<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/index/id/112</link>
<atom:link href="https://chainat.moc.go.th/th/content/category/index/id/112" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”นำ 20 ผู้ประกอบการคอนเทนต์ไทยร่วมงาน ACFM 2026 ตั้งเป้า 500 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190354</link>
<guid isPermaLink="false">c99b6cbf6516460ead0b35cfe7cad3eb</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 15:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/8 - Copy 7.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;นำ 20 ผู้ประกอบการคอนเทนต์ไทยร่วมงาน ACFM 2026 ตั้งเป้า 500 ล้าน<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เดินหน้าขยายตลาดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีโลก นำผู้ประกอบการ 20 บริษัท เข้าร่วมงาน Asian Contents &amp; Film Market (ACFM) 2026 ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี มั่นใจเปิดตัวภาพยนตร์ ซีรีส์ คอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก ตั้งเป้ามูลค่าการค้า 500 ล้านบาทใน 5 ปี</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขยายตลาดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีโลก ผ่านงาน Asian Contents &amp; Film Market (ACFM) 2026 ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 10-13 ต.ค.2569 พร้อมด้วยนายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เพื่อผลักดันผู้ประกอบการคอนเทนต์ไทย 20 บริษัท เชื่อมโยงผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และคอนเทนต์ของไทย มีศักยภาพสูงในการสร้างรายได้จากต่างประเทศ ทั้งการขายลิขสิทธิ์ การจัดจำหน่าย การร่วมผลิต และบริการด้านการผลิต กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งนำผู้ประกอบการไทยสู่เวทีการค้าระหว่างประเทศและขยายคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลกในทุกช่องทาง<br />
สำหรับงาน ACFM 2026 เป็นเวทีเจรจาการค้าสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และบริการเกี่ยวเนื่องระดับนานาชาติ โดยประเทศไทยได้รับเลือกเป็น Country of Honor ประเทศแรกของงาน ซึ่งจัดควบคู่กับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน (Busan International Film Festival : BIFF) นับเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยแก่ผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ ได้นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม 20 บริษัท ประกอบด้วยผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ 12 บริษัท ผู้ผลิตรายการและละครโทรทัศน์ 6 บริษัท และผู้ให้บริการเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 2 บริษัท พร้อมจัดกิจกรรม Business Matching ภายใต้ Thailand Pavilion พื้นที่ 144 ตารางเมตร ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม รวมทั้งนำภาพยนตร์ไทย 5 เรื่อง ที่ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับการสร้างใหม่ (Remake IP) ในส่วน Busan Story Market เพื่อเชื่อมโยงผู้สร้างและนักลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2568 ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วม ACFM เกิดการจับคู่เจรจาการค้า 244 คู่ มูลค่ารวม 544.39 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าซื้อขายทันที 67.08 ล้านบาท มูลค่าคาดการณ์ภายใน 1 ปี 164.77 ล้านบาท และมูลค่าคาดการณ์ภายใน 2&ndash;5 ปี 312.54 ล้านบาท สำหรับปี 2569 คาดว่าจะเกิดมูลค่าการเจรจาการค้าภายใน 5 ปี ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการซื้อขาย การร่วมผลิต การให้บริการด้านการผลิต และการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาไทย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261012c9f0f895fb98ab9159f51fd0297e236d154238.jpg' type='image/jpg' length='335450' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ส่งรถ Mobile นำสินค้าราคาถูก ขายคนกรุง 20 จุด ลดภาระค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190298</link>
<guid isPermaLink="false">b7b8d24a15520cf33fedf6f5fb95f382</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 13:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/7 - Copy 12.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ส่งรถ Mobile นำสินค้าราคาถูก ขายคนกรุง 20 จุด ลดภาระค่าครองชีพ<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ส่งรถ Mobile นำสินค้าอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์ทำความสะอาด ลงพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 20 จุดทั่วกรุงเทพฯ นำสินค้ารวมกว่า 30 รายการ ทั้งอาหาร ของใช้ อุปกรณ์ทำความสะอาด จำหน่ายราคาถูก ลดสูงสุด 62% ลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และเตรียมจัดที่กรุงเทพฯ และทั่วประเทศอีกกว่า 3,000 ครั้ง ดีเดย์ 16 ต.ค.69 เป็นต้นไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการจำหน่ายสินค้าตามโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าสู้ภัยน้ำท่วม&rdquo; ณ โครงการอาคารเช่าปากบึง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ระดับน้ำเริ่มลดลงและประชาชนทยอยกลับเข้าพักอาศัย ซึ่งมีความจำเป็นต้องจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์ทำความสะอาดเพื่อฟื้นฟูบ้านเรือน กรมจึงเร่งประสานความร่วมมือกับสมาคมผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และภาคเอกชน นำสินค้าจำเป็นมาจำหน่ายในชุมชนในราคาประหยัด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรมได้จัดรถ Mobile นำสินค้าอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์ทำความสะอาดลงพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยกำหนดจุดจำหน่ายวันละ 2 จุด รวม 20 จุด ระหว่างวันที่ 9&ndash;18 ต.ค.2569 เวลา 09.00&ndash;20.00 น. เพื่อให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าได้ใกล้บ้าน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย โดยมีสินค้าจำหน่าย 10 หมวด รวมกว่า 30 รายการ ครอบคลุมทั้งอาหารและของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ตลอดจนอุปกรณ์ทำความสะอาดสำหรับฟื้นฟูบ้านเรือน<br />
โดยสินค้าราคาประหยัดที่นำมาจำหน่าย อาทิ ข้าวหอมมะลิ ขนาด 5 กิโลกรัม ราคา 120 บาท ลด 37% ไข่ไก่เบอร์ M คละเบอร์ 2&ndash;3 ขนาด 30 ฟอง ราคา 110 บาท จากราคาตลาด 140 บาท ลด 21% น้ำตาลทราย ขนาด 1 กิโลกรัม ราคา 22 บาท ลด 19% และน้ำมันปาล์ม ขนาด 1 ลิตร ราคา 42 บาท ลด 16%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอุปโภคบริโภคจากผู้ผลิตโดยตรง อาทิ ของใช้ประจำวันลดสูงสุด 58% สินค้าชำระร่างกายลดสูงสุด 44% สินค้าซักล้างลดสูงสุด 51% และสินค้าอาหารลดสูงสุด 42% รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น แปรงขัดพื้น ไม้ถูพื้น และไม้กวาด ลดสูงสุด 62% ช่วยให้ประชาชนสามารถจัดหาสิ่งของที่จำเป็นสำหรับทำความสะอาดและฟื้นฟูบ้านเรือนได้ในราคาประหยัด</p>

<p>นายวัฒนศักย์กล่าวว่า นอกจากการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้ว กรมยังเตรียมขยายการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ&rdquo; ระยะนำร่อง 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.2569 รวม 3,036 ครั้งทั่วประเทศ โดยจะเริ่มจัดกิจกรรมพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.2569 แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 300 ครั้ง และภูมิภาค 76 จังหวัด รวม 2,736 ครั้ง เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นจัดกิจกรรมในพื้นที่ชุมชนให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าได้สะดวก<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้ประสานผู้ผลิต ห้างค้าส่งค้าปลีก และผู้ประกอบการ ให้ดูแลปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ พร้อมติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา ประชาชนสามารถตรวจสอบวัน เวลา และสถานที่จำหน่ายสินค้าได้ทางเว็บไซต์ www.dit.go.th และเฟซบุ๊ก &ldquo;กรมการค้าภายใน DIT&rdquo; หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม หรือไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า ขอขอบคุณกรมการค้าภายในที่นำสินค้าราคาประหยัดมาจำหน่ายให้ประชาชนในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ โดยได้ประสานความร่วมมือตั้งแต่ช่วงที่ระดับน้ำยังไม่ลดลง เพื่อเตรียมความพร้อมนำสินค้าจำเป็นเข้าถึงประชาชน โดยกิจกรรมนี้ สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงฟื้นฟูที่อยู่อาศัยหลังน้ำลดได้เป็นอย่างมาก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202610128f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543131940.jpg' type='image/jpg' length='554180' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดไทยช่วยไทย อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569 ลดราคาสูงสุด 50%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190297</link>
<guid isPermaLink="false">a1c2ec7c0bfb825d2c4f40a7dbf8d80c</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 13:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 16.jpg" style="width: 1000px; height: 772px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดไทยช่วยไทย อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569 ลดราคาสูงสุด 50%<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;คิกออฟงาน &ldquo;ไทยช่วยไทย : อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569&rdquo; จับมือ 45 พันธมิตรภาคเอกชน ทั้งตลาดสด ห้างค้าปลีกค้าส่ง ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟในปั๊ม และผู้ประกอบการอาหาร Future food ลดราคาสินค้าช่วงเทศกาลกินเจ รวม 9 วัน สูงสุด 50% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน &ldquo;ไทยช่วยไทย : อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569&rdquo; ณ ตลาดยิ่งเจริญ เขตบางเขน กรุงเทพฯ ว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ จำนวน 45 ราย ได้แก่ ตลาดสด 30 แห่ง ห้างค้าปลีกค้าส่ง 6 ราย ร้านสะดวกซื้อ 1 ราย ร้านกาแฟในปั๊มน้ำมัน 3 ราย และผู้ประกอบการอาหาร Future food 5 ราย จัดกิจกรรมขึ้น ระหว่างวันที่ 10&ndash;18 ต.ค.2569 รวม 9 วัน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเทศกาลกินเจ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า วัตถุดิบ และอาหารเจในราคาประหยัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกิจกรรมดังกล่าว ได้มีการนำสินค้าและวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับเทศกาลกินเจมาจัดโปรโมชันลดราคาสูงสุด 50% พร้อมอาหารปรุงสำเร็จและเมนูเจทางเลือกราคาอิ่มคุ้ม ครอบคลุมผักสด วัตถุดิบประกอบอาหาร เครื่องปรุงรส และผลิตภัณฑ์อาหารที่เกี่ยวข้อง โดยกระจายสินค้าผ่านเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและอาหารเจในราคาที่เหมาะสมได้อย่างทั่วถึง<br />
ทั้งนี้ ยังได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์ปริมาณสินค้าและราคาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผักสดซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของเทศกาลกินเจ เนื่องจากฝนตกหนักและสถานการณ์น้ำท่วมในบางพื้นที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิต พร้อมประสานผู้ประกอบการให้ดูแลราคาอย่างเป็นธรรม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา และดูแลให้สินค้าและวัตถุดิบมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยไม่ซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม</p>

<p>นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569&rdquo; ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การเชื่อมโยงผักสดเข้าสู่ตลาดเพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายและช่วยดูแลราคาสินค้า การร่วมมือกับห้างค้าปลีกค้าส่ง สถานีบริการน้ำมันและร้านกาแฟภายในสถานีบริการ อาทิ พันธุ์ไทย คาเฟ่ อเมซอน และอินทนิล รวมถึงตลาดกลางและตลาดสด จัดโปรโมชันลดราคาสินค้า 5 หมวด ได้แก่ วัตถุดิบอาหารเจ ลดสูงสุด 50% ซอสปรุงรส ลดสูงสุด 50% อาหารสำเร็จรูป ลดสูงสุด 50% เครื่องดื่มเจ ลดสูงสุด 45% และผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ลดสูงสุด 50%</p>

<p>นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถเลือกซื้อวัตถุดิบและสินค้าอาหารเจในราคาพิเศษได้ที่ห้างค้าปลีกค้าส่งชั้นนำที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ Go Wholesale, Tops, Big C, Lotus&rsquo;s, Makro และ 7-Eleven เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับภาพรวมโครงการ มีพันธมิตรเข้าร่วม 45 ราย ครอบคลุมการเชื่อมโยงผักสดจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดกลาง 4 แห่ง ได้แก่ ตลาดไท สี่มุมเมือง ศรีเมือง ล้านเมือง การจำหน่ายวัตถุดิบและอาหารเจผ่านห้างค้าปลีก&ndash;ค้าส่งและร้านสะดวกซื้อ 697 รายการ ผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต (Future Food) 51 รายการ และอาหารปรุงสด ปรุงสำเร็จจากร้านอาหารเจ 250 ร้านค้า รวม 852 รายการทั่วประเทศ โดยจัดโปรโมชันลดราคาสูงสุด 50% เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าและอาหารเจในราคาประหยัด ควบคู่กับการกระจายผลผลิตจากเกษตรกรสู่ตลาดและเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการตลอดช่วงเทศกาล<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202610121679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc131520.jpg' type='image/jpg' length='1254569' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คนกังวลค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย.69 ลดลง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190296</link>
<guid isPermaLink="false">af91532090ac7b31b1c2d6177e4b0911</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 13:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 28.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>คนกังวลค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย.69 ลดลง<br />
สนค.เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ก.ย.69 อยู่ที่ระดับ 48.9 ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แม้จะมีโครงการไทยช่วยไทย พลัส ส่งออกเพิ่ม แต่ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน ความไม่แน่นอนการเมือง เศรษฐกิจโลก ระบุผลสำรวจเดือนนี้ ยังไม่สะท้อนเหตุการณ์น้ำท่วม คาดเห็นผลกระทบในเดือน ต.ค.69 ที่ต้องจับตาต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,424 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ก.ย.2569 อยู่ที่ระดับ 48.9 ปรับลดลงจากระดับ 49.5 ในเดือนก่อนหน้า โดยอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50 แม้มาตรการของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทย พลัส จะช่วยลดภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อของประชาชน ประกอบกับการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นมากนัก เพราะประชาชนยังมีความกังวลต่อค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 39.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 39.8 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 55.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 56.0 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น<br />
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 53.9 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 49.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก และมาตรการของรัฐ ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 47.4 ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 47.3 ในเดือนก่อนหน้า และภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 47.4 ปรับตัวลดลงจากระดับ 49.4 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50.0 แต่ปรับตัวลดลงจากระดับ 52.0 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ ภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 48.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 49.9 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลุ่มอาชีพพนักงานของรัฐ และผู้ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ มีค่าสูงกว่าค่าฐานที่ระดับ 50 ซึ่งอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ขณะที่ดัชนีของอาชีพอื่น ๆ 5 กลุ่มอาชีพ อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยเกษตรกร อยู่ที่ระดับ 47.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 48.4 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ราคาสินค้าเกษตร และผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 49.5 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 48.9 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น ส่วนพนักงานของรัฐ ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 53.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 53.1 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 49.7 ปรับตัวลดลงมาอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 51.3 ในเดือนก่อนหน้า และรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 46.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 47.4 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 47.5 ปรับตัวลดลงมาอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 50.5 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย สังคม/ความมั่นคง และเศรษฐกิจโลก ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 50.3 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 41.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 45.1 ในเดือนก่อนหน้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.2569 มาจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนระหว่างวันที่ 4-25 ก.ย.2569 โดยผลสำรวจจึงยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.ย. และต่อเนื่องถึงเดือน ต.ค.2569 อย่างมีนัยสำคัญ แต่คาดว่า จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน ต.ค.2569 เพราะได้รับแรงกดดันทั้งรายได้ที่ลดลง ค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้น และความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261012e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5131253.jpg' type='image/jpg' length='464591' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ตรวจตลาดรับเทศกาลกินเจ เผยวัตถุดิบหลายรายการลดลง ผักเริ่มคลี่คลาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190295</link>
<guid isPermaLink="false">bd2d679ef2128e9b11ed94849b8bedcc</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 13:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 36.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ตรวจตลาดรับเทศกาลกินเจ เผยวัตถุดิบหลายรายการลดลง ผักเริ่มคลี่คลาย<br />
กรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้ารับเทศกาลกินเจ ที่ชุมชนเล่งบ๊วยเอี๊ยะ (เยาวราช) เผยราคาวัตถุดิบอาหารเจหลายรายการลดลง ทั้งเห็ดหอม ดอกไม้จีน โปรตีนเกษตร แปะก๊วย ส่วนซอสปรุงรส เครื่องปรุง ราคาทรงตัว ขอความร่วมมือพ่อค้าแม่ค้า ตรึงราคาและจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม ส่วนผักสด ราคาเริ่มคลี่คลาย เร่งประสานผักจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดเพิ่มต่อเนื่อง &nbsp;</p>

<p>นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้า ณ ชุมชนเล่งบ๊วยเอี๊ยะ (เยาวราช) เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ในช่วงเทศกาลกินเจ ว่า เทศกาลกินเจปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9&ndash;18 ต.ค.2569 กรมจึงได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและพบปะผู้ประกอบการ เพื่อดูแลให้ประชาชนซื้อสินค้าได้อย่างเป็นธรรม ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบหมายให้ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการในการช่วยลดภาระค่าครองชีพและดูแลราคาสินค้าในช่วงเทศกาลให้กับพี่น้องประชาชน</p>

<p>โดยผลการลงพื้นที่ พบว่า เทศกาลกินเจปี 2569 บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนบางตาลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ในส่วนของสถานการณ์ราคาวัตถุดิบอาหารเจเฉลี่ยทั่วประเทศ พบว่า หลายรายการมีราคาลดลง โดยเห็ดหอมขนาดเล็กจากกิโลกรัมละ 335 บาท ลดลงเหลือ 290 บาท เห็ดหอมขนาดใหญ่จาก 450 บาท ลดลงเหลือ 425 บาท ดอกไม้จีนจาก 375 บาท ลดลงเหลือ 360 บาท โปรตีนเกษตรจาก 165 บาท ลดลงเหลือ 160 บาท และแปะก๊วยจาก 95 บาท ลดลงเหลือ 92.50 บาท ขณะที่ซอสและเครื่องปรุงรสส่วนใหญ่มีราคาทรงตัว<br />
ทั้งนี้ กรมได้ขอความร่วมมือพ่อค้าแม่ค้า ในการตรึงราคาและดูแลผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อวัตถุดิบและอาหารเจได้ในราคาที่เหมาะสม ส่วนอาหารเจปรุงสำเร็จ ผู้ประกอบการในพื้นที่เยาวราชให้ความร่วมมือในการดูแลราคาและบริหารต้นทุน โดยปรับเมนูและราคาจำหน่ายให้เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้ออาหารได้ในราคาที่เข้าถึงได้ตลอดเทศกาลกินเจ และกรมยังได้ประสานความร่วมมือกับห้างค้าปลีกให้จัดโปรโมชันและตรึงราคาซอสปรุงรส เครื่องปรุงรส และสินค้าที่จำเป็นสำหรับเทศกาลกินเจ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสถานการณ์ราคาผักสดที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดลดลงและราคาปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ขณะนี้สถานการณ์เริ่มมีสัญญาณคลี่คลาย โดยราคาขายส่ง ณ ตลาดกลางในช่วง 2&ndash;3 วันที่ผ่านมา มีแนวโน้มปรับลดลง แม้ในช่วงเช้าวันนี้ราคาผักบางรายการจะขยับขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเป็นวันแรกของเทศกาลกินเจที่มีความต้องการใช้วัตถุดิบเพิ่มขึ้น แต่โดยรวมราคาได้กลับมาอยู่ในระดับปกติ และคาดว่าสถานการณ์จะค่อย ๆ ดีขึ้นต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์แหล่งผลิตผัก ในตำบลดอนตูม อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เพื่อหาแนวทางสนับสนุนให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดูแลผลผลิตและป้องกันความเสียหายจากโรคพืช เพื่อเพิ่มปริมาณผักในระบบและช่วยให้สถานการณ์ราคามีเสถียรภาพมากขึ้น และยังมีแผนประสานนำผลิตผักจากแหล่งผลิตที่ไม่ได้รับผลกระทบเข้าสู่ตลาดกลาง เพื่อเร่งกระจายผลผลิตเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง<br />
ส่วนสินค้าเนื้อหมูและไข่ไก่ กรมได้ประสานกรมปศุสัตว์ติดตามปริมาณและราคาอย่างใกล้ชิด โดยราคาเฉลี่ยเนื้อหมูแดงช่วงวันที่ 6&ndash;8 ต.ค.2569 อยู่ที่ประมาณ 132&ndash;133 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนไข่ไก่ ได้ขอความร่วมมือให้ยืดระยะเวลาการเลี้ยงแม่ไก่ยืนกรงออกไปอีก 3&ndash;5 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มปริมาณไข่เข้าสู่ระบบประมาณวันละ 2 ล้านฟอง พร้อมประสานผู้ส่งออกให้ชะลอหรือปรับลดการส่งออกตามความเหมาะสม เพื่อรักษาปริมาณไข่ไก่สำหรับบริโภคภายในประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกประเภท ให้จำหน่ายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน และไม่ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากพบพฤติการณ์เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กรมจะตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569&rdquo;นายวัฒนศักย์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261012a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c131056.jpg' type='image/jpg' length='513366' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ผนึก 9 หน่วยงานรัฐ ลุยตรวจนอมินี เคสต่างด้าวได้สัญชาติไทยตุกติกทำธุรกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190294</link>
<guid isPermaLink="false">e3a8da7fb1c0e182ad82645c4d4689eb</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 13:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 39.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ผนึก 9 หน่วยงานรัฐ ลุยตรวจนอมินี เคสต่างด้าวได้สัญชาติไทยตุกติกทำธุรกิจ<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าผนึกกำลัง 9 หน่วยงานรัฐ ลงพื้นที่กรุงเทพฯ ตรวจกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นไทย แล้วเข้ามาทำมูลนิธิ ทำธุรกิจ เปิดสมาคม รวม 3 จุด พบพฤติการณ์ผิดปกติเพียบ ทั้งจ้างคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต มีกลุ่มบุคคลเดียวกันถือหุ้น เป็นกรรมการ เข้าข่ายการประกอบธุรกิจแทนคนต่างด้าว อำพรางแหล่งที่มาของเงินทุน แอบทำธุรกิจโดยไม่ขออนุญาต ลุยสอบเชิงลึก ตรวจความเชื่อมโยง หากพบผิด ฟันผิดเด็ดขาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่ตามปฏิบัติการ &ldquo;ยุทธรัฐ&rdquo; พื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 หน่วยงาน ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสรรพากร กรมการปกครอง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองบัญชาการตำรวจสันติบาล กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรมการจัดหางาน กรมที่ดิน และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยได้ทำการขยายผลจากกรณีที่มีกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่ได้รับการแปลงสัญชาติจากอิสราเอลเป็นสัญชาติไทย ได้กระทำการที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม และหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการลงพื้นที่ตรวจค้นครั้งนี้ ได้กำหนดเป้าหมายใน 3 จุด คือ จุดที่ 1 มูลนิธิชาบาดกรุงเทพ บริเวณเขตพระนคร พบคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 3 ราย ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และดำเนินคดีนายจ้าง 1 ราย ในข้อหารับคนต่างด้าวทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน จุดที่ 2 บริษัท กาน ชาบาด จำกัด บริเวณเขตบางรัก พบพยานหลักฐานที่สำคัญ อาทิ เอกสารการจดทะเบียนมูลนิธิ สมาคม เอกสารการรับบริจาคเงิน บัญชีรายชื่อสมาชิก เอกสารการซื้อขายที่ดิน การก่อสร้างอาคาร การยื่นเสียภาษี การดำเนินกิจการของชาบาดเฮ้าส์ ใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร กิจการโรงแรมหรือที่พักแรม รวมถึงเอกสารเกี่ยวกับนิติบุคคลที่มีการจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานแห่งเดียวกันกว่า 61 บริษัท ตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า มีบุคคลกลุ่มเดียวกันปรากฏชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลหลายแห่ง ซึ่งในกลุ่มดังกล่าวมีบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยจากการแปลงสัญชาติ และจุดที่ 3 ยิวสมาคมแห่งประเทศไทย บริเวณเขตคลองเตย พบต่างด้าวสัญชาติลาว จำนวน 2 ราย ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และดำเนินคดีนายจ้าง 1 ราย ในข้อหารับคนต่างด้าวทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน<br />
นายกิตติวัฒน์กล่าวว่า กรมได้ตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาการประกอบธุรกิจและสถานะของนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว พบว่า มีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจแทนคนต่างด้าว หรือมีเจตนาอำพรางที่มาของแหล่งเงินทุนในการประกอบธุรกิจแทนคนต่างด้าว หรือมีเจตนาอำพรางที่มาของแหล่งเงินทุนในการประกอบธุรกิจที่เป็นเงินของคนต่างด้าว ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยแบ่งพฤติการณ์ได้ 2 รูปแบบ คือ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
1.นิติบุคคลที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าว จำนวน 2 ราย หนึ่งรายมีสัดส่วนการถือครองหุ้นในบริษัทเป็นคนต่างด้าว 51% และคนไทย 49% ประกอบธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นบัญชีท้ายที่หนึ่ง ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจนี้โดยเด็ดขาด และอีกรายเป็นคนต่างด้าว 99.99% และคนไทย 0.01% ประกอบธุรกิจการจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ ซึ่งเป็นธุรกิจบริการอื่นตามบัญชีท้ายที่สาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยจากการตรวจสอบจากระบบขอใบอนุญาต หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจต่างด้าว (e-Foreign Business) ไม่พบว่าได้รับหนังสือรับรองหรือใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจ ซึ่งการประกอบธุรกิจดังกล่าวต้องได้รับการอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวก่อนจึงจะประกอบธุรกิจได้</p>

<p>2.นิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี (คนต่างด้าวถือหุ้นไม่ถึง 50%) จำนวน 33 ราย จากการตรวจสอบ พบว่า มีการประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยประกอบธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ บริการให้คำแนะนำและปรึกษาการลงทุน และธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งธุรกิจดังกล่าวหากคนต่างด้าวจะประกอบธุรกิจต้องได้รับการอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวก่อนจึงจะประกอบธุรกิจได้<br />
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลเชิงลึก ยังพบความเชื่อมโยงของผู้ถือหุ้นคนไทยที่มีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลและกลุ่มเครือข่ายดังกล่าว รวมทั้งพบความเชื่อมโยงของผู้ทำบัญชีที่สังกัดสำนักงานรับทำบัญชี โดยมีกรรมการและผู้ถือหุ้นคนไทยของสำนักงานบัญชีบางรายเข้าไปมีชื่อถือหุ้นอยู่ในบริษัทกลุ่มเป้าหมายหลายบริษัทด้วย โดยกรมได้ออกหนังสือเรียกกรรมการและผู้ถือหุ้นเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจและการลงทุน สำหรับนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์ในรูปแบบที่ 1 และ 2 ตามที่กล่าวมาแล้ว หากพบว่ามีการกระทำเข้าข่ายเป็นความผิดกรณีคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าทำหน้าที่เป็นหน่วยนำวิถีในการชี้เป้าและตรวจสอบการกระทำความผิดของชาวต่างชาติที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทนในการประกอบธุรกิจ หรือนอมินี และให้ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการปราบปรามการกระทำความผิดดังกล่าวให้หมดสิ้นไปเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบนโยบายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าดำเนินการเชิงรุกสแกนและตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติในลักษณะนอมินีร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261012eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3130852.jpg' type='image/jpg' length='186764' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกอัญมณี ส.ค.69 พลิกกลับมาบวก 4.86% ทองคำพุ่งแรง โต 112.47%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190292</link>
<guid isPermaLink="false">e99b7b33f55e08f9c572f772efee7e61</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 13:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 42.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​ส่งออกอัญมณี ส.ค.69 พลิกกลับมาบวก 4.86% ทองคำพุ่งแรง โต 112.47%<br />
ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ส.ค.69 ไม่รวมทองคำ 860.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 4.86% กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังลดลงในเดือนก่อนหน้า รวม 8 เดือน มูลค่า 9,842.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.42% เฉพาะทองคำส่งออกพุ่งแรง 2,361.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 112.47% จากราคาโลกกลับมาเพิ่มขึ้นหลังลดมา 5 เดือนติด คาดแนวโน้มส่งออกยังไปได้ เว้นสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว แต่ทั้งปีลุ้นเป็นไปตามเป้า 10%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ส.ค.2569 มีมูลค่า 860.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.86% กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังลดลงในเดือนก่อนหน้า หากรวมทองคำ มีมูลค่า 3,221.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 66.74% รวม 8 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ส.ค.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 9,842.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.42% รวมทองคำมูลค่า 21,277.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.02%</p>

<p>ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ เดือน ส.ค.2569 มีมูลค่า 2,361.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 112.47% จากราคาทองคำตลาดโลกกลับมาเพิ่มขึ้น หลังลดลง 5 เดือนติดต่อกัน เพราะธนาคารกลางหลายประเทศเข้าซื้อ มีความต้องการใช้ในภาคเครื่องประดับ และรวม 8 เดือน ส่งออกทองคำ 11,435.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.94% โดยหากแยกการส่งออกแต่ละเดือน ม.ค.2569 มูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 136.16% ก.พ.2569 มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.22% มี.ค.2569 มูลค่า 1,799.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 24.28% เม.ย.2569 มูลค่า 1,216.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.27% พ.ค.2569 มูลค่า 1,413.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 55.75% มิ.ย.2569 มูลค่า 371.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 67.55% และก.ค.2569 มี มูลค่า 411.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 59.22%<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ฮ่องกง เพิ่ม 10.91% เยอรมนี เพิ่ม 40.52% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 102.76% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 2.63% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 72.10% อิตาลี เพิ่ม 26.76% ญี่ปุ่น เพิ่ม 34.70% เบลเยี่ยม เพิ่ม 30.62% ส่วนอินเดีย ลด 9.17% สหรัฐฯ ลด 4.24% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน</p>

<p>ส่วนการส่งออกสินค้าสำคัญ เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 38.20% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 17.72% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 1,723.75% เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 36,924.09% พลอยก้อน เพิ่ม 68.29% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 3.35% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 7.47% เพชรก้อน เพิ่ม 85.06% เพชรเจียระไน เพิ่ม 5.04% เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า เพิ่ม 75.56% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 16.77%</p>

<p>นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะยังส่งออกได้ต่อเนื่อง เพราะหลายตลาดยังคงมีการขยายตัว ยกเว้นสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะยังชะลอตัว ทั้งจากมาตรการภาษี และสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง จากการเร่งนำเข้าก่อนมาตรการภาษีมีผล และทำให้ชะลอการสั่งซื้อไปจนถึงสิ้นปี ส่วนเป้าทั้งปีน่าจะทำได้ตามที่ตั้งไว้ประมาณ 10% โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญในตอนนี้ คือ เงินบาทที่อ่อนค่า ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทย</p>

<p>สำหรับข้อแนะนำต่อผู้ประกอบการไทย ขณะนี้ผู้บริโภคลดปริมาณการซื้อและหันไปเลือกเครื่องประดับน้ำหนักเบาและสินค้าที่มีความคุ้มค่ามากขึ้น แต่กลุ่มสินค้าพรีเมียมและสินค้าหรูหรา ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อสำหรับสินค้าที่มีคุณภาพ การออกแบบ และความแตกต่าง ผู้ประกอบการไทยต้องปรับโครงสร้างสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมเลือกซื้อมากขึ้น ทั้งสินค้าที่เข้าถึงได้ง่าย สวมใส่ได้ทุกวัน และมีราคาสมเหตุสมผล กับสินค้าระดับพรีเมียมที่เน้นคุณภาพ การออกแบบ และคุณค่าที่แตกต่าง เพื่อรองรับกำลังซื้อในแต่ละระดับ และรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางภาวะราคาวัตถุดิบที่อยู่ในระดับสูง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261012c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c130652.jpg' type='image/jpg' length='487800' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำท่วมปี 69 ราคาสินค้าไม่กระทบวงกว้าง “พาณิชย์”เตรียมจัดขายของถูกลดภาระ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190291</link>
<guid isPermaLink="false">520732452dceefcb985dfd0b86a83fac</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 13:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 39.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>น้ำท่วมปี 69 ราคาสินค้าไม่กระทบวงกว้าง &ldquo;พาณิชย์&rdquo;เตรียมจัดขายของถูกลดภาระ<br />
สนค.ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2569 ต่อแรงกดดันด้านราคาสินค้า พบยังอยู่ในวงจำกัด ไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าในวงกว้าง มีแค่บางรายการที่ได้รับผลกระทบ อย่างผักสด ไข่ไก่ แต่ได้แก้ไขปัญหาแล้ว ส่วนเงินเฟ้อทั้งปี คาดยังอยู่ในเป้า 1.8-2.2% ค่ากลาง 2% จับตาน้ำท่วมกระทบรายได้ สภาพคล่อง เงินออม และกำลังซื้อครัวเรือน ด้านพาณิชย์ยังเกาะติดราคาสินค้าต่อ พร้อมจัดไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ ช่วยลดภาระประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2569 ต่อแรงกดดันด้านราคาสินค้า พบว่า ยังอยู่ในวงจำกัด ยังไม่เห็นการปรับขึ้นของราคาสินค้าในวงกว้าง และไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราเงินเฟ้อในภาพรวม โดยคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2569 ที่ 1.8&ndash;2.2% ค่ากลาง 2% แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านราคาสินค้า รายได้ และกำลังซื้อของครัวเรือน เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงและเสนอแนวทางบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามราคาสินค้าในห้างโมเดิร์นเทรด ช่วงปลายเดือน ก.ย.2569 พบว่า รายการสินค้าที่ติดตามมีราคาทรงตัว กว่า 70% ปรับเพิ่มขึ้น 12.4% และปรับลดลง 16.9% สะท้อนว่าการปรับขึ้นของราคายังไม่กระจายเป็นวงกว้าง ส่วนผักสด พบว่า มีหลายรายการเผชิญแรงกดดันด้านราคา เช่น ผักบุ้งจีน กะเพรา และโหระพา ซึ่งมีอายุการเก็บรักษาสั้น และอ่อนไหวต่อทั้งน้ำท่วม พื้นที่เพาะปลูก และข้อจำกัดด้านการขนส่ง แต่ได้ประสานนำผักจากแหล่งผลิตที่ไม่ได้รับผลกระทบเข้าสู่ตลาดกลางอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราคาขายส่งผักหลายรายการเริ่มปรับลดลง และไข่ไก่ ที่ฟาร์มผู้ผลิตบางแห่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ได้ขอความร่วมมือผู้ส่งออกไข่ไก่ชะลอและเลื่อนแผนการส่งออก เพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าในประเทศ พร้อมขอความร่วมมือผู้เลี้ยงตรึงราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา<br />
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ด้านสินค้าจะอยู่ในวงจำกัด แต่มีประเด็นที่ต้องติดตาม คือ รายได้ สภาพคล่อง และกำลังซื้อของครัวเรือน เนื่องจากน้ำท่วมอาจทำให้การประกอบอาชีพและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ไม่สามารถดำเนินได้ตามปกติ ส่งผลให้รายได้บางส่วนลดลง ขณะที่ครัวเรือนมีรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น ทั้งค่าอาหาร การเดินทาง การเคลื่อนย้ายและดูแลทรัพย์สิน ตลอดจนค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและอุปกรณ์ประกอบอาชีพหลังน้ำลด ภาวะที่รายได้ลดลงพร้อมกับรายจ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้นย่อมกดดันสภาพคล่อง ทำให้ครัวเรือนอาจต้องนำเงินออมออกมาใช้ หารายได้เพิ่มเติม หรือลดการใช้จ่ายในหมวดอื่น ซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังซื้อและกิจกรรมการค้าในพื้นที่ในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติจากกรณีน้ำท่วมปี 2554 โดยครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ ร้อยละ 53.4 นำเงินออมออกมาใช้ ร้อยละ 41.0 หารายได้เสริม และร้อยละ 29.7 ปรับลดค่าใช้จ่าย สะท้อนว่า น้ำท่วมสามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจได้พร้อมกัน 2 ด้าน คือ ภาวะอุปทานชะงักงัน (Supply Shock) จากผลผลิตและการขนส่งที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาสินค้าบางประเภท และภาวะรายได้ครัวเรือนลดลง (Household Income Shock) จากรายได้ที่ลดลงควบคู่กับรายจ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้น ทำให้ครัวเรือนต้องนำเงินออมมาใช้หรือลดการใช้จ่ายในหมวดอื่น ส่งผลให้สภาพคล่องและกำลังซื้อลดลง และอาจส่งต่อไปยังการบริโภคและยอดขายของผู้ประกอบการในพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการรับมือในระยะต่อไป ต้องติดตามขอบเขตพื้นที่ผลิตและพื้นที่เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะความต่อเนื่องของการผลิตและการกระจายสินค้า รวมถึงการฟื้นตัวของรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หลังน้ำลด ซึ่งจะมีส่วนกำหนดระดับผลกระทบต่อราคาสินค้าและกำลังซื้อของประชาชน โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปดูแลภาคการผลิต และการขนส่งสินค้าแล้ว และมีการติดตามสถานการณ์ปริมาณและราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีแผนดูแลค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชน หลังน้ำลด เพื่อสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้ากลับมาดำเนินได้โดยเร็ว เพื่อช่วยฟื้นฟูรายได้ของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยเตรียมดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ&rdquo; ตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค.2569 เป็นต้นไป นำสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดไปจำหน่าย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงฟื้นฟู ตั้งเป้าจัดกิจกรรมกว่า 1,000 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2554 ที่เกิดมหาอุทกภัย มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 16.2 ล้านคน หรือมากกว่า 5.2 ล้านครัวเรือน โดยเงินเฟ้อช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย.2554 อยู่ที่ 4.03% และ 4.19% ก่อนชะลอลงในเดือน ธ.ค.2554 โดยเงินเฟ้อในช่วงดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ขณะที่ราคาสินค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะผักสด ผลไม้สด ไข่ และเนื้อสัตว์ ปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาสั้นและพึ่งพาการขนส่งมีความอ่อนไหว ต่อปัญหาการผลิตและการกระจายสินค้าในช่วงน้ำท่วม ส่วนปี 2569 ข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 7 ต.ค.2569 พบว่า ตั้งแต่ ก.ย.2569 เป็นต้นมา มีพื้นที่ประสบอุทกภัยสะสมรวม 50 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 1.48 ล้านครัวเรือน หรือมากกว่า 4.20 ล้านคน แต่ผลกระทบจากราคาสินค้า และเงินเฟ้อยังอยู่ในวงจำกัด<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261012c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b130431.jpg' type='image/jpg' length='197604' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-UAE ยินดีปิดดีลเจรจา CEPA “ศุภจี”ชี้เพิ่มโอกาสส่งออก ดึงดูดการลงทุน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190017</link>
<guid isPermaLink="false">1c3e1815e31e95245b9dd3d708d4814d</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 09:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 35.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>ไทย-UAE ยินดีปิดดีลเจรจา CEPA &ldquo;ศุภจี&rdquo;ชี้เพิ่มโอกาสส่งออก ดึงดูดการลงทุน<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลการหารือระหว่างรัฐมนตรีการค้าต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กับนายกรัฐมนตรีไทย ยินดีที่สองฝ่ายปิดดีลการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPA) ไทย-UAE ได้สำเร็จ ทำให้เป็น FTA ฉบับแรกที่ไทยทำกับประเทศในตะวันออกกลาง ระบุสินค้าไทยมีโอกาสส่งออกมากขึ้น ดึงดูดการลงทุนศักยภาพสูงเข้ามาไทย และมีโอกาสดึงการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 8 ต.ค.2569 ดร. ธานี บิน อาเหม็ด อัล เซยูดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตนได้เข้าร่วมการหารือด้วย โดยสองฝ่ายได้ร่วมยินดีต่อการสรุปผลการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) ไทย&ndash;UAE และหารือแนวทางต่อยอดผลสำเร็จของการเจรจาไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ UAE เป็นประเทศแรกในอ่าวอาหรับที่แสดงความสนใจจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับไทย ซึ่งสองฝ่ายได้เริ่มการเจรจามาตั้งแต่ปี 2566 และสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ในการประชุมเจรจาจัดทำ CEPA ไทย&ndash;UAE รอบที่ 5 เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2569 ผ่านระบบการประชุมทางไกล ส่งผลให้ความตกลง CEPA ไทย&ndash;UAE เป็นความตกลง FTA ฉบับแรกของไทยกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง<br />
โดยผลการศึกษาประเมินว่า การจัดทำ CEPA ไทย-UAE จะส่งผลให้ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นถึง 318-357 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10,700-12,200 ล้านบาท การส่งออกของไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 227-243 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,600-8,100 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการจัดทำ CEPA ระหว่างกัน โดยสินค้าที่คาดว่าไทยจะส่งออกไป UAE ได้มากขึ้น อาทิ อาหารปรุงแต่ง ทูน่ากระป๋อง ข้าว น้ำผลไม้ ผลไม้ ไก่แช่เย็นแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องประดับ ยางล้อ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์และส่วนประกอบ ซึ่งสินค้าเหล่านี้ ฝ่าย UAE จะลดและยกเลิกภาษีให้ไทยภายใต้ CEPA<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การจัดทำ CEPA ระหว่างไทยกับ UAE จะเป็นกลไกสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจ สนับสนุนให้เกิดการลงทุนในระยะยาว และปูทางให้เกิดการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการดึงดูดนักลงทุน UAE ที่จะช่วยเพิ่มการจ้างงานในไทยด้วย โดยที่ผ่านมา ภายหลังการจัดทำ CEPA ระหว่าง UAE กับประเทศในอาเซียน UAE มีแนวโน้มเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อาทิ การลงทุนมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับอินโดนีเซีย ในภาคเกษตร พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์ และการลงทุนมูลค่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับมาเลเซีย ในภาคพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นสาขาที่ UAE มีศักยภาพ&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า UAE ยังได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในสาขาต่าง ๆ ในประเทศไทย อาทิ พลังงาน อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุนที่จะเป็นประโยชน์กับ SME ของไทย และความตกลง CEPA ยังมีบทความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ส่งเสริมให้สองฝ่ายพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ (Medical and Wellness Tourism) ซึ่งชาวตะวันออกกลาง รวมถึงชาวเอมิเรตส์นิยมมาใช้บริการที่ไทย โดยในปี 2567 มีชาวเอมิเรตส์เดินทางมารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนไทย 40,872 คน สร้างรายได้ให้ไทยกว่า 1,500 ล้านบาท ประกอบกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ และมีความพร้อมด้านระบบนิเวศทางธุรกิจ จึงคาดว่า การสร้างความร่วมมือกับ UAE จะช่วยต่อยอดให้อุตสาหกรรมดังกล่าวของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ไทยมองเห็นศักยภาพในการใช้ UAE เป็นจุดเชื่อมโยงกระจายสินค้าต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางอีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2568 UAE เป็นคู่ค้าอันดับที่ 8 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในตะวันออกกลาง และมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับ UAE สูงถึง 21,259.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออกจากไทย 4,504.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจาก UAE 16,755.49 โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและทองคำ ซึ่งหากหักมูลค่าการค้าสินค้าดังกล่าวออก ไทยจะได้ดุลการค้าสินค้าประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261009a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c094411.jpg' type='image/jpg' length='1083390' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค่าใช้จ่ายครัวเรือน เฉลี่ย 9 เดือน ปี 69 พุ่ง 21,217 บาท น้ำมัน ค่าเดินทางเพิ่มมากสุด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190015</link>
<guid isPermaLink="false">f9e7082d44f6cb4001526ba0ce8d324c</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 09:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 38.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>ค่าใช้จ่ายครัวเรือน เฉลี่ย 9 เดือน ปี 69 พุ่ง 21,217 บาท น้ำมัน ค่าเดินทางเพิ่มมากสุด<br />
สนค.เผยค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทยเฉลี่ยช่วง 9 เดือน ปี 69 อยู่ที่ 21,217 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 20,891 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้น 326 บาท สาเหตุหลักมาจากน้ำมัน ค่าเดินทาง เพิ่มขึ้นสูงสุด ตามมาด้วยหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เคหสถาน ส่วนแนวโน้มคาดยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากน้ำมัน ท่องเที่ยวปลายปี น้ำท่วม และค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้สำรวจภาพรวมค่าใช้จ่ายของครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนในช่วง 9 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) พบว่า ครัวเรือนไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 21,217 บาทต่อเดือน ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 20,891 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 326 บาท โดยภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ได้รับแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสำคัญ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในกลุ่มอาหารสำเร็จรูปที่ปรับตัวตามต้นทุนการผลิตและการขนส่ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยโครงสร้างค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในช่วง 9 เดือนของปี 2569 จำแนกตามหมวดสินค้าและบริการที่สำคัญ ได้แก่ หมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร เพิ่มขึ้นสูงสุด มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 4,895 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นจาก 4,667 บาทต่อเดือนในปี 2568 เพิ่มขึ้น 228 บาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 23.07% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าโดยสารสาธารณะที่ปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก ขณะที่หมวดการบันเทิง การอ่าน การศึกษา และการศาสนา ขยับสูงขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 842 บาท เพิ่มขึ้น 7 บาท<br />
หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 8,342 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 118 บาท จากปี 2568 โดยอาหารสำเร็จรูปมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3,528 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นจาก 3,435 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 93 บาท และกลุ่มข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง อยู่ที่ 736 บาท เพิ่มขึ้น 14 บาท รวมถึงเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 705 บาท ไข่และผลิตภัณฑ์นม 374 บาท ผลิตภัณฑ์น้ำตาล 186 บาท และผักและผลไม้ 1,026 บาท ที่ขยับขึ้นเล็กน้อย สวนทางกับวัตถุดิบประกอบอาหารสดที่ปรับลดลง อาทิ เนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ อยู่ที่ 1,536 บาท ลดลง 15 บาท และเครื่องประกอบอาหาร อยู่ที่ 252 บาท ลดลง 6 บาท สะท้อนให้เห็นว่าครัวเรือนเน้นการบริโภคอาหารปรุงสำเร็จและอาหารนอกบ้านตามวิถีชีวิตที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
หมวดเคหสถานและหมวดที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยชะลอตัวลง ค่าใช้จ่ายในหมวดเคหสถาน ปรับลดลงมาอยู่ที่ 5,117 บาทต่อเดือน ลดลง 17 บาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับลดลงของค่ากระแสไฟฟ้า เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในหมวดที่ไม่จำเป็นหรือสามารถชะลอการซื้อได้ มีแนวโน้มปรับลดลงเช่นกัน ได้แก่ หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล อยู่ที่ 1,327 บาทต่อเดือน ลดลง 5 บาท หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า อยู่ที่ 444 บาท ลดลง 4 บาท และหมวดยาสูบและเครื่องดื่ม มีแอลกอฮอล์ อยู่ที่ 250 บาท ลดลง 1 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับภาพรวมค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น ปัจจัยสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในต่างประเทศที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานในตลาดโลก ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวสูงขึ้น และส่งผ่านต้นทุนต่อเนื่องไปยังค่าเดินทาง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบในการผลิตอาหาร ประกอบกับพฤติกรรมของครัวเรือนในปัจจุบันที่นิยมบริโภคอาหารสำเร็จรูปเพื่อความคล่องตัว มากกว่าการซื้ออาหารสดมาประกอบอาหาร ส่งผลให้รายจ่ายในกลุ่มดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้นตาม อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าครัวเรือนบางส่วนมีการปรับพฤติกรรมโดยรัดเข็มขัด และชะลอการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่จำเป็นลง เช่น เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เพื่อบริหารสภาพคล่องทางการเงินให้สอดรับกับค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน<br />
ส่วนแนวโน้มค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในระยะถัดไป ประเมินว่า ยังคงมีทิศทางทรงตัวในระดับสูง โดยยังคงได้รับแรงกดดันจากความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทางท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปลายปีที่จะกระตุ้นความต้องการใช้พลังงานให้เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปลายทาง นอกจากนี้ ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงเฉพาะหน้าที่อาจเข้ามากดดันค่าใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มเติม ได้แก่ ผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะผักสดมีความผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อวัสดุก่อสร้างเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และการจัดหาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ภายในบ้านที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ในภาพรวม โครงสร้างค่าใช้จ่ายของครัวเรือนสะท้อนว่า น้ำมันเชื้อเพลิง การเดินทาง และอาหาร ยังคงเป็นหมวดค่าใช้จ่ายสำคัญที่มีผลต่อค่าครองชีพโดยตรง โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าอื่น ๆ ขณะที่ในช่วงที่เหลือของปี ยังต้องติดตามผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณผลผลิต เส้นทางขนส่ง รวมถึงการกระจายสินค้า และอาจทำให้ราคาสินค้าบางรายการ โดยเฉพาะผักสดและสินค้าทางการเกษตร มีความผันผวนในระยะสั้น โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์ โดยจัดตั้งศูนย์ Single Command และ War Room ติดตามกันตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมข้อมูลจากทุกหน่วยงานและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อดูทั้งปริมาณสินค้า ความต้องการของแต่ละพื้นที่ ราคา และเส้นทางขนส่ง พื้นที่ไหนเริ่มมีปัญหา จะได้เข้าไปประสานแก้ไขได้ทัน ส่วนสนค. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบล่วงหน้า เพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยและเสนอแนะแนวทางดูแลค่าครองชีพได้อย่างทันท่วงที&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261009eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3094205.jpg' type='image/jpg' length='169687' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ผนึกปศุสัตว์ติดตามหมูเจอน้ำท่วม ยันสถานการณ์ยังปกติ สินค้ามีเพียงพอ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190014</link>
<guid isPermaLink="false">4ab31fd6da9165bd31c67a501344afdd</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 09:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 41.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ผนึกปศุสัตว์ติดตามหมูเจอน้ำท่วม ยันสถานการณ์ยังปกติ สินค้ามีเพียงพอ<br />
กรมการค้าภายในผนึกกำลังกรมปศุสัตว์ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมฟาร์มสุกรในพื้นที่ภาคตะวันออก พบได้รับผลกระทบประมาณ 9,000 ตัว จากปกติที่มีสุกรเข้าสู่ตลาดวันละ 63,000 ตัว หรือเกือบ 2 ล้านตัวต่อเดือน ทำให้ยังมีหมูออกสู่ตลาดได้ตามปกติ และเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ส่วนราคาล่าสุด หมูเป็นกิโลกรัมละ 68.30 บาท หมูเนื้อแดงเฉลี่ย 132.13 บาท ยันเดินหน้าเกาะติดต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีเกิดสถานการณ์น้ำท่วมฟาร์มสุกรในพื้นที่ภาคตะวันออก ว่า กรมได้ประสานกรมปศุสัตว์ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านความเสียหายที่เกิดขึ้น ปริมาณสุกรที่มีอยู่ในระบบ และปริมาณสุกรที่จะออกสู่ตลาด เพื่อประเมินสถานการณ์และหามาตรการดูแลให้มีหมูเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้รับแจ้งข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ว่ามีสุกรได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประมาณ 9,000 ตัว จากปกติจะมีสุกรเข้าสู่ตลาดเกือบ 2 ล้านตัวต่อเดือน หรือประมาณ 63,000 ตัวต่อวัน ทำให้ขณะนี้ยังมีหมูออกสู่ตลาดได้ตามปกติ และยังเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยกรมจะติดตามทั้งปริมาณและราคาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลสถานการณ์ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมต่อไป<br />
สำหรับสถานการณ์ราคา ณ วันที่ 7 ต.ค.2569 พบว่า ราคาสุกรมีชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ 68.30 บาทต่อกิโลกรัม และราคาหมูเนื้อแดงไม่ตัดแต่งเฉลี่ยอยู่ที่ 132.13 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคายังทรงตัวและปรับลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมจะร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านปริมาณสุกรที่เข้าสู่ตลาด ความเคลื่อนไหวของราคา รวมถึงร่วมตรวจสอบการจำหน่ายสุกรและสินค้าเกี่ยวเนื่องของฟาร์มและผู้ประกอบการในพื้นที่ต่าง ๆ ให้เป็นไปตามปกติ เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการและประชาชนสามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม พร้อมกำกับดูแลการจำหน่ายสินค้าให้เป็นธรรม</p>

<p>โดยประชาชนหากพบเห็นการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือเอาเปรียบผู้บริโภค สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หากตรวจพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมาย โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261009c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c093914.jpg' type='image/jpg' length='170873' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.เผยราคาพลังงานพุ่งต่อเนื่อง กระทบค่าขนส่ง ต้นทุนผลิต ค่าครองชีพประชาชน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190010</link>
<guid isPermaLink="false">5873a95ae52ec9541bfd869259725e76</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 09:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 38.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​สนค.เผยราคาพลังงานพุ่งต่อเนื่อง กระทบค่าขนส่ง ต้นทุนผลิต ค่าครองชีพประชาชน<br />
สนค.เกาะติดสถานการณ์พลังงาน ในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา พบราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำ 8 เดือน ปี 69 ไทยนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงเพิ่ม 40.1% และส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต กระจายต่อถึงค่าครองชีพ แต่ยังดีที่มีมาตรการรัฐดูแลพลังงาน ทำให้ค่าครองชีพไม่พุ่งแรงเกินไป คาดราคาพลังงานยังทรงตัวสูงอีก แนะผู้ประกอบการบริหารจัดการต้นทุน ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน</p>

<p>นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 8&ndash;9 เดือนที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อุปทานพลังงานโลกตึงตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เฉลี่ย 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 88.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวสูงขึ้น 26.7% และเฉพาะเดือน ก.ย.2569 เร่งตัวขึ้นเป็น 102.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย ก็ปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกัน</p>

<p>โดยสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผ่านผลกระทบเป็นลูกโซ่เข้าสู่เศรษฐกิจและการค้าของไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ทำให้ช่วง 8 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ส.ค.) มูลค่าการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงของไทยเพิ่มขึ้น 40.1% ทำให้ดุลการค้าหมวดเชื้อเพลิงขาดดุลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เงินบาทที่ทยอยอ่อนค่าจากเฉลี่ย 31.27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในเดือน ม.ค.2569 เป็น 33.22 บาทในเดือน ก.ย.2569 สอดรับกับทิศทางราคาน้ำมัน จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการนำเข้าเมื่อแปลงเป็นเงินบาท<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ต้นทุนการนำเข้าดังกล่าว ได้ส่งผ่านต่อไปยังต้นทุนภาคการผลิตในประเทศ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (I-O Table) พบว่า แต่ละสาขาการผลิตได้รับผลกระทบแตกต่างกัน โดยสาขาที่มีความอ่อนไหวสูงสุด คือ ภาคการขนส่งสินค้าทางบก ที่มีค่าเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลัก รองลงมา คือ อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง อาทิ ปิโตรเคมี เส้นใยประดิษฐ์และการปั่นด้าย และกระเบื้องเซรามิก ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรมการผลิตค่อนข้างมาก ขณะที่อีกหลายสาขา นอกจากพลังงานที่ใช้ในการผลิตโดยตรงแล้ว ยังมีต้นทุนพลังงานแฝงที่ส่งผ่านมากับวัตถุดิบต้นน้ำ อาทิ อาหารทะเลแปรรูปที่พึ่งพาวัตถุดิบหลักจากการประมงทะเล ซึ่งมีต้นทุนค่าน้ำมันเรือในสัดส่วนสูง ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้เหล็กขั้นต้น ผลิตภัณฑ์พลาสติก ที่ใช้เม็ดพลาสติกจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยางล้อที่ใช้ยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี ตลอดจนเครื่องนุ่งห่ม ที่ต้นทุนพลังงานถูกส่งผ่านหลายทอด ตั้งแต่เส้นใยจนถึงการทอเป็นผ้าผืน</p>

<p>จากนั้นต้นทุนในภาคการผลิตได้ทยอยส่งผ่านสู่ค่าครองชีพของประชาชน โดยช่วง 9 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สูงขึ้น 6.2% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) สูงขึ้น 1.54% สะท้อนว่าราคาสินค้าต้นน้ำปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าปลายน้ำ ต้นทุนส่วนหนึ่งจึงยังไม่ได้ส่งผ่านไปยังผู้บริโภคทั้งหมด โดยมีมาตรการดูแลราคาพลังงานของภาครัฐ ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน</p>

<p>ในด้านการส่งออก พบว่า หลายสาขาที่อ่อนไหวข้างต้นเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ ปิโตรเคมี อาหารทะเลแปรรูป ผลิตภัณฑ์เหล็ก และยางล้อ ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ จึงจำเป็นต้องติดตามและบริหารจัดการต้นทุนอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ขณะที่กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลัก มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งต้องเผชิญราคาพลังงานที่สูงขึ้นเช่นกัน และเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ความสามารถในการบริหารต้นทุนพลังงานจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย<br />
สำหรับแนวโน้มราคาพลังงานระยะข้างหน้า หน่วยงานด้านพลังงานหลายแห่ง คาดว่า ราคาจะทรงตัวสูงต่อเนื่องถึงสิ้นปี โดยสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ไตรมาส 4 เฉลี่ยราว 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากอุปทานในตะวันออกกลางที่ยังผันผวนและสต็อกน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับต่ำ และกลุ่ม ปตท. &nbsp;คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.2569 ที่ 95&ndash;105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับความต้องการสำรอง LNG และน้ำมันเพื่อใช้ทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวของภูมิภาคยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่พยุงราคาพลังงานไว้ในระดับสูง &nbsp;</p>

<p>&ldquo;เพื่อรับมือกับสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงในระยะสั้น ผู้ประกอบการควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนพลังงานอย่างรอบด้าน ทั้งส่วนที่ใช้ในโรงงานโดยตรงและต้นทุนพลังงานแฝงที่มากับวัตถุดิบ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการวางแผนสต็อกวัตถุดิบรวมถึงทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้สอดคล้องกับทิศทางต้นทุน โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามโครงสร้างต้นทุนสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อกำกับดูแลไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาเกินสมควร ส่วนในระยะถัดไป ภาคการผลิตไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าสู่นวัตกรรมมูลค่าสูง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261009c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b093513.jpg' type='image/jpg' length='186808' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ขยายเวลาโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ถึง ธ.ค.70]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189814</link>
<guid isPermaLink="false">00406995f5ee1b0494a9140802cced33</guid>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 11:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 27.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>กรมพัฒน์ขยายเวลาโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; ถึง ธ.ค.70<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าขยายระยะเวลาโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; ถึง ธ.ค.70 เปิดโอกาสให้ประชาชน ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่ต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ เป็นเจ้าของธุรกิจรายใหม่ด้วยแฟรนไชส์ เผยรัฐอุดหนุนค่าแพกเกจ 50% สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท มีทำเลค้าขายให้ตั้งในแม็คโคร โลตัส ตลาดสด ปั๊ม PTT Station ทั่วประเทศกว่า 20,000 ทำเล หากไม่มีเงินทุน สถาบันการเงินพร้อมสนับสนุน ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ มี บสย.ช่วยค้ำประกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ขยายระยะเวลาโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; ออกไปถึงเดือน ธ.ค.2570 เพื่อเปิดโอกาสคนไทยเข้าถึงธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีระบบและมาตรฐาน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับกระทบจากภัยน้ำท่วม และต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ เปลี่ยนโอกาสจากคนอยากมีอาชีพ สู่เจ้าของธุรกิจรายใหม่ ซึ่งปัจจุบันมีแฟรนไชส์เข้าร่วมโครงการ 109 ราย ที่จะให้ผู้สนใจสามารถเลือกธุรกิจที่เหมาะสมกับความต้องการและศักยภาพของตนเองไปสร้างธุรกิจใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับโครงการไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส เป็นนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการมีอาชีพหรือหารายได้เพิ่มเติม สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้นผ่านระบบแฟรนไชส์ โดยล่าสุดมีผู้สมัครแพกเกจแฟรนไชส์แล้ว 493 ราย<br />
ทั้งนี้ ภายใต้โครงการ จะมีการสนับสนุนเงินลงทุน 50% ของมูลค่าแพกเกจแฟรนไชส์ สูงสุดรายละไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย โดยมีเป้าหมายผลักดันให้เกิดการสร้างอาชีพ 10,000 ราย และยังได้ร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ยังมีเงินลงทุนไม่เพียงพอ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมการค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้รับความร่วมมือจากบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดพื้นที่ค้าขายในห้างโลตัสและแม็คโครกว่า 2,000 สาขา รวมกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ ให้ผู้เข้าร่วมโครงการใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้า ฟรีค่าเช่าเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงได้รับความร่วมมือจากสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ตลาด สนับสนุนพื้นที่ค้าขายเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการ และ PTT Station พร้อมเปิดพื้นที่กว่า 8,000 จุดทั่วประเทศให้ผู้ประกอบการที่ซื้อแฟรนไชส์เข้าใช้พื้นที่เป็นทำเลค้าขายเป็นกรณีพิเศษด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;โครงการไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส เป็นการนำศักยภาพของธุรกิจแฟรนไชส์มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างอาชีพและสร้างรายได้ โดยมุ่งให้ประชาชนที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจสามารถเข้าถึงธุรกิจที่มีระบบและมาตรฐาน ขณะเดียวกันยังช่วยเชื่อมโยงแฟรนไชส์ซอร์กับผู้ประกอบการรายใหม่ ทำให้เกิดการขยายสาขา การจ้างงาน และการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่ โดยโครงการคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 1,100 ล้านบาทจากการจัดตั้งสาขาและการดำเนินธุรกิจของผู้เข้าร่วมโครงการตามเป้าหมายที่ตั้งไว้&rdquo;นายกิตติวัฒน์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th ช่องทาง Line Official Account @franchisedbdplus Call Center 1570 โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953 และ e-Mail : franchisedbdplus@gmail.com<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261008e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5112740.jpg' type='image/jpg' length='141406' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกผู้ประกอบการ จัดหนักลดสินค้า ค่าบริการ ช่วยประชาชนฟื้นฟูหลังน้ำลด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189813</link>
<guid isPermaLink="false">2ac55cba5b91271c6ada70018ca990f3</guid>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 11:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 34.jpg" style="width: 1000px; height: 665px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถกผู้ประกอบการ จัดหนักลดสินค้า ค่าบริการ ช่วยประชาชนฟื้นฟูหลังน้ำลด<br />
กรมการค้าภายในประชุมร่วมผู้ประกอบการ เตรียมความพร้อมช่วยประชาชนฟื้นฟู หลังสถานการณ์อุทกภัย เตรียมขายวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ซ่อมแซม เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ทำความสะอาด บริการซ่อมแซมรถยนต์และอะไหล่ ในราคาพิเศษ และชวนห้าง นำสินค้ามาร่วมเปิดจุดจำหน่ายในงาน &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประชุมร่วมกับผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการฟื้นฟูหลังสถานการณ์อุทกภัย โดยขอให้ผู้ประกอบการทุกรายตรึงราคาสินค้าและบริการ ขอให้บริหารจัดการสต๊อกสินค้าและอะไหล่ให้เพียงพอ เร่งเติมสินค้าและกระจายไปยังพื้นที่ ที่มีความต้องการ และเตรียมความพร้อมด้านช่างและบริการซ่อมแซม เพื่อรองรับความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังน้ำลด ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ช่วยเหลือประชาชน ทั้งช่วงน้ำท่วมและหลังน้ำลด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผู้ประกอบการที่ให้ความร่วมมือ ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.หมวดวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน อาทิ โฮมโปร, ดูโฮม, ไทวัสดุ, เมกาโฮม และโกลบอลเฮ้าส์ 2.หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ทำความสะอาด อาทิ ซีพี แอ็กซ์ตร้า, โฮมโปร, เมกาโฮม, โกลบอลเฮ้าส์, เพาเวอร์บาย, เพาเวอร์มอลล์, เซ็นทรัล, โรบินสัน, ดูโฮม, ไทวัสดุ และบิ๊กซี และ 3.หมวดศูนย์บริการและค่ายรถยนต์ อาทิ FIT Auto, Cockpit, Tyre Plus, B-Quik, Autoclik, Autobacs และ MMS รวมถึงค่ายรถยนต์โตโยต้า, ฟอร์ด, อีซูซุ, มิตซูบิชิ และนิสสัน<br />
ทั้งนี้ ยังได้ขอให้ผู้ประกอบการจัดโปรโมชัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงน้ำลดเพื่อลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งผู้ประกอบการยินดีให้ความร่วมมืออย่างดี อาทิ ส่วนลดสินค้าจำเป็นสำหรับการฟื้นฟูบ้าน บริการสำรวจ ตรวจเช็ก หรือซ่อมแซมฟรีหรือในราคาพิเศษ แคมเปญเก่าแลกใหม่ โปรแกรมผ่อนชำระ และการตรวจเช็กซ่อมรถยนต์ในราคาพิเศษ รวมถึงมาตรการอื่น ๆ ที่สามารถดำเนินการเพิ่มเติมได้ ซึ่งทางผู้ประกอบการจะได้ไปพิจารณาและรีบประสานแจ้งโดยเร็วต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมได้เชิญชวนให้ห้างค้าปลีกค้าส่ง และวัสดุก่อสร้าง นำสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพหรือสินค้าที่ใช้ในการตกแต่งซ่อมแซมบ้านมาร่วมเปิดจุดจำหน่าย ซึ่งจะมีแผนจัดทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับภาค ภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ&rdquo; และยังได้เชิญชวนภาคเอกชนสนับสนุนสิ่งของจำเป็นเพื่อนำไปช่วยพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาด้านอุทกภัยอีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะติดตามความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด และประสานผู้ประกอบการเพิ่มเติม หากพบความต้องการสินค้า อะไหล่ หรือบริการซ่อมแซมเร่งด่วน เพื่อให้มีสินค้าและบริการเพียงพอและทั่วถึง และขอให้ประชาชนตรวจสอบราคาและเงื่อนไขบริการก่อนซื้อหรือใช้บริการ หากพบการจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นธรรม แจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย&rdquo;นายวัฒนศักย์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261008a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c112543.jpg' type='image/jpg' length='628541' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ลงพื้นที่โรงงานผลิตอาหาร ติดตามผลกระทบน้ำท่วม ยันพร้อมช่วยเหลือ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189812</link>
<guid isPermaLink="false">b9dd4d1d6fa2f0efa3b3cbba5438650b</guid>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 11:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 37.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;ลงพื้นที่โรงงานผลิตอาหาร ติดตามผลกระทบน้ำท่วม ยันพร้อมช่วยเหลือ<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;นำทีมผู้บริหารพาณิชย์ลงพื้นที่บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร ติดตามสถานการณ์ผลกระทบจากน้ำท่วม รับฟังปัญหา ข้อเรียกร้อง และสิ่งที่ต้องการให้ช่วยเหลือ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถผลิตและส่งออกได้ต่อเนื่อง พร้อมแนะทำแผนเผชิญเหตุเป็นลำดับขั้น เพื่อป้องกันผลกระทบ ย้ำพร้อมช่วยเหลือ หากประสบปัญหา</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และผลกระทบจากอุทกภัย ณ บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร อาทิ พริกแกง กะทิ น้ำจิ้ม และซอส เพื่อติดตามสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการ และสร้างความมั่นใจว่าภาคการผลิตและการส่งออกของไทยยังสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยเฉพาะผู้ผลิตอาหารที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและมีตลาดส่งออก ซึ่งจำเป็นต้องรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและการส่งมอบสินค้าให้กับคู่ค้า โดยมีนางพัชรินทร์ สอดห่วง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์ของบริษัท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับบริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ แม้พื้นที่โดยรอบโรงงานจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม แต่ตัวโรงงานไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง และบริษัทมีการเตรียมแผนรองรับสถานการณ์และมาตรการดูแลพนักงานและกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการเตรียมความพร้อมที่ดี<br />
นางศุภจีกล่าวว่า จากสถานการณ์สภาพอากาศที่มีความแปรปรวนมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมควรยกระดับการบริหารความเสี่ยง โดยจัดทำแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินเป็นลำดับขั้น เพื่อให้สามารถรับมือได้ตั้งแต่สถานการณ์ปกติ ไปจนถึงกรณีที่สถานการณ์รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งควรมีการซักซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงเมื่อเกิดเหตุการณ์ โดยหากคาดการณ์ว่าฝนจะมาในระดับหนึ่ง ก็ต้องเตรียมความพร้อมให้มากกว่าระดับที่คาดไว้ เพราะวันนี้การพยากรณ์อากาศทำได้ยากขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น โรงงานควรมีแผนรองรับหลายระดับ และต้องซักซ้อมให้สามารถรับมือกับสถานการณ์จริงได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ พร้อมประสานและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกรณีที่สถานการณ์มีการยกระดับและอาจกระทบต่อการผลิตหรือการส่งออก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีหน่วยงานและเครือข่ายที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศและทูตพาณิชย์ทั่วโลก สามารถประสานและสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ซื้อ รวมทั้งช่วยเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยในกรณีที่เกิดผลกระทบต่อการส่งมอบสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน หากเกิดปัญหาด้านการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นทางเรือ รถไฟ รถยนต์ หรือทางอากาศ ผู้ประกอบการสามารถประสานกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อร่วมติดตามและหาแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการส่งออก ขณะที่กรมการค้าภายในจะเข้ามาดูแลเรื่องวัตถุดิบและการบริหารจัดการสินค้า โดยสามารถประสานการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่มีศักยภาพ รวมถึงส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการในรูปแบบ Contract Farming เพื่อให้โรงงานสามารถวางแผนวัตถุดิบล่วงหน้า และเกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตที่ชัดเจน ส่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีระบบบริการออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบธุรกิจ ลดภาระและช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทางหรือการติดต่อราชการ<br />
นอกจากนี้ ได้มีการบูรณาการกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้มีการติดตามและประเมินความพร้อมของโรงงานในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมอาหาร โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทุกแห่งมีแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจน มีการกำหนดระดับสถานการณ์ และมีการซักซ้อมแผนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป้าหมายสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยภาครัฐจะทำหน้าที่ประสานและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อให้การผลิตและการส่งออกของไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;วันนี้กระทรวงพาณิชย์มารับโจทย์จากผู้ประกอบการ โดยเราต้องการสร้างความมั่นใจว่าหากสถานการณ์มีการยกระดับ ผู้ประกอบการไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ภาครัฐพร้อมประสานและอำนวยความสะดวก ทั้งด้านตลาด การขนส่ง วัตถุดิบ และการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ผู้ผลิตของไทยสามารถเดินหน้าการผลิตและการส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261008eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3112344.jpg' type='image/jpg' length='938153' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”เยี่ยมโรงงานโตโยต้า สั่งช่วยซัปพลายเออร์ ชงเว้นภาษีเครื่องจักรฟื้นฟูอุตสาหกรรม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189811</link>
<guid isPermaLink="false">c146a93826b37ac236ecd6411b59b4b9</guid>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 11:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 40.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;เยี่ยมโรงงานโตโยต้า สั่งช่วยซัปพลายเออร์ ชงเว้นภาษีเครื่องจักรฟื้นฟูอุตสาหกรรม<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ตรวจเยี่ยมโรงงานโตโยต้า สำโรง ติดตามผลกระทบจากน้ำท่วม รับฟังข้อเสนอ เผยโรงงาน 3 แห่งไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนได้รับผลกระทบ กำชับอุตสาหกรรมเร่งช่วยเหลือ พร้อมนำเรื่องเสนอระดับนโยบาย เว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร ลดหย่อนภาษีซ่อมแซมฟื้นฟูเครื่องจักร ด้านโตโยต้าเผย 3 โรงงานต้องหยุดผลิตชั่วคราว กระทบการผลิต 3 หมื่นคัน เตรียมเข้าช่วยซัปพลายเออร์ วางแผนเร่งผลิตส่งมอบลูกค้า &nbsp;</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สำโรง จ.สมุทรปราการ ว่า การเดินทางมาในครั้งนี้ เพื่อติดตามผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อภาคการผลิตและการส่งออก ต้องการรับฟังแนวทางการรับมือผลกระทบจากภัยน้ำท่วม และสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ เพื่อให้ระบบการผลิต การขนส่ง การค้า และการส่งออกสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และไม่ให้ผลกระทบขยายวงกว้าง</p>

<p>โดยได้รับรายงานว่ากรณีโตโยต้า โรงงานทั้ง 3 แห่ง ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง แต่การผลิตได้รับผลกระทบจากผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือซัปพลายเออร์ในห่วงโซ่การผลิตบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำ ทำให้ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ตามปกติ จึงได้กำชับกระทรวงอุตสาหกรรมให้ติดตามทั้งระบบว่ามีโรงงานหรือซัปพลายเออร์จุดใดได้รับผลกระทบ มีวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนใดที่อาจกลายเป็นคอขวด และภาครัฐสามารถเข้าไปช่วยประสานหรือแก้ข้อจำกัดในจุดใดได้บ้าง เพื่อให้การผลิตกลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุด<br />
สำหรับแนวทางระยะสั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ เพื่อตรวจสอบปัญหาของซัปพลายเออร์ที่ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ รวมทั้งประสานนิคมอุตสาหกรรมและฐานการผลิตสำคัญในพื้นที่อื่น เพื่อรวบรวมข้อมูลผลกระทบและพิจารณาแนวทางช่วยเหลือให้ตรงกับปัญหา โดยการติดตามจะไม่จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่จะครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นสถานการณ์ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่โรงงาน การขนส่ง คลังสินค้า การกระจายสินค้า ไปจนถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนแนวทางระยะยาว จะนำข้อเสนอของผู้ประกอบการไปพิจารณาในระดับนโยบาย ทั้งการขอให้ภาครัฐพิจารณายกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับเครื่องจักร อุปกรณ์ และอะไหล่ที่จำเป็นต้องนำเข้ามาเพื่อซ่อมแซมโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และการพิจารณาลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเครื่องจักรและโรงงาน เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้ตามปกติโดยเร็ว โดยข้อเสนอดังกล่าวจะนำไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป และยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา และยังมีแนวคิดให้สถานประกอบการใช้ช่วงที่จำเป็นต้องหยุดการผลิตชั่วคราวในการพัฒนาทักษะพนักงาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมาเร่งการผลิตเมื่อการส่งชิ้นส่วนเข้าสู่โรงงานกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และนำแนวทางดังกล่าวไปเป็นตัวอย่างให้โรงงานอุตสาหกรรมอื่นสามารถปรับตัวในช่วงที่ได้รับผลกระทบได้</p>

<p>&ldquo;การเป็นทัพหลัง ไม่ได้หมายถึงรอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้ แต่ต้องมองให้ครบทั้งระบบว่าจุดไหนมีความเสี่ยง จุดไหนต้องเข้าไปช่วย และจุดไหนที่ยังเดินได้ดี เราต้องทำให้เดินต่อ เพื่อให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การผลิต และการส่งออกของประเทศเกิดขึ้นน้อยที่สุด&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
นายสมคิด ประดิษฐกำจรชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้โตโยต้าได้ประกาศหยุดสายการผลิตชั่วคราวในโรงงาน 3 แห่ง ได้แก่ สำโรง เกตเวย์ และบ้านโพธิ์ เนื่องจากซัปพลายเออร์ประมาณ 14 รายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ถูกน้ำท่วมขังสูงถึง 50&ndash;70 เซนติเมตร (ซม.) จนไม่สามารถผลิตและจัดส่งชิ้นส่วนสำคัญอย่างพรมและถุงลมนิรภัยได้ ส่งผลกระทบให้ต้องปรับแก้ปัญหาด้วยการเร่งนำเข้าชิ้นส่วนบางประเภทจากญี่ปุ่นและเวียดนามเป็นการชั่วคราว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการหยุดสายการผลิตดังกล่าว ส่งผลให้ยอดการผลิตรถยนต์ค้างสะสมตามแผนประเมินความเสียหายพุ่งสูงถึง 30,000 คัน ซึ่งกระทบต่อการจำหน่ายทั้งในประเทศและสัดส่วนการส่งออก โดยเบื้องต้นโรงงานสำโรงและเกตเวย์ต้องหยุดการผลิตจนถึงวันที่ 10 ต.ค.2569 ส่วนโรงงานบ้านโพธิ์คาดว่าจะต้องหยุดยาวถึงวันที่ 18 ต.ค.2569 ซึ่งบริษัทกำลังวางแผนฟื้นฟูเป็น 2 ระยะ คือ การเร่งช่วยซัปพลายเออร์กลับมาเปิดโรงงาน และการวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตเร่งด่วนเพื่อส่งมอบรถให้ลูกค้า<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261008c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c112128.jpg' type='image/jpg' length='1085140' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ประสานเติมผักเข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง ป้อนความต้องการ เผยราคาเริ่มขยับลง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189810</link>
<guid isPermaLink="false">145d30f8b6efb9d4707fb67d50d95c26</guid>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 11:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 37.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ประสานเติมผักเข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง ป้อนความต้องการ เผยราคาเริ่มขยับลง<br />
กรมการค้าภายในเดินหน้าประสานผักจากแหล่งผลิตที่ไม่เจอน้ำท่วมเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ และลดแรงกดดันด้านราคา ล่าสุดพบหลายรายการราคาเริ่มปรับลดลง ทั้งกระหล่ำปลีเขียว ผักบุ้งจีน พริกจินดาเขียว ต้นหอม โหระพา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เร่งประสานแหล่งผลิตผักสด ที่ยังมีผลผลิตและสามารถจัดส่งสินค้าได้ ได้แก่ พื้นที่อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงจังหวัดลพบุรีและนครราชสีมา เพื่อจัดส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดกลาง ทดแทนปริมาณผักจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมขัง และให้มีสินค้าหมุนเวียนเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ป้อนความต้องการของประชาชน รวมทั้งยังคงติดตามสถานการณ์ผักสดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดและราคาขายส่ง หลังจากช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักในหลายพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการติดตามราคาขายส่งผัก ณ ตลาดสี่มุมเมือง วันที่ 7 ต.ค.2569 เมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อน พบว่า ราคาผักหลายรายการเริ่มปรับตัวลดลง สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตที่ทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น โดยกะหล่ำปลีเขียว จาก 12 บาท เหลือ 8 บาทต่อกิโลกรัม ผักบุ้งจีน จาก 100 บาท เหลือ 80 บาทต่อกิโลกรัม พริกจินดาเขียว จาก 70 บาท เหลือ 45 บาทต่อกิโลกรัม ต้นหอม จาก 150 บาท เหลือ 130 บาทต่อกิโลกรัม และโหระพา จาก 170 บาท เหลือ 160 บาทต่อกิโลกรัม<br />
&ldquo;การเพิ่มปริมาณผักจากแหล่งผลิตทดแทน และการกระจายเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ช่วยผ่อนคลายแรงกดดันด้านราคาได้ในระดับหนึ่ง แต่ราคาผักยังขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิต สภาพอากาศ และการขนส่งในแต่ละพื้นที่ ซึ่งกรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมประสานแหล่งผลิตเพิ่มเติม หากพบว่าผักรายการใดมีปริมาณเข้าสู่ตลาดไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยจะเร่งกระจายสินค้าอย่างต่อเนื่อง ลดความผันผวนของราคา และดูแลให้ประชาชนสามารถซื้อผักได้ในราคาที่เหมาะสม&rdquo;นายวัฒนศักย์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนตรวจสอบป้ายแสดงราคา ปริมาณ และราคาให้ชัดเจนก่อนซื้อ รวมทั้งเปรียบเทียบราคาจากหลายแหล่งเพื่อประกอบการตัดสินใจ ส่วนผู้ประกอบการขอให้จำหน่ายสินค้าอย่างเป็นธรรม ปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน และใช้เครื่องชั่งที่ถูกต้องและเที่ยงตรง เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ โดยหากประชาชนพบเห็นการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เป็นธรรม ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่าได้รับสินค้าไม่ครบตามน้ำหนัก สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 จะเร่งตรวจสอบและดำเนินการโดยเร็ว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261008c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b111648.jpg' type='image/jpg' length='233887' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[FTA ไทย-EU ใกล้ถึงเส้นชัย เหลือถกเปิดตลาด ประเด็นอ่อนไหว ตั้งเป้าสรุปปีนี้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189719</link>
<guid isPermaLink="false">39158d71fdc8943f30d5124dc4590daa</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 14:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.3 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 749px;" /></p>

<p>​FTA ไทย-EU ใกล้ถึงเส้นชัย เหลือถกเปิดตลาด ประเด็นอ่อนไหว ตั้งเป้าสรุปปีนี้<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 10 มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก เดินเข้าใกล้เส้นชัย การเจรจาข้อบทต่าง ๆ ได้ข้อสรุปอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงประเด็นการเปิดตลาด และประเด็นอ่อนไหว ที่ยังต้องเจรจากันต่อ ยันเดินหน้าเจรจา เพื่อไปสู่เป้าหมายสรุปผลการเจรจาในปีนี้&nbsp;</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 ก.ย.-6 ต.ค.2569 ที่จังหวัดภูเก็ต ว่า ผลการประชุมมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก โดยการเจรจาในส่วนของข้อบทต่าง ๆ (Text) ได้ข้อสรุปแล้วอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาเปิดตลาด และประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องเจรจากันต่อ โดยการเจรจาหลังจากนี้ จึงเข้าสู่ช่วงสุดท้ายซึ่งมีความสำคัญ เพื่อให้สรุปการเจรจาให้ได้ผลลัพธ์ที่สมดุลและเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทั้งสองฝ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการเจรจา FTA ไทย-EU รอบนี้ รัฐบาลของทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นให้การเจรจามีความคืบหน้ามากที่สุด โดยได้ให้คำแนะนำกับทีมเจรจาอย่างใกล้ชิด และด้วยการเจรจาอย่างเข้มข้นทำให้สามารถขับเคลื่อนการเจรจาให้สรุปผลได้อย่างมีนัยสำคัญครอบคลุมทุกบท อาทิ สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) บทบัญญัติเบื้องต้น พลังงานและวัตถุดิบ กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ในส่วนของการเจรจาเปิดตลาดทั้งด้านการค้าสินค้า การบริการและการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ในรอบนี้ก็มีความคืบหน้าที่ดีเช่นกัน<br />
&ldquo;ทั้งสองฝ่ายหารือบนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนข้อเสนอระหว่างกัน พร้อมทั้งทำความเข้าใจต่อข้อเรียกร้องและข้อเสนอในสินค้า สาขาบริการและการลงทุนที่แต่ละฝ่ายให้ความสำคัญ โดยมุ่งให้เกิดการเปิดตลาดที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการคำนึงถึงสินค้าและสาขาธุรกิจที่มีความอ่อนไหวของแต่ละฝ่าย&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า FTA ไทย-EU ครอบคลุมประเด็นทางเศรษฐกิจและการค้าหลายมิติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจและกฎหมายในความรับผิดชอบของหลายกระทรวงและหน่วยงาน การกำหนดท่าทีของไทยจึงเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายไม่เพียงแต่ผลักดันการเจรจาให้สำเร็จ แต่ต้องได้ความตกลงที่สมดุลและเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม สามารถสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาความพร้อมและผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการดำเนินการในระยะต่อไป ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าหารือในเรื่องคงค้าง เพื่อมุ่งหาข้อสรุปด้านการเปิดตลาดและประเด็นที่ยังคงเหลือ โดยไทยและ EU ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายให้สามารถสรุปผลการเจรจาได้ภายในปี 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยการค้าระหว่างกันมีมูลค่ารวม 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.44% โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.27% สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 3.86% สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ &nbsp;เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า มูลค่า 7,864.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261007e85b79abfd76b7c13b1334d8d8c194a5141538.jpg' type='image/jpg' length='259050' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ชวนทำความรู้จัก 2 GI หัตถกรรม “กระจูดควนเคร็ง–คล้าศรีบุญเรือง”]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189711</link>
<guid isPermaLink="false">973939f52669869aab6ebec50e488a03</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 14:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.2 - Copy 9.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ชวนทำความรู้จัก 2 GI หัตถกรรม &ldquo;กระจูดควนเคร็ง&ndash;คล้าศรีบุญเรือง&rdquo;<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาชวนทำความรู้จัก 2 สินค้าหัตถกรรมไทย กระจูดควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช และคล้าศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เผยเป็นเครื่องจักสานที่ใช้วัสดุธรรมชาติในพื้นที่มาผลิตเป็นสินค้ารูปแบบต่าง ๆ ยันเดินหน้าช่วยพัฒนาสินค้า ขยายช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ เพื่อขยายฐานผู้บริโภคและเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.จิตติมา ศรีถาพร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมขอเชิญชวนประชาชนมาทำความรู้จัก 2 สินค้าหัตถกรรมไทย ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จำนวน 2 รายการ ได้แก่ กระจูดควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช และผลิตภัณฑ์คล้าศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งสะท้อนเสน่ห์ของงานจักสานจากวัสดุธรรมชาติ มีคุณลักษณะเฉพาะจากแหล่งผลิต ผสานภูมิปัญญาที่สืบทอดในชุมชน และนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ สะท้อนจุดแข็งของงานหัตถกรรมไทยที่สามารถนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้แก่ชุมชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับกระจูดควนเคร็ง เป็นหนึ่งในงานหัตถกรรม GI ที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรในพื้นที่กับภูมิปัญญาของชุมชนได้เป็นอย่างดี โดยมีจุดเริ่มต้นจากป่าพรุควนเคร็ง แหล่งธรรมชาติสำคัญในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำขังตลอดปี ดินพรุมีอินทรียวัตถุสูง มีสภาพอากาศร้อนชื้นและมีฝนตกชุก ซึ่งเอื้อต่อการเติบโตของกระจูดพันธุ์ใหญ่ ทำให้เส้นกระจูดมีลักษณะเหนียว ยืดหยุ่น แข็งแรง และทนทาน เหมาะสำหรับนำมาแปรรูปและจักสานเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่กระเป๋า หมวก พัด ตะกร้า เสื่อ ที่รองจาน ที่รองแก้ว โคมไฟ ชั้นวางของ และของที่ระลึกต่างๆ ตามภูมิปัญญาที่สืบทอดกันในชุมชน จนเกิดเป็นงานจักสานที่มีเอกลักษณ์ทั้งด้านวัสดุ ลวดลาย และฝีมือของผู้ผลิตในพื้นที่ และยังเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 3 ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อจากส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และมังคุดเขาคีรีวง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ไปก่อนหน้านี้ โดยปัจจุบันมีการนำกระจูดมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดให้จังหวัดนครศรีธรรมราชกว่า 56.24 ล้านบาทต่อปี<br />
ส่วนคล้าศรีบุญเรือง เป็นอีกหนึ่งงานหัตถกรรม GI ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน ด้วยสภาพแวดล้อมของอำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู ที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติหลายแห่ง ทั้งลำน้ำพะเนียง ลำน้ำพวย ลำน้ำพอง และลำน้ำมอ ประกอบกับมีฝนตกชุกตลอดปี จึงส่งผลให้ต้นคล้าเจริญเติบโตได้ดี และมีคุณสมบัติเหนียว แข็งแรง และทนทาน ชาวบ้านในชุมชน จึงนำมาทำเป็นเครื่องจักสานหลากหลายรูปแบบ อาทิ กระติ๊บข้าว ตะกร้า กระเป๋า และของใช้ต่าง ๆ นับเป็นการดึงจุดเด่นของทรัพยากรธรรมชาติมาสร้างคุณค่าและรายได้ให้แก่ชุมชนศรีบุญเรือง และยังเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 3 ของจังหวัดหนองบัวลำภู ต่อจากเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน และผ้าขิดสลับหมี่หนองบัวลำภู โดยคล้าศรีบุญเรืองสามารถสร้างมูลค่ากว่า 4.2 ล้านบาทต่อปี</p>

<p>&ldquo;กรมจะเดินหน้าสนับสนุนชุมชนผู้ประกอบการในการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ เพราะหากมีการนำจุดเด่นของวัสดุธรรมชาติมาผสานกับการออกแบบร่วมสมัย พัฒนารูปแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานและเข้าถึงผู้บริโภค ควบคู่กับการสื่อสารเรื่องราวแหล่งผลิตและภูมิปัญญาของชุมชนให้เป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าสินค้า จะทำให้สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาด และกรมยังจะช่วยขยายช่องทางจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และเชื่อมโยงผู้ผลิตกับตลาดหรือผู้ประกอบการที่มองหาผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างขึ้นต่อไป&rdquo;น.ส.จิตติมากล่าว</p>

<p>ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลสินค้า GI ไทยได้ที่ Facebook : GI Thailand หรืออุดหนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นโดยตรง โดยสินค้า GI กระจูดควนเคร็ง (นครศรีธรรมราช) สามารถติดต่อได้ที่ร้านกระจูดราตรี (Ratri Handicraft) โทร. 089-731-3865 หรือ Facebook: Krajudratri และสินค้า GI คล้าศรีบุญเรือง (หนองบัวลำภู) สามารถติดต่อได้ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานเมืองลุ่มภู โทร./Line 093-003-7445 หรือกลุ่มจักสานจากต้นคล้าบ้านดอนข่า โทร./Line 086-236-7367</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202610073d522deaf85577451c01974654b36ad3140204.jpg' type='image/jpg' length='175002' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”สรุป 12 วันหลังน้ำท่วม คุมสินค้าห้ามขาด-แพง บริหารไข่-ผัก เตรียมลดค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189710</link>
<guid isPermaLink="false">322af6cdf451f111cee8678a85993423</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 13:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1 - Copy 12.jpg" style="width: 1000px; height: 666px;" />​</p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;สรุป 12 วันหลังน้ำท่วม คุมสินค้าห้ามขาด-แพง บริหารไข่-ผัก เตรียมลดค่าครองชีพ<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;โพสต์เฟซบุ๊ก สรุปมาตรการกำกับดูแลสินค้า หลังเกิดสถานการณ์น้ำท่วมทั้งในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัด มาแล้ว 12 วัน เผยได้บริหารจัดการ ตั้ง Single Command และ War Room ติดตามตลอด 24 ชั่วโมง เกาะติดสินค้า 3 ตัวหลักเป็นพิเศษ สินค้าอุปโภคบริโภค ห้ามขาด ห้ามแพง ไข่ไก่ เร่งอัดฉีดเข้าระบบ ผักสด ประสานเข้าสู่ตลาดกลางป้อนความต้องการ ช่วยเรื่องการขนส่ง ป้องกันฉวยโอกาส พร้อมเตรียมดูแลหลังน้ำลด จัดไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ</p>

<p>ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก &ldquo;ศุภจี สุธรรมพันธุ์ - Suphajee Suthumpun&rdquo; ถึงมาตรการกำกับดูแลสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ ภายหลังเกิดสถานการณ์น้ำท่วม สรุปว่า ผ่านมา 12 วันแล้ว นับจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัด กระทรวงพาณิชย์ทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อติดตามสถานการณ์และออกมาตรการดูแลให้ทันกับปัญหาในแต่ละพื้นที่ โดยมีมาตรการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้</p>

<p>โดยภาพรวมการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ เริ่มจากติดตามสถานการณ์ทั่วประเทศ ตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์ ได้ตั้ง Single Command และ War Room ติดตามกันตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมข้อมูลจากทุกหน่วยงานและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อดูทั้งปริมาณสินค้า ความต้องการของแต่ละพื้นที่ ราคา และเส้นทางขนส่ง พื้นที่ไหนเริ่มมีปัญหา จะได้เข้าไปประสานแก้ไขได้ทัน<br />
จากนั้นช่วงน้ำท่วม ได้บริหารจัดการสินค้า 3 กลุ่มหลักเป็นพิเศษ ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค ประสานผู้ผลิต ห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ และศูนย์กระจายสินค้า เพิ่มสต็อกและเพิ่มรอบกระจายสินค้า เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอ ดยเฉพาะในพื้นที่ที่การขนส่งได้รับผลกระทบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ไข่ไก่ ประสานฟาร์มเพิ่มปริมาณไข่ไก่เข้าสู่ระบบประมาณวันละ 2 ล้านฟอง พร้อมขอความร่วมมือผู้ส่งออกชะลอและเลื่อนแผนการส่งออกในช่วงนี้ เพื่อให้มีไข่เพียงพอกับความต้องการในประเทศก่อน รวมถึงติดตามราคาและปริมาณอย่างใกล้ชิด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผักสด พื้นที่ปลูกผักบางส่วนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ได้เชื่อมผักจากแหล่งผลิตที่ยังมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดกลาง แล้วกระจายต่อไปยังตลาดสด ร้านค้า และร้านอาหาร เพื่อเพิ่มปริมาณผักเข้าสู่ตลาดและช่วยลดแรงกดดันด้านราคา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้ติดตามการขนส่งช่วงน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด ทั้งการเพิ่มรอบรถ ปรับเส้นทางตามสถานการณ์ และในพื้นที่น้ำท่วมสูงที่รถขนส่งทั่วไปเข้าไม่ถึง ได้ประสานทั้งกลาโหมและภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุน เพื่อไม่ให้การกระจายสินค้าสะดุด และให้สินค้าจำเป็นเข้าไปถึงคนในพื้นที่ให้ได้<br />
สำหรับการดูแลราคาและป้องกันการฉวยโอกาส กรมการค้าภายในได้ติดตามทั้งราคาและปริมาณสินค้า ตั้งแต่ขายส่งจนถึงขายปลีก หากพบการกักตุน ไม่ปิดป้ายราคา หรือฉวยโอกาสขายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการช่วยลดภาระค่าครองชีพ ได้เตรียมมาตรการสำหรับช่วงหลังน้ำลดไว้ต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค.2569 จะเริ่ม &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ&rdquo; นำสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดไปจำหน่ายในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และเตรียมจัดกว่า 1,000 แห่ง ครอบคลุม 4 ภาค 77 จังหวัด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงฟื้นฟู<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนสรุปว่า หากพื้นที่ไหนพบสินค้าขาดตลาด หรือมีการฉวยโอกาสขึ้นราคา ให้แจ้งเข้ามาได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง จะได้เข้าไปตรวจสอบและประสานแก้ไขให้เร็วที่สุด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261007cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075140009.jpg' type='image/jpg' length='383846' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำมันแพง อาหารสำเร็จรูปขึ้น ดันเงินเฟ้อ ก.ย.69 เพิ่ม 2.82% บวก 6 เดือนติด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189543</link>
<guid isPermaLink="false">47b84d0674985a729ce046ad66ca030a</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 15:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 15.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>น้ำมันแพง อาหารสำเร็จรูปขึ้น ดันเงินเฟ้อ ก.ย.69 เพิ่ม 2.82% บวก 6 เดือนติด<br />
สนค.เผยเงินเฟ้อ ก.ย.69 เพิ่ม 2.82% เพิ่มขึ้น 6 เดือนติด มีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันทรงตัวสูงกว่าปีก่อน จากวิกฤตในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น อาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิต ไข่ไก่ ไก่สด ผักสด ผลไม้ ราคาเพิ่มขึ้น รวม 9 เดือน เพิ่ม 1.54% คาด ต.ค.69 ขยับต่อ ปัจจัยหลักยังคงเป็นน้ำมัน อาหาร ส่วนน้ำท่วมกระทบเงินเฟ้อแค่ 0.1% ปรับเป้าทั้งปีใหม่เป็น 1.8-2.2% ค่ากลาง 2%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ก.ย.2569 เท่ากับ 102.93 เทียบกับเดือน ก.ย.2568 เพิ่มขึ้น 2.82% สูงขึ้น ติดต่อกัน 6 เดือน โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อน จากวิกฤตในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น และราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นในหลายด้าน รวมทั้งไข่ไก่ ไก่สด ผักสด ผลไม้สด ปรับราคาเพิ่มขึ้น เพราะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน โดยในเดือนนี้ เฉพาะน้ำมันมีผลต่อเงินเฟ้อ 1.85% คิดเป็นสัดส่วน 65% ของเงินเฟ้อ 2.82% อาหารสำเร็จรูปกระทบ 0.65% สัดส่วนประมาณ 23% ต้องบอกว่า 2 รายการนี้เป็นปัจจัยหลักผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น และรวม 9 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) เพิ่มขึ้น 1.54%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ก.ย.2569 ที่เพิ่มขึ้น 2.82% มาจากหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 3.07% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ ข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ข้าวสารเจ้า ขนมปังปอนด์ และขนมอบ) เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ (ปลาทู) ไข่และผลิตภัณฑ์นม ผักสด (มะนาว ต้นหอม ผักกาดขาว) ผลไม้สด (ฝรั่ง ส้มเขียวหวาน มะละกอสุก) เครื่องประกอบอาหาร (น้ำปลา กะปิ น้ำพริกแกง) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (น้ำดื่ม กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟร้อนเย็น) ผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม น้ำตาลทรายแดง) อาหารสำเร็จรูป (ก๋วยเตี๋ยว กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง)<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 2.67% จากการสูงขึ้นของหมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล (กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ) พาหนะ การขนส่งและการสื่อสาร (น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารสาธารณะ รถยนต์) การบันเทิง การอ่าน การศึกษา และการศาสนา (ค่าทัศนาจรต่างประเทศ ค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียมการศึกษา) ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ (เบียร์) ส่วนสินค้าที่ลดลง อาทิ เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า (เสื้อเชิตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวสตรี รองเท้าผ้าใบบุรุษ) เคหสถาน (กระแสไฟฟ้า ค่าจ้างเหมาซ่อมแซมบ้าน ผ้าปูที่นอน)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
เมื่อแยกเงินเฟ้อตามรายภาค พบว่า ภาคใต้สูงขึ้นสูงสุด 3.32% รองลงมา คือ ภาคกลาง 3.03% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.72% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 2.57% ภาคเหนือ 2.67%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือน ก.ย.2569 สูงขึ้น 1.50% เร่งตัวขึ้นจากเดือน ส.ค.2569 ที่สูงขึ้น 1.44% รวม 9 เดือน ปี 2569 เพิ่มขึ้น 1.01%<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน ต.ค.2569 คาดว่า จะเป็นบวกต่อเนื่อง มาจากราคาพลังงานและอาหารเป็นหลัก โดยน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปรับเพิ่มขึ้นวันที่ 2 ต.ค.2569 โดยดีเซลลิตรละ 42.19 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 34.58% ทำให้มีผลต่อเงินเฟ้อเดือน ต.ค.2569 คาดว่าจะเพิ่ม 1.09% ราคาผักสดที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในบางรายการ ผลกระทบจากเอลนีโญ กระทบผลผลิตอาหารสำคัญ ทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ไข่ ผักสด ผลไม้ เทศกาลกินเจ ที่ทำให้ความต้องการผัก เต้าหู้และโปรตีนพืชเพิ่มขึ้น อาจทำให้สินค้าในกลุ่มนี้บางรายการสูงขึ้น และแนวโน้มอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงขึ้น จากต้นทุนที่ปรับขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้น ส่วนน้ำท่วมปี 2569 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพียง 0.1% เพราะไม่ปรากฎแรงกดดันต่ออาหารสดเป็นวงกว้างเหมือนปี 2554 และแรงกดดันปัจจุบันยังอยู่แค่ในกลุ่มผักสด ส่วนผลไม้ เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และปลา ส่วนใหญ่ยังทรงตัวหรือลดลง</p>

<p>สำหรับปัจจัยที่จะฉุดให้เงินเฟ้อทั่วไปลดลง มาจากค่ากระแสไฟฟ้ารอบเดือน ก.ย.-ธ.ค.2569 ปรับลดลงเหลือหน่วยละ 3.86 บาท ซึ่งต่ำกว่ารอบก่อนที่หน่วยละ 3.95 บาท ราคาสินค้าของใช้ส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับลดลง จากภาวะการแข่งขันที่สูง และผู้ประกอบการรายใหญ่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่อเนื่อง โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินทิศทางต่าง ๆ แล้ว จึงทำการปรับเป้าประมาณการเงินเฟ้อทั้งปี 2569 ใหม่ เป็น 1.8-2.2% ค่ากลาง 2% จากเดิมอยู่ระหว่าง 1.5&ndash;2.5% ค่ากลาง 2.0%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202610061679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc151449.jpg' type='image/jpg' length='572411' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ดูแลประชาชนเจอน้ำท่วม ถกผู้ผลิต ห้าง จัดโปร เกาะติดไข่ ผัก คุมอาหารปรุงสำเร็จ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189541</link>
<guid isPermaLink="false">1f1c2dc4e0f92e34c7e20e1d75814f1c</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 15:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 26.jpg" style="width: 1000px; height: 731px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ดูแลประชาชนเจอน้ำท่วม ถกผู้ผลิต ห้าง จัดโปร เกาะติดไข่ ผัก คุมอาหารปรุงสำเร็จ<br />
กรมการค้าภายในกางแผนดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เตรียมหารือผู้ผลิต ห้าง ร้านสะดวกซื้อ จัดโปรโมชันลดราคาสินค้า พร้อมขอตรึงราคาต่อเนื่อง ดูแลสต็อกอย่าให้ขาด ส่วนหมู ไก่ สถานการณ์ยังปกติ แต่ไข่ไก่ บางพื้นที่ได้รับผลกระทบ ขอผู้เลี้ยงตรึงราคาหน้าฟาร์ม ขอผู้ส่งออกชะลอส่งออก ขอรายใหญ่ช่วยกระจายให้ทั่วถึง เชื่อมโยงผักสดเข้าสู่ตลาดกลาง ป้อนความต้องการประชาชน เข้ากำกับดูแลวัตถุดิบ สกัดอาหารปรุงสำเร็จขึ้น เล็งใช้ร้านอาหารธงฟ้า เป็นทางเลือกบริโภคอาหาร จับมือร้านสะดวกซื้อขายเมนูประหยัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ว่า กรมได้เตรียมหารือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ เพื่อร่วมกันช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยขณะนี้ ได้ขอให้แต่ละเจ้าไปทำแผนว่าจะช่วยเหลือได้ยังไงบ้าง เช่น การจัดโปรโมชันลดราคาสินค้า ที่จำเป็นเร่งด่วน อย่างวัสดุก่อสร้างที่ใช้ในการซ่อมแซมบ้านเรือน สินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม อาจจะจัดโปรโมชันลดราคา หรือใช้เครื่องเก่าแลกใหม่ เพิ่มส่วนต่าง รวมไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ที่จะจัดลดราคา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในระยะนี้ ที่ประเทศกำลังประสบปัญหาฝนตก และน้ำยังคงท่วมในบางพื้นที่ ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ห้างค้าส่งค้าปลีก ตรึงราคาสินค้า และให้จัดโปรโมชันอย่างต่อเนื่อง และให้บริหารจัดการสต๊อกให้เพียงพอ ไม่ให้มีปัญหาขาดแคลน ขอให้ดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากบ้านถูกน้ำท่วม เพื่อให้มีแรงงานเข้ามาดูแลร้าน หรือกรณีเป็นโรงงานผลิต ก็ให้ดูแลเช่นเดียวกัน แต่ถ้ามีปัญหาในเรื่องการขนส่ง กรมได้มีการประสานทางกองทัพ ให้เข้ามาช่วยเหลือแล้ว<br />
นายวัฒน์ศักย์กล่าวว่า สถานการณ์สินค้าปศุสัตว์ และไข่ไก่ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พบว่า เนื้อหมู เนื้อไก่ ไม่มีปัญหา สถานการณ์ยังปกติ มีแต่ไข่ไก่ ที่แหล่งผลิตสำคัญในภาคะตะวันออก คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับผลกระทบเกือบจะ 100% แต่ดูภาพใหญ่ ผลผลิตและความต้องการบริโภค ยังใกล้เคียงกัน ไม่มีปัญหาขาดแคลน แต่เพื่อป้องกันปัญหา ได้ขอให้ผู้เลี้ยงตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์ม และขอความร่วมมือผู้ส่งออกให้ลดการส่งออกลง 30-50% เพื่อเติมไข่เข้าระบบ และบางรายขอให้ชะลอการส่งออกไปก่อน และให้ส่งแผนการส่งออกช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.2569 ให้กรมเพื่อติดตามด้วย ถ้ายังไม่ดีขึ้น จะพิจารณามาตรการเพิ่มเติมต่อไป ส่วนในบางพื้นที่แหล่งผลิต ที่มีการเข้าไปแย่งซื้อ และพบว่า มีผู้ผลิตบางราย ปรับวิธีขายจากไข่คละเป็นขายไข่เบอร์ เพื่อให้ได้กำไรสูงขึ้น ซึ่งกรมได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบแล้ว ก็อยากแจ้งเตือน ขอให้เลิกกระทำ อย่าเอาเปรียบ ทั้งนี้ ยังได้ขอให้ผู้ผลิตรายใหญ่ จัดสรรไข่ไก่เข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทั้งขายให้กับผู้ค้าที่ไม่สามารถหาซื้อจากผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบ และจัดส่งเข้าห้างตามปกติ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผักสด ยอมรับว่า ส่งผลกระทบต่อแหล่งเพาะปลูกในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันตก โดยเฉพาะจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี ลพบุรี อยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี นครศรีธรรมราช แต่พื้นที่เพาะปลูกภาคเหนือ และภาคใต้ ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ซึ่งกรมได้แก้ปัญหาด้วยการประสานเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดกลางสำคัญ อาทิ ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ตลาดศรีเมือง และตลาดล้านเมือง เพื่อเพิ่มปริมาณผักเข้าสู่ระบบตลาดและช่วยให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนแล้ว และขณะนี้ สถานการณ์ด้านราคาเริ่มลดลง และยังได้เตรียมการรับมือเทศกาลกินเจ ที่มีความต้องการบริโภคผักเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนอาหารสำเร็จรูป ได้เข้าไปดูแลวัตถุดิบสำคัญ อาทิ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ ไม่ให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น เพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญของการทำอาหาร หากกำกับดูแลได้ ผลกระทบต่ออาหารสำเร็จรูปก็เบาลง และยังมีแผนใช้ร้านอาหารธงฟ้า เป็นทางเลือกในการบริโภคอาหารปรุงสำเร็จให้กับประชาชน โดยกำลังดูว่าจะใช้โมเดลไหน ที่จะช่วยเหลือร้านค้าให้มีต้นทุนลดลง เพื่อให้ช่วยดูแลประชาชนได้ และกำลังหารือกับร้านสะดวกซื้อ เพื่อมีเมนูอาหารราคาประหยัด เพื่อเป็นทางเลือกในการบริโภคให้กับประชาชนด้วย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261006e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5151258.jpg' type='image/jpg' length='694741' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำท่วมธุรกิจไม่สะดุด! กรมพัฒน์ แนะใช้ออนไลน์ จดบริษัท ส่งงบ ขอหนังสือรับรอง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189536</link>
<guid isPermaLink="false">5db75ffc4f60f7549ca36d1a61b8f75f</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 15:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 33.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>น้ำท่วมธุรกิจไม่สะดุด! กรมพัฒน์ แนะใช้ออนไลน์ จดบริษัท ส่งงบ ขอหนังสือรับรอง<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแนะประชาชน ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทุกภัย สามารถใช้ช่องทางออนไลน์ในการยื่นจดทะเบียนธุรกิจ การยื่นงบการเงินและนำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และการขอหนังสือรับรองนิติบุคคล เพื่อให้การดำเนินธุรกิจไม่สะดุด และเดินหน้าต่อได้ พร้อมตั้งทีมเฉพาะกิจอำนวยความสะดวก ให้คำปรึกษา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมมีข้อแนะนำให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ และภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ หากมีความต้องการที่จะดำเนินการด้านจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัด การนำส่งงบการเงินและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น การใช้บริการหนังสือรับรองนิติบุคคล สามารถที่จะใช้ช่องทางออนไลน์ได้ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด เพราะกรมได้มีการพัฒนาระบบจดทะเบียนธุรกิจและการให้บริการด้านต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาอำนวยความสะดวก ข้อมูลมีความถูกต้อง รวดเร็ว และทันสมัย ผู้ประกอบธุรกิจได้รับบริการอย่างเต็มรูปแบบ ไม่จำกัดเวลา และสถานที่ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยบริการออนไลน์ ได้แก่ 1.อำนวยความสะดวกการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัด โดยห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัดที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติ สามารถยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ แก้ไขเปลี่ยนแปลง เลิก และเสร็จการชำระบัญชีของนิติบุคคล ได้ที่ www.dbd.go.th เลือกหัวข้อจดทะเบียนธุรกิจออนไลน์ และระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ เมื่อผู้ใช้งานสมัครสมาชิก ยืนยันตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิ แอปพลิเคชัน DBD e-Service หรือ ThaiD หรือเป๋าตัง ก็สามารถจองชื่อนิติบุคคลที่ปัจจุบันเป็นระบบอัตโนมัติรู้ผลทันที ไม่ต้องรอนายทะเบียนตรวจสอบก่อน พร้อมกรอกข้อมูลรายละเอียดนิติบุคคลในรูปแบบ e-Form ที่สะดวก รวดเร็ว และมีข้อความสำเร็จรูปให้เลือกใช้โดยไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์เอง รวมถึงระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตรวจสอบความถูกต้องกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ ข้อมูลบุคคลกับกรมการปกครอง ทั้งนี้ กรมได้จัดเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจและประชาชน ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 และ Line Official Account : @dbd1570<br />
2.อำนวยความสะดวกการนำส่งงบการเงิน และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ DBD e-Filing ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยผู้ใช้บริการสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำส่งงบการเงินและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ได้ที่ Line Application : @sxw0580y และ Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 หรือ โทรสายตรง 0 2547 4377, 0 2547 5978 และ e-Mail: efiling.training@gmail.com<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.อำนวยความสะดวกการให้บริการหนังสือรับรองนิติบุคคล ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยภาคธุรกิจและประชาชนสามารถดำเนินการขอหนังสือรับรองนิติบุคคล และรับรองสำเนาเอกสารผ่านระบบ DBD e-Service ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงเอกสารได้สะดวก รวดเร็ว และสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เน้นความคล่องตัวในยุคดิจิทัล สามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมได้แบบทันทีทันใด ไม่ต้องรอเวลาการเปิดทำการของหน่วยงานราชการ โดยสอบถามเพิ่มเติมได้ทางแอปพลิเคชัน DBD e-Service ทั้งระบบ IOS และ Android, Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 หรือ โทร. 0 2547 5994, 0 2547 5160, 0 2547 4367, 0 2547 4387 และ e-Mail : onlinedocument@dbd.go.th &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261006a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c151055.jpg' type='image/jpg' length='84352' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ถกสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์วายไทย ดัน Boys’ Love Girls’ Love สู่ต่างประเทศ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189534</link>
<guid isPermaLink="false">2778b104bc0225166a32c0332cc33ca9</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 15:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 36.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>DITP ถกสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์วายไทย ดัน Boys&rsquo; Love Girls&rsquo; Love สู่ต่างประเทศ<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ถกสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์ วาย ไทย ผนึกกำลังขยายตลาดคอนเทนต์วายไทย ทั้ง Boys&rsquo; Love (BL) และ Girls&rsquo; Love (GL) สู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งการขายลิขสิทธิ์ เจรจาธุรกิจ ร่วมมือธุรกิจ ตลอดจนจัดอีเวนต์ แฟนมีตติ้ง เพิ่มโอกาสทางการค้า</p>

<p>นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายณพสิทธิ์ เที่ยงธรรม นายกสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์ วาย ไทย และคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ เกี่ยวกับความร่วมมือในการผลักดันคอนเทนต์วายไทย ทั้ง Boys&rsquo; Love (BL) และ Girls&rsquo; Love (GL) สู่ตลาดต่างประเทศ ด้วยการมุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและผู้ผลิตไทย ขยายตลาด สร้างโอกาสทางการค้า และเชื่อมโยงผู้ซื้อ คู่ค้าต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก</p>

<p>โดยในปี 2570 กรมมีแผนงานส่งเสริมตลาดคอนเทนต์ไทย ทั้งการร่วมงานแสดงสินค้า จับคู่ธุรกิจ และเชื่อมโยงสินค้าเกี่ยวเนื่อง โดยมี 11 โครงการครอบคลุมตลาดเอเชีย อเมริกาเหนือ ยุโรป และงาน Thailand Content Market ในประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสผู้ประกอบการไทยเข้าถึงผู้ซื้อและพันธมิตรต่างประเทศ ซึ่งกรมจะนำข้อเสนอของสมาคมฯ มาพิจารณาและกำหนดแนวทางส่งเสริมตลาดคอนเทนต์ไทยในระยะต่อไป<br />
ส่วนในปี 2569 กรมได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และคอนเทนต์ไทย โดยเฉพาะ BL และ GL ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายตลาดต่างประเทศให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ จำนวน 11 โครงการ มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 201 รายสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 6,431.89 ล้านบาท ครอบคลุมการเข้าร่วมงานตลาดคอนเทนต์ การจับคู่ธุรกิจ และนำคณะผู้แทนการค้าเจาะตลาดต่างประเทศ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะเดินหน้ามุ่งผลักดันคอนเทนต์ BL และ GL ไทยสู่ตลาดโลก ผ่านการส่งออกลิขสิทธิ์และต่อยอดสู่ Fan Meeting สินค้า อีเวนต์ การท่องเที่ยว และความร่วมมือทางธุรกิจ เพื่อสร้างเศรษฐกิจสายวาย (Y-Economy) เพิ่มช่องทางรายได้ ขยายตลาด และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์&rdquo;นายวราวุฒิกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันอุตสาหกรรมซีรีส์วายไทย หรือคอนเทนต์ BL และ GL มีการเติบโตต่อเนื่อง และยังมีการเติบโตของคอนเทนต์สั้น (Short-form) และละครแนวตั้ง (Vertical Drama) ที่สอดรับกับพฤติกรรมการรับชมของผู้บริโภครุ่นใหม่ ขณะที่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ยังมีความต้องการคอนเทนต์ BL และ GL ค่อนข้างสูง และมีโอกาสขยายสู่ลาตินอเมริกา สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261006eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3150834.jpg' type='image/jpg' length='825153' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[GIT คลอดมาตรฐานสินค้ารายการใหม่ ทองรูปพรรณ ขั้นต่ำ 96.5% ดูแลผู้บริโภค]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189532</link>
<guid isPermaLink="false">094c90d2e391a5b14ee7fd9091ceba1b</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 15:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 39.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>GIT คลอดมาตรฐานสินค้ารายการใหม่ ทองรูปพรรณ ขั้นต่ำ 96.5% ดูแลผู้บริโภค<br />
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ ออกมาตรฐาน GIT Standard สินค้ารายการใหม่ ทองรูปพรรณไทย กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ 96.5% เพื่อดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม และมีความมั่นใจในการซื้อเพื่อลงทุน พร้อมทำมาตรฐานตรวจสอบมรกต หลังมีการปรับปรุง ทำความสะอาด เพื่อให้ได้สินค้าที่ดีขึ้น ย้ำเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการ ทำธุรกิจมีธรรมาภิบาล รับผิดชอบสังคม สิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบที่มีแหล่งที่มาชัดเจน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า GIT ได้จัดทำมาตรฐานสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับ หรือ GIT Standard สินค้าใหม่ คือ ทองรูปพรรณไทย โดยกำหนดมาตรฐานไว้ที่ 96.5% ไม่รวมส่วนที่เป็นน้ำประสานทอง เพื่อให้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ร้านทอง และผู้ประกอบการ จะต้องยึดมาตรฐานตรงนี้ เพราะปัจจุบัน ทองรูปพรรณถูกผลิตและจำหน่ายในหลากหลายรูปแบบ ทั้งจากผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย ทำให้มีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานให้ชัดเจน เพื่อควบคุมคุณภาพ ความบริสุทธิ์ และความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ เพื่อดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม และมีความมั่นใจในการซื้อทองรูปพรรณเพื่อการลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบันการซื้อขายทองรูปพรรณ ยังมีปัญหากรณีผู้บริโภคซื้อสินค้าจากร้านหนึ่ง แต่ไม่สามารถไปขายที่ร้านอื่นได้ เพราะบางร้านไม่รับซื้อ ต้องกลับไปขายที่ร้านเดิมที่ซื้อมา ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมาตรฐานทองคำ เนื่องจากบางร้านอาจจะผลิตทองรูปพรรณออกมาต่ำกว่า 96.5% โดยมาตรฐานขั้นต่ำที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กำหนดไว้ คือ 92.5% แต่ถ้ากำหนดมาตรฐานทองคำไว้ขั้นต่ำที่ 96.5% ทุกรายที่ผลิตทองรูปพรรณ ก็ต้องยึดตามมาตรฐานนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน GIT ยังได้จัดทำมาตรฐานการตรวจสอบและประเมินการปรับปรุงความสะอาดมรกต เนื่องจากมรกต มีสีเขียวเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์ และความหายากโดยธรรมชาติ โดยมรกต เป็นอัญมณีที่มักมีรอยแตกและมลทินภายใน ทำให้พลอยดูไม่ใสหรือค่อนข้างขุ่น จึงต้องมีการปรับปรุงความสะอาด โดยการเติมสารที่ดัชนีหักเหแสงใกล้เคียงมรกตลงในรอยแตก เพื่อทำให้มรกตมีความใสสะอาดและสวยงามขึ้น ซึ่งสารที่ใช้ เช่น น้ำมัน เรซิน เป็นต้น จึงต้องมีการกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบและประเมินการปรับปรุงความสะอาดของมรกต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยการตรวจสอบ จะตรวจสอบตั้งแต่วิธีพื้นฐาน การตรวจสอบความงามธรรมชาติ การตรวจสอบการปรับปรุงความสะอาดของมรกต เพราะล้วนแต่มีผลต่อราคาซื้อขาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้มีการกำหนดมาตรฐานศัพท์อัญมณี ที่จะนำมาใช้เป็นชื่อทางการค้า ชื่อชนิด ชื่อประเภท และชื่อกลุ่มของอัญมณี รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ของอัญมณี ที่อธิบายรายละเอียด และขยายความคำศัพท์นั้น ๆ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ยกตัวอย่างเช่น กรณีเป็นอัญมณีปรับปรุงคุณภาพและต้องการเรียกชื่อให้ใช้ชื่อวิธีการปรับปรุงคุณภาพต่อท้ายชื่ออัญมณีนั้น ๆ เช่น มุกย้อม ปะการังย้อม ทับทิมเผา เพชรอาบรังสี เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า GIT ยังมีแผนผลักดันให้ผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ก้าวสู่มาตรฐาน Responsible Jewellery Council (RJC) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์สำคัญของโลก และมาตรฐานเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของโลหะมีค่า เพื่อรับประกันว่าโลหะมีค่าที่นำมาผลิตเป็นเครื่องประดับ มาจากเหมืองที่ถูกกฎหมาย ปราศจากความขัดแย้ง เพราะหากไทยผลิตสินค้าที่มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ ก็จะทำให้สินค้าไทยเป็นที่ต้องการและเป็นที่ยอมรับของตลาด ส่งผลให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกได้ต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261006c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c150551.jpg' type='image/jpg' length='1593450' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เชื่อมโยงผักสดเข้าสู่ตลาด ป้อนความต้องการ เผยหลายรายการราคาเริ่มลง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189531</link>
<guid isPermaLink="false">577a4766dfb455a76620cb174455b966</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 15:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 36.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เชื่อมโยงผักสดเข้าสู่ตลาด ป้อนความต้องการ เผยหลายรายการราคาเริ่มลง<br />
กรมการค้าภายในเชื่อมโยงผักสดจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดกลางสำคัญ เพื่อเพิ่มปริมาณผักเข้าสู่ระบบ ช่วยให้สินค้ามีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน หลังพื้นที่เพาะปลูกหลายแห่งได้รับผลกระทบจากฝนตกและน้ำท่วม เผยสถานการณ์ราคาเริ่มผ่อนคลายลง สะท้อนมีผักเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ส่วนเทศกาลกินเจ เตรียมจัด &ldquo;ไทยช่วยไทย : อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569&rdquo; ผนึกตลาดกลาง ตลาดสด ห้าง ร้านสะดวกซื้อ ผู้ประกอบการ ขายวัตถุดิบ และอาหารเจราคาประหยัด</p>

<p>นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ผักสดที่เจอสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยในหลายพื้นที่เพาะปลูก ทำให้พื้นที่เพาะปลูกสำคัญทั้งในภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบ ทำให้ปริมาณผักเข้าสู่ตลาดลดลง ว่า กรมได้เร่งบริหารจัดการด้านปริมาณผัก โดยประสานเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดกลางสำคัญ อาทิ ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ตลาดศรีเมือง และตลาดล้านเมือง เพื่อเพิ่มปริมาณผักเข้าสู่ระบบตลาดและช่วยให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กรมและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเร่งแก้ไขปัญหา &nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ราคาผักสด ที่ตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นแหล่งกระจายผักรายใหญ่ พบว่า ราคาขายส่งผักบางรายการเริ่มมีแนวโน้มลดลงจากที่เคยปรับสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อาทิ กะหล่ำปลีเขียว จากราคาสูงสุด 12 บาท/กิโลกรัม (กก.) ปัจจุบันอยู่ที่ 8 บาท/กก. พริกจินดาเขียว จาก 70 บาท/กก. เหลือ 42 บาท/กก. พริกจินดาแดง จาก 50 บาท/กก. เหลือ 40 บาท/กก. ผักกาดขาว (ลุ้ย) จาก 18 บาท/กก. เหลือ 17 บาท/กก. และโหระพา จาก 170 บาท/กก. เหลือ 150 บาท/กก. สะท้อนว่าปริมาณผักที่เข้าสู่ตลาดเริ่มมีมากขึ้นและช่วยให้สถานการณ์ราคาผ่อนคลายลง<br />
ส่วนราคาผักบางรายการ โดยเฉพาะกลุ่มผักใบและลำต้นอ่อน ราคาเริ่มปรับลดลงจากระดับสูงสุด โดยต้นหอมจาก 150 บาท/กก. เหลือ 130 บาท/กก. และใบกะเพราจาก 150 บาท/กก. เหลือ 120 บาท/กก. แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ผักบุ้งจีน อยู่ที่ 100 บาท/กก. และผักบุ้งไทย อยู่ที่ 32 บาท/กก. โดยเริ่มทรงตัวในช่วงวันที่ 3&ndash;4 ต.ค.2569 ส่วนผักกาดขาว (ลุ้ยจีน) ทรงตัวที่ 13 บาท/กก. และใบแมงลัก ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 140 บาท/กก. เนื่องจากได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักในแหล่งผลิตหลัก ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง</p>

<p>นายวัฒนศักย์กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลกินเจปี 2569 กรมเตรียมจัดกิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย : อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569&rdquo; ระหว่างวันที่ 9&ndash;18 ต.ค.2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม&rdquo; โดยร่วมกับตลาดกลาง ตลาดสด ห้างค้าปลีกค้าส่ง ร้านสะดวกซื้อ ผู้ประกอบการอาหารอนาคต (Future Food) และร้านอาหาร จัดจำหน่าย อาหารเจปรุงสุกในราคาประหยัด พร้อมจัดโปรโมชัน วัตถุดิบเจและเครื่องปรุงเจ ลดสูงสุดกว่า 50% รวมถึงอาหารเจพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์อาหารเจรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารเจได้หลากหลาย ในราคาที่เหมาะสม และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจ</p>

<p>อย่างไรก็ตาม กรมจะยังคงติดตามสถานการณ์ผักอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านปริมาณ ราคา และการกระจายผักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลกินเจและพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้มีผักและสินค้าเพียงพอต่อความต้องการและกระจายถึงประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าในราคาที่เหมาะสมกับต้นทุน และปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน โดยกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าและค่าบริการ มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 กรณีจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 29 และหากประชาชนพบการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเครื่องชั่ง สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261006c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b150333.jpg' type='image/jpg' length='206921' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”สั่งเข้มต่อคุมสินค้า ช่วงน้ำท่วม เตรียมจัด“ไทยช่วยไทย-ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ”]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189321</link>
<guid isPermaLink="false">b0e9d612373e0da2769ba824e9b7ba19</guid>
<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 13:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/7 - Copy 11.jpg" style="width: 1000px; height: 775px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;สั่งเข้มต่อคุมสินค้า ช่วงน้ำท่วม เตรียมจัด&ldquo;ไทยช่วยไทย-ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ&rdquo;<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;โชว์ผลตั้ง Single Command บริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมของกระทรวงพาณิชย์ และ War Room ของกรมการค้าภายใน ตั้งแต่ 25 ก.ย.69 สามารถบริหารจัดการสินค้าในพื้นที่น้ำท่วม ไม่ขาด ไม่แพง ของส่งถึง เปิดรับเรื่องร้องเรียนราคาสินค้า การกักตุน และเร่งแก้ปัญหา ย้ำดูแลต่ออย่างเต็มที่ พร้อมเตรียมจัดหนัก &ldquo;ไทยช่วยไทย-ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ&rdquo; กว่า 12,225 ครั้งทั่วทุกภูมิภาค ช่วยลดภาระค่าครองชีพ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แจ้งความคืบหน้าการรับมือราคาสินค้า ภายหลังเกิดสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.2569 ได้จัดตั้ง Single Command ของกระทรวงพาณิชย์ และ War Room ของกรมการค้าภายใน เพื่อติดตามสถานการณ์และประสานการทำงานร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้น 4 เรื่องสำคัญ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนตั้งแต่ช่วงเกิดสถานการณ์ ขณะเกิดสถานการณ์ และหลังจากสถานการณ์บรรเทาและยุติลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยสิ่งที่ได้ดำเนินการทันที คือ 1.ของต้องไม่ขาด ได้ติดตามปริมาณสินค้าและความต้องการในแต่ละพื้นที่ &nbsp;ประสานผู้ผลิตและผู้ประกอบการเพิ่มรอบเติมสินค้า รวมถึงสนับสนุนถุงยังชีพและของจำเป็นในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบ แต่บางครั้งปัญหาไม่ใช่ของไม่มี แต่เป็นของมี แต่เข้าไปไม่ถึง ซึ่งก็ขอขอบพระคุณกองทัพบกที่ช่วยสนับการขนส่งไปในจุดที่เราเข้าไม่ถึง<br />
2.ขนส่งต้องไปถึง ได้ติดตามการกระจายสินค้ามาตั้งแต่วันแรกที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม และลงพื้นที่ดูการทำงานจริงที่ศูนย์กระจายสินค้า (DC) เพื่อให้เห็นว่ามีข้อติดขัดตรงไหนที่ต้องเร่งแก้ไข ขณะเดียวกัน ในพื้นที่น้ำท่วมสูง ก็ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง ให้สินค้าไปถึงพื้นที่ที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.เพิ่มกำลังคนประจำสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้รับเรื่องและประสานแก้ไขได้รวดเร็วขึ้น หากพบการฉวยโอกาสขึ้นราคา กักตุนสินค้า หรือสินค้าขาด สามารถแจ้งสายด่วน 1569 ได้ทันที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.เตรียมรับช่วงหลังน้ำลด เมื่อน้ำลด ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟู โดยเฉพาะโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย-ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ&rdquo; กว่า 12,225 ครั้งทั่วทุกภูมิภาค เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและให้คนในพื้นที่กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;น้ำท่วมเป็นสถานการณ์ที่ต้องอาศัยหลายหน่วยงานทำงานร่วมกัน ในส่วนของพาณิชย์ เราจะดูแลในสิ่งที่เป็นหน้าที่ของเราให้เต็มที่&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202610058f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543130651.jpg' type='image/jpg' length='803976' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดส่งถุงยังชีพ 2,000 ชุด ช่วยชาวปราจีน เล็งจัดไทยช่วยไทย ลดราคาสินค้า]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189261</link>
<guid isPermaLink="false">4b2d397bbc430d35b05b7854614926c9</guid>
<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 09:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 14.jpg" style="width: 1000px; height: 696px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดส่งถุงยังชีพ 2,000 ชุด ช่วยชาวปราจีน เล็งจัดไทยช่วยไทย ลดราคาสินค้า<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดส่งถุงยังชีพ 2,000 ชุด ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ ย้ำเดินหน้าดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ไม่ให้ขาดแคลน ไม่ให้ราคาสูงขึ้น เผยในส่วนของไข่ไก่ ได้บริหารจัดการให้ปริมาณเพียงพอต่อความต้องการแล้ว เตรียมจัด &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ&rdquo; หลังน้ำลด ช่วยประชาชนฟื้นฟูบ้านเรือน ลดค่าใช้จ่าย</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกันบรรจุถุงยังชีพจำนวน 2,000 ชุด เพื่อส่งมอบให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดปราจีนบุรี เพราะต้องการช่วยบรรเทาและแบ่งเบาภาระของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แม้กระทรวงพาณิชย์จะไม่ใช่หน่วยงานหลักในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่หากพื้นที่ใดมีความต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษและประสานมายังกระทรวงฯ ก็พร้อมเข้าไปสนับสนุนในส่วนที่สามารถดำเนินการได้</p>

<p>&ldquo;เราได้รับคำขอความช่วยเหลือจากจังหวัดปราจีนบุรี จึงมาร่วมกันรวบรวมสิ่งของ โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้บริจาคและกระทรวงพาณิชย์ มาบรรจุเป็นถุงยังชีพ 2,000 ชุด เพื่อส่งตรงไปช่วยพี่น้องชาวปราจีนบุรี และนอกจากสิ่งของที่ส่งไป เราอยากส่งกำลังใจไปถึงพี่น้องชาวปราจีนบุรีและผู้ประสบภัยในทุกพื้นที่ว่าพวกเรายังอยู่ตรงนี้ หากมีอะไรที่เราสามารถช่วยแบ่งเบาภาระได้ เราพร้อมที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
โดยถุงยังชีพ ประกอบด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็น อาทิ น้ำมันปาล์ม นม ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ยาสีฟัน และของใช้ในครัวเรือน ซึ่งล้วนแต่เป็นสินค้าที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงประสบภัย</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า ภารกิจสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ คือ การดูแลไม่ให้สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นขาดแคลน และเร่งกระจายสินค้าให้ทั่วถึง โดยกรมการค้าภายในได้ประสานผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก และห้างโมเดิร์นเทรด ให้เติมสินค้าเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้อย่างเพียงพอและเป็นธรรม พร้อมติดตามสถานการณ์ราคาและการเข้าถึงสินค้าในพื้นที่ประสบภัย รวมทั้งป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของไข่ไก่ ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็น กรมการค้าภายในได้ประสานผู้เลี้ยง ผู้ประกอบการ ทั้งห้างค้าปลีกค้าส่ง และผู้ส่งออก เพื่อบริหารจัดการปริมาณไข่ไก่ให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ และขอให้กรมปศุสัตว์ขยายระยะเวลาการปลดระวางแม่ไก่ยืนกรง ขอความร่วมมือให้ผู้ส่งออกชะลอการส่งออกในขณะนี้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อเพิ่มปริมาณไข่ไก่เข้าสู่ตลาดในประเทศก่อนเป็นลำดับแรก พร้อมติดตามการกระจายสินค้าอย่างใกล้ชิด<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัย กรมได้ติดตามผลกระทบต่อปริมาณไข่ไก่อย่างใกล้ชิด โดยขอความร่วมมือฟาร์มผู้เลี้ยงไก่ไข่เร่งส่งไข่ไก่เข้าสู่ช่องทางการค้าปกติ และกำชับไม่ให้มีการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือผู้ส่งออกชะลอการส่งออก โดยลดปริมาณลงประมาณ 30&ndash;50% ในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อให้มีไข่ไก่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับพื้นที่ ที่สถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมจัดกิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ&rdquo; นำสินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ทำความสะอาด และวัสดุซ่อมแซมบ้านเรือนมาจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนประชาชนให้สามารถฟื้นฟูที่อยู่อาศัยกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และหากประชาชนพบเห็นปัญหาสินค้าไม่เพียงพอ ไม่ปิดป้ายแสดงราคา การจำหน่ายไม่เป็นธรรม หรือสงสัยว่ามีการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202610051679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc091312.jpg' type='image/jpg' length='945102' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เตรียมของบรัฐ 1,000 ล้าน เยียวยา ลดค่าครองชีพประชาชนเจอน้ำท่วม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189259</link>
<guid isPermaLink="false">7850b8c2e901c4a5920454095fd6131a</guid>
<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 09:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 25.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เตรียมของบรัฐ 1,000 ล้าน เยียวยา ลดค่าครองชีพประชาชนเจอน้ำท่วม<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เตรียมของบรัฐบาล 1,000 ล้านบาท นำมาใช้เยียวยา ฟื้นฟู ลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ทั้งจัดหาอุปกรณ์ทำความสะอาด ซ่อมแซม สินค้าจำเป็น มาขายราคาประหยัด ผ่านงาน &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ&rdquo; พร้อมย้ำสินค้ามีเพียงพอ ไม่ขาดแคลน ทั้งผู้ผลิต ห้าง ยังกระจายสินค้าได้ตามปกติ ส่วนพวกฉวยโอกาสโขกราคาสินค้า หากพบผิด ดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้า (ดีซี) ของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ณ ศูนย์กระจายสินค้า 7-Eleven อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ว่า กระทรวงพาณิชย์ เตรียมของบประมาณจากรัฐบาล เพื่อนำมาใช้ดูแลเยียวยาประชาชน ภายหลังจากน้ำลด หรือสถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเตรียมจัดหาอุปกรณ์ทำความสะดวก อุปกรณ์ซ่อมแซม สินค้าจำเป็นต่าง ๆ มาช่วยเหลือประชาชน ในรูปแบบของการจัดงานไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ ในพื้นที่ ๆ ประสบภัยน้ำท่วม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการลงพื้นที่ ณ ศูนย์กระจายสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงอาหารพร้อมรับประทาน ของผู้ผลิตรายใหญ่ ไปยังร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven พบว่า ศูนย์แห่งนี้ สามารถกระจายสินค้าไปยังสาขาต่าง ๆ ได้ตามปกติ และสามารถเพิ่มรอบของการเติมสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง แม้อยู่ในช่วงน้ำท่วม เพราะจะมีแดชบอร์ดของสาขาต่าง ๆ ที่จะทำให้ทราบได้ทันทีว่าพื้นที่ใดมีสินค้าไม่เพียงพอ หรือสินค้าขาดจากชั้นวาง ก็จะสามารถเติมได้ทันที ซึ่งจะทำให้สินค้ามีเพียงพอกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ<br />
ส่วนสินค้าของห้างอื่น ๆ เช่น บิ๊กซี แม็คโคร โลตัส ร้านค้าปลีกต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งห้างท้องถิ่น กรมการค้าภายในได้มีการติดตามสถานการณ์สินค้าอย่างใกล้ชิด โดยได้รับการยืนยันจากห้างว่า ผู้ผลิตสินค้ายังผลิตและจัดส่งได้ตามปกติ แต่ยังมีพื้นที่น้ำท่วมสูงบางแห่ง ที่สินค้าน้อยลง แต่ห้างได้เร่งเติมสินค้าให้เพียงพอแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;จากการที่กรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์สินค้าอย่างใกล้ชิด สินค้าไม่ได้มีความขาดแคลน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ อาจจะเห็นว่าสินค้ายังไปได้ไม่ทั่วถึง เพราะติดปัญหาเรื่องการขนส่ง ซึ่งเราได้คุยกับกองทัพ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการขนส่งแล้ว แต่ถ้ายังเห็นว่าพื้นที่ไหน มีปัญหา ประชาชนสามารถแจ้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในจังหวัดต่าง ๆ และผ่านสายด่วน 1569 ได้&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้หารือกับเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อของบประมาณจำนวน 1,000 ล้านบาท มาใช้ช่วยเยียวยาประชาชนภายหลังจากน้ำลด และเหตุหารณ์กลับมาปกติ เพราะประชาชนมีความจำเป็นต้องฟื้นฟู ซ่อมแซมบ้านเรือน อาคารสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงจำเป็นต้องของใช้ สินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ในราคาประหยัด<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรณีผู้ค้าบางรายฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า ได้ส่งเจ้าหน้าที่กรมออกตรวจสอบสถานการณ์สินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยกำชับให้ปิดป้ายแสดงราคา และต้องขายสินค้าให้ตรงกับป้ายแสดงราคา ไม่เช่นนั้น จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนกรณีผู้ค้ารายใดฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลอันควร จะมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>

<p>&ldquo;กรมได้ส่งสายตรวจเฉพาะกิจติดตามสถานการณ์ราคาอาหารสด อาหารปรุงสำเร็จตามตลาดสด และศูนย์อาหารต่าง ๆ พร้อมกับขอความร่วมมือเจ้าของตลาดให้ช่วยติดตามดูแลผู้ค้า ไม่ให้ฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชน รวมทั้งตั้งราคาขายให้เหมาะสมกับปริมาณและคุณภาพ ซึ่งทางตลาดก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ถ้าประชาชนพบเห็นการฉวยโอกาส สามารถร้องเรียนที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จะส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบ และหากพบผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมาย&rdquo;นายวัฒนศักย์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261005e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5091056.jpg' type='image/jpg' length='922519' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”โชว์ผลโปรโมตข้าวไทยงาน CAEXPO 2026 ชาวจีนทะลัก ชม ชิม สนใจซื้อ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189257</link>
<guid isPermaLink="false">573b1cd0c7e05ca247eb9b00a764a9ad</guid>
<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 09:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 32.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;โชว์ผลโปรโมตข้าวไทยงาน CAEXPO 2026 ชาวจีนทะลัก ชม ชิม สนใจซื้อ<br />
กรมการค้าต่างประเทศโชว์ผลจัดแสดงข้าวไทยในงาน China&ndash;ASEAN Expo (CAEXPO) ครั้งที่ 23 ประสบความสำเร็จตามเป้า หลังนำข้าวไทยไปจัดแสดง พร้อมสาธิตการปรุงอาหารไทยกินกับข้าวหอมมะลิไทย เพื่อแจกให้ผู้เข้าชมงานได้ทดลองชิม เผยผลตอบรับล้นหลาม มีผู้แวะเวียนเข้าคูหากว่า 3,000 คน ทั้งเข้ามาชม ชิม ชื่นชอบข้าวไทยอร่อย นุ่ม หอม มีคุณภาพ และสนใจซื้อไปหุงทานและมอบเป็นของขวัญในโอกาสสำคัญ เตรียมลุยโปรโมตข้าวไทยในจีนต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดคณะผู้แทนเดินทางไปจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงาน China&ndash;ASEAN Expo (CAEXPO) ครั้งที่ 23 ระหว่างวันที่ 17&ndash;21 ก.ย.2569 ที่เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การเข้าร่วมงาน CAEXPO ในปีนี้ กรมได้ร่วมจัดกิจกรรมใน Thailand Pavilion ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยได้นำตัวอย่างข้าวไทยไปจัดแสดง ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวขาว ข้าวเหนียว ข้าวหอมไทย และข้าวคุณลักษณะพิเศษ ได้แก่ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล และข้าวสังข์หยด เพื่อสะท้อนความหลากหลาย คุณสมบัติทางโภชนาการ รวมทั้งคุณภาพและมาตรฐานของข้าวไทย พร้อมทั้งจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับข้าวไทยและการเลือกซื้อข้าวหอมมะลิไทย รวมถึงกิจกรรมตอบคำถามชิงของที่ระลึก และการสาธิตการปรุงอาหารไทย เช่น ผัดกะเพราไก่ ส้มตำ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวเหนียวมะม่วง และหมูผัดกระเทียม เป็นต้น และแจกให้ผู้เยี่ยมชมคูหาของกรมได้ทดลองชิม เพื่อจะได้รับรู้รสชาติและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิไทย และเกิดความประทับใจและจดจำ และนึกถึงข้าวไทย เมื่อคิดถึงข้าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ คูหาของกรมได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าชมแวะเวียนเข้าคูหาอย่างต่อเนื่องและหนาแน่นตลอดการจัดงานประมาณกว่า 3,000 คน ซึ่งต่างชื่นชมและชื่นชอบข้าวไทยว่า มีรสชาติอร่อย นุ่ม หอม รวมทั้งมีคุณภาพและมาตรฐาน โดยสนใจที่จะซื้อข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทยและข้าวเหนียวไทย เพื่อนำไปหุงทานที่บ้านกับครอบครัว หรือมอบเป็นของขวัญในโอกาสสำคัญของจีน<br />
&ldquo;การเข้าร่วมงาน CAEXPO ครั้งที่ 23 ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับคุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลายของข้าวไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสสำคัญในการพบปะผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า และผู้บริโภคชาวจีน เพื่อรับทราบแนวโน้มความต้องการของตลาดและนำเสนอข้าวไทยให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย&rdquo;นางอารดากล่าว</p>

<p>ในช่วงปี 2565&ndash;2568 ไทยส่งออกข้าวไปจีนเฉลี่ย 579,585 ตันต่อปี และในช่วง 8 เดือน ปี 2569 (ม.ค.&ndash;ส.ค.) การส่งออกมีปริมาณ 191,953 ตัน ลดลง 58.94% แต่ข้าวไทยยังถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิไทย สะท้อนถึงความต้องการข้าวไทยที่มีความหลากหลาย และยังมีโอกาสขยายไปสู่การใช้ประโยชน์ในอาหาร ขนม และอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยกรมจะเดินหน้าสร้างโอกาสและขยายช่องทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้าวไทยก้าวไปไกลกว่าการเป็นสินค้าส่งออก สู่การเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารและวิถีชีวิตของผู้บริโภคชาวจีน พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือทางการค้าข้าวระหว่างไทยและจีนให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับงาน CAEXPO เป็นงานแสดงสินค้าและบริการที่สำคัญของภูมิภาคจีน&ndash;อาเซียน จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และได้รับการสนับสนุนจากผู้นำระดับสูงของจีน โดยในปีนี้ นายติง เซวียเซียง รองนายกรัฐมนตรีแห่งสภาแห่งรัฐจีน เป็นประธานในพิธีเปิดงานและกล่าวปาฐกถา ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของงานในฐานะเวทีส่งเสริมการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับอาเซียน ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวไทยและสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานของข้าวไทยแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการในตลาดจีน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261005a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c090832.jpg' type='image/jpg' length='686109' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.วิเคราะห์ตลาดไอศกรีม ชี้เป้าผู้ประกอบการเกาะติด 4 เทรนด์ ใช้มัดใจผู้บริโภค]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189254</link>
<guid isPermaLink="false">51be67980ad7aaa4c9603d4c129e0ce3</guid>
<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 09:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 35.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​สนค.วิเคราะห์ตลาดไอศกรีม ชี้เป้าผู้ประกอบการเกาะติด 4 เทรนด์ ใช้มัดใจผู้บริโภค<br />
สนค.วิเคราะห์ตลาดไอศกรีมในไทย 1.26 หมื่นล้านบาท พบไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องความเย็นดับร้อนอีกต่อไป แต่มีปัจจัยหนุนการเติบโตของตลาด 4 เทรนด์ การขับเคลื่อนด้วยพลังแฟนคลับ นวัตกรรมและความแปลกใหม่ สินค้าต้องพรีเมียม และรสชาติต้องมาก่อน แม้กระแสสุขภาพจะมาแรง แนะผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์ธุรกิจ ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดดเผยว่า สนค. ได้วิเคราะห์ ตลาดไอศกรีมในปัจจุบัน พบว่า ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องความเย็นดับร้อนอีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญความท้าทายจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกระแสการดูแลสุขภาพที่มาแรง ผู้บริโภคยุคใหม่คาดหวังให้ไอศกรีมตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนั้น การจะคว้าโอกาสและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ จึงต้องศึกษาความต้องการของตลาดอย่างลึกซึ้งและพร้อมปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับทิศทางตลาดในประเทศ ข้อมูลจาก Euromonitor International บริษัทสำรวจข้อมูลทางการตลาดระดับโลก คาดการณ์ว่า ตลาดไอศกรีมไทยในปี 2569 จะฟื้นตัวอย่างโดดเด่นจนมีมูลค่าแตะ 1.26 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% &nbsp;ปัจจัยหนุนหลักมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดจากอิทธิพลของเอลนีโญ รวมถึงกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัว โดยสิ่งที่น่าสนใจ คือ ไอศกรีมแบบรับประทานทันที ครองสัดส่วนยอดขายสูงถึงกว่า 90% ของตลาดรวม สะท้อนพฤติกรรมคนไทยที่นิยมซื้อไอศกรีมเพื่อเติมความสดชื่นระหว่างวันผ่านร้านสะดวกซื้อและร้านโชห่วยที่กระจายอยู่ทุกชุมชน</p>

<p>นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นถึง 4 เทรนด์สำคัญที่จะเป็นกุญแจขับเคลื่อนธุรกิจไอศกรีม ได้แก่ 1.การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแฟนคลับ การแข่งขันไม่ได้หยุดอยู่แค่รสชาติหรือราคา แต่เน้นการสร้างประสบการณ์ให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่ชอบทดลองสินค้าใหม่และพร้อมแชร์ลงโซเชียลมีเดีย แบรนด์ไอศกรีมจึงหันมาใช้กลยุทธ์ดึงตัวศิลปิน T-Pop นักแสดงวัยรุ่น และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาร่วมแคมเปญ เพื่อสร้างกระแสและกระตุ้นยอดขาย ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างการมีส่วนร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.นวัตกรรมและความแปลกใหม่ที่ไม่หยุดนิ่ง ผู้ผลิตต้องแข่งขันกันนำเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค นอกเหนือจากไอศกรีมแท่งหรือโคนแบบดั้งเดิม ตลาดเริ่มเปิดรับสินค้าทางเลือกใหม่ ๆ เช่น ไอศกรีมสไตล์เกล็ดน้ำแข็ง ไอศกรีมโมจิ ไอศกรีมแซนด์วิช หรือการสร้างเนื้อสัมผัสแบบหลายชั้นที่ผสมทั้งช็อกโกแลต ผลไม้ และครีมไว้ในชิ้นเดียว รวมถึงการหมุนเวียนออกรสชาติใหม่แบบลิมิเต็ดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคอยากทดลองและกลับมาซื้อซ้ำ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.ตลาดพรีเมียมที่จับต้องได้ (Affordable Premium) โตต่อเนื่อง แม้สภาพเศรษฐกิจจะท้าทาย แต่ผู้บริโภคยังคงต้องการให้รางวัลเล็ก ๆ กับตนเอง ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกนิด เพื่อแลกกับไอศกรีมที่มีคุณภาพดี รสชาติพรีเมียม หรือบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม สินค้าในกลุ่ม Affordable Premium จึงกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผลักดันให้มูลค่าตลาดขยายตัวได้เร็วกว่าปริมาณการขาย<br />
4.รสชาติต้องมาก่อน แม้กระแสสุขภาพจะมาแรง ผู้บริโภคเริ่มมองหาตัวเลือกที่ลดน้ำตาล ลดไขมัน หรือมีส่วนผสมของผลไม้มากขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความอร่อย ความหอมมัน และเนื้อสัมผัส&rdquo; ก็ยังเป็นปัจจัยชี้ขาดในการตัดสินใจซื้อ หรืออาจกล่าวได้ว่า สินค้าที่จะประสบความสำเร็จคือสินค้าที่ให้ความรู้สึกผิดน้อยลงเมื่อรับประทาน (Guilt-manageable Indulgence) แต่ยังคงความอร่อยไว้ได้ ขณะที่ไอศกรีมที่เน้นสรรพคุณทางสุขภาพมากเกินไป เช่น ไอศกรีมแพลนต์เบส (Plant-based) ยังคงมีข้อจำกัดในการขยายตลาดเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคกระแสหลัก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เกมการแข่งขันของตลาดไอศกรีมยุคใหม่ ได้ก้าวข้ามการต่อสู้ด้วยราคาและรสชาติแบบเดิม ๆ ไปแล้ว ผู้ประกอบการไทยจึงต้องพร้อม Shift ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการนำนวัตกรรมมาใช้ ดึงพลังจากโซเชียลมีเดีย และรักษาสมดุลระหว่างความอร่อย ความคุ้มค่า และสุขภาพให้ลงตัว ธุรกิจที่สามารถต่อยอดเพิ่มมูลค่า พัฒนาสินค้าได้ฉับไวทันเทรนด์ และชูเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้โดดเด่น จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>

<p>ข้อมูลการส่งออกสินค้าไอศกรีมในปี 2568 พบว่า ไทยมีมูลค่าการส่งออก 136.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4,477 ล้านบาท) ลดลง 0.77% แต่ไทยยังคงรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกไอศกรีมอันดับ 1 ของเอเชียไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง และรั้งอันดับ 12 ของโลก ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่โดดเด่นเมื่อพิจารณาว่าประเทศในกลุ่มผู้นำตลาดล้วนเป็นมหาอำนาจฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ สเปน สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ฮังการี และสโลวีเนีย ตามลำดับ และปัจจุบันไทยมีส่วนแบ่ง 1.9% ของมูลค่าการส่งออกไอศกรีมทั่วโลก โดยอาศัยความแข็งแกร่งในตลาดส่งออกหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และเกาหลีใต้ ซึ่งข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าศักยภาพของอุตสาหกรรมไอศกรีมไทยยังคงเป็นที่ยอมรับและสามารถแข่งขันกับผู้เล่นระดับโลกได้อย่างน่าจับตา<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261005eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3090506.jpg' type='image/jpg' length='115755' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ถกผู้เลี้ยง เร่งผลิตไข่ไก่ ขอห้างซื้อเพิ่ม เติมสต๊อก สั่งชะลอส่งออก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189253</link>
<guid isPermaLink="false">ed3b644a2f7fd488720e60a58c5e4e09</guid>
<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 09:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 38.jpg" style="width: 1000px; height: 665px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถกผู้เลี้ยง เร่งผลิตไข่ไก่ ขอห้างซื้อเพิ่ม เติมสต๊อก สั่งชะลอส่งออก<br />
กรมการค้าภายในประชุมร่วมสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ห้างค้าส่งค้าปลีก ผู้ส่งออก ติดตามสถานการณ์ไข่ไก่ ผู้ผลิตยันส่งผลผลิตเข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง และมีป้อนความต้องการ แม้อุทกภัยจะส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิตบางพื้นที่ ด้านห้างได้สั่งซื้อเพิ่ม บริหารสต๊อกให้เหมาะสม เพิ่มกำลังคน เพื่อกระจายสินค้า ย้ำหากไม่สามารถขนส่งไข่ไก่ได้ จะประสานกองทัพเข้าไปช่วยขน เตรียมจัดไทยช่วยไทยขายไข่ราคาถูก ส่วนผู้ค้ารายย่อยที่ปรับขึ้นราคา ได้เข้าตรวจสอบแล้ว หากพบผิด ฟันไม่เลี้ยง ผู้ส่งออก พร้อมลดปริมาณส่งออก เพื่อให้ในประเทศมีเพียงพอก่อน</p>

<p>นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์ไข่ไก่ ร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง ผู้ประกอบการ และห้างค้าส่งค้าปลีก ว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์ไข่ไก่อย่างใกล้ชิด หลังหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดูแลให้ไข่ไก่ที่ผลิตได้ เดินทางเข้าสู่ตลาดและถึงมือประชาชนอย่างต่อเนื่อง แม้อุทกภัยจะส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิตไข่ไก่บางพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออก แต่ผู้ผลิตยืนยันว่าผลผลิตไข่ไก่ยังมีอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวเพื่อให้ไข่ไก่ที่ผลิตได้ในแต่ละวันออกสู่ตลาดโดยเร็วที่สุด &nbsp;</p>

<p>สำหรับห้างค้าส่งค้าปลีก กรมได้ขอความร่วมมือให้เพิ่มปริมาณการสั่งซื้อไข่ไก่ เพื่อเพิ่มสินค้าเข้าสู่ช่องทางค้าปลีก รองรับความต้องการของประชาชน พร้อมปรับระบบการกระจายสินค้าและบริหารสต๊อกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้มีไข่ไก่จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง โดยห้างได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทั้งการปรับเปลี่ยนระบบ เพิ่มจำนวนพนักงาน รวมถึงจัดพื้นที่ให้พนักงานพักอาศัย เพื่อให้การดำเนินงานและการกระจายสินค้าสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย<br />
ส่วนผู้ประกอบการ หากประสบปัญหาไม่สามารถขนส่งไข่ไก่ได้ ขอให้ประสานมายังกรม จะได้ประสานหน่วยขนส่งจากกองทัพเข้ามาช่วยสนับสนุนการลำเลียงสินค้า เพื่อให้ไข่ไก่สามารถเดินทางเข้าสู่พื้นที่จำหน่ายและถึงมือประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง</p>

<p>นอกจากนี้ กรมจะเดินหน้ากิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย&ndash;ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ&rdquo; เพื่อเพิ่มช่องทางการกระจายไข่ไก่ โดยเชื่อมโยงสินค้าจากระบบการผลิตไปถึงมือประชาชนโดยตรง และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมในช่วงสถานการณ์อุทกภัย</p>

<p>ทางด้านการจำหน่ายของร้านค้าปลีกรายย่อย ที่พบว่ามีการปรับเพิ่มราคาไข่ไก่ กรมได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าร้านค้าได้รับสินค้ามาจากแหล่งใด และมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ หากพบว่ามีการจงใจปรับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กรมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด</p>

<p>&ldquo;สิ่งที่กรมให้ความสำคัญในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องปริมาณไข่ไก่ แต่ต้องการทำให้ไข่ไก่จากฟาร์มเดินทางเข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ส่งออก และห้างค้าส่งค้าปลีก โดยทุกฝ่ายกำลังช่วยกันเติมสินค้าเข้าสู่ระบบ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกฝ่ายกำลังช่วยกันเติมไข่ไก่เข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง จึงไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุน ขอให้ซื้อเท่าที่จำเป็นต่อการบริโภคในครัวเรือน เพราะการซื้อในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยให้ไข่ไก่กระจายไปถึงประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง แต่ถ้าพบปัญหาด้านราคา หรือการจำหน่ายสินค้าเกินราคา สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569&rdquo; นายวัฒนศักย์กล่าว<br />
นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า แม้สถานการณ์อุทกภัยจะส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงไก่ไข่ในบางพื้นที่ แต่โดยภาพรวมผลผลิตไข่ไก่ยังมีตามปกติ และผู้เลี้ยงสามารถปรับตัวเพื่อให้ไข่ไก่ที่ผลิตได้ในแต่ละวันออกสู่ตลาดโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีสินค้าเข้าสู่ระบบการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ส่วนของราคาจำหน่ายต้นทาง สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้ ตรึงราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม และขณะนี้ยังไม่มีการปรับเพิ่มราคาแต่อย่างใด โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการดูแลทั้งปริมาณผลผลิตและการกระจายไข่ไก่ในช่วงสถานการณ์อุทกภัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในได้ขอให้กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือฟาร์มไก่ไข่ ขยายระยะเวลาแม่ไก่ยืนกรงเพิ่มประมาณ 3&ndash;5 สัปดาห์ เพื่อรักษาปริมาณแม่ไก่ในระบบและเพิ่มปริมาณไข่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และยังได้กำชับให้ฟาร์มทุกแห่ง จัดสรรผลผลิตเข้าสู่ช่องทางการค้าปกติและคู่ค้าเดิมเป็นลำดับแรก และเร่งเติมไข่ไก่เข้าสู่ระบบให้เต็มที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ด้านผู้ส่งออกไข่ไก่ ระบุว่า ยินดีให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายในที่ขอให้ผู้ประกอบการได้ปรับลดการส่งออก 30-50% และให้เลื่อนแผนการส่งออกไปก่อน เพื่อช่วยให้มีไข่ไก่เข้าสู่ตลาดในประเทศ โดยกรมการค้าภายในจะได้ติดตามสถานการณ์หากมีความจำเป็น ก็จะเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการขึ้น จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ และยังขอให้ผู้ประกอบการแจ้งแผนการส่งออกในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.2569 เพื่อใช้ประกอบการกำกับดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261005c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c090205.jpg' type='image/jpg' length='573527' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”โชว์แผน “ตลาดนำการผลิต” ดันส่งออกผลไม้ 7 เดือนปี 69 พุ่ง 1.45 แสนล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189252</link>
<guid isPermaLink="false">0a22fdfb7a097b74ef3274e9f3fc6572</guid>
<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 08:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 35.jpg" style="width: 1000px; height: 711px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;โชว์แผน &ldquo;ตลาดนำการผลิต&rdquo; ดันส่งออกผลไม้ 7 เดือนปี 69 พุ่ง 1.45 แสนล้าน<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ตอบกระทู้ สว. เรื่องความคืบหน้าตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี เผยโครงการนี้ ครม.ให้ทำมาตั้งแต่ปี 48 รื้อโครงการใหม่ปี 61 แต่มีข้อจำกัดด้านกฎหมาย ไปต่อไม่ได้ ปรับใช้กลยุทธ์ &ldquo;ตลาดนำการผลิต&rdquo; สร้างตลาดล่วงหน้า และส่งเสริมการแปรรูปแทน ทำให้ไทยส่งออกผลไม้ฉลุย ยอด 7 เดือนปี 69 ทะลุ 145,892 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าทั้งปี 2568 แล้ว</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการชี้แจงกระทู้ถามของนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกวุฒิสภา เรื่องความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี ว่า กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าผลักดันการยกระดับการบริหารจัดการผลไม้ แต่ปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยมุ่งใช้ตลาดนำผลิต เพิ่มการแปรรูปและสร้างตลาดล่วงหน้า เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับโครงการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี มีการผลักดันมาตั้งแต่ปี 2548 โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้จังหวัดจันทบุรีเป็นที่ตั้งตลาดกลางภาคตะวันออก และมีการสำรวจพื้นที่และออกแบบโครงการ แต่ต่อมาพบข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณ ทำเลที่ตั้ง และข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เห็นว่าภาครัฐควรเน้นบทบาทสนับสนุนและอำนวยความสะดวก ขณะที่ภาคเอกชนควรเข้ามามีบทบาทในการลงทุนและบริหารจัดการ จึงมีการชะลอโครงการในเวลาต่อมา<br />
ต่อมาในปี 2561 มีการรื้อฟื้นโครงการอีกครั้ง และเสนอของบประมาณประมาณ 940 ล้านบาท แต่พบข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เห็นว่าโครงการไม่เข้าข่ายโครงสร้างพื้นฐานหรือบริการสาธารณะตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 จึงไม่สามารถดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า สถานการณ์ผลไม้ไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งปริมาณผลผลิต ผู้ประกอบการ และตลาด หากนำโครงการรูปแบบเดิมกลับมาเสนอ ก็อาจติดข้อจำกัดเดิม เราจึงต้องปรับวิธีการให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยในปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ทำงานเชิงรุกตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งการดูแลคุณภาพและมาตรฐาน การทำตลาดล่วงหน้า และการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง โดยประสานงานเส้นทางผ่านเวียดนามไปจีน และเปิดช่องทางพิเศษเพิ่มเติม 40 ช่องทาง เพื่อให้การส่งออกผลไม้ไม่ติดขัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การส่งออกทุเรียนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้ปรับแนวทางจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดผลผลิตล้นตลาด มาเป็นการตลาดนำผลิต โดยให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและทูตพาณิชย์เร่งศึกษาความต้องการของตลาดแต่ละประเทศล่วงหน้า ทั้งสายพันธุ์ ขนาด คุณภาพ และรูปแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อวางแผนการผลิตและการตลาดสำหรับฤดูกาลถัดไป พร้อมเร่งเปิดตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป อย่างทุเรียน ได้นำคณะทูตจากประเทศต่าง ๆ ลงพื้นที่แหล่งผลิตทั้งจังหวัดจันทบุรีและภาคใต้ เพื่อทำความรู้จักทุเรียนไทยหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งทุเรียนพรีเมียมและทุเรียน GI โดยเน้นคุณภาพ รสชาติ และลักษณะของเนื้อทุเรียน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะขนาดเพียงอย่างเดียว รวมทั้งมีแผนเร่งส่งเสริมการแปรรูปผลไม้ ซึ่งปัจจุบันพึ่งพาการส่งออกผลสดเป็นหลัก เพื่อรองรับผลผลิตที่มีขนาดหรือคุณลักษณะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด<br />
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์พร้อมรับข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภาไปหารือกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง โดยจะเร่งดำเนินการในส่วนที่สามารถทำได้ทันที ทั้งการสร้างตลาดล่วงหน้า การศึกษาความต้องการของตลาด การเปิดตลาดใหม่ และการเพิ่มการแปรรูป เพื่อให้การบริหารจัดการผลไม้ของไทยมีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันการส่งออกผลไม้ไทยขยายตัวอย่างมาก จากประมาณ 150,000 ตันในปี 2548 เป็นกว่า 1 ล้านตันในปี 2568 ขณะที่มูลค่าการส่งออกผลไม้เพิ่มจากประมาณ 2,700 ล้านบาท เป็น 143,000 ล้านบาท และในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่าประมาณ 145,892 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าทั้งปี 2568 แล้ว สะท้อนถึงศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261005c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b085912.jpg' type='image/jpg' length='128429' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผย WIPO จัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก ปี 69 ไทยขยับขึ้นอันดับที่ 44]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189202</link>
<guid isPermaLink="false">ff47428b83700a3cf4a4f0f7a196f963</guid>
<pubDate>Fri, 02 Oct 2026 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1 - Copy 11.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผย WIPO จัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก ปี 69 ไทยขยับขึ้นอันดับที่ 44<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) จัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (GII) ประจำปี 69 ไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 44 ของโลก เพิ่มขึ้น 1 อันดับจากปีก่อน สะท้อนจุดแข็งของไทย ทั้งด้านการสร้างนวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยี และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ยันเดินหน้าส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.จิตติมา ศรีถาพร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้จัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index: GII) ประจำปี 2569 โดยได้ทำการประเมินและจัดอันดับประเทศและเขตเศรษฐกิจกว่า 139 แห่งทั่วโลก ใน 79 ตัวชี้วัด และเผยแพร่รายงาน GII 2026 เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งภาพรวมประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 44 จาก 139 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ขยับขึ้นมา 1 อันดับจากปีก่อน และรั้งอันดับที่ 3 จาก 35 ประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle-Income Economies) รองจากจีนและมาเลเซีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการจัดอันดับ GII 2026 ได้สะท้อนจุดแข็งของประเทศไทยหลายด้าน อาทิ การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Goods Exports) อยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก การส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech Exports) อยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก และความสามารถของบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา (Research talent) อยู่ในอันดับที่ 7 ของโลก ชี้ให้เห็นว่าไทยมีทั้งฐานการผลิตและการส่งออกสินค้าที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี ตลอดจนมีบุคลากรที่สนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทย<br />
ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวยังมีตัวชี้วัดด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่น่าสนใจหลายด้าน โดยเฉพาะจำนวนคำขอรับอนุสิทธิบัตรในประเทศ (Utility Models by Origin) ครองอันดับที่ 5 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน สะท้อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีของไทย รวมถึงความพร้อมของภาคธุรกิจในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอด ขณะที่จำนวนการยื่นคำขอสิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์ไทย (Industrial Designs by Origin) อยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก ดีขึ้นจากปีก่อน 4 อันดับ ที่บ่งบอกถึงการให้ความสำคัญกับการออกแบบและการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า ส่วนการลงทุนเพื่อซื้อสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาจากต่างประเทศ (IP Payments) อยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก ชี้ให้เห็นว่าภาคธุรกิจไทยมีความตื่นตัวในการนำเข้า ถ่ายทอด และจ่ายค่าสิทธิเพื่อนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมจากต่างประเทศมาใช้ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกเข้ามาต่อยอด ยกระดับ และขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.จิตติมากล่าวว่า ผลจากรายงาน GII ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าไทยมีพื้นฐานที่ดีทั้งด้านการสร้างนวัตกรรม การออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการนำทรัพย์สินทางปัญญาและองค์ความรู้จากทั้งในและต่างประเทศมาใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นโอกาสในการต่อยอดผลงานนวัตกรรมให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนาไปสู่การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมพร้อมผนึกกำลังกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ผู้เชี่ยวชาญจาก WIPO และหน่วยงานภาคี ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนา การคุ้มครอง ไปจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมใช้กลไกคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) ในการบูรณาการภาครัฐ เพื่อให้การส่งเสริมเติบโตสอดรับกับความต้องการของภาคธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261002cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075160708.jpg' type='image/jpg' length='107798' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​อาเซียนจับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ดันเศรษฐกิจสีเขียว ร่วมมือรัสเซีย 11 สาขา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188935</link>
<guid isPermaLink="false">446af69d16b98d7ce370790d485497c7</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 13:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/8 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>อาเซียนจับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ดันเศรษฐกิจสีเขียว ร่วมมือรัสเซีย 11 สาขา<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เผยผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับคู่เจรจาสำคัญ จับมือสหภาพยุโรปเดินหน้าจัดทำหลักการการค้าดิจิทัล ยกระดับตลาดที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม ถกสหราชอาณาจักร เห็นชอบปฏิญญาร่วมฉบับใหม่ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว หารือรัสเซีย ผลักดันความร่วมมือการค้าและการลงทุน 11 สาขา และร่วมมือสวิตเซอร์แลนด์ เห็นชอบแผนงานความร่วมมือเศรษฐกิจการค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ตนได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมีผลการหารือสำคัญ เริ่มจากการประชุมกับคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ครั้งที่ 22 ได้รับทราบความคืบหน้าของแผนงานด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-สหภาพยุโรป และการจัดทำหลักการการค้าดิจิทัล (Digital Trade Principles: DTP) ที่ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการค้าดิจิทัล การโอนย้ายข้อมูลอย่างเสรีและน่าเชื่อถือ ตลาดดิจิทัลที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม และการสร้างความน่าเชื่อถือในการค้าดิจิทัล โดยตั้งเป้าการดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2569 ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรปให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับสหภาพยุโรป-อาเซียน (EUABC) ซึ่งจากผลการสำรวจความเชื่อมั่นธุรกิจยุโรป พบว่า ร้อยละ 78 ของผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนที่จะขยายการค้าและการลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้น และร้อยละ 61 ยกให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด แต่ยังมีอุปสรรคเชิงกฎระเบียบและห่วงโซ่อุปทาน และขาดความตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคทำให้ธุรกิจยุโรปเสียเปรียบแข่งขัน ทั้งนี้ ไทยย้ำว่า ความแตกต่างเชิงกฎระเบียบเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเสนอให้เร่งปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ในท้องถิ่น<br />
ขณะเดียวกัน ตนพร้อมด้วยนายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้หารือทวิภาคีกับนางดิตเต จูล เยอร์เกนเซน ปลัดคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สามารถหาข้อสรุปร่วมกันในสาระสำคัญได้ในการประชุมเจรจารอบที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28 ก.ย.-6 ต.ค.2569 ณ จังหวัดภูเก็ต โดย EU แสดงความเชื่อมั่นและชื่นชมความมุ่งมั่นของไทยในระดับนโยบายในการร่วมผลักดันการเจรจาให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ ไทยยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และ MSMEs เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ได้อย่างเต็มที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎา กล่าวว่า อาเซียนยังได้ประชุมกับสหราชอาณาจักร (UK) ครั้งที่ 6 ได้เห็นชอบปฏิญญาร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตระหว่างอาเซียน และสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ฉบับปี 2569 และแผนงานด้านเศรษฐกิจฉบับปรับปรุง เพื่อเป็นแนวทางในการเร่งการรวมตัวทางเศรษฐกิจ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยผสานศักยภาพด้านการเงิน เทคโนโลยี และกฎระเบียบของ UK กับเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของอาเซียน ซึ่งจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายไปสู่การเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังได้หารือกับรัสเซีย โดยเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-รัสเซีย ปี 2569-2578 (ASEAN-Russia Strategic Programme on Trade and Investment Cooperation: SPTI) ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือ 11 สาขาสำคัญ อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับรัสเซียเป็น 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578 โดยไทยเล็งเห็นศักยภาพของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะโครงการภูมิสารสนเทศ (Interactive GIS) ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและการบริหารจัดการแหล่งน้ำจืด ซึ่งไทยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก พร้อมทั้งเสนอให้ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และทรัพยากรของรัสเซีย เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่ายการผลิตของอาเซียน และยังรับทราบความคืบหน้าการดำเนินความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasia Economic Commission) พร้อมทั้งมุ่งส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน ควบคู่กับการสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก เพื่อปรับปรุงระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย มีความเป็นธรรม และขยายโอกาสทางการค้าให้แก่สมาชิกทุกประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการหารือไตรภาคีระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และรัฐมนตรีการค้าสวิตเซอร์แลนด์ ครั้งที่ 5 ได้เห็นชอบแผนงานความร่วมมืออาเซียน&ndash;สมาคมการค้าเสรียุโรป ปี 2569&ndash;2573 เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันอย่างเป็นระบบ โดยไทยได้เน้นย้ำว่า การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและผู้ประกอบการ MSMEs เป็นประเด็นสำคัญในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก พร้อมเสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านนวัตกรรมและการแปรรูปอาหารของสวิตเซอร์แลนด์ ควบคู่กับความเข้มแข็งของไทยด้านวัตถุดิบและอาหารแปรรูป รวมทั้งสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก เพื่อเสริมสร้างระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย เป็นธรรม และเอื้อต่อการขยายโอกาสทางการค้า ทั้งนี้ ไทยยังได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับสวิตเซอร์แลนด์ ถึงความคืบหน้าการให้สัตยาบันความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA โดยไทยตั้งเป้าดำเนินกระบวนการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 ม.ค.2570<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261001c9f0f895fb98ab9159f51fd0297e236d133200.jpg' type='image/jpg' length='923526' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ดันไทยฝ่าวิกฤต ในวันที่โลกแบ่งขั้ว วางตัวเป็นคู่ค้าที่ไว้วางใจกับทุกประเทศ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188933</link>
<guid isPermaLink="false">e84a4a71c02e6b1428e59265c5cb7cf0</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 13:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/7 - Copy 10.jpg" style="width: 1000px; height: 675px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;ดันไทยฝ่าวิกฤต ในวันที่โลกแบ่งขั้ว วางตัวเป็นคู่ค้าที่ไว้วางใจกับทุกประเทศ<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;แสดงวิสัยทัศน์ วางตำแหน่งไทยเป็นคู่ค้าที่ไว้วางใจ (Trusted Partner) ในวันที่โลกแบ่งขั้ว เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทุกขั้ว และทำให้ทุกประเทศเห็นว่าไทยเป็นพันธมิตรที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้ เผยกับสหรัฐฯ อินเดีย ที่ไทยได้ดุลการค้าสูง ยังต้องรักษาและต่อยอดความสัมพันธ์ กับจีน ต้องสร้างสมดุลใหม่ และเร่งขยายตลาดใหม่อย่างสหภาพยุโรป ยูเออี พร้อมเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับเกษตรกร และ SME</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการแสดงวิสัยทัศน์การวางตำแหน่งประเทศไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลโดยตรงต่อภูมิเศรษฐศาสตร์และทิศทางการค้าโลก ในการเสวนาพิเศษ &ldquo;ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ&rdquo; ซึ่งจัดขึ้นในการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ภายใต้หัวข้อ แผน 14 เปลี่ยนให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand Next Agenda ว่า ในวันที่โลกแบ่งขั้วและแต่ละประเทศกำลังหาจุดยืนใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน ไทยต้องสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่สมดุลกับทุกขั้ว พร้อมยกระดับบทบาทไทยสู่การเป็นคู่ค้าที่ไว้วางใจ หรือ Trusted Partner เพื่อสร้างโอกาสใหม่และการเติบโตอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ท่ามกลางโลกที่กำลังจัดระเบียบใหม่ ประเทศไทยจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์การค้าและการตลาดบน 3 แนวทางสำคัญ คือ สร้างสมดุลใหม่ หาโอกาสเพื่อการเติบโต และกระจายตัว โดยไทยต้องรักษาความสัมพันธ์และประโยชน์ทางการค้ากับตลาดสำคัญที่มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจสูง ขณะเดียวกันต้องสร้างสมดุลกับประเทศที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าในลักษณะต่างกัน และเร่งขยายตลาดใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดการกระจุกตัวของตลาด โดยไทยต้องเป็น Trusted Partner ของประเทศต่าง ๆ เพราะในช่วงที่ทุกประเทศกำลังหาจุดยืนใหม่ในห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยต้องทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่าเราสามารถเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้<br />
สำหรับตลาดสำคัญที่ไทยมีดุลการค้าสูง เช่น สหรัฐฯ และอินเดีย ไทยยังต้องรักษาและต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้า ขณะเดียวกัน ในตลาดที่ไทยมีการขาดดุลการค้าอย่างจีน จำเป็นต้องสร้างสมดุลใหม่ โดยใช้ความสัมพันธ์ทางการค้าเป็นโอกาสในการดึงการลงทุนและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ขณะเดียวกันต้องเร่งขยายตลาดใหม่ เช่น สหภาพยุโรปและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างความสมดุลให้กับโครงสร้างการค้าของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;หัวใจสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่ คือ การเปลี่ยนจากการมองความสัมพันธ์ทางการค้าเพียงด้านการซื้อขาย ไปสู่การเป็น Global Supply Chain Partners ที่ร่วมกันสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ร่วมกัน หรือ Co-creation และ Mutual Benefit เพื่อให้ไทยสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของประเทศต่าง ๆ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ไทยยังมีความจำเป็นที่ต้องพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจฐานราก เพราะเศรษฐกิจไทยวันนี้ยังไม่สมดุล โดยภาคเกษตรมีแรงงานสัดส่วนถึง 30% แต่สร้าง GDP ได้เพียง 8&ndash;9% จึงต้องยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตร ส่วน SME มีแรงงานสูงถึง 70&ndash;72% แต่สร้าง GDP ได้เพียง 34&ndash;35% จึงต้องเสริมความแข็งแกร่งให้คนตัวเล็ก จากการเริ่มต้นง่าย เติบโตมั่นคง และก้าวขึ้นเป็นแชมเปี้ยนระดับภูมิภาค (Regional Champion) ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ ทักษะและเครื่องมือ (Skills &amp; Tools) การเข้าถึงแหล่งทุน และการเข้าถึงตลาด (Access to Markets) โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การสร้าง &ldquo;สมดุล การเติบโต และการกระจายรายได้ เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายโอกาสไปยังภาคเกษตร SME และคนตัวเล็กอย่างทั่วถึง และนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างสมดุลและยั่งยืน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202610018f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543132956.jpg' type='image/jpg' length='994084' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”เปิดตัว “ใกล้เก็บเกี่ยว” บริหารสินค้าเกษตรด้วยข้อมูล-เทคโนโลยี นำร่องข้าว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188932</link>
<guid isPermaLink="false">5f120be65e9f3e41d7090ea7b87ab3d9</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 13:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 13.jpg" style="width: 1000px; height: 706px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เปิดตัว &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; บริหารสินค้าเกษตรด้วยข้อมูล-เทคโนโลยี นำร่องข้าว<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo; เปิดตัว &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; ผนึกกำลัง 4 กระทรวง &ldquo;พาณิชย์-เกษตร-อว.-ดีอี&rdquo; ยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี นำร่องข้าวนาปี ก่อนต่อยอดไปสินค้าเกษตรอื่น พุ่งเป้าปรับการทำงานรู้ปัญหาก่อน บริหารก่อน พร้อมต่อยอดบริหารจัดการข้าวประณีต ยกระดับคุณภาพการผลิตและรายได้เกษตรกรต่อเนื่อง</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดตัวแอปพลิเคชัน &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; จากความร่วมมือของ 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี โดยเริ่มจากข้าวนาปี ก่อนต่อยอดไปยังสินค้าเกษตรอื่น มุ่งปรับการทำงานจากการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ สู่การรู้ก่อน บริหารก่อน และกำหนดมาตรการแบบพุ่งเป้ารายพื้นที่ เพื่อให้การดูแลเกษตรกรตรงกับสถานการณ์และความต้องการในแต่ละพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยหัวใจสำคัญของ &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; คือ การทำให้ภาครัฐสามารถมองเห็นสถานการณ์สินค้าเกษตรล่วงหน้า และนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ทั้งด้านปริมาณ ราคา และแนวโน้มของผลผลิต เพื่อเตรียมความพร้อมด้านตลาด การกระจายสินค้า และมาตรการดูแลเกษตรกรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลและสะท้อนสถานการณ์จากพื้นที่<br />
&ldquo;แนวทางดังกล่าว จะเปลี่ยนการบริหารสินค้าเกษตรจากการใช้มาตรการในภาพรวมไปสู่การพุ่งเป้ารายพื้นที่ &nbsp;เพื่อให้การช่วยเหลือและการจัดสรรทรัพยากรสอดคล้องกับปัญหาและศักยภาพของแต่ละพื้นที่ พร้อมพัฒนาการบริหารจากเรื่องปริมาณและราคาไปสู่คุณภาพและมูลค่า เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการตลาด&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะมีการต่อยอดแนวทางข้าวประณีต เพื่อยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต โดยปัจจุบันมีเกษตรกร 466 กลุ่มที่อยู่ในแนวทางการพัฒนาข้าวประณีต และจะใช้ข้อมูลเพื่อพิจารณาว่าแต่ละพื้นที่มีศักยภาพหรือข้อจำกัดด้านใด เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาให้เหมาะสม และเพิ่มคุณภาพและมูลค่าของผลผลิต รวมถึงรายได้ของเกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ความร่วมมือของ 4 กระทรวงจะมุ่งให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง ตั้งแต่การติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ การคาดการณ์ล่วงหน้า ไปจนถึงการกำหนดมาตรการและการดำเนินงานในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายให้การบริหารสินค้าเกษตรมีความรวดเร็ว แม่นยำ และตอบโจทย์เกษตรกรมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการมีข้อมูล แต่ต้องสามารถนำข้อมูลไปสู่การแก้ปัญหาและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดย &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับการบริหารสินค้าเกษตรเชิงรุก โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการมองเห็นสถานการณ์ก่อนเกิดปัญหา พุ่งเป้ามาตรการไปยังพื้นที่ที่เหมาะสม และต่อยอดจากการบริหารปริมาณและราคาไปสู่การยกระดับคุณภาพและมูลค่า เพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้ภาคเกษตรในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ภายในงานมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายกฤษ อุตตะมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ น.ส.ชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202610011679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc132810.jpg' type='image/jpg' length='698600' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”สั่งเกาะติดการบินไทยระงับรับสินค้าเข้า-ออกชั่วคราว พร้อมหาทางช่วยผู้ส่งออก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188929</link>
<guid isPermaLink="false">cb101b72c33f12d6753c066bd10b97da</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 13:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 24.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;สั่งเกาะติดการบินไทยระงับรับสินค้าเข้า-ออกชั่วคราว พร้อมหาทางช่วยผู้ส่งออก<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;สั่งการกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เกาะติดปัญหาการบินไทยระงับรับสินค้าเข้า-ออก และประเมินผลกระทบ และให้ช่วยเหลือผู้ส่งออกอย่างเต็มที่ เผยการส่งออกสินค้าทางอากาศช่วง 7 เดือน ปี 69 มีมูลค่า 2.42 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของการส่งออกทั้งหมด สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เกษตรและอาหาร ใช้บริการมากสุด เร่งทำความเข้าใจคู่ค้า ป้องกันโดนค่าปรับ</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีการบินไทยระงับการรับสินค้าเข้า&ndash;ออก และสินค้าถ่ายลำ ณ คลังสินค้าการบินไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นการชั่วคราว ว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการส่งออก โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เพื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้น และหาแนวทางช่วยเหลือผู้ส่งออก เพราะการส่งออกสินค้าทางอากาศ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 33% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นช่วง 6 วันที่ผ่านมา ถือเป็นผลกระทบระยะสั้น และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะส่งผลต่อภาพรวมการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญเพียงใด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าผลกระทบด้านมูลค่าการส่งออกโดยตรง คือ ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ค้าและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นต้องขนส่งทางอากาศ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หากเกิดความล่าช้าและไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด อาจทำให้ผู้นำเข้าต่างประเทศพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ผู้ส่งออกหรือคู่ค้าจากประเทศอื่น แต่ปัจจุบัน การบินไทยไม่ได้เป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศเพียงรายเดียว ยังมีผู้ให้บริการรายอื่นที่สามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงสามารถพิจารณาปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือใช้บริการจากผู้ให้บริการรายอื่น เพื่อให้สินค้าสามารถเดินทางไปถึงปลายทางได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการช่วยเหลือผู้ส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะทำหน้าที่ประสานและสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ หากผู้ส่งออกรายใดตรวจสอบกับผู้ให้บริการขนส่งสินค้า (Forwarder) แล้วพบว่าสินค้า หรือ Cargo มีปัญหา สามารถประสานหน่วยงานเพื่อช่วยเจรจากับคู่ค้าหรือปลายทาง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่าปรับจากการส่งมอบล่าช้า เป็นต้น<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้ติดตามสถานการณ์คลังสินค้าการบินไทย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระงับการรับสินค้า THAI Cargo ขาเข้า&ndash;ขาออก และสินค้าถ่ายลำเป็นการชั่วคราว จะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ประกอบด้วยการส่งมอบสินค้าและความเสี่ยงต่อผู้ส่งออกโดยตรง โดยการระงับรับสินค้าของคลังสินค้าการบินไทย ส่งผลให้สายการบินที่ใช้บริการคลังสินค้าดังกล่าวบางส่วนต้องชะลอหรืองดรับสินค้าส่งออกชั่วคราว ทำให้ผู้ส่งออกมีความเสี่ยงไม่สามารถส่งมอบสินค้าแก่ผู้ซื้อในต่างประเทศได้ตามกำหนด โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารสด สินค้าเน่าเสียง่าย สินค้าควบคุมอุณหภูมิ อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน วัตถุดิบสำหรับภาคการผลิต และสินค้าเร่งด่วน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับต้นทุนโลจิสติกส์และค่าระวางเครื่องบิน (Freight Rate) จะพุ่งสูงขึ้น ผู้ส่งออกจำนวนมากจะเปลี่ยนไปใช้บริการคลังสินค้าทางอากาศของสายการบินอื่นที่ยังเปิดอยู่ เช่น บริษัท บางกอกไฟลท์เซอร์วิสเซส จำกัด (BFS) หรือสายการบินต่างชาติ ซึ่งมีพื้นที่จำกัด ส่งผลให้ค่าระวางสินค้าทางอากาศ (Air Freight Rate) ดีดตัวสูงขึ้นทันทีตามกลไกตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ คาดว่าจะมีผลกระทบด้านความต่อเนื่องของสายการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ทั้งขาออกและขาเข้า ทำให้วัตถุดิบต้นน้ำขาดแคลน เนื่องจากประกาศนี้ ระงับทั้งขาเข้าและขาออก วัตถุดิบหรือสารเคมีสำคัญที่ผู้ส่งออกไทยต้องนำเข้ามาเพื่อแปรรูปและผลิตเพื่อส่งออกต่อ ก็จะไม่สามารถนำออกจากคลังสินค้าได้ตามกำหนด อาจล่าช้ากว่าเดิม 3-7 วัน ส่งผลให้แผนการผลิตสินค้าล็อตถัดไปเพื่อส่งออกต้องเลื่อนออกไปด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนผลกระทบเป็นรายสินค้า พบว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ซึ่งต้องอาศัยความรวดเร็วและความแม่นยำในการส่งมอบเพื่อเชื่อมต่อกับสายการผลิตในต่างประเทศ สินค้าเกษตรและอาหาร อาทิ ผักสด ผลไม้ ดอกไม้สด เนื้อสัตว์แช่เย็นแช่แข็ง อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง มีข้อจำกัดด้านอายุสินค้าและคุณภาพ การล่าช้าหรือตกเที่ยวบิน จึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายและต้นทุนเพิ่มเติมแก่ผู้ส่งออก ซึ่งสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ระบุว่า ปัญหาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดด้านความแออัดของคลังสินค้าสุวรรณภูมิที่มีอยู่เดิม จากปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นและกระบวนการตรวจสอบสินค้าก่อนรับบรรทุกที่เข้มงวดขึ้น โดยที่ผ่านมา เกิดความเสี่ยงที่สินค้าขาออกจะตกเที่ยวบิน และในบางกรณีสินค้าขาเข้าหรือวัตถุดิบใช้เวลาในการนำออกจากพื้นที่ไปยังโรงงานประมาณ 7 วันทำการ ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการผลิตเพื่อการส่งออก<br />
ขณะเดียวกัน การส่งออกทางอากาศในช่วง 7 เดือน ของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่าถึง 2.42 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.7% คิดเป็น 33% ของมูลค่าการส่งออกของประเทศ ที่มีประมาณ 7.34 ล้านล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย การหยุดชะงักของระบบคลังสินค้าและ Air Cargo แม้เป็นการชั่วคราว จึงมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งด้านการส่งมอบสินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ ความต่อเนื่องของสายการผลิต และความน่าเชื่อถือของไทยในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก อีกทั้ง Cargo บางส่วนอาจพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ที่อื่นแทน ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้จากส่วนนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าสำคัญที่พึ่งพาการขนส่งทางอากาศมาก ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน เช่น แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และฮาร์ดดิสก์ ในปี 2568 มีมูลค่าส่งออกทางอากาศประมาณ 1.32 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42% ของมูลค่าการส่งออกทางอากาศทั้งหมด กลุ่มสินค้าดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานโลก ส่วนสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ผลไม้ อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูง มีมูลค่าส่งออกทางอากาศในปี 2568 ประมาณ 380,804 ล้านบาท คิดเป็น 26.2% ของมูลค่าการส่งออกทางอากาศทั้งหมด ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อระยะเวลาการขนส่งและการควบคุมคุณภาพ การหยุดชะงักของระบบ Air Cargo จึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสินค้าและกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการได้โดยตรง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรทางอากาศของไทย ประกอบด้วย 1.การขนส่งสินค้าผักและผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง แห้ง และแปรรูป ปี 2568 มีมูลค่า 9,826.62 ล้านดอลลาร์ เป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 351.81 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 3.58% ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด 2.การขนส่งผลไม้สด ปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกรวม 5,209.52 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 251.86 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 4.83% ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด ส่วน 8 เดือน ปี 2569 มีมูลค่าการส่งออกรวม 5,523.36 ล้านดอลลาร์ เป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 179.85 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 3.26% ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านข้อเสนอแนะและแนวทางสนับสนุน ระยะเร่งด่วน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะติดตามและรวบรวมผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยประสานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (TAFA) สมาคมผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และเครือข่ายผู้ส่งออก เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ประกอบการ ประเภทสินค้า ตลาดปลายทาง และมูลค่าการค้าที่ได้รับผลกระทบ และประสานสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ซึ่งมีเครือข่าย 58 แห่งใน 43 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการสื่อสารกับผู้นำเข้าและคู่ค้าต่างประเทศกรณีส่งมอบล่าช้า ช่วยเจรจาขยายเวลา สื่อสารสถานการณ์ภัยพิบัติ (Force Majeure) และป้องกันค่าปรับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261001e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5132620.jpg' type='image/jpg' length='1008701' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์เปิดให้บริการหนังสือรับรองนิติบุคคลไม่มีวันหยุด ตั้งแต่ 06.00-23.00 น.]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188927</link>
<guid isPermaLink="false">2608faddb9428e156048e1f9a7ad806f</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 13:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 31.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​กรมพัฒน์เปิดให้บริการหนังสือรับรองนิติบุคคลไม่มีวันหยุด ตั้งแต่ 06.00-23.00 น.<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายกระดับให้บริการหนังสือรับรองนิติบุคคลผ่านระบบ e-Service ทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 5 ทุ่ม และเพิ่มความสะดวกไปอีกขั้น สามารถขอหนังสือรับรองนิติบุคคลรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ประเภทระบุที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขาได้ทันที ทำให้เพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกิจ ลดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเดินหน้ายกระดับบริการหนังสือรับรองนิติบุคคลผ่านระบบ e-Service โดยเปิดให้บริการหนังสือรับรองนิติบุคคลทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 06.00 น.&ndash;23.00 น. พร้อมขยายการให้บริการออกหนังสือรับรองนิติบุคคล ประเภทระบุที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสาขาในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ e-Service ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ภาคธุรกิจ ช่วยลดระยะเวลารอรับเอกสาร ลดการใช้กระดาษ และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการออกหนังสือรับรองนิติบุคคล ประเภทระบุทั้งที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขา ผู้ใช้บริการสามารถเลือกรับเอกสารในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้ จากเดิมที่สามารถเลือกรับเอกสารได้ 3 ช่องทาง ได้แก่ 1.จัดส่งทางไปรษณีย์ (EMS) 2.รับด้วยตนเอง (Walk-in) และ 3.จัดส่งโดยพนักงานกรม (Delivery) โดยการเพิ่มช่องทางการรับไฟล์อิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจได้รับความสะดวกโดยสามารถรับเอกสารได้รวดเร็วขึ้น และสามารถนำไปใช้ดำเนินธุรกิจและทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้อย่างคล่องตัว<br />
โดยวิธีเข้าใช้บริการ ผู้รับบริการสามารถเข้าสู่ระบบ DBD e-Service และเลือกเมนู &ldquo;เลือกเอกสารด้วยตนเอง&rdquo; จากนั้นระบุเลขทะเบียนหรือชื่อนิติบุคคลที่ต้องการ เลือกหัวข้อ &ldquo;หนังสือรับรอง&rdquo; และเลือก &ldquo;ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่&rdquo; โดยกรณีนิติบุคคลที่มี 1-10 สาขา ระบบจะแสดงสำนักงานสาขาทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ส่วนกรณีมี 11 สาขาขึ้นไป ผู้รับบริการสามารถเลือกสำนักงานสาขาที่ต้องการได้ด้วยตนเอง เมื่อชำระค่าธรรมเนียมแล้ว สามารถเข้าสู่ระบบเพื่อดาวน์โหลดเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันที โดยไม่ต้องรออีเมลแจ้ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การขยายบริการหนังสือรับรองนิติบุคคลประเภทระบุที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสาขา ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ครั้งนี้ ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถขอรับบริการได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ช่วยลดระยะเวลาในการรอรับเอกสาร ลดการใช้กระดาษ และลดข้อจำกัดด้านการเดินทาง สอดคล้องกับการยกระดับบริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และนำเอกสารไปใช้ดำเนินธุรกรรมได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261001a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c132420.jpg' type='image/jpg' length='152299' />
</item>
<item>
<title><![CDATA["พาณิชย์"ส่งข้อมูลบริษัท มีต่างชาติเป็นกรรมการ-ถือหุ้นแสนราย ให้ 43 สถานทูตในไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188926</link>
<guid isPermaLink="false">c5532a997f385559ec9bf23a401fcd20</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 13:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 34.jpg" style="width: 1000px; height: 707px;" /></p>

<p>&quot;พาณิชย์&quot;ส่งข้อมูลบริษัท มีต่างชาติเป็นกรรมการ-ถือหุ้นแสนราย ให้ 43 สถานทูตในไทย<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งข้อมูลบริษัทที่มีกรรมการเป็นชาวต่างชาติ หรือมีผู้ถือหุ้นสัญชาติต่าง ๆ ร่วมลงทุน ให้กับ 43 สถานทูตที่อยู่ในไทย จำนวนกว่า 1 แสนราย เพื่อให้ได้รับทราบข้อมูล และจะได้ร่วมกันดูแลการประกอบธุรกิจในไทย ให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบ กฎหมาย ยันเดินหน้าตรวจสอบ ปราบปรามนอมินีต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจร และดูแลธุรกิจคนไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ส่งข้อมูลบริษัทจำกัดที่มีกรรมการเป็นชาวต่างชาติหรือมีผู้ถือหุ้นสัญชาติต่าง ๆ ร่วมลงทุน ไปถึง 43 สถานทูตประจำประเทศไทย รวม 48 สัญชาติ จำนวนกว่า 100,000 ราย เพื่อให้รับทราบข้อมูลและจะได้ร่วมกันดูแลและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจของนักธุรกิจและนักลงทุนสัญชาติของตน ให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายการประกอบธุรกิจที่กำหนดไว้ในประเทศไทย เพราะเชื่อว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลทุกประเทศ พร้อมสนับสนุนคนในชาติให้ทำธุรกิจอย่างถูกต้องในประเทศอื่น ๆ</p>

<p>ทั้งนี้ กรมได้จัดส่งข้อมูลตามสัดส่วนการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ 1.ชาวต่างชาติถือหุ้น 0.01-49.99% 2.ชาวต่างชาติถือหุ้น 50.00-99.99% และ 3.ชาวต่างชาติถือหุ้น 100% โดยข้อมูลที่กรมได้จัดส่งให้ทั้ง 43 สถานทูต เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นทั่วไปจากการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของกรม มิได้หมายความว่าธุรกิจหรือนักลงทุนดังกล่าวมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือมีการกระทำความผิดกรณีมีคนไทยถือหุ้นแทนในลักษณะนอมินีแต่อย่างใด<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมขอขอบคุณสถานทูตทุกแห่งที่ให้ความสำคัญต่อประเด็นการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายและประเด็นปัญหานอมินีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยกรมพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แก่นักธุรกิจและนักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยสุจริต และขอฝากถึงผู้ประกอบธุรกิจชาวต่างชาติที่ประสงค์จะเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย หรือผู้ให้คำแนะนำการลงทุนให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย และคนไทยที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือหรือมีส่วนสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินี อยากให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยขอให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ</p>

<p>สำหรับคนไทยที่มีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ยอมรับเงินหรือผลประโยชน์ โดยยินยอมเป็นนอมินีอำพรางให้ชาวต่างชาติจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 36 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน &nbsp;</p>

<p>&ldquo;กรมจะเดินหน้าป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต โดยร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายลงพื้นที่ตรวจสอบนอมินีกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ และมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัดเพื่อตัดวงจรนอมินีให้หมดสิ้นไปหรือทุเลาเบาบางลง&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261001eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3132210.jpg' type='image/jpg' length='56827' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ITD ปั้นผู้ประกอบการสตรี-ผู้ประกอบการ LGBTQ+ ทำธุรกิจ ดันลุยตลาดอาเซียน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188924</link>
<guid isPermaLink="false">f92dca85aa1be00f4abe10de30daf06d</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 13:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 37.jpg" style="width: 1000px; height: 666px;" /></p>

<p>​ITD ปั้นผู้ประกอบการสตรี-ผู้ประกอบการ LGBTQ+ ทำธุรกิจ ดันลุยตลาดอาเซียน<br />
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) จัดโครงการ SHE Commerce Bootcamp 2026 : Beyond SHE - Empowering Every Entrepreneur for ASEAN เสริมแกร่งผู้ประกอบการสตรี และผู้ประกอบการที่มีความหลากหลายทางเพศกลุ่ม LGBTQ+ พัฒนาธุรกิจ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ รับมือการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ การค้า และเทคโนโลยียุคดิจิทัล เตรียมมอบ 4 รางวัลให้กับผู้ประกอบการต้นแบบที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ มั่นใจช่วยดันธุรกิจเติบโต รุกสู่ตลาดอาเซียนได้แน่&nbsp;</p>

<p>นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยว่า ITD ได้จัดทำโครงการ SHE Commerce Bootcamp 2026 : Beyond SHE - Empowering Every Entrepreneur for ASEAN ระหว่างวันที่ 26&ndash;30 ก.ย.2569 ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการสตรีและผู้ประกอบการที่มีความหลากหลายทางเพศ กลุ่ม LGBTQ+ ให้สามารถพัฒนาธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ การค้า และเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง และเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน</p>

<p>สำหรับโครงการดังกล่าว จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 เดิมเน้นแต่ผู้ประกอบการสตรี ตามที่อังค์ถัดให้การสนับสนุน แต่ปีนี้ พิเศษกว่าปีก่อน ได้เพิ่มกลุ่ม LGBTQ+ เข้ามาร่วมด้วย โดยมีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมจำนวน 300 กิจการ ผ่านเกณฑ์ 40 กิจการ และสุดท้ายคัดเหลือ 10 กิจการ เข้าร่วมการอบรม ได้แก่ แบรนด์ YaiSiRi แบรนด์เป็นลาว ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ้านไร่รุ้งตะวัน แบรนด์ น้ำปลาร้าสโลชา บริษัท ดีไซน์ฟอร์พูกิตไลฟ์ จำกัด บริษัท ณารา อกรีฟูดส์ จำกัด แบรนด์ KidiCuB แบรนด์ ภิรมย์ แบรนด์ สุกี้พรศิริ และแบรนด์ FLAT MARBLE โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการดำเนินกิจกรรมตลอดหลักสูตร ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้พัฒนาทักษะทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดแนวคิดใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับบริบทการแข่งขันในปัจจุบัน<br />
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 5 วันของการจัดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และทดลองประยุกต์ใช้เครื่องมือและแนวทางทางธุรกิจที่สำคัญ อาทิ การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ การตลาดดิจิทัล การสร้างเนื้อหาเพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย และการใช้ Live Commerce เป็นช่องทางในการนำเสนอสินค้าและสร้างโอกาสทางการขาย และยังมีกิจกรรม Business Hackathon ที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงกิจกรรม Live Commerce Popular Vote ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ฝึกฝนทักษะการนำเสนอสินค้าและสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค ตลอดจนการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและพี่เลี้ยง เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแนวคิดและแผนธุรกิจของตนเองให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยกิจกรรมเหล่านี้ มุ่งให้ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับธุรกิจอย่างเหมาะสม ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การเข้าถึงลูกค้า การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ และการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล</p>

<p>โดยไฮไลต์สำคัญของโครงการ คือ การนำเสนอแผนธุรกิจ (Business Pitching) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำเสนอแนวคิด กลยุทธ์ และแนวทางการพัฒนาธุรกิจต่อคณะกรรมการ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการแข่งขัน ความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจ และโอกาสในการขยายตลาดในอนาคต โดยมีเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะรวมทั้งสิ้น 200,000 บาท แบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ 100,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 50,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 30,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 จำนวน 20,000 บาท พร้อมรางวัลอื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์ของโครงการ ได้แก่ กรมธรรม์ประกันภัยมูลค่า 1 ล้านบาทต่อคน ถ้วยรางวัล และสายสะพาย &nbsp;</p>

<p>สำหรับผลการตัดสินรางวัลผู้ประกอบการต้นแบบจากโครงการ SHE Commerce Bootcamp 2026 : Beyond SHE &ndash; Empowering Every Entrepreneur for ASEAN ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ แบรนด์สุกี้พรศิริ ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารสุกี้ที่ต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสภายใต้แบรนด์ของตนเอง รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ บริษัท ณารา อกริฟู้ดส์ จำกัด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ บริษัท เป็นลาว กรุ๊ป จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารที่นำเสนอเอกลักษณ์ของอาหารอีสาน และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ บริษัท อัคร รีเทล จำกัด (แบรนด์ภิรมย์)</p>

<p>&ldquo;ความสำเร็จของโครงการ ไม่ได้อยู่ที่รางวัลเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงองค์ความรู้ ประสบการณ์ มุมมองใหม่ และเครือข่ายความร่วมมือที่ผู้เข้าร่วมได้รับ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในการดำเนินธุรกิจได้ในระยะยาว ITD ขอขอบคุณคณะกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญ วิทยากร เครือข่ายพันธมิตร ตลอดจนภาคีความร่วมมือจากประเทศสิงคโปร์ ที่ร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และยังเชื่อมั่นว่าผู้เข้าร่วมโครงการจะสามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจ สร้างโอกาสทางการตลาด และต่อยอดเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจให้เกิดประโยชน์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจไทยในตลาดอาเซียนอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมและเท่าเทียม&rdquo; นายสุภกิจกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261001c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c132024.jpg' type='image/jpg' length='92751' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เตือนใช้โปรแกรมเถื่อน เสี่ยงมัลแวร์ ข้อมูลหลุด ถก Adobe จัดแพกเกจพิเศษ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188922</link>
<guid isPermaLink="false">4ed5dd9f05b810bef60f9bb94b7bf6fb</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 13:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 34.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เตือนใช้โปรแกรมเถื่อน เสี่ยงมัลแวร์ ข้อมูลหลุด ถก Adobe จัดแพกเกจพิเศษ<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาหนุนใช้งานซอฟต์แวร์ถูกกฎหมาย ลดความเสี่ยงจากมัลแวร์ ภัยไซเบอร์ที่อาจแฝงมากับโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ และอาจนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการเงิน ถก Adobe จัดทำแพกเกจโปรแกรมราคาพิเศษ สนับสนุนผู้สร้างสรรค์ไทยเข้าถึงซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสิทธิ์ของผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ทำให้สูญเสียรายได้และทรัพยากรที่จะนำมาต่อยอดผลิตภัณฑ์และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ส่วนผู้ใช้งานอาจประสบปัญหาซอฟต์แวร์ทำงานผิดพลาด และมีความเสี่ยง<br />
ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการดาวน์โหลดโปรแกรมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจมีมัลแวร์ ไวรัสคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมเรียกค่าไถ่แฝงมากับไฟล์ที่ติดตั้ง และอาจนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงินของผู้ใช้งาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอให้ผู้ใช้งานเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้พัฒนาและเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยที่ผ่านมา กรมได้พูดคุยกับกลุ่มผู้ใช้งานซอฟต์แวร์ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมการออกแบบ สถาปัตยกรรม วิศวกรรม การจัดทำสื่อโฆษณา การผลิตเกม พบว่าปัจจัยด้านค่าใช้จ่ายเป็นหนึ่งในข้อจำกัดของการเข้าถึงซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงควรผลักดันให้ค่าแพจเกจมีราคาลดลง ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้และการหาแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกต้อง&rdquo;<br />
ทั้งนี้ ในการหารือร่วมกับบริษัท Adobe ซึ่งเป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ด้านงานกราฟิกและมัลติมีเดียระดับโลก นำโดย Mr. Simon McMurry, Senior Director, Worldwide License Advisory เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมและ Adobe ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ และแนวทางเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้งานเข้าถึงซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายได้ง่ายขึ้น โดยมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำแพกเกจโปรแกรม Adobe ในราคาพิเศษ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้สร้างสรรค์ โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา ฟรีแลนซ์ ธุรกิจขนาดเล็ก (SME) และผู้ใช้งานกลุ่มอื่น ๆ สามารถเข้าถึงสิทธิ์ในการใช้งานซอฟต์แวร์ (Software License) ที่ถูกกฎหมาย เพราะหากสามารถส่งเสริมให้ผู้ใช้งานเข้าถึงซอฟต์แวร์ที่ถูกต้องได้อย่างสะดวกในราคาที่เข้าถึงง่าย และสร้างประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน จะสามารถจูงใจให้ผู้ใช้งานหันมาใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมายได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ได้แจ้งต่อ Adobe ว่า กรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมให้ความร่วมมือทั้งในด้านการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการสร้างความตระหนักรู้ด้านการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา โดยกรมได้จัดทำคลิปรณรงค์ภายใต้แนวคิด &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (Do Not Buy, Do Not Use, Do Not Support Intellectual Property Infringement)&rdquo; เพื่อสื่อสารให้ผู้ใช้งานและผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย และเคารพสิทธิ์ของผู้พัฒนาและเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้พัฒนาและเจ้าของลิขสิทธิ์มีแรงจูงใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง</p>

<p>อย่างไรก็ตาม ​หากพบการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ประชาชนและเจ้าของสิทธิ์สามารถแจ้งข้อมูลมายัง กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20261001c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b131444.jpg' type='image/jpg' length='1505358' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ปิดตำนาน Walk-In จดบริษัท ใช้ออนไลน์ 100% ดีเดย์ 1 พ.ย.69 เป็นต้นไป]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188721</link>
<guid isPermaLink="false">98f2e666e98157ffdc724ed22bf6045c</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 11:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 30.jpg" style="width: 1000px; height: 714px;" /></p>

<p>​กรมพัฒน์ปิดตำนาน Walk-In จดบริษัท ใช้ออนไลน์ 100% ดีเดย์ 1 พ.ย.69 เป็นต้นไป<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าโชว์ผลตอบรับระบบจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ DBD Biz Regist หลังยุติการรับจดทะเบียนในรูปแบบกระดาษ ตั้งแต่ 1 ก.ค.69 ล่าสุดเดือน ก.ย.69 มีผู้ใช้บริการออนไลน์ 95.15% สะท้อนความพร้อมของภาคธุรกิจในการทำธุรกรรมออนไลน์ ประกาศขออนุญาตประชาชน ภาคธุรกิจ ตั้งแต่ 1 พ.ย.69 เป็นต้นไป จะใช้ออนไลน์ช่องทางเดียว ยกระดับงานบริการภาครัฐ ลดภาระต้นทุนภาคธุรกิจ ขับเคลื่อนสู่รัฐบาลดิจิทัล ย้ำหากมีข้อสงสัย สอบถามเจ้าหน้าที่ได้ทั้ง 1570 หรือผ่านไลน์ @DBD1570<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา กรมได้ปรับรูปแบบงานให้บริการเฉพาะการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและตั้งบริษัทให้เป็นการจดทะเบียนผ่านระบบ DBD Biz Regist เพียงช่องทางเดียว และยุติการรับจดทะเบียนดังกล่าวในรูปแบบกระดาษ (Walk-in) ซึ่งได้รับการตอบรับจากภาคธุรกิจเป็นอย่างดี เห็นได้จากสถิติงานให้บริการที่ผ่านมา มีผู้ใช้บริการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ในรูปแบบออนไลน์ (DBD Biz Regist) ณ เดือน ส.ค.2569 สูงถึง 99.99% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่มีต่อระบบจดทะเบียนดิจิทัลของกรมที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ที่มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมได้เล็งเห็นความพร้อมของผู้ใช้บริการที่ได้ปรับตัวเข้าสู่ระบบบริการออนไลน์ผ่านระบบ DBD Biz Regist ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ของกรมที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ โดยตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2569 เป็นต้นไป งานให้บริการจดทะเบียนธุรกิจของกรม พร้อมก้าวไปอีกขั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและขับเคลื่อนหน่วยงานราชการไทยสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) อย่างเต็มรูปแบบ โดยขออนุญาตประชาชนและภาคธุรกิจเตรียมพร้อมสำหรับการให้บริการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดทุกประเภทคำขอในรูปแบบออนไลน์ ผ่านระบบ DBD Biz Regist เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น (ข้อมูล ณ เดือน ก.ย.2569 มีการใช้บริการจดทะเบียนทุกประเภทคำขออยู่แล้วสูงถึง 95.80%)&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
สำหรับช่วงเวลาล่วงหน้า 1 เดือนนี้ ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถทำความเข้าใจและศึกษารูปแบบการใช้งานระบบ DBD Biz Regist ผ่านเว็บไซต์ www.dbd.go.th เลือกหัวข้อ จดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) ซึ่งจะมีทั้งคู่มือ และคลิปวิดีโอที่อธิบายการเข้าใช้งานอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยลดข้อผิดพลาดให้ผู้ใช้บริการเมื่อต้องเข้าใช้งานระบบจริง</p>

<p>ทั้งนี้ กรมยังได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือผู้ประกอบการตลอดการใช้งานระบบ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการจดทะเบียนนิติบุคคลและการใช้งานระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล DBD Biz Regist สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ Call Center 1570 หรือผ่านช่องทาง LINE Official Account : @DBD1570 เพื่อรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง</p>

<p>ระบบจดทะเบียน DBD Biz Regist ไม่ได้เป็นเพียงระบบจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงการเริ่มต้นธุรกิจของประเทศไทยจากเอกสารกระดาษ สู่ระบบดิจิทัลที่สะดวก รวดเร็ว ตรวจสอบได้ และลดต้นทุนได้ทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐ และเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะขับเคลื่อนงานบริการของภาครัฐสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมยกระดับมาตรฐานการจดทะเบียนธุรกิจของไทยให้มีความโปร่งใส ปลอดภัย และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ร่วมกับการเชื่อมโยงและตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวตนของผู้ทำธุรกรรม ลดช่องว่างและความเสี่ยงจากการปลอมแปลงเอกสาร รวมถึงการนำข้อมูลหรือสิทธิของบุคคลอื่นไปใช้โดยมิชอบ ประกอบกับผู้ใช้บริการสามารถใช้งานผ่านระบบออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ครอบคลุมบริการตั้งแต่การยื่นคำขอจดทะเบียน แก้ไข เปลี่ยนแปลงนิติบุคคล ติดตามและตรวจสอบสถานะ ไปจนถึงการรับเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้จากทุกที่ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาติดต่อด้วยตนเอง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260930a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c110915.jpg' type='image/jpg' length='53551' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลุยตรวจขายของแพง ขึ้นค่าบริการรถสไลด์ รถลาก โขกประชาชนช่วงน้ำท่วม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188713</link>
<guid isPermaLink="false">b6eb71e10683a951cfe4f4b544bc703b</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 10:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 33.jpg" style="width: 1000px; height: 736px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ลุยตรวจขายของแพง ขึ้นค่าบริการรถสไลด์ รถลาก โขกประชาชนช่วงน้ำท่วม<br />
กรมการค้าภายในส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนของประชาชน ทั้งการจำหน่ายสินค้าแพง การเพิ่มค่าบริการรถสไลด์ รถลาก เอาเปรียบประชาชนช่วงน้ำท่วม ยันหากพบผิด ดำเนินการตามกฎหมายขั้นสูงสุดทันที แจ้งเตือนพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการ ขายสินค้า คิดค่าบริการให้ตรงตามที่แจ้งไว้ ส่วนประชาชน หากพบเห็นหรือโดนเอาเปรียบให้แจ้งสายด่วน 1569 &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจกรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนจากประชาชนที่ได้ร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพื้นที่ ที่มีข้อมูลร้องเรียนเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงกว่าปกติ การตรวจสอบสถานการณ์ค่าบริการรถสไลด์และรถลาก หลังประชาชนมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น จากกรณีที่รถถูกน้ำท่วมและต้องการเคลื่อนย้ายรถ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนในช่วงที่มีข้อจำกัดจากสถานการณ์น้ำท่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผ่านสายด่วน 1569 หลายกรณี ทั้งเรื่องการไม่ปิดป้ายแสดงราคา การจำหน่ายราคาไม่ตรงกับราคาที่แสดง และการจำหน่ายในราคาสูง โดยสินค้าที่มีการร้องเรียน อาทิ ไข่ไก่ แกงถุง อาหารปรุงสำเร็จ ผักสด เนื้อหมู ข้าวกล่อง ทราย น้ำดื่ม นม กะทิกล่อง และชุดตรวจไข้หวัดแบบ 3-in-1 และยังมีประชาชนสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับค่าบริการรถสไลด์และรถลาก เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบสถานการณ์น้ำท่วมขัง ทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอาจมีความจำเป็นต้องใช้บริการดังกล่าว<br />
&ldquo;ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและการให้บริการว่ามีการแสดงราคาอย่างถูกต้อง และจำหน่ายหรือคิดค่าบริการตรงตามราคาที่แสดงไว้หรือไม่ หากพบการไม่ปิดป้ายแสดงราคา การจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดงไว้ หรือมีพฤติการณ์เรียกเก็บราคาสูงเกินสมควร กรมจะดำเนินการตามกฎหมายทันที&rdquo;นายวิทยากรกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า ขอให้ร้านค้า ผู้ประกอบการสถานบริการ รวมถึงผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าและให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการอย่างเคร่งครัด โดยต้องจำหน่ายสินค้าและคิดค่าบริการให้ตรงกับราคาที่แสดงไว้ ทั้งการจำหน่ายหรือให้บริการ ณ สถานประกอบการและผ่านช่องทางออนไลน์ หากมีการคิดราคาสูงกว่าราคาที่แสดง หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าการจำหน่ายสินค้าหรือการให้บริการนั้นมีราคาสูงเกินสมควร อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมาย ซึ่งกรมจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสถิติการรับเรื่องร้องเรียนในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม ระหว่างวันที่ 26&ndash;28 ก.ย.2569 กรมได้รับเรื่องร้องเรียนรวม 14 คำร้อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน โดยหากประชาชนพบเห็นพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค เช่น ไม่ปิดป้ายแสดงราคา จำหน่ายสินค้าในราคาไม่ตรงกับป้ายที่แสดง หรือสงสัยว่ามีการจำหน่ายสินค้าและให้บริการในราคาสูงเกินสมควร ทั้งที่หน้าร้านและช่องทางออนไลน์ สามารถร้องเรียนและแจ้งข้อมูลมายังสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260930eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3103330.jpg' type='image/jpg' length='427518' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เชื่อมช่องทาง เช็กสถานะนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188711</link>
<guid isPermaLink="false">35f5bc6401f9da290a89d0bccc50a95b</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 10:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 36.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เชื่อมช่องทาง เช็กสถานะนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมโยงช่องทางการตรวจสอบสถานะนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบสถานะของนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าได้ทันทีผ่านระบบค้นหาเครื่องหมายการค้า หรือ IP Search ลดความเสี่ยงกรณีมีการนำเครื่องหมายการค้าไปใช้ เหตุนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า อาจจะเลิกกิจการ หรืออยู่ในสถานะร้าง &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เชื่อมโยงช่องทางตรวจสอบสถานะนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบสถานะของนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าได้ทันทีผ่านระบบค้นหาเครื่องหมายการค้า หรือ IP Search บนเว็บไซต์ของกรม (https://search.ipthailand.go.th) โดยเมื่อค้นหาข้อมูลเครื่องหมายการค้าและพบว่าเจ้าของเครื่องหมายเป็นนิติบุคคล ระบบจะแสดงช่องทางตรวจสอบสถานะนิติบุคคลที่เชื่อมโยงไปยังระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานะจากฐานข้อมูลของหน่วยงานที่รับผิดชอบข้อมูลนิติบุคคลโดยตรง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาก่อนทำธุรกรรมหรือดำเนินการเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าได้รอบคอบยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบันเครื่องหมายการค้าจำนวนมากได้รับการจดทะเบียนในนามนิติบุคคล ซึ่งสถานะของนิติบุคคลอาจเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลาโดยนิติบุคคลที่เลิกกิจการ อาจอยู่ระหว่างการชำระบัญชีหรือชำระบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว ขณะที่กรณีนิติบุคคลร้าง ซึ่งถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อาจมีการกลับคืนสู่ทะเบียนได้ในภายหลัง ดังนั้น สถานะของนิติบุคคลจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ประชาชนและผู้ประกอบการควรตรวจสอบควบคู่กับข้อมูลเครื่องหมายการค้าจากกรม โดยเฉพาะก่อนทำธุรกรรมกับบุคคลที่นำเครื่องหมายการค้ามาใช้ หรืออ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้านั้น<br />
โดยหากตรวจสอบแล้ว พบว่า นิติบุคคลเจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสถานะเลิก (ไม่เสร็จการชำระบัญชี) หรือเลิก (เสร็จการชำระบัญชี) หรือร้าง กรมขอเน้นย้ำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการติดต่อ ทำธุรกรรม หรือการพิจารณาความน่าเชื่อถือในการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสถานะของนิติบุคคลอาจมีผลต่อการจัดการทรัพย์สินและสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้า ซึ่งอาจเกิดกรณีที่มีบุคคลอื่นนำเครื่องหมายการค้าไปใช้หรือแอบอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิ์ หรืออาจมีการนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปใช้โดยไม่มีสิทธิ์หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ช่องทางดังกล่าว จะช่วยอำนวยความสะดวกให้สามารถตรวจสอบสถานะนิติบุคคลได้สะดวกรวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และได้รับข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อนในการค้นหา และสามารถนำข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงมาใช้ประกอบการพิจารณาก่อนทำธุรกรรมได้อย่างรอบคอบ ทั้งนี้ หากประชาชนหรือผู้ประกอบการมีข้อสงสัยหรือประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้ การคุ้มครอง หรือการจัดการสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) กรมทรัพย์สินทางปัญญา สายด่วน 1368 เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมก่อนดำเนินการต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260930c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c103003.jpg' type='image/jpg' length='549794' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมเจรจาฯ เตรียมพร้อมผู้ประกอบการไทย ใช้ประโยชน์ FTA ไทย-เปรูฉบับสมบูรณ์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188709</link>
<guid isPermaLink="false">5c56b08cfc40b29f8a20df7c0999f092</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 10:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 33.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>กรมเจรจาฯ เตรียมพร้อมผู้ประกอบการไทย ใช้ประโยชน์ FTA ไทย-เปรูฉบับสมบูรณ์<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เดินหน้าเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทย ใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย-เปรู ฉบับสมบูรณ์ หลังปิดดีลกันจบ เผยไทยจะได้ประโยชน์จากการที่เปรูเปิดตลาดสินค้าในส่วนที่เหลือ 30% ทั้งเนื้อปลา ผลไม้บางชนิด เวชภัณฑ์ และรถยนต์และชิ้นส่วน และได้วัตถุดิบทางเลือกอีกเพียบ ส่วนบริการ มีสิทธิ์เข้าไปถือหุ้น 100% เกือบทุกสาขาบริการ และยังมีโอกาสเจาะเข้าสู่ตลาดอเมริกาใต้ได้อีกหลายประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางขวัญนภา ผิวนิล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดสัมมนาเรื่อง &ldquo;ขยายโอกาสการค้าในอเมริกาใต้ จาก FTA ไทย-เปรู&rdquo; เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า ไทยและเปรูได้บรรลุการเจรจาอัปเกรดความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับสมบูรณ์ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา กรมจึงได้จัดงานสัมมนาครั้งนี้ขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยในการขยายโอกาสการค้าสินค้าและการค้าบริการ ด้วย FTA ไทย-เปรู เข้าสู่ตลาดเปรูและภูมิภาคอเมริกาใต้ โดยได้รับเกียรติจาก นายสุภกิจ วรรณบูรณ์ ประธานสภาธุรกิจไทย-ลาตินอเมริกา เป็นผู้แทนของภาคธุรกิจที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง และประสบการณ์การเจรจาการค้าและการดำเนินธุรกิจในภูมิภาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ FTA ไทย-เปรูฉบับนี้ ผู้ประกอบการไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดการค้าสินค้าที่เหลือ 30% ในด้านการเป็นตลาดส่งออกใหม่ โดยเปรูจะเปิดตลาดให้สินค้าไทย 1,766 รายการ อาทิ เนื้อปลา ผลไม้บางชนิด เวชภัณฑ์ และรถยนต์และชิ้นส่วน ขณะที่ไทยจะได้ประโยชน์การนำเข้าวัตถุดิบทางเลือกเพื่อต่อยอดในอุตสาหกรรมการผลิตของไทยจากการเปิดตลาดให้เปรู 3,204 รายการ อาทิ เคมีภัณฑ์ เหล็ก ยานยนต์ เนื้อสัตว์ ปลาบางรายการ และปลาป่น<br />
สำหรับการเปิดตลาดการค้าบริการ ไทยจะเปิดตลาดให้เปรูสามารถถือหุ้นธุรกิจบริการได้บางสาขา อาทิ บริการให้คำปรึกษาและบริหารจัดการทั่วไป บริการก่อสร้างที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะ ขณะที่เปรูจะเปิดตลาดให้ไทยถือหุ้นได้ 100% เกือบทุกสาขาบริการ ส่วนอุปสรรคสำคัญที่ไทยต้องตระหนัก คือ เปรูใช้ภาษาสเปนเป็นหลักและการส่งสินค้าไปเปรูมีต้นทุนค่าขนส่งสินค้าที่ค่อนข้างสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความตกลง FTA ฉบับนี้ จะช่วยสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ รถยนต์ ตู้เย็น และเวชภัณฑ์ รวมถึงภาคบริการของไทย อาทิ บริการกฎหมาย ก่อสร้าง วิศวกรรม และการท่องเที่ยว อีกทั้งการเปิดใช้ท่าเรือชานไคของเปรูในช่วงปลายปี 2567 ยังช่วยลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าจากเอเชีย รวมไทยไปยังเปรูได้ประมาณ 10-12 วัน ซึ่งท่าเรือดังกล่าวจะถูกยกระดับให้เป็นฮับในการกระจายสินค้าต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านของเปรู อาทิ บราซิล โบลิเวีย และโคลอมเบีย&rdquo;นางขวัญนภากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันเปรูเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในภูมิภาคอเมริกาใต้ รองจากบราซิล อาร์เจนตินา และชิลี รวมทั้งเป็นคู่ค้าอันดับ 60 ของไทยในโลก โดยในช่วงครึ่งปี 2569 การค้าระหว่างไทยและเปรู มีมูลค่า 358.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 39.55% โดยไทยส่งออกไปเปรู มูลค่า 256.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเปรู มูลค่า 102.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้ง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ ผัก ผลไม้ สินแร่โลหะอื่นๆ และพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260930c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b102739.jpg' type='image/jpg' length='513613' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เร่งช่วยประชาชน ประสานกลาโหม นำสินค้าจำเป็นเข้าพื้นที่เจอน้ำท่วม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188548</link>
<guid isPermaLink="false">1be7e15006d8d3dad2f484689f35fb54</guid>
<pubDate>Tue, 29 Sep 2026 15:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 23.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" />&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เร่งช่วยประชาชน ประสานกลาโหม นำสินค้าจำเป็นเข้าพื้นที่เจอน้ำท่วม<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เดินหน้ารับมือปัญหาน้ำท่วม ประสานกระทรวงกลาโหม สนับสนุนการขนส่ง นำสินค้าจำเป็นเข้าถึงพื้นที่น้ำท่วมสูงและเส้นทางถูกตัดขาด เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน ส่วนจังหวัดสระแก้ว ประสานจัดส่งสินค้าเข้าไปแล้ว กรุงเทพฯ ก็เช่นกัน เตรียมจัด &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; เฟสต่อเนื่อง ลดราคาสินค้า ลดค่าครองชีพประชาชน หลังน้ำท่วม เน้นพื้นที่ประสบอุทุกภัยก่อน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย ประจำปี 2569 ณ บริเวณหน้าตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ถึงมาตรการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดระบบ Single Command โดยมี ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นศูนย์กลางในการรับข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์สินค้าในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ทั้งปริมาณสินค้า การกระจายสินค้า และราคาสินค้า เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ทันท่วงที และตรงตามความต้องการของพี่น้องประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยพื้นที่ ๆ ได้รับผลกระทบและการขนส่งสินค้าเป็นไปด้วยความยากลำบาก กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกระทรวงกลาโหมเพื่อสนับสนุนการขนส่ง เนื่องจากรถขนส่งสินค้าทั่วไปอาจไม่สามารถเข้าถึงบางเส้นทางได้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด<br />
สำหรับจังหวัดสระแก้ว ซึ่งได้รับรายงานว่ามีความต้องการอาหารสด ได้ประสานกระทรวงกลาโหมเพื่อสนับสนุนการขนส่ง โดยนำสินค้าเข้าไปยังพื้นที่กบินทร์บุรี ก่อนกระจายต่อไปยังจังหวัดสระแก้ว ขณะที่ในกรุงเทพมหานคร ได้ประสานกับปลัดกรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมนำสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งของสดและของแห้งที่จำเป็น เข้าไปสนับสนุนพื้นที่ลาดกระบัง ซึ่งมีประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เราดูทั้งในเรื่องของของขาด แล้วก็ไม่ให้สินค้ามีราคาขึ้นอย่างผิดปกติ ถ้ามีจุดไหนที่ยังขาดอยู่ หรือมีจุดไหนที่เห็นราคาขึ้นผิดปกติ แจ้งได้ที่สายด่วน 1569&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า การลดภาระค่าครองชีพประชาชน กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างหารือเพื่อจัดสรรงบประมาณกลางส่วนหนึ่งสำหรับช่วยดูแลประชาชนผ่านการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด โดยจะเดินหน้ามาตรการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; เป็นเฟสต่อเนื่อง ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือน เม.ย.2569 โดยจะเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนในการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัด ซึ่งในระยะต่อไปจะเร่งกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ ๆ ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยก่อน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260929e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5151759.jpg' type='image/jpg' length='247679' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ตั้งศูนย์บัญชาการ รับมือน้ำท่วม สกัดโก่งราคา สั่งเติมสินค้าอย่าให้ขาด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188547</link>
<guid isPermaLink="false">a432b8f4e50e5199d1b7761bbb319b47</guid>
<pubDate>Tue, 29 Sep 2026 15:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 29.jpg" style="width: 1000px; height: 834px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ตั้งศูนย์บัญชาการ รับมือน้ำท่วม สกัดโก่งราคา สั่งเติมสินค้าอย่าให้ขาด<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดตั้งศูนย์บัญชาการ (Single Command) ติดตาม ประเมิน และแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและทิศทางเดียวกัน ยันกำกับดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ไม่ให้ขาด ไม่ให้แพง พร้อมประสานผู้ผลิต ห้าง เติมสินค้าอย่าให้ขาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้ง Single Command เพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดตาม ประเมินสถานการณ์ และเร่งแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงพาณิชย์จากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีตนเป็นประธาน และมีทีมงานประกอบด้วยกรมการค้าภายใน และกองบริหารการพาณิชย์ภูมิภาค (กบภ.) สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้การติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นทิศทางเดียวกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยมุ่งให้สินค้าอุปโภคบริโภคมีเพียงพอ การกระจายสินค้าเป็นไปอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง และประชาชนได้รับสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ตามนโยบายของรัฐบาล และข้อสั่งการของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด ต้องไม่มีปัญหาสินค้าขาดแคลนและการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าในทุกจังหวัดทั่วประเทศ<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ ผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะด้าน ปริมาณและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค การกระจายสินค้า และการขนส่ง และยังได้ให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ทั่วประเทศ ติดตามความต้องการสินค้าและรายงานสถานการณ์เข้าสู่ส่วนกลาง รวมทั้งประสานผู้ผลิต ห้างค้าส่ง ค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อ เร่งกระจายสินค้า เพิ่มรอบการเติมสินค้า และปรับรูปแบบการขนส่งให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อรองรับความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ประสบภัย&rdquo;ร.ต.จักรากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสาขาของห้างค้าส่ง ค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานผู้ประกอบการให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทยอยกลับมาเปิดให้บริการเมื่อพื้นที่และสภาพแวดล้อมมีความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประชาชน หากพบเห็นการกักตุนสินค้า การฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หรือการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยเร็ว และยังได้เตรียมความพร้อมเปิดช่องทางสายด่วน 1569 รับแจ้งการกระทำผิดตลอด 24 ชั่วโมงด้วย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260929a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c151557.jpg' type='image/jpg' length='146293' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”โชว์ผลเสริมแกร่ง SME ดันกว่า 300 กิจการจดคุ้มครองไอพี พาขยายตลาด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188544</link>
<guid isPermaLink="false">891688287f88b459e17e0fb138be4317</guid>
<pubDate>Tue, 29 Sep 2026 15:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 32.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;โชว์ผลเสริมแกร่ง SME ดันกว่า 300 กิจการจดคุ้มครองไอพี พาขยายตลาด<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาโชว์ผลงานจัดทำโครงการ &ldquo;SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; ลงพื้นที่ใน 6 พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ช่วง มิ.ย.-ส.ค.69 ช่วย SME สร้างแบรนด์ ออกแบบ พัฒนาโลโก้ ตราสินค้า และขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาได้กว่า 300 กิจการ และยังช่วยต่อยอดนำเข้าสู่ตลาดจริงในงาน IP SME Market สร้างมูลค่าการซื้อขายและเจรจาธุรกิจรวมกว่า 48 ล้านบาท ยันเดินหน้าช่วยเหลือต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดทำโครงการ &ldquo;SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; โดยลงพื้นที่พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME ใน 6 พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ราชบุรี เชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น และชลบุรี ระหว่างเดือน มิ.ย.-ส.ค.2569 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ว่า ได้เข้าไปช่วยสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้จริง ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างแบรนด์ การออกแบบและพัฒนาโลโก้หรือตราสินค้าให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย การขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะเครื่องหมายการค้า การสร้างคอนเทนต์เพื่อส่งเสริมการขาย รวมทั้งการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัว ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบการในการยื่นคำขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีผู้ประกอบการจากโครงการยื่นคำขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแล้วกว่า 300 กิจการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้ส่งเสริมการต่อยอดโอกาสทางการตลาด โดยนำสินค้าที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพภายใต้โครงการออกสู่ตลาดจริง ในงาน &ldquo;IP SME Market&rdquo; เมื่อวันที่ 4&ndash;6 ก.ย.2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต มีผู้ประกอบการกว่า 150 กิจการจากทั่วประเทศเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าภายในงาน ครอบคลุมทั้งสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตรแปรรูป สมุนไพรและเครื่องสำอาง เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยมีจุดร่วมสำคัญคือการนำความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ ภูมิปัญญา ตลอดจนเรื่องราวของท้องถิ่น มาพัฒนาเป็นสินค้าและแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ สามารถสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า<br />
ในโอกาสนี้ กรมได้จัดพื้นที่สำหรับการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้ซื้อและพันธมิตรทางธุรกิจ อาทิ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด (TOPS) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำเสนอสินค้าและเจรจาความร่วมมือ พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า และเครือข่ายค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศ โดยผลจากการจัดงาน IP SME Market สามารถสร้างมูลค่าการซื้อขายและการเจรจาธุรกิจภายในงานรวมกว่า 48 ล้านบาท</p>

<p>&ldquo;ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เป็นภาพสะท้อนความสำเร็จของโครงการที่สามารถจุดประกายให้ผู้ประกอบการ SME ตระหนักถึงคุณค่าของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมต่อยอดสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนับเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมของไทยและเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยกรมพร้อมเคียงข้างและให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องผ่านศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) เพื่อให้ SME ไทยสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจและสร้างโอกาสทางการตลาดต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>นอกจากนี้ กรมจะเร่งผลักดันระบบ IP Finance ของประเทศ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา (IP Ecosystem) ที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงองค์ความรู้ การคุ้มครอง การพัฒนาธุรกิจ และโอกาสทางการตลาดอย่างครบวงจร เพื่อให้ทรัพย์สินทางปัญญาไม่เป็นเพียงเกราะคุ้มครอง แต่เป็นเครื่องยนต์สร้างมูลค่า ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ มีความพร้อมออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศอันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260929eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3151356.jpg' type='image/jpg' length='379947' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ค้าชายแดน-ผ่านแดน ส.ค.69 เพิ่ม 34.2% รวม 8 เดือน 1.54 ล้านล้าน โต 15.3%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188542</link>
<guid isPermaLink="false">2afbc9c785016b37f6c4208fa7dbf8c6</guid>
<pubDate>Tue, 29 Sep 2026 15:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 35.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​ค้าชายแดน-ผ่านแดน ส.ค.69 เพิ่ม 34.2% รวม 8 เดือน 1.54 ล้านล้าน โต 15.3%<br />
กรมการค้าต่างประเทศเผยการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือน ส.ค.69 มีมูลค่า 201,600 ล้านบาท เพิ่ม 34.2% ค้าขายกับมาเลเซียมากสุด ตามด้วย สปป.ลาว เมียนมา กับกัมพูชามียอด 33,241 บาท เป็นชุดยูนิฟอร์มพนักงานที่ส่งเป็นพัสดุไปรษณีย์ EMS ทางอากาศ แต่ต้องเสียภาษีที่ศุลกากรตราด ส่วนการค้าผ่านแดน กับจีนสูงสุด ตามด้วยสิงคโปร์ และเวียดนาม รวม 8 เดือน มูลค่า 1,543,405 ล้านบาท เพิ่ม 15.3%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ส.ค.2569 มีมูลค่า 201,600 ล้านบาท เพิ่ม 34.2% เป็นการส่งออก 103,720 ล้านบาท เพิ่ม 38.2% และการนำเข้า 97,880 ล้านบาท เพิ่ม 30.3% ได้ดุลการค้า 5,840 ล้านบาท และยอดรวม 8 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ส.ค.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่า 1,543,405 ล้านบาท เพิ่ม 15.3% เป็นการส่งออก 864,335 ล้านบาท เพิ่ม 13.2% การนำเข้า 679,070 ล้านบาท เพิ่ม 18.1% ได้ดุลการค้า 185,266 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากแยกการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือน ส.ค.2569 มีมูลค่า 79,068 ล้านบาท เพิ่ม 23.6% เป็นการส่งออก 41,059 ล้านบาท เพิ่ม 20.9% การนำเข้า 38,009 ล้านบาท เพิ่ม 26.8% ได้ดุลการค้า 3,049 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 39,109 ล้านบาท เพิ่ม 45.0% รองลงมา คือ สปป.ลาว 23,593 ล้านบาท เพิ่ม 2.0% เมียนมา 16,366 ล้านบาท เพิ่ม 18.2% และกัมพูชา 33,241 บาท ลด 99.7% โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ &nbsp;อาทิ น้ำมันดีเซล 2,763 ล้านบาท เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 1,652 ล้านบาท และน้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,500<br />
ล้านบาท รวม 8 เดือนของปี 2569 การค้าชายแดนมีมูลค่า 591,382 ล้านบาท ลด 7.1% เป็นการส่งออก 332,178 ล้านบาท ลด 12.2% และการนำเข้า 259,204 ล้านบาท เพิ่ม 0.3% ได้ดุลการค้า 72,975 ล้านบาท<br />
ด้านการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน ส.ค.2569 มีมูลค่า 122,532 ล้านบาท เพิ่ม 42.1% เป็นการส่งออก 62,661 ล้านบาท เพิ่ม 52.4% และการนำเข้า 59,871 ล้านบาท เพิ่ม 32.7% โดยการค้าผ่านแดนกับจีน มีมูลค่าสูงสุด 64,239 ล้านบาท เพิ่ม 36.1% รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 24,826 ล้านบาท เพิ่ม 73.9% และ 13,054 ล้านบาท เพิ่ม 56.1% ตามลำดับ โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ อาทิ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 12,061 ล้านบาท ทุเรียนสด 9,801 ล้านบาท และเครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 9,481 ล้านบาท รวม 8 เดือนของปี 2569 การค้าผ่านแดนมีมูลค่า 952,023 ล้านบาท เพิ่ม 35.5% เป็นการส่งออก 532,157 ล้านบาท เพิ่ม 38.0% และการนำเข้า 419,866 ล้านบาท เพิ่ม 32.5% ได้ดุลการค้า 112,291 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า การค้าชายแดนในเดือน ส.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น 23.6% เป็นการขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน เพราะได้รับผลดีจากการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ที่กลับมาขยายตัวอีกครั้ง 18.2% ในรอบ 12 เดือน โดยเป็นการส่งออก มูลค่า 10,651 ล้านบาท เพิ่ม 66.2% มีสินค้าสำคัญที่ส่งออก อาทิ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอื่น ๆ เช่น กากถั่วเหลือง บุหรี่ ปลาป่น 689 ล้านบาท เพิ่ม 209.5% น้ำมันดีเซล 493 ล้านบาท เพิ่ม 161.3% และเครื่องดื่มอื่น ๆ 342 ล้านบาท เพิ่ม 23.6% จากความต้องการสินค้าที่เมียนมายังคงจำเป็นต้องนำเข้าจากไทย เช่น เชื้อเพลิง และสินค้าอุปโภคบริโภค และการค้าชายแดนไทย&ndash;มาเลเซีย ยังคงเพิ่ม 45.0% ทั้งการส่งออกและนำเข้าในสินค้าสำคัญในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ แผงวงจรไฟฟ้า และเทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็กสำหรับคอมพิวเตอร์ ส่วนการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่า มีการนำเข้าสินค้าเสื้อผ้าอื่น ๆ มูลค่า 33,241 บาท ณ ด่านศุลกากรคลองใหญ่ จังหวัดตราด ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลกับด่านศุลกากรคลองใหญ่ทราบว่าเป็นชุดยูนิฟอร์มพนักงานที่ส่งเป็นพัสดุไปรษณีย์ EMS ทางอากาศ ซึ่งต้องชำระอากรปากระวางที่ด่านศุลกากรปลายทางตามที่อยู่ของผู้รับในจังหวัดตราด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการค้าผ่านแดนยังคงขยายตัวสูง 42.1% จากความต้องการในตลาดจีน โดยเฉพาะผลไม้สดตามฤดูกาล เช่น ทุเรียน มังคุด และลำไย รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ยางพารา ผ่านทาง สปป.ลาว เข้าสู่ตอนใต้ของจีน และการเติบโตของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลให้การส่งออก-นำเข้าสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ขั้นกลางที่มีมูลค่าสูง เช่น ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็กสำหรับคอมพิวเตอร์ และวงจรพิมพ์ ขยายตัวได้ดี โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางการประกอบและโลจิสติกส์ที่สำคัญในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และจีน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260929c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c151152.jpg' type='image/jpg' length='161531' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”สั่งการพาณิชย์ เกาะติดฝนตก-น้ำท่วม ดูแลสินค้า ห้ามขาด ห้ามแพง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188539</link>
<guid isPermaLink="false">a524e9a1d9f352d7f831e416ae3c4a78</guid>
<pubDate>Tue, 29 Sep 2026 15:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 32.jpg" style="width: 1000px; height: 789px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;สั่งการพาณิชย์ เกาะติดฝนตก-น้ำท่วม ดูแลสินค้า ห้ามขาด ห้ามแพง<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;สั่งการพาณิชย์ ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด กำชับสินค้าต้องไม่ขาด ต้องไม่แพง พร้อมให้เร่งประสานผู้ประกอบการ จัดส่งสินค้า สิ่งของจำเป็นเข้าพื้นที่ และให้ดูเรื่องการขนส่งด้วย อย่าให้ติดขัด ส่วนประชาชน หากพบปัญหาขาดแคลน ของแพง แจ้งสายด่วน 1569 และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและพื้นที่ ๆ ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด และให้กำกับดูแลสถานการณ์สินค้า ทั้งปริมาณ ราคาสินค้าจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดแคลน และราคาไม่แพง พร้อมให้ประสานผู้ประกอบการ ร่วมกันจัดส่งสินค้าและสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ ๆ ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง<br />
&ldquo;ขอให้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ทั้งในต่างจังหวัด พื้นที่กรุงเทพฯ หากพื้นที่ไหนมีปัญหา ให้รีบรายงาน จะได้ประสานช่วยเหลือและเชื่อมโยงสินค้าเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการประสานห้างค้าส่งค้าปลีก ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ในการเติมสต็อกสินค้า รวมทั้งให้ติดตามเรื่องสถานการณ์การขนส่งและโลจิสติกส์ หากพบว่ามีปัญหา ก็ให้รีบแจ้งเข้ามา เพื่อที่จะได้สนับสนุนและช่วยแก้ปัญหา&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับประชาชน หากพบปัญหาสินค้าราคาไม่เป็นธรรม สินค้าขาดแคลน การกักตุน หรือไม่ปิดป้ายแสดงราคา สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260929c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b150958.jpg' type='image/jpg' length='459978' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ถก GWM-SAIC Motor บิ๊กยานยนต์จีน เพิ่มลงทุนผลิต-ใช้ชิ้นส่วน EV ไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188526</link>
<guid isPermaLink="false">d2229fc5d0523bbf36fc018a4b363e73</guid>
<pubDate>Mon, 28 Sep 2026 14:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 31.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถก GWM-SAIC Motor บิ๊กยานยนต์จีน เพิ่มลงทุนผลิต-ใช้ชิ้นส่วน EV ไทย<br />
กรมการค้าต่างประเทศบินกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ พบหารือกับผู้ผลิตยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีน GWM และ SAIC Motor ผลักดันเพิ่มการลงทุนผลิตและใช้ชิ้นส่วนรถ EV ในไทย เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และช่วยผลักดันไทยเป็นฮับการผลิตในภูมิภาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนกรม เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง และมหานครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 21&ndash;24 ก.ย.2569 เพื่อประชุมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ร่วมกับ Great Wall Motor Co., Ltd. (GWM) และ SAIC Motor Co., Ltd. สองผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ในจีน ที่ปัจจุบันได้เข้ามาลงทุนในไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถ EV ในภูมิภาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการพบหารือ ได้ชื่นชมบริษัทที่ให้ความสำคัญด้านการผลิตที่ได้คุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และขอบคุณที่เข้ามาลงทุนในไทยและสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่การผลิต และได้ใช้โอกาสนี้เชิญชวนทั้งสองบริษัทขยายการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนวัตถุดิบหลักที่เป็นหัวใจในการผลิตรถ EV อาทิ แบตเตอรี มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบควบคุมอัจฉริยะ การพัฒนาซอฟท์แวร์ และการออกแบบ เป็นต้น และขอให้ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยตามกฎหมายถิ่นกำเนิดสินค้า โดยกรมแจ้งว่าพร้อมเป็นหน่วยงานกลางประสานผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศที่มีศักยภาพและมีการผลิตในระดับมาตรฐานสากล เพื่อนำพาไปสู่การค้าที่ยั่งยืน และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกมองเป็นทางผ่านสินค้าเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศที่สาม<br />
&ldquo;การหารือในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเชิงรุกของกรม ในการสร้างความเข้าใจกับนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างประเทศ ให้เข้าใจถึงความสำคัญด้านถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งปัจจุบันนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการเข้าถึงตลาดประเทศของคู่ค้า หากนักลงทุนให้ความร่วมมือในการเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ จะทำให้มีการเชื่อมโยงพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศร่วมกัน (Win-Win Co-Creation) นำไปสู่การเติบโตพร้อมกันอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอารดากล่าว</p>

<p>จากข้อมูลสถิติการค้า World Trade Atlas พบว่า ในปี 2568 ไทยมีการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มูลค่า 478.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 7 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) ส่งออกมูลค่า 266.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.32%<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260929eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3144518.jpg' type='image/jpg' length='208154' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก ส.ค.69 พุ่ง 24.3% บวกต่อเนื่อง 26 เดือน รวม 8 เดือน โต 18.9%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188524</link>
<guid isPermaLink="false">7e29f7338f13271d85f0e6c64bc6f2d2</guid>
<pubDate>Mon, 28 Sep 2026 14:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 34.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>ส่งออก ส.ค.69 พุ่ง 24.3% บวกต่อเนื่อง 26 เดือน รวม 8 เดือน โต 18.9%<br />
ส่งออก ส.ค.69 มูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 24.3% ขยายตัวต่อเนื่อง 26 เดือน ทำสถิติมูลค่าส่งออกสูงสุดเป็นอันดับ 3 ได้แรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม การส่งออกผลไม้ไปจีนกลับมาขยายตัวโดดเด่น ตลาดส่งออกเพิ่มทั้งหลักและรอง ส่วนการนำเข้า 37,101.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 25.1% รวม 8 เดือน ส่งออก 37,101.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 25.1% นำเข้า 303,986.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 36.1% ขาดดุลการค้า 37,837.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดแนวโน้มยังโตต่อ ทั้งปีได้ลุ้นแตะ 15% &nbsp;</p>

<p>น.ส.ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน ส.ค.2569 มีมูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.3% ทำสถิติอัตราการขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในรอบ 56 เดือน นับจาก ธ.ค.2564 และยังขยายตัวต่อเนื่อง 26 เดือน พร้อมทำสถิติมูลค่าส่งออกสูงสุดอันดับที่ 3 รองจากเดือน มี.ค.2569 ที่ทำได้ 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เดือน ก.ค.2569 ทำได้ 34,789.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า มูลค่า 37,101.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 25.1% ขาดดุลการค้า 2,482.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรวม 8 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ส.ค.) การส่งออก มีมูลค่า 266,149.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.9% การนำเข้า มีมูลค่า 303,986.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 36.1% ขาดดุลการค้า 37,837.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>

<p>โดยปัจจัยที่ช่วยผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว มาจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง AI ในต่างประเทศ ซึ่งหนุนความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การส่งออกผลไม้ไปจีนกลับมาขยายตัวโดดเด่น โดยเฉพาะทุเรียนสดและมังคุดสด จากผลผลิตภาคใต้ที่ออกสู่ตลาด ด้านตลาดส่งออก ภาพรวมขยายตัวในระดับสูงทั้งตลาดหลักและตลาดรอง<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 1.4% กลับมาขยายตัวในรอบ 4 เดือน โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 4.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 1.9% หดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ เครื่องดื่ม ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และเนื้อและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ ทั้งนี้ 8 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 2.4%</p>

<p>ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 27.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 29 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ วงจรพิมพ์ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 8 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 22.7%</p>

<p>ทางด้านตลาดส่งออก ส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดีทั้งในตลาดหลักและตลาดรอง โดยตลาดหลัก เพิ่ม 25.4% โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 48.7% จีน 15.5% ญี่ปุ่น 19.6% สหภาพยุโรป (27) 23.1% อาเซียน (5) 19.3% และ CLMV 0.3% ตลาดรอง เพิ่ม 17.8% โดยขยายตัวในทวีปออสเตรเลีย 81% ลาตินอเมริกา 8.8% และรัสเซียและกลุ่ม CIS 1.9% ส่วนตลาดทวีปแอฟริกา ลด 8.8% เอเชียใต้ ลด 11.4% ตะวันออกกลาง ลด 7.8% และสหราชอาณาจักร ลด 8.9% และตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 66%<br />
น.ส.ณัฐิยากล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI และความชัดเจนด้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และค่าขนส่ง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อการค้าโลกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเป้าการส่งออกทั้งปี ยังคงอยู่ในกรอบเดิม 5-11% ค่ากลาง 8% ซึ่งจะประเมินอีกครั้ง แต่ดูตัวเลขถึงตอนนี้ ทั้งปีน่าจะเกิน 11% เพราะผ่านมา 8 เดือนทำได้ 18.9% โอกาสที่จะขยายตัว 15% เป็นไปได้ โดยมีมูลค่า 391,267.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งจากนี้ อีก 4 เดือน ต้องส่งออกให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>

<p>ส่วนการส่งออกปี 2570 มองว่า มีแนวโน้มที่จะขยายตัวติดลบ เพราะฐานการส่งออกปีนี้สูง แนวโน้มเศรษฐกิจโลกไม่ดี ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น สงครามยืดเยื้อและอาจขยายวงกว้างขึ้น สต๊อกสินค้าที่เคยสั่งซื้อในปีนี้ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ความต้องการนำเข้าลดลง การวางโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center เริ่มอยู่ตัว และสหรัฐฯ จะมีปัญหาทางการเงิน ค่าเงิน หนี้สิน เพิ่มขึ้นมาก ทำให้ต้องบริหารการขาดดุลการค้าและเพิ่มการกีดกันการนำเข้าสินค้าอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260929c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c144305.jpg' type='image/jpg' length='331059' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ผนึกหน่วยงานพันธมิตร ลงพื้นที่ดินแดง จับ 4 แรงงานต่างด้าวลอบทำงาน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188520</link>
<guid isPermaLink="false">c4fa7c1cfa0aa71243b33e4b301e8b62</guid>
<pubDate>Mon, 28 Sep 2026 14:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 31.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ผนึกหน่วยงานพันธมิตร ลงพื้นที่ดินแดง จับ 4 แรงงานต่างด้าวลอบทำงาน<br />
ทีมปราบนอมินี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกำลังคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ลงพื้นที่เขตดินแดง ตรวจสอบธุรกิจเข้าข่ายนอมินีและแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย พบแรงงานต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย 4 ราย ส่งตัวดำเนินคดีทันที ยันจับมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการการทำธุรกิจนอมินีและผิดกฎหมายต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรม โดย ทีมปราบนอมินี ได้สนธิกำลังร่วมกับคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด นำโดยนายพิทักษ์เดช เดชเดโช และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ กรมการจัดหางาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สำนักงานเขตดินแดง สถานีตำรวจนครบาลดินแดง และคณะกรรมการอาหารและยา ลงพื้นที่ตรวจสอบพฤติการณ์การประกอบธุรกิจและการประกอบอาชีพของกลุ่มคนต่างด้าวในพื้นที่เป้าหมายอย่างละเอียด เพื่อเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยง กรณีที่อาจมีการใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินี ในการบังหน้าเพื่อประกอบธุรกิจแทนคนต่างด้าว ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง และสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงทางระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายด้านการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและลดปัญหาอาชญากรรมของรัฐบาล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยเบื้องต้นได้เข้าตรวจสอบอาคารพาณิชย์สองชั้นที่เปิดเป็นสถานประกอบกิจการรับเย็บผ้า เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปภายในอาคารพาณิชย์ดังกล่าว พบกลุ่มแรงงานต่างด้าวกำลังประกอบอาชีพและปฏิบัติงานอยู่ตามจุดต่าง ๆ ทีมปราบนอมินี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ตรวจสถานะการประกอบธุรกิจ พบว่า มีเจ้าของกิจการเป็นคนไทย แต่ไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งในรูปแบบนิติบุคคล ขณะที่กรมการจัดหางาน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ได้ทำการตรวจค้นสถานประกอบการตามอำนาจหน้าที่ พร้อมทั้งเรียกตรวจเอกสารประจำตัว หนังสือเดินทาง รวมถึงใบอนุญาตทำงาน (Work permit) ของกลุ่มแรงงานทั้งหมดอย่างเข้มงวด<br />
ทั้งนี้ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดรวมทั้งสิ้น 4 ราย โดย แบ่งออกเป็นแรงงานสัญชาติกัมพูชา 2 ราย จากการตรวจสอบประวัติ พบว่า ไม่มีใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากใบอนุญาตของทั้ง 2 รายได้หมดอายุลงไปแล้วตั้งแต่เมื่อเดือน มี.ค.2569 ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจพบแรงงานสัญชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) อีกจำนวน 2 ราย ที่ลักลอบทำงานในราชอาณาจักรไทยโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และยังไม่มีตราประทับตรวจลงตรา (Visa) สำหรับการอนุญาตให้พำนักอยู่ในราชอาณาจักรไทยแต่อย่างใด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมทั้งจากกรมการจัดหางานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าควบคุมแรงงานต่างด้าวผู้กระทำความผิดทั้ง 4 ราย และได้เชิญนายจ้างไปให้ปากคำที่สำนักงานเขตดินแดง และได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก่อนจะนำตัวผู้กระทำความผิดทั้งหมดส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวน เพื่อเตรียมดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมจะบูรณาการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย คุ้มครองผู้ประกอบการไทย และป้องกันการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการขออนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวต่อไป เพราะการถือหุ้นแทนคนต่างชาติถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยประชาชนสามารถร่วมเป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแสธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีได้ผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th หัวข้อ รับเรื่องร้องเรียนปัญหานอมินี เพื่อร่วมกันสร้างระบบการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260929c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b143857.jpg' type='image/jpg' length='257006' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือพาราไดซ์ พารค์ จัด GI Fest 2026 ขนสินค้า GI ขายชาวกรุง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188514</link>
<guid isPermaLink="false">d351f6b138cea4d561cf4d765c5ff90a</guid>
<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 14:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 22.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือพาราไดซ์ พารค์ จัด GI Fest 2026 ขนสินค้า GI ขายชาวกรุง<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือพาราไดซ์ พาร์ค ในเครือบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) จัดงาน GI Fest 2026 คัดสรรสุดยอดสินค้า GI จากทั่วประเทศกว่า 34 ร้านค้า มาจัดแสดงและจำหน่ายให้กับชาวกรุง โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปถึงแหล่งผลิต เผยมีทั้งผลไม้เกรดพรีเมียม อาหารและวัตถุดิบ และงานหัตถศิลป์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ผนึกกำลังกับ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ในเครือบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) จัดงาน &ldquo;GI Fest 2026&rdquo; โดยคัดสรรสุดยอดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ที่มีอัตลักษณ์เชื่อมโยงกับลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่น รวมกว่า 34 ร้านค้า มาให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้ออย่างสะดวก โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงแหล่งผลิต ระหว่างวันที่ 24&ndash;27 ก.ย.2569 ณ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจชุมชน โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยสินค้า GI ที่นำมาจัดแสดงและจำหน่าย ผลไม้ GI เกรดพรีเมียม อาทิ ทุเรียนปราจีน ที่มีเนื้อแน่นหวานมัน มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) รสชาติหวานหอมละมุน สับปะรดภูแลเชียงราย ที่มีขนาดเล็กแต่เนื้อฉ่ำกรอบ รับประทานได้ทั้งแกน รวมทั้งอาหารและวัตถุดิบ GI ชั้นเลิศ อาทิ หอยนางรมสุราษฎร์ธานี ไซส์ใหญ่เนื้อหวาน ปลาทูแม่กลอง (สมุทรสงคราม) เอกลักษณ์หน้างอคอหักเนื้อนุ่ม ปลาสลิดบางบ่อ (สมุทรปราการ) กลิ่นหอมรสชาติกลมกล่อม พริกไทยจันท์ กลิ่นหอมรสชาติเผ็ดร้อน ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ นุ่มเหนียวมีกลิ่นหอม ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) เข้มข้นหอมกรุ่นจากแหล่งปลูกบนดอยสูง ลูกหยียะรัง รสชาติเปรี้ยวหวานลงตัว ตลอดจนงานหัตถศิลป์ GI อันประณีต อาทิ เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด (นนทบุรี) เอกลักษณ์ลวดลายงดงามสะท้อนวิถีชุมชน ชามไก่ลำปาง ของแท้ที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ ผลิตจากดินคุณภาพหายากในชุมชน เป็นต้น<br />
&ldquo;งาน GI Fest 2026 ถือเป็นโอกาสอันดีที่ผู้บริโภคจะได้ทำความรู้จักสินค้า GI ผ่านเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับแหล่งผลิต ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่อยู่เบื้องหลังสินค้าแต่ละชนิด ทั้งยังมีส่วนร่วมส่งต่อคุณค่าสินค้า GI ผ่านการเลือกซื้อและสนับสนุนผู้ประกอบการโดยตรง อันเป็นการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน และช่วยให้ทุนทางภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของท้องถิ่นได้รับการต่อยอด สร้างมูลค่า และส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.จรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด กล่าวว่า ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค และบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดงาน GI Fest 2026 หลังจากประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับที่ดีจากการจัดงานที่ผ่านมา โดยเอ็ม บี เค ยังคงมุ่งมั่นภายใต้แนวคิด MBK Care ที่มุ่งสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ชุมชน และสังคมอย่างยั่งยืน โดยพาราไดซ์ พาร์ค พร้อมสนับสนุนพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นจากทั่วประเทศได้นำสินค้า GI ที่คัดสรรมาอย่างดี มานำเสนอและจำหน่ายแก่ผู้บริโภคภายในงาน ซึ่งนอกจากจะสร้างการรับรู้และขยายโอกาสทางการตลาดในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่แล้ว ยังสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260929e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5142111.jpg' type='image/jpg' length='368181' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ถกจีน ผลักดันตั้ง Early Warning เฝ้าระวังการนำเข้า-สัญญาณทุ่มตลาด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188512</link>
<guid isPermaLink="false">93e8ee57d8f60e63e12fa8b42d64f882</guid>
<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 14:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 28.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถกจีน ผลักดันตั้ง Early Warning เฝ้าระวังการนำเข้า-สัญญาณทุ่มตลาด<br />
กรมการค้าต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าจีน-ไทย ครั้งที่ 8 ที่กรุงปักกิ่ง เสนอตั้งกลไก Early Warning เฝ้าระวังการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสัญญาณที่อาจนำไปสู่ปัญหาการทุ่มตลาด เพื่อป้องกันปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปสู่ข้อพิพาททางการค้า</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมคณะ เข้าร่วมการประชุมความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าจีน-ไทย ครั้งที่ 8 กับ Trade Remedy and Investigation Bureau (TRB) กระทรวงพาณิชย์สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่กรุงปักกิ่ง โดยมีนาง PENG Tao อธิบดี TRB ให้การต้อนรับ โดยไทยได้เสนอแนวคิดการจัดตั้งกลไก &ldquo;Early Warning&rdquo; ระหว่างไทย&ndash;จีน เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงสัญญาณที่อาจนำไปสู่ปัญหาด้านการทุ่มตลาด โดยมุ่งสร้างช่องทางแจ้งเตือนและหารือระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่สถานการณ์จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและพัฒนาไปสู่ข้อพิพาททางการค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการนำเข้าสินค้าจากจีนของไทยในช่วง 2 ไตรมาสของปี 2569 มีมูลค่าประมาณ 2.21 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.55% ท่ามกลางความกังวลของผู้ประกอบการไทยต่อการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นทั้งจากช่องทางการค้าปกติและการค้าอิเล็กทรอนิกส์ จึงเห็นว่าการมีกลไกติดตามและแจ้งเตือนล่วงหน้าจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถติดตามแนวโน้มการค้าและรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที<br />
ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นทางเทคนิค กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการไต่สวนเพื่อใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า ในการคุ้มครองผู้ประกอบการภายในประเทศ การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ในกระบวนการไต่สวน รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือผู้ส่งออกของไทยและจีนในกรณีที่ถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมย้ำว่าแนวคิดการจัดตั้งกลไก Early Warning มิได้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างไทยและจีน แต่เพื่อส่งเสริมให้การใช้มาตรการเป็นไปอย่างเหมาะสม เป็นธรรม และเท่าที่จำเป็น ตลอดจนช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อพิพาททางการค้า และรักษาความราบรื่นและความยั่งยืนของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศในระยะยาว&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ไทยได้ยืนยันความพร้อมที่จะสานต่อความร่วมมือกับ TRB อย่างใกล้ชิด ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง พร้อมเชิญฝ่ายจีนเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าไทย&ndash;จีน ครั้งที่ 9 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในปีหน้า<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260929a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c141448.jpg' type='image/jpg' length='219661' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[RCEP ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจรับสมาชิกใหม่ เร่งอัปเกรดความตกลงรับมือค้าโลกป่วน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188511</link>
<guid isPermaLink="false">621ef8a71f4b3ef94bac32ef8a9d430e</guid>
<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 14:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 30.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>RCEP ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจรับสมาชิกใหม่ เร่งอัปเกรดความตกลงรับมือค้าโลกป่วน<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เผยผลการประชุมรัฐมนตรี RCEP เห็นชอบจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อพิจารณาการเข้าเป็นสมาชิก RCEP ของประเทศผู้สมัครเข้าร่วมความตกลง เพื่อขยายตลาดและเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าการค้าในภูมิภาคให้ครอบคลุมมากขึ้น และรับมือความผันผวนของการค้าโลกได้ดีขึ้น พร้อมให้เตรียมการทบทวนความตกลง RCEP ในการประชุมปี 70 รับประเด็นการค้าใหม่และประเด็นเกิดใหม่ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรี RCEP เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2569 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ว่า ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และการรวมตัวทางเศรษฐกิจ โดยสมาชิก RCEP เห็นชอบการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการเข้าร่วมความตกลง เพื่อเดินหน้ากระบวนการพิจารณาการเข้าเป็นสมาชิกของประเทศผู้สมัคร ตามมติของที่ประชุมผู้นำ RCEP เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังจะให้การขยายสมาชิกภาพ ช่วยขยายตลาดและเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าการค้าในภูมิภาคให้ครอบคลุมและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความผันผวนของการค้าโลก<br />
ทั้งนี้ สมาชิก RCEP ยังได้เตรียมการสำหรับการเจรจาทบทวนและยกระดับความตกลง RCEP ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น สอดรับกับรูปแบบการค้าใหม่ ๆ และตอบรับกับความต้องการของภาคธุรกิจที่ต้องการให้ความตกลง RCEP มีความเรียบง่าย ใช้งานได้จริง และเป็นดิจิทัลมากขึ้น โดยจะเริ่มจัดทำเอกสารขอบเขตการเจรจาร่วมเพื่อกำหนดประเด็นสำคัญสำหรับการทบทวน และพิจารณาแนวทางรองรับประเด็นการค้าและเศรษฐกิจสมัยใหม่และประเด็นเกิดใหม่ โดยคาดว่าจะเสนอรับรองเอกสารดังกล่าวและประกาศเปิดตัว RCEP Upgrade ในการประชุมรัฐมนตรี RCEP ปี 2570<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;RCEP เป็นตลาดสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าและบริการของไทยเข้าสู่ตลาดสมาชิก RCEP ได้มากขึ้น โดยเฉพาะจากการลดและยกเลิกภาษีศุลกากร การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค การเดินหน้าขยายสมาชิก RCEP และการเตรียมยกระดับความตกลงฯ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดของผู้ประกอบการไทย ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของไทยกับภูมิภาคในระยะต่อไป&rdquo;น.ส.กิริฎากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260929eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3141241.jpg' type='image/jpg' length='678344' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ควง สสว. ถก CP Investment ผลักดันนำสินค้า GI ไทย ขายในจีน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188510</link>
<guid isPermaLink="false">ece53127459abc6bfa2cfcf7cccd9f9f</guid>
<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 14:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 33.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ควง สสว. ถก CP Investment ผลักดันนำสินค้า GI ไทย ขายในจีน<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมด้วยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นำผู้ประกอบการสินค้า GI เข้าหารือกับ CP Investment บริษัทในเครือซีพีที่ทำธุรกิจในจีน แลกเปลี่ยนข้อมูลแนวโน้มตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบการค้า และผลักดันให้ช่วยนำสินค้า GI ไทยเข้าไปขายในจีน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นำผู้ประกอบการสินค้า GI เดินทางเข้าหารือกับบริษัท CP Investment Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศจีน เรื่องการนำสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไทยมาจำหน่ายในตลาดจีน และยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค และรูปแบบการค้าในจีน พร้อมสำรวจความเป็นไปได้ในการนำสินค้า GI ที่มีความพร้อมไปทดลองตลาดชุมชนเมืองในปักกิ่งและต่อยอดช่องทางธุรกิจที่เหมาะสมในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้แจ้งให้ CP ปักกิ่ง ทราบว่า ขณะนี้ไทยและจีนอยู่ระหว่างดำเนินการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ระหว่างกันภายใต้โครงการ GI 3+3 (สามบวกสาม) ซึ่งเป็นความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของสองประเทศ ฝ่ายละ 3 สินค้า โดยไทยได้นำส่งคำขอขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทย 3 รายการ ให้กับหน่วยงานของจีนแล้ว ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ตั้งเป้าหมายว่าจะขึ้นทะเบียนให้แล้วเสร็จภายในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งเป็นการดำเนินการตามที่นายกรัฐมนตรีของไทยและจีน (นายหลี่ เฉียง) ได้หารือกันไว้ในระหว่างการเยือนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อเดือน ก.ค.2569 ที่ผ่านมา<br />
ในโอกาสนี้ กรมได้นำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย 6 รายการ ได้แก่ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) มังคุดเขาคีรีวง (นครศรีธรรมราช) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มะขามหวานเพชรบูรณ์ กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก และส้มมะปี๊ดจันทบุรี พบปะกับผู้บริหารระดับสูงของ CP เรื่องการส่งเสริมการตลาดสินค้า GI ของไทยในจีน และนำเข้าเยี่ยมชมร้าน CP Freshmart ซึ่งเป็นร้านค้าชุมชนในเครือ CP Group ในกรุงปักกิ่ง เพื่อศึกษารูปแบบการค้าปลีกยุคใหม่ที่ผสมผสานการจำหน่ายสินค้าผ่านทางหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ โดยมีสินค้ามากกว่า 3,000 รายการ ครอบคลุมทั้งอาหารสด สินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน และสินค้าพรีเมียม ทั้งยังมีระบบโลจิสติกส์ที่รองรับการจัดส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็วในพื้นที่รัศมี 3 กิโลเมตร สะท้อนรูปแบบการค้าปลีกสมัยใหม่ที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคในเขตเมืองใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งในแง่ความสะดวกในการซื้อ ความง่ายในการเข้าถึงสินค้า และความรวดเร็วในการจัดส่ง โดยยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และแหล่งที่มาของสินค้าที่น่าเชื่อถือ</p>

<p>&ldquo;จากการหารือและการลงพื้นที่สำรวจรูปแบบการค้าของร้าน CP Freshmart ในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแนวทางส่งเสริมสินค้า GI ไทยในตลาดจีน โดยเฉพาะการพิจารณาความเหมาะสมของสินค้าและช่องทางการจำหน่าย เนื่องจากสินค้า GI ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและอาหารที่มีลักษณะแตกต่างกัน ทั้งในด้านคุณภาพ รูปแบบสินค้า การเก็บรักษา ตลอดจนข้อจำกัดในการขนส่ง โดยกรมและ CP ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการคัดเลือกสินค้า GI ไทยที่มีศักยภาพและมีความพร้อม เช่น ส้มโอทับทิมสยามปากพนังจากจังหวัดนครศรีธรรมราช และสินค้า GI รายการอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนนำร่องเข้าไปทดลองตลาดผ่านช่องทางจำหน่ายของ CP รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่าย เพื่อศึกษาการตอบรับของผู้บริโภค ระดับราคา และการทำตลาดร่วมกัน ก่อนนำข้อมูลจากตลาดจริงมาใช้กำหนดกลยุทธ์เพื่อขยายตลาดในระยะต่อ ๆ ไป&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>นาง Zhang Wei ประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดของ CP Investment กล่าวว่า CP Group มีการดำเนินธุรกิจในจีนหลายด้าน ทั้งด้านเกษตรและอาหาร ค้าปลีก และอีคอมเมิร์ซ ซึ่ง CP มีความสนใจนำเข้าสินค้า GI ของไทยมาจำหน่ายในจีน เพราะตระหนักในคุณภาพและอัตลักษณ์พิเศษของสินค้า และได้แนะนำข้อควรพิจารณาก่อนนำสินค้า GI ไทยเข้าสู่ตลาดจีน ตั้งแต่คุณลักษณะของสินค้า ปริมาณ ราคา บรรจุภัณฑ์ อายุการเก็บรักษา กฎระเบียบการนำเข้าและมาตรฐานความปลอดภัย ไปจนถึงความพร้อมด้านการจัดส่ง เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการ GI ใช้ประเมินความพร้อมและปรับปรุงสินค้าให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางการค้าและลักษณะของตลาดจริง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260929c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c141045.jpg' type='image/jpg' length='688942' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.ติวเข้มพาณิชย์จังหวัด เตรียมพร้อมใช้ “ใกล้เก็บเกี่ยว” ก่อนรันระบบ 30 ก.ย.นี้ ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/188509</link>
<guid isPermaLink="false">0729e7f12d27685869bfff6f6092a6ea</guid>
<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 14:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 30.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>สนค.ติวเข้มพาณิชย์จังหวัด เตรียมพร้อมใช้ &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; ก่อนรันระบบ 30 ก.ย.นี้&nbsp;<br />
สนค.ติวเข้มสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เตรียมความพร้อมใช้งานระบบ &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; ก่อนเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ 30 ก.ย.69 เพื่อให้เข้าใจระบบ อ่านข้อมูลเป็น ติดตาม วิเคราะห์ รับมือสถานการณ์ได้ทันท่วงที เผยนำร่องใช้กับข้าวนาปีที่กำลังออกสู่ตลาดช่วงปลายปีนี้ก่อน</p>

<p>นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ติวเข้มสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมการใช้งานระบบบริหารเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; ซึ่งเป็นเครื่องมือบริหารสินค้าเกษตรเชิงรุก ก่อนเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการวันที่ 30 ก.ย.2569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาค ทำความเข้าใจระบบ การอ่านข้อมูล การนำข้อมูลไปเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ และสามารถใช้ข้อมูลจากระบบประกอบการติดตาม วิเคราะห์ และรับมือสถานการณ์สินค้าเกษตรในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยใกล้เก็บเกี่ยว จะนำร่องกับสินค้าข้าวนาปี ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในช่วงปลายปี ซึ่งระบบทีจัดทำขึ้น ไม่ต้องการให้พาณิชย์จังหวัดเพียงเปิดระบบดูข้อมูล แต่ต้องตอบได้ว่า ข้าวในพื้นที่จะออกเมื่อไร ปริมาณเท่าไร ราคาเริ่มส่งสัญญาณอย่างไร และควรเตรียมมาตรการอะไรตั้งแต่วันนี้ ขณะเดียวกัน ผู้บริหารส่วนกลาง ก็ต้องเห็นภาพเดียวกัน เพื่อสั่งการและสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด</p>

<p>&ldquo;หัวใจสำคัญของการเตรียมความพร้อมในครั้งนี้ คือ ทำให้ข้อมูลจากระบบสามารถนำไปใช้กับงานจริงได้ ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้วิธีใช้งาน แต่ต้องสามารถอ่านสัญญาณจากข้อมูลและเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในพื้นที่ได้ โดยเป็นการเตรียม &ldquo;คน&ndash;ข้อมูล&ndash;เครื่องมือ&rdquo; ให้พร้อมไปด้วยกัน ก่อนนำระบบไปใช้จริงในพื้นที่ เพื่อให้ส่วนกลางและภูมิภาคสามารถทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน เห็นสัญญาณเดียวกัน และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้เร็วขึ้น&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับใกล้เก็บเกี่ยว เป็นการทำงานร่วมกันของ 4 กระทรวง ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อเชื่อมข้อมูล เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน ให้สามารถมองสถานการณ์และทำงานบนเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้ใกล้เก็บเกี่ยว เป็นมากกว่าระบบพยากรณ์ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ภาครัฐเห็นภาพเดียวกันและตัดสินใจได้เร็วขึ้น และจะช่วยเปลี่ยนวิธีทำงานของภาครัฐ จากตามสถานการณ์ไปสู่การเห็นล่วงหน้า จากรอแก้ปัญหาไปสู่การใช้ข้อมูลบริหารก่อนปัญหาจะมาถึง และเปลี่ยนบริบทการบริหารเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรสู่มิติใหม่ ภายใต้แนวคิด &ldquo;คาดการณ์ก่อน บริหารตรงจุด ปรับมาตรการทัน&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ รูปแบบการทำงานของใกล้เก็บเกี่ยว จะมีการบูรณาการข้อมูลข้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย ข้อมูลคาดการณ์ผลผลิตข้าวจากภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA ข้อมูลทะเบียนข้าวจากกรมส่งเสริมการเกษตร ข้อมูลราคารับซื้อข้าวเปลือกหน้าโรงสีจากกรมการค้าภายใน ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคข้าวจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และข้อมูลการค้าข้าวในตลาดโลกจากกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกันให้เห็นทั้งสถานการณ์ด้านผลผลิต ราคา และความต้องการของตลาด และมีการนำ AI มาวิเคราะห์และชี้เป้าตลาดที่มีศักยภาพและมีความต้องการข้าวมูลค่าสูง เชื่อมโยงข้อมูลฝั่งผลผลิต (Supply) กับความต้องการของตลาด (Demand) เพื่อให้การบริหารจัดการไม่ได้สิ้นสุดเพียงการคาดการณ์ว่าข้าวจะออกสู่ตลาดที่ไหน เมื่อไร เท่าใด แต่สามารถต่อยอดไปสู่การตอบโจทย์ว่า ข้าวเหล่านั้นควรเชื่อมโยงไปยังตลาดใด เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและรายได้ของเกษตรกร<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260929c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b140817.jpg' type='image/jpg' length='174088' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”แจงภาษีสหรัฐฯ ยังไม่สุดทาง ต้องรอผล ม.301 บทสรุป ART]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187621</link>
<guid isPermaLink="false">c75dda1a7dade6609b3c4778ea4a9aa9</guid>
<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 10:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 1.png" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;แจงภาษีสหรัฐฯ ยังไม่สุดทาง ต้องรอผล ม.301 บทสรุป ART<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ชี้แจงไทยถูกสหรัฐฯ เก็บภาษี ตอนนี้มีแค่จากมาตรา 301 กรณีแรงงานบังคับที่ 12.5% ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ยังไม่ประกาศ ขอให้ติดตามข้อมูลจากทางการ เพื่อความถูกต้อง ครบถ้วน ยันเร่งสรุปความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ตั้งเป้าหากโดนภาษี ต้องอัตราเดิม 19% ที่เป็นอัตราเริ่มแรก หรือไม่สูงกว่าคู่แข่ง</p>

<p>นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ และกรณีการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ มีการไต่สวนไทยใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ กรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) โดยกรณีแรงงานบังคับ สหรัฐฯ ได้ประกาศผลการไต่สวนแล้ว กำหนดอัตราภาษีภายใต้มาตรา 301 สำหรับสินค้าจากไทยที่ 12.5% ขณะที่ประเทศที่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ของสหรัฐฯ และมีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ หรือได้ให้คำมั่นผ่านความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) จะใช้อัตรา 10% แต่ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้กำหนดรายการสินค้าบางส่วนที่ได้รับยกเว้นจากภาษีเพิ่มเติมดังกล่าวด้วย ซึ่งไทยก็มีสินค้าหลายรายการได้รับการยกเว้นภาษี</p>

<p>สำหรับกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ขณะนี้สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาผลการไต่สวน โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกไต่สวนในประเด็นดังกล่าวตั้งแต่เดือน มี.ค.2569 และกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งข้อมูลและคำชี้แจงต่อสหรัฐฯ แล้ว จึงขอให้ผู้ประกอบการและประชาชนติดตามข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการภาษีสหรัฐฯ จากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข้อมูลทางการ เพราะผลการไต่สวนยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน<br />
นายกรนิจกล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการเจรจา ART ขณะนี้ สาระสำคัญและหลักการของการเจรจาได้ข้อสรุปร่วมกันแล้ว เหลือการตรวจสอบรายละเอียดและถ้อยคำของความตกลงในระดับเทคนิค เพื่อให้มีความสอดคล้อง ชัดเจน และรอบคอบ โดยฝ่ายไทยเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการไต่สวนมาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง</p>

<p>&ldquo;การเจรจา ART เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับการกำหนดอัตราภาษีของสหรัฐฯ โดยไทยได้เร่งผลักดันการจัดทำความตกลง ART กับสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถกำหนดกรอบความสัมพันธ์ทางการค้าและอัตราภาษีที่สอดคล้องกับสถานะของไทยและสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคได้ โดยเป้าหมายของไทย คือ การสรุปการเจรจา ART เพื่อรักษาอัตราภาษีรวมให้อยู่ในกรอบ 19% หรือไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง&rdquo; นายกรนิจกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ อัตรา 19% เป็นกรอบอัตราที่ไทยเคยได้รับภายใต้การเจรจาในช่วงที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ ไทยเคยเผชิญอัตราภาษีต่างตอบแทนภายใต้ IEEPA ที่ 36% ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 19% ภายหลังการจัดทำกรอบความตกลงกับสหรัฐฯ และต่อมาสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนฐานกฎหมายในการใช้มาตรการทางภาษี และเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง<br />
ดังนั้น การนำอัตราภาษีของประเทศต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกันในขณะนี้จำเป็นต้องพิจารณาให้ครบถ้วนว่าเป็นอัตราที่เกิดจากมาตรการหรือการไต่สวนในกรณีใด เนื่องจากแต่ละประเทศมีสถานะในการเจรจาและข้อผูกพันกับสหรัฐฯ แตกต่างกัน อีกทั้งอัตราที่ประกาศอยู่ในปัจจุบัน คือ กรณีแรงงานบังคับ ยังไม่สะท้อนผลจากการไต่สวนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และผลการเจรจา ART</p>

<p>ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ทีมเทคนิคเร่งสรุปรายละเอียดของ ART หลังสามารถมีข้อสรุปในสาระสำคัญร่วมกันได้ และฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่าจะพิจารณาอัตราภาษีของไทยอย่างเป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260924e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5100058.png' type='image/png' length='1564918' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกจีน ลุยแลกเปลี่ยนจด GI 3+3 เพิ่มความร่วมมือทรัพย์สินทางปัญญา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187619</link>
<guid isPermaLink="false">87c17a52d46e34995f2bd29b5f879e0d</guid>
<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 09:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 29.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถกจีน ลุยแลกเปลี่ยนจด GI 3+3 เพิ่มความร่วมมือทรัพย์สินทางปัญญา<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาถกสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน ลุยร่วมมือแลกเปลี่ยนการขึ้นทะเบียนสินค้า GI 3+3 ให้สำเร็จต้นปี 70 และหารือสำนักงานบังคับใช้และตรวจสอบกฎหมายของสำนักงานกำกับดูแลตลาด ทำแผนร่วมมือทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มข้นขึ้น พร้อมดูงานนวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ชั้นนำระดับโลกของจีน</p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะเข้าหารือทวิภาคีกับ Mr. CHEN Fuli เลขาธิการพรรคประจำสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน (China National Intellectual Property Administration: CNIPA) เพื่อขับเคลื่อนโครงการนำร่อง GI 3+3 ไทย-จีน ซึ่งเป็นความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ระหว่างกันฝ่ายละ 3 สินค้า โดยกรมได้นำส่งคำขอขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของไทย 3 สินค้า ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ต่อ CNIPA เพื่อยื่นจดทะเบียนในจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งรับคำขอขึ้นทะเบียน GI ของจีน 3 สินค้า ได้แก่ เหล้าเหมาไถกุ้ยโจว ชาเพิ่งหวงตานฉง และเครื่องเคลือบดินเผาสีขาวเต๋อฮั่ว เพื่อนำกลับมาดำเนินการตามขั้นตอนการขึ้นทะเบียนในไทยเช่นกัน โดยสองฝ่ายตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในช่วงต้นปี 2570</p>

<p>ทั้งนี้ ได้หารือแนวทางการยกระดับงานบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยกรมได้แลกเปลี่ยนแนวทางการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในระบบบริการ เช่น ระบบ &quot;AI Image Search&quot; และ &quot;Trademark Checker&quot; สำหรับช่วยสืบค้นเครื่องหมายการค้าจากฐานข้อมูลจำนวนมหาศาล และระบบพิจารณาคำขอแบบเร่งด่วน (Fast-Track) โดยเฉพาะสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้น พร้อมกันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดทำความร่วมมือเรื่องการแลกเปลี่ยนผลการตรวจสอบสิทธิบัตร (Patent Prosecution Highway: PPH) ระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบคำขอที่ซ้ำซ้อนและเพิ่มความรวดเร็วในการพิจารณาคำขอสิทธิบัตร<br />
ขณะเดียวกัน กรมยังได้หารือถึงการขับเคลื่อนระบบนิเวศ IP Finance เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น โดยฝ่ายจีนให้ความสนใจและพร้อมแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p>นางอรมนกล่าวว่า ยังได้หารือกับ Mr. Wang Huowang หัวหน้าสำนักงานบังคับใช้และตรวจสอบกฎหมายของสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (State Administration for Market Regulation: SAMR) เกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิ์ (Implementation Plan) ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ Mr. Lou Wen ผู้อำนวยการและเลขาธิการพรรคประจำ SAMR ได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันให้มีความชัดเจนและนำไปสู่การปฏิบัติ ลดอุปสรรคสำคัญของ SMEs ไทยและจีน ในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ</p>

<p>โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันเบื้องต้นว่าแผนกิจกรรมในปี 2570 อาจรวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่ภาครัฐและผู้ประกอบการ การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการป้องกันละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์และการละเมิดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนพิจารณาความเป็นไปได้ในการสร้างกลไกเพื่อลดปัญหาการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต เป็นต้น</p>

<p>นอกจากนี้ ได้พบหารือกับผู้แทนบริษัท Beijing Innovation Center of Humanoid Robotics (X-Humanoid) ซึ่งเป็นศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ชั้นนำระดับโลกของจีน ที่ผลิตหุ่นยนต์ที่สามารถเคลื่อนไหวมือ แขน ขา ได้ใกล้เคียงมนุษย์ สำหรับการทำงานในโรงงานหรือการใช้แรงงานบางอย่างที่ไม่เหมาะสมจะให้คนทำ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) โดยเฉพาะการเชื่อมโยง AI เข้ากับระบบหุ่นยนต์และการทำงานในโลกจริง โดยข้อมูลและมุมมองจากภาคเอกชนจะเป็นประโยชน์ต่อกรมในการติดตามทิศทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ และนำมาประกอบการพัฒนาระบบสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของไทย ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260924eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3095851.jpg' type='image/jpg' length='887438' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”มอบตรา Thai SELECT 2 ดาว ให้ร้าน Chada ที่นิวยอร์ก ยกระดับอาหารไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187618</link>
<guid isPermaLink="false">48fc7ce614db79208ebbef7bb6f25f05</guid>
<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 09:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 32.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;มอบตรา Thai SELECT 2 ดาว ให้ร้าน Chada ที่นิวยอร์ก ยกระดับอาหารไทย<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 2 ดาว ให้ร้าน Chada ที่นิวยอร์ก เผยเป็นร้านที่ตกแต่งโดยเน้นอัตลักษณ์ความเป็นไทย ได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ สะท้อนเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรมไทย มั่นใจช่วยยกระดับอาหารไทย วัฒนธรรมไทยสู่ผู้บริโภคในตลาดสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยนายธนกฤต เหลืองอาสนะทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ร่วมมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 2 ดาว ให้แก่ร้าน Chada ณ นครนิวยอร์ก เพื่อรับรองคุณภาพและมาตรฐานของร้านอาหารไทย ทั้งในด้านรสชาติอาหาร ความเป็นไทย และการบริการในระดับสากล</p>

<p>สำหรับร้าน Chada ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนเม.ย.2568 โดยคุณประอรนุช อุดมปณิธ นำเสนออาหารไทยที่คงเอกลักษณ์ของรสชาติไทย ควบคู่กับการนำเสนอในรูปแบบร่วมสมัย โดยมีเมนูแนะนำ อาทิ ข้าวเกรียบปากหม้อ พล่าปู พะแนงซี่โครงเนื้อ และปลานึ่งมะนาว ภายในร้านตกแต่งโดยเน้นอัตลักษณ์ความเป็นไทย ได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ สะท้อนเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านทั้งอาหารและบรรยากาศของร้าน<br />
โดยร้าน Chada ตั้งอยู่ในย่าน West Village ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านยอดนิยมและมีชีวิตชีวาของนครนิวยอร์ก เป็นแหล่งรวมร้านอาหาร คาเฟ่ และธุรกิจไลฟ์สไตล์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ชาวนิวยอร์ก และนักท่องเที่ยว</p>

<p>&ldquo;การได้รับตรา Thai SELECT 2 ดาวของร้าน Chada จึงนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของร้านอาหารไทยที่มีศักยภาพในการเผยแพร่อัตลักษณ์อาหารและวัฒนธรรมไทยสู่ผู้บริโภคในตลาดสหรัฐฯ และช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์อาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ของกระทรวงพาณิชย์ รวม 1,602 ร้าน ใน 72 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยสหรัฐฯ มี 284 ร้าน ในส่วนของ 14 รัฐฝั่งตะวันออกรวมทั้งหมด 107 ร้าน ในรัฐนิวยอร์ก 65 ร้าน ประกอบด้วยร้าน Thai SELECT ระดับ 3 ดาว จำนวน 1 ร้าน ระดับ 2 ดาว จำนวน 20 ร้าน ระดับ 1 ดาว จำนวน 41 และ ระดับ casual จำนวน 3 ร้าน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260924c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c095538.jpg' type='image/jpg' length='451456' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์สหรัฐฯ แลกเปลี่ยนคุ้มครองลิขสิทธิ์ยุค AI]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187612</link>
<guid isPermaLink="false">584906ea1b693b31cdceeca3483b2019</guid>
<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 09:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 29.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถกสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์สหรัฐฯ แลกเปลี่ยนคุ้มครองลิขสิทธิ์ยุค AI<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (MPA ASIA Pacific) แลกเปลี่ยนข้อมูลคุ้มครองลิขสิทธิ์ ยุค AI บูม หลังมีการใช้ AI สร้างผลงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมถกประเด็นนำงานลิขสิทธิ์ใช้ฝึก AI และการคุ้มครองลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ต</p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (MPA ASIA Pacific) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการคุ้มครองลิขสิทธิ์ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงหารือแนวทางพัฒนากฎหมายและมาตรการคุ้มครองลิขสิทธิ์ให้มีความเหมาะสม รองรับเทคโนโลยีใหม่ และสามารถนำไปบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p>ทั้งนี้ กรมได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเข้ามามีบทบาทของ AI ในกระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับขอบเขตการคุ้มครองลิขสิทธิ์ และหลักการคุ้มครองผลงานตามกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์โดยมนุษย์ โดย MPA ASIA Pacific เห็นพ้องว่า การพิจารณาความคุ้มครองลิขสิทธิ์สำหรับผลงานที่มีการใช้ AI ร่วมด้วย จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและระดับการมีส่วนร่วมของมนุษย์ในกระบวนการสร้างสรรค์เป็นรายกรณี โดยปัจจุบันสตูดิโอภาพยนตร์รายใหญ่มีการใช้เทคโนโลยี AI ในบางขั้นตอน เช่น การเตรียมงาน และกระบวนการหลังการถ่ายทำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาและต้นทุนในการผลิต สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการสร้างสรรค์ที่เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น<br />
โดยเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในกระบวนการผลิตมากขึ้น จึงเกิดประเด็นต่อเนื่องเกี่ยวกับการนำข้อมูลและผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้ในการฝึกและพัฒนา AI โดยทั้งสองฝ่ายได้หยิบยกประเด็นการทำเหมืองข้อความและข้อมูล (Text and Data Mining: TDM) มาหารือร่วมกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการอนุญาตให้ใช้สิทธิในงานลิขสิทธิ์ ตลอดจนแนวทางการกำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์สำหรับการนำงานลิขสิทธิ์ไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยี AI รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเจ้าของสิทธิและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับการคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์อย่างเหมาะสม ซึ่งกรมจะนำข้อมูลและมุมมองจากการหารือ รวมทั้งข้อคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายและแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยต่อไป</p>

<p>สำหรับการคุ้มครองลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ต กรมได้เดินหน้าพัฒนากลไกการบังคับใช้สิทธิให้สามารถรับมือกับรูปแบบการละเมิดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการนำประกาศกระทรวงดิจิทัลฯ เรื่อง การยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ. 2569 มาใช้เป็นกลไกสนับสนุนการดำเนินงาน ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการรวบรวมหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาล และสามารถระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ กรมได้ขอความร่วมมือจาก MPA และผู้ถือสิทธิร่วมทดลองใช้กระบวนการดังกล่าว เพื่อประเมินผลในทางปฏิบัติและนำผลที่ได้มาพัฒนากลไกการคุ้มครองลิขสิทธิ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>

<p>นอกจากนี้ ได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนากฎหมาย โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อการบริหารจัดการสิทธิ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสมดุลระหว่างเจ้าของสิทธิและผู้ใช้ประโยชน์จากผลงาน โดยกรมแจ้งว่าขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการทบทวนร่างพระราชบัญญัติการจัดเก็บค่าตอบแทนการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดง พ.ศ. ... เพื่อวางกลไกการจัดเก็บและจัดสรรค่าตอบแทนจากการใช้ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ให้มีความเหมาะสม โปร่งใส และสอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรม ตลอดจนกำหนดบทบาทและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสิทธิให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ขณะที่ MPA ASIA Pacific ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารจัดการสิทธิของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งมีการเจรจาและอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยตรงระหว่างคู่สัญญา พร้อมยกกรณีศึกษาแนวทางการกำกับดูแลองค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ (Collective Management Organization: CMO) สำหรับงานดนตรีกรรมของประเทศออสเตรเลีย เพื่อให้ไทยใช้เป็นข้อมูลพิจารณาประกอบการพัฒนากฎหมายและกำหนดกลไกการบริหารจัดการสิทธิต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260924c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b094547.jpg' type='image/jpg' length='546363' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาเซียน-ฮ่องกง ลงนามพิธีสารเปิดเสรีลงทุนฉบับใหม่ ชี้ไทยได้ประโยชน์เพียบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187334</link>
<guid isPermaLink="false">a6f1d8ca3ce0ef9676a619409bc596d0</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.2 - Copy 8.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>อาเซียน-ฮ่องกง ลงนามพิธีสารเปิดเสรีลงทุนฉบับใหม่ ชี้ไทยได้ประโยชน์เพียบ<br />
อาเซียน-ฮ่องกง ลงนามพิธีสารแก้ไขความตกลงด้านการลงทุน (AHKIA) แล้ว ช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ฮ่องกง ที่ฟิลิปปินส์ &ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยมีการเปิดเสรีเพิ่มขึ้น ไทยได้ประโยชน์เพียบ ทั้งดึงดูดการลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมอนาคต และไทยออกไปลงทุน</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อาเซียนและฮ่องกงได้ลงนามพิธีสารแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง (ASEAN-Hong Kong, China Investment Agreement: AHKIA) ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ฮ่องกง (AEM-HKC) ครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างสองฝ่าย และจะช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงขยายโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาค</p>

<p>ทั้งนี้ พิธีสารฉบับดังกล่าวเป็นการผนวกผลสำเร็จของการจัดทำตารางข้อสงวนการเปิดตลาดการลงทุน ซึ่งมุ่งเปิดรับการลงทุนที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของไทยในสาขาที่ฮ่องกงมีศักยภาพ อาทิ ยานยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ รวมถึงแผ่นวงจรพิมพ์ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ตลอดจนขยายโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในฮ่องกงในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เชื่อมโยงกับตลาดจีนภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว<br />
สำหรับข้อผูกพันเปิดตลาดการลงทุนของไทยภายใต้พิธีสารฉบับนี้ ไม่กระทบต่อสิทธิในการกำกับดูแลและการกำหนดนโยบายของรัฐ อีกทั้งไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายภายในประเทศเพิ่มเติม เนื่องจากข้อผูกพันดังกล่าวเป็นไปตามกรอบกฎหมายและมาตรการที่ใช้บังคับอยู่แล้วในปัจจุบัน โดยไทยได้พิจารณาอย่างรอบคอบให้สอดคล้องกับเป้าหมายและนโยบายของรัฐบาลในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงสาขาที่ฮ่องกงมีความสนใจและมีศักยภาพในการลงทุน</p>

<p>ความตกลง AHKIA มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2562 และมีผลใช้บังคับครบทุกภาคีเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2564 โดยครอบคลุมเรื่องการคุ้มครอง การส่งเสริม และการอำนวยความสะดวกการลงทุน ขณะที่ประเด็นการเปิดตลาดการลงทุน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่คงค้างอยู่ ได้เริ่มเจรจาอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2564 ก่อนที่สองฝ่ายจะสามารถสรุปผลการเจรจา พร้อมดำเนินการขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมาย (Legal Scrubbing) และตรวจสอบความถูกต้อง (Verification) แล้วเสร็จเมื่อเดือนเดือนมี.ค.2569 โดยความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านการลงทุนระหว่างอาเซียนกับฮ่องกง ส่งเสริมความโปร่งใส และความคาดการณ์ได้ของกฎระเบียบ อันจะช่วยลดอุปสรรคในการลงทุน สร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ทันสมัยและเอื้อต่อการลงทุน ตลอดจนเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202609223d522deaf85577451c01974654b36ad3161804.jpg' type='image/jpg' length='813924' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”นำ 6 ผู้ประกอบการ สินค้า GI ไทย ลุยเปิดตลาดที่จีน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187332</link>
<guid isPermaLink="false">2c00aca2322f74fc10e91f90aa61a843</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 16:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1 - Copy 10.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;นำ 6 ผู้ประกอบการ สินค้า GI ไทย ลุยเปิดตลาดที่จีน<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญานำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย จำนวน 6 รายการ เดินทางเปิดตลาดสินค้าเข้าสู่ตลาดจีนตอนเหนือ ที่ตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ กรุงปักกิ่ง และตลาดโส่วเหิง เกาเปยเตี้ยน มณฑลเหอเป่ย เผยได้ร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ เรียนรู้ตลาด เห็นความต้องการ ช่องทางกระจายสินค้า ทำให้วางแผนการทำตลาดได้ดีขึ้น ตั้งเป้ามูลค่าการค้าใน 1 ปี ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท</p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เดินหน้าส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้า GI ไทยในจีนอย่างต่อเนื่อง โดยได้นำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย จำนวน 6 รายการ เดินทางไปขยายตลาดเข้าสู่ศูนย์กลางการค้าสำคัญทางตอนเหนือของจีน ได้แก่ ตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ กรุงปักกิ่ง และตลาดโส่วเหิง เกาเปยเตี้ยน มณฑลเหอเป่ย ระหว่างวันที่ 21-22 ก.ย.2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ GI ไทยได้เข้าถึงเครือข่ายคู่ค้าและเปิดช่องทางใหม่ในการกระจายสินค้า พร้อมเรียนรู้กลไกตลาดที่สามารถนำไปต่อยอดการค้าได้จริง</p>

<p>&ldquo;พื้นที่จีนตอนเหนือ โดยเฉพาะกรุงปักกิ่งและมณฑลเหอเป่ย์ เป็นพื้นที่ที่มีตลาดสินค้าเกษตรขนาดใหญ่และมีโครงข่ายการกระจายสินค้าที่เชื่อมโยงไปพื้นที่โดยรอบ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้สินค้า GI ไทยสามารถขยายตลาดและเข้าถึงผู้ซื้อรายใหม่ได้มากขึ้น&rdquo;<br />
สำหรับสินค้า GI ไทย ทั้ง 6 รายการ ได้แก่ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) มังคุดเขาคีรีวง (นครศรีธรรมราช) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มะขามหวานเพชรบูรณ์ กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก และส้มมะปี๊ดจันทบุรี ซึ่งส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และมะขามหวานเพชรบูรณ์ กำลังยื่นจด GI ในจีนอยู่ด้วย</p>

<p>ทั้งนี้ ในการเยือนตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ กรุงปักกิ่ง ได้พบหารือกับ Mr. Gu Zhaoxue รองผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริหารตลาด ถึงแนวทางและโอกาสในการนำสินค้า GI ไทยเข้าสู่ตลาด พร้อมศึกษาระบบบริหารจัดการสินค้าภายในตลาด ซึ่งตลาดซินฟาตี้ถือเป็นตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรขนาดใหญ่และเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยังตลาดค้าปลีก ร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ตในกรุงปักกิ่งและพื้นที่โดยรอบ มีปริมาณการซื้อขายสินค้าเกษตรสูงถึง 17.49 ล้านตันต่อปี มูลค่ากว่า 131,900 ล้านหยวน (ประมาณ 654,000 ล้านบาท) โดยผู้ประกอบการ GI ไทยได้ร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และผู้จัดจำหน่ายในจีน เพื่อนำเสนอจุดเด่นของสินค้าและเจรจาโอกาสทางการค้าโดยตรง</p>

<p>ส่วนที่ตลาดโส่วเหิง เกาเป่ยเตี้ยน มณฑลเหอเป่ย์ โดยพบกับ Mr. Yang Jianfei รองประธานกลุ่มบริษัท Shouheng Agricultural By-products Industry Group และ Mr. Ma Yilong รองผู้จัดการฝ่ายบริหารสมาคม กลุ่มบริษัท Shouheng Group หารือเกี่ยวกับแนวทางการนำเข้าสินค้า GI ไทย ระบบการกระจายสินค้า และความต้องการของตลาดในพื้นที่จีนตอนเหนือ โดยตลาดโส่วเหิง เกาเป่ยเตี้ยน เป็นตลาดค้าส่งและศูนย์กระจายสินค้าเกษตรที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง มีเครือข่ายการกระจายสินค้าครอบคลุมกว่า 13 มณฑลในพื้นที่ตอนเหนือของจีน และมีผู้ประกอบการในตลาดประมาณ 8,700 ราย ครอบคลุมสินค้ากว่า 400 ประเภท ช่วยให้ผู้ประกอบการ GI ไทย ได้เรียนรู้ช่องทางการกระจายสินค้าและความต้องการของตลาด พร้อมเข้าร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อและผู้นำเข้าในพื้นที่ เพื่อนำเสนอศักยภาพของสินค้า GI ไทยและต่อยอดความร่วมมือทางการค้าร่วมกันในอนาคต</p>

<p>&ldquo;การลงพื้นที่ตลาดค้าส่งสำคัญของจีนในครั้งนี้ ช่วยให้ผู้ประกอบการ GI ไทยได้พบผู้ซื้อและคู่ค้าโดยตรง พร้อมเห็นสภาพตลาด ความต้องการของผู้ซื้อ และช่องทางการกระจายสินค้าในพื้นที่จริง ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผนทำตลาดในจีน โดยตั้งเป้ามูลค่าการค้าใน 1 ปี ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นการต่อเนื่องจากการนำผู้ประกอบการไปบุกตลาดฮุยจ่าน นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อเดือนมิ.ย.2569 โดยได้รับการตอบรับจากผู้นำเข้าจีนเป็นอย่างดี มีการลงนาม MOU ซื้อขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษล่วงหน้ากว่า 500 ตัน และจากนี้ กรมจะเดินหน้าส่งเสริมการตลาดสินค้า GI ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดช่องทางการค้าใหม่ ๆ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำจุดเด่นของสินค้าแต่ละพื้นที่ไปนำเสนอให้ตรงกับความต้องการของตลาด นำไปสู่โอกาสในการซื้อขายและต่อยอดธุรกิจในตลาดต่างประเทศต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260922cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075161538.jpg' type='image/jpg' length='178343' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกจีน เห็นพ้องเดินหน้ายกระดับความร่วมมือลิขสิทธิ์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187070</link>
<guid isPermaLink="false">77741779e6c758777e24e671ab161772</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 14:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.8 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถกจีน เห็นพ้องเดินหน้ายกระดับความร่วมมือลิขสิทธิ์<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานลิขสิทธิ์แห่งชาติ ของจีน เดินหน้ายกระดับความร่วมมือลิขสิทธิ์ไทย-จีน ทั้งการกำกับดูแลองค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานดนตรีกรรมที่เป็นสาธารณสมบัติ การป้องปรามการละเมิดออนไลน์ และประเด็นลิขสิทธิ์กับ AI เห็นพ้องยกระดับ MoU ฉบับปี 38 ใหม่ ให้ทันสมัย รับมือความท้าทายยุคดิจิทัล</p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะหารือทวิภาคีกับ Mr. WANG Zhicheng ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานลิขสิทธิ์แห่งชาติ (National Copyright Administration of China: NCAC) ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบคุ้มครองลิขสิทธิ์ของไทยและจีน โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการลิขสิทธิ์การใช้ประโยชน์จากงานดนตรีกรรมที่เป็นสาธารณสมบัติ การป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ทางออนไลน์ รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างลิขสิทธิ์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ พร้อมต่อยอดความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปแบบการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน</p>

<p>ทั้งนี้ กรมและ NCAC มีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนาน โดยได้จัดทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกันตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งเป็นกรอบสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านลิขสิทธิ์และสิทธิข้างเคียงมาอย่างต่อเนื่อง การหารือครั้งนี้ จึงเป็นการสานต่อความร่วมมือดังกล่าว โดยทั้งสองฝ่ายได้เห็นตรงกันที่จะยกระดับความสัมพันธ์ด้วยการจัดทำ MoU ฉบับใหม่ระหว่างสองหน่วยงานเพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างกันให้ตอบโจทย์กับความท้าทายใหม่ในการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในยุคปัจจุบัน<br />
นางอรมนกล่าวว่า ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะบทบาทของกรมและ NCAC ในการกำกับดูแลองค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ (Copyright Management Organizations: CMOs) ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการสิทธิและจัดสรรค่าตอบแทนแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ โดยเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ให้มีข้อมูลที่ถูกต้อง ตรวจสอบได้ และสามารถจัดสรรค่าตอบแทนให้แก่เจ้าของสิทธิได้อย่างเหมาะสม พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายในการบริหารจัดการสิทธิในทางปฏิบัติ ทั้งปัญหาการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ซ้ำซ้อนหรือการเรียกเก็บโดยหน่วยงานที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการพัฒนากลไกกำกับดูแลและระบบข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้แก่ทั้งเจ้าของสิทธิและผู้ใช้ผลงาน</p>

<p>สำหรับการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานดนตรีกรรมที่เป็นสาธารณสมบัติ (Public Domain) ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการและส่งเสริมการนำผลงานที่หมดอายุความคุ้มครองและตกเป็นสาธารณสมบัติไปใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง รวมถึงแนวทางการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะของผลงาน ขอบเขตและเงื่อนไขในการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ เพื่อให้ประชาชน ผู้ประกอบการ ศิลปินและนักสร้างสรรค์สามารถนำผลงานดังกล่าวไปต่อยอดได้อย่างมั่นใจ สอดคล้องกับกฎหมายลิขสิทธิ์ เพิ่มโอกาสในการนำผลงานเดิมมาสร้างมูลค่าในรูปแบบใหม่และพัฒนาธุรกิจได้อย่างเหมาะสม</p>

<p>นอกจากนี้ กรมและ NCAC ยังได้หารือด้านการป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ทางออนไลน์ ซึ่งยังคงเป็นความท้าทายสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ทำให้การเผยแพร่ผลงานผ่านอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วและข้ามพรมแดน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงประโยชน์ของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ เนื่องจากทั้งประเทศไทยและจีนต่างมีการสร้างสรรค์และเผยแพร่ผลงานผ่านช่องทางออนไลน์จำนวนมาก<br />
นางอรมนกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยังมีความสนใจที่จะจัดกิจกรรมในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน ทั้งในด้านการสร้างความตระหนักรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ การเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อยกระดับการป้องปรามและการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ในสภาพแวดล้อมดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ และรับมือกับการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น</p>

<p>ส่วนประเด็นลิขสิทธิ์กับ AI ที่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของนโยบายการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั่วโลก เนื่องจาก AI สามารถนำข้อมูลและผลงานสร้างสรรค์จำนวนมหาศาลมาใช้ในการพัฒนาและฝึกระบบ รวมทั้งสามารถสร้างภาพ เสียง วิดีโอ และเนื้อหารูปแบบใหม่ได้ โดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณาครอบคลุมตั้งแต่การนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้ฝึก AI การคุ้มครองผลงานที่สร้างโดย AI ไปจนถึงความรับผิดของผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ และผู้ใช้งาน AI ในกรณีที่เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ กรมและ NCAC เห็นร่วมกันว่าระบบลิขสิทธิ์จะต้องมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองเจ้าของลิขสิทธิ์กับการเปิดพื้นที่ให้ผู้พัฒนาและผู้ใช้งาน AI สามารถสร้างนวัตกรรมได้</p>

<p><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026092157eeec0a6974ecb4e9fcf68fab052f7b142819.jpg' type='image/jpg' length='201895' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”เผยอาเซียน ผลัดดันความมั่นคงอาหาร โชว์ปีนี้มีผลงานด้านเศรษฐกิจเพียบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187039</link>
<guid isPermaLink="false">e126d9bce2306a223fdc9d68836ee877</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 13:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.7 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยอาเซียน ผลัดดันความมั่นคงอาหาร โชว์ปีนี้มีผลงานด้านเศรษฐกิจเพียบ<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ร่วมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หารือรับมือความท้าทาย จากความผันผวนพลังงาน สภาพภูมิอากาศ ดันอาเซียนเป็นฐานผลิตอาหาร สร้างความมั่นคงในภูมิภาค เผยปีนี้อาเซียน มีผลงานเศรษฐกิจเพียบ ทั้งยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ สรุปการเจรจา DEFA อัปเกรด ATIGA ทบทวน FTA อาเซียน-อินเดีย ลุย FTA อาเซียน-แคนาดา วางแผนทำงานร่วม 14 คู่เจรจา ระบุไทยยังได้ลงนามพิธีสารลงทุนอาเซียน-ฮ่องกงด้วย</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 58 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 19&ndash;20 ก.ย.2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่า ที่ประชุมเห็นว่าอาเซียนยังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของตลาดพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความมั่นคงทางอาหาร จึงจำเป็นต้องเสริมความร่วมมือด้านพลังงานและอาหาร ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต</p>

<p>&ldquo;ไทยมองว่าอาเซียนมีศักยภาพเป็นฐานผลิตอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของโลก และมีจุดแข็งจากความหลากหลายของศักยภาพที่แต่ละประเทศมี อาทิ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจและบริการ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงแหล่งพลังงาน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันของภูมิภาค และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามวิกฤต อีกทั้งในการหารือกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN-BAC) ก็ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยเช่นกัน โดยเสนอให้มีกลไกเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการผลิต รวมถึงส่งเสริมการลงทุน เพื่อเสริมความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหารในภูมิภาค&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
นางศุภจี กล่าวว่า ในปีนี้อาเซียนมีผลงานสำคัญด้านเศรษฐกิจกว่า 30 เรื่องที่จะช่วยวางรากฐานการเติบโตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค อาทิ การจัดทำแผนงานร่างกรอบยุทธศาสตร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้ามายังภูมิภาค การสรุปผลการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเจรจาและประสานจุดยืนของประเทศสมาชิก จนสามารถสรุปผลการเจรจาได้สำเร็จเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 การเร่งรัดการบังคับใช้พิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Upgraded ATIGA) รวมถึงการเร่งสรุปการเจรจาทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน&ndash;อินเดีย และการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;แคนาดา เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานของอาเซียนกับ 2 ตลาดคู่ค้าสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเตรียมเสนอผลลัพธ์นี้ต่อผู้นำอาเซียน ในเดือนพ.ย. 2569</p>

<p>นอกจากนี้ ได้ร่วมวางแผนงานของอาเซียนกับ 14 คู่เจรจา ได้แก่ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อาเซียนบวกสาม อาเซียนบวกแปด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ แคนาดา รัสเซีย สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นการขยายความร่วมมือในสาขาศักยภาพใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและขยายการค้าการลงทุนระหว่างกัน</p>

<p>ในโอกาสนี้ ไทยได้ร่วมลงนามพิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง (AHKIA) กับประเทศสมาชิกอาเซียนและฮ่องกง โดยไทยเป็นผู้ประสานงานหลักในการเจรจาจนสำเร็จเมื่อ 20 มี.ค. 2569 ซึ่งพิธีสารฉบับนี้เป็นการต่อยอดความตกลงด้านการลงทุนฉบับเดิม ให้ขยายความครอบคลุมเรื่องการเปิดตลาดการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในการเข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยไทยจะได้ประโยชน์จากการเปิดรับการลงทุนที่มีคุณภาพและขยายการลงทุนไปยังฮ่องกงอีกทางหนึ่งด้วย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026092191c85f899e56014969935fefd68830b9131753.jpg' type='image/jpg' length='824854' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลุยปราบ-ระงับคอนเทนต์ภาพยนตร์ ซีรีส์ คลิปละเมิดลิขสิทธิ์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187007</link>
<guid isPermaLink="false">7a6aba27b8d328f782aae5b79d964af0</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 10:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.6 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ลุยปราบ-ระงับคอนเทนต์ภาพยนตร์ ซีรีส์ คลิปละเมิดลิขสิทธิ์<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาลุยป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์บนโลกออนไลน์ ผนึกกำลังผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและผู้เกี่ยวข้อง เร่งระงับการเผยแพร่ภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือคลิปที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ พร้อมให้คำแนะนำการดำเนินการทางกฎหมาย ชวนประชาชนเลือกชมคอนเทนต์ผ่านช่องทางที่ถูกต้อง ไม่ดู ไม่ดาวน์โหลด ไม่สนับสนุนคอนเทนต์ละเมิดลิขสิทธิ์ เพื่อส่งเสริมผู้ผลิตผู้สร้างสรรค์และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ตลอดจนช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน หรือติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่ทราบที่มา</p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรับชมภาพยนตร์ ซีรีส์ และคลิปวิดีโอ พบการลักลอบนำคลิปจากแพลตฟอร์มไปเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์อื่น และใช้สื่อสังคมออนไลน์ประชาสัมพันธ์หรือดึงดูดผู้ชม เช่น เผยแพร่คลิปตัวอย่าง หรือข้อความเชิญชวน พร้อมแนบลิงก์ไปยังช่องทางอื่น จากนั้นอาจให้ผู้ชมเข้ากลุ่ม ลงทะเบียน และชำระเงินเพื่อเข้าถึงเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งบางกรณีจะมีการเปลี่ยนชื่อเว็บไซต์ ใช้เซิร์ฟเวอร์หรือแพลตฟอร์มในต่างประเทศ หรือใช้วิธีกดเข้าลิงก์หลายทอด เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและการดำเนินการระงับเนื้อหา ทำให้การติดตามและบังคับใช้กฎหมายเป็นไปได้ยากขึ้น</p>

<p>&ldquo;กรมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลและประสานงานร่วมกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งระงับการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวโดยเร็ว พร้อมให้คำแนะนำแก่ผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพราะการนำภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือคลิปที่มีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นไปทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และหากเป็นการกระทำเพื่อการค้า จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&rdquo;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังในการเข้าถึงคอนเทนต์ออนไลน์ โดยเฉพาะการรับชมภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ เพราะอาจเป็นการสนับสนุนการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้สร้างสรรค์และส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ และช่องทางดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงจากการหลอกให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน รวมถึงการกดลิงก์ ดาวน์โหลดไฟล์ หรือติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่ทราบที่มา ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล</p>

<p>&ldquo;ขอเน้นย้ำว่า คอนเทนต์ที่ดูเหมือน &ldquo;ฟรี&rdquo; หรือ &ldquo;ราคาถูกผิดปกติ&rdquo; อาจต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ การเลือกรับชมภาพยนตร์และซีรีส์ผ่านแพลตฟอร์มหรือช่องทางที่ถูกกฎหมาย จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ช่วยสนับสนุนผู้สร้างสรรค์และเจ้าของลิขสิทธิ์ ตลอดจนส่งเสริมระบบนิเวศอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์อย่างแท้จริง และหากพบการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ประชาชนและเจ้าของสิทธิสามารถแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางของแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อขอให้ระงับการเผยแพร่หรือลบเนื้อหาที่ละเมิดได้โดยเร็ว และหากพบปัญหาหรือมีข้อขัดข้อง กรมพร้อมให้คำแนะนำและดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการระงับการเผยแพร่เนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์และการดำเนินการตามกฎหมาย โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงงานลิขสิทธิ์ประเภทภาพยนตร์ ซีรีส์ และคอนเทนต์ต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันช่องทางเหล่านี้ก็ถูกนำไปใช้ในการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งมีรูปแบบที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน ส่งผลให้การติดตาม ตรวจสอบ และระงับการเผยแพร่เป็นความท้าทายที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว กรมจึงเร่งร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องปรามและสกัดกั้นการเผยแพร่เนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์อย่างทันท่วงที ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และการประกอบธุรกิจในยุคดิจิทัล<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260921e95e1ca27d0e39aa03eb5a611ce4122f104327.jpg' type='image/jpg' length='303247' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”โชว์ผลนำศิลปินไทยขายงานศิลปะ Kiaf SEOUL 2026 ผลตอบรับล้นหลาม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187006</link>
<guid isPermaLink="false">8358bcb2e271347a0a4123eba60eb5dc</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 10:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.5 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 669px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;โชว์ผลนำศิลปินไทยขายงานศิลปะ Kiaf SEOUL 2026 ผลตอบรับล้นหลาม<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาโชว์ผลงานนำศิลปินไทยเข้าร่วมจัดแสดงผลงานในงาน Kiaf SEOUL 2026 ที่เกาหลีใต้ ได้รับความสนใจจากผู้ชมและนักสะสมเป็นอย่างมาก สะท้อนผลงานศิลปะสามารถก้าวไปสู่ตลาดและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เผย MOLLY ขายได้มากสุด ยันเดินหน้าส่งเสริมและสร้างโอกาสให้กับศิลปินไทยต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำศิลปินไทยเข้าร่วมจัดแสดงผลงานในงาน &ldquo;Kiaf SEOUL 2026&rdquo; (Korea International Art Fair) ซึ่งเป็นมหกรรมศิลปะนานาชาติระดับโลกที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 2&ndash;6 ก.ย.2569 ณ ศูนย์การประชุม COEX กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ว่า ผลงานของศิลปินไทยที่นำไปจัดแสดงได้รับความสนใจจากผู้ชมและนักสะสมเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงสะท้อนมูลค่าของผลงานศิลปะไทย แต่ยังแสดงให้เห็นว่า เมื่อทรัพย์สินทางปัญญาถูกบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ผลงานสร้างสรรค์สามารถก้าวจากเวทีศิลปะไปสู่ตลาดและสร้างมูลค่าทางธุรกิจในระดับสากลได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลงานของศิลปินไทยที่นำไปจัดแสดงและได้รับความสนใจจากผู้ชมและนักสะสม อาทิ ผลงาน &ldquo;BETTER BOAT&rdquo; ของคุณนิสา ศรีคําดี (MOLLY) สร้างมูลค่าสูงถึง 1.6 ล้านบาท ผลงาน &ldquo;Score Changes, Love Doesn&#39;t คะแนนเปลี่ยน รักไม่เปลี่ยน&rdquo; ของคุณวิศุทธิ์ พรนิมิตร มูลค่า 1.5 ล้านบาท ผลงานชุด &ldquo;The Roommate 01&rdquo; และ &ldquo;The Roommate 02&rdquo; คุณธรรมธัช สายทอง (KARMS) มูลค่าชิ้นละ 6.5 แสนบาท ผลงาน &ldquo;Carousel Girl&rdquo; และ &ldquo;Duality&rdquo; ของ คุณวิษณุพงษ์ หนูนันท์ มูลค่าชิ้นละ 3.5 แสนบาท เป็นต้น<br />
ก่อนหน้านี้ กรมได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน จัดโครงการ &ldquo;ART UNIVERSE : จักรวาลแห่งการสร้างสรรค์ด้วยศิลป์&rdquo; เปิดพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะของศิลปินไทยหลากหลายรุ่น ณ Cloud 11 เมื่อเดือน ส.ค.2569 โดยรวบรวมผลงานกว่า 300 ชิ้น จากศิลปินชั้นครูระดับตำนาน เช่น อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี อาจารย์ทวี รัชนีกร เป็นต้น ไปจนถึงศิลปินรุ่นใหม่และศิลปินระดับโลกอย่าง Molly (Crybaby), MACKCHA, KARMS, SUNTUR และศิลปินหน้าใหม่อีกมากมาย พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายนักสะสมและภาคธุรกิจ ตลอดจนเปิดเวทีเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ก่อนต่อยอดโอกาสศิลปินไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ในงาน &ldquo;Kiaf SEOUL 2026&rdquo; ซึ่งการจัดกิจกรรมทั้งที่ไทยและสาธารณรัฐเกาหลี สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 100 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า การดำเนินโครงการ ART UNIVERSE เป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การเปิดเวทีในประเทศให้ศิลปินได้พบปะและเชื่อมโยงกับตลาดและภาคธุรกิจ ไปจนถึงการนำผลงานสร้างสรรค์ไทยออกสู่ตลาดระดับสากล ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการยกระดับและเตรียมความพร้อมให้กับนักสร้างสรรค์ไทย ผ่านการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการสิทธิ์และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะแนวคิด &ldquo;Art to Asset&rdquo; ที่ช่วยให้ศิลปินและผู้ประกอบการในแวดวงศิลปะมองเห็นคุณค่าของผลงานในฐานะทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถบริหารจัดการสิทธิ์เพื่อนำไปต่อยอดเป็นมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;​กรมจะเดินหน้าส่งเสริมให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มมูลค่างานศิลปะอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ทั้งในด้านการคุ้มครองสิทธิ์ การให้ความรู้และคำปรึกษา การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการเชื่อมโยงศิลปินกับภาคธุรกิจและตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ผลงานสร้างสรรค์ไทยได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม มีพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260921d310cb367d993fb6fb584b198a2fd72c104121.jpg' type='image/jpg' length='166297' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เยี่ยมชมพร้อมหารือผู้บริหารตลาดค้าส่ง Higreen ขอเพิ่มนำเข้าผลไม้ไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187005</link>
<guid isPermaLink="false">eeec1041d31ae3b587fa22725f737c86</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 10:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.4 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เยี่ยมชมพร้อมหารือผู้บริหารตลาดค้าส่ง Higreen ขอเพิ่มนำเข้าผลไม้ไทย<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เยี่ยมชมตลาดค้าส่งผลไม้ Higreen และหารือผู้บริหารถึงสถานการณ์ผลไม้ไทยในจีน พร้อมขอแรงสนับสนุนการนำเข้าต่อเนื่อง ยันไทยคุมเข้มคุณภาพมาตรฐานเต็มที่ และยังได้เข้าชมศูนย์ความร่วมมือด้านนวัตกรรม AI จีน-อาเซียน สบช่องขอแรงหนุนผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปไทยขยายตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ได้เดินทางเยี่ยมชมตลาดค้าส่งผลไม้ Higreen พร้อมด้วยนายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และคณะ โดยได้หารือกับนายเซี่ย จื่อหยิ่ง รองผู้จัดการใหญ่ของตลาด เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ผลไม้ไทยในตลาดจีน แนวทางในการส่งเสริมและผลักดันผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคชาวจีน และความร่วมมือในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทย</p>

<p>ทั้งนี้ ได้ขอให้ตลาด Higreen สนับสนุนการนำเข้าผลไม้ของไทยต่อไป โดยยืนยันว่าไทยจะควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของผลไม้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะทุเรียน และแจ้งว่าไทยยังมีทุเรียนพรีเมียมอย่างทุเรียน GI ภูเขาไฟศรีสะเกษ เป็นต้น สร้างความหลากหลายให้กับผู้บริโภค รวมทั้งได้เชิญชวนให้มาชมงาน Thaifex-Anuga Asia ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าด้านอาหาร เครื่องดื่มและบริการที่เกี่ยวเนื่องที่ใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย เพื่อชมและคัดเลือกสินค้าในกลุ่มผลไม้จากผู้ประกอบการไทยโดยตรง<br />
สำหรับตลาด Higreen ตั้งอยู่เขตเจียงหนาน เป็นตลาดค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2551 ภายในตลาดประกอบด้วย 6 โซน ได้แก่ 1.โซนขายสินค้าเกษตร 2.โซนขายสินค้าแปรรูป 3.โซนพื้นที่การจัดส่งสินค้า 4.โซนพื้นที่คลังเย็น 5.โซนพื้นที่การค้า E-commerce และ 6.โซนพื้นที่จัดแสดงสินค้า ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ค้าส่งในตลาด จำนวนกว่า 2,500 ราย และสมาชิกผู้จัดซื้อมากกว่า 20,000 ราย โดยในช่วง 8 เดือนปี 2569 ตลาดมีปริมาณผลไม้นำเข้าจากอาเซียนเกือบ 160,000 ตัน นำเข้าจากไทยมากที่สุด ปริมาณกว่า 105,000 ตัน เพิ่มขึ้น 14.88% คิดเป็นสัดส่วน 66% ของการนำเข้าทั้งหมด รองลงมา คือ เวียดนาม ปริมาณ 51,500 ตัน สัดส่วน 32.2% และยังให้ข้อมูลว่าผู้บริโภคจีนยังชื่นชอบบริโภคทุเรียนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ คณะยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ความร่วมมือด้านนวัตกรรม AI จีน-อาเซียน ที่เขตอู่เซี่ยง นครหนานหนิง มีพื้นที่ประมาณ 7.78 ตารางกิโลเมตร เปิดดำเนินงานระยะแรกเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2568 ประกอบด้วยพื้นที่สำคัญ ได้แก่ ศูนย์นิทรรศการ AI ศูนย์ประสานงานอาเซียน AI Factory ศูนย์บริการและสนับสนุนธุรกิจ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยได้ใช้โอกาสนี้หารือกับผู้บริหาร เพื่อเสนอให้มีความร่วมมือในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม AI สมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการบริหารจัดการภาคการเกษตรและการส่งออกของไทย เช่น เทคโนโลยีการดูแลสวนผลไม้ การควบคุมคุณภาพสินค้า ตลอดจนการพัฒนาช่องทางค้าปลีกและ E-commerce ยุคใหม่ พร้อมทั้งขอให้ทางศูนย์ช่วยสนับสนุน ให้โอกาส และจัดพื้นที่บ่มเพาะธุรกิจแก่ผู้ประกอบการและธุรกิจสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีของไทย ให้สามารถเข้ามาลงทุน จับคู่ธุรกิจ และขยายตลาดข้ามพรมแดนได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ศูนย์ดังกล่าว เป็นโครงการยุทธศาสตร์ของนครหนานหนิงและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เพื่อสร้างศูนย์กลางความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ระหว่างจีนกับประเทศสมาชิกอาเซียน โดยมุ่งเชื่อมโยงภาครัฐบาล ธุรกิจ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย นักลงทุน และผู้พัฒนาเทคโนโลยี AI เข้าด้วยกัน มีเป้าหมายสำคัญในการเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนของบริษัท AI จีน จุดเชื่อมโยงเทคโนโลยี AI ของจีนกับความต้องการของตลาดอาเซียน ศูนย์กลางการวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้ AI ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจและนวัตกรรม ตลอดจนเป็นแพลตฟอร์มสำหรับความร่วมมือด้าน AI ข้ามพรมแดน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026092154fbf38cf649866815e0fefc46a1f6c7103358.jpg' type='image/jpg' length='897808' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ถกทูตอินเดีย ลุย Co-Creation Co-Investment ในสาขาสองฝ่ายมีศักยภาพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186981</link>
<guid isPermaLink="false">7375cedb35c76a0dcf2472e1cc399201</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 10:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.3 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;ถกทูตอินเดีย ลุย Co-Creation Co-Investment ในสาขาสองฝ่ายมีศักยภาพ<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo; ถกเอกอัครราชทูตอินเดีย เดินหน้าขับเคลื่อนหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ลุยร่วมมือร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน (Co-Creation Co-Investment) ในสาขาที่ไทยและอินเดียมีศักยภาพร่วมกัน ทั้งสมุนไพรและเภสัชภัณฑ์ IT อาหารแปรรูป อุตสาหกรรมสีเขียว ยานยนต์ การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการต้อนรับ เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก และเห็นพ้องใช้เวทีประชุม JTC ติดตามความร่วมมือ ขับเคลื่อนการค้า &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับ นายปุนีต อัครวาล เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่า ไทยกับอินเดียเน้นย้ำความพร้อมที่จะร่วมมือกันในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ในการเป็น &ldquo;หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์&rdquo; พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ &ldquo;ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน (Co-Creation Co-Investment)&rdquo; ในสาขาที่ไทยและอินเดียมีศักยภาพ อาทิ สมุนไพรและเภสัชภัณฑ์ IT อาหารแปรรูป อุตสาหกรรมสีเขียว ยานยนต์ การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการต้อนรับ (hospitality) ด้วยการร่วมลงทุน ร่วมผลิต เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ไม่ใช่เพียงการส่งออกสินค้าไปยังตลาดทั้งสองฝ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้แจ้งกับเอกอัครราชทูตอินเดียว่า เมื่อต้นเดือน ก.ย.2569 ได้เดินทางไปเยือนอินเดีย และหารือกับนายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย ถึงการขยายความร่วมมือในรูปแบบ Co-Creation Co-Investment ในสาขาที่อินเดียมีความต้องการหรือมีทรัพยากรและไทยมีศักยภาพและสนใจที่จะลงทุน เพื่อเติมเต็มและได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยหลีกเลี่ยงสาขาที่แต่ละฝ่ายมีความอ่อนไหว โดยได้มอบหมายให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มดำเนินการร่วมกันโดยมีกระทรวงพาณิชย์ช่วยสนับสนุน ให้มีความคืบหน้าภายใน 45 วัน เพื่อนำร่องและให้เกิดต้นแบบ ซึ่งล่าสุดมีนักลงทุนไทย 5-6 รายแล้วที่แสดงความสนใจมีความร่วมมือกับอินเดียภายใต้แนวคิดดังกล่าว<br />
ขณะเดียวกัน เอกอัครราชทูตอินเดีย แจ้งว่า บริษัทอินเดียอยู่ระหว่างเตรียมการลงทุน Data Center ในไทย โดยหลายบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) กับบริษัทไทยแล้ว และยังได้ชักชวนให้บริษัทไทยเข้าไปลงทุนในอินเดียด้วย และทั้งสองฝ่ายยังเห็นตรงกันว่าจะใช้เวทีคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) เป็นกลไกในการติดตามการดำเนินความร่วมมือ ตลอดจนหารือเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าระหว่างกัน โดยเอกอัครราชทูตอินเดียแจ้งว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดียเสนอให้ที่ประชุม JTC จัดทำแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าวต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ด้านความร่วมมือภาคบริการ ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างดำเนินการเชื่อมโยงระบบชำระเงิน UPI ของอินเดียกับระบบ Promptpay ของไทย และได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้สกุลเงินท้องถิ่น บาท-รูปี เพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนทางการค้า และในส่วนของการฝึกอบรม การศึกษา อินเดียต้องการร่วมมือกับไทยในอุตสาหกรรม Hospitality ซึ่งไทยมีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ ตนจึงได้แจ้งว่าไทยพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมด้าน Hospitality และการฝึกอบรมในระดับอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะและบุคลากรในภาคบริการ ทั้งนี้ ในช่วงหลังของการหารือ เอกอัครราชทูตอินเดียขอให้ไทยสนับสนุนบุคลากรวิชาชีพของอินเดีย ได้แก่ นักบัญชี ผู้ตรวจสอบบัญชี และภาค IT เพื่อเข้ามาทำงานในประเทศไทยด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) การค้าระหว่างไทยกับอินเดีย มีมูลค่า 13,974.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.07% โดยไทยส่งออกไปอินเดีย มูลค่า 10,270.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากอินเดีย มูลค่า 3,704.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี และเงินแท่งและทองคำ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260921e85b79abfd76b7c13b1334d8d8c194a5101448.jpg' type='image/jpg' length='866334' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”นำผู้ประกอบการไทย 109 ราย โชว์งาน CAEXPO หนานหนิง มั่นใจยอดปัง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186954</link>
<guid isPermaLink="false">253913befc5346904f5fe7a83ba90f28</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 09:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.2 - Copy 7.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;นำผู้ประกอบการไทย 109 ราย โชว์งาน CAEXPO หนานหนิง มั่นใจยอดปัง<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo; ร่วมเปิดงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (CAEXPO) ครั้งที่ 23 ที่หนานหนิง นำผู้ประกอบการไทย 109 ราย จากกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพและความงาม แฟชันและเครื่องประดับ ของใช้และของตกแต่งบ้าน โชว์ศักยภาพ มั่นใจยอดขายปังแน่ พร้อมจัดแสดงสินค้าศักยภาพจากภาคอีสาน ที่กำลังจะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และเศรษฐกิจเชื่อมโยงไทย&ndash;อาเซียน&ndash;จีน และจัดสาธิตการทำอาหารไทย บริโภคคู่กับข้าวหอมมะลิไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมพิธีเปิดงานแสดงสินค้าอาเซียน-จีน ครั้งที่ 23 (The 23rd China-ASEAN Expo: CAEXPO) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมระหว่างประเทศ นครหนานหนิง ว่า ปีนี้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้นำผู้ประกอบการไทย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าบนพื้นที่ประมาณ 2,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นการเข้าร่วมเป็นครั้งที่ 22 ในรูปแบบ Pavilion of Commodity Trade มีคูหาหน่วยงานและผู้ประกอบการ 109 คูหา และมีสินค้าจัดแสดง ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม แฟชันและเครื่องประดับ สุขภาพและความงาม และของใช้และของตกแต่งบ้าน โดยมั่นใจว่าสินค้าจากผู้ประกอบการไทยจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เหมือนกับการนำเข้าร่วมงานในปีที่ผ่าน ๆ มา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการเข้าร่วมงาน ยังได้มีการนำเสนอภาพลักษณ์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ภายใต้คูหาจังหวัดมนต์เสน่ห์ของไทย (Pavilion of City of Charm) ที่นอกจากจะมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและเป็นประตูสู่อินโดจีนและจีนแล้ว ภาคอีสานของไทยยังมีความร่ำรวยทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม มาตั้งแต่อดีต มีความพร้อมทั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงมีการจัดแสดงสินค้าเด่น ได้แก่ ข้าวและธัญพืช อาหารปรุงรสและพร้อมทาน เครื่องดื่มและขนม ขบเคี้ยว สิ่งทอและของใช้ตกแต่ง สุขภาพและความงาม ของผู้ประกอบการในแต่ละจังหวัดรวมกว่า 80 รายการ<br />
ขณะเดียวกัน ได้มีการโปรโมตภาคอีสานของไทย ที่มีแนวโน้มยกระดับบทบาทเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และเศรษฐกิจเชื่อมโยงไทย&ndash;อาเซียน&ndash;จีน จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ อาทิ โครงการทางหลวงพิเศษและรถไฟความเร็วสูง ตลอดจนการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและด่านการค้าชายแดน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการค้าข้ามแดน สนับสนุนการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคการเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังได้เข้าเยี่ยมชมการจัดประชาสัมพันธ์เพื่อแนะนำกิจกรรมต่าง ๆ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และการจัดประชาสัมพันธ์ข้าวไทย โดยกรมการค้าต่างประเทศ ที่มีการจัดแสดงตัวอย่างข้าวไทยชนิดต่าง ๆ และสาธิตการหุงข้าวไทยควบคู่กับปรุงอาหารไทย โดยได้ร่วมกิจกรรมสาธิตการทำอาหารไทย และแจกให้กับผู้เข้าร่วมชมงานได้ทดลองชิมกับข้าวหอมะลิไทย ซึ่งสร้างความตื่นเต้น และรับรู้ถึงอาหารไทยและข้าวไทยเพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ร.ต.นายจักรากล่าวว่า ยังได้ใช้โอกาสนี้หารือกับนายเหวย เทา ประธานรัฐบาลเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดยได้ขอบคุณที่ให้การต้อนรับและให้เกียรติประเทศไทยในฐานะผู้ร่วมจัดงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (CAEXPO) มาโดยตลอด และไทยมุ่งมั่นที่จะใช้เวทีงานแสดงสินค้า CAEXPO เพิ่มพูนความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่เปิดกว้างร่วมกัน รวมทั้งได้ขอให้จีนพิจารณาอำนวยความสะดวก ลดหย่อนข้อกำหนดให้กับสินค้าสุขภาพและความงาม เนื่องจากการจดทะเบียน อย. ในจีน มีค่าใช้จ่ายและใช้ระยะเวลานาน และพิจารณาให้งานแสดงสินค้าเป็นพื้นที่เสรีแห่งการแลกเปลี่ยนสินค้าเพื่อทดลองตลาดต่อไป</p>

<p>ทั้งนี้ ไทยได้ใช้โอกาสนี้เสนอให้ไทยและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า โดยเฉพาะการเพิ่มปริมาณการค้า โดยขยายปริมาณการนำเข้า-ส่งออกในสาขาสำคัญ เช่น สินค้าเกษตร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การค้าเติบโต และเป็นไปในทิศทางที่สมดุล รวมถึงสนับสนุนการจัดงาน กิจกรรมส่งเสริมการค้า และขอให้ฝ่ายจีนส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรของไทย โดยได้ขอบคุณที่อำนวยความสะดวกในการนำเข้าผลไม้ไทย โดยเฉพาะผลไม้ไทยในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา และหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ไทยขอยืนยันว่าไทยให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานเป็นอย่างมาก ฝ่ายกว่างซีจ้วงจึงสามารถมั่นใจในระบบการควบคุมและตรวจสอบได้ อย่างไรก็ดี หากพบปัญหาโปรดแจ้งให้ทีมประเทศไทยทราบในโอกาสแรก เพื่อเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
พร้อมกันนี้ ได้เชิญชวนฝ่ายจีนและคณะผู้บริหารของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ งานแสดงสินค้าต่าง ๆ ที่จัดโดยกระทรวงพาณิชย์ที่มีตลอดทั้งปี เช่น งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ งานแสดงสินค้าโลจิสติกส์ โดยจะมอบหมายให้ทูตพาณิชย์หนานหนิง ประสานแจ้งให้ทราบในรายละเอียดต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202609213d522deaf85577451c01974654b36ad3093952.jpg' type='image/jpg' length='891677' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เจาะลึกสิทธิบัตรพลังงานหมุนเวียนรอบ 19 ปี จีนแชมป์ยื่นจดสูงสุด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186953</link>
<guid isPermaLink="false">515ac869105a0bcf677f985a2d742c9e</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 09:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1 - Copy 9.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เจาะลึกสิทธิบัตรพลังงานหมุนเวียนรอบ 19 ปี จีนแชมป์ยื่นจดสูงสุด<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์เทรนด์สิทธิบัตรกลุ่มเทคโนโลยี &ldquo;พลังงานหมุนเวียน&rdquo; ทั่วโลก ในรอบ 19 ปี มีจำนวนสูงถึง 760,245 ฉบับ และขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเร่งตัวอีกครั้ง เผยจีนขึ้นแท่นผู้นำ ครองสิทธิบัตรสูงสุด ตามด้วยญี่ปุ่น สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และเยอรมนี ส่วนการยื่นจดในไทยก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ ชี้ไทยมีโอกาสเข้าสู่ตลาด ผ่านการผลิตชิ้นส่วนและส่วนประกอบชั้นสูง การพัฒนานวัตกรรมย่อย และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบพลังงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีสิทธิบัตรทั่วโลก ในกลุ่มเทคโนโลยี &ldquo;พลังงานหมุนเวียน&rdquo; (Renewable Energy Technology) ในรอบ 19 ปี (2549&ndash;2567) จากฐานข้อมูลขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO&rsquo;s IP Statistics Data Center) พบสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนรวมกว่า 760,245 ฉบับ โดยจำนวนการยื่นคำขอเพิ่มขึ้นจาก 24,286 ฉบับในปี 2549 สู่ 50,209 ฉบับในปี 2567 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 4.1% ต่อปี โดยมีการเติบโตแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงเติบโตปี 2549&ndash;2555 ก่อนเข้าสู่ช่วงปรับฐานและชะลอตัวในปี 2556&ndash;2563 และกลับมาเติบโตแบบเร่งตัวอีกครั้งในปี 2564&ndash;2567 สะท้อนว่าภาพรวมเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ยังมีพื้นที่สำหรับการพัฒนาและต่อยอดอีกมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีบางกลุ่มที่ยังมีอัตราการเติบโตสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการยื่นสิทธิบัตรด้านพลังงานหมุนเวียนมีการกระจุกตัวสูงในประเทศที่มีฐานเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ประเทศที่ครองสิทธิบัตรสูงสุด อันดับ 1 จีน 234,595 ฉบับ อันดับ 2 ญี่ปุ่น 161,168 ฉบับ อันดับ 3 สหรัฐฯ 99,113 ฉบับ ซึ่ง 3 อันดับมีสัดส่วนรวมกันถึง 65% ของสิทธิบัตรพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก และหากรวมอันดับ 4 เกาหลีใต้ 83,942 ฉบับ และอันดับ 5 เยอรมนี 51,815 ฉบับ จะครอบคลุมสูงถึง 83% ของสิทธิบัตรทั้งหมด ทั้งนี้ จีนถือเป็นประเทศที่มีฐานคำขอสิทธิบัตรขนาดใหญ่และมีการเติบโตอย่างโดดเด่น มีจำนวนสิทธิบัตรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 1,283 ฉบับในปี 2549 สู่ 30,382 ฉบับในปี 2567 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 19.2% ต่อปี โดยในปี 2567 เพียงปีเดียว สิทธิบัตรจากผู้ยื่นชาวจีนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของโลก</p>

<p>นอกจากนี้ ยังมีประเทศที่น่าจับตามองอย่างสเปน ซึ่งแม้จะมีจำนวนสิทธิบัตรไม่มาก แต่มีอัตราการเติบโตสูง 12.6% ต่อปี รวมถึงเกาหลีใต้ที่น่าจับตามองในฐานะผู้เล่นรายใหญ่ที่ยังเติบโต โดยมีอัตราเติบโตประมาณ 1.9% ต่อปี ขณะที่ประเทศกลุ่มผู้นำอย่างญี่ปุ่น สหรัฐฯ และเยอรมนี กลับมีแนวโน้มการยื่นคำขอสิทธิบัตรลดลงอย่างชัดเจนในช่วงหลัง ๆ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระบบนวัตกรรมที่มีชาติตะวันตกและญี่ปุ่นเป็นฐาน ไปสู่ยุคที่จีนมีบทบาทนำในการกำหนดทิศทางเทคโนโลยีพลังงานของโลก<br />
นางอรมนกล่าวว่า เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน สามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ 1. กลุ่มเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดด้วยจำนวน 396,448 ฉบับ หรือประมาณ 52.1% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ ปัจจุบันอยู่ในระยะเติบโต (Growth Stage) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.4% ต่อปี โดยจำนวนการยื่นคำขอเพิ่มขึ้นจาก 9,572 ฉบับในปี 2549 เป็น 29,045 ฉบับ ในปี 2567 ตัวอย่างเทคโนโลยี เช่น องค์ประกอบชุดผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ อุปกรณ์แปลงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบที่เกี่ยวข้องกับชุดผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีฐานสิทธิบัตรขนาดใหญ่และมีการแข่งขันสูง ผู้เล่นหลักส่วนใหญ่จึงเป็นบริษัทเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำจากเอเชียและสหรัฐฯ โดยผู้ยื่นคำขอรายใหญ่ ได้แก่ Samsung Electronics จากเกาหลีใต้ 9,297 คำขอ Mitsubishi Electric จากญี่ปุ่น 5,102 คำขอ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company หรือ TSMC จากไต้หวัน 4,037 คำขอ LG Electronics จากเกาหลีใต้ 3,747 คำขอ และ Intel จากสหรัฐฯ &nbsp;3,501 คำขอ</p>

<p>2.กลุ่มเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงและไฮโดรเจน (Fuel Cells &amp; Hydrogen Technology) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองด้วยจำนวน 161,204 ฉบับ หรือประมาณ 21.2% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ จัดเป็นเทคโนโลยีในระยะที่เคยเติบโตเต็มที่และกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง (Mature Technology with Renewed Interest) แม้ในภาพรวมระยะยาวจะมีอัตราเติบโต -2.0% ต่อปี เนื่องจากเคยผ่านจุดสูงสุดในปี 2549 ที่ 10,870 ฉบับ แต่ช่วง ปี 2562&ndash;2567 ได้กลับมาขยายตัวบวกอีกครั้งที่ 2.0% ต่อปี จากแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยีไฮโดรเจนและการเปลี่ยนผ่านในภาคยานยนต์ ตัวอย่างเทคโนโลยี เช่น แบตเตอรีและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ระบบระบายความร้อนเซลล์เชื้อเพลิง โมดูลเซลล์เชื้อเพลิง เป็นต้น สำหรับผู้เล่นหลักกระจุกตัวในกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนชั้นนำ นำโดย Toyota Motor จากญี่ปุ่น 15,612 คำขอ Honda Motor จากญี่ปุ่น 6,222 คำขอ Robert Bosch จากเยอรมนี 5,464 คำขอ Hyundai Motor จากเกาหลีใต้ 5,459 คำขอ และ Nissan Motor จากญี่ปุ่น 3,113 คำขอ<br />
​<br />
3.กลุ่มเทคโนโลยีพลังงานลม (Wind Energy) มีจำนวน 124,254 ฉบับ หรือประมาณ 16.3% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ ปัจจุบันอยู่ในระยะเติบโต (Growth Stage) โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 4.5 เท่าจาก 2,001 ฉบับในปี 2549 เป็น 9,168 ฉบับในปี 2567 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8.8% ต่อปี ตัวอย่างเทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์แปลงไฟฟ้าจากพลังงานลม มอเตอร์และองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง กังหันลม/กังหันผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม เป็นต้น สำหรับผู้เล่นหลักส่วนใหญ่เป็นบริษัทผู้ผลิตกังหันลมและระบบวิศวกรรมพลังงานจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา นำโดย Vestas Wind Systems จากเดนมาร์ก 7,257 คำขอ Siemens Gamesa จากสเปน 3,922 คำขอ General Electric หรือ GE จากสหรัฐฯ 3,647 คำขอ Wobben Properties จากเยอรมนี 3,479 คำขอ และ Siemens AG จากเยอรมนี 2,932 คำขอ<br />
​<br />
4.กลุ่มเทคโนโลยีพลังงานน้ำ (Hydro Energy) มีจำนวน 68,770 ฉบับ หรือประมาณ 9.0% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ ปัจจุบันเข้าสู่ระยะเติบโตเต็มที่และทรงตัว (Mature / Stable Stage) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 4.4% ต่อปี ตัวอย่างเทคโนโลยี เช่น สถานีผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานคลื่นทะเล ชุดแยกก๊าซไฮโดเจนจากน้ำ กังหันน้ำ/ชุดกังหันน้ำผลิตไฟฟ้า เป็นต้น สำหรับผู้เล่นหลักนำโดยบริษัทวิศวกรรมจากเยอรมนีอย่าง Voith Patent (672 คำขอ) ร่วมกับกลุ่มรัฐวิสาหกิจและสถาบันการศึกษาจากจีน ได้แก่ China Yangtze Power 439 คำขอ State Grid Corporation of China 405 คำขอ State Grid Xinyuan 331 คำขอ และ Zhejiang Ocean University 323 คำขอ<br />
5.กลุ่มเทคโนโลยีพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) มีขนาดเล็กที่สุดด้วยจำนวน 9,569 ฉบับ หรือประมาณ 1.3% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ เป็นเทคโนโลยีที่นำความร้อนจากใต้พื้นโลกมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ถือเป็นกลุ่มที่น่าจับตามอง เนื่องจากเป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเติบโตสูง (Emerging to Growth Technology) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงที่สุดที่ 9.3% ต่อปี ตัวอย่างเทคโนโลยี เช่น ระบบรักษาอุณหภูมิโดยใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นต้น ในกลุ่มนี้ถือเป็นพื้นที่เทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่มีผู้เล่นหลักและมีฐานสิทธิบัตรไม่หนาแน่น จึงยังมีโอกาสสูงสำหรับการวิจัยและพัฒนา</p>

<p>นางอรมนกล่าวว่า ​ในส่วนของไทย พบว่า ในช่วง 5 ปี (2564-ปัจจุบัน) มีสถิติการยื่นคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในไทยทั้งสิ้น 760 คำขอ แบ่งเป็นคำขอสิทธิบัตร 529 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 231 คำขอ โดยเป็นการยื่นจากผู้ยื่นต่างชาติ 476 คำขอ สัดส่วน 63% และผู้ยื่นไทย 284 คำขอ สัดส่วน 37% สำหรับผู้ยื่นต่างชาติที่มีจำนวนคำขอสิทธิบัตรสูงสุด ได้แก่ REC Solar Pte. Ltd. จากสิงคโปร์ 11 คำขอ Qualcomm Incorporated จากสหรัฐฯ 10 คำขอ Mitsubishi Heavy Industries Thermal Systems จากญี่ปุ่น 7 คำขอ Toyota Jidosha Kabushiki Kaisha จากญี่ปุ่น 6 คำขอ และ LG Chem, Ltd. จากเกาหลีใต้ 5 คำขอ ขณะที่ผู้ยื่นไทยที่มีจำนวนคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสูงสุด นำโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 18 คำขอ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 6 คำขอ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 5 คำขอ ซึ่งนวัตกรรมที่ยื่นขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรในไทยครอบคลุมตั้งแต่ชุดผลิตไฟฟ้าและอุปกรณ์แปลงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรีและระบบระบายความร้อนเซลล์เชื้อเพลิง กังหันลม สถานีผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานคลื่นทะเล ชุดแยกก๊าซไฮโดรเจนจากน้ำ ไปจนถึงระบบรักษาอุณหภูมิโดยใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับโอกาสของผู้ประกอบการและผู้เล่นหน้าใหม่ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมไทย แม้การเข้าสู่ตลาดหลักที่มีความหนาแน่นทางสิทธิบัตรสูงอย่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือเซลล์เชื้อเพลิงโดยตรงจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมียักษ์ใหญ่ครองตลาดอยู่แล้ว แต่ยังมีโอกาสเปิดกว้างใน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1.การวิจัยพัฒนานวัตกรรมย่อยและชิ้นส่วนขั้นสูง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาส่วนประกอบย่อย อุปกรณ์ต่อพ่วง และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบพลังงาน (System Efficiency) เพื่อแทรกตัวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลก 2.การเจาะตลาดเทคโนโลยีศักยภาพใหม่ที่มีคู่แข่งน้อย โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) ซึ่งทั่วโลกมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดถึง 9.3% ต่อปี แต่ยังมีฐานสิทธิบัตรไม่หนาแน่น จึงเป็นโอกาสสำหรับไทยในการเร่งพัฒนาและสร้างทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี และ 3.การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ สถาบันศึกษา และภาคเอกชน ใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตรในประเทศเพื่อการต่อยอดเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการต่อยอดงานวิจัยจากหน่วยงานหลัก เช่น สวทช. และสถาบันการศึกษา นำไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของไทยอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260921cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075093751.jpg' type='image/jpg' length='501121' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ปลื้ม“Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” ช่วย SME ขายได้จริง ฟันยอด 571 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186800</link>
<guid isPermaLink="false">417bf002252dea7cd92e17fbe3ca1248</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 14:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0_8.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;ปลื้ม&ldquo;Boost up SMEs สู่ตลาด FTA&rdquo; ช่วย SME ขายได้จริง ฟันยอด 571 ล้าน<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;มอบเกียรติบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ 64 ราย ภายใต้โครงการ &ldquo;Boost up SMEs สู่ตลาด FTA&rdquo; ชูเป็นต้นแบบ SME ที่ใช้ประโยชน์จาก FTA ออกไปทำตลาดได้จริง เผยลุยตลาด 3 ประเทศ อินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ สร้างมูลค่าการค้า 571 ล้านบาท ชี้เป็นความสำเร็จจากจุดเล็ก ๆ ที่จะขยายใหญ่ขึ้นในอนาคต ยันเดินหน้าเป็นลมใต้ปีก ช่วย SME ขยายตลาดต่อไป</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ จำนวน 64 ราย ภายใต้โครงการ &ldquo;Boost up SMEs สู่ตลาด FTA&rdquo; พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &ldquo;FTA Fast Track เปิดมุมมอง สร้างโอกาส ต่อยอดธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก&rdquo; เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ว่า โครงการ &ldquo;Boost up SMEs สู่ตลาด FTA&rdquo; เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถของ SMEs และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อขยายตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการดำเนินโครงการ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมในเบื้องต้นประมาณ 450 ราย ก่อนคัดเลือกและพัฒนาอย่างเข้มข้น จนเหลือผู้ประกอบการที่สามารถเข้าสู่กระบวนการเปิดตลาดและเจรจาธุรกิจ จำนวน 64 ราย ซึ่งสามารถจับคู่ธุรกิจใน 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ รวมกว่า 170 คู่ และสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวมกว่า 571 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะแม้วันนี้จะมีผู้ประกอบการเพียง 64 ราย แต่หากไม่เริ่มจากจุดนี้ จะก้าวไปสู่ความสำเร็จที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร โดยทุก ๆ ความสำเร็จต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อน จึงขอแสดงความชื่นชมและยินดีกับผู้ประกอบการทั้ง 64 รายที่ผ่านกระบวนการอย่างเข้มข้น และสามารถสร้างธุรกิจได้จริง<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ขอฝาก 3 มุมมองสำคัญให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด ได้แก่ 1.เปิดมุมมองให้กว้างกว่าตลาดเดิม โดยตลาดโลกยังมีโอกาสอีกมาก ผู้ประกอบการต้องมองหาตลาดใหม่ ๆ ทั้งในมิติของประเทศและการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละตลาด 2.ใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เต็มศักยภาพ เพราะ FTA เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายเล็ก โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเข้าใจตลาดและการปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ และ 3.ไม่หยุดเพียงการเปิดตลาด แต่ต้องต่อยอดและเติบโตในตลาดนั้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาสินค้า บริหารจัดการ และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;โลกยังเปลี่ยนต่อไป ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ทั้งความซับซ้อนและวิกฤตต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดอยู่แค่อินเดีย นอร์เวย์ หรือสวิตเซอร์แลนด์ เพราะโลกยังกว้างอีกมาก และกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าทำ FTA และเปิดตลาดให้มากขึ้น ผู้ประกอบการเองก็ต้องไม่หยุดนิ่ง เพราะสูตรที่เคยสำเร็จในอดีต อาจไม่ตอบโจทย์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ขอให้ผู้ประกอบการทั้ง 64 ราย ทำหน้าที่เป็น Role Model และแรงบันดาลใจให้กับ SMEs ไทย ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างความเชื่อมั่นว่าหากมีการพัฒนาศักยภาพและได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม SMEs ไทยก็สามารถก้าวออกสู่ตลาดโลกและประสบความสำเร็จได้ และกระทรวงพาณิชย์จะยังคงทำหน้าที่เป็นลมใต้ปีก สนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้ง สสว. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ในด้านแหล่งเงินทุน และการพัฒนาศักยภาพ<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้นำคณะผู้ประกอบการ SMEs ไทย เดินทางไปเปิดตลาด เจรจาจับคู่ธุรกิจ และสำรวจตลาดใน 3 ประเทศเป้าหมาย ได้แก่ อินเดีย นอร์เวย์ และสมาพันธรัฐสวิส โดยเกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจรวม 177 คู่ และสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวม 571,688,652 บาท แบ่งเป็นอินเดีย 91,839,900 บาท นอร์เวย์ 386,986,752 บาท และสวิตเซอร์แลนด์ 92,862,000 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับกลุ่มสินค้าที่ได้รับการตอบรับในตลาดเป้าหมาย ได้แก่ อาหารและเกษตรแปรรูป เกษตรนวัตกรรม อาทิ ข้าวไทยคุณภาพ ผลไม้อบแห้งพรีเมียม ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่ม อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง กลุ่มสุขภาพและความงาม เช่น สกินแคร์ เซรัม และผลิตภัณฑ์เวชสำอาง รวมถึงกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และอุตสาหกรรม เช่น เครื่องประดับและอัญมณี เฟอร์นิเจอร์ งานคราฟต์ สินค้าเด็ก ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไฟ LED<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดและศึกษาดูงานกับผู้ประกอบการชั้นนำในแต่ละประเทศ อาทิ ศูนย์ค้าส่ง LOTS Wholesale Solutions และเครือข่ายค้าปลีก US Dollar Store ในอินเดีย ผู้นำเข้าสินค้าเอเชียรายใหญ่ Asian Food ในนอร์เวย์ รวมถึงการนำเสนอสินค้าต่อ Category Manager ของ Migros บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ และศึกษาระบบโลจิสติกส์ของ DSV เพื่อสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือทางการค้าในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202609182d1ae7c1ac1a72c9c32559959e2dabc6143210.jpg' type='image/jpg' length='595121' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลุยร่วมมือเวียดนาม ดันเพิ่มการค้าสองฝ่าย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186799</link>
<guid isPermaLink="false">0f50fa0ebb768138a2a5ac694b42b7b9</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 14:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.7 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ลุยร่วมมือเวียดนาม ดันเพิ่มการค้าสองฝ่าย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือเซ็นทรัล จัดงาน Vietnamese Week in Thailand 2026 ฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ยันเดินหน้าร่วมมือการค้า การลงทุนต่อเนื่อง ตั้งเป้าดันมูลค่าการค้าสองฝ่ายเพิ่มเป็น 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ตั้งเป้าลุยลงทุน Co-Creation ร่วมมือผลิต ทำตลาดในประเทศที่สาม</p>

<p>ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน &ldquo;Vietnamese Week in Thailand 2026&rdquo; ภายใต้แนวคิด &ldquo;DISCOVER THE CHARM OF VIETNAM&rdquo; โดยมีนายฝั่ม เหวียต หุ่ง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย และน.ส.วัลยา จิราธิวัฒน์ ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วม ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17&ndash;20 ก.ย.2569 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย&ndash;เวียดนาม เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2569 และร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้กรอบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ปี 2569&ndash;2574 และการผลักดันเป้าหมายการค้าระหว่างสองประเทศให้แตะ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภายในงาน มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 61 บริษัท 61 คูหา นำสินค้าและผลิตภัณฑ์จากเวียดนามมาจัดแสดงและจำหน่าย ครอบคลุมสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าสุขภาพและความงาม สินค้าสำหรับเด็ก และของใช้ภายในบ้าน บนพื้นที่จัดแสดงรวม 520 ตารางเมตร เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคไทยได้สัมผัสสินค้าและเสน่ห์ของเวียดนาม พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศได้เชื่อมโยงทางธุรกิจ<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของไทยจะเดินหน้าร่วมมือกับเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการค้าและการลงทุน โดยในปี 2568 การค้าไทย-เวียดนามมีมูลค่า 23,629.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 13.07% ไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในอาเซียน และเวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในอาเซียน และอันดับ 6 ของไทยในตลาดโลก สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปเวียดนาม ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ตลอดจนทองแดงและของทำด้วยทองแดง โดยได้ตั้งเป้าหมายการค้าเพิ่มขึ้นเป็น 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการลงทุน จะมีการเดินหน้ายุทธศาสตร์ Co-Creation การร่วมมือผลิต ทำตลาดในประเทศที่สาม หลังจากที่ปัจจุบัน ไทยมีการลงทุนในเวียดนามครอบคลุมหลายสาขา อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม ปศุสัตว์ บรรจุภัณฑ์ พลังงานทางเลือก และธุรกิจค้าปลีก โดยกลุ่มเซ็นทรัล ก็เป็นหนึ่งในนักลงทุนไทยรายสำคัญในเวียดนาม มีบทบาทในการเชื่อมโยงสินค้า บริการ และผู้บริโภคของทั้งสองประเทศ</p>

<p>&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย และนครโฮจิมินห์ จะเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนามอย่างต่อเนื่อง และพร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของเวียดนาม เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในเวียดนาม และผู้ประกอบการเวียดนามในไทย&rdquo;ดร.กิริฎากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026091891c85f899e56014969935fefd68830b9143003.jpg' type='image/jpg' length='507516' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.แนะไทยลุยอาหารฟังก์ชัน-การแพทย์ หลังคนใส่ใจสุขภาพ เน้นซื้อของดี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186798</link>
<guid isPermaLink="false">99ad7a9d1dab70f6f2a1e4fd18ed7ddd</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 14:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.6 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>สนค.แนะไทยลุยอาหารฟังก์ชัน-การแพทย์ หลังคนใส่ใจสุขภาพ เน้นซื้อของดี<br />
สนค.เผยตลาดอาหารบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก กำลังเปลี่ยนผ่านจากเกมปริมาณไปสู่เกมมูลค่า หลังผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพภายใต้ค่าครองชีพที่จำกัด ชี้ผลจากความต้องการที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตมีการกล่าวอ้างด้านสุขภาพ (Health Claims) เพิ่มมากขึ้น แต่โปรตีนสูง ปราศจากกลูเตน หรือไม่มีน้ำตาล ได้กลายเป็นมาตรฐานขั้นต่ำแล้ว แนวโน้มต้องโฟกัสเจาะจุด ช่วยย่อยอาหาร เสริมภูมิคุ้มกัน สุขภาพสมอง และการเผาผลาญพลังงาน แนะไทยมีจุดแข็งยกระดับส่วนประกอบฟังก์ชัน อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ มั่นใจดันอาหารไทยสู่ตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตลาดอาหารบรรจุภัณฑ์ (Packaged Food) ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเกมปริมาณ (Volume Game) ไปสู่เกมมูลค่า (Value Game) ท่ามกลางยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพภายใต้ค่าครองชีพที่จำกัด โดยผู้บริโภคยุคนี้ยอมประหยัดงบมื้ออาหารทั่วไป เพื่อนำเงินไปทุ่มกับสินค้าที่ให้ผลลัพธ์ทางสุขภาพหรือประสบการณ์ที่คุ้มค่ากว่า หรือที่เรียกว่า การออมเพื่อนำไปซื้อความสุขหรือรางวัลให้ตัวเองแบบไม่ต้องรู้สึกผิด (Save-to-Splurge)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยจากการเติบโตของตลาดอาหารบรรจุภัณฑ์ดังกล่าว ทำให้ผู้ผลิต มีการกล่าวอ้างด้านสุขภาพ (Health Claims) โดยที่เป็นที่นิยม อาทิ โปรตีนสูง ปราศจากกลูเตน หรือไม่มีน้ำตาลเติมแต่ง ซึ่งได้กลายเป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำมากกว่าจุดขายระดับพรีเมียม จนเกิดภาวะเคลมเสื่อมค่า (Claim Devaluation) ที่ทำหน้าที่เพียงช่วยให้สินค้าสอบผ่านเกณฑ์พื้นฐาน ทำให้พลังการตั้งราคา (Pricing Power) จึงเริ่มกระจุกตัวอยู่กับเคลมที่เน้นผลลัพธ์เชิงสรีรวิทยา (Outcome-led) ที่ชัดเจน เช่น การย่อยอาหาร การเสริมภูมิคุ้มกัน สุขภาพสมอง และการเผาผลาญพลังงาน โดยการกล่าวอ้างประเภทนี้ ยังคงรักษาราคาพรีเมียมได้ดี เพราะตอบโจทย์จุดประสงค์การบริโภคที่เจาะจง<br />
ด้วยเหตุนี้ ทิศทางของตลาดอาหาร จึงก้าวเข้าสู่ยุคของการบริหารพอร์ตสินค้าที่เน้นมูลค่า ผู้ผลิตต้องวางกลยุทธ์ตามบทบาทของสินค้าให้ชัดเจน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ อาหารหลัก (Staples) ที่ต้องตอบโจทย์สุขภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้ (Affordable Wellness) เน้นคุณค่าทางโภชนาการธรรมชาติ เช่น ข้าวที่มีใยอาหารสูง ควบคู่กับการปรับสูตรลดสารปรุงแต่งที่โปร่งใสโดยไม่ตั้งราคาสูงเกินไป กลุ่มที่สอง คือ อาหารสูตรพิเศษและขนม (Formulated &amp; Indulgent) ที่เจาะตลาดอร่อยแบบไม่รู้สึกผิด (Healthy Indulgence) โดยนำเคลมเฉพาะทางมายกระดับเป็นพรีเมียม และควรสร้างเรื่องราวสุขภาพที่เป็นเอกภาพ เน้นจุดขายหลักเพียง 1-2 เรื่องเพื่อไม่ให้ข้อความซับซ้อนจนเกินไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจไทยควรเร่งดำเนินการเพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ คือ การยกระดับส่วนประกอบฟังก์ชัน (Functional Ingredients) โดยเร่งวิจัยและพัฒนาสารออกฤทธิ์จากพืชผลเกษตรและสมุนไพรไทย ให้ตอบโจทย์เคลมที่ระบุผลลัพธ์ชัดเจน (Outcome-led) ตัวอย่างเช่น การใช้มังคุดและมะพร้าวเป็นส่วนผสมต้านการอักเสบในผู้สูงอายุ การใช้สารสำคัญจากเห็ดเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน หรือการต่อยอดข้าวคาร์โบไฮเดรตต่ำที่อุดมด้วยใยอาหารเพื่อสุขภาพลำไส้และการเผาผลาญ โดยบูรณาการพัฒนาสูตรโภชนาการเฉพาะที่ใช้ส่วนผสมไทยเป็นฐาน และขยายส่วนแบ่งไปสู่ตลาดอาหารทางการแพทย์ (Medical Foods) ที่มีมูลค่าสูงในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ในโลกที่ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อเพียงแค่อาหาร แต่ซื้อผลลัพธ์ด้านสุขภาพและคุณค่าที่สอดคล้องกับความเชื่อ ความสำเร็จของสินค้าอาหารไทย จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้คำกล่าวอ้างให้มากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับการส่งมอบคุณค่าที่พิสูจน์ได้ หากประเทศไทยสามารถผสานจุดแข็งด้านวัตถุดิบ เกษตรกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และนวัตกรรม เข้ากับ Health Claims ที่น่าเชื่อถือและมาตรฐานความยั่งยืนได้ ก็จะสามารถเปลี่ยนกระแสผู้บริโภคยุคใหม่ให้เป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับการค้าอาหารไทยสู่เวทีโลกได้ในระยะยาว&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันมีข้อมูลจาก Euromonitor พบว่า ปริมาณการบริโภคอาหารบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกในช่วงปี 2563&ndash;2568 เติบโตเฉลี่ยเพียง 0.6% ต่อปี ขณะที่ผู้บริโภคกว่า 50% เชื่อมั่นว่าตนเองจะมีสุขภาพดีขึ้นภายในปี 2573 แม้ 46% จะยังยกให้ราคาต่ำ เป็นปัจจัยแรกในการตัดสินใจซื้อ แต่คุณสมบัติด้านสุขภาพและโภชนาการก็เป็นปัจจัยสำคัญรองลงมา ข้อมูลจาก Grand View Research พบว่า มูลค่าตลาดอาหารเพื่อสุขภาพกลับพุ่งทะยาน โดยมีมูลค่า 1.02 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 2.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2576 เพิ่มเฉลี่ย 9% ต่อปี ข้อมูลจาก Straits Research รายงานว่า อาหารฟังก์ชัน มีมูลค่าตลาด 359,810 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 และจะเพิ่มเป็น 634,190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2577 เพิ่มเฉลี่ย 6.5% ต่อปี และข้อมูลจาก Persistence Market Research รายงานว่า ส่วนประกอบฟังก์ชัน มีมูลค่า 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 คาดว่าจะโตถึง 190,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน ปี 2575 เพิ่ม 6.8% ต่อปี สำหรับอาหารทางการแพทย์ จะเพิ่มเป็น 40,740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2577 ซึ่งตัวเลขทั้งหมดนี้ ย้ำชัดว่าเม็ดเงินที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพื่อสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260918e95e1ca27d0e39aa03eb5a611ce4122f142752.jpg' type='image/jpg' length='946063' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”เผยเจรจา ART เข้าสู่ช่วงท้าย กำลังเร่งสรุปให้จบก่อนสหรัฐฯ ใช้มาตรา 301]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186686</link>
<guid isPermaLink="false">a264279ccd622efd79ad3cb228e30f5a</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 09:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.5 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 822px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยเจรจา ART เข้าสู่ช่วงท้าย กำลังเร่งสรุปให้จบก่อนสหรัฐฯ ใช้มาตรา 301<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ยันยังไม่มีกำหนดการหารือความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย&ndash;สหรัฐฯ (ART) ระหว่าง &ldquo;อนุทิน&rdquo; กับ &ldquo;ทรัมป์&rdquo; อย่างเป็นทางการ เหตุต้องการให้การเจรจาในระดับเจ้าหน้าที่ และมีรายละเอียดชัดเจนมากที่สุดก่อน เพื่อจัดทำข้อมูลและข้อเสนอให้ผู้นำ ยันการเจรจาเข้าสู่ช่วงท้ายการหารือแล้ว เป้าไทย คือ ต้องสรุปให้จบก่อนกระบวนการมาตรา 301 ของสหรัฐฯ จะเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป เพื่อจำกัดความเสี่ยงด้านภาษี ย้ำจะไม่ให้เกินกรอบ 19% ที่เคยเป็นตัวเลขเดิม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย&ndash;สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade : ART) ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันกำหนดการหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ จากเดิมที่คาดว่าจะมีการหารือในวันที่ 17 หรือ 18 ก.ย.2569 เพราะแนวทางของไทยต้องการให้การเจรจาในระดับเจ้าหน้าที่ และรายละเอียดของความตกลง ART มีความชัดเจนมากที่สุดก่อน เพื่อจัดทำข้อมูลและข้อเสนอสำหรับนำไปหารือในระดับผู้นำ โดยขณะนี้ทีมไทยแลนด์ ยังคงเดินหน้าเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) อย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านการหารือระดับเจ้าหน้าที่และระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การเจรจา ART มีความคืบหน้าอย่างมากและเข้าสู่ช่วงท้ายของการหารือแล้ว โดยประเด็นสำคัญส่วนใหญ่มีความชัดเจน เหลือเพียงการปรับแก้ถ้อยคำในร่างความตกลง และรายละเอียดบางส่วนที่ทั้งสองฝ่ายยังต้องหารือเพื่อให้ได้ข้อยุติ ซึ่งทีมเจรจายังคงเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยโจทย์สำคัญของไทย คือ การเร่งสรุปรายละเอียด ART ให้ได้ก่อนที่กระบวนการภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ จะเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป เพื่อจำกัดความเสี่ยงด้านภาษีและรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยไทยต้องการให้อัตราภาษีอยู่ในกรอบที่เคยหารือกัน และไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค หรือไม่เกิน 19%<br />
ส่วนกรณีที่สหรัฐฯ จะไม่ทำการค้ากับประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่สหรัฐฯ ตั้งใจอยู่แล้ว เพื่อปรับโครงสร้างดุลการค้ากับประเทศคู่ค้า โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในระดับสูง ทำให้การเจรจา ART มีความสำคัญต่อทั้งสองฝ่าย ขณะที่ไทยต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกและภาคการผลิตที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้อัตราภาษีของไทยสูงกว่าคู่แข่งจนส่งผลต่อคำสั่งซื้อและการลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เป้าหมายของไทยในการเจรจา ART คือ พยายามรักษาอัตราภาษีให้อยู่ในกรอบที่เคยหารือกัน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 19% และต้องไม่ทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เพราะหากไทยมีอัตราภาษีสูงกว่าคู่แข่งมาก จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และเพิ่มแรงกดดันต่อภาคการผลิตที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>สำหรับการเดินทางของนายกรัฐมนตรีและคณะไปสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 21&ndash;27 ก.ย.2569 มีภารกิจหลัก คือ การเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก ในฐานะผู้แทนประเทศไทย เพื่อกล่าวถ้อยแถลงและเข้าร่วมภารกิจในเวทีระหว่างประเทศ ส่วนการหารือนอกรอบกับผู้นำสหรัฐฯ ยังไม่มีกำหนดการอย่างเป็นทางการ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260918d310cb367d993fb6fb584b198a2fd72c092556.jpg' type='image/jpg' length='658495' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกผู้นำเข้าข้าวออสเตรเลีย รับข่าวดี ต้องการซื้อข้าวไทยเพิ่มต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186684</link>
<guid isPermaLink="false">8a57fdebf1cc7c72562eac4544d1ce1f</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 09:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.4 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 713px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถกผู้นำเข้าข้าวออสเตรเลีย รับข่าวดี ต้องการซื้อข้าวไทยเพิ่มต่อเนื่อง<br />
กรมการค้าต่างประเทศใช้โอกาสเข้าร่วมจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงาน Fine Food Australia 2026 ณ เมืองเมลเบิร์น ออสเตรเลีย พบหารือผู้นำเข้าข้าว ได้รับข่าวดี ตลาดมีความต้องการข้าวไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากจำนวนร้านอาหารไทยที่มีมากกว่า 3,500 ร้าน และกลุ่มผู้บริโภคชาวเอเชียที่นิยมข้าวไทย และผู้บริโภคออสเตรเลียที่ใส่ใจสุขภาพ พร้อมมอบตราเครื่องหมายรับร้องข้าวไทยมะลิไทย ให้ร้านหญิงไทย 2 ร้าน Thai SELECT เป็นร้านแรกของภูมิภาคโอเชียเนีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในระหว่างการเข้าร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้า Fine Food Australia 2026 ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-3 ก.ย.2569 นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้ใช้โอกาสนี้พบหารือผู้นำเข้าข้าวออสเตรเลีย โดยได้หารือกับบริษัท Tangola Pty Ltd. และบริษัท Lam Brothers Pty Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้าที่มีการนำเข้าข้าวไทยและวัตถุดิบอาหารไทยอย่างต่อเนื่อง และได้รับรายงานว่ามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว แนวโน้มความต้องการนำเข้าข้าวไทย ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมการขยายตลาดข้าวไทยในตลาดออสเตรเลีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผลการหารือทำให้ทราบว่าตลาดข้าวไทยในออสเตรเลีย ยังมีโอกาสขยายตัวจากความต้องการใช้ข้าวสำหรับบริโภคโดยตรง จากธุรกิจร้านอาหารไทยที่มีจำนวนมากกว่า 3,500 ร้านทั่วออสเตรเลีย และกลุ่มผู้บริโภคชาวเอเชียที่นิยมบริโภคข้าวไทย อีกทั้งผู้บริโภคในตลาดออสเตรเลียมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับสุขภาพเพิ่มขึ้น การให้ข้อมูลคุณประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการสำหรับข้าวชนิดต่าง ๆ ของไทย รวมถึงข้าวสีเพื่อสุขภาพ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อ และผู้นำเข้าออสเตรเลียยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คุณภาพที่โดดเด่นของข้าวไทย ประกอบกับความสม่ำเสมอและความน่าเชื่อถือในการส่งมอบสินค้า ยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญที่จะสนับสนุนการขยายตลาดเข้าสู่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ของออสเตรเลียในระยะต่อไป<br />
สำหรับงานแสดงสินค้า Fine Food Australia 2026 เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย เป็นการเจรจาธุรกิจ (B2B) ระหว่างผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ตัวแทนจัดจำหน่าย และผู้ประกอบการร้านอาหาร มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้ากว่า 900 ราย จาก 35 ประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐฯ แคนาดา บราซิล เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ ฟิจิ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย และมีผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 18,000 ราย</p>

<p>โดยในปีนี้กรมได้จัดแสดงนิทรรศการภายใต้คอนเซปต์ &ldquo;Think Rice Think Thailand&rdquo; เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างการจดจำคุณภาพมาตรฐานข้าวไทย และประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิไทยในฐานะสินค้าคุณภาพระดับโลกที่มีความโดดเด่นด้านรสชาติ ความนุ่ม และความหอมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงข้าวเพื่อสุขภาพชนิดต่าง ๆ เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายและกระตุ้นการบริโภคข้าวคุณภาพในตลาดสุขภาพของออสเตรเลีย รวมทั้งประชาสัมพันธ์เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นการสื่อสารทางการตลาดกับคู่ค้าและผู้บริโภคว่าเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่าเป็นสินค้าข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐานและมีแหล่งกำเนิดในประเทศไทย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า กรมยังได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครซิดนีย์ จัดกิจกรรมพบหารือผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในเมืองเมลเบิร์น จำนวน 2 ร้าน ได้แก่ ร้านหญิงไทย 2 และร้าน Thai Me Up Chapel St โดยกรมได้มอบประกาศนียบัตรเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยให้แก่ร้านหญิงไทย 2 ซึ่งเป็นร้าน Thai SELECT และเป็นร้านอาหารไทยแห่งแรกในประเทศออสเตรเลียและในภูมิภาคโอเชียเนียที่ได้รับการรับรองการใช้เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยดังกล่าว อันเป็นก้าวสำคัญในการสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณภาพของข้าวหอมมะลิไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าข้าวไทย จากการสังเกตบรรยากาศภายในร้าน พบว่า มีผู้บริโภคเข้าใช้บริการอย่างหนาแน่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการเชื่อมโยงระหว่างซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารไทยกับข้าวไทยที่ส่งเสริมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน ออสเตรเลียนำเข้าข้าวจากต่างประเทศปีละประมาณ 240,000 ตัน โดยนำเข้าข้าวจากไทยสูงเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 34% ของปริมาณข้าวที่นำเข้าทั้งหมด และแนวโน้มการส่งออกข้าวไทยไปยังออสเตรเลีย ยังคงมีโอกาสเติบโตได้ จากร้านอาหารไทยและกลุ่มผู้บริโภคชาวเอเชียที่นิยมบริโภคข้าวไทย รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพ โดยสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป คือ การคงรักษาคุณภาพมาตรฐานของข้าวไทย และศักยภาพในการส่งมอบสินค้าได้ตามสัญญาและตรงตามกำหนดเวลา ซึ่งกรมจะร่วมมือกับภาคเอกชนผู้ส่งออกข้าวไทยรักษาจุดแข็งดังกล่าวของไทยต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026091854fbf38cf649866815e0fefc46a1f6c7092358.jpg' type='image/jpg' length='371589' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”แสดงมุทิตาจิตผู้เกษียณอายุราชการพาณิชย์ ปี 69 ขอบคุณสร้างผลงานให้ประเทศ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186680</link>
<guid isPermaLink="false">d46c49cba9f5a93ab2a2389bfdde735c</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 09:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.3 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 641px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;แสดงมุทิตาจิตผู้เกษียณอายุราชการพาณิชย์ ปี 69 ขอบคุณสร้างผลงานให้ประเทศ<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;แสดงมุทิตาจิตแด่ผู้เกษียณอายุราชการ กระทรวงพาณิชย์ ประจำปี 69 จำนวน 102 ราย ขอบคุณที่ทุ่มเท สร้างผลงานด้านการค้า การพาณิชย์ให้ประเทศ และเป็นแบบอย่างให้กับบุคลากรรุ่นต่อไป พร้อมฝาก 3 ข้อคิด ขอให้เป็น นักสำรวจ นักเดินทาง และนักกายกรรม เพื่อก้าวสู่ชีวิตบทใหม่อย่างมีความสุข</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ได้เป็นประธานในงานแสดงมุทิตาจิตแด่ผู้เกษียณอายุราชการ กระทรวงพาณิชย์ ประจำปี 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรกระทรวงพาณิชย์ ร่วมแสดงความขอบคุณและมุทิตาจิตแก่ผู้เกษียณอายุราชการ ซึ่งจะครบกำหนดเกษียณในวันที่ 30 ก.ย.2569 โดยมีจำนวนผู้เกษียณอายุราชการของกระทรวงพาณิชย์ ประจำปี 2569 จำนวนทั้งสิ้น 102 ราย</p>

<p>&ldquo;วันนี้เป็นวันที่มีความหมายอย่างมากสำหรับผู้เกษียณอายุราชการ เพราะเป็นวันที่มีทั้งความยินดีและความเสียดายอยู่ในความรู้สึกเดียวกัน ยินดีกับพี่ ๆ ผู้บริหารและข้าราชการทุกท่านที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการจนเต็มเส้นทาง และกำลังจะออกไปดำเนินชีวิตในบทบาทใหม่ ขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียดายและคิดถึง เพราะทุกท่านได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และเวลาตลอดเส้นทางการทำงานให้กับกระทรวงพาณิชย์ แต่ท้ายที่สุดวันแห่งการเกษียณก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับและก้าวต่อไป<br />
โดยในช่วงเวลาต่อจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังต้องเผชิญกับความท้าทายและวิกฤตที่มีความซับซ้อนอีกมาก ซึ่งจะทำให้ภารกิจของกระทรวงพาณิชย์มีความหนักและท้าทายมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งสำคัญ คือ กระทรวงมีผู้บริหารและบุคลากรรุ่นพี่เป็นแบบอย่าง ทั้งในด้านความทุ่มเท การสร้างผลงาน และการสร้างชื่อเสียงให้กับกระทรวงพาณิชย์ จนได้รับความชื่นชมในหลายด้าน และสิ่งเหล่านี้จะเป็นต้นแบบให้บุคลากรรุ่นต่อไปนำไปสานต่อ</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า ขอชื่นชมนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่ทุ่มเททำงานและคำนึงถึงประโยชน์ของกระทรวงเป็นหลัก นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดูแลงานด้านต่างประเทศและได้ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิด โดยเป็นภารกิจที่มีความท้าทาย และได้ช่วยผลักดันงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ และน.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ทุ่มเททำงาน เดินทางปฏิบัติภารกิจในหลายพื้นที่ และขับเคลื่อนเป้าหมายด้านการส่งออกอย่างเต็มที่ เป็นแบบอย่างให้เห็นว่าทุกเวลานาทีมีคุณค่า</p>

<p>อย่างไรก็ตาม ขอฝากข้อคิดให้กับข้าราชการทุกท่านที่กำลังจะเกษียณใน 3 เรื่อง โดยเรื่องแรก ขอให้เป็น &ldquo;นักสำรวจ&rdquo; เพราะการเกษียณอายุราชการ ไม่ใช่การหยุดเดินของชีวิต แม้จะสิ้นสุดการทำงานในฐานะข้าราชการประจำของกระทรวงพาณิชย์ แต่ชีวิตยังมีเส้นทางอีกยาวไกล จึงอยากให้ทุกท่านไม่หยุดค้นหาและสำรวจบทบาทใหม่ ๆ ของชีวิต กำหนดเส้นทางที่ต้องการเดินต่อไป และสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัว และผู้อื่น<br />
เรื่องที่สอง ขอให้เป็น &ldquo;นักเดินทาง&rdquo; เพราะการเดินทางระยะยาว จำเป็นต้องรู้ว่าอะไรควรวางและอะไรควรเก็บติดตัวไป สิ่งที่ผ่านมาในการทำงานย่อมมีทั้งอุปสรรค ความท้าทาย และเรื่องที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง สิ่งเหล่านั้นสามารถทิ้งไว้เบื้องหลัง ขณะที่ความรู้สึกที่ดี ความประทับใจ ผลงานที่สร้างประโยชน์ ความภาคภูมิใจ คุณค่า ความทรงจำ และมิตรภาพ ควรเก็บเกี่ยวและนำติดตัวไปสู่เส้นทางใหม่ของชีวิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
เรื่องสุดท้าย ขอให้เป็น &ldquo;นักกายกรรม&rdquo; เพราะการเดินไปข้างหน้าของชีวิต จำเป็นต้องรักษาความสมดุลในหลายด้าน ทั้งสุขภาพ ครอบครัว และความสุขของตนเอง พร้อมเลือกทำสิ่งที่อยากทำ และมองเห็นความสุขเล็ก ๆ ที่อยู่รอบตัวในแต่ละวัน เพราะความสุขอยู่รอบตัวเรา อยู่ที่เราจะหยิบฉวยความสุขเหล่านั้นขึ้นมาหรือไม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอขอบคุณผู้เกษียณอายุราชการทุกท่าน สำหรับทุกช่วงเวลาที่มอบให้แก่กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงความทุ่มเท ความเสียสละ และคุณค่าที่ทุกท่านได้ร่วมกันสร้างไว้ พร้อมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ดลบันดาลให้ผู้เกษียณอายุราชการทุกท่านและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขกับทุกช่วงเวลาของชีวิตหลังเกษียณ และขอให้ท่านทั้งหลายภาคภูมิใจในสิ่งที่ได้ทำมา ก้าวต่อไปด้วยความสุขและความทรงจำที่ดี จากพวกเรากระทรวงพาณิชย์ทุกคน&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260918e85b79abfd76b7c13b1334d8d8c194a5091523.jpg' type='image/jpg' length='889070' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เอเปกเดินหน้ารับมือยุคดิจิทัล ดัน AI หนุนการค้า สร้างกฎ กติกา ป้องละเมิดออนไลน์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186679</link>
<guid isPermaLink="false">b332273bd883a00dac15591fb0a4d45b</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 09:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.2 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​เอเปกเดินหน้ารับมือยุคดิจิทัล ดัน AI หนุนการค้า สร้างกฎ กติกา ป้องละเมิดออนไลน์<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผยผลการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุนของเอเปก ที่จีน เห็นพ้องเดินหน้านำ AI มาใช้สนับสนุนการค้า เตรียมกฎ กติกา การค้ารับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ผลักดันตั้ง Asia-Pacific AI Center ส่งเสริมองค์ความรู้ระหว่างสมาชิก และชงรับมือการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาผ่านออนไลน์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Committee on Trade and Investment: CTI) ของเอเปก และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 17-28 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ณ เมืองต้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจ คือ การนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาใช้สนับสนุนการค้าและการลงทุน โดยสมาชิกได้แลกเปลี่ยนแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า พัฒนาขีดความสามารถ และสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนในภูมิภาค</p>

<p>ทั้งนี้ เอเปกยังเดินหน้าศึกษาการพัฒนาข้อบทที่สนับสนุนการใช้ AI ในความตกลงการค้าเสรีและความตกลงการค้าระดับภูมิภาคในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) เพื่อเตรียมกติกาการค้าให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน ยังผลักดันการจัดตั้ง Asia-Pacific AI Center เพื่อส่งเสริมนวัตกรรม พัฒนาทักษะและความปลอดภัยด้าน AI ตลอดจนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างสมาชิก<br />
ขณะเดียวกัน มีอีกประเด็นที่เอเปกให้ความสำคัญ คือ การรับมือกับสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาข้ามพรมแดน &nbsp;ซึ่งมีความท้าทายเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สมาชิกจึงได้หารือแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อป้องกันและรับมือกับสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยจะเดินหน้าหารือและพัฒนาความร่วมมือในเรื่องนี้ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความคืบหน้าเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมของเอเปกต่อการค้าในยุคดิจิทัล ทั้งการพัฒนากติกาที่รองรับ AI การนำเทคโนโลยีมาช่วยลดอุปสรรคทางการค้า และการเสริมสร้างความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนในภูมิภาคมากขึ้น&rdquo;น.ส.โชติมากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับหัวข้อหลักของการเป็นเจ้าภาพเอเปกของจีนในปีนี้ คือ &ldquo;Building an Asia-Pacific Community to Prosper Together&rdquo; ซึ่งมุ่งผลักดัน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเปิดกว้าง (Openness) นวัตกรรม (Innovation) และความร่วมมือ (Cooperation)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
เอเปกหรือกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐฯ และเวียดนาม โดยปี 2568 การค้าของไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจเอเปก มีมูลค่า 494,646.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนถึง 72.26% ของการค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออกไปยังเอเปก มูลค่า 237,581.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเอเปก มูลค่า 257,064.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202609183d522deaf85577451c01974654b36ad3091320.jpg' type='image/jpg' length='359850' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา 8 เดือน ปี 69 พุ่ง 53,794 คำขอ เพิ่ม 10.43%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186678</link>
<guid isPermaLink="false">8352107cbfcebaa70a5e6f1a3437f160</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 09:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1 - Copy 8.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา 8 เดือน ปี 69 พุ่ง 53,794 คำขอ เพิ่ม 10.43%<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ช่วง 8 เดือน ปี 69 มีจำนวน 53,794 คำขอ เพิ่ม 10.43% และมีการรับจดทะเบียนรวม 39,096 ฉบับ/รายการ เพิ่ม 7.88% ส่วนการยื่นจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ มีจำนวน 14,811 รายการ เพิ่ม 67.11% ยันเดินหน้านำเทคโนโลยีและ AI มาช่วยสนับสนุนการจดทะเบียน ควบคู่การผลักดันใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 8 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ส.ค.) มีการยื่นคำขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในไทย (เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์) รวม 53,794 คำขอ เพิ่มขึ้น 10.43% จากช่วงเดียวกัน ในปี 2568 ที่มี 48,715 คำขอ และมีการรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ในช่วง 8 เดือนของปี 2569 รวม 39,096 ฉบับ/รายการ เพิ่มขึ้น 7.88% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 36,241 ฉบับ/รายการ ส่วนลิขสิทธิ์ แม้จะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาเพียงประเภทเดียวที่ได้รับความคุ้มครองทันที ๆ สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่เจ้าของผลงานสามารถยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้กับกรมได้ โดย 8 เดือนของปี 2569 มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 14,811 รายการ เพิ่มขึ้น 67.11% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีการแจ้ง 8,863 รายการ</p>

<p>โดยรายละเอียดการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่าง ๆ ในช่วง 8 เดือนของปี 2569 ได้แก่ 1.​เครื่องหมายการค้า มีการยื่นคำขอ 40,360 คำขอ เพิ่มขึ้น 12.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 36,021 คำขอ กลุ่มสินค้า/บริการที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริการด้านค้าปลีก การขาย และการตลาด 4,878 คำขอ 2.ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ 4,784 คำขอ 3.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม 4,530 คำขอ 4.เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 3,645 คำขอ และ 5.ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช ธัญพืช เครื่องปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร 3,160 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 55% และต่างชาติ 45% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ฟ็อกซ์ ฟอร์มูเลท จำกัด 172 คำขอ 2.บริษัท ไดมิเทค (ประเทศไทย) จำกัด 160 คำขอ 3.บริษัท บอร์น อโกรไซเอนซ์ จำกัด 155 คำขอ 4.บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัด 94 คำขอ และ 5.บริษัท เอสทีม อินเตอร์เทรด จำกัด 80 คำขอ ซึ่งอันดับที่ 1-3 และอันดับที่ 5 ล้วนเป็นบริษัทด้านเคมีเกษตรครบวงจรของไทย ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในช่วง 8 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 28,944 เครื่องหมาย เพิ่มขึ้น 2.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 28,204 เครื่องหมาย<br />
2.สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีการยื่นคำขอ 5,542 คำขอ เพิ่มขึ้น 3.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 5,372 คำขอ กลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาเคมีสังเคราะห์ ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 692 คำขอ สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมด้านสุขภาพยังคงเป็นสาขาสำคัญที่มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง 2.นวัตกรรมด้านการสื่อสาร เช่น ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ระบบรับ&ndash;ส่งข้อมูลความเร็วสูง และอุปกรณ์สื่อสารอัจฉริยะ 499 คำขอ 3.นวัตกรรมแอนติบอดี้และยาชีววัตถุ เช่น แอนติบอดีเชิงรักษา วัคซีนชีววัตถุ และผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ 254 คำขอ 4.อุตสาหกรรมแมคโครโมเลกุล เช่น พลาสติก เรซิน 158 คำขอ และ 5.อุปกรณ์ทางการแพทย์ 144 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 13% และต่างชาติ 87% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นผู้ยื่นต่างชาติทั้งหมด ได้แก่ 1.บริษัท โตโยต้า จิโดชา คาบูชิกิ ไคชา จากญี่ปุ่น กลับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 ที่ 169 คำขอ 2.บริษัท ควอลคอมม์ อินคอร์ปอเรเต็ด จากสหรัฐอเมริกา 167 คำขอ 3.บริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 103 คำขอ 4.บริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 84 คำขอ และ 5.บริษัท ยูนิชาร์ม คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 60 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ในช่วง 8 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 3,760 ฉบับ เพิ่มขึ้น 14.92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 3,272 ฉบับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.อนุสิทธิบัตร มีการยื่นคำขอ 3,658 คำขอ เพิ่มขึ้น 18.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 3,086 คำขอ กลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม 458 คำขอ สูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน 2.ยาสมุนไพร 184 คำขอ สะท้อนความสนใจด้านสุขภาพและการนำองค์ความรู้ด้านยาไทยแบบดั้งเดิมมาพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ 3.ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ และการจัดการสารสนเทศ 165 คำขอ 4.อุปกรณ์ทางการแพทย์ 123 คำขอ และ 5.สารเคมีเกษตรและเคมีภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช 66 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 92% และต่างชาติ 8% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นหน่วยงานไทยทั้งหมด ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 116 คำขอ 2.มหาวิทยาลัยบูรพา 94 คำขอ 3.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ที่ 79 คำขอ 4.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 76 คำขอ และ 5.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เข้ามาติดในอันดับ 5 ที่ 74 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร ในช่วง 8 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 1,705 ฉบับ เพิ่มขึ้น 33.20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 1,280 ฉบับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีการยื่นคำขอ 4,234 คำขอ ลดลงเล็กน้อย 0.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 4,236 คำขอ แบบผลิตภัณฑ์ที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ลวดลายผ้า 514 คำขอ 2.รถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ที่ 407 คำขอ 3.บรรจุภัณฑ์ 380 คำขอ 4.เครื่องประดับ 361 คำขอ และ 5.อุปกรณ์ก่อสร้าง 226 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 66% และต่างชาติ 34% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยศิลปากร ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ที่ 122 คำขอ 2.มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 116 คำขอ 3.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ที่ 87 คำขอ และ 4.มหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีจำนวนคำขอเท่ากันที่ 69 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในช่วง 8 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 4,687 ฉบับ เพิ่มขึ้น 34.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 3,485 ฉบับ<br />
5.ลิขสิทธิ์ มีการยื่นแจ้งข้อมูล 14,811 ผลงาน เพิ่มขึ้น 67.11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 8,863 ผลงาน ผลงานที่มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.วรรณกรรม เช่น งานนิพนธ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 5,766 ผลงาน 2.ศิลปกรรม เช่น งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ 3,676 ผลงาน 3.ดนตรีกรรม 2,930 ผลงาน 4.สิ่งบันทึกเสียง 1,239 ผลงาน และ 5.โสตทัศนวัสดุ 973 ผลงาน สัดส่วนผู้ยื่นแจ้งข้อมูลผลงานลิขสิทธิ์ คนไทย 99% และต่างชาติ 1% สำหรับผู้ยื่นแจ้งข้อมูลมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท มิวซิกมูฟ จำกัด 665 ผลงาน 2.มหาวิทยาลัยมหิดล ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ที่ 474 ผลงาน 3.มหาวิทยาลัยขอนแก่น 293 ผลงาน 4.บริษัท เทโร มิวสิค จำกัด เข้ามาเป็นอันดับ 4 ที่ 137 ผลงาน และ 5.มหาวิทยาลัยทักษิณ 129 ผลงาน ทั้งนี้ ลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ โดยไม่ต้องยื่นจดทะเบียนกับกรม สถิติดังกล่าวจึงไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของงานสร้างสรรค์ไทยได้ทั้งหมด อย่างไรก็ดี กรมจะเดินหน้าส่งเสริมให้ศิลปินนักสร้างสรรค์เห็นความสำคัญของการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรม เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงเบื้องต้นในการแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในกรณีที่เกิดข้อพิพาท รวมทั้งเป็นช่องทางให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงผลงานและติดต่อขอใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์นั้นได้ง่ายขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะเดินหน้าพัฒนาระบบการคุ้มครองและให้บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ เชื่อมโยงข้อมูล และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ ควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้เจ้าของผลงานสามารถได้รับความคุ้มครองและนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260918cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075091121.jpg' type='image/jpg' length='717597' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เสริมแกร่งผู้ประกอบการภาคตะวันออก เตรียมความพร้อมลุยตลาดโลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186577</link>
<guid isPermaLink="false">e8f4ab607556d7f0d7f37df487fcf4e6</guid>
<pubDate>Thu, 17 Sep 2026 14:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.4 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เสริมแกร่งผู้ประกอบการภาคตะวันออก เตรียมความพร้อมลุยตลาดโลก<br />
กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้าไม่หยุด เสริมศักยภาพผู้ประกอบการภาคตะวันออก ที่ จ.ระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของ EEC เพิ่มพูนความรู้ เตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงการค้าโลก พร้อมจัดเวิรกชอปแบบจัดเต็ม ช่วยเรียนรู้ 4 ระบบงานดิจิทัล ที่ช่วยอำนวยความสะดวกการนำเข้า-ส่งออก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ตลาดต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา กรมได้จัดสัมมนา &ldquo;Winning in Trade : Turning Changes into Opportunities : Driving Success รู้ทันโลกการค้า สร้างโอกาส สร้างชัยชนะ&rdquo; ที่โรงแรมโนโวเทล ระยอง สตาร์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดระยอง โดยนำองค์ความรู้ เครื่องมือ และบริการด้านการค้าระหว่างประเทศ ไปสู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อช่วยต่อยอดสินค้า เพิ่มมูลค่า และเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก เพราะจังหวัดระยองถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ทั้งในด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการส่งออก อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการลงทุนและการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลังงาน ยานยนต์ เหล็ก รวมถึงอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป มีผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมสัมมนากว่า 200 คน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับไฮไลต์ของการสัมมนาในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการด้านสินค้าเกษตรนวัตกรรมร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ได้แก่ 1.ดร.ภณธกร วงศ์เจริญ อุปนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ในหัวข้อการเจาะเทรนด์ Future Food และโอกาสขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลก 2.น.ส.นวลลออ เทอดเกียรติกุล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อะโรแมติก ฟาร์ม จำกัด (Aromatic Farm) ถ่ายทอดแนวคิด Harmony Model &amp; Zero Waste เปลี่ยนของเหลือให้กลับมาสร้างมูลค่าและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน 3.นายกุลประทีป เคนเนท สุภัทรประทีป กรรมการผู้จัดการ บริษัท กินนร จำกัด ถ่ายทอดแนวทางการต่อยอด &ldquo;ข้าวก่ำล้านนา&rdquo; จากอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่สินค้าเกษตรนวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มและสามารถขยายตลาดต่างประเทศ และ 4.น.ส.วัลล์ธิดา รามสูต ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (API) กรมการค้าต่างประเทศ จะร่วมชี้ช่องทางการพัฒนาสินค้าเกษตรนวัตกรรม ตั้งแต่การนำงานวิจัยและความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอด ไปจนถึงการพัฒนาสินค้าไทยให้ตอบโจทย์ตลาดและเพิ่มโอกาสการแข่งขันในต่างประเทศ<br />
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้ร่วมเวิร์กชอปกับผู้เชี่ยวชาญจากกรม เพื่อเรียนรู้เทคนิคการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์สำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า ได้แก่ ระบบ SMART-I สำหรับการให้บริการออกหนังสือสำคัญการส่งออก-นำเข้า ระบบ ROVERs PLUS สำหรับการตรวจต้นทุนเพื่อขอรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และระบบ SMART C/O สำหรับการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินธุรกิจได้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การจัดสัมมนา Winning in Trade จังหวัดระยอง เป็นส่วนหนึ่งของการนำองค์ความรู้และบริการของกรมลงสู่ภูมิภาค เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูล เครื่องมือ และโอกาสทางการค้าได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพแวดล้อมการค้าโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยกรมพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัว เพิ่มมูลค่าสินค้า และใช้ประโยชน์จากระบบอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อก้าวสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026091754fbf38cf649866815e0fefc46a1f6c7144943.jpg' type='image/jpg' length='1354627' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.เตือนส่งออกปรับตัว หลัง EU เข้มบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่ออกแบบ ผลิต หลังใช้งาน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186561</link>
<guid isPermaLink="false">902bc0e25c8125de75e68d6c29facd2d</guid>
<pubDate>Thu, 17 Sep 2026 14:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.3 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>สนค.เตือนส่งออกปรับตัว หลัง EU เข้มบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่ออกแบบ ผลิต หลังใช้งาน<br />
สนค.เผยสหภาพยุโรป (EU) ประกาศใช้กฎระเบียบใหม่ ว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 12 ส.ค.69 กำหนดควบคุมบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่ออกแบบ ผลิต จนถึงการจัดการหลังใช้งาน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดของเสีย เป็นขยะ นำกลับมาใช้ใหม่ แนะผู้ผลิต ผู้ส่งออก ปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า สร้างแต้มต่อในการแข่งขัน ป้องกันส่งออกกระทบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นผู้นำในด้านนโยบายการค้าสิ่งแวดล้อม ภายใต้ข้อตกลงสีเขียวของยุโรป (European Green Deal) พบว่า ได้ยกระดับความเข้มงวดด้วยการประกาศใช้กฎระเบียบ Regulation (EU) 2025/40 (PPWR) ว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ ซึ่งได้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค.2569 ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของมาตรการทางการค้ารูปแบบใหม่ ที่นำประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมให้ผู้ผลิตต้องปรับตัวในการผลิตและส่งออกสินค้าให้มีความเหมาะสม เพื่อจำหน่ายในตลาดที่มีมูลค่าสูง โดยผู้ส่งออกต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบทางการค้า เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบรูปแบบใหม่ เข้าใจแนวโน้มตลาด และใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้ารูปแบบใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับ PPWR หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation คือ กฎระเบียบของ EU สำหรับควบคุมบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบและการผลิตไปจนถึงการจัดการหลังใช้งาน เป้าหมายหลัก คือ ทำให้บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่วางจำหน่ายใน EU สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ลดของเสีย เพิ่มการนำกลับมาใช้ใหม่ และใช้วัสดุที่สามารถเข้าสู่วงจรการผลิตใหม่ได้จริง แทนที่จะกลายเป็นขยะ ตลอดจนกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมกลางแก่สินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายในตลาดของสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างสมาชิกและป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม<br />
PPWR จะมาแทนที่กฎหมายบรรจุภัณฑ์ฉบับเก่า และกำหนดมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งสหภาพยุโรปสำหรับควบคุมคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัยสุขภาพและลดการปนเปื้อนสารเคมีที่เป็นอันตรายสิ่งแวดล้อมในหลายรูปแบบ อาทิ 1.การกำหนดปริมาณและความเข้มข้นของสารเคมีที่สุ่มเสี่ยง (Substances of Concern) 2.การจัดทำหลักเกณฑ์ตรวจสอบโลหะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และโครเมียม รวมถึง 3.การห้ามใช้สารเคลือบกันซึมประเภท PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหารทุกประเภท&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยมาตรฐานดังกล่าวจะถูกบังคับใช้กับบรรจุภัณฑ์สินค้าทุกรูปแบบ ทั้งบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เป็นการทั่วไป อย่างกล่องกระดาษ ถุงพลาสติก พลาสติกห่อสินค้า รวมไปถึงบรรจุภัณฑ์รูปแบบอื่นที่ถูกกำหนดตามกฎหมาย PPWR เช่น 1.บรรจุภัณฑ์บริการและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง (Service and Disposable Packaging) อาทิ แก้วกระดาษ ถุงกระดาษ แผ่นฟอยล์อะลูมิเนียม 2.สิ่งของที่เป็นองค์ประกอบเสริมของสินค้า (Ancillary Elements) อาทิ ป้ายห้อยสินค้า สติกเกอร์ติดบนสินค้า สติกเกอร์ฉลากสินค้า อุปกรณ์ประคองสินค้า 3.บรรจุภัณฑ์ที่เป็นหน่วยเดียวกับสินค้า (Single-serve units) อาทิ ถุงชาเยื่อกระดาษ แคปซูลกาแฟ และแคปซูลสำหรับชงเครื่องดื่มประเภทอื่น ๆ และ 4.บรรจุภัณฑ์สำหรับขนส่งสินค้าในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce Packaging) เป็นต้น ส่งผลให้กฎหมาย PPWR จึงเป็นกฎหมายควบคุมบรรจุภัณฑ์ทุกรูปแบบในห่วงโซ่อุปทานสินค้าทั้ง บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการขนส่งสินค้า บรรจุภัณฑ์สำหรับจัดจำหน่ายสินค้า บรรจุภัณฑ์สำหรับเก็บรักษาสินค้า ตลอดจนบรรจุภัณฑ์สำหรับใช้ในธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่มในตลาดของสหภาพยุโรป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า การบังคับใช้กฎระเบียบ PPWR อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย เนื่องจากสหภาพยุโรป เป็นตลาดส่งออกสำคัญต่อไทย โดยการส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรปในปี 2568 มีมูลค่า 26,491.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.45% คิดเป็นสัดส่วน 7.79% ของการส่งออกสินค้าของไทยในปี 2568 ซึ่งเป็นอันดับ 3 รองจาก สหรัฐฯ สัดส่วน 21.31% และจีน สัดส่วน 11.71% ตามลำดับ และในครึ่งแรกของปี 2569 การส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรปยังขยายตัวต่อเนื่อง 20% ด้วยเหตุนี้ สหภาพยุโรปจึงถือเป็นตลาดที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยกระจายความเสี่ยงของโครงสร้างการส่งออกของไทยที่กระจุกตัวในตลาดสหรัฐฯ และจีน อีกทั้งสหภาพยุโรปถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญต่อไทยในระยะยาว เนื่องจากเป็นตลาดที่กระทรวงพาณิชย์พยายามเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างกันให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงและแข่งขันตลาดในมูลค่าสูงได้อย่างทัดเทียมกับผู้ส่งออกในประเทศอื่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ระเบียบ PPWR ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกต้องเร่งปรับตัว โดยปรับเปลี่ยนสินค้าส่งออกให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป ตรวจสอบการใช้สารเคมีและโลหะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในการผลิตบรรจุภัณฑ์ ปรับปรุงการออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์สินค้าให้สามารถขนส่งสะดวก ตลอดจนปรับปรุงวัสดุในการผลิตบรรจุภัณฑ์สินค้าให้สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่ายและสอดคล้องกับแนวทางที่สหภาพยุโรปกำหนด เพื่อลดอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการส่งออก รวมถึงสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรป&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260917e85b79abfd76b7c13b1334d8d8c194a5142359.jpg' type='image/jpg' length='120238' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ค้าชายแดน-ผ่านแดน ก.ค.69 เพิ่ม 27.9% รวม 7 เดือนพุ่ง 1.34 ล้านล้าน เพิ่ม 12.9%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186489</link>
<guid isPermaLink="false">3b129bab429dda1078c6ba503cd05d2f</guid>
<pubDate>Thu, 17 Sep 2026 09:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.2 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 676px;" /></p>

<p>ค้าชายแดน-ผ่านแดน ก.ค.69 เพิ่ม 27.9% รวม 7 เดือนพุ่ง 1.34 ล้านล้าน เพิ่ม 12.9%<br />
กรมการค้าต่างประเทศเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ก.ค.69 มูลค่า 212,314 ล้านบาท เพิ่ม 27.9% ค้าชายแดนกับมาเลเซียมากสุด ตามด้วย สปป.ลาว และเมียนมา กับกัมพูชา มียอดนำเข้า 2.4 หมื่นบาท เป็นพัสดุไปรษณีย์สินค้าชุดแต่งกายสำหรับสตรีหรือเด็กหญิง ส่วนค้าผ่านแดน กับจีนสูงสุด ตามด้วยสิงคโปร์ เวียดนาม รวม 7 เดือนยอด 1,341,805 ล้านบาท เพิ่ม 12.9% ระบุทุเรียนส่งผ่านแดนไปจีน 7 เดือน ทะลุ 1 ล้านตัน มูลค่า 124,658 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ก.ค.2569 มีมูลค่า 212,314 ล้านบาท เพิ่ม 27.9% แยกเป็นการส่งออก 124,916 ล้านบาท เพิ่ม 35.5% และการนำเข้า 87,398 ล้านบาท เพิ่ม 18.4% ได้ดุลการค้า 37,518 ล้านบาท และยอดรวม 7 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่า 1,341,805 ล้านบาท เพิ่ม 12.9% เป็นการส่งออก 760,615 ล้านบาท เพิ่ม 10.4% การนำเข้า 581,189 ล้านบาท เพิ่ม 16.2% ได้ดุลการค้า 179,426 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เมื่อแยกการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือน ก.ค.2569 มีมูลค่า 81,282 ล้านบาท เพิ่ม 22.8% เป็นการส่งออก 44,879 ล้านบาท เพิ่ม 25.8% การนำเข้า 36,404 ล้านบาท เพิ่ม 19.3% ได้ดุลการค้า 8,475 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 40,605 ล้านบาท เพิ่ม 55.0% รองลงมา คือ สปป.ลาว 24,696 ล้านบาท เพิ่ม 10% และเมียนมา 15,982 ล้านบาท ลด 6.9% ส่วนกับกัมพูชา มียอดการนำเข้า 0.024 ล้านบาท เป็นพัสดุไปรษณีย์สินค้าชุดแต่งกายสำหรับสตรีหรือเด็กหญิง ที่ต้องชำระอากรปากระวาง ณ ด่านศุลกากรคลองใหญ่ จังหวัดตราด<br />
โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญในเดือน ก.ค.2569 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 4,422 ล้านบาท เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 1,746 ล้านบาท และน้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,715 ล้านบาท และยอดรวม 7 เดือนของปี 2569 การค้าชายแดน มีมูลค่า 512,314 ล้านบาท ลด 10.5% เป็นการส่งออก 291,120 ล้านบาท ลด 15.4% และการนำเข้า 221,194 ล้านบาท ลด 3.2% ได้ดุลการค้า 69,925 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน ก.ค.2569 มีมูลค่า 131,032 ล้านบาท เพิ่ม 31.3% เป็นการส่งออก 80,038 ล้านบาท เพิ่ม 41.6% และการนำเข้า 50,994 ล้านบาท เพิ่ม 17.8% โดยการค้าผ่านแดนกับจีน มีมูลค่าสูงสุด 72,830 ล้านบาท เพิ่ม 15.6% รองลงมา คือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 30,352 ล้านบาท เพิ่ม 137.5% และ 10,022 ล้านบาท เพิ่ม 58.0% ตามลำดับ</p>

<p>โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญในเดือน ก.ค.2569 ได้แก่ ทุเรียนสด 22,100 ล้านบาท เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 10,614 ล้านบาท และฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 9,982 ล้านบาท และยอดรวม 7 เดือนของปี 2569 การค้าผ่านแดนมีมูลค่า 829,490 ล้านบาท เพิ่ม 34.6% เป็นการส่งออก 469,496 ล้านบาท เพิ่ม 36.3% และการนำเข้า 359,995 ล้านบาท เพิ่ม 32.5% ได้ดุลการค้า 109,501 ล้านบาท ทั้งนี้ เฉพาะทุเรียนสด ส่งออกไปจีนช่วง 7 เดือน ปริมาณ 1,005,267 ตัน มูลค่า 124,658 ล้านบาท<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202609173d522deaf85577451c01974654b36ad3091252.jpg' type='image/jpg' length='1292266' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ไทยถกกาตาร์ร่วมมือเศรษฐกิจ เร่ง FTA ไทย-ศรีลังกา จับมือฮ่องกงลุย Co-creation]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186486</link>
<guid isPermaLink="false">5f7f3d41b42439d52c5fad457f3820da</guid>
<pubDate>Thu, 17 Sep 2026 09:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1 - Copy 7.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>ไทยถกกาตาร์ร่วมมือเศรษฐกิจ เร่ง FTA ไทย-ศรีลังกา จับมือฮ่องกงลุย Co-creation<br />
ไทยร่วมประชุมเวที Belt and Road Summit ครั้งที่ 11 ที่ฮ่องกง ชูแนวคิด &ldquo;กระจายการค้า ขยายความร่วมมือ เสริมศักยภาพ MSME&rdquo; พร้อมหารือกับกาตาร์ ดันร่วมมือเศรษฐกิจ ติดตามความคืบหน้า FTA ไทย-ศรีลังกา คาดบังคับใช้ต้นปี 70 และถกฮ่องกง ดันเพิ่มความร่วมมือในลักษณะ Co-creation ผลิตสินค้า ทำตลาดร่วมกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุม Belt and Road Summit ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ว่า งานนี้เป็นงานใหญ่ประจำปีที่จัดโดยฮ่องกง &nbsp;มีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐและภาคธุรกิจกว่า 6,000 คน และระดับรัฐมนตรีจากหลาย 10 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความร่วมมือต่าง ๆ และแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนร่วมกัน ซึ่งไทยได้ใช้โอกาสในการร่วมเสวนาเชิงนโยบาย ในหัวข้อ &ldquo;Building Resilient Trade and Investment Frameworks in a Diverse Global Landscape&rdquo; เน้นย้ำความสำคัญที่ทุกประเทศควรให้ความสนใจ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การกระจายความหลากหลาย ผ่านการหาพันธมิตรทางการค้า เพื่อสร้างความหลากหลายในการนำเข้า การส่งออก และการลงทุน 2.การสร้างความร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และ 3.การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม เพื่อเสริมศักยภาพให้ MSME สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้อย่างราบรื่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้หารือกับ Dr. Ahmad Mohammed Al-Sayed รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศแห่งรัฐกาตาร์ โดยเห็นว่าสองประเทศสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างกันได้ อาทิ SME การค้าดิจิทัล และ Medical Care และพร้อมสร้างความร่วมมือและขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกาตาร์ ซึ่งกาตาร์จะเป็นประตูการค้าไปยังประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ สองฝ่ายเห็นควรให้มีการหารือร่วมกันในระดับเจ้าหน้าที่ ถึงแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกันต่อไป<br />
ขณะเดียวกัน ได้หารือกับ Wasantha Samarasinghe รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า พาณิชย์ ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาสหกรณ์ของศรีลังกา โดยไทยได้ติดตามความคืบหน้าความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกา (SLTFTA) โดยศรีลังกาแจ้งว่า อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการกระบวนการภายในประเทศ และคาดว่า FTA ดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับได้ภายในต้นปี 2570 รวมทั้งต้องการที่จะสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาอาหาร โดยไทยแจ้งว่าไทยมีศักยภาพในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป จึงเห็นว่าสองประเทศอาจสร้างความร่วมมือระหว่างกันในอุตสาหกรรมดังกล่าวได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการหารือกับ Paul Chan Mo-po รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฮ่องกง ทั้งสองฝ่ายเห็นถึงโอกาสในการส่งเสริมการลงทุน การใช้ประโยชน์จากงานแสดงสินค้าต่าง ๆ ตลอดจนมาตรการสนับสนุน SME และช่องทางการขยายตลาด จึงเห็นว่าควรส่งเสริมความร่วมมือในลักษณะ Co-creation และมุ่งเน้นตลาดหรืออุตสาหกรรมที่เกื้อกูลกัน โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ T-Beauty และสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพสูง รวมทั้งยังหารือถึงความร่วมมือด้านการเงิน การศึกษา และธุรกิจการบิน ซึ่งฮ่องกงมีศักยภาพในระดับโลกและพร้อมให้การสนับสนุนไทย ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการบริการทางการแพทย์ Wellness และการท่องเที่ยว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260917cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075090940.jpg' type='image/jpg' length='1036126' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดระบบ DIP e-Exchange ยกระดับเชื่อมโยงข้อมูลไอพี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186341</link>
<guid isPermaLink="false">f99dbac2ef0e4406d1063c2f8575367c</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 13:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 27.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดระบบ DIP e-Exchange ยกระดับเชื่อมโยงข้อมูลไอพี<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดระบบ DIP e-Exchange ยกระดับการให้บริการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา อำนวยความสะดวกการรับส่งข้อมูล มีมาตรฐาน ปลอดภัย ตามกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล แจ้งหน่วยงานที่ใช้บริการผ่านระบบเดิม เปลี่ยนใช้ช่องทางใหม่ภายในวันที่ 30 ก.ย.69 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ยกระดับการให้บริการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา หรือระบบ DIP e-Exchange ผ่านเว็บไซต์ exchange.ipthailand.go.th เพื่อให้หน่วยงานที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกรม สามารถรับส่งข้อมูลผ่านช่องทางที่มีมาตรฐานเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการทำงานของภาครัฐ รองรับการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม และมีความมั่นคงปลอดภัยสอดคล้องตามกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ กรมได้เปิดให้บริการระบบ DIP e-Exchange เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ข้อมูลสิทธิบัตรที่ได้รับการจดทะเบียนหรือประกาศโฆษณาแล้ว ข้อมูลเครื่องหมายการค้าและเจ้าของสิทธิ์ ข้อมูลผลงานและผู้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ เป็นต้น ให้กับหน่วยงานนิติบุคคล ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และมีการดำเนินการด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น ใช้ในการตรวจสอบการมีอยู่ของทรัพย์สินทางปัญญาในการทำธุรกรรมกับภาครัฐและภาคเอกชน การส่งเสริมสินค้าและบริการให้มีมูลค่าสูงผ่านการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ใช้ประกอบการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาในการอนุมัติสินเชื่อให้แก่ SME ของสถาบันการเงิน การสืบค้นเพื่อใช้ในการพัฒนาวิเคราะห์วิจัยของทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนช่วยให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสามารถตรวจสอบสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา และสนับสนุนการพัฒนาบริการดิจิทัลของภาครัฐได้อย่างตรงจุด<br />
ทั้งนี้ ข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่เพียงข้อมูลทะเบียนของภาครัฐ แต่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งสนับสนุนการให้บริการประชาชน การวิเคราะห์เชิงนโยบาย และการพัฒนาบริการดิจิทัลในอนาคต และการมีช่องทางเชื่อมโยงที่ได้มาตรฐานและมีแนวทางด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ชัดเจน จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ประชาชนมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
สำหรับหน่วยงานที่ใช้บริการระบบ DIP e-Exchange และต้องการเปลี่ยนช่องทางการเชื่อมโยงจากระบบเดิม (api.ipthailand.go.th) มาเป็นระบบ DIP e-Exchange ได้อย่างต่อเนื่องและไม่หยุดชะงัก สามารถยื่นเรื่องขอใช้งานได้ที่เว็บไซต์ exchange.ipthailand.go.th ภายในวันที่ 30 ก.ย.2569 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงกรอกแบบฟอร์ม พร้อมจัดส่งเอกสารประกอบ ได้แก่ 1.หนังสือขอเชื่อมโยงข้อมูล 2.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) หากมี 3.แบบฟอร์มขอใช้บริการ และ 4.หนังสือรับรองมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ISO/IEC 27001 หรือนโยบายและแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของหน่วยงานมายังกรมทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;​การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ DIP e-Exchange ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาจะได้รับความคุ้มครองสูงสุดตามมาตรฐานสากล ทั้งยังช่วยวางรากฐานการเชื่อมโยงข้อมูลให้มีเสถียรภาพ และเอื้อต่อการนำข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอด ทั้งการพัฒนาบริการใหม่และการยกระดับบริการเดิม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมไทยได้อย่างแท้จริง&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260916a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c131905.jpg' type='image/jpg' length='329387' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย ส.ค.69 เพิ่ม 9.1% เจอแรงกดดันจากราคาพลังงาน ต้นทุนพุ่ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186322</link>
<guid isPermaLink="false">29f89cb7897bed417e7d36ed3e340a0e</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 11:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 28.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย ส.ค.69 เพิ่ม 9.1% เจอแรงกดดันจากราคาพลังงาน ต้นทุนพุ่ง<br />
สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ส.ค.69 เพิ่มขึ้น 9.1% เหตุฐานปีก่อนต่ำ ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ทรงตัวสูง ส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และค่าเงินบาทอ่อน กระทบต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบ ส่งผลให้สินค้าปรับเพิ่มขึ้น ทั้งหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คาดแนวโน้ม ก.ย.69 เพิ่มอีก</p>

<p>นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ส.ค.2569 เท่ากับ 115.4 เพิ่มขึ้น 9.1% โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาผู้ผลิตในภาพรวมของปีก่อนที่ต่ำ ราคาพลังงานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งของผู้ผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง และค่าเงินบาทที่อ่อนตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าบางประเภทปรับสูงขึ้น ทำให้สินค้าทุกหมวดปรับตัวสูงขึ้น ทั้งหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม</p>

<p>สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาผู้ผลิตที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง 8.3% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือก จากฐานราคาในปีก่อนที่ต่ำ หัวมันสำปะหลังสด จากปริมาณผลผลิตในตลาดที่มีน้อยตามการนำเข้าผ่านชายแดนที่ลดลง ยางพารา จากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องสูงขึ้น และผลปาล์มสด จากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลก ส่วนสินค้าที่ราคาปรับลดลง ได้แก่ ผลไม้ (ทุเรียน สับปะรด มะพร้าว) จากความต้องการในภาคการส่งออกที่ลดลง สุกรมีชีวิต ไก่เนื้อมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากความต้องการบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม<br />
หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่ม 23.9% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ตามทิศทางราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน และข้อจำกัดการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สินแร่โลหะ จากราคาตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ความกังวลด้านอุปทาน ประกอบกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง จากต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการทำเหมืองและการขนส่ง</p>

<p>หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่ม 6.9% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ และราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในตลาดโลกสูงกว่าปีก่อน กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก จากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะอุปทานที่ตึงตัวจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อวัตถุดิบผลผลิต ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ราคาปรับสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ (ทองคำ) ราคาปรับสูงขึ้นตามความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก</p>

<p>สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ก.ย.2569 คาดว่าจะจะขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น จากฐานของปีก่อนที่ต่ำ ประกอบกับราคาพลังงานในตลาดโลกที่คาดว่าจะยังคงผันผวนอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในภาพรวมมีแนวโน้มที่จะคงตัวอยู่ในระดับสูงไปอีกระยะหนึ่ง และยังมีผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาท อาจเพิ่มแรงกดดันต่อภาคการผลิตเพื่อการส่งออก ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนชะลอการปรับราคาสินค้า แม้ต้นทุนการผลิตโดยรวมจะสูงขึ้น เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและคงปริมาณคำสั่งซื้อจากตลาดปลายทาง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260916eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3110044.jpg' type='image/jpg' length='389971' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.ดัน “ใกล้เก็บเกี่ยว” ใช้เทคโนโลยี-AI เปลี่ยนแก้ปัญหาสู่บริหารล่วงหน้า นำร่องข้าว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186304</link>
<guid isPermaLink="false">61b1c8c5acec28c8efc1171c3b1cb6d2</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 09:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6aaa0463563bf.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​สนค.ดัน &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; ใช้เทคโนโลยี-AI เปลี่ยนแก้ปัญหาสู่บริหารล่วงหน้า นำร่องข้าว<br />
สนค. บริหารจัดการสินค้าเกษตรด้วยข้อมูล จัดทำระบบบริหารเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; ใช้เทคโนโลยีและ AI เปลี่ยนเกมจากตามแก้ปัญหาสู่การบริหารจัดการล่วงหน้า นำร่องสินค้าข้าว ก่อนผลผลิตข้าวนาปีออกสู่ตลาดปลายปีนี้ เผยจะเห็นข้อมูลทั้งหมด ตั้งแต่ผลผลิต แนวโน้มราคา ทำให้วางแผนบริหารจัดการได้ทันท่วงที เตรียมเปิดตัว และลงนาม MOU กับ 3 กระทรวงเพื่อร่วมกันขับเคลื่อน 30 ก.ย.นี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้จัดทำระบบบริหารเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; ตามโจทย์ที่ได้รับจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการยกระดับการบริหารสินค้าเกษตรของประเทศให้ก้าวไปไกลกว่าการติดตามสถานการณ์และแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้น โดยได้นำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ในการบริหารสินค้าเกษตรด้วยข้อมูลคาดการณ์ที่แม่นยำ เพื่อให้ภาครัฐเห็นสถานการณ์ได้เร็ว กำหนดมาตรการได้ตรงจุด ทันเวลา และเข้าถึงพื้นที่เสี่ยงได้อย่างแม่นยำ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยใกล้เก็บเกี่ยว จะเป็นเครื่องมือใหม่ที่จะเปลี่ยนข้อมูลจากสิ่งที่ใช้มองย้อนหลัง ให้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยมองไปข้างหน้า โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งด้านการผลิต พื้นที่เพาะปลูก ผลผลิต ตลาด และราคา เพื่อให้ภาครัฐเห็นสถานการณ์ได้เร็วขึ้น และมีเวลาเตรียมการก่อนที่สถานการณ์จะกลายเป็นปัญหา โดยเริ่มนำร่องกับข้าว ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ ก่อนผลผลิตนาปีทยอยออกสู่ตลาดในช่วงปลายปี<br />
&ldquo;สิ่งที่ สนค. กำลังทำ ไม่ใช่การสร้าง Dashboard ขึ้นมาอีกหนึ่งระบบ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารสินค้าเกษตร จากข้อมูลที่ใช้บอกว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว ไปสู่ข้อมูลที่ช่วยให้เราเห็นว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น ทั้งสถานการณ์ด้านการผลิต การตลาด ราคา ทำให้ภาครัฐมองเห็นสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และมีเวลาเตรียมมาตรการและบริหารสถานการณ์ได้เร็วขึ้น&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ใกล้เก็บเกี่ยว เป็นการทำงานร่วมกันของ 4 กระทรวง โดยวันที่ 30 ก.ย.2569 จะมีการเปิดตัวระบบ และมีการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อเชื่อมข้อมูล เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน ให้สามารถมองสถานการณ์และทำงานบนเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้ใกล้เก็บเกี่ยว เป็นมากกว่าระบบพยากรณ์ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ภาครัฐเห็นภาพเดียวกันและตัดสินใจได้เร็วขึ้น และจะช่วยเปลี่ยนวิธีทำงานของภาครัฐ จากตามสถานการณ์ไปสู่การเห็นล่วงหน้า จากรอแก้ปัญหาไปสู่การใช้ข้อมูลบริหารก่อนปัญหาจะมาถึง และเปลี่ยนบริบทการบริหารเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรสู่มิติใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรูปแบบการทำงานของใกล้เก็บเกี่ยว จะมีการบูรณาการข้อมูลข้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย ข้อมูลคาดการณ์ผลผลิตข้าวจากภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA ข้อมูลทะเบียนข้าวจากกรมส่งเสริมการเกษตร ข้อมูลราคารับซื้อข้าวเปลือกหน้าโรงสีจากกรมการค้าภายใน ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคข้าวจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และข้อมูลการค้าข้าวในตลาดโลกจากกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกันให้เห็นทั้งสถานการณ์ด้านผลผลิต ราคา และความต้องการของตลาด และมีการนำ AI มาวิเคราะห์และชี้เป้าตลาดที่มีศักยภาพและมีความต้องการข้าวมูลค่าสูง เชื่อมโยงข้อมูลฝั่งผลผลิต (Supply) กับความต้องการของตลาด (Demand) เพื่อให้การบริหารจัดการไม่ได้สิ้นสุดเพียงการคาดการณ์ว่าข้าวจะออกสู่ตลาดที่ไหน เมื่อไร เท่าใด แต่สามารถต่อยอดไปสู่การตอบโจทย์ว่า ข้าวเหล่านั้นควรเชื่อมโยงไปยังตลาดใด เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและรายได้ของเกษตรกร<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202609166ad413a72b3091b1c574499610cee77f095530.jpg' type='image/jpg' length='149302' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เดินหน้าช่วยศิลปิน คนทำเพลง รับมือการละเมิดลิขสิทธิ์ยุค AI]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186300</link>
<guid isPermaLink="false">6d1c59d43e7f71bcc42f837f430630db</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 09:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 28.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เดินหน้าช่วยศิลปิน คนทำเพลง รับมือการละเมิดลิขสิทธิ์ยุค AI<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าช่วยศิลปิน คนทำเพลง รับมือการละเมิดลิขสิทธิ์ยุค AI ที่สามารถเลียนแบบเสียงและผลงานได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถดูแลสิทธิ์ และใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างเหมาะสม แนะยื่นจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ เพื่อให้มีหลักฐาน เก็บรายละเอียดกระบวนการสร้างสรรค์ไว้ให้ครบถ้วน เพื่อยืนยันหากมีข้อพิพาทในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพร้อมเดินหน้าสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษาให้กับศิลปิน นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ นักดนตรี คนทำเพลง และผู้สร้างสรรค์ ในการปกป้องสิทธิ์และบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของตนเองอย่างครบวงจร เพื่อรับมือกับยุคที่เทคโนโลยี AI สามารถสร้างหรือเลียนแบบเสียงและผลงานได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผู้สร้างสรรค์รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถดูแลสิทธิ์ของตนเอง ลดข้อพิพาท และต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นโอกาสทางธุรกิจได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรณีที่ศิลปินถูกบุคคลอื่นใช้ AI สร้างหรือเลียนแบบเสียง ข้อพิจารณาภายใต้กรอบกฎหมายลิขสิทธิ์ อาจต้องดูว่า AI ถูกนำไปใช้อย่างไร โดยมีการนำส่วนหนึ่งส่วนใดของผลงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ไปใช้หรือไม่ เนื่องจากกฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองการแสดงออกทางความคิดที่ปรากฏเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรม เช่น เนื้อร้อง ทำนอง หรือการบันทึกเสียง หากมีการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็อาจเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์ได้ โดยหากพบการนำผลงานไปใช้กับ AI โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้สร้างสรรค์สามารถนำข้อเท็จจริงและหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาปรึกษากรม เพื่อพิจารณาสิทธิ์และแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมเป็นรายกรณีได้<br />
สำหรับแนวทางการป้องกัน กรมขอแนะนำให้ผู้สร้างสรรค์ยื่นแจ้งข้อมูลงานลิขสิทธิ์ไว้กับกรม โดยข้อมูลจะถูกรวบรวมไว้ในฐานข้อมูลกลาง ช่วยให้ผู้ที่ต้องการนำงานเพลงไปใช้ประโยชน์สามารถค้นหาข้อมูลและติดต่อเจ้าของสิทธิ์ได้โดยตรง อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นหลักฐานเบื้องต้นประกอบการยืนยันสิทธิ์ความเป็นเจ้าของและวันที่สร้างสรรค์ได้ โดยกรมมีระบบรับแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้สร้างสรรค์สามารถแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีค่าใช้จ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม จะต้องเข้าใจว่า งานเพลง มีโครงสร้างทรัพย์สินทางปัญญาที่ซับซ้อนกว่างานสร้างสรรค์ประเภทอื่น โดยเพลงหนึ่งเพลงอาจเกี่ยวข้องกับสิทธิ์หลายส่วน ทั้งลิขสิทธิ์ประเภทงานดนตรีกรรม เช่น เนื้อร้อง ทำนอง และการเรียบเรียงเสียงประสาน รวมถึงลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียง เช่น ไฟล์เสียง และสื่อบันทึกเสียง โดยการคุ้มครองลิขสิทธิ์จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อสร้างสรรค์ผลงานเสร็จ โดยไม่ต้องจดทะเบียนกับกรม โดยผู้สร้างสรรค์ควรจัดเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการสร้างสรรค์ไว้ให้ครบถ้วน เช่น ไฟล์ต้นฉบับ วันและเวลาที่สร้างผลงาน ร่างเนื้อร้องหรือทำนอง ไฟล์บันทึกเสียง รวมถึงหลักฐานการเผยแพร่ผลงานในช่องทางต่าง ๆ เพื่อช่วยยืนยันลำดับการสร้างสรรค์และข้อเท็จจริงหากเกิดข้อสงสัยหรือข้อพิพาทในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนชื่อศิลปิน ชื่อวงดนตรี ชื่อในวงการ โลโก้ และสัญลักษณ์ประจำวง ก็อาจนำมายื่นจดทะเบียนในรูปแบบเครื่องหมายการค้าได้ หรือแม้แต่เสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวก็อาจนำมาจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายเสียงได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความชัดเจนและการจดจำในฐานะอัตลักษณ์ของศิลปินหรือวงดนตรีแล้ว ยังเป็นอีกแนวทางที่ช่วยวางแผนการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยี AI และ Deepfake สามารถสร้างหรือเลียนแบบเสียงและภาพลักษณ์ได้อย่างสมจริง โดยเฉพาะเมื่อศิลปินมีการต่อยอดชื่อ เสียง หรือสัญลักษณ์ไปสู่ธุรกิจอื่น อาทิ การจำหน่ายสินค้าที่ระลึกการให้บริการด้านความบันเทิง หรือการอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้ชื่อหรือสัญลักษณ์ดังกล่าวในทางการค้า<br />
ทางด้านประเด็นการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ คือ การใช้ &ldquo;#&rdquo; (แฮชแท็ก, Hashtag) ซึ่งเป็นการใช้ข้อความสั้น ๆ สำหรับจัดกลุ่มเนื้อหาหรือติดตามกระแสในโซเชียลมีเดีย โดยการเป็นผู้ริเริ่มใช้แฮชแท็กก่อน ไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิ์ความเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิ์ผูกขาดในแฮชแท็กนั้นโดยอัตโนมัติ แต่หากข้อความดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้า ก็อาจมีประเด็นด้านสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าแยกต่างหาก และกรณีที่มีบุคคลอื่นสวมตัวตน หรือจงใจใช้ชื่อในวงการของศิลปินโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือก็อปปี้นามแฝงในวงการ หากมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายหรือต้องเสื่อมเสียประโยชน์จากการใช้ชื่อเดียวกัน อาจมีประเด็นทางกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องนอกเหนือจากกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ศิลปินอาจขอให้ศาลสั่งห้ามไม่ให้ใช้ชื่อนั้น ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและเงื่อนไขตามกฎหมายเป็นรายกรณี</p>

<p>กรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมเคียงข้างศิลปินและคนทำเพลง โดยเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) เพื่อตอบข้อสงสัยและให้คำแนะนำด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร ทั้งการคุ้มครองสิทธิ์ การต่อยอดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ การบริหารจัดการสิทธิ์ การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการดำเนินการเมื่อเกิดข้อพิพาท ซึ่งหากคู่กรณีประสงค์ที่จะหาทางออกร่วมกัน กรมยังมีบริการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีผู้เชี่ยวชาญของกรมทำหน้าที่เป็นคนกลางช่วยให้คู่กรณีสามารถหาทางออกร่วมกันได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้สนใจสามารถรับบริการต่าง ๆ ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ ชั้น 3 กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ Facebook: IPAC หรือสายด่วน 1368<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260916c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b093516.jpg' type='image/jpg' length='387125' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พูนพงษ์”ว่าที่ปลัดพาณิชย์คนใหม่ เปิด 9 ภารกิจเร่งด่วนขับเคลื่อนการทำงาน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186168</link>
<guid isPermaLink="false">7698840c7beae57321e9d7d4d3ef79e4</guid>
<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 15:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 685px;" /></p>

<p>​&ldquo;พูนพงษ์&rdquo;ว่าที่ปลัดพาณิชย์คนใหม่ เปิด 9 ภารกิจเร่งด่วนขับเคลื่อนการทำงาน<br />
&ldquo;พูนพงษ์&rdquo; ว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิด 9 ภารกิจเร่งด่วนขับเคลื่อนการทำงานสนับสนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต เตรียมลุยดูแลค่าครองชีพ สร้างความเป็นธรรมทางการค้า สร้างโอกาสให้ SME เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ เร่งเจรจา FTA ป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ยกระดับบริการภาครัฐให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย แก้ไข กฎ ระเบียบให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ และดูแลบุคลากร เผยปี 70 ได้งบ 8,500 ล้านบาท น้อยไป เมื่อเทียบกับภารกิจที่ต้องดูแลปากท้อง ผลักดันส่งออก ที่เป็นรายได้หลักของประเทศ ขอช่วยเพิ่มงบ จะทำให้ดูว่าทำงานได้อีกมากแค่ไหน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงนโยบายการทำงานในตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 ว่า เดิมทีจะแถลงนโยบายหลังจากรับตำแหน่ง แต่มีพี่น้องสื่อมวลชน สอบถามเข้ามามาก และขอนัดสัมภาษณ์พิเศษ ก็เลยแถลงเป็นทางการ ให้รับทราบโดยทั่วกัน เพราะนี่จะเป็นนโยบายที่จะใช้ในการขับเคลื่อนการทำงาน หลังจากที่รับตำแหน่งเต็มตัว โดยได้กำหนดไว้ทั้งสิ้น 9 ภารกิจเร่งด่วน เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง และใช้ในการรับมือกับกติกาการค้าโลกในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยนโยบายที่ 1 การดูแลค่าครองชีพ จะใช้มาตรการทางกฎหมายและกลไกทางการค้าเข้ามาบริหารจัดการไม่ให้ราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวันของประชาชนสูงเกินสมควรจนสร้างความเดือดร้อน ผ่าน 3 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.ควบคุมและติดตามราคาสินค้าที่มีความจำเป็น 2.ลดราคาสินค้าช่วยประชาชนผ่านมาตรการเชิงรุก เช่น ไทยช่วยไทย ลดภาระลดค่าครองชีพ 3.อุดหนุนและเพิ่มช่องทางการค้าออนไลน์ให้แก่ผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.สร้างความเป็นธรรมทางการค้าแก่ทุกภาคส่วน จะจัดระเบียบและกำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใสเติบโตไปด้วยกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบระหว่างกัน โดยเน้นการสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ทุนใหญ่ที่มีอำนาจทางการตลาดที่เหนือกว่ามาสร้างความได้เปรียบหรือกีดกันทางการค้าแก่ผู้ประกอบการรายเล็ก (SME) และดูแลไม่ให้เกิดการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกรจนขาดทุน เพื่อสร้างความสมดุลและเป็นธรรมให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึง การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบ<br />
3.สร้างโอกาสและเสริมศักยภาพ SME จะเข้าไปช่วยเหลือด้วยการ 1.เสริมแกร่งด้วยดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ ทั้งการเสริมสร้างความรู้และสนับสนุนให้ใช้ช่องทางออนไลน์ขยายตลาด การไลฟ์สดขายสินค้า และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า 2.ขยายช่องทางการตลาดและพื้นที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งของตนเองและแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ 3.ยกระดับการบริหารจัดการและการเงิน เช่น การเข้าไปช่วยพัฒนาร้านค้าปลีกดั้งเดิมให้เป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ 4.ส่งเสริมให้มีการส่งออกโดยใช้ประโยชน์จาก SME Pro-active ที่จะช่วยสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การเจรจาการค้า &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ จะยกระดับสินค้าจากเชิงปริมาณสู่นวัตกรรมและมูลค่าสูง เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยมายกระดับให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง เช่น อาหารแห่งอนาคต อาหารฟังก์ชัน และสารสกัดเพื่อการแพทย์ และยกระดับภาคบริการศักยภาพสูง เช่น ธุรกิจ Soft Power และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คอนเทนต์ไทย (ภาพยนตร์ ซีรีย์ แอนิเมชัน และเกม) ธุรกิจบริการทางการแพทย์และสุขภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.เร่งรัดการเจรจาการค้าสำคัญ เพิ่มเติมจาก FTA ที่ไทยมีอยู่แล้ว 17 ฉบับ กับ 24 ประเทศ โดยเฉพาะ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ให้ปิดดีลได้โดยเร็ว เพื่อขยายโอกาสทางการค้าเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป และจะเร่งเตรียมความพร้อมในการใช้ประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการสำหรับ FTA ใหม่ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ ทั้งไทย-ศรีลังกา ไทย-EFTA และไทย-ภูฏาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
6.ป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย จะเดินหน้าปราบปรามธุรกิจนอมินีและทุนต่างชาติผิดกฎหมาย โดยเน้นที่การตรวจเข้มป้องกันตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนนิติบุคคล การใช้เทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลช่วยวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจกลุ่มเสี่ยง คัดกรองบริษัทกลุ่มเสี่ยงและเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การตรวจสอบมีความสมบูรณ์สูงสุด และการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มงวด และการสกัดกั้นและทำลายสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อปิดประตูไม่ให้สินค้าที่ผิดกฎหมายเข้ามาทำลายเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งล่าสุดมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย 2569 มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ 23 หน่วยงานร่วมเป็นกรรมการ จะร่วมกันทำงาน และทำงานได้ต่อเนื่อง<br />
7.ยกระดับบริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย ปรับโฉมกระทรวงพาณิชย์สู่ดิจิทัลเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เน้นลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดต้นทุนผู้ประกอบการและประชาชนในการติดต่อราชการ สร้างความง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทย โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานราชการทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความรวดเร็วแล้ว ยังช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ส่งผลถึงการลดการเรียกรับผลประโยชน์ที่จะทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันด้วย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
8.แก้ไข กฎ ระเบียบ ให้ทันสมัย เอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบและคำสั่งที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมทั้งไม่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และไม่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
9.ดูแลและสนับสนุนการทำงานของบุคลากร ซึ่งจะถือเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุด เพราะไม่มีนโยบายใดจะสำเร็จได้เลยหากปราศจากคนซึ่งเป็นหัวใจและกำลังสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ กองทัพจะเดินหน้าและรบชนะได้ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ทั้งส่วนกลาง พาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ทั่วโลก ต้องได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างเต็มที่ การจัดทัพและวางคนให้เหมาะสมกับความสามารถ พร้อมทั้งส่งมอบเครื่องมือ ตัวช่วย และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ทุกคนทำงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ สำคัญที่สุด คือ ต้องมีระเบียบและกลไกรองรับที่ชัดเจน เพื่อคุ้มครองให้ข้าราชการและคนทำงานทุกคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยความสบายใจ โปร่งใส ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบย้อนหลัง และคนที่ตั้งใจทำงานจริงก็จะต้องได้รับการเชิดชูและเติบโตด้วยระบบคุณธรรม เพื่อให้ทุกคนมีพลังใจพร้อมรับใช้ประชาชนอย่างเต็มภาคภูมิ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานสำคัญ แต่ปัจจุบันมีบุคลากรจำกัด และงบประมาณน้อยมากเมื่อเปรียบกับภารกิจที่ต้องดำเนินการ โดยกระทรวงพาณิชย์มีบุคลากร 3,921 คน ได้รับงบประมาณปี 2570 วงเงิน 8,500 ล้านบาท จากที่ขอไป 15,000 ล้านบาท โดยงบที่ได้ ส่วนใหญ่เป็นงบบุคลากร ส่วนงบทำงานต้องบอกว่าได้น้อยไป บางกรมได้ 100 กว่าล้านบาท บางหน่วยงาน 200 กว่าล้านบาท แต่ภารกิจกระทรวงพาณิชย์ ต้องดูแลปากท้อง ดูแลส่งออก ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ ต้องขออนุญาตสำนักงานงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น เพราะถ้าได้งบมากขึ้น ก็จะทำงานได้มากขึ้น เพราะการทำงานบางงาน การขอความร่วมมือเพียงอย่างเดียว มันไม่ได้ มันต้องมีงบประมาณไปทำ ที่พูดมา ไม่ได้น้อยใจ แต่อยากให้เข้าใจ และขอความกรุณา ถ้าได้เงินมาเพิ่ม ก็จะเห็นผลงานกระทรวงพาณิชย์มากขึ้น แต่ตอนนี้ ได้มาเท่าไร ก็จะทำเต็มที่อยู่แล้ว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260915cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075152254.jpg' type='image/jpg' length='66970' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“สุนันทา”โชว์ผลงานปั๊มส่งออกปี 69 1.63 แสนล้าน ช่วยผู้ประกอบการ 3.14 แสนราย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185945</link>
<guid isPermaLink="false">b8598cedded0b12c70336ca327d95cac</guid>
<pubDate>Mon, 14 Sep 2026 15:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 12.jpg" style="width: 1000px; height: 851px;" /></p>

<p>​&ldquo;สุนันทา&rdquo;โชว์ผลงานปั๊มส่งออกปี 69 1.63 แสนล้าน ช่วยผู้ประกอบการ 3.14 แสนราย<br />
&ldquo;สุนันทา&rdquo;โชว์ผลการทำงานปี 69 ลุยจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก สร้างมูลค่าการค้าได้ 1.63 แสนล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการและผู้รับบริการ 3.14 แสนราย แถมประสบความสำเร็จในการบุกเจาะตลาดใหม่ สร้างโอกาสส่งออกให้สินค้ารายการใหม่ คาดปี 69 ยอดส่งออกทำได้ไม่ต่ำกว่าตัวเลข 2 หลัก ส่วนเป้าปี 70 กำหนดนัดหารือรัฐ เอกชน ทูตพาณิชย์ ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้</p>

<p>น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการส่งออก ปี 2569 การเตรียมความพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และการประเมินสถานการณ์และแนวโน้มการส่งออกปี 2570 โดยมีนางสุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และคณะผู้บริหารกรม เข้าร่วมว่า ในปีงบประมาณ 2569 กรมได้จัดกิจกรรมส่งเสริมและผลักดันการส่งออกกว่า 500 กิจกรรม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าการค้าได้กว่า 163,500 ล้านบาท มีผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า และผู้รับบริการทั้งในและต่างประเทศได้รับประโยชน์กว่า 314,500 ราย สะท้อนบทบาทของกรมในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดและคู่ค้าทั่วโลก ทั้งการจัดงานแสดงสินค้า การเจรจาธุรกิจ การนำคณะผู้แทนการค้าไปต่างประเทศ และการขยายช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่</p>

<p>&ldquo;การดำเนินงานของกรมในปี 2569 เป็นการทำงานตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งรักษาสมดุล ขยายตลาด และเพิ่มมูลค่า โดยให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง เร่งเปิดตลาดศักยภาพใหม่ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานและพันธมิตรทางธุรกิจในตลาดที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะเอเชียใต้ ลาตินอเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง&rdquo;<br />
ทั้งนี้ ยกตัวอย่างตลาดที่ประสบความสำเร็จ เช่น อินเดีย มีการนำคณะผู้บริหารและคณะผู้แทนการค้าเดินทางเยือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย&ndash;อินเดีย รวมทั้งขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ สร้างมูลค่าการค้าจากกิจกรรมในภูมิภาคเอเชียใต้แล้วกว่า 800 ล้านบาท ลาตินอเมริกา สร้างเครือข่ายและขยายตลาดสินค้าและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย โดยกิจกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยในบราซิลและเม็กซิโก เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจ 337 คู่ สร้างมูลค่าการเจรจาการค้าประมาณ 650 ล้านบาท เม็กซิโก จัดกิจกรรมสินค้าอาหารและไลฟ์สไตล์ เกิดการเจรจาการค้า 228 คู่ คาดการณ์มูลค่าภายใน 1 ปี 100 ล้านบาท</p>

<p>ส่วนแอฟริกาและตะวันออกกลาง ได้เร่งสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย ผ่านโครงการ Sourcing Forum from Middle East and Africa 2026 เชิญผู้นำเข้าจาก 2 ภูมิภาค จำนวน 33 บริษัท มาเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย 130 ราย คาดการณ์มูลค่าการเจรจาการค้าภายใน 1 ปี 890 ล้านบาท และยังนำผู้ประกอบการไทยไปขยายตลาดในเคนยา โมร็อกโก โกตดิวัวร์ เซเนกัล และแอฟริกาใต้ เกิดมูลค่าการเจรจาการค้ารวมหลายโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมได้เดินหน้าสร้าง New Initiatives เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และดิจิทัลคอนเทนต์ โดยจัดงาน Thailand Content Market 2026 (TCM) เป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 20&ndash;22 ก.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้า 9,792.4 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมงาน 6,731 ราย อุตสาหกรรมเกม ได้ส่งเสริมธุรกิจเกมไทยสู่ตลาดโลก ผ่านการเข้าร่วมงาน Gamescom 2026 และกิจกรรม Gamescom Asia x Thailand Game Show โดยในงาน Gamescom 2026 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 270.36 ล้านบาท พบคู่ค้าเป้าหมาย 994 ราย เป็นคู่ค้ารายใหม่ 673 ราย หรือร้อยละ 67.71<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การส่งออกไทยปี 2569 ผ่านมาแล้ว 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่า 231,530.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.17% ได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยี เครื่องจักร และอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center และ AI รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการผลิตโลก และยังมีสินค้าที่กรมผลักดันที่เติบโตได้ดี อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 มีมูลค่า 18,109.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 13.53% และผลไม้สด แช่เย็นและแช่แข็ง อันดับ 8 มีมูลค่า 5,665.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 11.99% โดยกรมคาดว่า การส่งออกปี 2569 น่าจะขยายตัวได้ในระดับตัวเลข 2 หลัก ส่วนปี 2570 กรมจะประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั้ง 58 แห่งทั่วโลกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการส่งเสริมการส่งออกให้สอดรับกับสถานการณ์ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ ก็ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ผ่านโครงการ TOPTHAI by DITP เปิดร้านบน Amazon UK เพื่อคัดสรรสินค้าและแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดสหราชอาณาจักร เพิ่มช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงผู้บริโภคต่างประเทศได้โดยตรง และสร้างโอกาสทางการค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ล่าสุด กรมยังได้รับ &ldquo;รางวัลเลิศรัฐ&rdquo; ระดับดีเด่น ประจำปี 2569 ในสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามผลงานที่ผ่านเกณฑ์ระดับดีเด่นจากการส่งผลงานเข้าประกวดทั้งหมดถึง 706 ผลงานทั่วประเทศ ในผลงาน &ldquo;DITP Open &amp; Connected : เปิดประตูสู่การค้าโลก&rdquo; &nbsp;สะท้อนถึงความสำเร็จในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการพัฒนางานบริการภาครัฐ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของกรมในการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้ประกอบการไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202609141679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc154544.jpg' type='image/jpg' length='68601' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ถกภาคเอกชน 5 กลุ่มประเทศ รับฟังข้อเสนอแนะ ยกระดับคุ้มครองไอพี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185824</link>
<guid isPermaLink="false">a2f7080ee02e627885ff22e13473c17b</guid>
<pubDate>Mon, 14 Sep 2026 10:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 21.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถกภาคเอกชน 5 กลุ่มประเทศ รับฟังข้อเสนอแนะ ยกระดับคุ้มครองไอพี<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน 5 กลุ่มประเทศ ที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ แลกเปลี่ยนข้อมูล มุมมองการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อนำมาปรับใช้ ทั้งการดำเนินการ การพัฒนากฎระเบียบ กฎหมาย ให้มีความทันสมัย และป้องกันการละเมิด</p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมได้เปิดเวทีสื่อสารและรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน 5 กลุ่มประเทศ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ร่วมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ รวมกว่า 80 ราย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองด้านการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการเปิดเวทีสื่อสารในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งมั่นยกระดับระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยสู่มาตรฐานสากล และสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใส เป็นธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าของสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และนักลงทุนต่างชาติในการเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย กรมจึงใช้เวทีดังกล่าวเป็นกลไกขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุก เพื่อให้เจ้าของสิทธิ์และผู้มีส่วนได้เสียจากประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้มีส่วนร่วมสะท้อนความเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกกับหน่วยงานภาครัฐไทยโดยตรง<br />
ในการประชุมครั้งนี้ ผู้แทนภาคเอกชนต่างประเทศได้ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อเสนอแนะด้านการดำเนินงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในหลายมิติ ทั้งในด้านการเร่งรัดและลดระยะเวลาจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้สิทธิ์ผ่านกระบวนการต่าง ๆ ตลอดจนการสื่อสารข้อมูลกฎระเบียบใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งกรมและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมรับฟังปัญหาและชี้แจงความคืบหน้าของการดำเนินงานและมาตรการต่าง ๆ ให้ภาคเอกชนต่างชาติได้รับทราบอย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้นำเสนอความคืบหน้าด้านการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยยกระดับมาตรการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปราบปรามสินค้าละเมิดในย่านการค้า แหล่งกักเก็บสินค้า และจุดผ่านแดน โดยในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค.2569 สามารถจับกุมและดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญารวม 672 คดี ยึดของกลาง 2,039,432 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 875.9 ล้านบาท และยังได้ยกระดับการป้องปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่านความร่วมมือ MOU กับเจ้าของสิทธิ์และแพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนำ นำมาตรการ Notice &amp; Takedown มาใช้เพื่อนำสินค้าละเมิดออกจากแพลตฟอร์มอย่างทันท่วงที ซึ่งดำเนินการไปแล้วกว่า 1,700 รายการ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการปิดกั้นเว็บไซต์ละเมิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม</p>

<p>นอกจากนี้ กรมยังได้หารือแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ทั้งการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบจดทะเบียนให้มีมาตรฐานและสะดวกรวดเร็ว การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้ทันสมัย การส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตลอดจนผลักดันแนวทางการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อใช้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน อันเป็นการสร้างระบบนิเวศทางการค้าที่เอื้อต่อการคุ้มครองและสร้างสรรค์นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาอย่างแท้จริง<br />
ขณะเดียวกัน ผู้แทนภาคเอกชน 5 กลุ่มประเทศ ได้แสดงความชื่นชมบทบาทการดำเนินงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยที่มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านความโปร่งใสและการเปิดพื้นที่รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมจะนำข้อมูลดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาระบบการคุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตลอดจนแก้ไขอุปสรรคที่ภาคธุรกิจและเจ้าของสิทธิ์เผชิญได้อย่างตรงจุดต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอขอบคุณผู้แทนภาคเอกชนจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สำหรับการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ โดยกรมเชื่อมั่นว่าความร่วมมืออันดีระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศจะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260914e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5101304.jpg' type='image/jpg' length='629413' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ต่างชาติลงทุนไทย 8 เดือน 835 ราย นำเงินเข้า 2.49 แสนล้าน จ้างงาน 5,863 คน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185812</link>
<guid isPermaLink="false">146120030daf77851b2144e411969120</guid>
<pubDate>Mon, 14 Sep 2026 09:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 26.jpg" style="width: 1000px; height: 707px;" /></p>

<p>​ต่างชาติลงทุนไทย 8 เดือน 835 ราย นำเงินเข้า 2.49 แสนล้าน จ้างงาน 5,863 คน<br />
คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ไฟเขียวต่างชาติลงทุนไทย 8 เดือน ปี 69 จำนวน 835 ราย เพิ่ม 22% นำเงินลงทุน 249,261 ล้านบาท เพิ่ม 11% จ้างงาน 5,863 คน เพิ่ม 20% เผยสิงคโปร์ลงทุนมูลค่ามากที่สุด ตามด้วยญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง สหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวในช่วง 8 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ส.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 835 ราย เพิ่มขึ้น 22% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 199 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิ์ตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 636 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 249,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% และมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 5,863 คน เพิ่มขึ้น 20%&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน 158 ราย คิดเป็น 19% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 43,803 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย ธุรกิจบริการติดตั้งระบบเตาเผาขยะมูลฝอย ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า, แม่พิมพ์ และชิ้นส่วนแม่พิมพ์ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.สหรัฐฯ 131 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,481 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Circuit Breaker, ระบบควบคุมการปฏิบัติงานด้วยสมองกลเอง เม็ดพลาสติก เป็นต้น<br />
3.สิงคโปร์ 112 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 73,368 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจผลิตไม้วีเนียร์ (Wood Veneer) ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการเทคนิค การโอนย้ายข้อมูล และการติดตั้งระบบบริหารจัดการผู้ใช้งานแบบรวมศูนย์ เป็นต้น ธุรกิจบริการวิเคราะห์และรายงานผลอัตราการเต้นของหัวใจที่ได้จากเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าของหัวใจแบบไร้สาย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ ชิ้นส่วนโลหะหล่อขึ้นรูป เครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.ญี่ปุ่น 112 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 53,780 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยให้คำปรึกษา แนะนำ และออกแบบเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิต ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติก ผลิตภัณฑ์จากผงโลหะอัด ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 84 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 16,682 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียมภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์กลุ่มภาพและเสียง, Multilayer Printed Circuit Board, เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรม เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 418 ราย คิดเป็น 50% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 835 ราย มูลค่าลงทุน 180,731 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Aircraft Engine Case, เครื่องจักรอัตโนมัติ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2.ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค 3.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่นบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ / แพลตฟอร์ม, บริการ Cloud Service เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services<br />
สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วง 8 เดือน ปี 2569 มีจำนวน 260 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 32% มีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 96,857 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 98 ราย ลงทุน 34,846 ล้านบาท ญี่ปุ่น 38 ราย ลงทุน 25,759 ล้านบาท ฮ่องกง 33 ราย ลงทุน 7,063 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 91 ราย ลงทุน 29,189 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจบริการติดตั้ง ซ่อมแซม บำรุงรักษาสินค้าประเภทโมดูลเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า, Multilayer Printed Circuit Board เป็นต้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เฉพาะเดือน ส.ค.2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย 99 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 22 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 77 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 30,053 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 634 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานก่อสร้างเตาเผาขยะ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเครื่องมือบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบไร้สาย และองค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อการทำงานอัตโนมัติ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนสิงหาคม 2569 ได้แก่ ธุรกิจบริการติดตั้งระบบเตาเผาขยะมูลฝอย ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า, เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ High Performance Lubricating Synthetic Esters เป็นต้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260914a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c093552.jpg' type='image/jpg' length='56827' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”คัดกาแฟและชา GI 8 รายการ โชว์ในงาน Thailand Coffee Fest 2026]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185809</link>
<guid isPermaLink="false">be2c5418ab9a2aa7b3d440c03ba25cbb</guid>
<pubDate>Mon, 14 Sep 2026 09:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 27.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;คัดกาแฟและชา GI 8 รายการ โชว์ในงาน Thailand Coffee Fest 2026<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือ The Cloud นำผู้ประกอบการกาแฟและชา GI จากทั่วประเทศ 8 รายการ เข้าร่วมงาน Thailand Coffee Fest 2026 เปิดโอกาสให้นักชิมได้ลิ้มลองรสชาติความอร่อย เพิ่มทางเลือกในการบริโภค และส่งเสริมโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการ ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ</p>

<p>นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้เปิดงาน &ldquo;Thailand Coffee Fest 2026&rdquo; ณ อิมแพค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา โดยปีนี้ กรมได้จับมือ The Cloud คัดสุดยอดกาแฟและชา ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากทั่วประเทศ จำนวน 8 รายการ มาจัดแสดงและเปิดโอกาสให้เหล่านักชิมได้ลิ้มลองรสชาติความอร่อย เพิ่มทางเลือกในการบริโภค และส่งเสริมโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ</p>

<p>สำหรับกาแฟและชาที่นำมาจัดแสดง 8 รายการ ได้แก่ 1.กาแฟเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่ กาแฟอาราบิกาจากดอยสูง มีเอกลักษณ์โดดเด่นเรื่องกลิ่นหอมของดอกไม้ป่า รสชาติกลมกล่อมและละมุนชวนดื่ม 2.กาแฟดอยช้าง จ.เชียงราย โดดเด่นด้วยรสชาติกลมกล่อมพร้อมกลิ่นหอมเข้มข้นเป็นเอกลักษณ์ มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล 3.กาแฟดอยตุง จ.เชียงราย ให้รสชาติกลมกล่อมสมดุลและกลิ่นหอมนุ่มนวลจากสายพันธุ์ลูกผสมบนเทือกเขานางนอน 4.กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน มอบมิติรสชาติที่ซับซ้อนด้วยกลิ่นหอมช็อกโกแลต ถั่ว ผลไม้ และมีความเผ็ดซ่าคล้ายสมุนไพรในตัว 5.กาแฟวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา นำเสนอการผสมผสานระหว่างอาราบิกาและโรบัสตา จนได้รสสัมผัสที่กลมกล่อม ละมุน นุ่มนวล ดื่มง่าย 6.กาแฟดงมะไฟ จ.นครราชสีมา ชูจุดเด่นของกาแฟอาราบิกาบนภูเขาดงมะไฟที่ให้รสชาติกลมกล่อมและมีกลิ่นหอมอโรม่าชวนสัมผัส 7.กาแฟเมืองกระบี่ เผยเสน่ห์ของกาแฟโรบัสตาพื้นเมืองด้วยรสชาติขม เข้มข้นสะใจ บอดี้หนักแน่น และ 8.ชารางแดงเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี ชา GI น้องใหม่ที่ให้สีน้ำชาเหลืองทอง พร้อมรสสัมผัสหอม หวานอ่อน ๆ ติดปลายลิ้น โดยไม่ฝาดและไม่ขม<br />
นอกจากนี้ ยังมีกาแฟที่เป็นว่าที่ GI อีก 4 รายการ ได้แก่ กาแฟมณีพฤกษ์น่าน กาแฟแม่จริมน่าน กาแฟเมืองปาน จ.ลำปาง และกาแฟปางขอน จ.เชียงราย นำมาร่วมจัดแสดงในงานนี้ด้วย</p>

<p>งาน Thailand Coffee Fest 2026 ถือเป็นมหกรรมกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 11 โดยรวบรวมผู้ประกอบการและผลิตภัณฑ์กาแฟจากหลากหลายพื้นที่มาไว้ในงานเดียว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทำความรู้จักและสัมผัสความหลากหลายของกาแฟจากแหล่งผลิตต่าง ๆ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้พบปะผู้ซื้อและคู่ค้า และต่อยอดความร่วมมือทางการค้าผ่านกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่งจะช่วยขยายตลาด เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า GI สร้างรายได้และโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>&ldquo;กาแฟและชา GI เป็นสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และเรื่องราวของแต่ละท้องถิ่น การนำเข้าร่วมงานในครั้งนี้ จะช่วยสร้างการรับรู้และส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกสนับสนุนสินค้า GI ช่วยให้คุณค่าของสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชุมชนผู้ผลิต กรมขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมอุดหนุนและเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกอบการ GI ได้ที่ GI Pavilion ณ ฮอลล์ 7 บูธ J01 อิมแพค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ถึง 13 ก.ย.2569&rdquo;นายวิโรจน์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260914eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3092917.jpg' type='image/jpg' length='946411' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”มอบประกาศนียบัตรผู้บริหารยุคใหม่ เผยปีนี้มีข้อเสนอพลิกเกม EV ไทย ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185806</link>
<guid isPermaLink="false">f82177fabd0be6bd71cad4eea2c12e9a</guid>
<pubDate>Mon, 14 Sep 2026 09:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 30.jpg" style="width: 1000px; height: 463px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;มอบประกาศนียบัตรผู้บริหารยุคใหม่ เผยปีนี้มีข้อเสนอพลิกเกม EV ไทย&nbsp;<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ปิดโครงการ &ldquo;การสร้างความเข้าใจประโยชน์ของ FTA สร้างเครือข่าย FTA Club&rdquo; รุ่นที่ 4 และหลักสูตร &ldquo;การค้าระหว่างประเทศสำหรับผู้บริหารยุคใหม่&rdquo; ปีนี้มีผู้เข้าอบรมและสำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรรวม 43 คน และมีข้อเสนอพลิกเกม EV ไทย จากความท้าทาย FTA อาเซียน-จีน ให้กับภาครัฐ</p>

<p>นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานในพิธีปิดโครงการ &ldquo;การสร้างความเข้าใจประโยชน์ของ FTA สร้างเครือข่าย FTA Club&rdquo; รุ่นที่ 4 และหลักสูตร &ldquo;การค้าระหว่างประเทศสำหรับผู้บริหารยุคใหม่&rdquo; (New International Commerce Course for Executives: NIC&sup2;E) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ว่า โครงการนี้ ดำเนินการในหลายกิจกรรม ครอบคลุมการอบรม Boot Camp การรับรู้ภารกิจกระทรวงพาณิชย์ หรือ MOC Open House การบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้สำคัญ อาทิ โอกาสทางธุรกิจภายใต้ความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) แนวคิด ESG แนวทางการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาธุรกิจ</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมหลักสูตรยังได้ศึกษาดูงาน ณ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น จำกัด ผู้ผลิตซอสปรุงรสตรา &ldquo;เด็กสมบูรณ์&rdquo; เพื่อเรียนรู้แนวทางการพัฒนากระบวนการผลิตตามมาตรฐานสากล การปรับภาพลักษณ์แบรนด์ (Rebranding) การทำตลาดสู่ผู้บริโภครุ่นใหม่ และการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกด้วย FTA ของไทย</p>

<p>ขณะเดียวกัน ผู้เข้าร่วมหลักสูตรยังได้ระดมสมองและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อกระทรวงพาณิชย์ ในหัวข้อ &ldquo;ยุทธศาสตร์พลิกเกม EV ไทย จากความท้าทาย FTA อาเซียน-จีน สู่การสร้างมูลค่าห่วงโซ่อุปทานด้วยยุทธศาสตร์ชิ้นส่วน และข้อเสนอการบูรณาการมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTMs)&rdquo; ซึ่งสะท้อนการนำองค์ความรู้จากหลักสูตรไปประยุกต์ใช้กับประเด็นเศรษฐกิจและการค้าของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>นอกจากนี้ มีความสำเร็จสำคัญของโครงการ คือ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระยะเวลา 5 ปี (2569-2574) ระหว่างกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เพื่อบูรณาการความร่วมมือด้านการพัฒนาผู้ประกอบการ การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการค้าและการลงทุน การสนับสนุนทางการเงิน การประชาสัมพันธ์ และการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมต่อยอดเครือข่าย FTA Club ภายใต้แนวคิด &ldquo;Train the Trainer&rdquo; เพื่อขยายผลองค์ความรู้และสร้างแต้มต่อทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย และ EXIM Bank ยังได้มอบกรมธรรม์ประกันการส่งออก EXIM for Small Biz ให้แก่ผู้สำเร็จการอบรมอีกด้วย</p>

<p>&ldquo;กระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าโครงการนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่เข้มแข็ง และมุ่งหวังให้ผู้ที่ได้ประโยชน์จาก FTA มาช่วยสนับสนุนผลักดัน SME ให้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตเพื่อส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ผ่านการอบรมจะเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เครือข่ายของตน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน&rdquo;นางปิยนุชกล่าว</p>

<p>สำหรับโครงการ FTA Club รุ่นที่ 4 ได้ดำเนินกิจกรรมอบรมและพัฒนาศักยภาพอย่างเข้มข้น ระหว่างวันที่ 4 ส.ค.-9 ก.ย.2569 มีผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และสื่อมวลชน เข้าร่วมและสำเร็จการอบรมและได้รับประกาศนียบัตรจำนวนทั้งสิ้น 43 คน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260914c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c092435.jpg' type='image/jpg' length='934873' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ดันเอกชนไทย-อินเดีย ลุย Co-creation ร่วมมือผลิต ทำตลาดประเทศที่สาม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185805</link>
<guid isPermaLink="false">8f9ab178ca21058c31c1a533bb22b88b</guid>
<pubDate>Mon, 14 Sep 2026 09:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 27.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;ดันเอกชนไทย-อินเดีย ลุย Co-creation ร่วมมือผลิต ทำตลาดประเทศที่สาม<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลการหารือภาคเอกชนไทย-อินเดีย เห็นพ้องเดินหน้า Co-creation หรือการร่วมสร้าง เปิดบทใหม่ความสัมพันธ์เศรษฐกิจ ร่วมมือกันผลิตสินค้า บริการ เปิดธุรกิจใหม่ ทำตลาดประเทศที่สาม นำร่องกำหนดสาขาอุตสาหกรรมที่จะร่วมกันภายใน 45 วัน ก่อนเดินหน้าความร่วมมือ</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเวที India&ndash;Thailand Regional Co-creation Partnership ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี หารือร่วมกับภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย และพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนอินเดีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ ปัญหาอุปสรรค และหาแนวทางต่อยอดความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และบริการ จากความสัมพันธ์แบบ &ldquo;คู่ค้า&rdquo; สู่ &ldquo;Co-creation&rdquo; หรือการร่วมสร้าง โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนภาครัฐ และภาคเอกชนไทย&ndash;อินเดียเข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ไทยและอินเดียจำเป็นต้องมองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในมิติใหม่ โดยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการซื้อขายสินค้า แต่ต้องนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาเชื่อมโยงและสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน โดยเฉพาะการทำให้ไทยและอินเดียเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ของกันและกัน อีกทั้งในปัจจุบัน การค้าระหว่างไทยกับอินเดียยังไม่สมดุล ไทยเป็นฝ่ายเกินดุล หากต้องการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว ทั้งสองประเทศต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันและมีความสมดุลมากขึ้น&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับแนวทางสำคัญของบทใหม่ความสัมพันธ์ไทย&ndash;อินเดีย จะไม่ใช่เพียงการนำสินค้าไทยไปขายในอินเดีย หรือให้อินเดียเข้ามาลงทุนในไทย แต่เป็นการนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมาเติมเต็มกัน ร่วมกันพัฒนาสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ ก่อนขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม เพราะไทยไม่ได้ต้องการเพียงขายสินค้าให้กับอินเดีย หรือให้อินเดียขายสินค้าให้กับไทย แต่ต้องการขายร่วมกับอินเดียไปสู่ตลาดโลก โดยใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยสาขาที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นความร่วมมือแบบ Co-creation ได้แก่ อาหารแห่งอนาคตและ Nutraceutical อาหารและความมั่นคงทางอาหาร เภสัชภัณฑ์ โลจิสติกส์และ Cold Chain พลังงานสีเขียว วัสดุก่อสร้างสีเขียว อุตสาหกรรมอวกาศ และบริการ โดยมีการหารือถึงการนำวัตถุดิบ เทคโนโลยี องค์ความรู้ และมาตรฐานของทั้งสองประเทศมาพัฒนาร่วมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสด้านบริการและระบบชำระเงิน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบ UPI ของอินเดียกับระบบการชำระเงินของไทย รวมถึงการส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น บาท&ndash;รูปี เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ขณะที่ด้านอุตสาหกรรมอวกาศ มีโอกาสต่อยอดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทยกับหน่วยงานของอินเดีย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและขยายตลาดร่วมกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;หัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ไทย&ndash;อินเดียในระยะต่อไป คือ Trusted Relationship และ Mutual Benefit โดยต้องมองหาสาขาที่สามารถทำงานร่วมกันได้ แม้แต่ละประเทศจะมีประเด็นที่มีความอ่อนไหวแตกต่างกัน แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ ๆ สามารถใช้จุดแข็งมาเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ของไทยและกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย จะร่วมกันกำหนดสาขาความร่วมมือสำคัญภายใน 45 วัน โดยพิจารณาจากข้อเสนอของภาคเอกชนและศักยภาพของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และหากสามารถกำหนดสาขาที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้ ก็มีโอกาสต่อยอดไปสู่การหารือความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี (Bilateral FTA) ระหว่างไทยกับอินเดียต่อไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260914c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b092131.jpg' type='image/jpg' length='1271462' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมทรัพย์สินทางปัญญาคว้า “รางวัลเลิศรัฐ” ปี 69 จากผลงานศูนย์บริการไอพีครบวงจร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185671</link>
<guid isPermaLink="false">9e80c36511171a687808409f35363d32</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 14:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 20.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>กรมทรัพย์สินทางปัญญาคว้า &ldquo;รางวัลเลิศรัฐ&rdquo; ปี 69 จากผลงานศูนย์บริการไอพีครบวงจร<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาคว้า &ldquo;รางวัลเลิศรัฐ&rdquo; ประจำปี 69 สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน (Open Governance) จากผลงาน &ldquo;ศูนย์บริการทรัพย์สินทางปัญญาครบวงจร (IP One)&rdquo; สะท้อนความสำเร็จการยกระดับบริการภาครัฐให้สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงประชาชน</p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้แทนกรมเข้ารับ &ldquo;รางวัลเลิศรัฐ&rdquo; ประจำปี 2569 สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน (Open Governance) จากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2569 จากผลงานศูนย์บริการทรัพย์สินทางปัญญาครบวงจร (IP One) ที่สะท้อนความสำเร็จในการยกระดับบริการภาครัฐให้สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงประชาชน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐและการให้บริการที่ตอบโจทย์ประชาชนอย่างสูงสุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผลงานที่ได้รับรางวัล เป็นการผลักดันบริการนวัตกรรมเชิงรุก ผ่านศูนย์บริการทรัพย์สินทางปัญญาครบวงจร หรือ IP One เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.2568 ในรูปแบบ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้รับบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่รวดเร็ว ครบ จบในจุดเดียว โดยมีบริการสำคัญตั้งแต่การรับคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การให้คำปรึกษาเชิงลึก การสืบค้นข้อมูลและบทวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีสิทธิบัตร การส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ตลอดจนบริการด้านกฎหมายและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา รองรับการให้บริการทั้งออนไซต์และผ่านช่องทางดิจิทัล อาทิ DIP E-Service, e-Filing, e-Payment, e-Receipt ระบบจองคิว Que-Q และการให้คำปรึกษาผ่าน Zoom<br />
โดยจุดเด่นของศูนย์ IP One คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ อาทิ ระบบ AI Chatbot ที่ช่วยตอบคำถามประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ระบบ Image Search และ Trademark Checker สำหรับสืบค้นและตรวจสอบความเหมือนคล้ายเครื่องหมายการค้าจากฐานข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ การยืนยันตัวตนผ่านระบบ ThaiD เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนและผู้รับบริการสามารถแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะต่องานบริการของกรม เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และพัฒนาระบบการบริการให้ตรงจุดได้อย่างต่อเนื่อง</p>

<p>&ldquo;ผลการดำเนินงานของศูนย์ IP One สะท้อนผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยในปีงบประมาณ 2568 (ต.ค.2567-ก.ย.2568) มีผู้ใช้บริการรวม 36,433 ราย แบ่งเป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา 25,313 ราย (คิดเป็นร้อยละ 69 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด) และผู้รับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา 11,120 ราย (คิดเป็นร้อยละ 31 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด) ขณะที่ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.-ธ.ค.2568) ช่วงระยะเวลาเพียง 3 เดือน มีผู้ใช้บริการศูนย์ IP One แล้วกว่า 10,951 ราย โดยมีคะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้บริการสูงถึงร้อยละ 98 และผู้ใช้บริการจำนวนกว่าร้อยละ 95 ประสงค์จะกลับมาใช้บริการอีกครั้ง&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า รางวัลเลิศรัฐถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กรมเดินหน้าพัฒนาการให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะต่อไป กรมจะมุ่งยกระดับ IP One ให้เป็นศูนย์บริการที่ทันสมัยและตอบโจทย์ผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพบริการดิจิทัล การประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีใหม่ ๆ การเชื่อมโยงข้อมูลและบริการระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนการนำเสียงสะท้อนของประชาชนมาพัฒนากระบวนการทำงาน เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และได้รับบริการที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำหรับการมอบรางวัลอันทรงคุณค่าในครั้งนี้ รวมถึงประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้รับบริการทุกภาคส่วนที่ร่วมให้ข้อเสนอแนะและสะท้อนความเห็น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการของกรม ตลอดจนขอขอบคุณบุคลากรกรมทุกระดับที่ร่วมกันขับเคลื่อนการทำงานภายใต้ศูนย์ IP One ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และพร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการภาครัฐภายใต้แนวคิดทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อทุกคนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260911e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5141406.jpg' type='image/jpg' length='753778' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผยญี่ปุ่นกำหนดยุทธศาสตร์ “อาหารใหม่” ชี้เป็นโอกาสไทยขยายความร่วมมือ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185669</link>
<guid isPermaLink="false">78b4d627fb3fb25a4e2c4a086ea8aa68</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 14:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 25.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>สนค.เผยญี่ปุ่นกำหนดยุทธศาสตร์ &ldquo;อาหารใหม่&rdquo; ชี้เป็นโอกาสไทยขยายความร่วมมือ<br />
สนค.จับตามยุทธศาสตร์อาหารใหม่ของญี่ปุ่น พบวางแผนระยะยาวถึงปี 2040 เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ให้ความสำคัญกับกลุ่มโปรตีนทางเลือก อาหารฟังก์ชันเพื่อโภชนาการ มีงบประมาณไม่อั้น เผยไทยมีโอกาสร่วมมือกับญี่ปุ่น ในฐานะเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญ การผลิต การแปรรูป และการส่งออก &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. กำลังจับตาความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของญี่ปุ่น หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศร่างแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Investment Roadmap) ระยะยาวถึงปี 2040 โดยยกระดับอุตสาหกรรมอาหารใหม่ (New Foods) ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ซึ่งถือเป็นเทรนด์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยแผนการลงทุนระดับชาตินี้ ตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินรวมกว่า 370 ล้านล้านเยน ภายในปี 2040 กำหนด 17 สาขายุทธศาสตร์สำหรับการลงทุนในอนาคต ครอบคลุม 62 ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีสำคัญ ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีควอนตัม เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานสะอาด ไปจนถึง Food Tech โดยมีเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบนบก เครื่องจักรอาหาร และอาหารรูปแบบใหม่ (New Food) เพื่อเร่งผลักดันเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นมีศักยภาพสูงไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ ที่น่าสนใจคือรัฐบาลเตรียมตั้งหมวดงบประมาณใหม่ชื่อ Strong and Prosperous Japan แบบไม่มีเพดานวงเงินและสามารถวางแผนงบระยะยาวได้ เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องคอยของบเพิ่มเติมระหว่างปี&nbsp;<br />
สำหรับอุตสาหกรรมอาหารใหม่ ญี่ปุ่นเน้นไปที่กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Proteins) และอาหารฟังก์ชันเพื่อโภชนาการ (Functional and Nutritional Foods) โดยเตรียมจัดสรรเงินลงทุนราว 1 ล้านล้านเยน เพื่อดันมูลค่าตลาดให้เติบโตแตะ 3 ล้านล้านเยนภายในปี 2040 จากปัจจุบันที่ตลาดโปรตีนที่ไม่ได้มาจากสัตว์มีมูลค่า 300,000 ล้านเยน และอาหารฟังก์ชัน 15,000 ล้านเยน ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการใช้อุตสาหกรรมอาหารเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นเลือกที่จะต่อยอดจากจุดแข็งที่ตนมีอยู่ โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีการหมัก (Fermentation) อาหารฟังก์ชัน และนวัตกรรมสูตรอาหาร มากกว่าจะมุ่งลงทุนในเทคโนโลยีเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในเชิงพาณิชย์ และยังวางกลยุทธ์ขยายตลาดไปยังสหรัฐฯ และยุโรป ก่อนจะเข้าสู่ตลาดเอเชีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า การที่ญี่ปุ่นทุ่มลงทุนในช่วงที่ภาคเอกชนทั่วโลกกำลังชะลอการลงทุนในโปรตีนทางเลือก ถือเป็นการใช้นโยบายภาครัฐระยะยาวเพื่อชิงความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพราะญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารของโลกอยู่แล้ว มีระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่การวิจัยพื้นฐาน การรับรองผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน อีกทั้งยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านส่วนผสมอาหารและเทคโนโลยีการหมักที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์รักษ์สุขภาพ สังคมผู้สูงวัย และความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
ทั้งนี้ เมื่อมองกลับมาที่ไทย ญี่ปุ่นถือเป็นคู่ค้าสำคัญแถวหน้า โดยในปี 2568 ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรอันดับ 3 ของไทย ด้วยมูลค่าส่งออก 5,081.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 166,781 ล้านบาท) ลดลง 2.1% ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัว เงินเยนอ่อนค่า การแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น รวมถึงมาตรฐานอาหารที่เข้มงวดของญี่ปุ่น โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยยังคงเป็นไก่แปรรูป ไก่สดแช่เย็นและแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋อง และยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ญี่ปุ่นไม่เพียงเป็นตลาดรับซื้อ แต่ยังเป็นแหล่งเงินทุนและนวัตกรรมที่สำคัญของไทย ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นครอบคลุมตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการส่งออกระดับโลก การเร่งเครื่องลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารใหม่ของญี่ปุ่น จึงเป็นโอกาสทองให้ผู้ประกอบการไทยเร่งยกระดับตัวเอง โดยนำจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและทักษะการแปรรูป มาต่อยอดผลิตส่วนผสมอาหารเชิงหน้าที่ โปรตีนทางเลือก และอาหารมูลค่าสูง พร้อมขยายความร่วมมือเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดังนั้น ก้าวต่อไปที่สำคัญของไทย คือ การพลิกความท้าทายเป็นโอกาส ด้วยการเร่งพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เป็นสากล พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต การเตรียมความพร้อมเหล่านี้จะปลดล็อกให้ไทยก้าวข้ามบทบาทผู้ส่งออกวัตถุดิบสู่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผู้ผลิตส่วนผสมอาหารมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลในห่วงโซ่อาหารโลก และเป็นกุญแจสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตแข่งขันในเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260911a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c141208.jpg' type='image/jpg' length='174635' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”แจ้งส่งออกไทย รับมือสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าอากาศยานไร้คนขับและชิ้นส่วน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185668</link>
<guid isPermaLink="false">a6661a72288d6a802a7e0354ac3970b8</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 14:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 26.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;แจ้งส่งออกไทย รับมือสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าอากาศยานไร้คนขับและชิ้นส่วน<br />
กรมการค้าต่างประเทศแจ้งเตือนผู้ส่งออกไทย รับมือมาตรการทางด้านภาษี หลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าอากาศยานไร้คนขับและส่วนประกอบ เริ่มตั้งแต่ ก.ย.69 แนะตรวจสอบรายการสินค้า วางแผนลดผลกระทบ ทั้งต้นทุน ราคาขาย เหตุตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้ากลุ่มนี้ของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา &nbsp;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าระบบอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aircraft Systems : UAS) และส่วนประกอบของอากาศยานไร้คนขับ ภายใต้ Section 232 แห่ง Trade Expansion Act of 1962 ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากสหรัฐฯ พึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งอาจเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ หากเกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ รวมถึงมีข้อกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางไซเบอร์ และข้อมูลรั่วไหลจากซอฟต์แวร์ของผู้ผลิตต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าระบบ UAS รวมถึงชิ้นส่วนจากต่างประเทศ และเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตภายในสหรัฐฯ อันจะเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมกลาโหม กระตุ้นการลงทุนและการจ้างงาน ตลอดจนส่งเสริมการย้ายฐานการผลิตมายังสหรัฐฯ (Onshoring) โดยบริษัทที่มีแผนสร้างหรือขยายโรงงานในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ อาจได้รับสิทธิ์ให้นำเข้าสินค้าและอุปกรณ์การผลิตบางส่วนในระหว่างการก่อสร้างโรงงาน โดยไม่ต้องชำระอากรเพิ่มเติม<br />
สำหรับการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ประกอบด้วย 1.สินค้าใน Annex I ภาษีร้อยละ 100 สำหรับอากาศยานไร้คนขับที่มีน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดมากกว่า 25 กิโลกรัม (กก.) อากาศยานไร้คนขับที่ติดตั้งกล้องถ่ายภาพความร้อน (Thermal Imager) ฐานปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับ (Docking Station) และชิ้นส่วนสำคัญบางประเภท (มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.2569) 2.สินค้าใน Annex II ภาษีร้อยละ 25 สำหรับอากาศยานไร้คนขับที่มีน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดไม่เกิน 25 กก. (มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.2569) 3.สินค้าใน Annex III ภาษีร้อยละ 25 สำหรับชิ้นส่วนบางประเภท ให้มีผลใช้บังคับอีก 180 วัน (ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.2570) เพื่อเปิดโอกาสให้มีการย้ายหรือเพิ่มการผลิตในสหรัฐฯ และ 4.Annex IV ซึ่งเป็นเอกสารเทียบเคียงพิกัดศุลกากรปกติของสินค้าควบคุมใน Annex I&ndash;III กับพิกัดศุลกากรใน Harmonized Tariff Schedule of the United States Chapter 99 (ตอนสำหรับมาตรการชั่วคราวหรือพิเศษ) ที่ใช้เพื่อสำแดงในพิธีการศุลกากรขาเข้า ซึ่งผู้ประกอบการต้องตรวจสอบพิกัดดังกล่าวก่อนส่งออก</p>

<p>นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังกำหนดอัตราภาษีพิเศษ รวมไม่เกินร้อยละ 15 สำหรับสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน สวิตเซอร์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ และไม่เกินร้อยละ 10 สำหรับสหราชอาณาจักร หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด อย่างไรก็ดี ไทยไม่ได้ถูกระบุอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับอัตราภาษีพิเศษดังกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า สถิติการส่งออกอากาศยานไร้คนขับและชิ้นส่วนของไทย แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญ โดยตั้งแต่ปี 2566-2568 ไทยส่งออกอากาศยานไร้คนขับ ภายใต้พิกัด 8806 ไปยังสหรัฐฯ ปี 2566 มีมูลค่า 0.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2567 มีมูลค่า 3.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี 2568 มีมูลค่า 8.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี ร้อยละ 232.82) และไทยส่งออกชิ้นส่วนไปยังสหรัฐฯ ภายใต้พิกัด 8807 ปี 2566 มีมูลค่า 75.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2567 มีมูลค่า 75.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี 2568 มีมูลค่า 86.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโตเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 6.87) ซึ่งสะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอให้ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าเกี่ยวข้องกับ UAS รวมถึงชิ้นส่วนของอากาศยานไร้คนขับตรวจสอบรายการสินค้าใน Annex I&ndash;IV ให้ครบถ้วน เพื่อวางแผนลดผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะการวางแผนด้านต้นทุนและราคาขาย&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260911eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3140635.jpg' type='image/jpg' length='123133' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พูนพงษ์” ชู Unlocking New Growth ค้นหาฟันเฟืองใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185667</link>
<guid isPermaLink="false">7b3b45ad3c3ce856a3fefaf67a680447</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 14:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 29.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>​&ldquo;พูนพงษ์&rdquo; ชู Unlocking New Growth ค้นหาฟันเฟืองใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย<br />
&ldquo;พูนพงษ์&rdquo;ชูแนวคิด Unlocking New Growth ค้นหาฟันเฟืองใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลง ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม เตรียมลุยผลักดันเรื่องเกษตร อาหาร ช่วย SME มีโอกาสทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ ผลักดันส่งออกโดยมุ่งรักษาตลาดหลัก เพิ่มตลาดใหม่ ใช้ประโยชน์ FTA และแก้ไขกฎระเบียบให้ทันสมัย เอื้อต่อการทำธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &ldquo;บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ต่อการฟื้นเศรษฐกิจไทย&rdquo; ในงานสัมมนาใหญ่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 เมื่อช่วงค่ำวันที่ 10 ก.ย.2569 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ว่า ประเทศไทยและโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสำคัญทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายความเสี่ยงของประเทศต่าง ๆ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ซึ่งหากแปลเป็นโจทย์ของภาคธุรกิจง่าย ๆ คือ ตลาดเปลี่ยน ต้นทุนเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน กติกาเปลี่ยน และลูกค้าก็เปลี่ยน ทำให้การแข่งขันเปลี่ยนจากต้นทุนต่ำที่สุดไปสู่ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ จากการแข่งขันด้วยขนาดไปสู่ความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว และจากการขายสินค้าไปสู่การสร้างคุณค่า ประสบการณ์ มาตรฐาน และความไว้วางใจ ดังนั้น ไทยจึงต้องยกระดับบทบาทสู่การเป็น Trusted Partner ที่น่าเชื่อถือ ยืดหยุ่น และปรับตัวได้เร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจุบันโลกและกติกาการแข่งขันทางการค้าได้เปลี่ยนไปแล้ว การพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องใช้ศักยภาพที่ประเทศไทยมีอยู่ให้เข้าถึงตลาดใหม่ สร้างมูลค่าและโอกาสใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิด Unlocking New Growth หรือการค้นหาฟันเฟืองใหม่ ๆ ที่จะมาทำให้เศรษฐกิจเติบโต&rdquo;<br />
โดยภายใต้แนวคิดดังกล่าว ภาครัฐต้องทำสองเรื่องควบคู่กัน คือ สร้างความมั่นคง (Stabilize) โดยดูแลสิ่งที่ยังเปราะบาง ทั้งค่าครองชีพ รายได้ ต้นทุน เสถียรภาพสินค้าเกษตร และการแข่งขันที่เป็นธรรม และการปรับเปลี่ยน (Transform) โครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มผลิตภาพ เพิ่มมูลค่า การใช้เทคโนโลยี กระจายตลาด และเชื่อม SME ในอุตสาหกรรมที่ไทยสะสมศักยภาพเพียงพอแล้วเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) รวมทั้งต้องช่วยกันขยับทักษะด้านการผลิตของไทยเปลี่ยนจากการรับจ้างผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้า หรือ OEM (Original Equipment Manufacturer) ไปสู่การออกแบบและผลิตสินค้าเอง หรือ ODM (Original Design Manufacturer) จนกระทั่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง หรือ OBM (Original Brand Manufacturer) เพื่อให้มูลค่า เทคโนโลยี และแบรนด์เกิดและคงอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ เรื่องเกษตรและอาหาร จะปรับจากปริมาณสู่มูลค่า ควบคู่กับการใช้ข้อมูลและความต้องการของตลาดเป็นตัวนำ เชื่อมข้อมูลผลผลิตกับตลาด และต้องสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้กับทุกภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการ ผู้บริโภค รวมถึงเกษตรกรควรมีรายได้สูงขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น เรื่อง SME จะสร้างเส้นทางให้กับ SME ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพ ทั้งทักษะ เทคโนโลยี มาตรฐาน แบรนด์ และการผลักดันเข้าสู่ตลาด และการใช้กลไกเชื่อมธุรกิจรายเล็กกับรายใหญ่ ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม การป้องกันและแก้ไขปัญหานอมินี และสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ จะมุ่งรักษาตลาดหลัก ควบคู่การเปิดตลาดใหม่ ผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลจริง เจาะตลาดลึกถึงระดับเมือง มณฑล หรือรัฐ เพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ เชื่อม SME เข้ากับห่วงโซ่คุณค่าโลก สนับสนุนผู้ประกอบการไทยจากผู้รับจ้างผลิตหรือขายวัตถุดิบไปสู่การสร้างแบรนด์ ดีไซน์ เทคโนโลยีและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น<br />
นอกจากนี้ จะเร่งแก้ไขกฎระเบียบให้ทันสมัย เอื้อต่อภาคธุรกิจ มีการให้บริการที่นอกจากต้องสะดวกและทันสมัยแล้ว ระยะเวลาต้องมีความรวดเร็วด้วย ซึ่งจะเสริมความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ และจะให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายควรดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายและเงื่อนไขเดียวกัน และยังเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;วิสัยทัศน์ที่วางไว้ จะไม่เกิดขึ้นได้จริง หากไม่สามารถเปลี่ยนไปสู่การลงมือทำได้ โดยหอการค้าและสมาคมการค้าซึ่งเป็นผู้นำของภาคธุรกิจ จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะทำให้การปลดล็อกเกิดขึ้นได้จริง เพราะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นตัวแทนสมาชิก แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละอุตสาหกรรม ทำหน้าที่ทั้งรวบรวมปัญหา สะท้อนความต้องการของสมาชิก ส่วนกระทรวงพาณิชย์ พร้อมที่จะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อปลดล็อกและสร้าง New Growth ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโตของประเทศ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260911c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c140428.jpg' type='image/jpg' length='88891' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP เตือนส่งออกไทย เตรียมรับมือกฎฮาลาลอินโดนีเซีย เริ่มบังคับใช้ 1 ต.ค.69]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185618</link>
<guid isPermaLink="false">09cd3dbbf74e33c81715b85d73d9f682</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 10:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 26.jpg" style="width: 1000px; height: 782px;" /></p>

<p>​DITP เตือนส่งออกไทย เตรียมรับมือกฎฮาลาลอินโดนีเซีย เริ่มบังคับใช้ 1 ต.ค.69<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เตือนส่งออกไทย รับมือกฎฮาลาลอินโดนีเซีย ที่จะเริ่มบังคับใช้ 18 ต.ค.69 เข้มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์เคมี วัตถุดิบ และวัตถุเจือปนอาหาร ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนด ทั้งมีข้อความระบุ หากไม่ใช่ฮาลาลหรือมีส่วนประกอบของหมู ต้องมีใบรับรองถูกต้อง ตรวจสอบได้ หากพบไม่ปฏิบัติตาม มีบทลงโทษตั้งแต่เบาไปหาหนัก แนะทำตามกฎ เพื่อให้ส่งออกได้ราบรื่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อินโดนีเซียจะเริ่มบังคับใช้ข้อกำหนดด้านฮาลาล ตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค.2569 เป็นต้นไป ครอบคลุมสินค้าและผลิตภัณฑ์หลายประเภท อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์เคมี วัตถุดิบ และวัตถุเจือปนอาหาร โดยสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดฮาลาลภาคบังคับจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านฮาลาลของอินโดนีเซียอย่างเคร่งครัด จึงขอให้ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังอินโดนีเซียเร่งศึกษารายละเอียดและเตรียมความพร้อม เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจและส่งออกสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ หน่วยงานประกันผลิตภัณฑ์ฮาลาลของอินโดนีเซีย หรือ Halal Product Assurance Organizing Agency (BPJPH) ได้ออกกฎระเบียบใหม่ 3 ฉบับในปี 2569 ได้แก่ กฎระเบียบ BPJPH ฉบับที่ 2/2569 กำหนดมาตรการลงโทษทางปกครองสำหรับการฝ่าฝืนข้อกำหนดในระบบการรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาล หรือ Halal Product Assurance System (JPH) โดยมีบทลงโทษตั้งแต่การตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร การปรับทางปกครอง การเรียกคืนสินค้า ไปจนถึงการระงับหรือเพิกถอนใบรับรองฮาลาล<br />
กฎระเบียบ BPJPH ฉบับที่ 3/2569 กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ฮาลาลสามารถวางจำหน่ายในอินโดนีเซียได้ แต่ต้องแสดงข้อความ &ldquo;NON-HALAL&rdquo; อย่างชัดเจน และในกรณีที่ผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบของหมู ต้องแสดงข้อความ &ldquo;MENGANDUNG BABI&rdquo; เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลอย่างชัดเจน</p>

<p>กฎระเบียบ BPJPH ฉบับที่ 4/2569 กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากต่างประเทศ กำหนดให้สินค้าที่นำเข้าต้องมีใบรับรองฮาลาลที่ถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งต้องผ่านการตรวจสอบก่อนการส่งออก หรือ Pre-shipment Verification โดยหน่วยงานตรวจสอบฮาลาล หรือ LPH ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก BPJPH และเอกสารประกอบการนำเข้าจะต้องมีข้อมูลสอดคล้องกับตัวสินค้า และผู้ประกอบการต้องควบคุมกระบวนการจัดเก็บและขนส่งอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการปนเปื้อน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า กรม โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา ได้ติดตามความคืบหน้าและผลกระทบจากข้อกำหนดดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยได้จัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดด้านฮาลาลของอินโดนีเซียแก่ภาคเอกชนไทย ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์แล้วรวม 3 ครั้ง และกำลังอยู่ระหว่างประสานการจัดสัมมนาออนไลน์เพิ่มเติม โดยมีแผนเชิญผู้แทนจาก BPJPH มาให้ข้อมูลโดยตรงแก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และขั้นตอนการปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้สอบถามประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรง รวมทั้ง แจ้งข้อมูลกฎระเบียบดังกล่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและเตรียมความพร้อมแก่ภาคเอกชนไทยอย่างต่อเนื่องแล้ว<br />
นอกจากนี้ วันที่ 15 ก.ย.2569 สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา มีกำหนดเข้าพบ BPJPH ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อติดตามความคืบหน้าการต่ออายุความตกลงยอมรับร่วม หรือ Mutual Recognition Agreement (MRA) ด้านการรับรองฮาลาลระหว่างไทยและอินโดนีเซีย รวมทั้งหารือแนวทางในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดอุปสรรคทางการค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;อินโดนีเซียเป็นตลาดสำคัญที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดด้านฮาลาลในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญและเตรียมตัวล่วงหน้า ทั้งในด้านการรับรองฮาลาล การจัดทำฉลากและเอกสารประกอบสินค้า ตลอดจนกระบวนการจัดเก็บและขนส่ง เพื่อให้สามารถส่งออกสินค้าเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง&rdquo;น.ส.สุนันทา กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260911c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b100449.jpg' type='image/jpg' length='479513' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดทำลายของปลอม 2 ล้านชิ้น มูลค่าเสียหายกว่า 2.1 พันล้านบาท]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185489</link>
<guid isPermaLink="false">6b0117b1aa09fbce19299c41e745592a</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 15:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 25.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดทำลายของปลอม 2 ล้านชิ้น มูลค่าเสียหายกว่า 2.1 พันล้านบาท<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว จำนวนกว่า 2 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 2,100 ล้าน เผยเป็นผลงานจับกุมของหน่วยงานพันธมิตร ทั้งตำรวจ กรมศุลกากร ดีเอสไอ และเจ้าของสิทธิ์ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ครอบคลุมสินค้าปลอม ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย นาฬิกา กระเป๋า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่ยานยนต์ ยา เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ยันเดินหน้าจับกุม ปราบปรามต่อเนื่อง ปกป้องเจ้าของสิทธิ์ สร้างความเชื่อมั่นคู่ค้า</p>

<p>ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว ณ หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการปกป้องคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ เพื่อเดินหน้าปราบปรามการละเมิดอย่างจริงจัง ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งการทำลายของกลาง ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่จะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสภายใต้พันธกรณีในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าละเมิดหมุนเวียนกลับสู่ตลาด และช่วยสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการคุ้มครองสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้า นักลงทุน และภาคธุรกิจว่าไทยมีกลไกในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
สำหรับพิธีทำลายของกลางในปีนี้ มีจำนวนของกลางที่นำมาทำลายรวม 2,085,705 ชิ้น เพิ่มขึ้น 36.45% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่มีจำนวนของกลาง 1,528,524 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 2,145,916,400 บาท เพิ่มขึ้น 138.19% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่มีมูลค่าความเสียหาย 900,912,800 บาท ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการจับกุมและตรวจยึดสินค้าละเมิดจากช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ เครื่องแต่งกาย นาฬิกา กระเป๋า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ ยา เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน<br />
&ldquo;ของกลางเหล่านี้จะถูกนำไปทำลาย ณ โรงงานที่มีระบบมาตรฐานจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2015 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้กระบวนการทำลายเป็นไปอย่างเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
ดร.ปิยนุชกล่าวว่า การยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สอดรับกับมาตรฐานสากล จำเป็นต้องเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ควบคู่กับการทำงานเชิงรุกร่วมกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งในรายงานการจัดสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ประจำปี 2569 ไทยยังคงอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (WL) โดยรายงานดังกล่าวได้สะท้อนถึงพัฒนาการที่เข้มแข็งของไทยในการยกระดับการปราบปรามสินค้าละเมิด รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ด้านการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการค้าที่เป็นธรรม</p>

<p>ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานตาม IP Work Plan ซึ่งเป็นแผนงานที่จัดทำร่วมกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ ที่มีการละเมิดสูง เพื่อลดการจำหน่ายสินค้าละเมิด คุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใสและดึงดูดการค้าการลงทุนเข้าสู่ประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตลอดจนภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ที่ร่วมบูรณาการข้อมูล การข่าว การสืบสวนสอบสวน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างใกล้ชิด จนนำไปสู่การจับกุมและตรวจยึดสินค้าละเมิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยตัดวงจรการจำหน่ายสินค้าละเมิดอย่างเป็นรูปธรรม และต้องขอขอบคุณภาพประชาชน ที่เป็นส่วนสำคัญที่สุดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างยั่งยืน โดยการ &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ขาย และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทุกรูปแบบ&rdquo; และหากท่านใดพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสมาที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368&rdquo;ดร.ปิยนุชกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260910c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b150808.jpg' type='image/jpg' length='275958' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี ก.ค.69 ลด 6.36% หลังบวกมา 4 เดือนติด ทองคำวูบ 59.22%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185458</link>
<guid isPermaLink="false">5fde04d572be7c1b9a460fefcc4218ae</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 14:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 11.jpg" style="width: 1000px; height: 752px;" /></p>

<p>ส่งออกอัญมณี ก.ค.69 ลด 6.36% หลังบวกมา 4 เดือนติด ทองคำวูบ 59.22%<br />
ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ก.ค.69 ไม่รวมทองคำ 737.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 6.36% หดตัวครั้งแรก หลังบวกมา 4 เดือนติด รวม 7 เดือน มูลค่า 8,981.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.87% เฉพาะทองคำส่งออก 411.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 59.22% เหตุราคาตลาดโลกลด แรงเก็งกำไรลดลง คาดแนวโน้มส่งออก เจอปัจจัยกดดันหลากหลาย ทั้งภาษีสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก อินเดียลดภาษีเพชร ขึ้นภาษีทองและเงิน</p>

<p>นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ก.ค.2569 มีมูลค่า 737.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ลดลง 6.36% กลับมาลดลงครั้งแรก หลังขยายตัวติดต่อกัน 4 เดือนก่อนหน้านี้ หากรวมทองคำ มีมูลค่า 1,138.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 39.21% รวม 7 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 8,981.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.87% รวมทองคำมูลค่า 18,055.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.30%</p>

<p>ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ เดือน ก.ค.2569 มี มูลค่า 411.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 59.22% จากราคาทองคำตลาดโลกชะลอตัวลง และปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ทำให้แรงเก็งกำไรทองคำลดลง และรวม 7 เดือน ส่งออกทองคำ 9,074.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.06% โดยหากแยกการส่งออกแต่ละเดือน ม.ค.2569 มูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 136.16% ก.พ.2569 มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.22% มี.ค.2569 มูลค่า 1,799.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 24.28% เม.ย.2569 มูลค่า 1,216.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.27% พ.ค.2569 มูลค่า 1,413.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 55.75% และ มิ.ย.2569 มูลค่า 371.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 67.55%<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ฮ่องกง เพิ่ม 9.62% เยอรมนี เพิ่ม 46.27% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 88.47% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 3.12% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 64.91% ญี่ปุ่น เพิ่ม 32.92% อิตาลี เพิ่ม 29.63% เบลเยี่ยม เพิ่ม 29.51% ส่วนอินเดีย ลด 4.19% เพราะอินเดียควบคุมการนำเข้าตั้งแต่เดือน เม.ย.2569 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ลด 8.21% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าสำคัญ เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 47.72% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 17.67% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 1,933.62% เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 42,785.54% พลอยก้อน เพิ่ม 84.64% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 1.90% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 4.70% เพชรก้อน เพิ่ม 81.13% เพชรเจียระไน เพิ่ม 7.34% เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า เพิ่ม 95.50% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 11.65%</p>

<p>นายสุเมธกล่าวว่า การส่งออกในช่วง 7 เดือนของปี 2569 ที่ยังขยายตัว เพราะมีการเร่งนำเข้าช่วงต้นปี และกระทรวงพาณิชย์ มีการกระจายตลาดใหม่และกระจายตลาดส่งออก และใช้ประโยชน์จากตลาดที่ไทยมี FTA ในการผลักดันการส่งออก แต่ต้องจับตาการส่งออกนับจากนี้ เพราะยังมีความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอน ความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก ราคาทองคำและวัตถุดิบ และความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะส่งผลต่อต้นทุนและกำลังซื้อ และตลาดอินเดีย มีการเว้นภาษี 15 ปีสำหรับสินค้าเพชร ที่จะกระทบต่อการส่งออกเพชรของไทย รวมถึงการขึ้นภาษีทองคำและเงินเป็น 15% ตั้งแต่ 13 พ.ค.2569 ที่มีผลกระทบต่อการส่งออกทองคำและเงินของไทย</p>

<p>อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ควรพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากจนเกินไป ต้องเร่งกระจายตลาด และติดตามมาตรการนำเข้าของประเทศคู่ค้า ความผันผวนของราคาโลหะมีค่า และต้องเน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง งานฝีมือ พลอยสี และการออกแบบที่สร้างความแตกต่าง พร้อมทั้งขยายสินค้าไปยังผู้มีกำลังซื้อในตลาดระดับกลางถึงพรีเมียม เพื่อให้สามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202609101679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc140217.jpg' type='image/jpg' length='135966' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ถกรัฐมนตรีพาณิชย์อินเดีย ดันร่วมมือ 5 สาขา ช่วยกันสร้างสินค้า บุกตลาดใหม่]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185455</link>
<guid isPermaLink="false">8e650184886f11eea2e3b1a19f145396</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 13:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 24.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;ถกรัฐมนตรีพาณิชย์อินเดีย ดันร่วมมือ 5 สาขา ช่วยกันสร้างสินค้า บุกตลาดใหม่<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ถกรัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ชูเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้ เพื่อร่วมกันสร้างสินค้า ธุรกิจ และตลาดใหม่ โดยเชื่อมจุดแข็งไทย-อินเดีย นำร่องร่วมมือ 5 สาขา อาหารแปรรูป สุขภาพและเวลเนส อุตสาหกรรมสีเขียว อัญมณีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมบริการ เห็นพ้องเร่งจัดประชุม JTC เดือน ต.ค.69 และเชื่อมระบบชำระเงินรายย่อยออนไลน์ด้วย QR Code หนุนท่องเที่ยว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ได้เข้าพบหารือกับนายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ณ กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ที่กรุงนิวเดลี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับอินเดีย โดยย้ำว่า ไทยและอินเดียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน และพร้อมยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น &ldquo;พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้&rdquo; (Trusted Strategic Partnership) โดยมุ่งเปลี่ยนจากการเป็นเพียงคู่ค้าไปสู่การเป็นพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างสินค้า ธุรกิจ และตลาดใหม่ รวมถึงขยายโอกาสไปสู่ตลาดประเทศที่สามและตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้ยืนยันว่าไทยและอินเดียมีจุดแข็งที่สามารถนำมาเชื่อมต่อและสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกันได้ โดยอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีบุคลากรทักษะสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ ขณะที่ไทยมีความพร้อมด้านการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คุณภาพและมาตรฐานสินค้า ความคล่องตัว ตลอดจนเป็นฐานเชื่อมโยงสำคัญสู่อาเซียน ดังนั้น ไทยจึงเสนอแนวทางร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน (Co-Creation Co-Investment) เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งของทั้งสองประเทศ และสร้างความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเข้าสู่ Global Supply Chain ได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
เบื้องต้นได้มีการเสนอ 5 สาขานำร่อง ได้แก่ อาหารแปรรูป สุขภาพและเวลเนส อุตสาหกรรมสีเขียว อัญมณีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมบริการ (Hospitality) โดยเป็นการจับคู่ศักยภาพของทั้งสองประเทศ เช่น อินเดียมีวัตถุดิบอัญมณีและตลาดขนาดใหญ่ ขณะที่ไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและเจียระไน หรือความร่วมมือด้าน Hospitality ที่อินเดียมีประชากรวัยหนุ่มสาวและกำลังขยายตัวด้านการท่องเที่ยวและบริการ ขณะที่ไทยมีองค์ความรู้และหลักสูตรด้านการโรงแรมและบริการที่สามารถนำมาต่อยอดร่วมกันได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;สิ่งที่เราต้องการเห็น ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการค้าระหว่างกัน แต่คือการนำจุดแข็งของไทยและอินเดียมาร่วมกันสร้างสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ของไทยและอินเดียเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า การเดินทางเยือนอินเดียครั้งนี้ ยังได้นำนักธุรกิจไทยที่สนใจลงทุนและขยายธุรกิจในอินเดียร่วมคณะ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจ โดยภายหลังการหารือกับรัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ทั้งสองฝ่ายได้พบปะกับคณะผู้แทนไทยและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดโอกาสด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรม โดยมีผู้แทนภาคเอกชนและหน่วยงานไทยเข้าร่วม อาทิ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ดร.ณัฐพนธ์ จาวลา กรรมการบริหาร หอการค้าอินเดีย-ไทย และ ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองนวัตกรรมอาหาร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)<br />
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเดินหน้ากลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย&ndash;อินเดีย ในเดือน ต.ค.2569 เพื่อหารือและติดตามความคืบหน้าความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน และสนับสนุนการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังเห็นตรงกันที่จะเร่งรัดการเชื่อมโยงระบบชำระเงินรายย่อยออนไลน์ด้วย QR Code (Cross-Border QR Payment) ระหว่างระบบ Unified Payments Interface (UPI) ของอินเดียกับระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว รวมถึงการทำธุรกรรมของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) การค้าระหว่างไทยกับอินเดียมีมูลค่า 13,974.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.07% โดยไทยส่งออกไปอินเดีย 10,270.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากอินเดีย 3,704.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อัญมณีและเครื่องประดับ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260910a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c133647.jpg' type='image/jpg' length='1097722' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมเจรจาฯ ติวเข้มผู้ประกอบการ เตรียมพร้อมใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-แคนาดา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185450</link>
<guid isPermaLink="false">65037eac0a05d503ea7a5e246e09e147</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 13:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 25.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​กรมเจรจาฯ ติวเข้มผู้ประกอบการ เตรียมพร้อมใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-แคนาดา<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดสัมมนา &ldquo;โอกาสตลาดอเมริกาเหนือ ผ่าน FTA อาเซียน-แคนาดา&rdquo; นำทัพกูรูจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ร่วมเปิดมุมมอง FTA อาเซียน-แคนาดา โอกาสและความท้าทาย กลยุทธ์การเจาะตลาด แนวทางการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทย หลังตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาในปีนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางขวัญนภา ผิวนิล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดการสัมมนา เรื่อง &ldquo;โอกาสตลาดอเมริกาเหนือ ผ่าน FTA อาเซียน-แคนาดา&rdquo; เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ณ โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พ้อย เทอร์มินอล 21 กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมพร้อมผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จาก FTA อาเซียน-แคนาดา ที่ตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาในปีนี้ โดยหากความตกลงฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดอเมริกาเหนือที่ไทยยังไม่มี FTA ด้วย จากการลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษี รวมถึงการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ SME กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ กรมได้จัดสัมมนามาแล้ว 3 ครั้ง ในจังหวัดนครราชสีมา เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจัดสัมมนาครั้งนี้ กรมได้เชิญวิทยากรจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ที่มากประสบการณ์ มาร่วมเสวนาเปิดมุมมอง FTA ฉบับใหม่ล่าสุดกับแคนาดา โอกาส ความท้าทาย และกลยุทธ์การเจาะตลาดแคนาดา รวมถึงแนวทางการใช้ประโยชน์จาก FTA อาเซียน-แคนาดา ขยายโอกาสทางการค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งมีการเติบโตสูงในตลาดแคนาดาที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีกำลังซื้อสูง และยังเจาะลึกสินค้าและบริการไทยที่มีศักยภาพ ตอบโจทย์ผู้บริโภคแคนาดาที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสุขภาพ<br />
ทั้งนี้ การจัดทำ FTA กับแคนาดา ครอบคลุมทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการค้าที่มีความโปร่งใส และคาดการณ์ได้ในการเข้าสู่ตลาดแคนาดา ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาจุดเด่นของสินค้าและความต้องการของผู้บริโภคแคนาดา สร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจให้กับคู่ค้า ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และสร้างความแตกต่างจากสินค้า รวมถึงการใช้ประโยชน์จากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทาง ต้นทุน และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายได้มากขึ้น โดยสามารถขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จาก FTA และการขยายตลาดต่างประเทศได้จากหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค&rdquo;นางขวัญนภากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2568 การค้าไทยและแคนาดา มีมูลค่ารวม 3,915.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.44% โดยไทยส่งออกไปยังแคนาดา มูลค่า 2,587.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.25% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว และผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่ไทยนำเข้าจากแคนาดา มูลค่า 1,327.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.82% สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260910eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3133402.jpg' type='image/jpg' length='739549' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​น้ำมัน-พลังงานผันผวนสูง ดันดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือน ส.ค.69 เพิ่ม 6.1%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185443</link>
<guid isPermaLink="false">4750842b196e4c1bb260b0a4316e352c</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 13:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 28.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​น้ำมัน-พลังงานผันผวนสูง ดันดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือน ส.ค.69 เพิ่ม 6.1%<br />
สนค.เผยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือน ส.ค.69 เพิ่ม 6.1% เหตุได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งตะวันออกกลาง รัสเซีย-ยูเครน ทำราคาน้ำมันและราคาพลังงานผันผวนในระดับสูง กระทบต้นทุนและการขนส่ง ทำเกือบทุกหมวดราคาปรับขึ้น ทั้งไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ คอนกรีต กระเบื้อง วัสดุฉาบผิว สุขภัณฑ์ ไฟฟ้าและประปา ยางมะตอย หิน ดิน ทราย ส่วนซีเมนต์ เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กลดลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน ส.ค.2569 เท่ากับ 113.1 เพิ่มขึ้น 6.1% ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคที่ยังตึงเครียด ที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน และยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียหลายแห่ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและราคาพลังงานมีความผันผวนและอยู่ในระดับสูง กระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่การผลิตและโลจิสติกส์ของสินค้าวัสดุก่อสร้าง ทำให้ดัชนีราคาสูงขึ้นเกือบทุกหมวด</p>

<p>โดยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น ได้แก่ หมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เพิ่ม 4.5% จากการสูงขึ้นของไม้แบบ บานหน้าต่าง บานประตู จากราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต เพิ่ม 9.6% จากการสูงขึ้นของคอนกรีตผสมเสร็จ คานคอนกรีตสำเร็จรูป พื้นคอนกรีตสำเร็จรูปอัดแรง และท่อระบายน้ำคอนกรีต เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (ซีเมนต์ หิน ทราย) ปรับสูงขึ้น ประกอบกับต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค<br />
หมวดกระเบื้อง เพิ่ม 4% จากการสูงขึ้นของกระเบื้องเคลือบปูพื้น กระเบื้องยาง PVC ปูพื้น บัวเชิงผนัง PVC &nbsp;และกระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา เนื่องจากต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงาน (ก๊าซธรรมชาติ) และวัตถุดิบ (สารเคลือบ แร่ซิลิกา) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ความร้อนสูงในกระบวนการผลิต หมวดวัสดุฉาบผิว เพิ่ม 1.7% จากการสูงขึ้นของสีเคลือบน้ำมัน สีน้ำอะคริลิคทาภายนอก และสีน้ำอะคริลิคทาภายใน ที่ปรับสูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ (ผงสี อีพ็อกซี่เรซิน ตัวทำละลาย)</p>

<p>หมวดสุขภัณฑ์ เพิ่ม 3.7% จากการสูงขึ้นของกระจกเงา อ่างล้างหน้าเซรามิก และราวแขวนผ้าติดผนัง เนื่องจากกระบวนการผลิตใช้พลังงานในปริมาณสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับเพิ่มขึ้น หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา เพิ่ม 12.7% จากการสูงขึ้นของสายไฟทุกชนิด อาทิ สายเคเบิล THW สายส่งกำลังไฟฟ้า NYY สายไฟฟ้า VCT และสายไฟฟ้า VAF ตามราคาทองแดงในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการใช้ในโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสายไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่ในระดับสูง</p>

<p>หมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เพิ่ม 15.7% จากราคายางมะตอยสูงขึ้นตามราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค รวมทั้งวัสดุธรรมชาติ (หิน ดิน ทราย) ปรับราคาจากต้นทุนสูงขึ้นทั้งค่าเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องจักรและต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น<br />
ส่วนดัชนีราคาหมวดที่ลดลง ได้แก่ หมวดซีเมนต์ ลด 0.2% จากการลดลงของปูนซีเมนต์สำเร็จรูปและปูนซีเมนต์ผสม เนื่องจากมีการแข่งขันสูง หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ลด 0.6% จากการลดลงของเหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อย เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ เหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี และเหล็กตัว H เนื่องจากอุปทานเหล็กส่วนเกินจากจีนยังคงกดดันราคาเหล็กในตลาดโลกและในประเทศให้ปรับลดลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน ก.ย.2569 คาดว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง จากหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนราคาน้ำมันและราคาพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค (ตะวันออกกลาง รัสเซีย-ยูเครน) ที่ยังตึงเครียด ราคาของสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดมีแนวโน้มสูงขึ้น ตามราคาทองแดงในตลาดโลกสูงขึ้นจากภาวะอุปทานที่ตึงตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการหยุดดำเนินการของเหมืองทองแดงในชิลีและเปรูซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกหลักได้ประสบภัยทางธรรมชาติ และมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน และการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความต้องการใช้สินค้าวัสดุก่อสร้างในการก่อสร้างและซ่อมแซม ถนน อาคาร ที่พักอาศัยหลังเกิดภัยพิบัติ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260910c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c131811.jpg' type='image/jpg' length='588077' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”นำคณะเยี่ยมร้าน Erawaan ได้รับตรา Thai SELECT 1 ดาว ที่กรุงนิวเดลี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185371</link>
<guid isPermaLink="false">4f86a67f6bf415acc5389d1586832ea9</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 09:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 23.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;นำคณะเยี่ยมร้าน Erawaan ได้รับตรา Thai SELECT 1 ดาว ที่กรุงนิวเดลี<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;นำคณะเยือนร้าน Erawaan&rdquo; ได้ Thai SELECT 1 ดาว กรุงนิวเดลี แลกเปลี่ยนความคิดเห็นการส่งเสริมอาหารไทยในตลาดอินเดีย พร้อมชื่นชมบทบาทของร้านในการเผยแพร่อาหารไทย วัฒนธรรมไทยสู่สายตาผู้บริโภคทั้งชาวอินเดียและต่างชาติ ย้ำเดินหน้าส่งเสริมและขยายร้านอาหาร Thai SELECT ต่อเนื่อง หนุนการขับเคลื่อน Soft Power อาหารไทย</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ตามเวลาท้องถิ่นกรุงนิวเดลี อินเดีย ได้นำคณะเยือนร้าน Erawaan ร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาว ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองร้านอาหารไทยในต่างประเทศที่ผ่านเกณฑ์ โดยให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดรสชาติอาหารไทย คุณภาพวัตถุดิบ ตลอดจนมาตรฐานการบริการและประสบการณ์ของผู้บริโภค สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคชาวต่างชาติที่ต้องการสัมผัสอาหารไทยในต่างประเทศ ณ โรงแรม The Claridges New Delhi กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย เพื่อรับฟังข้อมูลการดำเนินธุรกิจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสและแนวทางการส่งเสริมอาหารไทยในตลาดอินเดีย และได้ใช้โอกาสนี้ชื่นชมบทบาทของร้านอาหารไทยในการเผยแพร่รสชาติ เอกลักษณ์ และวัฒนธรรมไทยสู่ผู้บริโภคชาวอินเดียและชาวต่างชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับร้าน Erawaan นำเสนออาหารไทยในรูปแบบ Fine Dining ภายใต้แนวคิด Modern Thai Cuisine ผสมผสานรสชาติและเอกลักษณ์ดั้งเดิมของอาหารไทยเข้ากับการจัดจานและการนำเสนอที่ร่วมสมัย โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ รสชาติ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะที่การตกแต่งร้านนำงานศิลปะไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องรามายณะและลวดลายมณฑล (Mandala) มาถ่ายทอดผ่านบรรยากาศภายในร้าน สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทยได้อย่างโดดเด่น โดยร้านรองรับทั้งการรับประทานอาหารแบบครอบครัว การประชุมทางธุรกิจ และ Private Dining กลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้บริโภคระดับกลางถึงบน นักธุรกิจ และชาวต่างชาติ<br />
ปัจจุบันเมนูอาหารของ Erawaan อยู่ภายใต้การดูแลของ Thai Master Chef ธราทิพย์ หนูเรียงสาย ซึ่งมีประสบการณ์ด้านอาหารกับ The Claridges มาเป็นเวลาประมาณ 21 ปี โดยร้านนำเสนอทั้งอาหารไทยดั้งเดิมและเมนูที่ประยุกต์การนำเสนอให้มีความร่วมสมัย อาทิ ต้มยำ ต้มข่า แกงแดง และผัดไทย ขณะที่เมนูที่คณะได้ลิ้มลอง ได้แก่ ช่อม่วง ต้มยำกุ้งน้ำใส ยำถั่วพูไก่ฉีก ส้มตำไทยซอสน้ำผึ้ง เต้าหู้กรอบผัดเม็ดมะม่วง ปูนิ่มทอดกระเทียมซอสน้ำพริกเผา ขนมจีนน้ำยาปู แกงเขียวหวานผักเต้าหู้อ่อน ผัดฉ่าทะเล ผัดพริกแกง ผัดผักรวมใส่เห็ด ผัดไทยไก่ ข้าวหอมมะลิ และทับทิมกรอบช็อกโกแลตถั่วตัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ Erawaan ยังมีบทบาทในการเชื่อมโยงอาหารไทยกับการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในตลาดอินเดีย โดยมีการจัดกิจกรรมและนำเสนอเมนูพิเศษในโอกาสสำคัญของไทย อาทิ เทศกาลสงกรานต์ ตลอดจนได้รับรางวัล Best Thai Premium Dining จาก Times Food &amp; Nightlife Awards 2026 สะท้อนถึงการยอมรับในฐานะร้านอาหารไทยระดับพรีเมียมในกรุงนิวเดลี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมร้านอาหารไทยในต่างประเทศผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นต่ออาหารไทยในสายตาผู้บริโภคทั่วโลก พร้อมทั้งช่วยขยายโอกาสทางการค้าสำหรับสินค้าอาหาร ตั้งแต่ข้าวหอมมะลิ วัตถุดิบ เครื่องปรุง สมุนไพร ผักและผลไม้ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องของไทยในตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ร้านอาหารไทยยังเป็นช่องทางสำคัญในการนำเสนออัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทยผ่านประสบการณ์ด้านอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังสำคัญในการผลักดัน Soft Power ของไทยสู่ตลาดโลก&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
ในอินเดีย มีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวม 15 ร้าน แบ่งเป็นร้านระดับ 2 ดาว จำนวน 5 ร้าน ระดับ 1 ดาว จำนวน 6 ร้าน และร้านประเภท Casual จำนวน 4 ร้าน ขณะที่กรุงนิวเดลีมีร้านอาหาร Thai SELECT จำนวน 4 ร้าน ได้แก่ ร้านระดับ 1 ดาว คือ Erawaan และร้านประเภท Casual อีก 3 ร้าน ได้แก่ Spice Route, OKO Restaurant และ Neung Roi<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
งานนี้ มีนายชุตินทร คงศักดิ์ ผู้แทนการค้าไทย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี น.ส.ชวนาถ ทั่งสัมพันธ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ น.ส.สุจิรา ปานจนะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี เข้าร่วม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260910c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b092521.jpg' type='image/jpg' length='921138' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”นำ 20 ผู้ประกอบการอาหารสุขภาพ สมุนไพร ร่วมมืออินเดียลุยตลาดโลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185305</link>
<guid isPermaLink="false">ac0f5b56be0e35c3b04ca7b822f14a8d</guid>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 16:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 17.jpg" style="width: 1000px; height: 707px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;นำ 20 ผู้ประกอบการอาหารสุขภาพ สมุนไพร ร่วมมืออินเดียลุยตลาดโลก<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;นำผู้ประกอบการสินค้าอาหารสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน สมุนไพร สารสกัด เข้าร่วมงาน Bharat Nutraverse Expo 2026 ที่อินเดีย ชูไม่ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่จะร่วมมือกันทำธุรกิจ โดยผนึกกำลังด้านวัตถุดิบ นวัตกรรม ความเชี่ยวชาญ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ขายตลาดโลก</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้นำผู้ประกอบการไทย 20 ราย ร่วมงาน Bharat Nutraverse Expo 2026 ณ กรุงนิวเดลี นำเสนอศักยภาพไทยด้านสมุนไพร อาหารสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และผลิตภัณฑ์จากอาหารหรือสารสกัดจากธรรมชาติ (Nutraceutical) ใน Thailand Pavilion มีเป้าหมายนำผู้ประกอบการไทยเข้ามาเชื่อมโยงกับระบบนิเวศทางธุรกิจกับอินเดีย ตั้งแต่วัตถุดิบ สารสกัด ส่วนประกอบอาหาร การผลิต เทคโนโลยี ไปจนถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพ โดยมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจในลักษณะการร่วมสร้างสรรค์ (Co-Creation) เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และต่อยอดไปยังตลาดประเทศที่สาม ไม่ใช่แค่ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว</p>

<p>&ldquo;อินเดียมีความโดดเด่นด้านทรัพยากรพืชสมุนไพร ความหลากหลายทางชีวภาพ และองค์ความรู้ด้านอายุรเวท โดยไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ ฐานการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่เข้มแข็ง รวมถึงความสามารถด้านนวัตกรรมอาหาร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และธุรกิจสุขภาพ จึงมีจุดแข็งที่สามารถเติมเต็มซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการนำทรัพยากรและความเชี่ยวชาญของทั้งสองประเทศมาสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ และเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่คุณค่าร่วมกัน และขยายโอกาสไปสู่ตลาดโลกได้&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ยังได้เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง Shellac &amp; Forest Products Export Promotion Council (SHEFEXIL) ของอินเดีย ซึ่งเป็นองค์กรส่งเสริมสินค้าพฤกษศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย กับสมาคม Thai Herbal Industry Association (THIA) โดยมี Dr.Debjani Roy กรรมการบริหาร SHEFEXIL และนายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นผู้ลงนาม เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมสมุนไพรและ Nutraceutical ของสองประเทศ ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนานวัตกรรม การค้า และการลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการลงนาม MOU จะเป็นการใช้กลไกความร่วมมือระหว่างสมาคมในห่วงโซ่อุปทานของสองประเทศ ซึ่งจะทำให้การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารทั้งความต้องการและกฎระเบียบมาตรฐานเป็นไปอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นอีกกลไกหนึ่งในการส่งเสริมการค้าที่จะขับเคลื่อนโดยภาครัฐร่วมเอกชน เพื่อเป็นสะพานเชื่อมภาคธุรกิจไทยและอินเดีย และวางพื้นฐานสำหรับการทำงานร่วมกันในระยะยาว ทั้งการอำนวยความสะดวกทางการค้า การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการพัฒนาความร่วมมือด้านสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพให้เกิดผลเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้เยี่ยมชม Thailand Pavilion ที่ผู้ประกอบการไทย 20 ราย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและนวัตกรรม ครอบคลุม 4 กลุ่ม ได้แก่ Functional Ingredients , Functional Food &amp; Beverages , Supporting Industries และ Nutraceutical &amp; Wellness Services มีทั้งผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร สารสกัดจากธรรมชาติ อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ตลอดจนบริการด้าน Wellness พร้อมพบปะและรับฟังศักยภาพของผู้ประกอบการไทยอย่างใกล้ชิด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการเข้าเยี่ยมชม พบว่า ผู้ประกอบการไทยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการอินเดียและผู้ซื้อจากประเทศอื่น ๆ โดยมีโอกาสนำวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ของไทยมาผสมผสานกับองค์ความรู้และวัตถุดิบของอินเดีย เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่และต่อยอดไปยังตลาดประเทศที่สาม สะท้อนถึงศักยภาพของไทยในตลาดสุขภาพและ Wellness ซึ่งมีโอกาสเติบโตอีกมาก และเห็นตัวอย่างที่น่าสนใจหลายอย่าง ทั้งผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบธรรมชาติ สารสกัด และนวัตกรรมที่สามารถนำมาต่อยอดร่วมกันได้ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพ และหากเราเชื่อมโยงกับตลาดที่มีโอกาสสูงอย่างอินเดีย ก็สามารถสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยได้<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260909e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5164803.jpg' type='image/jpg' length='1139217' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ชวนทำความรู้จัก 2 เครื่องเทศ GI “มะแขว่นเชียงใหม่–พริกไทยสุไหงอุเป” ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185303</link>
<guid isPermaLink="false">8e6860b8dfcd335786503986fb91d439</guid>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 16:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 22.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ชวนทำความรู้จัก 2 เครื่องเทศ GI &ldquo;มะแขว่นเชียงใหม่&ndash;พริกไทยสุไหงอุเป&rdquo;&nbsp;<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาชวนทำความรู้จัก 2 สินค้า GI เครื่องเทศโบราณ &ldquo;มะแขว่นเชียงใหม่&rdquo; จากจังหวัดเชียงใหม่ และ &ldquo;พริกไทยสุไหงอุเป&rdquo; จากจังหวัดสตูล ที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนไปเมื่อเดือน ส.ค.69 ที่ผ่านมา เผยเป็นสินค้าท้องถิ่น ที่มีอัตลักษณ์ เป็นเครื่องเทศคุณภาพ สามารถนำใช้ต่อยอดสู่ตลาดอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมขอเชิญชวนให้ทำความรู้จัก 2 สินค้าเครื่องเทศโบราณที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อเดือน ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้แก่ &ldquo;มะแขว่นเชียงใหม่&rdquo; จากจังหวัดเชียงใหม่ และ &ldquo;พริกไทยสุไหงอุเป&rdquo; จากจังหวัดสตูล ซึ่งต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะจากสายพันธุ์ สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และภูมิปัญญาการผลิตในแต่ละพื้นที่ สะท้อนศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยที่สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่า และต่อยอดสู่ตลาดอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูปได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับมะแขว่นเชียงใหม่ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ชาวล้านนาใช้ประโยชน์และสืบทอดภูมิปัญญาการผลิตมายาวนานกว่า 100 ปี ปลูกในบริเวณไหล่เขาหรือพื้นที่สูงชันที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 800&ndash;1,200 เมตร อากาศค่อนข้างเย็น มีความชื้นสูง ดินมีความเป็นกรดและระบายน้ำได้ดี ส่งผลให้มะแขว่นมีรสเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมแรงเป็นเอกลักษณ์ โดยมะแขว่นเชียงใหม่จะมีผลทรงกลม เปลือกขรุขระ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดง และเมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีดำอมน้ำตาลและปริแตกออกเป็นสองซีก ภายในมีเมล็ดสีดำเป็นมัน นิยมใช้เป็นเครื่องเทศในอาหารพื้นเมืองภาคเหนือ ช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารและเพิ่มรสชาติของอาหารให้อร่อยยิ่งขึ้น โดยผลสดจะนำมาดองกับน้ำปลา รับประทานเป็นผักแนมกับลาบ หลู้ ส้า ส่วนผลแห้ง จะนำมาใช้เป็นเครื่องเทศและปรุงรสอาหาร โดยเป็นส่วนผสมของพริกลาบหรือพริกแกงในอาหารพื้นเมืองต่างๆ เช่น ลาบ ยำไก่ แกงผักกาด แกงฟักใส่ไก่ แกงแค แกงอ่อม เป็นต้น ทั้งยังมีสรรพคุณแก้วิงเวียนและขับลมในลำไส้<br />
​ทั้งนี้ มะแขว่นเชียงใหม่นับเป็นสินค้า GI รายการที่ 8 ของจังหวัด ต่อจากผ้าตีนจกแม่แจ่ม ศิลาดลเชียงใหม่ ร่มบ่อสร้าง ข้าวก่ำล้านนา กาแฟเทพเสด็จ ส้มสายน้ำผึ้งฝาง และลิ้นจี่จักรพรรดิฝาง ปัจจุบันมีผู้ผลิตมะแขว่นเชียงใหม่ประมาณ 500&ndash;600 ราย มีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 500&ndash;600 ตันต่อปี โดยจำหน่ายในรูปแบบมะแขว่นสดและมะแขว่นแห้ง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 15&ndash;18 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของตลาด ทั้งในกลุ่มผู้บริโภค ร้านอาหาร และอุตสาหกรรมอาหารที่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์และมีคุณภาพสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนพริกไทยสุไหงอุเป เป็นพริกไทยสายพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมของอำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล โดดเด่นด้วยรสชาติเผ็ดร้อนลึกและกลิ่นหอมเข้ม เม็ดพริกไทยมีลักษณะทรงกลมขนาดค่อนข้างเล็ก ผิวเปลือกมันวาวหรือผิวเปลือกขรุขระขึ้นอยู่กับลักษณะการแปรรูป โดยปลูกในแหล่งผลิตพริกไทยชั้นดี มีสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบระหว่างพื้นที่สูงและชายทะเล มีแหล่งน้ำธรรมชาติ และดินอุดมสมบูรณ์ ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นเส้นทางหากินของค้างคาวแม่ไก่กว่าแสนตัว จึงมีซากอินทรียวัตถุและมูลค้างคาวที่มีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพริกไทย โดยเฉพาะแคลเซียมและแมกนีเซียมที่มีส่วนช่วยให้พริกไทยสังเคราะห์แสงและสร้างไปเปอรีน ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ทำให้พริกไทยมีรสชาติเผ็ดร้อนถึงร้อนลึก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
พริกไทยสุไหงอุเปยังมีความผูกพันกับวิถีเศรษฐกิจของท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน ในอดีตพื้นที่อำเภอทุ่งหว้ามีชื่อเรียกว่า &ldquo;เมืองสุไหงอุเป&rdquo; เป็นชุมชนที่มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างคึกคัก โดยเฉพาะเกาะปีนัง ซึ่งพริกไทยเป็นหนึ่งในสินค้าสำคัญของพื้นที่ เพราะแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่มีกลิ่นหอมและสามารถเก็บรักษาได้นาน ชื่อ &ldquo;พริกไทยสุไหงอุเป&rdquo; จึงเป็นที่รู้จักและใช้เรียกสืบต่อกันมากว่าร้อยปี โดยได้รับการยอมรับว่าเป็นพริกไทยที่มีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ พริกไทยสุไหงอุเปนับเป็นสินค้า GI รายการที่ 3 ของจังหวัดสตูล ต่อจากจำปาดะสตูลและกระท้อนนาปริกสตูล ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดสตูลกว่า 4.3 ล้านบาทต่อปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะเดินหน้าสนับสนุนการใช้ประโยชน์จาก GI อย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ การส่งเสริมการขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ GI อย่างถูกต้อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการส่งเสริมการตลาดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้มะแขว่นเชียงใหม่และพริกไทยสุไหงอุเปเป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเฉพาะการต่อยอดจุดเด่นของเครื่องเทศทั้งสองชนิดสู่การเป็นวัตถุดิบสำหรับเมนูอาหารคุณภาพ เครื่องปรุงรส ผลิตภัณฑ์แปรรูป และผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต และขยายโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ กรมขอเชิญชวนผู้บริโภค ผู้ประกอบการร้านอาหาร และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร ร่วมสนับสนุนวัตถุดิบ GI จากเกษตรกรและชุมชนโดยตรง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการใช้วัตถุดิบไทยที่มีแหล่งกำเนิดชัดเจนและมีเรื่องราว ตลอดจนเปิดโอกาสให้มะแขว่นเชียงใหม่ และพริกไทยสุไหงอุเปได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเมนูและผลิตภัณฑ์อาหารที่หลากหลาย โดยสามารถสั่งซื้อ &ldquo;มะแขว่นเชียงใหม่&rdquo; ได้ที่ Facebook : กลุ่มเกษตรกรมะแขว่นป่าแป๋ หรือโทร. 062-348-6982 และสั่งซื้อ &ldquo;พริกไทยสุไหงอุเป&rdquo; โทร. 094-455-4426&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260909a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c164549.jpg' type='image/jpg' length='201531' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือ 2 แพลตฟอร์มสัญชาติไทย มอบส่วนลด 17 ล้าน ฉลองมหกรรม 9.9]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185300</link>
<guid isPermaLink="false">cccf43161881ec96e9fa0082f5597739</guid>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 16:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 23.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือ 2 แพลตฟอร์มสัญชาติไทย มอบส่วนลด 17 ล้าน ฉลองมหกรรม 9.9<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือ 2 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce มอบส่วนลดครั้งใหญ่ ฉลองมหกรรม 9.9 รวมกว่า 17 ล้านบาท พร้อมอัดโปรโมชันแรงลดสูงสุด 60% สูงสุด 4,000 บาท เพื่อช่วยสนับสนุน SME ขายสินค้า และลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ปลุกกระแสชอปปิงออนไลน์ต้อนรับมหกรรม 9.9 โดยส่งแคมเปญใหญ่ &ldquo;ไทยช่วยไทย ช้อปออนไลน์&rdquo; โดยจับมือ 2 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce มอบส่วนลดมูลค่ารวมกว่า 17 ล้านบาท จัดเต็มโปรโมชัน ลดกระหน่ำสูงสุดถึง 60% (สูงสุด 4,000 บาท/ออเดอร์) พร้อมแจกคูปองส่งฟรี เพื่อช่วยลดค่าครองชีพประชาชนและดันรายได้ให้กับ SME เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการเพิ่มรายได้ SME จาก 35% เป็น 40% ของจีดีพีประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;มหกรรม 9.9 ในครั้งนี้ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการใช้จ่ายออนไลน์ โดยกรมได้รวบรวมสินค้าดี มีคุณภาพจาก SME วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตท้องถิ่นกว่า 2,000 ราย ทั่วประเทศ มาไว้ในที่เดียว พร้อมมอบความคุ้มค่าแบบจัดเต็ม ส่วนลดจุใจสูงสุดถึง 60% สูงสุดถึง 4,000 บาทต่อออเดอร์ พร้อมคูปองส่งฟรี ช่วยลดภาระค่าขนส่งให้กับผู้บริโภค โดยแพลตฟอร์มพันธมิตรร่วมยกเว้นค่าธรรมเนียมการขาย หรือ ค่า GP เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการตลอดทั้งแคมเปญ&rdquo;<br />
ทั้งนี้ เทศกาล 9.9 จึงเป็นโอกาสทองที่นักชอปทั้งหลายจะได้ซื้อของดี ราคาคุ้มค่า โดยทุกการอุดหนุน นอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว ยังเป็นการส่งต่อรายได้กลับคืนไปสู่ชุมชนและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง โดยสามารถเริ่มเลือกซื้อสินค้าชุมชนคุณภาพดีและเก็บคูปองส่วนลดต้อนรับโปร 9.9 ได้ที่แพลตฟอร์ม ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.2569 เป็นต้นไป หรือจนกว่าคูปองจะหมด</p>

<p>สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร.02-547-5959 Call Center 1570 หรือดูรายละเอียดทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260909eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3164246.jpg' type='image/jpg' length='65813' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ถก ITOCHU ดันยกระดับเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ร่วมมือผลิต ค้าขาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185298</link>
<guid isPermaLink="false">6041e9c754b4f7c8cea20008bf5706df</guid>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 16:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 26.jpg" style="width: 1000px; height: 643px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ถก ITOCHU ดันยกระดับเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ร่วมมือผลิต ค้าขาย<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ควง &ldquo;วราวุธ-กลินท์&rdquo; หารือประธาน ITOCHU Corporation แลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน หนุนยกระดับความร่วมมือเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ทั้งร่วมพัฒนา ร่วมผลิต ร่วมสร้างธุรกิจ ร่วมทำตลาดไปประเทศที่สาม อาเซียนและตลาดโลก พร้อมต่อยอดความร่วมมืออาหาร พลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ ดาต้าเซ็นเตอร์ AI ร่วมมือยา บริการการแพทย์ และบริการสังคมสูงวัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายกลินท์ สารสิน ประธานสมาคมไทย&ndash;ญี่ปุ่น และประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ให้การต้อนรับนายเคอิตะ อิชิอิ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ITOCHU Corporation พร้อมคณะ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ตลอดจนโอกาสยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดและยาวนาน โดยภาคธุรกิจญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการร่วมสร้างฐานอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน และการจ้างงานในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ญี่ปุ่นจึงเป็นมากกว่าคู่ค้าและนักลงทุน แต่เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และหุ้นส่วนที่ไทยเชื่อมั่น (Trusted Partner) ซึ่งไทยต้องการร่วมกันพัฒนาความสัมพันธ์ให้ก้าวไปสู่รูปแบบใหม่ที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานโลก&nbsp;<br />
ในปี 2570 ไทยและญี่ปุ่นจะครบรอบ 140 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญในการเปิดบทใหม่ของความร่วมมือ โดยทั้งสองประเทศสามารถต่อยอดจากความสัมพันธ์ในรูปแบบเดิมที่ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานการผลิต ไปสู่การร่วมพัฒนา ร่วมผลิต และร่วมสร้างธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานใหม่ (Co-Creation) รวมถึงร่วมกันขยายสินค้าและบริการไปยังประเทศที่สาม อาเซียน และตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การลงทุนและห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงการแข่งขันด้านการลงทุนที่เพิ่มขึ้น โดยฝ่ายไทยยืนยันความสำคัญของการสร้างความสมดุลและกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการทำงานร่วมกับประเทศที่เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยี เงินทุน ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายธุรกิจระดับโลก ขณะที่ไทยมีฐานการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมโยงกับตลาด ASEAN ที่สามารถนำมาผสานกันเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยสาขาที่ทั้งสองฝ่ายเห็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือ ได้แก่ อาหารและการแปรรูปอาหาร ซึ่งไทยมีฐานวัตถุดิบและการผลิตที่เข้มแข็งและยังมีโอกาสเพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูป อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ยานยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องแห่งอนาคต รวมถึงศูนย์ข้อมูล (Data Center) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยต้องการดึงดูดการลงทุนที่สามารถสร้างการจ้างงาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในประเทศมากขึ้น<br />
นอกจากนี้ ได้หารือถึงโอกาสความร่วมมือด้านยาและบริการทางการแพทย์ เทคโนโลยีและบริการรองรับสังคมสูงวัย ตลอดจนธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ โดยไทยและญี่ปุ่นต่างเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไปสู่สังคมสูงวัย ขณะที่ญี่ปุ่นมีองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่สามารถนำมาต่อยอดร่วมกับศักยภาพของไทย เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการใหม่และขยายไปยังตลาดอื่นในอนาคต โดยฝ่ายญี่ปุ่นได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการลดความสูญเปล่า รวมถึงแนวทางรับมือกับสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยสามารถเรียนรู้และต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้แจ้งฝ่ายญี่ปุ่นว่ารัฐบาลอยู่ระหว่างการทบทวนและปรับปรุงกฎระเบียบในหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใหม่ อาทิ พลังงาน ศูนย์ข้อมูล และอาหาร เพื่อให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของนักลงทุน พร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคธุรกิจและประเทศหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างรูปแบบการลงทุนที่เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อผู้ลงทุนและเศรษฐกิจไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260909c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c163954.jpg' type='image/jpg' length='647239' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมเจรจาฯ จัดสัมมนา ระดมความเห็นใช้เป็นข้อมูลเจรจาการค้ากับคาซัคสถาน ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185297</link>
<guid isPermaLink="false">350a9dbe9d4ef0d000f9211b3ad6a7b6</guid>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 16:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 22.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>กรมเจรจาฯ จัดสัมมนา ระดมความเห็นใช้เป็นข้อมูลเจรจาการค้ากับคาซัคสถาน&nbsp;<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เตรียมจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เตรียมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย-คาซัคสถาน ครั้งที่ 1 ระดมความคิดเห็นผ่าน 5 กลุ่มย่อย เพื่อนำข้อมูลใช้ประกอบการเจรจาต่อไป ย้ำคาซัคสถานเป็นตลาดที่มีโอกาสทางการค้าสูง มีโอกาสทำ FTA ไทย-EAEU แนะผู้ประกอบการศึกษาและเตรียมการเจาะตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเตรียมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย-คาซัคสถาน ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ &ldquo;ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้าเชิงรุก เชื่อมโยงไทยสู่ศูนย์กลางยูเรเซีย (EAEU)&rdquo; ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.2569 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21 กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมความพร้อมและกำหนดท่าทีของไทยในการบุกเบิกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคเอเชียกลาง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการขับเคลื่อนการค้า การลงทุนเชิงรุก การเร่งผลักดันตัวเลขการส่งออก และขยายตลาดใหม่ผ่านความตกลงการค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการสัมมนาในครั้งนี้ ได้เชิญกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และสื่อมวลชนสายวิเคราะห์ ร่วมระดมสมองและแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก ผ่านการแบ่งกลุ่มย่อย (Focus Group) 5 สาขา ได้แก่ 1.การค้าสินค้า ห่วงโซ่อุปทาน และภูมิรัฐศาสตร์ 2.เกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร 3.สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve 4.สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทรัพยากรแร่ธาตุ และ 5.ความร่วมมือด้านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมธุรกิจ SME โดยผลที่ได้จะนำมาใช้เป็นข้อมูลสำหรับการเจรจาการค้ากับคาซัคสถานต่อไป<br />
ทั้งนี้ การยกระดับความร่วมมือกับคาซัคสถาน ไม่เพียงแต่เป็นการขยายโอกาสทางการค้า แต่ยังเป็นบันไดก้าวสำคัญที่จะวางรากฐานไปสู่การจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ในอนาคต ซึ่งจะครอบคลุมฐานผู้บริโภคมหาศาลในระยะยาว และขอให้ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจไทย ให้ความสำคัญและเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดคาซัคสถาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เส้นทางขนส่งทางเลือก Middle Corridor ที่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และลดระยะเวลาการขนส่งสินค้า การปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานสินค้ายูเรเซีย รวมถึงการเจาะตลาดผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ทรงอิทธิพลในท้องถิ่น</p>

<p>สำหรับคาซัคสถาน เป็นประเทศยุทธศาสตร์ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญในการเชื่อมโยงเอเชียและยุโรป ด้วยอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ระดับ 4.8% ส่งผลให้คาซัคสถานมีกลุ่มชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค นวัตกรรม รวมถึงยานยนต์นำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด</p>

<p>ปัจจุบันคาซัคสถานก้าวขึ้นมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทยในกลุ่มเครือรัฐเอกราช (CIS) และกลุ่ม EAEU โดยสินค้าส่งออกของไทยที่ครองส่วนแบ่งตลาดและมีศักยภาพโดดเด่นสูงสุด คือ กลุ่มรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้ากลุ่มเครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์ยางพารา และอุปกรณ์การแพทย์ ยังมีอัตราการขยายตัวที่น่าจับตามอง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260909c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b163743.jpg' type='image/jpg' length='93154' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ข้อมูลธุรกิจจังหวัดชัยนาท ประจำเดือน สิงหาคม 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185003</link>
<guid isPermaLink="false">84034504bbfc0975e15a1e0fb9a935cb</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 13:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026090820bd954c52d65bd21f3c136e43a58f1c135057.jpg' type='image/jpg' length='739160' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ครม.ตั้งผู้บริหารพาณิชย์ใหม่ โยกย้ายใหญ่รวม 9 ตำแหน่ง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184992</link>
<guid isPermaLink="false">1a3ef8a84f77e6eadbbf2ff244697e75</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 13:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/10 - Copy 7.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​ครม.ตั้งผู้บริหารพาณิชย์ใหม่ โยกย้ายใหญ่รวม 9 ตำแหน่ง<br />
ครม.อนุมัติการแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ จำนวน 9 ตำแหน่ง &ldquo;วิทยากร&rdquo; รองปลัดพาณิชย์ &ldquo;กิตติวัฒน์&rdquo; กรมพัฒนาธุรกิจการค้า &ldquo;วราวุฒิ&rdquo; กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ &ldquo;กนิษฐา&rdquo; เอกอัครราชทูต WTO และ WIPO &ldquo;มนัสนิตย์&rdquo; รองปลัดพาณิชย์ &ldquo;พิมพ์ชนก&rdquo; ผู้ตรวจราชการ &ldquo;อรมน&rdquo; ผู้ตรวจราชการ &ldquo;วัฒนศักย์&rdquo; กรมการค้าภายใน &ldquo;จิตติมา&rdquo; กรมทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า วันที่ 8 ก.ย.2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 9 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
1.นายวิทยากร มณีเนตร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ</p>

<p>4.น.ส.กนิษฐา กังสวนิช เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การค้าโลก และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.นางมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
6.นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
7.นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
8.นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
9.น.ส.จิตติมา ศรีถาพร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260908d3d9446802a44259755d38e6d163e820132714.jpg' type='image/jpg' length='66510' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ชวนร่วมสัมมนาออนไลน์ การใช้งานระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184970</link>
<guid isPermaLink="false">e5fac5dab03ca733e3fc046b8382b0cd</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 11:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6a9f88f902680.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ชวนร่วมสัมมนาออนไลน์ การใช้งานระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง<br />
กรมการค้าต่างประเทศ (คต.) ชวนผู้ประกอบการร่วมสัมมนาออนไลน์ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจการใช้งานระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (SOC) ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดขั้นตอน ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน เผยล่าสุดสามารถรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองได้ 3 กรอบ FTA และ 1 สิทธิพิเศษ GSP และยังพร้อมใช้กับ EFTA 1 ม.ค.70 ด้วย</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 10 ก.ย.2569 กรมได้กำหนดจัดงานสัมมนาในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าใช้งานระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self- Origin Certification: SOC) ได้อย่างถูกต้องและคล่องตัว โดยแบ่งการบรรยายออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงเช้า (09.00&ndash;12.00 น.) แนวทางการขึ้นทะเบียนผู้ใช้งานผ่านระบบ SMART-I และการบรรยายการตรวจคุณสมบัติทางด้านถิ่นกำเนิดสินค้าผ่านระบบ ROVERs Plus และช่วงบ่าย (13.00&ndash;16.00 น.) การบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification) พร้อมกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ทดลองเข้าสู่ระบบและปฏิบัติงานจริงในระบบ SOC (https://soc.dft.go.th)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้ปรับปรุงและเปิดใช้งานระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self- Origin Certification : SOC) ตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค.2569 โดยระบบ SOC ได้รับการพัฒนาให้สามารถรองรับกรอบความตกลงทางการค้าที่เพิ่มขึ้น และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบอื่น ๆ ของกรม ได้แก่ SMART-I, SMART C/O และ ROVERs Plus รวมถึงเชื่อมโยงการตรวจสอบข้อมูลโรงงานจากฐานข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
ปัจจุบันระบบ SOC รองรับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกที่ได้รับสิทธิ์รับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองตามกรอบความตกลงทางการค้า 3 กรอบความตกลง และ 1 สิทธิพิเศษ GSP ได้แก่ 1.ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (AWSC) 2.ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) 3.ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) 4.การขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ในการส่งออกไปสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ (REX System) และระบบดังกล่าว ยังได้เตรียมพร้อมรองรับกรอบความตกลงการค้าเสรีไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค.2570 ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองผ่านระบบ SOC ถือเป็นทางเลือกเพิ่มเติมที่ผู้ส่งออกสามารถทำการรับรองลงในเอกสารทางการค้า เช่น Invoice , Bill of Lading , Packing List หรือ Delivery Order เพื่อขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีที่ประเทศปลายทางได้เช่นเดียวกับการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form C/O) ซึ่งเป็นวิธีการที่สะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนการดำเนินการ และลดค่าใช้จ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการสัมมนาและการฝึกปฏิบัติ Workshop กรมขอความร่วมมือผู้ประกอบการจัดเตรียมบัญชีผู้ใช้งาน (SMART I) (กรณีเคยขึ้นทะเบียนแล้ว) โดยกรมเชื่อมั่นว่าการสัมมนาครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ส่งออกไทยสามารถนำระบบดิจิทัลไปใช้สร้างแต้มต่อทางการค้าและขับเคลื่อนการส่งออกได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารการนำเข้าและรับรองถิ่นกำเนิด กรมการค้าต่างประเทศ โทร. 02-547-4808 และ 02-547-5132 หรือทาง E-mail: importad@moc.go.th<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260908cb6265236a0d6a124dcf508beee973a5114410.jpg' type='image/jpg' length='107973' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ถก 4 หน่วยงานลิขสิทธิ์เกาหลีใต้ ร่วมมือไอพี รับมือ AI ปราบละเมิดออนไลน์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184921</link>
<guid isPermaLink="false">d8c2b91dd4da26018ddb9f6d4a095a61</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 10:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/7 - Copy 9.jpg" style="width: 1000px; height: 666px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถก 4 หน่วยงานลิขสิทธิ์เกาหลีใต้ ร่วมมือไอพี รับมือ AI ปราบละเมิดออนไลน์<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือกับ 4 หน่วยงานด้านลิขสิทธิ์ของเกาหลีใต้ ยกระดับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา การรับมือความท้าทายจากเทคโนโลยี AI การแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน การบริหารจัดการลิขสิทธิ์เพลงและการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ การปราบปรามละเมิดออนไลน์ มั่นใจช่วยยกระดับการบริหารจัดการและรับมือความท้าทายของไทยได้เพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้หารือทวิภาคีกับ 4 หน่วยงานหลักด้านลิขสิทธิ์แห่งสาธารณรัฐเกาหลี ได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว (Ministry of Culture, Sports and Tourism: MCST) สำนักงานคณะกรรมการลิขสิทธิ์เกาหลี (Korea Copyright Commission: KCC) สำนักงานคุ้มครองลิขสิทธิ์เกาหลี (Korea Copyright Protection Agency: KCOPA) และองค์กรจัดเก็บด้านลิขสิทธิ์เพลง (Korea Music Copyright Association: KOMCA) เพื่อยกระดับความร่วมมือและแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติในประเด็นสำคัญ ทั้งการรับมือความท้าทายจากเทคโนโลยี AI การปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ข้ามชาติ การนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นหลักประกันทางการเงิน และการพัฒนาระบบบริหารจัดการสิทธิ์ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า บริการ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิ์และปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและบริบทการค้าในยุคปัจจุบัน &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการหารือกับกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (MCST) ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนนโยบายในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลทางกฎหมายระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม AI และการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ และยังได้แลกเปลี่ยนแนวทางการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน (IP Financing) โดยเฉพาะการผลักดันให้ผลงานลิขสิทธิ์สามารถนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอสินเชื่อจากธนาคาร แม้ปัจจุบันยังมีอุปสรรคเรื่องความมั่นใจในการประเมินมูลค่าและความเสี่ยงในการขายทอดตลาดหากเกิดหนี้เสีย โดยฝ่ายเกาหลีใต้ได้แบ่งปันประสบการณ์การทดลองโมเดลระดมทุนรูปแบบใหม่ เช่น การลงทุนแบบแบ่งสัดส่วนในลิขสิทธิ์เพลง (Music Royalty Fractional Investment) ซึ่งเป็นแนวทางที่กรมสามารถนำมาศึกษาเพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งทุน และต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ผู้สร้างสรรค์และผู้ประกอบการไทย<br />
สำหรับการหารือกับคณะกรรมการลิขสิทธิ์เกาหลี (KCC) นำโดย Mr. Seogweon KANG ประธานสำนักงานคณะกรรมการลิขสิทธิ์เกาหลี ได้แลกเปลี่ยนแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงนโยบายในการสร้างสมดุลระหว่างผู้พัฒนา AI ที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำไปใช้ฝึกฝนโมเดล (Model Training) กับการคุ้มครองสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่สร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งไทยได้ริเริ่มให้มีการระบุการใช้ AI ในแบบฟอร์มแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์แล้ว ขณะที่เกาหลีใต้อยู่ระหว่างศึกษาและจัดหารือกับผู้เกี่ยวข้องในเรื่องข้อยกเว้นการใช้ผลงานอันมีลิขสิทธิ์โดยชอบธรรม (Fair Use) และการทำเหมืองข้อความและข้อมูล (Text and Data Mining: TDM) ให้มีความเหมาะสม โปร่งใส และไม่กระทบต่อสิทธิ์อันชอบธรรมของเจ้าลิขสิทธิ์ รวมถึงการจัดทำคู่มือเพื่อการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ด้วยความระมัดระวังและป้องกันข้อพิพาท ซึ่งข้อมูลและประสบการณ์จากเกาหลีใต้จะเป็นประโยชน์ต่อกรมในการนำมาศึกษาและพัฒนาแนวทางของไทยให้สามารถรองรับการใช้ AI ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์ได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการหารือกับองค์กรจัดเก็บด้านลิขสิทธิ์เพลง (KOMCA) ซึ่งเป็นองค์กรจัดเก็บรายสำคัญของเกาหลีใต้ที่มีส่วนแบ่งตลาดถึง 99% เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการสิทธิ์ ทั้งรูปแบบการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์แบบเหมาจ่าย (Blanket Licensing) และตามการใช้งานจริง (Claim Basis Licensing) รวมถึงกระบวนการกระจายรายได้ให้กับเจ้าของสิทธิ์ โดยประเด็นสำคัญ คือ ปัจจุบัน KOMCA ไม่อนุญาตให้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ผลงานเพลงที่สร้างขึ้นโดย AI 100% โดยผลงานที่จะจดทะเบียนได้จะต้องเป็นผลงานที่มนุษย์เป็นผู้สร้างสรรค์หลัก หรือมีสัดส่วนการสร้างสรรค์โดยมนุษย์มากกว่า 50% และไทยยังได้หารือถึงแนวทางแก้ปัญหาการถูกแอบอ้างสิทธิ์ในเพลงเก่าที่หมดอายุลิขสิทธิ์บนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยฝ่ายเกาหลีใต้ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การให้องค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ (CMO) ทำสัญญากับแพลตฟอร์มโดยตรงเพื่อสร้างข้อตกลงและกรอบการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้มีช่องทางที่เป็นทางการและชัดเจนยิ่งขึ้นในการบริหารจัดการสิทธิ์ รวมถึงสามารถตรวจสอบและแก้ไขข้อพิพาทเมื่อเกิดกรณีการแอบอ้างผลงานที่หมดอายุไปแล้ว ตลอดจนกรณีเพลงกำพร้าที่ไม่สามารถระบุตัวเจ้าของสิทธิ์ได้ เพื่อให้เกิดการจ่ายเงินปันผลค่าลิขสิทธิ์ได้อย่างถูกต้องอีกด้วย<br />
​ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่การหารือกับสำนักงานคุ้มครองลิขสิทธิ์เกาหลี (KCOPA) นำโดย Mr. Sungchun YOON ประธานสำนักงานคุ้มครองลิขสิทธิ์เกาหลี ซึ่ง KCOPA มีอำนาจทางปกครองในการสั่งการให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ลบเนื้อหาหรือบล็อกเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล โดยมีการนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจจับเว็บไซต์ละเมิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยทั้งสองฝ่ายยังได้หารือแนวทางจัดการ Server เถื่อนข้ามชาติ ผ่านมาตรการบล็อกการเข้าถึง เพื่อตัดเส้นทางรายได้โฆษณา และจำกัดการค้นหาบน Search Engine รวมถึงความร่วมมือในการจัดการปัญหากล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ (IPTV) ละเมิดลิขสิทธิ์ข้ามชาติ โดย KCOPA ยินดีร่วมมือกับไทย ในการสืบสวนผ่านศูนย์นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensic Center) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของไทยในการรับมือการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ข้ามชาติต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่าการยกระดับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับหน่วยงานด้านลิขสิทธิ์ของเกาหลีใต้ในครั้งนี้ จะช่วยให้กรอบความร่วมมือของทั้งสองประเทศก้าวทันต่อโจทย์เศรษฐกิจและเทคโนโลยีในยุคใหม่ และเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมของไทยเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเทคโนโลยี AI ตลอดจนยกระดับการบริหารจัดการลิขสิทธิ์และเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ อันจะช่วยอำนวยความสะดวก สร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศสามารถขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันได้อย่างมั่นคงในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202609088f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543103210.jpg' type='image/jpg' length='156482' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[8 ชาติอาเซียน เสนอร่วมมือไทย รับ Green–Digital Transition เกมใหม่การค้าโลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184919</link>
<guid isPermaLink="false">a23e23d7e4b2cd93bc141e5f1ca9122a</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 10:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6a9f6fc306063.png" style="width: 1000px; height: 563px;" /></p>

<p>8 ชาติอาเซียน เสนอร่วมมือไทย รับ Green&ndash;Digital Transition เกมใหม่การค้าโลก<br />
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) จัดงาน Trade Intelligence Forum 2026 ระดมเครือข่ายหน่วยงานวิชาการชั้นนำจาก 8 ประเทศในอาเซียน จัดทำ Policy Papers หาโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและดิจิทัลควบคู่กัน (Twin Green-and-Digital Transition) เผยไทยเนื้อหอม ทุกชาติเสนอเพิ่มความร่วมมือรับกติกาโลกใหม่ ทั้งยานยนต์ EV เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด อาหารและฮาลาล การค้าดิจิทัล อุตสาหกรรมสีเขียว &nbsp;</p>

<p>นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยว่า ITD ได้จัดงาน &ldquo;Trade Intelligence Forum 2026 : Navigating Global Megatrends : Regional Outlooks&rdquo; ภายใต้โครงการ Trade Intelligence Center (TIC) 2026 โดยได้ระดมเครือข่ายหน่วยงานวิชาการชั้นนำจาก 8 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาร่วมกันวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและดิจิทัลควบคู่กัน หรือ Twin Green-and-Digital Transition ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์โลก ที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และโอกาสของประเทศในภูมิภาคที่จะร่วมมือกันสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ &nbsp;</p>

<p>&ldquo;ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับความท้าทายได้เพียงลำพัง และภูมิภาคจะแข็งแกร่งที่สุดเมื่อสามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน ITD จึงได้ทำโครงการนี้ขึ้นมา โดยได้ระดมความคิดเห็นจากนักวิจัยจาก 8 ประเทศ ร่วมกันจัดทำเอกสารนโยบาย (Policy Papers) เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาหรือแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะสะท้อนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงระดับโลกต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ นำเสนอแนวทางความร่วมมือกับไทยเพื่อรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้น&rdquo;</p>

<p>สำหรับผลการศึกษาจาก 8 ประเทศ สะท้อนว่า เมกะเทรนด์โลกกำลังเร่งให้ประเทศในภูมิภาคปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างห่วงโซ่อุปทานรูปแบบใหม่ โดยมีข้อเสนอความร่วมมือกับไทยในหลายสาขาสำคัญ โดยบรูไนดารุสซาลาม ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดคาร์บอน พร้อมเสนอความร่วมมือกับไทยด้านระบบอาหารอัจฉริยะ ห่วงโซ่มูลค่าฮาลาล การค้าดิจิทัล และการเงินเพื่อความยั่งยืน<br />
อินโดนีเซีย ชูศักยภาพด้านแร่ธาตุสำคัญ โดยเฉพาะนิกเกิล และเสนอการสร้างห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ร่วมกับไทย โดยเชื่อมศักยภาพด้านวัตถุดิบและแบตเตอรีต้นน้ำของอินโดนีเซียกับฐานการประกอบและการผลิตชิ้นส่วนปลายน้ำของไทย</p>

<p>สปป.ลาว เสนอแนวคิด &ldquo;Thailand+1&rdquo; เพื่อยกระดับบทบาทจากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Landlocked) สู่การเป็น Land-linked Hub เชื่อมโยงเศรษฐกิจและการค้าของภูมิภาค</p>

<p>มาเลเซีย ชี้ผลกระทบจากสังคมสูงวัยต่อโครงสร้างการค้า และเสนอให้อาเซียนใช้ประโยชน์จากความหลากหลายด้านประชากร ผ่านการเคลื่อนย้ายแรงงานและการสร้างห่วงโซ่การผลิตร่วมกัน</p>

<p>เมียนมา มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมเสนอขยายความร่วมมือกับไทยผ่านระเบียงเศรษฐกิจ แม่สอด&ndash;เมียวดี และระนอง&ndash;ย่างกุ้ง รวมถึงการพัฒนาระบบชำระเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่นบาท&ndash;จ๊าด</p>

<p>ฟิลิปปินส์ ชี้ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมเสนอการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ เชื่อมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ของฟิลิปปินส์กับอุตสาหกรรม EV ของไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260908610e8468d24c1248a971bfbf6d70bc94102918.png' type='image/png' length='1398613' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ชี้แจงการออกกฎกระทรวงกำหนด 8 ธุรกิจบริการ ต่างชาติไม่ต้องขออนุญาต ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184912</link>
<guid isPermaLink="false">212e5f9c21f2f78dd3b7c8bee2f65b43</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 10:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 10.jpg" style="width: 1000px; height: 804px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ชี้แจงการออกกฎกระทรวงกำหนด 8 ธุรกิจบริการ ต่างชาติไม่ต้องขออนุญาต&nbsp;<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้แจงการออกกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 8 ธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ลดความซ้ำซ้อน เผยธุรกิจบริการโทรคมนาคม กสทช.กำกับดูแล ธุรกิจบริหารศูนย์เงิน ธปท.ยันไม่แข่งคนไทย ธุรกิจการให้กู้ยืมเงิน บริการเป็นตัวแทนผู้ค้า กลต.แจ้งผู้ประกอบการไทย พร้อมแข่งขัน ธุรกิจบริการงานธุรการ บริการรับค้ำประกันหนี้ในเครือในกลุ่ม ไม่มีผลกระทบธุรกิจไทย ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่ในพื้นที่ตัวเอง เป็นสวัสดิการพนักงาน และธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม พลังงานเห็นควรให้ถอด เพราะไม่มีธุรกิจไทยให้บริการ ย้ำตั้งแต่เข้มจดทะเบียนนิติบุคคล บริษัทเสี่ยงนอมินีลดวูบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีมีการกล่าวหากระทรวงพาณิชย์ ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจ โดยเปิดประตูให้กับคนต่างด้าวเข้ามาแย่งอาชีพคนไทย ทำให้ SME ไทยเจ๊ง และอำนวยความสะดวกให้บริษัทข้ามชาติ เคลื่อนย้ายทุนโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง เป็นการผ่อนคลายกฎแบบสุดโต่ง ไร้กลไกป้องกันนอมินี ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง คือ การที่กระทรวงพาณิชย์ออกกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 8 ธุรกิจ ก็เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ลดความซ้ำซ้อน ในการเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเปิดเสรีให้เข้ามาทำธุรกิจ เพราะยังมีกฎ กติกา และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยกำกับดูแลอยู่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับ 8 ธุรกิจ ที่กำหนดให้ไม่ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 มีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแล ได้แก่ ธุรกิจบริการโทรคมนาคม สำหรับใบอนุญาตที่ผู้ประกอบกิจการไม่มีโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นของตนเอง กำกับดูแลโดย สำนักงาน กสทช. ซึ่ง กสทช. มีการออกใบอนุญาตประเภทนี้ไปแล้ว 525 ราย ในจำนวนนี้เป็นธุรกิจต่างด้าว 171 ราย ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน กำกับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่ง ธปท. ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการแข่งขันกันกับคนไทย ด้วยเหตุผลว่ากิจการนี้ต้องให้บริการกับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น ธุรกิจการให้กู้ยืมเงิน ที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า กำกับดูแลโดย สำนักงาน ก.ล.ต. และธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทนผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546 กำกับดูแลโดย สำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่ง กลต. แจ้งว่าผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมในการแข่งขัน<br />
กลุ่มที่ 2 การให้บริการเฉพาะบริษัทในเครือในกลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจบริการบริหารจัดการด้านงานธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างนิติบุคคลซึ่งมีความสัมพันธ์แบบในเครือในกลุ่ม ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่ม ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจคนไทย และผู้ประกอบการ SME เพราะให้บริการเฉพาะบริษัทในเครือในกลุ่ม และที่ผ่านมา เมื่อมีการขอมาก็อนุญาตทุกครั้ง โดยมีการอนุญาตไปแล้ว 334 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
กลุ่มที่ 3 ธุรกิจจำกัดขอบเขตบริการ/บริการเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงิน เครื่องจำหน่ายสินค้าหรือบริการอัตโนมัติ เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท ถือเป็นสวัสดิการพนักงาน ไม่เกี่ยวกับผู้ประกอบการไทย และธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งกระทรวงพลังงาน สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เห็นด้วยในการถอดรหัสธุรกิจออกจากบัญชีท้าย เนื่องจากเป็นการเพิ่มผู้ให้บริการและเป็นบริการที่ใช้เทคโนโลยีและเงินลงทุนสูง โดยเฉพาะการขุดเจาะนอกชายฝั่ง ซึ่งไม่มีผู้ประกอบการไทยให้บริการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การปลดธุรกิจออกจากบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ไม่ใช่เพิ่งทำครั้งแรก แต่ทำมาแล้ว 5 ครั้ง สะสมธุรกิจที่ปลดออกมาเรื่อย ๆ เป็นการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และที่ผ่านมา ก็มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกครั้ง และหน่วยงานที่กำกับดูแล ก็ได้ให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับการป้องกันการจดทะเบียนนอมินี กรมได้เพิ่มมาตรการความเข้มข้นมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนล่าสุดออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางที่ 2/2569 เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์และเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด กรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนามในห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ส.ค.2569 ทำให้การจดทะบียนจัดตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินี (ต่างด้าวถือหุ้น 0.01-49.99%) ของเดือน ส.ค.2569 ลดลงเหลือ 163 ราย ซึ่งเมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.2568 ซึ่งมีจำนวน 894 ราย ลดลงถึง 81.77% และในจำนวน 163 ราย ตรวจสอบแล้ว คาดว่ามีการร่วมทุนกันระหว่างชาวไทยกับชาวต่างชาติจริง 100 ราย อีก 63 ราย ดูแล้วมีความเสี่ยงเป็นนอมินี โดยได้ให้กรรมการ ผู้ถือหุ้น ผู้ขอจดทะเบียน มาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว หากพบความผิดปกติ ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ถ้ามาบอกว่ายุคนี้ ไม่ใส่ใจกับการแก้ไขปัญหานอมินี ก็อยากจะบอกว่า ไม่มียุคไหน ที่ใส่ใจได้เท่ายุคนี้ เพราะปัญหานอมินีเกิดมากว่า 20 ปี แต่ปีนี้ เป็นปีที่ทำงานเข้มข้นที่สุด มีการชักชวนหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมกันจัดการ เพราะปัญหานอมินี ทำหน่วยงานเดียวไม่ได้ โดยจากนี้ เมื่อมีข้อมูลเกี่ยวกับนอมินี ก็จะนำมาเปิดเรื่อย ๆ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้ และร่วมมือกันในการจัดการกับปัญหา&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202609081679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc100146.jpg' type='image/jpg' length='70701' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“โฆษกพาณิชย์” ชี้แจงเจรจาความตกลง ART คืบหน้าทิศทางดี แต่ยังไม่ได้ปิดดีล]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184906</link>
<guid isPermaLink="false">92c043e4a7010d63e16bef26c4b45d41</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 09:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 16.jpg" style="width: 1000px; height: 698px;" /></p>

<p>&ldquo;โฆษกพาณิชย์&rdquo; ชี้แจงเจรจาความตกลง ART คืบหน้าทิศทางดี แต่ยังไม่ได้ปิดดีล<br />
&ldquo;โฆษกกระทรวงพาณิชย์&rdquo; ชี้แจงการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART) มีความคืบหน้าในทิศทางที่ดี แต่ยังไม่มีการปิดดีล ขณะนี้ทีมเจรจาระดับเทคนิคของสองฝ่ายกำลังเร่งสรุปรายละเอียดและประเด็นที่เหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ส่วนการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน ก็ยังไม่สรุป</p>

<p>นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีมีกระแสข่าวเกี่ยวกับผลการหารือเรื่องภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในลักษณะมีการปิดดีล หรือได้ข้อสรุปเรื่องอัตราภาษีแล้ว ว่า ขอทำความเข้าใจว่าการหารือเพื่อจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย&ndash;สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade : ART) มีความคืบหน้าเป็นอย่างมากและมีสัญญาณที่ดีที่จะสรุปการเจรจาได้ ซึ่งหากสามารถจัดทําความตกลงร่วมกันได้ ไทยมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาอัตราภาษีนําเข้าจากสหรัฐฯ ในระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ ในการหารือระหว่างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. การหารือมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถมีข้อสรุปในสาระสำคัญของความตกลงร่วมกัน พร้อมเห็นชอบให้ทีมเจรจาระดับเทคนิคของทั้งสองฝ่ายเร่งสรุปรายละเอียดและประเด็นที่เหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการปิดดีลหรือได้ข้อสรุปอัตราภาษีสุดท้ายแล้ว<br />
ส่วนการไต่สวนของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ดังนั้น อัตราภาษีที่จะมีผลกับไทย จึงยังต้องรอความชัดเจนจากกระบวนการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของฝ่ายสหรัฐฯ ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ไทยจะเดินหน้าเจรจาอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้การหารือในรายละเอียดที่เหลือมีความคืบหน้าและได้ข้อยุติโดยเร็ว โดยมุ่งรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย และผลักดันให้อัตราภาษีของไทยอยู่ในระดับที่เป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้กับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค โดยเชื่อมั่นว่าความคืบหน้าที่เกิดขึ้นจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเดินหน้าความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ต่อไป&rdquo;นายกรนิจกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260908e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5095934.jpg' type='image/jpg' length='150977' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​บริษัทตั้งใหม่ส.ค.69 7,913 ราย เพิ่ม 3.56% รวม 8 เดือน 60,198 ราย เพิ่ม 1.70%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184903</link>
<guid isPermaLink="false">3a979f40d6ad656ef478ec6c0e786dd5</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 09:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 21.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>บริษัทตั้งใหม่ส.ค.69 7,913 ราย เพิ่ม 3.56% รวม 8 เดือน 60,198 ราย เพิ่ม 1.70%<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่เดือน ส.ค.69 มีจำนวน 7,913 ราย เพิ่ม 3.56% ทุนจดทะเบียน 16,811 ล้านบาท ลด 27.51% ส่วนจดเลิกมีจำนวน 2,244 ราย เพิ่ม 35.18% ทุนจดทะเบียน 7,035 ล้านบาท ลด 42.96% รวม 8 เดือน ตั้งใหม่ 60,198 ราย เพิ่ม 1.70% ทุนจดทะเบียนสะสม 181,658 ล้านบาท ลด 6.53% เลิก 11,420 ราย เพิ่ม 17.38% ทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 112,668 ล้านบาท เพิ่ม 78.74%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน ส.ค.2569 มีจำนวน 7,913 ราย เพิ่มขึ้น 3.56% ทุนจดทะเบียน 16,811 ล้านบาท ลดลง 27.51% โดยมีธุรกิจ 3 ประเภท ที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ คือ ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และร้านขายปลีกเสื้อผ้า ส่วนยอดรวม 8 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ส.ค.) มีจำนวน 60,198 ราย เพิ่มขึ้น 1.70% ทุนจดทะเบียนสะสม 181,658 ล้านบาท ลดลง 6.53%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนยอดเลิกกิจการ เดือน ส.ค.2569 มีจำนวน 2,244 ราย เพิ่มขึ้น 35.18% ทุนจดทะเบียนเลิก 7,035 ล้านบาท ลดลง 42.96% รวม 8 เดือน เลิก 11,420 ราย เพิ่มขึ้น 17.38% ทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 112,668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78.74%<br />
&ldquo;ธุรกิจตั้งใหม่ช่วง 8 เดือนที่มีจำนวน 60,198 ราย เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป การกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้งไทยช่วยไทยพลัส และการท่องเที่ยวที่กำลังจะออกมา ทำให้คนมีความมั่นใจในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอื่น ๆ อาทิ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์สงครามเผชิญภาวะยืดเยื้อ ที่จะส่งผลให้ต้นทุนพลังงานด้านการขนส่งมีความผันผวน ความกดดันด้านเงินเฟ้อโลก ส่งผลกระทบให้เงินบาทมีความผันผวน การลงทุนของภาคเอกชนบางกลุ่มธุรกิจชะลอตัว&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค.2569 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,110,274 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.78 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 1,014,836 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 24.13 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 811,591 ราย คิดเป็น 79.97% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 18.12 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 201,729 ราย คิดเป็น 19.88% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,516 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.58 ล้านล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่มากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 552,830 ราย ทุนจดทะเบียน 14.22 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 332,791 ราย ทุนจดทะเบียน 2.60 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 129,215 ราย ทุนจดทะเบียน 7.31 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.48% 32.79% และ 12.73% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260908a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c095634.jpg' type='image/jpg' length='64353' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เปิด 5 อันดับ จังหวัดมีสินค้า GI มากสุดในไทย “นครราชสีมา” ครองแชมป์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184901</link>
<guid isPermaLink="false">2e6022d3d612dcd64132b69c1e470d53</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 09:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 22.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เปิด 5 อันดับ จังหวัดมีสินค้า GI มากสุดในไทย &ldquo;นครราชสีมา&rdquo; ครองแชมป์<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดโพย 5 จังหวัด ที่มีสินค้า GI มากที่สุดในไทย เผยนครราชสีมา ครองอันดับ 1 จำนวน 12 สินค้า ตามด้วยเชียงราย 9 สินค้า เชียงใหม่ สกลนคร ราชบุรี 8 สินค้า ศรีสะเกษ ชุมพร สุราษฎร์ธานี 7 สินค้า และนครพนม เลย สมุทรสงคราม ยะลา 6 สินค้า ยันเดินหน้าผลักดันขึ้นทะเบียน GI ต่อไป ส่วนสินค้าที่ขึ้นทะเบียนแล้ว จะคุมเข้มเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน ช่วยทำตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ทำการสำรวจสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 269 รายการ (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ส.ค.2569) ครอบคลุมสินค้าเกษตร อาหาร หัตถกรรม และอุตสาหกรรม และปัจจุบันสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 117,276 ล้านบาท โดยพบว่ามีหลายจังหวัดที่มีสินค้า GI เป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านทรัพยากร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับ 5 จังหวัดที่มีสินค้า GI มากที่สุดในประเทศไทย อันดับ 1 ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา 12 รายการ ประกอบด้วย เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ผ้าไหมปักธงชัย ผ้าไหมคึมมะอุบัวลาย เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ กาแฟวังน้ำเขียว กาแฟดงมะไฟ ไวน์เขาใหญ่ มะขามเทศเพชรโนนไทย ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ น้อยหน่าปากช่องเขาใหญ่ และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น (พื้นที่ผลิตครอบคลุมถึงอำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา) สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสินค้า GI ทั้งภาคเกษตร อาหาร หัตถกรรม และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น สามารถพัฒนาเป็นสินค้าที่มีมูลค่าและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค โดยในปี 2568 สินค้า GI ทั้ง 12 รายการของจังหวัดนครราชสีมา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 12,148 ล้านบาท<br />
อันดับที่ 2 จังหวัดเชียงราย มีสินค้า GI 9 รายการ ได้แก่ กาแฟดอยตุง สับปะรดภูแลเชียงราย สับปะรดนางแล กาแฟดอยช้าง ข้าวก่ำล้านนา ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย เครื่องเคลือบเวียงกาหลง และส้มโอเวียงแก่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดในด้านสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ตลอดจนงานหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในและต่างประเทศ โดยในปี 2568 สินค้า GI ทั้ง 9 รายการของจังหวัดเชียงราย สร้างมูลค่ากว่า 316.31 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อันดับที่ 3 มี 3 จังหวัด มีสินค้า GI 8 รายการ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ มี GI ผ้าตีนจกแม่แจ่ม ศิลาดลเชียงใหม่ ร่มบ่อสร้าง ข้าวก่ำล้านนา กาแฟเทพเสด็จ ส้มสายน้ำผึ้งฝาง ลิ้นจี่จักรพรรดิฝาง และมะแขว่นเชียงใหม่ แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาหัตถศิลป์ล้านนาที่สืบทอดมาอย่างยาวนานกับศักยภาพด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง จนก่อให้เกิดสินค้าที่มีคุณภาพ สร้างมูลค่ารวม 3,134.61 ล้านบาท ในปี 2568 จังหวัดสกลนคร มี GI ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร หมากเม่าสกลนคร น้ำหมากเม่าสกลนคร เนื้อโคขุนโพนยางคำ เนื้อครามสกลนคร รวมถึงนมวาริช สร้างมูลค่ารวม 201.11 ล้านบาทในปี 2568 และจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีทั้งสินค้า GI เกษตรและหัตถกรรมที่มีชื่อเสียง ได้แก่ พริกบางช้าง สับปะรดบ้านคา มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี โอ่งมังกรราชบุรี ไชโป้วโพธาราม<br />
กุ้งก้ามกรามบางแพ มะนาวแป้นดำเนินสะดวก และมะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี สร้างมูลค่ารวม 8,539.86 ล้านบาทในปี 2568<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อันดับที่ 4 มี 3 จังหวัดที่มีสินค้า GI 7 รายการ ประกอบด้วย จังหวัดศรีสะเกษ มี GI ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง หอมแดงศรีสะเกษ กระเทียมศรีสะเกษ ครุน้อยบ้านสะอางศรีสะเกษ และทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากคุณลักษณะเด่นอันเกิดจากสภาพดินภูเขาไฟ สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพของสินค้ากับแหล่งภูมิศาสตร์ได้อย่างชัดเจน สร้างมูลค่ารวม 6,128.24 ล้านบาทในปี 2568 จังหวัดชุมพร มี GI ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร กล้วยเล็บมือนางชุมพร กาแฟเขาทะลุ กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร กล้วยหอมทองละแม ทุเรียนชุมพร และสับปะรดสวี สะท้อนศักยภาพของพื้นที่ในฐานะแหล่งผลิตพืชเศรษฐกิจและผลไม้คุณภาพของภาคใต้ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสภาพภูมิอากาศและทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อต่อการเพาะปลูก ทำให้สินค้าแต่ละชนิดมีคุณภาพและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ สร้างมูลค่ารวม 49,776.13 ล้านบาทในปี 2568 และจังหวัดสุราษฎร์ธานี มี GI หอยนางรมสุราษฎร์ธานี ไข่เค็มไชยา มะพร้าวเกาะพะงัน เงาะโรงเรียนนาสาร ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี ปลาเม็งสุราษฎร์ธานี และกระท้อนคลองน้อย สร้างมูลค่ารวม 288.99 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของทรัพยากรทั้งทางทะเลและภาคการเกษตรของจังหวัด อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสินค้าอัตลักษณ์ที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง<br />
อันดับที่ 5 มี 4 จังหวัดที่มีสินค้า GI 6 รายการ ประกอบด้วย จังหวัดนครพนม มีสินค้า GI ได้แก่ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน สับปะรดท่าอุเทน ลิ้นจี่นครพนม เนื้อโคขุนโพนยางคำ กกเหล่าพัฒนา และครกดินเผาบ้านกลาง สร้างมูลค่ารวม 181.63 ล้านบาทในปี 2568 จังหวัดเลย มี GI ผ้าฝ้ายเมืองเลย เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ไวน์ที่ราบสูงภูเรือ ข้าวเหนียวแดงเมืองเลย และข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงเมืองเลย สร้างมูลค่ารวม 51.29 ล้านบาทในปี 2568 จังหวัดสมุทรสงคราม มี GI ลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม พริกบางช้าง ปลาทูแม่กลอง เกลือสมุทรแม่กลอง และน้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง ซึ่งเป็นสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่และเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน สร้างมูลค่ารวม 1,232.83 ล้านบาทในปี 2568 และจังหวัดยะลา มี GI กล้วยหินบันนังสตา ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา ส้มโชกุนเบตง มังคุดในสายหมอกเบตง ไก่เบตงยะลา และปลานิลสายน้ำไหลเบตง สร้างมูลค่ารวม 3,197.05 ล้านบาทในปี 2568<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า จำนวนสินค้า GI ของแต่ละจังหวัด ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่แสดงถึงความสำเร็จของการขึ้นทะเบียนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มผู้ผลิตในพื้นที่ ที่ร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาสินค้าอัตลักษณ์ของชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน ตอบโจทย์เทรนด์การค้าและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมจะเดินหน้าโครงการจัดทำคำขอสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อขึ้นทะเบียนในประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำปรึกษาด้าน GI ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่สำรวจและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสินค้าที่มีศักยภาพ เพื่อจัดทำคำขอขึ้นทะเบียน GI ให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์เข้าสู่ระบบ GI อันเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว กรมจะมุ่งเสริมสร้างศักยภาพด้านการแข่งขัน ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งในด้านการควบคุมคุณภาพการผลิต การสร้างแบรนด์และเรื่องราวของสินค้า การเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งการเชื่อมโยงช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันสินค้า GI ไทยสู่การเป็นสินค้าพรีเมียม สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้มากขึ้น ตอกย้ำคุณค่าของ GI ว่าไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการคุ้มครองสินค้า แต่เป็นกลไกที่ช่วยรักษาและถ่ายทอด &ldquo;คุณค่า เรื่องราว และภูมิปัญญา&rdquo; ของชุมชนไทยสู่สายตาผู้บริโภคทั่วโลก ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการและชุมชน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260908eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3095113.jpg' type='image/jpg' length='48359' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เปิดโพยนิติบุคคลมีต่างชาติร่วมลงทุน ถือครองที่ดินกว่าล้านไร่ อาคารชุด 76,840 ห้อง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184899</link>
<guid isPermaLink="false">c8afc0d048716ce5899b01e472ce912d</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 09:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 25.jpg" style="width: 1000px; height: 717px;" /></p>

<p>เปิดโพยนิติบุคคลมีต่างชาติร่วมลงทุน ถือครองที่ดินกว่าล้านไร่ อาคารชุด 76,840 ห้อง<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากางตัวเลขให้เห็นกันจะจะ มีนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 36,277 ราย ถือครองที่ดิน 305,838 แปลง เนื้อที่ 1,064,265.38 ไร่ ส่วนการถือครองอาคารชุด มีจำนวน 7,082 ราย ถือครอง 76,840 ห้อง เนื้อที่ 4,103,114.88 ตารางเมตร ส่งข้อมูลทั้งหมดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการตามกฎหมาย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ทำการตรวจสอบการถือครองที่ดินและอาคารชุดของนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจำนวน 125,622 ราย หลังจากได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลการถือครองจากกรมที่ดิน พบว่า มีนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินรวม 123,542 ราย ถือครองโฉนดที่ดินรวม 1,269,326 แปลง เนื้อที่รวม 4,504,926.88 ไร่ โดยแยกเป็นนิติบุคคลไทย 100% ถือครองโฉนดที่ดิน 87,265 ราย สัดส่วน 70.64% ของนิติบุคคลทั้งหมด ถือครองโฉนดที่ดินรวม 963,488 แปลง สัดส่วน 75.90% ของการถือครองที่ดินทั้งหมด เนื้อที่รวม 3,440,661.50 ไร่ สัดส่วน 76.38% ของจำนวนไร่ที่นิติบุคคลถือครอง และเป็นนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน ถือครองโฉนดที่ดิน 36,277 ราย สัดส่วน 29.36% ถือครองโฉนดที่ดินรวม 305,838 แปลง สัดส่วน 24.10% เนื้อที่รวม 1,064,265.38 ไร่ สัดส่วน 23.62%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยหากเจาะลึกลงไปในนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนและมีการถือครองที่ดินจำนวน 36,277 ราย ยังกล่าวหาว่าทั้งหมดเป็นนอมินีไม่ได้ เนื่องจากบางรายมีการร่วมทุนกันระหว่างคนไทยและคนต่างชาติจริง แต่บางราย ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นนอมินี ซึ่งกรมได้ทำการตรวจสอบเชิงลึก และหากพบความผิดปกติ ได้ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว</p>

<p>สำหรับรายละเอียดการถือครองที่ดิน แยกเป็น 1.นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01-49.00% มีจำนวน 31,516 ราย สัดส่วน 86.88% ถือครองโฉนดที่ดิน 287,176 แปลง เนื้อที่รวม 901,596.92 ไร่ โดย 5 จังหวัดที่ถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) มากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร 36,047 แปลง 29,518.43 ไร่ ชลบุรี 29,214 แปลง 95,846.83 ไร่ สมุทรปราการ 25,029 แปลง 35,649.62 ไร่ ปทุมธานี 24,876 แปลง 24,441.04 ไร่ นนทบุรี 19,874 แปลง 12,563.45 ไร่ รวม 5 จังหวัดถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) จำนวน 135,040 แปลง สัดส่วน 47.02% 198,019.37 ไร่ สัดส่วน 21.96%<br />
2.นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 49.01-99.99% จำนวน 1,311 ราย สัดส่วน 3.61% ถือครองโฉนดที่ดิน 8,633 แปลง เนื้อที่รวม 59,077.06 ไร่ โดย 5 จังหวัดที่ถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) มากที่สุด คือ ชลบุรี 1,047 แปลง 10,031.89 ไร่ ระยอง 989 แปลง 13,309.09 ไร่ กรุงเทพมหานคร 954 แปลง 1,623.90 ไร่ สมุทรปราการ 949 แปลง 3,782.81 ไร่ ฉะเชิงเทรา 456 แปลง 6,180.61 ไร่ รวม 5 จังหวัดถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) จำนวน 4,395 แปลง สัดส่วน &nbsp;50.90% 34,928.30 ไร่ สัดส่วน 59.12%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 3,450 ราย สัดส่วน 9.51% ถือครองโฉนดที่ดิน 10,029 แปลง เนื้อที่รวม 103,591.40 ไร่ โดย 5 จังหวัดที่ถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) มากที่สุด คือ ชลบุรี 2,580 แปลง 29,276.61 ไร่ ระยอง 2,006 แปลง 32,078.62 ไร่ สมุทรปราการ 790 แปลง 3,898.50 ไร่ พระนครศรีอยุธยา 553 แปลง 5,445.00 ไร่ ปราจีนบุรี 534 แปลง 8,426.81 ไร่ รวม 5 จังหวัดถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) จำนวน 6,463 แปลง สัดส่วน 64.44% 79,125.54 ไร่ สัดส่วน 76.38%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 513,729.83 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 321,081,144 ไร่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ในส่วนของการถือครองอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) ของนิติบุคคล พบว่า มีนิติบุคคลที่ถือครองจำนวน 14,878 ราย ถือครองจำนวนรวม 244,115 ห้อง เนื้อที่รวม 13,153,690.14 ตารางเมตร แบ่งเป็นนิติบุคคลไทย 100% ถือครองอาคารชุด 7,796 ราย สัดส่วน 52.40% ของจำนวนนิติบุคคลที่ถือครองอาคารชุดทั้งหมด ถือครองจำนวนรวม 167,275 ห้อง สัดส่วน 68.52% เนื้อที่รวม 9,050,575.26 ตารางเมตร สัดส่วน 68.81% และนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน ถือครองอาคารชุด 7,082 ราย สัดส่วน 47.6% ถือครองจำนวนรวม 76,840 ห้อง สัดส่วน 31.48% เนื้อที่รวม 4,103,114.88 ตารางเมตร สัดส่วน 31.19%<br />
โดยในส่วนของนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนทั้ง 7,082 ราย แยกเป็นนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01-49.00% จำนวน 6,566 ราย สัดส่วน 92.71% ถือครองจำนวนรวม 73,786 ห้อง เนื้อที่รวม 3,893,936.71 ตารางเมตร นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 49.01-99.99% จำนวน 248 ราย สัดส่วน 3.50% ถือครองจำนวนรวม 1,875 ห้อง เนื้อที่รวม 110,405.08 ตารางเมตร และนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 268 ราย สัดส่วน 3.79% ถือครองจำนวนรวม 1,179 ห้อง เนื้อที่รวม 98,773.09 ตารางเมตร</p>

<p>นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมได้จัดส่งข้อมูลนิติบุคคลที่มีคนต่างชาติร่วมลงทุน ทั้งการถือครองที่ดินและอาคารชุด ไปให้กรมการปกครอง กรมที่ดิน ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อพิจารณาและดำเนินการภายใต้กฎหมายที่รับผิดชอบ เช่น บีโอไอ กนอ. ที่ให้บัตรส่งเสริมไปแล้ว มีการถือครองที่ดินถูกต้องหรือไม่ ตำรวจก็ต้องไปตรวจสอบ ปปง. ก็ต้องไปดูเส้นทางการเงิน ซึ่งหากพบความผิดปกติ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260908c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c093814.jpg' type='image/jpg' length='67796' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เงินเฟ้อ ส.ค.69 เพิ่ม 2.53% บวก 5 เดือนติด เหตุน้ำมันสูง อาหารสำเร็จรูปขึ้น]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184891</link>
<guid isPermaLink="false">11311f7b1a53e761d0b8dec3c19d4a16</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 09:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 21.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>เงินเฟ้อ ส.ค.69 เพิ่ม 2.53% บวก 5 เดือนติด เหตุน้ำมันสูง อาหารสำเร็จรูปขึ้น<br />
สนค.เผยเงินเฟ้อ ส.ค.69 เพิ่ม 2.53% เพิ่มขึ้น 5 เดือนติด มีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันยังทรงตัวสูงกว่าปีก่อน เหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางยื้อเยื้อ ราคาอาหารสำเร็จรูปขึ้นต่อเนื่อง อาหารสด ทั้งไข่ ไก่ ผัก ผลไม้ ราคาขึ้นจากกำลังซื้อและผลกระทบสภาพอากาศ รวม 8 เดือน เพิ่ม 1.37% คาดแนวโน้มขยับต่อ แต่ทั้งปีจะยังอยู่ในเป้า 1.5-2.5% ค่ากลาง 2.0%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ส.ค.2569 เท่ากับ 102.67 เทียบกับเดือน ส.ค.2568 เพิ่มขึ้น 2.53% สูงขึ้น ติดต่อกัน 5 เดือน โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และมีการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ร่วมกับการใช้ปฏิบัติการทางทหาร ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างในอัตราที่ค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการปรับตัวสูงขึ้นของอาหารสด ทั้งไข่ไก่ ไก่สด ผักสด และผลไม้สด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลของกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส ประกอบกับสภาพอากาศมีความแปรปรวนส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และรวม 8 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ส.ค.) เพิ่มขึ้น 1.37%</p>

<p>สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ส.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 2.23% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ค่าโดยสารสาธารณะ (ค่ารถรับส่งนักเรียน ค่าโดยสารรถตู้วิ่งระหว่างจังหวัด ค่าโดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้าง ค่าโดยสารรถเมล์เล็ก/รถสองแถว ค่าโดยสารรถประจำทางปรับอากาศ) ค่าเช่าบ้าน และสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน น้ำยาฟอกผ้าขาว/น้ำยาซักผ้าขาว น้ำยารีดผ้า) ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาลดลง อาทิ ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าห้องพักโรงแรม ของใช้ส่วนบุคคล (สบู่ถูตัว แชมพู ครีมนวดผม น้ำหอม ผ้าอ้อมสำเร็จรูป (แพมเพิส)) และเสื้อผ้า (เสื้อผ้าสตรี เสื้อเชิ้ตและกางเกงขายาวบุรุษ เสื้อยืดเด็ก)<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 2.99% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง ข้าวราดผัดกะเพรา ข้าวผัด) ข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ ผักสด (ต้นหอม มะนาว แตงกวา ฟักทอง ผักคะน้า ฟักเขียว ถั่วฝักยาว) ผลไม้สด (ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง ลำไย ลองกอง แก้วมังกร แตงโม) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (น้ำดื่มบริสุทธิ์ กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น)) และเครื่องประกอบอาหาร (กะปิ น้ำปลา น้ำพริกแกง ซีอิ๊ว) อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ ข้าวสารเหนียว มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) มะขามเปียก และอาหารโทรสั่ง (Delivery)</p>

<p>เมื่อแยกเงินเฟ้อตามรายภาค พบว่า ภาคใต้สูงขึ้นสูงสุด 2.85% รองลงมา คือ ภาคกลาง 2.81% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.43% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 2.38% ภาคเหนือ 2.21%</p>

<p>ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือน ส.ค.2569 สูงขึ้น 1.44% เร่งตัวขึ้นจากเดือน ก.ค.2569 ที่สูงขึ้น 1.34% รวม 8 เดือน ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.94%</p>

<p>นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน ก.ย.2569 คาดว่าจะเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยกดดันจากราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวสูงกว่าปีก่อน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ มีปฏิบัติการทางทหาร มีมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงเป็นวงกว้าง และมีการปรับราคาต่อจานในอัตราที่ค่อนข้างสูง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า และราคาผักสด ผลไม้สด ไข่ไก่ และไก่สด มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากผลของอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น และอุปทานบางส่วนได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ</p>

<p>สำหรับปัจจัยที่จะฉุดให้เงินเฟ้อทั่วไปลดลง มาจากค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค.2569 ปรับลดลงเหลือหน่วยละ 3.86 บาท ต่ำกว่ารอบก่อนที่หน่วยละ 3.95 บาท และราคาสินค้าของใช้ส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับลดลง จากภาวะแข่งขันที่สูงและผู้ประกอบการรายใหญ่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 อยู่ระหว่าง 1.5&ndash;2.5% ค่ากลาง 2.0%<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260908c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b092540.jpg' type='image/jpg' length='177804' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”รับพระราชทานปริญญา บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184806</link>
<guid isPermaLink="false">36669b943c7737f4c13c8dc17e600639</guid>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 15:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/7 - Copy 8.jpg" style="width: 1000px; height: 742px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;รับพระราชทานปริญญา บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo; เข้ารับพระราชทานปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประจำปีการศึกษา 2568 จากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ในฐานะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ช่วยส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และมีบทบาทผลักดันการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี ยกระดับองค์กร ภาคธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปยังหอประชุมสิริวรปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ในการมอบปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคกลาง และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประจำปีการศึกษา 2567&ndash;2568 เป็นวันที่ 4<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในการนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประจำปีการศึกษา 2568 จากผู้แทนพระองค์ ตามมติเป็นเอกฉันท์ของสภามหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ซึ่งได้พิจารณามอบปริญญากิตติมศักดิ์เพื่อเชิดชูเกียรติและยกย่องในฐานะผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการบริหารองค์กรและการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างโดดเด่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ นางศุภจีได้รับการยกย่องจากผลงานและบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศ ตลอดจนการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก รวมทั้งการผลักดันการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อยกระดับองค์กร ภาคธุรกิจ และสังคมไทยให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการได้รับปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงการอุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และการสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและสังคมอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับพิธีในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีได้นำผู้ทรงคุณวุฒิเข้ารับมอบปริญญากิตติมศักดิ์ จำนวน 6 คน และมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร จำนวน 634 คน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202609078f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543153042.jpg' type='image/jpg' length='637884' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ดันสินค้า GI ไทย ใช้ในซีรีส์ Girl’s Love สร้างการรับรู้เจาะคนรุ่นใหม่]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184721</link>
<guid isPermaLink="false">ddd37db00f03b53af4e74866a8d72f70</guid>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 09:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 9.jpg" style="width: 1000px; height: 755px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ดันสินค้า GI ไทย ใช้ในซีรีส์ Girl&rsquo;s Love สร้างการรับรู้เจาะคนรุ่นใหม่<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือ Mojo Muse Management เชื่อมโยงสินค้า GI ไทย เข้าสู่คอนเทนต์บันเทิงผ่านซีรีส์ Girl&rsquo;s Love เรื่อง &ldquo;Fairway of Love รักออกรอบ&rdquo; ตามนโยบาย &ldquo;ศุภจี&rdquo; นำ 5 สินค้า GI ส้มควายภูเก็ต กระจูดพัทลุง ศิลาดลเชียงใหม่ เหล้าแป้ และส้มมะปี๊ดจันทบุรี มาใช้ในซีรีส์ มั่นใจสร้างการรับรู้สู่คนรุ่นใหม่ ทั้งไทยและต่างประเทศ ปลุกกระแสตามรอยซีรีส์ กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมมือกับ Mojo Muse Management เดินหน้าสานต่อความร่วมมือภายใต้ MOU ที่จัดทำร่วมกัน โดยมุ่งใช้คอนเทนต์บันเทิงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการนำเสนอข้อมูลและเรื่องราวของสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทย เพื่อขยายการรับรู้ไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านซีรีส์ Girl&rsquo;s Love เรื่อง &ldquo;Fairway of Love รักออกรอบ&rdquo; ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโลกของกีฬากอล์ฟ ความฝัน ความรัก และการสานต่อธุรกิจครอบครัว พร้อมสอดแทรกการนำเสนอคุณค่าและอัตลักษณ์ของสินค้า GI ไทยผ่านเรื่องราวและบรรยากาศของซีรีส์ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เดินหน้าส่งเสริมช่องทางการตลาดและพัฒนาการสื่อสารรูปแบบใหม่ ๆ ให้สินค้า GI เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น</p>

<p>โดยสินค้า GI ที่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ ได้แก่ 1.ส้มควายภูเก็ต ที่มีผลทรงกลม ผิวเปลือกมีร่องตื้น เนื้อละเอียด หนา และแน่น มีรสชาติเปรี้ยวจัด 2.กระจูดพัทลุง ผลิตภัณฑ์จักสานจากกระจูด ที่มีความนุ่มและยืดหยุ่น สามารถนำมาสานขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย 3.ศิลาดลเชียงใหม่ เครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตจากเนื้อดินดำ หรือดินที่ผสมกับดินดำ ตกแต่งด้วยเคลือบขี้เถ้าธรรมชาติ 4.เหล้าแป้ หรือสุรากลั่นเมืองแพร่ ผลิตจากการหมักข้าวด้วยลูกแป้งและนำมากลั่น มีรสชาติเผ็ดร้อน หรือนุ่มละมุน และมีกลิ่นหอมจากวัตถุดิบท้องถิ่น และ 5.ส้มมะปี๊ดจันทบุรี (ว่าที่ GI) ผลไม้ท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลมีขนาดเล็ก ทรงกลม ฉ่ำน้ำ มีรสเปรี้ยวอมหวานและกลิ่นหอมของส้ม นอกจากรับประทานสดแล้วยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย<br />
&ldquo;ความร่วมมือดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการเชื่อมโยงสินค้า GI เข้ากับคอนเทนต์บันเทิง แต่ยังเป็นการเปิดมุมมองใหม่ในการถ่ายทอดเรื่องราวสินค้าอัตลักษณ์ไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีพฤติกรรมเปิดรับสื่อผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและสตรีมมิ่งเป็นหลัก โดยการสร้างการรับรู้ผ่านซีรีส์จะช่วยยกระดับสินค้าชุมชนสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ปลุกกระแสการบริโภคตามรอยซีรีส์ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ตลอดจนใช้ความนิยมของซีรีส์เป็นสะพานส่งออก Soft Power และสินค้า GI ไทยสู่สายตาผู้บริโภคในระดับสากล ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนได้อย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
​สำหรับซีรีส์เรื่อง &ldquo;Fairway of Love รักออกรอบ&rdquo; นำแสดงโดย คุณธนัชชา เทพหัสดิน ณ อยุธยา คุณกฤตยา เอี่ยมนพมณี คุณวริศยา บุณยทรรพ และคุณรินรดา วิสุทธิ์อารีย์รักษ์ ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 22.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง one31 และสามารถรับชมเวอร์ชัน UNCUT ได้ในเวลา 23.30 น. ทาง WeTV เริ่มตอนแรกวันที่ 6 ก.ย.2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202609071679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc090543.jpg' type='image/jpg' length='639669' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ตรวจเยี่ยม 3 ร้านอาหาร Thai SELECT ในสหรัฐฯ ดันช่วยบูม Soft Power ไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184717</link>
<guid isPermaLink="false">11cad3287b90bd80ccd7218c31d25b31</guid>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 09:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 15.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ตรวจเยี่ยม 3 ร้านอาหาร Thai SELECT ในสหรัฐฯ ดันช่วยบูม Soft Power ไทย<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยได้ใช้โอกาสช่วงเดินทางไปเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย&ndash;สหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ ตรวจเยี่ยมและพบปะร้านอาหาร Thai SELECT เพื่อติดตามสถานการณ์ รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ชูไม่ใช่แค่ขายอาหาร แต่ยังเป็นหน้าเป็นตา ขายอัตลักษณ์ วัฒนธรรมไทย ยันเดินหน้าผลักดันร้านอาหาร Thai SELECT ของไทยต่อไป เพื่อให้อาหารไทย เป็นหนึ่งในกลไกสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และผลักดัน Soft Power ไทยสู่ตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วงการเดินทางทางเข้าร่วมการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย&ndash;สหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 30 ส.ค.&ndash;1 ก.ย.2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในสหรัฐฯ จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ร้าน Asia Nine ร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ร้าน Sisters ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT (ระดับ 2 ดาว) และร้าน Donsak สาขา 2 ซึ่งอยู่ระหว่างการยื่นขอรับการรับรองตราสัญลักษณ์ Thai SELECT<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการเยี่ยมพบร้านอาหารไทยในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อติดตามสถานการณ์การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในสหรัฐฯ รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการ ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์และมาตรฐานอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ ในฐานะที่ร้านอาหารไทยถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการนำเสนออัตลักษณ์ วัฒนธรรม และรสชาติอาหารไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลก รวมทั้งยังมีส่วนช่วยสร้างความต้องการสินค้า วัตถุดิบ และเครื่องปรุงรสจากประเทศไทย<br />
สำหรับร้านแรกที่ได้ตรวจเยี่ยม คือ ร้าน Asia Nine ตั้งอยู่ใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ดำเนินธุรกิจโดยคุณณัฐินีพันธุ์ ตันติเวชกุล นำเสนออาหารไทยหลากหลายเมนูที่ผสมผสานรสชาติอาหารไทยแท้กับรูปแบบการนำเสนอที่เข้าถึงผู้บริโภคในสหรัฐฯ โดยเมนูเด่นของร้าน ได้แก่ ข้าวซอย เป็ดกรอบกะเพรา บะหมี่หมูแดง เสือร้องไห้ ไก่บาร์บีคิวแบบไทย และปลาสามรส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ต่อมาได้ตรวจเยี่ยมร้าน Sisters เมืองอเล็กซานเดรีย รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT (ระดับ 2 ดาว) ของเครือ Sisters Group USA โดยคุณจตุรนต์ ศรีโรจน์ และคุณสุมนทิตา ดิษยวัฒนะ ซึ่งร้านได้นำเสนออาหารไทยทั้งเมนูยอดนิยมและเมนูที่สะท้อนความหลากหลายของอาหารไทย อาทิ ผัดไทย ปลาทั้งตัวทอดราดซอสพริกกระเทียม Phuket Island เป็ดกรอบกะเพรา รวมถึงขนมหวานอย่าง Toffee Cake &amp; Ice Cream, Nutella Strawberry Banana Crepe และข้าวเหนียวมะม่วง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จากนั้นได้ตรวจเยี่ยมร้าน Donsak สาขา 2 ซึ่งตั้งอยู่ในย่าน Georgetown กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ดำเนินธุรกิจโดยคุณสุพิศา เตี๋ยวบุตร และคุณบุญถม รัตตะนะ โดยร้านแห่งนี้อยู่ระหว่างการยื่นขอรับการพิจารณาตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ขณะที่ร้าน Donsak สาขาแรกในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT แล้ว โดยร้าน Donsak นำเสนออาหารไทยที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อยและอาหารพื้นถิ่น ไปจนถึงอาหารไทยยอดนิยม มีเมนูเด่น อาทิ เกี๊ยวทอดครีมชีส ลูกชิ้นหมูปิ้ง ไส้กรอกอีสาน ซุปหน่อไม้ ส้มตำถาด Donsak Noodle ซึ่งเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน ปลาจาระเม็ดราดซอสกะเพรา แหนมข้าวทอด ต้มแซ่บกระดูกหมู และกะเพราปู สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำเสนออาหารไทยให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ ขณะที่ยังคงรสชาติไทย<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ไม่ได้มีบทบาทเพียงการจำหน่ายอาหาร แต่ยังเป็นเสมือนหน้าร้านของประเทศไทย ที่ช่วยถ่ายทอดอัตลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลก กระทรวงพาณิชย์จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทย และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ควบคู่กับการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตและขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าส่งเสริมผู้ประกอบการร้านอาหารไทยทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และอัตลักษณ์ของอาหารไทย ควบคู่กับการใช้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค เพื่อผลักดันให้อาหารไทยเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสทางการค้า และขยาย Soft Power ของไทยสู่เวทีโลกต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260907e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5090349.jpg' type='image/jpg' length='1035289' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จ่อลงนาม MOU ฉบับใหม่ ยกระดับร่วมมือทรัพย์สินทางปัญญาไทย-เกาหลีใต้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184715</link>
<guid isPermaLink="false">7e4204add2d473eb81b68bf66de66678</guid>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 09:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 20.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จ่อลงนาม MOU ฉบับใหม่ ยกระดับร่วมมือทรัพย์สินทางปัญญาไทย-เกาหลีใต้<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือปลัดกระทรวงทรัพย์สินทางปัญญาเกาหลีใต้ เดินหน้าลงนาม MOU ความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาฉบับใหม่ ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เน้นเพิ่มความร่วมมือด้าน AI การประเมินมูลค่าไอพี การใช้ไอพีเข้าถึงแหล่งเงินทุน สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย ตั้งเป้าลงนามเดือน พ.ย.69</p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือทวิภาคีกับ Mr.JUNG Yeonwoo ปลัดกระทรวงทรัพย์สินทางปัญญา แห่งสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเดินหน้าจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา (MOU) ฉบับใหม่ ให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมประเด็นสำคัญด้านต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างสรรค์ การคุ้มครอง การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (IP Valuation) และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (IP Finance) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจในด้านการค้าและการลงทุนกับไทยให้กับผู้ประกอบการสาธารณรัฐเกาหลี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจัดทำ MOU ฉบับใหม่ จะเป็นการต่อยอดจาก MOU ฉบับเดิมที่จัดทำไว้ตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งในขณะนั้น กระทรวงทรัพย์สินทางปัญญา ยังมีสถานะเป็นสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ก่อนจะได้รับการยกระดับเป็นกระทรวงในปัจจุบัน โดย MOU ฉบับใหม่นอกจากครอบคลุมประเด็นที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคดิจิทัลมากขึ้นแล้ว ยังจะช่วยต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์ของทั้งสองประเทศ และเปิดทางให้นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมต่อกับภาคธุรกิจได้มากขึ้น ซึ่งฝ่ายไทยและสาธารณรัฐเกาหลีจะเร่งหารือในรายละเอียด เพื่อเตรียมการลงนาม MOU ฉบับใหม่ในเดือน พ.ย.2569 ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนหรือการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการของผู้นำระดับสูงของสาธารณรัฐเกาหลี<br />
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือที่จะขยายความร่วมมือในมิติอื่น ๆ เพื่อลดอุปสรรคและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุด อาทิ การส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นรูปธรรม การป้องกันปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนโลกออนไลน์ (Online Piracy) ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติในการแยกแยะสินค้าจริงและสินค้าปลอม เพื่อยกระดับความสามารถในการตรวจจับและปราบปรามสินค้าละเมิดฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
ในโอกาสนี้ ได้หารือแนวทางความร่วมมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบสิทธิบัตร ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวปฏิบัติที่เหมาะสม ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพของผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคำขอเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และส่งเสริมให้ผลงานนวัตกรรมสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม และหารือถึงการแก้ไขปัญหาการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต (Bad-Faith Trademark Filing) ซึ่งเป็นกรณีที่บุคคลอื่นฉวยโอกาสนำแบรนด์หรือเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงไปยื่นจดทะเบียนในต่างประเทศไว้ก่อน ส่งผลกระทบต่อเจ้าของแบรนด์ที่แท้จริงในการทำตลาดหรือขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญ และจะเร่งดำเนินการเพื่อปกป้องสิทธิของภาคธุรกิจไทยในตลาดต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่า การยกระดับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างไทยและสาธารณรัฐเกาหลีในครั้งนี้ จะช่วยให้กรอบความร่วมมือของทั้งสองประเทศก้าวทันต่อโจทย์เศรษฐกิจและเทคโนโลยีในยุคใหม่ พร้อมวางรากฐานด้านนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง ตั้งแต่การสร้างมูลค่าและเข้าถึงแหล่งทุน ไปจนถึงการยกระดับการคุ้มครองสิทธิ์และการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา อันจะช่วยอำนวยความสะดวก สร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศสามารถขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการไทย&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
Mr.JUNG Yeonwoo ปลัดกระทรวงทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี กล่าวว่า MOU ดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสานต่อความร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยอย่างเต็มที่ และส่งเสริมระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของทั้งสองประเทศ และขอเน้นย้ำว่าจะทำงานร่วมกับฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถลงนาม MOU ฉบับใหม่ได้ภายในกำหนดเวลาที่ตั้งเป้าหมายร่วมกัน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260907a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c090040.jpg' type='image/jpg' length='84462' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมเจรจาฯ จัดสัมมนาเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ ใช้ประโยชน์จาก DEFA]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184713</link>
<guid isPermaLink="false">4b360b6f277660a200bdebd311ff6908</guid>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 08:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 21.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>กรมเจรจาฯ จัดสัมมนาเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ ใช้ประโยชน์จาก DEFA<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดสัมมนาเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทย รู้จักความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) และเตรียมตัวใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม เผยผู้ประกอบการจะได้ประโยชน์จากการขายสินค้าเจาะตลาดอาเซียน ส่วนผู้บริโภคจะสามารถเข้าถึงสินค้าได้หลากหลายขึ้น ระบุจะมีการลงนามในเดือน พ.ย.69 และมีผลบังคับใช้กลางปี 70<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดสัมมนาในหัวข้อ &ldquo;DEFA เชื่อมโลกดิจิทัล ขยายโอกาสทางธุรกิจไทย&rdquo; เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกติกาและประโยชน์ของกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) รวมถึงเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงตลาดดิจิทัลของอาเซียนได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยได้รับเกียรติจาก น.ส.พริ้วแพร ชุมรุม รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA มาบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับรายละเอียดสำคัญของ DEFA ข้อสังเกตที่น่าสนใจจากการเจรจา ตลอดจนข้อเสนอแนะในการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากความตกลงได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้เชิญวิทยากรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่มีประสบการณ์ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับพัฒนาการด้านกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยเฉพาะด้านธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคจากการซื้อขายออนไลน์ข้ามพรมแดน พร้อมทั้งหารือถึงโอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจดิจิทัล แนวทางการใช้ประโยชน์จาก DEFA และการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียน<br />
&ldquo;DEFA จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ MSME ที่สามารถนำเทคโนโลยีและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายตลาดไปยังผู้บริโภคในประเทศสมาชิกอาเซียนได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าและบริการที่หลากหลาย ภายใต้กฎระเบียบที่มีความโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยความตกลง DEFA จะมีการลงนามในเดือน พ.ย.2569 และมีผลบังคับใช้ช่วงกลางปี 2570&rdquo; น.ส.โชติมากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ การสัมมนายังมุ่งเน้นแนวทางการนำเทคโนโลยีและ e-Commerce มาใช้เพื่อขยายตลาด ตลอดจนการปรับตัวของผู้ประกอบการ MSME เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงตลาดดิจิทัลของอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน กลุ่มผู้ประกอบการ SME นักศึกษา และประชาชนทั่วไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผลการศึกษาของอาเซียนประเมินว่า หาก DEFA สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพ จะช่วยผลักดันมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนจากแนวโน้มเดิมประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการบูรณาการตลาดดิจิทัลของภูมิภาค เพราะ DEFA จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนที่เปิดกว้าง ปลอดภัย เชื่อมโยง แข่งขันได้ และครอบคลุม พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุน และสนับสนุนการก้าวสู่อาเซียนในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260907eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3085851.jpg' type='image/jpg' length='569313' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”เผยสหรัฐฯ ยันไต่สวนกรณีกำลังการผลิต ภาษีไทยแข่งขันได้ เห็นพ้องเร่งจบ ART]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184712</link>
<guid isPermaLink="false">89d73fcf6e953924e2a1d5f62ddb62b3</guid>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 08:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 24.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยสหรัฐฯ ยันไต่สวนกรณีกำลังการผลิต ภาษีไทยแข่งขันได้ เห็นพ้องเร่งจบ ART<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ บรรยากาศเป็นไปได้ด้วยดี สหรัฐฯ เห็นความตั้งใจของไทยในการชี้แจงการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน และยังให้ความมั่นใจไทยจะได้รับอัตราภาษีอย่างเป็นธรรมและแข่งขันได้ ส่วนการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) มีความคืบหน้าต่อเนื่อง และสหรัฐฯ ยังเห็นพ้องกับไทย ที่จะเร่งการเจรจาให้จบโดยเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ว่า ภาพรวมของการหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดี โดยฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความยินดีอย่างยิ่งต่อความตั้งใจของฝ่ายไทย โดยเห็นว่าการเจรจาในครั้งนี้ มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถมีข้อสรุปในสาระสำคัญร่วมกันได้ก่อนที่จะมีการประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง โดยสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่าไทยจะได้รับอัตราภาษีจากผลการไต่สวนดังกล่าวอย่างเป็นธรรมและแข่งขันได้ และทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบร่วมกันให้ทีมเจรจาในระดับเทคนิคของทั้งสองฝ่ายช่วยกันสรุปผลในประเด็นปลีกย่อยให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักของการเดินทางเยือนครั้งนี้ เพื่อเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้มีความคืบหน้าจนสามารถมีข้อสรุปได้ โดยตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการผลักดันภารกิจนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทั้งไทยและสหรัฐฯ ร่วมกันในระยะยาว<br />
&ldquo;ก่อนหน้าการเดินทางเยือน ตนได้ติดตามความคืบหน้าการเจรจาของทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด และเมื่อวันที่ 27 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ตนยังได้หารือทางโทรศัพท์กับนาย Greer เพื่อเน้นย้ำความตั้งใจของฝ่ายไทยที่จะเดินหน้าผลักดันการเจรจาให้มีความคืบหน้าและสรุปผลโดยเร็วที่สุด โดยในช่วงเดียวกันนี้ ทีมประเทศไทยก็ได้เดินทางมาร่วมการเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน โดยทั้งสองฝ่ายต่างพยายามอย่างเต็มที่ในการร่วมกันหาข้อสรุปในประเด็นทางเทคนิคต่าง ๆ ที่เคยมีความเห็นที่แตกต่างกัน&rdquo;</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า ที่ผ่านมา ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นทุกปี จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือกดดันให้ประเทศคู่ค้าที่เกินดุลเข้าสู่การเจรจาปรับสมดุลทางการค้า โดยไทยเคยถูกเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA สูงถึงร้อยละ 36 ก่อนที่จะลดลงเหลือร้อยละ 19 ภายหลังไทยจัดทำแถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐฯ และนำไปสู่การประกาศกรอบความตกลง ART เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 และต่อมาแม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินให้การเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อเดือน ก.พ.2569 แต่สหรัฐฯ ก็ได้หันมาใช้มาตรา 122 เพื่อเก็บภาษีร้อยละ 10 จากทุกประเทศแทน แต่จากการที่มาตรา 122 มีกำหนดเวลาสิ้นสุด สหรัฐฯ จึงเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เพิ่มเติมอีก 2 กรณี ได้แก่ กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างและกรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกไต่สวนทั้งสองกรณี</p>

<p>ด้วยเหตุนี้ การเร่งผลักดันให้การเจรจา ART มีความคืบหน้าและได้ข้อสรุปโดยเร็ว จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทย มูลค่ากว่า 2.37 ล้านล้านบาท และการจ้างงานภายในประเทศกว่า 400,000 ตำแหน่ง อีกทั้งจะช่วยรักษาและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในประเทศไทย<br />
ทั้งนี้ ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีการไต่สวนไทยและประเทศต่าง ๆ ภายใต้มาตรา 301 ใน 2 กรณี ได้แก่ กรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีที่ร้อยละ 12.5 สำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเขาสินค้าจากแรงงานบังคับ และร้อยละ 10 สำหรับประเทศที่มีกฎหมายดังกล่าว หรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐฯ ได้แล้ว และกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาผลการไต่สวน โดยฝ่ายสหรัฐฯ เองก็แสดงความตั้งใจที่จะเร่งพิจารณาอัตราภาษีที่จะเรียกเก็บ ควบคู่ไปกับความคืบหน้าของการเจรจา ART เช่นกัน</p>

<p>สำหรับความตกลง ART เป็นกรอบความตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ ผลักดันจัดทำกับประเทศคู่ค้าที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับสมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การจัดการอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี การค้าดิจิทัล และโอกาสเชิงพาณิชย์ ซึ่งเมื่อสามารถจัดทำความตกลงร่วมกันได้ ประเทศคู่ค้ามีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในระดับที่ต่ำลงและสามารถแข่งขันได้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ไทยได้ผลักดันการเจรจาให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อช่วยให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคได้ พร้อมรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ ป้องกันการสูญเสียอาชีพในภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร ตลอดจนรักษารายได้ของประชาชนไทยในภาพรวม และเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260907c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c085619.jpg' type='image/jpg' length='628808' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”บินเซี่ยงไฮ้ ถกหน่วยงานดูแลการค้าเพชร สร้างความเชื่อมั่น เพิ่มโอกาสค้าขาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184710</link>
<guid isPermaLink="false">8191567404dc257f0e21bdc4d0e72c5d</guid>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 08:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 20.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;บินเซี่ยงไฮ้ ถกหน่วยงานดูแลการค้าเพชร สร้างความเชื่อมั่น เพิ่มโอกาสค้าขาย<br />
กรมการค้าต่างประเทศนำคณะผู้แทนไทย เดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้ กระชับความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลการค้าเพชร สถาบันตรวจสอบมาตรฐาน และภาคเอกชน พร้อมตอกย้ำการป้องกันและสกัดกั้นการค้าเพชรภายใต้กรอบ KPCS เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการค้าเพชรของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนไทย เดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้ เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการกำกับดูแลการค้าเพชรกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันตรวจสอบมาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับ และภาคเอกชนชั้นนำในอุตสาหกรรมเพชรและอัญมณีของจีน ระหว่างวันที่ 26-27 ส.ค.2569 เนื่องจากจีนเป็นตลาดผู้บริโภคและศูนย์กลางการค้าเพชรที่สำคัญของโลก ครอบคลุมทั้งเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไน เพชรที่เจียระไน และเพชรสังเคราะห์ รวมทั้งนครเซี่ยงไฮ้ยังเป็นศูนย์กลางการค้าและการซื้อขายที่สำคัญ และจีนยังเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย จึงต้องขยายความร่วมมือระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการเดินทางไปครั้งนี้ ได้หารือการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านการกำกับดูแลการค้าเพชร ผ่านการหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านนโยบาย มาตรการ และแนวทางบริหารความเสี่ยงร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลนำเข้า-ส่งออกเพชรและตลาดซื้อขายหลัก ได้แก่ Diamond and Gems Administration of China, Shanghai Diamond Exchange Customs, Shanghai Diamond Exchange (SDE) และ China Gems and Jade Exchange เพื่อส่งเสริมระบบการค้าเพชรที่ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ตลอดจนสนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางการค้าแก่ผู้ประกอบการ<br />
ขณะเดียวกัน ได้หารือร่วมกับ National Gems and Jewelry Test Co., Ltd. (NGTC) และ National Gems and Jewelry Test Group (Shanghai) Co., Ltd. ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานเพชร ในประเด็นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการตรวจพิสูจน์เพชร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจำแนกเพชรธรรมชาติ (Natural Diamond) และเพชรสังเคราะห์ (Synthetic/Lab-Grown Diamond) รวมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางด้านการตรวจสอบย้อนกลับและการออกใบรับรองอัญมณี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน</p>

<p>นอกจากนี้ ได้เข้าพบหารือกับเขตปลอดอากรเฉาเหอจิง (Caohejing Comprehensive Bonded Zone) และบริษัท GULAN International เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางส่งเสริมการค้าเพชร เครื่องประดับ และอัญมณี ตลอดจนสำรวจโอกาสในการพัฒนาช่องทางการกระจายสินค้าและขยายเครือข่ายธุรกิจ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดจีนได้มากขึ้น พร้อมทั้งได้ตอกย้ำแนวทางการกำกับดูแลการค้าเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไนของไทยภายใต้กรอบ Kimberley Process Certification Scheme (KPCS) ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางการกำกับดูแลการนำเข้า-ส่งออก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของระบบการค้าเพชรไทยในตลาดโลก</p>

<p>&ldquo;การเยือนนครเซี่ยงไฮ้ครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับความร่วมมือเชิงลึกระหว่างไทยและจีน ทั้งในมิติการกำกับดูแล มาตรฐานการตรวจสอบ และการค้าเพชร และยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไนให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับกรอบมาตรฐานสากล KPCS อย่างแท้จริง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมเกราะคุ้มกันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการค้าเพชรของไทย แต่ยังเป็นการรักษาสถานะความน่าเชื่อถือในเวทีโลก พร้อมเปิดประตูต้อนรับโอกาสใหม่ ๆ ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเจาะตลาดจีนและขยายเครือข่ายสู่ตลาดโลกได้อย่างเต็มศักยภาพ&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260907c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b085356.jpg' type='image/jpg' length='292476' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์โชว์ผลงานปี 69 ปั้นสมาร์ทโชห่วย 102 ร้าน ร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบ 31 ร้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184675</link>
<guid isPermaLink="false">f52d43957069e67d7a0cd1ce3e29b6b1</guid>
<pubDate>Fri, 04 Sep 2026 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/03 - Copy 7.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>​กรมพัฒน์โชว์ผลงานปี 69 ปั้นสมาร์ทโชห่วย 102 ร้าน ร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบ 31 ร้าน<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าโชว์ผลงานพัฒนาธุรกิจค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น ปี 69 ส่งเสริมความรู้การทำธุรกิจยุคใหม่ 2,622 ราย ดันเป็นสมาร์ทโชห่วย 102 ร้านค้า และพัฒนาเป็นร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบได้อีก 31 ร้านค้า พร้อมดึงเข้าร่วมกิจกรรม ไทยช่วยไทย x Local Low Cost เพิ่มโอกาสขายสินค้า ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานแถลงผลการดำเนินงานการพัฒนาธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ปี 2569 &ldquo;ก้าวใหม่ ค้าปลีกไทย : รวมใจ เติบโต ไปด้วยกัน&rdquo; ณ ชั้น 6 ศูนย์ประชุมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่า ในปีงบประมาณ 2569 กรมได้ดำเนินโครงการสร้างโอกาสและพัฒนาศักยภาพธุรกิจค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น ผ่าน 2 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่ กิจกรรมสมาร์ทโชห่วย พลัส และกิจกรรมพัฒนาร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง นำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยโครงการกิจกรรมสมาร์ทโชห่วย พลัส ได้มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการโชห่วยและร้านค้าปลีกรายย่อย พร้อมเสริมสร้างองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการบริหารธุรกิจยุคใหม่ด้วยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริงและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยปี 2569 มีผู้ประกอบการที่ผ่านการพัฒนาและเสริมสร้างความรู้จำนวน 2,622 ราย รวมตั้งแต่ปี 2560-69 มีจำนวน 26,554 ราย และยังได้พัฒนาร้านค้าให้เป็นสมาร์ทโชห่วยด้วยการปรับภาพลักษณ์ร้านค้าให้มีความทันสมัย จำนวน 102 ร้านค้า รวมที่ผลักดันแล้วทั้งหมด 8,027 ร้านค้า ครอบคลุม 4 ภูมิภาค&nbsp;<br />
สำหรับกิจกรรมพัฒนาร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบ ได้มุ่งยกระดับร้านค้าท้องถิ่นจากการดำเนินธุรกิจรูปแบบเดิม สู่การมีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน และสามารถพัฒนาได้อย่างเป็นระบบ โดยในปี 2569 ได้คัดเลือกร้านค้า 31 ร้านค้า เข้าสู่กระบวนการพัฒนาและให้คำปรึกษาเชิงลึก เพื่อให้สามารถนำคำแนะนำไปปรับใช้ได้จริงและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละธุรกิจ และรวมผลการดำเนินการจนถึงปัจจุบัน ได้พัฒนาร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นสู่ ร้านค้าต้นแบบรวมทั้งสิ้น 390 ร้านค้า ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมุ่งให้ร้านค้าต้นแบบเป็นทั้งต้นแบบและพี่เลี้ยงถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้แก่ร้านค้ารายย่อยในพื้นที่ เกิดการขยายผลจากหนึ่งร้านสู่เครือข่ายร้านค้า และยกระดับธุรกิจค้าส่งค้าปลีกในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่ถือเป็นไฮไลต์ของปีนี้ คือ กิจกรรมไทยช่วยไทย x Local Low Cost โดยได้เชื่อมโยงร้านค้าส่งค้าปลีกกว่า 100 ร้านค้า รวมกว่า 800 สาขาทั่วประเทศเข้าด้วยกัน เพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ร้านค้าท้องถิ่น เพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้ร้านค้าท้องถิ่นมีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริมการค้าในระดับประเทศ และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ซึ่งคาดการณ์การเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 70 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสถาพรกล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ ยังมีกิจกรรมที่ช่วยต่อยอดองค์ความรู้และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยได้รับความร่วมมือจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ บริษัท ธีร์แพลน จำกัด นำเสนอการออกแบบผังร้านและการจัดเรียงสินค้า หรือ Planogram เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่ขาย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa นำเสนอมาตรการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ในธุรกิจ ภายใต้โครงการ AI Transformation รวมถึงแพลตฟอร์มการซื้อขายสินค้าออนไลน์ &ldquo;รวมมิตร&rdquo; ซึ่งช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิต ร้านค้าส่ง และร้านค้าปลีก เพิ่มช่องทางการซื้อขายและอำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อ<br />
ขณะเดียวกัน ยังมีกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ยกระดับธุรกิจค้าปลีกด้วย AI และเทคโนโลยี&rdquo; โดยผู้ประกอบการและผู้มีประสบการณ์ตรง ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและแนวทางการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ผลการดำเนินงานในปี 2569 ได้สะท้อนความมุ่งมั่นของกรมในการพัฒนาคน พัฒนาร้านค้า และพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นสามารถปรับตัว ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสทางการตลาดได้มากขึ้น โดยเป้าหมายของกรม ไม่ใช่เพียงให้ร้านค้าอยู่รอด แต่ต้องสามารถเติบโตและแข่งขันได้ไปพร้อมกับชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจส่งค้าค้าปลีกไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง&rdquo;นายสถาพรกล่าว<br />
&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260904e45ee7ce7e88149af8dd32b27f9512ce161635.jpg' type='image/jpg' length='130651' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ไนกี้”มอบโล่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขอบคุณปราบปรามละเมิดช่วงแข่งฟุตบอลโลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184655</link>
<guid isPermaLink="false">3e791288b9f628c331019c3b07d881ca</guid>
<pubDate>Fri, 04 Sep 2026 15:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/02 - Copy 7.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;ไนกี้&rdquo;มอบโล่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขอบคุณปราบปรามละเมิดช่วงแข่งฟุตบอลโลก<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับมอบโล่เกียรติคุณ &ldquo;World Cup 2026 IP Enforcement Appreciation Award&rdquo; จากบริษัท ไนกี้ อินโนเวต ซี.วี. เจ้าของเครื่องหมายการค้า &ldquo;ไนกี้&rdquo; หลังทำงานเชิงรุกร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ที่ผ่านมา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า บริษัท ไนกี้ อินโนเวต ซี.วี. เจ้าของเครื่องหมายการค้า &ldquo;ไนกี้ (NIKE)&rdquo; ได้มอบโล่เกียรติคุณ &ldquo;World Cup 2026 IP Enforcement Appreciation Award&rdquo; ให้แก่กรม จากบทบาทเชิงรุกที่ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและภาคเอกชน ในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ที่ผ่านมา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการได้รับโล่เกียรติคุณจากภาคเอกชนระดับสากลในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกรมในการยกระดับระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตามแนวนโยบายของรัฐบาลและของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม ยกระดับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และเสริมความเข้มแข็งให้แก่ระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของไทย<br />
นางอรมนกล่าวว่า มาตรการสำคัญในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 กรมได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและเฝ้าระวังการละเมิดลิขสิทธิ์การถ่ายทอดการแข่งขันอย่างใกล้ชิด โดยส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจและตรวจสอบจุดเสี่ยง เฝ้าระวังการนำสัญญาณการแข่งขันไปเผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งร่วมมือกับบริษัท Meta จัดอบรมการใช้เครื่องมือ &ldquo;Brand Rights Protection&rdquo; ให้กับผู้ประกอบการและเจ้าของสิทธิ์ โดยมีผู้แทนจากบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ในประเทศไทยจาก FIFA เข้าร่วมอบรมด้วย เพื่อนำเครื่องมือดังกล่าวไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตาม ตรวจจับ และแจ้งปิด (Takedown) ช่องทางสตรีมมิ่งผิดกฎหมาย ตลอดจนแจ้งลบเนื้อหาหรือสินค้าที่อาจเข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออกจากแพลตฟอร์มได้อย่างรวดเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมยังได้ร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร และภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ เข้มงวดกวดขันการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในท้องตลาด โดยจับกุมสินค้าที่นำเครื่องหมายการค้า ชื่อ สัญลักษณ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันฟุตบอลโลกไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งในย่านการค้า ศูนย์การค้า และแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลและขยายผลการดำเนินคดีไปยังเครือข่ายการละเมิด &nbsp;ตรวจยึดสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในจุดนำเข้า&ndash;ส่งออกสินค้า โกดังเก็บสินค้าในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด รวมทั้งเดินหน้าประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมการเคารพสิทธิและป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การได้รับโล่ World Cup 2026 IP Enforcement Appreciation Award จากหน่วยงานเจ้าของสิทธิ์ระดับโลกในครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญแก่เจ้าหน้าที่ในการเดินหน้าปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง โดยกรมตระหนักดีว่าปัญหาสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ยังคงมีแอบแฝงและปรับเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่ายในท้องตลาดและแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จึงไม่ได้นิ่งนอนใจและจะต่อยอดความร่วมมือระดับสากลนี้เพื่อยกระดับมาตรการปราบปรามสินค้าละเมิดให้เข้มข้นยิ่งขึ้น และเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืนต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นพลังในการเฝ้าระวังและป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โทร.0 2547 4702 หรือสายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th หัวข้อบริการ &ldquo;แจ้งเบาะแสการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260904a2ef406e2c2351e0b9e80029c909242d155159.jpg' type='image/jpg' length='92445' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ITD ชง 4 ผลงานวิจัยให้ภาครัฐ เอกชน นำปรับใช้ทำนโยบาย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184613</link>
<guid isPermaLink="false">4c207204f6f54f9d7924896d0e856553</guid>
<pubDate>Fri, 04 Sep 2026 14:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6a9a7840b5753.jpg" style="width: 1000px; height: 665px;" /></p>

<p>​ITD ชง 4 ผลงานวิจัยให้ภาครัฐ เอกชน นำปรับใช้ทำนโยบาย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ<br />
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) จัดงาน ITD Research Forum 2026 &ldquo;Connectivity X Sustainability&rdquo; เผยแพร่ 4 ผลงานวิจัยประจำปี 2569 เผยเศรษฐกิจดิจิทัล เสนอให้กำหนดนโยบายลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากดาต้า เซ็นเตอร์ เกษตรยั่งยืน เสนอให้เข้มระบบตรวจสอบย้อนกลับ ระบบราง เสนอเชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งหมด และระเบียบเศรษฐกิจพิเศษ เสนอดันเป็นฐานการผลิตเชื่อมบ้านเพื่อน พร้อมเสนอผลศึกษาให้รัฐและเอกชนเพื่อนำไปใช้กำหนดนโยบาย ทิศทางการขับเคลื่อน และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ &nbsp;</p>

<p>นายวิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการ (วิชาการ) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยภายหลังการจัดงาน ITD Research Forum 2026 &ldquo;Connectivity X Sustainability&rdquo; ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ว่า การจัดงานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ 4 ผลงานวิจัยประจำปี 2569 ภายใต้ชื่อ &ldquo;ITD Research Forum 2026&rdquo; ซึ่งประกอบด้วย 1.การบูรณาการระบบรางของไทยสู่ระบบโลจิสติกส์เอเชียเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค 2.การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรไทยเพื่อรองรับแนวโน้มการบริโภคอย่างยั่งยืนในตลาดโลกผ่านระบบ Traceability 3.แนวทางการปรับตัวของไทยและอาเซียนในกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว โดยเฉพาะการจัดตั้ง Sustainable Data Center และ 4.การใช้ประโยชน์ความตกลงระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ของไทย เพื่อให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน สามารถนำไปใช้ประโยชน์จริงในการกำหนดทิศทาง ขับเคลื่อน และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิเศรษฐศาสตร์โลก (Geopolitics) ที่ผันผวน กฎระเบียบการค้ายุคใหม่ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างก้าวกระโดด ทำให้ไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากล ITD จึงได้ทำการศึกษาวิจัยโครงการระดับชาติ 4 โครงการ เพื่อผลักดันให้ไทยเปลี่ยนความได้เปรียบให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึงและยั่งยืน &nbsp;<br />
นายวิมลกล่าวว่า ผลการศึกษาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว เรื่อง &ldquo;แนวทางการจัดตั้งและพัฒนา Sustainable Data Center ในไทยและอาเซียน&rdquo; พบว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความสำคัญในฐานะเสาหลักของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จากการขยายตัวของ Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ และบริการดิจิทัล ทำให้ความต้องการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขจาก IEA ชี้ว่ากำลังติดตั้ง (installed capacity) ของ Data Center ทั่วโลกอยู่ที่ 114 กิกะวัตต์ในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 226 กิกะวัตต์ในปี 2573 และ 277 กิกะวัตต์ในปี 2578 ขณะเดียวกัน Data Center ก็ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างเข้มข้น Sustainable Data Center ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นคำตอบของการลงทุน Data Center ที่ไหลเข้ามาอย่างมหาศาลในอาเซียนและไทย งานวิจัยจึงชี้ว่าโจทย์ของไทยต้องมองอย่างรอบด้าน พิจารณาความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการไทย การจ้างงาน การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการกำกับดูแลที่โปร่งใส โดยเสนอให้ไทยเร่งยกระดับข้อกำหนดด้านความยั่งยืน พร้อมพัฒนาฐานข้อมูล Data Center ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เสริมสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้</p>

<p>ส่วนผลการศึกษา &ldquo;Traceability ยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างยั่งยืน&rdquo; พบว่า ตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ ความโปร่งใส และความยั่งยืนมากขึ้น หลายประเทศจึงยกการตรวจสอบย้อนกลับเป็นเงื่อนไขการเข้าสู่ตลาดของสินค้าเกษตร ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและป้องกันการปลอมแปลง ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญของภาคเกษตรไทยในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรได้ อย่างไรก็ตาม การศึกษาพบว่า ไทยยังมีข้อจำกัดจากการที่ระบบตรวจสอบย้อนกลับยังดำเนินการแบบแยกส่วน ข้อมูลไม่สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเต็มที่ ขณะที่กรณีศึกษาทุเรียนยังพบปัญหาการเชื่อมข้อมูลกลับไปยังแหล่งผลิต จากการรวบรวมและคัดแยกผลผลิตจากหลายแปลง เอกสารรับรอง และความพร้อมด้านทักษะดิจิทัล งานวิจัยเสนอให้ไทยพัฒนามาตรฐานข้อมูลกลาง บูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และสร้างกรอบกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน เพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลก</p>

<p>สำหรับผลการศึกษางานวิจัยเรื่อง &ldquo;การบูรณาการระบบรางของไทยสู่ระบบโลจิสติกส์เอเชียเพื่อยกระดับ ความสามารถการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค&rdquo; ชี้ว่า ไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์จากการเป็นจุดเชื่อมต่อ ระหว่างอาเซียน จีน อินเดีย และเอเชียใต้ แต่ข้อได้เปรียบดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้จริงก็ต่อเมื่อไทยสามารถ เชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งทางราง ถนนและท่าเรือ รวมถึงระบบศุลกากรและกฎระเบียบข้ามพรมแดน ให้เกิดความต่อเนื่อง โดยงานวิจัยมองว่าประเทศไทยควรพัฒนาระบบรางควบคู่กับการลดต้นทุนขนส่ง โดยเสนอให้เน้นการขับเคลื่อนทั้งระบบนิเวศโลจิสติกส์แบบบูรณาการ ส่งเสริมการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม (Inclusive Growth) เพื่อกระจายรายได้จากการค้า และการลงทุนลงสู่ระดับท้องถิ่นที่มีเส้นทางรถไฟพาดผ่าน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ และเติบโตร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างยั่งยืน</p>

<p>ขณะที่ผลการศึกษาด้านการใช้ประโยชน์ความตกลงระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษของไทย พบว่า ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ยังมีข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทั้งในเรื่อง กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและมาตรฐานของประเทศคู่ค้า อีกทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากยังอยู่ในกระบวนการ &nbsp;กลางน้ำที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำ ข้อเสนอจากงานวิจัยจึงมุ่งให้ระเบียงเศรษฐกิจของไทยขยับจากการเป็นฐานการผลิตหรือการประกอบ ไปสู่การเป็นเจ้าของมูลค่าเพิ่มในกิจกรรมต้นน้ำ เช่น การวิจัยและพัฒนาและการออกแบบ และกิจกรรมปลายน้ำ เช่น การสร้างแบรนด์ และการตลาด พร้อมเสนอเครื่องมือเชิงพื้นที่ เช่น FTA Clinic เพื่อช่วยผู้ประกอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าได้จริง รวมถึง การจับคู่พันธมิตรระหว่างธุรกิจรายใหญ่กับ SMEs และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&quot;ผลการศึกษาทั้ง 4 โครงการ จะมีการนำเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นต้น เพื่อใช้เป็นองค์ความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐในการประกอบการกำหนดนโยบาย และส่งให้ภาคเอกชนเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การค้า เทคโนโลยี และระบบโลจิสติกส์ โดย ITD มุ่งให้ผลงานวิจัยดังกล่าวสามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างประโยชน์ต่อประเทศ เศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ และประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม&rdquo;นายวิมลกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260904c199bfa0ecbef5d183aefe7375e8c378145437.jpg' type='image/jpg' length='668916' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 1 เดือน กันยายน 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184592</link>
<guid isPermaLink="false">31f6bcf0dfdba72229d8c939639c13f3</guid>
<pubDate>Fri, 04 Sep 2026 13:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260904d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e131507.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”โชว์จัด IP x Venture Rise Thailand ซื้อขายงานวิจัย-นวัตกรรมกว่า 62 ล้าน ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184358</link>
<guid isPermaLink="false">bcc1d406f1725320f2e2b027e8030fc1</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 13:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 14.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;โชว์จัด IP x Venture Rise Thailand ซื้อขายงานวิจัย-นวัตกรรมกว่า 62 ล้าน&nbsp;<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาโชว์ผลการจัดงาน IP x Venture Rise Thailand 2026 ประสบความสำเร็จตามเป้า ช่วยผลักดันงานวิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญาจากห้องแล็บสู่ภาคอุตสาหกรรม และเชิงพาณิชย์ได้จริง เผยมีผู้เข้าชมงานกว่า 5,000 คน เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจ 164 คู่ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 62 ล้านบาท &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงผลการจัดงาน IP x Venture Rise Thailand 2026 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27&ndash;29 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ว่า งานนี้กรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ร่วมกันจัดขึ้นภายใต้แนวคิด &ldquo;From Innovation to Income: นวัตกรรมสร้างรายได้&rdquo; เพื่อเปิดเวทีให้นักวิจัย เจ้าของนวัตกรรม และเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ได้พบกับผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ นักลงทุน และแหล่งทุนโดยตรง ซึ่งตลอด 3 วันของการจัดงานมีผู้เข้าชมงานอย่างคึกคักกว่า 5,000 คน สร้างมูลค่าการเจรจาจับคู่ธุรกิจและการซื้อขายสินค้าภายในงาน 62,616,000 บาท ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการส่งออกงานวิจัยและนวัตกรรมจากห้องแล็บสู่ภาคอุตสาหกรรม และหากผลงานเหล่านี้ได้รับการพัฒนาและผลิตออกสู่ตลาดอย่างเต็มรูปแบบ จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางธุรกิจได้อีกมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในงานดังกล่าว กรมได้เชื่อมโยงนวัตกรรมไทยจาก 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้ง Health Tech, Agri Tech, AI &amp; Robot Technology, Food Tech, Green Tech และ Creative Economy รวมกว่า 250 ผลงาน ไปสู่โลกธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดพื้นที่ให้นักวิจัย เจ้าของนวัตกรรม ผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ ได้พบปะ แลกเปลี่ยน และต่อยอดโอกาสในการนำผลงานไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ จนเกิดการลงทุนและจับคู่ธุรกิจได้สำเร็จ สิ่งนี้สะท้อนภาพชัดเจนถึงความต้องการของตลาดที่มีต่อนวัตกรรมไทย และตอกย้ำว่าทรัพย์สินทางปัญญาคือกุญแจสำคัญในการสร้างรายได้เปิดโอกาสทางธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยได้อย่างแท้จริง<br />
สำหรับกลุ่มนวัตกรรมที่ได้รับความสนใจในการลงทุนสูงสุดจากกิจกรรมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ได้แก่ กลุ่ม Health Tech รองลงมาเป็นกลุ่ม Food Tech และ Green Tech ซึ่งล้วนเป็นเทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังเติบโตและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดยุคใหม่ โดยมีหลายนวัตกรรมที่สามารถปิดดีลความร่วมมือได้สำเร็จภายในงาน อาทิ โปรแกรม AI ทางการแพทย์ ของบริษัท SATI กับศูนย์การประเมินและปรึกษามูลค่านวัตกรรม (IVAC) แบรนด์ลุงหวังกะเพราพ่นไฟ กับ IVAC SupperSea ขนมทานเล่นดัชนีน้ำตาลต่ำเพื่อสุขภาพที่มีโปรตีนและคอลลาเจนจากแมงกะพรุน ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กับบริษัท แบรนด์ เวลท์ จำกัด รถอีแต๋นอเนกประสงค์ไฟฟ้า ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระนครเหนือ กับบริษัท ธนพร 1992 จำกัด Dronebox แพลตฟอร์มประมวลผลภาพถ่ายทางอากาศจากโดรนบนคลาวด์ ของบริษัท แมพพีเดีย จำกัด กับห้างหุ้นส่วนจำกัดพีรพลศิลา เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากการจับคู่ธุรกิจแล้ว ภายในงานยังมุ่งเชื่อมโยงระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาแหล่งทุน และภาคธุรกิจอย่างครบวงจร ผ่านโซนกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ Partner Pavilion นำโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่มาร่วมเปิดมุมมองการนำนวัตกรรมไปใช้จริงในภาคธุรกิจระดับประเทศ ตลอดจน IP Service Zone และ IP Partner Zone ที่รวบรวมบริการจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้คำแนะนำด้านทรัพย์สินทางปัญญา การเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างเครือข่ายและขยายโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งการบูรณาการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน ตั้งแต่การบริหารจัดการและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การประเมินศักยภาพผลงาน ไปจนถึงการนำไปต่อยอดและสร้างรายได้ในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการปูพื้นฐานความเข้าใจเรื่องการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อนำไปสู่การระดมทุนผ่านเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญของกรมทรัพย์สินทางปัญญา สมาคมนักประเมินราคาอิสระไทย หน่วยงานส่งเสริมนวัตกรรม และคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และยังมีการถ่ายทอดแนวทางการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจ การเชื่อมโยงงานวิจัยกับแหล่งทุน การส่งเสริมระบบนิเวศที่เอื้อต่อการนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ การประเมินแนวโน้มนวัตกรรมที่มีศักยภาพทางการตลาด เพื่อเป็นเข็มทิศให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนางานวิจัยไปสู่สินทรัพย์ที่สร้างรายได้ในโลกธุรกิจจริง<br />
&ldquo;งาน IP x Venture Rise Thailand 2026 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีจับคู่ธุรกิจ แต่เป็นจุดเชื่อมสำคัญที่ทำให้งานวิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา ได้มาพบกับแหล่งทุนและตลาด พร้อมเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง โดยกรมขอขอบคุณหน่วยงานพันธมิตรทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนงานครั้งนี้ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะไม่หยุดแค่เพียงแค่ในงาน แต่จะถูกผลักดันสู่การใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าในตลาดนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมจะเร่งต่อยอดความร่วมมือที่เกิดขึ้น โดยเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ IP Finance อย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดเวทีเสวนาเรื่อง IP Financing ร่วมกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป (EUIPO) ในช่วงการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 เป็นต้น เพื่อมุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญามาแปลงเป็นสินทรัพย์ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านการทำงานร่วมกับสถาบันการเงิน นักประเมินมูลค่า เจ้าของสิทธิ์ และหน่วยงานพันธมิตรในการพัฒนากลไกการประเมินมูลค่า IP อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยสามารถขยายโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260903e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5133040.jpg' type='image/jpg' length='49073' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยใช้ FTA ส่งออกครึ่งปี เพิ่ม 7.33% อาเซียนแชมป์ ทุเรียนใช้สิทธิ์สูงสุด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184325</link>
<guid isPermaLink="false">7807c9003533acd9fc43131c2b6f4fcf</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 10:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 19.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยใช้ FTA ส่งออกครึ่งปี เพิ่ม 7.33% อาเซียนแชมป์ ทุเรียนใช้สิทธิ์สูงสุด<br />
กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายในความตกลงการค้าเสรี (FTA) ช่วง 6 เดือน ปี 69 มีมูลค่า 48,069.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 7.33% อาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย ไทย-ญี่ปุ่น และไทย-ออสเตรเลีย ส่วนสินค้าทุเรียนสดใช้สิทธิ์สูงสุด ยันเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการใช้ FTA เป็นใบเบิกทางเปิดตลาดต่อ ล่าสุดนำ SME ใช้ EFTA ขายสินค้าสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ รับการบังคับใช้ ม.ค.70 &nbsp;</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 6 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 48,069.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.33% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 80.83% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA โดย 5 อันดับการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด ได้แก่ การส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) เป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 15,937.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 67.50% รองลงมา ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;จีน (ACFTA) มูลค่า 14,264.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 94.50% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 6,110.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 78.73% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย&ndash;ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,819.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 85.86% และความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 3,027.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 59.03%</p>

<p>สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ 3.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 4.เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ 5.เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ<br />
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิ์ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.เนื้อไก่ปรุงแต่ง 3.น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่น ๆ 4.ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่แช่เย็นจนแข็ง 5.ฝรั่ง มะม่วง และมังคุด มูลค่ารวม 13,149.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 27.36% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ 2.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 3.เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ 4.เครื่องทอง เครื่องเงิน<br />
และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ 5.เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง มูลค่ารวม 34,919.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 72.64% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านอุปทาน และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ การค้าในยุคใหม่จำเป็นต้องลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้า ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด โดยภาครัฐจะเร่งผลักดัน FTA เพื่อสร้างแต้มต่อให้แก่ผู้ประกอบการไทย ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ เน้นคุณภาพ มาตรฐาน และความแตกต่างของสินค้า พร้อมให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบในประเทศและถิ่นกำเนิดสินค้าไทยที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในปีงบประมาณ 2569 กรมได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก FTA อย่างเต็มที่ ถึง 12 ครั้ง ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ และยังจะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยใช้ FTA เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดศักยภาพทั่วโลก ล่าสุดในเดือน ส.ค.2569 กรมได้นำผู้ประกอบการ SME เดินทางสู่ 3 ตลาดศักยภาพ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอินเดีย ภายใต้โครงการ Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่และเตรียมความพร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;EFTA ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในต้นปี 2570 โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ ซึ่งเป็นตลาดมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียม ขณะที่อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสเจรจาซื้อขายกับผู้นำเข้า พร้อมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และเรียนรู้กฎระเบียบในพื้นที่จริง ซึ่งจะช่วยต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก FTA และขยายธุรกิจในระยะยาว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260903a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c103327.jpg' type='image/jpg' length='101230' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลุย จ.นครพนม จับนอมินีแอบใช้ที่อยู่ประชาชนตั้งบริษัท เล็งเพิกถอน ฟันผิด]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184296</link>
<guid isPermaLink="false">43975270f19195623b6c302ed6222169</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 09:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 20.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ลุย จ.นครพนม จับนอมินีแอบใช้ที่อยู่ประชาชนตั้งบริษัท เล็งเพิกถอน ฟันผิด<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เดินหน้าปราบปรามนอมินีต่อเนื่อง ล่าสุดพาณิชย์จังหวัดนครพนมลงพื้นที่ตรวจสอบ 7 บริษัท หลังได้รับแจ้งเบาะแส มีการแอบอ้างนำที่อยู่ประชาชนไปเป็นที่ตั้งบริษัท โดยเจ้าบ้านไม่รู้ตัว หลังตรวจสอบ พบมีการแอบอ้างจริง เจ้าบ้านไม่เคยรู้เรื่อง แจ้งความกับตำรวจแล้ว นายทะเบียนขึ้นหมายเหตุเตือน พร้อมเรียกกรรมการ ผู้ถือหุ้น ผู้ยื่นคำขอ และพยานเข้าชี้แจงภายใน 15 วัน หากพบเป็นข้อมูลเท็จ จะเพิกถอนการจัดตั้งบริษัททันที และร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนม พร้อมด้วยนายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อำเภอนาแก และอำเภอวังยาง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ตั้งของบริษัทที่มีกรรมการหรือผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ จำนวน 7 บริษัท ในจังหวัดนครพนม ภายหลังได้รับแจ้งเบาะแสว่า อาจมีการนำที่อยู่ ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยของประชาชนไปใช้แอบอ้างเป็นสถานที่ตั้งในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยจากการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ตั้งทั้ง 7 บริษัท พบว่า เป็นบ้านพักอาศัยของชาวบ้าน และไม่ปรากฏสภาพการประกอบธุรกิจของบริษัทแต่อย่างใด โดยเจ้าบ้านแจ้งว่าตนเองไม่ทราบว่าถูกนำที่อยู่ไปจดทะเบียนเป็นที่ตั้งบริษัทของคนต่างชาติ และตนเองไม่ได้รู้จักกับคนต่างชาติที่เป็นกรรมการ หรือผู้ถือหุ้นของบริษัท รวมถึงไม่รู้จักกับผู้ยื่นคำขอจัดตั้งบริษัท และพยานชาวไทยแต่อย่างใด ตลอดจนไม่ได้ยินยอมให้นำที่อยู่ของตนเองไปเป็นที่ตั้งของบริษัทด้วย โดยเจ้าบ้านได้เดินทางไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว<br />
ส่วนการดำเนินการของนายทะเบียน ได้ระบุข้อความข้อควรทราบในหน้าหนังสือรับรองของทั้ง 7 บริษัท ว่า &ldquo;นิติบุคคลไม่มีสำนักงานแห่งใหญ่ ณ ที่ตั้งตามที่ได้จดทะเบียนไว้&rdquo; เพื่อเตือนประชาชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ใช้ความระมัดระวังในการติดต่อทำธุรกรรมกับบริษัทดังกล่าว รวมถึงได้ประสานงานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนมเพื่อตรวจสอบการเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักรไทยของกรรมการและผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติทั้ง 7 บริษัท จำนวน 14 ราย โดยพบว่า ช่วงระยะเวลาในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักรไทยแต่อย่างใด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนมได้มีหนังสือถึงกรรมการ ผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ ผู้รับรองลายมือชื่อคนไทย (ผู้ทำคำขอจดทะเบียน/ผู้ทำบัญชี) รวมถึงพยานในคำขอจดทะเบียน เพื่อให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว ภายใน 15 วัน หากพ้นกำหนดจะดำเนินการทางกฎหมายในขั้นตอนต่อไป และเมื่อรวบรวมข้อเท็จจริงครบถ้วน พร้อมสามารถยืนยันได้ว่าผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียน นายทะเบียนผู้รับจดทะเบียนจะเป็นผู้ดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท 7 บริษัท โดยออกเป็นคำสั่งทางปกครอง และร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ด้วยเหตุไม่มีการประชุมจัดตั้งบริษัทขึ้นจริง ไม่ได้มีการลงลายมือชื่อในราชอาณาจักร และปลอมแปลงเอกสารทางราชการต่อไป โดยมีโทษปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้จัดทำแบบประชาสัมพันธ์วิธีการตรวจสอบการแอบอ้างการนำที่ตั้งบ้านไปจดทะเบียนเป็นที่ตั้งสำนักงานด้วยตนเอง เพื่อป้องกันการถูกแอบอ้าง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะมีหนังสือถึงนายอำเภอทุกอำเภอ ขอให้แจ้งกำนันและผู้ใหญ่บ้านประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับประชาชนที่ต้องการตรวจสอบว่าที่อยู่ของตนถูกนำไปใช้จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ที่ เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th เลือกหัวข้อ Hot Service จากนั้นเลือกหัวข้อ &ldquo;ตรวจสอบที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคล&rdquo; หากพบว่าถูกแอบอ้างให้รีบดำเนินการแจ้งความและยื่นคำร้องมายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือแจ้งมาทางอีเมล checkaddr@dbd.go.th พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ประกอบ เช่น 1.สำเนาทะเบียนบ้าน (เจ้าบ้าน) /สำเนาโฉนดที่ดิน (เจ้าของกรรมสิทธิ์) 2.สำเนาบัตรประชาชน 3.สัญญาเช่า และหนังสือยกเลิกสัญญาเช่า (ถ้ามี) 4.แผนที่ และ 5.ผู้ประสานงาน/หมายเลขโทรศัพท์/ที่อยู่ในการติดต่อ และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยกรมจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อไป &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260903eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3094701.jpg' type='image/jpg' length='244136' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลุยตรวจรับซื้อข้าวโพด ย้ำหากเจอกดราคา หยุดซื้อ เล่นงานตามกฎหมาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184295</link>
<guid isPermaLink="false">38c8b262bd8d27068e165df8ad39d16c</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 09:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 23.jpg" style="width: 1000px; height: 673px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ลุยตรวจรับซื้อข้าวโพด ย้ำหากเจอกดราคา หยุดซื้อ เล่นงานตามกฎหมาย<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;รับนโยบาย &ldquo;ศุภจี&rdquo; ลงพื้นที่ตรวจสอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เผย 24 โรงงานใน 16 จังหวัด มีการรับซื้อสูงกว่าราคาตามที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ และไม่มีการหยุดรับซื้อ ลั่นหากพบตุกติก ซื้อต่ำกว่าราคาที่กำหนดและหยุดรับซื้อ จะดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด พร้อมขอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยดูแลและตรวจสอบคุณภาพผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรขายได้ราคาดี และกำชับให้ชะลอการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศ ให้ซื้อในประเทศให้หมดก่อน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่แหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์การผลิต การรับซื้ออย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลเกษตรกรในช่วงก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในเดือน ก.ย.-ธ.ค.2569 ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นการป้องกันก่อนที่จะเกิดปัญหา และได้ย้ำโรงงานผลิตอาหารสัตว์และผู้รวบรวมต้องรับซื้อตามราคาที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด และต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการรับซื้อจะต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ซึ่งขณะนี้ให้คงหลักเกณฑ์และโครงสร้างราคารับซื้อเดิมไปก่อนจนกว่าจะมีประกาศฉบับใหม่ออกมา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการตรวจสอบการรับซื้อของโรงงานอาหารสัตว์จำนวน 24 แห่ง ใน 16 จังหวัด พบว่า ทุกโรงงานรับซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาตามประกาศ อาทิ ราคาข้าวโพดความชื้น 14.5% ตามที่ประกาศ ณ จังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดชลบุรีอยู่ที่ 9.80 บาท โรงงานรับซื้อที่ราคา 9.90-10.00 บาท และการรับซื้อสอดคล้องกับกำลังการผลิตและสต็อกคงเหลือ ไม่พบว่ามีโรงงานใดจงใจหยุดรับซื้อ หากพบการรับซื้อต่ำกว่าราคาประกาศ ก็จะตรวจสอบว่าเป็นการหักทอนตามความชื้น เกรดของข้าวโพดและสิ่งเจือปนหรือไม่ ซึ่งกรณีที่มีข้อโต้แย้งเรื่องนี้ จะต้องขอให้หน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ร่วมพิจารณา<br />
ทั้งนี้ ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่กำหนดไว้เดิม ราคาซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สด ความชื้น 30% กิโลกรัมละ 7.05 บาท ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร และอุทัยธานี ส่วนจังหวัดอื่นเป็นไปตามโครงสร้างราคารับซื้อรายจังหวัด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แห้ง ความชื้น 14.5% กิโลกรัมละ 9.80 บาท หน้าโรงงานอาหารสัตว์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ปรับราคาตามระยะทาง ค่าขนส่ง และเกณฑ์หักลดน้ำหนักความชื้น &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามการรับซื้อตั้งแต่ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เริ่มออกสู่ตลาด เพื่อดูแลราคาให้พี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มที่ โดยจะเข้มงวดในการกำกับดูแลการรับซื้อของโรงงานให้ซื้อในราคาที่เป็นไปตามประกาศ ไม่ให้หยุดการรับซื้อ รวมทั้งได้สั่งการให้กรมการค้าภายในและทุกสำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตและแหล่งรับซื้อ ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด หากพบการรับซื้อที่ต่ำกว่าราคาประกาศหรือหยุดรับซื้อให้รายงานและตรวจสอบโดยด่วน หากพบกระทำผิดจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง&rdquo;นายกรนิจกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกรนิจกล่าวว่า ได้ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลด้านการผลิตของพี่น้องเกษตรกรให้ผลผลิตได้คุณภาพ มีความชื้นที่เหมาะสม เป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อให้โรงงานรับซื้อได้ตามคุณภาพตามประกาศ ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ที่ได้วางไว้ตั้งแต่เดือน มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ปรับปรุงประสิทธิภาพผลผลิตและคุณภาพ เพื่อแก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในระยะยาว และในส่วนของต้นทุนการผลิตของเกษตรกร กระทรวงเกษตรฯ จะต้องไปดูข้อมูลต้นทุนให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกษตรกรเผชิญ โดยกระทรวงพาณิชย์มีความพร้อมในการปรับราคาตามข้อเท็จจริง เพื่อดูแลทั้งระบบห่วงโซ่ตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ขอให้ผู้ประกอบการชะลอการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จนกว่าโรงงานจะรับซื้อผลผลิตภายในประเทศในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวหมดก่อน และขอให้กรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในแหล่งปลูกข้าวโพด ลงพื้นที่ตรวจสอบเครื่องวัดความชื้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา พบกระกระทำผิด และได้ดำเนินการตามกฎหมายชั่งตวงวัดแล้ว โดยเป็นกรณีใช้เครื่องวัดความชื้นสิ้นอายุคำรับรอง ไม่ได้รับคำรับรอง รวม 5 คดี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260903c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c094458.jpg' type='image/jpg' length='167758' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”นำผลงานศิลปินไทย โชว์งาน Kiaf SEOUL 2026 ดันเปิดตัวสู่ตลาดโลก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184288</link>
<guid isPermaLink="false">a6e3274f3f442afc445ce482da839d49</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 09:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 19.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;นำผลงานศิลปินไทย โชว์งาน Kiaf SEOUL 2026 ดันเปิดตัวสู่ตลาดโลก<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญานำผลงานศิลปินไทย เข้าร่วมจัดแสดงในงาน Kiaf SEOUL 2026 ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 2-6 ก.ย.69 หวังสนับสนุนศิลปินได้สัมผัสบรรยากาศ สร้างประสบการณ์นำเสนอผลงานเวทีระดับโลก และเปิดตัวผลงานศิลปะไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นำศิลปินไทยเข้าร่วมจัดแสดงผลงานในงาน &ldquo;Kiaf SEOUL 2026&rdquo; (Korea International Art Fair) ซึ่งเป็นมหกรรมศิลปะนานาชาติระดับโลกที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 2&ndash;6 ก.ย.2569 ณ ศูนย์การประชุม COEX (บูธ B16 Hall B) กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อสนับสนุนให้ศิลปินไทยได้มาสัมผัสบรรยากาศและสร้างประสบการณ์การนำเสนอผลงานในเวทีระดับโลก และยกระดับงานศิลปะสร้างสรรค์ของไทยให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูงในตลาดต่างประเทศ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่สั่งการให้ผลักดันและยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมได้นำแนวคิด &ldquo;Thai Artists Without Borders&rdquo; มาใช้เป็นธีมหลักในการนำเสนอ เพื่อพาศิลปินไทยก้าวข้ามข้อจำกัด สู่การยอมรับและโอกาสทางธุรกิจที่ไร้ขีดจำกัดบนเวทีศิลปะระดับโลก ผ่านผลงานของ 8 ศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ประกอบด้วย ผลงานจิตรกรรม ได้แก่ 1.คุณวิศุทธิ์ พรนิมิตร (Wisut Ponnimit) เจ้าของผลงานคาร์แรกเตอร์ &ldquo;น้องมะม่วง&rdquo; ที่มีฐานแฟนคลับต่างชาติหนาแน่น ได้นำผลงาน &ldquo;Score Changes, Love Doesn&#39;t คะแนนเปลี่ยน รักไม่เปลี่ยน&rdquo; มาจัดแสดง<br />
2.คุณธรรมธัช สายทอง (KARMS) ศิลปินที่นำเสนอความจัดจ้านในการแสดงออกเชิงอารมณ์ที่เข้มข้น ได้นำผลงานชุด &ldquo;The Roommate 01&rdquo; และ &ldquo;The Roommate 02&rdquo; มาจัดแสดง 3.คุณเชิดศักดิ์ เม้ยขันหมาก (2CHOEY) เจ้าของผลงานอันมีเอกลักษณ์จากสไตล์การวาดนิ้วมือบนใบหน้าของตัวละครต่าง ๆ ได้นำผลงาน &ldquo;The Way to School&rdquo; มาจัดแสดง 4.คุณฐกฤต ครุธพุ่ม (OCTOBER 29) ที่มาพร้อมกับสัญลักษณ์กระต่ายดำปริศนา &ldquo;Hele&rdquo; ที่มักถูกนำเสนอผ่านพาเลทสีจัดจ้านและร้อนแรง ได้นำผลงาน &ldquo;Who Are You?&rdquo; มาจัดแสดง 5.คุณนิสา ศรีคำดี (MOLLY) ศิลปินผู้สร้างปรากฏการณ์ Art Character &ldquo;CRYBABY&rdquo; ที่โด่งดังไปทั่วโลก ได้นำผลงาน &ldquo;Better Boat&rdquo; มาจัดแสดง</p>

<p>6.คุณชรารัตติ์ พิมสาร (MACKCHA) เจ้าของคาแรกเตอร์ &ldquo;Chalotte&rdquo; ตัวแทนของความตื่นรู้ในระบบนิเวศท้องทะเล ได้นำผลงาน &ldquo;Swim&rdquo; มาจัดแสดง พร้อมด้วยผลงานประติมากรรม โดย 7.คุณวิษณุพงษ์ หนูนันท์ (Widsanupong Noonan) ศิลปินสาย Fine Art ที่ผลงานมีความลุ่มลึก ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และจินตนาการ ได้นำผลงาน &ldquo;Carousel Girl&rdquo; และ &ldquo;Duality&rdquo; มาจัดแสดง ตลอดจนงานประติมากรรมเซรามิกโดย 8.คุณกมลชนก ภาณุเวศย์ (May Merri May) ศิลปินที่สอดแทรกอารมณ์อันลึกซึ้งและแง่มุมเชิงปรัชญาเกี่ยวกับธรรมชาติและความสัมพันธ์ไว้ในตัวละคร &ldquo;Merri May&rdquo; ได้นำผลงาน &ldquo;Jiyunachou&rdquo;, &ldquo;Hana&rdquo; และ &ldquo;Aomushi&rdquo; มาจัดแสดง</p>

<p>นอกจากนี้ กรมยังได้พาศิลปินไทยหน้าใหม่ &ldquo;Juthamanee Diloksopon&rdquo; เจ้าของผลงานสื่อผสม &ldquo;LOOP&rdquo; ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดผลงานศิลปะในงาน ART UNIVERSE ของกรม มาเข้าร่วมเปิดประสบการณ์ในการสร้างเครือข่ายและต่อยอดมูลค่าสู่ตลาดศิลปะนานาชาติในงาน Kiaf SEOUL ครั้งนี้ด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและเพิ่มโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้เรียนรู้แนวทางการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลงาน ตลอดจนพัฒนาต่อยอดสู่รายได้และโอกาสทางธุรกิจในอนาคต<br />
&ldquo;กรมมั่นใจว่า การนำศิลปินไทยเข้าร่วมงาน Kiaf SEOUL 2026 ในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยเปิดประตูทางการค้า เชื่อมโยงศิลปินไทยให้เข้าถึงนักสะสม แกลเลอรี และเครือข่ายธุรกิจศิลปะในต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลงาน ตลอดจนขยายการรับรู้และการยอมรับศิลปะไทยในระดับสากล อันจะนำไปสู่การผลักดันอุตสาหกรรมศิลปะไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีโลก&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>สำหรับงาน Kiaf SEOUL จัดมาแล้วกว่า 24 ปี โดยสมาคมแกลเลอรีแห่งเกาหลี (Galleries Association of Korea) และในปีนี้ได้รวบรวมงานศิลปะแบบดั้งเดิมและศิลปะร่วมสมัยจากแกลเลอรีชั้นนำกว่า 175 แห่ง ใน 18 ประเทศทั่วโลก อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อังกฤษ สหรัฐฯ เยอรมนี ฝรั่งเศส ไต้หวัน ฮ่องกง รวมถึงไทย มาจัดแสดงในงานเดียว โดยสามารถดึงดูดศิลปิน ผู้ประกอบการ นักสะสม ภัณฑารักษ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะจากทั่วทุกมุมโลกให้มาร่วมชมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านศิลปะในมหกรรมอันยิ่งใหญ่นี้ สะท้อนบทบาทของกรุงโซลในฐานะเมืองศิลปะที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก และตลาดศิลปะของเกาหลีใต้ยังมีความโดดเด่นมากในเรื่องนักสะสมรุ่นใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทรนด์และดิจิทัล ทำให้ผลงานที่นำมาแสดงในงานนี้มีความสดใหม่ สนุกสนาน และสะท้อนความเป็นป๊อปคัลเจอร์สูง&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260903c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b094057.jpg' type='image/jpg' length='159860' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​อาเซียนเดินหน้าทำข้อเสนอ รับมือความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจโลกเสนอผู้นำ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184142</link>
<guid isPermaLink="false">93d79f4d9657318187faae21f50e0e9b</guid>
<pubDate>Wed, 02 Sep 2026 14:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 13.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​อาเซียนเดินหน้าทำข้อเสนอ รับมือความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจโลกเสนอผู้นำ<br />
คณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน (HLTF-EI) ถกร่วมภาคเอกชนและนักวิชาการ เห็นพ้องผลักดันอาเซียนรับมือความเสี่ยงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว เตรียมจัดทำข้อเสนอแนะให้ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนพิจารณา ก.ย.69 ก่อนเสนอผู้นำอาเซียนเห็นชอบต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน (HLTF-EI) ครั้งที่ 50 ระหว่างวันที่ 26-28 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่า อาเซียนได้ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกับภาคเอกชนและนักวิชาการ ทั้งจากภายในภูมิภาคและจากหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภายนอก โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร และได้เห็นพ้องกันถึงความจำเป็นที่อาเซียนต้องเสริมความสามารถในการรับรู้ ปรับตัว และรับมือกับความเสี่ยงใหม่ ๆ เพื่อรักษาโอกาสทางการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของโลก ตลอดจนรับมือกับความเสี่ยงที่อาเซียนต้องเผชิญจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว</p>

<p>ทั้งนี้ แม้ประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จะมีความหมายและขอบเขตที่กว้าง แต่อาเซียนเห็นตรงกันว่า การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่ควรนำไปสู่มาตรการกีดกันหรือการเลือกปฏิบัติทางการค้า แต่ควรมุ่งเสริมความสามารถของภูมิภาคในการรับมือกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในระยะยาว โดยยังคงยึดมั่นในหลักการของอาเซียนที่เป็นภูมิภาคเศรษฐกิจเปิด สนับสนุนการค้าแบบพหุภาคี และยึดมั่นในระบบเศรษฐกิจและการค้าที่ตั้งอยู่บนกฎกติกา พร้อมทั้งควรจะต้องพัฒนากลไกในการ ติดตามและประเมินความเสี่ยง แลกเปลี่ยนข้อมูล และประสานงานระหว่างสาขา เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนจากภายนอกได้อย่างรวดเร็วและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน</p>

<p>&ldquo;อาเซียนจะจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 58 ในเดือน ก.ย.2569 เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงานด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของอาเซียนและเสนอต่อผู้นำอาเซียนพิจารณาต่อไป&rdquo;นายเอกฉัตรกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260902e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5145015.jpg' type='image/jpg' length='480244' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ผนึกกำลังเจ้าของสิทธิ์ แพลตฟอร์ม ยกระดับป้องกันละเมิดบนอินเทอร์เน็ต]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184136</link>
<guid isPermaLink="false">552db96df255b31c3890c8a228468a58</guid>
<pubDate>Wed, 02 Sep 2026 14:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 18.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ผนึกกำลังเจ้าของสิทธิ์ แพลตฟอร์ม ยกระดับป้องกันละเมิดบนอินเทอร์เน็ต<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ยกระดับการคุ้มครองและป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต เคาะ 4 แนวทางความร่วมมือ ปิดกั้นเว็บไซต์และการถ่ายทอดสดที่มีเนื้อหาละเมิด เชื่อมโยงข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญากับแพลตฟอร์ม การรับรองร้านค้าที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ และยกระดับดำเนินคดีและขยายผลถึงเครือข่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และปกป้องผู้ประกอบการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อยกระดับการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่า สถานการณ์และรูปแบบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และมีความซับซ้อนมากขึ้นตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี จึงจำเป็นต้องพัฒนากลไกการทำงานให้มีความรวดเร็ว เชื่อมโยงข้อมูล และสามารถรับมือกับรูปแบบการละเมิดที่เปลี่ยนแปลงไป</p>

<p>ทั้งนี้ ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางความร่วมมือ 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การปิดกั้นเว็บไซต์ (Site Blocking) และการถ่ายทอดสด (Live Streaming) ที่มีเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ โดยกรมจะประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเร่งดำเนินการด้านการระงับการเผยแพร่หรือลบข้อมูลที่เป็นความผิดตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการลักลอบเผยแพร่ภาพยนตร์ เพลง หรือเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่สามารถเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว<br />
2.การเชื่อมโยงข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญากับแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมกับแพลตฟอร์มออนไลน์โดยอัตโนมัติ ผ่าน API แบบ Real-Time เพื่อให้แพลตฟอร์มสามารถตรวจสอบข้อมูลด้านทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เลขคำขอ ชื่อเจ้าของสิทธิ์ สถานะคำขอ และรายการสินค้า เป็นต้น และนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการตรวจสอบและคัดกรองร้านค้าและสินค้าบนแพลตฟอร์ม</p>

<p>3.การรับรองร้านค้าที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ ในการติดเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ &ldquo;IP Verified&rdquo; ให้กับร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลด้านทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค โดยใช้เป็นจุดสังเกตในการเลือกร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และส่งเสริมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p>

<p>4.การยกระดับการดำเนินคดีผู้กระทำผิดและขยายผลเครือข่ายการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิดไปสู่การดำเนินคดีความผิดฐานฟอกเงิน และสืบสวนขยายผลไปยังผู้จัดหา ผู้นำเข้า ผู้รับผลประโยชน์ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อตัดวงจรการละเมิดตั้งแต่ต้นทาง<br />
&ldquo;กรมให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเจ้าของสิทธิ์และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพราะการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจและเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยกรมจะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ตให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปแบบการละเมิด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้บริโภค เจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ประกอบการทั้งคนไทยและต่างประเทศในการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลอย่างเป็นธรรม&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต นำมาตรการ Notice and Takedown มาใช้ในการแจ้งและระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออกจากระบบ ซึ่งช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจับกุมผู้กระทำผิดและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องในขบวนการ โดยในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) ผลการบูรณาการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนช่องทางออนไลน์ สามารถจับกุมผู้กระทำผิด 140 คดี ยึดของกลางรวม 322,077 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 104,344,850 บาท และสามารถระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมทั้งหมด 1,471 รายการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับประชาชนที่พบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th นอกจากนี้ ประชาชนและเจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ยังสามารถแจ้งข้อมูลสินค้าละเมิดผ่านช่องทางรับแจ้งของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ได้จัดทำ MOU ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในการนำมาตรการ Notice and Takedown มาใช้ ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada, Tiktok Shop, Line และ Nex Gen Commerce เพื่อให้มีการตรวจสอบและระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดอย่างทันท่วงที</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260902a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c144444.jpg' type='image/jpg' length='660857' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[จีนหันพึ่งตนเอง ข้าว-น้ำตาลเสี่ยงส่งออกลด ผลไม้ ไก่ เนื้อ ประมง ยังมีโอกาสขาย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184135</link>
<guid isPermaLink="false">a64866158caf8d1c1930174f3a330524</guid>
<pubDate>Wed, 02 Sep 2026 14:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 19.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>จีนหันพึ่งตนเอง ข้าว-น้ำตาลเสี่ยงส่งออกลด ผลไม้ ไก่ เนื้อ ประมง ยังมีโอกาสขาย<br />
สนค.ติดตามแนวโน้มการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรของจีน 10 ปีข้างหน้า พบกลุ่มธัญพืชและเนื้อสัตว์ มีการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นำเข้าข้าวโพด ข้าวสาลีลดลง แต่มีการส่งออกผัก ผลไม้ สัตว์น้ำเพิ่ม ชี้ไทยมีความเสี่ยงในการส่งออกข้าวและน้ำตาล หลังจีนจะนำเข้าลดลง แต่ยังมีโอกาสส่งออกผลไม้ ไก่แปรรูป เนื้อวัว เนื้อแกะ ประมง จากความต้องการที่ยังสูง แนะต้องให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการศึกษาและติดตามแนวโน้มการนำเข้าสินค้าเกษตรของจีน พบว่า ในช่วงทศวรรษหน้า จีนมีแนวโน้มการพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธัญพืชและเนื้อสัตว์ ที่กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2568 ผลผลิตธัญพืชรวมแตะระดับ 715 ล้านตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และผลผลิตเนื้อสัตว์รวมทะลุ 100 ล้านตัน เป็นครั้งแรก และมีการนำเข้าสินค้าเกษตรหลักของจีนลดลงหลายรายการ โดยข้าวโพด ลด 80.6% และข้าวสาลี ลด 64.4% ขณะเดียวกัน จีนยังมีแนวโน้มขยายการส่งออกเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มผัก เพิ่ม 6.4% ผลไม้ เพิ่ม 4.4% และสัตว์น้ำ เพิ่ม 7.5% &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากแนวโน้มดังกล่าว พบว่า สินค้ากลุ่มเสี่ยงที่ผู้ส่งออกไทยควรติดตามเฝ้าระวัง เตรียมการวางแผน และปรับกลยุทธ์ ได้แก่ กลุ่มข้าวและน้ำตาล ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าการนำเข้าข้าวของจีนจะลดลงเฉลี่ย 9.1% ต่อปี ทำให้เหลือการนำเข้าข้าวเพียง 0.95 ล้านตันในปี 2578 ขณะที่จีนมีแนวโน้มส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น ผู้ส่งออกข้าวไทยจึงอาจเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก ขณะเดียวกัน จีนตั้งเป้าเพิ่มผลผลิตน้ำตาลในประเทศเฉลี่ย 2.5% ต่อปี ทำให้การนำเข้าน้ำตาลมีแนวโน้มลดลงเหลือราว 4 ล้านตันในปี 2578<br />
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเสี่ยง จากการที่จีนหันมาผลิตเองและส่งออกมากขึ้น แต่ก็มีหลายสินค้าที่ไทยยังมีโอกาสในการส่งออกไปจีน อาทิ ผลไม้ เพราะมีการคาดการณ์ว่าการนำเข้าผลไม้ของจีนจะขยายตัวเฉลี่ย 6.1% ต่อปี และจีนจะยังคงขาดดุลการค้าผลไม้ในระยะยาว จากความต้องการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งคาดว่าการบริโภคผลไม้ของจีนจะโตเฉลี่ย 1.2% ต่อปี จนไปแตะที่ 369 ล้านตันในปี 2578 จึงเป็นโอกาสสำหรับผลไม้ไทยที่ยังมีช่องว่างตลาดให้เติบโตได้อีก โดยเฉพาะกลุ่มผลไม้พรีเมียมและแปรรูป จากการที่จีนให้ความสำคัญกับสินค้าคุณภาพสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับกลุ่มเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อไก่แปรรูป คาดว่าปี 2578 จีนจะนำเข้าเนื้อสัตว์ปีก ราว 1.27 ล้านตัน เติบโตเฉลี่ย 2.4% ต่อปี ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับการส่งออกไก่แปรรูปของไทยที่มีคุณภาพมาตรฐานสูง เช่นเดียวกับเนื้อวัวและเนื้อแกะที่คาดว่าการนำเข้าจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว ส่วนสินค้าประมงและสัตว์น้ำคาดว่าการนำเข้าของจีนจะทรงตัวและเติบโตเฉลี่ย 1.6% ต่อปี แตะระดับ 8.08 ล้านตันในปี 2578 ถือว่ายังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพด้วยความต้องการที่มีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับผู้ส่งออกกุ้งและอาหารทะเลแปรรูปของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ทิศทางตลาดสินค้าเกษตรและอาหารในจีนในช่วงทศวรรษหน้า จีนจะเปลี่ยนจากตลาดนำเข้าสินค้าปริมาณมาก ไปสู่ตลาดสินค้าคุณภาพสูงและมีความหลากหลายมากขึ้น สอดคล้องกับรายได้ประชากรจีนที่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 4.3% ต่อปี ในเขตเมือง และ 6.5% ในเขตชนบท รวมถึงอัตราการขยายตัวของเมืองที่จะแตะ 75% ภายในปี 2578 ปัจจัยเหล่านี้ จะหนุนให้ความต้องการสินค้าพรีเมียม สินค้าแปรรูป และสินค้าเพื่อสุขภาพ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกไปจีน ควรวางแผนยกระดับคุณภาพและสร้างแบรนด์สินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มผลไม้ ซึ่งยังเป็นจุดแข็งของไทยและมีช่องว่างในตลาด ขยายสินค้าแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มในกลุ่มเนื้อไก่และอาหารทะเล เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ติดตามและศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความสะดวกตามวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ พัฒนาสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกันไปในแต่ละมณฑลจีน รวมถึงติดตามนโยบายความมั่นคงทางอาหารของจีนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มข้าวและน้ำตาลที่มีความเสี่ยงตลาดหดตัว และควรกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นควบคู่กันไป โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดจีนได้ ทางเว็ปไซต์ www.คิดค้า.com ในหัวข้อ Briefing: ปักหมุดสินค้าไทยรุกตลาดจีน&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260902eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3144240.jpg' type='image/jpg' length='98176' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือ“คมนาคม-7 สายการบิน” เปิดพื้นที่ขายให้เกษตรกร-โหลดขึ้นเครื่องฟรี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184071</link>
<guid isPermaLink="false">d18312f2fbbd0c240bfd0cb11314d674</guid>
<pubDate>Wed, 02 Sep 2026 09:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 22.jpg" style="width: 1000px; height: 665px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือ&ldquo;คมนาคม-7 สายการบิน&rdquo; เปิดพื้นที่ขายให้เกษตรกร-โหลดขึ้นเครื่องฟรี<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือ &ldquo;คมนาคม&rdquo; และ 7 สายการบิน สนับสนุนการกระจายผลไม้ผ่านช่องทางท่าอากาศยานและสายการบิน นาน 1 ปี เผยกรมท่าอากาศยานจะจัดสรรพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลไม้มาจำหน่ายชั่วคราว และให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ที่สนใจซื้อผลไม้ สามารถโหลดได้ฟรี ขนาด 10 กิโลกรัม นำร่องเมืองรอง 20 แห่งทั่วประเทศ มั่นใจเป็นอีกหนึ่งกลไก ช่วยระบายผลไม้ กระตุ้นการบริโภคผลไม้ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ร่วมกับกระทรวงคมนาคม โดยกรมท่าอากาศยาน และ 7 สายการบินพันธมิตร ได้แก่ การบินไทย แอร์เอเชีย บางกอกแอร์เวย์ส นกแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ ไทยเวียตเจ็ทแอร์ และอีซี่แอร์ไลน์ ลงนามข้อตกลงความร่วมมือสนับสนุนการกระจายผลไม้ผ่านช่องทางท่าอากาศยานและสายการบิน ประจำปี 2569&ndash;2570 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการกระจายผลผลิตในช่วงที่ผลไม้ทยอยออกสู่ตลาด พร้อมส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยและสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งผลักดันให้ผลไม้ไทยเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของผู้มาเยือน และสร้างประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและเลือกซื้อผลไม้ไทย โดยขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด &ldquo;The Land : Thailand of Tropical Fruits&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับโครงการดังกล่าวมีระยะเวลา 1 ปีเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2569&ndash;31 ส.ค.2570 โดยกรมการค้าภายในจะจัดสรรและนำส่งกล่องบรรจุผลไม้มาตรฐาน ขนาด 10 กิโลกรัม ไปยังท่าอากาศยาน พร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2569 รวมทั้งประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนำเกษตรกรเข้าจำหน่ายผลไม้ตามฤดูกาลในพื้นที่ท่าอากาศยานที่กรมท่าอากาศยานจัดสรรในแต่ละจังหวัด<br />
ทั้งนี้ กรมท่าอากาศยานจะจัดเตรียมพื้นที่ให้บริการกล่อง อำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร และจัดสรรพื้นที่จำหน่ายผลไม้ชั่วคราวให้เกษตรกรภายในท่าอากาศยานภายใต้สังกัดของกรมท่าอากาศยาน นำร่องเมืองรองจำนวน 20 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ น่าน ลำปาง ตาก พิษณุโลก เลย อุดรธานี ขอนแก่น สกลนคร นครพนม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ ตรัง นราธิวาส ส่วน 7 สายการบินพันธมิตรจะอำนวยความสะดวกในการขนส่งผลไม้ใต้ท้องเครื่องบินโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย น้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัมต่อผู้โดยสาร 1 ท่าน พร้อมร่วมประชาสัมพันธ์โครงการผ่านช่องทางของสายการบิน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผู้โดยสารที่ต้องการใช้บริการ สามารถติดต่อจุดรับบริการ ณ ท่าอากาศยาน ภายใต้การดูแลของกรมท่าอากาศยานทั้ง 20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรับกล่องบรรจุผลไม้ขนาด 10 กิโลกรัม จำนวน 1 กล่องต่อผู้โดยสาร 1 ท่าน สำหรับนำไปโหลดใต้ท้องเครื่องบินได้ฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เบื้องต้นตั้งเป้าจำนวน 100,000 กล่อง หรือคิดเป็นผลไม้ 1,000 ตัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การขนส่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผลไม้ที่นำมาใช้บริการจะต้องเป็นผลไม้สดเท่านั้น มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 10 กิโลกรัม และต้องไม่เปียกชื้น โดยต้องใช้กล่องบรรจุผลไม้ของกรมการค้าภายในที่ได้รับจากจุดบริการของท่าอากาศยาน และจะต้องปิดผนึกอย่างมิดชิดด้วยเทปกาวหรือสายรัด เพื่อป้องกันมด แมลง สิ่งแปลกปลอม รวมถึงป้องกันการรั่วซึมของน้ำและกลิ่น โดยเฉพาะทุเรียนหรือผลไม้ที่มีกลิ่นแรง ขอความร่วมมืองดนำขึ้นเครื่องและงดโหลดใต้ท้องเครื่อง เพื่อไม่ให้กลิ่นรบกวนผู้โดยสารท่านอื่น และทำให้การเดินทางของทุกคนสะดวกและราบรื่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณกระทรวงคมนาคม โดยกรมท่าอากาศยาน และสายการบินพันธมิตรทั้ง 7 สายการบิน ที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการกระจายผลไม้ไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยเกษตรกรระบายผลผลิต เพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลไม้ไทย พร้อมทั้งเชื่อมโยงการเดินทาง การท่องเที่ยว และการบริโภคผลไม้ไทยให้เกิดประโยชน์ตลอดห่วงโซ่&rdquo; น.ส.บรรจงจิตต์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260902c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c095218.jpg' type='image/jpg' length='344759' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เชื่อมข้อมูลบริษัท ผ่าน IDSP หนุนนิติบุคคลใช้งานยื่นคำขอ ลงนามสัญญากับรัฐ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184068</link>
<guid isPermaLink="false">def79e4854094361df6838199172e611</guid>
<pubDate>Wed, 02 Sep 2026 09:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 18.jpg" style="width: 1000px; height: 795px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เชื่อมข้อมูลบริษัท ผ่าน IDSP หนุนนิติบุคคลใช้งานยื่นคำขอ ลงนามสัญญากับรัฐ<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล ผ่านแพลตฟอร์มให้บริการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (IDSP) สนับสนุนการทำธุรกรรมของนิติบุคคล กรณีใช้งานการยื่นคำขอ การลงนามสัญญากับหน่วยงานภาครัฐ พร้อมปรับลดค่าธรรมเนียมเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ ช่วยลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจในการประกอบธุรกิจ</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมได้เข้าร่วมประชุมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และภาคเอกชนผู้พัฒนาระบบ Integrated Document Signing Platform: IDSP หรือระบบการให้บริการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมนิติบุคคล กรณีการใช้งาน (Use Case) การยื่นคำขอ การลงนามสัญญากับหน่วยงานภาครัฐ (B2G) โดย ETDA ได้ผลักดันให้มีแพลตฟอร์มสนับสนุนการทำธุรกรรมนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านแพลตฟอร์ม IDSP ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความน่าเชื่อถือในการยืนยันตัวตนของนิติบุคคล (Corporate Identity Authentication) และการตรวจสอบลายมือชื่อในนามนิติบุคคล (Corporate Signature Verification) โดยแพลตฟอร์ม IDSP จะตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลและรายชื่อผู้มีอำนาจของนิติบุคคล ผ่านบริการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ (Business Data Exchange: BDEX) ของกรม และให้ผู้มีอำนาจของนิติบุคคลยืนยันตัวตนด้วย Digital ID บุคคลธรรมดา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมพร้อมให้การสนับสนุนข้อมูลนิติบุคคลให้กับแพลตฟอร์ม IDSP ในขั้นตอนการสร้างบัญชีนิติบุคคล (Business Profile) และการตรวจสอบผู้มีอำนาจลงนาม ในขั้นตอนการลงนาม (Digital Signing) นับเป็นประโยชน์อย่างมากในการให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ ซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ ครอบคลุมการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์กับหน่วยงานภาครัฐ (B2G) และระหว่างเอกชนด้วยกันเอง (B2B) ซึ่งขณะนี้แพลตฟอร์ม IDSP อยู่ระหว่างการทดสอบระบบ (SANDBOX) ของ ETDA กับหน่วยงานนำร่อง<br />
ขณะเดียวกัน เพื่อให้การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของนิติบุคคลมีความสะดวกยิ่งขึ้น สามารถช่วยลดต้นทุนของภาคธุรกิจและประชาชน กรมมีแผนปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมการให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ โดยได้ดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม และยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร และขอสำเนาเอกสารและคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่น เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด พ.ศ. ... ให้สามารถเลือกรายการข้อมูลนิติบุคคลได้ตามที่ต้องการใช้ ซึ่งปัจจุบันร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งหากกฎกระทรวงฯ มีผลบังคับใช้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์บนแพลตฟอร์ม IDSP ยังส่งผลดีต่อภาคเอกชนที่ใช้บริการเชื่อมโยงข้อมูลอยู่ก่อนแล้ว รวมถึงที่จะมาใช้บริการเชื่อมโยงข้อมูลในอนาคตด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมมุ่งหวังให้หน่วยงานภาครัฐเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ให้บริการที่ยึดประชาชนและผู้ประกอบการเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง พร้อมยกระดับทักษะบุคลากรภาครัฐให้สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น วางรากฐานระบบการให้บริการตามวิสัยทัศน์รัฐบาลดิจิทัลที่ยกเลิกการเรียกเอกสารในรูปแบบกระดาษจากประชาชน ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME สามารถเติบโตได้อย่างมีศักยภาพบนเวทีการค้าโลกด้วยความมั่นคง แข็งแกร่ง&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260902c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b094904.jpg' type='image/jpg' length='91117' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมเจรจาฯ นำผู้ประกอบการปลาและผลิตภัณฑ์ ลุยเปิดตลาด FTA ที่เซี่ยงไฮ้]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183923</link>
<guid isPermaLink="false">c9e37fcfe20124c3950d79eadc14c257</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 14:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/05 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" />​</p>

<p>กรมเจรจาฯ นำผู้ประกอบการปลาและผลิตภัณฑ์ ลุยเปิดตลาด FTA ที่เซี่ยงไฮ้<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นำผู้ประกอบการสินค้ากลุ่มปลาและผลิตภัณฑ์ปลาไทย จากโครงการส่งเสริมสินค้าเกษตร เติบโตอย่างยั่งยืนด้วย FTA เดินทางไปนครเซี่ยงไฮ้ เข้าร่วม 3 กิจกรรม สำรวจตลาดห้างพรีเมียม เจรจาจับคู่ธุรกิจ และร่วมชมงานแสดงสินค้า SIFSE 2026 เพื่อให้ทราบข้อมูลตลาด ความต้องการผู้บริโภค การสร้างเครือข่ายทางการค้า และเพิ่มโอกาสส่งออกโดยใช้ประโยชน์จาก FTA</p>

<p><br />
นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำผู้ประกอบการ SME กลุ่มสินค้าปลาและผลิตภัณฑ์ปลาไทย ที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 10 ราย ภายใต้โครงการ &ldquo;ส่งเสริมสินค้าเกษตร เติบโตอย่างยั่งยืนด้วย FTA (ปลาและผลิตภัณฑ์ปลา)&rdquo; เดินทางสำรวจศักยภาพตลาดจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ได้แก่ Ole&#39; Supermarket ซึ่งเป็นตลาดพรีเมียมที่มีกลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูง และ Metro Supermarket ซึ่งเป็นห้างคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มลูกค้าครอบคลุมทั้งครัวเรือนและผู้ประกอบการ เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบบรรจุภัณฑ์ ระดับราคา มาตรฐานสินค้า และแนวโน้มการบริโภคปลาและผลิตภัณฑ์ปลาในตลาดจีน ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าและวางกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับตลาดจีน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้นำผู้ประกอบการปลาและผลิตภัณฑ์ปลาไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับพันธมิตรและผู้นำเข้าจีนกว่า 18 บริษัท อาทิ ตัวแทนกระจายสินค้า ร้านอาหาร และแพลตฟอร์มการค้า โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท อาทิ ปลาทะเลสด แช่เย็น แช่แข็ง น้ำปลา น้ำปลาร้า และขนมอบกรอบจากผลิตภัณฑ์ปลา พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าและความต้องการของตลาด เพื่อสร้างเครือข่ายและขยายโอกาสทางการค้าในตลาดจีน<br />
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการได้เดินทางเข้าชมงาน World Seafood Shanghai (SIFSE) 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ SNIEC นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลระดับโลก ภายในงานมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ อาหารทะเลสำเร็จรูป พร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปจากผู้แสดงสินค้ากว่า 3,000 รายทั่วโลก ซึ่งการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยได้ศึกษาแนวโน้มตลาดระดับสากล นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ และโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อนำมาต่อยอดและยกระดับสินค้าปลาไทยให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ในตลาดจีน</p>

<p>&ldquo;การนำผู้ประกอบการเดินทางสู่นครเซี่ยงไฮ้ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้ความต้องการของผู้บริโภคและนำข้อมูลไปต่อยอดการพัฒนาสินค้า และกลยุทธ์ทางการตลาดให้ตอบโจทย์ตลาดจีน ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถขยายโอกาสและความร่วมมือทางธุรกิจในตลาดเซี่ยงไฮ้ได้ จะเป็นแรงส่งสำคัญในการขยายช่องทางการค้าและนำไปสู่การส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดจีนได้ในอนาคต โดยกรมพร้อมเป็นกลไกเชื่อมโยงโอกาสและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อผลักดันและต่อยอดการส่งออกปลาและผลิตภัณฑ์ปลาไทยสู่ตลาดจีนได้อย่างเต็มศักยภาพ&rdquo;นายธัชชญาน์พลกล่าว</p>

<p>สำหรับจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้าปลาและผลิตภัณฑ์ปลาจากไทย โดยในปี 2568 มีมูลค่านำเข้ากว่า 75 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ความตกลง ACFTA และ RCEP ช่วยเสริมความได้เปรียบด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี 0% ซึ่งถือเป็นแต้มต่อสำคัญในการลดต้นทุนการส่งออกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการขยายตลาดในนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและแหล่งรวมช่องทางจำหน่ายที่หลากหลาย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260901751d31dd6b56b26b29dac2c0e1839e34140224.jpg' type='image/jpg' length='442634' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”กางแผนแก้เกมขาดดุลการค้า ถกคู่ค้าปรับโฉมการลงทุน ร่วมมือทำธุรกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183855</link>
<guid isPermaLink="false">341698dc475fde1fbf39aef113c24242</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 11:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">&nbsp;<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/04 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 822px;" />​</p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;กางแผนแก้เกมขาดดุลการค้า ถกคู่ค้าปรับโฉมการลงทุน ร่วมมือทำธุรกิจ<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ชี้แจงการขาดดุลการค้าในช่วง 7 เดือน สูงถึง 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาจากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบสูงถึง 72.9% ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคมีสัดส่วนแค่ 9.2% ยันมีแผนแก้เกมการขาดดุลการค้า คุยประเทศที่มาลงทุนในไทย ปรับรูปแบบการลงทุน ใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น ร่วมมือสาขาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ล่าสุดถกจีนร่วมสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ช่วย SME ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีน และหารือ UAE ร่วมมือธุรกิจ สร้างตลาดใหม่ แก้ปัญหาขาดดุลพลังงาน</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) ที่ไทยขาดดุลการค้ารวม 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ว่า หากพิจารณาลงไปในโครงสร้างการนำเข้า พบว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิต โดยสินค้าทุน และวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์ มีสัดส่วนรวม 72.9% ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัวของกิจกรรมภาคการผลิตโลก (Global Manufacturing PMI) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบสื่อสาร และระบบไฟฟ้า ที่ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค มีสัดส่วน 9.2% ของการนำเข้าทั้งหมด และเมื่อแยกพิจารณาดุลการค้าเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่นับรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การส่งออก อาวุธยุทธปัจจัย และพลังงาน ไทยยังเกินดุล 13,315.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าภาวะขาดดุลการค้าในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้มีสาเหตุหลักจากการนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภค<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ในระยะต่อไป สิ่งสำคัญ คือ การต่อยอดการผลิตและการลงทุนที่เกิดขึ้นให้สร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจไทยได้มากขึ้นและยั่งยืนขึ้น ทั้งผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าสร้างสมดุลทางการค้าโดยยึดหลักผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) กับประเทศคู่ค้า ไม่ได้มุ่งทำให้มูลค่าการนำเข้าและส่งออกเท่ากันในเชิงตัวเลข แต่ต้องการให้ความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนสร้างประโยชน์กลับเข้าสู่เศรษฐกิจไทยมากขึ้น</p>

<p>โดยประเทศที่มีการลงทุนในไทยสูง จะผลักดันให้เกิดการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) รวมถึงแรงงานในประเทศให้มากขึ้น พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน จะสร้างความเชื่อมั่นให้ไทยเป็นประเทศคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ (Trusted Partner) ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพไปสู่การร่วมกันสร้างมูลค่าใหม่ (Co-Creation) โดยนำจุดแข็งของไทยและประเทศคู่ค้ามาร่วมกันพัฒนาสินค้า อุตสาหกรรม หรือโอกาสทางธุรกิจ และขยายตลาดร่วมกัน ด้วยแนวคิด &ldquo;ขายให้ (Sell To)&rdquo; ไปสู่การ &ldquo;ขายร่วมกัน (Sell With)&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ยกตัวอย่างเช่น ในการหารือกับฝ่ายจีน ไทยได้เสนอให้ทบทวนรูปแบบการลงทุนเดิม เพิ่มการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และแรงงานในประเทศไทย และร่วมสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (Co-Creation) เช่น อาหารแปรรูปจากวัตถุดิบไทย รวมถึงสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและร่วมกันขยายตลาดทั้งในจีนและประเทศที่สาม พร้อมผลักดันให้สินค้า SME ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดผู้บริโภคจีนขนาดมหาศาลได้โดยตรง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งไทยขาดดุลจากการนำเข้าพลังงาน ก็เดินหน้าสร้างสมดุลผ่านการเจรจา FTA ควบคู่กับการมองหาสาขาที่ไทยและ UAE สามารถนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาร่วมกันพัฒนาธุรกิจและสร้างตลาดใหม่ เพื่อให้ความสัมพันธ์ทางการค้าไม่ได้อยู่เพียงการซื้อขายระหว่างกัน แต่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าร่วมกันในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่เพียงการลดตัวเลขขาดดุลการค้า แต่จะใช้ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับประเทศคู่ค้ามาสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทย โดยต้องทำให้การค้าและการลงทุนที่เกิดขึ้นช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในประเทศ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น และไทยต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้ามองเราเป็นพันธมิตรที่วางใจได้ และพร้อมต่อยอดจากการซื้อขายระหว่างกัน ไปสู่การร่วมกันสร้างสินค้า ธุรกิจ และตลาดใหม่ โดยเป้าหมายสุดท้าย คือ ความสัมพันธ์ทางการค้าที่ไม่ได้เติบโตเพียงด้านตัวเลข แต่เป็นการเติบโตที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน และทำให้ไทยกับประเทศคู่ค้าสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202609017d0665438e81d8eceb98c1e31fca80c1112057.jpg' type='image/jpg' length='129611' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ศึกษานำกลไก Resale Right มาปรับใช้ในไทย ช่วยศิลปินมีรายได้เพิ่ม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183853</link>
<guid isPermaLink="false">0c1bfc8cc815262a97bea4f6386fbc49</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 11:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/03 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ศึกษานำกลไก Resale Right มาปรับใช้ในไทย ช่วยศิลปินมีรายได้เพิ่ม<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาศึกษาการนำกลไก &ldquo;สิทธิในการได้รับส่วนแบ่งจากการขายต่อ&rdquo; (Artist&rsquo;s Resale Right: ARR) มาปรับใช้ในไทย เพื่อช่วยเหลือดูแลศิลปินในระยะยาว เผยปัจจุบันหลังศิลปินขายชิ้นงานไปแล้ว ก็จะถือว่าจบแล้วจบเลย แต่ในต่างประเทศ หากมีการนำผลงานไปขายต่อเปลี่ยนมือในราคาสูงขึ้น ศิลปินและทายาทจะได้รับส่วนแบ่งการขายด้วย ไม่ใช่ได้แค่นักสะสมหรือผู้เก็งกำไร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมกำลังศึกษาการนำกลไก &ldquo;สิทธิในการได้รับส่วนแบ่งจากการขายต่อ&rdquo; (Artist&rsquo;s Resale Right: ARR) การดำเนินการของต่างประเทศ การศึกษาแนวทางและกลไกทางกฎหมาย และการประเมินประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการนำ ARR มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย เพื่อให้ความช่วยเหลือศิลปินในระยะยาว เพราะโดยทั่วไปเมื่อศิลปินขายผลงานของตนเองออกไปแล้ว สิทธิในการควบคุมการขายในครั้งต่อไปจะหมดลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกรณีดังกล่าว หมายความว่า หากในอนาคตผลงานชิ้นนั้น ถูกนำไปซื้อขายเปลี่ยนมือในราคาสูงขึ้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์มักเป็นนักสะสมหรือผู้เก็งกำไร ในขณะที่ศิลปินผู้สร้างสรรค์จะไม่ได้รับผลตอบแทนจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในภายหลัง แต่สำหรับกลไก ARR จะเป็นแนวทางที่เปิดโอกาสให้ศิลปินและทายาทได้รับส่วนแบ่งจากการขายต่อผลงานศิลปะตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในทุก ๆ ครั้ง ที่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือ ซึ่งจะช่วยให้ผู้สร้างสรรค์ยังคงได้รับประโยชน์จากมูลค่าของผลงานที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลาและการยอมรับของตลาด<br />
ปัจจุบันมีกว่า 100 ประเทศทั่วโลกที่บังคับใช้ ARR และสามารถสร้างยอดจัดเก็บสิทธิ์ดังกล่าวรวมสูงถึง 50 ล้านยูโรต่อปี ซึ่งประเทศที่ประสบความสำเร็จในการนำระบบ ARR มาใช้ เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และออสเตรเลีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การศึกษาแนวทาง ARR เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิ์ของศิลปิน และอาจเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้รับประโยชน์จากผลงานเมื่อมีการขายต่อในต่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ข้ามแดนให้แก่ผู้สร้างสรรค์ ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศทางศิลปะที่คำนึงถึงคุณค่าของศิลปินตั้งแต่การสร้างสรรค์ การซื้อขาย การเพิ่มมูลค่า ไปจนถึงการส่งต่อคุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรมในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>สำหรับตลาดศิลปะของประเทศไทยกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องและเป็นที่จับตามองของต่างประเทศ โดยรายงาน Art Basel ปี 2025 ได้ยกให้กรุงเทพฯ เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของตลาดศิลปะที่เติบโตเร็วที่สุด จึงเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการเร่งพัฒนากลไกทางกฎหมายให้เท่าทันต่อการเติบโตของตลาด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260901e45ee7ce7e88149af8dd32b27f9512ce111712.jpg' type='image/jpg' length='152895' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผย ACFTA 3.0 ใกล้บังคับใช้ แจ้งผู้ประกอบการเตรียมตัวใช้ประโยชน์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183852</link>
<guid isPermaLink="false">1fa55e9c33f470845e1d915753243a6a</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 11:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/02 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 751px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผย ACFTA 3.0 ใกล้บังคับใช้ แจ้งผู้ประกอบการเตรียมตัวใช้ประโยชน์<br />
กรมการค้าต่างประเทศเผยความคืบหน้าการบังคับใช้พิธีสารการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) ล่าสุดมีสมาชิกอาเซียน 7 ประเทศได้ดำเนินกระบวนการภายในเสร็จแล้ว รอแค่จีน หากแล้วเสร็จ จะมีผลบังคับใช้ภายใน 60 วัน ระบุจะเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการไทยเพียบ ทั้งการอำนวยความสะดวกทางการค้า การค้ายุคดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว โอกาสค้าขายของ MSME<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามการบังคับใช้พิธีสารการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) หลังจากที่อาเซียนและจีน ได้ลงนามในพิธีสารฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2568 ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ซึ่งเป็นการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนเดิมที่ได้มีการลงนามครั้งแรกในปี 2545 โดยล่าสุดสมาชิกอาเซียน 7 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว และไทย ได้ดำเนินกระบวนการภายในประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากฝ่ายจีนดำเนินกระบวนการแล้วเสร็จ จะทำให้พิธีสารดังกล่าวมีผลใช้บังคับภายใน 60 วัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของไทยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 เห็นชอบให้เสนอพิธีสารยกระดับ ACFTA 3.0 ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับพิธีสาร ACFTA 3.0 เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอาเซียน-จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านการเพิ่มความร่วมมือใหม่ 5 ด้าน ได้แก่ 1.การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค 2.เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อรองรับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ 3.เศรษฐกิจสีเขียวมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน 4.ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในภาคการผลิต และ 5.วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้เข้าถึงตลาดจีนและอาเซียนได้สะดวกขึ้น พร้อมทั้งลดอุปสรรคทางการค้า<br />
นางอารดากล่าวว่า ภายใต้ ACFTA 3.0 แม้จะไม่มีการลดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมหรือเปิดตลาดใหม่ แต่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทยจะได้รับแต้มต่อทางการค้าที่สำคัญ ประกอบด้วย การอำนวยความสะดวกทางการค้าที่รวดเร็วขึ้นโดยสามารถตรวจปล่อยสินค้าด่วนภายใน 6 ชั่วโมง การลดต้นทุนและเวลา โดยใช้ระบบไร้เอกสารผ่านรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EODES) การมีกฎเกณฑ์รองรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ข้ามพรมแดน ซึ่งช่วยให้ MSMEs ของไทยสามารถนำสินค้าวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มจีนได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาดในไทยเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ไทยและอาเซียนสามารถเข้าถึงการสนับสนุนเงินจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนโดยจีน</p>

<p>&ldquo;กรมในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้า ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกในการส่งออกและนำเข้าสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ จะติดตามและนำเสนอความคืบหน้าของ ACFTA 3.0 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากพิธีสารฉบับดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของไทยต่อไป&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จากสถิติและมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับจีน พบว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียนต่อเนื่องเป็นเวลา 16 ปี โดยในปี 2568 การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน มีมูลค่า 916,149.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.59% โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากเวียดนามและมาเลเซีย สำหรับสถานการณ์การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน ในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 641,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอาเซียนส่งออกไปจีน มูลค่า 234,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากจีน มูลค่า 406,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของอาเซียนไปจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ เหล็กและเหล็กกล้า ผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของอาเซียนจากจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า รถยนต์และส่วนประกอบ เป็นต้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260901a2ef406e2c2351e0b9e80029c909242d111504.jpg' type='image/jpg' length='65660' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP นำทัพ 15 ผู้ประกอบการเกมไทย โชว์งาน gamescom 2026 ปิดดีล 270 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183851</link>
<guid isPermaLink="false">7390712bfaa46aeffb4848dd11de2491</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 11:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/01 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 670px;" />​</p>

<p>DITP นำทัพ 15 ผู้ประกอบการเกมไทย โชว์งาน gamescom 2026 ปิดดีล 270 ล้าน<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานนำทัพผู้ประกอบการเกมไทย 15 ราย เข้าร่วมงาน gamescom 2026 ณ เมืองโคโลญ เยอรมนี สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 270 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพเกมไทย เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ยันเดินหน้าส่งเสริมต่อไป พร้อมชวนผู้ประกอบการ นักลงทุนต่างชาติเข้าร่วมงาน gamescom asia &times; Thailand Game Show 2026 ที่จะจัดในไทย 29 ต.ค.&ndash;1 พ.ย.69<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดคูหาประเทศไทย (Thailand Pavilion) ในงาน gamescom 2026 ณ เมืองโคโลญ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ว่า การเข้าร่วมงาน gamescom ในปีนี้ นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ DITP นำผู้ประกอบการธุรกิจเกมไทยเข้าร่วมจัดแสดงผลงาน โดยมีผู้ประกอบการไทยจำนวน 15 บริษัท นำเสนอเกมและบริการที่หลากหลาย เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และฝีมือของนักพัฒนาเกมไทย พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาเกม ผู้จัดจำหน่าย นักลงทุน และพันธมิตรธุรกิจจากทั่วโลกได้รู้จักและต่อยอดความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยสู่ตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการเข้าร่วมงานครั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 270,369,990 บาท หรือประมาณ 8.19 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นมูลค่าที่เกิดขึ้นทันที 40,590 บาท และมูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี จำนวน 270,329,400 บาท พร้อมพบปะคู่ค้าเป้าหมายรวม 994 ราย ในจำนวนนี้เป็นคู่ค้ารายใหม่ถึง 673 ราย &nbsp;</p>

<p>&ldquo;ความสำเร็จดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสของอุตสาหกรรมเกมไทยในตลาดต่างประเทศ ตลอดจนความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาผลงานที่ตอบโจทย์ตลาดสากล โดย DITP จะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้า เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับพันธมิตรระดับโลก และผลักดันอุตสาหกรรมเกมไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมเกมโลกต่อไป&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า DITP ยังได้เข้าร่วมงาน NRW Games Reception งานเลี้ยงต้อนรับและกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระดับนานาชาติ จัดโดยรัฐบาลรัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลีย เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงบริษัทเกม สตาร์ตอัป นักลงทุน ผู้จัดจำหน่าย หน่วยงานภาครัฐ และผู้กำหนดนโยบายจากนานาประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 ราย โดย Mr.Hendrik W&uuml;st, Minister-President of North Rhine-Westphalia เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และได้ให้เกียรติเยี่ยมชม Thailand Pavilion ของ DITP สะท้อนถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ต่อเนื่องระหว่างประเทศไทยกับรัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลียในอุตสาหกรรมเกม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในโอกาสนี้ DITP ได้เชิญชวนผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ที่สนใจจากนานาประเทศเข้าร่วมงาน gamescom asia &times; Thailand Game Show 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.&ndash;1 พ.ย.2569 โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างแบรนด์งานเกมระดับโลกจากเยอรมนีอย่าง gamescom และ Thailand Game Show เพื่อสร้างแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเกมทั้งในมิติธุรกิจ เทคโนโลยี คอนเทนต์ และชุมชนผู้เล่นเกม พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>

<p>สำหรับงาน gamescom จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2552 ถือเป็นหนึ่งในมหกรรมวิดีโอเกมและเกมคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของโลก จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ เมืองโคโลญ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยในปีนี้ Thailand Pavilion ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมและผู้ประกอบการนานาชาติอย่างคึกคัก โดยเฉพาะผลงานด้านเกมคอมพิวเตอร์ เกมมือถือ เกมคอนโซล ตลอดจนบริการรับจ้างพัฒนาเกมและซอฟต์แวร์ (Outsourcing Service) และการออกแบบเสียง (Sound Design) ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในตลาดเยอรมนีและยุโรป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ผลงานของนักพัฒนาไทย ยังได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงาน อาทิ Duriano จากบริษัท Adisoft จำกัด, Lost and Found จากบริษัท Bit Egg จำกัด และ Gohang จากบริษัท Yggdrazil จำกัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของนักพัฒนาไทยในการสร้างผลงานที่มีศักยภาพแข่งขันในตลาดสากล<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026090196a3be3cf272e017046d1b2674a52bd3111259.jpg' type='image/jpg' length='298688' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​อาเซียนยกระดับคุ้มครองไอพี หนุนเข้าถึงแหล่งเงินทุน นำเทคโนโลยีรับจดทะเบียน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183641</link>
<guid isPermaLink="false">0fdf0c1898d13e2e753d986c00f1d38b</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 10:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/8 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​อาเซียนยกระดับคุ้มครองไอพี หนุนเข้าถึงแหล่งเงินทุน นำเทคโนโลยีรับจดทะเบียน<br />
คณะทำงานว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน (AWGIPC) ที่สิงคโปร์ หารือเดินหน้าการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดสิทธิ์ ส่งเสริมประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อใช้เป็นหลักประกันทางการเงิน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการจดทะเบียน &ldquo;อรมน&rdquo;ถกหัวหน้าสำนักงานสิทธิบัตรญี่ปุ่น ร่วมมือพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร เตรียมบุคลากร ระบบงาน รองรับเข้าภาคีกรุงเฮก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน (ASEAN Working Group on Intellectual Property Cooperation: AWGIPC) ครั้งที่ 79 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 ส.ค.2569 ที่สิงคโปร์ ว่า ได้หารือเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน ปี 2569&ndash;2573 (ASEAN IPR Action Plan 2026&ndash;2030) โดยประเทศสมาชิกอาเซียนได้มุ่งเน้นภารกิจสำคัญในการพัฒนาระบบคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดสิทธิ์ การส่งเสริมการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อใช้เป็นหลักประกันทางการเงิน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับระบบจดทะเบียนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ โดยมีสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาคู่ภาคีของอาเซียนพร้อมร่วมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทรัพยากร เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของประเทศสมาชิกให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ไทยได้สะท้อนบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิ์ให้มีความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน นักประเมินมูลค่า ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่การสร้างมูลค่าและการเติบโตทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&ldquo;จะเดินหน้าประสานความร่วมมือ และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติกับหน่วยงานพันธมิตรระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อนำเทคโนโลยีและเทคนิคกระบวนงานมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างมูลค่า เข้าถึงแหล่งทุน ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ยังได้ใช้โอกาสในการเข้าร่วมการประชุม หารือทวิภาคีกับ Mr.KASAI Yasuyuki หัวหน้าสำนักงานสิทธิบัตรญี่ปุ่น (Japan Patent Office: JPO) เกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการตรวจสอบสิทธิบัตรผ่านโครงการนำร่องการสืบค้นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว (Prior Art Search Project) กับ JPO ซึ่งจะช่วยลดภาระงานค้างสะสมและเร่งรัดกระบวนการตรวจสอบสิทธิบัตร ส่งผลให้ผู้ยื่นคำขอได้รับผลการพิจารณารวดเร็วขึ้น</p>

<p>นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและระบบงาน เพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮก (Hague Agreement) ของไทย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมการขยายตลาดและสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญาในระดับสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้เข้าร่วมงานเสวนา Global Forum on IP ภายในงาน IP Week 2026 จัดโดยสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาสาธารณรัฐสิงคโปร์ (Intellectual Property Office of Singapore: IPOS) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก ร่วมกับผู้นำภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นักวิจัย นักลงทุน และผู้ประกอบการจากทั่วโลก โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ AI ในการตรวจสอบคำขอ การบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) และการส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งกรมตั้งเป้าจะนำแนวปฏิบัติดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนางานบริการ ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260831c9f0f895fb98ab9159f51fd0297e236d104518.jpg' type='image/jpg' length='177356' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาส่งออก ก.ค.69 เพิ่ม 2.7% เริ่มชะลอตัวลง ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 9%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183630</link>
<guid isPermaLink="false">156c8a63f951b8be6270f1adfc5f8791</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 10:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/7 - Copy 7.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>ดัชนีราคาส่งออก ก.ค.69 เพิ่ม 2.7% เริ่มชะลอตัวลง ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 9%<br />
สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน ก.ค.69 เพิ่มขึ้น 2.7% ชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและเศรษฐกิจคู่ค้า ทำคำสั่งซื้อชะลอลง แต่ก็ยังมีความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร ทำให้ค่าดัชนียังคงสูงขึ้น ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 9% ชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังมีการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ พลังงานเพิ่มต่อเนื่อง คาด ส.ค.69 ยังขยับต่อ แนวโน้มชะลอลงอีก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือน ก.ค.2569 เท่ากับ 114.2 เพิ่มขึ้น 2.7% ขยายตัวในอัตราชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ซึ่งส่งผลให้คำสั่งซื้อชะลอลง แต่ต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่ยังสูง ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center ภาวะอุปทานตึงตัวในบางอุตสาหกรรม ผลผลิตเกษตรได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ ส่งผลให้ดัชนีราคาส่งออกปรับสูงขึ้นในทุกหมวดสินค้า ส่วนดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 126.1 เพิ่มขึ้น 9% ชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังมีการนำเข้าสินค้าทุน สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตและการลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่การนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิง ราคายังขยายตัวในระดับสูงตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยรายละเอียดดัชนีราคาส่งออก เดือน ก.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง 25.1% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป ตามราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนความกังวลต่อภาวะอุปทานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หมวดสินค้าเกษตรกรรม เพิ่ม 6.3% จากราคาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่สูงขึ้นตามผลผลิตในประเทศที่ลดลง ขณะที่ความต้องการจากอุตสาหกรรมแปรรูปและตลาดส่งออกยังมีต่อเนื่อง สำหรับยางพารา และข้าว ราคายังขยายตัว แต่ตลาดมีแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันด้านราคากับประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญ หมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 1.7% จากการปรับสูงขึ้นของราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รวมถึงแผงวงจรไฟฟ้า ตามภาวะอุปทานตึงตัวของหน่วยความจำ ทองคำ ตามความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามทิศทางราคาวัตถุดิบสำคัญ โดยเฉพาะทองแดงและอะลูมิเนียมที่อยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 0.5% จากการสูงขึ้นของราคาอาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารสุนัขและแมว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ตามความต้องการสินค้ามูลค่าเพิ่มและสินค้าพรีเมียมที่ยังขยายตัวดี ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบอาหารทะเล พลังงาน และการขนส่งยังอยู่ในระดับสูง และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ตามทิศทางราคาน้ำมันปาล์ม และถั่วเหลืองในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น<br />
ส่วนดัชนีราคานำเข้า เดือน ก.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าเชื้อเพลิง 24.9% จากราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป เนื่องจากความกังวลด้านอุปทาน และความเสี่ยงต่อการขนส่งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 8.6% จากราคาทองคำ ที่ยังอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น อุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวตามวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลก และความต้องการสินค้าเทคโนโลยี สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และปุ๋ย ตามความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่เพิ่มขึ้น หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 6.1% จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เสื้อผ้า รองเท้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ตามต้นทุนการผลิตและราคาวัตถุดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการสินค้าที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มขึ้น หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.5% จากเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ตามการลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ขยายตัว และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่ม 1.5% จากรถยนต์โดยสารและรถบรรทุก ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ รถยนต์นั่ง และยานพาหนะอื่น ๆ ตามความต้องการชิ้นส่วนและอุปกรณ์เพื่อรองรับการผลิตและส่งออก ประกอบกับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) ทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะตลาดรถยนต์นั่ง และ EV ยังคงเป็นปัจจัยจำกัดในการปรับเพิ่มขึ้นของราคา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือน ส.ค.2569 คาดว่า จะยังคงขยายตัวในอัตราชะลอลง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลกยังขยายตัว ส่งผลให้ความต้องการชิปหน่วยความจำ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงเพิ่มขึ้น ราคาทองคำอยู่ในระดับสูง จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความต้องการอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูปยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ในบางภูมิภาค รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบและมาตรฐานคุณภาพที่สูงขึ้น และความกังวลเกี่ยวกับสภาพอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตอาหารโลก มีแนวโน้มทำให้อุปทานสินค้าเกษตรและวัตถุดิบบางประเภทอยู่ในภาวะตึงตัว</p>

<p>ขณะที่ปัจจัยที่อาจทำให้ดัชนีราคาขยายตัวต่ำกว่าที่คาด ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลง จากอุปทานโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อุปสงค์ขยายตัวในระดับจำกัด ซึ่งจะกดดันราคาสินค้าในกลุ่มเชื้อเพลิง ปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์ ราคาสินแร่และโลหะอุตสาหกรรมอ่อนตัว จากการผลิตที่เพิ่มขึ้นและความกังวลต่อเศรษฐกิจจีน และอุปทานธัญพืชและวัตถุดิบอาหารอาจเพิ่มขึ้น ตามฤดูเก็บเกี่ยวของประเทศผู้ผลิตสำคัญ</p>

<p>ทั้งนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงตามอุปทานในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาสินแร่และโลหะอุตสาหกรรม เผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีน รวมถึงผลผลิตสินค้าเกษตรที่ออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งอาจกดดันราคาสินค้าบางกลุ่มให้ลดลง และอาจเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวทางด้านราคาของไทยในระยะข้างหน้า<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608318f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543101741.jpg' type='image/jpg' length='91032' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ลุยขายกล้วยหอมไทยตลาดญี่ปุ่น ดึงเซ็นสัญญาซื้อขายล็อตใหญ่ 1 หมื่นตัน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183629</link>
<guid isPermaLink="false">f08b15417aa0a5d2b73d54c7e90be7a5</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 10:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 8.jpg" style="width: 1000px; height: 563px;" /></p>

<p>​DITP ลุยขายกล้วยหอมไทยตลาดญี่ปุ่น ดึงเซ็นสัญญาซื้อขายล็อตใหญ่ 1 หมื่นตัน<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผลักดันกล้วยหอมไทยขายญี่ปุ่น ล่าสุดตกลงเซ็นสัญญาซื้อขายได้อีก 10,000 ตัน มั่นใจขยายตลาดได้ต่อเนื่อง เพิ่มส่วนแบ่งกล้วยไทยในญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าระหว่างคณะผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นกับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย และพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น ปี 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา โคราช ว่า ได้มีการลงนามการซื้อขายกล้วยหอมไทยระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้ซื้อญี่ปุ่น ได้แก่ บริษัท พี แอนด์ เอฟ เทคโน จำกัด บริษัท สุริยนกรีนฟาร์ม จำกัด บริษัท Bay Commerce จำกัด บริษัท Nikko Foods จำกัด และบริษัท Green Farm จำกัด รวมปริมาณ 10,000 ตัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจไทยและญี่ปุ่น</p>

<p>โดยความตกลงซื้อขายกล้วยหอมไทยเพื่อส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นจุดสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและญี่ปุ่น ช่วยยกระดับคุณภาพและขีดความสามารถของห่วงโซ่มูลค่ากล้วยไทย เพิ่มมูลค่าการส่งออกกล้วยหอมจากประเทศไทยและขยายส่วนแบ่งตลาดสินค้าเกษตรไทยในญี่ปุ่น ตลอดจนสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืน<br />
&ldquo;หากกล่าวถึงตลาดญี่ปุ่น หลายท่านอาจนึกถึงตลาดที่มีมาตรฐานสูง มีความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน และให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความสม่ำเสมอในการส่งมอบสินค้าเป็นอย่างยิ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ตลาดญี่ปุ่นยังเป็นตลาดแห่งโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่พร้อมพัฒนาและยกระดับตนเองให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวได้ ซึ่งสินค้ากล้วยของไทยเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านคุณภาพ รสชาติ และความสามารถในการพัฒนาไปสู่ตลาดระดับพรีเมียม&rdquo;นายสุรินทรกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ ในการจัดงานได้มีการจัดสัมมนาควบคู่ไปด้วยในหัวข้อ &ldquo;การส่งเสริมอุตสาหกรรมกล้วยไทยสู่สากล : ยกระดับผลผลิตและขีดความสามารถให้ห่วงโซ่มูลค่ากล้วยไทย&ldquo; จัดโดยองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) และบริษัท Bay Commerce จำกัด เพื่อช่วยพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมกล้วยไทยสู่ตลาดญี่ปุ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากความร่วมมือในการส่งเสริมอุตสาหกรรมกล้วยไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นยังคงมีความต้องการนำเข้ากล้วยในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตและยังมีโอกาสในการขยายการส่งออกได้อีกมาก และยังเป็นไปตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่สั่งการให้ดำเนินงานเชิงรุกภายใต้แนวทาง &ldquo;การตลาดนำการผลิต&rdquo; เพื่อเชื่อมโยงความต้องการของตลาดญี่ปุ่นกับการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย และที่ผ่านมา ยังได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญและภาคเอกชนญี่ปุ่นในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ผลผลิตของไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608311679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc101600.jpg' type='image/jpg' length='174373' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับของปลอม 7 เดือน ปี 69 จำนวน 512 คดี ยึดของกลาง 1.84 ล้านชิ้น]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183626</link>
<guid isPermaLink="false">a98b72f2b0f90cf2d25072dcbe0bb918</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 10:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 12.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับของปลอม 7 เดือน ปี 69 จำนวน 512 คดี ยึดของกลาง 1.84 ล้านชิ้น<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยผลปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาช่วง 7 เดือน ปี 69 จับกุมแหล่งผลิตและจำหน่ายทั่วประเทศ 512 คดี ของกลาง 1.84 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 809 ล้านบาท ยันเดินหน้าเฝ้าระวัง และจับกุมต่อเนื่อง พร้อมรณรงค์ประชาชน ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่ขาย ไม่สนับสนุนของปลอม เตรียมจัดทำลายล็อตใหญ่ 10 ก.ย.69 กว่า 2 ล้านชิ้น มูลค่าเสียหาย 2,145 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 7 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) กรมได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของสิทธิ์ ได้ทำการจับกุมแหล่งผลิตและจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั่วประเทศ รวม 512 คดี ยึดของกลางกว่า 1,847,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 809 ล้านบาท โดยเป็นผลปราบปรามในช่องทางตลาดออนไลน์ จำนวน 140 คดี ยึดของกลางได้กว่า 322,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 104 ล้านบาท</p>

<p>สำหรับสินค้าที่จับกุมได้ ส่วนใหญ่เป็นอุปโภคและบริโภค เช่น เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ กระเป๋า นาฬิกา เครื่องสำอาง น้ำยาปรับผ้านุ่ม แชมพู ยาสีฟัน เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องดื่มผสมผงโกโก้ กาแฟ ผงปรุงรส น้ำมันเครื่อง และอะไหล่ยนต์ เป็นต้น<br />
ทั้งนี้ กรมจะเดินหน้าเฝ้าระวังและปราบปรามสินค้าละเมิดในพื้นที่เศรษฐกิจ ย่านการค้า ศูนย์การค้า และแหล่งท่องเที่ยวอย่างเข็มงวดและต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการค้าและการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งใช้มาตรการเชิงรุกปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อตัดวงจรสินค้าละเมิดตั้งแต่ต้นน้ำ สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าถูกกฎหมาย และปกป้องประชาชนผู้บริโภคจากการถูกหลอกลวงให้ซื้อสินค้าปลอมที่เป็นอันตรายและด้อยคุณภาพมาตรฐาน ขณะเดียวกัน จะรณรงค์ขอความร่วมมือประชาชนไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่ขาย และไม่สนับสนุนสินค้าปลอมทุกรูปแบบด้วย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมมีกำหนดนำของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ถึงที่สุดแล้วจากการจับกุมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ มาทำลาย กว่า 2 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,145 ล้านบาท ในวันที่ 10 ก.ย.2569 ณ หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธาน ร่วมกับผู้แทนภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย และสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาครั้งนี้ จะเป็นการตัดวงจรการกระทำความผิดด้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม เพราะเป็นขั้นตอนท้ายสุดของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและป้องกันไม่ให้สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหมุนเวียนกลับเข้าสู่ตลาด ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) รวมทั้งปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้บริโภคให้พ้นจากอันตรายของสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่มีคุณภาพต่ำ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังต่อเนื่อง เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา สร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้บริโภค โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ ใช้มาตรการเชิงรุกทั้งการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และปราบปรามการละเมิด ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งผลิต แหล่งนำเข้า แหล่งเก็บ และแหล่งจำหน่าย เพื่อสกัดกั้นสินค้าละเมิดไม่ให้เข้าสู่ท้องตลาดและตัดวงจรการจำหน่ายสินค้าปลอมตั้งแต่ต้นทางต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260831e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5101402.jpg' type='image/jpg' length='285476' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ดันสินค้า HORECA เจาะเข้าสู่โรงแรม ร้านอาหาร และจัดเลี้ยงในเวียดนาม]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183624</link>
<guid isPermaLink="false">0b762012ca87571bcd9bad6c478818e9</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 10:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 17.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>DITP ดันสินค้า HORECA เจาะเข้าสู่โรงแรม ร้านอาหาร และจัดเลี้ยงในเวียดนาม<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ถกสมาคมโรงแรมนครดานังและสมาคมโรงแรมเวียดนาม ผลักดันสินค้า HORECA เจาะเข้าสู่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยงในเวียดนาม ย้ำสินค้าไทย ตอบสนองได้ครบวงจร ทั้งเครื่องใช้ อุปกรณ์ตกแต่ง อุปกรณ์สำหรับห้องอาหาร เครื่องแบบพนักงาน สิ่งทอ สปา ไลฟ์สไตล์ เผยยังมีโอกาสขายได้เพิ่มขึ้น หลังเวียดนามจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม APEC 2027 ที่เขตพิเศษฟูก๊วก</p>

<p>นางสุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือกับ Mr. Nguyen Duc Quynh ประธานสมาคมโรงแรมนครดานังและสมาคมโรงแรมเวียดนาม พร้อมผู้บริหารและผู้นำเข้ากลุ่มสินค้า HORECA ณ โรงแรม Lotte Hotel Saigon เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ว่า การหารือครั้งนี้มุ่งหาแนวทางผลักดันสินค้า HORECA ของไทยเข้าสู่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยงในเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงโอกาสสำคัญจากการที่เวียดนามเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม APEC 2027 โดยมีเขตพิเศษฟูก๊วกเป็นพื้นที่สำคัญในการจัดประชุม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ไทยมีสินค้าและบริการสำหรับธุรกิจ HORECA ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดเวียดนามได้อย่างครบวงจร ทั้งเครื่องใช้สำหรับโรงแรม อุปกรณ์ตกแต่งและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรม อุปกรณ์สำหรับห้องอาหาร เครื่องแบบพนักงาน เคหะสิ่งทอ ผลิตภัณฑ์สปา ตลอดจนสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว โดยสินค้าไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพ การออกแบบ และมาตรฐานการผลิต จึงมีศักยภาพในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจบริการในเวียดนาม<br />
สำหรับแนวทางการขยายตลาด DITP เตรียมเชื่อมโยงสมาชิกสมาคมโรงแรมเวียดนาม สมาคมโรงแรมนครดานัง และผู้ประกอบการเวียดนาม กับผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้า HORECA ของไทย ผ่านการจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบ อาทิ การจับคู่เจรจาธุรกิจ การจัด Outgoing และ Incoming Mission เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและพัฒนาเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างสองประเทศ พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการเวียดนามเข้าร่วมงาน THAIFEX&ndash;HOREC Asia 2027 ระหว่างวันที่ 2&ndash;5 มี.ค.2570 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อพบปะผู้ประกอบการไทย เจรจาการค้า และศึกษาศักยภาพสินค้าและบริการสำหรับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และคาเฟ่ รวมถึงการศึกษาดูงานโรงงานและแหล่งผลิตในประเทศไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะที่สมาคมโรงแรมเวียดนามและสมาคมโรงแรมนครดานังแสดงความสนใจสินค้า HORECA ของไทย โดยเห็นว่าสินค้าไทยมีคุณภาพสูง มีการออกแบบที่โดดเด่น และสามารถตอบสนองความต้องการของธุรกิจโรงแรมและบริการได้ พร้อมเชิญชวนอุตสาหกรรม HORECA ของไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนกิจกรรมในงาน Vietnam International Travel Mart ณ เขตพิเศษฟูก๊วก เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าของไทย สร้างเครือข่ายพันธมิตร และเข้าถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของเวียดนามโดยตรง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงโอกาสทางการค้าจากการที่เวียดนามเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม APEC 2027 ซึ่งเป็นงานระดับนานาชาติที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับโรงแรม การจัดประชุม ร้านอาหาร การเดินทาง และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเขตพิเศษฟูก๊วกซึ่งได้รับการกำหนดให้เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการจัดประชุม ขณะเดียวกัน เวียดนามอยู่ระหว่างเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการจัดงาน ทั้งท่าอากาศยาน ศูนย์ประชุม ระบบคมนาคม โรงแรม และบริการด้านการท่องเที่ยว<br />
นางสุภาพรกล่าวว่า กรมจะใช้โอกาสจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของเวียดนาม รวมถึงการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเจ้าภาพ APEC 2027 ในการผลักดันสินค้า HORECA ของไทยเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะประสานความร่วมมือกับสมาคมและเครือข่ายภาคธุรกิจของเวียดนาม เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเตรี ยมความพร้อมด้านสินค้า การออกแบบ คุณภาพ และมาตรฐานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและขยายตลาดสินค้าไทยในเวียดนามในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การเตรียมความพร้อมรองรับ APEC 2027 ของเวียดนาม โดยเฉพาะการพัฒนาเขตพิเศษฟูก๊วกให้เป็นพื้นที่รองรับการประชุมและกิจกรรมระดับนานาชาติ จะก่อให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการในหลายสาขา ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง อุปกรณ์โรงแรมและร้านอาหาร เคหะสิ่งทอ ผลิตภัณฑ์สปา ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว จึงนับเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเวียดนามตั้งแต่ระยะเตรียมการ และต่อยอดสู่การขยายตลาดในเวียดนามอย่างต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการประชุม APEC 2027&rdquo;นางสุภาพรกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260831a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c101147.jpg' type='image/jpg' length='831077' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมการค้าต่างประเทศ คว้ารางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ปี 69 จากผลงาน DFT SMART–I]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183622</link>
<guid isPermaLink="false">141d6c0e34afd343611d3813c5aae283</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 10:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 18.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​กรมการค้าต่างประเทศ คว้ารางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ปี 69 จากผลงาน DFT SMART&ndash;I<br />
กรมการค้าต่างประเทศคว้ารางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ประจำปี 2569 ระดับกระบวนงาน จากผลงานการยกระดับการให้บริการออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้าสินค้าด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ผ่านระบบ DFT SMART&ndash;I เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งออก-นำเข้าให้กับผู้ประกอบการ ยันเดินหน้าพัฒนางานบริการต่อเนื่อง ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสะดวก รวดเร็วให้กับผู้ประกอบการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับรางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ประจำปี 2569 ระดับกระบวนงาน จากผลงานการยกระดับการให้บริการออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้าสินค้าด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ผ่านระบบ DFT SMART&ndash;I ของสำนักงานบริการการค้าต่างประเทศ จากจากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการตอกย้ำความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับเปลี่ยนกระบวนการให้บริการภาครัฐ ลดขั้นตอนการทำงาน อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ และยกระดับการให้บริการให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาบริการภาครัฐ โดยเฉพาะการให้บริการด้านการส่งออกและนำเข้าสินค้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับเอกสารและข้อมูลจำนวนมาก โดยได้พัฒนาระบบ DFT SMART-I ให้เป็นกลไกสำคัญในการปรับปรุงกระบวนการทำงานจากรูปแบบเดิมสู่บริการดิจิทัลที่สะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีจุดเด่นสำคัญของระบบ คือ การนำ AI&ndash;OCR (Artificial Intelligence&ndash;Optical Character Recognition) มาใช้ตรวจความถูกต้องของเอกสารแนบโดยอัตโนมัติ ช่วยลดความซ้ำซ้อน ลดข้อผิดพลาดจากการใช้ดุลยพินิจ และสร้างมาตรฐานการพิจารณาอนุมัติให้เป็นแนวทางเดียวกัน<br />
โดยการนำ AI เข้ามาช่วยในการกระบวนการทำงาน ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มความรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับมาตรฐานการให้บริการของภาครัฐ ลดการใช้ดุลยพินิจในขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น และลดการติดต่อระหว่างผู้ประกอบการกับเจ้าหน้าที่ในขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ทำให้ผู้ประกอบการได้รับบริการด้วยมาตรฐานเดียวกันอย่างเท่าเทียม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากการนำ AI มาใช้แล้ว ระบบ DFT SMART&ndash;I ยังเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร ผ่านระบบ National Single Window (NSW) ส่งผลให้กรมสามารถออกใบอนุญาต หนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้าสินค้าแบบไร้เอกสาร (Paperless) โดยผู้ประกอบการไม่ต้องเดินทางมาติดต่อกรม (No Visit) ช่วยลดระยะเวลา ลดต้นทุน และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อย่างเป็นรูปธรรม และระบบยังรองรับการนำเข้าข้อมูล e-Form D จากกรมศุลกากร เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาออกหนังสือรับรองการนำเข้า ช่วยลดการส่งต่อเอกสาร ลดขั้นตอนการทำงาน และลดความเสี่ยงจากการสูญหายของเอกสาร</p>

<p>ขณะเดียวกัน กรมยังได้เชื่อมโยงระบบ DFT SMART&ndash;I กับแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางของงานบริการภาครัฐ หรือแอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการของกรมให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐ ได้สะดวกยิ่งขึ้น สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่มุ่งให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างไร้รอยต่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;รางวัลสำเภา-นาวาทอง ประจำปี 2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจและกำลังใจสำคัญของบุคลากรของกรม และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ตอบโจทย์ผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น โดยจะเดินหน้าพัฒนาระบบดิจิทัลและการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บริการด้านการส่งออกและนำเข้าของไทยมีความรวดเร็ว เชื่อมโยง โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดต้นทุน และภาระของผู้ประกอบการ พร้อมสนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยสามารถดำเนินการค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ในตลาดโลกต่อไป&rdquo;นางอารดากล่าว&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260831eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3100913.jpg' type='image/jpg' length='569653' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลุยต่อ จับมือเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต นำวัตถุดิบ GI ทำเมนูคาว-หวาน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183614</link>
<guid isPermaLink="false">140940ac2e7078fc7bde82ffbf4727c0</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 10:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 21.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ลุยต่อ จับมือเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต นำวัตถุดิบ GI ทำเมนูคาว-หวาน<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือสถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต นำสินค้า GI ไทย ใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอาหาร ขนมหวาน เพื่อช่วยยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ชุมชน และสร้างโอกาสทางการค้าให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ เผยยังมีแผนต่อยอด จัดงานเลี้ยงรับรองน้ำชาให้แก่เอกอัครราชทูต โดยใช้สินค้า GI มาทำเมนูคาวและหวาน จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ และผลักดันวัตถุดิบ GI ไปใช้ในการเรียนการสอนของสาขาในต่างประเทศ &nbsp;<br />
​ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับ น.ส.ศสิรินทร์ ทรงสุรางค์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ สถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต (Le Cordon Bleu Dusit) สานต่อความร่วมมือด้านการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไทย ผ่านการรังสรรค์เมนูอาหารในหลักสูตรของสถาบันและกิจกรรมสำคัญของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อช่วยยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนและสร้างโอกาสทางการค้าในระดับสากล ตามแนวนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งขยายโอกาสทางการค้าให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;สถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต เป็นอีกหนึ่งพันธมิตรสำคัญในการเชื่อมโยงสินค้า GI ไทย กับอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการนำวัตถุดิบ GI มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนหลักสูตรของสถาบันมาอย่างต่อเนื่อง และจากนี้ จะเดินหน้าสานต่อความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อเสริมพลังส่งเสริมสินค้า GI ไทยให้เป็นที่รู้จักและถูกนำไปใช้ประโยชน์ในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเรื่องราว อัตลักษณ์ และคุณค่าของสินค้า GI เข้ากับการสร้างสรรค์เมนูอาหาร พร้อมต่อยอดนำวัตถุดิบ GI เข้าไปอยู่ในหลักสูตรการสอนที่หลากหลายและขยายสู่สาขาของสถาบันในต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้า GI ไทยก้าวสู่กลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
ทั้งนี้ นอกจากการนำวัตถุดิบ GI ไปใช้ในหลักสูตรการประกอบอาหารแล้ว ทั้งสองหน่วยงานยังมีแผนต่อยอดความร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การจัดงานเลี้ยงรับรองน้ำชาให้แก่เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย โดยคัดเลือกสินค้า GI ที่มีศักยภาพมารังสรรค์เป็นเมนูทั้งคาวและหวาน พร้อมเชื่อมโยงเรื่องราวของแต่ละท้องถิ่นลงในเมนูอาหาร การจัดทำหนังสือรวมวัตถุดิบ GI ที่ใช้ในหลักสูตรการประกอบอาหารของสถาบัน เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีการก่อตั้งสถาบันในประเทศไทย การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์สินค้า GI ไทยโดยศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง การจัดกิจกรรมเสวนา การสาธิตการประกอบอาหาร และกิจกรรมรูปแบบอื่น ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงสินค้า GI กับแนวคิดการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.ศสิรินทร์กล่าวว่า สถาบันฯ เล็งเห็นถึงศักยภาพของวัตถุดิบ GI ไทย ซึ่งมีทั้งความหลากหลาย คุณภาพ และเรื่องราวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น จึงให้ความสำคัญกับการนำวัตถุดิบ GI มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้การเลือกใช้วัตถุดิบไทยและนำมาพัฒนาเป็นเมนูอาหารในรูปแบบต่าง ๆ โดยที่ผ่านมา ได้นำวัตถุดิบ GI มาประยุกต์ใช้ในหลักสูตรแพลนต์เบส (Plant-based cuisine) และหลักสูตรวิชาการครัวไทย (Professional Thai cuisine) ไปแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยสถาบันฯ มีความสนใจที่จะต่อยอดการนำวัตถุดิบ GI ไปใช้ในหลักสูตรอื่น ๆ อาทิ หลักสูตรอาหารฝรั่งเศส (French cuisine) หลักสูตรการทำขนมปัง (The Art of Bakery) และหลักสูตรขนมอบและขนมหวาน (French Pastry) ซึ่งจะนำอัตลักษณ์และคุณลักษณะเฉพาะของวัตถุดิบ GI แต่ละชนิดมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับรูปแบบอาหาร ตลอดจนถ่ายทอดเรื่องราวของแหล่งผลิตและชุมชนผู้ผลิตผ่านเมนูอาหาร เพื่อสร้างประสบการณ์และการรับรู้เกี่ยวกับสินค้า GI ไทย ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ด้านการประกอบอาหาร รวมทั้งขยายความร่วมมือในการนำวัตถุดิบ GI ไทยไปบรรจุในหลักสูตรของสถาบันในสาขาต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน เป็นต้น ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางในการนำเสนอวัตถุดิบไทยที่มีอัตลักษณ์ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักเรียน เชฟ และผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารในต่างประเทศ ตลอดจนสร้างโอกาสในการนำวัตถุดิบ GI ไทยไปต่อยอดเป็นเมนูอาหารและผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ๆ ในอนาคต<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260831c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c100331.jpg' type='image/jpg' length='511723' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”แจ้งข่าวดี จีนขอซื้อข้าวอีก 6 หมื่นตัน เสนอราคาแล้ว พร้อมเร่งปิดดีล]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183610</link>
<guid isPermaLink="false">515431a8cec4b41a032a1e0cc942f6ca</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 10:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 17.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;แจ้งข่าวดี จีนขอซื้อข้าวอีก 6 หมื่นตัน เสนอราคาแล้ว พร้อมเร่งปิดดีล<br />
กรมการค้าต่างประเทศเผย COFCO Corporation แจ้งความประสงค์ต้องการซื้อข้าวเพิ่มอีก 60,000 ตัน ได้มีการเสนอราคาไปให้แล้ว กำลังอยู่ระหว่างการตกลงในรายละเอียด คาดเป็นจังหวะดี มีตลาดรองรับข้าวนาปีที่กำลังจะออกสู่ตลาด และช่วยยกระดับราคาข้าวเปลือกให้กับเกษตรกร พร้อมเดินหน้าแก้ไขสัญญาซื้อขายข้าวรัฐต่อรัฐ หลัง ครม. ไฟเขียวขยายปริมาณซื้อข้าวเพิ่มจากกรอบเดิมอีก 220,000 ตัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาซื้อขายข้าวกับ COFCO Corporation รัฐวิสาหกิจของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ปริมาณ 500,000 ตัน ภายใต้สัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ว่า ขณะนี้ COFCO Corporation ได้แจ้งความประสงค์ซื้อข้าวเพิ่มอีก 60,000 ตัน ซึ่งกรมได้เสนอราคาขายในระดับที่แข่งขันได้ และยังได้เร่งผลักดันการเจรจาการซื้อขายข้าวกับรัฐบาลจีนในทุกระดับ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงราคาร่วมกันได้โดยเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ กรมได้ส่งมอบข้าวปริมาณ 40,000 ตัน จากปริมาณคงค้างส่งมอบตามสัญญาเดิม 280,000 ตัน ให้ COFCO ในช่วงเดือน มี.ค.2569 ที่ผ่านมา และได้รับชำระเงินค่าข้าวเรียบร้อยแล้ว</p>

<p>&ldquo;การเร่งเจรจาซื้อขายข้าวกับรัฐบาลจีนในช่วงนี้ ถือเป็นจังหวะสำคัญ เนื่องจากจีนมีความต้องการซื้อข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ ขณะที่ผลผลิตข้าวนาปีของไทยจะทยอยเข้าสู่ตลาดในช่วงปลายปี หากสามารถบรรลุข้อตกลงราคาและส่งมอบข้าวปริมาณ 60,000 ตันได้สำเร็จ จะช่วยให้มีตลาดมารองรับผลผลิต ดูดซับอุปทานข้าวส่วนเกินในประเทศ และยกระดับราคาข้าวเปลือกให้แก่เกษตรกร รวมทั้งเพิ่มแรงส่งให้ปริมาณการส่งออกข้าวไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปีบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 7 ล้านตัน&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้ขยายปริมาณซื้อขายข้าวกับรัฐบาลจีนเพิ่มเติมอีก 220,000 ตัน เป็นผลมาจากที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน เพื่อความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2557 โดยจีนตกลงจัดซื้อข้าวจากไทยจำนวน 1 ล้านตัน จากนั้นกรมการค้าต่างประเทศได้ส่งมอบข้าวให้จีนจำนวน 8 งวด รวม 720,000 ตัน คงเหลือ 280,000 ตัน และมีการขยายเวลาส่งมอบเป็นภายในปี 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ต่อมารัฐบาลจีน โดย COFCO Corporation ได้แสดงความประสงค์ซื้อข้าวจากไทยเพิ่ม 500,000 ตัน แบ่งเป็น ปริมาณคงค้างตามสัญญาเดิม 280,000 ตัน และปริมาณเพิ่มเติม 220,000 ตัน โดยให้ดำเนินการภายใต้สัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐฉบับเดิม ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายข้าวดังกล่าว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ เห็นว่า การขยายปริมาณซื้อขายข้าวดังกล่าว เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญที่อยู่นอกเหนือกรอบปริมาณตามที่ ครม. ได้มีมติให้ความเห็นชอบไว้ที่ปริมาณ 1 ล้านตัน จึงได้เสนอ ครม. พิจารณาให้ขยายสัญญาการซื้อขายข้าวเพิ่มเติม และขณะนี้ กรมการค้าต่างประเทศอยู่ระหว่างการแก้ไขสัญญากับจีน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260831c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b100123.jpg' type='image/jpg' length='137917' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 4 เดือน สิงหาคม 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183478</link>
<guid isPermaLink="false">3bbd0895e47eb812dbab34341dba4cea</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 16:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260828d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e160209.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ จับมือ สสว. เปิดเวทีเสริมแกร่งร้านอาหาร-คาเฟ่ ทำธุรกิจยุคดิจิทัล]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183416</link>
<guid isPermaLink="false">def162acc65ca9cbd0144ea14ccd4da5</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 14:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/08.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>กรมพัฒน์ จับมือ สสว. เปิดเวทีเสริมแกร่งร้านอาหาร-คาเฟ่ ทำธุรกิจยุคดิจิทัล<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่ เปิดเวที &ldquo;Restaurant Innovation Forum&rdquo; ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม มาให้คำแนะนำการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล เพื่อลดต้นทุน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า สร้างรายได้<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่มุ่งสู่ New S-Curve โดยเปิดเวที &ldquo;Restaurant Innovation Forum: Business and Tech Matching&rdquo; เชื่อมผู้ประกอบการกับเทคโนโลยี นวัตกรรม และพันธมิตรธุรกิจ เพื่อยกระดับร้านอาหารจากขายดี สู่บริหารดี กำไรดี เติบโตได้ และสามารถรับมือโลกธุรกิจยุคดิจิทัล พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและพบปะผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่ โดยเริ่มเปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ก่อนจัดสัมมนาในวันที่ 15 ก.ย.2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหาร ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล การสั่งอาหารออนไลน์ การให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความคุ้มค่า ตลอดจนการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถพึ่งพาเพียงรสชาติและทำเลได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีและข้อมูลเข้ามาช่วยบริหารธุรกิจอย่างเป็นระบบ<br />
โดยงาน Restaurant Innovation Forum: Business and Tech Matching จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการนำ Business + Technology + Innovation มาผสานเข้ากับการบริหารธุรกิจร้านอาหาร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับยุคดิจิทัล โดยภายในงานจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบกับผู้ให้บริการและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ตลอดจนสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพื่อนำโซลูชันที่เหมาะสมไปประยุกต์ใช้กับกิจการของตนเอง โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบัน ครอบคลุมตั้งแต่ ระบบบริหารจัดการร้านอาหาร ระบบ POS และการจัดการหลังบ้าน ระบบชำระเงิน การบริหารสต๊อกและวัตถุดิบ การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า การตลาดดิจิทัล ระบบเดลิเวอรี ตลอดจน AI และเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยลดงานซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำขึ้น ลดการสูญเสีย และบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังจะได้รับฟังมุมมองและประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการร้านอาหารตัวจริง อาทิ คุณเกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา หรือน้าเน็ก (เจ้าของแบรนด์ NANAKE เก๊กฮวย) คุณธนพงศ์ วงศ์ชินศรี (เจ้าของเพจ Torpenguin) คุณรษิกา พาณีวงศ์ (เจ้าของช่อง Softpomz) คุณศุภกิจ ตระกูลกิจเจริญ (เจ้าของร้านนายอ้วนเย็นตาโฟ) คุณสมพงษ์ หว่อธนวัฒน์ (เจ้าของร้านครัวเมืองเว้) คุณชนวีร์ หอมเตย (เจ้าของร้าน Shinkanzen Sushi) คุณจักรรัฐ โชติดำรงค์ (เจ้าของร้านคุ้มสึ) คุณสุทธิลักษณ์ โตกทอง (เจ้าของร้านข้าวใหม่ปลามัน อัมพวา) และคุณจีรภัทร ศรีทองคำ (เจ้าของร้าน Pasta Ama) ร่วมถ่ายทอดแนวคิด ประสบการณ์ และแนวทางการปรับตัวให้ธุรกิจร้านอาหารสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน</p>

<p>&ldquo;โจทย์สำคัญของร้านอาหารในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้มีลูกค้าเข้าร้านมากขึ้น แต่ต้องทำอย่างไรให้ธุรกิจสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้จักลูกค้าจากข้อมูล สร้างยอดขายได้หลายช่องทาง และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน งานสัมมนาครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยปลดล็อกศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหาร ให้สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสใหม่ จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยราคาและรสชาติ สู่การแข่งขันด้วยข้อมูล ประสิทธิภาพ ประสบการณ์ และนวัตกรรม เพื่อให้ธุรกิจสามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเติบโตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและคาเฟ่ ผู้ที่ต้องการเติมองค์ความรู้จากกูรูและผู้ประกอบการตัวจริง เพื่อเพิ่มยอดขายและขยายธุรกิจ ผู้ที่กำลังมองหาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงผู้ที่ต้องการพบพารต์เนอร์ ซัปพลายเออร์ และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ งานนี้คือเวทีที่ไม่ควรพลาด โดยสามารถสมัครเข้าร่วมงานได้ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th ในหัวข้อ อบรม/สัมมนา ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนพัฒนาเครือข่ายธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 5985 และ Call Center 1570<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260828fad6f4e614a212e80c67249a666d2b09141057.jpg' type='image/jpg' length='140182' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”เผย คชก.เคาะกรอบวงเงิน 2,000 ล้านบาท ใช้ดูแลสินค้าเกษตร ปี 70]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183414</link>
<guid isPermaLink="false">57ef11dd5445cb31f27150ca9f1f3d6d</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 14:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/07 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 665px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผย คชก.เคาะกรอบวงเงิน 2,000 ล้านบาท ใช้ดูแลสินค้าเกษตร ปี 70<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เคาะวงเงินรวม 2,000 ล้านบาท สำหรับใช้ช่วยเหลือสินค้าเกษตรปี 70 ทั้งด้านการผลิต การตลาด รับมือความเสี่ยงปรากฎการณ์เอลนีโญ กำชับทำงานเชิงรุก และทันการณ์ เพื่อช่วยดูแลราคาให้กับเกษตรกร และให้เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ครั้งที่ 1/2569 ว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการกำหนดกรอบการใช้เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และกำหนดราคาเป้าหมายนำสินค้าเกษตรในปี 2570 โดยคำนึงถึงการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร เพราะตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า ทั้งด้านการผลิต การบริหารจัดการผลผลิต การตลาด และการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อให้สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยที่ประชุมเห็นชอบกรอบการดำเนินงานกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท รองรับการดำเนินงาน 6 มาตรการ ทั้งด้านการตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพและยกระดับราคาสินค้าเกษตร และด้านการผลิต เพื่อพัฒนาโครงสร้างการผลิตและปรับปรุงคุณภาพสินค้า ครอบคลุมสินค้าเกษตรหลายกลุ่ม ได้แก่ พืชไร่ พืชน้ำมัน ผลไม้ พืชหัว ปศุสัตว์ ประมง เกลือทะเล ดอกไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ปัจจัยการผลิต รวมถึงกลุ่มสินค้าจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ภาครัฐมีเครื่องมือพร้อมรับมือกับสถานการณ์สินค้าเกษตร และสามารถเข้าให้การดูแลเกษตรกรได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที<br />
&ldquo;ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเชิงรุก พร้อมประสานการช่วยเหลือให้ทันต่อสถานการณ์ และให้ความสำคัญกับการติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกโครงการเกิดผลเป็นรูปธรรม และเกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยการดำเนินมาตรการต้องมุ่งตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของเกษตรกรอย่างตรงจุด&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ คชก. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาทบทวนการกำหนดราคาเป้าหมายนำให้มีความเหมาะสม เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตร และประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้านการตลาด รวมทั้งให้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านทั้งสถานการณ์การผลิต การตลาด ต้นทุน และภาวะราคา เพื่อให้การดำเนินมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์จริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการวางกรอบการดำเนินงาน ถือเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุกสำหรับปี 2570 โดยมุ่งให้การดูแลเกษตรกรไม่เพียงรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ยังช่วยเสริมความเข้มแข็งตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร และนำไปสู่รายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกรในระยะยาว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260828d72d187df41e10ea7d9fcdc7f5909205140823.jpg' type='image/jpg' length='362067' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ผลักดันร้านอาหาร Thai SELECT ช่วยนำเสนอผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183411</link>
<guid isPermaLink="false">5fa1b615024c0fb96af0fe8ab1b9f3be</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 14:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/06.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>DITP ผลักดันร้านอาหาร Thai SELECT ช่วยนำเสนอผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทย<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผลักดันร้านอาหาร Thai SELECT นำผ้าไทยและศัลปหัตถกรรมไทย มาต่อยอดใช้งานในร้าน ทั้งผ้าตกแต่งภายใน ผ้าปูโต๊ะ ผ้าเช็ดปาก ผ้าม่าน ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เครื่องแบบพนักงาน เพื่อช่วยนำเสนอผ้าไทยออกสู่สายตาชาวโลก และช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการผ้าไทย มีช่องทางในการขายสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางสุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับผู้ประกอบการร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในนครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ว่า การหารือครั้งนี้ มุ่งสร้างความร่วมมือในการนำผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยมาต่อยอดการใช้งานผ่านเครือข่ายร้านอาหารไทยในต่างประเทศ โดยนำจุดแข็งด้านอัตลักษณ์ ลวดลาย งานออกแบบ และภูมิปัญญาไทย มาประยุกต์ใช้กับการตกแต่งร้านและการให้บริการ เพื่อสร้างประสบการณ์ความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์ให้แก่ผู้บริโภค พร้อมเปิดโอกาสในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยสู่ภาคธุรกิจในเวียดนาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาต่อยอดผ่านเครือข่ายดังกล่าว อาทิ ผ้าตกแต่งภายใน ผ้าปูโต๊ะ ผ้าเช็ดปาก ผ้าม่าน ผลิตภัณฑ์สิ่งทอสำหรับตกแต่งร้าน ตลอดจนผ้าและสิ่งทอสำหรับเครื่องแบบพนักงาน โดยสามารถนำอัตลักษณ์และลวดลายของผ้าไทยมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับรูปแบบของร้านอาหารและธุรกิจบริการในเวียดนาม เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่และโอกาสในการนำเสนอผ้าไทยในบริบทใหม่ นอกเหนือจากการใช้เป็นเครื่องแต่งกาย และยังช่วยเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้แก่ผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย<br />
ปัจจุบัน เวียดนามมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวม 13 ร้าน กระจายอยู่ใน 5 เมืองหลัก ได้แก่ นครโฮจิมินห์ 7 ร้าน กรุงฮานอย 2 ร้าน นครดานัง 2 ร้าน นครไฮฟอง 1 ร้าน และนครเว้ 1 ร้าน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Thai SELECT Casual จนถึง Thai SELECT 3 ดาว โดยร้าน Saffron นครเว้ ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 3 ดาว ซึ่งเป็นระดับสูงสุด สะท้อนถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายร้านอาหารไทยที่มีมาตรฐานในตลาดเวียดนาม และศักยภาพในการเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่อัตลักษณ์ไทยผ่านทั้งอาหาร การออกแบบ และผลิตภัณฑ์ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;DITP มุ่งใช้เครือข่าย Thai SELECT เป็นทั้งช่องทางประชาสัมพันธ์อาหารและอัตลักษณ์ไทย และเป็นจุดเชื่อมโยงทางการค้าสำหรับสินค้าและบริการไทย โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงคู่ค้าและผู้บริโภคในตลาดเวียดนาม ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจและต่อยอดการส่งออกในระยะต่อไป&rdquo;นางสุภาพรกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางสุภาพรกล่าวว่า ในโอกาสนี้ ได้รับเชิญเป็นประธานในพิธีเปิด &ldquo;Dolly Thai Mart สาขา 3&rdquo; ในนครโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคชาวเวียดนามเข้าถึงสินค้าไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยทั้งแบรนด์ขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการ SME และแบรนด์ใหม่ สามารถนำสินค้าเข้าทดลองตลาด สร้างการรับรู้ และรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริโภคในพื้นที่โดยตรง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
Dolly Thai Mart พัฒนาต่อยอดมาจาก Dolly Cosme ซึ่งเริ่มดำเนินธุรกิจจำหน่ายเครื่องสำอางไทยในเวียดนามเมื่อเกือบ 8 ปีก่อน ก่อนขยายไปสู่สินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค จนพัฒนาเป็นร้านสะดวกซื้อสัญชาติไทย และขยายสู่สาขาที่ 3 สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และสร้างเครือข่ายการจัดจำหน่ายสินค้าไทยในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางให้สินค้าไทยเข้าถึงผู้บริโภคชาวเวียดนามได้กว้างขวางยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260828faeac4e1eef307c2ab7b0a3821e6c667140623.jpg' type='image/jpg' length='366045' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผย 6 จังหวัดสนตั้งล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม เตรียมช่วยเหลือ-ดันเป็นต้นแบบ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183410</link>
<guid isPermaLink="false">bed54707c0721f7e02566b7bd9c6579a</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 14:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/05 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผย 6 จังหวัดสนตั้งล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม เตรียมช่วยเหลือ-ดันเป็นต้นแบบ<br />
กรมการค้าภายในเผยความคืบหน้าการผลักดันตั้ง &ldquo;ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม&rdquo; ตามนโยบาย &ldquo;ศุภจี&rdquo; ล่าสุดมี 6 จังหวัด สนใจจัดตั้งรวม 12 แห่ง เตรียมเข้าไปช่วยเหลือตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ ลดต้นทุน ยกระดับการผลิต กลางน้ำ การรวบรวม คัดแยก แปรรูป และปลายน้ำ หาตลาดทั้งในและต่างประเทศ จากนั้นจะใช้เป็นต้นแบบขยายไปยังชุมชนอื่นต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยกระดับ &ldquo;ล้งชุมชน&rdquo; ให้เป็นกลไกช่วยเกษตรกรบริหารจัดการผลผลิตและเชื่อมโยงตลาดมะพร้าวน้ำหอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ขณะนี้กรมได้หารือร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่แหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมสำคัญ 6 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ฉะเชิงเทรา และสงขลา โดยมีเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนแสดงความประสงค์เข้าร่วมแล้ว 12 แห่ง ประกอบด้วย นครปฐม 1 แห่ง ราชบุรี 6 แห่ง สมุทรสาคร 1 แห่ง สมุทรสงคราม 2 แห่ง ฉะเชิงเทรา 1 แห่ง และสงขลา 1 แห่ง ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 10 แห่ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยหลังจากมีการจัดตั้งล้งชุมชนขึ้นมาแล้ว กรมจะเข้าไปช่วยเหลือครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยต้นน้ำ จะเน้นลดต้นทุนและยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด กลางน้ำ พัฒนาการรวบรวม คัดแยก แปรรูป ยืดอายุสินค้า และยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะมาตรฐานน้ำมะพร้าวน้ำหอม ในส่วนของปลายน้ำ มุ่งเชื่อมโยงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้จากมะพร้าวกลับมาใช้ประโยชน์หรือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมและลดต้นทุนให้แก่ชุมชน<br />
&ldquo;เป้าหมายของการพัฒนาล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจุดรวบรวมผลผลิต แต่คือการทำให้เกษตรกรและชุมชนสามารถบริหารจัดการผลผลิตของตนเองได้ดีขึ้น ตั้งแต่การลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพ การรวบรวมและคัดแยก การสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้ทุกส่วนในห่วงโซ่เติบโตไปด้วยกัน เพราะนี่คือหัวใจของ The Harmony Model ที่ต้องการให้การผลิต การบริหารจัดการ และการตลาดเดินไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อพื้นที่ต้นแบบสามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง ก็จะขยายองค์ความรู้และรูปแบบการทำงานไปยังชุมชนอื่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอมที่เข้มแข็ง และช่วยให้เกษตรกรมีโอกาสสร้างรายได้ที่ดีขึ้นในระยะยาว&rdquo;นายวิทยากรกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2569 คาดว่า จะมีผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมประมาณ 475 ล้านลูก เพิ่มขึ้น 13% จากปี 2568 ที่มีประมาณ 420 ล้านลูก โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือน ส.ค.-พ.ย. เฉลี่ยประมาณ 1.7&ndash;2 ล้านลูกต่อวัน ขณะที่ช่วงปลายปีความต้องการนำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญ มีแนวโน้มชะลอตัว จึงต้องเข้าไปบริหารจัดการมะพร้าวน้ำหอมตั้งแต่ต้นฤดูกาล ไม่รอให้ผลผลิตออกมากแล้ว จึงเข้าไปแก้ปัญหา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาและสร้างความสมดุลระหว่างการผลิตกับความต้องการของตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวทางสำคัญ คือ ทำให้เกษตรกรไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตแล้วรอผู้ซื้อมารับสินค้า แต่ต้องสามารถรู้ต้นทุน รู้ตลาด วางแผนการผลิต รวมกลุ่ม คัดคุณภาพ แปรรูป และเชื่อมโยงตลาดได้มากขึ้น จึงได้นำ The Harmony Model มาเป็นกรอบในการพัฒนาล้งชุมชน โดยมีแนวคิด Think Big &ndash; Act Small &ndash; Move Right &ndash; Multiply คือ มองเป้าหมายให้ไกล เริ่มจากพื้นที่ ๆ มีความพร้อม ทำให้เกิดผลจริง และนำความสำเร็จไปขยายผลต่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดย The Harmony Model ประกอบด้วย 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ Think Big ให้เกษตรกรมองการผลิตมะพร้าวน้ำหอมในมิติของธุรกิจ รู้ต้นทุน เข้าใจตลาด และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ซื้อ Act Small เริ่มพัฒนาจากกลุ่มเกษตรกรและล้งชุมชนที่มีความพร้อม ทั้งด้านการรวบรวม คัดคุณภาพ มาตรฐาน การแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการตลาด ให้เกิดผลจริงก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่น Move Right ปรับวิธีการผลิตและการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสม ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เพิ่มคุณภาพผลผลิต และผลิตมะพร้าวน้ำหอมให้ตรงกับมาตรฐานและความต้องการของตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าและโอกาสในการจำหน่าย และ Multiply จะพัฒนาล้งชุมชนที่ประสบความสำเร็จให้เป็นต้นแบบและพี่เลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กลุ่มเกษตรกรอื่น เพื่อขยายเครือข่ายจากระดับชุมชนไปสู่ระดับจังหวัดและพื้นที่ผลิตอื่นต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260828751d31dd6b56b26b29dac2c0e1839e34140435.jpg' type='image/jpg' length='302374' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผย อคส. ยกเลิกนำเข้าข้าวโพด 6 แสนตัน ขอเอกชนชะลอกรอบ WTO]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183409</link>
<guid isPermaLink="false">ebef56298ed0d0e84b103e32d04c78b4</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 14:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/04 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 665px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผย อคส. ยกเลิกนำเข้าข้าวโพด 6 แสนตัน ขอเอกชนชะลอกรอบ WTO<br />
กรมการค้าภายในเผยได้หารือกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) เห็นพ้องยกเลิกประกาศนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน 6 แสนตัน เหตุพื้นที่เพาะปลูกในประเทศ ไม่ได้เสียหายจากน้ำท่วมมากนัก ผลผลิตยังมีปกติ และยังได้ขอความร่วมมือให้ผู้นำเข้าชะลอการนำเข้าข้าวโพดภายใต้ WTO ออกไปเป็นต้นปีหน้า เพื่อให้ซื้อผลผลิตในประเทศก่อน ยันเดินหน้าตรวจการรับซื้อ ต้องเป็นไปตามประกาศราคาที่กำหนด &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างใกล้ชิด และได้มีการพิจารณาร่วมกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) เกี่ยวกับประกาศเรื่องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน ปริมาณ 6 แสนตัน โดยเห็นว่าขณะนี้ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางการนำเข้าดังกล่าว จึงได้ระงับและยกเลิกประกาศดังกล่าว ทำให้ปัจจุบัน ไม่มีการอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านตามประกาศแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการยกเลิกประกาศดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่า พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทย ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากนัก เพราะน้ำมาเร็วและไปเร็ว และยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดว่าราคาข้าวโพดในประเทศ จะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะผลผลิตที่ออกมาสามารถจำหน่ายได้ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ประจำปี 2568/69 ที่ได้ให้ใช้คำสั่งนี้ จนกว่าจะมีการออกประกาศฉบับใหม่ เพื่อให้มีหลักเกณฑ์และราคารับซื้อที่ชัดเจนและต่อเนื่อง โดยกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เกรด 2 ที่ความชื้น 30% ราคา 7.05 บาทต่อกิโลกรัม และการรับซื้อในระดับความชื้นอื่นให้เป็นไปตามเกณฑ์การปรับราคารับซื้อตามคุณภาพที่กำหนด<br />
นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือผู้นำเข้า ให้ชะลอการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามโควตาภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) จากเดิม 572,405 ตัน โดยส่งมอบภายในเดือน ธ.ค.2569 จำนวน 120,000 ตัน และขอความร่วมมือให้ส่วนที่เหลือนำเข้าในปี 2570 เพื่อให้มีการรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศในประเทศก่อน &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการรับซื้อ กรมได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ทั้งในเรื่องเครื่องชั่ง เครื่องวัดความชื้น และการแสดงราคารับซื้อ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรว่าจะได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย โดยที่ผ่านมาได้ตรวจสอบแล้ว 8 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ลพบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และนครปฐม พบการใช้เครื่องวัดความชื้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 11 ราย ซึ่งกรมได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว สำหรับการรับซื้อของโรงงานอาหารสัตว์รายใหญ่ ส่วนใหญ่เปิดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามปกติ ทั้งนี้ ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำชับและติดตามคุณภาพผลผลิตให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ประกาศไว้แล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการพิจารณาต้นทุนการผลิต คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้ข้อมูลต้นทุนที่เหมาะสม สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยให้นำเสนอผลการทบทวนต่อ นบขพ. ภายในวันที่ 31 ส.ค.2569 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
เรือโทวีระชัย โกสาแสง รองผู้อำนวยการ อคส. รักษาการแทนผู้อำนวยการ อคส. กล่าวว่า อคส. ในฐานะหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-31 ม.ค.2569 ได้ออกประกาศนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อบริหารจัดการวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ให้เพียงพอ และมีเข้าสู่ระบบอย่างเหมาะสม ป้องกันไม่ให้กระทบต่อราคาอาหารสัตว์ โดยการนำเข้า จะเก็บไว้ในคลังสินค้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน และหากจะนำออก ต้องได้รับการอนุญาตก่อน และที่ออกประกาศมาช่วงนี้ เพราะเห็นว่า พื้นที่เพาะปลูก เช่น จ.น่าน ที่เป็นแหล่งปลูกอันดับ 6 ถูกน้ำท่วม และมีแนวโน้มน้ำกระจายไป จ.สุโขทัย พิษณุโลก จึงต้องป้องกันผลกระทบไว้ก่อน แต่เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมไม่รุนแรง และคลี่คลายเร็ว และพื้นที่เพาะปลูก ไม่ได้รับผลกระทบมาก ผลผลิตยังมีต่อเนื่อง จึงได้ยกเลิกประกาศดังกล่าวแล้ว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608287d0665438e81d8eceb98c1e31fca80c1140246.jpg' type='image/jpg' length='218834' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมการค้าต่างประเทศ คว้ารางวัล Government Data Catalog ประจำปี 69]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183408</link>
<guid isPermaLink="false">1aa5d153f259741ead6406800f2c1a69</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 14:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/03 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>กรมการค้าต่างประเทศ คว้ารางวัล Government Data Catalog ประจำปี 69<br />
กรมการค้าต่างประเทศ รับรางวัลหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนบัญชีข้อมูลภาครัฐ (Government Data Catalog) ประจำปี 69 ด้านการเผยแพร่บัญชีข้อมูลแบ่งปัน จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยเป็น 1 ใน 3 หน่วยงานระดับกรม ที่มีผลงานโดดเด่น ตอกย้ำธรรมาภิบาลข้อมูล การเชื่อมโยงข้อมูล ที่นำไปสู่การบริการที่สะดวกและมีประสิทธิภาพ</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับรางวัลหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนบัญชีข้อมูลภาครัฐ (Government Data Catalog) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ด้านการเผยแพร่บัญชีข้อมูลแบ่งปัน (Shared Data) จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 3 หน่วยงานระดับกรม ที่มีผลงานโดดเด่นในด้านดังกล่าว มีดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นผู้มอบรางวัล</p>

<p>โดยรางวัลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและยกย่องหน่วยงานภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน และสามารถแบ่งปันหรือเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายใต้สิทธิ์และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อให้ข้อมูลภาครัฐสามารถนำไปใช้สนับสนุน การบริหารงาน การตัดสินใจ และการพัฒนาการบริการประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
สำหรับความสำเร็จ เกิดจากการที่กรมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้อมูลตามหลักธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance) อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดทำบัญชีข้อมูลและคำอธิบายข้อมูลให้เป็นมาตรฐาน การกำหนดผู้รับผิดชอบข้อมูล การจำแนกระดับชั้นและสิทธิ์การเข้าถึง ตลอดจนการผลักดันข้อมูลที่อยู่ในความรับผิดชอบให้สามารถค้นหา เชื่อมโยง และนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;รางวัลนี้สะท้อนถึงความพร้อมของกรมในการบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงรู้ว่ามีข้อมูลใดอยู่ที่ใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ยังสามารถนำข้อมูลมาเชื่อมโยง และใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการภาครัฐได้มากยิ่งขึ้น&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า กรมยังมุ่งนำข้อมูลมาใช้สนับสนุนภารกิจด้านการค้าต่างประเทศ ทั้งการให้บริการผู้ประกอบการ การออกใบอนุญาตและหนังสือรับรอง การอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยการพัฒนาบัญชีข้อมูลภาครัฐจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูล ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถนำข้อมูลที่มีคุณภาพและเป็นมาตรฐานมาใช้ประกอบการวิเคราะห์และกำหนดมาตรการด้านการค้าได้อย่างแม่นยำและทันต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาบริการดิจิทัลภาครัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;รางวัลนี้ เป็นทั้งความภาคภูมิใจและแรงผลักดันให้กรมเดินหน้าพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลและธรรมาภิบาลข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลภาครัฐสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริง ทั้งต่อการบริหารงานของภาครัฐ การให้บริการผู้ประกอบการ และการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในยุคดิจิทัล&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260828e45ee7ce7e88149af8dd32b27f9512ce140055.jpg' type='image/jpg' length='723794' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมเจรจาฯ คว้า 2 รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ปี 69 ผลงานอำนวยความสะดวกธุรกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183407</link>
<guid isPermaLink="false">e4909592ff1f6a1fb0ba1fed77b922eb</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 13:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/02 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 665px;" /></p>

<p>กรมเจรจาฯ คว้า 2 รางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ปี 69 ผลงานอำนวยความสะดวกธุรกิจ<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ คว้า 2 รางวัลใหญ่ &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ประจำปี 2569 จากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ทั้งระดับกรม และ Popular Vote ที่ได้เพียงหน่วยงานเดียว ตอกย้ำการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วม และการอำนวยความสะดวกด้านงานบริการแก่ภาคธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เป็นหน่วยงานภาครัฐ ด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจและมีธรรมาภิบาลที่ดี จากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยคว้ารางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ประจำปี 2569 ถึง 2 รางวัล ได้แก่ &ldquo;รางวัลประจำปีระดับกรม&rdquo; และรางวัล &ldquo;Popular Vote&rdquo; โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัล เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้มุ่งขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น &ldquo;ระบบราชการ 4.0&rdquo; ภายใต้กลยุทธ์หลัก &ldquo;DTN- I3 (Innovation, Involvement, Integrity)&rdquo; โดยให้ความสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาการบริการแก่ภาคธุรกิจ อาทิ Mobile Application &ldquo;FTA Choice&rdquo; ที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศได้ง่าย และมีระบบคลังข้อมูลทางการค้าของไทย (Thailand NTR) ที่บูรณาการข้อมูลการค้าจาก 66 หน่วยงาน 17 กระทรวง ไว้ ณ จุดเดียว (One Stop Service) ช่วยภาคธุรกิจลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกในการหาข้อมูลของผู้ประกอบการทุกระดับได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และให้ความสำคัญเรื่องการมีส่วนร่วม โดยผ่านการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการเจรจา FTA ของไทยกับคู่ค้าสำคัญต่าง ๆ จากทุกภาคส่วน ควบคู่กับการลงพื้นที่รับฟังข้อเสนอแนะโดยตรงจากเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME ในภูมิภาคต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการจัดประชุมสรุปข้อมูลและผลการเจรจาความตกลงการค้าเสรีเพื่อแจ้งความคืบหน้าร่วมกับหน่วยงานภายนอก (Debrief)<br />
ขณะเดียวกัน ได้ให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน (DTN Zero Corruption) โดยกรมมีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดำเนินงานโครงการส่งเสริมคุณธรรมและการทำความดีด้วยระบบเครดิตความดี (Moral Credit) ที่สร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้เจ้าหน้าที่ ส่งผลให้ในปัจจุบันกรมไม่มีประเด็นข้อร้องเรียนด้านการทุจริตเลยในทุกช่องทาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติทั้งสองรางวัลในปีนี้ ซึ่งเป็นรางวัลที่ใช้เกณฑ์และมาตรฐานในการประเมินตัดสินจากมุมมองของภาคธุรกิจโดยตรง จึงสะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานเพื่อลดอุปสรรคและส่งเสริมขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจ รวมถึงการยึดมั่นในหลักความโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะรางวัล Popular Vote ที่มอบให้หน่วยงานเพียงหน่วยงานเดียว ซึ่งได้รับการยอมรับจากมติของคณะกรรมการว่ามีผลงานเป็นที่ประจักษ์ของภาคธุรกิจและประชาชนในการบริหารจัดการวิฤตการณ์ (Crisis management) ของประเทศในรอบปีที่ผ่านมา&rdquo;น.ส.โชติมากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260828a2ef406e2c2351e0b9e80029c909242d135845.jpg' type='image/jpg' length='644342' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก ก.ค.69 พุ่ง 21.6% บวกต่อเนื่อง 25 เดือน รวม 7 เดือนโต 18.2%]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183406</link>
<guid isPermaLink="false">15206e64e041438680a5b015bd30f7c3</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 13:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/01 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​ส่งออก ก.ค.69 พุ่ง 21.6% บวกต่อเนื่อง 25 เดือน รวม 7 เดือนโต 18.2%<br />
ส่งออก ก.ค.69 มูลค่า 34,789.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 21.6% ขยายตัวต่อเนื่อง 25 เดือน ทำสถิติสูงสุดเป็นอันดับ 2 ได้แรงหนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การเร่งนำเข้าหนีนโยบายการค้าสหรัฐฯ และสินค้าเกษตรหลักกลับมาขยายตัว ส่วนนำเข้าที่เพิ่ม ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบ ทุน ที่นำมาผลิตเพื่อส่งออก รวม 7 เดือน มูลค่า 231,531 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.2% คาดแนวโน้มยังโตต่อ ตามการเติบโตของ AI ทั้งปี 11% ได้แน่ มีลุ้นแตะ 15% แต่ต้องจับตาปัจจัยเสี่ยง ช่องแคบฮอร์มุซ ภาษีสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน ก.ค.2569 มีมูลค่า 34,789.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.6% ขยายตัวต่อเนื่อง 25 เดือน และทำสถิติส่งออกสูงสุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากเดือน มี.ค.2569 ที่ทำได้ 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า มูลค่า 38,399.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.7% ขาดดุลการค้า 3,610.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรวม 7 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) การส่งออก มีมูลค่า 231,531 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.2% การนำเข้า มีมูลค่า 266,885.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 37.8% ขาดดุลการค้า 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยปัจจัยที่ช่วยผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว มาจากความต้องการสินค้าในห่วงโซ่เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลทั่วโลกที่ยังเติบโต มีการเร่งนำเข้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพลิกกลับมาขยายตัวของกลุ่มสินค้าเกษตรหลัก และศักยภาพของอาหารแปรรูป ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ ทุน เครื่องจักร เพื่อมาผลิตและส่งออก ส่วนน้ำมัน จากราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น และสินค้าอุปโภคบริโภค นำเข้าไม่มาก ส่งผลให้มีการขาดดุลการค้า<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 1.1% หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน โดยสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 3.3% และสินค้าเกษตร เพิ่ม 0.6% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ยางพารา ข้าว อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ไก่แปรรูป กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ น้ำตาลทราย ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ทั้งนี้ 7 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 2.9%</p>

<p>ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 24.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 28 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ทองแดงและของที่ทำด้วยทองแดง เครื่องวีดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 7 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 22%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะตลาดหลัก เพิ่ม 26.9% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 45.3% จีน เพิ่ม 15.2% ญี่ปุ่น เพิ่ม 21.3% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 31.5% อาเซียน (5) เพิ่ม 16.8% และ CLMV เพิ่ม 13% ตลาดรอง เพิ่ม 10.1% โดยทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 28.9% ทวีปแอฟริกา เพิ่ม 11.3% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 12.1% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 4.7% ส่วนเอเชียใต้ ลด 5.4% ตลาดตะวันออกกลาง ลด 12.1% และสหราชอาณาจักร ลด 10.6% และตลาดอื่น ๆ ลด 20%<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2569 คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ดี จากความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องดูความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และผลสรุปมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อไทย รวมไปถึงการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่าน จะเป็นปัจจัยเสี่ยงและเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกในระยะข้างหน้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เคยคาดการณ์การส่งออกว่า ทั้งปี 2569 จะเติบโต 8-11% และหากดูสถานการณ์ถึงตอนนี้ ที่ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเติบโต และถ้าโตต่อเนื่อง โอกาสที่การส่งออกทั้งปีของไทยจะขยายตัวเกิน 11% มีความเป็นไปได้สูง และมีโอกาสขยับขึ้นไปด้านบนเพิ่มขึ้น ส่วนจะทำได้ถึง 15% หรือไม่ มีความเป็นไปได้ โดยมูลค่าการส่งออกถ้าโต 15% อยู่ที่ 391,267.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอีก 5 เดือนที่เหลือต้องส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 31,947.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026082896a3be3cf272e017046d1b2674a52bd3135410.jpg' type='image/jpg' length='505016' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP นำผู้ประกอบการสินค้าสัตว์เลี้ยง ลุยเจรจาธุรกิจที่เวียดนาม ขายได้ทันที 60 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183065</link>
<guid isPermaLink="false">3e06028b05b0f232a454fa441d7be92f</guid>
<pubDate>Thu, 27 Aug 2026 10:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 16.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​DITP นำผู้ประกอบการสินค้าสัตว์เลี้ยง ลุยเจรจาธุรกิจที่เวียดนาม ขายได้ทันที 60 ล้าน<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นำผู้ประกอบการสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงเดินทางไปเจรจาการค้าที่เวียดนาม จับคู่ธุรกิจวันเดียวตกลงซื้อขายแล้ว 60 ล้านบาท เกินไปจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ คาดจะมีการซื้อต่อเนื่อง หลังจากได้เป็นพันธมิตรทางการค้า พร้อมนำสำรวจตลาด รับฟังความคิดเห็น เพื่อนำมาใช้ปรับปรุง พัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางสุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา DITP ได้จัดโครงการจัดคณะผู้แทนการค้าสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงเดินทางไปเจรจาการค้าในต่างประเทศ ณ โรงแรม Lotte Hotel Saigon นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยได้นำผู้ประกอบการไทย 22 ราย อาทิ กลุ่มอาหาร ของว่าง กลุ่มสินค้าเพื่อการรักษาและสินค้าเพื่อดูแลสุขภาพ กลุ่มชำระล้างและบำรุง กลุ่มของเล่นสัตว์เลี้ยง กลุ่มตกแต่งและสินค้าไลฟ์สไตล์ และแฟชันสำหรับสัตว์เลี้ยง พบปะเจรจากับผู้นำเข้าเวียดนาม 58 ราย รวมการจับคู่เจรจากว่า 330 คู่ และเกิดการตกลงซื้อขายแล้วประมาณ 60 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่คาดหวังไว้ และคาดว่าจะเกิดการสั่งซื้อเพิ่มต่อเนื่อง รวมถึงเกิดความร่วมมือการเป็นพันธมิตรทางการค้าในหลายมิติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ DITP ยังได้จัดกิจกรรมนำคณะผู้ประกอบการสำรวจความต้องการของสินค้าหรือบริการเพื่อสัตว์เลี้ยง ทั้งการเข้าชมและพบปะแลกเปลี่ยนความเห็น จากผู้บริหารโรงพยาบาลสัตว์ สปาสำหรับสัตว์ รวมถึงร้านค้าจำหน่าย เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด และเพิ่มโอกาสส่งออก<br />
&ldquo;DITP จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการแสวงหาตลาดใหม่ ๆ ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการส่งออกและเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงไทยเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความพร้อมทั้งด้านการผลิต คุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลาย จึงมีโอกาสต่อยอดการส่งออกไปยังตลาดเวียดนามและตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง&rdquo;นางสุภาพรกล่าว</p>

<p>สำหรับตลาดเวียดนาม โดยเฉพาะนครโฮจิมินห์ เป็นตลาดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และมีความสัมพันธ์ทางการค้าใกล้ชิดกับไทย ภายใต้กรอบอาเซียนและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงของไทย ให้เข้าถึงผู้บริโภคและสร้างการเติบโต อย่างยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปี 2568 เวียดนามเป็นตลาดส่งออกสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงที่สำคัญอันดับ 10 ของไทย มีมูลค่าส่งออกเกือบ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสัดส่วนกว่า 99% เป็นกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและความต้องการสินค้าไทยในตลาดเวียดนามในระดับสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ข้อมูลจากผู้จัดงานแสดงสินค้า InterPetFest ระบุว่า ตลาดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงในเวียดนาม มีมูลค่าประมาณ 156 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 168 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2569 เติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงของไทยในเวียดนาม นับเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการขยายพื้นที่ขายสินค้าสัตว์เลี้ยงของไทยในเวียดนาม ที่ไม่ใช่แค่อาหาร ยังมีของใช้และอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงสินค้านวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เลี้ยงสัตว์ในเวียดนามที่มีความต้องการที่แตกต่างกันมากขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260827a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c101226.jpg' type='image/jpg' length='291866' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ถกแพลตฟอร์ม TAGTHAi ดันสินค้า-บริการชุมชน และ SME เชื่อมกับท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183061</link>
<guid isPermaLink="false">7d83b9c03f5bf0e46864dc37d7148873</guid>
<pubDate>Thu, 27 Aug 2026 10:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">​<img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 17.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ถกแพลตฟอร์ม TAGTHAi ดันสินค้า-บริการชุมชน และ SME เชื่อมกับท่องเที่ยว<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;หารือแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวดิจิทัล TAGTHAi (ทักทาย) ผลักดันเชื่อมโยงสินค้า บริการของผู้ประกอบการในชุมชน และ SME เข้ากับการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการ บริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และคณะ ถึงแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวดิจิทัล TAGTHAi (ทักทาย) เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการค้าสินค้า บริการ และเศรษฐกิจชุมชน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทย และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น</p>

<p>ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายเล็กและวิสาหกิจชุมชน โดยนำสินค้า อาหาร บริการ และสินค้าชุมชนในแต่ละพื้นที่มาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวสร้างรายได้ไปถึงเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น พร้อมผลักดันการใช้ข้อมูลและแพลตฟอร์มดิจิทัลนำเสนอสินค้าและบริการที่น่าสนใจแก่นักท่องเที่ยวคุณภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานร่วมกับ TAGTHAi ผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยและสินค้าศักยภาพเข้าสู่แพลตฟอร์ม รวมถึงใช้เครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ขณะที่ TAGTHAi พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงระบบและบริการด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐและเอกชน ลดความซ้ำซ้อน และอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว&rdquo;<br />
นายกลินท์กล่าวว่า TAGTHAi เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 50 องค์กร ในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและพัฒนาแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของประเทศ</p>

<p>นายศีลวัต สันติวิสัฏฐ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ TAGTHAi กล่าวว่า TAGTHAi พร้อมร่วมมือกับภาครัฐ พัฒนาไปสู่ National Tourism Integration Platform เชื่อมโยงข้อมูลและบริการด้านการท่องเที่ยว และใช้ข้อมูลเป็น Tourism Data Intelligence เพื่อสนับสนุนการวางแผนตลาดและกระจายรายได้สู่ SME และชุมชน</p>

<p>ปัจจุบัน TAGTHAi มียอดดาวน์โหลดประมาณ 4.6 ล้านครั้ง ผู้ลงทะเบียน 507,000 ราย และมีร้านค้าบนแพลตฟอร์มกว่า 3,300 ร้านค้า พร้อมขยายการเชื่อมโยงไปยังจังหวัดและผู้ประกอบการในระดับพื้นที่ เพื่อร่วมกันเปลี่ยนการท่องเที่ยวให้เป็นโอกาสทางการค้า และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทยและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>ในการหารือดังกล่าว มีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นาวาตรีวรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมด้วยผู้แทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260827eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3100940.jpg' type='image/jpg' length='1002066' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ได้รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ปี 69 จากผลงานบริการผ่านออนไลน์ครบวงจร]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183056</link>
<guid isPermaLink="false">f30b513d6494eaa465329ac78571b5ce</guid>
<pubDate>Thu, 27 Aug 2026 10:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 20.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>​กรมพัฒน์ได้รางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ปี 69 จากผลงานบริการผ่านออนไลน์ครบวงจร<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้รับรางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ประจำปี 69 ประเภทหน่วยงานระดับกรม จากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จากผลงานยกระดับกระบวนงานอนุมัติและอนุญาตตามกฎหมายรวม 87 กระบวนงาน 8 ระบบบริการหลัก ให้บริการผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างครบวงจร ยันพร้อมเดินหน้าปรับปรุงงานบริการให้ก้าวสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เข้ารับรางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ประจำปี 2569 จากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา โดยกรมได้รับเสนอชื่อรับรางวัลจากการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของกรมที่มุ่งสู่การเป็น &ldquo;องค์กรชั้นนำด้านบริการและขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo; ที่สามารถยกระดับกระบวนงานอนุมัติและอนุญาตตามกฎหมายรวม 87 กระบวนงาน 8 ระบบบริการหลัก ให้สามารถบริการผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างครบวงจรแบบ หรือ End-to-End อาทิ ระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) ระบบจดทะเบียนบริษัทมหาชน (e-PCL) ระบบนำส่งงบการเงิน (DBD e-Filing) รวมถึงระบบจดทะเบียนสมาคมการค้าและหอการค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-TACC) ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงต้นปี 2569 ส่งผลให้ปัจจุบันมีสัดส่วนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ผ่านช่องทางดิจิทัลสูงถึงร้อยละ 95.48<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมได้นำเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้ง AI และการยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID / ThaiD /e-KYC) มาประยุกต์ใช้เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง รวดเร็ว และอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถทำธุรกรรมได้ทุกที่ ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดขั้นตอน ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาในการติดต่อราชการ ที่สำคัญยังช่วยลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ลดการสัมผัสหรือเผชิญหน้า ซึ่งช่วยขจัดปัญหาการทุจริตและสร้างความโปร่งใสได้อย่างเป็นรูปธรรม&rdquo;<br />
นอกจากมิติการอำนวยความสะดวกแล้ว กรมยังยกระดับการคัดกรองนิติบุคคลเชิงลึก โดยบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านราย ฐานข้อมูลกลุ่มเสี่ยง HR-03 และบัญชีม้ากว่า 90,000 รายชื่อ ควบคู่กับการใช้ระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมนิติบุคคล (IBAS) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ ตำรวจ ดีเอสไอ ปปง. กรมสรรพากร ลงพื้นที่ตรวจสอบ 6 กลุ่มธุรกิจเสี่ยง ส่งผลให้จำนวนนิติบุคคลบัญชีม้าลดลงอย่างก้าวกระโดดจาก 594 รายในปี 2568 เหลือเพียง 58 บริษัทในปี 2569 และกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงถึง 65.22%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน เพื่อตอกย้ำบทบาทการเป็นคลังข้อมูลธุรกิจของประเทศ ได้พัฒนาระบบ DBD Data Warehouse+ ให้ประชาชนและเอกชนเข้าถึงข้อมูลนิติบุคคลกว่า 2 ล้านราย ได้ฟรี พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time ผ่านระบบ Business Data Exchange (BDEX) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐแล้วกว่า 181 แห่ง ช่วยลดภาระการขอเอกสารกระดาษ &nbsp; &nbsp; ของประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2569 กรมได้ประกาศเดินหน้าให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดผ่านระบบดิจิทัล 100% พร้อมยกเลิกการให้บริการข้อมูลนิติบุคคลในรูปแบบกระดาษสำหรับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างมิติใหม่ของงานบริการราชการไทยที่โปร่งใส ทันสมัย และเป็นที่พึ่งของภาคธุรกิจได้อย่างเต็มภาคภูมิ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอขอบคุณหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่ได้พิจารณาคัดเลือกและมอบรางวัลอันทรงคุณค่าให้แก่กรม และขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของกรมด้วยดีเสมอมา รวมไปถึงประชาชนผู้ใช้บริการทุกท่านที่มั่นใจใช้บริการดิจิทัลทุกระบบของกรม โดยพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงองค์กรให้เป็นผู้นำในการให้บริการดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบต่อไป&rdquo;นายจิตรกรกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260827c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c100745.jpg' type='image/jpg' length='166686' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ปี 69 จากผลงานบริการดิจิทัล]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183054</link>
<guid isPermaLink="false">8f35a9cbc3200b2b712ee2f75a43410b</guid>
<pubDate>Thu, 27 Aug 2026 10:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/01 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้รางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ปี 69 จากผลงานบริการดิจิทัล<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับรางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ประจำปี 69 ประเภท &ldquo;หน่วยงานระดับกรม&rdquo; ตอกย้ำประสิทธิภาพการให้บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม หลังผู้ใช้บริการงานดิจิทัล DIP e-Service ถึงกลางปี 69 เติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 523% จากปี 66 ยันเดินหน้ายกระดับการให้บริการต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับการคัดเลือกจากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ได้รับรางวัล &ldquo;สำเภา-นาวาทอง&rdquo; ประจำปี 2569 ในประเภท &ldquo;หน่วยงานระดับกรม&rdquo; โดยนายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้แทนกรมเข้ารับรางวัลดังกล่าวจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนความสำเร็จในการยกระดับบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่ออำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และลดต้นทุนให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้ใช้บริการ DIP e-Service เติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่า 523% จากปี 2566 ที่มีผู้ใช้บริการ 22,280 ราย เพิ่มขึ้นเป็น 138,890 รายในช่วงกลางปี 2569</p>

<p>ทั้งนี้ กรมได้มีการพัฒนาระบบบริการสำคัญใน 3 มิติ ดังนี้ ​มิติที่ 1 ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา ได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานและนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว อาทิ บริการ Fast Track เร่งรัดการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับนวัตกรรมและผลงานที่มีความจำเป็นและตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีการยื่นจดทะเบียนมากที่สุด กรมจึงเปิดช่องทางพิเศษสำหรับ SME และธุรกิจออนไลน์ โดยจะทราบผลการพิจารณาภายในเวลา 3&ndash;4 เดือน นับจากวันที่ยื่นคำขอเร็วกว่าช่องทางปกติที่ใช้เวลาประมาณ 10 เดือน รวมทั้งการต่ออายุเครื่องหมายการค้าที่สะดวกรวดเร็วภายใน 30 นาที และได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานผ่านระบบต่าง ๆ เช่น AI Image Search และ Trademark Checker เพื่อช่วยสืบค้นและเปรียบเทียบข้อมูลจากฐานข้อมูลจำนวนมาก ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีระบบจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลการให้บริการทั้งจากศูนย์ DIP One และระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ความต้องการและรูปแบบการใช้บริการของประชาชน และนำไปปรับปรุงรูปแบบการให้บริการและการบริหารจัดการอัตรากำลังให้เหมาะสมยิ่งขึ้น<br />
มิติที่ 2 ด้านการพัฒนาองค์กรสู่รัฐบาลดิจิทัล มุ่งยกระดับบริการออนไลน์อย่างครบวงจร ผ่านระบบ DIP e-Service ที่มีการปรับปรุงระบบยืนยันตัวตนให้สะดวกรวดเร็ว จากเดิมที่ต้องยื่นเอกสารตัวจริงมาเป็นการยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD โดยใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ระบบชำระเงินผ่านบริการ e-Payment พร้อมรับใบเสร็จผ่านระบบคลังกลางได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง และบริการให้คำปรึกษาออนไลน์โดยผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ที่ประชาชนสามารถจองคิวเข้ารับคำปรึกษาผ่านระบบ Zoom ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นต้น เพื่อลดภาระการเดินทางและลดการติดต่อเผชิญหน้า (Zero Contact)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
มิติที่ 3 ด้านความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ได้นำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการทำงานและลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ พร้อมส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐสู่สาธารณะ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลผ่านระบบดิจิทัล นอกจากนี้ ยังปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้โปร่งใส ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงด้านทุจริต โดยประเมินโอกาสและผลกระทบใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการอนุมัติอนุญาต ด้านการใช้อำนาจตามกฎหมาย และด้านการจัดซื้อจัดจ้างพร้อมดำเนินมาตรการป้องกันและต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ (Zero Corruption) ทั้งนโยบาย No Gift Policy งดรับ-งดให้ของขวัญทุกเทศกาล และจัดให้มีช่องทางรับแจ้งข้อมูลการทุจริตที่ส่งถึงอธิบดีโดยตรง โดยคำนึงถึงการรักษาความลับและคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมนกล่าวว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนางานบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา คือ การทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจท่ามกลางความท้าทายในยุคปัจจุบัน โดยในระยะต่อไป กรมมีแผนที่จะพัฒนาและขยายขีดความสามารถของ AI ในการตรวจสอบคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาครบทุกมิติ ยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรฐานสากล ตลอดจนเชื่อมโยงฐานข้อมูลเชิงลึก (Big Data) ร่วมกับหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอขอบคุณหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยที่พิจารณาคัดเลือกและมอบรางวัลอันทรงคุณค่าแก่กรม รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนภารกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง ตลอดจนประชาชนผู้ใช้บริการที่ให้ความเชื่อมั่นในระบบบริการของกรม โดยยินดีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้บริการ เพื่อนำมาพัฒนางานบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่องต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026082796a3be3cf272e017046d1b2674a52bd3100549.jpg' type='image/jpg' length='646060' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ถก Shopee สิงคโปร์ ช่วยผลักดันสินค้า GI ไทยขายตลาดต่างประเทศ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182892</link>
<guid isPermaLink="false">90976815b9cc924cf74ea2db70c9b4bd</guid>
<pubDate>Wed, 26 Aug 2026 14:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.2 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถก Shopee สิงคโปร์ ช่วยผลักดันสินค้า GI ไทยขายตลาดต่างประเทศ<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือ Shopee สิงคโปร์ ผลักดันช่วยส่งเสริมการขายสินค้า GI ไทย ออกสู่ตลาดต่างประเทศ และหารือกับ TikTok ยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ป้องกันการเสนอขายสินค้าผิดกฎหมายและสินค้าละเมิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้พบกับผู้บริหารและทีมงาน Shopee Singapore นำโดย Mr.CX Chua, Regional Cross Border Director ร่วมด้วยผู้แทนจาก Shopee ประเทศไทย ณ สำนักงานใหญ่ Shopee ประเทศสิงคโปร์ โดยได้หารือถึงแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการ GI ไทยในการขยายการจำหน่ายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศผ่านโปรแกรม Shopee International Platform (SIP) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่จะช่วยให้ร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee ประเทศไทย สามารถขยายการมองเห็นสินค้าไปยังผู้ใช้งานแพลตฟอร์มในต่างประเทศได้ โดยผู้ประกอบการยังคงบริหารจัดการร้านค้าได้ด้วยระบบปกติที่ใช้ภายในประเทศ ขณะที่ Shopee จะเป็นผู้สนับสนุนด้านการจัดการคำสั่งซื้อและจัดส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อในประเทศปลายทาง ซึ่งปัจจุบันโปรแกรมดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงสินค้าไปยังประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ และทาง Shopee เตรียมจะขยายการบริการไปยังประเทศไทยและเวียดนามในระยะถัดไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมเห็นว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และอุปสรรค ในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการ GI ไทย โดยมีแผนจะทำงานร่วมกับ Shopee เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ GI ไทย ให้สามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางดังกล่าวในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการตลาด และผลักดันสินค้าอัตลักษณ์ไทย โดยเฉพาะ GI ออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ&rdquo;<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมยังได้พบหารือกับผู้บริหารและทีมงาน TikTok Singapore นำโดยคุณชนิดา คล้ายพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ สำนักงาน TikTok ประเทศสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์ม โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับมาตรการคัดกรองสินค้าและควบคุมดูแลร้านค้าบนแพลตฟอร์มอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการเสนอขายสินค้าผิดกฎหมายหรือละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ และสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใส ปลอดภัย และเป็นธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมและ TikTok ยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการใช้แพลตฟอร์มและพฤติกรรมของผู้บริโภคในสิงคโปร์ โดย TikTok เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมอย่างสูงและมีฐานผู้ใช้งานจำนวนมาก จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีศักยภาพในการทำตลาดการค้ายุคใหม่ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหาร สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งนอกจากการสร้างคอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอทั่วไปแล้ว TikTok ยังมีเครื่องมือสื่อสารหลากหลาย ทั้ง Short Video, LIVE Shopping และ Product Showcase รวมทั้งการทำตลาดร่วมกับ Creator และ Influencer ในรูปแบบ LIVE Commerce ที่จะช่วยนำเสนอสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางรสพร ปัญญาทวีโชติ ผู้ประกอบการ GI ทุเรียนป่าละอู จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หนึ่งในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสินค้า GI ที่ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า การได้สัมผัสตลาดจริง ทำให้เห็นทั้งโอกาส การแข่งขัน และแนวทางพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่ตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว โดยการร่วมกิจกรรมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาครั้งนี้ นำไปสู่โอกาสทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับคำสั่งซื้อทุเรียนจากผู้จัดจำหน่ายในสิงคโปร์ ซึ่งมีความต้องการประมาณ 100 ลูกต่อสัปดาห์ ก็ขอขอบคุณกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่มอบโอกาสครั้งสำคัญให้กับผู้ประกอบการ GI ไทย ทั้งยังให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยตนจะนำประสบการณ์และข้อมูลที่ได้รับกลับไปพัฒนาสินค้าและเตรียมความพร้อมสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อพาสินค้า GI จากประเทศไทยไปแข่งขันในระดับนานาชาติต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608263d522deaf85577451c01974654b36ad3141131.jpg' type='image/jpg' length='73192' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดส่งถุงยังชีพ 1,000 ถุง ช่วยชาวน่าน “ศุภจี”ย้ำดูสินค้า ต้องไม่ขาด ไม่แพง ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182875</link>
<guid isPermaLink="false">fccb269dd021166a62718f47073453bc</guid>
<pubDate>Wed, 26 Aug 2026 13:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1 - Copy 5.jpg" style="width: 1000px; height: 670px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดส่งถุงยังชีพ 1,000 ถุง ช่วยชาวน่าน &ldquo;ศุภจี&rdquo;ย้ำดูสินค้า ต้องไม่ขาด ไม่แพง&nbsp;<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;พร้อมผู้บริหารพาณิชย์ บรรจุถุงยังชีพและปล่อยขบวนคาราวานนำไปส่งมอบให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม จ.น่าน จำนวน 1,000 ถุง หลังส่งไปแล้วก่อนหน้านี้ 500 ถุง มีครบทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว ยา เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้ทันที พร้อมกำลังเข้มดูแลสินค้า ต้องไม่ขาด ไม่แพง และจัดไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพประชาชน และช่วยเพิ่มรายได้ SME</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังร่วมกิจกรรมบรรจุถุงยังชีพ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน ณ สำนักงานชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ก่อนปล่อยขบวนคาราวานรถบรรทุกนำสิ่งของไปส่งมอบให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรกระทรวงพาณิชย์ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ระดมความช่วยเหลือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน ส่งสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว ของใช้ในครัวเรือน และยารักษาโรค มาจัดทำเป็นถุงยังชีพ เพื่อส่งต่อไปยังประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งถุงยังชีพไปแล้ว 500 ถุง และวันนี้ได้ร่วมกันบรรจุเพิ่มเติมอีก 1,000 ถุง รวมเป็น 1,500 ถุง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับถุงยังชีพจำนวน 1,000 ถุงที่จัดส่งในครั้งนี้ ภายในแต่ละถุงบรรจุสิ่งของ 14 รายการ อาทิ น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน ครีมอาบน้ำ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แชมพู โรลออน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง บิสกิต ขนมขบเคี้ยว นมพร้อมดื่ม กาแฟสำเร็จรูป และยารักษาโรค เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที<br />
&ldquo;เดิมตั้งใจจะลงพื้นที่ในวันที่ 28 ส.ค.2569 เพื่อร่วมทำบิ๊กคลีนนิ่ง เหมือนที่เคยดำเนินการในอำเภอหาดใหญ่ แต่เมื่อทราบว่าพื้นที่มีการเก็บทำความสะอาดไปค่อนข้างรวดเร็วและเรียบร้อยแล้ว จึงปรับมาเน้นการส่งสิ่งของที่จำเป็นเข้าไปช่วยเหลือแทน โดยให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหน่วยหน้า ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะเป็นหน่วยสนับสนุนที่ส่งความช่วยเหลือตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ และยังได้สนับสนุนเงินสดเพื่อช่วยเหลือในจุดที่มีความต้องการเฉพาะ โดยเฉพาะโรงเรียนที่เด็ก ๆ มีความต้องการเครื่องนอนและเครื่องนุ่งห่ม เพื่อให้สามารถจัดซื้อสิ่งของที่ตรงกับความจำเป็นและส่งความช่วยเหลือถึงพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการ อาทิ บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สยาม รอยัล อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ซอฟท์สวีท จำกัด รวมถึงผู้ประกอบการด้านอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคอีกหลายราย และยังมีสิ่งของบริจาคจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์อีกหลายพันชิ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ในส่วนของภารกิจหลักของกระทรวงพาณิชย์ ยังคงติดตามสถานการณ์ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่ประสบภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าต้องไม่ขาด และต้องไม่แพง และยังจะเดินหน้าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยจัดสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาพิเศษไปจำหน่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งเร่งดูแลผู้ประกอบการและ SME ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเป็นหน่วยงานหลักในการสำรวจและประเมินผลกระทบ ทั้งนี้ การสร้างอาชีพ มีโครงการแฟรนไชส์ ที่รัฐช่วยสนับสนุนค่าแพกเกจ 50% ไม่เกิน 1 หมื่นบาท ทำให้สามารถสร้างงานสร้างอาชีพได้ทันที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ ดร.ปิยะนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือเพิ่มเติม ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมทั้งการบรรเทาความเดือดร้อน การดูแลค่าครองชีพ ตลอดจนการฟื้นฟูอาชีพและธุรกิจของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบภัยต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260826cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075131149.jpg' type='image/jpg' length='1009818' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ชวนชมสุดยอดไอพี นวัตกรรม งาน IP x Venture Rise Thailand 2026]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182692</link>
<guid isPermaLink="false">d2eb79e28a500278fc271071c11ff0d3</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 16:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/04 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ชวนชมสุดยอดไอพี นวัตกรรม งาน IP x Venture Rise Thailand 2026<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เตรียมเปิดฉากงานใหญ่แห่งปี &ldquo;IP x Venture Rise Thailand 2026: From Innovation to Income นวัตกรรม สร้างรายได้&rdquo; วันที่ 27-29 ส.ค.69 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นำผลงานทรัพย์สินทางปัญญา งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรมกว่า 250 ผลงาน มาจัดแสดง เปิดพื้นที่เชื่อมโยง &ldquo;IP&ndash;ทุน&ndash;ตลาด&rdquo; เพื่อสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ พร้อมชวนผู้สนใจเข้าร่วมชมผลงาน หาโอกาสธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เตรียมจัดงาน &ldquo;IP x Venture Rise Thailand 2026: From Innovation to Income นวัตกรรม สร้างรายได้&rdquo; โดยนำทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมกว่า 250 ผลงาน มาจัดแสดง และเปิดพื้นที่เชื่อมโยง &ldquo;IP&ndash;ทุน&ndash;ตลาด&rdquo; ให้เจ้าของผลงานได้พบปะผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อผลักดันผลงานจากไอเดียและห้องวิจัยไปสู่ภาคการผลิตและใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ในวันที่ 27&ndash;29 ส.ค.2569 ณ Hall 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี</p>

<p>โดยไฮไลต์สำคัญของงาน ประกอบด้วย 7 โซนหลักที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ 1.Innovation Showcase ตื่นตากับงานวิจัยและนวัตกรรมศักยภาพกว่า 250 ผลงาน เจาะลึก 5 อุตสาหกรรมหลักที่ตอบโจทย์ความท้าทายแห่งอนาคต ทั้งด้านการแพทย์และสุขภาพ อาทิ อุปกรณ์ช่วยขึ้นลงบันไดสำหรับรถนั่งคนพิการ หุ่นยนต์ช่วยเหลือการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อสังคมสูงวัยในบริบทประเทศไทย อุปกรณ์ทดแทนหมอนรองกระดูกที่มีส่วนประกอบของโครงสร้างพรุนไทเทเนียมและพอลิเมอร์พีค การเกษตรสมัยใหม่ อาทิ หนังเทียมจากเส้นใยใบสับปะรดและยางธรรมชาติ ทรายแมวไฮบริดจากชานอ้อยเหลือทิ้งและแร่ธรรมชาติรูพรุนสูงที่มีคุณสมบัติดูดซับกลิ่น เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ หุ่นยนต์ผสมยาเคมีบำบัดและระบบส่งต่อยาเคมีบำบัด แอปพลิเคชันที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์และให้คะแนนงานศิลปะ โดยเน้นเรื่องแนวคิดและความเป็นต้นฉบับ (Concept Originality) นวัตกรรมการจัดการไฟป่าด้วยโดรน นวัตกรรมด้านอาหาร อาทิ สูตรการผลิตเส้นพาสต้าจากแป้งเมล็ดขนุน นวัตกรรมน้ำดื่มและสารเพิ่มความข้นหนืดจากธรรมชาติเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะกลืนลำบาก และเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน อาทิ ผ้าจากขยะทางการเกษตร กระจกกราฟีนอนุรักษ์พลังงาน นวัตกรรมบล็อกก่อสร้างเพื่อการก่อสร้างที่ยั่งยืน สูตรและกรรมวิธีการผลิตพลาสติกชีวภาพประเภทพอลิบิวทิลีนอะดิเปต-โค-เทเรฟ ทาเรทสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร เป็นต้น<br />
2.Partner Pavilion สัมผัสสุดยอดนวัตกรรมจากองค์กรชั้นนำระดับประเทศ อาทิ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่สามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างชาญฉลาด ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ย่อยสลายได้ อิฐปูพื้นทางเดินที่ลดการสร้างก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและถ่ายทอดแนวทางต่อยอดผลงานสู่ภาคธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.Business Matching Zone เปิดพื้นที่ให้นักวิจัย เจ้าของเทคโนโลยี และผู้ประกอบการได้นำเสนอผลงานต่อกลุ่มนักลงทุน กองทุน และภาคเอกชนที่กำลังมองหานวัตกรรมใหม่ ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และการร่วมลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.IP Services &amp; IP Partner Zone บริการให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกแบบครบวงจร ตั้งแต่การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การปกป้องสิทธิ การวางกลยุทธ์บริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการต่อยอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ ร่วมด้วยบริการจากเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตร ทั้งด้านทรัพย์สินทางปัญญา การวิจัย นวัตกรรม กฎหมาย การประเมินมูลค่า และการลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ ที่พร้อมสนับสนุนการเติบโตของนวัตกรรมไทยอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.Seminar &amp; Knowledge Stage เวทีสัมมนาเจาะลึกองค์ความรู้ด้านธุรกิจ นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้ประกอบการ ผู้ก่อตั้ง Startup และผู้นำธุรกิจในระดับประเทศและนานาชาติ<br />
6.IP Champion Zone ร่วมภาคภูมิใจกับสุดยอดผลงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งปีของคนไทยที่ได้รับรางวัล IP Champion 2026 ในสาขาต่างๆ ทั้งสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)</p>

<p>7.GI Experience Zone เต็มอิ่มกับเรื่องราวและศักยภาพสินค้า GI ไทย โดยจะมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า GI ตลอดจนสินค้าแปรรูปจาก GI พร้อมกิจกรรมพิเศษการสาธิตการประกอบอาหารโดยเชฟผู้มากประสบการณ์จากสถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอเชิญชวนผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิจัย สตาร์ตอัป เจ้าของเทคโนโลยี และประชาชนผู้สนใจ มาร่วมสัมผัสผลงานนวัตกรรมของคนไทย ค้นหาไอเดียใหม่ ๆ พร้อมพบปะพันธมิตรทางธุรกิจ โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608257d0665438e81d8eceb98c1e31fca80c1161111.jpg' type='image/jpg' length='154026' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”นำ 6 สินค้า GI ร่วมแฟร์ที่สิงคโปร์ ฟันยอดขายในงาน-เจรจาธุรกิจ 35 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182690</link>
<guid isPermaLink="false">bfcb1e12667b91e7ca54837758be5157</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 16:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/03 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;นำ 6 สินค้า GI ร่วมแฟร์ที่สิงคโปร์ ฟันยอดขายในงาน-เจรจาธุรกิจ 35 ล้าน<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญานำผู้ประกอบการสินค้า GI จำนวน 6 ราย ร่วมแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน APAC Food &amp; Beverage Expo 2026 ที่สิงคโปร์ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ขายได้ทันทีกว่า 5 ล้านบาท ส้มโอทับทิมสยามปากพนังฮอตสุด ตามด้วยไชโป้วโพธาราม พร้อมนำเข้าร่วมเวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า คาดขายได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้คัดสรรสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จำนวน 6 รายการที่มีศักยภาพ และมีจุดเด่นด้านคุณภาพและอัตลักษณ์ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน APAC Food &amp; Beverage Expo 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป ขนมและของว่าง ตลอดจนสินค้าสุขภาพและสินค้าออร์แกนิก เข้าร่วมกว่า 200 ราย ระหว่างวันที่ 21&ndash;23 ส.ค.2569 ณ Singapore EXPO เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ GI ได้พบปะและนำเสนอสินค้ากับผู้บริโภคโดยตรง ทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยกับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และภาคธุรกิจในสิงคโปร์ ซึ่งจะช่วยผลักดันสินค้า GI ของไทยเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ในรูปแบบ B2B และ B2C ได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการที่เข้าร่วมงาน APAC Food &amp; Beverage Expo 2026 ได้แก่ 1.ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง เป็นข้าวพื้นเมืองเมล็ดเรียวสีแดง เมื่อหุงสุกจะนุ่มและเหนียว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง 2.ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) โดดเด่นด้วยเนื้อส้มโอสีแดงอมชมพู รสชาติหวานหอม 3.เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน เครื่องปรุงรสจากภูมิปัญญาการผลิตเกลือจากแหล่งน้ำใต้ดินในพื้นที่ 4.ไชโป้วโพธาราม (ราชบุรี) ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผักกาดหัวหรือหัวไชเท้าส่วนรากที่สะท้อนภูมิปัญญาการถนอมอาหารของชุมชน มีทั้งรสชาติเค็มและหวาน เนื้อกรอบ 5.มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) มีเอกลักษณ์ที่รสชาติความหอมหวานของน้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวที่นุ่มเหนียว และ 6.ทุเรียนป่าละอู (ประจวบคีรีขันธุ์) โดดเด่นด้วยเนื้อสีเหลืองอ่อน เนื้อแห้งละเอียด รสหวานมัน และกลิ่นไม่แรง โดยจุดเด่นของสินค้าแต่ละรายการสะท้อนความแตกต่างที่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของแหล่งกำเนิด และสามารถนำเรื่องราวดังกล่าวมาสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและการจดจำสินค้า GI ไทยในตลาดต่างประเทศได้<br />
ทั้งนี้ สินค้า GI ที่ได้นำเข้าร่วมงานครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก มีผู้แวะเวียนเข้ามาทำความรู้จักและเลือกซื้อสินค้า GI อย่างคึกคักตลอด 3 วันของการจัดงาน มียอดจำหน่ายสินค้า GI ทั้ง 6 รายการรวมกว่า 5 ล้านบาท โดยสินค้าได้รับความนิยมสูงสุด คือ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และไชโป้วโพธาราม และยังทำให้ผู้ประกอบการ GI ไทยได้รับฟังข้อคิดเห็นและเห็นการตอบรับของตลาดต่อสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงได้เรียนรู้ว่าผู้บริโภคในสิงคโปร์และประเทศใกล้เคียงให้ความสนใจกับสินค้าในลักษณะใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดกลยุทธ์การค้าและต่อยอดขยายตลาดในเชิงพาณิชย์ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ​จากนั้น วันที่ 24 ส.ค.2569 กรมได้นำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการ เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และผู้ประกอบธุรกิจ ในสิงคโปร์ 15 ราย ณ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงสิงคโปร์ โดยมีนางวรพรรณี ดำรงมณี เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ให้การต้อนรับ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้นำเสนอข้อมูลสินค้า GI จุดเด่น และศักยภาพทางธุรกิจกับคู่เจรจาโดยตรง ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของตลาด มาตรฐานและเงื่อนไขการนำเข้า รูปแบบสินค้า บรรจุภัณฑ์ ระดับราคา และช่องทางการจำหน่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับทราบแนวทางและเงื่อนไขในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ โดยกิจกรรมดังกล่าวคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการจับคู่ธุรกิจในเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ GI กับตลาดปลายทางได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การนำเสนอสินค้า การสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค ตลอดจนการพบปะคู่ค้าและเจรจาธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทั้งประสบการณ์จากตลาดจริงและข้อมูลจากผู้ซื้อและผู้นำเข้า เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและวางแผนการขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันอัตลักษณ์และเรื่องราวของสินค้า GI ไทย จะเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้บริโภคสู่ชุมชน โดยสามารถต่อยอดจากความสนใจในตัวสินค้าไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ เช่น การเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่แหล่งผลิต เรียนรู้ภูมิปัญญา และสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน อันสอดคล้องกับแนวคิด Visitor Economy ที่มุ่งสร้างมูลค่าจากประสบการณ์และการใช้จ่ายของผู้มาเยือน และเชื่อมโยงรายได้ไปยังสินค้าและบริการของชุมชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายล่าสุดของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาผลักดัน&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260825e45ee7ce7e88149af8dd32b27f9512ce160858.jpg' type='image/jpg' length='104370' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ปลื้มแบรนด์ SIRIVANNAVARI นำ 2 สินค้า GI ทำชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทย ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182689</link>
<guid isPermaLink="false">ea45aef11bd406e615f5e2cd3dff509b</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 16:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/02 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 691px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ปลื้มแบรนด์ SIRIVANNAVARI นำ 2 สินค้า GI ทำชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทย&nbsp;<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมปลาบปลื้มและภาคภูมิใจกับ &ldquo;เนื้อครามสกลนคร&rdquo; และ &ldquo;ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร&rdquo; สินค้า GI จากจังหวัดสกลนคร ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทยในการแข่งขันกีฬา Asian Games 2026 ที่เมืองนาโกย่า ญี่ปุ่น ภายใต้การออกแบบของแบรนด์ SIRIVANNAVARI โดยองค์ดีไซเนอร์ &ldquo;สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมร่วมปลาบปลื้มและภาคภูมิใจกับ &ldquo;เนื้อครามสกลนคร&rdquo; และ &ldquo;ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร&rdquo; สินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากจังหวัดสกลนคร ที่ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทยในการแข่งขันกีฬา Asian Games 2026 ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การออกแบบของแบรนด์ SIRIVANNAVARI โดยองค์ดีไซเนอร์ &ldquo;สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา&rdquo; ผู้ทรงดำรงบทบาททั้งการเป็นนักกีฬา นักออกแบบ และทูตด้านแฟชันและการออกแบบขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการออกแบบชุดพิธีการของทัพนักกีฬาไทยครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตั้งพระทัยนำอัตลักษณ์ผ้าไทยมาผสานกับแฟชันร่วมสมัย เพื่อถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านงานออกแบบที่ทันสมัย และแสดงศักยภาพของผ้าและงานหัตถศิลป์ไทยไปสู่สายตานานาชาติ นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวสกลนครและคนไทยทั้งประเทศ ที่ของดีจากท้องถิ่น สินค้า GI 2 รายการจากจังหวัดสกลนคร ได้แก่ เนื้อครามสกลนคร และผ้าครามธรรมชาติสกลนคร ถูกยกระดับและได้รับการพัฒนาเป็นผลงานแฟชั่นร่วมสมัยที่มีความสง่างามในเวทีนานาชาติ ขณะเดียวกันยังช่วยบอกเล่าเรื่องราวของแหล่งผลิต ฝีมือช่าง และภูมิปัญญาที่อยู่เบื้องหลังผืนผ้าไปพร้อมกัน<br />
สำหรับเนื้อครามสกลนคร และผ้าครามธรรมชาติสกลนคร เป็นสินค้า GI ที่มีชื่อเสียง สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของจังหวัดสกลนครอย่างชัดเจน โดยเนื้อครามสกลนครได้รับการขึ้นทะเบียน GI เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2568 ผลิตจากใบครามพันธุ์ฝักตรงหรือพันธุ์ฝักงอ ด้วยสภาพภูมิอากาศของจังหวัดสกลนครที่เหมาะกับการปลูกต้นครามและการแช่หมักคราม ทำให้ได้เนื้อครามคุณภาพดีมีลักษณะเหนียว หนืด ข้น สีน้ำเงินเข้มเป็นเงามันวาว มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติของคราม สีไม่ตกและไม่ซีดจางง่าย จึงเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตผ้าย้อมคราม ส่วนผ้าครามธรรมชาติสกลนครได้รับการขึ้นทะเบียน GI ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค.2549 เป็นผ้าฝ้ายที่ย้อมด้วยครามธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ผลิตจากภูมิปัญญาในการเตรียมน้ำย้อมและกรรมวิธีย้อมครามที่สืบทอดกันมายาวนาน ทำให้เกิดผืนผ้าที่มีความโดดเด่น มีสีตั้งแต่ฟ้าอ่อนไปจนถึงสีน้ำเงินเข้ม มีความมันวาว ไม่ตกสี และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ด้วยอัตลักษณ์และคุณค่าอันโดดเด่นดังกล่าว ทำให้ผ้าครามธรรมชาติสกลนครไม่ได้เป็นเพียงวัสดุสำหรับการตัดเย็บทั่วไป แต่สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมแฟชันและสินค้าสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าเพิ่มได้หลากหลายรูปแบบ ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกคราม ผู้ผลิตเนื้อคราม กลุ่มทอผ้า ช่างย้อม ไปจนถึงผู้ประกอบการที่นำผ้าครามไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ ช่วยสร้างงานและกระจายรายได้สู่ชุมชน ทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น และเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสานและพัฒนาภูมิปัญญาให้คงอยู่ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ชุดพิธีการทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขัน Asian Games ครั้งนี้ ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด &ldquo;The Art of Unity&rdquo; หรือศิลปะแห่งความเป็นหนึ่งเดียว โดยนำผ้าครามธรรมชาติสกลนคร สินค้า GI จากกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร หนึ่งในชุมชนผู้ผลิตที่มีกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพตามมาตรฐาน GI มาออกแบบร่วมกับผ้าฝ้ายจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อถ่ายทอดความประณีต ความอดทน และความมุ่งมั่นของช่างทอและช่างย้อม เปรียบเสมือนเส้นทางของนักกีฬาที่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักและความพยายามอย่างต่อเนื่องก่อนก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ โดยเฉดสีและลักษณะของผืนผ้าที่เกิดจากกรรมวิธีการย้อมครามตามภูมิปัญญาท้องถิ่น สะท้อนเสน่ห์ของงานหัตถศิลป์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งการนำสินค้า GI เนื้อคราม&ndash;ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร มาตัดเย็บเป็นชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทย จึงเป็นโมเดลตัวอย่างของการนำทรัพย์สินทางปัญญามาต่อยอดด้วยการออกแบบ เพื่อขยายตลาดไปสู่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ ทำให้สินค้า GI มีมูลค่าสูงขึ้นและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับชุมชนได้มากกว่าเดิม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การยกระดับสินค้า GI ไทย ถือเป็นแนวทางสำคัญในการเปลี่ยนคุณค่าทางวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตามแนวนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เน้นย้ำเรื่องการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาและความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าและขยายขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย โดยกรมจะเดินหน้าส่งเสริมสินค้า GI อย่างครบวงจร ตั้งแต่การคุ้มครองและรักษามาตรฐานการผลิต การพัฒนาคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์และเรื่องราว การออกแบบและเพิ่มมูลค่า ตลอดจนการเชื่อมโยงช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ GI เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260825a2ef406e2c2351e0b9e80029c909242d160712.jpg' type='image/jpg' length='108673' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”โชว์ผลงาน 90 วัน ทำครบดูแลค่าครองชีพ ช่วยเกษตร SME ดันส่งออก งานบริการ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182688</link>
<guid isPermaLink="false">2e020a13d69dbede855b13a0fbbbc74c</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/01 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 664px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo;โชว์ผลงาน 90 วัน ทำครบดูแลค่าครองชีพ ช่วยเกษตร SME ดันส่งออก งานบริการ<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;แถลงผลการทำงาน 90 วัน นำพาณิชย์ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤตได้สำเร็จ ทั้งการดูแลค่าครองชีพ ช่วยคนไทยประหยัด 818 ล้าน ดันราคาสินค้าเกษตรเขียวยกแผง ช่วยสร้างรายได้ให้ SME และชุมชน ผลักดันส่งออกครึ่งปีโต 17.6% ยกระดับงานให้บริการประชาชน เผยพอใจดูแลสินค้าเกษตรมากสุด เพราะช่วยคนฐานรากของประเทศ ไม่ให้คะแนนตัวเอง ขอประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เตรียมลุยต่อ 7 ก้าวสำคัญ ปิดดีล FTA ไทย-อียู และจบเจรจา ART กับสหรัฐฯ ดันส่งออกโต 10% บวก ดูแลสินค้าเกษตรต่อ เข้มนอมินีขั้นสุด ขับเคลื่อน 4 คณะทำงาน ลดค่าครองชีพ และปลดล็อกอุปสรรค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการทำงาน 90 วัน พาณิชย์ยุคศุภจี ว่า การเข้ามาทำงานเป็นช่วงที่ประเทศเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน กับดักรายได้ปานกลาง และการพัฒนาทักษะแรงงาน จึงได้กำหนดนโยบายในการทำงานเร่งด่วนใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน การรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การสร้างความเข้มแข็งให้ SME และชุมชน การสร้างสมดุลการส่งออก และการยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกกฎระเบียบ ซึ่งผลการทำงานในช่วง 90 วันที่ผ่านมา พอใจในการขับเคลื่อนนโยบายทุกนโยบาย เพราะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ทุกอย่าง แต่ไม่ขอให้คะแนนตัวเอง ขอให้ประชาชนเป็นผู้ให้คะแนน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลงานด้านการดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน ได้มีการผลักดันโครงการไทยช่วยไทย ลดราคาสินค้าจำเป็นให้กับประชาชน จัดลดราคาชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน จัดส่งรถพุ่มพวงนำสินค้าขายใน 800 อำเภอ มีโครงการแฟรนไชส์สร้างอาชีพ รัฐช่วยค่าแพกเกจ 50% สูงสุด 1 หมื่นบาท และช่วย SME ขายออนไลน์ ซึ่งช่วยลดค่าครองชีพได้ 818 ล้านบาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2,900 ล้านบาท<br />
ด้านการรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ได้วางแผนแก้ปัญหาตั้งแต่ปัญหายังไม่เกิด แก้ทั้งระบบ และทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น เช่น ข้าวหอมมะลิ ตันละ 17,500 บาท เพิ่ม 8.57% ข้าวเจ้า ตันละ 9,050 บาท เพิ่ม 27.05% ปาล์มน้ำมัน 8.70 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เพิ่ม 45% ยางพารา 36 บาท/กก. เพิ่ม 30% มันสำปะหลัง 3.65 บาท/กก. เพิ่ม 79% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 7.28 บาท/กก. เพิ่ม 6% ลำไย สดช่อ เกรด AA 30 บาท/กก. เพิ่ม 20% รูดร่วง เกรด AA 21 บาท/กก. เพิ่ม 40% ทุเรียนภาคตะวันออก ลูกเล็ก (D) 75 บาท/กก. เพิ่ม 7.14% มะม่วงน้ำดอกไม้ 22 บาท/กก. เพิ่ม 22.22% มุงคุด ภาคตะวันออก เกรดคละ 45 บาท/กก. เพิ่ม 21.62% เงาะโรงเรียนในประเทศ 22 บาท/กก. คงที่ แต่ลองกอง เบอร์ 3 45 บาท/กก. ลด 13.46% มะพร้าวแกง 5 บาท/ลูก ลด 68% ส่วนมะพร้าวน้ำหอม ได้เข้าไปช่วยเหลือทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นจาก 3-5 บาท/ลูก เป็น 10-11.50 บาท/ลูกในปัจจุบัน และมีการผลักดันให้ตั้งล้งชุมชน 12 แห่ง ในจังหวัดแหล่งผลิตมะพร้าว ผลักดันข้าวประณีต ปัจจุบันมี 466 กลุ่ม ผลักดันสินค้าเกษตรนวัตกรรม สร้างมูลค่าการค้า 290 ล้านบาท ทั้งนี้ เฉพาะทุเรียน ส่งออกตั้งแต่ 1 ม.ค.-18 ส.ค.2569 ปริมาณ 1.167 ล้านตัน ราคาดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ข้าวส่งออก 7 เดือน 3.9 ล้านตัน มูลค่า 72,027 ล้านบาท มันส่งออก 7 เดือน 2.72 ล้านตัน มูลค่า 42,625 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ด้านการสร้างความเข้มแข็งให้ SME และชุมชน มีเป้าหมายผลักดัน SME ไทย ที่มี 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด สร้างมูลค่า 34.8% ของ GDP ให้มีการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ได้ผลักดันให้ SME มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ อาทิ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านงาน TCM, Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair, TCEX 2026, Crafts Bangkok 2026 มูลค่าการค้ารวมกว่า 15,382.48 ล้านบาท สินค้า GI ครอบคลุม 269 สินค้า ใน 77 จังหวัด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 117,269 ล้านบาท โดยมียอดสั่งซื้อล่วงหน้า 878 ล้านบาท ธุรกิจแฟรนไชส์สร้างมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท/ปี การผลักดันค้าออนไลน์สร้างยอดขาย 2,020 ล้านบาท และยังมีการปลดล็อก กฎระเบียบ กฎหมายไอพี ทำให้มีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท 7 เดือน ปี 2569 จำนวน 45,916 คำขอ เพิ่ม 7.48% รวมทั้งยังช่วยจัดการปัญหานอมินี ที่กระทบต่อธุรกิจ SME โดยการจดทะเบียนกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลง 75% มีการลงพื้นที่ตรวจสอบ 46 พื้นที่ ใน 13 จังหวัด ด้วยความร่วมมือ 23 หน่วยงาน ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง มีผล 1 ส.ค.2569 ส่งผลให้กลุ่มเสี่ยงนอมินีช่วง 1-20 ส.ค.2569 เหลือเพียง 141 บริษัท จากเดิม 561 บริษัท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ด้านการสร้างสมดุลการส่งออก สามารถผลักดันการส่งออกช่วง 6 เดือนปี 2569 มูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่ม 17.6% และได้เร่งหาตลาดใหม่ผ่าน FTA เช่น ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) เร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อรักษาตลาดเดิม และจัดทำความตกลง ART ไทย-สหรัฐฯ และมีการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการค้า สร้างมูลค่ารวม 145,393.61 ล้านบาท อาทิ THAIFEX ANUGA-ASIA 2026 มูลค่าสูงสุด 136,543.93 ล้านบาท Trade Mission &amp; Soft Power เกิดมูลค่า 1,875 ล้านบาท (ซอฟต์แวร์, อาหาร, ซีรีส์ , March&eacute; du Film) การส่งเสริมแบรนด์และนวัตกรรม Agri Plus Award มูลค่า 1,274.51 ล้านบาท Thailand Week/Top Thai Brands มูลค่า 410 ล้านบาท T Mark Festival 2026 30 ล้านบาท Thai SELECT 23 ล้านบาท Online Business Matching 1,082 ล้านบาท Sourcing Forum 2,733.07 ล้านบาท มหกรรมการค้าชายแดน Northern Trade Connect 341.1 ล้านบาท เป็นต้น &nbsp;<br />
ด้านการยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกกฎระเบียบ ได้รับ 2 รางวัลใหญ่ GDCC e-Office Excellence Award 2026 (Gov Cloud Awards 2026) ยกระดับสู่พาณิชย์ดิจิทัลเต็มรูปแบบ มีการขับเคลื่อน MOC Plus ด้วย AI โดยใช้ AI Chatbot ตอบคำถามประชาชน ใช้ AI ช่วยตรวจพิจารณาคำขอจดทะเบียนนิติบุคคล และ Trademark AI Assistant แก้ปัญหาคำถามซ้ำ ปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัย เทียบเท่าสากล ลดต้นทุนธุรกิจ ยกระดับบริการผ่านมือถือ เชื่อมโยงข้อมูลนำเข้า-ส่งออกไว้ในจุดเดียว และใช้ AI ลดเวลาพิจารณาคำขอมาตรการทางการค้า (AD/CVD)&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ในผลการทำงานทั้งหมด หากถามว่าพอใจนโยบายไหนมากที่สุด ขอให้เรื่องการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร เพราะต้องทำงานอย่างมาก อย่างหนัก และถูกวิจารณ์มาก แต่จะเดินหน้าทำต่อไป เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพี่น้องเกษตรกร ส่วนที่ยังทำได้ไม่ดี อย่างลองกอง และมะพร้าวแกง ที่ราคายังไม่ดี ก็จะทำต่อเนื่อง และทำให้ดีที่สุด อะไรทำได้ ก็บอกทำได้ อะไรไม่ได้ ก็บอกไม่ได้ แต่ต้องทำต่อไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับการทำงานต่อไป ได้กำหนดไว้ 7 ก้าว แต่ยอมรับว่าไม่ง่าย เพราะยังมีวิกฤตซ้อนวิกฤตเหมือนเดิม โดย 1.จะเร่งเจรจาการค้า ทั้ง FTA ไทย-อียู และความตกลง ART กับสหรัฐฯ โดยตนมีกำหนดการเดินทางไปสหรัฐฯ วันที่ 30 ส.ค.-1 ก.ย.2569 จะพยายามเจรจาปิดดีลให้สำเร็จ ก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการพิจารณาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินภายใต้มาตรา 301 2.ผลักดันส่งออกปี 2569 ตั้งเป้าขยายตัวไม่ต่ำกว่าตัวเลข 2 หลัก ซึ่งเดิมประเมินไว้ที่ 8% แต่ 10% น่าจะทำได้ 3.รักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร โดยตั้งเป้าปิดฤดูผลไม้ใต้ให้ได้ราคาดี และดูแลพืชเศรษฐกิจหลัก ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา 4.เข้มงวดนอมินีขั้นสุด โดยจะผนึกกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการต่อเนื่อง 5.ขับเคลื่อน 4 คณะทำงาน ภายใต้คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน 6.ลดค่าครองชีพ สร้างรายได้ SME ผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; จนจบปี 2569 และ 7.ปลดล็อกอุปสรรคและขั้นตอนการทำงานต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026082596a3be3cf272e017046d1b2674a52bd3160500.jpg' type='image/jpg' length='124806' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ไทยลุ้นหลุดบ่วงภาษีแรงงานบังคับ 12.5% หลัง 25 รัฐสหรัฐฯ ยื่นฟ้องศาลสั่งเลิก]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182348</link>
<guid isPermaLink="false">c346cdda3c6572c7a746732a0f00fc2f</guid>
<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 13:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 7.jpg" style="width: 1000px; height: 710px;" /></p>

<p>​ไทยลุ้นหลุดบ่วงภาษีแรงงานบังคับ 12.5% หลัง 25 รัฐสหรัฐฯ ยื่นฟ้องศาลสั่งเลิก<br />
กรมการค้าต่างประเทศวิเคราะห์ 25 รัฐของสหรัฐฯ ยื่นฟ้องรัฐบาลต่อศาลการค้าระหว่างประเทศ ขอให้ระงับการเก็บภาษีนำเข้ากรณีแรงงานบังคับ 10% และ 12.5% กับ 60 ประเทศ เหตุไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลีกเลี่ยงคำตัดสินเดิม คาดมีแนวโน้มศาลสั่งยกเลิกสูง แต่กรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน มีโอกาสโดน เผยหากโดนจริงไม่น่าเกิน 19% เท่ากับอัตราเดิมที่โดนตั้งแต่แรก และมีสินค้า 28% ของที่ส่งออกไปสหรัฐฯ กระทบ ย้ำจะเดินหน้าขอสหรัฐฯ ยกเว้นภาษีต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 12.5% ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.2569 โดยอ้างการใช้แรงงานบังคับภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ว่า ขณะนี้ กลุ่มรัฐจำนวน 25 รัฐของสหรัฐฯ นำโดยพรรคเดโมแครต ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ เพื่อขอให้ระงับมาตรการเก็บภาษีนำเข้าชุดใหม่ในอัตรา 10% และ 12.5% ที่เรียกเก็บกับสินค้าจาก 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจคู่ค้า โดยขอให้ศาลวินิจฉัยว่ามาตรการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการอ้างเรื่องแรงงานบังคับ เป็นการหลีกเลี่ยงคำตัดสินเดิมของศาล เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต และสั่งให้คืนภาษีที่ผู้นำเข้าได้ชำระไปแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยจากการวิเคราะห์ของกรม ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่แก้ต่าง ประเมินว่า มาตรการภาษีกรณีแรงงานบังคับจะไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ และอาจจะถูกยกเลิกในที่สุด เหมือนกับการจัดเก็บภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมาย IEEPA ก่อนหน้านี้ ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขึ้นภาษี โดยไม่ต้องรออนุมัติจากรัฐสภา เนื่องจากการเปิดไต่สวนเรื่องแรงงานบังคับกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ใช้เวลาสั้น ๆ เพียง 2 เดือน และตลาดในแต่ละประเทศแตกต่างกันมาก แต่อัตราภาษีที่ประกาศเรียกเก็บจากกับแต่ละประเทศมีอัตราที่แตกต่างกันไม่มากคือ 10% และ 12.5% ซึ่งสหรัฐฯ ต้องชี้แจงให้ได้ว่าใช้หลักเกณฑ์อะไรในการพิจารณากำหนดอัตราภาษี ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าผลจะออกมาอย่างไร<br />
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องอัตรากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) คาดว่าสหรัฐฯจะสามารถนำมาตรการดังกล่าวมาบังคับใช้ได้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569 ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงานที่ใช้ชื่อว่า The Great Transshipment Scam ระบุว่า มีมากกว่า 40 ประเทศ ที่ช่วยเหลือจีนหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ด้วยการส่งออกผ่านประเทศที่สาม ซึ่งถูกจัดเก็บอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่า ซึ่งไทยถูกบรรจุอยู่ในรายชื่อด้วย โดยอยู่ใน Tier2 ร่วมกับบราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี และเวียดนาม ที่ถูกระบุว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของจีนอย่างมีนัยสำคัญ</p>

<p>ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของกรม คาดว่า เมื่อรวมอัตราภาษีทั้ง 2 กรณี คือ แรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกิน ไม่น่าจะเกิน 19% ซึ่งเป็นฐานภาษีเดิมที่เคยถูกเรียกเก็บตั้งแต่ต้น แต่หากเป็นเช่นนี้จริง ก็มีสินค้าที่ไทยจะได้รับผลกระทบประมาณ 28% จากรายการสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ทั้งหมด ซึ่งกรมจะพิจารณารายการที่จะขอให้สหรัฐฯ ยกเว้นภาษีต่อไป โดยจะเน้นในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งจะต้องดูสุดท้ายแล้วว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีในสินค้าใดบ้าง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ระหว่างวันที่ 27 ส.ค.-1 ก.ย.2569 กรมจะเดินทางร่วมกับทีมไทยไปเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อแก้ปัญหามาตรการภาษี โดยตั้งเป้าสรุปการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) ในแล้วเสร็จในครั้งนี้ เนื่องจากฝ่ายไทยได้มีการเตรียมข้อมูลในแต่ละประเด็นที่สหรัฐฯ เรียกร้อง และทางออกในแต่ละประเด็นไว้แล้ว รวมทั้งยังเป็นการเจรจาแบบพบปะกันโดยตรง ไม่ใช่การเจรจาผ่านระบบออนไลน์ ทำให้ไทยสามารถชี้แจงได้มากขึ้น โดยคาดว่าการเจรจา ART ที่ค้างอยู่ประมาณ 40% น่าจะหาข้อสรุปได้ จากที่ก่อนหน้านี้ สรุปไปแล้วประมาณ 60%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608241679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc133016.jpg' type='image/jpg' length='245045' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือ สสว.ลุย DFT+ สอน SME ตั้งแต่พาสัมผัสตลาด พบคู่ค้า เจรจาธุรกิจ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182347</link>
<guid isPermaLink="false">c753805fbd77c652a68595fa57bd73ea</guid>
<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 13:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 11.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือ สสว.ลุย DFT+ สอน SME ตั้งแต่พาสัมผัสตลาด พบคู่ค้า เจรจาธุรกิจ<br />
กรมการค้าต่างประเทศผนึกกำลังสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดทำโครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ประกอบการ SME ให้มีศักยภาพและสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ (Local to Global) หรือ DFT+ จับมือสอนผู้ประกอบการตั้งแต่พาสัมผัสตลาด พบคู่ค้า เจรจาธุรกิจ เพื่อให้นำความรู้ไปใช้ต่อยอดธุรกิจและขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ประเดิมพา 80 ผู้ประกอบการ SME ลุยตลาดฮ่องกง ซื้อขายกว่า 350 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะนำผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวน 80 ราย จากกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เกษตรแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าไลฟ์สไตล์ พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเดินทางไปจัดกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายทางการค้าภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ประกอบการ SME ให้มีศักยภาพและสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ (Local to Global) หรือ DFT+ ที่ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 13-17 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดประสบการณ์ตลาดจริง เชื่อมโยงคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมเรียนรู้แนวโน้มตลาดและรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อนำความรู้และเครือข่ายไปต่อยอดธุรกิจและขยายตลาดจาก Local สู่ Global อย่างมีศักยภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ โครงการ DFT+ เป็นโครงการที่กรมร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ด้วยการออกแบบกิจกรรมให้ผู้ประกอบการ SME ได้สัมผัสตลาดจริงตั้งแต่ เห็นตลาด พบคู่ค้า เรียนรู้การค้าจริง ทั้งการสำรวจแนวโน้มสินค้า การเจรจาธุรกิจ และการเรียนรู้รูปแบบธุรกิจจากภาคเอกชนและพันธมิตร เพื่อนำประสบการณ์ ความรู้ และเครือข่ายที่ได้รับกลับไปพัฒนาสินค้าและธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ<br />
โดยการนำผู้ประกอบการ SME ไปทำตลาดที่ฮ่องกง ได้ให้สัมผัสประสบการณ์จริงผ่าน 4 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่ 1.เปิดมุมมองตลาดผ่านงานแสดงสินค้า HKTDC Hong Kong Food Pro 2026 ผู้ประกอบการได้เยี่ยมชมงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติสำคัญในภูมิภาคเอเชีย พร้อมเยี่ยมชม Thailand Pavilion ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เพื่อสำรวจแนวโน้มสินค้า นวัตกรรม และพฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนเรียนรู้รูปแบบการนำเสนอสินค้าในตลาดฮ่องกง เพื่อนำข้อมูลไปต่อยอดพัฒนาสินค้าและวางกลยุทธ์การตลาดให้ตอบโจทย์ตลาดต่างประเทศมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.Business Matching เชื่อม SME ไทยกับคู่ค้าฮ่องกงและจีน เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะและเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย ห้างค้าส่ง ค้าปลีก และพันธมิตรทางธุรกิจจากฮ่องกงและจีนกว่า 60 ราย เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาว และยังเป็นโอกาสในการรับฟังความต้องการของตลาดโดยตรง เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น ทั้งนี้ เกิดการซื้อขายภายในงานกว่า 100 ล้านบาท และคาดว่าจะเกิดมูลค่าการซื้อขายภายใน 1 ปี รวมกว่า 350 ล้านบาท</p>

<p>3.เจาะลึกตลาดฮ่องกงและ Greater Bay Area ผู้ประกอบการได้รับฟังการบรรยายพิเศษและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดฮ่องกงและโอกาสทางธุรกิจใน Greater Bay Area จากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง และผู้แทนจาก Hong Kong Trade Development Council (HKTDC) ครอบคลุมทั้งภาพรวมตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค แนวโน้มทางการค้า ช่องทางการเข้าสู่ตลาด ตลอดจนบทบาทของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรส่งเสริมการค้าของฮ่องกงในการสนับสนุนผู้ประกอบการต่างชาติ<br />
4.เรียนรู้ธุรกิจจริง พบปะเครือข่ายค้าปลีกและพันธมิตรในฮ่องกง ผู้ประกอบการได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและพบปะภาคเอกชนและเครือข่ายค้าปลีกที่สำคัญ อาทิ HotMaxx, Yuan Ji Lin, HUI KANG Supermarket Hong Kong และ PARKnSHOP เพื่อเรียนรู้ช่องทางการจำหน่าย รูปแบบการนำเสนอสินค้า พฤติกรรมผู้บริโภค และแนวโน้มของตลาดค้าปลีกฮ่องกงจากประสบการณ์จริง และยังได้ศึกษาดูงานด้าน Green &amp; Smart Living ณ Hong Kong Productivity Council (HKPC) เพื่อเปิดมุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยี นวัตกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตและการแข่งขันในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมและ สสว. มุ่งหวังให้ Local to Global หรือ DFT+ เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความพร้อมให้ SME ไทยก้าวจากตลาดในประเทศสู่ตลาดต่างประเทศอย่างมีศักยภาพ โดยไม่เพียงมุ่งเปิดตลาดและสร้างโอกาสทางการค้า แต่ยังสร้างประสบการณ์ตรง ความรู้ และเครือข่ายทางธุรกิจ ที่ผู้ประกอบการสามารถนำกลับไปต่อยอดได้จริง เพื่อให้ SME ไทยเข้าใจตลาด เห็นโอกาส ปรับตัวได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกการค้า และเติบโตจาก Local สู่ Global ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260824e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5132551.jpg' type='image/jpg' length='1638294' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”วิเคราะห์เทรนด์สิทธิบัตรสิ่งทอกีฬาในรอบ 20 ปี พบมุ่งสู่สิ่งทออัจฉริยะ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182346</link>
<guid isPermaLink="false">b5a53ce6d9c39755b1b5efe2c304cd37</guid>
<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 13:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 15.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;วิเคราะห์เทรนด์สิทธิบัตรสิ่งทอกีฬาในรอบ 20 ปี พบมุ่งสู่สิ่งทออัจฉริยะ<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์แนวโน้มสิทธิบัตรในกลุ่มเทคโนโลยีสิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมกีฬา จากฐานข้อมูลสิทธิบัตรในช่วง 20 ปี พบมีการเปลี่ยนผ่านจากสิ่งทอเชิงพาณิชย์แบบดั้งเดิม ไปสู่สิ่งทอเชิงหน้าที่และสิ่งทออัจฉริยะ ที่ผสานวัสดุศาสตร์ อิเล็กทรอนิกส์ การจัดการความชื้น ความยั่งยืนเข้าด้วยกัน จีนนำโด่งครองสิทธิบัตรมากสุด ตามด้วยสหรัฐฯ และกลุ่มยุโรป ชี้ไทยมีศักยภาพในการต่อยอดจุดแข็งด้านชีวมวลและอิเล็กทรอนิกส์ ก้าวเป็นฐานการผลิตและพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอกีฬาในภูมิภาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในระยะ 20 ปี (2550&ndash;2567) พบมีเทคโนโลยีสิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมกีฬารวมกว่า 19,347 กลุ่มสิทธิบัตร โดยจำนวนการยื่นคำขอเพิ่มขึ้นจาก 391 กลุ่มสิทธิบัตรในปี 2550 สู่จุดสูงสุดที่ 1,966 กลุ่มสิทธิบัตรในปี 2564 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 9.0% ต่อปี ครอบคลุมเทคโนโลยีตั้งแต่เส้นใยสังเคราะห์รุ่นใหม่ ผ้าฝังเซ็นเซอร์ ไปจนถึงกระบวนการรีไซเคิลขั้นสูง ซึ่งสะท้อนความหลากหลายและความลึกของฐานนวัตกรรมในห่วงโซ่อุปทานของสิ่งทอด้านกีฬา</p>

<p>โดยการแข่งขันในระดับโลกของอุตสาหกรรมนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตสิ่งทอแบบดั้งเดิม แต่ขยายไปสู่การแข่งขันข้ามอุตสาหกรรม โดยมีทั้งบริษัทเทคโนโลยี บริษัทเคมีภัณฑ์เฉพาะทาง และสตาร์ตอัปด้านอุปกรณ์สวมใส่เข้ามามีบทบาท โครงสร้างผู้ถือสิทธิ์จึงมีการกระจายตัวสูง โดยผู้ถือสิทธิ์รายใหญ่ที่สุดอย่าง Aladdin Manufacturing บริษัทผู้ผลิตเส้นใยและโพลีเอสเตอร์เชิงหน้าที่ขนาดใหญ่จากสหรัฐฯ 192 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็นสัดส่วนเพียงราว 1% ของสิทธิบัตรในภาพรวม ตามด้วย Nanya Plastics จากไต้หวัน 180 กลุ่มสิทธิบัตร และ Sanko Tekstil จากตุรกี 150 กลุ่มสิทธิบัตร ซึ่งสะท้อนว่ายังไม่มีผู้เล่นรายใดสามารถผูกขาดตลาดดังกล่าว ทั้งยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นใหม่ รวมถึงผู้ประกอบการไทย สามารถเข้ามากำหนดทิศทางของเทคโนโลยีได้<br />
สำหรับมิติเชิงภูมิศาสตร์ จีนครองความเป็นผู้นำในเชิงปริมาณสิทธิบัตรอย่างชัดเจนด้วยจำนวน 7,086 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 37.7% ของสิทธิบัตรในด้านนี้ สอดคล้องกับสถานะการเป็นฐานการผลิตสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประกอบกับการลงทุนด้าน R&amp;D ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในทศวรรษที่ผ่านมา และขนาดของตลาดภายในประเทศที่เป็นแรงจูงใจให้เกิดการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมาก ขณะที่สหรัฐฯ เป็นอันดับสองมี 3,415 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 18.2% ตามด้วยกลุ่มประเทศสมาชิกที่เป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิบัตรยุโรป (ครอบคลุม 40 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศในสหภาพยุโรป 27 ประเทศ และนอกสหภาพยุโรป 13 ประเทศ) 1,868 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 9.9% โดยสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศสมาชิกที่เป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิบัตรยุโรปมุ่งเน้นเทคโนโลยีมูลค่าสูงที่อาศัยระบบนิเวศด้านอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนประเทศที่น่าจับตามอง คือ ประเทศในตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดีย 222 กลุ่มสิทธิบัตร โดยกำลังไต่อันดับขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า ประเทศต่าง ๆ ไม่ได้แข่งขันกันด้วยต้นทุนการผลิตอีกต่อไป แต่แข่งกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความแตกต่าง มีความได้เปรียบในการแข่งขัน รองรับความต้องการใช้งานของผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ นวัตกรรมสิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมกีฬา สามารถแบ่งออกเป็น 3 เทคโนโลยีกลุ่มสำคัญ ได้แก่ 1.กลุ่มเทคโนโลยีผ้าระบายอากาศ (Breathable &amp; Compression Fabric) เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 7,974 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 39.5% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ ปัจจุบันอยู่ในระยะค่อนข้างอิ่มตัว โดยยังคงมีการพัฒนาเชิงปรับปรุงทีละขั้นอย่างสม่ำเสมอ มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 7.0% ต่อปี ครอบคลุมเทคโนโลยีด้านการจัดการความชื้น การระบายอากาศ และการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น เมมเบรนระบายอากาศประสิทธิภาพสูง (High-Performance Breathable Membrane), วัสดุเปลี่ยนสถานะควบคุมอุณหภูมิ (Phase Change Material), ผ้าจัดการความชื้นและแห้งเร็ว เป็นต้น จีนครองตลาดในกลุ่มนี้อย่างเด็ดขาดที่ 4,166 กลุ่มสิทธิบัตร (53.2% ของกลุ่มนี้) สะท้อนสถานะการเป็นผู้ผลิตผ้าเชิงหน้าที่รายใหญ่ที่สุดของโลก สำหรับโครงสร้างผู้เล่นหลักกระจุกตัวที่บริษัทวัสดุและเคมีภัณฑ์เฉพาะทางและแบรนด์สปอร์ตแวร์ขนาดใหญ่ โดยผู้นำในกลุ่มนี้ เช่น W.L. Gore &amp; Associates, Nike, Columbia Sportswear, Evolved by Nature, 3M, BSN Medical, DuPont เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.กลุ่มเทคโนโลยีผ้ากีฬาเพื่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Sportswear) มีจำนวนสิทธิบัตรใกล้เคียงกันที่ 7,932 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 39.3% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ ปัจจุบันยังอยู่ในระยะเร่งตัว ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 9.3% ต่อปี ครอบคลุมเทคโนโลยีด้านเส้นใยยั่งยืนและการรีไซเคิลขั้นสูง ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น เส้นใยชีวภาพและเส้นใยย่อยสลายได้, การรีไซเคิลทางเอนไซม์ (Enzymatic Recycling) สำหรับย่อย PET กลับเป็น Monomer เป็นต้น ประเทศจีนเป็นผู้นำที่ 3,633 กลุ่มสิทธิบัตร (47.1% ของกลุ่มนี้) สำหรับผู้เล่นหลักส่วนใหญ่เป็นบริษัทเคมีเส้นใยและบริษัทรีไซเคิลพอลิเมอร์ เช่น Lenzing, Aladdin Manufacturing, Nanya Plastics, Dystar เป็นต้น สะท้อนว่าเทคโนโลยีในกลุ่มผ้ากีฬาเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านเคมีเส้นใยและเทคโนโลยีชีวภาพมากกว่าจะเป็นการแข่งขันในระดับการออกแบบผลิตภัณฑ์<br />
3.กลุ่มเทคโนโลยีสิ่งทออัจฉริยะ (Smart Textile) มีขนาดเล็กที่สุด 4,300 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 21.3% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ แต่เติบโตเร็วที่สุด ปัจจุบันอยู่ในระยะเติบโตแบบเร่งตัว โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 14.3% ต่อปี ครอบคลุมเทคโนโลยีที่ผสานอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจวัดเข้ากับโครงสร้างของผ้าและเส้นใย ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น เส้นใยนำไฟฟ้าและสิ่งทออิเล็กทรอนิกส์ (Conductive Yarn/E-Textile) สำหรับการตรวจจับผ่านอุปกรณ์สวมใส่และเสื้อผ้าอัจฉริยะ, อิเล็กโทรดแบบถักและระบบเชื่อมต่อไฟฟ้าที่สามารถซักได้ (Knitted Electrode &amp; Washable Interconnect) สำหรับการติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง, เสื้อผ้าตรวจวัดสัญญาณชีวภาพแบบเรียลไทม์, การบูรณาการเซนเซอร์แบบยืดหยุ่น (Flexible Sensor Integration) สำหรับชุดความปลอดภัยอุตสาหกรรมและระบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร เป็นต้น ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำอย่างชัดเจนที่ 1,356 กลุ่มสิทธิบัตร (32.2% ของกลุ่มนี้) สะท้อนว่าเทคโนโลยีที่ผสานอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับสิ่งทอยังคงเป็นจุดแข็งของอเมริกา ซึ่งมีระบบนิเวศของเซมิคอนดักเตอร์ ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์สวมใส่ที่ครบวงจร สำหรับผู้เล่นหลัก เช่น Sanko Tekstil, Smart Solutions Tech, Healthwatch, Prevayl เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นบริษัทเฉพาะทางด้านเสื้อผ้าตรวจวัดสัญญาณ กลุ่มนี้เป็นตลาดที่เปิดกว้างสำหรับผู้เล่นใหม่และยังไม่มีบริษัทผู้ครองตลาด และมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า จากการวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ พบว่า เทคโนโลยีที่มีความพร้อมสูงและมีผลกระทบชัดเจน เช่น เส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (rPET), เซ็นเซอร์ชีวภาพในเสื้อผ้า และเมมเบรนระบายอากาศ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่สามารถลงทุนและขยายธุรกิจได้ทันที เนื่องจากมีตลาดและกฎระเบียบรองรับชัดเจน ขณะที่เทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงแต่ยังมีความไม่แน่นอนมาก เช่น ผ้าผลิตพลังงานในตัว เส้นใยฐานชีวภาพ และการรีไซเคิลสิ่งทอด้วยกระบวนการทางเคมี ควรได้รับการลงทุนในลักษณะของการวิจัย โครงการนำร่อง และการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว เพื่อรักษาทางเลือกเชิงเทคโนโลยีสำหรับอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในส่วนของการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรนวัตกรรมสิ่งทอสำหรับอุตสาหกรรมกีฬาในไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564&ndash;2569) พบว่า มีคำขอรวมทั้งสิ้น 64 คำขอ แบ่งเป็นคำขอสิทธิบัตร 53 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 11 คำขอ โดยเป็นคำขอจากผู้ยื่นต่างชาติ 53 คำขอ และผู้ยื่นไทย 11 คำขอ สะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวในการสร้างนวัตกรรมด้านนี้เพื่อขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในไทย โดยยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก สำหรับผู้ยื่นคำขอจากต่างชาติที่มีจำนวนคำขอสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยูนิชาร์ม คอร์ปอเรชั่น (7 คำขอ) นิตโต โบเซกิ โก., แอลทีดี. (6 คำขอ) มิทซุย เคมิคอลส์ อาซาฮี ไลฟ์แมททีเรียลส์ โค. แอลทีดี. (4 คำขอ) โทเรย์ อินดัสทรีส์, อิงค์. (3 คำขอ) และ คูราเรย์ โค., แอลทีดี. (2 คำขอ) ขณะที่ผู้ยื่นคำขออนุสิทธิบัตรไทยที่มีจำนวนคำขอสูงสุด ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. (3 คำขอ) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (หน่วยงานละ 1 คำขอ) ซึ่งคำขอที่ยื่นในไทยครอบคลุมการพัฒนาสิ่งทอเพื่อการกีฬาในหลายมิติ ทั้งในด้านฟังก์ชันการใช้งาน การเพิ่มประสิทธิภาพและความสบายของผู้สวมใส่ ตลอดจนแนวคิดด้านความยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านโอกาสของไทย แม้จะยังไม่มีบทบาทโดดเด่นด้านสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมนี้ แต่สามารถต่อยอดจากจุดแข็งของอุตสาหกรรมเดิม เพื่อสร้างความได้เปรียบในการพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์ตลาดเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาโลก ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ดังนี้ 1.การพัฒนาเส้นใยฐานชีวภาพ (Bio-Based Fiber) จากวัตถุดิบชีวมวลของไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และไผ่ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่เส้นใยยั่งยืนสำหรับตลาดโลกได้ 2.การพัฒนาผ้าเชิงเทคนิคสำหรับสภาพอากาศเขตร้อน ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) ที่ยังมีการแข่งขันไม่สูง และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของอาเซียนและประเทศเขตร้อน และ 3.การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสิ่งทอกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อพัฒนาสิ่งทออัจฉริยะ โดยผลิตเส้นใยนำไฟฟ้า เซ็นเซอร์บนผ้า และองค์ประกอบ Smart Textile สำหรับแบรนด์ระดับโลก นัยสำคัญคือ ประเทศไทยอาจไม่ได้แข่งขันในฐานะผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก แต่สามารถขยับบทบาทสู่การเป็น &ldquo;ศูนย์กลางการผลิตและพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอกีฬาระดับภูมิภาค&rdquo; (Regional Sport-Textile Hub) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีศักยภาพ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260824a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c132318.jpg' type='image/jpg' length='473832' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“กรมพัฒน์”เดินหน้าพัฒนาระบบ e-Accountant+ ปั้นเด็กรุ่นใหม่เป็นนักบัญชี ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182345</link>
<guid isPermaLink="false">35447af136fd3e2c6f3f010e6d91a0eb</guid>
<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 13:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 16.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;กรมพัฒน์&rdquo;เดินหน้าพัฒนาระบบ e-Accountant+ ปั้นเด็กรุ่นใหม่เป็นนักบัญชี&nbsp;<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยปี 2568 มีผู้ทำบัญชีทั้งประเทศจำนวน 82,780 คน กรุงเทพฯ มีมากสุด รองลงมานนทบุรี สมุทรปราการ ชลบุรี ปทุมธานี ถือว่ามีผู้ทำบัญชีเพียงพอต่อนิติบุคคล ในสัดส่วน 12 นิติบุคคลต่อ 1 ผู้ทำบัญชี เตรียมเดินหน้าพัฒนาระบบงานผู้ทำบัญชี (e-Accountant+) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ทำบัญชี และเดินหน้าร่วมมือสถาบันการศึกษาสร้างนักบัญชีคุณภาพรุ่นใหม่ต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 มีผู้ทำบัญชีในประเทศจำนวนทั้งสิ้น 82,780 คน โดย 5 อันดับจังหวัดที่มีผู้ทำบัญชีมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 30,290 คน รองลงมา คือ นนทบุรี 5,453 คน สมุทรปราการ 5,054 คน ชลบุรี 3,371 คน และ ปทุมธานี 3,322 คน คิดเป็น 57.37% ของผู้ทำบัญชีที่มีอยู่ทั้งหมดทั่วประเทศ หากเปรียบเทียบกับจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามจังหวัดของผู้ทำบัญชี 5 อันดับสูงสุด พบว่า มีนิติบุคคล 561,315 ราย คิดเป็น 58.03% ของนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด (วันที่ 31 ธ.ค.2568 มีนิติบุคคล 967,210 ราย) ซึ่งมีนิติบุคคลเฉลี่ย 12 นิติบุคคลต่อผู้ทำบัญชี 1 คน ซึ่งจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ทำบัญชีมีเพียงพอและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับจำนวนนิติบุคคลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน และปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 89,130 คน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในปี 2569 นี้ กรมได้พัฒนาระบบงานผู้ทำบัญชี (e-Accountant+) ให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกกรม เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการใช้งานของผู้ทำบัญชี และเพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง สามารถตรวจสอบได้ และธุรกิจยังสามารถค้นหาผู้ทำบัญชี เพื่อจัดทำบัญชีให้กับธุรกิจ รวมทั้งตรวจสอบสถานะของผู้ทำบัญชีและการแจ้งรับทำบัญชีของผู้ทำบัญชีด้วยตนเองได้อีกด้วย<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ผู้ทำบัญชีมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ นอกจากต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านบัญชีแล้ว ยังต้องมีความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจ ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานด้านบัญชี สนับสนุนข้อมูลให้ผู้บริหารเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจวางแผนและกำหนดแนวทางการทำงาน ดังนั้น ผู้ทำบัญชีจึงมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนธุรกิจและการดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อสะท้อนสุขภาพที่แท้จริงของธุรกิจ โดยที่ผ่านมา กรมให้ความสำคัญในเรื่องความรู้ที่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน และข้อบกพร่องในการจัดทำบัญชีเพื่อกำกับให้ภาคธุรกิจปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการจัดอบรมให้แก่ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และผู้ที่สนใจทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการอบรมในช่วง 5 ปี กว่า 5,000 คน พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ทำบัญชีปฏิบัติตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการจัดทำบัญชีที่ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังเร่งพัฒนาศักยภาพให้กับนิสิต นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ผ่านโครงการสร้างนักบัญชีคุณภาพรุ่นใหม่ (Young &amp; Smart Accountants) ซึ่งเป็นการเรียนในรูปแบบ e-Learning และยังสามารถเลือกหลักสูตรเพิ่มเติมจากการอบรมผ่านระบบ Zoom โดยกรมได้สรรหาวิทยากรผู้มีประสบการณ์เฉพาะด้านมาบรรยายให้ความรู้ เช่น หลักสูตร Transformative Accounting ปรับเปลี่ยนการปฏิบัติงานด้านบัญชีด้วยเทคโนโลยียุคดิจิทัล และหลักสูตรความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการจดทะเบียนนิติบุคคล เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในปีนี้ ได้ปรับปรุงหลักสูตรให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับบริบทการทำงานของนักบัญชียุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานบัญชีคุณภาพที่ผ่านการรับรองจากกรม ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 195 สำนักงาน มาแบ่งปันประสบการณ์ของนักบัญชีจากพี่สู่น้อง กรมขอเชิญชวนสถาบันการศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการสร้างนักบัญชีคุณภาพรุ่นใหม่ (Young &amp; Smart Accountants) เพื่อปลูกเมล็ดพันธุ์นักบัญชีให้เตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ทำบัญชี หรือผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีที่มีคุณภาพ มีธรรมาภิบาล ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจไปด้วยกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ผู้ทำบัญชี และสำนักงานบัญชี ต้องเป็นที่ปรึกษาที่ดี พร้อมสนับสนุนข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพื่อการตัดสินใจและสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ โดยต้องไม่แนะนำหรือส่งเสริมให้ธุรกิจทำผิดกฎหมาย เช่น การถือหุ้นแทนคนต่างชาติ หรือการเปิดบัญชีม้าในรูปแบบนิติบุคคลโดยเด็ดขาด&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260824eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3132010.jpg' type='image/jpg' length='141033' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP โชว์ผลงานนำคอนเทนต์ไทยขายบราซิล-เม็กซิโก ปิดดีลการค้ากว่า 651 ล้าน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182343</link>
<guid isPermaLink="false">28adb78c43b06aca3da1831f59ddf580</guid>
<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 13:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 19.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​DITP โชว์ผลงานนำคอนเทนต์ไทยขายบราซิล-เม็กซิโก ปิดดีลการค้ากว่า 651 ล้าน<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานนำผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย เดินทางขยายตลาดในบราซิลและเม็กซิโก ประสบความสำเร็จเกินคาด ปิดดีลเจรจาการค้ารวมกว่า 651 ล้านบาท ทั้งขายลิขสิทธิ์ การจัดจำหน่ายน การร่วมผลิต และความร่วมมือทางธุรกิจ เล็งเดินหน้าขยายตลาดต่อ พร้อมมีแผนนำศิลปินไทย โปรโมตผลงาน พบปะแฟนคลับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยจำนวน 15 บริษัท เดินทางไปขยายตลาดในลาตินอเมริกา ณ นครเซาเปาโล ประเทศบราซิล และกรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ระหว่างวันที่ 27 ก.ค.-8 ส.ค.2569 ว่า การเดินทางไปครั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายโอกาสทางการค้า ในรูปแบบการขายลิขสิทธิ์ (Licensing) การจัดจำหน่าย (Distribution) การร่วมผลิต (Co-production) และความร่วมมือทางธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ โดยเกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจรวม 337 คู่ จากผู้ซื้อและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมคอนเทนต์และบันเทิง 39 บริษัท คิดเป็นมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 19.16 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 651.54 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในบราซิล เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจ 147 คู่ มีมูลค่าการเจรจารวม 11.58 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 393.65 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ซื้อและผู้ประกอบการรายสำคัญในธุรกิจ การแพร่ภาพและโทรทัศน์ (Broadcasting) การให้บริการสตรีมมิ่ง (Streaming) การจัดจำหน่ายคอนเทนต์ (Content Distribution) และการผลิต (Production) อาทิ Globo, Globoplay, SBT, Band, Telecine และบริษัทผู้ผลิตอย่าง Gullane<br />
ส่วนเม็กซิโก เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจ 190 คู่ มีมูลค่าการเจรจารวม 7.59 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 257.89 ล้านบาท โดยมีผู้ประกอบการสำคัญจากกลุ่มการผลิต (Production) การจัดจำหน่าย (Distribution) การแพร่ภาพและโทรทัศน์ (Broadcasting) การให้บริการสตรีมมิ่ง (Streaming) และสื่อ (Media) เข้าร่วม อาทิ TelevisaUnivision, Sony Pictures, Endemol และ Grupo Imagen<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า นอกจากการเจรจาธุรกิจ DITP ยังนำคณะผู้แทนไทยเข้าพบหน่วยงานและบริษัทสำคัญในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของทั้งสองประเทศ เพื่อศึกษาโครงสร้างตลาดและแสวงหาโอกาสความร่วมมือในระยะยาว โดยในบราซิลได้เข้าพบ Omelete &amp; Co., SBT TV, Gullane และ Band TV ขณะที่เม็กซิโกได้เข้าพบ Estudios Churubusco และ IN SYNC Creative Hub เพื่อศึกษาศักยภาพด้านการผลิต การผลิตหลังการถ่ายทำ (Post-production) และการปรับเนื้อหาให้เหมาะกับตลาดท้องถิ่น (Localization) โดยเฉพาะการพากย์เสียงภาษาสเปนและการจัดทำคำบรรยาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายคอนเทนต์ไทยจากกลุ่มผู้ชมเฉพาะทางไปสู่ตลาดวงกว้างในลาตินอเมริกา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวทางการขยายตลาดในระยะต่อไป บราซิลจะมุ่งการเจาะตลาดให้ลึกขึ้น (Market Deepening) เน้นต่อยอดความสนใจที่มีอยู่แล้วไปสู่การซื้อขายลิขสิทธิ์ การจัดจำหน่าย การร่วมผลิต รวมถึงการสร้างฐานแฟนผ่านกิจกรรมด้านวัฒนธรรมสมัยนิยม (Pop Culture) โดยเฉพาะงาน CCXP ขณะที่เม็กซิโกควรจะมุ่งการสร้างตลาด (Market Building) เพื่อสร้างฐานผู้ชม ผู้ซื้อ และพันธมิตรท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาการปรับเนื้อหาเป็นภาษาสเปน (Spanish Localization) และการจัดจำหน่าย (Distribution) เพื่อให้เม็กซิโกสามารถเป็นทั้งตลาดปลายทางและฐานเชื่อมโยงคอนเทนต์ไทยไปยังประเทศที่ใช้ภาษาสเปนในลาตินอเมริกา<br />
นอกจากนี้ DITP ได้เห็นความสำคัญของการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการเจรจาธุรกิจและการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้และฐานผู้ชมควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการค้า โดยมีแผนเพิ่มการนำศิลปินและนักแสดงไทยเข้าร่วมกิจกรรมในตลาดเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการนำเสนอผลงานของศิลปิน (Artist Showcase) กิจกรรมพบปะแฟนคลับ (Fan Activity) รวมถึงการเข้าร่วมงานเทศกาลไทย (Thai Festival) หรือเทศกาลภาพยนตร์ไทย (Thai Film Festival) เพื่อเชื่อมโยงการสร้างฐานแฟนกับโอกาสทางธุรกิจ และเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับคอนเทนต์ไทยในตลาดลาตินอเมริกา ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการบุกตลาดใหม่ โดยตลาดลาตินอเมริกาเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโตสำหรับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การขยายตลาดคอนเทนต์ไทยในต่างประเทศ จำเป็นต้องมองมากกว่าการนำผลงานไปเสนอขาย แต่ต้องสร้างทั้งตลาด ผู้ชม และเครือข่ายพันธมิตรไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในตลาดลาตินอเมริกาที่มีความแตกต่างด้านภาษาและวัฒนธรรม การปรับเนื้อหาให้เหมาะกับตลาดท้องถิ่น (Localization) เช่น การพากย์เสียงภาษาสเปน (Spanish Dubbing) และการจัดทำคำบรรยาย (Subtitling) จึงมีความสำคัญ ขณะเดียวกันการประชาสัมพันธ์และการสร้างฐานแฟนผ่านศิลปินและนักแสดงไทยก็เป็นอีกกลไกที่จะช่วยสร้างการรับรู้และนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจในระยะยาว&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260824c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c131628.jpg' type='image/jpg' length='824954' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ผนึกกำลังเอกชน จัดส่งถุงยังชีพช่วยเหลือเร่งด่วน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182341</link>
<guid isPermaLink="false">e39d1c36c5c2d651285afd395aa1c15e</guid>
<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 13:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 16.jpg" style="width: 1000px; height: 563px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ผนึกกำลังเอกชน จัดส่งถุงยังชีพช่วยเหลือเร่งด่วน<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ ผนึกกำลังภาคเอกชน ระดมสิ่งของจำเป็น ทั้งนมพร้อมดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำดื่ม ผ้าอนามัย สบู่ แชมพู ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาทำความสะอาด กระดาษทิชชู ยาและเวชภัณฑ์ จัดถุงยังชีพ นำส่งต่อให้ประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนมีความห่วงใยประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อน และได้กำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์เร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดน่านอย่างเต็มที่ โดยให้ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมสิ่งของอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็น เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ประสบภัยให้เร็วที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ต้องการให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนโดยเร็ว โดยเฉพาะในช่วงแรกของการประสบภัย เพราะสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างมาก จึงได้เร่งประสานภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกันสนับสนุนสิ่งของ เพื่อจัดส่งลงพื้นที่จังหวัดน่านโดยเร็ว&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ในการระดมสิ่งของช่วยเหลือครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายผู้ประกอบการภาคเอกชนของกรมการค้าภายใน รวมถึงองค์การเภสัชกรรม ที่ได้ร่วมกันสนับสนุนสิ่งของที่จำเป็นสำหรับผู้ประสบภัยเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย นมพร้อมดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋องและผลิตภัณฑ์ปลา น้ำดื่ม ผ้าอนามัย สบู่ แชมพู ผลิตภัณฑ์ซักผ้าและน้ำยาทำความสะอาด กระดาษทิชชู รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้นำสิ่งของที่ได้รับการสนับสนุน มาคัดแยกและจัดเตรียมเป็นถุงยังชีพประมาณ 500&ndash;1,000 ชุด เพื่อให้เหมาะสมต่อการขนส่งและการแจกจ่ายแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยเจ้าหน้าที่ได้เร่งบรรจุและจัดเตรียมถุงยังชีพ เพื่อจัดส่งไปยังจังหวัดน่านภายในวันที่ 21 ส.ค.2569 และเร่งประสานการนำไปแจกจ่ายให้ถึงมือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนสิ่งของช่วยเหลือในครั้งนี้ ประกอบด้วย บริษัท วันไทยอุตสาหกรรมการอาหาร จำกัด บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท รอแยลฟู้ดส์ จำกัด บริษัท พัทยาฟู้ดอินดัสตรี จำกัด บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด บริษัท กรีนสปอต จำกัด บริษัท แลคตาซอย จำกัด บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด และองค์การเภสัชกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ในนามกระทรวงพาณิชย์ ขอขอบคุณผู้ประกอบการภาคเอกชน องค์การเภสัชกรรม และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสนับสนุนสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในครั้งนี้ โดยความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงพลังของภาครัฐและภาคเอกชนที่พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติ กระทรวงพาณิชย์จะเร่งส่งต่อสิ่งของทั้งหมดไปยังพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือพี่น้องประชาชนจังหวัดน่านโดยเร็วที่สุด และขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคนผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260824c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b131421.jpg' type='image/jpg' length='479706' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา 7 เดือน ปี 69 พุ่ง 45,916 คำขอ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182103</link>
<guid isPermaLink="false">bb67875801bb2f9f51ea01441bb41ab6</guid>
<pubDate>Fri, 21 Aug 2026 15:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0_3.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา 7 เดือน ปี 69 พุ่ง 45,916 คำขอ<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยสถิติการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ทั้งเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ช่วง 7 เดือน ปี 69 มีจำนวน 45,916 คำขอ เพิ่มขึ้น 7.48% ส่วนลิขสิทธิ์มียื่นจด 11,771 รายการ เพิ่มขึ้น 47.86% สะท้อนผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา และนักสร้างสรรค์ ให้ความสำคัญกับการจดทะเบียนเพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) การยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย (เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์) มีจำนวน 45,916 คำขอ เพิ่มขึ้น 7.48% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 42,722 คำขอ ส่วนการรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ในช่วง 7 เดือนของปี 2569 มีจำนวน 34,141 ฉบับ/รายการ เพิ่มขึ้น 7.54% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 31,748 ฉบับ/รายการ สำหรับลิขสิทธิ์ แม้จะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาเพียงประเภทเดียวที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่เจ้าของผลงานได้มายื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้กับกรมจำนวน 11,771 รายการ เพิ่มขึ้น 47.86% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 7,961 รายการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยมีรายละเอียดคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท ในช่วง 7 เดือนของปี 2569 ได้แก่ 1.เครื่องหมายการค้า มีการยื่นคำขอ 34,232 คำขอ เพิ่มขึ้น 8.67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 31,500 คำขอ กลุ่มสินค้า บริการที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ .บริการด้านค้าปลีก การขาย และการตลาด กลับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 ที่ 4,052 คำขอ 2.ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ ตามมาใกล้เคียงที่ 4,024 คำขอ 3.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม 3,767 คำขอ 4.เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 2,970 คำขอ และ 5.ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช ธัญพืช เครื่องปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร 2,557 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 56% และต่างชาติ 44% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ฟ็อกซ์ ฟอร์มูเลท จำกัด 172 คำขอ 2.บริษัท ไดมิเทค (ประเทศไทย) จำกัด 160 คำขอ 3.บริษัท บอร์น อโกรไซเอนซ์ จำกัด 155 คำขอ 4.บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัด ในธุรกิจสื่อและความบันเทิงครบวงจรของไทย พุ่งขึ้นมาติดอันดับครั้งแรกในปีนี้โดยมี 94 คำขอ และ 5.บริษัท เอสทีม อินเตอร์เทรด จำกัด 80 คำขอ ซึ่งอันดับที่ 1-3 และอันดับที่ 5 ล้วนเป็นบริษัทด้านเคมีเกษตรครบวงจรของไทย ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า อยู่ที่ 25,177 เครื่องหมาย เพิ่มขึ้น 1.74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 24,746 เครื่องหมาย<br />
2.สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีการยื่นคำขอ 4,901 คำขอ เพิ่มขึ้น 3.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 4,720 คำขอ กลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาเคมีสังเคราะห์ ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 627 คำขอ สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมด้านสุขภาพยังคงเป็นสาขาสำคัญที่มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง 2.นวัตกรรมด้านการสื่อสาร เช่น ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ระบบรับ&ndash;ส่งข้อมูลความเร็วสูง และอุปกรณ์สื่อสารอัจฉริยะ 434 คำขอ 3.นวัตกรรมแอนติบอดี้และยาชีววัตถุ เช่น แอนติบอดีเชิงรักษา วัคซีนชีววัตถุ และผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ 225 คำขอ 4.อุตสาหกรรมแมคโครโมเลกุล เช่น พลาสติก เรซิน 148 คำขอ และ 5.อุปกรณ์ทางการแพทย์ 128 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 13% และต่างชาติ 87% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นผู้ยื่นต่างชาติทั้งหมด ได้แก่ 1.บริษัท ควอลคอมม์ อินคอร์ปอเรเต็ด จากสหรัฐอเมริกา กลับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 ที่ 157 คำขอ 2.บริษัท โตโยต้า จิโดชา คาบูชิกิ ไคชา จากญี่ปุ่น 154 คำขอ 3.ริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 89 คำขอ 4.บริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 72 คำขอ และ 5.บริษัท ซินเจนต้า ครอป โพรเท็คชั่น เอจี จากสวิตเซอร์แลนด์ 58 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ อยู่ที่ 3,325 ฉบับ เพิ่มขึ้น 17.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 2,832 ฉบับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.อนุสิทธิบัตร มีการยื่นคำขอ 3,090 คำขอ เพิ่มขึ้น 13.85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 2,714 คำขอ กลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม ครองอันดับ 1 แบบทิ้งห่างที่ 388 คำขอ 2.ยาสมุนไพร 153 คำขอ สะท้อนความสนใจด้านสุขภาพและการนำองค์ความรู้ด้านยาไทยแบบดั้งเดิมมาพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ 3.ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ และการจัดการสารสนเทศ 144 คำขอ 4.อุปกรณ์ทางการแพทย์ 101 คำขอ และ 5.สารเคมีเกษตรและเคมีภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช และเทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับแอนติบอดีเอนไซม์ เท่ากันที่ 52 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 93% และต่างชาติ 7% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 99 คำขอ 2.มหาวิทยาลัยบูรพา 82 คำขอ 3.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 75 คำขอ 4.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 65 คำขอ และ 5.มหาวิทยาลัยขอนแก่น 62 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร อยู่ที่ 1,528 ฉบับ เพิ่มขึ้น 39.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 1,098 ฉบับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีการยื่นคำขอ 3,693 คำขอ ลดลง 2.51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 3,788 คำขอ แบบผลิตภัณฑ์ที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ลวดลายผ้า 461 คำขอ 2.บรรจุภัณฑ์ 330 คำขอ 3.รถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 315 คำขอ 4.เครื่องประดับ 290 คำขอ และ 5.อุปกรณ์ก่อสร้าง 207 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 63% และต่างชาติ 37% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 116 คำขอ 2.มหาวิทยาลัยศิลปากร พุ่งขึ้นมาติดอันดับ 2 ที่ 91 คำขอ 3.มหาวิทยาลัยบูรพา 68 คำขอ 4.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 65 คำขอ และ 5.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 64 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ อยู่ที่ 4,111 ฉบับ เพิ่มขึ้น 33.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 3,072 ฉบับ</p>

<p>5.ลิขสิทธิ์ มีการยื่นแจ้งข้อมูล 11,771 ผลงาน เพิ่มขึ้น 47.86% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 7,961 ผลงาน ผลงานที่มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.วรรณกรรม เช่น งานนิพนธ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 4,751 ผลงาน 2.ศิลปกรรม เช่น งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ 3,084 ผลงาน 3.ดนตรีกรรม 2,482 ผลงาน 4.สิ่งบันทึกเสียง ขยับขึ้นมาจากอันดับ 5 โดยมี 730 ผลงาน และ 5.โสตทัศนวัสดุ 555 ผลงาน สัดส่วนผู้ยื่นแจ้งข้อมูลผลงานลิขสิทธิ์ คนไทย 99% และต่างชาติ 1% สำหรับผู้ยื่นแจ้งข้อมูลมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท มิวซิกมูฟ จำกัด พุ่งขึ้นมาติดอันดับเป็นครั้งแรก ที่ 308 ผลงาน 2.มหาวิทยาลัยขอนแก่น 217 ผลงาน 3.มหาวิทยาลัยมหิดล 175 ผลงาน 4.มหาวิทยาลัยทักษิณ 129 ผลงาน และ 5.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 75 ผลงาน ทั้งนี้ ลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ โดยไม่ต้องยื่นจดทะเบียนกับกรม สถิติดังกล่าวจึงไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของงานสร้างสรรค์ไทยได้ทั้งหมด อย่างไรก็ดี กรมจะเดินหน้าส่งเสริมให้ศิลปิน นักสร้างสรรค์เห็นความสำคัญของการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรม เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงเบื้องต้นในการแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในกรณีที่เกิดข้อพิพาท รวมทั้งเป็นช่องทางให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงผลงานและติดต่อขอใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์นั้นได้ง่ายขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;สถิติในช่วง 7 เดือนของปี 2569 แนวโน้มการยื่นคำขอและการรับจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา และนักสร้างสรรค์ทั้งไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น โดยกรมจะเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการพิจารณาคำขอ ยกระดับบริการดิจิทัล และส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจไทย เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026082133478f441be8aca7564709b1135babfe155633.jpg' type='image/jpg' length='669959' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”นำทัพ 16 ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรม ลุยเปิดตลาดที่ฮ่องกง ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182072</link>
<guid isPermaLink="false">629fb2bdc2b286cd8af5c27b27246d79</guid>
<pubDate>Fri, 21 Aug 2026 15:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.2 - Copy 3.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;นำทัพ 16 ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรม ลุยเปิดตลาดที่ฮ่องกง&nbsp;<br />
กรมการค้าต่างประเทศนำทัพ 16 ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยลุยฮ่องกง พบผู้บริหาร APITA ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม และนำเข้าร่วมงาน HKTDC Food Expo PRO 2026 เปิดตัวสู่ตลาดต่างประเทศ เผยสินค้าไทยได้รับความสนใจ มีโอกาสขยายตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรม โดยสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (APi) ได้นำคณะผู้ประกอบการไทย ที่ผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปและสินค้าเกษตรนวัตกรรม ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศและผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายของการประกวด Agri Plus Award 2026 ตลอดจนผู้ประกอบการในเครือข่าย จำนวน 16 บริษัท เดินทางไปเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เพื่อพบปะหารือกับผู้บริหาร APITA ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมของฮ่องกง และนำเข้าร่วมงาน HKTDC Food Expo PRO 2026 เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า เชื่อมโยงเครือข่ายผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีก และศึกษาทิศทางตลาดสินค้าอาหารและสินค้าเพื่อสุขภาพในฮ่องกง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการพบกับ APITA กรมได้นำเสนอศักยภาพของผู้ประกอบการไทยทั้ง 16 บริษัท พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้นำเสนอผลิตภัณฑ์กับผู้บริหารระดับสูงของ APITA โดยตรง และได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของตลาด แนวโน้มผู้บริโภค และโอกาสในการนำสินค้าไทยเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายของ APITA โดย APITA ต้องการสินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพสูง อาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารออร์แกนิก ซึ่งกรมจะร่วมติดตามผลการเจรจาทางธุรกิจ เพื่อให้การพบปะครั้งนี้สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือทางการค้าที่เป็นรูปธรรมต่อไป<br />
ส่วนการนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน HKTDC Food Expo PRO 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในรูปแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ที่สำคัญลำดับต้น ๆ ของเอเชีย มีผู้เข้าชมงานแต่ละปีกว่า 500,000 ราย จาก 64 ประเทศ ได้ช่วยสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้ค้าปลีกจากนานาประเทศ รวมถึงศึกษาแนวโน้มสินค้า และมองหาช่องทางการขยายตลาด</p>

<p>&ldquo;ภารกิจครั้งนี้ ได้ช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยเข้าถึงผู้ซื้อและช่องทางค้าปลีกระดับพรีเมียมมากขึ้น รวมทั้งช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับข้อมูลและข้อเสนอแนะจากตลาดผู้ซื้อโดยตรง เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และต่อยอดไปสู่โอกาสทางการค้าที่เป็นรูปธรรมในอนาคต&rdquo;นายนพดลกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เป็นตลาดการค้าที่มีความสำคัญต่อไทย โดยในช่วง 6 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) ไทยส่งออกไปฮ่องกง มูลค่า 6,342.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.85% สะท้อนถึงศักยภาพของฮ่องกง ในฐานะตลาดส่งออกสำคัญ และยังเป็นตลาดที่มีโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย และสามารถใช้เป็นประตูสำคัญเชื่อมโยงไปยังตลาดหลักอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้ด้วย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608213d522deaf85577451c01974654b36ad3150542.jpg' type='image/jpg' length='214004' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดชัยนาท ประจำสัปดาห์ที่ 3 เดือน สิงหาคม 2569]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181999</link>
<guid isPermaLink="false">68c70928b9063114883d865553367757</guid>
<pubDate>Fri, 21 Aug 2026 13:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260814d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e142918.jpg' type='image/jpg' length='411276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.สำรวจไทยช่วยไทยพลัส (60/40) คนบอกช่วยกระตุ้นใช้จ่าย ลดภาระค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181938</link>
<guid isPermaLink="false">22cd79609b87de0202fe87a13374af3b</guid>
<pubDate>Fri, 21 Aug 2026 10:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/0.1 - Copy 4.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>สนค.สำรวจไทยช่วยไทยพลัส (60/40) คนบอกช่วยกระตุ้นใช้จ่าย ลดภาระค่าครองชีพ<br />
สนค.เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เดือน ก.ค.69 เกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ช่วยลดภาระค่าครองชีพ ส่งเสริมการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าในชุมชน ส่วนใหญ่ใช้ซื้ออาหารพร้อมทาน อาหารสด ของใช้ประจำวัน เครื่องประกอบอาหาร สั่งอาหารผ่านฟูดเดลิเวอรี เครื่องดื่ม และมีเงินเหลือไปใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ทั้งซื้อของ เก็บออม ใช้หนี้ตามความจำเป็น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เดือน ก.ค.2569 จำนวน 5,465 รายทั่วประเทศ เกี่ยวกับการใช้สิทธิ์และความคิดเห็นต่อโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ว่า ประชาชนส่วนใหญ่เข้าร่วมใช้สิทธิ์โครงการ เพราะโครงการมีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย กระตุ้นให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และส่งเสริมการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าในชุมชน และภายหลังสิ้นสุดโครงการ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มกลับไปซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยมีรายละเอียดผลการสำรวจ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เข้าร่วมใช้สิทธิ์โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ร้อยละ 71.77 ขณะที่ร้อยละ 28.23 ไม่ได้ใช้สิทธิ์ สะท้อนว่าโครงการได้รับความสนใจจากประชาชนในระดับสูง เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มกำลังซื้อผ่านการร่วมจ่ายของภาครัฐ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิ์ ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าได้รับสิทธิ์ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว และลงทะเบียนหรือสมัครรับสิทธิ์ไม่ทัน ลงทะเบียนไม่ผ่านหรือไม่ได้รับสิทธิ์ และไม่ได้ลงทะเบียนหรือไม่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการ และยังพบข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี เช่น ไม่มีสมาร์ทโฟน โทรศัพท์ไม่รองรับแอปพลิเคชัน โทรศัพท์ชำรุด ไม่สามารถดาวน์โหลดหรือใช้งานแอปพลิเคชันได้ รวมถึงไม่สามารถยืนยันตัวตนหรือสแกนใบหน้าได้ ตลอดจนขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการสมัครและการใช้งาน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับระบบดิจิทัล ขณะที่บางส่วนไม่ประสงค์ใช้สิทธิ์ เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็น ต้องการสละสิทธิ์ให้แก่ผู้ที่มีความจำเป็นมากกว่า หรือไม่สนใจเข้าร่วมโครงการ และบางส่วนไม่ผ่านเงื่อนไขของโครงการ เช่น อายุไม่ถึงเกณฑ์ เป็นแรงงานต่างด้าว หรือมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด<br />
เมื่อพิจารณาประเภทสินค้าและบริการที่ประชาชนเลือกใช้สิทธิ์ พบว่า อาหารพร้อมทาน เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว กับข้าวสำเร็จรูป และข้าวราดผัดกะเพรา มีสัดส่วนสูงที่สุด ร้อยละ 48.22 รองลงมา ได้แก่ อาหารสด เช่น ข้าวสาร เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้สด ร้อยละ 38.87 ของใช้ประจำวันและของใช้ในครัวเรือน ร้อยละ 32.22 เครื่องประกอบอาหาร เช่น น้ำมันพืช น้ำปลา และน้ำตาล ร้อยละ 26.73 การสั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี ร้อยละ 23.97 เครื่องดื่ม ร้อยละ 21.23 และอาหารสำเร็จรูป ร้อยละ 21.02 สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ใช้สิทธิ์กับสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต</p>

<p>ทั้งนี้ ประโยชน์ของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายและความคล่องตัวทางการเงินของประชาชน โดยผลสำรวจ พบว่า ประชาชนร้อยละ 36.96 กล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ร้อยละ 24.50 นำเงินส่วนที่เหลือจากการใช้สิทธิ์ไปเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ และร้อยละ 23.00 ซื้อสินค้าและบริการในชุมชนหรือท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ขณะที่ร้อยละ 8.60 นำเงินส่วนที่ประหยัดได้ไปออม ร้อยละ 7.25 นำไปชำระหนี้ ร้อยละ 5.75 เลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น และร้อยละ 4.43 สามารถลดการกู้ยืมหรือการใช้บัตรเครดิตได้ และผลของโครงการยังมีแนวโน้มต่อเนื่องไปถึงช่วงภายหลังสิ้นสุดมาตรการ โดยเมื่อสอบถามถึงการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าเดิมหลังวันที่ 30 ก.ย.2569 พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 31.58 ระบุว่าจะกลับไปซื้อจากร้านค้าเดิมเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 20.70 จะซื้อจากร้านค้าเดิมบางส่วน ร้อยละ 11.29 จะซื้อจากร้านค้าเดิมครึ่งหนึ่ง และร้อยละ 6.55 จะซื้อจากร้านค้าเดิมทั้งหมด ขณะที่มีเพียงร้อยละ 0.88 ที่ระบุว่าจะไม่กลับไปซื้อจากร้านค้าเดิมเลย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจ ยังพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 30.47 เห็นว่าโครงการมีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ในระดับปานกลาง รองลงมาเห็นว่าช่วยได้ค่อนข้างมาก ร้อยละ 23.22 ช่วยได้มาก ร้อยละ 10.76 และช่วยได้เล็กน้อย ร้อยละ 5.91 ขณะที่มีเพียงร้อยละ 0.64 ที่เห็นว่าโครงการไม่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเลย เมื่อเปรียบเทียบระดับราคาสินค้าในช่วงที่เข้าร่วมโครงการกับช่วงที่ไม่มีโครงการ พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มองว่าราคาและปริมาณสินค้าเท่าเดิม ร้อยละ 41.08 รองลงมาเห็นว่าราคาสูงขึ้น ร้อยละ 20.66 ราคาเท่าเดิมแต่ปริมาณลดลง ร้อยละ 5.86 และราคาลดลง ร้อยละ 2.12 สำหรับแนวโน้มการใช้จ่ายภายหลังสิ้นสุดโครงการ พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 29.19 คาดว่าระดับการใช้จ่ายจะไม่แตกต่างจากช่วงดำเนินโครงการ รองลงมาร้อยละ 23.26 คาดว่าจะใช้จ่ายน้อยลงเล็กน้อย ร้อยละ 9.50 คาดว่าจะใช้จ่ายมากขึ้น และร้อยละ 6.17 คาดว่าจะใช้จ่ายน้อยลงมาก ขณะที่ร้อยละ 2.43 ยังไม่แน่ใจ<br />
สำหรับผลการสำรวจมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย พบว่า ประชาชนร้อยละ 44.96 คาดว่าเศรษฐกิจจะไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ร้อยละ 28.93 คาดว่าจะดีขึ้นเล็กน้อย และร้อยละ 3.90 คาดว่าจะดีขึ้นมาก รวมเป็นร้อยละ 32.83 ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับดีขึ้น ส่วนผู้ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะแย่ลงเล็กน้อยและแย่ลงมากมีสัดส่วนร้อยละ 16.61 และ 5.58 ตามลำดับ สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังมีมุมมองต่อเศรษฐกิจในลักษณะทรงตัวถึงปรับตัวดีขึ้น แม้ยังคงมีความระมัดระวังต่อภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อ และเสริมสภาพคล่องให้แก่ครัวเรือน โดยเฉพาะการใช้จ่ายในหมวดอาหารและของใช้ที่จำเป็น ทำให้ประชาชนสามารถนำเงินส่วนที่ประหยัดได้ไปใช้จ่ายด้านอื่น อาทิ การออม การชำระหนี้ตามความจำเป็น ขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่ยังสามารถซื้อสินค้าในราคาและปริมาณใกล้เคียงกับภาวะปกติ พร้อมได้รับประโยชน์จากการร่วมจ่ายของภาครัฐ จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องรับภาระด้วยตนเอง และโครงการยังกระตุ้นการจับจ่ายผ่านร้านค้ารายย่อย ร้านค้าในชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น ช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ร้านค้าเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ รักษาฐานลูกค้า และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องภายหลังสิ้นสุดโครงการ&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260821cb5ae17636e975f9bf71ddf5bc542075101227.jpg' type='image/jpg' length='484820' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ถก ส.อ.ท. ยันช่วย SME ส่งออก รับช่วยแก้ปัญหาจีนห้ามยาดมโชว์งานแฟร์]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181771</link>
<guid isPermaLink="false">1d4497999dcad666d013c90fde5c459a</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 15:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/7 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 668px;" /></p>

<p>DITP ถก ส.อ.ท. ยันช่วย SME ส่งออก รับช่วยแก้ปัญหาจีนห้ามยาดมโชว์งานแฟร์<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ต้อนรับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำคณะกรรมการสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) วาระปี 69-71 เข้าพบหารือ ยันมีนโยบายและโครงการสนับสนุน SME ไทยต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มพูนความรู้ การขยายตลาดส่งออก การเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active และช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้า ทั้งประเด็นจีนไม่ให้นำยาดมเข้าร่วมงานแฟร์ อินเดียห้ามเครื่องเงิน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เข้าพบเพื่อแนะนำคณะกรรมการสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ในวาระ 2569&ndash;2571 และได้มีการหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME ร่วมกัน โดยได้ยืนยันว่า DITP มีนโยบายและโครงการสนับสนุน SME อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มพูนความรู้ การสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับ SME การนำ SME ไปขยายตลาดต่างประเทศ และพร้อมที่จะช่วยแก้ไขปัญหา อุปสรรคทางการค้า ที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการหารือ ส.อ.ท. ได้ขอบคุณและชื่นชมการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active และได้หารือถึงความร่วมมือระหว่างกันของโครงการในระยะที่ 5 ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยังได้ขอความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตร Go China และ China Survival Program โดยขอให้กรมร่วมเป็นพันธมิตรหลักของหลักสูตรสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศและการเข้าสู่ตลาดจีน ร่วมกำหนดทิศทางและให้ข้อเสนอแนะต่อหลักสูตร ขออนุญาตใช้โลโก้กรมในการประชาสัมพันธ์หลักสูตร และขอรับการสนับสนุนโควตาผู้ประกอบการที่ผ่านหลักสูตร ซึ่งกรมจะนำไปหารือในรายละเอียดร่วมกับ สอท. อีกครั้ง<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า กรมยังได้แจ้ง ส.อ.ท.ว่า มีแผนดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านสุขภาพ ซึ่งครอบคลุมสินค้าเครื่องสำอาง และสินค้าสมุนไพรไทย ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพร้อมที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในการทำตลาด โดยเฉพาะการนำเข้าร่วมงานแสดงสินค้า ส่วนปัญหาที่จีนระงับไม่ให้นำสินค้าประเภทยาดมไปออกงานแสดงสินค้าที่จีน ขอให้ สอท. ส่งข้อมูลให้กรมทราบ เพื่อพิจารณาในรายละเอียดและหาทางช่วยเหลือ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย กรณีที่ไม่สามารถส่งออกเครื่องประดับจำพวกเครื่องเงินไปยังอินเดียได้ ได้แจ้งกับ ส.อ.ท.ว่า ช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 คณะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดการเยือนประเทศอินเดีย โดยจะใช้โอกาสนี้ในการหารือกับอินเดียต่อไป รวมทั้งประเด็นเรื่องการส่งออกไข่มุก ซึ่งกรมจะประชุมหารือร่วมกับกรมประมงเร็ว ๆ นี้ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการส่งออกไข่มุกให้กับผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมได้ยืนยันว่า พร้อมให้การสนับสนุนยุทธศาสตร์ 5I ของ ส.อ.ท. เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม (The New Chapter of Thai Industry) และพร้อมจะดำเนินภารกิจร่วมกับ ส.อ.ท. ในอนาคตต่อไป ได้แก่ 1.Intelligent Industry ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะด้วย Digital และ AI 2.Innovation &amp; Creative Industry ผลักดันนวัตกรรมมุ่งเป้า และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่ม 3.International Alliance &amp; Network ขยายพันธมิตรเครือข่ายสากล 4.Industrial Infrastructure Reform ปรับโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมเพื่อการแข่งขัน และ 5.Inclusive Sustainability ความยั่งยืนสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608208f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543150440.jpg' type='image/jpg' length='332975' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถก BERNAS ชมข้าวไทยคุณภาพเยี่ยม คาดปีนี้ส่งออกทะลุ 7 แสนตัน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181770</link>
<guid isPermaLink="false">f0267f55b4a500486f41b6bf76ba3f97</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 15:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6 - Copy 6.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถก BERNAS ชมข้าวไทยคุณภาพเยี่ยม คาดปีนี้ส่งออกทะลุ 7 แสนตัน<br />
กรมการค้าต่างประเทศหารือ BERNAS บริษัทที่ได้รับสิทธิ์ในการนำเข้าข้าวแต่เพียงผู้เดียวของมาเลเซีย แลกเปลี่ยนข้อมูลการค้า ความต้องการซื้อข้าว เผยช่วงครึ่งปี 69 ไทยกลับขึ้นมาส่งออกเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณ 3.27 แสนตัน แถมยังชมข้าวไทยคุณภาพดี ส่งมอบตามสัญญาและตรงเวลา คาดปีนี้ ส่งออกไปมาเลเซียมีโอกาสทะลุ 7 แสนตัน สูงสุดในรอบ 20 ปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มอบหมายให้นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนภาครัฐและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เดินทางเยือนกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือและกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าข้าวกับ Padiberas Nasional Berhad (BERNAS) ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสิทธิ์ในการนำเข้าข้าวแต่เพียงผู้เดียวของมาเลเซีย โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว นโยบายด้านความมั่นคงทางอาหาร ทิศทางการนำเข้าข้าวของมาเลเซีย รวมถึงแนวโน้มการจัดซื้อข้าวในปี 2569 ซึ่งมาเลเซียมีความต้องการบริโภคข้าวประมาณ 2.69 ล้านตัน ขณะที่มีผลผลิตภายในประเทศประมาณ 1.42 ล้านตัน และสถานการณ์การนำเข้าข้าวประมาณ 1.46 ล้านตัน สะท้อนให้เห็นว่ามาเลเซียยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศในระดับสูง เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารและรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างยิ่งสำหรับข้าวไทย เนื่องจาก BERNAS ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไทยกลับขึ้นมาเป็นแหล่งนำเข้าข้าวอันดับ 1 ของมาเลเซีย ด้วยปริมาณ 327,995 ตัน จากปริมาณนำเข้าข้าวทั้งหมด 710,656 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 46% โดยมีเวียดนามตามหลังมาที่ 232,416 ตัน อินเดีย 62,115 ตัน และกัมพูชา 57,602 ตัน ตามลำดับ โดยปริมาณข้าวจากไทยในช่วงเพียง 6 เดือนแรกของปีนี้ สูงกว่าปริมาณที่มาเลเซียนำเข้าจากไทยตลอดทั้งปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 264,605 ตัน สะท้อนถึงการกลับมาขยายตัวอย่างโดดเด่นของข้าวไทยในตลาดมาเลเซีย</p>

<p>โดยข้าวส่วนใหญ่ที่มาเลเซียนำเข้าจากไทย เป็นข้าวขาว เนื่องจากผู้บริโภคในคาบสมุทรมาเลเซียนิยมข้าวซึ่งมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างแข็งและหุงขึ้นหม้อ อันเป็นคุณลักษณะเด่นของข้าวขาวไทย และ BERNAS ต้องการให้ไทยรักษาคุณภาพไว้ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยย้ำว่าไทยยังคงเป็นแหล่งจัดหาข้าวที่สำคัญและเชื่อถือได้ของมาเลเซีย พร้อมชื่นชมผู้ส่งออกข้าวไทยที่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามสัญญา</p>

<p>อย่างไรก็ตาม การพิจารณาจัดซื้อข้าวของ BERNAS ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความต่อเนื่อง และความตรงต่อเวลาในการส่งมอบ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของผู้ส่งออกไทย ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทยและข้าวหอมไทย ยังคงได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมีโอกาสขยายตลาดในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ แม้ต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาจากข้าวหอมของประเทศคู่แข่ง</p>

<p>&ldquo;มาเลเซียให้ความสำคัญกับคุณภาพของข้าวไทย ความสม่ำเสมอ และศักยภาพในการส่งออกข้าวของไทยในการส่งมอบสินค้าได้ตามสัญญาและตรงเวลา ซึ่งเป็นความเชื่อมั่นที่ไทยสั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง กรมจะร่วมมือกับภาคเอกชนรักษาจุดแข็งดังกล่าว พร้อมผลักดันการขยายตลาดทั้งข้าวขาวและข้าวคุณภาพของไทยต่อไป โดยจากแนวโน้มความต้องการของมาเลเซียในปีนี้ คาดว่าการส่งออกข้าวไทยไปมาเลเซียในปี 2569 มีโอกาสทะลุ 700,000 ตัน ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี&rdquo;นางอารดากล่าว</p>

<p>นอกจากนี้ ภายหลังการหารือ ได้เชิญผู้บริหาร BERNAS เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Networking) ณ ร้านอาหาร Malai Thai ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับเกียรติจาก น.ส.ลดา ภู่มาศ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ พร้อมด้วยผู้ประกอบการค้าข้าวรายสำคัญของมาเลเซียและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 50 ราย ภายในงานได้ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยหลากหลายชนิด อาทิ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวสังข์หยด ควบคู่กับการนำเสนอผ่านเมนูอาหารไทย อาทิ ยำปลากะพงนึ่งมะนาว แกงข่าไก่ กุ้งซอสมะขาม และข้าวเหนียวมะม่วง เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสคุณภาพและความหลากหลายของข้าวไทยผ่านการรับประทานอาหารไทย พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608201679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc150223.jpg' type='image/jpg' length='1025271' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ช่วยเหลือผู้ประสบอุทักภัย จัดส่งของจำเป็น คุมสินค้า ห้ามขาด ห้ามแพง]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181769</link>
<guid isPermaLink="false">e7684e5ba7103f594f2c6428dd07d37f</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 14:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 10.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ช่วยเหลือผู้ประสบอุทักภัย จัดส่งของจำเป็น คุมสินค้า ห้ามขาด ห้ามแพง<br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทุกภัยในพื้นที่ จ.น่าน และพะเยา ระดมสิ่งของจำเป็น อาหาร น้ำดื่มเข้าพื้นที่ทันที พร้อมกำชับพาณิชย์จังหวัดติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด สำรวจความต้องการสินค้า ของจำเป็น และกำกับดูแลราคาสินค้า อย่าให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ และให้จับตาจังหวัดอื่น ๆ ที่อาจประสบปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังอย่างใกล้ชิด &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยเฉพาะอำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอเวียงสา อำเภอภูเพียง อำเภอสันติสุข และอำเภอเมืองน่าน และจังหวัดพะเยาที่เกิดสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่อำเภอปง โดยได้สั่งการให้กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเร่งเข้าไปดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนอย่างเต็มที่ โดยประสานหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งระดมสิ่งของจำเป็น อาหาร และน้ำดื่ม เพื่อส่งมอบให้แก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้กำชับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครองในการช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งสำรวจความต้องการสินค้าและสิ่งของจำเป็น เพื่อประสานการจัดหาและส่งมอบความช่วยเหลือให้ทันต่อสถานการณ์ อีกทั้งยังได้เน้นย้ำให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดกำกับดูแลปริมาณและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยเฉพาะน้ำดื่ม อาหารแห้ง และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ให้มีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน พร้อมกำชับผู้ประกอบการ ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา กักตุน หรือปฏิเสธการจำหน่ายสินค้าโดยเด็ดขาด<br />
ส่วนในพื้นที่อื่นที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในระยะสั้น เช่น สุโขทัย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน ตาก เพชรบูรณ์ เลย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม มหาสารคาม มุกดาหาร อำนาจเจริญ กาญจนบุรี นครนายก จันทบุรี และตราด กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและพร้อมเข้าดูแลประชาชนทันทีหากเกิดผลกระทบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับประชาชนหากไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านราคาหรือปริมาณสินค้า หรือพบเห็นการเอารัดเอาเปรียบ การจำหน่ายสินค้าแพงเกินควร หรือสินค้าขาดแคลน สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260820e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5150001.jpg' type='image/jpg' length='156736' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ติวเข้มผู้ทำบัญชี ทำหน้าที่ด่านหน้า ตรวจจับสัญญาณผิดปกติธุรกิจนอมินี]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181768</link>
<guid isPermaLink="false">67dc89a69202a64254f888c7acc85abf</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 14:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/4 - Copy 14.jpg" style="width: 1000px; height: 639px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ติวเข้มผู้ทำบัญชี ทำหน้าที่ด่านหน้า ตรวจจับสัญญาณผิดปกติธุรกิจนอมินี<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดอบรมหลักสูตร &ldquo;หยุด! วงจรนอมินี : ผู้ทำบัญชีร่วมตัดตอนธุรกิจผิดกฎหมาย ปฏิบัติงานถูกต้อง ยึดมั่นจรรยาบรรณทางวิชาชีพ&rdquo; เพิ่มพูนความรู้ให้กับผู้ทำบัญชี ในฐานะด่านหน้า หวังช่วยตรวจจับสัญญาณผิดปกติของธุรกิจนอมินี ช่วยเป็นหูเป็นตา และช่วยตัดตอนตั้งแต่ต้นทาง ป้องกันไม่ให้ก้าวข้ามจากผู้ให้บริการไปสู่ผู้มีส่วนร่วม หลังเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้ว พร้อมย้ำหากตรวจพบ เอาผิดเด็ดขาด &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังปาฐกถาพิเศษ &ldquo;หยุด! วงจรนอมินี : ผู้ทำบัญชีร่วมตัดตอนธุรกิจผิดกฎหมาย ปฏิบัติงานถูกต้อง ยึดมั่นจรรยาบรรณทางวิชาชีพ&rdquo; ณ ศูนย์ประชุมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่า การจัดอบรมในครั้งนี้ มีเป้าหมายสร้างเครือข่ายผู้ทำบัญชีให้เป็นด่านหน้าช่วยตรวจจับสัญญาณผิดปกติของธุรกิจนอมินี เพราะเป็นผู้เริ่มต้นธุรกิจ ตั้งแต่การจดทะเบียนนิติบุคคล มีข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างการถือหุ้น เส้นทางเงินทุน และรายการทางบัญชีของธุรกิจ หากผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีมีความรู้เท่าทันรูปแบบและสัญญาณเตือนของธุรกิจที่มีลักษณะเข้าข่ายนอมินี ก็จะสามารถระมัดระวังและปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพบัญชี ที่สำคัญจะช่วยตัดตอนวงจรธุรกิจผิดกฎหมายได้ตั้งแต่ต้นทาง ก่อนความเสียหายจะลุกลามสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี อาทิ ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี สำนักงานบัญชี และประชาชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมอบรมกว่า 1,000 คน (ในจำนวนนี้เป็นผู้เข้าอบรมผ่านระบบออนไลน์ Zoom ด้วย) &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการอบรมประกอบด้วย 4 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ 1.เปิดโปงโลกของธุรกิจนอมินี ครอบคลุมความหมาย รูปแบบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และบทกำหนดโทษ 2.การวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจนอมินีและข้อสังเกตสำคัญสำหรับผู้ทำบัญชี 3.ข้อพึงระวังในการปฏิบัติงานบัญชี และ 4.หลักจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ซึ่งผู้เข้าอบรมสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้ทันที<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัญหาการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) เพื่อเปิดทางให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างความเสียเปรียบให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่ปฏิบัติตามกติกาอย่างซื่อสัตย์ ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีและบัญชีม้าเป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องจัดการให้หมดไป</p>

<p>โดยปัจจุบัน ไทยมีผู้ทำบัญชี 88,790 คนทั่วประเทศ ตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการจัดอบรมในครั้งนี้ ซึ่งผู้ทำบัญชีจะเป็นกลุ่มคนสำคัญที่จะช่วยปกป้องคนไทยจากธุรกิจนอมินีได้ เมื่อมีความรู้เท่าทัน ประกอบกับยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชีได้อย่างเหนียวแน่น รวมถึงจะเกิดการสร้างเครือข่ายของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีให้เชื่อมโยงถึงกันซึ่งจะทำให้ได้รู้เท่าทันรูปแบบการหลอกลวงใหม่ ๆ ของนอมินี ไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้าประกอบธุรกิจแบบผิดกฎหมายในประเทศไทย</p>

<p>ทั้งนี้ จากการตรวจสอบธุรกิจนอมินีที่ผ่านมา กรมได้ตรวจพบว่ามีผู้ทำบัญชีรายหนึ่งเข้าไปร่วมถือหุ้นในบริษัทถึง 212 บริษัท คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 247 ล้านบาท กรณีนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า พฤติกรรมของผู้ทำบัญชีบางรายได้ก้าวข้ามเส้นของการเป็นผู้ให้บริการทางวิชาชีพ ไปสู่การเป็นผู้มีส่วนร่วมในโครงสร้างธุรกิจนอมินีอย่างเป็นระบบ ซึ่งกรมจะไม่นิ่งเฉย และจะดำเนินการทางกฎหมายและทางวิชาชีพอย่างเด็ดขาด สำหรับผู้ทำบัญชีเทาที่มีพฤติกรรมสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือคนต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินี ขอเตือนให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าวโดยเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมมีเป้าหมายเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมองค์ความรู้ในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีและบัญชีม้าอย่างจริงจัง ตลอดจนยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงินภาคธุรกิจไทย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260820a87ff679a2f3e71d9181a67b7542122c145708.jpg' type='image/jpg' length='127301' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”โชว์เป้าตั้ง 4 คณะทำงาน ลุยขับเคลื่อนเกษตร SME เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การค้า]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181505</link>
<guid isPermaLink="false">a69748b9b2e183a3a212cfe0dd25ad2f</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 08:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 15.jpg" style="width: 1000px; height: 666px;" /></p>

<p>​&ldquo;ศุภจี&rdquo;โชว์เป้าตั้ง 4 คณะทำงาน ลุยขับเคลื่อนเกษตร SME เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การค้า<br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo;เปิดเป้าหมายตั้ง 4 คณะทำงาน ต้องการเชื่อมรัฐ-เอกชนทำงานร่วมกัน ขับเคลื่อนเกษตร SME เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการค้าระหว่างประเทศ มุ่งผลสัมฤทธิ์สั้นและยาว หลังไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายความเสี่ยง เทคโนโลยีและ AI สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ต้องปรับตัวจากเรามีอะไร ผลิตอะไร เป็นตลาดต้องการอะไร และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร เพื่อกระจายตลาด กระจายรายได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน จึงไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้ โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเรามีอะไร หรือเราจะผลิตอะไร แต่ต้องถามว่า ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร เพื่อกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ จึงเป็นที่มาของการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวงและหน่วยงาน โดยภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถต่างคนต่างเดินได้ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง<br />
สำหรับภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชน ที่ตนรับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ ได้แก่ 1.คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2.คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3.คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4.คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ ตั้งใจให้ทำงานเกิดผลสัมฤทธิ์จริง และวัดผลได้ทั้งระยะสั้นและยาว ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพิ่มอีกจากที่มีแล้ว 320 คณะ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ต้องแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 8.8% ของ GDP จึงต้องยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น โดยต้นน้ำ ต้องยกระดับการผลิต เทคโนโลยี และข้อมูล ส่วนกลางน้ำ ต้องเพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่มีผลผลิตออกมาก และปลายน้ำ ต้องขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยการส่งออก 6 เดือนของปี 2569 มีมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท แต่ยังติดลบ 3.2% ซึ่งตัวเลขสะท้อนว่าภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs จะใช้แนวคิด SME Journey ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายกิจการ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเป็น Regional Player โดยเน้นการยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ช่องทางตลาด และการเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่ โดยปัจจุบันมี SME ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP เป้าหมายต้องสร้างระบบให้เกิดง่าย โตง่าย ก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้ และต้องปลดล็อกอุปสรรค กฎ ระเบียบ การพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด<br />
ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy ต้องเปลี่ยนจากการมองเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การมอง มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่าผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด และออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น โดยปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา จึงมีโอกาสที่จะเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว สินค้า บริการ และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมุ่งลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ โดยเดินหน้าขยายตลาดใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิม เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งเพิ่ม Local Content และเชื่อม SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก โดยการส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนของปีนี้ เพิ่ม 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดี ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมองไส้ในของตัวเลขด้วยว่าโครงสร้างการส่งออกมีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SME</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260820eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3085604.jpg' type='image/jpg' length='438583' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมเจรจาฯ เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-แคนาดา]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181502</link>
<guid isPermaLink="false">25870106853601eda83149eb3ddc25c4</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 08:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 18.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" /></p>

<p>​กรมเจรจาฯ เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-แคนาดา<br />
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดสัมมนา &ldquo;โอกาสตลาดอเมริกาเหนือ ผ่าน FTA อาเซียน-แคนาดา&rdquo; ที่ จ.เชียงใหม่ เตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จาก FTA เจาะตลาดแคนาดา หลังคาดสรุปผลการเจรจาในปีนี้ และบังคับใช้ปี 70 เผยเกษตรและอาหาร มีโอกาสสูง ผู้ประกอบการที่สนใจทำตลาดสามารถปรึกษาได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางขวัญนภา ผิวนิล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดสัมมนาในหัวข้อ &ldquo;วิสัยทัศน์การเจรจา FTA ของไทย : เปิดโอกาสใหม่ทางการค้าและการลงทุน เพิ่มแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทย ผ่านความตกลงการค้าเสรี อาเซียน-แคนาดา (ACAFTA)&rdquo; ณ โรงแรมแคนทารี ฮิลส์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยในการใช้ประโยชน์จากความตกลงดังกล่าว ที่ตั้งเป้าหมายสรุปผลการเจรจาในปีนี้ และคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในปี 2570 โดย FTA อาเซียน-แคนาดา จะช่วยสร้างแต้มต่อทางการค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดอเมริกาเหนือที่ไทยยังไม่มี FTA ด้วย โดยการลดอุปสรรคทางการค้าทั้งมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษี รวมถึงการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการสัมมนาครั้งนี้ กรมได้เชิญวิทยากรจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มากประสบการณ์ ร่วมเสวนาถึงโอกาส ความท้าทาย กลยุทธ์การเจาะตลาดแคนาดา และแนวทางการใช้ประโยชน์จากความตกลงดังกล่าว โดยเห็นตรงกันว่าแคนาดาเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยโอกาสทางการค้าอีกมาก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งมีการเติบโตสูงในตลาดแคนาดาที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีกำลังซื้อสูง<br />
ส่วนการจัดทำ FTA กับแคนาดา ซึ่งครอบคลุมทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า อาทิ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการค้าที่มีความโปร่งใส และคาดการณ์ได้ในการเข้าสู่ตลาดแคนาดา ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน</p>

<p>&ldquo;ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาจุดเด่นของสินค้าตนและความต้องการของผู้บริโภคแคนาดา สร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจให้กับคู่ค้า ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และสร้างความแตกต่างจากสินค้าคู่แข่ง รวมถึงการใช้ประโยชน์จากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทาง ต้นทุน และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายได้มากขึ้น โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จาก FTA และการขยายตลาดต่างประเทศได้จากหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค&rdquo;นางขวัญนภากล่าว</p>

<p>สำหรับแคนาดาถือเป็นเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีอำนาจการซื้อสูง ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับแคนาดา ทั้งในระดับภูมิภาคผ่านกรอบอาเซียนและทวิภาคีระหว่างไทยกับแคนาดา ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีแผนที่จะเปิดการเจรจาภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 โดยความตกลงทั้งสองฉบับจะช่วยเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน รวมทั้งช่วยขยายโอกาสด้านการค้าสินค้าและบริการของไทย อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม (ข้าว อาหารทะเลแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน ผลไม้กระป๋อง ไอศกรีมผลไม้ ของทานเล่นเพื่อสุขภาพ) ธุรกิจสปาและสุขภาพ ดิจิทัลคอนเทนต์และเกมออนไลน์ พลังงานสะอาด และบริการวิชาชีพ (วิศวกร สถาปนิก) รวมถึงขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับแคนาดา โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นสาขาที่แคนาดามีความเชี่ยวชาญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2568 การค้าของไทยและแคนาดา มีมูลค่า 3,915.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.44% โดยไทยส่งออกไปแคนาดา มูลค่า 2,587.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.25% และไทยนำเข้าจากแคนาดา มูลค่า 1,327.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.82% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว และผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260820c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c085354.jpg' type='image/jpg' length='678461' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดคณะผู้แทนการค้ารัฐ-เอกชน ขายข้าวฟิลิปปินส์ คาดปีนี้ทำได้ 6 แสนตัน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181499</link>
<guid isPermaLink="false">abca23666ab5ef47af9497f566953dac</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 08:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/1 - Copy 15.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดคณะผู้แทนการค้ารัฐ-เอกชน ขายข้าวฟิลิปปินส์ คาดปีนี้ทำได้ 6 แสนตัน<br />
กรมการค้าต่างประเทศนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชน เดินทางเยือนฟิลิปปินส์ หารือกับหน่วยงานที่ดูแลการนำเข้าข้าว เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว ความต้องการข้าว เพื่อสร้างโอกาสในการส่งออกข้าวไทยเข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์ คาดปีนี้ จะส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 6 แสนตัน พร้อมจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ เปิดชิมอาหารไทยคู่กับข้าวหอมมะลิไทยและข้าวไรซ์เบอร์รี่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มอบหมายให้นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนภาครัฐและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เดินทางเยือนกรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างไทยและฟิลิปปินส์ โดยได้เข้าหารือกับ Food Terminal Incorporated (FTI) รัฐวิสาหกิจด้านการค้าและโลจิสติกส์สินค้าเกษตรของฟิลิปปินส์ ร่วมกับ The Philippine Rice Importers Association (PRIA) และ Philippine Rice Industry Stakeholders Movement (PRISM) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว นโยบายด้านความมั่นคงทางอาหาร แนวโน้มความต้องการนำเข้าข้าว ตลอดจนหารือแนวทางพัฒนาระบบโลจิสติกส์และลดอุปสรรคทางการค้า และหารือกับหน่วยงาน Bureau of Plant Industry (BPI) ซึ่งกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรและความปลอดภัยทางอาหาร เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านกฎระเบียบการนำเข้าและมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช</p>

<p>โดยไทยได้ใช้โอกาสนี้ ผลักดันการอำนวยความสะดวกการส่งออกข้าวไทยให้เข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์ได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะข้าวคุณลักษณะพิเศษ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุมธานี และข้าวคุณภาพของไทยชนิดอื่น ๆ เพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์และจุดแข็งของข้าวไทย<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Networking) ณ ร้านอาหาร เบญจรงค์ ดุสิต มะนิลา ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูต ณ กรุงมะนิลา พร้อมด้วยผู้แทนจาก PRIA , PRISM , ผู้ประกอบการ , สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ เข้าร่วมกว่า 60 ราย โดยผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสอาหารไทยที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพ พร้อมรับประทานคู่กับข้าวหอมมะลิไทย และข้าวไรซ์เบอร์รี่ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ซึ่งช่วยส่งเสริมการรับรู้ในคุณภาพของข้าวไทย และต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งออกข้าวไทยกับผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ได้เป็นอย่างดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การเยือนครั้งนี้ สะท้อนถึงการขับเคลื่อนการส่งออกข้าวไทยเชิงรุกผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในด้านการติดตามนโยบายของประเทศคู่ค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า การสร้างเครือข่ายกับผู้นำเข้า และการประชาสัมพันธ์คุณภาพข้าวไทย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดข้าวไทยเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ การรักษาตลาดสำคัญอย่างฟิลิปปินส์จึงมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพการส่งออกในระยะยาว&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์ยังคงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวเพื่อรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ป้องกันความขาดแคลนจากภัยแล้ง และรักษาเสถียรภาพราคา แม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังนิยมบริโภคข้าวขาวหัก 25% แต่ความต้องการข้าวคุณภาพและข้าวชนิดพิเศษก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคในเขตเมือง ธุรกิจร้านอาหาร และโรงแรม</p>

<p>ขณะเดียวกัน กรมยังมองเห็นโอกาสของข้าวพื้นนุ่มของไทยและที่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ รวมถึงข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดฟิลิปปินส์ ซึ่งกรมพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออกไทยเข้าถึงตลาดฟิลิปปินส์ได้มากยิ่งขึ้น โดยในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) ไทยส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์ 295,939 ตัน เพิ่มขึ้น 110.47% โดยเป็นการส่งออกข้าวขาว 98.82% รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย 0.97% ข้าวเหนียว 0.18% และข้าวหอมไทย 0.03% และคาดว่าทั้งปี 2569 จะส่งออกข้าวไปยังฟิลิปปินส์ได้ไม่ต่ำกว่า 6 แสนตัน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260820c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b085141.jpg' type='image/jpg' length='82817' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถก YouTube แก้ปัญหานำเพลงไทยเดิมไปบรรเลง-บันทึกเสียงใหม่แล้วถูกแบน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181376</link>
<guid isPermaLink="false">8aee0ca0d33ee25daf3431673020b1c5</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 11:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/5 - Copy 9.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ถก YouTube แก้ปัญหานำเพลงไทยเดิมไปบรรเลง-บันทึกเสียงใหม่แล้วถูกแบน<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดหารือร่วม YouTube และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางแก้ไขปัญหาการอ้างสิทธิ์ในเพลงไทยเดิมที่หมดอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์และตกเป็นสาธารณสมบัติแล้ว หลังพบมีคนนำผลงานเพลงไปบรรเลงหรือบันทึกเสียงเผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ถูกระงับการเผยแพร่หรือลบคลิป แนะยื่นโต้แย้ง เพื่อยืนยันสิทธิ์ในผลงาน พร้อมหลักฐานประกอบ หากถูกปฏิเสธ ก็สามารถอุทธรณ์ได้อีก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดหารือผู้เกี่ยวข้อง อาทิ แพลตฟอร์ม YouTube กระทรวงวัฒนธรรม สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้เชี่ยวชาญและทรงคุณวุฒิด้านเพลงไทยเดิม หน่วยงานด้านอนุรักษ์ดนตรีไทย ตลอดจนผู้ที่อ้างสิทธิ์ในเพลงไทยเดิม เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการอ้างสิทธิ์ในเพลงไทยเดิมที่หมดอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์และตกเป็นสาธารณสมบัติบนแพลตฟอร์ม พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนากลไกและฐานข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนการตรวจสอบสิทธิ์ให้มีความถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ์ในผลงานลิขสิทธิ์ และส่งเสริมการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของไทยในโลกดิจิทัล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น YouTube มีการจัดทำระบบตรวจสอบสิทธิ์โดยอัตโนมัติ เช่น Content ID ของ YouTube เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยเปรียบเทียบและตรวจจับความคล้ายคลึงของเนื้อหาในวิดีโอกับผลงานที่มีอยู่ในระบบ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการสิทธิ์ในงานลิขสิทธิ์ แต่ระบบที่พัฒนาโดย AI อาจยังมีข้อจำกัดในการเรียนรู้ข้อมูลเพลงที่เป็นสมบัติสาธารณะ ส่งผลให้เกิดการอ้างสิทธิ์ในผลงานที่เป็นสาธารณสมบัติคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะในกรณีของเพลงไทยเดิมที่หมดอายุการคุ้มครองแล้วและมีการนำมาบรรเลงหรือบันทึกเสียงใหม่ ทำให้เกิดข้อพิพาทหรือการอ้างสิทธิ์ในงานลิขสิทธิ์ที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง<br />
โดยผลการหารือ ได้ข้อสรุปแนวทางที่จะร่วมกันดำเนินการใน 4 เรื่องสำคัญ คือ 1.ศึกษาหามาตรการทางเทคนิคที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบตรวจสอบสิทธิ์อัตโนมัติให้สามารถจำแนกผลงานที่ตกเป็นสาธารณสมบัติได้อย่างถูกต้อง เพื่อลดปัญหาการอ้างสิทธิ์ที่ผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนในระบบดิจิทัล 2.พิจารณาใช้มาตรฐานข้อมูลสากลที่เกี่ยวข้องกับงานเพลงและสิ่งบันทึกเสียงในงานเพลงที่หมดอายุความคุ้มครองแล้ว เพื่อให้การกำหนดรหัสหรือโครงสร้างข้อมูลสำหรับงานเพลงและการบันทึกเสียงเป็นมาตรฐานเดียวกัน สะดวกในการเชื่อมโยงและตรวจสอบข้อมูลของผลงานได้อย่างเป็นระบบและชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบสถานะและสิทธิ์ในผลงานบนแพลตฟอร์มดิจิทัล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.จัดทำฐานข้อมูลเพลงไทยเดิมที่ตกเป็นสาธารณสมบัติ เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และน่าเชื่อถือ สำหรับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ และ 4.พัฒนากลไกระงับข้อพิพาทกรณีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนในผลงานเพลงไทย ที่เหมาะสมกับบริบทของเพลงไทยเดิมและการเผยแพร่ผลงานในระบบดิจิทัล โดยในเบื้องต้นกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นหน่วยกลางในการประสานและขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์ ถือเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ผลงานดนตรีและวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะเพลงไทยเดิมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ แต่เมื่อมีกรณีที่มีผู้นำผลงานเพลงไปบรรเลงหรือบันทึกเสียงเผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ และเผชิญปัญหาการอ้างสิทธิ์ผ่านระบบตรวจสอบสิทธิ์อัตโนมัติของแพลตฟอร์ม ทำให้ถูกระงับการเผยแพร่หรือถอดการเผยแพร่ออกจากแพลตฟอร์ม ทั้งที่บทเพลงต้นฉบับดังกล่าวหมดอายุการคุ้มครองและตกเป็นสาธารณสมบัติแล้ว หรืออาจเป็นกรณีที่เป็นงานเพลงที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง หรือได้รับอนุญาตใช้สิทธิ์อย่างถูกต้อง กรมจึงขอแนะนำให้ผู้ที่ถูกอ้างสิทธิ์ใช้กระบวนการโต้แย้งผ่านระบบของ YouTube เพื่อยืนยันสิทธิ์ในผลงาน โดยแสดงหลักฐานประกอบ อาทิ ไฟล์งานต้นฉบับพร้อมรายละเอียดการสร้างสรรค์ผลงาน หนังสือแสดงการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกให้ หลักฐานการเผยแพร่งานครั้งแรก หรือเอกสารหลักฐานอื่นที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิ์ในการใช้ผลงานโดยชอบธรรม และหากการโต้แย้งถูกปฏิเสธ ผู้ถูกอ้างสิทธิ์ยังสามารถดำเนินการตามขั้นตอนอุทธรณ์ที่แพลตฟอร์มกำหนดได้&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้งานดนตรีกรรมและงานสิ่งบันทึกเสียงได้รับความคุ้มครองตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยงานดนตรีกรรมได้รับความคุ้มครองตลอดชีวิตของผู้สร้างสรรค์ และต่อเนื่องไปอีก 50 ปีนับตั้งแต่ผู้สร้างสรรค์เสียชีวิต ส่วนงานสิ่งบันทึกเสียงได้รับความคุ้มครอง 50 ปีนับตั้งแต่วันที่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่หากมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะก็จะได้รับความคุ้มครอง 50 ปีนับตั้งแต่วันที่เผยแพร่ครั้งแรก เมื่อพ้นระยะเวลาการคุ้มครองแล้ว ผลงานดังกล่าวจะตกเป็นสาธารณสมบัติ (Public Domain) บุคคลทั่วไปสามารถนำไปใช้บรรเลง ประยุกต์ ดัดแปลง หรือเรียบเรียงเป็นเวอร์ชันของตนเองได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์เดิมหรือชำระค่าลิขสิทธิ์ อันเป็นกลไกสำคัญที่ส่งเสริมการอนุรักษ์ เผยแพร่ และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และสำหรับผลงานในส่วนที่มีการนำไปสร้างสรรค์ใหม่ อาจได้รับความคุ้มครองตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย โดยสิทธิ์ในผลงานใหม่จะไม่ครอบคลุมหรือก่อให้เกิดสิทธิ์ผูกขาดไปถึงบทเพลงต้นฉบับที่ตกเป็นสาธารณสมบัติแล้ว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260819e4da3b7fbbce2345d7772b0674a318d5115041.jpg' type='image/jpg' length='231596' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.ชี้เป้าขุมทรัพย์ใหม่ แนะไทยลุยสินค้าเกษตรนวัตกรรม ขายตลาดสุขภาพ]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181374</link>
<guid isPermaLink="false">5231e212f6c585604be4a42a6b1c2852</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 11:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/43.jpg" style="width: 1000px; height: 667px;" />​</p>

<p>สนค.ชี้เป้าขุมทรัพย์ใหม่ แนะไทยลุยสินค้าเกษตรนวัตกรรม ขายตลาดสุขภาพ<br />
สนค.ติดตามเทรนด์สุขภาพตลาดโลก พบการดูแลสุขภาพและการชะลอวัย กำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก คนยอมจ่าย หากสินค้าพิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ชี้สินค้าเกษตรไทย มีโอกาสไม่ใช่แค่ขายเป็นอาหาร แต่สามารถผลักดันเป็นเศรษฐกิจสุขภาพ ด้วยการเพิ่มมูลค่า ทำสารสกัดที่มีมูลค่าสูงขาย และยังเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามเทรนด์สุขภาพในตลาดโลก พบว่า เทรนด์การดูแลสุขภาพและการชะลอวัย (Wellness and Longevity) กำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าผู้บริโภคทั่วโลกจะใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าและบริการทางการแพทย์สูงถึง 6.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2583 ซึ่งเป็นการเติบโตกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกโฉมสินค้าเกษตรไทย ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสกัดสารสำคัญจากพืชพื้นบ้าน พัฒนาสู่นวัตกรรมเชิงการแพทย์ (Medical-Grade) เพื่อตอบโจทย์ตลาดสุขภาพเชิงป้องกันที่มีมูลค่ามหาศาล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจุบันเส้นแบ่งระหว่างสินค้าอาหาร ความงาม เทคโนโลยี และการแพทย์ เริ่มกลายเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวคิดไม่รอให้ป่วย แต่ยอมจ่ายเงินเพื่อดูแลสุขภาพระยะยาวด้วยสินค้าที่พิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ได้&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงาน Business of Wellness and Longevity: Key Expansion and Growth Levers ของ Euromonitor International ระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ที่ชูจุดขายด้านสุขภาพกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สินค้าอุปโภคบริโภค (Fast-Moving Consumer Goods : FMCG) ในช่องทางออนไลน์กว่า 50% จะมุ่งเน้นจุดขายด้านสุขภาพ และผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% หากสินค้านั้นมีผลทดสอบทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าได้ผลจริง<br />
โดยการสร้างโอกาสจากการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จะต้องยกระดับผ่าน 4 กลยุทธ์ คือ 1.ยกระดับสารสกัดเกษตรสู่ระดับการแพทย์ (Medical-Grade Extraction) เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะสารสกัดจากธรรมชาติ (Botanicals) เช่น สารสกัดบากูชิออล (Bakuchiol) ซึ่งมีสรรพคุณชะลอวัย ลดริ้วรอย ที่นิยมใช้ในเครื่องสำอาง และมีการเติบโตของจำนวนสินค้าที่วางจำหน่ายออนไลน์สูงถึง 19.1% ระหว่างปี 2564&ndash;2568 ดังนั้น ไทยควรลงทุนด้านวิจัยทางคลินิก (Clinical Validation) เพื่อดึงสารสำคัญ (Active Ingredients) จากพืชผลที่มีความโดดเด่น (Product Champions) โดยสามารถนำร่องจากสมุนไพร Herbal Champions &nbsp;ของไทย เช่น การดึงสรรพคุณของใบบัวบก ที่โดดเด่นเรื่องการสมานเซลล์ผิวและต้านริ้วรอยมาใช้ในเวชสำอางระดับการแพทย์ และการใช้ขมิ้นชันที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบลึกถึงระดับเซลล์ หรือการใช้กระชายดำเพื่อช่วยระบบเผาผลาญ รวมทั้งการตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม เช่น สมุนไพรลดความเครียด ช่วยการนอนหลับ และบำรุงสมอง โดยสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้เป็นสินค้ามูลค่าสูงได้อย่างแท้จริง&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.แทรกซึมในสินค้าประจำวันและโภชนาการเฉพาะบุคคล โดยการพัฒนาสารสกัดจากสินค้าเกษตรไทยให้เป็นส่วนผสมที่สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างลงตัว เช่น ผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับกลุ่มผู้ใช้ยาลดน้ำหนัก (GLP-1) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความต้องการโปรตีนและสารอาหารในปริมาณสูง โดยผู้ประกอบการไทยสามารถนำนวัตกรรมอย่าง โปรตีนสกัดจากพืช (Plant-based Protein) หรือเปปไทด์จากข้าว (Rice Peptides) เข้าไปเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน หรืออาหารทางการแพทย์ เพื่อตอบโจทย์ตลาดกลุ่มนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล โดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ปัจจุบันผู้บริโภคยุคดิจิทัลกว่า 52% นิยมใช้ Generative AI ในการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ รวมถึงมีการใช้กระจกอัจฉริยะ (Smart Mirror) สแกนใบหน้า เพื่อจัดชุดอาหารเสริมให้ตรงกับความต้องการของร่างกายแต่ละบุคคล หากผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์สารสกัดการเกษตรเข้ากับระบบวิเคราะห์สุขภาพเหล่านี้ได้ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการแนะนำสินค้าและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.เชื่อมโยงระบบนิเวศบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยการเติบโตทางธุรกิจไม่ได้จำกัดแค่การขายสินค้า แต่ขยายไปสู่การสร้างระบบนิเวศบริการ (Service Ecosystems) โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมักจะมีการใช้จ่ายไปกับประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพ คาดว่า สินค้าและบริการกลุ่ม Luxury ที่เน้นสร้างประสบการณ์ จะมีการเติบโตสูงถึง 52% ระหว่างปี 2568&ndash;2573 ไทยในฐานะผู้นำการท่องเที่ยวของโลก สามารถบูรณาการสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สปาเชิงการแพทย์ หรือคลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัย (Longevity Clinics) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับ และเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการแพทย์ของไทย<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 ไทยมีมูลค่าค้าปลีกในกลุ่มสมุนไพรสูงถึง 1,357.5 ล้านเหรียญสหรัฐ จัดเป็นอันดับที่ 11 ของโลก เพิ่มขึ้น 5.2% และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนแตะระดับ 1,836.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 หากไทยสามารถยกระดับผลผลิตการเกษตรให้สอดรับกับเทรนด์นี้ได้ จะยิ่งสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรและสารสกัดธรรมชาติตามแนวทางทั้ง 4 กลยุทธ์ดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโอกาสทางการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับอุตสาหกรรมเกษตร การแพทย์ และการท่องเที่ยวของไทย ให้สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภค และมาตรการทางการค้าในปัจจุบัน แต่การยกระดับสินค้าเกษตรไทยไปสู่นวัตกรรมการแพทย์จำเป็นต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของการพัฒนาองค์ความรู้ การเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการบริหารจัดการทั้งห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักนวัตกรรมเกษตรฟังก์ชัน สู่ขุมทรัพย์สุขภาพโลก เพราะอนาคตของอุตสาหกรรมเกษตร ไม่ใช่เพียงการผลิตเพื่อเป็นแหล่งอาหาร แต่คือการสร้างเศรษฐกิจสายสุขภาพ การผลักดันสารสกัดเกษตรให้ได้มาตรฐานการแพทย์ ควบคู่กับการเชื่อมโยงเทคโนโลยีและบริการสุขภาพ จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับประเทศไทยในเวทีโลกต่อไป&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026081917e62166fc8586dfa4d1bc0e1742c08b114841.jpg' type='image/jpg' length='654179' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จัดงาน Agri Plus Expo 2026 ดันเกษตรนวัตกรรมขายกลุ่ม HoReCa]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181325</link>
<guid isPermaLink="false">944ea5880053a24cde00ca644134eb0b</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 10:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/3 - Copy 14.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p><br />
กรมการค้าต่างประเทศ จัดงาน Agri Plus Expo 2026 ร่วมกับงาน Food &amp; Hospitality Thailand (FHT) 2026 เพื่อสร้างโอกาสเชื่อมโยงสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่กลุ่มผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อในอุตสาหกรรม HoReCa เผยขนสินค้ากว่า 70 แบรนด์ มากกว่า 100 ผลิตภัณฑ์ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ความงาม และไลฟ์สไตล์สีเขียวมาจัดแสดง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมจัดงาน &ldquo;Agri Plus Expo 2026&rdquo; ร่วมกับงาน Food &amp; Hospitality Thailand (FHT) 2026 เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่กลุ่มผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อในอุตสาหกรรม HoReCa ซึ่งครอบคลุมธุรกิจโรงแรม (Hotel) ร้านอาหารและบริการจัดเลี้ยง (Restaurant) และธุรกิจบริการจัดเลี้ยงนอกสถานที่ (Catering) รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและการบริการ มุ่งสร้างโอกาสทางการตลาดและขยายช่องทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากล โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19&ndash;22 ส.ค.2569 ณ ฮอลล์ 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภายในงาน Agri Plus Expo 2026 ได้รวบรวมสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยกว่า 70 แบรนด์ มากกว่า 100 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุม 3 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ 1.อาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 2.ผลิตภัณฑ์ความงาม สุขภาพ และสมุนไพร 3.ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรมสีเขียว สะท้อนศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยที่นำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาต่อยอดและเพิ่มมูลค่า สู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และพร้อมก้าวสู่ตลาดโลก<br />
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมไฮไลต์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้สนใจได้สัมผัสศักยภาพของสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยตลอดงาน ได้แก่ 1.Innovation Showcase 2.Agri Innovation Market Place 3.Business Matching และยังมีกิจกรรม Agri Plus Clinic คลินิกให้คำปรึกษาเพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ โดยได้รับความร่วมมือจาก 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) คณะเกษตรบูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้นหาตัวยา (ECDD) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จะมาร่วมให้คำปรึกษาและคำแนะนำด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การวิจัยและพัฒนา การเพิ่มมูลค่าสินค้า ตลอดจนการต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีศักยภาพทางการตลาดและสามารถแข่งขันในตลาดสากลได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;งาน Agri Plus Expo 2026 ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงสินค้า แต่ยังเป็นเวทีสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทยได้ขยายตลาด สร้างเครือข่ายทางการค้า แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยผลักดันสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตสินค้าเกษตรนวัตกรรมคุณภาพของโลก&rdquo;นางอารดากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260819eccbc87e4b5ce2fe28308fd9f2a7baf3100548.jpg' type='image/jpg' length='132330' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือกรมการท่องเที่ยว ตำรวจ ตม. ลุยเกาะเต่า ตรวจสอบ 12 ธุรกิจนำเที่ยว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181323</link>
<guid isPermaLink="false">3148fa5e32a54172498c17bbd77e9a1e</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 10:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/2 - Copy 17.jpg" style="width: 1000px; height: 750px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือกรมการท่องเที่ยว ตำรวจ ตม. ลุยเกาะเต่า ตรวจสอบ 12 ธุรกิจนำเที่ยว<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจนำเที่ยวจำนวน 12 ราย ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี พบฝ่าฝืน พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 จำนวน 2 ราย สั่งเพิกถอนใบอนุญาตทันที และจัดการต่างชาติสอนดำน้ำที่ไม่มีใบอนุญาต และสอบเอาผิดนอมินี อีก 10 ราย ปิด 1 ราย อีก 9 ราย พบทำธุรกิจไม่ขัดกฎหมายของกรมการท่องเที่ยว กรรมการ พนักงานต่างชาติ มีใบอนุญาตถูกต้อง มีคนไทยร่วมบริหาร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ทีมปราบนอมินี กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจนำเที่ยว ณ เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีเป้าหมายในการตรวจสอบบริษัทที่มีใบอนุญาตนำเที่ยว ซึ่งมีคนต่างชาติร่วมถือหุ้น โดยการปฏิบัติการในครั้งนี้ มีเป้าหมายตรวจสอบ 12 บริษัท</p>

<p>สำหรับผลการตรวจสอบปรากฏ ดังนี้ 1.ตรวจพบการกระทำความผิด 2 ราย ได้แก่ 1.บริษัทนำเที่ยวพบกรรมการและผู้ถือหุ้นให้ข้อมูลการประกอบธุรกิจว่ามีบริการสอนดำน้ำ และอยู่ระหว่างขออนุญาตประกอบกิจการห้องพักแบบโฮสเทล โดยจากการตรวจสอบบริษัทดังกล่าว มีกรรมการผู้มีอำนาจชาวต่างชาติ 1 ราย และชาวไทย 1 ราย ซึ่งขัดกับ พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 ที่กำหนดว่า กรรมการเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย กรมการท่องเที่ยวจึงได้ดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตนำเที่ยว และยังพบชาวต่างชาติสอนดำน้ำที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ซึ่งตำรวจตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว ในส่วนของกรมได้ดำเนินการตรวจสอบบริษัทว่ามีพฤติกรรมในลักษณะนอมินีหรือไม่ พร้อมตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่ให้คำปรึกษาในการจดทะเบียนบริษัทแก่บริษัทรายดังกล่าวด้วย และยังตรวจพบบริษัทนำเที่ยวประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาตสาขา ซึ่งกรมการท่องเที่ยวได้ดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว<br />
2.ตรวจสอบบริษัทเป้าหมายอีก 10 ราย พบว่า บริษัทปิดชั่วคราว 1 ราย และอีก 9 ราย พบกรรมการและผู้ถือหุ้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจว่า ธุรกิจส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับการดำน้ำ หรือสอนดำน้ำ ต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนมีหลากหลายสัญชาติ มีสัดส่วนการถือครองหุ้น และสัดส่วนกรรมการ ไม่ขัดกับกฎหมายของกรมการท่องเที่ยว และพบว่ากรรมการและพนักงานชาวต่างชาติมีใบอนุญาตการทำงานถูกต้อง โดยคนไทยมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมจะดำเนินการตรวจสอบธุรกิจนอมินีอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อคัดกรองนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายผิดกฎหมาย พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การปราบปรามธุรกิจนอมินีเห็นผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมชัดเจน สร้างความเป็นธรรมให้แก่ภาคธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน</p>

<p>ทั้งนี้ ขอเตือนผู้ประกอบธุรกิจทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงบริษัทให้คำปรึกษาด้านการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท และบริษัทให้คำปรึกษาด้านการลงทุน ให้ปฏิบัติตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของประเทศอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันสร้างบรรทัดฐานการประกอบธุรกิจที่มีความโปร่งใส โดยหากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิด หรือพบธุรกิจใดเข้าข่ายกระทำความผิดในลักษณะนอมินี สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์ 0 2547 4419 หรือ Call Center 1570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260819c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c100348.jpg' type='image/jpg' length='236235' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือห้างสยาม ทาคาชิมายะ คัด 15 สินค้า GI ขายคนไทย-นักท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181322</link>
<guid isPermaLink="false">d876f333850407d01b833caf10bfa95a</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 10:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/6a8411c4758ad.jpg" style="width: 1000px; height: 671px;" /></p>

<p>​&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือห้างสยาม ทาคาชิมายะ คัด 15 สินค้า GI ขายคนไทย-นักท่องเที่ยว<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ห้างยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น จัดงาน &ldquo;GI MARKET&rdquo; รวมสุดยอดของดี GI ไทย : Thailand&#39;s Finest GI Selection ยกทัพสินค้า GI จาก 15 จังหวัดทั่วไทย ทั้งผลไม้ วัตถุดิบประกอบอาหาร สินค้าแปรรูป มาจำหน่ายให้คนไทยและนักท่องเที่ยว ได้สัมผัสรสชาติและอัตลักษณ์ระดับพรีเมียม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
​นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้เป็นประธานในพิธีเปิดงาน &ldquo;GI MARKET&rdquo; รวมสุดยอดของดี GI ไทย : Thailand&#39;s Finest GI Selection ซึ่งเป็นงานที่ยกทัพสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จาก 15 จังหวัดทั่วไทย ทั้งผลไม้ วัตถุดิบประกอบอาหาร และสินค้าแปรรูป มาให้คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้สัมผัสรสชาติและอัตลักษณ์ระดับพรีเมียม ระหว่างวันที่ 17-23 ส.ค.2569 ณ บริเวณชั้น G ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดย​ภายในงานมีสินค้า GI ไฮไลต์จากหลายภูมิภาค อาทิ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่มีเนื้อเนียนละเอียด สีเหลืองสวย รสชาติหวานมัน และมีกลิ่นหอมปานกลาง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์จากแหล่งปลูกดินภูเขาไฟ กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) กาแฟอาราบิก้าที่ปลูกบนพื้นที่สูง 1,100&ndash;1,600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ให้รสชาติกลมกล่อม นุ่มนวล และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว สับปะรดภูแลเชียงราย ผลขนาดเล็ก เนื้อสีเหลือง กรอบ หวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม และสามารถรับประทานได้ทั้งแกน ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน ถั่วลิสงเมล็ดใหญ่ที่มีลายสีม่วงคล้ายลายเสือ นำมาคั่วเกลือตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้รสชาติมัน กลมกล่อม และกรอบ ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา ปลากะพงขาวจากแหล่งเลี้ยงในบริเวณทะเลสาบสามน้ำ เนื้อขาว นุ่ม และมีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู<br />
นอกจากนี้ ยังมีสินค้า GI ที่น่าสนใจอีกหลายรายการ อาทิ มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มะขามหวานเพชรบูรณ์ ข้าวแต๋นลำปาง เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน เหล้าแป้ (แพร่) ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ พริกไทยตรัง ไข่เค็มไชยา (สุราษฎร์ธานี) และปลาสลิดบางบ่อ (สมุทรปราการ) ซึ่งล้วนเป็นสินค้า GI ที่สะท้อนคุณภาพและอัตลักษณ์จากแหล่งผลิตอย่างชัดเจน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความร่วมมือระหว่างกรม และห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยงสินค้า GI จากแหล่งผลิตต่าง ๆ เข้าสู่ตลาดและกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้ความต้องการของตลาด และนำข้อมูลไปพัฒนาต่อยอดสินค้าและยกระดับการทำตลาดให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยิ่งขึ้น อันจะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว&rdquo;นายวิโรจน์กล่าว</p>

<p>​ทั้งนี้ กรมขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวเลือกช็อปของดี GI ไทยที่ส่งตรงจากแหล่งผลิตทั่วประเทศ ในงาน &ldquo;GI MARKET&rdquo; รวมสุดยอดของดี GI ไทย : Thailand&#39;s Finest GI Selection พร้อมรับโปรโมชันพิเศษตลอดการจัดงาน เพื่อสนับสนุนสินค้า GI และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีรายได้เพิ่มขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/2026081941ca4dfe080313a9d0892256be1af6ab100121.jpg' type='image/jpg' length='211766' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​7 เดือน ปี 69 ต่างชาติลงทุนไทย 736 ราย นำเงินเข้า 2.19 แสนล้าน จ้างงาน 5,229 คน]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181065</link>
<guid isPermaLink="false">1ec364496bd1555b1e959468526bc1e9</guid>
<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 13:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/05 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 685px;" /></p>

<p>​7 เดือน ปี 69 ต่างชาติลงทุนไทย 736 ราย นำเงินเข้า 2.19 แสนล้าน จ้างงาน 5,229 คน<br />
คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ไฟเขียวคนต่างชาติเข้ามาลงทุนไทยในช่วง 7 เดือน ปี 69 จำนวน 736 ราย เพิ่ม 26% นำเงินเข้ามาลงทุน 219,208 ล้านบาท เพิ่ม 37% จ้างงานคนไทย 5,229 คน เพิ่ม 22% สิงคโปร์ ลงทุนสูงสุด 6.11 หมื่นล้านบาท ตามด้วยญี่ปุ่น 4.5 หมื่นล้านบาท และจีน 3.86 หมื่นล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ในช่วง 7 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 736 ราย เพิ่มขึ้น 26% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 177 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 559 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 219,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% และมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 5,229 คน เพิ่มขึ้น 22%</p>

<p>โดยจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน 133 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 38,603 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาด้านเทคนิค และการออกแบบการวางผังเครื่องจักร และระบบอัตโนมัติให้กับลูกค้า เป็นต้น ธุรกิจบริการออกแบบด้านวิศวกรรม ก่อสร้างและติดตั้งระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล Electric Vehicle Charger เป็นต้น<br />
2.สหรัฐฯ 121 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,226 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Circuit Breaker ระบบควบคุมการปฏิบัติงานด้วยสมองกลเอง เม็ดพลาสติก เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.สิงคโปร์ 97 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 61,112 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจผลิตไม้วีเนียร์ (Wood Veneer) ธุรกิจบริการ Data Center ที่ใช้พลังงานประสิทธิภาพสูง ธุรกิจบริการให้ใช้ช่วงสิทธิแฟรนไชส์ (Franchising) เพื่อประกอบธุรกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น อาหารสัตว์ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป โลหะรีไซเคิล เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.ญี่ปุ่น 94 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 45,085 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาและแนะนำทางเทคนิคในการเลือกเครื่องจักรและอุปกรณ์ การวางผังเครื่องจักร การตรวจสอบชิ้นงานและการปรับปรุงกระบวนการผลิต เป็นต้น ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์โลหะ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 72 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 14,077 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้า พลังงานลม สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น &nbsp;ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องดูดควัน เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรม เป็นต้น<br />
นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 360 ราย คิดเป็น 49% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 736 ราย มูลค่าลงทุน 157,328 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Aircraft Engine Case เครื่องจักรอัตโนมัติ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2.ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค 3.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น บริการ Data Center บริการพัฒนาซอฟต์แวร์/แพลตฟอร์ม เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ในช่วง 7 เดือน ปี 2569 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุน 220 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 25% มีมูลค่าการลงทุน 85,615 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 80 ราย ลงทุน 30,042 ล้านบาท ญี่ปุ่น 31 ราย ลงทุน 22,636 ล้านบาท ฮ่องกง 26 ราย ลงทุน 4,803 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 83 ราย ลงทุน 28,134 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ &nbsp;ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร ธุรกิจการแปรรูปไม้เพื่อใช้ในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) เป็นต้น &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เฉพาะเดือน ก.ค.2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย 96 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 26 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย &nbsp;และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 70 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 31,594 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก จีน สิงคโปร์ และสหรัฐฯ ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 960 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมหลุมขุดเจาะปิโตรเลียม องค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานและการดูแลรักษาเครื่องมือ Clean Energy Equipment และองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการแม่พิมพ์เครื่องจักรที่ใช้สำหรับผลิตรถยนต์ เป็นต้น โดยธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย ธุรกิจบริการ Data Center ที่ใช้พลังงานประสิทธิภาพสูง ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ Switchgear, Electric Vehicle Charger เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/20260818751d31dd6b56b26b29dac2c0e1839e34130812.jpg' type='image/jpg' length='57921' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เผยตั้งบริษัทใหม่ ก.ค.69 มีจำนวน 7,512 ราย เลิกกิจการ 2,152 ราย]]></title>
<link>https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181064</link>
<guid isPermaLink="false">ef5cbea59d7ececf71986c2ecf9ef1f3</guid>
<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 13:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://chainat.moc.go.th/cms/s57/u90029/04 - Copy 2.jpg" style="width: 1000px; height: 687px;" /></p>

<p>กรมพัฒน์เผยตั้งบริษัทใหม่ ก.ค.69 มีจำนวน 7,512 ราย เลิกกิจการ 2,152 ราย<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่ เดือน ก.ค.69 มีจำนวน 7,512 ราย ลด 2.57% ทุนจดทะเบียน 53,647 ล้านบาท เพิ่ม 143.65% เลิกกิจการ 2,152 ราย เพิ่ม 17.92% เหตุธุรกิจไม่ต้องการยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ส่วนยอดรวม 7 เดือน ตั้งใหม่ 52,285 ราย เพิ่ม 1.43% เลิก 9,176 ราย เพิ่ม 13.72%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน ก.ค.2569 มีจำนวน 7,512 ราย ลดลง 2.57% ทุนจดทะเบียน 53,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 143.65% เนื่องจากมีนิติบุคคล 1 ราย ที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท คือ บริษัท บ้านปู จำกัด ทุนจดทะเบียน &nbsp; 40,496 ล้านบาท ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพลังงาน ส่วนยอดการตั้งใหม่ 7 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) มีจำนวน 52,285 ราย เพิ่มขึ้น 1.43% ทุนจดทะเบียนสะสม 164,848 ล้านบาท ลดลง 3.69%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ คือ 1.ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต 2.ธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร และ 3.ธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้า</p>

<p>&ldquo;ตัวเลขการจดทะเบียนตั้งธุรกิจใหม่ช่วง 7 เดือน ที่ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายรัฐบาลอย่างไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำมาใช้ลดภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นการใช้จ่ายฐานราก และโครงการภาคการเที่ยวท่องของรัฐบาลที่จะมีความชัดเจนในช่วงเดือนนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม โดยกรมมั่นใจว่าทั้งปี จะตั้งใหม่ไม่ต่ำกว่า 8-8.5 หมื่นราย&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือน ก.ค.2569 มีจำนวน 2,152 ราย เพิ่มขึ้น 17.92% โดยเดือนนี้ ธุรกิจจะเลิกมากกว่าปกติ เพราะไม่อยากแจ้งแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (รอบ 6 เดือนแรก) ที่ต้องยื่นภายในเดือน ส.ค.2569 และทุนจดทะเบียนเลิก 6,776 ล้านบาท ลดลง 66.38% รวม 7 เดือน เลิกจำนวน 9,176 ราย เพิ่มขึ้น 13.72% ทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 105,633 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 108.35%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.2569 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,102,362 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.69 ล้านล้านบาท มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 1,009,681ราย ทุนจดทะเบียนรวม 24.05 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 807,160 ราย คิดเป็น 79.94% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 18.04 ล้านล้านบาท &nbsp;ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 201,007 ราย คิดเป็น 19.91% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,514 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.58 ล้านล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 550,199 ราย ทุนจดทะเบียน 14.18 ล้านล้านบาท รองลงมา คือ กลุ่มค้าส่ง ค้าปลีก 330,788 ราย ทุนจดทะเบียน 2.59 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 128,694 ราย ทุนจดทะเบียน 7.28 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.49% 32.76% และ 12.75% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://chainat.moc.go.th/th/file/get/file/202608187d0665438e81d8eceb98c1e31fca80c1130538.jpg' type='image/jpg' length='59736' />
</item>
</channel>
</rss>
