และการส่งเสริมธุรกิจให้มีความเข้มแข็ง ทั้งค้าส่งค้าปลีก แฟรนไชส์ ธุรกิจบริการ การค้าออนไลน์ เป็นต้น<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ เชื่อมั่นว่า การแต่งตั้งปลัดกระทรวงคนใหม่ในครั้งนี้จะก่อให้เกิดความต่อเนื่องในการบริหารราชการ และผลักดันภารกิจของกระทรวงให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างประโยชน์ต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมต่อไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประสบการณ์ด้านการฝึกอบรม นายพูนพงษ์ได้อบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 37 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 18 หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 64 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) รุ่นที่ 13 หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ 10<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการปฏิบัติงานพิเศษ อาทิ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คณะกรรมการสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย คณะกรรมการบริหารกองทุน สำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย คณะกรรมการสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ ชุดที่ 20 (กระทรวงแรงงาน) คณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 (คณะกรรมการไตรภาคี) คณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วน บริษัท และองค์กรธุรกิจ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา</p>

<p>ทั้งนี้ นายพูนพงษ์ เกิดเดือน พ.ย.2511 จะเกษียณอายุราชการในปี 2572 แทนที่จะเป็นปี 2571 เพราะจะได้ปฏิบัติราชการยาวนานขึ้นและเกษียณอายุในสิ้นปีงบประมาณถัดไป หรือเรียกกันว่าได้อายุราชการเพิ่มอีก 1 ปีเต็มก่อนเกษียณ ตามเงื่อนไขของปีงบประมาณไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260805d310cb367d993fb6fb584b198a2fd72c132628.jpg' type='image/jpg' length='191390' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เงินเฟ้อ ก.ค.69 เพิ่ม 1.95% เหตุน้ำมันทรงตัวสูง ค่าโดยสารขยับ อาหารขึ้น]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178828</link>
<guid isPermaLink="false">e0502c0901262e472fb6404414fdf73f</guid>
<pubDate>Wed, 05 Aug 2026 13:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/สิงหา/0.4.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​เงินเฟ้อ ก.ค.69 เพิ่ม 1.95% เหตุน้ำมันทรงตัวสูง ค่าโดยสารขยับ อาหารขึ้น<br />
สนค.เผยเงินเฟ้อ ก.ค.69 เพิ่ม 1.95% สูงขึ้น 4 เดือนติด แต่เริ่มชะลอลง มีสาเหตุหลักจากน้ำมันทรงตัวสูงกว่าปีก่อน ค่าโดยสารสาธารณะขยับ อาหารสำเร็จรูปสูงขึ้นต่อเนื่อง ผักสดขึ้นจากผลกระทบเอลนีโญกำลังอ่อน รวมเงินเฟ้อ 7 เดือน เพิ่ม 1.21% คาดแนวโน้มยังขยับต่อ เป้าทั้งปีประเมิน 1.5-2.5% แต่ต้องลุ้นราคาน้ำมัน หากลดลง เงินเฟ้อก็จะต่ำลง</p>

<p>นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ก.ค.2569 เท่ากับ 102.10 เทียบกับเดือน ก.ค.2568 เพิ่มขึ้น 1.95% สูงขึ้น ติดต่อกัน 4 เดือน แต่เริ่มชะลอตัวลง โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อน จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับสูงขึ้นตาม ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างในอัตราที่ค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากเครื่องประกอบอาหารบางชนิดทยอยปรับราคาสูงขึ้น และราคาผักสดปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าซึ่งมีฐานราคาอยู่ในระดับต่ำ และได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังอ่อน ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และยอดรวม 7 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) เพิ่มขึ้น 1.21%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ก.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 1.88% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ค่าโดยสารสาธารณะ (ค่ารถรับส่งนักเรียน ค่าโดยสารรถตู้วิ่งระหว่างจังหวัด ค่าโดยสารเครื่องบินต่างประเทศ ค่าโดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้าง ค่าโดยสารรถประจำทางปรับอากาศ ค่าโดยสารรถเมล์เล็ก/รถสองแถว) ค่าเช่าบ้าน และสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยารีดผ้า น้ำยาฟอกผ้าขาว/น้ำยาซักผ้าขาว น้ำยาปรับผ้านุ่ม) ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาลดลง อาทิ ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าห้องพักโรงแรม ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู ครีมนวดผม แป้งผัดหน้า) และเสื้อผ้า (เสื้อผ้าสตรี กางเกงขายาวบุรุษ เสื้อยืดเด็ก)<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 2.04% จากการสูงขึ้นของ ราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง ข้าวราดผัดกะเพรา ข้าวผัด) ผักสด (ต้นหอม ผักคะน้า แตงกวา ฟักทอง มะนาว มะละกอดิบ กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว) ผลไม้สด (ส้มเขียวหวาน แตงโม ฝรั่ง ลองกอง องุ่น ทุเรียน) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (น้ำดื่มบริสุทธิ์ กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น)) ข้าวสารเจ้า และไข่ไก่ อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร ข้าวสารเหนียว กุ้งขาว ปลานิล และเครื่องประกอบอาหาร (มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) มะขามเปียก น้ำพริกแกง)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
เมื่อแยกเงินเฟ้อตามรายภาค พบว่า ภาคใต้สูงขึ้นสูงสุด 2.25% รองลงมา คือ ภาคกลาง 2.22% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 1.88% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1.72% ภาคเหนือ 1.57%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือน ก.ค.2569 สูงขึ้น 1.34% เร่งตัวขึ้นจากเดือน มิ.ย.2569 ที่สูงขึ้น 1.23% รวม 7 เดือน ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.87%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน ส.ค.2569 คาดว่าจะเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ได้แก่ ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวสูงกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงเป็นวงกว้าง และมีการปรับราคาต่อจานในอัตราที่ค่อนข้างสูง รวมทั้งเครื่องประกอบอาหารทยอยปรับราคาสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า และราคาผักสดที่สำคัญมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้าจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน รวมถึงความเสี่ยงจากผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากสภาวะเอลนีโญกำลังอ่อนสู่สภาวะเอลนีโญกำลังแรงและกำลังแรงมาก ส่วนปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 ยังคงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเล็กน้อย และราคาผลไม้สดมีแนวโน้มปรับลดลง จากอุปทานที่เข้าสู่ตลาดในปริมาณมาก</p>

<p>ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 อยู่ระหว่าง 1.5&ndash;2.5% ค่ากลาง 2% มีสมมติฐานจากราคาน้ำมันดิบดูไบทั้งปี 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาหารจานเดียวเพิ่ม 3-5% ค่ากระแสไฟฟ้า 3.93 บาทต่อหน่วย น้ำมันดีเซล 35-40 บาทต่อลิตร และซูเปอร์เอลนีโญยังไม่เกิดผลกระทบ แต่ถ้าน้ำมันดีเซลช่วงเดือน ส.ค.-ธ.ค.2569 ปรับลดลง เงินเฟ้อทั้งปี ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงไปอยู่ในฐานตัวเลขล่าง เช่น เฉลี่ย 36.61 บาทต่อลิตร เงินเฟ้อก็จะอยู่ที่ 1.5%<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026080554fbf38cf649866815e0fefc46a1f6c7132436.jpg' type='image/jpg' length='177727' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ดึงอินฟลูเอนเซอร์จีน โปรโมตตรา Thai SELECT เมนูข้าวเหนียวทุเรียน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178827</link>
<guid isPermaLink="false">07d2c5f2dcae76bab983fc1e9ededa1f</guid>
<pubDate>Wed, 05 Aug 2026 13:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/สิงหา/0.3.jpg" style="width: 1000px; height: 666px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ดึงอินฟลูเอนเซอร์จีน โปรโมตตรา Thai SELECT เมนูข้าวเหนียวทุเรียน<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้แก่ร้านอาหาร Thai Rice House สาขาห้างสรรพสินค้า MIXC ณ เมืองเซี่ยเหมิน พร้อมดึงอินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่นกว่า 20 ราย เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อช่วยสร้างการรับรู้และสร้างความเชื่อมั่นต่ออาหารไทย สบช่องโปรโมต &ldquo;ข้าวเหนียวทุเรียน&rdquo; ต่อยอดความนิยมข้าวเหนียมมะม่วง</p>

<p>นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้แก่ร้านอาหาร Thai Rice House สาขาห้างสรรพสินค้า MIXC ณ เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนายหลิน จื้อหาว ผู้บริหารร้าน เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมสาธิตการประกอบอาหารไทยและประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งจัดโดยสำนักงานการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน (สคต. เซี่ยเหมิน) โดยมีอินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่นกว่า 20 ราย เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการรับรู้และสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานอาหารไทยในตลาดจีน</p>

<p>สำหรับร้าน Thai Rice House เป็นร้านอาหารไทยที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 50 แห่งทั่วสาธารณรัฐประชาชนจีน และนับเป็นหนึ่งในแบรนด์ร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์มากที่สุดแบรนด์หนึ่ง โดยร้านให้ความสำคัญกับการคงเอกลักษณ์และรสชาติอาหารไทยผ่านการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากประเทศไทย อาทิ ขิง ข่า ใบมะกรูด พริกขี้หนู เครื่องแกง และข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งวัตถุดิบสดบางส่วนขนส่งทางอากาศเพื่อรักษาคุณภาพและความสดใหม่ อีกทั้งมีความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ซื้อข้าวหอมมะลิปีละ 250 ตัน และบริหารจัดการด้านซัปพลายเชน เพื่อให้ทุกสาขาสามารถรักษามาตรฐานและคุณภาพอาหารไทยได้อย่างสม่ำเสมอ</p>

<p>ทั้งนี้ ภายในงานยังจัดแสดงนิทรรศการประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อให้ความข้อมูลเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานร้านอาหารไทยในต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนารูปแบบการรับรองที่มุ่งยกระดับคุณภาพร้านอาหารไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยอินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่นที่เข้าร่วมกิจกรรม ให้ความสนใจวัตถุดิบไทยและการสาธิตการประกอบอาหารเป็นอย่างมาก พร้อมร่วมชิมอาหารไทยหลากหลายเมนู อาทิ ปลากะพงนึ่งมะนาว ส้มตำไทย ต้มยำทะเล แกงกะหรี่เนื้อ กะเพราหมูสับ คอหมูย่าง เมี่ยงคำ และชาไทย</p>

<p>ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีการนำเสนอเมนูพิเศษ &ldquo;ข้าวเหนียวทุเรียน&rdquo; เพื่อต่อยอดความนิยมของข้าวเหนียวมะม่วงเมนูยอดฮิตประจำร้าน พร้อมประชาสัมพันธ์คุณภาพและรสชาติของทุเรียนไทยแก่ผู้บริโภคชาวจีน ซึ่งได้รับความสนใจและการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมงาน โดยตนยังได้ร่วมกับนายวิชาญ พุ่มทรัพย์ หัวหน้าเชฟของร้านอาหาร Thai Rice House สาธิตการปรุงเมนูส้มตำไทยและต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นเมนูอาหารไทยที่ได้รับความนิยมในระดับสากล และเป็นเมนูขายดีของร้านด้วย</p>

<p>&ldquo;การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการรับรู้เกี่ยวกับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT และสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานร้านอาหารไทยในประเทศจีนแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการประชาสัมพันธ์อาหารไทย วัตถุดิบไทย และผลไม้ไทยผ่านอินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่น เพื่อขยายการรับรู้สู่ผู้บริโภคในวงกว้าง อันจะช่วยสนับสนุนภาพลักษณ์อาหารไทยและเพิ่มโอกาสทางการค้าของสินค้าอาหารไทยในตลาดจีนอย่างต่อเนื่อง&rdquo;นายสุรินทรกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260805e85b79abfd76b7c13b1334d8d8c194a5132250.jpg' type='image/jpg' length='398730' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ขีดชื่อนิติบุคคลในกรุงเทพฯ 11,234 ราย ออกจากทะเบียน สู่สถานะ “ร้าง”]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178825</link>
<guid isPermaLink="false">0473ad44bb616c777315d4e18165f7ad</guid>
<pubDate>Wed, 05 Aug 2026 13:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/สิงหา/0.2.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>กรมพัฒน์ขีดชื่อนิติบุคคลในกรุงเทพฯ 11,234 ราย ออกจากทะเบียน สู่สถานะ &ldquo;ร้าง&rdquo;<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมขีดชื่อนิติบุคคลในกรุงเทพฯ จำนวน 11,234 ราย ออกจากทะเบียน สู่สถานะ &ldquo;ร้าง&rdquo; หลังไม่ส่งงบการเงินติดต่อกัน 3 ปี และจดทะเบียนเลิกแล้ว แต่ไม่ชำระบัญชี เผยจะไม่สามารถนำนิติกรรมใด ๆ ได้อีก แต่ความรับผิดชอบของหุ้นส่วน กรรมการ และผู้ถือหุ้นยังคงมีอยู่และพึงเรียกบังคับได้ และสามารถคืนทะเบียนได้ โดยการร้องขอต่อศาลภายใน 10 ปี เตือนตรวจสอบก่อนทำธุรกิจหรือร่วมลงทุน เพื่อให้ชัวร์ว่ายังมีสถานะคงอยู่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมออกประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร 2 ฉบับ เรื่อง จะขีดชื่อห้างหุ้นส่วนบริษัทออกจากทะเบียนจำนวน 11,234 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นนิติบุคคลที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร 2 กรณี คือ 1.ไม่ส่งงบการเงินติดต่อกันนาน 3 ปี นับจากปีปัจจุบันย้อนหลังลงไป ซึ่งเป็นเหตุให้เชื่อว่าไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้ว จำนวน 8,446 ราย 2.จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนบริษัทแล้ว แต่ไม่มีตัวผู้ชำระบัญชีทำการอยู่ หรือไม่ได้จัดทำรายงานการชำระบัญชี หรือไม่ยื่นจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีต่อนายทะเบียนภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันรับจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนบริษัท จำนวน 2,788 ราย ส่วนนิติบุคคลที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด กรมได้ประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดให้เร่งตรวจสอบ ก่อนดำเนินการแบบเดียวกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียด วันที่ 19 ส.ค.2569 กรมจะประกาศรายชื่อนิติบุคคลที่จะทำการขีดชื่อผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th หัวข้อ คู่มือการทำธุรกิจ เลือกบริการข้อมูล เลือกจดทะเบียนธุรกิจ และเลือกประกาศถอนทะเบียนร้างและคืนสู่ทะเบียน<br />
ทั้งนี้ นิติบุคคลที่มีรายชื่อตามประกาศสามารถยื่นคำชี้แจงต่อนายทะเบียนได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ออกประกาศ หากพ้นระยะเวลาที่กำหนด จะถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนและสิ้นสภาพนิติบุคคลทันที เว้นแต่จะแสดงเหตุให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อนิติบุคคลถูกเปลี่ยนเป็นสถานะร้างแล้ว จะไม่สามารถทำนิติกรรมใด ๆ ได้อีกต่อไป แต่ความรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้เป็นหุ้นส่วน กรรมการ ผู้จัดการ และผู้ถือหุ้นยังคงมีอยู่และพึงเรียกบังคับได้ แต่นิติบุคคลอาจคืนสู่ทะเบียนได้โดยการร้องขอต่อศาลภายใน 10 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอเตือนนิติบุคคลให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อลดภาระในการดำเนินธุรกิจทั้งการเสียเวลา ค่าใช้จ่าย และค่าปรับต่าง ๆ เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีด้านความโปร่งใสในการทำธุรกิจของประเทศไทย รวมถึงการปรับปรุงฐานข้อมูลนิติบุคคลที่ไม่มีสถานะในการทำธุรกิจแล้วให้เป็นปัจจุบันทุกปี ซึ่งจะช่วยตัดวงจรของการนำข้อมูลนิติบุคคลที่ไม่มีความเคลื่อนไหวทางธุรกิจ หรือนำชื่อไปแอบอ้างหลอกลวงประชาชนของกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลหรือสถานะของนิติบุคคลด้วยตนเองได้ตลอด 24 ชั่วโมงทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th เลือกหัวข้อบริการออนไลน์ และเลือก DBD Datawarehouse+ หรือตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชัน DBD e-Service ผ่านโทรศัพท์มือถือก็ได้เช่นเดียวกัน การันตีความง่าย สะดวก รวดเร็ว รู้ผลทันทีและไม่มีค่าใช้จ่าย&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608053d522deaf85577451c01974654b36ad3132049.jpg' type='image/jpg' length='93208' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อรมน-พูนพงษ์” 2 แคนดิเดต ชิงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178824</link>
<guid isPermaLink="false">6e38de752d3a736a6e7c0edc39ed3b81</guid>
<pubDate>Wed, 05 Aug 2026 13:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/สิงหา/0.1.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;อรมน-พูนพงษ์&rdquo; 2 แคนดิเดต ชิงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่<br />
จับตา &ldquo;ศุภจี&rdquo; ชง ครม. แต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ แทน &ldquo;วุฒิไกร&rdquo; ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.69 เผย 2 แคนดิเดต &ldquo;อรมน-พูนพงษ์&rdquo; มีผลงานโดดเด่น เข้าตา ส่วนตำแหน่งเกษียณอื่น คาดแต่งตั้งคิวถัดไป ทั้งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รวมไปถึงการสับเปลี่ยนโยกย้าย ที่หลายฝ่ายจับตา คือ อธิบดีกรมการค้าภายใน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า วันที่ 5 ส.ค.2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมที่จะเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ซึ่งคาดว่า จะเสนอแต่งตั้งตำแหน่งเดียวก่อน คือ ตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพราะนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้ที่เหมาะสมจะได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งให้เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ มีแคนดิเดตอยู่ 2 คน คือ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยนายพูนพงษ์ เติบโตมาในสายงานการจดทะเบียนธุรกิจ การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ มีความเชี่ยวชาญด้านงานทะเบียนพาณิชย์ การพัฒนาธุรกิจ ทั้งค้าปลีกค้าส่ง โชวห่วย แฟรนไชส์ โลจิสติกส์ การส่งเสริมการค้าออนไลน์ เคยเป็นรองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในปัจจุบัน<br />
ส่วนนางอรมน เติบโตมาจากสายงานเจรจาการค้า เริ่มทำงานที่กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ (ปัจจุบันกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ) ในตำแหน่งเศรษฐกร จากนั้นเป็นอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) ที่คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (WTO) ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และเป็นอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้รับการต่ออายุ 2 ครั้ง รวม 6 ปี และขยับเป็นอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และล่าสุดเป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับทั้ง 2 ท่าน ถือเป็นผู้ที่มีการทำงานโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา โดยนายพูนพงษ์ ได้ขับเคลื่อนงานสำคัญที่มีส่วนช่วยลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพให้กับรัฐบาล ในช่วงที่เกิดปัญหาสงครามตะวันออกกลาง ด้วยการเสนอให้จัดทำโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ จนคำว่าไทยช่วยไทยได้มาเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลในหลาย ๆ โครงการ และยังเป็นหัวหอกสำคัญในการจัดการกับปัญหานอมินีที่สะสมมานาน ทั้งการวางระบบป้องกันการจดทะเบียนนิติบุคคลนอมินี การปราบปรามนอมินีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการพัฒนาระบบการจดทะเบียนนิติบุคคล การเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลกับหน่วยงานต่าง ๆ และการส่งเสริมธุรกิจต่าง ๆ ให้มีความเข้มแข็ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะที่นางอรมน มีผลงานในการขับเคลื่อนงานทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งการเร่งรัดการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ให้มีความง่ายขึ้น เร็วขึ้น สะดวกขึ้น การส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การช่วยเหลือ SME ให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาแปลงเป็นทุน การส่งเสริมผลงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีแห่งอนาคต การปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสกัดสินค้าปลอม ไม่ให้เข้าสู่ตลาด และการดูแลผู้ประกอบการที่ถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับตำแหน่งระดับซี 10 ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.2569 มี 2 ตำแหน่ง คือ น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยคาดว่า จะมีการเสนอ ครม. แต่งตั้งในลำดับถัดไป หลังจากที่ได้เสนอชื่อตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์แล้ว เพื่อให้มีความชัดเจนว่า ตำแหน่งระดับ ซี 10 จะว่างลงกี่ตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งที่อาจจะมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนการทำงาน ก็จะได้เสนอในคราวเดียวกัน<br />
โดยผู้ที่คาดว่า มีโอกาสได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เช่น นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจการกระทรวงพาณิชย์ นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ส่วนตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่อาจจะว่างลง หากนายพูนพงษ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปลัดกระทรวง มีผู้ที่เหมาะสม เช่น น.ส.จิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ หรือตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา หากนางอรมน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปลัดกระทรวง ก็มีผู้เหมาะสม เช่น น.ส.จิตติมา น.ส.กนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์</p>

<p>ส่วนตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่ว่างลง ผู้ตรวจราชการ ที่มีอยู่ 6 ท่าน คือ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม , นายรัชวิชญ์ ปิยะปราโมทย์ , นายวราวุฒิ , นายกิตติวัฒน์ , น.ส.กนิษฐา และนายกรนิจ ก็ล้วนมีโอกาสได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง หากไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิบดี รวมไปถึงที่ปรึกษาการพาณิชย์ที่มีอยู่ 2 ท่าน คือ น.ส.เก็จพิรุณ เกาะสุวรรณ์ และนางมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ ก็มีโอกาสเช่นเดียวกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม มีตำแหน่งที่ต้องจับตา คือ อธิบดีกรมการค้าภายใน ที่มีแนวโน้มว่าจะมีการสับเปลี่ยนโยกย้ายการทำงาน และแต่งตั้งบุคคลอื่นเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน โดยนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน คนปัจจุบัน มีกระแสข่าวว่าจะถูกโยกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ หรือรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และมีผู้ที่เหมาะสมที่จะมาดำรงตำแหน่งแทน เช่น นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเคยเป็นอธิบดีกรมนี้มาก่อน ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่เคยเป็นรองอธิบดี และนายกรนิจ โนนจุ้ย ที่เคยเป็นรองอธิบดีเช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่ต้องจับตาอีกตำแหน่งหนึ่ง เพราะมีผู้ที่เหมาะสมหลายท่าน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260805cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075131900.jpg' type='image/jpg' length='136414' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลงพื้นที่ตรวจสอบระบบคุมคุณภาพ GI ส้มโชกุนเบตง–มังคุดในสายหมอกเบตง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178608</link>
<guid isPermaLink="false">5e454f8f3a590339534d4283155a9806</guid>
<pubDate>Tue, 04 Aug 2026 10:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/สิงหา/2 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ลงพื้นที่ตรวจสอบระบบคุมคุณภาพ GI ส้มโชกุนเบตง&ndash;มังคุดในสายหมอกเบตง<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่ตรวจประเมินระบบควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน GI สินค้า &ldquo;ส้มโชกุนเบตง&rdquo; และ &ldquo;มังคุดในสายหมอกเบตง&rdquo; เพื่อรักษาคุณภาพ มาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมจับมือแม็คโคร โลตัส นำสินค้าไปจำหน่ายในห้าง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้นำคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดยะลา นำโดยพาณิชย์จังหวัดยะลา เกษตรจังหวัดยะลา เกษตรอำเภอเบตง พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาโครงการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ลงพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ตรวจประเมินการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน GI (Internal Control) ของสินค้า &ldquo;ส้มโชกุนเบตง&rdquo; และ &ldquo;มังคุดในสายหมอกเบตง&rdquo; เพื่อมุ่งรักษามาตรฐานการผลิตสินค้า GI สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการผลิตสินค้า GI เพราะช่วยให้สินค้ายังคงอัตลักษณ์และคุณภาพตามข้อกำหนดที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กรม อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวนโยบายที่นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญและกำชับให้กรมเร่งยกระดับสินค้าเกษตร GI สู่สินค้ามูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรและชุมชน<br />
สำหรับผลการลงพื้นที่ คณะกรรมการได้ตรวจเยี่ยมแปลงผลิตสินค้า GI ส้มโชกุนเบตง และมังคุดในสายหมอกเบตง พร้อมรับฟังความเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การผลิต กระบวนการเพาะปลูก ปริมาณผลผลิต ตลอดจนแนวทางการจำหน่ายสินค้า โดยมีเกษตรกรทั้ง 2 สินค้าเข้าร่วมรับการตรวจประเมินระบบควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อสมัครขอใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย รวมกว่า 40 ราย ซึ่งผู้ที่ผ่านการตรวจประเมินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับอนุญาตให้ใช้ตรา GI ไทยบนผลผลิตหรือบรรจุภัณฑ์ที่ตนจำหน่ายเป็นเวลา 2 ปี โดยเมื่อครบอายุสามารถขอรับการตรวจประเมินและขอใช้ตรา GI รอบใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า โอกาสนี้ ผู้แทนห้างสรรพสินค้าแม็คโครและโลตัส ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงพื้นที่ติดตามการตรวจประเมินระบบควบคุมคุณภาพและเยี่ยมชมแหล่งผลิต เพื่อประเมินศักยภาพของสินค้า ทั้งด้านคุณภาพ ปริมาณผลผลิต และความพร้อมในการส่งมอบสินค้าเข้าสู่ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ พร้อมหารือกับเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแนวทางการรับซื้อผลผลิต โดยเห็นว่าการมีระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มแข็งและสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และทำให้สินค้า GI สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยที่ผ่านมา กรมได้ร่วมมือกับบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ในการส่งเสริมและขยายช่องทางจำหน่ายสินค้า GI จากเกษตรกรโดยตรง เพื่อวางจำหน่ายผ่านแม็คโครและโลตัสทั่วประเทศ โดยความร่วมมือดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้า GI ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และตรวจสอบแหล่งที่มาได้อย่างมั่นใจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส้มโชกุนเบตง และมังคุดในสายหมอกเบตง ถือเป็นผลไม้ GI ที่มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในด้านคุณภาพและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ โดยส้มโชกุนเบตงเป็นส้มเขียวหวานที่มีผลกลมแป้นขนาดใหญ่ เนื้อสีส้มเข้ม นุ่ม รสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย ปอกเปลือกง่าย และมีกลิ่นหอม ส่วนมังคุดในสายหมอกเบตง เป็นมังคุดพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกบนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่ 200 เมตรขึ้นไป มีลักษณะผลกลมโต เปลือกค่อนข้างหนา ผิวมัน เนื้อสีขาวนวลปุยฝ้าย ไม่เป็นเนื้อแก้ว ไม่มียางไหล และมีรสชาติหวานนำเปรี้ยว อันเป็นเอกลักษณ์ที่เกิดจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเฉพาะของพื้นที่</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260804c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c105537.jpg' type='image/jpg' length='143697' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”รับลูก “ศุภจี” เคาะแผนเชิงรุก ผลักดันผลไม้แปรรูปไทยขายตลาดทั่วโลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178547</link>
<guid isPermaLink="false">bc66f8fe8c3778b7a54c2e52aad90ff7</guid>
<pubDate>Tue, 04 Aug 2026 08:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/สิงหา/1 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;รับลูก &ldquo;ศุภจี&rdquo; เคาะแผนเชิงรุก ผลักดันผลไม้แปรรูปไทยขายตลาดทั่วโลก<br />
&ldquo;บรรจงจิตต์&rdquo; ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานประชุมร่วมกับทูตพาณิชย์ และหน่วยงานในพาณิชย์ วางแผนขับเคลื่อนการส่งออกผลไม้แปรรูปเชิงรุก ตามนโยบาย &ldquo;ศุภจี&rdquo; ที่สั่งการให้ใช้แนวคิด &ldquo;ตลาดนำการผลิต&rdquo; เคาะส่งเสริมการแปรรูปทุเรียน มังคุด ลำไย มะพร้าว และมะม่วง ผลักดันทำตลาดผ่านงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ จัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ ผลักดันผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูง เจาะตลาดสุขภาพและของฝาก และช่วยเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลก เพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการส่งออกผลไม้แปรรูปเชิงรุก โดยใช้แนวคิดตลาดนำการผลิต (Demand Driven) มุ่งใช้ความต้องการของตลาดโลกเป็นตัวกำหนดทิศทางการผลิตและการพัฒนาสินค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าผลไม้ไทยและสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการประชุม ได้กำหนดแนวทางการทำงาน โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จะส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย มะพร้าว และมะม่วง ผ่านการแปรรูปที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มอาหาร อาทิ ฟรีซดราย อบแห้ง แช่แข็ง พิวเร่ ซอส และไอศกรีม รวมถึงกลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร เช่น เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และสินค้าไบโอเบส เพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก<br />
ส่วนการขยายตลาดในระยะเร่งด่วน (Quick Win) จะเร่งผลักดันการทำตลาดผ่านงานแสดงสินค้านานาชาติทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ THAIFEX&ndash;Anuga Asia งาน Thai Festival และเทศกาลท้องถิ่นในประเทศต่าง ๆ ควบคู่กับการใช้เครือข่ายร้านอาหาร Thai SELECT ในต่างประเทศเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ รวมถึงจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเจาะตลาดผู้ประกอบการกลุ่ม HORECA รายใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจเบเกอรี่ ไอศกรีม และอุตสาหกรรมอาหาร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะทำการผลักดันผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูง เช่น น้ำมะพร้าวและผลไม้แห้ง เจาะตลาดผู้บริโภคสายสุขภาพและตลาดของฝาก โดยชูจุดเด่นด้านคุณค่าทางโภชนาการและการเป็นสินค้าพรีเมียมสำหรับช่วงเทศกาลสำคัญ และการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ จะเร่งให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับกฎระเบียบ มาตรฐาน และข้อกำหนดการนำเข้าของประเทศคู่ค้า ตลอดจนเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Integration) ระหว่างผู้ส่งออกกับผู้ผลิตรายย่อยและกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพ ให้เข้ามาเป็นเครือข่ายการผลิต (OEM/Supplier) เพื่อสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศการส่งออกของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผลไม้แปรรูปไทยสามารถเจาะตลาดเป้าหมายได้อย่างตรงจุด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย และยกระดับรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกผลไม้สดสำคัญของไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-19 ก.ค.2569 พบว่า การส่งออกทุเรียนสดไปจีน มีปริมาณ 1,000,763.66 ตัน มูลค่า 114,818.15 ล้านบาท สามารถทำสถิติส่งออกสะสมทะลุ 1 ล้านตันได้ตั้งแต่ช่วงกลางปี และการส่งออกมังคุดสดไปจีนในช่วงเดียวกัน มีปริมาณ 148,776.68 ตัน มูลค่า 10,204.80 ล้านบาท และจะทะลุเป้าหมาย 150,000 ตันในเดือน ก.ค.2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260804c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b084959.jpg' type='image/jpg' length='975367' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาเซียน-จีน ชงผู้นำประกาศความสำเร็จ ACFTA 3.0 พ.ย.69 ตั้งเป้ามีผลบังคับใช้ปีนี้ ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178421</link>
<guid isPermaLink="false">cfa602a760a4ff5fd3ea85f09562e8f5</guid>
<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 13:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/สิงหา/7.jpg" style="width: 1000px; height: 651px;" /></p>

<p>อาเซียน-จีน ชงผู้นำประกาศความสำเร็จ ACFTA 3.0 พ.ย.69 ตั้งเป้ามีผลบังคับใช้ปีนี้&nbsp;<br />
ไทยสวมบทประธานอาเซียน ประชุมคณะกรรมการร่วมกำกับการดำเนินงานภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;จีน (ACFTA-JC) เห็นพ้องเสนอผู้นำประกาศความสำเร็จการเจรจา ACFTA 3.0 ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน พ.ย.69 เผยล่าสุด 7 ประเทศ รวมทั้งไทย ได้ดำเนินกระบวนการภายในเสร็จแล้ว หากจีนดำเนินการเสร็จด้วย จะมีผลบังคับใช้ภายใน 60 วัน และผู้ประกอบการจะสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงได้ทันที &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอุมาพร ฟูตระกูล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมกำกับการดำเนินงานภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;จีน หรือ ACFTA-JC ครั้งที่ 17 เมื่อวันที่ 23&ndash;24 ก.ค.2569 ผ่านระบบการประชุมทางไกล ว่า ได้รับมอบหมายจาก น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้ทำหน้าที่ประธานฝ่ายอาเซียน ร่วมกับนายหลิน เฟิง อธิบดีกรมการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จีน ซึ่งเป็นการประชุม ACFTA-JC ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2566 เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา อาเซียนและจีนมุ่งเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน หรือ ACFTA 3.0 ให้สำเร็จ และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ ACFTA 3.0 มีผลใช้บังคับภายในปี 2569 โดยจะเสนอให้ผู้นำอาเซียน-จีน ประกาศความสำเร็จในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน (ASEAN-China Summit) ในเดือน พ.ย.2569</p>

<p>ทั้งนี้ ปัจจุบันอาเซียน 7 ประเทศรวมทั้งไทย ได้ดำเนินกระบวนการภายในประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากฝ่ายจีนดำเนินกระบวนการแล้วเสร็จ จะทำให้พิธีสารดังกล่าวมีผลใช้บังคับภายใน 60 วัน และทำให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลง ACFTA ที่มีการปรับปรุงเนื้อหาให้มีความทันสมัยและอำนวยความสะดวกทางการค้ามากยิ่งขึ้น&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามพันธกรณีภายใต้ความตกลง ACFTA ที่สำคัญ อาทิ การปรับโอนพิกัดศุลกากรของตารางการลดภาษีให้เป็นฉบับ HS 2022 การพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลถิ่นกำเนิดสินค้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบ EODES เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการในการลดขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินการที่เกี่ยวกับกระบวนการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า โดยปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างการหารือเพื่อจัดทำระบบดังกล่าวกับฝ่ายจีน</p>

<p>นอกจากนี้ ได้หารือแนวทางการจัดสรรเงินภายใต้กองทุนที่สนับสนุนโดยจีน เพื่อให้อาเซียนใช้ประโยชน์จากกองทุนดังกล่าวในการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อตกลงใหม่ ๆ เช่น การค้าดิจิทัล การค้าสีเขียว และความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้ ACFTA 3.0<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียน 16 ปีติดต่อกัน โดยในปี 2568 การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน มีมูลค่า 916,149.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.59% โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากเวียดนามและมาเลเซีย ในขณะที่การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน ในช่วง 3 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่า 238,451.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอาเซียนส่งออกไปจีน มูลค่า 77,483.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาเซียนนำเข้าจากจีน มูลค่า 160,967.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของอาเซียน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ เหล็กและเหล็กกล้า ผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608038f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543135759.jpg' type='image/jpg' length='220319' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์โชว์ DataWarehouse+ สุดฮอต ธุรกิจ-ประชาชนใช้บริการแล้ว 84.45 ล้านครั้ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178390</link>
<guid isPermaLink="false">c7c8807bdf043f8687cff29aa0b809fc</guid>
<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 11:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/สิงหา/6.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​กรมพัฒน์โชว์ DataWarehouse+ สุดฮอต ธุรกิจ-ประชาชนใช้บริการแล้ว 84.45 ล้านครั้ง<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าโชว์ระบบ DataWarehouse+ ซึ่งเป็นคลังข้อมูลธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีผู้เข้าใช้บริการแล้ว 84,454,294 ครั้ง ทั้งนักธุรกิจและประชาชน เผยสามารถตรวจข้อมูลธุรกิจได้หลากหลาย ทั้งข้อมูลนิติบุคคล ข้อมูลตามประเภทธุรกิจ ข้อมูลการลงทุนของชาวต่างชาติ ข้อมูลคู่ค้าทางธุรกิจ ข้อมูลนิติบุคคลต่างประเทศ โอกาสทางธุรกิจ และสถิตินิติบุคคล เพื่อนำไปวางแผน ใช้ตัดสินใจลงทุน หรือเริ่มต้นธุรกิจได้ พร้อมชวนใช้บริการ ใช้งานง่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันระบบ DBD DataWarehouse+ ซึ่งเป็นคลังข้อมูลธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 2 ส.ค.2569) มีผู้เข้าใช้บริการแล้ว 84,454,294 ครั้ง มีนักธุรกิจและประชาชนสนใจเข้าค้นหาข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยนักธุรกิจสามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้วิเคราะห์ วางแผน หรือประกอบการตัดสินใจลงทุน ทั้งการค้นหาข้อมูลคู่ค้า สถานะทางธุรกิจ ความมั่นคงของนิติบุคคล ผลตอบแทนทางธุรกิจ โอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจประเภทต่าง ๆ รวมถึงความยั่งยืนของกิจการ ส่วนประชาชนสามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้เป็นเครื่องมือประกอบการพิจารณาเริ่มต้นธุรกิจ แนวโน้มการเติบโตและคู่แข่งทางธุรกิจ รวมถึงข้อมูลบริบทแวดล้อมอื่นที่จำเป็นต่อการลงทุนประกอบธุรกิจ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของกรม ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน เพื่อให้ใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และมีความปลอดภัย ตอบโจทย์ความต้องการข้อมูลธุรกิจของภาคธุรกิจและภาคประชาชนได้อย่างตรงจุด โดยสามารถค้นหาข้อมูลนิติบุคคลผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ได้ง่าย ๆ ผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th &gt;&gt; บริการออนไลน์ &gt;&gt; DBD DataWarehouse+ (คลังข้อมูลธุรกิจ) กรอกชื่อหรือเลขนิติบุคคลที่ต้องการค้นหา จากนั้นจะได้ทราบข้อมูล ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
1.ข้อมูลของนิติบุคคล ประกอบด้วย ข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคลที่เป็นปัจจุบันและได้รับการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลงบการเงิน ได้แก่ งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน และอัตราส่วนทางการเงิน พร้อมการเปรียบเทียบรายปีและเปรียบเทียบภายในประเภทธุรกิจเดียวกัน ทั้งรูปแบบตารางและรูปแบบกราฟ มูลค่าหุ้นและสัดส่วนการลงทุนจำแนกตามสัญชาติ ประวัติการเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคลและทุนจดทะเบียนย้อนหลัง โดยผู้ค้นหาสามารถพิมพ์ข้อมูลนิติบุคคลและข้อมูลงบการเงินได้ทั้งรูปแบบไฟล์ PDF และ Excel ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบข้อมูลคู่ค้าหรือคู่แข่งได้อย่างแม่นยำ ประชาชนและนักลงทุนสามารถประเมินสถานะทางการเงินและความน่าเชื่อถือของบริษัทก่อนทำสัญญาหรือร่วมลงทุน ช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ<br />
2.ข้อมูลตามประเภทธุรกิจ ที่วิเคราะห์ภาพรวมอุตสาหกรรมทั้งระบบ โดยผู้ประกอบการสามารถเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของตนเองกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม เพื่อทราบตำแหน่งของธุรกิจในตลาด นักลงทุนและสถาบันการเงินสามารถใช้ข้อมูลนี้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่สนใจได้อย่างรอบด้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.ข้อมูลการลงทุนของชาวต่างชาติและการจัดอันดับมูลค่าการลงทุนของชาวต่างชาติ โดยผู้ประกอบการและหน่วยงานภาครัฐสามารถติดตามทิศทางการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อวางแผนดึงดูดการลงทุน และระบุโอกาสในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับนักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาในไทยได้อย่างมีกลยุทธ์</p>

<p>4.ข้อมูลคู่ค้าทางธุรกิจ เป็นการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานตามประเภทธุรกิจ ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME สามารถค้นหาซัพพลายเออร์ ลูกค้า หรือพันธมิตรทางธุรกิจที่เหมาะสมในพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยขยายเครือข่ายธุรกิจและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากการเชื่อมต่อกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.โอกาสทางธุรกิจ วิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยงรายพื้นที่และอุตสาหกรรม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจสามารถเลือกพิจารณาพื้นที่และประเภทธุรกิจที่มีโอกาสสูงและความเสี่ยงต่ำได้อย่างมีข้อมูลสนับสนุน ผู้ประกอบการที่ดำเนินกิจการอยู่แล้วสามารถประเมินความยั่งยืนของธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันได้</p>

<p>6.ข้อมูลรายพื้นที่ตามประเภทธุรกิจ รายได้รวมของนิติบุคคลทั่วประเทศ โดยผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบพื้นที่ที่มีศักยภาพทางการตลาดสูง เพื่อวางแผนขยายสาขาหรือเจาะตลาดใหม่ ขณะที่ภาครัฐสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการวางนโยบายส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ที่มีศักยภาพยังไม่ถูกใช้ประโยชน์เต็มที่<br />
7.ข้อมูลนิติบุคคลต่างประเทศ นิติบุคคลต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในไทย ผู้ประกอบการและนักลงทุนสามารถตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของธุรกิจต่างชาติก่อนเข้าทำสัญญาหรือร่วมดำเนินกิจการ ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมกับนิติบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายไทย</p>

<p>8.ภาพรวมสถิติและการจัดอันดับนิติบุคคล เป็นข้อมูลสถิติการจดทะเบียนธุรกิจระดับประเทศ ทั้งแบบรายปี จำแนกตามสถานะและประเภทนิติบุคคล เปรียบเทียบข้อมูลรายเดือน รายปี รายพื้นที่ และขนาดธุรกิจ โดยนักวิจัย นักวิเคราะห์ นักศึกษา และหน่วยงานภาครัฐสามารถใช้ข้อมูลสถิติเชิงลึกในการศึกษาแนวโน้มภาคธุรกิจของประเทศ ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวิเคราะห์ตลาดและวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ DBD DataWarehouse+ ยังได้เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานภายนอกหลายแห่ง เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจได้ครบจบในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ข้อมูลการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้าจากกรมการค้าต่างประเทศ ข้อมูลการเป็น Exporter List จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ข้อมูลการขึ้นทะเบียนขายตรงจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ข้อมูลผู้ประกอบการค้าข้าวจากกรมการค้าภายใน ซึ่งการบูรณาการข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยให้การตรวจสอบคู่ค้ามีความรอบคอบและรอบด้านมากขึ้น ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความมั่นใจในการทำธุรกรรมทางธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอเชิญชวนภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป เข้าใช้งานระบบ DBD DataWarehouse+ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้งานง่าย สะดวก ปลอดภัย ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย และกรมยังได้อำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและบุคคลทั่วไปในการค้นหาข้อมูลธุรกิจผ่านโทรศัพท์มือถือและแทปเลตผ่านทางแอปพลิเคชัน DBD e-Service ทั้งระบบ IOS และ Android โดยยืนยันจะเดินหน้าพัฒนาระบบบริการข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความแม่นยำ ความรวดเร็ว ความทันสมัย และประสบการณ์ใช้งาน เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถใช้ข้อมูลเป็นพลังขับเคลื่อนในการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608031679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc113358.jpg' type='image/jpg' length='126364' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ศึกษาเข้าภาคี WIPO GRATK คุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรม-ภูมิปัญญาท้องถิ่น]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178376</link>
<guid isPermaLink="false">7f364c617b2d333049172ce1cd3072d1</guid>
<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 10:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/สิงหา/5.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ศึกษาเข้าภาคี WIPO GRATK คุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรม-ภูมิปัญญาท้องถิ่น<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ทรัพยากรพันธุกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรพันธุกรรม (WIPO GRATK) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ประโยชน์ ผลกระทบ ก่อนกำหนดแนวทางที่เหมาะสมในการเข้าเป็นภาคี เผยทุกฝ่ายเห็นพ้อง เกิดประโยชน์ต่อไทยแน่ ทั้งการคุ้มครอง การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เดินหน้าศึกษาแนวทางการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ทรัพยากรพันธุกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรพันธุกรรม (WIPO Treaty on Intellectual Property, Genetic Resources and Associated Traditional Knowledge : WIPO GRATK) ของไทย โดยได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชนกว่า 70 หน่วยงาน เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประโยชน์และผลกระทบ แนวทางการเตรียมความพร้อม และการดำเนินงานที่เหมาะสม หากประเทศไทยพิจารณาเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา WIPO GRATK โดยผู้เข้าร่วมมีความเห็นสอดคล้องกันว่าการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งในด้านการคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น การยกระดับความโปร่งใสของระบบสิทธิบัตร และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาของประเทศบนพื้นฐานของการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยสนธิสัญญา WIPO GRATK เป็นผลสำเร็จจากการเจรจาระหว่างประเทศที่ดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี ภายใต้การผลักดันขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เพื่อกำหนดกลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่สนับสนุนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยประเทศสมาชิก WIPO กว่า 190 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย สามารถสรุปผลการเจรจาและรับรองสนธิสัญญาดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือน พ.ค.2567 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส นับเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่เชื่อมโยงทรัพย์สินทางปัญญากับทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดให้ผู้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรต้องเปิดเผยแหล่งที่มาของทรัพยากรพันธุกรรม (Genetic Resources: GRs) และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง (Associated Traditional Knowledge: ATK) ที่ใช้ในการประดิษฐ์ เพื่อให้ทราบประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของ GRs ชนพื้นเมืองหรือชุมชนท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของ ATK ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยปกป้องสิทธิของชุมชนท้องถิ่นและเกิดการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเหมาะสม<br />
นางอรมนกล่าวว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นจำนวนมากที่สามารถต่อยอดสู่การวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมในหลายสาขา ทั้งด้านการเกษตร อาหาร ยา เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เป็นต้น การเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา WIPO GRATK จึงเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการคุ้มครองทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นว่าการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมของไทยจะเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และนำไปสู่การแบ่งปันผลประโยชน์ที่เหมาะสมแก่ประเทศและชุมชนเจ้าของทรัพยากร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมเห็นว่าไทยควรเตรียมความพร้อมด้านการเชื่อมโยงฐานข้อมูลทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ การบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการเตรียมกฎหมายลำดับรอง หลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อรองรับการดำเนินการตามพันธกรณีของสนธิสัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;หลังจากรับฟังความคิดเห็น กรมจะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนมาประกอบการศึกษารายละเอียดของสนธิสัญญา WIPO GRATK อย่างรอบด้าน รวมทั้งประเมินประโยชน์ ผลกระทบ และวิเคราะห์แนวทางการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในทุกมิติ เพื่อจัดทำข้อเสนอประกอบการพิจารณาเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา WIPO GRATK อย่างเหมาะสมและคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศ พร้อมทั้งจะเผยแพร่ผลการศึกษาและความคืบหน้าให้ผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากกลไกระหว่างประเทศดังกล่าวในการคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการส่งเสริมการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260803e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5105808.jpg' type='image/jpg' length='198831' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.เผยเทรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง ต้องพรีเมียม ราคาเข้าถึงได้ หลังผู้บริโภครัดเข็มขัด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178366</link>
<guid isPermaLink="false">578197c8ededb41bd271d22a358544e0</guid>
<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 10:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/สิงหา/4.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​สนค.เผยเทรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง ต้องพรีเมียม ราคาเข้าถึงได้ หลังผู้บริโภครัดเข็มขัด<br />
สนค.เผยอาหารสัตว์เลี้ยงไทย เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในตลาดโลก หลังทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เหมือนสมาชิกในครอบครัว โดยมีเทรนด์ในระยะต่อไป คือ สุขภาพดี สินค้าพรีเมียม ราคาเข้าถึงได้ เหตุค่าครองชีพสูงขึ้น ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ราคาไม่แพง คุณประโยชน์ชัดเจน แนะไทยใช้ประโยชน์เป็นแหล่งวัตถุดิบ ผลิตสินค้าคุณภาพป้อนตลาด แต่ต้องเข้มมาตรฐาน &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว หรือ Pet Humanization ส่งผลให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะด้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยแนวโน้มสำคัญของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกในระยะต่อไป คือ เทรนด์สัตว์เลี้ยงสุขภาพดี สินค้าพรีเมียมในราคาเข้าถึงได้ หรือ Healthy Pet&ndash;Affordable Premium กล่าวคือ ผู้บริโภคยังต้องการสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูงและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ขณะเดียวกันภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ราคาเข้าถึงได้ และคุณประโยชน์ที่เห็นชัดเจนมากขึ้น<br />
สำหรับสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีโอกาสเติบโต ได้แก่ อาหารสูตรโปรตีนสูง อาหารเสริมวิตามินและแร่ธาตุ อาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน อาหารสูตรย่อยง่าย อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงสูงวัย อาหารสำหรับแมว และผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติหรือมีการกล่าวอ้างด้านสุขภาพที่ชัดเจน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพิ่มขึ้น เช่น โปรตีนจากไก่ ปลา ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และวัตถุดิบเกษตรแปรรูปอื่น ๆ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงกับภาคเกษตรไทย ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรภายในประเทศ และต้องให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาสูตรอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ มาตรฐานความปลอดภัย และการสื่อสารคุณประโยชน์ของสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ขนาดสินค้าที่หลากหลาย และราคาที่เข้าถึงได้ จะช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดพรีเมียมและตลาดผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการสินค้าคุณภาพดีในราคาสมเหตุสมผล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนกลยุทธ์การทำตลาด ผู้ประกอบการ ต้องพัฒนาสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมที่ราคาเหมาะสม หรือ Affordable Premium โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านวัตถุดิบอาหาร ความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูป มาตรฐานความปลอดภัย และความสามารถในการผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดปลายทาง ควรรักษาฐานตลาดหลัก เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความปลอดภัย และคุณภาพสินค้า ขณะเดียวกันควรเร่งขยายตลาดศักยภาพ เช่น อินเดีย อาเซียน ตะวันออกกลาง และตลาดเมืองรองในเอเชียที่มีจำนวนผู้เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น รายได้ของชนชั้นกลางขยายตัว และพฤติกรรมการซื้อสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงเปลี่ยนไปสู่ช่องทางออนไลน์และร้านค้าเฉพาะทางมากขึ้น<br />
&ldquo;อาหารสัตว์เลี้ยงเป็นตัวอย่างสำคัญของสินค้าเกษตรแปรรูปไทยที่สามารถยกระดับจากวัตถุดิบไปสู่สินค้ามูลค่าสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม หากผู้ประกอบการไทยสามารถจับเทรนด์ Healthy Pet&ndash;Affordable Premium ได้อย่างเหมาะสม พัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ตอบโจทย์สุขภาพสัตว์เลี้ยง และใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร และห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหารของประเทศอย่างต่อเนื่อง&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2568 ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงมูลค่ารวม 3,276.26 ล้านเหรียญสหรัฐ (107,470 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 8.15% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 3,029.42 ล้านเหรียญสหรัฐ (106,391 ล้านบาท) สะท้อนความสามารถของไทยในการรักษาฐานการส่งออกในตลาดโลก แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต และในปี 2568 ไทยยังคงครองตำแหน่งผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก มีสัดส่วนการส่งออก 10.2% ของมูลค่าการส่งออกของทั้งโลก รองจากเยอรมนี ที่มีสัดส่วน 12.1%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับช่วง 5 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นมูลค่า 1,425.80 ล้านเหรียญสหรัฐ (44,847 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 5.15% ตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทย ยังคงเป็นสหรัฐฯ มูลค่า 430.84 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 30.22% ของการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงทั้งหมดของไทย รองลงมา ได้แก่ ญี่ปุ่น 157.85 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 11.07% ออสเตรเลีย 76.55 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 5.37% อิตาลี 72.63 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 5.09% และเยอรมนี 65.72 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 4.61% โดยตลาดที่ขยายตัวโดดเด่นในช่วง 5 เดือน ได้แก่ ฝรั่งเศส เพิ่ม 101.46% นิวซีแลนด์ เพิ่ม 36.69% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 36.01% เยอรมนี เพิ่ม 32.25% ออสเตรเลีย เพิ่ม 25.71% อินเดีย เพิ่ม 19.08% ญี่ปุ่น เพิ่ม 12.14% และมาเลเซีย เพิ่ม 9.12% สะท้อนว่าอาหารสัตว์เลี้ยงไทยยังมีโอกาสขยายตลาดได้ทั้งในกลุ่มประเทศรายได้สูงและตลาดเอเชียที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260803a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c103503.jpg' type='image/jpg' length='1733660' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ชวนร้านอาหาร สมัครอบรมเสริมความรู้การทำธุรกิจในยุคดิจิทัล ฟรี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178315</link>
<guid isPermaLink="false">d269117e95e496b26c941a87d04da144</guid>
<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 09:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/สิงหา/3.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>กรมพัฒน์ชวนร้านอาหาร สมัครอบรมเสริมความรู้การทำธุรกิจในยุคดิจิทัล ฟรี<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือ LINE MAN Wongnai ยกระดับผู้ประกอบการร้านอาหารไทย เปิดหลักสูตร &ldquo;Restaurant Synergy รุ่น 3&rdquo; มุ่งเสริมทักษะการบริหารธุรกิจด้วย Data Analysis เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้ข้อมูลขับเคลื่อนการตัดสินใจประกอบธุรกิจ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างกำไรอย่างต่อเนื่องในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 24 ส.ค.69 ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ก่อนเปิดอบรม 2 ก.ย.69<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมยกระดับผู้ประกอบการด้วยการนำความรู้ด้านข้อมูล (Data) มาประยุกต์ใช้ในการบริหารธุรกิจ เพราะข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยให้ร้านอาหารเข้าใจลูกค้า วางแผนการตลาดได้อย่างแม่นยำ เพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยต่อยอดความสำเร็จหลักสูตร Restaurant Synergy รวมแก๊งคนทำร้านอาหาร รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 พัฒนาหลักสูตร Restaurant Synergy รวมแก๊งคนทำร้านอาหาร รุ่นที่ 3 ร่วมกับ LINE MAN Wongnai ออกแบบเนื้อหาให้ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจร้านอาหารในยุคดิจิทัล ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลร้านอาหารด้วย Restaurant Data Analysis การอ่านพฤติกรรมลูกค้า การสร้างกลยุทธ์การตลาด การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อขยายฐานลูกค้า การบริหารต้นทุน ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Business Synergy) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง</p>

<p>โดยการอบรมได้รับเกียรติจากวิทยากรชื่อดังที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหารและการตลาดสมัยใหม่ อาทิ คุณพรชัย นิตย์เมธาวงศ์ Co-Founder เพจเพื่อนแท้ร้านอาหารและที่ปรึกษาธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งจะให้ความรู้เกี่ยวกับ Restaurant Data Analysis การวิเคราะห์ตัวเลขธุรกิจร้านอาหาร คุณยศพล เลิศวิมลชัยศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันดิจิทัล และคุณกฤตมุข จักรแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนกลยุทธ์ จาก LINE MAN wongnai มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
ทั้งนี้ กรมมุ่งหวังว่าหลักสูตร Restaurant Synergy รุ่นที่ 3 จะไม่เพียงแค่ให้ความรู้ แต่ยังเป็นเข็มทิศสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการธุรกิจในทุกมิติ ตลอดจนเตรียมความพร้อมยกระดับคุณภาพร้านอาหารให้แข็งแรงและแข่งขันได้ในระดับสากลสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ในการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลและก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นคง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ธุรกิจร้านอาหาร เป็นหนึ่งในภาคบริการที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารที่จดทะเบียนนิติบุคคลกว่า 28,025 ราย สร้างรายได้รวมกว่า 351,944 ล้านบาท และเป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว การบริการ และห่วงโซ่อุปทานในหลายอุตสาหกรรม แต่ผู้ประกอบการร้านอาหารกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันที่รุนแรง และการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งผลให้การบริหารธุรกิจในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัย ข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนและตัดสินใจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมอบรมหลักสูตร Restaurant Synergy รุ่นที่ 3 ได้ตั้งแต่วันนี้-24 ส.ค.2569 ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ทาง www.dbd.go.th เลือกหัวข้อ อบรม/สัมมนา โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าอบรมวันที่ 26 ส.ค.2569 ทางเว็บไซต์ข้างต้น และจะเริ่มอบรมในวันที่ 2 ก.ย.2569 โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองธุรกิจบริการ โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5985 และ Call Center 1570<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260803eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3091415.jpg' type='image/jpg' length='185308' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แนะผู้ทำธุรกิจแฟรนไชส์ วางระบบทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มแข็ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178309</link>
<guid isPermaLink="false">fe8b62f26d5b2184c545d9640047633f</guid>
<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 09:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/สิงหา/2.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;แนะผู้ทำธุรกิจแฟรนไชส์ วางระบบทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มแข็ง<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาแนะผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ วางระบบทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มแข็ง ก่อนขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อป้องกันถูกลอกเลียนแบบ การใช้สิทธิโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสี่ยงเกิดข้อพิพาททางธุรกิจ เผยต้องดำเนินการใน 6 ขั้นตอน เช็กชื่อและเครื่องหมายการค้า จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดทะเบียนอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ทำสัญญากำหนดสิทธิ จดทะเบียนสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร หากมีนวัตกรรม และกำหนดมาตรการคุ้มครองความลับทางการค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าทางธุรกิจกว่า 300,000 ล้านบาท และเป็นรูปแบบธุรกิจที่ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการที่ต้องการขยายกิจการและสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยการขยายธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์ไม่ได้เป็นเพียงการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้ชื่อร้านหรือเปิดสาขาเท่านั้น แต่เป็นการอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายการค้า สูตรการผลิต ระบบการบริหาร หรือองค์ความรู้ ซึ่งล้วนเป็นสินทรัพย์สำคัญที่สร้างมูลค่าและความแตกต่างให้กับธุรกิจ หากไม่มีการคุ้มครองและบริหารจัดการที่เหมาะสม อาจนำไปสู่การถูกลอกเลียนแบบ การใช้สิทธิโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือข้อพิพาททางธุรกิจในอนาคตได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่ดี จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้รับสิทธิ นักลงทุน และคู่ค้าทางธุรกิจ รวมทั้งช่วยให้การขยายแฟรนไชส์เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน&rdquo;<br />
ทั้งนี้ ก่อนขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมใน 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.ตรวจสอบความเหมือนหรือคล้ายของชื่อและเครื่องหมายการค้าก่อนยื่นคำขอจดทะเบียน โดยใช้ระบบ AI Image Search และ Trademark Checker บนเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อลดความเสี่ยงในการใช้เครื่องหมายการค้าที่อาจซ้ำหรือคล้ายกับของผู้อื่น 2.จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันกรมได้เปิดให้บริการ Fast Track สำหรับผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าโดยเร็ว และคำขอเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อช่วยให้การพิจารณาคำขอเป็นไปอย่างรวดเร็ว และสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถนำเครื่องหมายการค้าไปใช้สร้างแบรนด์และขยายตลาดได้อย่างทันท่วงที 3.จดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า เพื่อสร้างความชัดเจนในสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา 4.จัดทำสัญญาแฟรนไชส์ที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างชัดเจน 5.จดทะเบียนสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร หากธุรกิจมีนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ หรือกระบวนการผลิตที่คิดค้นขึ้นเอง เพื่อคุ้มครองผลงานและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และ 6.กำหนดมาตรการคุ้มครองความลับทางการค้า เพื่อป้องกันการนำองค์ความรู้ของธุรกิจไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจะช่วยรักษามูลค่าของธุรกิจและสร้างความมั่นคงในการขยายแฟรนไชส์ในระยะยาว</p>

<p>&ldquo;กรมพร้อมเป็นที่ปรึกษาและสนับสนุนผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะ SME ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจสู่ระบบแฟรนไชส์ ให้สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยพร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำผู้ประกอบการตั้งแต่การตรวจสอบข้อมูลและวางแผนด้านทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองและจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถขยายกิจการได้อย่างมั่นใจและเติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>สำหรับผู้ประกอบการแฟรนไชส์ สามารถขอรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ติดต่อได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ชั้น 3 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หรือโทรสายด่วน 1368 ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญของกรมคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการคุ้มครอง การใช้ประโยชน์ และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่การเป็นเจ้าของแฟรนไชส์อย่างมืออาชีพ และสร้างการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมั่นคงในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260803c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c090945.jpg' type='image/jpg' length='194816' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP สำรวจตลาดชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ในเยอรมนี เผยสินค้าไทยมีโอกาสขาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178307</link>
<guid isPermaLink="false">431d4dd60ef67e9008f656d792034bf3</guid>
<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 08:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/สิงหา/1.jpg" style="width: 1000px; height: 545px;" /></p>

<p>DITP สำรวจตลาดชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ในเยอรมนี เผยสินค้าไทยมีโอกาสขาย<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ในเยอรมนี พบชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาป ยังมีความต้องการอยู่ แต่เริ่มเป็นไฮบริด มีความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เผยไทยมีโอกาสส่งออกไปขาย แต่ต้องเข้มคุณภาพ และใช้เวทีงานแสดงสินค้า เปิดตัวและแนะนำสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.เนตรนภิศ จุลกนิษฐ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ถึงผลการสำรวจธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ในเยอรมนี และโอกาสในการส่งออกสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยเข้าไปจำหน่ายในตลาดเยอรมนี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานผลการสำรวจตลาดอะไหล่รถยนต์ในเยอรมนี พบว่า กลุ่มชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายใน ยังคงมีความต้องการอยู่ แต่เริ่มเข้าสู่ระบบไฮบริด คือ ต้องมีชิ้นส่วนยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปเพื่อรักษาตลาดเดิม แต่ในเวลาเดียวกัน ต้องเริ่มสต็อกสินค้าของรถไฟฟ้า (EV) เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นจากการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้า<br />
ส่วนพฤติกรรมของผู้บริโภค พบว่า ต้องการความโปร่งใส โดยการเปรียบเทียบราคา การจัดหาสินค้าของผู้ประกอบการ และให้ความสำคัญกับราคาต้องมาก่อน จากภาวะอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนและความโปร่งใส ข้อมูลการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ การรีไซเคิล&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า ไทยในฐานะที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นเวลายาวนาน ต้องเผชิญกับความท้าทายของเทรนด์ใหม่ของตลาดยานยนต์ จึงต้องปรับตัวและวางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า จากการที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จีนมาตั้งฐานการผลิตในไทย และการเกิดอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วน ทั้งแบตเตอรี อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับการส่งออกอะไหล่รถยนต์ไปยังเยอรมนีเช่นเดียวกัน แต่มีข้อพึงระวัง คือ ต้องให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล ที่เยอรมนีให้ความสำคัญและเข้มงวดในเรื่องนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และการรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย E) โดยชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีผลต่อความปลอดภัยของยานพาหนะหรือสิ่งแวดล้อม เช่น เบรก ไฟ ยาง กระจกหน้ารถ ต้องได้รับการรับรองทั้งสิ้น ส่วนการส่งออกไปจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขพิธีการศุลกากรอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการเข้าสู่ตลาดเยอรมนี ผู้ประกอบการไทยควรจะใช้งานแสดงสินค้า เป็นใบเบิกทางแนะนำสินค้า เช่น งาน WM Werkstattmesse ณ กรุงเบอร์ลิน ระหว่างวันที่ 24&ndash;26 เม.ย.2569 ,งาน ณ เมือง Dortmund ระหว่างวันที่ 4&ndash;6 ก.ย.2569 และงาน ณ เมืองมิวนิค ระหว่างวันที่ 16&ndash;18 ต.ค.2569 โดยงาน WM Werkstattmesse หรืองานแสดงสินค้าสำหรับอู่ซ่อมรถ เป็นงานแสดงสินค้าระดับท้องถิ่นขนาดใหญ่สำหรับผู้ผลิตจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์สำหรับอู่ซ่อมรถ และอุปกรณ์เสริมที่จัดขึ้น 3 เมืองในเยอรมนีในระยะเวลาที่ต่างกัน รวมถึงการเข้าร่วมงาน Automechanika Frankfurt ระหว่างวันที่ 8&ndash;12 ก.ย.2569 เป็นงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติชั้นนำสำหรับตลาดอะไหล่รถยนต์โดยเฉพาะ และงาน AAGtechnika 2569 (M&uuml;nster) ระหว่างวันที่ 24&ndash;25 ต.ค.2569 เป็นแพลตฟอร์มสำหรับผู้ค้าปลีกชิ้นส่วนยานยนต์อิสระและอู่ซ่อมรถ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260803c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b090019.jpg' type='image/jpg' length='384601' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมเจรจาฯ เตรียมจัดสัมมนา ชี้ช่องใช้ประโยชน์จาก FTA อาเซียน-แคนาดา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178173</link>
<guid isPermaLink="false">274e1387cbb6adf554a291c149612c7e</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 14:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/16.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" />​</p>

<p>กรมเจรจาฯ เตรียมจัดสัมมนา ชี้ช่องใช้ประโยชน์จาก FTA อาเซียน-แคนาดา<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เตรียมจัดสัมมนาเตรียมพร้อมผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จาก FTA อาเซียน-แคนาดา (ACAFTA) ที่ตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในปี 69 และคาดว่าจะบังคับใช้ปี 70 เพื่อชี้เป้า แนะนำการใช้ประโยชน์จาก FTA ขายสินค้าและบริการเจาะตลาดแคนาดา เผยจะจัด 3 ครั้ง ที่เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี และกรุงเทพฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมกำหนดจัดสัมมนาเตรียมพร้อมผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จาก FTA อาเซียน-แคนาดา (ACAFTA) ที่ตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาในปี 2569 และคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ภายในปี 2570 เพื่อเปิดมุมมอง FTA ฉบับใหม่ล่าสุดระหว่างอาเซียนกับแคนาดา และเจาะลึกสินค้าและบริการไทยที่มีศักยภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวแคนาดาที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสุขภาพ โดยมีกำหนดจัดที่ภาคเหนือ วันที่ 7 ส.ค.2569 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ภาคใต้ วันที่ 27 ส.ค.2569 ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และครั้งสุดท้าย วันที่ 9 ก.ย.2569 ที่กรุงเทพฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจัดสัมมนา มีหัวข้อสำคัญ คือ การเสวนาหัวข้อ &ldquo;มุมมองด้านโอกาสของ ACAFTA&rdquo; ซึ่งกรมได้เชิญวิทยากรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มากประสบการณ์ ร่วมเสวนาเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทาย กลยุทธ์การเจาะตลาดแคนาดา และแนวทางการใช้ประโยชน์จากความตกลง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ นอกจาก FTA อาเซียน-แคนาดา ไทยยังมีแผนเดินหน้าเปิดการเจรจา FTA ไทย-แคนาดา ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะช่วยต่อยอดโอกาสการค้าและการลงทุนจากความตกลง ACAFTA โดยไทยอยู่ระหว่างเตรียมเสนอกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ไทย-แคนาดา ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนเริ่มต้นการเจรจาอย่างเป็นทางการ</p>

<p>สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จาก FTA และข้อมูลการขยายตลาดต่างประเทศได้จากหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคภายในงาน โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมการสัมมนา สามารถลงทะเบียนได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมทางเว็บไซต์กรม www.dtn.go.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ Call Center 0 2507 7555</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260731c74d97b01eae257e44aa9d5bade97baf145046.jpg' type='image/jpg' length='178800' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ชวนลิ้มลอง “ชารางแดงเกาะเกร็ด” สินค้า GI นนทบุรี ช่วยเพิ่มรายได้ชุมชน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178172</link>
<guid isPermaLink="false">7f4ae2495d9fbbf6674d1c6c1d576ce5</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 14:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/15.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ชวนลิ้มลอง &ldquo;ชารางแดงเกาะเกร็ด&rdquo; สินค้า GI นนทบุรี ช่วยเพิ่มรายได้ชุมชน<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาชวนลิ้มลอง &ldquo;ชารางแดงเกาะเกร็ด&rdquo; สินค้า GI ลำดับที่ 5 ของจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นชาที่ผลิตจากใบของต้นรางแดง พืชประจำถิ่น ที่ผ่านกรรมวิธีแปรรูปและคั่วตามภูมิปัญญาของชาวไทยเชื้อสายมอญในเกาะเกร็ดที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งสี กลิ่น และรสชาติ เพื่อช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ และเพิ่มรายได้ให้ชุมชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมขอแนะนำสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อีกรายการหนึ่ง คือ ชารางแดงเกาะเกร็ด ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI รายการล่าสุดของจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นชาที่สะท้อนภูมิปัญญาการทำชาโบราณของชาวไทยเชื้อสายมอญ ผสานกับทรัพยากรธรรมชาติอันโดดเด่นของจังหวัด จนเกิดเป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ที่มีส่วนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน และยังสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับชารางแดงเกาะเกร็ด ผลิตจากใบของต้นรางแดง พืชประจำถิ่นที่เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี โดยนำมาผ่านกรรมวิธีแปรรูปและคั่วชาตามภูมิปัญญาของชาวไทยเชื้อสายมอญในเกาะเกร็ดที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน มีการคัดเลือกวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน ทำให้ได้ชาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งด้านสี กลิ่น และรสชาติ ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ได้อย่างชัดเจน<br />
โดยความโดดเด่นของชารางแดงเกาะเกร็ด เกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติของจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีชั้นดินเหนียวเนื้อละเอียดและดินร่วนซุยที่อุดมด้วยแร่ธาตุจากตะกอนที่น้ำพัดพา ประกอบกับสภาพอากาศร้อนชื้นและมีฝนตกตลอดปี แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาน้ำท่วมขัง แต่ต้นรางแดงซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นสามารถเจริญเติบโตได้ดี ให้ใบที่มีคุณภาพและกิ่งข้ออวบใหญ่ เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีแปรรูปดั้งเดิม ทั้งการผึ่งอบไล่ความชื้นและคั่วในอุณหภูมิที่เหมาะสม ชงกับน้ำร้อนจะได้ชาสีเหลืองทองถึงสีเหลืองอำพันใส มีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม หอมหวานอ่อน ๆ ติดปลายลิ้น ไม่ฝาด ไม่ขม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพื้นที่ และยังเป็นชาที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในฐานะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยมีสรรพคุณช่วยลดไขมัน คอเลสเตอรอล ระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิตอีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ชารางแดงเกาะเกร็ด เป็นสินค้า GI รายการที่ 5 ของจังหวัดนนทบุรี ต่อจากเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด กระท้อนห่อบางกร่าง ทุเรียนนนท์ และมะม่วงยายกล่ำนนทบุรี สะท้อนศักยภาพของจังหวัดในการนำทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ของชุมชนมาต่อยอดเป็นสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ แต่ยังช่วยสร้างจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเข้าด้วยกัน โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการชารางแดงเกาะเกร็ด 22 ราย มีกำลังการผลิตประมาณ 8,000 กิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้กว่า 8 ล้านบาทต่อปี ส่งผลให้สินค้า GI ทั้ง 5 รายการของจังหวัดนนทบุรี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 64 ล้านบาทต่อปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมมั่นใจว่าชารางแดงเกาะเกร็ด จะเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการนำทรัพย์สินทางปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ถ่ายทอดเสน่ห์ภูมิปัญญาชุมชนมอญควบคู่กับการอนุรักษ์อัตลักษณ์ของเกาะเกร็ด พร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน อันจะช่วยสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนผู้ผลิตในระยะยาว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและสินค้าอัตลักษณ์ชุมชน และขอใช้โอกาสนี้ เชิญชวนให้ประชาชนทดลองลิ้มลองชารางแดงเกาะเกร็ด เพื่อช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ และเพิ่มรายได้ให้ชุมชน&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญามีแนวทางส่งเสริมและสนับสนุนสินค้า GI อย่างเป็นระบบต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การควบคุมคุณภาพสินค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อและการเล่าเรื่องราวของสินค้า เพื่อถ่ายทอดคุณค่าและอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ให้เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงการเชื่อมโยงแหล่งผลิตสินค้า GI เข้ากับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิต ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ของท้องถิ่นในพื้นที่จริง อันจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า กระจายรายได้สู่ชุมชน และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202607319bf31c7ff062936a96d3c8bd1f8f2ff3144845.jpg' type='image/jpg' length='163886' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.หนุนยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตสู่สีเขียว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178170</link>
<guid isPermaLink="false">11900508ab419570b54483e7015fb433</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 14:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/14.jpg" style="width: 1000px; height: 692px;" /></p>

<p>สนค.หนุนยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตสู่สีเขียว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่ง<br />
สนค.เผยการยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตของไทยสู่การผลิตสีเขียวขั้นสูง ไม่ใช่ต้นทุนหรือภาระ แต่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ และทางรอดที่จะรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ชี้กลุ่มการผลิตที่มีโอกาสปรับตัวสู่การผลิตสีเขียว ระบบทำความเย็น พลังงานแสงอาทิตย์ ยานยนต์ไฟฟ้า และพลาสติกชีวภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตของไทยสู่การผลิตสีเขียวขั้นสูง (Advanced Green Manufacturing) โดยผสานเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่เข้ากับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ทั้งการใช้พลังงานสะอาด การลดการปล่อยคาร์บอน และการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งไม่ใช่ต้นทุนหรือภาระ แต่จะเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในปัจจุบัน ท่ามกลางสถานการณ์การค้าโลกที่ผันผวน นอกจากเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งแล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมสีเขียว จะเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่มีแนวโน้มเติบโตและมีอิทธิพลต่อการค้าโลกมากขึ้น เห็นได้จากการที่ประเทศคู่ค้าต่างเร่งนำแนวคิดด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมมาเป็นมาตรฐานและมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures : NTMs) เพิ่มมากขึ้น<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของไทย กลุ่มสินค้าส่งออกที่มีศักยภาพและสามารถปรับไปสู่การผลิตสีเขียว เพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มด้านความยั่งยืนได้ ได้แก่ สินค้ากลุ่มระบบทำความเย็น ที่ไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศ เป็นอันดับ 1 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาด 28% ของมูลค่าการค้าโลกในสินค้าดังกล่าว คอมเพรสเซอร์ ส่วนแบ่ง 1.96% เครื่องยนต์และมอเตอร์อื่น ๆ ส่วนแบ่ง 6.62% กลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์ มีความเชี่ยวชาญสินค้าที่มีความซับซ้อนสูง โดยชิ้นส่วนอุปกรณ์ทัศนศาสตร์ มีส่วนแบ่งตลาด 1.70% เลนส์ ปริซึม กระจกเงา และวัตถุเชิงทัศนศาสตร์ ส่วนแบ่ง 3.33% โดยสินค้า 2 กลุ่มนี้ การผลิตดั้งเดิมมีความพร้อมสูง การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตสีเขียวไม่ใช่การนับหนึ่งใหม่ สามารถทำได้ทันที เช่น การเร่งปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่ระบบทำความเย็นที่ใช้สารทดแทนคาร์บอนต่ำ หรือการยกระดับชิ้นส่วนโซลาร์เซลล์ให้มีประสิทธิภาพการรับและหักเหพลังงานที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ไทยรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มประเทศคู่ค้าที่มีกฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อมเข้มงวดได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า ที่ไทยแม้จะไม่ได้เป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า แต่จุดแข็งและข้อเปรียบเทียบที่สำคัญของไทย คือ การเป็นฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่แข็งแกร่งและครบวงจรที่สุดในภูมิภาค ซึ่งชิ้นส่วนเกินกว่าครึ่ง เช่น ตัวถัง ระบบเบรก และระบบช่วงล่าง สามารถนำมาประยุกต์เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ได้ ยุทธศาสตร์สำหรับกลุ่มนี้ จึงไม่ใช่การละทิ้งอุตสาหกรรมเดิม แต่คือการใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานเดิมเป็นแรงส่งในการพัฒนาต่อยอด ควบคู่ไปกับการเร่งดึงดูดการลงทุนเพื่อเติมเต็มส่วนที่ไทยยังขาด เช่น เทคโนโลยีแบตเตอรีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้าโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ยังพบว่า กลุ่มพลาสติกชีวภาพและเคมีภัณฑ์สิ่งแวดล้อม ที่ไทยมีแต้มต่อจากความพร้อมของพืชเศรษฐกิจอย่างอ้อยและมันสำปะหลัง ผสานกับฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีดั้งเดิม และการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในช่วงที่ผ่านมา หากมีการส่งเสริมและต่อยอด จะเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การก้าวสู่ Advanced Green Manufacturing ไม่ใช่ทางเลือก เพื่อภาพลักษณ์ทางการค้าอีกต่อไป แต่คือทางรอดที่จะรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ช่องว่างระหว่างดัชนี GCI และ GCP ชี้ให้เห็นว่าไทยมีทุนทางเศรษฐกิจเดิมที่ดีอยู่แล้ว โดยกุญแจสำคัญ คือ การขับเคลื่อนนโยบายร่วมกันอย่างตรงจุดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งการส่งเสริมมาตรฐานสินค้าสีเขียวให้สอดคล้องกับสากล การเชื่อมโยงและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ ตลอดจนการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าและการปรับตัว เพื่อเปลี่ยนศักยภาพแฝงให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของโลกในอนาคต&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260731aab3238922bcc25a6f606eb525ffdc56144641.jpg' type='image/jpg' length='700895' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”สกัดตั้งบริษัทนอมินี เปลี่ยนผู้ถือหุ้น-กรรมการ ต้องชี้แจง-มีหลักฐานการเงิน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178165</link>
<guid isPermaLink="false">1f88a0e438471929f352b82a7f752e66</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 14:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/13 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;สกัดตั้งบริษัทนอมินี เปลี่ยนผู้ถือหุ้น-กรรมการ ต้องชี้แจง-มีหลักฐานการเงิน<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวการใช้คนไทยเป็นนอมินี ออกคำสั่งใหม่ กำหนดหลักเกณฑ์และเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด เพิ่มความเข้มงวดกรณีที่มีคนต่างชาติร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนาม ต้องยื่นหนังสือชี้แจงการลงทุน Bank Statement ทั้งของผู้ลงทุนไทยที่ชำระเงินลงทุน และของผู้แทนหรือนิติบุคคลที่รับชำระเงินลงทุน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ส.ค.69 เป็นต้นไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินี อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางที่ 2/2569 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด โดยมีสาระสำคัญ คือ การขยายขอบเขตการตรวจสอบให้ครอบคลุมตลอดวงจรธุรกิจ ตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งไปจนถึงการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในภายหลัง ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2569 เป็นต้นไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยคำสั่งนี้ จะเพิ่มความเข้มงวดของเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียน โดยกำหนดให้กรณีที่มีคนต่างชาติร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนาม จะต้องยื่นหนังสือชี้แจงการลงทุน พร้อมเอกสารแสดงรายการเดินบัญชีธนาคาร (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน ของทั้งผู้ลงทุนชาวไทยที่ชำระเงินลงทุน และของผู้แทนหรือนิติบุคคลที่ผู้รับชำระเงินลงทุนดังกล่าว เพื่อตรวจสอบความสามารถในการลงทุนที่แท้จริง<br />
&ldquo;ก่อนหน้านี้ กรมได้กำหนดมาตรการตรวจสอบและคัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยตรวจสอบเงินลงทุนของผู้ร่วมลงทุนชาวไทย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเป็นนอมินีได้ในระดับหนึ่ง แต่จากการติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด พบว่า กลุ่มมิจฉาชีพได้มีการพัฒนารูปแบบการหลบเลี่ยงโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ ที่กรมกำหนดไว้ โดยผู้จดทะเบียนมักจัดตั้งนิติบุคคลให้ตรงตามเงื่อนไข เพื่อให้ผ่านการคัดกรองจากเจ้าหน้าที่ในเบื้องต้น แต่หลังจากนั้นจะมายื่นจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในภายหลัง เพื่อเปิดทางให้คนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนถือหุ้น หรือเข้าเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม อันเป็นการหลบเลี่ยงมาตรการตรวจสอบเดิมที่มีอยู่อย่างเป็นกระบวนการ กรมจึงต้องปิดช่องโหว่ดังกล่าว และออกคำสั่งเพิ่มเติมในครั้งนี้ โดยยืนยันว่าไม่ได้สร้างภาระให้แก่ผู้ประกอบการที่สุจริต แต่เป็นการยกระดับมาตรการป้องกันการจดทะเบียนบริษัทโดยใช้คนไทยเป็นนอมินีให้เข้มงวดขึ้น&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังจะเร่งตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงสูงที่มีปัญหาการใช้นอมินีมาบ่อนทำลายประเทศ ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง เชียงใหม่ เชียงราย สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกระบี่ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจสอบนิติบุคคลที่มีคนต่างชาติร่วมลงทุนในสัดส่วน 0.01-49.99% ซึ่งทำให้บริษัทยังคงมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย แต่ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี ที่มีอยู่จำนวน 119,116 รายต่อไป โดยหากตรวจพบการจดทะเบียนที่ผิดปกติหรือพบการดำเนินการเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย กรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย</p>

<p>สำหรับผู้ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ในความผิดฐานนอมินี ต้องระวางโทษทั้งจำคุกและปรับตามมาตรา 36 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน รวมถึงศาลจะสั่งให้เลิกประกอบธุรกิจนั้นด้วย</p>

<p>อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กรมได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันก็มีต่างชาติเข้ามาลงทุน หรือประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายอยู่จำนวนมาก ซึ่งกรมพร้อมอำนวยความสะดวก และขอฝากถึงคนไทยที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือ หรือมีส่วนสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินี ขอให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยขอให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260731c51ce410c124a10e0db5e4b97fc2af39144439.jpg' type='image/jpg' length='93208' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ซักซ้อมกับกรมศุลกากร เตรียมพร้อมใช้มาตรการคุมสินค้า DUI หมวด 0]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178163</link>
<guid isPermaLink="false">d09a62c343a228440079ef8dc81185f3</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 14:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/12 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ซักซ้อมกับกรมศุลกากร เตรียมพร้อมใช้มาตรการคุมสินค้า DUI หมวด 0<br />
กรมการค้าต่างประเทศพร้อมด้วยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ประชุมซักซ้อมทำความเข้าใจกับกรมศุลกากร เตรียมความพร้อมการบังคับใช้มาตรการอนุญาตการส่งออกและการส่งกลับสินค้า DUI หมวด 0 หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.69 เพื่อให้การใช้มาตรการมีประสิทธิภาพ และไม่เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ</p>

<p>นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เข้าพบหารือนายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี กรมศุลกากร พร้อมเจ้าหน้าที่ศุลกากรจากส่วนกลาง และด่านศุลกากรกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ อาทิ สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ด่านศุลกากรสงขลา เป็นต้น เพื่อหารือทำความเข้าใจร่วมกัน และเตรียมความพร้อมให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหน้าด่านในการตรวจผ่านพิธีการศุลกากรสำหรับสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUI) ในหมวด 0 หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ ซึ่งได้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.2569 เป็นต้นไป</p>

<p>โดยได้ซักซ้อมในรายละเอียด อาทิ การจำแนกสินค้า การตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง การใช้รหัสยกเว้น (EXEMPT 99) สำหรับกรณีสินค้ามีพิกัดศุลกากรเข้าข่าย แต่คุณสมบัติทางเทคนิคไม่เข้าเกณฑ์สินค้า DUI เป็นต้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสามารถพิจารณาตรวจปล่อยสินค้าได้อย่างรวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเป็นอุปสรรคทางการค้าน้อยที่สุด<br />
&ldquo;การหารือครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการควบคุมสินค้า DUI ของไทย โดยทุกหน่วยงานยืนยันว่า แม้การควบคุมการส่งออกสินค้า DUI เป็นเรื่องใหม่ของทุกฝ่าย แต่พร้อมรับมืออย่างดีที่สุด และจะบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันทั้งสามหน่วยงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้มาตรการอนุญาตสำหรับสินค้า DUI เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลการส่งออกของไทยให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการรักษาความมั่นคงของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศคู่ค้าว่าสินค้าไทยจะไม่ถูกนำไปใช้เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ซึ่งเป็นไปตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติ&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะส่งออกหรือส่งกลับสินค้า DUI หมวด 0 สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และขั้นตอนการขออนุญาตผ่านระบบ e-TCWMD ได้ที่ https://etcwmd.dft.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารสินค้าข้อตกลงและมาตรการการค้า กรมการค้าต่างประเทศ โทรศัพท์ 02- 547-4735 หรือสายด่วน 1385<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260731c20ad4d76fe97759aa27a0c99bff6710144226.jpg' type='image/jpg' length='170642' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เจาะลึกภาษี ม.301 มีสินค้าได้ยกเว้น 61.58% เหลือกระทบจริงแค่ 28% ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178159</link>
<guid isPermaLink="false">ee03f20bf1ca79cab2fca2e2eabb791b</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 14:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/11 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เจาะลึกภาษี ม.301 มีสินค้าได้ยกเว้น 61.58% เหลือกระทบจริงแค่ 28%&nbsp;<br />
กรมการค้าต่างประเทศเจาะผลกระทบสหรัฐฯ เก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 พบมีสินค้าไทยได้รับการยกเว้นตาม Annex II - Part A จำนวน 2,120 รายการ มูลค่า 56,201 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 61.58% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด เหลือสินค้าที่กระทบ 38.39% หักสินค้าที่โดนมาตรา 232 ไปแล้ว คงเหลือที่กระทบจริงประมาณ 28% เตรียมขอสหรัฐฯ ยกเว้นรายการสินค้าที่ไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 7 กลุ่ม &nbsp; &nbsp;</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการพิจารณาข้อมูลการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568 ที่มีมูลค่า 91,255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ไทยโดนสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีจากกรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ภายใต้มาตรา 301 ในอัตรา 12.5% พบว่า มีสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นตาม Annex II - Part A จำนวน 2,120 รายการ มีมูลค่า 56,201 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 61.58% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด จึงเหลือสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี มูลค่า 35,034 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 38.39%</p>

<p>ทั้งนี้ ในจำนวนสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี มีสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 ของสหรัฐฯ อีกประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จะไม่โดนมาตรา 301 อีก ทำให้ภาพรวมสินค้าไทยที่จะไม่รับการยกเว้นภาษีเลยประมาณ 28%</p>

<p>สำหรับสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีและน่าจะได้รับผลกระทบ พบว่า สินค้าอุตสาหกรรม 10 อันดับแรก เช่น ยางรถยนต์ ยางรถบรรทุก เครื่องจักร กล้องถ่ายภาพ เครื่องปรับอากาศ และล้อและวงล้อรถยนต์ แต่พวกนี้ อยู่ภายใต้มาตรา 232 ซึ่งจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 301 เพิ่มเติม ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่โดน 232 จะถูกเก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 เช่น เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับโลหะ และกระเบื้องยาง และสินค้าเกษตรที่ไม่ได้รับยกเว้น อาทิ อาหารสุนัขและแมว ข้าวสาร ปลาทูน่า กุ้ง และซอสปรุงรสอื่น ๆ จะโดนภาษี 12.5% ซึ่งมูลค่ารวม 10 อันดับแรก ที่ได้รับผลกระทบประมาณ 2,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 3.21% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ<br />
โดยในสินค้าที่ไทยถูกเก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 มีสินค้า 48 รายการ ที่ไทยโดน แต่คู่แข่งได้รับยกเว้น ทำให้ไทยเสียเปรียบ เช่น เพชร เครื่องประดับ กล้วยไม้สด คิดเป็นมูลค่า 292 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>

<p>ส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ในรายการที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีหลังจากนี้เป็นต้นไป จะโดนเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 301 บวกเพิ่มภาษีปกติ (MFN) และภาษีอื่น ๆ เช่น AD , CVD , Safeguard รวมแล้วจะเป็นภาษีที่ถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้านั้น ๆ ซึ่งก็ต้องดูว่า สินค้านั้น มีกี่คดี มีอะไรบ้าง ก็บวกภาษีเข้าไป ยกเว้นสินค้าที่โดนมาตรา 232 ไปแล้ว ซึ่งจากการตรวจสอบพบสินค้าที่น่าจะโดนภาษีสหรัฐฯ สูงสุด คือ สินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) โดน 12.5% บวกอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) อยู่ที่ 111.45-202.90% และอากรตอบโต้การอุดหนุน (CVD) อยู่ที่ 255.39-774.50% รวมแล้วกว่า 800% แต่ของบางประเทศ โดนเป็น 1,000% อย่างจีนโดน 301 เดิม ที่ยังไม่โดน 12.5% ภาษีก็อยู่ที่ 7.5-100% แล้ว</p>

<p>ในปี 2568 ไทยส่งออกแผงเซลล์แสงอาทิตย์สำเร็จรูปไปสหรัฐฯ มูลค่า 399 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 0.44% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด ขณะที่ปี 2569 การส่งออกลดลง แต่ก็ยังมีแผงเซลล์แสงอาทิตย์บางประเภทที่ผลิตได้ในไทยเท่านั้น ที่สหรัฐฯ ยังนำเข้าอยู่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ไทยอยู่ระหว่างการเสนอขอเพิ่มรายการสินค้าที่ขอยกเว้นภาษีอีก 7 กลุ่มสินค้า รวม 78 พิกัดศุลกากร ได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร, กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้ในครัวเรือน, กลุ่มสินค้าทางการแพทย์และสาธารณสุข, กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์, กลุ่มสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วน, กลุ่มชิ้นส่วนเครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม และกลุ่มสินค้าหัตถกรรมและสินค้าเพิ่มมูลค่า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202607316512bd43d9caa6e02c990b0a82652dca143913.jpg' type='image/jpg' length='483273' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์เผยคนสนใจร่วมไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัสแล้วกว่า 200 ราย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178014</link>
<guid isPermaLink="false">a7c5d1087eba55f1f191eb8048a57661</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 10:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/10 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​กรมพัฒน์เผยคนสนใจร่วมไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัสแล้วกว่า 200 ราย<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; แล้วกว่า 200 ราย ได้สิทธิ์รับอุดหนุนเงินลงทุนค่าแพกเกจสูงสุดรายละ 10,000 บาท มีแฟรนไชส์ให้เลือกซื้อกว่า 100 แบรนด์ และมีธนาคารช่วยอุดหนุนสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ มีสถานที่ให้ขายในโลตัสและแม็คโครกว่า กว่า 2,000 สาขา และยังมีพื้นที่ในตลาดสดกว่า 100 แห่งด้วย ย้ำแฟรนไชส์ลงทุนง่าย มีโมเดลชัดเจน แบรนด์มีชื่อเสียง มีที่ปรึกษา มีโอกาสเติบโต และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายกว่า &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมกำลังดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้นโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ที่จะช่วยสร้างธุรกิจและอนาคตให้กับผู้ว่างงาน ผู้สนใจ หรือที่กำลังมองหาธุรกิจลงทุน มองหารายได้เสริม และมองหาแฟรนไชส์ที่มีคุณภาพเพื่อการลงทุน โดยรัฐบาลจะร่วมอุดหนุนเงินทุนในการเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์ให้กับประชาชนร้อยละ 50 ของมูลค่าแพกเกจ สูงสุดรายละ 10,000 บาท โดยกรมได้รวบรวมธุรกิจแฟรนไชส์มาตรฐานกว่า 100 แบรนด์ ที่มีเงินลงทุนไม่เกิน 100,000 บาท ให้ได้เลือกลงทุน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการเป็นเจ้าของธุรกิจได้ง่ายขึ้น หากเงินทุนไม่เพียงพอมีธนาคารกรุงไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ธนาคารออมสิน พร้อมสนับสนุนสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และหากต้องมีการค้ำประกันจะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะมาช่วยดูแล</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้ที่ลงทุนยังได้สิทธิในการใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้าและบริการในเครือโลตัสและแม็คโครทั่วประเทศ กว่า 2,000 สาขา รวมกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ และจะได้รับการสนับสนุนพื้นที่ฟรีเป็นระยะเวลา 6 เดือน รวมถึงได้รับความร่วมมือจากสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ตลาด สนับสนุนพื้นที่ค้าขายเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 200 ราย<br />
สำหรับข้อดีของการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นระบบธุรกิจที่น่าลงทุน ผู้ที่ไม่เคยทำธุรกิจก็สามารถลงทุนประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ได้ทันที โดยมี 5 เหตุผล ประกอบด้วย 1.มีโมเดลธุรกิจชัดเจนพร้อมนำไปใช้ได้ทันที ช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุน ผู้ลงทุนไม่ต้องลองผิดลองถูก เนื่องจากแฟรนไชส์มีระบบการบริหารจัดการที่ผ่านการพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้ว เจ้าของแบรนด์มีการจัดเตรียมอุปกรณ์ และโครงสร้างร้านตามมาตรฐานของแบรนด์มาเป็นอย่างดี มีทีมงานช่วยสอนงานทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติก่อนเปิดร้านจริง อีกทั้ง มีคู่มือและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้ง่ายมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.แบรนด์มีชื่อเสียงอยู่แล้ว มีฐานลูกค้าที่ดี เป็นที่รู้จักในตลาด ลูกค้าพร้อมซื้อสินค้าตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน อีกทั้ง เจ้าของแบรนด์ได้ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้แบรนด์แก่กลุ่มผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์สามารถประหยัดงบด้านการตลาดได้มาก ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.มีที่ปรึกษาตลอดการทำธุรกิจ เจ้าของแบรนด์จะคอยเป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาทางธุรกิจตลอดระยะเวลาที่ลงทุน ดูแลและช่วยแก้ปัญหาการบริหารจัดการธุรกิจ ช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้ลงทุนว่าไม่ได้เดินบนเส้นทางธุรกิจแบบโดดเดี่ยวลำพัง<br />
4.มีโอกาสเติบโตในแวดวงธุรกิจและคืนทุนได้เร็ว เจ้าของแบรนด์พร้อมให้คำปรึกษาด้านการบริหารการเงินธุรกิจ ประมาณการรายรับ-รายจ่าย และบริหารสต็อกอย่างเป็นระบบ ส่งผลต่อระบบการเงินที่ดี และมีโอกาสขยายสาขาเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสเติบโตในแวดวงธุรกิจได้ไม่ยาก</p>

<p>5.เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายกว่า สถาบันการเงินมักจะอนุมัติสินเชื่อให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์แบรนด์มาตรฐานที่มีชื่อเสียงได้ง่ายกว่าธุรกิจทั่วไปที่เพิ่งเริ่มสร้างแบรนด์หรือยังไม่เป็นที่รู้จัก นอกจากนี้ ยังมีอีกหลากหลายเหตุผลที่ส่งผลให้แฟรนไชส์ยังคงเป็นระบบธุรกิจที่น่าลงทุนและเป็นจุดเริ่มต้นให้หลายคนได้เลือกลงทุนประกอบเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม</p>

<p>อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อแฟรนไชส์ควรเลือกซื้อตามความถนัดและความชอบ รวมถึงโอกาสทางการตลาดเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจ แม้ว่าแฟรนไชส์จะมีสูตรสำเร็จและคู่มือให้พร้อมในการบริหารธุรกิจ แต่ความเป็นจริงผู้ซื้อแฟรนไชส์ยังต้องลงมือประกอบธุรกิจและบริหารงานทุกวัน ซึ่งการทำในสิ่งที่ไม่ชื่นชอบหรือไม่ถนัด อาจนำไปสู่ความท้อแท้ เบื่อหน่าย และอาจเลิกประกอบธุรกิจได้โดยง่ายมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการได้ที่ เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th หรือ Line OA @franchisedbdplus รวมทั้งสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 5953, 0 2547 5955 และ Call Center 1570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260731d3d9446802a44259755d38e6d163e820103427.jpg' type='image/jpg' length='185084' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”โชว์เปิดหลักสูตร DIP e-Learning 6 เดือน ประชาชน-ผู้ประกอบการแห่เรียน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178010</link>
<guid isPermaLink="false">1926c7ce8d04bd75c28acaad14a92216</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 10:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/9 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;โชว์เปิดหลักสูตร DIP e-Learning 6 เดือน ประชาชน-ผู้ประกอบการแห่เรียน<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยผลเปิดใช้งานระบบ &ldquo;DIP e-Learning&rdquo; แหล่งเรียนรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) โฉมใหม่ หลังเปิดให้บริการช่วง 6 เดือน ปี 69 มีประชาชนและผู้ประกอบการสมัครเรียน 1,126 ราย สนใจเรียนรู้หลักสูตร ความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาสากล (DL-101) อันดับหนึ่ง ตามด้วยทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับผู้ประกอบการ SME และความรู้ทั่วไปเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ยันเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยและเข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเปิดใช้งานระบบ &ldquo;DIP e-Learning&rdquo; แหล่งเรียนรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) โฉมใหม่ ในรอบ 6 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) ว่า หลังจากเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.2569 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน มีสมาชิกรวม 1,126 ราย โดยกว่า 90.9% เป็นกลุ่มประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการ ที่สนใจเพิ่มพูนความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพราะเป็นแหล่งเรียนรู้และคลังข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาที่ทันสมัย เข้าถึงง่ายทุกที่ทุกเวลา และสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนสามารถนำความรู้ IP ไปใช้ประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิและต่อยอดการดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยปัจจุบันระบบ DIP e-Learning มีหลักสูตรให้บริการ 8 หลักสูตร ครอบคลุมตั้งแต่ความรู้ IP ระดับพื้นฐานไปจนถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ และหลักสูตรที่ได้รับความนิยมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.หลักสูตรความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาสากล (DL-101) มีผู้ลงทะเบียนเรียน 441 ราย โดยเป็นหลักสูตรที่พัฒนาตามมาตรฐานขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ครอบคลุมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบทรัพย์สินทางปัญญาในระดับสากล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจบทบาทและความสำคัญของ IP ในการสร้างมูลค่าและต่อยอดทางธุรกิจ โดยใช้ระยะเวลาเรียนรวมกว่า 7 ชั่วโมง 35 นาที มีผู้เรียนจบหลักสูตรแล้ว 212 ราย และกำลังเรียนอยู่ 205 ราย<br />
2.หลักสูตรทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับผู้ประกอบการ SMEs มีผู้ลงทะเบียนเรียน 206 ราย มุ่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการนำทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทั้งในด้านการคุ้มครองสิทธิและการวางแนวทางใช้ประโยชน์จาก IP อย่างเหมาะสม โดยใช้ระยะเวลาเรียนรวมกว่า 5 ชั่วโมง 36 นาที โดยมีผู้เรียนจบหลักสูตรแล้ว 67 ราย และกำลังเรียนอยู่ 123 ราย<br />
3.หลักสูตรความรู้ทั่วไปเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไทย มีผู้ลงทะเบียนเรียน 144 ราย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น การคุ้มครอง GI และแนวทางการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าชุมชน โดยใช้ระยะเวลาเรียนรวม 58 นาที โดยมีผู้เรียนจบหลักสูตรแล้ว 97 ราย และกำลังเรียนอยู่ 27 ราย</p>

<p>นอกจากนี้ ระบบ DIP e-Learning ยังมีหลักสูตรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิ การยื่นคำขอผ่านระบบ e-Filing การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงหลักสูตรระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI ที่ช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าชุมชนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค<br />
&ldquo;ภาพรวมมีผู้เรียนจบหลักสูตรและได้รับใบประกาศนียบัตรออนไลน์ (Online Certificate) แล้ว 494 ราย คิดเป็นอัตราการเรียนจบเฉลี่ย 49% ตลอดจนมีบริการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Library) ที่รวบรวมหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) และวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Magazine) ด้านทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การประกอบธุรกิจ และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายรายการ เพื่อให้ผู้ประกอบการ นักศึกษา และประชาชนสามารถค้นคว้าและต่อยอดองค์ความรู้ได้อย่างสะดวกในที่เดียวด้วย&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>ปัจจุบัน กรมมีแผนส่งเสริมการใช้งานระบบ DIP e-Learning อย่างต่อเนื่อง โดยจะประชาสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ของกรมฯ และเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) สำนักงานพาณิชย์จังหวัด มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น พร้อมทั้งติดตามและประเมินผลการใช้งานระบบ เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางและพัฒนาการให้บริการให้ตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและส่งเสริมสนับสนุนการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจเรียนรู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สามารถเข้าเรียนฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านทางเว็บไซต์ https://elearning.ipthailand.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 1368</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026073145c48cce2e2d7fbdea1afc51c7c6ad26103213.jpg' type='image/jpg' length='146780' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ชี้เป้าส่งออกวัสดุก่อสร้างเม็กซิโก บริการตกแต่งอาคาร ไฟฟ้า แอร์ ก็มีโอกาสสูง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178006</link>
<guid isPermaLink="false">b6c9fdcbd220f00c860187bddb9c1932</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 10:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/8 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" />​</p>

<p>DITP ชี้เป้าส่งออกวัสดุก่อสร้างเม็กซิโก บริการตกแต่งอาคาร ไฟฟ้า แอร์ ก็มีโอกาสสูง<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจภาคการก่อสร้างของเม็กซิโก พบขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังมีการเพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมทำความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องขยายตัวตามไปด้วย ชี้เป็นโอกาสไทย ขายวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์สุขภัณฑ์ เครื่องจักรก่อสร้าง และเข้าไปให้บริการตกแต่งอาคาร ระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวกรรณิกา กะการดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเม็กซิโก ถึงการสำรวจภาคการก่อสร้างของเม็กซิโก ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และโอกาสในการส่งออกสินค้าวัสดุก่อสร้างไทยเข้าไปจำหน่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ภาคก่อสร้างของเม็กซิโกกำลังฟื้นตัว หลังการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม และการขยายตัวของภาคโลจิสติกส์เริ่มกลับมามีบทบาทมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร และอุตสาหกรรมสนับสนุนโตตามไปด้วย โดยข้อมูลจากสถาบันสถิติแห่งชาติเม็กซิโก (INEGI) ระบุว่า ในเดือนเมษายน 2569 กิจกรรมภาคอุตสาหกรรมของเม็กซิโกขยายตัว 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2.1% จากเดือนก่อนหน้า โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตครั้งนี้มาจากภาคก่อสร้าง ซึ่งขยายตัวสูงถึง 10.2% เมื่อเทียบรายปี และ 7.6% เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าภาคการผลิตที่ขยายตัว 1.2% ขณะที่ภาคเหมืองแร่และสาธารณูปโภคยังอยู่ในทิศทางชะลอตัว<br />
ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันภาคก่อสร้างของเม็กซิโก คือ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนเพื่อกระจายฐานโรงงานเข้ามาในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ส่งผลให้ความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมและระบบสนับสนุนการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสมาคมนิคมอุตสาหกรรมเอกชนของเม็กซิโก (AMPIP) มีแผนพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใหม่จำนวน 128 โครงการ ระหว่างปี 2567&ndash;2573 คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 6.2&ndash;8.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคการผลิตและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยแบ่งเป็นการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า อาคารพาณิชย์ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ระบบคมนาคม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสาธารณูปโภค ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการรองรับการลงทุนและการขยายฐานการผลิตของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีส่วนสนับสนุนผ่านโครงการคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานหลายพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อ ระบบราง ท่าเรือ และพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งช่วยกระตุ้นความต้องการสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น เหล็ก ผลิตภัณฑ์โลหะ วัสดุก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า สุขภัณฑ์ อุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องจักร ระบบปรับอากาศ ระบบอัตโนมัติ และงานตกแต่งภายใน ขณะเดียวกัน ภาคเอกชน เริ่มให้ความสำคัญกับการก่อสร้างที่คำนึงถึงประสิทธิภาพพลังงาน การลดต้นทุนการดำเนินงาน และการบริหารอาคารในระยะยาวมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการวัสดุและเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การขยายตัวของภาคก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานในเม็กซิโก นับเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่เฉพาะผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง แต่รวมถึงผู้ผลิตสินค้าตกแต่งอาคาร ระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ อุปกรณ์สุขภัณฑ์ เครื่องจักรก่อสร้าง และผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เนื่องจากความต้องการในตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการก่อสร้างโครงการใหม่ แต่ยังครอบคลุมการติดตั้งระบบ การปรับปรุงประสิทธิภาพอาคาร และการยกระดับพื้นที่อุตสาหกรรมให้รองรับการใช้งานในระยะยาวมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณาใช้โอกาสดังกล่าวในการเข้าสู่ตลาดผ่านกลุ่มสินค้าพรีเมียมและสินค้าที่ตอบโจทย์กับเทรนด์การพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น วัสดุก่อสร้างที่ช่วยประหยัดพลังงาน ระบบอาคารอัจฉริยะ ผลิตภัณฑ์ตกแต่งภายในระดับพรีเมียม ระบบจัดการพลังงาน หรือสินค้าอุตสาหกรรมที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดเม็กซิโกในระยะต่อไป&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260731c9f0f895fb98ab9159f51fd0297e236d102334.jpg' type='image/jpg' length='152756' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ชวนประชาชนใช้ “ผ้าขิดสลับหมี่หนองบัวลำภู” สินค้า GI ภูมิปัญญาผ้าทอโบราณ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178005</link>
<guid isPermaLink="false">870cd23e39ed6726c26e97c7c945b885</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 10:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/7 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 754px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ชวนประชาชนใช้ &ldquo;ผ้าขิดสลับหมี่หนองบัวลำภู&rdquo; สินค้า GI ภูมิปัญญาผ้าทอโบราณ<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาชวนประชาชนสัมผัสอัตลักษณ์สินค้า GI &ldquo;ผ้าขิดสลับหมี่หนองบัวลำภู&rdquo; ที่เป็นผ้าทอพื้นเมืองที่สะท้อนภูมิปัญญาการทอผ้าอันประณีตของชาวหนองบัวลำภู ผ่านการผสมผสานเทคนิคการทอผ้าขิดและผ้ามัดหมี่ไว้ในผืนเดียวอย่างลงตัว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมขอเชิญชวนประชาชน สัมผัสอัตลักษณ์ของสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) &ldquo;ผ้าขิดสลับหมี่หนองบัวลำภู&rdquo; ซึ่งเป็นผ้าทอพื้นเมืองที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยใช้กี่ทอมือแบบพื้นบ้าน มีจุดเด่นจากการผสมผสานเทคนิคการทอผ้าสองรูปแบบไว้ในผืนเดียวอย่างประณีต ได้แก่ การทอแบบลายขิด ซึ่งเป็นการสะกิดเส้นด้ายยืนและเพิ่มเส้นพุ่งตามแนวลวดลายให้นูนเด่น และการทอมัดหมี่ เป็นการมัดย้อมลวดลายบนเส้นพุ่งก่อนนำมาทอ โดยจัดวางลายขิดสลับกับลายมัดหมี่ตลอดทั้งผืน จนเกิดมิติของลวดลายที่สวยงาม แปลกตา และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ลวดลายต่าง ๆ มักสะท้อนเรื่องราว วิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมของชุมชน อาทิ ลายดอกบัวหลวง ลายไหกุดกวางสร้อย ลายหงส์ และลายพญานาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการทอผ้าขิดสลับหมี่ของจังหวัดหนองบัวลำภู เกิดขึ้นในปี 2525 ภายหลังสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ที่วัดถ้ำกลองเพล และทรงเล็งเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นเมือง จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพพิเศษบ้านถ้ำกลองเพล เพื่อเป็นศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาทักษะการทอผ้า ก่อนขยายองค์ความรู้สู่ชุมชนทั่วทั้งจังหวัด จนผ้าขิดสลับหมี่ได้รับการสืบทอดและพัฒนาจนกลายเป็นผ้าทออัตลักษณ์ที่โดดเด่นของจังหวัดหนองบัวลำภูมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นตัวอย่างของผ้าไทยที่สามารถนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญามาต่อยอดเป็นสินค้าอัตลักษณ์ที่มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดพรีเมียมได้ทั้งนี้ นอกจากภูมิปัญญาการทอแล้ว ความโดดเด่นของผ้าขิดสลับหมี่หนองบัวลำภูยังเกิดจากความเชื่อมโยงกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์อย่างใกล้ชิด ด้วยจังหวัดหนองบัวลำภูมีลักษณะเป็นแอ่งที่ราบล้อมรอบด้วยเทือกเขาภูพาน มีแหล่งน้ำธรรมชาติและสภาพดินที่เหมาะสมต่อการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และปลูกฝ้ายคุณภาพดี ขณะเดียวกันยังอุดมด้วยพืชพรรณธรรมชาติที่นำมาใช้เป็นสีย้อมผ้า อาทิ ต้นเพกา ต้นขนุน ต้นประดู่ บัวหลวง และต้นทองกวาว ทำให้ได้เฉดสีที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เมื่อผสานเข้ากับภูมิปัญญาการทอและลวดลายดั้งเดิม จึงทำให้ผ้าขิดสลับหมี่หนองบัวลำภูมีอัตลักษณ์เฉพาะ สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของชุมชน อันเป็นคุณสมบัติสำคัญของสินค้า GI<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผ้าขิดสลับหมี่หนองบัวลำภู เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 2 ของจังหวัดหนองบัวลำภู ต่อจากเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ประเภทของสินค้าที่ได้รับ GI ครอบคลุมทั้งผ้าผืน ผ้าถุงหรือผ้าซิ่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าสไบ หรือผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ผลิตจากผ้าขิดสลับหมี่หนองบัวลำภู โดยปัจจุบันผ้าขิดสลับหมี่หนองบัวลำภูสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้จังหวัดได้กว่า 41.50 ล้านบาท ซึ่งการเป็น GI จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดให้กับกลุ่มผู้ผลิต และนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับสินค้าหัตกรรมผ้าที่มีอัตลักษณ์ให้กับจังหวัดหนองบัวลำภู<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะเดินหน้าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสินค้า GI อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของ(นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทั้งการควบคุมและรักษามาตรฐานการผลิต การส่งเสริมการใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย และการสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภค เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นผลิตจากแหล่งกำเนิดและภูมิปัญญาของจังหวัดหนองบัวลำภูอย่างแท้จริง ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการทำตลาดเพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ขยายช่องทางสู่ตลาดพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ ตอกย้ำศักยภาพของผ้าไทยในฐานะทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดด้วยทรัพย์สินทางปัญญา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202607318f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543102127.jpg' type='image/jpg' length='178435' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สมุนไพร สินค้าดาวรุ่ง สนค.แนะเปลี่ยนวัตถุดิบพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178004</link>
<guid isPermaLink="false">12c5031c71255c974d7d8340712f8665</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 10:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>สมุนไพร สินค้าดาวรุ่ง สนค.แนะเปลี่ยนวัตถุดิบพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง<br />
สนค.เผยสมุนไพร กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล เหตุได้แรงหนุนจากการดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติ ส่งผลให้ความต้องการพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ชี้ไทยมีจุดเด่นมีสินค้าศักยภาพ ทั้งขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร และกระชายดำ ที่จะเป็นตัวชูโรง แนะต้องเข้มมาตรฐาน สารตกค้าง เปลี่ยนวัตถุดิบพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม เจาะกลุ่มเป้าหมาย Smart Niche ที่มีกำลังซื้อสูง</p>

<p>นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากกระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์จากพืชและการดูแลสุขภาพแบบธรรมชาติที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก ได้พลิกโฉมสมุนไพรให้เป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ครอบคลุมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ตลอดจนการที่สื่อทั่วโลกได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ยิ่งเป็นแรงส่งให้สมุนไพรมีโอกาสขยายตัวและกลายเป็นทางเลือกสำคัญในการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยรายงาน Herbal Supplements Market ประเมินว่า ในปี 2568 ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรโลกจะมีมูลค่าประมาณ 45,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คำนวนจากมูลค่าของ มะรุม เอ็กไคนาเซีย เมล็ดแฟลกซ์ ขมิ้น ขิง โสม และอื่น ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ยาเม็ด ยาแคปซูล ยาน้ำ ยาผง ยาแคปซูลแบบนิ่ม อื่น ๆ) และอาจขยายตัวสู่ระดับ 90,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2576 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8.89% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขการเติบโตที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นในภาคเกษตรและอาหาร<br />
ขณะเดียวกันรายงาน Global Trade of Medicinal and Aromatic Plants: A Review ประจำปี 2568 โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า พืชสมุนไพรและพืชหอม (Medicinal and Aromatic Plants: MAPs) เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีการนำไปใช้ประโยชน์ในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ ยา อาหาร เครื่องสำอาง และสารกำจัดศัตรูพืช จากแนวโน้มที่ผู้บริโภคทั่วโลกหันมานิยมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น การค้าพืชสมุนไพรและพืชหอมของโลกจึงขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดนำเข้าหลัก ได้แก่ เยอรมนี สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งมีความต้องการวัตถุดิบธรรมชาติสูง ส่วนประเทศผู้ส่งออกชั้นนำ ได้แก่ จีน และอินเดีย และ FAO ยังเน้นย้ำว่า พืชสมุนไพรและพืชหอม มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยา อาหาร และเวชสำอาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนข้อมูลการส่งออกและนำเข้าสินค้าพืชสมุนไพร (HS Code 1211) ของโลก (Trademap.org) ในช่วงปี 2558-2568 พบว่ามูลค่าการส่งออกและนำเข้าของโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 67.4 และ 65.9 ตามลำดับ โดยในปี 2568 การส่งออกกลุ่มสินค้าพืชสมุนไพรทั่วโลกมีมูลค่าราว 5,257 ล้านเหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ จีน (ร้อยละ 17.5 ของมูลค่าการส่งออกของโลก) แคนาดา (ร้อยละ 10.8) อินเดีย (ร้อยละ 9.0) เยอรมนี (ร้อยละ 5.3) และอียิปต์ (ร้อยละ 4.4) สำหรับไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 12 ของโลก (ร้อยละ 1.6) ขณะที่การนำเข้าของโลกมีมูลค่า 5,108 ล้านเหรียญสหรัฐ ผู้นำเข้าสำคัญ 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ เยอรมนี (ร้อยละ 15.4 ของมูลค่าการนำเข้าของโลก) สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 10.0) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 6.7) จีน (ร้อยละ 6.5) และอินเดีย (ร้อยละ 3.6)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับประเทศไทย สมุนไพรจัดเป็นสินค้าเกษตรชีวภาพเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยความได้เปรียบจากการมีพืชสมุนไพรมากกว่า 1,800 ชนิด ซึ่งหลายชนิดได้รับการยอมรับในระดับสากล สอดรับกับแนวทางการขับเคลื่อนตาม &ldquo;แผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570)&rdquo; ที่มุ่งผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสมุนไพร (Hub of Herbs) ของภูมิภาค โดยเฉพาะการชูโรงกลุ่มสมุนไพรดาวเด่น หรือ Herbal Champions อาทิ ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร และกระชายดำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมสูงในการเจาะตลาดโลก สะท้อนได้จากภาพรวมการส่งออกกลุ่มสินค้าพืชสมุนไพรไทยในปี 2568 ที่ขยายตัวถึง 375.3% เช่นเดียวกับกลุ่มสินค้าสารสกัดจากสมุนไพร และกลุ่มสินค้าน้ำมันหอมระเหยที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง (ขยายตัว 29.4% และ 14.7% ตามลำดับ) โดยจุดแข็งของไทยไม่เพียงอยู่ที่ความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย และองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย แต่รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหารและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อย่างบูรณาการโดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1.กระแสสุขภาพและการแพทย์ทางเลือก พฤติกรรมผู้บริโภคยุคหลังโควิด-19 ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ทำให้สมุนไพรที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระและเสริมภูมิคุ้มกันได้รับความนิยมสูง 2.ความนิยมสินค้า Plant-based และ Natural Products ความต้องการวัตถุดิบจากพืชที่ปลอดสารเคมีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขยายตัวทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงเครื่องสำอาง 3.โอกาสจากเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) สมุนไพรได้ยกระดับจากสินค้าเกษตรพื้นฐานสู่การเป็นวัตถุดิบต้นน้ำในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ โภชนเภสัช (Nutraceuticals) และอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และ 4.การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ประเทศไทยมีศักยภาพในการยกระดับวัตถุดิบสู่สารสกัดมาตรฐานและผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ซึ่งสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้นหลายเท่าตัว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมสมุนไพรไทยยังเผชิญความท้าทายด้านมาตรฐานการผลิตและการควบคุมคุณภาพ เนื่องจากตลาดโลกเข้มงวดกับมาตรฐาน GAP GMP Organic Certification ตลอดจนการตรวจสอบสารสำคัญและสารตกค้าง รวมทั้งข้อควรระวังจาก FAO เรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความพอดี ภาคการผลิตจึงต้องเร่งบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ อนาคตของสมุนไพรไทยจะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด หากสามารถเปลี่ยนผ่านจากวัตถุดิบพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง ผ่านการขับเคลื่อนด้วยงานวิจัย นวัตกรรม และมาตรฐานสากล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;แนวโน้มตลาดโลกปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงสมุนไพรในรูปแบบวัตถุดิบขั้นต้น แต่มองหาโซลูชันด้านสุขภาพที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งยกระดับห่วงโซ่มูลค่า ผ่านกลยุทธ์ Cross-Industry หรือการบูรณาการข้ามสายอุตสาหกรรม เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย Smart Niche ที่มีกำลังซื้อสูง โอกาสทางธุรกิจที่ชัดเจนขณะนี้ คือ การต่อยอดสารสกัดสมุนไพรสู่อุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว เช่น อาหารแห่งอนาคต (Future Food) โภชนเภสัชเฉพาะบุคคล ที่มุ่งเน้นบริโภคผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเพื่อการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health Care) และลดการใช้สินค้าที่มีส่วนผสมของสารเคมี ตลอดจนเทรนด์การดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก (Pet Humanization) ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไปพัฒนานวัตกรรมดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ซึ่งเหล่านี้เป็นตลาดศักยภาพสูงที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับสินค้าและบริการได้อย่างเป็นรูปธรรม&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202607311679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc101902.jpg' type='image/jpg' length='848106' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เตือนรัฐ-เอกชนเชื่อมข้อมูลนิติบุคคล ห้ามใช้เชิงธุรกิจ เผยแพร่ เหตุผิด PDPA]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178003</link>
<guid isPermaLink="false">14c02affc5b3381f8468cd702e5481a9</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 10:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>กรมพัฒน์เตือนรัฐ-เอกชนเชื่อมข้อมูลนิติบุคคล ห้ามใช้เชิงธุรกิจ เผยแพร่ เหตุผิด PDPA<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจพบมีการนำข้อมูลนิติบุคคลที่เชื่อมต่อหรือขอข้อมูลไปประมวลผล คัดชื่อบุคคลที่เป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลแล้วนำไปใช้ในเชิงธุรกิจ และมีการเผยแพร่ชื่อบุคคลว่าเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทใดบ้าง ย้ำทำแบบนี้ผิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มีความผิดทั้งทางแพ่ง อาญา ปกครอง เตือนหยุดกระทำ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมได้ตรวจพบว่ามีการนำข้อมูลนิติบุคคลที่เชื่อมต่อหรือขอข้อมูลไปประมวลผล โดยคัดเฉพาะชื่อบุคคลที่เป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลไปใช้ในเชิงธุรกิจและมีการเผยแพร่ชื่อบุคคลว่าเป็นกรรมการหรือถือหุ้นในบริษัทใดบ้าง ซึ่งกรมให้ความสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เป็นลำดับต้น จึงไม่มีนโยบายให้ผู้ใช้บริการนําข้อมูลนิติบุคคล ข้อมูลงบการเงิน และข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่จัดเก็บ มาจัดทํา วิเคราะห์ จําแนก รวบรวม หรือจัดให้มีขึ้นใหม่ อันเป็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นใหม่ หากปรากฏว่ามีบุคคลใดนําข้อมูลที่ได้จากกรมไปประมวลเพื่อให้เป็นข้อมูลส่วนบุคคล ผู้กระทําการดังกล่าวมีหน้าที่ต้องดําเนินการในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนจะมีความรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมได้ให้บริการข้อมูลธุรกิจแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยกรมได้ให้บริการข้อมูลนิติบุคคลกับหน่วยงานภาครัฐแล้วกว่า 200 หน่วยงาน ขณะที่ภาคธุรกิจก็สามารถขอข้อมูลนิติบุคคลจากกรมได้เช่นกัน โดยมีผู้ใช้บริการภาคธุรกิจขอข้อมูลธุรกิจประมาณ 70 หน่วยงาน และเมื่อภาคธุรกิจได้ชำระค่าธรรมเนียมตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม การขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสารพร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด พ.ศ.2563 ก็สามารถขอถ่ายโอนและเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล ข้อมูลงบการเงิน และข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือภารกิจของผู้ขอใช้บริการขณะเดียวกัน กรมได้ออกประกาศ เรื่อง แนวนโยบายและแนวปฏิบัติในการเปิดเผยและนำข้อมูลไปใช้ เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บ และเผยแพร่ข้อมูลของบุคคลที่เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น โดยอาศัยฐานภารกิจของรัฐ (Public Interest) และเพื่อให้การบริการข้อมูลธุรกิจของกรมมีมาตรฐานในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งผู้ขอใช้บริการถ่ายโอนหรือเชื่อมโยงข้อมูลจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐานและเงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลของกรมอย่างเคร่งครัด ตามรายละเอียดที่แจ้งไว้ในแบบฟอร์มขอใช้บริการถ่ายโอนหรือขอเชื่อมโยงข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และจะต้องลงนามยอมรับข้อกำหนดมาตรฐานและเงื่อนไขการใช้บริการ เพื่อยืนยันว่าจะนำข้อมูลไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ในแบบฟอร์มขอใช้ดังกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ในแต่แต่ละปี มีผู้ขอข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้แตกต่างกัน อาทิ นำไปพัฒนาข้อมูลให้กับลูกค้าและนำไปวิเคราะห์เพื่อวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อสำรวจและการทำวิจัยเพื่อตรวจสอบตัวตนการจดทะเบียนของนิติบุคคลที่จะมาทำธุรกรรมกับธนาคาร ใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินเกี่ยวกับการขอสินเชื่อ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูล และเพื่อตรวจสอบข้อมูลจากฐานข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือโดยหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบและอนุมัติได้รวดเร็วและมั่นใจได้มากขึ้น เป็นต้น</p>

<p>&ldquo;กรมขอความร่วมมือและขอเตือนภาครัฐและภาคธุรกิจ ที่มีการเชื่อมต่อข้อมูลหรือขอข้อมูลนิติบุคคลจากกรมไป ให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 อย่างเคร่งครัด และที่ผ่านมา กรมเคยมีหนังสือเตือนภาคธุรกิจที่มีการขอข้อมูลธุรกิจจากกรมและนำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อน เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260731e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5101609.jpg' type='image/jpg' length='99924' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”นำข้าราชการพาณิชย์ จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/178001</link>
<guid isPermaLink="false">0adf3dc190e5e7e05e0b355fb51caf9d</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 10:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 9.jpg" style="width: 1000px; height: 670px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;นำข้าราชการพาณิชย์ จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;นำข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.2569 ย้ำน้อมนำพระบรมราโชวาทที่พระราชทานในโอกาสต่าง ๆ มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรมและสุจริต มุ่งมั่นปฏิบัติราชการเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคลและถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 ก.ค.2569 โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในโอกาสนี้ ประธานในพิธีนำผู้เข้าร่วมพิธีถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายเครื่องราชสักการะ จากนั้นกล่าวถวายพระพรชัยมงคลและถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน พร้อมนำผู้เข้าร่วมพิธีร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดีจอมราชา ก่อนร่วมลงนามถวายพระพรเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์นางศุภจีกล่าวว่า รู้สึกปลื้มปีติเป็นล้นพ้นที่ได้ร่วมกับข้าราชการและบุคลากรในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ แสดงความจงรักภักดีและถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.2569 พร้อมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ และทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างแก่ข้าราชการทั้งปวงในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงประชาและความวัฒนาสถาพรของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ข้าราชการและบุคลากรกระทรวงพาณิชย์ได้น้อมนำพระบรมราโชวาทที่พระราชทานในโอกาสต่าง ๆ มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรมและสุจริต มุ่งมั่นปฏิบัติราชการเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และร่วมกันสนองพระราชปณิธานด้วยความจงรักภักดีสืบไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ นางศุภจี พร้อมด้วยข้าราชการและบุคลากรกระทรวงพาณิชย์ ยังได้ร่วมตั้งจิตอธิษฐานถวายพระพรชัยมงคล ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเจริญ ทรงพระเกษมสำราญ ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง และทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าปกกระหม่อมของปวงชนชาวไทยตราบกาลนาน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260731a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c101403.jpg' type='image/jpg' length='980819' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ลุยจัดการต่างชาติใช้ช่องว่างเลี่ยงกฎหมาย ถือครองที่ดิน-อสังหาริมทรัพย์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177996</link>
<guid isPermaLink="false">82bb9d91a0741fe7678da1f423cf3526</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 10:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 10.jpg" style="width: 1000px; height: 707px;" /></p>

<p>กรมพัฒน์ลุยจัดการต่างชาติใช้ช่องว่างเลี่ยงกฎหมาย ถือครองที่ดิน-อสังหาริมทรัพย์<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าลุยจัดการต่างชาติถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ หลังพบใช้ช่องว่าง ตั้งบริษัทนอมินี แล้วเลี่ยงกฎหมายไปจดทะเบียนกับกรมที่ดิน ก่อนมาเปลี่ยนผู้ถือหุ้น เปลี่ยนกรรมการ เพื่อให้มีอำนาจบริหารจัดการ ทำการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อให้รู้ความเคลื่อนไหว และเพิ่มคำเตือน 1 ส.ค.69 สำเนาบัญชีผู้ถือหุ้น ไม่ใช่การรับรองผู้ถือหุ้นปัจจุบัน ต้องดูสมุดทะเบียนที่บริษัทครอบครอง ป้องกันนำเอกสารไปใช้ไม่ถูกต้อง<br />
&nbsp; &nbsp; นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมและกรมที่ดินได้พบปัญหาสำคัญ คือ การถือครองอสังหาริมทรัพย์และที่ดินของชาวต่างชาติ ซึ่งโดยหลักการทั่วไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน ชาวต่างชาติไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ชาวต่างชาติเลือกใช้นิติบุคคลบังหน้าในการถือครอง โดยตั้งบริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 49 ซึ่งถือว่ามีสถานะเป็นบริษัทไทย แล้วใช้บริษัทไปซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน เพื่อนำมาถือครอง จากนั้นได้ใช้วิธีการเปลี่ยนกรรมการและผู้ถือหุ้นกันเป็นทอด ๆ เพื่อให้มีอำนาจในการบริหารจัดการบริษัท และใช้ช่องว่างหลีกเลี่ยงกฎหมาย ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และที่ดินกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;&ldquo;การถือครองอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน หากเป็นบริษัทไทย ก็สามารถซื้อขายและถือครองได้ แต่ที่ผ่านมา มีคนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีตั้งบริษัทขึ้นมา แล้วเอาบริษัทไปซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และที่ดินและถือครอง ซึ่งกรมที่ดินจะดูว่าเมื่อเป็นบริษัทไทย ก็ให้ซื้อขายและถือครองได้ แต่สิ่งที่ชาวต่างชาติทำ คือ เมื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินมาได้แล้ว ก็ทำการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในภายหลัง เพื่อให้ตัวเองมีอำนาจในการบริหารจัดการ แล้วตัดคนไทยที่เคยเป็นนอมินีออกไป เพื่อมาเป็นเจ้าของเอง ซึ่งกรมไม่นิ่งนอนใจต่อปัญหาการนำโครงสร้างนิติบุคคลไปใช้หลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นภายหลังการจัดตั้งบริษัท เพราะอาจส่งผลต่อการกำกับดูแลตามกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&rdquo;ทั้งนี้ กรมได้ให้ความสำคัญกับการแจ้งข้อมูลผู้ถือหุ้นของบริษัทให้มีความถูกต้องมากที่สุด โดยจะตรวจสอบข้อมูลบุคคลจากการเชื่อมโยงข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อป้องกันผู้ถือหุ้นทิพย์ (ไม่มีตัวตนจริง) และจะเฝ้าระวังและสนับสนุนข้อมูล เพื่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมที่ดินแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว และป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2569 เป็นต้นไป กรมจะระบุข้อควรทราบไว้ในสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีการคัดถ่ายจากกรมทุกฉบับว่า &ldquo;บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับนี้ นายทะเบียนรับไว้ตามที่กรรมการบริษัทจัดส่ง การที่นายทะเบียนให้คัดสำเนาเอกสารมิใช่เป็นการรับรองถึงความถูกต้องแท้จริงของสถานะผู้ถือหุ้นตามที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ การพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ต้องพิจารณาจากสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นที่อยู่ในความครอบครองของบริษัท ซึ่งได้รับการสันนิษฐานจากกฎหมายว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง มิใช่สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่นายทะเบียนจัดเก็บไว้&rdquo; เพื่อให้ทุกหน่วยงานและประชาชนทั่วไปได้ทราบข้อกฎหมายและนำไปกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องเป็นไปตามกฎหมาย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; สำหรับแนวทางการดำเนินงานของกรมในเรื่องการรับสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นดังกล่าว เป็นไปตามแนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งวินิจฉัยว่า นายทะเบียนมีหน้าที่เพียงรับและจัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มิใช่ผู้รับรองสถานะหรือสิทธิ์ความเป็นผู้ถือหุ้นของบุคคล โดยการพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ต้องตรวจสอบจากสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นซึ่งบริษัทเป็นผู้จัดทำและเก็บรักษาไว้ เพราะตามบทบาทและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย กรมมีหน้าที่รับสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่กรรมการบริษัทนำส่ง เพื่อจัดเก็บและเปิดเผยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและคัดสำเนาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1020 โดยเอกสารดังกล่าวเป็นข้อมูลที่บริษัทมีหน้าที่นำส่งเพื่อเปิดเผยต่อสาธารณะ มิใช่เป็นการรับรองสถานะหรือสิทธิ์ความเป็นผู้ถือหุ้นของบุคคลแต่อย่างใด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260731eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3101036.jpg' type='image/jpg' length='56816' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เทิดพระเกียรติในหลวง ทรงพระปรีชาประดิษฐ์ผลงานยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177993</link>
<guid isPermaLink="false">69803b869ada14603be284f5afefb5c7</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 10:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 12.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เทิดพระเกียรติในหลวง ทรงพระปรีชาประดิษฐ์ผลงานยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการ<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.2569 เผยแพร่ผลงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาในพระปรมาภิไธย รถจักรยานสำหรับผู้พิการทางแขน และอุปกรณ์บังคับเลี้ยวสำหรับรถจักรยาน ที่ทรงใช้นวัตกรรม การออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการให้สามารถใช้ชีวิต ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมร่วมกับสังคมได้อย่างเท่าเทียม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 กรมทรัพย์สินทางปัญญาขอน้อมนำผลงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาในพระปรมาภิไธยมาเผยแพร่ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมเรียนรู้ถึงคุณค่าของการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการออกแบบที่มุ่งตอบโจทย์การใช้งานจริงของประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือคุ้มครองสิทธิของผู้คิดค้นและผู้สร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยหนึ่งในผลงานทรัพย์สินทางปัญญาในพระปรมาภิไธยที่สะท้อนถึงแนวคิดการออกแบบเพื่อคนทุกคน (Universal Design) อย่างเท่าเทียม คือ อนุสิทธิบัตร &ldquo;รถจักรยานสำหรับผู้พิการทางแขน&rdquo; ซึ่งในขณะทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์ทรงพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้ผู้พิการทางแขนสามารถขับขี่จักรยานได้ด้วยตนเอง โดยทรงออกแบบรถจักรยานที่ขับเคลื่อนล้อหลังด้วยระบบเกียร์ 21 สปีด พร้อมดัดแปลงระบบเปลี่ยนเกียร์และระบบเบรก ให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมด้วยเท้าแทนการใช้มือ และยังทรงออกแบบ &ldquo;อุปกรณ์บังคับเลี้ยวสำหรับรถจักรยาน&rdquo; ซึ่งได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยเป็นบาร์ค้ำยันที่สามารถปรับระดับและองศาให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ใช้งานแต่ละราย ช่วยให้ทรงตัวและบังคับรถจักรยานได้อย่างมั่นคง นับเป็นนวัตกรรมการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งานอย่างแท้จริง ช่วยเพิ่มโอกาสในการออกกำลังกาย การฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้พิการทั้งนี้ ผลงานการออกแบบทั้งสองรายการได้รับการพัฒนาและจัดสร้างผ่านร้านจักรยานสุขสำราญ ซึ่งเป็นร้านจักรยานที่ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2558 จากพระราชปณิธานในการส่งเสริมการใช้จักรยานเพื่อการออกกำลังกายและสุขภาพ โดยมีทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ซึ่งผ่านการฝึกอบรมด้านเทคนิคการซ่อมและประกอบจักรยานจากผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างรถจักรยานและติดตั้งอุปกรณ์เสริมให้เหมาะสมกับผู้พิการทางแขนแต่ละราย ก่อนพระราชทานแก่ผู้พิการ อันสะท้อนถึงการนำนวัตกรรมและการออกแบบมาใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และยังทรงจดทะเบียนเครื่องหมายบริการร้านจักรยานสุขสำราญ เพื่อสร้างอัตลักษณ์และการจดจำ พร้อมยกระดับความน่าเชื่อถือในการให้บริการด้านจักรยาน นับเป็นการใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยปัจจุบันร้านจักรยานสุขสำราญยังคงเปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง สืบสานพระราชดำริในการส่งเสริมการใช้จักรยานเพื่อสุขภาพและการออกกำลังกายอย่างแท้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.2569 และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงนำนวัตกรรมและการออกแบบมาใช้เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จะเดินหน้าส่งเสริมให้นักประดิษฐ์ ผู้ประกอบการ และประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสรรค์ การคุ้มครอง และการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยจะน้อมนำพระราชปณิธานด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมของในหลวงรัชกาลที่ 10 มาเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ผลงานนวัตกรรมและการออกแบบสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดและใช้ประโยชน์ได้จริง อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260731c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c100806.jpg' type='image/jpg' length='142926' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”แจ้งผู้ประกอบการ เตรียมรับมือห้ามวางขาย-ส่งออกสินค้าแรงงานบังคับ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177991</link>
<guid isPermaLink="false">8abffcb4e18c5782bce20b9eab6618c6</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 10:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 11.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;แจ้งผู้ประกอบการ เตรียมรับมือห้ามวางขาย-ส่งออกสินค้าแรงงานบังคับ<br />
กรมการค้าต่างประเทศเผยสหภาพยุโรป (EU) ได้เผยแพร่คู่มือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการห้ามวางจำหน่ายหรือส่งออกสินค้าจากแรงงานบังคับ เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะบังคับใช้เต็มรูปแบบวันที่ 14 ธ.ค.70 แนะผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมการเตรียมข้อมูลให้ผู้นำเข้า และพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันการผลิตไม่มีการใช้แรงงานบังคับ</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สหภาพยุโรป (EU) ได้เผยแพร่คู่มือ (Guidelines) เกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการห้ามวางจำหน่ายหรือส่งออกสินค้าจากแรงงานบังคับ (EU Forced Labour : FLR) ที่ห้ามวางจำหน่ายสินค้าและส่งออกสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ รวมทั้งแรงงานเด็กที่ถูกบังคับ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการก่อนที่ข้อกำหนดจะใช้บังคับอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 14 ธ.ค.2570 เพื่อช่วยป้องกันและขจัดการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ</p>

<p>โดยภายใต้คู่มือดังกล่าว ได้นิยามสินค้าที่มาจากแรงงานบังคับตามองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) หมายถึง สินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ไม่ว่าในขั้นตอนการสกัด เก็บเกี่ยว ผลิต รวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าในสายห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งคู่มือดังกล่าว ได้ผ่านการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย อาทิ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรไม่แสวงผลกำไร (NGOs) และภาคีแรงงาน ทำให้มีความครอบคลุม สอดคล้องกับความเป็นจริง และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผลสำหรับสาระสำคัญของคู่มือ ประกอบด้วย การกำหนดขอบเขตหน้าที่ ขั้นตอนดำเนินงาน และความรับผิดชอบของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.แนวทางสำหรับหน่วยงานภาครัฐ กำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย อาทิ หน่วยงานด้านศุลกากร (Customs) ในการกำกับดูแลการนำเข้า&ndash;ส่งออกสินค้า และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ฝ่าฝืน โดยกำหนดให้มีสัดส่วนค่าปรับที่เหมาะสมกับความผิด 2.แนวทางสำหรับผู้ประกอบการ กำหนดให้มีกระบวนการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าปลอดจากแรงงานบังคับ และ 3.แนวทางสำหรับภาคประชาสังคม โดยสามารถแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับ รวมทั้งผู้เสียหายสามารถร้องเรียนโดยตรงไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิก EU ได้</p>

<p>&ldquo;คู่มือดังกล่าว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎระเบียบ ส่งเสริมความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน และยกระดับมาตรฐานทางจริยธรรมของการค้าโลก อีกทั้งสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ข้อ 8.7 ขององค์การสหประชาติ ที่มุ่งยุติการใช้แรงงานบังคับ การค้ามนุษย์ และแรงงานเด็กในระยะยาว โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงคู่มือ พร้อมทั้งเปิดรับฟังความเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ก่อนที่ FLR จะมีผลใช้บังคับเต็มรูปแบบในวันที่ 14 ธ.ค.2570&rdquo;นางอารดากล่าว</p>

<p>ในปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 1.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยัง EU ประมาณ 1 ล้านล้านบาท และมูลค่าการนำเข้าจาก EU มายังไทย ประมาณ 7 แสนล้านบาท ซึ่งไทยได้ดุลการค้าประมาณ 3 แสนล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ EU ในฐานะคู่ค้าสำคัญของไทย และการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยแรงงานบังคับ อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัดส่วนการส่งออกไปยัง EU สูงที่สุด ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยัง EU ต้องมีความพร้อมในการจัดเตรียมข้อมูลให้กับผู้นำเข้าฝั่ง EU และอาจจำเป็นต้องเตรียมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อยืนยันว่า กระบวนการผลิตสินค้าไม่มีการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน</p>

<p>ทั้งนี้ กรมขอให้ผู้ประกอบการไทยติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยผู้ประกอบการไทยสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ https://ec.europa.eu/info/law/better-regulation/have-your-say/initiatives/16292-Forced-labour-guidelines-on-the-implementation-of-the-EU-rules_en หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองบริหารสินค้าข้อตกลงและมาตรการการค้า 02 547 4735 หรือ สายด่วน 1385</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260731c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b100528.jpg' type='image/jpg' length='155335' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”รับฟังความเห็น ร่างประกาศกระทรวง เพิ่มองค์กรบริการสื่อสำหรับคนพิการ ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177585</link>
<guid isPermaLink="false">7aff526510b3882969db6d1befab54ff</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 13:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/13.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;รับฟังความเห็น ร่างประกาศกระทรวง เพิ่มองค์กรบริการสื่อสำหรับคนพิการ&nbsp;<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การใช้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการที่ไม่สามารถเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ พ.ศ.2569 เพื่อทบทวนและปรับปรุงรายชื่อองค์กรที่ได้รับอนุญาตหรือได้รับการยินยอมให้สามารถผลิตและให้บริการสื่อในรูปแบบที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ หลังศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ขอเข้าร่วมเพิ่ม จากที่มีอยู่เดิม 14 องค์กร ชวนเจ้าของสิทธิ์ ผู้พิการ นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมแสดงความคิดเห็นถึง 12 ส.ค.69 คาดประกาศแล้วเสร็จภายใน ต.ค.69<br />
​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมขอเชิญชวนเจ้าของสิทธิ์ ผู้พิการ นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนผู้สนใจ ร่วมแสดงความเห็นต่อร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การใช้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการที่ไม่สามารถเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ พ.ศ.2569 เพื่อทบทวนและปรับปรุงรายชื่อองค์กรที่ได้รับอนุญาตหรือได้รับการยอมรับให้สามารถผลิตและให้บริการสื่อในรูปแบบที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ตามความจำเป็น โดยสามารถแสดงความเห็นได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 12 ส.ค.2569 ผ่านทางเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand.go.th และระบบกลางทางกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เว็บไซต์ https://qr.ipthailand.go.th/2lLJQRVN<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยมีบทบัญญัติเรื่องข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการ โดยปลดล็อกให้องค์กรที่ได้รับอนุญาต ตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การใช้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการที่ไม่สามารถเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ พ.ศ.2562 สามารถนำงานอันมีลิขสิทธิ์มาพัฒนาหรือดัดแปลงให้เป็นสื่อในรูปแบบที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ตามความจำเป็น โดยไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น หนังสือเสียง หนังสืออักษรเบรลล์ หรือสื่อรูปแบบอื่น เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนพิการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเหมาะสม ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนปัจจุบันองค์กรที่ได้รับอนุญาตตามบัญชีท้ายประกาศกระทรวงพาณิชย์ มีจำนวนทั้งสิ้น 14 องค์กร ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ด้านการจัดการศึกษา การฝึกอบรมเกี่ยวกับการสอนการอ่านเชิงประยุกต์ หรือการเข้าถึงข้อมูลให้แก่คนพิการทางการมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว สติปัญญา หรือการเรียนรู้ บนพื้นฐานของการไม่แสวงหากำไร และล่าสุด ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้แสดงความประสงค์ต่อกรมที่จะเข้าร่วมเป็นองค์กรที่ได้รับอนุญาตให้จัดทำสื่อสำหรับคนพิการตามข้อยกเว้นดังกล่าวเพิ่มอีก 1 หน่วยงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตและให้บริการสื่อในรูปแบบที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ และเพิ่มโอกาสให้คนพิการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น</p>

<p>ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงบัญชีรายชื่อองค์กรแนบท้ายประกาศกระทรวงพาณิชย์ และเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส สอดคล้องกับความจำเป็น และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมมุ่งมั่นให้ประกาศฉบับนี้ ตอบโจทย์การเข้าถึงสื่อของคนพิการ โดยสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเหมาะสม และการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม จึงขอเชิญชวนเจ้าของสิทธิ์ ผู้พิการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนผู้สนใจ ร่วมแสดงความเห็นต่อร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับ กรมจะนำมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงร่างประกาศตามกระบวนการต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและสามารถประกาศใช้ประกาศดังกล่าวภายในเดือน ต.ค.2569&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260727c51ce410c124a10e0db5e4b97fc2af39131443.jpg' type='image/jpg' length='258677' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ จัดอบรม “หยุด! วงจรนอมินี” เสริมความรู้ผู้ทำบัญชีสกัดธุรกิจผิดกฎหมาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177552</link>
<guid isPermaLink="false">dff573338b80249eed9750ccc70e4059</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 10:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/12.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​กรมพัฒน์ จัดอบรม &ldquo;หยุด! วงจรนอมินี&rdquo; เสริมความรู้ผู้ทำบัญชีสกัดธุรกิจผิดกฎหมาย<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดอบรมหลักสูตร &ldquo;หยุด! วงจรนอมินี : ผู้ทำบัญชีร่วมตัดตอนธุรกิจผิดกฎหมาย ปฏิบัติงานถูกต้อง ยึดมั่นจรรยาบรรณทางวิชาชีพ&rdquo; วันที่ 19 ส.ค.69 สามารถนับชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ได้ หากอบรมผ่าน On-site แต่ถ้าผ่าน Zoom ไม่ได้ ตั้งเป้าให้ผู้ทำบัญชี ช่วยสกัดนอมินี และไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้กระทำความผิด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้กำหนดจัดอบรมหลักสูตร &ldquo;หยุด! วงจรนอมินี : ผู้ทำบัญชีร่วมตัดตอนธุรกิจผิดกฎหมาย ปฏิบัติงานถูกต้อง ยึดมั่นจรรยาบรรณทางวิชาชีพ&rdquo; ในวันที่ 19 ส.ค.2569 ระหว่างเวลา 08.00-16.30 น. โดยจัดอบรมทั้งในรูปแบบ On-site ณ ชั้น 6 ศูนย์ประชุมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD Conference Hall) สามารถนับชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ได้ แต่ถ้าอบรมผ่านระบบ Zoom ไม่สามารถนับชั่วโมง CPD ได้ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบันปัญหาการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งการหลีกเลี่ยงกฎหมาย การแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการไทย กรมได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการยกระดับการคัดกรองการจดทะเบียนธุรกิจให้มีความเข้มงวดยิ่งขึ้น ปรับระเบียบและกฎหมายให้รัดกุม การลงพื้นที่ตรวจสอบกลุ่มธุรกิจเสี่ยงร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรพร้อมบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด และการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ&nbsp;<br />
&ldquo;ขณะนี้มีผู้ทำบัญชีกว่า 88,400 คนทั่วประเทศ ถือเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและสกัดกั้นธุรกิจนอมินี เนื่องจากเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับข้อมูลทางการเงินและโครงสร้างธุรกิจ สามารถสังเกตความผิดปกติ วิเคราะห์ความเสี่ยง และป้องกันไม่ให้ตนเองตกเป็นเครื่องมือของผู้กระทำผิดโดยอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากผู้ทำบัญชีมีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงบทบาทของตนเอง ก็จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการร่วมตัดวงจรธุรกิจผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการอบรมประกอบไปด้วย 4 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ 1.เปิดโปงโลกของธุรกิจนอมินี ครอบคลุมความหมาย รูปแบบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และบทกำหนดโทษ 2.การวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจนอมินีและข้อสังเกตสำคัญสำหรับผู้ทำบัญชี 3.ข้อพึงระวังในการปฏิบัติงานบัญชี และ 4.หลักจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้รับความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง ช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว พร้อมยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ อันจะส่งผลดีต่อความน่าเชื่อถือของวิชาชีพและระบบธุรกิจของประเทศโดยรวม</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้ทำบัญชีเทา ซึ่งมีพฤติกรรมสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินี กรมขอฝากเตือนให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยล่าสุดได้ตรวจพบว่ามีผู้ทำบัญชีรายหนึ่งเข้าไปร่วมถือหุ้นในบริษัทถึง 212 แห่ง คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนถึง 247 ล้านบาท &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ผู้ทำบัญชี สำนักงานบัญชี ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมอบรม ในหัวข้อ หยุด! วงจรนอมินี ได้ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.2569 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่านทางเว็บไซต์ www.dbd.go.th เลือกหัวข้อ อบรม/สัมมนา และประกาศรายชื่อผู้เข้าร่วมอบรมในวันที่ 10 ส.ค.2569 ผ่านทางเว็บไซต์ข้างต้น โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนส่งเสริมพัฒนาวิชาชีพบัญชี กองกำกับบัญชีธุรกิจ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 4408, 0 2547 4395 หรือ Call Center 1570<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260727c20ad4d76fe97759aa27a0c99bff6710104239.jpg' type='image/jpg' length='168754' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP เผยชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีโอกาสขายเดนมาร์กรับรถไฟฟ้าบูม ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177541</link>
<guid isPermaLink="false">702d3c8e7f2dae70c418b181d2a1b353</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 10:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/11.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​DITP เผยชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีโอกาสขายเดนมาร์กรับรถไฟฟ้าบูม&nbsp;<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในเดนมาร์ก พบขยายตัวต่อเนื่อง จนยอดจดทะเบียนรถใหม่เป็นรถไฟฟ้าถึง 80% เผยไทยมีโอกาสส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สายไฟ แผงวงจร แบตเตอรี ระบบจัดการพลังงาน แต่ห้ามลืมต้องเข้มเรื่องคุณภาพ มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.ณิชพร วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ถึงการสำรวจตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในเดนมาร์ก โอกาสในการส่งออกสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ และโอกาสในการร่วมทำธุรกิจบริการกลุ่มพลังงานสะอาดเทคโนโลยีชาร์จไฟ ระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานผลการสำรวจว่า ปัจจุบันเดนมาร์กกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการขนส่งอย่างชัดเจน โดยข้อมูลล่าสุดจาก Mobility Denmark ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 รถยนต์ใหม่ที่จดทะเบียนในเดนมาร์กจำนวนถึง 79.9% หรือเกือบ 4 ใน 5 คัน เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ และความสำเร็จของเดนมาร์กในการเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition)ทั้งนี้ ช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย.2569 เดนมาร์กมียอดขายรถยนต์ใหม่รวมทั้งสิ้น 101,032 คัน เพิ่มขึ้น 12.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเพิ่มขึ้นถึง 41.2% เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ ทั้งนี้ ผู้บริหารของ Mobility Denmark ระบุว่า การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของเดนมาร์กในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ต้นทุนการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาพิจารณารถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว นอกจากนี้ การแข่งขันด้านสินเชื่อ และเงื่อนไขทางการเงินของผู้ผลิตรถยนต์ยังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรุ่นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเดนมาร์กปีนี้ ได้แก่ Skoda Elroq ซึ่งมียอดจดทะเบียนกว่า 5,065 คัน รองลงมา ได้แก่ Toyota bZ4X และ Tesla Model Y โดยรถยนต์ 10 อันดับแรกที่ขายดีที่สุดในครึ่งปีแรกของปี 2569 ล้วนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยานยนต์เดนมาร์กกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ที่รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นมาตรฐานใหม่ของผู้บริโภค มากกว่าจะเป็นเพียงทางเลือกใหม่เหมือนในอดีต และแนวโน้มดังกล่าวยังสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาตลาดยานยนต์ในกลุ่มประเทศนอร์ดิกโดยรวม ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล การสนับสนุนเทคโนโลยีสะอาด และการส่งเสริมพฤติกรรมผู้บริโภคที่สอดคล้องกับนโยบายความยั่งยืน โดยคาดว่าความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;น.ส.กล่าวว่า จากแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในเดนมาร์ก สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดยานยนต์ในเดนมาร์กและกลุ่มประเทศนอร์ดิก ที่กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างจริงจัง โดยแนวโน้มดังกล่าว ยังจะส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และห่วงโซ่อุปทานใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะยาวด้วย โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อาจเปิดโอกาสทางการค้าในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไทยมีศักยภาพการผลิตและกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมรองรับ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สายไฟ แผงวงจร แบตเตอรี่ ระบบจัดการพลังงาน รวมถึงอุตสาหกรรม supporting industries ที่เกี่ยวข้องกับ EV ecosystem ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่อยู่ในกลุ่มพลังงานสะอาดเทคโนโลยีชาร์จไฟ ระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะ หรือ digital solutions สำหรับ mobility sector อาจมีโอกาสพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจกับผู้ประกอบการในภูมิภาคนอร์ดิกในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ตลาดเดนมาร์กและนอร์ดิกให้ความสำคัญสูงต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และกฎระเบียบด้านเทคนิคของสหภาพยุโรป (EU Regulations) โดยเฉพาะเรื่อง carbon footprint, circular economy, battery regulations และ traceability ของ supply chain ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องติดตามกฎระเบียบใหม่อย่างใกล้ชิด และปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับความต้องการของตลาดยุโรปในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202607276512bd43d9caa6e02c990b0a82652dca100546.jpg' type='image/jpg' length='293783' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​อินโดนีเซียเข้มมาตรฐานฮาลาลเต็มขั้น บังคับใช้ 17 ต.ค.69 แนะผู้ส่งออกทำตามกฎ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177540</link>
<guid isPermaLink="false">b4684510f968164bf97b627174302309</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 10:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/10 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 713px;" /></p>

<p>​อินโดนีเซียเข้มมาตรฐานฮาลาลเต็มขั้น บังคับใช้ 17 ต.ค.69 แนะผู้ส่งออกทำตามกฎ<br />
สนค.เผยอินโดนีเซียยกระดับและขยายขอบเขตมาตรการฮาลาลกับสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้กฎหมาย Halal Product Assurance และระเบียบปฏิบัติของสำนักงานประกันผลิตภัณฑ์ฮาลาล (BPJPH) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 17 ต.ค.69 เป็นต้นไป หลังผ่อนผันมา 2 ปี ชี้กำหนดสินค้าขั้นปฐม ผักผลไม้สด ยังได้รับยกเว้น แต่อาหารทะเล อาหารแปรรูป ที่มีการปรุงแต่ง ต้องขอรับรองฮาลาล แนะผู้ส่งออกไทยปฏิบัติตามกฎ สร้างแต้มต่อทางการค้า &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อินโดนีเซียได้ยกระดับและขยายขอบเขตมาตรการฮาลาลกับสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้กฎหมาย Halal Product Assurance (Law No. 33/2014) และระเบียบปฏิบัติของสำนักงานประกันผลิตภัณฑ์ฮาลาล (BPJPH) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค.2569 หลังจากผ่อนผันมาเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบแล้ว สินค้าอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดที่จำหน่ายในอินโดนีเซียจะต้องได้รับการรับรองฮาลาล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภายใต้กฎหมายดังกล่าว รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกประกาศและแนวปฏิบัติเพื่อจำแนกกลุ่มสินค้าที่ต้องมีใบรับรองฮาลาล และกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น (Halal Positive List) ไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรขั้นปฐมภูมิ อาหารทะเล และสินค้าอาหารแปรรูป ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความสำคัญต่อการส่งออกของไทย สาระสำคัญ คือ สินค้าที่ผ่านการแปรรูปและมีส่วนผสมหรือวัตถุเจือปนหลายชนิดจะต้องได้ใบรับรองฮาลาลจากอินโดนีเซียหรือหน่วยงานรับรองฮาลาลต่างประเทศที่ BPJPH ให้การรับรองก่อนการนำเข้าประเทศ ขณะที่สินค้าเกษตรบางประเภทที่ได้รับการยกเว้น จะต้องเป็นสินค้าที่เป็นฮาลาลโดยธรรมชาติ ปราศจากการเติมส่วนผสมหรือวัตถุเจือปนใด ๆ ในกระบวนการแปรสภาพ พร้อมทั้งต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อรับรองความโปร่งใสของกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานว่าไม่มีการปนเปื้อนสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนาอิสลามนอกจากนี้ อินโดนีเซียจัดให้อาหารทะเลที่แปรรูปหรือปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นการปรุงรส เติมซอส เครื่องเทศ หรือน้ำมัน รวมถึงผลไม้อบแห้ง ที่มีการเติมส่วนผสมหรือเคลือบสารต่าง ๆ เป็นสินค้าที่ต้องผ่านการขอรับรองฮาลาลอย่างเป็นทางการ ไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นในกลุ่ม Positive List ได้ โดยเฉพาะกรณีที่มีการเติมสารหรือผ่านกระบวนการแปรรูป ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเข้าข่าย เช่น ผลไม้แช่แข็งที่มีการเติมส่วนผสมเพิ่มเติม ลำไยอบแห้ง หรือผลไม้สดที่มีการเคลือบแวกซ์หรือขี้ผึ้งเพื่อรักษาความสด จะถูกตีความว่าผ่านกระบวนการและมีสารเติมแต่ง ซึ่งต้องขอใบรับรองฮาลาล รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) ก็ต้องได้รับการรับรองฮาลาลเช่นกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากการยกระดับมาตรฐานสินค้า อินโดนีเซียมีแนวโน้มขยายมาตรการด้านฮาลาลครอบคลุมถึงระดับระบบโลจิสติกส์ฮาลาล โดยอยู่ระหว่างจัดทำแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการขนส่ง การจัดเก็บ และการจัดการสินค้าในคลังสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อให้ความมั่นใจว่าสินค้าที่ได้รับการรับรองฮาลาลจะไม่ปนเปื้อนกับสินค้าฮะรอม ดังนั้น ผู้ประกอบการและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอาหาร จะต้องเตรียมความพร้อมเชิงระบบ ทั้งด้านการแยกพื้นที่จัดเก็บ การจัดการห่วงโซ่ความเย็น การติดฉลากระบุสถานะฮาลาลของสินค้า และการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับในระดับห่วงโซ่อุปทาน</p>

<p>นายนันทพงษ์กล่าวว่า มาตรการของอินโดนีเซียจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในระดับที่แตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า โดยสินค้าเกษตรขั้นปฐมภูมิที่ไม่ผ่านการแปรรูปอย่างแท้จริง อาทิ ผักและผลไม้สดที่ไม่เคลือบผิว จะยังได้รับสิทธิยกเว้นในกลุ่ม Positive List จึงได้รับผลกระทบด้านต้นทุนการรับรองที่น้อยกว่า แต่ยังคงจำเป็นต้องจัดระบบการผลิตและเอกสารประกอบเพื่อแสดงความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่กลุ่มอาหารทะเล ผลไม้อบแห้ง ผลไม้เคลือบแวกซ์ อาหารพร้อมทาน ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มฟังก์ชัน อาหารสุขภาพ และสินค้าเกษตรแปรรูปที่เติมส่วนผสมหรือวัตถุเจือปน เป็นกลุ่มที่ต้องบริหารต้นทุนและขั้นตอนด้านฮาลาลอย่างรอบคอบ ตั้งแต่ต้นทางโรงงานจนถึงปลายทางในตลาดอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้บริการจากหน่วยงานรับรองฮาลาลในไทยที่ได้รับการรับรองจาก BPJPH เพื่อขอใบรับรองฮาลาลสำหรับสินค้าที่ส่งออกไปอินโดนีเซีย<br />
&ldquo;ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าการแข่งขันในตลาดอาหารฮาลาลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดต้นทุนการผลิต แต่ขยับไปสู่การแข่งขันด้านมาตรฐาน ระบบการรับรอง และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ผู้ประกอบการต้องศึกษากฎระเบียบของประเทศคู่ค้าประกอบการวางแผนการส่งออก ตลอดจนประเมินผลกระทบด้านต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของสินค้า ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าอาหารมูลค่าเพิ่มและมาตรฐานความปลอดภัยอาหารในระดับสากล เพราะมาตรการฮาลาลที่เข้มข้นขึ้นของอินโดนีเซีย จะเร่งให้เกิดการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมอาหารไทย ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นแต้มต่อทางยุทธศาสตร์ หากสามารถปรับตัวรับข้อกำหนดเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและแหล่งจัดหาสินค้าอาหารฮาลาลที่แข็งแกร่ง ทั้งในภูมิภาคอาเซียนและตลาดมุสลิมโลกในระยะต่อไป&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน อินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ในปี 2568 การส่งออกจากไทยไปอินโดนีเซียมีมูลค่า 9,336.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (306,529 ล้านบาท) หากพิจารณาเฉพาะสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร พบว่า ไทยส่งออกสูงถึง 1,415.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (46,867 ล้านบาท) โดยสินค้าอาหารและเครื่องดื่มเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออก อาทิ น้ำตาลทราย ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลไม้สด แช่เย็นแช่แข็ง และแห้ง อาหารสัตว์เลี้ยง ข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี อาหารสำเร็จรูป และเครื่องดื่ม &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260727d3d9446802a44259755d38e6d163e820100331.jpg' type='image/jpg' length='1226836' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​GIT ลงนาม MOU กับ 2 หน่วยงานจีน สร้างโอกาสใหม่ขายอัญมณี-เครื่องประดับ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177536</link>
<guid isPermaLink="false">ce31189d1444a3260647cebf25554e0d</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 09:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/9 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 666px;" /></p>

<p>​GIT ลงนาม MOU กับ 2 หน่วยงานจีน สร้างโอกาสใหม่ขายอัญมณี-เครื่องประดับ<br />
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) ลงนาม MOU กับ 2 หน่วยงานจีน ร่วมมือทางการค้า สร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยในการเข้าสู่ตลาดจีน เตรียมช่วยตั้งแต่ให้ความรู้ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ พิธีการศุลกากร คลังสินค้า การจัดแสดงสินค้า โลจิสติกส์ การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ</p>

<p>นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้มาตรฐานอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ การตลาดและการค้า กับสองหน่วยงานจากสาธารณะรัฐประขาชนจีน ได้แก่ นาย Zheng Qi Song &nbsp;ผู้จัดการทั่วไป Shanghai Jing&#39;an Real Estate Group Import and Export Co., Ltd. และนาย Simon Chan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร China Gems &amp; Jade Exchange ที่ Zhangyuan Brand Bonded Warehouse Building มณฑลเซี่ยงไฮ้</p>

<p>โดยการลงนาม MOU ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการค้า และเชื่อมโยงโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยในตลาดจีน ส่งเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของทั้งสองประเทศ ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายธุรกิจและเข้าถึงตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับความร่วมมืออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ไทย-จีน</p>

<p>&ldquo;GIT จะเตรียมความพร้อมด้านองค์ความรู้ การรับรองมาตรฐานและคุณภาพผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการจับคู่ธุรกิจ ขณะที่ China Gems &amp; Jade Exchange จะให้คำปรึกษาด้านการเข้าสู่ตลาดจีน การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร ส่วน Shanghai Jing&#39;an Real Estate Group Import and Export Co., Ltd. จะสนับสนุนบริการคลังสินค้าทัณฑ์บน การจัดแสดงสินค้า โลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดจีนอย่างครบวงจร&rdquo;นายสุเมธกล่าว</p>

<p>นอกจากนี้ GIT ยังได้นำคณะเข้าร่วมการประชุมหารือทางธุรกิจ พร้อมเยี่ยมชมบริษัทที่มีการจัดจัดแสดงแพลตฟอร์มเครื่องประดับและอัญมณีปลอดภาษีระดับนานาชาติ อันถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการศึกษารูปแบบการค้าสมัยใหม่ และแนวทางการขยายตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสู่ต่างประเทศ</p>

<p>การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ SMART JEWELER by GIT ที่มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้ก้าวทันตลาดโลก ทั้งด้านการพัฒนาแบรนด์ การออกแบบ การสร้างมูลค่าเพิ่ม การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้สามารถต่อยอดธุรกิจ ขยายโอกาสทางการค้า และเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีสากล</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026072745c48cce2e2d7fbdea1afc51c7c6ad26095632.jpg' type='image/jpg' length='108535' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์-มหาดไทย-ตำรวจ บุกจับต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน จ.กระบี่]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177535</link>
<guid isPermaLink="false">1db3c08d5f20cfcb4c8d04cc203deb7f</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 09:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/8 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>พาณิชย์-มหาดไทย-ตำรวจ บุกจับต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน จ.กระบี่<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือมหาดไทย พร้อมด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ จ.กระบี่ ตรวจค้นบริษัทกลุ่มเสี่ยงใช้คนไทยเป็นนอมินี หลีกเลี่ยงกฎหมายไทย พบบริษัทชาวอังกฤษ ใช้คนไทยถือหุ้น แล้วเปลี่ยนภายหลัง ถือครองที่ดิน 22 แปลง 120 ไร่ มูลค่า 2,000 พันล้าน และประกาศขายที่ดินอย่างเปิดเผย ลุยสอบเชิงลึก เพิกถอนที่ดิน ดำเนินคดี และเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทุกกฎหมายที่มีอยู่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกระทรวงมหาดไทย นำโดยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เปิดปฏิบัติการบูรณาการลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ โดยมุ่งตรวจสอบบริษัทที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าให้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) เพื่ออำพรางการประกอบธุรกิจที่กฎหมายกำหนดให้คนต่างด้าวต้องได้รับอนุญาตก่อนดำเนินกิจการ รวมถึงตรวจสอบการถือครองหรือครอบครองที่ดินที่อาจมีการใช้โครงสร้างบริษัทเป็นเครื่องมือหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบเอกสารสำคัญของบริษัท อาทิ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ทะเบียนผู้ถือหุ้น งบการเงิน แหล่งที่มาของเงินลงทุน โครงสร้างการบริหาร การใช้สถานที่ประกอบกิจการ และความเชื่อมโยงของผู้ถือหุ้นและกรรมการ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการลงพื้นที่ตรวจพบนิติบุคคลที่เข้าข่ายเป็นนอมินี พบชาวอังกฤษจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทตั้งแต่ปี 2543 โดยมีคนไทยร่วมเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้น ภายหลังการจดทะเบียนพบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นคนไทยออกจากบริษัท และเปลี่ยนลักษณะเป็นการถือหุ้นไขว้กันเอง 3 บริษัท โดยมีกรรมการบริษัทเป็นบุคคลคนเดียวกัน และยังพบว่าบริษัทดังกล่าวเข้าถือครองที่ดินรวมประมาณ 22 แปลง จำนวนกว่า 120 ไร่ มูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาท และประกาศขายที่ดินอย่างเปิดเผย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อพิจารณาเพิกถอนที่ดินและดำเนินคดีต่อไป ขณะเดียวกันทุกหน่วยงานก็พร้อมบังคับใช้กฎหมายกับคนไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน เพื่อไม่ให้ผู้กระทำความผิดไปกระทำความผิดซ้ำ<br />
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังจะพิจารณาดำเนินการตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยเฉพาะกรณีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว รวมถึงตรวจสอบการกระทำที่ขัดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน หากพบว่ามีการใช้โครงสร้างนิติบุคคลเพื่อให้คนต่างด้าวเข้าถือครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหากพบการกระทำผิดในกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายฟอกเงิน กฎหมายภาษีอากร หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่มีอำนาจจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จังหวัดกระบี่ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่มีการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้มีการใช้บริษัทอำพรางหรือโครงสร้างนอมินีเข้ามาประกอบธุรกิจหรือถือครองทรัพย์สินโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย การจัดเก็บรายได้ของรัฐ และความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว และจากฐานข้อมูลนิติบุคคลของกรม (DBD Datawarehouse+) ณ วันที่ 22 ก.ค.2569 พบนิติบุคคลในจังหวัดกระบี่จำนวน 4,661 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 33,722 ล้านบาท แบ่งเป็นเมืองกระบี่ 2,888 ราย เกาะลันตา 616 ราย เหนือคลอง 307 ราย อ่าวลึก 266 ราย คลองท่อม 205 ราย และอื่น ๆ 379 ราย โดยมีนิติบุคคลต่างด้าวที่ถือหุ้นระหว่าง 0-49.99% จำนวน 696 ราย (เกาะลันตา 280 ราย) และนิติบุคคลต่างด้าวที่ถือหุ้น 50% ขึ้นไป จำนวน 13 ราย (เกาะลันตา 1 ราย )<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอย้ำว่า การดำเนินการครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการปิดกั้นการลงทุนจากต่างประเทศ แต่เป็นการส่งเสริมและกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการต่างชาติที่ประสงค์จะลงทุนในประเทศไทยดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบกฎหมายอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุนที่มีมาตรฐานสากล และรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงสร้างความเป็นธรรมให้กับนักลงทุนชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยหลังจากการตรวจค้นและรวบรวมพยานหลักฐาน หากพบการกระทำความผิดจะมีการดำเนินคดี ตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมขยายผลไปยังเครือข่ายและนิติบุคคลที่มีความเชื่อมโยง เพื่อยกระดับการปราบปรามธุรกิจนอมินีให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทั่วประเทศ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260727c9f0f895fb98ab9159f51fd0297e236d095418.jpg' type='image/jpg' length='263067' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”เปิดกิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ พร้อมโปรโมตสมุนไพรไทยสู่ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177531</link>
<guid isPermaLink="false">9d283cffea49602cbe0c6f1d63c38896</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 09:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/7 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" />​</p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เปิดกิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ พร้อมโปรโมตสมุนไพรไทยสู่ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;เปิดกิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ ภายใต้แคมเปญ Herban Era เริ่มต้นสุขภาพดี ด้วยสมุนไพรไทย เพื่อส่งเสริมธุรกิจสมุนไพรเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ เปิดให้ทดลองสัมผัสอาหาร เครื่องดื่มที่ทำจากสมุนไพร และแนะนำการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้อง มั่นใจช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของไทยให้เติบโต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดกิจกรรม Herban Era Run 2026 ณ ลานแอโรบิก สวนลุมพินี (Lumpini Park) ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดกิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพภายใต้แคมเปญ Herban Era เริ่มต้นสุขภาพดี ด้วยสมุนไพรไทย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงการส่งเสริมธุรกิจสมุนไพรไทยเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทั้งในกลุ่มคนรักสุขภาพและประชาชนทั่วไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกระแสการดูแลสุขภาพหรือ Wellness กำลังเป็นเมกะเทรนด์สำคัญของโลก และประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศดาวรุ่งของอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่ธุรกิจสมุนไพรไทยมีมูลค่ากว่า 45,882 ล้านบาท (ข้อมูลปี 2568) จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำจุดแข็งของสมุนไพรไทยมาต่อยอดสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก พร้อมสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยและเศรษฐกิจของประเทศนางศุภจีกล่าวว่า ชื่อ Herban Era Run สะท้อนแนวคิดของการนำสมุนไพรไทยมาผสานกับวิถีชีวิตด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงคุณประโยชน์ของสมุนไพรไทยควบคู่กับการออกกำลังกาย และสร้างประสบการณ์ที่ทำให้สมุนไพรไทยเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากยิ่งขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อผลักดันผู้ประกอบการสมุนไพรไทยให้สามารถพัฒนาสินค้า สร้างแบรนด์ และเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับกิจกรรม Herban Era Run 2026 ได้รับความสนใจจากนักวิ่งและผู้รักสุขภาพสมัครเข้าร่วมกว่า 800 คน โดยผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวิ่งออกกำลังกาย การทดลองผลิตภัณฑ์สมุนไพรในโซน Herban Experience การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มสมุนไพรในโซน Herban Food &amp; Drink รวมถึงการนวดผ่อนคลายหลังการวิ่งและการฟื้นฟูร่างกายด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย โดยความร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมรับคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้อง เพื่อให้เห็นว่าสมุนไพรไทยสามารถตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนไฮไลต์ของงาน คือ การปล่อยตัวนักวิ่งในระยะ 5 กิโลเมตร และ 2.5 กิโลเมตร โดยมีเจมส์ จิรายุ นักแสดงชื่อดัง ร่วมวิ่งและสร้างสีสันตลอดกิจกรรม และผู้เข้าร่วมกิจกรรม 100 ท่านแรกที่ลงทะเบียนตามเงื่อนไข ยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม After Run Experience with James Jirayu และเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ เชฟอังกฤษ แชมป์ MasterChef Thailand Season 5 ที่ร่วมรังสรรค์ 3 เมนูสมุนไพรไทยร่วมสมัย ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับงานนี้ เพื่อสะท้อนศักยภาพของสมุนไพรไทยในการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูง</p>

<p>&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมศักยภาพของประเทศ และสอดคล้องกับกระแส Wellness Economy ที่กำลังเติบโตทั่วโลก และผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ส่งผลให้สมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพรไทยมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตลาดได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และร่วมกันนำศักยภาพที่มีของสมุนไพรไทยมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาคในอนาคต&ldquo;นางศุภจีกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202607278f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543095141.jpg' type='image/jpg' length='279030' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดงาน Thai SELECT Festival 2026 ที่นิวยอร์ก โชว์ศักยภาพอาหารไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177530</link>
<guid isPermaLink="false">a7b994c922c0b022cc69d5e8d96143a2</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 09:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดงาน Thai SELECT Festival 2026 ที่นิวยอร์ก โชว์ศักยภาพอาหารไทย<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดงาน Thai SELECT Festival 2026 ณ นครนิวยอร์ก ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน เผยงานนี้ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคชาวอเมริกัน นักท่องเที่ยวนานาชาติ สะท้อนความนิยมในอาหารไทย ตอกย้ำศักยภาพในฐานะ Soft Power ที่สำคัญของประเทศ</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการประทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้จัดงาน Thai SELECT Festival 2026 ณ Vanderbilt Hall, Grand Central Terminal นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ โดยในโอกาสนี้ ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน ซึ่งเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยและตราสัญลักษณ์ Thai SELECT บนเวทีนานาชาติ อันสะท้อนถึงความสำคัญของการผลักดันอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล</p>

<p>โดยการจัดงานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด &ldquo;Thai SELECT Playground &ndash; Play with Thai Flavors&rdquo; ถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยผ่านประสบการณ์ที่ผสานรสชาติ ศิลปวัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกัน เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้และสัมผัสเอกลักษณ์ของอาหารไทยในรูปแบบที่สนุก เข้าถึงง่าย และสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานทุกช่วงวัย<br />
ทั้งนี้ ตนได้นำเสด็จเยี่ยมชมคูหาร้านอาหาร Thai SELECT จำนวน 15 ร้านในนครนิวยอร์ก ที่ร่วมออกร้านภายในงาน โดยแต่ละร้านนำเสนอเมนูอาหารไทยต้นตำรับและเมนูสร้างสรรค์ให้แก่ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลอง พร้อมกิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัสวัฒนธรรมอาหารไทยอย่างใกล้ชิด ซึ่งกิจกรรมได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องตลอดการจัดงาน และสะท้อนความสำเร็จของการนำเสนออาหารไทยผ่านประสบการณ์ที่สร้างการมีส่วนร่วมและเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การร่วมกิจกรรมของนักแสดงชื่อดัง มาย&ndash;ภาคภูมิ ร่มไทรทอง และอาโป&ndash;ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ ซึ่งมาร่วมพบปะแฟน ๆ และถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยสู่สายตาผู้คนจากหลากหลายประเทศในฐานะตัวแทน Soft Power ของไทย โดยได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก ช่วยสร้างสีสันให้กับงาน พร้อมขยายการรับรู้และกระแสความสนใจต่ออาหารไทยและตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในวงกว้าง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความสำเร็จของ Thai SELECT Festival 2026 ไม่เพียงสะท้อนถึงความนิยมของอาหารไทยในตลาดสหรัฐฯ &nbsp;หากยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการนำ Soft Power ด้านอาหารมาใช้สร้างการรับรู้ เชื่อมโยงผู้บริโภคจากหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม และต่อยอดสู่โอกาสทางการค้าในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ จะมุ่งเดินหน้าผลักดันตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์อาหารไทยผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์ในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก ส่งเสริมศักยภาพของร้านอาหารไทยและผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ ตลอดจนเพิ่มโอกาสทางการค้า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืนต่อไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202607271679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc094936.jpg' type='image/jpg' length='808712' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือช่อง 3 คัด 6 สินค้า GI มาจัดจำหน่ายในงาน “แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์”]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177526</link>
<guid isPermaLink="false">4e765cc404165bfd33abaa8871c87e94</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 09:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 670px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือช่อง 3 คัด 6 สินค้า GI มาจัดจำหน่ายในงาน &ldquo;แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์&rdquo;<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาสานต่อความร่วมมือกับช่อง 3 ส่งเสริมโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้า GI ของไทย คัด 6 รายการเด่น ข้าวแต๋นลำปาง มะขามหวานเพชรบูรณ์ มันแกวบรบือ เนื้อโคขุนโพนยางคำ กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน และลูกหยียะรัง มาจัดจำหน่ายในงาน &ldquo;แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์&rdquo; ที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ชวนประชาชนมาลิ้มลอง สัมผัสความอร่อยสินค้าอัตลักษณ์ได้ถึง 2 ส.ค.69<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้สานต่อความร่วมมือกับบริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง 3) นำผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เข้าร่วมงานมหกรรมอาหาร &ldquo;แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์&rdquo; ระหว่างวันที่ 24 ก.ค.-2 ส.ค.2569 ณ Alive Park Hall ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต โดยคัดสรร 6 สุดยอดสินค้า GI การันตีคุณภาพและรสชาติความอร่อยระดับพรีเมียม ส่งตรงจากแหล่งผลิต นำมาจำหน่ายให้กับประชาชน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ มีรายได้เพิ่มขึ้น และประชาชนมีโอกาสในซื้อสินค้า GI คุณภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสินค้า GI ทั้ง 6 รายการ ประกอบด้วยข้าวแต๋นลำปาง ข้าวเหนียวทอดราดด้วยน้ำอ้อยที่ผลิตด้วยกรรมวิธีพิเศษตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โดดเด่นด้วยรสชาติหวานอร่อย กรอบ หอมมีเอกลักษณ์ โดยใช้วัตถุดิบสำคัญในพื้นที่ ได้แก่ ข้าวเหนียวขาว ข้าวพันธุ์กข.6 และข้าวก่ำ (ข้าวเหนียวดำ) รวมถึงน้ำอ้อยและน้ำแตงโม ประกอบกับสภาพภูมิประเทศของจังหวัดลำปางที่เป็นแอ่งกระทะ มีฝนตกน้อยและอากาศร้อนแห้งตลอดปี จึงเหมาะสำหรับการตากข้าวแต๋นก่อนนำไปทอด ทำให้ข้าวพองตัวสวยงามเรียงเม็ดและไม่รัดตัว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
มะขามหวานเพชรบูรณ์ เป็นมะขามหวานหลากหลายพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีชื่อเรียกตามลักษณะของฝัก เช่น พันธุ์หมื่นจง พันธุ์ศรีชมภู และพันธุ์สีทอง เป็นต้น จังหวัดเพชรบูรณ์ มีแม่น้ำป่าสักไหลผ่านจากทางทิศเหนือลงใต้ ดินจึงมีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการเพาะปลูกไม้ผลส่งผลให้มะขามหวานเพชรบูรณ์มีเนื้อหนานุ่มเหนียว รสชาติหวานหอม และเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย<br />
มันแกวบรบือ จากจังหวัดมหาสารคาม เป็นมันแกวที่มีลักษณะหัวกลม แป้น อวบใหญ่ เปลือกบางสีน้ำตาลอ่อนลอกออกจากเนื้อได้ง่าย เนื้อมีสีขาว เส้นใยและปริมาณของน้ำในเนื้อมาก รสชาติหวานและมัน ปลูกในพื้นที่อำเภอบรบือและอำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบสลับกับเนินดิน ลักษณะดินค่อนข้างเป็นดินทรายหรือดินร่วนปนทราย ไม่อุ้มน้ำ และมีความเค็ม มีปริมาณน้ำฝนค่อนข้างน้อย เหมาะกับการปลูกมันแกว ผู้ประกอบการมีการจำหน่ายทั้งในรูปแบบผลสดและสินค้าแปรรูปหลากหลายชนิด เช่น ข้าวเกรียบมันแกว น้ำมันแกว เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
เนื้อโคขุนโพนยางคำ จากจังหวัดสกลนคร เนื้อโคขุนคุณภาพสูงที่เนื้อมีสีแดงสด มีไขมันแทรก เนื้อนุ่ม รสชาติดี และไม่มีกลิ่นสาบ ผ่านกระบวนการเลี้ยง การแปรสภาพ และตัดแต่งอย่างถูกสุขลักษณะ ผลิตในพื้นที่จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม (8 อำเภอ) จังหวัดมุกดาหาร (4 อำเภอ) และจังหวัดบึงกาฬ (1 อำเภอ) ซึ่งมีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาภูพานและแม่น้ำโขง มีลำน้ำหลายสายไหลผ่าน และมีอากาศหนาวเย็นในช่วงเดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวยังเต็มไปด้วยพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ข้าวและมันสำปะหลัง ซึ่งสามารถนำมาเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงโคเนื้อได้เป็นอย่างดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นช็อคโกแลต กลิ่นถั่ว และกลิ่นผลไม้ รสชาติเข้มกลมกล่อม และมีความเป็นสมุนไพรรสเผ็ดซ่าเป็นเอกลักษณ์ กาแฟดังกล่าวเป็นกาแฟสายพันธุ์อาราบิกาปลูกในพื้นที่ดอยสวนยาหลวง บ้านสันเจริญ ตำบลผาทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำขนาดใหญ่ มีสภาพดินและแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ อากาศเย็นตลอดปี ทำให้ต้นกาแฟเจริญเติบโตได้ดี จากนั้นจึงนำเมล็ดกาแฟมาผ่านกระบวนการบ่มและคั่วในระยะเวลาที่เหมาะสม จนได้เป็นสินค้าในรูปแบบกาแฟสาร กาแฟคั่ว และกาแฟคั่วบด ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ลูกหยียะรัง จากจังหวัดปัตตานี สินค้าประจำจังหวัดที่มีชื่อเสียงและมีความผูกพันกับคนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน โดยมีหลักฐานปรากฏในเพลงกล่อมเด็กภาษามลายูโบราณที่กล่าวถึงการไปเที่ยวเมืองยะรังแล้วต้องไม่ลืมที่จะซื้อลูกหยีกลับมา เนื่องจากจังหวัดปัตตานีมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเชิงเขาและป่าสูง มีสภาพอากาศเหมาะสมต่อการปลูกต้นหยี โดยลูกหยียะรังผลสุกจะมีลักษณะเด่นคือ ผลใหญ่ เปลือกบางสีดำ และมีเนื้อหนายุ่ยสีแดงแสด มีรสชาติเปรี้ยว เปรี้ยวอมหวาน หรือเปรี้ยวฝาด อีกทั้งชาวบ้านยังมีความชำนาญในการปีนป่ายเก็บผลสุกและมีการสืบทอดกรรมวิธีการแปรรูป ทำให้ลูกหยียะรังทั้งแบบผลสดและแบบแปรรูปกลายเป็นของฝากที่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ<br />
&ldquo;สินค้า GI ทั้ง 6 รายการ เป็นสินค้าเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัด ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างรายได้รวมกว่า 792 ล้านบาท นี่จึงเป็นโอกาสที่พลาดไม่ได้สำหรับเหล่านักชิม นักชอป ที่จะได้ลิ้มลองคุณภาพความอร่อยของสินค้า GI ทั้ง 6 รายการพร้อมกันภายในงานเดียว และภายในงานแจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์ ยังรวบรวมร้านอาหาร เครื่องดื่ม และสตรีทฟู้ดรวมกว่า 100 ร้านค้าทั่วไทย จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมอุดหนุนสินค้าอัตลัษณ์ชุมชนและเมนูเด็ดจากทั่วประเทศ พร้อมกิจกรรมร่วมสนุกอีกมากมายในงานดังกล่าว&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการสานต่อความร่วมมือระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและช่อง 3 ในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นในการร่วมกันส่งเสริมสินค้า GI และภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านการใช้สื่อและกิจกรรมที่เข้าถึงผู้บริโภค เพื่อสร้างการรับรู้ เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชนผู้ผลิต โดยทั้งสองหน่วยงานมีแผนต่อยอดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง อาทิ การประชาสัมพันธ์สินค้า GI ผ่านรายการ &ldquo;รุ่นใหญ่วัยเซียน&rdquo; และการลงพื้นที่ถ่ายทำรายการ &ldquo;ผู้หญิงยกกำลังแจ๋ว&rdquo; ณ แหล่งผลิตสินค้า GI &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สินค้า GI เป็นสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจง คุณภาพของสินค้ามีความเชื่อมโยงกับสภาพทางภูมิศาสตร์ ทั้งลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ดิน และแหล่งน้ำ รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นของพื้นที่นั้น ๆ สินค้า GI จึงมีอัตลักษณ์โดดเด่นแตกต่างจากสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตในแหล่งอื่น และเมื่อสามารถควบคุมคุณภาพและรักษามาตรฐานการผลิตตามที่ขึ้นทะเบียน GI ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและสามารถจำหน่ายได้ในราคาดีกว่าสินค้าทั่วไปโดยเฉลี่ย 2-5 เท่า โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 262 รายการ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 116,302 บาท โดยกว่า 80% เป็นสินค้าในกลุ่มเกษตรกรรม (174 รายการ) และอาหาร (38 รายการ) &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260727e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5094322.jpg' type='image/jpg' length='254453' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”นำทีมพาณิชย์สำรวจ 2 ห้างดังกลางนิวยอร์ก พบมีสินค้าไทยวางขายเพียบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177525</link>
<guid isPermaLink="false">53bee9300de13ade17f71da98017c9d8</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 09:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 8.jpg" style="width: 1000px; height: 714px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;นำทีมพาณิชย์สำรวจ 2 ห้างดังกลางนิวยอร์ก พบมีสินค้าไทยวางขายเพียบ<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;นำทีมผู้บริหารพาณิชย์ ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าไทยในห้างค้าปลีกชั้นนำของสหรัฐฯ 2 แห่ง Whole Foods Market และ Trader Joe&rsquo;s ที่นิวยอร์ก พบมีสินค้าไทยหลากหลายวางจำหน่าย โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหาร และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวอเมริกัน สั่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทูตพาณิชย์ เร่งเจรจาผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ห้าง และเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย เพื่อผลักดันสินค้าไทยเข้าไปขายเพิ่ม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569 เวลาสหรัฐฯ ได้นำทีมผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายธนกฤต เหลืองอาสนะทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก ลงพื้นที่สำรวจการจำหน่ายสินค้าไทยในห้างค้าปลีกชั้นนำของสหรัฐฯ ได้แก่ Whole Foods Market และ Trader Joe&rsquo;s ที่นครนิวยอร์ก เพื่อติดตามศักยภาพสินค้าไทยในตลาดอเมริกา พร้อมกำหนดแนวทางผลักดันการส่งออกสินค้าไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการลงพื้นที่สำรวจที่ Whole Foods Market ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมที่ได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำด้านสินค้าอาหารธรรมชาติและออร์แกนิกของสหรัฐฯ พบว่า มีสินค้าไทยวางจำหน่ายอย่างหลากหลาย ทั้งข้าวหอมมะลิไทย น้ำมะพร้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่พร้อมรับประทาน ข้าวพอง ข้าวแปรรูป และผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวหลากหลายรสชาติ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรและอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ<br />
&ldquo;Whole Foods Market เป็นเชนซูเปอร์มาร์เก็ตอาหารระดับพรีเมียมรายใหญ่ของสหรัฐฯ มีสาขามากกว่า 550 แห่งในอเมริกาเหนือและสหราชอาณาจักร ภายใต้การบริหารของ Amazon โดยเป็นห้างที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับอาหารเพื่อสุขภาพ และเป็นหนึ่งในช่องทางจำหน่ายสินค้าที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับสินค้าอาหารจากทั่วโลก และการที่สินค้าไทยสามารถวางจำหน่ายในห้างระดับพรีเมียมอย่าง Whole Foods Market ได้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐาน คุณภาพ และความน่าเชื่อถือของสินค้าไทย อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการรับรู้แบรนด์สินค้าไทยและขยายฐานผู้บริโภคในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีกำลังซื้อสูงของโลก&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับการสำรวจห้าง Trader Joe&rsquo;s ซึ่งเป็นเชนค้าปลีกอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในสหรัฐฯ พบว่า มีการจำหน่ายสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจากประเทศไทยจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบสินค้าที่ใช้แบรนด์ของผู้ผลิตไทย และสินค้าที่ผลิตภายใต้แบรนด์ Trader Joe&rsquo;s อาทิ ผัดซีอิ๊วพร้อมรับประทาน อาหารแช่แข็งสำเร็จรูป ข้าวหอมมะลิ ผลไม้อบแห้ง เช่น มะม่วงอบแห้ง มะพร้าวอบแห้ง และส้มอบแห้ง ซอสปรุงรส น้ำจิ้มไก่ น้ำจิ้มข้าวมันไก่ เครื่องแกง รวมถึงน้ำมะพร้าว ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวอเมริกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศที่รับผิดชอบตลาดสหรัฐฯ เร่งสร้างความร่วมมือกับบริษัท ตัวแทนจัดหา และผู้ซื้อของห้างค้าปลีกรายใหญ่ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้า ศึกษาความต้องการของตลาด และแสวงหาโอกาสในการเพิ่มรายการสินค้าไทยเข้าสู่ห้างค้าปลีกชั้นนำของสหรัฐฯ พร้อมทั้งเดินหน้าเจรจากับผู้บริหารของห้าง เพื่อผลักดันให้สินค้าไทยมีพื้นที่จำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับ Trader Joe&rsquo;s เป็นเชนค้าปลีกอาหารที่มีสาขามากกว่า 600 แห่ง ครอบคลุม 43 มลรัฐทั่วสหรัฐฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย มีจุดเด่นในการคัดเลือกสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า ดำเนินนโยบายจัดซื้อสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง และไม่มีการเรียกเก็บค่าพื้นที่วางจำหน่ายสินค้า (Slotting Fee) ทำให้สามารถนำเสนอสินค้าคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้ อีกทั้งยังนำเข้าสินค้าที่มีเอกลักษณ์จากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ของ Trader Joe&rsquo;s ซึ่งนับเป็นอีกช่องทางสำคัญในการขยายโอกาสของสินค้าไทยสู่ผู้บริโภคชาวอเมริกัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260727a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c094108.jpg' type='image/jpg' length='917883' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ดึงร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น 800 สาขา ลดราคาสินค้า 1-15 ส.ค. สูงสุด 60% ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177501</link>
<guid isPermaLink="false">a5fd06fd162ff400b97db04b40ed8731</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 09:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 9.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ดึงร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น 800 สาขา ลดราคาสินค้า 1-15 ส.ค. สูงสุด 60%<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหารือ สสว. สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย และผู้บริหารร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น ผนึกกำลังจัดทำโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ ทั้งข้าวสาร น้ำปลา ซอสปรุงรส และสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ มาจัดโปรโมชันลดราคาพิเศษสูงสุด 60% ในห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น 130 แห่ง 800 สาขาทั่วประเทศ ดีเดย์ 1-15 ส.ค.นี้ สามารถใช้ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซื้อสินค้าได้ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเตรียมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; ณ ศูนย์ประชุมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชั้น 6 ว่า กรมได้จัดประชุมร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย และผู้บริหารร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น เพื่อต่อยอดนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการดูแลค่าครองชีพประชาชน ผ่านการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น ในการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณารูปแบบการจัดกิจกรรม รายละเอียดโปรโมชัน ระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการ และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสินค้าชุมชนในพื้นที่สามารถนำสินค้ามาจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นและร้านค้าโชห่วยในพื้นที่ เพื่อช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง รวมทั้งการอำนวยความสะดวกให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการเลือกซื้อสินค้าได้อย่างทั่วถึงผ่านนโยบายไทยช่วยไทย พลัส 60/40</p>

<p>&ldquo;ได้กำหนดจัดงานมหกรรมลดราคาสินค้าภายใต้ชื่อไทยช่วยไทย x Local Low Cost โดยลดราคาสินค้าพร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-15 ส.ค.2569 ณ ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการกว่า 130 ร้าน 800 สาขา ลดสูงสุดกว่า 60% โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน อาทิ ข้าวสาร น้ำปลา ซอสปรุงรส และสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ มาจัดจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ และบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งช่วยเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุนทางธุรกิจให้แก่ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นและร้านค้าโชห่วย ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ มีกำหนดลงพื้นที่เปิดงาน &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 ส.ค.2569 ณ ร้านตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์ สาขานาดี จังหวัดอุดรธานี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการจัดโครงการ ไทยช่วยไทย x Local Low Cost จะช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานทางธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นให้สามารถจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาพิเศษแก่ประชาชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่เหมาะสมผ่านเครือข่ายห้างค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่นที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่งผลให้ประชาชนสามารถลดภาระค่าใช้จ่าย ขณะที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีโอกาสเพิ่มยอดจำหน่าย ขยายฐานลูกค้า และยกระดับศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วยพันธมิตรจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ สสว. นายกสมาคมและเลขาธิการสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย (บริษัท เอกวรนันท์ จำกัด) ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมและเลขาธิการสมาคมการค้าส่ง-ปลีก บริษัท ตั้งงี่สุนซูเปอร์ สโตร์ จำกัด บริษัท สามัคยานุสรณ์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท บางบอนซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด บริษัท มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) บริษัท บิ๊กซ้ง ซุปเปอร์สโตร์ จำกัด บริษัท เอกภาพ กรชัย ท่าประชุม จำกัด บริษัท กรชัยสหพัฒน จำกัด บริษัท เอกภาพ อินเตอร์เลคตริค จำกัด บริษัท เค แอนด์ ที ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด และ บริษัท อีคอน แวร์เฮาส์ จำกัด<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260727eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3091543.jpg' type='image/jpg' length='132578' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย กรณีแรงงาน 12.5% โชคดีมีสินค้า 2,120 รายการ ได้รับยกเว้น]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177499</link>
<guid isPermaLink="false">a90f79ccfae726b99ef93aab91ce7e89</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 09:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 11.jpg" style="width: 1000px; height: 823px;" /></p>

<p>​สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย กรณีแรงงาน 12.5% โชคดีมีสินค้า 2,120 รายการ ได้รับยกเว้น<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยสหรัฐฯ ประกาศคำตัดสินชั้นที่สุดเรียกเก็บภาษีตอบโต้กรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ 12.5% จากภาษี MFN กับ 37 ประเทศ รวมทั้งไทย แต่มีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นไม่ถูกเก็บภาษีถึง 2,120 รายการ หรือเกินกว่าครึ่งของมูลค่าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้ 24 ก.ค.69 เวลาสหรัฐฯ ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน ยังไม่ประกาศ ยันจะเดินหน้าเจรจา ART ต่อให้จบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสองฝ่าย พร้อมเตรียมมาตรการช่วยผู้ประกอบการรับมือผลกระทบ และหาตลาดส่งออกใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการหารือกับสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569 (เวลาสหรัฐฯ) สหรัฐฯ ได้ประกาศคำตัดสินชั้นที่สุดให้เรียกเก็บภาษีตอบโต้กรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับในอัตรา 10% และ 12.5% โดยไทยและอีก 37 ประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากภาษีปกติ (MFN) 12.5% โดยมีสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ถึง 2,120 รายการ หรือเกินกว่าครึ่งของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ เช่น วงจรรวม หน่วยเก็บข้อมูล (HDD) ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางธรรมชาติ ยางแผ่น/แท่ง แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดสดและแปรรูป ผลไม้สดและแห้ง มะพร้าวสดและน้ำมะพร้าว น้ำตาลจากอ้อย และจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 ก.ค.2569 (เวลาสหรัฐฯ) เป็นต้นไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการ 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ประกาศไต่สวนประเทศคู่ค้าทั่วโลก รวมทั้งไทย ใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ กำลังผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) และการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ (Failure to Impose and Effectively Enforce a Prohibition on the Importation of Goods Produced with Forced Labor) ซึ่งเป็นการใช้มาตรการด้านภาษีแทนที่มาตรา 122 ที่เรียกเก็บอยู่ที่ 10% เพิ่มจากภาษีปกติ (MFN) ซึ่งหมดอายุลงในวันที่ 24 ก.ค.2569<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สหรัฐฯ ได้บังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณีการไม่กำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ โดยเก็บอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย และอีก 37 ประเทศรวมถึงเวียดนามและจีนซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของไทยในตลาดสหรัฐฯ ในอัตรา 12.5% คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับที่ถูกเก็บอยู่ที่ 10% ภายใต้มาตรา 122 ซึ่งหมดอายุในวันนี้ โดยมาตรการภาษีในครั้งนี้ ได้ยกเว้นสินค้าถึง 2,120 รายการ ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ จึงเชื่อว่าสินค้าไทยยังคงสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดการบังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างต่อ 16 ประเทศรวมถึงไทย ที่สหรัฐฯ ยังมิได้ประกาศผลการไต่สวนและอัตราภาษีที่จะเก็บเพิ่ม โดยในระหว่างนี้ กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งหารือกับสหรัฐฯ เพื่อสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) ที่จะได้ประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองฝ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;จากจุดยืนดังกล่าว ทำให้กระบวนการหารือของไทย อาจจะต้องใช้เวลาหารือกับสหรัฐฯ มากกว่าบางประเทศในภูมิภาค เนื่องจากไทยมีประเด็นอ่อนไหวและข้อจำกัดด้านกฎหมายภายในบางประการที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความปลอดภัยของคนในประเทศ ซึ่งภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า สามารถเชื่อมั่นได้ว่าการกำหนดท่าทีของไทยจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ โดยคำนึงถึงทั้งการลดผลกระทบระยะสั้นและเสริมความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว&rdquo;<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินการคู่ขนาน ทั้งในด้านการเตรียมมาตรการเสริมสร้างขีดความสามารถและรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ &nbsp;โดยเฉพาะผู้ประกอบการและภาคส่วนที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง อาทิ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่อง มาตรการสนับสนุนด้านภาษีสำหรับผู้ส่งออก มาตรการลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าและเสริมความเข้มแข็งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของไทย</p>

<p>ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งการบุกเจาะและขยายตลาดใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยให้มีความหลากหลายมากขึ้น ควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้าในตลาดเดิม โดยแนวทางดังกล่าวมิใช่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังมุ่งปรับโครงสร้างการค้าของไทยให้มีความยืดหยุ่น ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาวท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260727c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c091235.jpg' type='image/jpg' length='101024' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก มิ.ย.69 พุ่งต่อ บวก 20.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน มูลค่าสูงสุดอันดับ 2 ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177496</link>
<guid isPermaLink="false">b3104e838130eb3a9c2043288ce28510</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 09:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 10.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​ส่งออก มิ.ย.69 พุ่งต่อ บวก 20.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน มูลค่าสูงสุดอันดับ 2&nbsp;<br />
ส่งออก มิ.ย.69 มูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน ทำสถิติสูงสุดเป็นอันดับ 2 ได้แรงหนุนจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ การเร่งสั่งซื้อรับมือภาษีสหรัฐฯ ภาคการผลิตหลายประเทศขยายตัว รวม 6 เดือน มูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 17.6% คาดแนวโน้มส่งออกจะเริ่มชะลอตัว ประเมินเบื้องต้นทั้งปีอยู่ใน 3 กรณี ดีสุดบวก 11% กรณีฐานบวก 8% และแย่สุดบวก 5%&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน มิ.ย.2569 มีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน และทำสถิติส่งออกสูงสุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากเดือน มี.ค.2569 ที่ทำได้ 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า มูลค่า 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 50.3% ขาดดุลการค้า 6,534.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรวม 6 เดือนปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) การส่งออก มีมูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 17.6% การนำเข้า มีมูลค่า 228,485.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 38% ขาดดุลการค้า 31,744 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>

<p>โดยปัจจัยที่ช่วยผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว มาจากการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ทำให้มีความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น การเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับมือนโยบายการค้าใหม่สหรัฐฯ การขยายตัวของภาคการผลิตในประเทศคู่ค้าช่วยหนุนความต้องการสินค้าไทย ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น เป็นการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ แต่ที่พิเศษขึ้นมา คือ การนำเข้าทองคำ ที่มีสัดส่วนถึง 7.2% เพิ่มสูงถึง 191.7% เพราะราคาทองคำลดลง ทำให้มีการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 6.5% หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยสินค้าเกษตร ลด 10.8% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 0.9% โดยสินค้าสำคัญที่ลดลง อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เครื่องดื่ม ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ส่วนสินค้าที่ขยายตัว อาทิ ยางพารา น้ำตาลทราย อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และไก่แปรรูป ทั้งนี้ 6 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 3.2%</p>

<p>ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 25.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 27 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ หม้อแบตเตอรีและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม ทั้งนี้ 6 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 21.6%</p>

<p>ทางด้านตลาดส่งออก ส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี ตลาดหลัก เพิ่ม 25.5% โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 44.3% จีน 4.9% ญี่ปุ่น 22.7% สหภาพยุโรป (27) 22.3% และอาเซียน (5) 40.5% ส่วนตลาด CLMV ลด 5.6% ตลาดรอง เพิ่ม 15.9% โดยขยายตัวในทวีปออสเตรเลีย 32.7% ทวีปแอฟริกา 9.9% ลาตินอเมริกา 50.7% รัสเซียและกลุ่ม CIS 5.1% และสหราชอาณาจักร 15.6% ส่วนเอเชียใต้ ลด 6.3% และตลาดตะวันออกกลาง ลด 6.9% และตลาดอื่น ๆ ลด 59.9%นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกครึ่งปีหลังของปี 2569 คาดว่าจะชะลอตัวลง หลังจากมีการเร่งนำเข้าไปก่อนหน้านี้ โดยปัจจัยหลักที่หนุนการส่งออก มาจากความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีปัจจัยลบจากสถานการณ์ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มกลับมารุนแรง รวมถึงความไม่แน่นอนที่เกิดจากมาตรการการค้าและอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และจากแนวโน้มดังกล่าว ได้ประเมินการส่งออกไว้ 3 กรณี คือ กรณีดีสุด เพิ่ม 11% ซึ่งเป็นกรณีที่ได้อานิสงค์จากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และภาษีสหรัฐฯ อยู่ในวงจำกัด เงินบาทอ่อนค่า กรณีฐาน เพิ่ม 8% สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงส่ง ภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อแต่ไม่ลุกลาม ภาษีสหรัฐฯ อยู่ในระดับรับมือได้ เงินบาททรงตัว และกรณีต่ำสุด เพิ่ม 5% อิเล็กทรอนิกส์ชะลอตัว แรงกดดันสงครามลุกลามทำการค้าโลกชะงัก และภาษีสหรัฐฯ ขยายวงกว้างครอบคลุมหลายสินค้า โดยจะขอประเมินอีกที หลังจากได้ตัวเลขเดือน ก.ค.2569 &nbsp;<br />
&nbsp;<br />
ส่วนกรณีที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีไทยกรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับจากเดิม 10% เป็น 12.5% นั้น ถ้ามองลึก ๆ มีสินค้าอีกกว่า 2 พันรายการ ที่ไม่โดนเก็บภาษี อิเล็กทรอนิกส์ก็อยู่ในนี้ ทำให้การส่งออกยังไปได้ ส่วนที่เหลือ โดนเพิ่มมาไม่เยอะมากเพิ่มขึ้นอีก 2.5% โดยคู่แข่งในอาเซียนโดนภาษีต่ำกว่าไทย เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดนภาษี 10% จะถือเป็นคู่แข่งของไทย แต่ก็ถือว่าไม่มาก คงมีผลกระทบบ้าง ในเรื่องภาษีที่แตกต่างกัน ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน ยังไม่ประกาศผล ต้องรอติดตามดู</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260727c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b090615.jpg' type='image/jpg' length='568628' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้น 11.1% ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177208</link>
<guid isPermaLink="false">9e07b1333205b7db16ca0f1f36b63198</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 09:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/05 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 653px;" /></p>

<p>​สนค.เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้น 11.1%&nbsp;<br />
สนค.เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 2 ปี 69 เพิ่มขึ้น 11.1% จากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล กระทบค่าขนส่ง มีความต้องการขนส่งสินค้าเกษตรตามฤดูกาล ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้น ขาดแรงงานขับรถที่มีทักษะ ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคา คาดไตรมาส 3 ยังขยับต่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2568 เพิ่มขึ้น 11.1% ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 โดยมีปัจจัยหลักจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคการขนส่ง และยังมีปัจจัยหนุนจากฝั่งอุปสงค์ตามการขนส่งสินค้าเกษตรประจำฤดูกาลที่มีปริมาณความต้องการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการในภาคโลจิสติกส์ยังเผชิญกับต้นทุนดำเนินงานอื่น ๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ค่าบำรุงรักษาพาหนะ ค่าอะไหล่ และค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการ เป็นต้น รวมถึงปัญหาการขาดแคลนพนักงานขับรถบรรทุกที่มีทักษะ ส่งผลให้ต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้น และสร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาค่าบริการสูงขึ้นเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนที่เพิ่มขึ้น 11.1% มาจากการปรับตัวสูงขึ้นในทุกหมวด ได้แก่ หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง เพิ่ม 15.5% จากการสูงขึ้นของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่ม 4.3% จากการสูงขึ้นของหิน ทราย และดิน และลิกไนต์ และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่ม 10.7% จากการสูงขึ้นของค่าบริการขนส่งผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องจักรและเครื่องมือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ยานยนต์ ชิ้นส่วน และอุปกรณ์<br />
ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามประเภทรถ ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 เพิ่ม 11.3% จากการปรับตัวสูงขึ้นของรถทุกประเภท โดยรถกระบะบรรทุก เพิ่ม 12% รถพ่วง เพิ่ม 11.3% รถตู้บรรทุก เพิ่ม 12.5% รถบรรทุกเฉพาะกิจ เพิ่ม 6.1% รถบรรทุกของเหลว เพิ่ม 9.1% รถบรรทุกวัสดุอันตราย เพิ่ม 13.2% และหมวดรถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว เพิ่ม 4.8%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 คาดว่า จะยังทรงตัวในระดับสูง โดยมีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งคาดว่าจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ประกอบกับอุปสงค์ในการขนส่งที่ได้รับแรงหนุนจากสินค้าเกษตรประจำฤดูกาลที่จะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก อีกทั้งในช่วงฤดูฝนอาจเป็นอุปสรรคต่อภาคการขนส่ง ซึ่งจะส่งผลให้ระยะเวลาในการขนส่งต่อเที่ยวสะสมนานขึ้น แต่จากสถานการณ์การแข่งขันด้านราคาเพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดของผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ประกอบการบางส่วนอาจเลือกที่จะแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อรักษาฐานลูกค้า และความผันผวนของสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก อาจส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไม่เป็นไปตามที่คาดได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจากความผันผวนของราคาพลังงาน การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ตลอดจนแรงกดดันในการเปลี่ยนผ่านไปสู่โลจิสติกส์สีเขียว รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องเตรียมการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยยกระดับประสิทธิภาพและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับโครงสร้างภาคการขนส่งที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ด้านโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายในการสนับสนุนและส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับภาคโลจิสติกส์ของไทยต่อไป&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260724751d31dd6b56b26b29dac2c0e1839e34092207.jpg' type='image/jpg' length='884335' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 2 ดาว ให้กับร้าน Soothr LIC นิวยอร์ก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177206</link>
<guid isPermaLink="false">0f90f23577b170faf34f892b16fdfe90</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 09:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/04 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 685px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 2 ดาว ให้กับร้าน Soothr LIC นิวยอร์ก<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;พร้อมด้วยทีมผู้บริหารพาณิชย์ มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 2 ดาว ให้กับร้านอาหาร Soothr LIC นิวยอร์ก รับรองคุณภาพ รสชาติไทยแท้ บริการระดับสากล เผยเป็นร้านที่นำเสนอาหารไทย-จีนสไตล์เยาวราช แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ตนพร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายธนกฤต เหลืองอาสนะทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 2 ดาว ให้แก่ร้าน Soothr (สูตร) LIC ณ นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยชื่อดัง เพื่อรับรองคุณภาพ รสชาติไทยแท้ และมาตรฐานการบริการในระดับสากล</p>

<p>โดยร้าน Soothr ก่อตั้งเมื่อปี 2562 โดยผู้ก่อตั้ง 3 คน ได้แก่ เชฟโจเอล&ndash;ชิเดนทรีย์ วัฒนวงศ์วัฒน์ อีฟ&ndash;กิติยา โมฆรัตน์ และแอมป์&ndash;สุพัตรา บ้านกล้วย นำเสนออาหารไทย&ndash;จีนสไตล์เยาวราช ผ่านการตีความร่วมสมัยที่ยังคงเอกลักษณ์ของรสชาติไทยอย่างครบถ้วน โดยหลังเปิดให้บริการเพียง 1 ปี ร้านได้รับการคัดเลือกให้ติด Michelin Guide และได้รับการคัดเลือกอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน สะท้อนถึงคุณภาพอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ<br />
ส่วน Soothr LIC เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 23 ก.ย.2568 ตั้งอยู่ในย่าน Long Island City (LIC) ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยและศูนย์รวมของคนทำงานรุ่นใหม่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมถึงชุมชนชาวเอเชียที่มีกำลังซื้อสูง นับเป็นทำเลที่มีศักยภาพในการเผยแพร่อาหารไทยคุณภาพสู่ผู้บริโภคในตลาดสหรัฐฯ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ที่ดีของอาหารไทยในระดับสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ตรา Thai SELECT ซึ่งเป็นดาวเกียรติยศรูปดอกกล้วยไม้ แบ่งระดับการรับรองออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Thai SELECT ดาวเกียรติยศ 1 ดาว รสชาติไทยแท้ มาตรฐานมั่นใจ มอบให้ร้านอาหารไทยที่ถ่ายทอดรสชาติต้นตำรับ พร้อมมาตรฐานด้านวัตถุดิบ ความสะอาด และการบริการ เหมาะสำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการลิ้มลองอาหารไทยแท้ในราคาที่เข้าถึงได้ Thai SELECT ดาวเกียรติยศ 2 ดาว รสชาติไทยสร้างสรรค์ บริการมืออาชีพ สำหรับร้านอาหารไทยที่โดดเด่นด้านการตกแต่งอาหารอย่างมีเอกลักษณ์ บริการอย่างมืออาชีพ มอบประสบการณ์ที่มากกว่าแค่ความอร่อย และ Thai SELECT ดาวเกียรติยศ 3 ดาว รสชาติไทยสุดประณีต สัมผัสประสบการณ์ชั้นเลิศ เป็นร้านอาหารไทยชั้นนำที่ผสานความหรูหรา ความเป็นไทย และศิลปะการเล่าเรื่องผ่านเมนูอาหาร มอบประสบการณ์ด้านวัฒนธรรมไทยอันงดงามอย่างเหนือระดับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ของกระทรวงพาณิชย์ รวม 1,499 ร้าน ใน 72 ประเทศทั่วโลก โดยสหรัฐฯ มี 270 ร้าน และนครนิวยอร์กมี 63 ร้าน ขณะที่ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปของไทยที่ได้รับตรา Thai SELECT มีจำนวน 1,072 รายการ จากผู้ประกอบการ 118 บริษัท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202607247d0665438e81d8eceb98c1e31fca80c1092008.jpg' type='image/jpg' length='1212973' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมเจรจาติวเข้มเกษตรกร ผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้า ใช้ FTA สร้างโอกาสส่งออก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177203</link>
<guid isPermaLink="false">9ec39fe22600ee897020a5d8ac9b2c1a</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 09:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/03 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>กรมเจรจาติวเข้มเกษตรกร ผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้า ใช้ FTA สร้างโอกาสส่งออก<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดลพบุรีและนครสวรรค์ ติวเข้มเกษตรกร ผู้ประกอบการ กลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ยกระดับคุณภาพ มาตรฐานสินค้า ใช้ประโยชน์จาก FTA ในการส่งออก และแนะนำวิธีการขอรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งโครงการ BDS และกองทุน FTA<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14-17 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้นำทีมวิทยากรภาครัฐและภาคเอกชน จัดสัมมนาเปิดเวทีติวเข้มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป อาทิ ชากระท้อน กระท้อนแปรรูป ผักแปรรูป กล้วยแปรรูป ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ข้าว แยมมะกรูด ผงมะเขือเทศ และไข่ผำ ในพื้นที่จังหวัดลพบุรีและนครสวรรค์ ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพเกษตรกรในยุคการค้าเสรี (ร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ) และโครงการพัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี (ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจัดสัมมนาครั้งนี้ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับความตกลงการค้าเสรี (FTA) การค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบทางการค้า อัตราภาษีศุลกากร และย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับการผลิตสินค้าให้มีมาตรฐาน เช่น อย. ฮาลาล เกษตรอินทรีย์ HACCP GMP GHPs และ Carbon Footprint เป็นต้น เป็นใบเบิกทางให้กับผู้ประกอบการ และเกษตรกรที่ผลิตสินค้าในระดับต้นน้ำได้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำมาตรฐาน อาทิ GAP เกษตรอินทรีย์ และการขึ้นทะเบียนสินค้า GI เพื่อพัฒนาเป็นผู้ประกอบการต่อไป<br />
นอกจากนี้ กรมได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เพื่อให้ความรู้และสนับสนุนผู้ประกอบการในการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTMs) เช่น ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และการแสดงข้อมูลโภชนาการบนฉลากอาหาร เป็นต้น รวมทั้งแนะนำแหล่งสนับสนุนเงินทุนจากภาครัฐ อาทิ กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร หรือกองทุน FTA จาก สศก. และโครงการ Business Development Service (BDS) ของ สสว. เพื่อช่วยพัฒนามาตรฐานสินค้า บรรจุภัณฑ์ การตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และการจับคู่ธุรกิจ โดยผู้ประกอบการควรประเมินศักยภาพของตนในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเลือกใช้การสนับสนุนแหล่งเงินทุนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งภายหลังการสัมมนามีเกษตรกรและผู้ประกอบการ สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ BDS และขอรับคำปรึกษาแนวทางการขอรับความสนับสนุนจากกองทุน FTA อีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมมั่นใจว่า การเปิดเวทีสัมมนาครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะช่วยทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและความพร้อม พัฒนาเป็นผู้ส่งออก พร้อมใช้ FTA เป็นเครื่องมือสร้างแต้มต่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดการค้าเสรี เพิ่มช่องทางการตลาดในประเทศและส่งออกตลาด FTA ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าในระดับสากล รวมถึงนำสินค้าในพื้นที่เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในตลาดโลก&rdquo;นายธัชชญาน์พลกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260724e45ee7ce7e88149af8dd32b27f9512ce091658.jpg' type='image/jpg' length='478885' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ช่วยผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรคนจน กรณีจนจริง แต่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177201</link>
<guid isPermaLink="false">13aa8b1afeb13a8d47a88e44c9bf9dd1</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 09:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/02 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ช่วยผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรคนจน กรณีจนจริง แต่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยหลังจากเปิดให้ประชาชนยื่นตรวจสอบกรณีมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน/บริษัท และถูกตัดสิทธิ์จากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 69 ล่าสุดมีผู้ยื่นตรวจสอบแล้วกว่า 700 ราย จากที่มีชื่อถูกตัดสิทธิ์ทั้งหมด 122,324 ราย เพื่อให้นำไปยื่นอุทธรณ์ต่อกระทรวงการคลัง เพราะจนจริง แต่ถูกนำชื่อไปใช้ ย้ำตรวจสอบได้ที่กรมและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ไม่มีค่าใช้จ่าย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเปิดให้ประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 และถูกตัดสิทธิ์ กรณีเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน/บริษัท และบริษัทมหาชนจำกัด ให้ยื่นตรวจสอบ เพื่อทำการยื่นอุทธรณ์กับกระทรวงการคลัง ว่า หลังจากที่กรม และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้เปิดให้ประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์เข้ามาตรวจสอบการเป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคล ผ่านมาแล้ว 3 วัน ปรากฏว่า มีผู้มาขอตรวจสอบสิทธิ์แล้วกว่า 700 ราย ซึ่งกรมจะนำข้อเท็จจริงส่งให้กระทรวงการคลัง เพื่อประกอบการพิจารณาและประกาศผลในการทบทวนสิทธิ์ของประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ต่อไป &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้ประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ผ่านเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 9,314,253 ราย และในนี้เป็นผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นและหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน/บริษัท จำนวน 122,324 ราย ในนิติบุคคลรวม 139,804 นิติบุคคล (บางรายเข้าไปมีชื่อมากกว่า 1 นิติบุคคล) โดยบางคนอาจจะถูกแอบอ้างจากญาติยืมชื่อไปจัดตั้งนิติบุคคล หรือรับเป็นนอมินีให้กับของชาวต่างชาติ หรือทราบว่ามีชื่อปรากฏในนิติบุคคลจริงแต่แจ้งกรรมการบริษัทให้นำชื่อออกแล้วแต่บริษัทไม่ดำเนินการ หรือบางรายผู้ขอจดทะเบียนระบุเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนในเอกสารจดทะเบียนผิดพลาด หรือมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นต้น จึงต้องเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบ และยื่นอุทธรณ์<br />
&ldquo;การตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน/บริษัท เพราะโครงการประสงค์ให้คนที่ไม่จนจริง แต่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนหน้านี้ ต้องถูกตัดสิทธิ์ และนำงบประมาณไปให้สิทธิ์กับคนที่จนจริงและมีความเดือดร้อน ซึ่งไม่ได้สิทธิ์ในรอบที่ผ่านมา ให้ได้รับสิทธิ์ แต่สำหรับผู้ที่จนจริง แต่ถูกนำชื่อไปใช้ หรือนำไปแอบอ้าง เป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการ หรือหุ้นส่วน ก็สามารถมายื่นตรวจสอบ และยื่นอุทธรณ์ต่อกระทรวงการคลังได้ เพื่อให้ยังคงได้รับสิทธิ์ต่อไป ซึ่งกรมพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้เต็มที่&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ กรณีมีรายชื่อเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน/บริษัท และมีความประสงค์ขอตรวจสอบข้อมูล สามารถยื่นคำขอตรวจสอบได้ ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำการตรวจสอบแทนได้ โดยต้องกรอกแบบฟอร์ม &ldquo;ขอตรวจสอบการเป็นกรรมการ/หุ้นส่วน และผู้ถือหุ้นในนิติบุคคล&rdquo; พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชน กรณีมอบอำนาจให้ระบุข้อความ &ldquo;เพื่อตรวจการตรวจสอบคุณสมบัติภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ&rdquo; หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะตรวจเช็กข้อมูล และออกหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบ พร้อมแนบข้อมูลการเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดแก่ผู้ยื่นคำขอ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สามารถติดต่อได้ตามสถานที่ ดังนี้ ส่วนกลาง ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หรือสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เขต 2 (พหลโยธิน) เขต 3 (รัชดาภิเษก) เขต 4 (สี่พระยา) และ เขต 5 (บางนา) ส่วนภูมิภาค ติดต่อได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 และโทรศัพท์หมายเลข 0 2547 4376</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260724a2ef406e2c2351e0b9e80029c909242d091508.jpg' type='image/jpg' length='155768' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ร่วมฉลองวันมะม่วงแห่งชาติ ชวนประชาชนช่วยกันอุดหนุน 13 มะม่วง GI]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177199</link>
<guid isPermaLink="false">16b76780e3330222dcabc6878f3eb68a</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 09:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/01 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ร่วมฉลองวันมะม่วงแห่งชาติ ชวนประชาชนช่วยกันอุดหนุน 13 มะม่วง GI<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมฉลองวันมะม่วงแห่งชาติ ชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันอุดหนุนมะม่วงที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จำนวน 13 รายการ จาก 9 จังหวัด เพื่อช่วยสนับสนุนและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร เผยปัจจุบันสร้างรายได้ทางการตลาดปีละกว่า 1 พันล้านบาท &ldquo;มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก&rdquo; แชมป์ทำรายได้สูงสุด ตามด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น มะม่วงขายตึกแปดริ้ว และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เนื่องในวันมะม่วงแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา กรมได้ทำการสำรวจมะม่วงที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) พบว่า มีจำนวนสูงถึง 13 รายการ จาก 9 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก ภาคกลาง มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงเขียวเสวยแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงขายตึกแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงแรดแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงยายกล่ำนนทบุรี มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า (สมุทรปราการ) มะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ มะม่วงมันหนองแซงสระบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น (ชัยภูมิ) ภาคตะวันออก มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว และภาคใต้ มะม่วงเบาสงขลา ซึ่งปัจจุบันสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 1,066 ล้านบาท ในปี 2568<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังมีสินค้ามะม่วงอีก 3 รายการ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียน GI ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี มะม่วงน้ำดอกไม้หนองวัวซอ (อุดรธานี) และมะม่วงบ้านมาบเหียงปราจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของเกษตรกรและชุมชนในการนำระบบ GI มาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรท้องถิ่น<br />
&ldquo;มะม่วง GI ในแต่ละพื้นที่ ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เกิดจากปัจจัยด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และภูมิปัญญาการผลิตของเกษตรกรในท้องถิ่น ส่งผลให้มะม่วง GI มีคุณลักษณะโดดเด่นทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพ และมาตรฐานการผลิต ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป แต่ยังเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่มีกำลังซื้อสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรคุณภาพและสินค้ามีเรื่องราวเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิด อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม พัฒนากระบวนการผลิต และบริหารจัดการสินค้าอย่างมีมาตรฐาน นำไปสู่การสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับ 5 อันดับมะม่วง GI ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงสุดในปี 2568 ได้แก่ 1.มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก 767.18 ล้านบาท 2.มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว 171.15 ล้านบาท 3.มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น (ชัยภูมิ) 33.311 ล้านบาท 4.มะม่วงขายตึกแปดริ้ว 10.436 ล้านบาท และ 5.มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มูลค่ากว่า 7.2 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมจะเดินหน้าส่งเสริมมะม่วง GI ไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การยกระดับระบบควบคุมคุณภาพ การพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ไปจนถึงการขยายช่องทางตลาดผ่านกิจกรรมและงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงสินค้ากับห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรดชั้นนำ ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการ GI และยังให้ความสำคัญกับการต่อยอดสินค้า GI สู่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ โดยสนับสนุนการแปรรูปผลิตภัณฑ์และใช้มะม่วง GI เป็นวัตถุดิบในเมนูสร้างสรรค์ อาทิ เครื่องดื่ม ขนมหวาน ผลไม้อบแห้ง ไอศกรีม ซอส และผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริโภค เชื่อมโยงกับธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พร้อมสร้างรายได้ในมิติต่าง ๆ อย่างยั่งยืน<br />
&ldquo;กรมขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนมะม่วง GI และเลือกซื้อสินค้าที่มีตราสัญลักษณ์ GI ไทย เพื่อส่งเสริมเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งต่ออัตลักษณ์สินค้าเกษตรไทยสู่โอกาสทางการค้าใหม่ ๆ สร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน และร่วมผลักดันมะม่วงไทยให้เป็นสินค้าเกษตรคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
การส่งเสริมสินค้า GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นเครื่องมือยกระดับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน และยังเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สินค้าไทย และผลักดันสินค้าอัตลักษณ์ที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026072496a3be3cf272e017046d1b2674a52bd3091244.jpg' type='image/jpg' length='139702' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์จับมือ สสว. ขน Food Truck 50 ร้านจากทั่วไทย เสิร์ฟเมนูเด็ดที่พัทยา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176989</link>
<guid isPermaLink="false">f6cf1bd69d64277e0b546e1b8755fd22</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 14:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/03 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​กรมพัฒน์จับมือ สสว. ขน Food Truck 50 ร้านจากทั่วไทย เสิร์ฟเมนูเด็ดที่พัทยา<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงาน Food Truck Carnival 2026 @พัทยา นำ Food Truck มากกว่า 50 ร้าน จากทุกภูมิภาคของประเทศ มาจัดจำหน่ายอาหารไทย อาหารนานาชาติ อาหารฟิวชัน ของหวาน และเครื่องดื่ม ให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการได้สร้างฐานลูกค้าใหม่ มีรายได้เพิ่ม และสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงาน Food Truck Carnival 2026 @ พัทยา ซึ่งเป็นมหกรรมรวมร้านอาหารเคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของปี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 ก.ค.2569 ณ เอาท์เล็ทมอลล์ พัทยา จังหวัดชลบุรี โดยได้นำ Food Truck มากกว่า 50 ร้าน จากทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งอาหารไทย อาหารนานาชาติ อาหารฟิวชัน ของหวาน และเครื่องดื่ม มาจัดจำหน่ายให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจัดงานครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการรวบรวมร้านอาหารมาไว้ในที่เดียว แต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้สร้างฐานลูกค้าใหม่ เพิ่มยอดขาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดเครือข่ายทางธุรกิจ ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างสีสันด้านการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับจังหวัดชลบุรีในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว โดยกรมมุ่งหวังให้ Food Truck Carnival 2026 เป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว และการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับศักยภาพธุรกิจ Food Truck ไทย เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก</p>

<p>สำหรับธุรกิจ Food Truck เป็นหนึ่งในธุรกิจอาหารที่มีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก ความหลากหลาย และประสบการณ์ใหม่ในการรับประทานอาหาร อีกทั้งยังเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่สูง จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่และผู้ประกอบการ SME ในการสร้างอาชีพและสร้างรายได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ร่วมสัมผัสสีสันในงาน Food Truck Carnival 2026 ระหว่างวันที่ 25-29 ก.ค.2569 ณ เอาท์เล็ทมอลล์ พัทยา จังหวัดชลบุรี โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนส่งเสริมและพัฒนาหลักประกันทางธุรกิจ กองทะเบียนบริษัทมหาชนและหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 4944 Call Center 1570 และเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260723e45ee7ce7e88149af8dd32b27f9512ce142200.jpg' type='image/jpg' length='155154' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”เยี่ยมร้าน Wondee Siam นิวยอร์ก การันตีได้ Thai SELECT หนุนดังกว่าเดิม ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176975</link>
<guid isPermaLink="false">56ec898e3dadc2d7dee11fc2edff3a05</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 14:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/02 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 683px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เยี่ยมร้าน Wondee Siam นิวยอร์ก การันตีได้ Thai SELECT หนุนดังกว่าเดิม&nbsp;<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo; เยี่ยมร้าน Wondee Siam กลางนิวยอร์ก ซึ่งได้รับตรา Thai SELECT ในปีนี้ การันตีคุณภาพอาหาร รสชาติไทยแท้ ผู้บริโภคมั่นใจได้ และจะช่วยร้านซึ่งดังและเป็นที่นิยมอยู่แล้ว ได้รับความนิยมและเติบโตได้เพิ่มขึ้น &nbsp;</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เข้าเยี่ยมร้าน Wondee Siam (วันดี สยาม) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 1 ดาว จากกระทรวงพาณิชย์ในปีนี้ โดยร้าน Wondee Siam ก่อตั้งโดยคุณพิมพลอย และคุณประมวล ลิขิตแสนสุข เปิดให้บริการในนครนิวยอร์กตั้งแต่ปี 2539 นับเป็นร้านอาหารไทยรุ่นบุกเบิกที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี ด้วยการนำเสนออาหารไทยต้นตำรับที่คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และรสชาติไทยแท้ ทำให้ได้รับความนิยมจากทั้งชาวอเมริกัน ชุมชนชาวไทย และนักท่องเที่ยวจากหลายรัฐของสหรัฐฯ จนกลายเป็นหนึ่งในร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในนครนิวยอร์ก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์เชื่อมั่นว่า ตรา Thai SELECT เป็นเครื่องหมายที่ช่วยการันตีคุณภาพและความเป็นอาหารไทยแท้ ทั้งด้านวัตถุดิบ รสชาติ และมาตรฐานการให้บริการ เมื่อผู้บริโภคเห็นตราสัญลักษณ์นี้ ก็สามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์อาหารไทยที่มีคุณภาพ จึงเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ขยายฐานลูกค้า และสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคในระดับสากล ทำให้ร้าน Wondee Siam ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอยู่แล้ว มีศักยภาพเติบโตได้มากยิ่งขึ้น&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันร้าน Wondee Siam มีทั้งหมด 3 สาขา โดยสาขาแรกเป็นร้านขนาดเล็กที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยการตกแต่งภายในด้วยกระจกเงา แม้พื้นที่จะมีขนาดกะทัดรัด แต่ได้รับความนิยมอย่างมากจากลูกค้าท้องถิ่นจนมีผู้รอต่อคิวเป็นประจำ ก่อนจะขยายกิจการไปยังทำเลใหม่ที่กว้างขวางขึ้นบริเวณมุมถนน W 52nd Street และ 9th Avenue เพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br />
ชื่อ &ldquo;Wondee Siam&rdquo; มีความหมายมาจากคำว่า &ldquo;วันดี (Good Day)&rdquo; และ &ldquo;Siam&rdquo; หรือ &ldquo;สยาม&rdquo; สื่อถึง &ldquo;วันดี ๆ ของประเทศไทย&rdquo; ที่พร้อมส่งมอบความสุขผ่านอาหารไทยต้นตำรับ โดยเมนูยอดนิยม ได้แก่ ผัดกะเพราหมูกรอบ ปลาทอดกระเทียม ปลาราดพริก และส้มตำปลาร้า นอกจากนี้ ร้านยังมีชุดอาหารกลางวันราคาพิเศษ (Lunch Prix Fixe) ให้บริการในวันธรรมดา เวลา 11.30&ndash;15.30 น. เพื่อรองรับลูกค้าในย่านธุรกิจของนครนิวยอร์ก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แจ้งว่า ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวม 1,499 ร้าน ใน 72 ประเทศ แบ่งเป็นระดับ 3 ดาว 11 ร้าน ระดับ 2 ดาว 221 ร้าน ระดับ 1 ดาว 864 ร้าน และระดับ Casual 373 ร้าน ขณะที่สหรัฐฯ มีร้าน Thai SELECT จำนวน 270 ร้าน แบ่งเป็นระดับ 3 ดาว 1 ร้าน ระดับ 2 ดาว 34 ร้าน ระดับ 1 ดาว 154 ร้าน และระดับ Casual 78 ร้าน ส่วนในนครนิวยอร์กมีร้าน Thai SELECT รวม 63 ร้าน ได้แก่ ระดับ 3 ดาว 1 ร้าน ระดับ 2 ดาว 19 ร้าน ระดับ 1 ดาว 39 ร้าน และระดับ Casual 4 ร้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปของไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 1,072 รายการ จากผู้ประกอบการ 118 บริษัท ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพ มาตรฐาน และการยอมรับของอาหารไทยในตลาดโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของตรา Thai SELECT ในการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และสนับสนุนการขยายโอกาสทางการค้าของธุรกิจอาหารไทยในต่างประเทศอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการเข้าเยี่ยมร้าน Wondee Siam ครั้งนี้ มีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายธนกฤต เหลืองอาสนะทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260723a2ef406e2c2351e0b9e80029c909242d140331.jpg' type='image/jpg' length='836320' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยผู้นำเข้ารายใหญ่สหรัฐฯ สนใจซื้อแป้งมันไทย หลังนำทีมบุกขาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176917</link>
<guid isPermaLink="false">e9634a5752dba5082e221d9ca4171fa9</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 11:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยผู้นำเข้ารายใหญ่สหรัฐฯ สนใจซื้อแป้งมันไทย หลังนำทีมบุกขาย<br />
กรมการค้าต่างประเทศ เผยผลนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐ นักวิชาการ และภาคเอกชนไทยเดินทางขายแป้งมันสำปะหลัง ที่สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จตามเป้า ทั้งการนำเสนอแป้งมันไทย เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม การสร้างโอกาสขายให้กับผู้นำเข้ารายใหญ่ พร้อมย้ำแป้งมันได้สิทธิพิเศษภายใต้ มาตรา 301 ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้นำเข้า</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้แทนภาครัฐ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านแป้งมันสำปะหลัง และภาคเอกชนไทย เดินทางไปเจรจาหารือโอกาสทางการค้าสินค้าแป้งมันสำปะหลังไทย ณ รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 15-17 ก.ค.2569 ว่า การเดินทางไปครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้เร่งขยายโอกาสทางการค้าในตลาดที่มีศักยภาพให้กับสินค้ามันสำปะหลังไทย</p>

<p>โดยการเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง คณะผู้แทนได้หารือกับหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายอาหารและเครื่องดื่มระดับรัฐ ได้แก่ Illinois Economic Development Corporation (Illinois EDC) Chicagoland Food and Beverage Network (CFBN) และ Illinois Department of Agriculture ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค Mid-West และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูปและด้านโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเล็งเห็นถึงโอกาสในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพความพร้อมด้านวัตถุดิบแป้งมันสำปะหลังไทยในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่ม<br />
ทั้งนี้ CFBN แสดงความสนใจในศักยภาพของแป้งมันสำปะหลังไทยเป็นอย่างยิ่ง จึงเสนอแนะแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าเพิ่มร่วมกับสถาบันวิจัยรายใหญ่ในภูมิภาค รวมทั้งสนับสนุนการเชื่อมโยงผู้ส่งออกไทยกับผู้ซื้อรายสำคัญ (Key Buyers) ภายใต้เครือข่ายของ CFBN ผ่านกิจกรรม Focus Group รายสาขาอุตสาหกรรม เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ปลายทาง (End Users) โดยตรง</p>

<p>นางอารดากล่าวว่า คณะผู้แทนยังได้เข้าพบบริษัทรายใหญ่ระดับโลกในอุตสาหกรรมปลายน้ำของสหรัฐฯ ซึ่งยืนยันว่าแป้งมันสำปะหลังไทยเป็นวัตถุดิบสำคัญในภาคการผลิตของสหรัฐฯ เนื่องจากมีคุณภาพมาตรฐานที่ดี อีกทั้งการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีตาม Annex A ของมาตรการ Section 301 ช่วยส่งเสริมให้แป้งมันสำปะหลังไทยมีความได้เปรียบทางการแข่งขันสูงขึ้น</p>

<p>&ldquo;ได้นำเสนอศักยภาพและคุณประโยชน์ของสินค้ามันสำปะหลังไทย รวมถึงนวัตกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม อาทิ แป้งมันออร์แกนิก ฟลาวมันสำปะหลัง และแป้งมันสำปะหลังแปรรูป ตลอดจนการหารือเกี่ยวกับท่าทีและการดำเนินการของไทยในการผลักดันให้สินค้าที่มีศักยภาพได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีตามมาตรา Section 301 ของสหรัฐฯ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าและผู้ซื้อในตลาดสหรัฐฯ พร้อมทั้งส่งเสริมการขยายความร่วมมือทางการค้าและโอกาสทางธุรกิจระหว่างผู้ส่งออกไทยกับคู่ค้าในสหรัฐฯ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การสร้างโอกาสในการจับคู่และบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างภาคเอกชนไทยและผู้นำเข้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้สำเร็จ&rdquo;นางอารดากล่าว</p>

<p>นอกเหนือจากความสำเร็จในตลาดสหรัฐฯ ล่าสุดบริษัทฟาร์มนมรายใหญ่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้แสดงความสนใจและตัดสินใจทดลองนำมันสำปะหลังอัดเม็ดจากไทยไปใช้เป็นส่วนผสมสำคัญในอาหารสัตว์ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมในการขยายตลาดผลักดันมันสำปะหลังเพื่อลดความเสี่ยงตลาดใดตลาดหนึ่ง พร้อมทั้งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของมันสำปะหลังไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในทุกมิติของห่วงโซ่อุปทาน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260723cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075111848.jpg' type='image/jpg' length='768691' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ชี้เป้าขายขนมขบเคี้ยวทำจากเนื้อสัตว์ กลุ่มไก่-ปลา เจาะตลาดชาวจีน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176691</link>
<guid isPermaLink="false">e7fc7195a0895725ededecb83987c56b</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 13:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 10.jpg" style="width: 1000px; height: 662px;" /></p>

<p>DITP ชี้เป้าขายขนมขบเคี้ยวทำจากเนื้อสัตว์ กลุ่มไก่-ปลา เจาะตลาดชาวจีน<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดขนมขบเคี้ยวทำจากเนื้อสัตว์ในจีน พบขยายตัวต่อเนื่อง หลังผู้บริโภคให้ความนิยม โดยต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพรสชาติดี มีคุณค่าทางโภชนาการ เผยขนมขบเคี้ยวไทย มีโอกาสขาย แต่ต้องเป็นกลุ่มทำจากไก่และปลาก่อน เหตุจีนยังห้ามนำเข้าเนื้อวัว หมูแปรรูปจากไทย</p>

<p>น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายชาญวิทย์ เรืองชัยทวีสุข ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงผลการสำรวจสถานการณ์อุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวที่ทำจากเนื้อสัตว์ในจีน ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และโอกาสในการส่งออกขนมขบเคี้ยวที่ทำจากเนื้อสัตว์ของไทยเข้าไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภคชาวจีน</p>

<p>โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า อุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวที่ทำจากเนื้อสัตว์ กำลังกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าอาหารแปรรูปที่มีการเติบโตสูงในจีน จากการที่จีนเป็นประเทศที่มีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เน้นความสะดวกเพียงอย่างเดียว เป็นให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการมากยิ่งขึ้น จนเกิดเป็นแนวคิดการบริโภคเพื่อสุขภาพ เช่น สินค้าน้ำตาลต่ำ ไขมันต่ำ มีใยอาหารและโพรไบไอติกในสินค้าขนมขบเคี้ยวที่ทำจากเนื้อสัตว์ รวมถึงมีการพัฒนาสินค้าที่หลากหลาย เช่น สินค้าที่ทำจากเนื้อวัว เนื้อไก่และเนื้อเป็ด รวมถึงส่วนประกอบต่าง ๆ เพื่อเปิดตลาดสินค้ารสชาติใหม่ ๆ<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวของจีนอยู่ที่ 1,180,400 ล้านหยวน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,237,800 ล้านหยวนในปี 2570 โดยปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโต ไม่ใช่แค่จำนวนประชากรที่มากและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภคของชาวจีนที่รับประทานขนมเพื่อสุขภาพ และการเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ส่วนปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคชาวจีนนิยมซื้อขนมขบเคี้ยวที่ทำจากเนื้อสัตว์ รสชาติมาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมา คือ ความสมเหตุสมผลของราคา และยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัตถุดิบ ไม่มีวัตถุกันเสีย สารเติมแต่ง สีหรือกลิ่นสังเคราะห์ โดยเนื้อวัว ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตมากสุด รองลงมา คือ เนื้อไก่ เนื้อเป็ด และเนื้อหมู</p>

<p>&ldquo;จากสถานการณ์อุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ในจีน มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนตลาดด้วยคุณภาพของสินค้ามากกว่าความสะดวก จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าไทยในการเข้าสู่ตลาดจีน เช่น เนื้ออบแห้ง หมูหยอง หมูแผ่นหรือไก่ปรุงรส เนื่องจากมีจุดแข็งด้านรสชาติที่หลากหลาย แต่ในปัจจุบันจีนยังไม่อนุญาตให้นำเข้าสินค้าเนื้อวัวและหมูแปรรูปจากไทย อนุญาตให้นำเข้าเฉพาะสินค้าจากเนื้อไก่และส่วนประกอบจากไก่ และปลาจากไทย ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขายสินค้าในตลาดจีน อาจพิจารณาขยายตลาดสินค้าขนมขบเคี้ยวจากไก่หรือปลาก่อน โดยสินค้าขนมขบเคี้ยวที่ทำมาจากเนื้อปลาของไทย ถือเป็นสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพในตลาดจีน โดยอาจพิจารณาสร้างความแตกต่างของสินค้าด้วยการนำเสนอรสชาติใหม่ ๆ ที่สะท้อนความเป็นไทยอย่างรสต้มยำกุ้ง อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าเนื้อสัตว์จากต่างประเทศมีข้อจำกัดหลายอย่าง ผู้ประกอบการควรมีการศึกษากฎระเบียบและมาตรฐานในการนำเข้าของจีนอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันความเสียหายทางธุรกิจในอนาคต&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260722c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c130728.jpg' type='image/jpg' length='277440' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ชี้เป้าขายขนมขบเคี้ยวทำจากเนื้อสัตว์ กลุ่มไก่-ปลา เจาะตลาดชาวจีน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176674</link>
<guid isPermaLink="false">c4651b7fa51066d140ab163d35217fc7</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 11:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 9.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>DITP ชี้เป้าขายขนมขบเคี้ยวทำจากเนื้อสัตว์ กลุ่มไก่-ปลา เจาะตลาดชาวจีน<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดขนมขบเคี้ยวทำจากเนื้อสัตว์ในจีน พบขยายตัวต่อเนื่อง หลังผู้บริโภคให้ความนิยม โดยต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพรสชาติดี มีคุณค่าทางโภชนาการ เผยขนมขบเคี้ยวไทย มีโอกาสขาย แต่ต้องเป็นกลุ่มทำจากไก่และปลาก่อน เหตุจีนยังห้ามนำเข้าเนื้อวัว หมูแปรรูปจากไทย</p>

<p>น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายชาญวิทย์ เรืองชัยทวีสุข ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงผลการสำรวจสถานการณ์อุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวที่ทำจากเนื้อสัตว์ในจีน ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และโอกาสในการส่งออกขนมขบเคี้ยวที่ทำจากเนื้อสัตว์ของไทยเข้าไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภคชาวจีน</p>

<p>โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า อุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวที่ทำจากเนื้อสัตว์ กำลังกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าอาหารแปรรูปที่มีการเติบโตสูงในจีน จากการที่จีนเป็นประเทศที่มีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เน้นความสะดวกเพียงอย่างเดียว เป็นให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการมากยิ่งขึ้น จนเกิดเป็นแนวคิดการบริโภคเพื่อสุขภาพ เช่น สินค้าน้ำตาลต่ำ ไขมันต่ำ มีใยอาหารและโพรไบไอติกในสินค้าขนมขบเคี้ยวที่ทำจากเนื้อสัตว์ รวมถึงมีการพัฒนาสินค้าที่หลากหลาย เช่น สินค้าที่ทำจากเนื้อวัว เนื้อไก่และเนื้อเป็ด รวมถึงส่วนประกอบต่าง ๆ เพื่อเปิดตลาดสินค้ารสชาติใหม่ ๆ<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวของจีนอยู่ที่ 1,180,400 ล้านหยวน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,237,800 ล้านหยวนในปี 2570 โดยปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโต ไม่ใช่แค่จำนวนประชากรที่มากและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภคของชาวจีนที่รับประทานขนมเพื่อสุขภาพ และการเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ส่วนปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคชาวจีนนิยมซื้อขนมขบเคี้ยวที่ทำจากเนื้อสัตว์ รสชาติมาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมา คือ ความสมเหตุสมผลของราคา และยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัตถุดิบ ไม่มีวัตถุกันเสีย สารเติมแต่ง สีหรือกลิ่นสังเคราะห์ โดยเนื้อวัว ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตมากสุด รองลงมา คือ เนื้อไก่ เนื้อเป็ด และเนื้อหมู</p>

<p>&ldquo;จากสถานการณ์อุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ในจีน มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนตลาดด้วยคุณภาพของสินค้ามากกว่าความสะดวก จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าไทยในการเข้าสู่ตลาดจีน เช่น เนื้ออบแห้ง หมูหยอง หมูแผ่นหรือไก่ปรุงรส เนื่องจากมีจุดแข็งด้านรสชาติที่หลากหลาย แต่ในปัจจุบันจีนยังไม่อนุญาตให้นำเข้าสินค้าเนื้อวัวและหมูแปรรูปจากไทย อนุญาตให้นำเข้าเฉพาะสินค้าจากเนื้อไก่และส่วนประกอบจากไก่ และปลาจากไทย ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขายสินค้าในตลาดจีน อาจพิจารณาขยายตลาดสินค้าขนมขบเคี้ยวจากไก่หรือปลาก่อน โดยสินค้าขนมขบเคี้ยวที่ทำมาจากเนื้อปลาของไทย ถือเป็นสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพในตลาดจีน โดยอาจพิจารณาสร้างความแตกต่างของสินค้าด้วยการนำเสนอรสชาติใหม่ ๆ ที่สะท้อนความเป็นไทยอย่างรสต้มยำกุ้ง อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าเนื้อสัตว์จากต่างประเทศมีข้อจำกัดหลายอย่าง ผู้ประกอบการควรมีการศึกษากฎระเบียบและมาตรฐานในการนำเข้าของจีนอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันความเสียหายทางธุรกิจในอนาคต&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260722c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b110747.jpg' type='image/jpg' length='641151' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”เผยทุเรียนไทยส่งออกไปจีนทะลุ 1 ล้านตันแล้ว มูลค่ากว่า 1.14 แสนล้าน ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176483</link>
<guid isPermaLink="false">336b77548fd80cb2bc76ad4dcc402476</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 14:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/07.jpg" style="width: 1000px; height: 855px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยทุเรียนไทยส่งออกไปจีนทะลุ 1 ล้านตันแล้ว มูลค่ากว่า 1.14 แสนล้าน&nbsp;<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยทุเรียนไทยส่งออกไปจีนทะลุ 1 ล้านตันแล้ว มูลค่ากว่า 1.14 แสนล้านบาท ทำได้เร็วกว่าที่คาดไว้ สะท้อนตลาดจีนมีความเชื่อมั่นในคุณภาพทุเรียนไทย และเป็นผลสำเร็จจากความร่วมมือ รัฐ เอกชน และเกษตรกร เตรียมดันส่งออกต่อ รับมือทุเรียนใต้ออกสู่ตลาด พร้อมหนุนให้แปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่ม</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ถึงการส่งออกทุเรียนสดของไทยไปยังประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-19 ก.ค.2569 มีปริมาณ 1,000,763.66 ตัน มูลค่ากว่า 114,818.15 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์คาดไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว</p>

<p>โดยความสำเร็จดังกล่าว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดจีนที่มีต่อคุณภาพทุเรียนไทย และเป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ในการช่วยกันอำนวยความสะดวกด้านการค้า การรักษาคุณภาพ และร่วมมือกันในการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>&ldquo;กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการผลักดันยอดส่งออกให้สูงขึ้นต่อไป โดยเฉพาะการเร่งระบายผลผลิตทุเรียนภาคใต้ที่กำลังออกสู่ตลาดในช่วงนี้ พร้อมทั้งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างทางเลือกทางการตลาด และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย&rdquo; นางศุภจีกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ ปี 2569 ผลผลิตทุเรียนของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 30% กระทรวงพาณิชย์จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกในตลาดจีนอย่างเข้มข้น เพื่อขยายช่องทางการค้าและผลักดันการส่งออกทุเรียนสดให้ได้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัน ซึ่งสามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่าที่คาดไว้</p>

<p>ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังได้เดินหน้าบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกแบบครบวงจร ทั้งการเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศ การขยายตลาดต่างประเทศ และการเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการแปรรูป เพื่อให้ผลไม้ไทยสามารถเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260721d72d187df41e10ea7d9fcdc7f5909205141459.jpg' type='image/jpg' length='216532' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“วีระพงษ์”หารือสภาธุรกิจยุโรป ยันไทยเร่งผลักดัน FTA ไทย-อียูให้จบโดยเร็ว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176481</link>
<guid isPermaLink="false">7d6a6cb4000f4845702250ff99fa2f21</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 14:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/05.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;วีระพงษ์&rdquo;หารือสภาธุรกิจยุโรป ยันไทยเร่งผลักดัน FTA ไทย-อียูให้จบโดยเร็ว<br />
&ldquo;วีระพงษ์&rdquo;ผู้แทนการค้าไทย หารือกับคณะนักธุรกิจยุโรปจากสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) ยันรัฐบาลไทยมุ่งมั่นเร่งสรุป FTA ไทย-อียู ให้สำเร็จโดยเร็ว ด้านเอกชนยินดีที่การเจรจาคืบหน้า และพร้อมหนุนความตกลง DEFA พร้อมชวนเพิ่มการลงทุนในไทย</p>

<p>นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา ตนพร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นผู้แทนให้การต้อนรับและหารือเชิงลึกกับคณะนักธุรกิจยุโรปจากสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ABC) นำโดยนายโนเอล คลีเฮน รองประธานคณะกรรมการบริหาร EU-ABC และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) นำโดยน.ส.ภารณี อดุลยพิเชษฐ์ ประธาน EABC ประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกว่า 30 ราย จาก 25 บริษัท ยักษ์ใหญ่ของยุโรปที่ดำเนินธุรกิจในอาเซียนและไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป</p>

<p>โดยในการหารือ ตนได้นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและนักธุรกิจจากยุโรป ว่าประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเร่งสรุปการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู ให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยระยะยาว ซึ่งเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญอันดับต้นของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ได้มีการจัดตั้งจัดคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจา FTA ไทย-EU และมอบหมายให้นางศุภจีเป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนการเจรจาโดยได้แบ่งเป็น 6 กลุ่ม cluster ได้แก่ 1.เกษตร 2.อุตสาหกรรม 3.พลังงาน 4.จัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ 5.การค้าบริการ ลงทุน รวมถึงการค้าดิจิตัล และ 6.กฎระเบียบ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา</p>

<p>ขณะที่ภาคเอกชนยุโรปแสดงความยินดีที่การเจรจา FTA ไทย-อียู มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก และได้เสนอให้ภาครัฐพิจารณาการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างแต้มต่อและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันในตลาดอียูได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการถ่ายทอดความรู้เรื่องกฎกติกาด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยต้องปรับตัวเพื่อเข้าสู่ตลาดยุโรป</p>

<p>ทั้งนี้ ธุรกิจอียูยังพร้อมเข้ามาสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงทางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ที่จะมีกำหนดการลงนามในเดือน พ.ย.2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นประธานการประชุมและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้การเจรจาบรรลุผลสำเร็จ</p>

<p>นายวีระพงษ์กล่าวว่า ตนยังได้หารือถึงนโยบายการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจและการค้าของไทย รวมถึงเชิญชวนให้ภาคเอกชนยุโรปขยายการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยภาคเอกชนอียูได้ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค โดยจากผลการสำรวจความเห็นของนักธุรกิจยุโรปล่าสุด พบว่า มีความเชื่อมั่นเต็มที่ต่อการลงทุนในไทย โดยกว่าร้อยละ 57 ของกลุ่มภาคธุรกิจ พร้อมขยายการลงทุนในไทยในช่วง 5 ปีนี้ และคาดว่าจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นหลังจากการเจรจา FTA ไทย-อียู สรุปผลแล้ว<br />
นอกจากนี้ ยังให้ความสนใจต่อการปรับปรุงกฎหมายสำคัญ อาทิ การปรับปรุงธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 การยกระดับกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา ขอบเขตของนโยบายควบคุมราคาสินค้าและบริการภายในประเทศ ตลอดจนนโยบายการรับมือกับความผันผวนของราคาวัตถุดิบ พลาสติกและบรรจุภัณฑ์</p>

<p>ปัจจุบัน สหภาพยุโรป (อียู) เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทย รองจาก จีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทยและอียูอยู่ที่ 45,033 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.51 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 3.44% โดยไทยส่งออก 26,449 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 888,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 9.27% และนำเข้า 18,584 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 623,000 ล้านบาท) ลดลง 3.86% ได้ดุลการค้า 7,864 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 264,000 ล้านบาท) โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปอียู ได้แก่ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง และรถยนต์ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญจากอียู ได้แก่ เครื่องจักรกล เวชภัณฑ์ เครื่องบินและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า</p>

<p>สำหรับ 25 บริษัทยักษ์ใหญ่ของยุโรปที่ดำเนินธุรกิจในอาเซียนและไทย ได้แก่ APISWA Aviation Pro Asia Group Advisors (AGA) Bayer BDO Boehringer Ingelheim Bosch The Coca Cola Company Danone Diageo DHL Ergo Insurance Evonik Friesland Campina Gulf Development Japan Tobacco International (JTI) Kenvue Michelin Philip Morris International SAP Speyside Standard Chartered Bank SWIFT Tetra Pak และ Yara</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260721751d31dd6b56b26b29dac2c0e1839e34141230.jpg' type='image/jpg' length='788011' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP เผยสินค้าสมุนไพรไทย มีโอกาสขายออสเตรีย รับเทรนด์ดูแลสุขภาพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176465</link>
<guid isPermaLink="false">4184e4847b1731bd3107d41c41ed133a</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 13:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/04.jpg" style="width: 1000px; height: 545px;" /></p>

<p>DITP เผยสินค้าสมุนไพรไทย มีโอกาสขายออสเตรีย รับเทรนด์ดูแลสุขภาพ<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจกระแสการดูแลสุขภาพในออสเตรีย พบกำลังเป็นเมกะเทรนด์ ผู้บริโภคให้ความสำคัญ ทำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเติบโตต่อเนื่อง ชี้เป้าสินค้ากลุ่มสมุนไพรไทย ทั้งน้ำมันหอมระเหย ผลิตภัณฑ์สปา เครื่องหอม และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายจากวัตถุดิบธรรมชาติ มีโอกาสขาย</p>

<p>น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.จุฬาลักษณ์ เข็มทอง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ถึงการสำรวจกระแสการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness) ในตลาดออสเตรีย และโอกาสในการส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพรและสปาไทยเข้าสู่ตลาดออสเตรีย เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น</p>

<p>โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานผลการสำรวจว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness) เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญของยุโรป โดยเฉพาะในออสเตรีย ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) มากขึ้น ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของออสเตรีย มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง<br />
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Grand View Research ระบุว่า ในปี 2568 ตลาด Wellness Tourism ของออสเตรีย มีมูลค่าประมาณ 18.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 31.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.08 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2578 ขณะที่ตลาด Wellness Tourism ของยุโรปมีมูลค่ากว่า 278 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 4.7% ต่อปีในช่วงปี 2569-2578 และข้อมูลการค้าระหว่างประเทศยังสะท้อนถึงศักยภาพของตลาดดังกล่าว โดยในปี 2567 ออสเตรียนำเข้าสินค้ากลุ่มน้ำมันหอมระเหย (Essential Oils) มูลค่าประมาณ 70.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจัดอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันหอมระเหยรายใหญ่ของโลก ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายในออสเตรียยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความนิยมในผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ (Natural Cosmetics) และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากพืชและสมุนไพร</p>

<p>น.ส.สุนันทากล่าวว่า การเติบโตของกระแส Wellness ในออสเตรีย นับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้ากลุ่มสมุนไพรไทย น้ำมันหอมระเหย ผลิตภัณฑ์สปา เครื่องหอม และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายจากวัตถุดิบธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุโรปที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ความยั่งยืน และความโปร่งใสของแหล่งที่มาวัตถุดิบ โดยในปี 2568 ไทยมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ปรุงแต่งสำหรับบำรุงผิวและสปา และน้ำมันหอมระเหยและสารสกัด ในพิกัด 3304 และ 3301 มูลค่าประมาณ 865.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 21.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ</p>

<p>อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกำหนดของสหภาพยุโรปอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของเครื่องสำอาง EU Cosmetic Regulation (EC) No 1223/2009 ซึ่งรวมไปถึงการแสดงฉลาก และการรับรองส่วนประกอบต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งต้องมีการสื่อสารจุดเด่นของภูมิปัญญาสมุนไพรไทย ควบคู่กับการนำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือไปพร้อมกับการสร้างความแตกต่างในตลาดศักยภาพนี้ได้มากขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202607217d0665438e81d8eceb98c1e31fca80c1131114.jpg' type='image/jpg' length='331473' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ร่วมทีมนายกรัฐมนตรี ถกจีนเพิ่มนำเข้าสินค้าไทย เร่งจด GI ชวนมาลงทุน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176464</link>
<guid isPermaLink="false">c6e2d13337553da0ed98b8d762a9c772</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 13:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/03.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ร่วมทีมนายกรัฐมนตรี ถกจีนเพิ่มนำเข้าสินค้าไทย เร่งจด GI ชวนมาลงทุน<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ร่วมทีมนายกรัฐมนตรี ประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีจีน และประธานสภาประชาชนแห่งชาติของจีน ผลักดันซื้อผลไม้ไทย สินค้าเกษตรนวัตกรรม อาหารเพื่อสุขภาพจากไทยเพิ่มขึ้น ชวนเพิ่มการลงทุนในไทย เร่งรับจดสินค้า GI ของไทย พร้อมลงนาม MoU ร่วมมือเศรษฐกิจ การป้องกันทรัพย์สินทางปัญญา</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเดินทางเข้าร่วมการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 19 - 20 ก.ค. 2569 ณ กรุงปักกิ่ง ว่า ตนได้เข้าร่วมการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อขับเคลื่อนการขยายตลาดสินค้าพรีเมียมของไทยที่ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคชาวจีน อาทิ ผลไม้ไทย สินค้าเกษตรนวัตกรรม อาหารเพื่อสุขภาพ โดยไทยมุ่งหวังให้จีนนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้นเพื่อให้เกิดการค้าที่สมดุล ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพจากจีน โดยผลักดันการใช้ Local Content ในไทย</p>

<p>ทั้งนี้ ยังได้ผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะการขอขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของไทยในจีน ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น<br />
ขณะเดียวกัน ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ 1. MoU ว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานระหว่างกระทรวงพาณิชย์สองฝ่าย ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการเจรจาความตกลงยกระดับการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) โดยจะมีการจัดตั้งกลไกการประสานงานสองฝ่าย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานไทย-จีน ตลอดจนเสริมสร้างบทบาทและยกระดับขีดความสามารถของ MSMEs ให้สามารถมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของสาขาต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีและนวัตกรรม แร่ธาตุ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมสีเขียว</p>

<p>2.MoU ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดของจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนกำหนดจุดติดต่อประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นทั้งในตลาดภายในประเทศและบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของแต่ละฝ่าย</p>

<p>&ldquo;กระทรวงพาณิชย์จะสานต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ผู้นำสองฝ่ายได้พูดคุยกันไว้จากการเยือนทางการของท่านนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ในการประชุม JC เศรษฐกิจไทย-จีน ซึ่งดิฉันและท่านรองนายกรัฐมนตรี เหอ ลี่เฟิง ของจีนจะทำหน้าที่เป็นประธานร่วมกันต่อไป&rdquo; นางศุจีกล่าว</p>

<p>จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2568 การค้าไทยกับจีนมีมูลค่า 147,338.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.13 เมื่อเทียบกับปี 2567 และในช่วง 5 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 74,140.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.38 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 โดยแบ่งเป็นการส่งออกจากไทยไปจีน 18,754.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าจากจีนมาไทย 55,386.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าสำคัญของไทย อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ยางพารา ในขณะที่สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากจีน อาทิ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยเป็นการนำเข้าสินค้าทุน สินค้าขั้นกลาง และชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีน ซึ่งมีมูลค่าสูงและเป็นปัจจัยการผลิตที่มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกของไทยที่สะท้อนบทบาทของไทยในการเชื่อมโยงไทยกับห่วงโซ่อุปทานการในผลิตในระดับโลกอีกด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260721e45ee7ce7e88149af8dd32b27f9512ce130803.jpg' type='image/jpg' length='704721' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยร่วมประชุม FIT Partnership ครั้งแรก หนุนร่วมมือการค้า ส่งเสริม SME]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176463</link>
<guid isPermaLink="false">cf48ff5d0d2a5321e5e1b6bab2749ee7</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 13:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/02.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>ไทยร่วมประชุม FIT Partnership ครั้งแรก หนุนร่วมมือการค้า ส่งเสริม SME<br />
&ldquo;กิริฎา&rdquo;นำทีมไทย เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีหุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการลงทุนและการค้าแห่งอนาคต (FIT Partnership) เป็นครั้งแรก หลังเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกใหม่ เผยได้หารือการลดอุปสรรคการค้า ความร่วมมือการค้า ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี และเพิ่มโอกาสให้ SME</p>

<p>น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีหุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการลงทุนและการค้าแห่งอนาคต ครั้งที่ 2 (2nd Future of Investment and Trade (FIT) Partnership Ministerial Meeting) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 16&ndash;17 ก.ค.2569 ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นการเข้าร่วมระดับรัฐมนตรีครั้งแรกของไทย ในฐานะสมาชิกใหม่ ว่า FIT Partnership เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีการพึ่งพาทางการค้าและมีแนวคิดคล้ายคลึงกัน ที่ยึดมั่นต่อกับระบบการค้าที่เปิดกว้าง โปร่งใส และตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ มุ่งแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนาแนวทางความร่วมมือในประเด็นการค้าและการลงทุนสมัยใหม่ โดยยังคงหลักการเข้าร่วมตามความสมัครใจ</p>

<p>ทั้งนี้ การเข้าร่วมกรอบความร่วมมือดังกล่าว จะช่วยเปิดโอกาสให้ไทยมีส่วนร่วมในการหารือ แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี และเชื่อมโยงความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทย ทำให้ไทยสามารถติดตามพัฒนาการด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศได้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประเทศสมาชิก เพื่อนำแนวคิดและความร่วมมือที่เหมาะสมมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย<br />
น.ส.กิริฎากล่าวว่า ที่ประชุม FIT Partnership ได้หารือประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน การลดอุปสรรคทางการค้า การเปลี่ยนกระบวนการและเอกสารทางการค้าเป็นระบบดิจิทัล เทคโนโลยีทางการค้า การอุดหนุน และการเสริมสร้างระบบการค้าที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ โดยไทยยืนยันความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ และให้ความสำคัญกับความร่วมมือที่ใช้ได้จริง ช่วยลดขั้นตอนและต้นทุนทางการค้า ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้สะดวกขึ้น</p>

<p>&ldquo;ไทยเห็นว่าการดำเนินงานในประเด็นต่าง ๆ ควรค่อยเป็นค่อยไป คำนึงถึงระดับการพัฒนา ความพร้อม และลำดับความสำคัญทางนโยบายของสมาชิก รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานที่ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความสามารถในการคาดการณ์ได้ของระบบการค้าพหุภาคี สำหรับเรื่องการอุดหนุน ไทยเห็นว่าการสนับสนุนจากภาครัฐยังจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมใหม่ แต่ควรดำเนินการอย่างโปร่งใส มีเป้าหมายชัดเจน และคำนึงถึงการแข่งขันอย่างเท่าเทียม&rdquo;</p>

<p>นอกจากนี้ ไทยได้หารือทวิภาคีกับนายทอดด์ แม็กแคลย์ รัฐมนตรีด้านการค้าและการลงทุนของนิวซีแลนด์ โดยทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ การใช้ประโยชน์จากความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ตลอดจนโอกาสขยายความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพ โดยเฉพาะอาหาร การเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยี และนวัตกรรม<br />
ขณะเดียวกัน ได้หารือโต๊ะกลมร่วมกับผู้ประกอบการและผู้นำธุรกิจสตรีของนิวซีแลนด์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจและความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ อาทิ อาหารแห่งอนาคตเทคโนโลยีการเกษตร อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แฟชั่น หัตถกรรม และปัญญาประดิษฐ์ โดยทั้งสองฝ่ายแสดงความสนใจที่จะส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่าย การจับคู่ธุรกิจ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างกัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการสตรีและ SME</p>

<p>ปัจจุบัน FIT Partnership มีสมาชิกรวม 19 ประเทศ ครอบคลุมเศรษฐกิจที่มี GDP รวมประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 6 ของเศรษฐกิจโลก โดยการประชุมครั้งนี้ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ 3 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ เปรู และไทย สะท้อนการขยายตัวและความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของความร่วมมือในฐานะเวทีสำหรับพัฒนาแนวทางด้านการค้าและการลงทุนแห่งอนาคต</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260721a2ef406e2c2351e0b9e80029c909242d130534.jpg' type='image/jpg' length='728894' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลงนาม MOU กับ อย. เดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176462</link>
<guid isPermaLink="false">5042d1afbe998f9ecfc9c39d90184dec</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 13:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/01.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ลงนาม MOU กับ อย. เดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงนาม MOU กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เดินหน้าเชื่อมโยงองค์ความรู้ ผลักดันจดทะเบียนคุ้มครอง ส่งเสริมผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้เข้มแข็ง และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสร้างรายได้</p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์สุขภาพ กับเภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อส่งเสริมให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</p>

<p>โดยการบูรณาการความร่วมมือกับ อย. ในครั้งนี้ มีเป้าหมาย 1.เชื่อมโยงองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการในเครือข่ายของทั้งสองฝ่าย 2.ผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา อาทิ เครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร ตลอดจนขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ 3.ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในเครือข่ายของทั้งสองหน่วยงานได้รับการสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งในด้านการบ่มเพาะองค์ความรู้ การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพ การวางแผนพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และ 4.อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงและตรวจสอบสถานะข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพ<br />
&ldquo;ความร่วมมือระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในผลิตภัณฑ์สุขภาพของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นสินทรัพย์มูลค่าสูงยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>เภสัชกรหญิงสุภัทรากล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยทั้งนวัตกรรม ระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง โดย อย. ไม่เพียงแต่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้ระบบที่มีมาตรฐาน โปร่งใส แต่ต้องเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคจะได้รับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มมูลค่าและศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย</p>

<p>&ldquo;ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาศักยภาพบุคลากร ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทักษะเฉพาะด้าน อาทิ การตรวจสอบความใหม่ของนวัตกรรม การจำแนกประเภทผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน รวมทั้งเตรียมจัดทำแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) สนับสนุนการดำเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลงให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป&rdquo;</p>

<p>ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดให้มีช่องทางพิเศษสำหรับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ เช่น กรณีการจดเครื่องหมายการค้า หากผู้ยื่นจดจำเป็นต้องได้รับเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้ประกอบการยื่นจดทะเบียนกับ อย. สามารถใช้ช่องทาง Fast Track ระยะเวลาการพิจารณาจะลดจาก 10 เดือน เหลือ 3 เดือน นับจากวันยื่นคำขอ หรือกรณีโครงการเร่งรัดสิทธิบัตรมุ่งเป้า ในสาขานวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข ระยะเวลาการพิจารณาจะลดจาก 38.5 เดือน จากวันที่ยื่นขอให้ตรวจสอบ เหลือ 12 เดือน นับจากวันประกาศผลเข้าร่วมโครงการ ซึ่งปัจจุบันมีคำขอสาขานี้เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 118 คำขอ ได้รับการจดทะเบียนแล้ว 104 คำขอ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026072196a3be3cf272e017046d1b2674a52bd3130235.jpg' type='image/jpg' length='637093' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ประชุมร่วมอียู ยกระดับป้องกันการหลบเลี่ยง-แอบอ้างถิ่นกำเนิด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176307</link>
<guid isPermaLink="false">27bd880df6e131d7d690d7ffe62af80a</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 15:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/9.png" style="width: 1000px; height: 544px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ประชุมร่วมอียู ยกระดับป้องกันการหลบเลี่ยง-แอบอ้างถิ่นกำเนิด<br />
กรมการค้าต่างประเทศส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมกับสหภาพยุโรป แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติ ในการยกระดับการป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าและการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อเสริมความเชื่อมั่นการค้าระหว่างประเทศ</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมความร่วมมือในการป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าและการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า ณ ราชอาณาจักรสเปน ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย.&ndash; 4 ก.ค.2569 ร่วมกับคณะกรรมาธิการด้านการค้าระหว่างประเทศของสหภาพยุโรป (Directorate &ndash; General for Trade: DG Trade) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นภายใต้คณะกรรมาธิการยุโรป และหน่วยงานป้องกันการฉ้อฉลด้านศุลกากรแห่งคณะกรรมาธิการยุโรป (European Anti-Fraud Office: OLAF) กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และธุรกิจ (The Ministry of Economy, Trade and Business: MINECO) และหน่วยงานศุลกากรสเปน (Custom Authority of Spain) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติด้านการป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า (Anti-Circumvention) การป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า (Anti-Origin Fraud) และการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการรักษาความโปร่งใสของระบบการค้าระหว่างไทยและสหภาพยุโรป พร้อมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้า</p>

<p>โดยในการประชุมครั้งนี้ คณะผู้แทนกรมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายด้าน ครอบคลุมประเด็นมาตรการทางการค้า การไต่สวนการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti - Dumping : AD) และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD) การตรวจสอบหลักฐาน ค้นหาข้อเท็จจริงเมื่อมีการร้องเรียนเรื่องการหลบเลี่ยง (Circumvention) การปราบปรามการฉ้อโกงภาษีศุลกากร ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลการนำเข้า-ส่งออกสินค้า<br />
ทั้งนี้ OLAF ได้นำเสนอการใช้ระบบ Data Analytics Platform และ Anti-Fraud Information System (AFIS) ในการรวบรวม เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลศุลกากรจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เพื่อจับการหลบเลี่ยงที่หลากหลาย เช่น การสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ (False declaration of origin) การสำแดงมูลค่าสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง (Undervaluing) การสำแดงพิกัดศุลกากรเท็จเพื่อเลี่ยงภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด รวมถึงการวิเคราะห์เส้นทางและข้อมูลการค้า (Trade Flow Analysis) ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงของไทยในอนาคต</p>

<p>นางอารดากล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศในการกำกับดูแลการนำเข้าและส่งออกสินค้า แลกเปลี่ยนแนวทางการใช้เทคโนโลยีมาช่วยบริหารความเสี่ยงก่อนการอนุมัติคุณสมบัติทางด้านถิ่นกำเนิด เพื่อยกระดับการป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าและการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังได้รับทราบแนวทางการบริหารจัดการสินค้าขาเข้าของสเปนที่มีประสิทธิภาพทั้งในด้านการบริหารจัดการท่าเรือ การตรวจปล่อยสินค้า และการอำนวยความสะดวกทางการค้าอีกด้วย</p>

<p>&ldquo;การเข้าร่วมประชุมความร่วมมือในครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการป้องกันการกระทำอันไม่เป็นธรรมทางการค้าและการสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศที่โปร่งใสและเป็นธรรม รวมทั้งยังสนับสนุนการดำเนินงานของกรมในการป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศคู่ค้าสำคัญให้ความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน อันจะช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของระบบการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O)ของไทย และลดความเสี่ยงที่สินค้าไทยจะได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรการทางการค้าของต่างประเทศ&rdquo;นางอารดากล่าว</p>

<p>ปัจจุบันสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับการค้าที่สอดคล้องตามกฎระเบียบด้านถิ่นกำเนิดสินค้า โดยสินค้าส่งออกจะต้องมีการผลิตจริงกระบวนการผลิตต้องมีการแปรสภาพอย่างเพียงพอ และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศ จนเพียงพอที่จะผ่านเกณฑ์การได้มาซึ่งถิ่นกำเนิดสินค้าของประเทศส่งออก<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026072045c48cce2e2d7fbdea1afc51c7c6ad26150630.png' type='image/png' length='394562' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง มิ.ย.69 เพิ่ม 6.3% จากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่ยังสูง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176306</link>
<guid isPermaLink="false">230489b0e25347ea63a8033b4c304408</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 15:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/8.png" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง มิ.ย.69 เพิ่ม 6.3% จากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่ยังสูง<br />
สนค.เผยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน มิ.ย.69 เพิ่มขึ้น 6.3% จากการสูงขึ้นของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์คอนกรีต เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก กระเบื้อง วัสดุฉาบผิว สุขภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา และวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เพราะยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่ยังสูง</p>

<p>นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนมิ.ย.2569 เท่ากับ 113.3 เพิ่มขึ้น 6.3% โดยเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง มีสาเหตุจากการสูงขึ้นของดัชนีราคาทุกหมวด ทั้งไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์คอนกรีต เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก กระเบื้อง วัสดุฉาบผิว สุขภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา และวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เนื่องจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งยังคงอยู่ในระดับสูง</p>

<p>โดยรายละเอียดดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ร้อยละ 4.5 จากการสูงขึ้นของไม้แบบ บานประตู และบานหน้าต่าง จากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน หมวดซีเมนต์ สูงขึ้นร้อยละ 1.3 จากการสูงขึ้นของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนกาวซีเมนต์ จากความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างภาครัฐ หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต สูงขึ้นร้อยละ 10.6 จากการสูงขึ้นของคอนกรีตผสมเสร็จ พื้นคอนกรีตสำเร็จรูปอัดแรง คานคอนกรีตสำเร็จรูป และท่อระบายน้ำคอนกรีต เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (ซีเมนต์ หิน ทราย) และค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดีเซล</p>

<p>หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก สูงขึ้นร้อยละ 2.0 จากการสูงขึ้นของท่อเหล็กดำ ชีทไพล์เหล็ก ตะแกรงเหล็กสำเร็จรูป และลวดเหล็กเสริมคอนกรีตอัดแรง เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (บิลเล็ต เศษเหล็ก) รวมทั้งต้นทุนค่าขนส่งและค่าระวางเรือยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หมวดกระเบื้อง สูงขึ้นร้อยละ 2.8 จากการสูงขึ้นของกระเบื้องเคลือบปูพื้น และกระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา เนื่องจากราคาพลังงาน (ก๊าซธรรมชาติ) และวัตถุดิบ (สารเคลือบ แร่ซิลิกา) ปรับสูงขึ้น หมวดวัสดุฉาบผิว สูงขึ้นร้อยละ 2.2 จากการสูงขึ้นของสีเคลือบน้ำมัน สีน้ำอะคริลิคทาภายในและทาภายนอก สูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ (ผงสี อีพ็อกซีเรซิน ตัวทำละลาย)</p>

<p>หมวดสุขภัณฑ์ สูงขึ้นร้อยละ 2.7 จากการสูงขึ้นของกระจกเงา ฝักบัวอาบน้ำ ที่ปัสสาวะเซรามิก เนื่องจากกระบวนการผลิตใช้พลังงานในปริมาณสูงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติ หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา สูงขึ้นร้อยละ 12.3 จากการสูงขึ้นของสายส่งกำลังไฟฟ้า NYY สายไฟฟ้า VCT สายเคเบิล THW และสายไฟฟ้า VAF ตามราคาวัตถุดิบหลัก (ทองแดง) ในตลาดโลกที่ปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสายไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูง และหมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ สูงขึ้นร้อยละ 11.2 จากการสูงขึ้นของกระจกใสและอะลูมิเนียมแผ่นเรียบ เนื่องจากต้นทุนการผลิตและราคาวัตถุดิบปรับสูงขึ้น ขณะที่ยางมะตอยปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลกจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง</p>

<p>สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างไตรมาสที่ 3 ปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัว จากราคาน้ำมันและราคาพลังงานคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อน วัตถุดิบโลหะพื้นฐาน เช่น ทองแดง อลูมิเนียม เป็นต้น ราคาในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูงที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสายไฟซึ่งใช้ทองแดงเป็นส่วนประกอบหลักราคาสูงขึ้นตามไปด้วย และความต้องการใช้สินค้าวัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้างพื้นฐานโครงการต่อเนื่องของภาครัฐ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260720c9f0f895fb98ab9159f51fd0297e236d150320.png' type='image/png' length='1399197' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือกูร์เมต์ มาร์เก็ต เปิด 9 สาขา นำสินค้า GI ขายให้ผู้บริโภค]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176304</link>
<guid isPermaLink="false">6fe2677ae36ffcaa8316e89a91b90771</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 14:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/7 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือกูร์เมต์ มาร์เก็ต เปิด 9 สาขา นำสินค้า GI ขายให้ผู้บริโภค<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป เปิดพื้นที่ในกูร์เมต์ มาร์เก็ต 9 สาขา ให้นำสินค้า GI ชื่อดังจากทั่วประเทศ ทั้งผลไม้ และกลุ่มอาหาร มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ก.ค.69 มั่นใจช่วยทำให้สินค้า GI เป็นที่รู้จัก และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร</p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับความร่วมมือจากเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป สนับสนุนพื้นที่จัดจำหน่ายสินค้า GI ในกูร์เมต์ มาร์เก็ต 9 สาขา ได้แก่ 1.เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน 2.สยามพารากอน 3.เอ็มโพเรียม 4.เอ็มควอเทียร์ 5.เอ็มสเฟียร์ 6.เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ 7. เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค 8.เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ และ 9.เดอะมอลล์ โคราช ซึ่งล้วนเป็นย่านการค้าสำคัญที่มีผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก โดยมั่นใจว่าจะช่วยสร้างการรับรู้สินค้าอัตลักษณ์ไทยและเพิ่มโอกาสให้สินค้า GI ไทยเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งได้เปิดจำหน่ายสินค้า GI ในพื้นที่ทั้ง 9 สาขาแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ก.ค.2569</p>

<p>สำหรับสินค้า GI ไฮไลต์ที่ยกขบวนมาจัดจำหน่ายในครั้งนี้ มีทั้งสินค้า GI ในกลุ่มผลไม้และวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ซึ่งล้วนเป็นสินค้าชื่อดังที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น อาทิ เงาะโรงเรียนนาสาร (สุราษฎร์ธานี) ที่มีเนื้อหนา แห้ง กรอบล่อนจากเมล็ด มีรสชาติหวานและมีกลิ่นหอม มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ให้น้ำมะพร้าวที่โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมคล้ายใบเตยและมีรสหวานชื่นใจ ส้มโชกุนเบตง (ยะลา) ส้มผลใหญ่ มีกลิ่นหอมเนื้อนุ่ม ชานนิ่ม ให้รสชาติหวานผสมเปรี้ยวเล็กน้อย มะขามหวานเพชรบูรณ์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อหนานุ่มเหนียว รสชาติหวานหอม ทุเรียนป่าละอู (ประจวบคีรีขันธ์) ทุเรียนเนื้อหนา เนื้อแห้งเนียนละเอียด กลิ่นอ่อน รสชาติหวานมัน เม็ดลีบเล็ก ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่มีกลิ่นหอมปานกลาง เนื้อละเอียด เนียนนุ่มละมุนลิ้น รสชาติหวานมัน ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) ผิวเปลือกนิ่มดังกำมะหยี่ เนื้อส้มโอสีแดงเข้มเหมือนทับทิม รสชาติหวาน ข้าวหอมใบเตยนครสวรรค์ ที่มีเมล็ดข้าวเรียว เมื่อหุงสุกมีความนุ่ม มีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย ข้าวเบายอดม่วงตรัง ข้าวที่หาทานได้ยาก เมล็ดข้าวซ้อมมือมีสีแดงหรือสีขาวปนแดง เมล็ดข้าวขาวมีสีขาวขุ่น เมื่อหุงสุกมีความมันวาว เหนียวนุ่ม ไม่กรุบหรือกระด้าง รวมทั้งสินค้าประมงอย่าง หอยนางรมสุราษฎร์ธานี ที่ตัวใหญ่ เนื้อขาวนวล อ้วน สะอาด รับประทานสดได้ โดยมีรสชาติดี ไม่มีกลิ่นคาว และปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา ที่มีขนาดใหญ่น้ำหนักไม่น้อยกว่า 2 กิโลกรัม รสชาติดี เนื้อขาว นุ่ม ไม่มีกลิ่นโคลนและกลิ่นสาบ เป็นต้น<br />
&ldquo;สินค้า GI เหล่านี้ ล้วนเป็นของดีที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาการผลิตของแต่ละพื้นที่ โดยหลายรายการมีผลผลิตตามฤดูกาล หรือผลิตได้ในปริมาณจำกัดขึ้นอยู่กับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ หรืออาจหาซื้อได้เฉพาะในพื้นที่แหล่งกำเนิดเท่านั้น ดังนั้น การรวบรวมสินค้า GI จากทั่วประเทศมาไว้ในที่เดียว จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้บริโภคจะได้เลือกซื้อสินค้าอัตลักษณ์ไทยคุณภาพสูงจากหลากหลายภูมิภาคได้สะดวกในคราวเดียว พร้อมมั่นใจได้ว่าจะได้รับสินค้าที่ตรงตามความคาดหวัง เพราะสินค้า GI มีมาตรฐานการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มข้น&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>นายภควัฏ ฉินทกานันท์ ผู้จัดการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต กล่าวว่า กูร์เมต์ มาร์เก็ต มีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนสินค้าเกษตรและประมงคุณภาพสูงจากชุมชนมาโดยตลอด การจับมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการคัดสรรและยกขบวนสินค้า GI เกรดพรีเมียมจากทั่วประเทศ มาจัดจำหน่ายในโซน Gourmet Natural ซึ่งเป็นโซนสินค้าสุขภาพและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจ และโซนอาหารสด Gourmet Market เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาสินค้าที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์ และมีเรื่องราวเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิด ทั้งยังช่วยสนับสนุนเกษตรกรและผู้ผลิตในชุมชนให้เข้าถึงตลาดกำลังซื้อสูง พร้อมยกระดับสินค้า GI ไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น</p>

<p>ทั้งนี้ นอกจากกิจกรรมเปิดตัวในวันนี้แล้ว บริษัทยังมีแผนที่จะขยายจุดจำหน่ายสินค้า GI เพิ่มอีก 6 สาขาในกรุงเทพฯ ได้แก่ 1.เทอร์มินอล 21 (อโศก) 2.เดอะมอลล์ รามคำแหง 3.เดอะพรอมานาด 4.สถานีรถไฟฟ้า MRT ลาดพร้าว 5.ดีไซน์วิลเลจ บางนา และ 6.ดีไซน์วิลเลจ พุทธมณฑล สาย 3 โดยจะร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาคัดสรรค์ของดี GI ประจำถิ่น ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจำหน่ายในกูร์เมต์ มาร์เก็ต ทั้ง 6 สาขา ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202607208f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543145753.jpg' type='image/jpg' length='1177349' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ช่วยประชาชน โดนตัดสิทธิ์บัตรคนจน หลังมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176210</link>
<guid isPermaLink="false">1cee0987d19274fe480b7e9f7a6340ec</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 11:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5.png" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>กรมพัฒน์ช่วยประชาชน โดนตัดสิทธิ์บัตรคนจน หลังมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าช่วยเหลือประชาชน ที่ถูกตัดสิทธิ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 69 หลังมีชื่อเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนและบริษัท เบื้องต้นพบมีจำนวน 139,804 ราย กระจายอยู่ทั่วประเทศ สั่งเจ้าหน้าที่และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศช่วยอำนวยความสะดวกประชาชน เพื่อนำไปยื่นอุทธรณ์กับคลัง</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีกระทรวงการคลังประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ผ่านเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา และมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 9,314,253 ราย โดยในนี้มีสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์ คือ มีรายชื่อเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนและบริษัท ว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ทำการตรวจสอบประชาชนกลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ในส่วนที่มีรายชื่อเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนและบริษัทอย่างเร่งด่วน และอำนวยความสะดวกกับพี่น้องประชาชนทุกคน เพื่อนำไปประกอบการยื่นอุทธรณ์ต่อกระทรวงการคลังต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มคนที่จนจริง ๆ และเดือดร้อนจริง ๆ โดยข้อเท็จจริงแล้วสมควรและเหมาะสมที่จะได้รับสวัสดิการและการช่วยเหลือจากภาครัฐ</p>

<p>ทั้งนี้ กระทรวงการคลังประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านราย และผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ 9.31 ล้านราย ซึ่งผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ กระทรวงการคลังให้ยื่นอุทธรณ์ทบทวนสิทธิ์ได้ระหว่างวันที่ 17-31 ก.ค.2569<br />
โดยจากการตรวจสอบข้อมูลจากคลังข้อมูลธุรกิจของกรม (ข้อมูล ณ วันที่ 24 มิ.ย. 2569) พบว่า มีรายชื่อผู้สมัครเข้าร่วมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนและบริษัท จำนวน 139,804 ราย แบ่งเป็น 1.มีรายชื่อเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน 41,007 ราย 2.มีรายชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัด 98,797 ราย กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งกรมได้ส่งข้อมูลข้างต้นให้กระทรวงการคลังเพื่อนำไปพิจารณาดำเนินการที่เกี่ยวข้องแล้ว</p>

<p>สำหรับผู้มีรายชื่อไม่ผ่านเกณฑ์ สามารถเข้าตรวจสอบได้ด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำการตรวจสอบแทนได้ โดยระบุในใบมอบอำนาจว่า &ldquo;เพื่อตรวจการตรวจสอบคุณสมบัติภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ&rdquo; และระบุเลขบัตรประชาชนของผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ที่ประสงค์ขอตรวจค้นข้อมูล (สามารถเขียนด้วยลายมือได้) หลังจากนั้น กรมและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจะจัดทำหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบ และแนบข้อมูลการเป็นหุ้นส่วน กรรมการ และผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนและบริษัทแก่ผู้ขอตรวจสอบ ซึ่งการดำเนินการตรวจสอบนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น</p>

<p>ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ที่ประสงค์ขอตรวจสอบข้อมูล สามารถติดต่อได้ตามสถานที่ ดังนี้ ส่วนกลาง ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เขต 2 (พหลโยธิน) เขต 3 (รัชดาภิเษก) เขต 4 (สี่พระยา) และ เขต 5 (บางนา) ส่วนภูมิภาค ติดต่อได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260720e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5111929.png' type='image/png' length='793948' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”แวะญี่ปุ่นโปรโมตสินค้าไทย ถก HTA ผลักดันส่งออกกล้วยหอม ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176146</link>
<guid isPermaLink="false">a8d607b23a55b3af8359dde379d19e67</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 09:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 7.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;แวะญี่ปุ่นโปรโมตสินค้าไทย ถก HTA ผลักดันส่งออกกล้วยหอม&nbsp;<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ใช้โอกาสเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่น แวะโปรโมตสินค้าไทยที่ห้างอิออน สาขานาริตะ และเยี่ยมชมการจำหน่ายสินค้าและผลไม้ไทย พบได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด ส้มโอ เผยยังได้แวะร้านอาหาร แก้วใจ ที่ได้รับตรา Thai SELECT และหารือกับ HTA ผลักดันส่งออกกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ใช้ช่วงเวลาเปลี่ยนเครื่องระหว่างเดินทางกลับประเทศไทย ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายอาหารและผลไม้ไทย ณ ห้างอิออน สาขานาริตะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อช่วยโปรโมตสินค้าไทยและรับฟังสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าไทยในตลาดญี่ปุ่น</p>

<p>ทั้งนี้ จากการเยี่ยมชมการจำหน่ายผลไม้และสินค้าอาหารไทย พบว่า ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทุเรียนไทย ที่ได้รับการยอมรับและมีความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลไม้ไทยอื่น ๆ เช่น มังคุด และส้มโอ ตลอดจนอาหารและขนมไทยที่ชาวญี่ปุ่นนิยมเลือกซื้อในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สะท้อนถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรและอาหารไทยในการขยายตลาดระดับพรีเมียมในญี่ปุ่น<br />
นอกจากนี้ ได้เยี่ยมชมร้านอาหารไทย &ldquo;แก้วใจ&rdquo; ในจังหวัดชิบะ ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT และเปิดให้บริการอาหารไทยรสชาติต้นตำรับมายาวนานกว่า 25 ปี นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า ยังได้หารือกับ นางพิมใจ มัตสึโมโต ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ (Honorary Trade Advisor: HTA) และ นายโนบุโอะ ชิราฮามะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนากล้วยหอมของญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความคืบหน้าการผลักดันการส่งออกกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากญี่ปุ่นมีความต้องการนำเข้ากล้วยสดประมาณ 1 ล้านตันต่อปี โดยกว่าร้อยละ 80 เป็นการนำเข้าจากประเทศในอาเซียน จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและขยายการส่งออกกล้วยหอมคุณภาพสู่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น</p>

<p>โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มีกำหนดการนำผู้นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางลงพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอม พบเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจและส่งเสริมให้เกิดการสั่งซื้อ โดยมีเป้าหมายหลักในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดกล้วยหอมในประเทศญี่ปุ่นให้ได้เพิ่มขึ้นต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260720a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c094626.jpg' type='image/jpg' length='560969' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ผนึกพันธมิตร ทลายทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี ทำอสังหาริมทรัพย์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176143</link>
<guid isPermaLink="false">9853c9819a71534d87310c6aa42651ed</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 09:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 8.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ผนึกพันธมิตร ทลายทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี ทำอสังหาริมทรัพย์<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือจังหวัดชลบุรี สำนักงานตรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ อ.บางละมุง ตรวจค้นนิติบุคคล 33 บริษัท พบพฤติกรรมนอมินีเพียบ ทั้งซื้อบ้านนำขายต่อ ปล่อยเช่า ถือครองอสังหาริมทรัพย์หลายแปลง แบบไม่ถูกกฎหมาย ลุยตรวจสอบเอาผิดทุกทาง ทุกกฎหมายที่มีอยู่</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ ม.ล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และทีมปราบนอมินี ร่วมลงพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี กับคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายจังหวัดชลบุรี นำโดยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ที่ดินจังหวัดชลบุรี สรรพากรจังหวัดชลบุรี ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี ตำรวจท่องเที่ยว ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายนอมินี พร้อมทั้งติดตาม เฝ้าระวัง นิติบุคคลต่างชาติที่อาจกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีอย่างเข้มงวด</p>

<p>โดยปฏิบัติการครั้งนี้ ชุดเฉพาะกิจนำกำลังกระจายลงพื้นที่เป้าหมาย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตรวจค้นนิติบุคคลกลุ่มเป้าหมายจำนวน 33 บริษัท ซึ่งตำรวจได้ออกหมายจับ 4 หมาย หมายค้น 41 หมาย โดยพบพฤติการณ์มีการจัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้านและนำไปขายต่อเพื่อแสวงหากำไรผ่านช่องทางออนไลน์ และจัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้านและนำไปปล่อยเช่า โครงสร้างผู้ถือหุ้นเข้าข่ายเป็นนอมินี หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเข้าถือครองอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง และพบนิติบุคคลต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่า 50% มีการถือครองที่ดินจำนวน 14 บริษัท โดยตั้งเป็นชุมชนชาวต่างชาติในโครงการหมู่บ้านหรู บ้านแต่ละหลังถือครองโดยใช้ชื่อนิติบุคคลเป็นเจ้าของ และใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นกันเป็นทอด ๆ แทนการซื้อขายที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยหน่วยงานต่าง ๆ ได้ตรวจสอบเอกสารทางบัญชีของนิติบุคคล เส้นทางการเงิน และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และตรวจใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และเอกสารการเข้าพักอาศัยในประเทศไทย เบื้องต้นให้ข้อมูลว่าดำเนินการภายใต้คำแนะนำของสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมาย<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมขอเน้นย้ำให้นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกรณีบริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป ซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าว ต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยธุรกิจตามบัญชีแนบท้าย บัญชี 1 ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด อาทิ ค้าที่ดิน ทำกิจการหนังสือพิมพ์ ทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ บัญชี 2 ต้องได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี อาทิ ผลิต จำหน่าย ซ่อมบำรุง อาวุธยุทโธปกรณ์ ค้าของเก่า ค้าศิลปะวัตถุ การขนส่งทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ ในประเทศ บัญชี 3 ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อาทิ การบริการทางบัญชี ทางกฎหมาย การประกอบกิจการโฆษณา โรงแรม</p>

<p>ทั้งนี้ สำหรับธุรกิจตามบัญชีแนบท้ายบัญชี 2 และบัญชี 3 ต่างชาติสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขออนุญาต หากได้รับหนังสือรับรองตามกฎหมายในกรณีที่เข้าเงื่อนไข เช่น ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือมีกฎหมายเฉพาะรองรับ</p>

<p>&ldquo;หากพบว่าคนไทยรายใดมีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ ยอมรับเงิน หรือผลประโยชน์เพื่อแต่งตั้งตนเองเป็นนอมินีอำพรางให้ต่างชาติ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 36 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน รวมถึงศาลจะสั่งให้เลิกประกอบธุรกิจนั้นด้วย&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา มีต่างชาติเข้ามาลงทุน หรือประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายอยู่จำนวนมาก ซึ่งกรมพร้อมอำนวยความสะดวก และอยากฝากถึงคนไทยที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือ หรือมีส่วนสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินีก็อยากให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยขอให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ</p>

<p>จังหวัดชลบุรีมีนิติบุคคลคงอยู่ 76,752 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ค. 2569) แบ่งเป็น อ.บางละมุง 35,073 ราย อ.ศรีราชา 15,350 ราย อ.เมือง 12,175 ราย อ.บ้านบึง 4,233 ราย อ.สัตหีบ 3,786 ราย อ.พานทอง 2,785 ราย อ.พนัสนิคม 1,839 ราย อ.บ่อทอง 510 ราย อ.หนองใหญ่ 506 ราย อ.เกาะจันทร์ 446 ราย และ อ.เกาะสีชัง 45 ราย ซึ่งจากการตรวจสอบเชิงลึกพบข้อมูลการถือครองอสังหาริมทรัพย์ (โฉนดที่ดิน) ของนิติบุคคลใน จ.ชลบุรี ซึ่งมีชาวต่างชาติร่วมลงทุน จำนวน 6,086 ราย แบ่งเป็น ชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01-49% จำนวน 4,844 ราย (79.59%) ชาวต่างชาติร่วมลงทุน 49.01-99.99 % จำนวน 212 ราย (3.48%) และชาวต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 1,030 ราย (16.93%)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260720eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3094438.jpg' type='image/jpg' length='299338' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาเซียน-อินเดีย เร่งทบทวนความตกลงการค้าสินค้า ตั้งเป้าสรุปผลภายในปีนี้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176142</link>
<guid isPermaLink="false">d36cba9dc219c3c3078551259a74365b</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 09:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.2.jpg" style="width: 1000px; height: 563px;" /></p>

<p>อาเซียน-อินเดีย เร่งทบทวนความตกลงการค้าสินค้า ตั้งเป้าสรุปผลภายในปีนี้<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผยการเจรจาทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย (AITIGA) มีความคืบหน้าต่อเนื่อง มีการยื่นข้อเสนอรายการสินค้าที่จะผูกพันการเปิดตลาดระหว่างกัน นัดประชุมครั้งต่อไป ก.ย. และ ต.ค. ตั้งเป้าสรุปผลภายในปีนี้</p>

<p>นางอุมาพร ฟูตระกูล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย ครั้งที่ 13 (AITIGA-JC) และคณะอนุกรรมการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 6-10 ก.ค.2569 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ว่า การเจรจาทบทวนความตกลง AITIGA ในรอบนี้ มีพัฒนาการที่ดีในหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นการเปิดตลาดสินค้าเพิ่มเติมที่ทั้งสองฝ่ายตกลงจะยื่นข้อเสนอรายการสินค้าที่จะผูกพันการเปิดตลาดระหว่างกัน และการเจรจาข้อบทที่จะช่วยลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร เพื่อให้การนำเข้าและส่งออกระหว่างกันสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น</p>

<p>ทั้งนี้ แม้ที่ผ่านมา การเจรจากับอินเดียจะมีความท้าทาย แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงมุ่งมั่นและพยายามที่จะสรุปผลการทบทวนภายในปี 2569 โดยจะมีการจัดการประชุมรอบต่อไปในช่วงเดือน ก.ย. และ ต.ค.2569 ควบคู่กับการประชุมระหว่างรอบของคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ เพื่อเร่งรัดให้การเจรจาเดินหน้าและได้ข้อสรุปตามเป้าหมาย<br />
สำหรับท่าทีของอินเดีย ย้ำว่าอาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญกับอินเดีย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายปฏิบัติการตะวันออก (Act East Policy) ของอินเดีย ที่มุ่งเน้นการกระชับความสัมพันธ์เชิงรุกกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกและอาเซียน</p>

<p>ความตกลง AITIGA มีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี 2553 ต่อมาในปี 2566 ทั้งสองฝ่ายจึงได้เริ่มต้นการหารือเพื่อทบทวนความตกลงฉบับนี้อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและเพิ่มการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงให้มากขึ้น นำไปสู่การขยายตัวทางการค้าระหว่างอาเซียนและอินเดีย</p>

<p>ในปี 2568 การค้าระหว่างอาเซียนและอินเดีย มีมูลค่า 115,589 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8% ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยอาเซียนส่งออกไปอินเดีย มูลค่า 80,467 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของอาเซียน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ และโลหะมีค่า และอาเซียนนำเข้าจากอินเดีย มูลค่า 35,122 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญของอาเซียน ได้แก่ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ โลหะมีค่า เคมีภัณฑ์อินทรีย์ และเครื่องจักรไฟฟ้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202607203d522deaf85577451c01974654b36ad3094213.jpg' type='image/jpg' length='158728' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” สั่งการ กดราคาสินค้าลงตามต้นทุน ดูแลอาหารจานด่วน ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176134</link>
<guid isPermaLink="false">f1061fe4bac11d9cd7b0114f362ffe74</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 09:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; สั่งการ กดราคาสินค้าลงตามต้นทุน ดูแลอาหารจานด่วน&nbsp;<br />
กรมการค้าภายในรับข้อสั่งการ &ldquo;ศุภจี&rdquo; ดูแลสินค้า หลังสถานการณ์ราคาพลังงานโลกมีทิศทางคลี่คลาย เผยปุ๋ยเคมีและบรรจุภัณฑ์เริ่มลงแล้ว สินค้ากลุ่มอื่นได้หารือห้าง ผู้ผลิต ดูแลราคาให้สะท้อนต้นทุน ส่วนวัตถุดิบอาหารจานด่วน หลายรายการลดลง นัดถกสมาคมภัตตาคารไทย หาโมเดลช่วยลดต้นทุน ย้ำของถูก ณ ที่ว่าการอำเภอ ยังมีต่อ</p>

<p>นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่เริ่มมีทิศทางคลี่คลาย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าหลายรายการเริ่มปรับลดลง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กำกับดูแลอย่างเหมาะสม โดยพบว่าราคาปุ๋ยและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ทยอยกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่สินค้าที่จำหน่ายอยู่ในตลาดปัจจุบันจำนวนหนึ่งยังสะท้อนต้นทุนจากวัตถุดิบและสินค้าที่ผู้ประกอบการนำเข้าในช่วงที่ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง จึงต้องใช้ระยะเวลาให้ต้นทุนใหม่ทยอยสะท้อนมายังราคาจำหน่าย โดยกรมจะติดตามและกำกับดูแลโครงสร้างราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคต่อไป</p>

<p>โดยล่าสุดกรมได้เชิญผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ผลิต และผู้แทนห้างค้าปลีกในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ประจำวัน เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ และพลาสติก กว่า 80 ราย ร่วมหารือติดตามสถานการณ์ต้นทุนและภาวะตลาด โดยยืนยันว่าสินค้าในประเทศมีเพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์พลาสติกและค่าขนส่งปรับลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงวิกฤติประมาณ 20% และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงรับภาระต้นทุนเดิมไว้โดยไม่ปรับขึ้นราคาสินค้า แต่ใช้วิธีปรับลดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อบริหารต้นทุน<br />
ส่วนการดูแลราคาขายอาหารปรุงสำเร็จหรืออาหารจานเดียว ปัจจุบันวัตถุดิบสำคัญหลายรายการยังสามารถรักษาระดับราคาได้ และบางรายการมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยวัตถุดิบทั่วไป ได้แก่ ข้าวสารเหนียว เกลือป่น ซีอิ๊ว ซอสหอยนางรม ซอสพริก และซอสมะเขือเทศ วัตถุดิบตามฤดูกาล ได้แก่ กุ้งขาว ถั่วฝักยาว กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี พริกขี้หนูจินดา และมะนาว และในส่วนของวัตถุดิบที่เป็นสินค้าควบคุมไม่มีการปรับขึ้น ได้แก่ น้ำตาลทรายขาว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และนมพร้อมดื่ม ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหารจานเดียว ส่งผลดีต่อการบริหารต้นทุนของผู้ประกอบการร้านอาหาร และช่วยชะลอแรงกดดันต่อราคาจำหน่ายอาหาร ส่วนข้าวสารบรรจุถุง ที่มีการเสนอขอปรับราคา เนื่องจากราคาข้าวเปลือกสูงขึ้น แต่ยังให้ความร่วมมือตรึงราคาอยู่</p>

<p>&ldquo;กรณีดรามาข้าวราดแกง 40 บาท เป็นเพียงหนึ่งในแนวทางการลดค่าครองชีพประชาชนที่จะดำเนินการ แต่หลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และมีการแสดงความเห็นจากหลายภาคส่วน จึงนำกลับมาทบทวนใหม่ โดยจะมีการหารือกับสมาคมภัตตาคารไทย เพื่อรับฟังข้อเสนอและแลกเปลี่ยนแนวทางดำเนินโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุดต่อไป&rdquo;นายวิทยากรกล่าว</p>

<p>นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า อาหารจานเดียวมีต้นทุนที่สำคัญ 2 อย่าง คือ ต้นทุนทางตรง ประกอบด้วย ค่าเช่าที่ ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าวัตถุดิบ และต้นทุนแฝง ประกอบด้วย ค่าขนส่ง ค่าไฟ ค่าน้ำ เป็นต้น โดยในส่วนของต้นทุนทั้งหมดนี้ มีหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลและช่วยลดต้นทุนให้แก่พี่น้องประชาชนอยู่ในทุก ๆ ด้าน โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีภารกิจหลักในการติดตามและกำกับดูแลวัตถุดิบ เพื่อให้ราคาอาหารปรุงสำเร็จอยู่ในระดับที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค</p>

<p>ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองขับเคลื่อนนโยบายการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ กว่า 800 แห่งทั่วประเทศ โดยจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดสินค้าชุมชนและสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ในทุกวันศุกร์ของเดือน พ.ค.2569 ที่ผ่านมาจำนวน 5 ครั้ง มียอดจำหน่ายสินค้า จำนวน 135.40 ล้านบาท ลดภาระค่าของชีพได้ 29.62 ล้านบาท และดำเนินการต่อเนื่องเฟส 2 ตั้งแต่เดือน ก.ค.2569 จัดทุกวันศุกร์เว้นศุกร์<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260720cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075093533.jpg' type='image/jpg' length='485467' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครึ่งปี 69 ต่างชาติลงทุนไทย 640 ราย นำเงินเข้า 1.87 แสนล้านบาท]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175895</link>
<guid isPermaLink="false">412b47fb69188cab33678565f4f182bf</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 10:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 707px;" /></p>

<p>ครึ่งปี 69 ต่างชาติลงทุนไทย 640 ราย นำเงินเข้า 1.87 แสนล้านบาท<br />
คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อนุญาตต่างชาติลงทุนไทย ครึ่งปี 69 จำนวน 640 ราย เพิ่มขึ้น 27% นำเงินเข้ามาลงทุน 187,614 ล้านบาท เพิ่ม 68% จ้างงานคนไทย 4,269 คน เพิ่ม 30% ญี่ปุ่นนำโด่งลงทุนสูงสุด ตามด้วยสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง และสหรัฐฯ เฉพาะใน EEC ลงทุน 199 ราย มูลค่า 83,779 ล้านบาท</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 640 ราย เพิ่มขึ้น 27% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 151 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 489 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 187,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68% มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 4,269 คน เพิ่มขึ้น 30%</p>

<p>โดยมีจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน 110 ราย คิดเป็น 17% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 35,479 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการให้คำปรึกษาแนะนำสำหรับงานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุและอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบอุปกรณ์และระบบของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) เป็นต้น<br />
2.สหรัฐฯ 107 ราย คิดเป็น 17% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,043 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการออกแบบ จัดหา ติดตั้ง บำรุงรักษาและซ่อมแซมโครงสร้างและชั้นวางสินค้าที่ทำจากโลหะ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชิ้นส่วนเหล็กหล่อขึ้นรูป เม็ดพลาสติก เป็นต้น</p>

<p>3.ญี่ปุ่น 87 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 44,662 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาและแนะนำทางเทคนิคในการเลือกเครื่องจักรและอุปกรณ์ การวางผังเครื่องจักร การตรวจสอบชิ้นงานและการปรับปรุงกระบวนการผลิต เป็นต้น ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, ผลิตภัณฑ์โลหะเป็นต้น</p>

<p>4.สิงคโปร์ 83 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 37,867 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจผลิตไม้วีเนียร์ (Wood Veneer) ธุรกิจบริการ Data Center ธุรกิจบริการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐผ่านระบบ Thailand National Single Window (NSW) ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น อาหารสัตว์ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชิ้นส่วนสำหรับระบบโทรคมนาคมแบบใยแก้วนำแสง เป็นต้น<br />
5.ฮ่องกง 59 ราย คิดเป็น 9% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 13,088 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการติดตั้ง การให้คำปรึกษาและแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งค่า การบำรุงรักษา และการซ่อมแซมเครื่องจักรอุปกรณ์และระบบต่างๆ เป็นต้น ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เครื่องจักรอัตโนมัติ เลนส์สายตาและแว่นสายตา ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม เป็นต้น</p>

<p>ทั้งนี้ การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 307 ราย คิดเป็น 48% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 640 ราย มูลค่าลงทุน 127,879 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร</p>

<p>สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีจำนวน 199 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 26%มีมูลค่าการลงทุน 83,779 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 69 ราย ลงทุน 28,983 ล้านบาท ญี่ปุ่น 28 ราย ลงทุน 22,386 ล้านบาท สิงคโปร์ 22 ราย ลงทุน 10,100 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 80 ราย ลงทุน 22,310 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการให้คำปรึกษาแนะนำสำหรับงานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจบริการคลังสินค้า ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ โลหะขึ้นรูปสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล เป็นต้น &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260717a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c101303.jpg' type='image/jpg' length='56917' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เตรียมจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย พลิกข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175892</link>
<guid isPermaLink="false">414ac04b3f5ec9e2b46b45f1664ca281</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 10:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 7.jpg" style="width: 1000px; height: 665px;" /></p>

<p>สนค.เตรียมจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย พลิกข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง<br />
สนค.ศึกษาแนวทางยกระดับข้าวไทย สู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน เสนอปรับการผลิตไปสู่ข้าวรักษ์โลก ข้าวอัตลักษณ์และเรื่องราว และข้าวสุขภาพ เตรียมเจาะลึกความต้องการของตลาดมีมากน้อยแค่ไหน ต้องการข้าวประเภทใด ก่อนทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย</p>

<p>นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษาแนวทางยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว สู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อสร้างมูลค่าและความแตกต่างให้ข้าวไทย ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางตลาดข้าวโลกที่มีการแข่งขันมากขึ้น จากอุปทานข้าวโลกที่มีจำนวนมากและสร้างแรงกดดันต่อราคาข้าวไทย</p>

<p>โดยการยกระดับข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อเป็นแนวทางที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ต้องปรับแนวทางจากการขายปริมาณสู่ขายคุณค่า โดยได้จำแนกข้าวมูลค่าสูงออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 1.กลุ่มข้าวรักษ์โลก เน้นกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์มาตรการทางการค้าโลกและผู้บริโภคที่ใส่ใจโลก ประกอบด้วย (1) ข้าวยั่งยืน คือ ข้าวที่ปลูกภายใต้มาตรฐานเวทีข้าวยั่งยืน (Sustainable Rice Platform: SRP) ซึ่งครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านการจัดการ (2) ข้าวคาร์บอนต่ำ คือ ข้าวที่ผลิตผ่านกระบวนการทำนาที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรการผลิต โดยเฉพาะก๊าซมีเทนจากการขังน้ำในนาข้าว และก๊าซไนตรัสออกไซด์จากการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น และ (3) ข้าวอินทรีย์ คือ ข้าวที่ปลอดการใช้สารเคมีสังเคราะห์ ดีต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค<br />
2.กลุ่มข้าวอัตลักษณ์และเรื่องราว เน้นความโดดเด่นจากมูลค่าเพิ่มที่ยึดโยงกับแหล่งกำเนิดและภูมิปัญญา มีเรื่องราวเฉพาะสินค้า จึงมีความพิเศษที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ประกอบด้วย (1) ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) คือ ข้าวที่มีคุณลักษณะเฉพาะที่เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ที่ปลูก ปัจจุบันไทยมีข้าวที่ได้รับตรา GI รวม 24 รายการ เช่น ข้าวก่ำล้านนา ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และข้าวสังข์หยดพัทลุง เป็นต้น และ (2) ข้าวพันธุ์พื้นเมืองและข้าวดอย คือ สายพันธุ์ข้าวท้องถิ่นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีเรื่องราวทางวัฒนธรรม และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์</p>

<p>3.กลุ่มข้าวสุขภาพ เน้นการตอบโจทย์เทรนด์ด้านสุขภาพและสังคมผู้สูงอายุด้วยคุณค่าทาง โภชนาการที่เหนือกว่าข้าวทั่วไป ประกอบด้วย (1) ข้าวโภชนาการสูงและข้าวสี คือ ข้าวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน หรือแร่ธาตุสูงตามธรรมชาติ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสีนิล และ (2) ข้าวเพื่อสุขภาพ คือ ข้าว ที่ผ่านการวิจัยหรือกระบวนการพิเศษ เช่น ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low-glycemic index) สำหรับผู้ควบคุมน้ำตาล หรือข้าวเติมวิตามินและแร่ธาตุ ข้าวโปรตีนสูง</p>

<p>&ldquo;ขณะนี้ สนค. อยู่ระหว่างการศึกษาตลาดข้าวมูลค่าสูง หรือ Demand ของโลกว่าแต่ละประเทศมีความต้องการข้าวประเภทใดบ้าง รวมถึงการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในเชิงพื้นที่ว่าควรปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูก จากการปลูกข้าวขาวทั่วไปที่มีราคาผันผวน ไปเป็นการปลูกข้าวมูลค่าสูงที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อข้าวในราคาที่สูงขึ้น เพราะหากทำได้ จะช่วยยกระดับข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ที่จะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน สร้างความแตกต่างให้ข้าวไทยในเวทีโลก และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260717eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3100826.jpg' type='image/jpg' length='1372532' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกจีน ขอช่วยส่งเสริม SME ไทย ซื้อข้าว ขายปุ๋ย เปิดตลาดเกษตรเพิ่ม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175881</link>
<guid isPermaLink="false">031e692a5fbccbd1934521d8c4713091</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 09:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 9.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถกจีน ขอช่วยส่งเสริม SME ไทย ซื้อข้าว ขายปุ๋ย เปิดตลาดเกษตรเพิ่ม<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;หารือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ติดตามข้อเสนอช่วยผลักดัน SME ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์จีน พร้อมขอเร่งซื้อข้าว ขายปุ๋ยเคมี เร่งพิจารณาส่งออกสัตว์ปีก น้ำเชื่อม เปิดตลาดสละและอินทผลัม เห็นพ้องขยายร่วมมือ GI อีคอมเมิร์ซ เร่งบังคับใช้ ACFTA 3.0 และดึงลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย</p>

<p>นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นประธานร่วมกับนายเยียน ตง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Sub-Committee on Trade and Investment) ไทย-จีน ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ณ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อสานต่อความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ตามที่ได้เคยมีการหารือกันไว้</p>

<p>โดยทั้งสองฝ่ายได้ติดตามผลการหารือทวิภาคีระหว่างรองนายกรัฐมนตรีสองฝ่ายที่พบกันในช่วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค เมื่อเดือน พ.ค.2569 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะข้อเสนอโครงการนำร่องของไทย ในการร่วมลงทุนนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีนมาพัฒนาสินค้าเกษตรไทยให้เป็นสินค้าพรีเมียม ซึ่งขณะนี้ฝ่ายไทยเริ่มหารือกับผู้ประกอบการสินค้าเป้าหมายในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารสำหรับผู้สูงอายุแล้ว</p>

<p>ทั้งนี้ ยังได้ติดตามข้อเสนอในการส่งเสริม SME ไทย ให้เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน เพื่อขยายตลาดไปยังผู้บริโภคชาวจีน โดยฝ่ายจีนเห็นพ้องกับข้อเสนอของฝ่ายไทย และเห็นว่าสินค้าภายใต้โครงการนำร่องของไทยจะตอบสนองต่อความต้องการของคนจีน เนื่องจากจีนมีประชากรที่อายุเกิน 60 ปี ประมาณ 320 ล้านคน โดยที่ผ่านมา จีนได้สนับสนุน SME ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าของจีนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายพื้นที่จัดงาน อาทิ งานแสดงสินค้า China-ASEAN EXPO (CAEXPO) พร้อมทั้งเห็นว่าควรกำหนดมาตรการส่งเสริม SME ในกลุ่มที่มีศักยภาพให้ชัดเจน<br />
&ldquo;ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อเร่งให้ข้อเสนอดังกล่าวเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และให้จัดการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน ครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นการประชุมระดับรองนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว ซึ่งจีนพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ในช่วงต้นปี 2570&rdquo;</p>

<p>นางปิยนุชกล่าวว่า ตนยังได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันประเด็นการส่งออกสินค้าเกษตร อาทิ การเร่งซื้อขายข้าวไทยงวดต่อไป จำนวน 60,000 ตัน การขอให้จีนพิจารณาขายปุ๋ยเคมีในประเภทที่ไทยต้องการ การขอให้จีนเร่งกระบวนการพิจารณาการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกและน้ำตาลเชื่อมจากไทยไปจีน ตลอดจนเร่งกระบวนการเปิดตลาดสินค้าผลไม้จากไทยไปจีน ได้แก่ สละและอินทผลัม โดยฝ่ายจีนพร้อมที่จะสนับสนุนข้อเรียกร้องของไทย และยินดีที่จะนำเข้าผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และมะพร้าว</p>

<p>นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น ความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งกระบวนการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สำหรับสินค้าที่ได้เสนอระหว่างกันโดยเร็ว ความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งฝ่ายไทยขอให้จีนสนับสนุนการอบรมด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้ภาคเอกชนไทยเพิ่มขึ้น และความร่วมมือด้านพหุภาคีและภูมิภาค ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้พิธีสารยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) มีผลใช้บังคับโดยเร็ว การเร่งกระบวนการขยายสมาชิกของความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ตลอดจนการส่งเสริมการค้าข้ามพรมแดนภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC)</p>

<p>สำหรับความร่วมมือด้านการลงทุน ไทยได้เชิญชวนให้จีนมาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งครอบคลุมหลายสาขาอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การวิจัยและพัฒนา การออกแบบ และการผลิตขั้นต้นน้ำ และขอให้จีนพิจารณาลงทุนที่ไทยทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้ชิ้นส่วนและแรงงานไทย ซึ่งไทยเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในการขยายมูลค่าการค้าในการส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ในขณะที่จีนก็เชิญชวนผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในจีน และพร้อมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในทุกระดับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260717c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c094545.jpg' type='image/jpg' length='198883' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[บริษัทตั้งใหม่ มิ.ย.69 7,979 ราย เพิ่ม 13.61% ครึ่งปีทะลุ 44,773 ราย เพิ่ม 2.13%  ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175879</link>
<guid isPermaLink="false">b23e432321ea80a92e7cf1d17846a647</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 09:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 8.jpg" style="width: 1000px; height: 626px;" /></p>

<p>บริษัทตั้งใหม่ มิ.ย.69 7,979 ราย เพิ่ม 13.61% ครึ่งปีทะลุ 44,773 ราย เพิ่ม 2.13%&nbsp;<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่ มิ.ย.69 มีจำนวน 7,979 ราย เพิ่ม 13.61% ทุนจดทะเบียน 15,231 ล้านบาท ลด 15.91% เลิก 1,760 ราย เพิ่ม 19.89% ทุนจดทะเบียนเลิก 6,807 ล้านบาท ลด 34.57% รวม 6 เดือน ตั้งใหม่ 44,773 ราย เพิ่ม 2.13% ทุนจดทะเบียน 111,201 ล้านบาท ลด 25.44% เลิก 7,024 ราย เพิ่ม 12.49% ทุนจดทะเบียน 98,857 ล้านบาท เพิ่ม 224%</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน มิ.ย.2569 มีจำนวน 7,979 ราย เพิ่มขึ้น 13.61% ทุนจดทะเบียน 15,231 ล้านบาท ลดลง 15.91% โดยเดือนนี้มีธุรกิจตั้งใหม่ที่ขยายตัวดี ได้แก่ ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้า และรวม 6 เดือนปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีจำนวน 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.13% มีทุนจดทะเบียนตั้งใหม่สะสม 111,201 ล้านบาท ลดลง 25.44%</p>

<p>ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือน มิ.ย.2569 มีจำนวน 1,760 ราย เพิ่มขึ้น 19.89% ทุนจดทะเบียนเลิก 6,807 ล้านบาท ลดลง 34.57% และรวม 6 เดือนของปี 2569 เลิกสะสม 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.49% ทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 98,857 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 224%</p>

<p>ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา กรมพบสัญญาณฟื้นตัวเด่นในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและช่องทางออนไลน์ โดยธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ตมีการจัดตั้งใหม่ เพิ่มขึ้น 56.90% รองลงมา ได้แก่ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร เพิ่มขึ้น 15.67% และธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้า เพิ่มขึ้น 83.46% สะท้อนถึงการขยายตัวของพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์และการ ใช้จ่ายในภาคบริการ<br />
ขณะที่ธุรกิจที่มีสัญญาณชะลอตัวหรือเผชิญแรงกดดัน พบการเลิกกิจการเพิ่มขึ้นในธุรกิจก่อสร้าง อาคารทั่วไป 22.67% ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้น 26.58% และธุรกิจติดตั้งไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 58.93% สะท้อนว่ากลุ่มธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องยังมีความเปราะบางและควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด แต่การเพิ่มขึ้นของการเลิกกิจการเป็นเพียงหนึ่งในตัวชี้วัดและยังไม่อาจสรุปได้ว่าธุรกิจดังกล่าวหดตัวโดยรวมทั้งหมด</p>

<p>สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะอาจส่งผลต่อภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทย คือ กำลังซื้อในประเทศและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เข่น พลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และต้นทุนทางการเงิน รวมถึงกำลังซื้อประชาชนยังไม่ฟื้นตัว ความไม่แน่นอนด้านการค้าโลกและนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่จะกระทบต่อการส่งออก การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต โดยเฉพาะดิจิทัล AI และ Data Center และการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากันระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับ SME</p>

<p>ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย.2569 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,094,850 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.39 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 1,004,558 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.81 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น บริษัทจำกัด 802,717 ราย คิดเป็น 79.91% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.81 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 200,327 ราย คิดเป็น 19.94% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,514 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.57 ล้านล้านบาท</p>

<p>กลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 547,518 ราย ทุนจดทะเบียน 13.94 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 328,850 ราย ทุนจดทะเบียน 2.63 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 128,190 ราย ทุนจดทะเบียน 7.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.50% 32.74% และ 12.76% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260717c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b094333.jpg' type='image/jpg' length='167639' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ชี้เป้าส่งออกกาแฟสำเร็จรูป พร้อมดื่ม เพื่อสุขภาพ เจาะตลาดชาวจีน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175725</link>
<guid isPermaLink="false">8627f367462865217fe6a3193782ed66</guid>
<pubDate>Thu, 16 Jul 2026 11:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>DITP ชี้เป้าส่งออกกาแฟสำเร็จรูป พร้อมดื่ม เพื่อสุขภาพ เจาะตลาดชาวจีน<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดกาแฟสำเร็จรูปในจีน พบมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น หลังประชาชนนิยมบริโภคกันมากขึ้น เพราะสะดวก ชงง่าย ประหยัดเวลา ชี้กาแฟกลุ่มพรีเมียม กาแฟพร้อมดื่ม กาแฟเพื่อสุขภาพ หรือกาแฟผลิตวัตถุดิบไทย ทั้งทุเรียน มะพร้าว มีโอกาสขายสูง</p>

<p>น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.สายพร ใบบริบาลกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงการสำรวจอุตสาหกรรมกาแฟสำเร็จรูปในจีน แนวโน้มการบริโภคกาแฟของชาวจีน และโอกาสในการส่งออกกาแฟและผลิตภัณฑ์กาแฟของไทยเข้าสู่ตลาดจีน</p>

<p>โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมกาแฟสำเร็จรูปของจีน เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จาก 22,100 ล้านหยวน (ประมาณ 107,627 ล้านบาท) ในปี 2020 เพิ่มเป็น 86,500 ล้านหยวน (ประมาณ 421,055 ล้านบาท) ในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 159,000 ล้านหยวน (ประมาณ 774,330 ล้านบาท) ภายในปี 2030 และยังพบว่าจีนมีการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟสำเร็จรูป ด้วยการหันมาพึ่งพาการผลิตภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการยกระดับกาแฟจากมณฑลยูนนาน เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า<br />
ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าว มีปัจจัยมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกาแฟสำเร็จรูปได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากสะดวก ชงง่าย และประหยัดเวลา ตอบโจทย์วิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองในปัจจุบัน ส่งผลให้ความต้องการในตลาดขยายตัว โดยกลุ่มผู้บริโภคหลัก คือ กลุ่มพนักงานบริษัท มีสัดส่วนถึง 51.3% โดยเฉพาะช่วงอายุ 23-35 ปี และหากดูการบริโภคแยกเป็นเมือง พบว่า เมืองชั้น 1 (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว เซินเจิ้น) มีสัดส่วน 31.6% เมืองที่มีศักยภาพใกล้เคียงกับเมืองชั้น 1 (เฉิงตู หางโจว ฉงชิ่ง เทียนจิน) มีสัดส่วน 25.7% แสดงให้เห็นว่าตลาดกาแฟสำเร็จรูปยังคงกระจุกตัวอยู่ในเมืองที่มีระดับเศรษฐกิจสูงเป็นหลัก</p>

<p>สำหรับอุตสาหกรรมกาแฟสำเร็จรูปของจีน แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เชื่อมโยงตั้งแต่การปลูก การผลิตสินค้า จนถึงการจำหน่าย ในส่วนต้นน้ำ ได้แก่ การเพาะปลูกเมล็ดกาแฟ การจัดหาวัตถุดิบกาแฟ รวมถึงผู้ผลิตเครื่องชงกาแฟ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรม ส่วนกลางน้ำ ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตกาแฟและแบรนด์กาแฟสำเร็จรูป ทั้งแบรนด์ระดับนานาชาติ (Nescaf&eacute;, Maxwell House, G7, UCC) แบรนด์ท้องถิ่น (HOGOOD และ Nanguo) รวมถึงแบรนด์ใหม่อื่น ๆ และกลุ่มพรีเมียมที่แข่งขันในตลาด ขณะที่ปลายน้ำคือช่องทางจัดจำหน่าย ทั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (Taobao, Tmall, JD.com) ร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven, FamilyMart) ซูเปอร์มาร์เก็ต (Walmart, Carrefour) และแพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่ง (Douyin, Kuaishou) ซึ่งช่วยขยายการเข้าถึงผู้บริโภค เหล่านี้ทำให้ห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจรและเชื่อมโยงกัน ส่งผลให้ตลาดกาแฟสำเร็จรูปของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>น.ส.กล่าวว่า แม้จีนจะเร่งพัฒนาการผลิตกาแฟสำเร็จรูป แต่ปริมาณความต้องการบริโภคกาแฟในจีนก็ยังมีพื้นที่สำหรับกาแฟต่างประเทศ โดยเมื่อพิจารณาสถิติจีนนำเข้ากาแฟจากไทย พบว่า ในปี 2020 มีมูลค่า 18,574 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 678,951 บาท) และในปี 2025 มูลค่า 234,873 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 8,572,865 บาท) เติบโตถึง 1,164.5% ในระยะเวลา 5 ปี แสดงให้เห็นว่า ตลาดกาแฟของจีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดนั้น ยังมีที่ว่างสำหรับผู้ส่งออกกาแฟจากประเทศอื่น ๆ<br />
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม สามารถพิจารณาโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปและเครื่องดื่มกาแฟมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มพรีเมียม กาแฟพร้อมดื่ม กาแฟเพื่อสุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ด้านรสชาติและวัตถุดิบไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลไม้ที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวจีนอยู่แล้ว อาทิ ทุเรียน และมะพร้าว ซึ่งแปรรูปเป็นเพียวเร่ หรือเนื้อผลไม้แช่แข็ง เพื่อนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มต่อไป เป็นการนำเนื้อผลไม้เกรดรองมาเพิ่มมูลค่าได้อีกทางหนึ่ง</p>

<p>นอกจากนี้ การขยายตัวของช่องทางจำหน่ายออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ และไลฟ์คอมเมิร์ซในจีน ยังเป็นช่องทางที่ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ในการเข้าถึงผู้บริโภคจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ประกอบการอาจพิจารณาเข้าร่วมงาน Xiamen International Coffee Industry Expo 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20&ndash;22 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติเซี่ยเหมิน (Xiamen International Conference &amp; Exhibition Center) มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน โดยเป็นงานแสดงสินค้าด้านอุตสาหกรรมกาแฟที่ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่เมล็ดกาแฟ วัตถุดิบ กาแฟสำเร็จรูป อุปกรณ์ชงกาแฟ บรรจุภัณฑ์ การออกแบบแบรนด์ ตลอดจนบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกาแฟ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202607161679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc115019.jpg' type='image/jpg' length='307604' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ถก FTA อาเซียน-แคนาดา คืบหน้า 80% ตั้งเป้าสรุปผลภายใน พ.ย.69]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175724</link>
<guid isPermaLink="false">b79a8f14d38faa8c30180f72f25a11cc</guid>
<pubDate>Thu, 16 Jul 2026 11:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 563px;" /></p>

<p>ถก FTA อาเซียน-แคนาดา คืบหน้า 80% ตั้งเป้าสรุปผลภายใน พ.ย.69<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผยการเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา รอบที่ 19 สรุปเพิ่มได้อีก 7 บท รวม 19 บท จากทั้งหมด 26 บท คืบหน้าแล้วกว่า 80% ตั้งเป้าสรุปผลภายในเดือน พ.ย.69 ช่วงประชุมผู้นำอาเซียน ยันยังเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-แคนาดาควบคู่ไปด้วย คาดเปิดเจรจาไตรมาส 3 ปีนี้</p>

<p>น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการเจรจาความตกลงการค้าเสรี อาเซียน-แคนาดา (ACAFTA TNC) รอบที่ 19 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.- 3 ก.ค.2569 ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เพื่อเร่งขับเคลื่อนการเจรจาความตกลง ACAFTA ให้สามารถสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569 ตามเป้าหมายที่กำหนด เพื่อช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของสองภูมิภาค ท่ามกลางสภาวการณ์การค้าโลกที่มีความไม่แน่นอน และความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์</p>

<p>โดยการประชุมครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับการติดตามและประเมินความคืบหน้าการเจรจาของคณะทำงานต่าง ๆ พร้อมให้แนวทางการขับเคลื่อนการเจรจาเพื่อให้สามารถสรุปผลได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งปัจจุบันการเจรจามีความคืบหน้าประมาณร้อยละ 80 ของการเจรจาข้อบททั้งหมด โดยรอบนี้ สามารถสรุปเพิ่มเติมได้อีก 7 ข้อบท ได้แก่ 1.ทรัพย์สินทางปัญญา 2.การค้าบริการ (text) 3.กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (RO text) 4.มาตรการอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า 5.การลงทุน 6.บทนำ (Preamble) และ 7.ความโปร่งใสและการต่อต้านคอรัปชัน โดยรวมสามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 19 บท จากทั้งหมด 26 บท<br />
น.ส.โชติมากล่าวว่า การเจรจา ACAFTA ครั้งนี้ เข้าสู่ช่วงสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งเร่งหาข้อสรุปในประเด็นคงค้างทั้งหมดให้เสร็จโดยเร็ว อาทิ การค้าสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ และการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงการเจรจาสรุปผลการเปิดตลาดสินค้า บริการ และบริการด้านการเงิน โดยสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดการประชุมระหว่างรอบอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบกายภาพและทางออนไลน์ พร้อมแสดงความยืดหยุ่นเพื่อให้สามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกันและมีนัยสำคัญต่อการค้าของสองภูมิภาค โดยตั้งเป้าที่จะประกาศสรุปผลการเจรจาได้ในช่วงการประชุมผู้นำอาเซียนในเดือนพ.ย.2569</p>

<p>ทั้งนี้ นอกจากการผลักดันให้การเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา สามารถสรุปผลสำเร็จตามเป้าหมายแล้ว ไทยยังให้ความสำคัญกับการเปิดการเจรจาสองฝ่ายกับแคนาดาควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะเป็น FTA ทวิภาคีฉบับแรกของไทยกับประเทศในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ซึ่งขณะนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อหารือกรอบการเจรจา โดยคาดว่าจะสามารถเปิดการเจรจาได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้</p>

<p>ในปี 2568 การค้ารวมของไทยและแคนาดา มีมูลค่า 3,915.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 21.44 โดยไทยส่งออกไปแคนาดา มูลค่า 2,587.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 21.25 ขณะที่ไทยนำเข้าจากแคนาดา มูลค่า 1,327.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 21.82 สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว และผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260716e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5114805.jpg' type='image/jpg' length='438982' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จับมือ Meta จัดอบรมใช้ Social Commerce และ AI ช่วยทำธุรกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175706</link>
<guid isPermaLink="false">4d10530ba669533e80083da7e055a150</guid>
<pubDate>Thu, 16 Jul 2026 10:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>กรมพัฒน์จับมือ Meta จัดอบรมใช้ Social Commerce และ AI ช่วยทำธุรกิจ<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือ Meta จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ &quot;ติดสปีดธุรกิจไทย เชื่อมทุกโอกาสไร้พรมแดนไปกับ Meta Platforms&quot; เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย ให้มีความรู้ด้าน Social Commerce และเทคโนโลยี AI ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ชวนผู้สนใจสมัครเรียนฟรี มี 2 รอบ ที่กาญจนบุรี และบุรีรัมย์</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับ Meta Platforms จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ &ldquo;ติดสปีดธุรกิจไทยเชื่อมทุกโอกาสไร้พรมแดนไปกับ Meta Platforms&rdquo; โดยปักหมุด 2 จังหวัด ได้แก่ 1.จังหวัดกาญจนบุรี อบรม วันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค.2569 ณ เทวมันตร์ทรารีสอร์ท (DhevaMantraResort) และ 2.จังหวัดบุรีรัมย์ อบรม วันพฤหัสบดีที่ 27 ส.ค.2569 ณ โรงแรมเครสโค บุรีรัมย์ (Cresco Hotel Buriram) โดยมีเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจทั่วไปเข้าร่วมจังหวัดละ 120 ราย เพื่อยกระดับให้ SME ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าตลาดออนไลน์ทั้งในประเทศและต่อยอดไปยังตลาดต่างประเทศให้ได้มากยิ่งขึ้น</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าร่วมจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญของ Meta ในหัวข้อสำคัญ อาทิ การสร้างการเติบโตบน Instagram อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้งาน Meta Andromeda เทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ การประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ การใช้ WhatsApp เพื่อธุรกิจ สำหรับการสื่อสารกับลูกค้าอย่างมืออาชีพ รวมถึงการอัปเดตเทรนด์ Social Commerce ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตลาด สร้างยอดขาย และพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Facebook, Instagram และ WhatsApp เป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภค การนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า สร้างคอนเทนต์ที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กรมจึงมุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตลาด การขาย และการบริหารจัดการ ตลอดจนยกระดับศักยภาพการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งผลักดันผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการค้าออนไลน์</p>

<p>&ldquo;กรมจะเดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยทุกระดับสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมดิจิทัลอย่างทั่วถึง เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทย สร้างระบบนิเวศการค้าดิจิทัล (Digital Ecosystem) ที่เข้มแข็ง และผลักดัน SME ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>สำหรับผู้ประกอบการและผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมอบรมฯ ครั้งที่ 1 จังหวัดกาญจนบุรี สมัครตั้งแต่บัดนี้ - 17 ก.ค. 2569 และ ครั้งที่ 2 จังหวัดบุรีรัมย์ สมัครตั้งแต่บัดนี้ - 21 ส.ค. 2569 ทาง Facebook : DBD e-Commerce และเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์ 0 2547 5960 Call Center 1570<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260716a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c105225.jpg' type='image/jpg' length='100014' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผยพลาสติกชีวภาพ โอกาสใหม่สร้างรายได้ ตอบโจทย์ความยั่งยืนโลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175704</link>
<guid isPermaLink="false">d5c8a0dee6489e7a903021f278ff29c6</guid>
<pubDate>Thu, 16 Jul 2026 10:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 1.png" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>สนค.เผยพลาสติกชีวภาพ โอกาสใหม่สร้างรายได้ ตอบโจทย์ความยั่งยืนโลก<br />
สนค.เผยอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หลังพลาสติกที่มาจากพลังงานเจอความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการทางสิ่งแวดล้อมกดดัน แนะผู้ประกอบการปรับตัว ใช้ความได้เปรียบมีอ้อยและมันที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นจำนวนมาก ลุยผลิตสินค้าป้อนความต้องการ มั่นใจตอบโจทย์ตลาด เพิ่มรายได้เกษตรกร เพิ่มรายได้เข้าประเทศ</p>

<p>นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมพลาสติกไทยเผชิญกับความไม่แน่นอนของโลกหลายอย่าง ทั้งความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน การส่งออกน้ำมันดิบที่ต้องผ่านภูมิภาคดังกล่าวมีการติดขัดส่งผลให้การเข้าถึงน้ำมันดิบของแต่ละประเทศค่อนข้างยาก ทำให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกมีระดับสูง ส่งผลให้อุตสาหกรรมพลาสติกและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องขาดแคลนวัตถุดิบตั้งต้นที่ใช้ในการผลิต ประกอบกับมาตรการทางสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกเริ่มดำเนินการอย่างเข้มข้น เพื่อจัดการปัญหาขยะพลาสติกปนเปื้อนในธรรมชาติและการใช้พลาสติกเกินความจำเป็น เช่น ข้อกำหนดทางด้านบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) ของสหภาพยุโรป เป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่ทำให้อุตสาหกรรมพลาสติกจำเป็นต้องปรับตัวไปสู่การผลิตพลาสติกชีวภาพซึ่งเป็นสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสามารถผลิตจากการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ</p>

<p>โดยจากรายงานการผลักดันกรอบนโยบายเพื่อการลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติกในประเทศไทย จัดทำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เผยแพร่ในช่วงเดือนก.พ.2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีความโดดเด่นในด้านอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพสูง เนื่องจากไทยมีทรัพยากรจำนวนมาก เช่น อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นสินค้าตั้งต้นในการแปรรูปเป็นพลาสติกชีวภาพ ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2570 ส่งผลให้ภาคเอกชนรับทราบถึงแนวทางการสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตชีวภาพในไทยและสามารถเข้าไปเป็นต่อยอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแปรรูปอ้อยและมันสำปะหลังในประเทศให้สามารถผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม<br />
อย่างไรก็ตาม การผลิตพลาสติกชีวภาพของไทยมีข้อจำกัดในการลงทุนที่สูง ส่งผลให้ต้นทุนรวมของการผลิตพลาสติกชีวภาพในไทยสูงกว่าพลาสติกทั่วไป เช่น เม็ดพลาสติกชีวภาพที่แปรรูปจากผลิตภัณฑ์จากอ้อย มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าเม็ดพลาสติกทั่วไปที่ใช้ผลิตขวดน้ำและบรรจุภัณฑ์ถึง 2.5 เท่า ทั้งนี้ ต้นทุนการผลิตพลาสติกชีวภาพประเภทดังกล่าว อยู่ที่ประมาณ 3.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการผลิตเม็ดพลาสติกทั่วไป อยู่ที่ประมาณ 1.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม แม้ว่าพลาสติกทั้งสองประเภทจะมีคุณสมบัติทางกายภาพที่ใกล้เคียงกัน</p>

<p>ด้วยเหตุดังกล่าว OECD จึงเสนอให้ภาครัฐกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมการผลิตพลาสติกชีวภาพอย่างเป็นระบบ อาทิ การสนับสนุนทางเงินให้กับอุตสาหกรรมผลิตพลาสติกชีวภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิตพลาสติกชีวภาพให้ใกล้เคียงกับพลาสติกทั่วไป การจัดเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับจัดการขยะพลาสติก การจัดเก็บภาษีคาร์บอนกับผลิตภัณฑ์พลาสติกเพื่อให้สะท้อนต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมของให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การกระตุ้นให้เกิดการใช้งานผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพมากขึ้น รวมถึงมาตรการจำกัดการใช้พลาสติกทั่วไป อาทิ การห้ามใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-used Plastics) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถผลิตโดยใช้พลาสติกชีวภาพทดแทนพลาสติกทั่วไป เช่น ถุงพลาสติกสำหรับบรรจุอาหารสด กล่องพลาสติกสำหรับใส่อาหาร และแก้วน้ำพลาสติก เป็นต้น</p>

<p>นายนันทพงษ์กล่าวว่า อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน โดยที่ผ่านมาภาครัฐได้ให้การสนับสนุนในหลายรูปแบบ อาทิ มาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พ.ศ. 2555-2574 ของกระทรวงอุตสาหกรรม ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลและความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับแนวโน้มตลาด และโอกาสทางการค้าของสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและจับคู่ธุรกิจ ตลอดจนส่งเสริมเครื่องหมาย T Mark หรือ Thailand Trust Mark ที่เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสินค้าและบริการของไทยที่มีการดำเนินงานโดยคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้บริโภค<br />
&ldquo;การส่งเสริมการใช้พลาสติกชีวภาพจะช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศที่ใส่ใจประเด็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถกำหนดได้ ขณะที่ผู้บริโภคสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การบริโภคที่ยั่งยืนได้สะดวกมากขึ้นจากการมีทางเลือกใช้สินค้าที่ลดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของไทยจึงเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนการปรับตัวไปสู่ความยั่งยืนสอดรับกับกระแสการค้าที่ให้ความสำคัญกับความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากภายนอก รวมถึงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบภาคเกษตรในประเทศ และตอบสนองความต้องการของคู่ค้าที่ต้องการพลาสติกชีวภาพ ทำให้สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างต่อเนื่อง&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>

<p>สำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเม็ดพลาสติกโพลิแลคติกแอซิด (Poly-Lactic Acid หรือ PLA พิกัดศุลกากร 390770) ในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกทั่วโลกรวม 531.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปโลกเป็นมูลค่า 125.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สัดส่วนร้อยละ 23.5 ของการส่งออก PLA ทั่วโลก) เป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกา และเนเธอร์แลนด์)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260716eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3104603.png' type='image/png' length='1475144' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”พัฒนาฐานข้อมูล “สหบรรณานุกรม” ช่วยคนพิการเข้าถึงงานลิขสิทธิ์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175703</link>
<guid isPermaLink="false">81ec31c8a0fae54e8848195bb80608fe</guid>
<pubDate>Thu, 16 Jul 2026 10:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2.png" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;พัฒนาฐานข้อมูล &ldquo;สหบรรณานุกรม&rdquo; ช่วยคนพิการเข้าถึงงานลิขสิทธิ์<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าพัฒนาฐานข้อมูลกลาง &ldquo;สหบรรณานุกรม&rdquo; เป็นศูนย์รวมข้อมูลข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนพิการและผู้เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเหมาะสม</p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมจัดทำฐานข้อมูลกลางในรูปแบบ &ldquo;สหบรรณานุกรม&rdquo; (Union Catalogue) เผยแพร่บนเว็บไซต์กรมฯ เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลที่จัดทำขึ้นภายใต้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการตามมาตรา 32/4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้คนพิการและผู้เกี่ยวข้องสามารถสืบค้นข้อมูลและเข้าถึงสื่อที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความซ้ำซ้อนในการผลิตสื่อรูปแบบเดียวกัน ตลอดจนช่วยให้เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถตรวจสอบการนำผลงานงานของตนไปทำซ้ำหรือดัดแปลงเป็นสื่อในรูปแบบที่คนพิการเข้าถึงได้อย่างโปร่งใสและเหมาะสม</p>

<p>ทั้งนี้ กรมยังได้หารือกับผู้แทนจากมูลนิธิคนตาบอดไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลการใช้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการ ตลอดจนแนวทางการจัดทำฐานข้อมูลกลางในรูปแบบสหบรรณานุกรม (Union Catalogue) บนเว็บไซต์ของกรม เพื่อให้ระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ผลิตสื่อตามข้อยกเว้นนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวกแก่คนพิการและผู้เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเหมาะสม<br />
ปัจจุบันกรมได้พัฒนาและปรับปรุงระบบการยื่นแจ้งข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Service) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการดำเนินงานให้แก่องค์กรที่ได้รับอนุญาต โดยมีองค์กรที่ได้รับอนุญาตยื่นข้อมูลการใช้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการผ่านระบบแล้วจำนวน 4 องค์กร จากทั้งหมด 14 องค์กรตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายประกาศกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ ศูนย์บริการสนับสนุนนักศึกษาพิการระดับอุดมศึกษา (DSSC) มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ มูลนิธิคนตาบอดไทย และมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์</p>

<p>โดยกรมมีแผนประชาสัมพันธ์และประสานความร่วมมือไปยังองค์กรที่เหลือเพื่อร่วมกันเติมเต็มฐานข้อมูลให้มีความครบถ้วน สมบูรณ์ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ และยังพร้อมเดินหน้าเปิดเผยข้อมูลการจัดทำสื่อสำหรับคนพิการต่อสาธารณะ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียม โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางและคัดกรองรูปแบบการเผยแพร่ข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)</p>

<p>ที่ผ่านมา แม้กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ปรับปรุงกฎหมายลิขสิทธิ์โดยเพิ่มบทบัญญัติข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการไว้ในมาตรา 32/4 ซึ่งกำหนดให้องค์กรที่ได้รับอนุญาตตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การใช้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการที่ไม่สามารถเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ พ.ศ. 2562 สามารถทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ให้อยู่ในรูปแบบที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ โดยไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ในทางปฏิบัติ คนพิการยังคงเผชิญข้อจำกัดในการค้นหาและเข้าถึงข้อมูลหรือสื่อการเรียนรู้ เนื่องจากต้องติดต่อสอบถามข้อมูลจากห้องสมุดหรือองค์กรคนพิการแต่ละแห่งโดยตรง ทำให้ไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควรและอาจไม่พบสื่อที่ต้องการใช้<br />
ขณะเดียวกัน เจ้าของลิขสิทธิ์เองก็ไม่มีฐานข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีองค์กรหรือหน่วยงานใดได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงงานลิขสิทธิ์ของตนไปเป็นสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ ทำให้ยากต่อการกำกับดูแลหากการดำเนินการดังกล่าวกระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้สร้างสรรค์เกินสมควรกว่าที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงได้จัดทำระบบฐานข้อมูลกลางสำหรับรวบรวมข้อมูลและสื่อการเรียนรู้ที่ได้มีการทำซ้ำหรือดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้คนพิการและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่างานลิขสิทธิ์ใดได้รับการจัดทำเป็นสื่อสำหรับคนพิการแล้ว และสื่อเหล่านั้นถูกจัดเก็บหรือเผยแพร่โดยหน่วยงานใด</p>

<p>นอกจากนี้ มาตรา 32/4 ของกฎหมายลิขสิทธิ์ ยังเป็นการดำเนินการตามสนธิสัญญามาร์ราเคช ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เพื่อปลดล็อคให้องค์กรที่ทำงานด้านคนพิการสามารถนำงานอันมีลิขสิทธิ์ในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ มาทำเป็นอักษรเบรลล์ หนังสือเสียง หรือหนังสือรูปแบบอื่น และเผยแพร่ให้แก่คนพิการ รวมถึงสามารถแลกเปลี่ยนสื่อสำหรับคนพิการกับประเทศภาคีสนธิสัญญามาราเคซ 103 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ได้ โดยไม่ต้องจัดทำขึ้นใหม่ อันเป็นการสร้างโอกาสและความเท่าเทียมทางสังคมในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์จากทั่วโลก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260716c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c104335.png' type='image/png' length='1036186' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ผนึกกำลัง กอ.รมน. แก้ปัญหานอมินี-ทุนเทาข้ามชาติ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175699</link>
<guid isPermaLink="false">776e35d4b0abbc14970c4e3a35bd253d</guid>
<pubDate>Thu, 16 Jul 2026 10:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 7.jpg" style="width: 1000px; height: 646px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ผนึกกำลัง กอ.รมน. แก้ปัญหานอมินี-ทุนเทาข้ามชาติ<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ร่วมกันแก้ปัญหานอมินีทุนและทุนเทาข้ามชาติ ใช้จุดแข็งของทั้ง 2 หน่วยงาน ประสานพลังสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางเศรษฐกิจของประเทศ เน้นปฏิบัติการเฝ้าระวังตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงร่วมกันปราบปรามให้สิ้นซาก</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประชุมหารือร่วมกับพล.ท.ณัฐศิษฐ์ คงชินศาสตร์ธิติ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และคณะ เพื่อประสานความร่วมมือแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญที่กัดกร่อนและทำลายระบบเศรษฐกิจประเทศเป็นอย่างมาก จึงต้องสะสางปัญหาที่เกิดขึ้น แก้ไขปัญหาการบิดเบือนโครงสร้างเศรษฐกิจ และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการไทย ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม</p>

<p>โดยเบื้องต้นทั้ง 2 หน่วยงานจะใช้จุดแข็งที่มีอยู่ ร่วมกันสกัดกั้นและแก้ไขปัญหาทุนเทาและนอมินีที่เกิดขึ้น โดยกรมจะใช้ความเป็นต้นทางของการกำเนิดธุรกิจ ใช้ความเข้มงวดในการจดทะเบียนนิติบุคคล ผ่านการบังคับใช้คำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง และประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางเพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมาย เช่น การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงบัญชีม้า การให้ผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยในบริษัทร่วมทุนต่างชาติต้องแสดงหลักฐานรายการเดินบัญชี (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน และการยืนยันตัวตนผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งจะเป็นมาตรการป้องกันเพื่อให้การจัดตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลง และการตั้งบริษัทเพื่อนำไปทำบัญชีม้านิติบุคคลหมดไป</p>

<p>ทั้งนี้ ปัจจุบันมีนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย 1,003,706 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนในสัดส่วนระหว่างร้อยละ 0.01 - 49.99 ซึ่งทำให้ยังคงมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทยอยู่ถึง 119,116 ราย</p>

<p>&ldquo;ทั้งนี้ 2 หน่วยงาน จะทำงานร่วมกันเพื่อเดินหน้าตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินี หรือธุรกิจที่กระทำความผิด หรือหลีกเลี่ยงกฎหมายในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และกรมฯ จะเป็นแกนในการประสานความเชื่อมโยงและความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันอีกขั้นหนึ่ง เป็นการยกระดับการดำเนินการป้องกันและปราบปรามนอมินีและธุรกิจผิดกฎหมายในเชิงลึก เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน และเพื่อให้ปัญหาที่เกิดขึ้นทุเลาเบาบางลง หรือหมดสิ้นไปจากประเทศไทย&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>พล.ท.ณัฐศิษฐ์กล่าวว่า ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กอ.รมน. มีภารกิจหลักในการดูแลด้านความมั่นคง ซึ่ง ศปป.2 กอ.รมน. ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องคนต่างด้าวอย่างใกล้ชิด โดยมุ่งเน้นไปที่แรงงานต่างด้าว การย้ายถิ่นฐาน การหลบหนีเข้าเมือง และปัญหาการสวมสัญชาติของคนต่างด้าว ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีควาเชื่อมโยงและเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศโดยตรง รวมถึงปัญหายาเสพติด ซึ่งหากได้รับข้อมูลนิติบุคคลที่ผลิตหรือนำเข้าสารเคมี ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง</p>

<p>&ldquo;การดำเนินงานและภารกิจของทั้ง 2 หน่วยงาน จึงนำมาสู่การบูรณาการความร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะใช้กลไกการจดทะเบียนนิติบุคคลที่รัดกุมเป็นด่านหน้าในการคัดกรองและป้องกันกลุ่มทุนต่างชาติที่ผิดกฎหมาย ผนวกเข้ากับการดำเนินงานด้านความมั่นคงของ กอ.รมน. เพื่อร่วมกันเฝ้าระวัง แลกเปลี่ยนข้อมูล และสกัดกั้นพฤติกรรมของคนต่างด้าวที่เข้ามาสวมสิทธิคนไทย แย่งอาชีพ หรือประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งการประสานการปฏิบัติการในครั้งนี้จะช่วยยกระดับการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางสังคม ปกป้องผู้ประกอบการชาวไทย และดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260716c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b104114.jpg' type='image/jpg' length='136090' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาหาร-เครื่องดื่มไทย มีโอกาสขายในร้านสะดวกซื้อดูแลโดยหุ่นยนต์ที่ฮ่องกง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175513</link>
<guid isPermaLink="false">87db2ddb3eb2dbe6898bc61889a092eb</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 10:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 7.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>อาหาร-เครื่องดื่มไทย มีโอกาสขายในร้านสะดวกซื้อดูแลโดยหุ่นยนต์ที่ฮ่องกง&nbsp;<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยฮ่องกงเปิดร้านสะดวกซื้อแห่งแรกที่ดำเนินการโดยหุ่นยนต์มนุษย์ &quot;เสี่ยวไก&quot; (Xiao Gai) ตั้งอยู่ริมอ่าววิคตอเรียในย่าน Hung Hom ชี้เป็นโอกาสสินค้าไทย ที่จะส่งออกไปขาย โดยเฉพาะอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าเพื่อสุขภาพที่มีคุณภาพสูง</p>

<p>น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.พรรณกาญจน์ เจียมสุชน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง ถึงความคืบหน้าการเปิดร้านสะดวกซื้อแห่งแรกที่ดำเนินการโดยหุ่นยนต์มนุษย์ &quot;เสี่ยวไก&quot; (Xiao Gai) และแนวคิดร้านค้าแบบแคปซูล เพื่อผลักดันโครงการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโอกาสในการผลักดันสินค้าไทยเข้าไปจำหน่าย รวมถึงการเข้าไปร่วมลงทุนในการทำธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี</p>

<p>โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ฮ่องกงจะเปิดร้านสะดวกซื้อแห่งแรกที่ดำเนินการโดยหุ่นยนต์มนุษย์ &quot;เสี่ยวไก&quot; (Xiao Gai) และแนวคิดร้านค้าแบบแคปซูล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของเมืองฮ่องกงในการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ AI เข้าสู่ชีวิตประจำวันและเพิ่มความเข้าใจของประชาชนต่อเทคโนโลยี โดยร้านนี้ จะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งอยู่บริเวณริมอ่าววิคตอเรียในย่าน Hung Hom โดยจะมีหุ่นยนต์มนุษย์ที่สามารถให้บริการแก่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวได้หลายภาษา และร้านนี้ ดำเนินการโดย Galbot ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงปักกิ่ง และมีการเปิดร้าน Space Capsule อัจฉริยะในสถานที่ต่าง ๆ มาแล้ว เช่น พระราชวังฤดูร้อน Summer Palace และสวนศิลปะ Zhongguancun Art Park ในกรุงปักกิ่ง&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การเปิดร้านสะดวกซื้อที่ใช้หุ่นยนต์และระบบ AI ถือเป็นช่องทางใหม่ในการนำเสนอสินค้าไทย โดยเฉพาะอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าเพื่อสุขภาพที่มีคุณภาพสูง โดยผู้ประกอบการจะต้องพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการตลาดที่สอดคล้องกับระบบอัตโนมัติและการสั่งซื้อแบบดิจิทัล</p>

<p>ขณะเดียวกัน ฮ่องกงยังเปิดกว้างต่อการทดสอบเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่มีนวัตกรรมด้าน AI, Internet of Things (IoT) การเชื่อมต่ออุปกรณ์หรือวัตถุที่มีเซนเซอร์ ซอฟต์แวร์ และระบบประมวลผลเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ก็สามารถใช้ฮ่องกงเป็นเวทีสากลในการนำเสนอและขยายธุรกิจ การร่วมมือกับสตาร์ตอัปและบริษัทเทคโนโลยีในฮ่องกงได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดจีนและตลาดโลก โดยบริษัทมีแผนจะเปิดแคปซูลในรูปแบบเดียวกันอีก 100 แห่ง ครอบคลุม 10 เมือง ภายในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งร้านค้าดังกล่าวจะมาในรูปแบบตู้แคปซูลขนาด 9 ตารางเมตร ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานให้เหมาะสมกับสินค้าประเภทต่าง ๆ ได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260715c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c105214.jpg' type='image/jpg' length='173271' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยขอผู้ประกอบการชะลอนำเข้ามะพร้าวแกงได้ผล ยอดแทบไม่มี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175511</link>
<guid isPermaLink="false">a810c6c54a34145e682c045049d4119f</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 10:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยขอผู้ประกอบการชะลอนำเข้ามะพร้าวแกงได้ผล ยอดแทบไม่มี<br />
กรมการค้าต่างประเทศติดตามผลขอความร่วมมือผู้ประกอบการชะลอนำเข้ามะพร้าว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว พบล่าสุดชะลอนำเข้าเกือบทั้งหมดแล้ว ทั้งกรอบ WTO และ AFTA และหันซื้อในประเทศแทน</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2569 ที่ผลผลิตมะพร้าวออกสู่ตลาดมากตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวประสบปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ กรมได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาตามบัญชานางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ติดตามสถานการณ์มะพร้าวผลแก่อย่างใกล้ชิด โดยได้จัดประชุมหารือร่วมกับผู้นำเข้าโดยทันที เพื่อขอให้ผู้นำเข้าชะลอการนำเข้ามะพร้าว และเพิ่มการรับซื้อผลผลิตในประเทศ จนปัจจุบันผู้นำเข้าได้ชะลอการนำเข้ามะพร้าวผลแก่เกือบทั้งหมดแล้ว</p>

<p>ทั้งนี้ กรมยังได้มอบหมายให้นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดชุมพร ร่วมกับกรมการค้าภายใน พบหารือกับกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้รวบรวม และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการดำเนินการตามมาตรการที่กรมกำหนด และจะนำข้อมูลข้อเท็จจริง และข้อเสนอเกษตรกรที่ได้จากการลงพื้นที่ เสนอต่อคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เพื่อเร่งผลักดันแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระดับนโยบายโดยเร่งด่วนต่อไป<br />
สำหรับการนำเข้ามะพร้าวกรอบ WTO ในโควตา และ AFTA ที่ผู้นำเข้าจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต้องปฏิบัติตามมาตรการที่เข้มงวด อาทิ ผู้มีสิทธินำเข้าต้องเป็นโรงงานที่ใช้มะพร้าวเป็นวัตถุดิบในการผลิต กำหนดช่วงเวลานำเข้า และเฉพาะกรณี AFTA ห้ามนำมะพร้าวนำเข้าไปจำหน่ายจ่ายโอนและห้ามนำไปจ้างกะเทาะนอกโรงงาน เป็นต้น ซึ่งทำให้ปัจจุบันไม่มีผู้นำเข้ามะพร้าวผลแก่โดยใช้สิทธิทั้ง 2 กรอบความตกลงดังกล่าว และการนำเข้าทุกกรอบความตกลงกำหนดให้นำเข้าได้เพียง 2 ด่าน (ด่านสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพฯ และแหลมฉบัง) ทั้งนี้ สำหรับกรอบ WTO นอกโควตา ซึ่งผู้นำเข้าใช้สิทธินำเข้าในปัจจุบัน ภาษีร้อยละ 54</p>

<p>ในช่วง 5 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) ไทยมีการนำเข้ามะพร้าวผลแก่ 79,126.99 ตัน ลดลงเกือบร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีการนำเข้า 188,858.22 ตัน ซึ่งทั้งหมดเป็นการนำเข้าโดยใช้สิทธิชำระภาษีนอกโควตา WTO และมีผู้นำเข้าซึ่งเป็นโรงงานผลิตกะทิสำเร็จรูปส่วนใหญ่ผลิตเพื่อส่งออกเพียง 10 ราย ทั้งนี้ การส่งออกกะทิสำเร็จรูปและกะทิแช่แข็งที่เป็นอีกหนึ่งสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ช่วง 5 เดือน มีมูลค่าการส่งออกกว่า 6,134.08 ล้านบาท</p>

<p>&ldquo;กรมจะมุ่งบริหารจัดการการนำเข้าสินค้ามะพร้าวให้สอดคล้องกับสถานการณ์โดยเป็นไปตามมติคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ควบคู่กับการรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารจัดการการนำเข้าและผลผลิตมะพร้าวในประเทศเกิดความสมดุล สอดคล้องกับสถานการณ์ และเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอารดากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260715c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b104901.jpg' type='image/jpg' length='272799' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ชี้เป้าผู้ส่งออก ขายสินค้าความงามธรรมชาติ เจาะตลาดเม็กซิโก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175268</link>
<guid isPermaLink="false">0b1b794679a3f3a89f3f30f81854eeca</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 13:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3.png" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>DITP ชี้เป้าผู้ส่งออก ขายสินค้าความงามธรรมชาติ เจาะตลาดเม็กซิโก<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจเทรนด์ Wellness Beauty ในเม็กซิโก พบขยายตัวต่อเนื่อง ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่ดีต่อสุขภาพ มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ชี้เป็นโอกาสในการส่งออกของไทย เหตุมีสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ มีวัตถุดิบธรรมชาติ ทั้งข้าว น้ำมันมะพร้าว ขมิ้น มะขาม ใบบัวบก สารสกัดจากผลไม้และสมุนไพรไทย แนะใช้ช่องทางออนไลน์เข้าถึงกลุ่ม Gen Z และ Gen Alpha</p>

<p>น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวกรรณิกา กะการดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงเม็กซิโก ถึงการสำรวจเทรนด์ Wellness Beauty ที่กำลังมาแรงในเม็กซิโก และโอกาสของ SME ไทย ที่จะใช้โอกาสนี้ในการขยายตลาดสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเม็กซิโก</p>

<p>ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์บำรุงผิว กำลังเปลี่ยนสถานะจากสินค้าความงามไปสู่สินค้าเพื่อสุขภาพในสายตาผู้บริโภคเม็กซิกัน ซึ่งให้ความสำคัญกับส่วนผสมจากธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพผิวในระยะยาว ส่งผลให้ตลาดกลุ่มนี้เติบโตต่อเนื่องจากกระแส Self-Care และ Wellness ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น</p>

<p>โดยมีข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง (CANIPEC) พบว่า ตลาดสกินแคร์ของเม็กซิโกในปี 2025 มีมูลค่าประมาณ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยกลุ่มที่มีอัตราการขยายตัวสูง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์กันแดด ร้อยละ 13.10 น้ำหอม ร้อยละ 11.90 และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ร้อยละ 9.30 โดยชาวเม็กซิกันมีค่าใช้จ่ายสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและผิวพรรณเฉลี่ยเดือนละ 2,997 เปโซ หรือประมาณ 6,000 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มสำคัญที่สินค้ากลุ่มนี้ได้เปลี่ยนผ่านจากสินค้าฟุ่มเฟือยมาเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคยุคปัจจุบันอย่างเต็มตัว<br />
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หรือการดูแลผิวพรรณในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้การใช้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้หญิงเหมือนในอดีต แต่เริ่มขยายไปสู่ผู้บริโภคทุกเพศและทุกช่วงวัยมากขึ้น ขณะเดียวกัน สื่อสังคมออนไลน์และคอนเทนต์ด้านความงามยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความรู้เกี่ยวกับการดูแลผิวและกระตุ้นการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทำให้ผู้บริโภคมีความรู้เกี่ยวกับส่วนผสม ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และการเลือกสินค้าที่เหมาะกับสภาพผิวของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียงของแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพสินค้า ความน่าเชื่อถือของส่วนผสม และผลลัพธ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้จริง</p>

<p>ขณะเดียวกัน ยังมีความนิยมผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ที่เน้นความปลอดภัยต่อผิว รวมถึงสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการดูแลผิวเชิงป้องกันมากกว่าการแก้ปัญหาในภายหลัง ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด มลภาวะ และความเครียดจากการใช้ชีวิตในเมือง ส่งผลให้ผู้ผลิตหลายรายหันมาใช้วัตถุดิบจากพืชและสารสกัดธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะว่านหางจระเข้ กระบองเพชร และพืชท้องถิ่นของเม็กซิโก ซึ่งกำลังถูกนำมาพัฒนาเป็นส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวรุ่นใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดสกินแคร์ของเม็กซิโกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านภาพลักษณ์ความงาม ไปสู่การแข่งขันด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของส่วนผสมมากขึ้น</p>

<p>น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากแนวโน้มการเติบโตของตลาดสกินแคร์ในเม็กซิโก ถือเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยในกลุ่มเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม เนื่องจากผู้บริโภคเม็กซิกันให้ความสำคัญกับคุณภาพ ส่วนผสม และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์มากขึ้น ทำให้สินค้าไทยซึ่งใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณ อาทิ ข้าว น้ำมันมะพร้าว ขมิ้น มะขาม ใบบัวบก สารสกัดจากผลไม้และสมุนไพรไทย มีโอกาสเติบโตในตลาดได้เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กระแส Clean Beauty, Natural Beauty และ Wellness ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในเม็กซิโก</p>

<p>นอกจากนี้ การเติบโตของอีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดียในเม็กซิโกโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น Gen Z และ Gen Alpha ถือเป็นโอกาสของ SME ไทยในการสร้างการรับรู้และเจาะตลาดนี้ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติของไทยที่มีชื่อเสียงด้านประสิทธิภาพ ควบคู่กับมาตรฐานการผลิตระดับสากล ซึ่งตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด และช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260714eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3131803.png' type='image/png' length='1000338' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ช่วยชาวสวน ของบกลางซื้อมะพร้าวแกงราคานำตลาด รับมือผลผลิตออกมาก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175267</link>
<guid isPermaLink="false">15d0715406dd8e4c8ec46d9aeb419b49</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 13:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ช่วยชาวสวน ของบกลางซื้อมะพร้าวแกงราคานำตลาด รับมือผลผลิตออกมาก<br />
&ldquo;โฆษกพาณิชย์&rdquo; ชี้แจงความคืบหน้าการแก้ปัญหามะพร้าวแกง ตามข้อสั่งการ &ldquo;ศุภจี&rdquo; ประสานโรงงาน ล้ง เข้ารับซื้อแล้วกว่า 11 ล้านลูก แต่พบมีเกษตรกรบางส่วนได้รับการช่วยเหลือไม่ทั่วถึงและตกหล่น และผลผลิตกำลังออกอีกมากในช่วงนี้ มอบกรมการค้าภายในของบกลาง เพื่อรับซื้อมะพร้าวแกงในราคานำตลาด มอบกรมการค้าต่างประเทศติดตามการนำเข้ามะพร้าวอย่างใกล้ชิดต่อไป &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหามะพร้าวแกงตามข้อสั่งการของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่แหล่งปลูกมะพร้าว ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชุมพร ได้ประสานโรงงาน ผู้ประกอบการ และล้ง เข้ารับซื้อมะพร้าวแกงจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยรับซื้อแล้วกว่า 11 ล้านลูก จากเป้าหมาย 10 ล้านลูก แยกเป็น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 5.88 ล้านลูก จังหวัดนครศรีธรรมราช 0.724 ล้านลูก และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ 5.36 ล้านลูก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการติดตามข้อมูลในพื้นที่ พบว่า ยังมีกลุ่มเกษตรกรบางส่วนที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่รับซื้อผ่านเครือข่ายล้งและกลุ่มเกษตรกรคู่ค้าเดิม ประกอบกับมีข้อจำกัดด้านมาตรฐานที่ผู้นำเข้ากำหนด เช่น GAP, Monkey-free Certificate และระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) กระทรวงพาณิชย์จึงมอบหมายให้กรมการค้าภายในของบกลางเพื่อรับซื้อมะพร้าวแกงในราคานำตลาดเพิ่มเติม ควบคู่กับการสำรวจกลุ่มเกษตรกรที่ยังตกหล่น เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และรองรับผลผลิตที่จะทยอยออกสู่ตลาดในช่วงนี้<br />
ด้านการนำเข้า กรมการค้าต่างประเทศได้ขอความร่วมมือผู้นำเข้าและโรงงานผลิตกะทิให้งดการนำเข้ามะพร้าวในช่วงผลผลิตภายในประเทศออกสู่ตลาด ซึ่งโรงงานยืนยันว่าจะใช้มะพร้าวในประเทศเป็นวัตถุดิบหลัก โดยจากการสำรวจโรงงานแปรรูปมะพร้าว 9 ราย พบว่า ใช้มะพร้าวในประเทศเป็นวัตถุดิบร้อยละ 80 และนำเข้าเพียงร้อยละ 20 ขณะที่การนำเข้ามะพร้าวในช่วง 5 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) มีปริมาณ 79,388 ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 190,734 ตัน หรือลดลงกว่าร้อยละ 60 ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศยังสามารถติดตามการนำเข้าของโรงงานได้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากโรงงานต้องขอหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีนอกโควตา WTO (ร.4)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าดูแลราคามะพร้าวแกงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการของบกลางเพื่อรับซื้อมะพร้าวแกงในราคานำตลาด การกำกับดูแลการนำเข้าไม่ให้กระทบผลผลิตในประเทศ และการส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต ให้เกษตรกรจำหน่ายมะพร้าวได้ในราคาที่สูงกว่าต้นทุนการผลิต&rdquo;นายกรนิจกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์จะบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถาบันการศึกษา และสถาบันการเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมุ่งลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าถึงมาตรฐานการส่งออก เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปภายใต้แนวคิด Circular Economy และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ผลผลิตมะพร้าวแกงปี 2569 อยู่ที่ 608 ล้านลูก เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 จากปีก่อน โดยผลผลิตเริ่มออกมากตั้งแต่เดือน มิ.ย.2569 และคาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีกประมาณ 69 ล้านลูกในช่วงปัจจุบันถึงเดือน ส.ค.2569 ซึ่งโรงงานและล้งอาจรองรับได้ไม่ทั้งหมด กระทรวงพาณิชย์จึงเตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า เพื่อผลักดันให้เกษตรกรจำหน่ายมะพร้าวแกงได้ในราคาที่คุ้มค่ากับต้นทุน และได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260714c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c131548.jpg' type='image/jpg' length='242393' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี-นภินทร”หนุนคนไทยทำธุรกิจแฟรนไชส์ เพิ่มรายได้ รัฐช่วยสูงสุดหมื่นบาท]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175266</link>
<guid isPermaLink="false">138901ea4ce39c45d7bde3ab13b1c88f</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 13:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี-นภินทร&rdquo;หนุนคนไทยทำธุรกิจแฟรนไชส์ เพิ่มรายได้ รัฐช่วยสูงสุดหมื่นบาท<br />
&ldquo;ศุภจี-นภินทร&rdquo; ร่วมเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; นำแฟรนไชส์มาตรฐานกว่า 100 แบรนด์ มาให้ประชาชน ผู้ประกอบการที่ต้องการมีอาชีพได้เลือกซื้อ รัฐสนับสนุนค่าแพกเกจ 50% สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท พร้อมดึงสถาบันการเงินให้สินเชื่อสำหรับผู้ไม่มีเงินทุน แม็คโคร โลตัส เปิดพื้นที่ให้ขาย ฟรีค่าเช่า 6 เดือน รวมถึงเปิดในตลาดสดกว่า 100 ตลาด แถมได้สิทธิ์เข้าร่วม ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ทันที</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ มีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พร้อมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เข้าร่วม ว่า โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ และ สสว. ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งดูแลค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการสร้างรายได้ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการมีอาชีพหรือหารายได้เพิ่มเติม สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้นผ่านระบบแฟรนไชส์ ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจแฟรนไชส์จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากว่า 500 ราย และได้คัดเลือกแฟรนไชส์มาตรฐานที่มีมูลค่าการลงทุนไม่เกิน 100,000 บาท เข้าร่วมโครงการกว่า 100 แบรนด์</p>

<p>ทั้งนี้ นอกจากการสนับสนุนเงินอุดหนุนจาก สสว. แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้ประสานความร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ยังมีเงินลงทุนไม่เพียงพอ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมการค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้รับความร่วมมือจากบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดพื้นที่ค้าขายในห้างโลตัสและแม็คโครกว่า 2,000 สาขา รวมกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ ให้ผู้เข้าร่วมโครงการใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้า ฟรีค่าเช่าเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงได้รับความร่วมมือจากสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ตลาด สนับสนุนพื้นที่ค้าขายเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการด้วย<br />
นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการ คือ การเชื่อมโยงธุรกิจแฟรนไชส์เข้าสู่ระบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ของธนาคารกรุงไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; และได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนภินทรกล่าวว่า สสว. ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการ โดยช่วยเหลือผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท ในอัตรา 50% ของค่าแพกเกจ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ประมาณ 10,000 ราย หรือ 10,000 ครอบครัว ทำให้ผู้ที่ต้องการมีอาชีพหรือมีรายได้เพิ่ม สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นคิดหรือพัฒนาธุรกิจใหม่ทั้งหมด ลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และช่วยยกระดับผู้ประกอบการ SME ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;รัฐบาลตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของภาค SME จากปัจจุบันประมาณ 35% เป็น 40% ภายใน 4 ปี ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม&rdquo;นายนภินทรกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการได้ที่ เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th หรือ Line OA @franchisedbdplus รวมทั้งสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 5953, 0 2547 5955 และ Call Center 1570<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260714c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b131325.jpg' type='image/jpg' length='196488' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ชวนรู้จัก “เนื้อครามสกลนคร” สินค้า GI ต้นกำเนิดผ้าย้อมครามธรรมชาติ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174966</link>
<guid isPermaLink="false">44317bb31216f2472e5fe6da58bf4721</guid>
<pubDate>Mon, 13 Jul 2026 13:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/10 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ชวนรู้จัก &ldquo;เนื้อครามสกลนคร&rdquo; สินค้า GI ต้นกำเนิดผ้าย้อมครามธรรมชาติ<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาชวนรู้จัก &ldquo;เนื้อครามสกลนคร&rdquo; สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ลำดับที่ 8 ของ จ.สกลนคร ต้นกำเนิดผ้าย้อมครามธรรมชาติสกลนคร ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น และช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน และต่อยอดแห่งผลิตเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมขอแนะนำให้รู้จัก &ldquo;เนื้อครามสกลนคร&rdquo; ซึ่งเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ลำดับที่ 8 ของจังหวัดสกลนคร ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเชื่อมโยงกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ประกอบกับกรรมวิธีการผลิตตามภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ได้เนื้อครามคุณภาพมีสีน้ำเงินเข้มเป็นเงาวาวและมีกลิ่นหอม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตผ้าย้อมครามธรรมชาติสกลนคร ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้แก่ชุมชนผู้ผลิต ทั้งยังช่วยต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดได้เป็นอย่างดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยเนื้อครามสกลนคร เป็นวัตถุดิบต้นน้ำสำคัญในการผลิตผ้าย้อมครามธรรมชาติสกลนคร ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นราชาแห่งผ้าย้อมสีธรรมชาติ ความโดดเด่นของเนื้อครามเกิดจากสภาพภูมิประเทศของแอ่งสกลนคร ซึ่งเป็นพื้นที่ตะกอนลำน้ำ มีความอุดมสมบูรณ์และระบายน้ำได้ดี ประกอบกับสภาพภูมิอากาศในเขตร้อนที่เหมาะกับการเพาะปลูกต้นคราม เนื่องจากต้นครามเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดจัดและใช้น้ำน้อยในการปลูก เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวใบครามและนำมาผ่านกระบวนการแช่และการตีครามตามภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมายาวนาน โดยแช่ใบครามสดทิ้งไว้ 18&ndash;24 ชั่วโมง จากนั้นเติมปูนขาวหรือปูนเปียกลงในน้ำที่แช่ใบคราม ทำการเติมออกซิเจนด้วยการกวนหรือการตีเป็นเวลา 15-20 นาที จากนั้นทิ้งให้ครามตกตะกอน หรือที่เรียกว่าการนอนคราม และกรองเอาน้ำออก ทำให้ได้เนื้อครามคุณภาพดี มีลักษณะเหนียว หนืด ข้น สีน้ำเงินเข้มเป็นเงามันวาว มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ ให้สีที่ติดทนนาน ไม่ตก ไม่ซีดจางง่าย และปลอดภัยต่อผู้สวมใส่ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ผ้าย้อมครามธรรมชาติของจังหวัดสกลนครมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันจังหวัดสกลนครมีผู้ผลิตเนื้อคราม 40 ราย มีกำลังการผลิตประมาณ 52,350 กิโลกรัมต่อปี จำหน่ายในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 120 บาท สร้างมูลค่าทางการตลาดกว่า 6.9 ล้านบาทต่อปี ด้วยความโดดเด่นของภูมิปัญญาการผลิตครามธรรมชาติที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้จังหวัดสกลนครได้รับการรับรองจากสภาหัตถศิลป์โลก (World Crafts Council) ให้เป็นนครหัตถศิลป์โลกเจ้าแห่งครามธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนศักยภาพของชุมชนในการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสวิถีชีวิตและเรียนรู้กระบวนการผลิตในพื้นที่จำนวนมาก</p>

<p>ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียน GI เนื้อครามสกลนคร เป็นสินค้า GI รายการล่าสุดของจังหวัดสกลนคร ได้รับการผลักดันและความร่วมมืออย่างดีจากหลายหน่วยงานในพื้นที่ รวมทั้งสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ในการให้คำแนะนำ ส่งผลให้ปัจจุบันจังหวัดสกลนครมีสินค้า GI รวม 8 รายการ มากเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมา 11 รายการ และเชียงราย 9 รายการ โดยสินค้า GI ของจังหวัดสกลนคร ประกอบด้วย 1.ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี 2.เนื้อโคขุนโพนยางคำ 3.หมากเม่าสกลนคร 4.น้ำหมากเม่าสกลนคร 5.นมวาริช 6.เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน 7.ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร และ 8.เนื้อครามสกลนคร ซึ่งสินค้า GI ทั้ง 8 รายการสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดให้กับจังหวัดกว่า 498 ล้านบาทต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของระบบ GI ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ยกระดับรายได้ของชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมจะเดินหน้าส่งเสริมสินค้า GI ไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพ การสร้างมาตรฐาน การขยายตลาด การสร้างแบรนด์ และการประชาสัมพันธ์ เพื่อผลักดันสินค้า GI ไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้สนใจสามารถสนับสนุนสินค้า GI เนื้อครามสกลนคร หรือติดต่อเยี่ยมชมกระบวนการผลิต ได้ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านอูนดง-หนองไชยวาลย์ โทร. 080-765-3937 และกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านนาขาม โทร. 089-899-3933 พร้อมทั้งติดตามข่าวสารและกิจกรรมด้าน GI เพิ่มเติมที่ Facebook: GI Thailand กรมทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
การส่งเสริมสินค้า GI เป็นนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการของไทย ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และชุมชน พร้อมผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน และสินค้า GI ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักและสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาด ผ่านการเชื่อมโยงคุณภาพและชื่อเสียงของสินค้าเข้ากับภูมิปัญญา วิถีชีวิต และเอกลักษณ์ของชุมชนในพื้นที่ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260713d3d9446802a44259755d38e6d163e820134950.jpg' type='image/jpg' length='214219' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดคณะผู้แทนการค้า เดินทางขายแป้งมันสำปะหลังไทยที่ชิคาโก สหรัฐฯ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174963</link>
<guid isPermaLink="false">3823d7b1e23ea5abfa27579fe7bcf3f0</guid>
<pubDate>Mon, 13 Jul 2026 13:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/9 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดคณะผู้แทนการค้า เดินทางขายแป้งมันสำปะหลังไทยที่ชิคาโก สหรัฐฯ<br />
กรมการค้าต่างประเทศจัดคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชน เดินทางเยือนชิคาโก สหรัฐฯ วันที่ 15-17 ก.ค.69 เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้กับแป้งมันสำปะหลังไทย มั่นใจยกระดับเข้าสู่อุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ได้แน่ เหตุตอบโจทย์ความต้องการ ทั้งไม่มี GMO ไม่มีสารกลูเตน และเป็นสินค้า Clean Label เห็นได้จากการที่สหรัฐฯ ยกเว้นภาษีภายใต้มาตรา 301<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมมีกำหนดการนำคณะผู้แทนการค้า ประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงพาณิชย์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านแป้งมันสำปะหลังของไทยเดินทางเยือนชิคาโก สหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 15-17 ก.ค.2569 ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย โดยจะเข้าพบ Illinois Economic Development Corporation (Illinois EDC) &nbsp;และ Chicagoland Food and Beverage Network (CFBN) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค Mid-West และมีบทบาทในการสนับสนุนผู้ประกอบการในการสร้างโอกาสทางการค้ากับต่างประเทศ และยังจะพบหารือกับบริษัทผู้นำเข้าสินค้าแป้งมันสำปะหลังรายใหญ่ ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและกระจายสินค้าไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำของสหรัฐฯ</p>

<p>ทั้งนี้ ในปี 2569 กรมได้กำหนดทิศทางเชิงรุกเพื่อขยายตลาดแป้งมันสำปะหลังไทย โดยมุ่งเน้นจุดขายการเป็นวัตถุดิบพรีเมียมคุณภาพสูง ปลอดภัย และมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ไม่มีการตัดแต่งพันธุกรรม (Non-GMO) และไม่มีสารกลูเตน (Gluten-Free) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม โดยตลาดสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายที่จะดำเนินการ &nbsp;<br />
นอกจากนี้ แป้งมันสำปะหลังไทยยังตอบโจทย์เทรนด์โลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะความต้องการสินค้า Clean Label ที่สอดรับกับความต้องการในตลาดสหรัฐฯ โดยสะท้อนได้จากการที่แป้งมันสำปะหลังได้รับการยกเว้นภาษีตาม Annex A ของมาตรการ Section 301 ซึ่งตอกย้ำว่าภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบแป้งมันสำปะหลังไทยในการผลิตสินค้าเพื่อผู้บริโภคในประเทศ</p>

<p>&ldquo;การหารือร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐและสมาคมระดับภูมิภาค รวมทั้งกลุ่มผู้นำเข้ารายใหญ่ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาดและกระชับบทบาทของไทยในการเป็นแหล่งวัตถุดิบที่มั่นคงสำหรับห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยมีความพร้อมที่จะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่มั่นคงในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยในระยะยาว รวมทั้งช่วยกระจายความเสี่ยงจากการที่ไทยพึ่งพาตลาดส่งออกหลักเพียงแห่งเดียว&rdquo;นางอารดากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026071345c48cce2e2d7fbdea1afc51c7c6ad26134419.jpg' type='image/jpg' length='199791' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผยซีรีส์แนวตั้งบูม คนนิยมดูคอนเทนต์สั้น กระชับ ชี้เป็นโอกาสผลิต สร้างรายได้ ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174962</link>
<guid isPermaLink="false">ec773f2a7063b609e7ebce9850a5803e</guid>
<pubDate>Mon, 13 Jul 2026 13:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/8 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​สนค.เผยซีรีส์แนวตั้งบูม คนนิยมดูคอนเทนต์สั้น กระชับ ชี้เป็นโอกาสผลิต สร้างรายได้&nbsp;<br />
สนค.เผยซีรีส์แนวตั้ง กำลังบูมต่อเนื่อง หลังผู้บริโภคยุคดิจิทัล นิยมรับชมคอนเทนต์สั้น กระชับ เข้าถึงง่าย สามารถรับชมได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านสมาร์ตโฟนและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ระบุจีนครองส่วนแบ่งตลาดมากสุด ประเทศอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มเติบโต ทั้งเกาหลีใต้ อินเดีย ส่วนไทยมีการดาวโหลดแอปพลิเคชัน เพื่อดูอันดับ 6 ของโลก ชี้เป็นโอกาสผู้ประกอบการผลิต เพื่อสร้างรายได้ แนะสอดแทรกเอกลักษณ์ไทย เล่าเรื่องกระชับ มีคำบรรยาย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระแสความนิยมซีรีส์แนวตั้ง (Vertical Series) หรือละครสั้น (Micro-Drama) ที่แสดงภาพแนวตั้ง ในสัดส่วนภาพ 9:16 สำหรับรองรับการรับชมบนสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต โดยทั่วไปมีความยาวตอนละ 1&ndash;2 นาที เน้นการดำเนินเรื่องที่รวดเร็ว เข้าใจง่าย มีประเด็นให้น่าติดตาม และสร้างจุดหักมุมหรือปมขัดแย้งเป็นระยะ เพื่อดึงดูดให้ผู้ชมติดตามอย่างต่อเนื่อง กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะซีรีส์แนวตั้งสามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่มีเวลาจำกัดและต้องการคอนเทนต์ที่รับชมได้ทันที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับซีรีส์แนวตั้งกำลังเป็นที่นิยมทั่วโลก โดยตลาดจีนครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด โดยจากรายงานนวัตกรรมและการพัฒนาละครสั้นที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยพัฒนา ภายใต้สำนักงานบริหารวิทยุและโทรทัศน์แห่งรัฐ ของประเทศจีน ร่วมกับภาคเอกชน ระบุว่า ในปี 2568 ตลาดละครสั้นทั่วโลกมีมูลค่าเกือบ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ตลาดละครสั้นของจีนมีมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 77.78% ของตลาดละครสั้นทั้งหมด และตลาดอื่นรวมกันมีมูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตลาดละครสั้นในหลายประเทศก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างมากเช่นกัน อาทิ ตลาดละครสั้นของเกาหลีใต้มีมูลค่าถึง 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 และคาดว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2572 และในปี 2569 ตลาดละครสั้นของอินเดีย จะมีมูลค่าถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วงปี 2569&ndash;2573 จะเติบโตเฉลี่ย 31% ต่อปี จนมีมูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573<br />
นอกจากการผลิตและการให้บริการ การใช้งานแอปพลิเคชันซีรีส์แนวตั้งก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยสมาคมเน็ตแคสติ้งแห่งประเทศจีน (China Netcasting Service Association) รายงานว่า ในช่วง 8 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.) ผู้ใช้งานชาวจีนใช้งานแอปพลิเคชันละครสั้นเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 25.9% โดยแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในจีน ได้แก่ Hongguo Short Drama รองลงมา คือ Hippo Theater และ Fanhua Theater ตามลำดับ สำหรับตลาดอื่น สมาคมฯ ระบุว่า ในช่วง 8 เดือนของปี 2568 มีการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันละครสั้นในต่างประเทศกว่า 730 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 370.4% และจากรายงานของ SocialPeta ระบุว่า แอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั่วโลก (ยกเว้นประเทศจีน) คือ Reelshort รองลงมา ได้แก่ DramaBox ShortMax และ GoodsShort</p>

<p>ทั้งนี้ รูปแบบหลักที่แพลตฟอร์มใช้ในการสร้างรายได้จากซีรีส์แนวตั้งมี 4 รูปแบบ ได้แก่ 1.ระบบเติมเงินเพื่อปลดล็อกเนื้อหารายตอน โดยแพลตฟอร์มจะให้ผู้บริโภคเข้าถึงเนื้อหา 10-15 ตอนแรก โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมซื้อเหรียญดิจิทัล (Coins) สำหรับปลดล็อกเนื้อหาตอนอื่น ๆ 2.ระบบสมาชิกแบบเหมาจ่าย 3.รายได้จากการโฆษณา และ 4.การตลาดแบบพันธมิตร (Affiliate Marketing) โดยแพลตฟอร์มยินยอมให้ผู้จำหน่าย ผู้ผลิตสินค้าใส่ลิงก์สำหรับสั่งซื้อสินค้าที่ปรากฏในซีรีส์ เพื่อให้ผู้ชมที่สนใจกดสั่งซื้อได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ตลาดซีรีส์แนวตั้งของไทย ปัจจุบันยังไม่มีการประเมินมูลค่าตลาด แต่ก็เป็นตลาดที่มีศักยภาพในภูมิภาค โดยบริษัทวิจัยการตลาด SocialPeta ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีของปี 2568 ไทยมีจำนวนการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันซีรีส์แนวตั้งมากเป็นอันดับที่ 6 ของโลก ในขณะที่บริษัทวิจัยการตลาดของจีน Diandian คาดว่า ในไตรมาสแรกของปี 2568 รายได้ที่เกิดจากการซื้อในแอปพลิเคชันซีรีส์แนวตั้ง (In-App Purchase) ของไทย มีมูลค่าประมาณ 7.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 3 ของตลาดนอกประเทศจีน รองจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น และตลาดไทยยังมีแนวโน้มเติบโต เห็นได้จากพฤติกรรมของผู้บริโภคและการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ อาทิ ในปี 2568 มีผู้ใช้บริการบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ดาวโหลดแอปพลิเคชันซีรีส์แนวตั้งเพิ่มขึ้นกว่า 3 ล้านราย เพิ่มขึ้น 56% ทำให้ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานแอปพลิเคชันซีรีส์แนวตั้งประมาณ 9 ล้านรายต่อเดือน บริษัทจึงขยายรูปแบบการให้บริการเพื่อรองรับตลาดซีรีส์แนวตั้งได้มากขึ้น ในขณะที่ผู้ผลิตละครไทยหลายราย อาทิ กันตนา อมรินทร์ทีวี Mi Group oneD และทรูไอดีได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยเพิ่มการผลิตซีรีส์แนวตั้งมากขึ้น<br />
โดยแนวโน้มของซีรีส์แนวตั้งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงโอกาสของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ที่สามารถต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ความเป็นไทย อีกทั้งยังเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมและบริการหลากสาขาอื่น ๆ อาทิ วรรณกรรม การเขียนบท การผลิตสื่อวีดิทัศน์ ดนตรี แฟชันและความงาม การพากย์เสียง การแปลภาษา การตลาดดิจิทัล ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมซีรีส์แนวตั้ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วผ่านช่องทางดิจิทัล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการผลักดันซีรีส์แนวตั้งของไทยให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดไทยและตลาดโลก จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การพัฒนาเนื้อเรื่องที่สอดแทรกเอกลักษณ์ความเป็นไทย สามารถเข้าใจได้ง่าย 2.การยกระดับทักษะผู้ผลิตให้สอดคล้องกับรูปแบบของซีรีส์แนวตั้ง อาทิ การเล่าเรื่องที่กระชับ การจัดองค์ประกอบภาพให้เหมาะสมกับแสดงบนหน้าจอสมาร์ตโฟน และการใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มสำหรับนำมาปรับปรุงกลยุทธ์ธุรกิจและการผลิตคอนเทนต์ 3.การส่งเสริมอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง อาทิ การแปลคำบรรยาย การพากย์เสียง และการทำตลาดในต่างประเทศ เพื่อขยายฐานผู้ชมไปยังตลาดศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงสหรัฐฯ และยุโรป และ 4.การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระแสความนิยมของซีรีส์แนวตั้งเป็นสัญญาณที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ และความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยควรเร่งพัฒนาคอนเทนต์ให้มีเอกลักษณ์ และนำเสนอความเป็นไทยอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มบทบาทของไทยในตลาดดิจิทัลคอนเทนต์โลก รวมถึงสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ขณะที่กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถมีบทบาทในการส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ทั้งพัฒนาทักษะและความรู้ด้านการผลิต การตลาด การดำเนินธุรกิจ และทรัพย์สินทางปัญญา จัดทำข้อมูลของตลาดเป้าหมาย ตลอดจนสนับสนุนผู้ผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ไทยและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260713c9f0f895fb98ab9159f51fd0297e236d134205.jpg' type='image/jpg' length='129216' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“กิริฎา”เผยโลกาภิวัตน์อ่อนแรง กติกาโลกถูกเขียนใหม่ แนะไทยลดผลกระทบ หาโอกาส]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174960</link>
<guid isPermaLink="false">0ee078c72bd1c9f72d40f050bbf68761</guid>
<pubDate>Mon, 13 Jul 2026 13:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/7 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;กิริฎา&rdquo;เผยโลกาภิวัตน์อ่อนแรง กติกาโลกถูกเขียนใหม่ แนะไทยลดผลกระทบ หาโอกาส<br />
&ldquo;กิริฎา&rdquo;เผยกระแสโลกาภิวัตน์กำลังอ่อนแรง กติกาการค้าโลกกำลังถูกเขียนขึ้นมาใหม่ ท่ามกลางการแบ่งขั้วออกเป็นหลายกลุ่มอำนาจ และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลก แนะไทย &ldquo;Minimize ผลกระทบ&ndash;Maximize โอกาส&rdquo; โดยกระจายตลาดส่งออกและนำเข้า ใช้เครือข่าย FTA เปิดประตูการค้า ดึงดูดการลงทุนคุณภาพ</p>

<p>ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการบรรยายพิเศษในหัวข้อ &ldquo;ยุทธศาสตร์การค้า การลงทุน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก&rdquo; ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ณ ห้อง Blissful อาคาร 10 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 11 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา ว่า กระแสโลกาภิวัตน์กำลังอ่อนแรง และกติกาการค้าโลกกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ เนื่องจากการค้าโลกกำลังเผชิญทั้งการแบ่งขั้ว มาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น และการรวมกลุ่มผ่านความตกลงทวิภาคีหรือความตกลงเฉพาะกลุ่มมากขึ้น รวมถึงการเกิดความร่วมมือรูปแบบใหม่ระหว่างประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เช่น Future of Investment and Trade (FIT) Partnership ซึ่งมีสิงคโปร์และนิวซีแลนด์เป็นประเทศร่วมก่อตั้ง เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้น และแนวคิดเรื่อง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security) เช่น ความมั่นคงทางพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร และความน่าไว้วางใจระหว่างคู่ค้า กำลังมีน้ำหนักมากกว่าการพิจารณาเฉพาะต้นทุนและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ทั้งสหรัฐฯ กลุ่มจีนและพันธมิตร กลุ่มยุโรปและพันธมิตร ตลอดจนกลุ่มประเทศที่พยายามรักษาความสมดุล เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย และบางประเทศในตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังนำไปสู่การปรับโครงสร้างใน 4 ด้าน ได้แก่ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และระบบการเงินและสกุลเงิน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของห่วงโซ่อุปทานและการตัดสินใจลงทุนในระยะต่อไป&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎากล่าวว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากไทยมีจุดแข็งทั้งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ การดำเนินความสัมพันธ์อย่างสมดุลท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ ความพร้อมด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเครือข่าย FTA ที่เชื่อมโยงไทยกับตลาดสำคัญในหลายภูมิภาค แต่โอกาสดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไทยจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์ &ldquo;Minimize ผลกระทบ - Maximize โอกาส&rdquo; ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ประการ<br />
ประการแรก กระจายตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้า โดยรักษาและขยายตลาดเดิม ควบคู่กับการเจาะตลาดใหม่ เพื่อลดการกระจุกตัวและเพิ่มทางเลือกให้แก่ภาคการผลิต ปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ขณะที่จีนเป็นแหล่งนำเข้าหลัก ไทยจึงควรกระจายการส่งออกเพื่อลดการกระจุกตัวในตลาดสหรัฐฯ และกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาจีนมากเกินไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ประการที่สอง ขยายและยกระดับเครือข่าย FTA เพื่อเปิดประตูการค้าและกระจายความเสี่ยง ปัจจุบันไทยมีความตกลงการค้าเสรี 14 ฉบับ ครอบคลุมคู่ค้า 18 เขตเศรษฐกิจ คิดเป็นประมาณ 60% ของมูลค่าการส่งออกไทย และยังมีความตกลงที่ลงนามแล้วและอยู่ระหว่างการให้สัตยาบันหรือรอมีผลใช้บังคับ ได้แก่ FTA ไทย-EFTA ไทย-ภูฏาน และไทย-ศรีลังกา รวมถึงความตกลงที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น FTA ไทย-สหภาพยุโรป ตลอดจน FTA ไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อาเซียน-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ประการที่สาม พัฒนาฐานการผลิตและดึงดูดการลงทุนคุณภาพ โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่มี Local Content สูง เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ พัฒนาทักษะแรงงาน และเพิ่มมูลค่าในประเทศ เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎากล่าวว่า ในด้านความเสี่ยง มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางการค้าหลายรูปแบบ เพื่อเพิ่มอัตราภาษีนำเข้า ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ ส่วนด้านการลงทุน ภาพรวมการลงทุนภายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยการลงทุนภาคเอกชนในปี 2568 ขยายตัว และมีการลงทุนในเครื่องจักรเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะกิจการศูนย์ข้อมูลและบริการจัดเก็บข้อมูล อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แต่การประเมินผลสำเร็จไม่ควรพิจารณาเฉพาะวงเงินที่เข้าสู่ประเทศ ต้องคำนึงถึงการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นเพียงฐานประกอบสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศในระดับจำกัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202607138f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543133942.jpg' type='image/jpg' length='469433' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ดึง “บัวขาว บัญชาเมฆ” ร่วมกิจกรรมส่งเสริมมวยไทยในยุโรป คนร่วมล้นหลาม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174827</link>
<guid isPermaLink="false">7ad55982e1781a2bb29b3c52fef7d022</guid>
<pubDate>Mon, 13 Jul 2026 09:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 1.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>DITP ดึง &ldquo;บัวขาว บัญชาเมฆ&rdquo; ร่วมกิจกรรมส่งเสริมมวยไทยในยุโรป คนร่วมล้นหลาม<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลจัดกิจกรรมส่งเสริมมวยไทย Festival ในภูมิภาคยุโรป ที่เยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ นำ &ldquo;บัวขาว บัญชาเมฆ&rdquo; โชว์ตัว คนแห่รวมล้นหลาม เผยยังได้ใช้โอกาสนี้ประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร Thai SELECT คู่ขนาน สร้างการรับรู้ไปพร้อม ๆ กันด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวจีรนันท์ หิรัญญสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ถึงผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมมวยไทย Festival ในภูมิภาคยุโรป (เยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์) ที่ประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงให้กับมวยไทยได้เพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานผลการจัดกิจกรรม โดยมีการจัด &ldquo;Muay Thai Master Class with Buakaw Banchamek&rdquo; รวม 2 แห่งในเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์์ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวม 530 ราย คือ วันที่ 20 มิ.ย.2569 ณ สนามกีฬา Schulhaus und Sporthalle Blumenfeld นครซูริค ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 258 คน และวันที่ 21 มิ.ย.2569 ณ สนามกีฬา Fabriksporthalle Fechenheim นครแฟรงก์เฟิร์ต ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 272 คน<br />
โดยภายในงานได้จัดแสดงสินค้าชุดมวยคาแรคเตอร์ไทย พร้อมประชาสัมพันธ์อาหารไทย ร้านอาหาร Thai SELECT คู่ขนาน เพื่อเพิ่มการรับรู้และสร้างกระแสความนิยมในวงกว้าง โดยมีการประชาสัมพันธ์รูปภาพกิจกรรมผ่านทางช่องทางออนไลน์ มียอดเข้าชมภาพกิจกรรมมากกว่า 30,000 ครั้ง และกิจกรรมข้างต้นยังช่วยส่งเสริมกระแสความนิยมมวยไทย นำสู่โอกาสการขยายตลาดสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับมวยไทย ซึ่งจะมีการเชิญค่ายมวย นักธุรกิจที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจออนไลน์สินค้ามวยไทยต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ การจัด Muay Thai @Thai Festival ณ ลานกลางเมืองนครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี วันที่ 21 มิ.ย.2569 โดยบัวขาว บัญชาเมฆ ได้มีการโชว์ศิลปะแม่ไม้มวยไทย และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานมีส่วนร่วมฝึกฝนทักษะมวยไทยบนเวทีการแสดง โดยได้เผยแพร่รูปภาพกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ มีผู้เข้าชมงานกว่า 20,000 คน ยอดรับชมรูปภาพกิจกรรมมากกว่า 8,500 ครั้ง และจัด Press Interview บัวขาว บัญชาเมฆ ที่สำนักงานแฟรงก์เฟิร์ต เพื่อประชาสัมพันธ์มวยไทย และเป็นการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับหน่วยงาน บทบาทหน้าที่และกิจกรรมของสำนักงาน มียอดรับชมวิดีโอสัมภาษณ์ 7,500 ครั้ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202607131679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc093108.jpg' type='image/jpg' length='1853426' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ผนึกรัฐ เอกชน ยกระดับป้องกันการละเมิด รณรงค์ไม่ซื้อ ไม่ใช้ของปลอม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174824</link>
<guid isPermaLink="false">09f8b12e710648ee763053268a7dcfa6</guid>
<pubDate>Mon, 13 Jul 2026 09:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 666px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ผนึกรัฐ เอกชน ยกระดับป้องกันการละเมิด รณรงค์ไม่ซื้อ ไม่ใช้ของปลอม<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ และสถานเอกอัครราชทูตในไทย จัดกิจกรรมส่งเสริมการเคารพสิทธิ์ การยกระดับป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมจัดพิธีลงนาม MOU ป้องกันการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา CIB บก.ปอศ. และช้อปปี้ ร่วมมือป้องกันการละเมิด และมอบบันทึกความร่วมมือให้ยูนิลีเวอร์ ที่ร่วมมือระงับขายสินค้าละเมิดบนอินเทอร์เน็ต ก่อนนำทีมปลุกพลังคนรุ่นใหม่ &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเคารพสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้แนวคิด &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ สถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย และหน่วยงานต่างประเทศเข้าร่วม ณ พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และบริเวณ Walking Street สยามสแควร์ ว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนในความสำคัญของการเคารพสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในท้องตลาดและบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นปัญหาที่ฉุดรั้งความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค อีกทั้งยังบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ และประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญายังเป็นปัจจัยสำคัญที่ประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ใช้ประกอบการพิจารณาสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และบรรยากาศการค้าการลงทุนของประเทศ<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้เดินหน้าพัฒนาระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง ควบคู่กับการส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อผู้สร้างสรรค์และผู้ประกอบการไทย รวมทั้งพัฒนากลไกความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบทรัพย์สินทางปัญญา ให้ทัดเทียมสากล และผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า เพื่อเป็นการต่อยอดและยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเจ้าของสิทธิ์ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อยกระดับความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การสืบสวน และการขยายผลดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ &nbsp;</p>

<p>พร้อมกันนี้ ยังจัดพิธีรับมอบบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ตระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญากับบริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญารายล่าสุดที่แสดงเจตจำนงเข้าร่วมเครือข่ายความร่วมมือในการนำมาตรการ Notice and Takedown มาใช้ระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้ปัจจุบันเครือข่ายความร่วมมือดังกล่าวมีสมาชิกเพิ่มเป็น 45 องค์กร ประกอบด้วยหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ 3 องค์กร ได้แก่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา 37 องค์กร และผู้ประกอบการด้านอินเทอร์เน็ต 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ ลาซาด้า, ช้อปปี้, TikTok Shop, Nex Gen Commerce และ LINE สะท้อนถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐ เจ้าของสิทธิ์ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ในการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260713e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5092833.jpg' type='image/jpg' length='223509' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”เปิดงาน TCEX 2026 ชูทรัพย์สินทางปัญญาพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174820</link>
<guid isPermaLink="false">7fa39a238d5d368534f28ac35cc18c3c</guid>
<pubDate>Mon, 13 Jul 2026 09:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เปิดงาน TCEX 2026 ชูทรัพย์สินทางปัญญาพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;เปิดงาน TCEX 2026 นำผลงานคาแรกเตอร์และคอนเทนต์ไทยมาจัดแสดง ชูทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หากเข้าใจและใช้ประโยชน์เป็น จะสามารถต่อยอดและสร้างมูลค่ามหาศาล ตั้งเป้าคนเข้าชมงาน 8,000 คน ผ่านแค่ 2 วัน ทะลุ 15,000 คนแล้ว ส่วนยอดเจรจาธุรกิจตั้งเป้า 500 ล้านบาท ผ่าน 2 วันทำยอดแล้ว 316 ล้านบาท</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงาน Thailand Character &amp; Content Expo 2026 (TCEX 2026) ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พันธมิตรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนครีเอเตอร์และผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน ว่า การจัดงาน TCEX 2026 ถือเป็นครั้งแรกที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จัดเวทีเพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมคาแรกเตอร์และคอนเทนต์ของไทยอย่างครบวงจร พร้อมสะท้อนให้เห็นว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจดทะเบียนหรือการคุ้มครองสิทธิ์เท่านั้น แต่เป็นสินทรัพย์ที่สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล หากได้รับการพัฒนาและนำไปใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่อุตสาหกรรมคาแรกเตอร์ไทยมีมูลค่ากว่า 7,232 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 196% สะท้อนถึงศักยภาพของนักสร้างสรรค์ไทยที่สามารถพัฒนาผลงานให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากผู้สร้างสรรค์เข้าใจและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเหมาะสม จะสามารถต่อยอดผลงานผ่านการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ (Licensing) การพัฒนาสินค้าที่ระลึก (Merchandising) การสร้างแอนิเมชัน เกม และดิจิทัลคอนเทนต์ ตลอดจนการร่วมพัฒนาผลงานกับแบรนด์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย<br />
ล่าสุดประเทศไทยมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแล้วกว่า 1.26 ล้านรายการ และในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา จำนวนคำขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเติบโตเฉลี่ย 7.5% ต่อปี สะท้อนถึงความตื่นตัวของผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ในการให้ความสำคัญกับการสร้างและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความสำเร็จของการจัดงานครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายพันธมิตร ที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ขอเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการเยี่ยมชมทั้ง 4 โซนอุตสาหกรรม ได้แก่ Character &amp; Art, Content &amp; Story, Game &amp; Interactive Media และ Creative Lifestyle เพื่อเรียนรู้และต่อยอดแนวคิดสู่การสร้างมูลค่าทางธุรกิจ&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการจัดงานครั้งนี้ ตั้งเป้าผู้เข้าชมไว้ 8,000 คนตลอด 4 วัน แต่เพียง 2 วันแรก มีผู้เข้าร่วมงานแล้วกว่า 15,000 คน ขณะที่การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งตั้งเป้ามูลค่าไว้ 500 ล้านบาท ได้สร้างมูลค่าแล้วกว่า 316 ล้านบาท จึงเชื่อมั่นว่าเมื่อสิ้นสุดการจัดงานจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ภายหลังพิธีเปิด นางศุภจีได้เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานพันธมิตร เพื่อร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย รวมทั้งร่วมกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการเคารพสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้แนวคิด &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; เพื่อสร้างการรับรู้และปลูกจิตสำนึกในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้องแก่ประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
งาน Thailand Character &amp; Content Expo 2026 (TCEX 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9&ndash;12 ก.ค.2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอนและสยามเซ็นเตอร์ ภายใต้แนวคิด &ldquo;The Multiverse of Creativity&rdquo; โดยรวบรวมผลงานจากครีเอเตอร์ไทยกว่า 250 ราย พร้อมกิจกรรม Business Matching เวทีสัมมนา การให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจสำหรับผู้สนใจในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260713a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c092638.jpg' type='image/jpg' length='916652' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ผนึก Mrs.Thailand World ร่วมมือเผยแพร่สินค้า GI ไทยสู่ตลาดโลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174817</link>
<guid isPermaLink="false">1ef022629d1f3fa782d732a3e9230231</guid>
<pubDate>Mon, 13 Jul 2026 09:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ผนึก Mrs.Thailand World ร่วมมือเผยแพร่สินค้า GI ไทยสู่ตลาดโลก<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงนาม MOU กับบริษัท บริษัท เอ็มอาร์เอส. เอลิแก้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินการจัดการประกวด Mrs.Thailand World ร่วมมือกันเผยแพร่ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา สร้างค่านิยมเคารพสิทธิ์ และประชาสัมพันธ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สู่ตลาดโลก ผ่านเครือข่ายและกิจกรรมของกองประกวด พร้อมตั้ง &ldquo;แซมมี่&rdquo; Mrs.World 2025 เป็น GI Thailand Ambassador ช่วยโปรโมตอีกทาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท เอ็มอาร์เอส. เอลิแก้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินการจัดการประกวด Mrs. Thailand World เพื่อร่วมกันเผยแพร่ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา สร้างค่านิยมการเคารพสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา และประชาสัมพันธ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และสินค้าที่ได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ผ่านเครือข่ายและกิจกรรมของกองประกวด Mrs. Thailand World โดยการลงนาม MOU จัดขึ้นภายในงาน Thailand Character &amp; Content Expo 2026 (TCEX 2026) ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมเล็งเห็นว่าเวที Mrs.Thailand World และ Mrs.World เป็นเวทีระดับประเทศและระดับนานาชาติที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชน จึงมีศักยภาพในการขับเคลื่อนการสื่อสารประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญาสู่สาธารณชน ผ่านผู้เข้าประกวดและผู้ได้รับตำแหน่ง ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและเป็นแบบอย่างของสังคม ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงไม่เพียงช่วยสร้างการรับรู้และปลูกฝังค่านิยมการเคารพสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการที่ได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะสินค้า GI ของไทย ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อันจะช่วยสร้างโอกาสทางการตลาด เชื่อมโยงการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชนผู้ผลิต และต่อยอดทุนทางความคิดและภูมิปัญญาไทยให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม และยังเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME และขับเคลื่อนสินค้าอัตลักษณ์ไทยสู่ตลาดโลก<br />
โดยภายใต้ MOU ฉบับนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญา รณรงค์ด้านการเคารพสิทธิ์ และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยกรมจะสนับสนุนวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญในการถ่ายทอดความรู้และให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร รวมถึงสนับสนุนการนำสินค้า GI ไทยและสินค้าที่ได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ขณะที่ Mrs.Thailand World จะร่วมเผยแพร่ข้อมูลและบริการของกรมผ่านเครือข่ายและกิจกรรมของกองประกวดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมส่งเสริมบทบาทของผู้ได้รับตำแหน่งและผู้เข้าประกวดในการเป็นสื่อกลางสร้างการรับรู้และเผยแพร่ข้อมูลด้านทรัพย์สินทางปัญญาสู่สาธารณชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ทั้งสองฝ่ายมีแผนดำเนินกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดทำคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์สินค้า GI จากจังหวัดที่ผู้เข้าประกวดเป็นตัวแทนหรือมีความผูกพัน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของแหล่งผลิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของสินค้าในรูปแบบสร้างสรรค์ อันจะช่วยสร้างการรับรู้ เชื่อมโยงการท่องเที่ยว และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ชุมชนผู้ผลิต&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางกิจติพร นันท์ตานนท์ ผู้อำนวยการกองประกวด Mrs.Thailand World กล่าวว่า เวที Mrs.Thailand World ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีการประกวด แต่เป็นพื้นที่ในการขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและสังคม ซึ่งความร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในครั้งนี้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าประกวดได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาและประชาสัมพันธ์สินค้า GI ซึ่งเป็นอัตลักษณ์สำคัญของไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางชนิตา ศรีดาเกษ เครธอร์น (แซมมี่) ผู้ดำรงตำแหน่ง Mrs.World 2025 กล่าวว่า เคยนำสังคโลกสุโขทัยและชามไก่ลำปางไปถ่ายทอดเรื่องราวบนการประกวด Mrs.World 2025 ณ เมืองลาสเวกัส สหรัฐฯ จนได้รับความสนใจจากทีมงานกองประกวดและผู้เข้าร่วมงานจากหลายประเทศเป็นอย่างมาก และยินดีที่จะรับหน้าที่เป็น GI Thailand Ambassador เพราะเห็นว่ามีโอกาสอีกมากมายสำหรับผู้ผลิตสินค้า GI ที่จะสามารถบุกตลาดไปยังต่างประเทศได้ เนื่องจากได้รับความสนใจและมีการสอบถามโดยตรงถึงแหล่งผลิตและแหล่งจำหน่ายสินค้า จึงอยากให้คนไทยภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของท้องถิ่นตน และขอสนับสนุนให้มีการพัฒนาสินค้าโดยนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภคในต่างประเทศ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260713eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3092416.jpg' type='image/jpg' length='206107' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”มอบตรา Thai SELECT 2 ดาว ให้ร้านเล ลาร์ม ดู ตีกร์ เบลเยียม ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174813</link>
<guid isPermaLink="false">61229874802173ed86720ef2e6a64e4e</guid>
<pubDate>Mon, 13 Jul 2026 09:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;มอบตรา Thai SELECT 2 ดาว ให้ร้านเล ลาร์ม ดู ตีกร์ เบลเยียม&nbsp;<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo; มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 2 ดาว ให้แก่ร้านอาหาร เล ลาร์ม ดู ตีกร์ (Les Larmes du Tigre) ในกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เผยเป็นร้านอาหารไทยต้นตำรับในรูปแบบ Fine Thai Cuisine ได้รับความนิยมของชาวเบลเยี่ยม นักการทูตและนักท่องเที่ยวมานานกว่า 41 ปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสลิลา เทพเกษตรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ถึงการมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้กับร้านอาหารไทยในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า การมอบตรา Thai SELECT ดังกล่าว มีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบประกาศนียบัตร Thai SELECT 2 ดาว ให้แก่ร้านเล ลาร์ม ดู ตีกร์ (Les Larmes du Tigre) ที่ตั้งอยู่ในกรุงบรัสเซลส์ โดยเป็นร้านอาหารไทยที่มีการรักษามาตรฐานคุณภาพอาหารไทยและการบริการที่มีความเป็นไทย ตรงตามมาตรฐานการมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ที่ DITP กำหนด<br />
สำหรับร้าน Les Larmes du Tigre เปิดให้บริการในกรุงบรัสเซลส์มา 41 ปี และเป็นหนึ่งในร้านอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในประเทศเบลเยียม ด้วยการนำเสนออาหารไทยต้นตำรับในรูปแบบ Fine Thai Cuisine ที่ผสานความประณีตของการปรุงอาหารไทยเข้ากับบรรยากาศการรับประทานอาหารที่อบอุ่น มีการปรับเปรียบเมนูอาหารตามฤดูกาล เพิ่มการให้บริการแบบบุฟเฟต์ เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตในปัจจุบัน และเปิดโอกาสให้ได้ทดลองอาหารไทยที่หลากหลายเมนู ทำให้ร้าน Les Lames du Tigre ได้รับความนิยมจากทั้งชาวเบลเยียม นักการทูต และนักท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นตราสัญลักษณ์ที่กระทรวงพาณิชย์ มอบให้กับร้านอาหารไทย และผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูป ที่ให้บริการและจำหน่ายอาหารไทยรสชาติไทยแท้ ผ่านกระบวนการและขั้นตอนของการปรุงอาหารด้วยส่วนผสมตามตำรับอาหารไทย โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Signature (3 ดาว) มอบให้แก่ร้านอาหารไทยระดับพรีเมียม เลิศหรู วัตถุดิบชั้นยอด และการบริการที่ประณีต Classic (2 ดาว) มอบให้แก่ร้านอาหารที่ยกระดับการตกแต่ง มีความเป็นเอกลักษณ์ และการบริการอย่างมืออาชีพ และ Unique (1 ดาว) มอบให้แก่ร้านอาหารไทยรสชาติต้นตำรับที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี สะอาด และได้มาตรฐานสากล&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260713c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c092106.jpg' type='image/jpg' length='186473' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์-ดีเอสไอ บุกสมุย-พะงัน ตรวจนอมินี เจอถือที่ดิน ทำอสังหาฯ ตั้งที่เดียวกัน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174810</link>
<guid isPermaLink="false">8edfe090c152a6638604cf5677c971d3</guid>
<pubDate>Mon, 13 Jul 2026 09:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>พาณิชย์-ดีเอสไอ บุกสมุย-พะงัน ตรวจนอมินี เจอถือที่ดิน ทำอสังหาฯ ตั้งที่เดียวกัน<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าลงพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานต่าง ๆ ภายในจังหวัด ตรวจสอบบริษัทต้องสงสัยเข้าข่ายนอมินี 5 บริษัท พบถือครองที่ดินจำนวนมาก มูลค่าเฉียด 1,600 ล้านบาท มีการทำวิลล่าหรูขายต่างชาติ เจอสำนักงานกฎหมาย เข้าไปเกี่ยวข้องเป็นนอมินี ถือหุ้นแทนคนต่างชาติถือครองที่ดิน ทำอสังหาริมทรัพย์ เป็นที่ตั้งบริษัทมากถึง 103 บริษัท พบบริษัทชาวอิสราเอลทำศูนย์บำบัด ทำโรงแรม ที่พักอาศัย ที่มีความผิดปกติเพียบ ลั่นจัดการเด็ดขาด หยุดยั้งปัญหา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 10 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมทีมปราบนอมินี ลงพื้นที่ อำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานต่าง ๆ ภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมาย ตามหมายค้นในคดีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 หลังจากที่กรมได้ส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตรวจสอบจำนวน 34 บริษัท ที่มีพฤติการณ์จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโดยอาจใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้ตรวจสอบ 5 เป้าหมาย ได้แก่ 1.กลุ่มบริษัท J เป็นคดีพิเศษที่ 93/2569 บริษัทดังกล่าวมีพฤติการณ์ใช้คนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อถือครองที่ดินและประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจต้องห้ามตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยพัฒนาโครงการวิลล่าหรูบนพื้นที่กว่า 14,000 ตารางเมตร ในตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อขายให้ชาวต่างชาติ</p>

<p>โดยจากการสืบสวนสอบสวน พบว่า โครงการดังกล่าวมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะ ระบุว่ามีบริษัทสัญชาติจีนเป็นผู้พัฒนาโครงการและปรากฏบทบาทของกรรมการและผู้บริหารสัญชาติจีนในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ และการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันสถานที่ตั้งของโครงการยังเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกันอีกไม่น้อยกว่า 5 บริษัท ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันในลักษณะเครือข่ายครบวงจร ทั้งด้านการบริหารจัดการโครงการ การรับเหมาก่อสร้าง การถือครองและการพัฒนาที่ดิน การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา และการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์</p>

<p>การตรวจสอบเพิ่มเติม ยังพบว่า บริษัทต้องสงสัยมีการถือครองที่ดินในพื้นที่ตำบลบ่อผุด รวมจำนวน 15 แปลง เนื้อที่รวม 97 ไร่ 3 งาน 88.4 ตารางวา คิดเป็นมูลค่าที่ดินประมาณ 1,567.54 ล้านบาท เบื้องต้นประเมินมูลค่าโครงการราว 1,600 ล้านบาท และคาดว่ามูลค่าที่แท้จริงอาจสูงกว่าหลายพันล้านบาท และยังพบบริษัทมีสินทรัพย์รวมตามงบการเงินเป็นจำนวนกว่า 1,692 ล้านบาท และข้อมูลทางการเงิน มีเงินหมุนเวียนผ่านบัญชีธนาคารรวมกว่า 1,987 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการรับโอนเงินจากต่างประเทศ ตรวจสอบงบการเงินของบริษัทในเครือ จำนวน 6 บริษัท พบว่า มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้นกว่า 2,024 ล้านบาท และจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ผลการตรวจค้นพบเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการถือหุ้น การถือครองที่ดิน บัญชี สัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ สัญญาจ้างก่อสร้างโครงการ แบบจำลองโครงการ รวมถึงข้อมูลโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทกำลังก่อสร้างขึ้นใหม่บริเวณเขาเชิงมน ใกล้สนามบินนานาชาติสมุย และธุรกรรมการเงินจำนวนมาก โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างขยายผลไปยังบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องรวมถึงตรวจสอบการอำพรางโครงสร้างถือครองผ่านนิติบุคคลหลายชั้น<br />
2.สำนักงานกฎหมาย P จากการสอบสวนกรณีนิติบุคคลแห่งหนึ่งในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นคดีพิเศษที่ 94/2569 ซึ่งมีคนไทยและนิติบุคคลไทยเป็นผู้ถือหุ้น และมีคนต่างด้าวสัญชาติจีนเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น ประกอบกิจการตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง และมีการถือครองที่ดินบนเขาพระในตำบลบ่อผุด จำนวน 5 แปลง มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์รวมกว่า 300 ล้านบาท</p>

<p>จากการสืบสวนพบว่า ผู้ถือหุ้นคนไทยและนิติบุคคลไทยเป็นคนกลุ่มเดียวกันและเชื่อว่าเป็นตัวแทนอำพราง โดยมีสำนักงานกฎหมาย P เข้าไปเกี่ยวข้อง จึงทำการสืบสวนขยายผลพบสำนักงานกฎหมาย P มีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลกว่า 150 บริษัท โดยการใช้ชื่อตนเองหรือชื่อของบุคคลใกล้ชิดเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลต่าง ๆ แทนบุคคลต่างด้าว หรือใช้ชื่อตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลไทยเพื่อถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ซึ่งในจำนวนนี้มีนิติบุคคลจำนวนกว่า 101 บริษัท ถือครองอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นคิดเป็นมูลค่าตามราคาขณะซื้อขายกว่า 795 ล้านบาท และจากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เชื่อได้ว่าแหล่งเงินทุนที่แท้จริงเป็นของคนต่างด้าว</p>

<p>นอกจากนี้ สำนักงานกฎหมาย P ยังใช้ที่ตั้งของตนเองจดแจ้งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของนิติบุคคล จำนวนกว่า 103 บริษัท พฤติการณ์ดังกล่าวของสำนักงานกฎหมาย P จึงเป็นการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อให้คนต่างด้าวหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนการประกอบธุรกิจที่ถูกห้ามตามกฎหมาย ผลการตรวจค้น ยังพบพยานหลักฐานประกอบด้วยสำเนาโฉนดที่ดินซึ่งปรากฏชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นนิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวเป็นกรรมการ โดยมีเจ้าของสำนักงานกฎหมาย P และบุคคลใกล้ชิดเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 49 จำนวนมาก รวมถึงเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดินใบเสร็จค่าบริการ และเอกสารที่แสดงว่ามีการประกอบธุรกิจประเภทการค้าที่ดิน อันเป็นธุรกิจที่ต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบกิจการ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 94/2569 จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นพยานหลักฐานและจะได้สอบสวนขยายผลต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.บริษัท B สืบเนื่องจากการตรวจสอบบริษัทของชาวอิสราเอลที่มีลักษณะเข้าข่ายการใช้นอมินี ในการประกอบธุรกิจ ซึ่งจากการสืบสวนพบว่า ณ สถานที่ตั้งเดียวกันยังมีบริษัทในเครืออีกไม่น้อยกว่า 5 บริษัท ซึ่งมีกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกัน โดยหนึ่งในบริษัทดังกล่าวเปิดดำเนินการเป็นสถานที่พักพร้อมโฆษณาเป็นศูนย์บำบัด ศูนย์โยคะเพื่อสุขภาพ และสถานบำบัดรักษาบนเกาะพะงัน โดยในการประกอบธุรกิจมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งอำเภอเกาะพะงันได้ตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าสถานประกอบการดังกล่าวได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 หรือไม่<br />
4.บริษัท N ประกอบธุรกิจโรงแรมในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2556 จากการตรวจสอบ พบว่าบริษัทดังกล่าวมีกรรมการสัญชาติไทยและมีผู้ถือหุ้นทั้งสัญชาติไทยและอิสราเอล ทุนจดทะเบียน 45,000,000 บาท มีการถือครองที่ดิน 2 ไร่ 2 งาน ทรัพย์สินรวมกว่า 2,000 กว่าล้านบาท พนักงานสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินลงทุนและความสามารถในการชำระค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย เพื่อพิจารณาว่าเป็นการร่วมลงทุนที่แท้จริง หรือเป็นการถือหุ้นแทนคนต่างด้าวอันเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมายหรือไม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.บริษัท L ประกอบกิจการสร้างที่พักอาศัยและให้เช่าที่พักอาศัย ซึ่งมีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นและมีคนต่างด้าวสัญชาติอิสราเอลเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการ มีสินทรัพย์รวมกว่า 330 ล้านบาท และพบว่าบริษัทดังกล่าวมีการถือครองที่ดิน จำนวน 3 แปลง มีมูลค่าขณะซื้อขายกว่า 11 ล้านบาท และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ตั้งของบริษัทดังกล่าวพบว่ามีการใช้ที่ตั้งเดียวกันนี้จดแจ้งเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคล อีก 6 บริษัท ซึ่งมีคนไทยและคนต่างด้าวสัญชาติอิสราเอลกลุ่มเดียวกันเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการ และหนึ่งในนิติบุคคลนี้มีการถือครองที่ดินอีก 8 แปลง มีมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ซึ่งภายในบริเวณดังกล่าวมีลักษณะเป็นรีสอร์ตและเชื่อว่าเปิดให้บริการเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้กรมเข้มงวดกวดขันกับการรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันปัญหานอมินี รวมทั้งให้กรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีอย่างต่อเนื่อง และให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง</p>

<p>ทั้งนี้ นอมินีเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและสะสมมาอย่างยาวนานในสังคมไทย กรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานีจากข้อมูลนิติบุคคล พบว่า มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 ถือครองอสังหาริมทรัพย์ (โฉนดที่ดิน) มากกว่า 3,500 บริษัท และมีผู้ทำบัญชีเข้าไปถือหุ้นในบริษัทจำนวน 261 บริษัท ซึ่งการแก้ไขปัญหานอมินีจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากพบการใช้คนไทยเป็นนอมินีหรือประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จะร่วมกับทุกหน่วยงานดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ โดยจะดำเนินการมาตรการเชิงรุกเพื่อทั้งป้องกันและปราบปรามการใช้โครงสร้างนิติบุคคลอำพรางการถือครองธุรกิจของคนต่างด้าว อันเป็นมาตรการสำคัญในการคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260713c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b091753.jpg' type='image/jpg' length='279016' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”กำหนดสินค้าใช้ได้สองทาง หมวดนิวเคลียร์ ต้องขออนุญาตส่งออก-ส่งกลับ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174740</link>
<guid isPermaLink="false">ed9c360b0889ff377b54e3f6af9fc8a0</guid>
<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 15:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;กำหนดสินค้าใช้ได้สองทาง หมวดนิวเคลียร์ ต้องขออนุญาตส่งออก-ส่งกลับ<br />
กรมการค้าต่างประเทศออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้สินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUI) หมวด 0 ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกและส่งกลับไปนอกราชอาณาจักร ดีเดย์มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.69 เป็นต้นไป พร้อมเปิดให้ผู้ส่งออกยื่นขอรับใบอนุญาตได้ล่วงหน้า ตั้งแต่ 30 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา ยันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการควบคุมสินค้า DUI และดึงดูดการลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้สินค้าที่ใช้ได้สองทางเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกและส่งกลับไปนอกราชอาณาจักร โดยผู้ประกอบการที่จะส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items: DUI) ในหมวด 0 จะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบการผ่านพิธีการศุลกากรเพื่อการส่งออก โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.2569 เป็นต้นไป และกรมยังได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการอนุญาตให้ส่งออกหรือส่งกลับสินค้า DUI ในหมวด 0 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ e-TCWMD ได้ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในระยะแรกของการบังคับใช้ จะครอบคลุมสินค้า DUI ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ (หมวด 0) เฉพาะกิจกรรมส่งออกและส่งกลับ โดยผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกหรือส่งกลับสินค้า DUI ที่มีทั้งพิกัดและคุณสมบัติทางเทคนิคเข้าเกณฑ์เป็นสินค้า DUI ในหมวด 0 ต้องขออนุญาต แต่กรณีที่สินค้ามีพิกัดศุลกากรที่เข้าข่ายเป็นสินค้า DUI หมวด 0 แต่คุณสมบัติทางเทคนิคไม่เข้าเกณฑ์ตามที่กำหนด ผู้ประกอบการสามารถใช้รหัสยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาต (Exempt 99) ประกอบการผ่านพิธีการศุลกากร ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบคุณสมบัติทางเทคนิคของสินค้า DUI ได้ที่ https://etcwmd.dft.go.th และไปที่เมนู e-Classification และเลือก &ldquo;การจำแนกสินค้า&rdquo;<br />
&ldquo;การดำเนินมาตรการอนุญาตดังกล่าว มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการยกระดับระบบควบคุมสินค้า DUI ของไทย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันที่มีการนำสินค้า DUI ไปพัฒนาเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction : WMD) อีกทั้งยังเป็นการดำเนินการตามพันธกรณีภายใต้มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการกำกับดูแล ดึงดูดนักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศเพื่อผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขั้นสูง และนำมาซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศมากยิ่งขึ้น พร้อมสะท้อนความมุ่งมั่นของไทยในการควบคุมสินค้า DUI ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบการที่ประสงค์จะส่งออกหรือส่งกลับสินค้า DUI ในหมวด 0 เข้ามาตรวจสอบคุณลักษณะของสินค้า ก่อนยื่นคำขอรับใบอนุญาต โดยหากมีข้อสงสัยประการใด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มงานบริหารสินค้าสองทาง กองบริหารสินค้าข้อตกลงและมาตรการการค้า 02 547 4735 หรือ DFT Call Center สายด่วน 1385</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260710e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5155701.jpg' type='image/jpg' length='1299125' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เคาะแล้ว 183 ร้านอาหาร ได้รับตรา Thai SELECT 1-3 ดาว ประจำปี 69]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174739</link>
<guid isPermaLink="false">c7353c9ce1d6579bca8c5339f7cb9368</guid>
<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 15:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>​เคาะแล้ว 183 ร้านอาหาร ได้รับตรา Thai SELECT 1-3 ดาว ประจำปี 69<br />
คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกและส่งเสริมร้านอาหาร Thai SELECT ในไทย ประชุมคัดเลือกร้านอาหารทั่วประเทศ ที่สมัครเข้ารับตราสัญลักษณ์ปี 69 จำนวน 423 ร้าน คัดเลือกเหลือ 183 ร้าน ได้รับตรา Thai SELECT 1-3 ดาว หลังผ่านเกณฑ์เข้ม 5 ด้าน รถชาติ วัตถุดิบ สุขอนามัย บรรยากาศ และคุณภาพบริการ เตรียมจัดทำ Thai SELECT Guide 2026 เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ดึงดูดลูกค้า และมอบรางวัลให้ผู้ประกอบการ เดือน ส.ค.นี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกและส่งเสริมร้านอาหาร Thai SELECT ในประเทศไทย ว่า การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการประชุมสรุปผลการดำเนินงานด้านการคัดสรรร้านอาหาร Thai SELECT ประจำปี 2569 โดยปีนี้ มีร้านอาหารไทยสมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 423 ร้าน และภายหลังการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น คณะกรรมการได้ลงพื้นที่ตรวจประเมินร้านอาหารตามหลักเกณฑ์ Thai SELECT รวม 258 ร้าน และจากผลการพิจารณาของคณะกรรมการ มีร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรและได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 รวมทั้งสิ้น 183 ร้าน แบ่งเป็น Thai SELECT 1 ดาว 158 ร้าน Thai SELECT 2 ดาว 23 ร้าน และ Thai SELECT 3 ดาว 2 ร้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จะได้รับการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรมของกรม และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อสร้างการรับรู้ กระตุ้นการใช้บริการ การเชื่อมโยงร้านอาหารไทยคุณภาพเข้ากับการท่องเที่ยว ทั้งจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ และจะจัดทำและเผยแพร่ Thai SELECT Guide 2026 แหล่งรวบรวมรายชื่อร้านอาหาร Thai SELECT ที่ได้รับการรับรอง เพื่อใช้เป็นคู่มือแนะนำร้านอาหารไทยคุณภาพให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว สามารถนำไปต่อยอดด้านการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมมีกำหนดจัดพิธีมอบประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ Thai SELECT หรือ Thai SELECT Award 2026 ในเดือน ส.ค.2569 ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อเชิดชูเกียรติร้านอาหารไทยที่ผ่านการคัดสรร และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง<br />
&ldquo;ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายรับรองร้านอาหารไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับธุรกิจร้านอาหารไทย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยในฐานะ Soft Power ที่มีศักยภาพสูง กรมขอแสดงความยินดีกับร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรให้ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในปี 2569 โดยยืนยันจะเดินหน้าสนับสนุนร้านอาหาร Thai SELECT ให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง เป็นที่รู้จัก และเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระดับสากลต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการพิจารณาร้านอาหารเพื่อเข้ารับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ได้ดำเนินการตรวจประเมินตามขั้นตอนที่เข้มงวดเพื่อคัดสรรร้านอาหารที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐาน Thai SELECT โดยมีคณะกรรมการจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรมอนามัย ครัวการบินไทย สมาคมเชฟประเทศไทย วิทยาลัยดุสิตธานี วิทยาลัยเทคโนโลยีครัววันดี แม็คโคร (CP Axtra) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทย ร่วมกันพิจารณาอย่างรอบด้านเพื่อให้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพ มาตรฐาน และอัตลักษณ์อาหารไทยที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสามารถเชื่อมั่นได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการคัดสรรร้านอาหาร Thai SELECT ได้ยกระดับหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ครอบคลุมบริบทรอบด้านมากขึ้น ไม่ได้พิจารณาเฉพาะรสชาติอาหารเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบของการดำเนินธุรกิจร้านอาหารอย่างครบวงจร ทั้ง 1.รสชาติ ลักษณะอาหารไทย และเทคนิคการนำเสนอ 2.วัตถุดิบและรายการอาหาร 3.สุขอนามัยและความปลอดภัย 4.บรรยากาศและการตกแต่งร้าน และ 5.คุณภาพการบริการ เพื่อเฟ้นหาร้านอาหารไทยที่มีคุณภาพและมาตรฐาน สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้บริโภค และสะท้อนภาพลักษณ์ Soft Power ด้านอาหารไทยได้อย่างมีคุณภาพและเต็มภาคภูมิศักดิ์ศรีอาหารไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยและผู้สนใจกิจกรรมส่งเสริมร้านอาหารไทยผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สามารถติดตามความคืบหน้าการดำเนินกิจกรรมหรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร 0 2547 5954 e-Mail: thaiselectdbd@gmail.com เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th และ Call Center 1570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260710a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c155431.jpg' type='image/jpg' length='194797' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ร่วมฉลอง 30 ปี JETRO Bangkok ยันเดินหน้าร่วมมือไอพีไทย-ญี่ปุ่นต่อ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174738</link>
<guid isPermaLink="false">70fc2a8a4a2b226a2d2e763ce0cd642d</guid>
<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 15:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ร่วมฉลอง 30 ปี JETRO Bangkok ยันเดินหน้าร่วมมือไอพีไทย-ญี่ปุ่นต่อ<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมแสดงความยินดีองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) สำนักงานกรุงเทพฯ ครบรอบ 30 ปี ยันเดินหน้าสานต่อความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาไทย-ญี่ปุ่นต่อไป เพื่อขับเคลื่อนวัตกรรม และเป็นกลไกในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Driving Thailand&#39;s Economy and Innovation with Intellectual Property ในงานสัมมนา &ldquo;Pearl of Collaboration : 30 Years of Thailand&ndash;Japan IP Synergy&rdquo; ว่า กรมได้ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 30 ปี การจัดตั้งแผนกทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) สำนักงานกรุงเทพฯ พร้อมย้ำความมุ่งมั่นในการสานต่อความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างไทยและญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นวัตกรรม การค้าและการลงทุนของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้ขอบคุณสำนักงานสิทธิบัตรญี่ปุ่น (JPO) และ JETRO สำนักงานกรุงเทพฯ ที่ให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของกรม โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติด้านการตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรอย่างต่อเนื่อง อันเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการของกรม สะท้อนถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและญี่ปุ่นในการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานสากล<br />
นางอรมนกล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างกรม และ JPO ได้ก่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา โดยในช่วง 5 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) สถิติการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในไทยเพิ่มขึ้น 18.99% โดยบริษัทจากญี่ปุ่นครองแชมป์กลุ่มบริษัทต่างชาติที่ยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรมากที่สุดในไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อระบบทรัพย์สินทางปัญญาและศักยภาพการลงทุนของไทย และยังมีความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติในการพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อประเทศ รวมถึงมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการดำเนินงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมได้ยืนยันว่าให้ความสำคัญกับการยกระดับการให้บริการเพื่อรองรับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้พัฒนาระบบ AI Image Search และ Trademark Checker เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้ามาสืบค้นและตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยประเมินโอกาสที่จะได้รับจดทะเบียนด้วยตนเองในเบื้องต้น ควบคู่กับการขยายบริการ Fast Track เพื่อเร่งรัดการพิจารณาคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้รวดเร็วยิ่งขึ้น รองรับการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมทั้งเตรียมขับเคลื่อน Pilot Project IP Finance ของไทย ซึ่งเป็นการปลดล็อกให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่เป็นเพียงแค่เอกสารรับรองสิทธิ์ตามกฎหมาย แต่เป็นสะพานเชื่อมโยงนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ไร้ขีดจำกัด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยกรมจะเดินหน้าสานต่อความร่วมมือกับ JPO และ JETRO อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในโอกาสนี้ กรมยังได้หารือกับ Mr. Futoshi YASUDA รองหัวหน้าสำนักงานสิทธิบัตรญี่ปุ่น (JPO) เพื่อติดตามความคืบหน้าความร่วมมือด้านการพัฒนากระบวนการตรวจสอบสิทธิบัตร ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลผลการตรวจสอบสิทธิบัตร (Patent Prosecution Highway หรือ PPH Navigator) และการดำเนินโครงการ Prior Art Search ซึ่งช่วยเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการพิจารณาคำขอ ตลอดจนหารือแผนการดำเนินงานร่วมกันในระยะต่อไป โดยมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของบุคลากร การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบคำขอให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจนวัตกรรมของทั้งสองประเทศในอนาคต<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260710eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3155212.jpg' type='image/jpg' length='595991' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ดันภาพยนตร์ ซีรีส์ คอนเทนต์ไทยบุกเวียดนาม เจรจาธุรกิจปิดดีล 275 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174671</link>
<guid isPermaLink="false">2e43b6c729b56cb0ae296d24a6375a38</guid>
<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 12:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​DITP ดันภาพยนตร์ ซีรีส์ คอนเทนต์ไทยบุกเวียดนาม เจรจาธุรกิจปิดดีล 275 ล้าน<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานขายภาพยนตร์ ซีรีส์ และคอนเทนต์ไทยในตลาดเวียดนาม ประสบความสำเร็จปิดดีลการค้ามูลค่า 275.46 ล้านบาท ครอบคลุมการซื้อขายลิขสิทธิ์ จัดจำหน่าย นำภาพยนตร์ไทยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์และผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และการร่วมผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ภายใต้งาน Thai Film Festival in Vietnam 2026 เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม Vinpearl Landmark 81 นครโฮจิมินห์ ว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จด้วยดี มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม 22 บริษัท และบริษัทเวียดนาม 21 บริษัท เกิดการเจรจาธุรกิจรวม 160 นัดหมาย สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 275.46 ล้านบาท หรือประมาณ 8.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นมูลค่าที่เกิดขึ้นทันที 17.51 ล้านบาท มูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี 121.45 ล้านบาท และมูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 2&ndash;5 ปี 136.51 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การเจรจาครอบคลุมโอกาสทางธุรกิจทั้งด้านการซื้อขายลิขสิทธิ์ การจัดจำหน่ายคอนเทนต์ การนำภาพยนตร์ไทยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์และเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ตลอดจนการพัฒนาโครงการและการร่วมผลิตระหว่างผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของภาพยนตร์ ซีรีส์ และคอนเทนต์ไทยในการขยายตลาดและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจในเวียดนาม<br />
นายพรวิชกล่าวว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และคอนเทนต์ไทย จากการเติบโตของอุตสาหกรรมสื่อบันเทิง ความต้องการบริโภคคอนเทนต์จากต่างประเทศ และกระแสตอบรับที่ดีต่อภาพยนตร์และซีรีส์ไทย โดยเวียดนามไม่ได้เป็นเพียงตลาดส่งออกที่สำคัญ แต่ยังเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือระยะยาว ทั้งด้านการจัดจำหน่าย การร่วมผลิต การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา และการขยายตลาดร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ผลสำเร็จจากการเจรจาธุรกิจครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าคอนเทนต์ไทยมีศักยภาพและได้รับความสนใจจากตลาดเวียดนามอย่างต่อเนื่อง กรมจะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถขยายตลาด สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และต่อยอดความร่วมมือในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการค้าและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยในตลาดต่างประเทศต่อไป&rdquo;นายพรวิชกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการจัดงาน Thai Film Festival in Vietnam 2026 เป็นการจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 9&ndash;11 ก.ค.2569 โดยบูรณาการกิจกรรมส่งเสริมการค้าควบคู่กับการขยายฐานผู้ชมคอนเทนต์ไทย ผ่านกิจกรรม Business Matching, Networking Reception และ Film Screening โดยได้นำภาพยนตร์ไทย 5 เรื่อง ได้แก่ ธูปเที่ยงคืนวิญญาณ (Midnight Incense), ธี่หยด 1 (Death Whisperer 1), กล่องผีสุ่มวิญญาณ (Ghost Board), ข้างบ้าน (Our House) และพนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) (Human Resource) มาจัดฉาย พร้อมกิจกรรมพบปะผู้กำกับ นักแสดง และผู้แทนจากภาพยนตร์ เพื่อสร้างการรับรู้ ขยายฐานผู้ชม และส่งเสริมความนิยมคอนเทนต์ไทยในตลาดเวียดนาม ซึ่งมีความหมายเป็นพิเศษในโอกาสครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย&ndash;เวียดนาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมมีแผนที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมจัดงาน Thailand Content Market 2026 (TCM 2026) ระหว่างวันที่ 20&ndash;22 ก.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีธุรกิจระดับนานาชาติ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยด้านภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน เกม และดิจิทัลคอนเทนต์ กับผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก และยังได้เชิญชวนผู้ประกอบการเวียดนามเข้าร่วมแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและต่อยอดความร่วมมือกับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260710c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c125815.jpg' type='image/jpg' length='171340' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​พลังงาน-ค่าขนส่ง ดันดัชนีราคาผู้ผลิต มิ.ย.69 เพิ่ม 7.2% แต่เริ่มชะลอตัวลง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174670</link>
<guid isPermaLink="false">48391ddb108ea2847ca22dee01d75721</guid>
<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 12:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6a50598c1922a.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​พลังงาน-ค่าขนส่ง ดันดัชนีราคาผู้ผลิต มิ.ย.69 เพิ่ม 7.2% แต่เริ่มชะลอตัวลง<br />
สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน มิ.ย.69 เพิ่มขึ้น 7.2% แต่เริ่มชะลอตัวลง เพราะยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและการขนส่งยังทรงตัวสูง กระทบการผลิตสินค้าทุกหมวด ทั้งหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน มิ.ย.2569 เท่ากับ 114.3 เพิ่มขึ้น 7.2% แต่เริ่มชะลอตัวลง จากเดือน เม.ย.2569 ที่เพิ่มขึ้น 9.1% และพ.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น 8.5% ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานอย่างหนัก แต่เดือน มิ.ย.2569 ก็ยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ต้นทุนค่าพลังงานและด้านการขนส่งยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง กระทบต่อต้นทุนในภาคการผลิตของหลายอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยรายละเอียดดัชนีราคาผู้ผลิต ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง 3.7% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือก จากฐานราคาในปีก่อนที่ต่ำ หัวมันสำปะหลังสด จากปริมาณผลผลิตในตลาดที่มีน้อยตามการนำเข้าผ่านชายแดนที่ลดลง ยางพารา จากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องสูงขึ้น และผลปาล์มสด จากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลก<br />
ส่วนสินค้าที่ราคาปรับลดลง ได้แก่ ผลไม้ (ทุเรียน มังคุด มะพร้าว) จากปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดปริมาณมาก ประกอบกับตลาดปลายทางปรับลดราคา รับซื้อลง สุกรมีชีวิต ไก่เนื้อมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากความต้องการบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม</p>

<p>หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่ม 25.5% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก ความเสี่ยงด้านอุปทานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น สินแร่โลหะ จากอุปทานที่มีจำกัด ประกอบกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบจากต้นทุนด้านพลังงานส่งผลให้ต้นทุนปรับสูงขึ้น และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการก่อสร้างและความต้องการใช้ในประเทศเป็นหลัก</p>

<p>หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่ม 7.2% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี จากความไม่แน่นอนด้านโลจิสติกส์ในการขนส่งวัตถุดิบทำให้ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก จากความต้องการของตลาด และต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ราคาปรับสูงขึ้นตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ (ทองคำ) ราคาปรับสูงขึ้นตามราคาทองคำในตลาดโลก จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต ไตรมาสที่ 3 ปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับลดลง แม้ว่าจะยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ต้นทุนค่าพลังงานและด้านการขนส่งยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ประกอบกับการแข่งขันด้านราคาทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออกทำให้ผู้ประกอบการสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าเป็นไปอย่างจำกัด ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้ผลิตมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศในช่วงไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะช่วยสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศ และเอื้อต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิตในบางหมวดอุตสาหกรรม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260710860cac97d5ab0c638d80be091314f55a125559.jpg' type='image/jpg' length='109943' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกอัญมณี พ.ค.69 เพิ่ม 1.82% บวก 3 เดือนติด ทองยังแรงพุ่ง 55.75%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174535</link>
<guid isPermaLink="false">4221d688970ecc6865d9616d1b426a51</guid>
<pubDate>Thu, 09 Jul 2026 16:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 768px;" /></p>

<p>​ส่งออกอัญมณี พ.ค.69 เพิ่ม 1.82% บวก 3 เดือนติด ทองยังแรงพุ่ง 55.75%<br />
ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ พ.ค.69 ไม่รวมทองคำ 860.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 1.82% ขยายตัว 3 เดือนติด ได้แรงหนุนหลายตลาดต้องการ เว้นสหรัฐฯ ที่ยังลด จากเร่งนำเข้าก่อนหน้า รวม 5 เดือน 15,663.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 29.41% เฉพาะทองคำส่งออก 1,413.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 55.75% จากความต้องการซื้อของธนาคารกลาง การลงทุนในทองคำ แม้ว่าราคาโลกเริ่มลดลง จับตา ก.ค. หลัง G7 ห่วงเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ สงครามตะวันออกกลางกลับมาปะทุ &nbsp;</p>

<p>นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน พ.ค.2569 มีมูลค่า 860.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.82% ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 หากรวมทองคำ มีมูลค่า 2,274.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.74% รวม 5 เดือนปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 7,371.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.11% รวมทองคำมูลค่า 15,663.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 29.41%</p>

<p>ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ เดือน พ.ค.2569 มีมูลค่า 1,413.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 55.75% โดยได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางหลายประเทศ การลงทุนในทองคำ และความต้องการใช้ทองคำในเครื่องประดับ แม้ว่าราคาทองคำตลาดโลกจะเริ่มชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 4,587.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ลดลง 3 เดือนติดต่อกัน เพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลางผ่อนคลาย กองทุน SPDR Gold มีการขายทองคำออกมา และรวม 5 เดือน ส่งออกทองคำ 8,291.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 51.62% โดยหากแยกการส่งออกแต่ละเดือน ม.ค.2569 มูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 136.16% ก.พ.2569 มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.22% มี.ค.2569 มูลค่า 1,799.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 24.28% และเม.ย.2569 มูลค่า 1,216.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.27%<br />
ทางด้านตลาดส่งออก อินเดีย เพิ่ม 2.84% ฮ่องกง เพิ่ม 8.59% เยอรมนี เพิ่ม 41.77% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 67.15% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 65.60% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 5.50% อิตาลี เพิ่ม 32.17% ญี่ปุ่น เพิ่ม 42.08% เบลเยี่ยม เพิ่ม 22.36% ส่วนสหรัฐฯ ลด 11.371% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการส่งออก เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 68.17% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 15.59% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 2,674.53% เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 73,582.81% พลอยก้อน เพิ่ม 136.86% เพชรก้อน เพิ่ม 36.73% เพชรเจียระไน เพิ่ม 11.32% โลหะเงิน เพิ่ม 142.46% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 4.43% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน ลด 0.48% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 1.48%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในช่วงเดือน ก.ค.2569 จะยังได้รับผลดีจากการที่ผู้นำเข้าเร่งซื้อสินค้า เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ความกังวลด้านห่วงโซ่อุปทานและวัตถุดิบที่จะสูงขึ้น และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและเอื้อต่อการส่งออก แต่ก็ต้องจับตาปัจจัยเสี่ยง หลังจากกลุ่ม G7 และยุโรปออกคำเตือนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อรอบใหม่ ความเสี่ยงทางการค้า รวมไปถึงนโยบายภาษีสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาว่าจะได้ข้อสรุปอย่างไร และวิกฤตในตะวันออกกลาง ที่กลับมาปะทุอีกครั้ง &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260709a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c162739.jpg' type='image/jpg' length='322729' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP นำผู้เชี่ยวชาญติวเกษตรกร ปลูกกล้วยหอมให้ได้มาตรฐาน เพิ่มโอกาสส่งออกญี่ปุ่น]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174449</link>
<guid isPermaLink="false">cbdfe8e0f2469d55690fc9de8111b507</guid>
<pubDate>Thu, 09 Jul 2026 13:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​DITP นำผู้เชี่ยวชาญติวเกษตรกร ปลูกกล้วยหอมให้ได้มาตรฐาน เพิ่มโอกาสส่งออกญี่ปุ่น<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือพาณิชย์จังหวัด พาผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น ลงพื้นที่ติวเข้มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอม และผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ ให้สามารถปลูกกล้วยหอมได้คุณภาพ มาตรฐาน ตามมาตรฐานที่ตลาดญี่ปุ่นต้องการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกไปขายตลาดญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ ณ ประเทศญี่ปุ่น นำผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น ลงพื้นที่ตามกิจกรรมส่งเสริมการขยายตลาดสินค้ากล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 5-7 ก.ค.2569 เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้ากล้วยหอมไทยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นให้ได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ในแต่ละปีญี่ปุ่นมีความต้องการนำเข้ากล้วยสดปีละ 1 ล้านตัน โดยเป็นกล้วยที่นำเข้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียนถึงกว่า 8 แสนตัน ถือเป็นโอกาสของกล้วยไทยในการบุกตลาดญี่ปุ่น กรมจึงได้มีการส่งเสริมสินค้ากล้วยสดไปยังตลาดญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยและผู้ประกอบการไทยช่วงชิงตลาดกล้วยหอมในญี่ปุ่นให้ได้เพิ่มมากขึ้น&rdquo;<br />
สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้พบปะกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอม และผู้ประกอบการ ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ โดยพบว่า แม้ว่าเกษตรกรกลุ่มดังกล่าวจะเป็นเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอมมานาน แต่ยังสามารถปรับปรุงยกระดับการดำเนินการเพื่อแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ จึงได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกกล้วยตามมาตรฐานญี่ปุ่น มาให้คำแนะนำตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก เก็บเกี่ยว การบรรจุ และขนส่ง เพื่อให้รับทราบแนวทางการผลิตกล้วยที่เป็นไปตามมาตรฐานของญี่ปุ่น ตลอดจนแนะนำแนวทางการทำการตลาดกล้วยไทยในญี่ปุ่นด้วย</p>

<p>ทั้งนี้ ในเดือน ส.ค.2569 กรมมีแผนจะจัดกิจกรรมต่อเนื่องในการนำคณะผู้นำเข้าจากญี่ปุ่นมาเยี่ยมชมพื้นที่เพาะปลูก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานของกล้วยหอมไทย และจะจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างคณะผู้นำเข้าจากญี่ปุ่น กับเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยและผู้ประกอบการกล้วยหอมไทยต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260709eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3135102.jpg' type='image/jpg' length='270451' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“กิริฎา”ถก EUIPO ร่วมมือไอพี ยันพร้อมถ่ายทอดความรู้ การส่งเสริม GI ให้ภูฏาน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174445</link>
<guid isPermaLink="false">5fbf77c5644d6f79193473a6764a1fd3</guid>
<pubDate>Thu, 09 Jul 2026 13:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;กิริฎา&rdquo;ถก EUIPO ร่วมมือไอพี ยันพร้อมถ่ายทอดความรู้ การส่งเสริม GI ให้ภูฏาน<br />
&ldquo;กิริฎา&rdquo;หารือสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป (EUIPO) เดินหน้าร่วมมือขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเป็นประธานการลงนาม MOU ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญากับ EUIPO ฉบับใหม่ แทนฉบับเดิมที่จะหมดอายุ ต.ค.69 เพื่อร่วมมือกันต่อ เผยยังได้หารือกับสำนักงานสื่อสารมวลชน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา (DoMCIIP) ของภูฏาน ยันไทยพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านไอพี การส่งเสริมสินค้า GI</p>

<p>ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมหารือทวิภาคีกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป (European Union Intellectual Property Office : EUIPO) นำโดย Mr.Jo&atilde;o Negr&atilde;o ผู้อำนวยการบริหาร EUIPO โดยฝ่ายไทยได้ขอบคุณ EUIPO ที่ให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในระบบบริการต่าง ๆ เช่น AI Image Search และ Trademark Checker เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยผู้ประกอบการตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าเบื้องต้นก่อนยื่นคำขอ การพัฒนาบริการ Fast Track สำหรับจดทะเบียนสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร การออกแบบผลิตภัณฑ์ และเครื่องหมายการค้า รวมถึงความคืบหน้าในการปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเตรียมเข้าร่วมภาคีความตกลงระหว่างประเทศขององค์การการค้าโลก (WIPO)</p>

<p>โดยทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความร่วมมือให้สอดรับกับความท้าทายในยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบคำขอและงานบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SME โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน (IP Finance) ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวปฏิบัติด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสินค้า GI และขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้า GI ไทยในสหภาพยุโรป<br />
ขณะเดียวกัน ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป โดย Mr.Jo&atilde;o Negr&atilde;o ผู้อำนวยการบริหาร EUIPO ซึ่งเป็นการต่อยอดความร่วมมือจาก MOU ฉบับเดิมที่กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือน ต.ค.2569 เพื่อยกระดับความร่วมมือให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในยุคใหม่ โดยมีสาระสำคัญครอบคลุมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเครื่องมือสารสนเทศ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การบังคับใช้สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา และการประเมินมูลค่าและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันจัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎากล่าวว่า ได้นำคณะผู้แทนไทยหารือกับ Mr.Sonam Penjor ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารมวลชน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา (Department of Media, Creative Industry and Intellectual Property : DoMCIIP) แห่งราชอาณาจักรภูฏาน โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านทรัพย์สินทางปัญญารองรับความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ภูฏาน ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 ม.ค.2570 ซึ่งฝ่ายไทยแสดงความพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองและการส่งเสริมสินค้า GI ซึ่งปัจจุบันไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 260 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 116,253 ล้านบาท</p>

<p>ทั้งนี้ ภูฏานมีมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น ซึ่งสามารถต่อยอดด้วยการออกแบบร่วมสมัย ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าและสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน โดยทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องนี้ได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า การหารือกับ EUIPO และ DoMCIIP ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับพันธมิตรระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาไทยในระยะยาว โดยกรมจะเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมต่อยอดความร่วมมือกับประเทศและองค์กรระดับนานาชาติอื่น ๆ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าโลกต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260709c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c135158.jpg' type='image/jpg' length='136225' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.ศึกษายกระดับข้าวไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง ชู 3 กลุ่ม รักษ์โลก เรื่องราว สุขภาพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174389</link>
<guid isPermaLink="false">32163c168477425fb62633d82265de77</guid>
<pubDate>Thu, 09 Jul 2026 10:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>สนค.ศึกษายกระดับข้าวไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง ชู 3 กลุ่ม รักษ์โลก เรื่องราว สุขภาพ<br />
สนค.เดินหน้าศึกษายกระดับข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ชู 3 กลุ่มเป้าหมาย ข้าวรักษ์โลก ข้าวเรื่องราว และข้าวสุขภาพ เผยทุกกลุ่มมีแนวโน้มเติบโต และราคาขายสูงกว่าข้าวทั่วไป 1.2-3 เท่า เตรียมสรุปผลจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ และยกระดับรายได้เกษตรกรต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ดำเนินโครงการศึกษาแนวทางการยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อปรับโครงสร้างการค้าข้าวไทย และขานรับนโยบายข้าวประณีตของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเปลี่ยนผ่านจาก &ldquo;การขายปริมาณ&rdquo; ไปสู่ &ldquo;การขายคุณค่า&rdquo; โดยมีแผนผลักดันกลยุทธ์ &ldquo;ตลาดนำการผลิต&rdquo; (Demand-Driven) ส่งเสริมการค้าข้าวมูลค่าสูง เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ยินดีจ่ายส่วนเพิ่มให้กับสินค้าที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ด้วยการจำแนกข้าวมูลค่าสูงเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามฟังก์ชันที่ตลาดโลกต้องการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดย 1.กลุ่มข้าวรักษ์โลก มุ่งเน้นกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์มาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย ข้าวยั่งยืน ที่ผลิตตามมาตรฐานสากล (SRP) ข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ทั้งก๊าซมีเทน ไนตรัสออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์) และข้าวอินทรีย์ ที่ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ 2.กลุ่มข้าวเรื่องราว เน้นคุณค่าจากแหล่งกำเนิดและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ประกอบด้วย ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication) หรือ GI ซึ่งปัจจุบันไทยมีข้าวขึ้นทะเบียน GI แล้ว 24 รายการ (เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดพัทลุง) และข้าวพันธุ์พื้นเมือง/ข้าวดอย ที่มีรสชาติเอกลักษณ์และความหลากหลายทางชีวภาพ และ 3.กลุ่มข้าวสุขภาพ รองรับเทรนด์สังคมผู้สูงอายุและคนรักสุขภาพ ประกอบด้วย ข้าวโภชนาการสูงและข้าวสี ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง (เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสีนิล) และข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic index) หรือ Low GI สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หรือข้าวเติมวิตามิน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา สนค. ได้ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกด้านปัญหาอุปสรรคและศักยภาพในด้านการผลิตและการค้าจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญในทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงประเทศเวียดนามที่เป็นตัวอย่างการวางนโยบายด้านการพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำ โดยมีข้อค้นพบสำคัญ ได้แก่ 1.ความสำเร็จด้านข้าวคาร์บอนต่ำ กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช พิสูจน์ว่าเทคนิคนาเปียกสลับแห้งช่วยลดต้นทุนได้ถึง 17% และเพิ่มผลผลิตได้ 6% 2.เวียดนามเป็นประเทศที่น่าจับตามอง ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการขายปริมาณสู่คุณภาพ ด้วยโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านเฮกตาร์ (6.25 ล้านไร่) และมีการส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพ 3.ข้าวมูลค่าสูงสามารถสร้างราคาพรีเมียมได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ข้าวอินทรีย์สามารถตั้งราคาสูงกว่าข้าวทั่วไปได้ 1.5&ndash;3 เท่า ขณะที่ข้าว GI สูงกว่าถึง 1.5&ndash;3.4 เท่า และข้าวสีหรือข้าวเพื่อสุขภาพสูงกว่า 1.2&ndash;3 เท่า 4.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการแปรรูปและการยกระดับโรงสีเป็นกลไกตัวกลางขับเคลื่อน และ 5.ผู้ประกอบการกลางน้ำ ทั้งท่าข้าว สหกรณ์ และโรงสี ต้องเผชิญกับกับดักสภาพคล่อง จากระยะเวลารอรับชำระเงินที่ยาวนาน<br />
ส่วนการศึกษาตลาดข้าวโลก พบว่า ประมาณการความต้องการข้าวมูลค่าสูง ดังนี้ 1.กลุ่มข้าวรักษ์โลก โดยเฉพาะข้าวคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า ข้าวอินทรีย์ คาดว่าตลาดโลกมีมูลค่า 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะขยายตัวเป็น 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2577 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 4&ndash;5% ต่อปี 2.กลุ่มข้าวอัตลักษณ์และเรื่องราว เช่น ข้าวหอม (Aromatic Rice) มีมูลค่า 12,500 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าเพิ่มขึ้นถึง 20,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2577 เติบโต 5.1% ต่อปี และ 3.กลุ่มข้าวสุขภาพ มีความต้องการสูงสุดในกลุ่มข้าวพรีเมียมที่ 1.0&ndash;1.9 ล้านตันต่อปี และมีอัตราเติบโตของตลาดอาหารสุขภาพในเอเชียตะวันออกสูงถึง 17.4% ในปี 2567&ndash;2568 จากแรงหนุนของสังคมผู้สูงอายุและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า สนค. เตรียมจัดกิจกรรมศึกษาตลาดศักยภาพ ครั้งที่ 2 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงและนครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหารือผู้นำเข้าและสำรวจความต้องการตลาดข้าวพรีเมียม โดยจะเชื่อมโยงกับงาน Thailand Rice Roadshow 2026 ของกรมการค้าต่างประเทศ ในเดือน ก.ค.2569 และจะนำผลการศึกษาไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย อาทิ ระดับต้นน้ำ การปฏิรูประบบพันธุ์ข้าวและธรรมาภิบาลการรับรองมาตรฐาน ระดับกลางน้ำ การลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและโครงสร้างพื้นฐานการแปรรูป ระดับปลายน้ำ การสร้างอุปสงค์ การคุ้มครองตราสินค้า และการเข้าถึงตลาด เป็นต้น จากนั้น มีกำหนดจัดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย ในวันที่ 23 ก.ค.2569 เพื่อขับเคลื่อนมาตรการยกระดับรายได้เกษตรกร และขยายโอกาสทางการค้าข้าวไทยในเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ - GISTDA) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ - BDI) พัฒนาระบบข้อมูลเชิงลึก มีเป้าหมายเพื่อสร้าง &ldquo;ข้อมูลชุดเดียว&rdquo; สำหรับใช้บริหารจัดการอุปสงค์ อุปทานสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ ผ่านเครื่องมือ Dashboard คาดการณ์ผลผลิตข้าว ติดตามสถานการณ์แต่ละพื้นที่ วางแผนการผลิต การตลาด และดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ และได้นำ เทคโนโลยี AI และแบบจำลอง Prism Model (Precision Rice Intelligence for Strategy &amp; Market Model) มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์อุปสงค์ข้าวจากตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันประเทศไทยใช้พื้นที่ปลูกข้าวสูงถึง 43.3% ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ หรือคิดเป็น 74.7 ล้านไร่ ครอบคลุมครัวเรือนเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน ประมาณ 60% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งประเทศ โดยการปลูกข้าวนาปรัง (ข้าวขาว) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 8 ล้านไร่ ในปี 2564 เป็น 13 ล้านไร่ ในปี 2568 สวนทางกับราคา ทำให้ไทยตกอยู่ในกับดักการผลิตเชิงปริมาณ&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260709c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b104956.jpg' type='image/jpg' length='317822' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยโชว์วิสัยทัศน์ ขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญา บนเวทีสมัชชาใหญ่ WIPO ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174134</link>
<guid isPermaLink="false">0bd981250208cc4246413aa33a2e3659</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jul 2026 13:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>ไทยโชว์วิสัยทัศน์ ขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญา บนเวทีสมัชชาใหญ่ WIPO&nbsp;<br />
ไทยเข้าร่วมประชุมประประจำสมัชชาใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ที่เจนีวา ร่วมกำหนดทิศทางและติดตามการดำเนินงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา &ldquo;กิริฎา&rdquo;แสดงความภาคภูมิใจ WIPO ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตด้านแฟชันและการออกแบบแด่ &ldquo;เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี&rdquo; พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ของไทย ที่มุ่งผลักดันแปลงไอพีเป็นทุน เตรียมเข้าเป็นภาคีกรุงเฮก สนธิสัญญา WPPT และการใช้ GI สร้างมูลค่าเพิ่ม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO General Assembly) ครั้งที่ 68 ณ สำนักงานใหญ่ WIPO นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีของประเทศสมาชิก WIPO และปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7&ndash;15 ก.ค.2569 เพื่อกำหนดทิศทางและติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้กรอบ WIPO รวมทั้งแลกเปลี่ยนพัฒนาการและประเด็นสำคัญด้านทรัพย์สินทางปัญญาในระดับระหว่างประเทศ โดยมีหัวหน้าสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาและผู้แทนจากประเทศสมาชิก WIPO กว่า 194 ประเทศเข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในการประชุมครั้งนี้ นายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่ WIPO ได้นำเสนอผลการดำเนินงานขององค์กรในภาพรวม ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ บทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ความก้าวหน้าของบริการระหว่างประเทศของ WIPO การสนับสนุนประเทศสมาชิกในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนทิศทางการดำเนินงานของ WIPO ในอนาคต<br />
ดร.กิริฎากล่าวว่า ตนได้ใช้โอกาสนี้ ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม WIPO GA โดยแสดงความภาคภูมิใจในโอกาสแห่งประวัติศาสตร์ที่ WIPO ได้ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่ง &ldquo;ทูตด้านแฟชันและการออกแบบของ WIPO&rdquo; หรือ WIPO Ambassador for Fashion and Design แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นพระองค์แรกของโลก ด้วยพระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและยกระดับช่างฝีมือในท้องถิ่นของไทยให้สามารถพัฒนาหัตถศิลป์ดั้งเดิมให้สอดรับกับการออกแบบสมัยใหม่ โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้อย่างงดงาม โดยบทบาทในระดับโลกครั้งนี้ พระองค์จะทรงสามารถแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จแก่ประเทศสมาชิกอื่น ๆ เพื่อยกระดับงานหัตถกรรมของชุมชนท้องถิ่นสู่เวทีโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้แสดงวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเน้นย้ำว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงสิทธิตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต พร้อมทั้งได้นำเสนอความมุ่งมั่นของไทยในการสร้างระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาแห่งอนาคตเพื่อประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน</p>

<p>โดยมีแผนดำเนินการตาม 3 แนวทางสำคัญ คือ 1.การผลักดันระบบ IP Finance ของประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME และสตาร์ตอัปสามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน 2.การเร่งเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ (Hague Agreement) และสนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียง (WPPT) เพื่อยกระดับการคุ้มครองนักออกแบบ ศิลปิน นักแสดง และนักดนตรีไทยในระดับสากล และ 3.การใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน โดยทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า GI ผ่านการสร้างแบรนด์ การปรับรูปแบบการนำเสนอสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การควบคุมคุณภาพมาตรฐานการผลิต และการเชื่อมโยงสินค้า GI สู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งโดยเฉลี่ยสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้วจะสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่เพิ่มขึ้น 2-5 เท่า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า การประชุม WIPO GA ในปีนี้ได้สะท้อนทิศทางร่วมของ WIPO และประเทศสมาชิกในหลายประเด็นสำคัญ อาทิ การค้าและการลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Assets) มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเติบโตเร็วกว่าสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Tangible Assets) ถึง 3 เท่า โดยเห็นพ้องว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านกฎหมายหรือเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ผ่านการสร้างแบรนด์ การออกแบบ และนวัตกรรม</p>

<p>ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการคุ้มครองสิทธิ์ และทุกประเทศยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา (IP Ecosystem) เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเศรษฐกิจแห่งอนาคต ซึ่งล้วนเป็นทิศทางที่ประเทศไทยกำลังผลักดันเช่นเดียวกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การประชุม WIPO GA ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานของคณะทำงานภายใต้กรอบ WIPO ทั้งในด้านลิขสิทธิ์และสิทธิข้างเคียง สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม เป็นต้น ตลอดจนทิศทางการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและจะนำผลการหารือมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายและระบบบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในอนาคต ซึ่งกรมพร้อมเดินหน้าประสานความร่วมมือกับ WIPO และประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่สมดุล ครอบคลุม เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกัน&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260708c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c131420.jpg' type='image/jpg' length='242771' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ไทยร่วมประชุมรัฐมนตรีเวที WIPO ชูผลงานส่งเสริม SME สินค้า GI บริการจดไอพี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174108</link>
<guid isPermaLink="false">7ce134ef503a68be432ea38756b9929e</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jul 2026 11:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>ไทยร่วมประชุมรัฐมนตรีเวที WIPO ชูผลงานส่งเสริม SME สินค้า GI บริการจดไอพี<br />
ไทยเข้าร่วมการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ จัดโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) แลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายและร่วมกำหนดทิศทางการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ใช้เวทีนี้โชว์ผลงานการผลักดัน SME และสตาร์ตอัป ส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และการพัฒนาระบบจดทะเบียน &nbsp;</p>

<p>ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้นำคณะผู้แทนไทย ประกอบด้วยนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และทีมงาน เข้าร่วมการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Ministerial Policy Dialogue) ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Bridge Builders: Innovation and Creativity Driving Future Societies&rdquo; จัดโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และมีรัฐมนตรี ผู้แทนระดับสูงจากประเทศสมาชิก WIPO กว่า 40 ประเทศ มาแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายและร่วมกำหนดทิศทางการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคต ณ พิพิธภัณฑ์โอลิมปิก เมืองโลซานน์ สมาพันธรัฐสวิส</p>

<p>โดยในการประชุมครั้งนี้ ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์การกำหนดนโยบายของกระทรวงพาณิชย์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและพัฒนาผู้ประกอบการไทย โดยเน้นย้ำว่า ประเทศไทยมุ่งปรับบทบาทภาครัฐ จากเดิมที่มุ่งเน้นการกำกับดูแลด้านการจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สู่การเป็นผู้ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนสังคมแห่งอนาคต โดยมุ่งเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และภูมิปัญญาไทยให้เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ผ่านยุทธศาสตร์ &ldquo;สะพานเชื่อมโยง 3 มิติ&rdquo; ดังนี้<br />
มิติแรก ด้านสะพานเศรษฐกิจ (Economic Bridges) ไทยได้เร่งผลักดันผู้ประกอบการ SME และสตาร์ตอัปสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก ผ่านการส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและใช้ประโยชน์จากระบบอำนวยความสะดวกในการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศของ WIPO ทั้งระบบ PCT สำหรับสิทธิบัตร และระบบ Madrid สำหรับเครื่องหมายการค้า รวมทั้งการเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าร่วมภาคีความตกลงสำคัญ อาทิ สนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียงขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก และความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมของไทย โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของ &ldquo;เมติคูลี่&rdquo; บริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ของไทย ที่ได้พัฒนานวัตกรรมกระดูกเทียมไทเทเนียมเฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระยะเวลาเพียง 9 ปีบริษัทสามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญากว่า 80 รายการ พร้อมระดมทุนได้กว่า 290 ล้านบาท ปัจจุบันได้ร่วมมือกับศัลยแพทย์กว่า 850 คน ในโรงพยาบาลกว่า 240 แห่งทั่วโลก และให้การรักษาผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวกว่า 3,000 ราย สะท้อนศักยภาพนวัตกรรมไทยที่สามารถต่อยอดสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจและด้านการแพทย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
มิติที่สอง ด้านสะพานสังคม (Social Bridges) ไทยได้ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นกลไกในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ยกระดับรายได้ของผู้ประกอบการ ลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้สู่ชุมชนผู้ผลิตอย่างทั่วถึง โดยผลักดันสินค้า GI คุณภาพพรีเมียม เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ให้เป็นวัตถุดิบในร้านอาหารระดับมิชลิน เพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยได้รับผลตอบแทนจากภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างคุ้มค่า โดยปัจจุบันไทยมีสินค้า GI รวม 260 รายการ ครอบคลุม 77 จังหวัด มีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์กว่า 51,752 ราย สร้างมูลค่าตลาดรวมกว่า 1.16 แสนล้านบาท และมีมูลค่าการส่งออกสินค้า GI ไทยกว่า 150 ล้านบาท</p>

<p>มิติสุดท้าย ด้านสะพานภูมิศาสตร์ (Geographic Bridges) ไทยได้เดินหน้าเชื่อมโยงทุกพื้นที่ของประเทศให้เข้าถึงบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยเชื่อมั่นว่าระยะทางไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองความคิดสร้างสรรค์ จึงได้เปลี่ยนผ่านระบบการทำงานและการบริการประชาชนสู่ระบบดิจิทัลอย่างครบวงจร ทำให้สามารถดำเนินการด้านการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาผ่านระบบออนไลน์ได้ทุกขั้นตอน ปัจจุบันมีคำขอที่ยื่นผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่า 80% และยังได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้ อาทิ ระบบ AI Image Search และระบบ Trademark Checker เพื่อช่วยผู้ประกอบการตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าก่อนยื่นจดทะเบียน ซึ่งช่วยลดต้นทุน ลดข้อจำกัดด้านระยะทาง และอำนวยความสะดวกให้ผู้สร้างสรรค์และผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศสามารถเข้าถึงงานบริการและการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเท่าเทียม<br />
​ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของ WIPO ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติด้านนโยบายกับประเทศสมาชิก ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้และแนวคิดอันเป็นประโยชน์มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายของไทยให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลก และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการทำงานร่วมกับ WIPO และประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน&rdquo;ดร.กิริฎากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260708c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b111128.jpg' type='image/jpg' length='399532' />
</item>
</channel>
</rss>
